ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 24

จาก วิกิซอร์ซ
(๒๑) รัชกาลสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

สมเด็จพระพิมลธรรม์เสด็จขึ้นผ่านพิภพ กรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา ทรงพระนามสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงธรรม์อันมหา ประเสริฐ ทรงพระกรุณาให้จหมื่นศรีเสารักษ์เป็นอุปราชอยู่ ๗ วัน มหาอุปราชประชวรลง ๓ วันสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แต่ง การพระราชทานเพลิงตามอย่างอุปราช

ครั้งนั้นยี่ปุ่นเข้ามาค้าขายหลายลำ ยี่ปุ่นโกรธว่าเสนาบดี มิได้เป็นธรรม คบคิดเข้าด้วยพระพิมลฆ่าพระมหากษัตริย์เสีย ยี่ปุ่นคุมกันได้ประมาณ ๕๐๐ ยกเข้ามาในท้องสนามหลวง คอยจะกุมเอาพระเจ้าอยู่หัว อันเสด็จออกมาฟังพระสงฆ์บอกหนังสือ ณพระที่นั่งจอมทองสามหลัง ขณะนั้นพอพระสงฆ์วัดประดู่โรงธรรมเข้ามา ๘ รูปพาเอาพระองค์เสด็จออกมาต่อหน้านี้ญี่ปุ่น ครั้นพระสงฆ์พาเสด็จไปแล้ว ยี่ปุ่นร้องอื้ออึงขึ้นว่า จะกุมเอาพระองค์แล้วเป็นไรจึงนิ่งเสียเล่า ยี่ปุ่นทุ่มเถียงเป็นโกลาหล

ฝ่ายพระมหาอำมาตย์คุมพลได้ แลไล่รบยี่ปุ่นล้มตายเป็น อันมาก ยี่ปุ่นแตกไปจากพระราชวังลงสำเภาหนี ตั้งแต่นั้นมา สำเภาเมืองยี่ปุ่นก็มิได้เข้ามาค้าขายณกรุงเลย พระมหาอำมาตย์ ให้ไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระราชวัง เพลาเช้าเสด็จ ออกท้องพระโรง พร้อมด้วยท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ทรงพระกรุณาตรัสว่า ราชการครั้นนี้พระมหาอำมาตย์มีความชอบ มาก ให้เป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมาก แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการ ให้วิเศษแต่งกับปิยะจังหันถวายพระสงฆ์วัดประดู่โรงธรรมเป็นนิจอัตรา

ศักราช ๙๖๕ ปีเถาะศก (พ.ศ. ๒๑๔๖) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ชักพระมงคลบพิตรอยู่ฝ่ายตะวันออก มาไว้ฝ่ายตะวันตก แล้วให้ก่อพระมณฑปใส่ให้

ขณะนั้นมีหนังสือเมืองตะนาวศรีบอกเข้ามาว่า กองทัพพะม่ามอญมาล้อมเมือง ขอพระราชทานกองทัพไปช่วย สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวตรัสให้พระยาพิชัยสงคราม เป็นแม่ทัพยกออกไปเถิงเมือง สิงขร นายทัพนายกองบอกเข้ามาว่า เมืองตะนาวศรีเสียแก่ข้าศึก แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกองทัพกลับ

ศักราช ๙๖๘ ปีมะเมียศก (พ.ศ. ๒๑๔๙) ทรงพระกรุณา ให้พูนดินพระวิหารแกลบ ไว้เป็นที่สำหรับถวายพระเพลิง

ในปีนั้นเมืองสระบุรีบอกมาว่า พรายบุนพบรอยเท้าอันใหญ่บนไหล่เขาเป็นประหลาด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัย เสด็จด้วย พระที่นั่งชัยพยุหยาตรา พร้อมด้วยเรือท้าวพระยาสามนตราชดาษดา โดยชลมารคนทีธารประทับเรือ รุ่งขึ้นเสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณ ปฤษฎางค์ พร้อมด้วยคเชนทรเสนาคนิกรเป็นอันมาก

ครั้งนั้นยังมิได้มีทรงสถลมารค พรานบุนเป็นมัคคุเทสน์นำลัด ตัดดงไปเชิงเขา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทอดพระเนตรเห็นแท้เป็น รอยพระบรมพุทธบาทมีลายลักษณ์กงจักร ประกอบด้วยอัฏฐุตรสต มหามงคล ๑๐๘ ประการสมด้วยพระบาลี แล้วต้องกับเมือง ลังกาบอกเข้ามาว่า กรุงศรีอยุธยามีรอยพระพุทธบาท เหนือยอด เขาสุวรรณบรรพต ก็ทรงพระโสมนัสปรีดาปราโมท ถวายทัศนัขเหนืออุตมางคสิโรตม์ ด้วยเบญจางคประดิษฐเป็นหลายครา กระทำสักการบูชาด้วยธูปเทียนคันธรสจะนับมิได้ ทั้งท้าวพระยาเสนาบดีกวีราชนักปราชญ์บัณฑิตชาติทั้งหลาย ก็ถวายวันทนประณามน้อมเกล้าด้วยเบญจางคประดิษฐิ ต่างคนต่างมีจิตต์โสมนัศปราโมทยิ่งนัก กระทำสักการบูชาสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทิศถวายวนาสณฑ์เป็นบริเวณออกไปโยชน์หนึ่งโดยรอบแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ช่างจับการสถาปนาเป็นมณฑปสวมพระบรมพุทธบาท แล้วสร้างพระอุโบสถ พระวิหารการเปรียญ ตึกกว้านกุฎิสงฆ์เป็นอเนกประการแล้ว ให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทางสถลมารคกว้าง ๑๐ วา ตรงตลอดถึงท่าเรือ ให้ แผ้วถางทุบปราบให้รื่นราบเป็นถนนหลวงเสร็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงท่าเรือ ทรงพระกรุณาสั่งให้ตั้งพระราชนิเวศน์ตำหนัก ฟากตะวันออก ให้ชื่อพระตำหนักท่าเจ้าสนุก

ขณะนั้นฝีพายเอาดอกเลาผูกปัถวีเรือชัย ทอดพระเนตรเห็นตรัสว่างามดีอยู่ ครั้นเสด็จกลับเถิงถรุง สั่งให้แปลงปัถวีเรือชัยเป็น เรือกิ่ง

ทรงพระกรุณาเร่งรัดให้ช่างสร้างมณฑปพระพุทธบาท และอาวาสบริเวณทั้งปวง ๔ ปีจึงสำเร็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปกระทำการฉลอง มีงานมหรสพสมโภช ๗ วัน แล้วเสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ในปีนั้นปรางค์วัดมหาธาตุทำลายลงจันทันครุฑ พื้นอัฒจรรย์

ลุศักราช ๙๘๙ ปีมะแมศก (พ.ศ. ๒๑๗๐) ทรงพระกรุณา แต่งมหาชาติคำหลวง[1] แล้วสร้างพระไตรปิฎกธรรมไว้สำหรับพระศาสนาจบบริบูรณ์ ครั้นณวันพฤหัสบดีเดือนยี่ขึ้น ๖ ค่ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร เดือนหนึ่งกับ ๑๖ วันเสด็จสวรรคต พระเจ้าทรงธรรมอยู่ในราชสมบัติ ๒๕ พระพรรวษา พระองค์มีพระราชบุตร ๓ พระองค์ ๆ เป็นประถมนั้น ทรงนามพระเชษฐาธิราชกุมาร พระองค์ที่ ๒ นั้นทรงพระนามพระพันปีศรีสิน พระองค์ที่ ๓ นั้นทรงพระนามพระอาทิตย์วงศ์


  1. ปรากฎในบันทึกของสมเด็จ ฯ เจ้าฟ้าธรรมธิเบศ กรม พระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้าบรมโกศ ซึ่งโปรด ให้จารึกไว้ท้ายเรื่องนนโทปนนทสูตร คำหลวง ว่า เมื่อแรกแต่งพระมหา ชาติคำหลวงนั้นจุลศักราชได้ ๘๔๔ (พ.ศ. ๒๐๒๕ ตรงในรัชกาลสมเด็จ พระบรมไตรโลกนาถ)