ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 25
จึงเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตาจารย์ทั้งหลาย มีเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เป็นประธานปรึกษาพร้อมกัน อัญเชิญสมเด็จพระ เจ้าลูกเธอพระเชษฐาธิราช ขึ้นราชาภิเศกครอบกรุงพระนคร ศรีอยุธยาโดยราชประเพณี อยู่มาได้ ๗ วัน พระพันปีศรีสินผู้เป็น พระอนุชา ทรงพระโกรธว่ามุขมนตรีมิได้ยกสมบัติให้ ก็พาพักพวก ของพระองค์ลอบหนีไปยังเมืองเพ็ชรบุรี ซ่องสุมพวกพลจะยกเข้ามา สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสทราบเหตุให้แต่งกองทัพออกไป พระพันปี ศรีสินมิทันจัดแจงกองทัพ ลอบจับได้กุมเอาตัวมาถวาย ทรง พระกรุณาให้ประหารชีวิตเสียณวัดโคกพระยา และชาวเมืองเพ็ชรบุรี ที่เป็นใจเข้าด้วยพระพันปีศรีสินนั้น ให้เอาตัวเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง ทั้งสิ้น อยู่มา ๔ เดือนเศษมารดาเจ้าพระยากลาโหมเถิงแก่กาลกิริยา แต่งการศพเสร็จแล้ว เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ออกไปตั้งการ ปลงศพณวันกุฎธาราม ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อย ออกไปช่วยนอนค้างแรมอยู่เป็นอันมาก ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัวกราบทูลยุยงเป็นความลับว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ทำการ ครั้งนี้ใหญ่หลวงนักหากเอาการศพเข้ามาบังไว้ เห็นจะคิดประทุษร้าย ต่อพระองค์เป็นมั่นคง
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิได้วิจารณให้ถ่องแท้ ตกพระทัยตรัสให้เหล่าชาวป้อมล้อมพระราชวังขึ้นประจำหน้าที่ แล้วเตรียมทหารในไว้เป็นกอง ๆ จึงดำรัสให้ขุนมหามนตรีออกไปหาตัวเจ้าพระยากลาโหม สุริยวงศ์เข้ามา ขณะนั้นจมื่นสรรเพธภักดี สอดหนังสือลับออกไป ก่อนว่า พระโองการจะให้หาเข้ามาดูมวย บัดนี้เตรียมไว้พร้อมอยู่แล้วเมื่อเจ้าคุณจะเข้ามานั้นให้คาดเชือกเข้ามาทีเดียว ครั้นขุนมหามนตรีออกไปเถิงกราบเรียนว่า พระโองการให้หาเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์แจ้งการซึ่งจมื่นสรรพเพชญ์ภักดีบอกไปสิ้นอยู่แล้ว จึงว่าขึ้นท่ามกลางขุนนางทั้งปวงว่า เราทำราชการกตัญญูแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงมา ท่านทั้งปวงก็แจ้งอยู่สิ้น แลเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตแล้วถ้า เรารักราชสมบัติ ท่านทั้งปวงเห็นจะพ้นเราเจียวหรือ ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่า ราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท้าวพระกรุณาสิ้น ที่ผู้ใดจะขัดแข็งนั้นข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นไม่มีตัวแล้ว เจ้าพระยากลาโหม สุริยวงศ์ จึงว่าท่านทั้งปวงจงเห็นจริงด้วยเราเถิด เราคิดว่าเป็นลูก เจ้าข้าวแดงจึงเป็นต้นคิดอ่านปลูกแต่งปรึกษา มิให้เสียราชประเพณี ยกราชสมบัติถวายแล้วยังหามีความดีไม่ ฟังแต่คำคนยุยง กลับจะมาทำร้ายเราผู้มีความชอบต่อแผ่นดินอีกเล่า ท่านทั้งปวงไปข้างหน้าจงเร่งคิดเถิด ขุนนางทั้งนั้นกราบแล้วว่าอันท้าวพระกรุณาว่านี้ควรนักหนา
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ดูท่วงทีขุนนางทั้งปวง เห็นยังไว้อารมณ์เป็นกลางอยู่มิลงใจเป็นแท้ จึงร้องสั่งทะลวงฟันให้กุมเอาตัว ขุนมหามนตรีและบ่าวไพร่ ซึ่งพายเรือมานั้นไว้ให้สิ้น ทะลวงฟัน ก็กรูกันจับขุนมหามนตรีและไปคุมไว้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดัง นั้นต่างคนตกใจหน้าซีดลงทุกคน
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นดังนั้น จึงว่าบัดนี้พระเจ้าแผ่นดินว่าเราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิดการกบฎ ก็ท่านทั้งปวง ซึ่งจะมาช่วยเราโดยสุจริตนั้น จะมิพลอยเป็นกบฎด้วยหรือ
ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันกราบเรียนว่าเป็นธรรมดาอยู่แล้ว อุปมาเหมือนหนึ่งท่านบรมโพธิสัตว์เป็นนายสำเภา คนทั้งหลายโดยสาร ไปค้าใช้ไปถึงท่ามกลางพระมหาสมุทรต้องพายุใหญ่ สำเภาจะอัปปางอยู่แล้ว บรมโพธิสัตว์จึงว่าถ้านิ่งอยู่ดังนี้ ก็พากันตายเสียสิ้นทั้งลำสำเภา จึงตั้งสัตย์อธิฐานว่าถ้าอาตมาจะสำเร็จแก่พระบรมโพธิญาณ ขออย่าให้สำเภาอับปางในท้องพระมหาสมุทรเลย เดชะอานุภาพพระบารมีบรมโพธิสัตว์ สำเภาก็มิได้จลาจล แล่นล่องถึงประเทศธานี ซึ่งจะไปค้าก็เหมือนการอันเป็นครั้งนี้ ถ้าท้าวกรุณานิ่งตายคนทั้งหลายก็จะพลอยตายด้วย ถ้าท้าวพระกรุณาคิดการรอดจากความตาย คนทั้งปวงก็จะรอดด้วย
เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ได้ฟังขุนนางว่าดังนั้นหัวร่อแล้วว่าเจ้าแผ่นดินว่าเราเป็นกบฎแล้วเราจะทำตามรับสั่ง ท่านทั้งปวงจะว่าประการใดขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่าถ้าท้าวพระกรุณาจะทำการใหญ่จริง ข้าพเจ้าทั้งปวงจะเอาชีวิตสนองพระคุณตายก่อน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ เห็นขุนนางลงให้พร้อมด้วยสุจริต ก็จัดแจงเป็น หมวดเป็นกอง กำหนดกฎหมายกันมั่นคง ครั้นเพลาชาย ๓ โมงเศษจุดเพลิงเผาศพเสร็จแล้ว ได้อุดมฤกษ์เวลา เจ้าพระยากลาโหม สุริยวงศ์ ก็ลงเรืออมพร้อมด้วยขุนนางทั้งปวงสัก ๑๐๐ ลำ คน ประมาณ ๓๐๐๐ เศษ สรัพด้วยเครื่องสาตราวุธล่องมาขึ้นประตูชัย
วันนั้นเป็นเสารวาร เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ใส่เสื้อดำ กางเกงดำขี่ม้าดำ ขุนนางแลไพร่ตามมาเป็นอันมาก ครั้นเถิงหน้า พระกาฬจึงลงจากม้าตั้งสัจจาธิฐานว่า ข้าพเจ้าปรารถนาพระโพธิญาณถ้าจะเสร็จแก่พระพุทธสมบัติเป็นแท้ จะยกเข้าไปล้างผู้อาสัจขอให้สำเร็จดังปรารถนา เสร็จอธิฐานแล้วเพลาพลบค่ำจึงมาตั้งซุ่มพลอยู่ณวัด สุธาวาศ ครั้นเพลา ๘ ทุ่ม นิ่งคอยฤกษ์พร้อมกันเห็นพระสารีริกธาตุเสด็จมาแต่ประจิมทิศผ่านไปปราจินทิศ ได้นิมิตร์เป็นมหามงคลฤกษ์อันประเสริฐ ก็ยกพลมาเข้าประตูมงคลสุนทร ให้ทหารเอาขวานฟัน ประตูเข้าไปได้ ด้วยเดชากฤษฎาภินิหารอันใหญ่ยิ่ง หามีผู้ใดจะออกต่อต้านมิได้ ก็กรูเข้าไปถึงท้องพระสนามใน ข้าหลวงเดิมซึ่งนอนเวรประจำซองร้องกราบทูลเข้าไปว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ยก เข้ามาได้แล้ว พระเจ้าแผ่นดินได้ฟังตกพระทัยนัก มิได้คิดอ่านที่จะ ต่อสู้ ออกจากพระราชวังกับพวกข้าหลวงเดิมลงเรือพระที่นั่งหนีไปเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้าในพระราชวังได้ รู้ว่าพระเจ้าแผ่นดินหนีสั่งให้พระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ ไปตามแต่ในเพลากลางคืนวันนั้น รุ่งขึ้นเช้าพระยาเดช พระยาท้ายน้ำ ทันพระเจ้าแผ่นดินณป่าโมกน้อยล้อมจับมาได้ เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์สั่งให้เอาไปสำเร็จโทษตามประเพณีกษัตริย์ พระเชษฐาธิราชอยู่ในราชสมบัติปีหนึ่งกับ ๗ เดือน