ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 27
ครั้นรุ่งขึ้นรวิวารมหาศุภฤกษ์ อันอุดม บรมทินกรประเวศเหนือนภาลัยจำรัสดวง พระมหาราชครู พระครูปโรหิตทวิชาจารย์ ก็เชิญ เสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสำอางค์อลงกฎวิภูษิตสรรพาภรณ์ บวรด้วยแก้วกาญจนรจนามณีรัตน์ชัชวาลโอภาสเสร็จ เสด็จทรงพระราเชนทร ยานมาขึ้นอัฒจรรย์ไพชยนต์มหาปราสาทเสด็จทรงพระราชครูทั้งสี่องค์ปุริโสดมพรหมพิชาจารย์ ก็เป่ามหาสังข์ทักษิณาวัฏ ประโคมแตรสังข์ดนตรีอินทเภรีเป็นประถม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จในหน้าฆ้องชัยชำระพระบาท พระยาธรมาธิบดีก็ลั่นฆ้องชัย ประโคมแตรสังดุริย ดนตรี ตีอินทเภรีย์เป็นทุติยวาร จุงเสด็จขึ้นไพชยนตมหาปราสาท สถิตย์เหนือบังลังก์อาศน์อลังการ หมู่ทวิชาจายร์ก็เป่าสังข์ทักษิณาวัฏประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรี ตีอินทเภรีเป็นตติยวาร สมเด็จ พระสังฆราชราชาคณะทั้งปวงก็สวดพระพุทธเจ้ามนต์ถวายชัยพระมหาราชครูพระครูปโรหิตสุภาวดีศรีทิชาจารย์ทั้งหลาย ก็แซ่ซร้องโอม อ่านอิศวรเวทวิศณุมนต์ถวายชัยพร้อมเสร็จ ก็ถวายมุรธาภิเศก อาเศียรพาท สำหรับพระราชพิธีปราบดาภิเศก พระกษัตตราธิราชเจ้าสืบมาแล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเถิงสิงหบัญชร พระที่นั่งมังคลาภิเศก อันวิจิตรด้วยสุวรรณรัตโนภาส จึงเบิกท้าวพระยา สามนตราราชตระกูลพฤฒามาตย์มุขมนตรีถวายบังคม แล้วเบิกสมโภชเลี้ยงลูกขุนทั้งปวงเสร็จ
ในศักราช ๙๙๒ ปีมะเมียศก (พ.ศ. ๒๑๗๓) สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเสร็จเสด็จขึ้นผ่านถวัลราชพิภพ กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนเวศมหา สถาน ทรงพระนามพระเจ้าปราสทาททอง พระองค์ทรงทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐ ครั้นรุ่งเช้าเสด็จออก ขุนนางเข้าเฝ้า ทรงพระกรุณาตรัสปูนบำเหน็จ จมื่นสรรเพธภักดี เจ้าพระยาราชภักดี เจ้ากรม พระคลังมหาสมบัติ พระราชทานเจียดทองกระบเต้าน้ำพานทอง เครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมาก แลขุนนางซึ่งสวามิภักดินั้น ก็ ตั้งแต่งโดยควรแก่ฐานนุศักดิ์ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นอันมาก แลพระอาทิตยวงศ์นั้นทรงพระกรุณาให้อยู่ในพระราชวังกับด้วยพระนมพี่เลี้ยง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระอนุชาองค์หนึ่ง ทรงพระกรุณาตรัสว่า น้องเราคนนี้น้ำใจกักขละหยาบช้า มิได้มีหิริโอ ตับปะ จะให้เป็อุปราชรักษาแผ่นดินต่างพระเนตร์พระกรรณ์มิได้ ให้เป็นแต่เจ้าพระ ชื่อพระศรีสุธรรมราชา ตั้งบ้านหลวงอยู่ริมวัดสุธาวาศแลที่บ้านสมเด็จพระพันปีหลวงนั้น พระเจ้าอยู่หัวให้สถาปนาสร้าง พระมหาธาตุเจดีย์ มีพระระเบียงรอบแลมุมพระระเบียงนั้น กระทำเป็นทรงเมรุทิพเมรุรายอันรจนาแลกอบด้วย พระอุโบสถพระวิหาร การเปรียญ แลสร้างกุฎถวายพระสงฆ์เป็นอันมากเสร็จแล้ว ให้ นามชื่อวัดไชยวัฒนาราม เจ้าอธิการนั้นถวายพระนามชื่ออชิตเถรราชาคณะ ฝ่ายอรัญวาสีทรงพระราโชทิศถวายนิตยภัตต์กัลปนาเป็นนิรันดรมิได้ขาด
ศักราช ๙๙๓ ปีมะแมศก (พ.ศ. ๒๑๗๕) ทรงพระกรุณา ให้ช่างไปถ่ายอย่างพระนครหลวง และประสาทกรุงกัมพูชาประเทศ เข้ามาให้ช่างกระทำพระราชวังเป็นที่ประทับร้อน ตำบลริมวัดเทพจันทรสำหรับจะเสด็จขึ้นไปนมัศการพระพุทธบาท จึงเอานามเดิมซึ่งถ่ายมาให้ชื่อว่าพระนครหลวง แลในปีสร้างนครหลวงนั้น ก็สถาปนา วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์เสร็จและทำการฉลอง มีมหรสพเป็นเอนกทุกประการ พระกฤษฎานุภาพพระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตรพระเจ้า อยู่หัวดำรงพิภพมณฑลสบสลกสีมาประชาราษฎรเกษมสุขสบายเพทภัยภยันตรายโรคาพยาธิเก็เบาบาง อีกหมู่เสนาคนิกรโยธาทหาร มั่งคั่งพรั่งพร้อมไปด้วยพลช้างพลม้า ฟ้าฝนตกต้องตามฤดูกาลธัญญาหารก็บริบูรณ์ ทั่วประเทศนิคมชนบท พระยศชื่นชมไปมา นานาประเทศทั้งปวง ครั้งนั้นสำเภาลูกค้าพานิชเข้ามาค้าขายเป็น อันมาก
ศักราช ๙๙๔ ปีวอกศก (พ.ศ ๒๑๗๕) ทรงพระกรุณา สร้างพระมหาปราสาทองค์หนึ่ง ๑๑ เดือนเสร็จ ให้นามว่าศิริยโสธรมหาพิมานบรรจง ในกลางคืน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบิน นิมิตร ว่าสมเด็จอมรินทราธิราช เสด็จลงมานั่งแทบพระองค์ไสยาศน์ตรัสบอกว่าให้ตั้งจักรพยุหะ แล้วสมเด็จอมรินทราธิราชหายไป เพลาเช้าเสด็จออกขุนนางเข้าเฝ้า ทรงพระกรุณา ตรัสเล่าสุบินให้โหราพฤฒาจารย์ทั้งปวงฟัง พระมหาราชครูปโรหิตโหราพฤฒาจารย์ ถวายพยากรณ์ทำนายว่า เพลาวานนี้พระกรุณาให้ชื่อพระมหา ปราสาทว่า ศิริยโสธรมหาพิมานบรรจง นั้นเห็นไม่ต้องนาม สมเด็จ อมรินทราธิราชซึ่งลงมาบอกให้ตั้งจักรพยุหะ อันจักรพยุหะนี้เป็นที่ ตั้งใหญ่ในมหาพิชัยสงคราม อาจข่มเสียได้ซึ่งปัจจามิตรทั้งหลาย ขอพระราชทานเอานามจักรอันนี้ ให้ชื่อพระมหาปราสาทว่า จักรวรรดิไพชยนมหาปราสาท ตามลักษณะเทพสังหรณ์ให้พระสุบินนิมิตร อันประเสริฐ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง ก็มีพระทัย ปรีดายิ่งนัก จึงให้แปลงชื่อพระมหาปราสาทตามคำพระมหาราชครู ทั้งปวง
ในปีนั้นพระราชเทวีประสูติพระราชบุตรองค์หนึ่ง พระญาติพระวงศ์เหลือบเห็นเป็นสี่กร แล้วปกติเป็นสองกร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสแจ้งความเห็นมหัศจรรย์ ก็พระราชทานพระนามว่า พระนารายน์ราชกุมาร
ในปีนั้นทรงพระกรุณาให้สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์ทิพอาสน์ ณ เกาะบางนางอิน มีราชนิเวศน์ปราการ ประกอบพฤษาชาติร่มรื่น เป็นที่สำราญราชหฤทัย ประพาศราชตระกูลสุริวงศ์อนงค์นารีทั้งปวงแล้วสร้างพระอารามเคียงพระราชนิเวศน์ถวายเป็นสงฆทาน มีพระเจดีย์วิหารเป็นอาทิสำหรับพระศาสนาเสร็จบริบูรณ์ แล้วให้นามชื่อวัดชุมพลนิกายาราม
ในเดือนยี่ปลายปีนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปโลกันต์พระเจ้าลูกเธอพระองค์อินทร์ ณเกาะบ้านเลน โสกันต์แล้วพระราชทาน พระนามชื่อเจ้าฟ้าชัยมานั้น ประสูตินอกราชสมบัติ ต่างพระชนนีกับพระนารายน์ราชกุมาร
ศักราช ๙๙๕ ปีระกาศก (พ.ศ. ๒๑๗๖) ทรงพระกรุณา ให้สถาปนาพระปรางค์วัดมหาธาตุอันทำลายลงเก่า เดิมในองค์สูง ๑๙ วา ยอดนภศูล ๓ วา จึงดำรัสว่าทรงเก่าล่ำนัก ก่อไม้ในองค์สูงเส้น ยอดนภศูลคงไว้ เข้ากันเป็นเส้น ๕ วา ก่อแล้ว เห็นเพรียวอยู่ ให้เอาไม้มะค่าแซกตามอิฐเอาปูนบวก ๙ เดือน สำเร็จ ให้กระทำการฉลองเป็นอันมาก
ปีนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชบุตรด้วยพระสนมอีก ๓ พระองค์ ทรงพระนามพระไตรภูวนาทิตยวงศ์องค์หนึ่ง พระองค์ทอง องค์หนึ่ง พระอินทรราชาองค์หนึ่ง เมื่ออาสาฬหมาสเข้าพระวษา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินด้วยสนมราชกัลยา ออกไปนมัสการจุดเทียนพรรษา ถวายพระพุทธปฎิมากรณวัดสรรเพ็ชญ์ เสด็จประพาศมาหน้าพระวิหารใหญ่ ทอดพระเนตร์เห็นพระอาทิตยวงศ์ราชบุตรพระเจ้าทรงธรรมซึ่งยกออกเสียจากราชสมบัตินั้น ขึ้นนั่ง ห้อยเท้าอยู่บนหลังกำแพงแก้ว ชี้พระหัตถ์ตรัสว่าอาทิตยวงศ์องอาจ มิได้ลงจากกำแพงแก้วให้ต่ำ ลดพระอาทิตยวงศ์ลงจากยศ ให้ไป ปลูกเรือนเสาไม้ไผ่ ๒ ห้อง ๒ หลังริมวัดท่าทราย ให้อาทิตยวงศ์อยู่ ให้คนอยู่ด้วย ๒ คนแต่พออยู่ตักน้ำหุงข้าว สั่งแล้วเสด็จเข้าพระราชวัง
ในเดือน ๑๒ นั้น ทรงพระกรุณาสั่งว่า พ้นเทศกาลราษฎรเกี่ยวข้าวแล้ว ก็เสด็จไปนมัสการพระพุทธบาท ให้ยกช่างขึ้นไปตกแต่ง พระตำหนักในธารทองแดง และให้ไขน้ำมาแต่ธารทองให้สนุก สนาน และทางสถลมารคแต่เจ้าสนุกขึ้นไปท้ายพิกุลนั้น คิดให้มีน้ำและศาลาโดยระยะทาง ผู้คนจะได้อาศัย เสนาบดีรับพระราชโองการแล้ว ก็ยกช่างแลไพร่ขึ้นไป เกณฑ์แบ่งให้ตกแต่งพระตำหนักท่า เจ้าสนุก แลแบ่งให้ทำศาลา ขุดบ่อบางโขมดตำบลบ่อโสกนั้น ขุดบ่อริมต้นโสกจึงให้ชื่อบ่อโสก แลให้ขึ้นไปขุดบ่อทำศาลากลางทาง พอพระสงฆ์แลสามเณรเดินขึ้นไปเห็นทำศาลาอยู่ เจ้าสามเณรจึงว่าศาลาทั้งห้าห้อง กันเสียสัก ๒ ห้องก่อเป็นฝากรงให้ดี คนจะได้ อาศัยนอน ถ้าไม่มีฝาเสือจะกินเสีย ช่างทั้งปวงฟังเจ้าสามเณรว่า เห็นชอบด้วยก็ทำตาม ครั้นทำแล้วจึงให้นามชื่อว่าศาลาเจ้าเณร และ ที่ตำบลหนองคณฑีนั้นมีน้ำอยู่แล้วก็ทำศาลาไว้สำหรับอาศัยแลไพร่ ซึ่งทำศาลาลงไปตักน้ำกิน ได้คณฑีใบหนึ่งจึงให้ชื่อว่าหนองคณฑี แล้วช่างกองใหญ่ยกขึ้นไปทำพระตำหนัก ริมลำธารท้ายธารทองแดงคิดทดท่อน้ำปิดให้ไหลเชี่ยวมาแต่ธารทองแดง อันพระราชนิเวศน์ ซึ่งทำนั้น ในดงพฤกษาชาติร่มรื่นชื่นชิดเป็นที่สำราญราชหฤทัย ปิ่นธเรศตรีค์วรกษัตริย์สรรพแสนสนุก แลคิดผ่อนทางชลชลาให้ ไหลหลั่นลงมายังห้วยสิลาดาษ จึงให้นามชื่อพระราชนิเวศน์ธารเกษมแลให้วนจรกะนำออกไปตกแต่งธารโสกปลายธารทองแดง เป็นที่ ประพาศแห่งหนึ่ง แต่ตกแต่งพระราชนิเวศน์และธารทองแดง บริเวณพระพุทธบาท และสถลมารคทั้งปวง ๓ เดือนก็เสร็จ จึง เสนาพฤฒามาตย์นำรายการมากราบทูลพระกรุณาให้ทราบทุกประการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทรงฟังก็มีพระทัยปราโมทยิ่งนัก จึงมี พระราชกำหนดสั่งสมุหนายกว่า เดือน ๔ ขึ้น ๒ ค่ำจะไปนมัสการพระพุทธบาท ให้เตรียมการโดยชลมารคสถลมารคให้พร้อม สมุห นายกรับพระราชโองการแล้ว ให้ล่วงไปจัดแจงการทุกกระทรวงพร้อมเสร็จ ครั้นเถิงผัดคุณมาศขึ้น ๒ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๘ บาท สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงบาตรแล้ว ก็ทรงเครื่องสรรพาภรณ์บวรด้วยแก้วกาญจนกนกรรจนามัย สำหรับพิชัยราชยุทธ์ ทรง ราชาวุธสรัพเสร็จ เสด็จลงสู่พระที่นั่งไกรสรมุขพิมานชัยจักรรัตน์ พิพัฒน์ด้วยเครื่องสรงใส่บวรธงชัยธงฉานอลงการ ด้วยเรือต้น ทั้งหลายเดียรดาษ เรือเสนาพฤฒามาตย์ราชตระกูลขุนหลวงต้นเชือกปลายเชือกทั้งปวง ก็เข้าจับฉลากเป็นขนัดอัดแออรรณพ ครบทั้งเรือประเทียบทุกกรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคลื่อนกระบวนพยุหบาตรยาตราไปโดยแนวชลมารค กำหนดระยะทางแต่ขนานประจำท่าพระราชวังหลวง เถิงที่ประทับร้อนพระนครหลวงเป็นทาง ๓๙๖ เส้น พักพลาพลทั้งหลายรับพระราชทานเป็นสุขารมย์สบาย ครั้นเพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกา ก็เสด็จกรีธาพลาพลนาเวศไปโดยลำดับชลมารค เป็นระยะทาง ๖๖๑ เส้น เพลาชายแล้ว ๔ นาฬิกาเศษเถิงท่าเจ้าสนุกก็เสด็จขึ้นพระราชนิเวศน์ประทับแรมอยู่ ๒ เวน ในเพลาบ่ายนั้น เจ้าพนักงานทังหลาย ยกจตุรงคเสนางคพยุหบาตร เจ้าจับฉลากประจำเรือรายโดยตำแหน่งแลรถพระประเทียบ ก็เรียบเรียงเป็นระยะอยู่โดยกระบวนสรัพเสร็จ ครั้นเพลารุ่งแล้วนาฬิกา ๖ บาท สมเด็จ บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเครื่องสำหรับพิชัยสงครามเสร็จ เสด็จทรงช้างต้นพังกินรวิหค ที่นั่งรองบุษบกเบญจาอลงการด้วยพระที่นั่งพุดตาลทองบวรฉลุลาย พรรณรายด้วยแก้ว กาญจนมณีรัตน์ชัชวาล โอภาสด้วยเครื่องอภิรุมรจเรขเศวตฉัตรชุมสายลายสุวรรณพรรณ กลดกลิงกรรชิงมาศดาษดา รจนาด้วย มยุรฉัตรร์พัชนีจามร บังรวิวรไพโรจน์ประดับสรัพด้วยหมู่คเชนทร กางกั้นแซกแซงค่ายค้ำพังคา ทั้งหมู่อัศวราเรืองรองลั่นเนียรนาท หมู่ พหลราชรถระดับงอนงามไสว หมู่พลาไกรก็คับคั่ง พรั่งพร้อม โดยขะบวนเสด็จ เสร็จทั้งรถพระประเทียบท้าวนางพระสนมบริพารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เคลื่อนพลทวยหาญพยุหยาตรา โดยแถวรัถยาทุเรศอรัญร่มรื่นระหง รโหฐานก้องกึกอธึกด้วยศัพท์สำเนียงเสียง กาหล กลองชะนะโครมครึนเพียงแผ่นพื้นพสุธาดลกัมปนาท อัน บวรราชอนงค์นางในรถพระประเทียบเรียบร้อย ก็ชวนกันเมียงเมินชมรุกขชาติ อันผลิช่อต่อผล เป็นพุ่มพวงผะกาหน้าเอนก ในพนัศ ทิวเถื่อนทุเรศกันดารดง ก็เสด็จตรงไปยังพระราชนิเวศน์ตำหนักธารเกษม เพลารุ่งเช้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพยุหยาตรามานมัสการพระพุทธบาท กระทำสักการบูชาเป็นมโหฬารยิ่งนัก แล้วให้มี มหรสพสมโภช ๗ เวนเป็นกำหนด พระองค์บริจาคพระราชทรัพย์เป็นทานแก่ยาจกทวณิพกทุกวันเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จนมัสการเช้าเย็นมิได้ขาดจนครบ ๗ เวน แล้วเสด็จประพาศธารโสกธารทองแดงแลห้วยเขาถ้ำธารเสร็จ เสด็จกลับกรุงเทพมหานคร ศรีอยุธยา
ลุศักราช ๙๙๗ ปีกุรศก (พ.ศ. ๒๑๗๘) สมเด็จพระพุทธ เจ้าอยู่หัวเสด็จไปพระราชทานเพลิงพระเจ้าลูกเธอฝ่ายใน ณวัดชัยวัฒนาราม ได้เนื้อในท้องเผาไม่ไหม้สงสัยว่าต้องคุณ ครั้งนั้นประชาราษฎรลือกันว่า จะให้ค้นตำหรับตำราที่หมอผู้เฒ่าผู้แก่ ต่างคนกลัวความผิด บรรดามีตำหรับความรู้วิชาการก็ทิ้งน้ำเสียสิ้น
ศักราช ๙๙๘ ปีชวดศก (พ.ศ. ๒๑๗๙) สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวให้รื้อเทวสถานพระอิศวร พระนารายน์ นั้นขึ้นมาตั้งยังชีกุน ในปีนั้นให้ยกกำแพงพระราชวังออกไป ให้สร้างพระมหาปราสาทพระวิหารสมเด็จ อนึ่งเสด็จมาทอดพระเนตร์เรือกิ่ง ช่างรับพระราชทาน อยู่ยังมิได้ติดตาเรือกิ่ง ทรงพระกรุณาให้นายมั่นมหาดเล็กบ้านนอก เอาตาเรือเข้า กลับเอาตาซ้ายติดเข้าตาขวา หางตาเรือก็กลับไป ทางปัถวี ทอดพระเนตร์เห็นตรัสว่าดีอยู่ ให้เอาตามนายมั่นติดนั้นเถิดพระราชทานเงินตรา ๕ ตำลึงเสื้อผ้าสำรับหนึ่ง ในวันปัณณรสีเพ็ญเดือน ๘ เสด็จออกไปปฎิบัตินพระสงฆ์ณวัดชัยวัฒนาราม สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอทรงพระเยาว์ก็ตามเสด็จไปหลายองค์ แต่พระนารายน์ราชกุมารพระชนม์ได้ ๕ พระวษานั้นประชวร พระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาตรัสว่า ป่วยอยู่แล้วอย่าตามไปเลย
เพลาเช้าวันนั้นฝนตกพรำอยู่ พระนารายน์ราชกุมารเสด็จออกไปเล่นที่เกย พระสนมพี่เลี้ยงทูลห้ามก็ไม่ฟัง จะถวายพระกลดก็ห้ามเสีย พระสนมพี่เลี้ยงจนใจต้องเล่นอยู่ด้วย พระองค์ยืนยุดเสา หลักชัยอยู่ อสุนีลงต้องหลักชัยแตกตลอดลงไปจนดิน พระนารายน์ราชกุมารจะได้เป็นอันตรายหามิได้ พระองค์ยืนยุดหลักชัยทรง พระสรวลอยู่ตามประสาพระยาว์ แต่พระสนมพี่เลี้ยงสลบไปสิ้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ยินเสียงอสุนีสนั่นตรงพระราชวัง ก็ตกพระทัยตรัสให้ข้าหลวงเข้าไปดู ข้าหลวงเข้าไปกลับออกมากราบทูล ตาม ซึ่งมีเหตุนั้นให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทราบดังนั้นเร่ง ให้หมอเข้าไปแก้คนทั้งปวง ครั้นปรนิบัติพระสงฆ์แล้วเสร็จกลับ เข้ามาพระราชวัง ทอดพระเนตรเห็นรอยอสุนีประจักษ์ ทรงพระ กรุณาตรัสว่าราชบุตรเรานี้จะมีบุญอยู่แล้ว ให้สมโภชพระเจ้าลูกเธอพระนารายน์ราชกุมาร ๓ วัน
ศักราช ๙๙๙ ปีฉลูนพศก (พ.ศ. ๒๑๘๐) พระอาทิตยวงศ์คบคิดกันกับขุนนางที่เป็นโทษถอดเสสียจากราชการแต่ก่อนนั้น ครั้น ได้พวก ๒๐๐ เศษเพลาย่ำฆ้องรุ่งเปิดประตู ก็กรูกันเข้าไปในพระ ราชวัง เถิงหน้าสิงห์สรรเพ็ชญ์ปราสาทโห่ร้องอื้ออึ้ง สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวไม่ทันรู้พระองค์ ลงเรือพระที่นั่งลอยอยู่ขนานประจำท่า ตรัสให้ตำรวจไปเร่งขุนนางเข้าไปจับเหล่าร้าย เสนาบดีทั้งปวงรู้ก็พา กันคุมไพร่เข้าไป ไล่ตีพวกพระอาทิตยวงศ์แตกกระจัดกระจาย จับตัวพระอาทิตยวงศ์ได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นพระราชวัง สั่งให้พิจารณาพวกกบฎซึ่งคบคิดกับพระอาทิตยวงศ์ได้สิ้น ก็ให้เอาไปประหารชีวิตเสียณตะแลอแกง รุ่งขึ้นวันหนึ่งนายช้างต้นโคบุตรเล่น หมากรุกอยู่ในโรงช้าง อสุนีตกลงนายช้างตาย แต่ช้างต้นโคบุตร จะได้เป็นอันตรายหามิได้
ลุศักราช ๑๐๐๐ ปีขาลสัมฤทธิศก (พ.ศ. ๒๑๘๑) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรึกษาแก่เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตทั้งหลายว่า บัดนี้ จุลศักราชถ้วน ๑๐๐๐ ปี การกลียุคจะบังเกิดไปภายหน้าทั่วประเทศธานีใหญ่น้อยเป็นอันมาก เราคิดว่าจะเสี่ยงบารมีลบศักราช บัดนี้ขาลสัมฤทธิศกจะเอากุรเป็นสัมฤทธิศกขึ้น ดิถีวารจันทร์เถลิงศก ให้กรุงประเทศธานีนิคมชนบททั้งปวง เป็นสุขไพศาลสมบูรณ์ดุจทวารปรยุคท่านทั้งหลายจะเห็นเป็นประการใด เสนาบดีมนตรีมุขมาตยายอกร กราบทูลพระกรุณาว่า ซึ่งทรงพระราชดำริทั้งนี้ เพราะทรงพระ เมตตาแก่สัตวโลก ได้ชื่อว่าสัมมาสังกัปปะญาณสัมปยุตรอสังขาริกประการหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตั้งใจบำเพ็ญทานกุศล เป็น สาสนูปถัมภกในพระพุทธศาสนา อุปมาเหมือนเนื้อนาบริสุทธิ์ดีอยู่แล้ว จะหว่านพืชสิ่งใดลง ก็จะได้ผลเป็นแท้ ซึ่งพระองค์ตั้งพระทัยจะลบศักราช ให้ประชาราษฎรเป็นสุขนั้น เห็นเทพเจ้าก็จะช่วยให้สมพระทัยปรารถนา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังมุขมนตรีกราบทูลดังนั้น มีพระทัยโสมนัสปราโมทยิ่งนัก จึงให้พฤฒาจารย์ผู้รู้ตำหรับพระราช พิธี ไปจัดแจงตกแต่งการทั้งปวง พฤฒาจารย์รับพระราชโองการแล้ว ก็ให้กฎหมายส่งทุกพนักงาน ให้ตั้งเขาพระสุเมรุราช หน้าจักรวรรดิ ไพชยนตมหาปราสาท มีเขาไกลาศแลเขาสัตตภัณฑ์ ล้อมพระเมรุ เป็นชั้น ๒ ออกมา แล้วให้ช่างกระทำรูปอสุรกุมภัณฑ์คนธรรพ์คันธัพพระฤษีฤสิทธิ์วิทยาธร กินรนาคสุบรรณทั้งหลาย รายเรียงโดยระยะเขาสัตตภัณคีรี แล้วไห้กระทำรูปสมเด็จอมรินทราธิราช สถิต ณยอดเขาพระสุเมรุราชเป็นประธาน จึงให้ทิชาจารย์แต่งกายเป็น พระอิศวร พระวิศณุ พระพาย พระพิรุณ พระเพลิง พระยม พระไพศภ พระจันทร์ พระอาทิตย์ รูปเจ้าทั้ง ๑๒ ราษี แวดล้อมสมเด็จอมรินทราธิราชโดยอันดับศักดิ์เทวราช จึงเอาแผ่นสุวรรณชาติลิขิตอักษรด้วยชาดหรคุณ เป็นศักราชใหม่บรรทัดหนึ่ง เป็นศักราชเดิมบรรทัดหนึ่ง ใส่พานทองจำหลักสรรพางค์ ก็วางไว้หน้าสมเด็จ อมรินทรา ใต้มหาเศวตฉัตร์ยอดเขาพระสุเมรุราช แลเชิงเขา สัตตภัณฑ์ทั้งแปดทิศนั้น กระทำรูปช้างอัฐคชยืนเป็นอาทิ คือทิศบูรพ์ไว้พระยาเศวตกุญชร ทิศอาคเนย์โรมหัสดินทรสีพระเพลิง ทิศ ทักษิณรัตนาถกุญชรสีแก้วมุกดา ทิศหรดีอันชันสีนิลลุบล ทิศ ประจิมโคบุตรกุญชรสีแก้วไพฑูรย์ ทิศพายัพสารนิลาคชเรศสีแก้วอินทนิล ทิศอิสาณเศวตคชาธารสีขาวอ่อน แลหว่างอัฐคชนั้น ก็วางอัศวราช ๘ หมู่ นอกนั้นตั้งราชวัติฉัตร์ธงชัยประฎาก และ ต้นกล้วยต้นอ้อย ประดับด้วยเทพพะนมบุบผาชาติต่าง ๆ เป็นมโหฬาร์ดาดาษ แลตั้งพิธีไสยสาตร์ ณเชิงเขาสัตตภัณฑ์ทั้ง ๔ ทิศ รอบรายแตรสังข์ดุริยดนตรี ปี่พาทย์ ฆ้องชัยเภรีบัณเฑาะกาหล แล้วเทียมขนัด พลตั้งกลายบาตเป็นชั้น ๆ ออกมามากนัก และในจังหวัด ไพชยนตมหาปราสาท ก็รจนาตกแต่งพระที่นั่งบัลลังก์อาศน์อนวิจิตร ไว้เบญจรราชกกุธภัณฑ์ แล้วเชิญพระพุทธปฎิมากร และพระไตรปิฎกธรรมมาตั้งเป็นประธาน นิมนต์พระสงฆ์ราชาคณะคามวาสีอรัญวาสี มาสวดพระพุทธปริตรมหามงคลสูตร์อันประเสริฐ ทวิชาจารย์จัดแจงการทั้งปวงนั้นเสร็จ จึงกราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ทราบ ทุกประการ ครั้นได้ศุภวารมงคลฤกษ์ พระบาทสมเด็จบรมนาถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็สำอางองค์ทรงสาฎกพัสตร์พิภูษาเสร็จ เสด็จทรงราเชนทรยานกาญจนอลงกฎรจนา พร้อมด้วยพฤฒาจารย์ ทั้งปวง เสด็จมาประทับเกยณเชิงสัตตภัณฑ์เขาบรรพต เสด็จบทบาทยาตาขึ้นไปยังยอดสิเนรุราช พระองค์ถวายอภิวาทพระบรมรัตนตยา ธิคุณสุนทรภาพ ด้วยเบญจางคประดิษฐอธิษฐานบารมีโดยพระทัยปรารถนา แล้วยกพระกรเบื้องขวาลบศักราชเดิมนั้นเสียเสร็จ พราหมณ์ที่แต่งกายเป็นพระอิศวร พระนารายน์ แลเป็นเทพเจ้าอยู่ ด่านนั้นก็อวยชัยถวายพรโดยสารโสลกวิธีพร้อม ทวิชาจารย์ก็เป่าสังข์ ดุริยดนตรีปี่พาทย์ คาดฆ้องชัยเภรีมี่สนั่นศัพท์ก้องโกลาหลทั้งพระ นคร แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับยังพระราชมนเทียร รุ่งขึ้น ทรงพระดำริจะให้ทานแก่หมู่วณิพกรอบเมือง จึงมีพระราชโองการให้มหาอำมาตย์ตกแต่งพระนครให้เสร็จแต่ใน ๓ วัน อำมาตย์รับพระราชบริหารแล้ว ก็ให้เจ้าพนักงานจัดแจงแถวสถลมารครัถยา ทุบปราบให้ราบรื่นเป็นอันดี ตั้งราชวัติฉัตร์ธงปักต้นกล้วยต้นอ้อยโดยระยะทาง ตั้งไม้กัลปพฤกษ์ห่างกัน ๑๐ วารอบพระนคร พร้อมโดยพระราชบริหารครั้นเพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๖ บาท ได้อุดมฤกษ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องสำหรับขัตติยราชลังกาภรณ์บวรวิภูษิตเสร็จ เสด็จ ทรงพระยากุญชรตัวประเสริฐ และกลางช้างนั้นวางพานทองรองที่ร้านสำหรับจะโปรยทาน พร้อมด้วยเสนางคนิกรทวยหาญโดยเสด็จจะนับ มิได้ ครั้นออกจากทวารพระราชวังแล้ว พระเจ้าอยู่หัวก็โปรยทานแก่ยาจกวณิพกทั้งหลายแล้ว เสด็จไปถึงกัลปพฤกษ์ต้นใดก็ให้หยุด ให้ เจ้าพนักงานซึ่งขึ้นอยู่นั้นโปรยทาน หว่างต้นกัลปพฤกษ์พระองค์ก็หยุดโปรยทาน ไปโดยลำดับจนรอบพระนคร แล้วเสด็จเข้าพระ ราชวัง ในลำดับเดือนนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบริจาคทรัพย์และราชพาหนะกระทำ สตสดกมหาทานแก่พราหมณทวิชาติ และยาจก วณิพกทั้งปวง เป็นอาทิคือ ช้าง ๑๐๐ ทาสชาย ๑๐๐ ทาสหญิง ๑๐๐ เงิน ๑๐๐ ชั่ง ทอง ๑๐๐ ชั่ง ราชรถ ๑๐๐ และแต่งการ ออกสนาม มีมรสพสมโภชตรีวาร เป็นมโหฬาธิการยิ่งนัก ในปีนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้มีพระราชสารไปกรุงรัตนบุระอังวะ ในพระราชสารนั้นว่า
สมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุธยาอันเสด็จปราบดาภิเศกผานพิภพ ไอสุริยศวรรยาธิปัตย์ถวัลราชประเพณี มีพระราชหฤทัยหน่วงน้าวพระบรมโพธิญาณ บำเพ็ญทานการกุศลเป็นอจลศรัทธาแท้ มิได้หวาดไหว ตั้งพระทัยแต่ที่จะรื้อสัตว์ให้พ้นห้วงมหรรณพนทีธารกล่าวคือสงสารวัฎบัดนี้เห็นวากลียุคจะถึงแก่สัตว์ทั้งหลาย ทั่วประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งปวง เพราะจุลศักราชถ้วน ๑๐๐๐ ปีขาลสัมฤทธิศกจึงอุตสาหะกระทำสัตยาธิษฐานแล้ว ตั้งพระราชพิธีลบศักราช เอากรุเป็นสัมฤทธิศกขึ้นดิถีวารอันเถลิงศกเป็นทวาปรยุค เพื่อจะให้กรุงประเทศธานีใหญ่น้อยทังปวงเป็นบรมสมบูรณ์ทั่วกัน ให้พระเจ้ากรุง อังวะแลเมืองขอบขันธเสมาทั้งปวง ใช้ศักราชตามพระนครศรีอยุธยาลบนี้เถิด ส่งพระราชสารไปเมืองตองอูให้ส่งไปเมืองอังวะ
ศักราช ๑๐๐๒ ปีมะโรงศก (พ.ศ. ๒๑๘๓) พระเจ้ากรุงอังวะแต่งทูตานุทูตจำทูลพระราชสารมา แลในพระราชสารนั้นว่า
พระเจ้ากรุงรัตนบุระอังวะอันตั้งอยู่ในธรรมศาสตรราช ศาสตรแลมีบ่อแก้วบ่อทองเป็นพื้นเมือง ขอจำเริญทางพระราชไมตรีมายังสมเด็จพระกรุงทวาราวดี ด้วยแจ้งกิตติศัพทฺไปว่า สมเด็จ พระเจ้าทรงธรรมนั้นทิวงคตแล้ว พระองค์เสด็จขึ้นผ่านพิภพตามราชประเพณี มีพระเกียรติยศเกียรติคุณใหญ่ยิ่งกว่ากษัตราธิราชแต่ก่อน ก็ประกอบด้วยปราสาททองแลเศวตฉัตร กุญชรชาติตัวประเสริฐเป็น ศรีเมืองนั้น ฝ่ายกรุงรัตนบุระอังวะมีความยินดีนัก บัดนี้ให้ทูตานุทูตมาถามข่าวพระศพตามประเพณี แลจำเริญทางพระราชไมตรีด้วย ประการหนึ่งซึ่งพระองค์จะให้ใช้ศักราชตามพระนครศรีอยุธยานั้น ฝ่ายกรุงพุกามประเทศแลรามัญประเทศ ได้ใช้ศักราชเดิมหลายชั่ว กษัริย์มาแล้ว ครั้นจะใช้ตามมีพระราชสารไปนั้นเกรงจะฟั่นเฟือน ซึ่งพระเจ้ากรุงทวาราวดีลบได้ ให้พระองค์ใช้เถิด
ครั้นแปลแล้วสมุหนายกเอากราบทูลพระกรุณา ทรงเคือง พระทัยตรัสว่า พะม่ามิใช้ตามเราก็แล้วไป
ครั้งนั้นเสด็จออกมุขจักรวรรดิไพชยนตมหาปราสาท เบิก แขกเมืองเข้ามาถวายบังคม ตรัสพระราชปฎิสันถาร ๓ นัดแล้ว สั่งให้เลี้ยงแขกเมือง ก็เสด็จเข้า เจ้าพนักงานยกของมาพระราชทานแขกเมืองมิได้รับพระราชทาน ว่าอย่างธรรมเนียมกรุงอังวะ ถ้าทูตานุทูตไปเยือนพระศพ ห้ามมิให้รับพระราชทานเพลาเย็น สมุห นายกกราบทูล ทรงพระกรุณาให้ต่อว่าแขกเมืองว่า อย่างธรรมเนียมกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา ถ้าไปเยือนศพย่อมแต่งของให้บริโภคให้อิ่มหนำจึงได้ชื่อว่านับถือกัน นี่ตัวมาเถิงกรุงพระนครศรีอยุธยา แล้วนั้นไม่ได้รับพระราชทานนั้น ไม่นับถือกรุงพระนครศรีอยุธยาหรือหรือว่าสิ่งของซึ่งพระราชทานนี้ไม่ดีเหมือนกรุงอังวะ ถ้าไปต่อว่า แขกบ้านดื้อดึงไม่รับพระราชทาน ก็ให้เอาสิ่งของราดรดศรีษะลงแล้ว ขับเสียจากเมือง เจ้าพนักงานก็ไปต่อว่าโดยพระราชโองการ แขกเมืองก็มิได้รับพระราชทาน เจ้าพนักงานก็เอาสิ่งของราดรดศรีษะแขกเมืองแล้วขับเสียจากพระนคร
ศักราช ๑๐๐๓ ปีมะเส็งศก (พ.ศ. ๒๑๘๔) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน ลงไปประพาสพระที่นั่งไอศวรรย์ ทิพอาศน์ วันนั้นเสด็จแรม เพลาค่ำเสด็จออกมายืนอยู่หน้ามุข สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระนารายน์ราชกุมารสองโคม อสุนีลงต้อง หน้าบันแว่นประดับ แลรูปสัตว์ตกกระจายลงมารอบพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอจะได้เป็นอันตรายหามิได้ ทรงพระกรุณาให้โหราทำนาย ถวายพยากรณ์ว่าเป็นมหาศุภนิมิตร จะทรงพระฤษฎาธิการยิ่งขึ้นไป จะได้พระราชลาภต่างประเทศ เถิงเดือน ๑๐ กำปั่นอลิมัตหร่ำลูกค้าเมืองเทศ บรรทุกพรรณผ่านและได้ม้าเทศสูง ๐
๓
๐
๒| เข้ามาถวาย ๒ ม้า กับกั้นหยั่นฝักดำถมยาราชาวดีประดับนพรัตน์เล่มหนึ่ง สิ่งของนอกนั้นเป็นอันมาก
ศักราช ๑๐๐๕ ปีมะแมศก (พ.ศ. ๒๑๘๖) พระโหราถวาย ฎีกาว่าใน ๓ วันจะเกิดเพลิงในพระราชวัง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส ได้ทรงฟังตกพระทัย ด้วยพระโหราคนนี้แม่นยำนัก
ครั้งหนึ่งเสด็จอยู่ในพระที่นั่งไพชยนตมหาปราสาท มูสิกะตกลงมาทรงพระกรุณาเอาขันทองครอบไว้ ให้หาพระโหรามาทาย พระโหราคำนวณแล้วทูลว่าสัตว์ ๔ เท้า ทรงพระกรุณาตรัสว่ากี่ตัว พระโหราคำนวณว่า ๔ ตัวทรงพระกรุณาตรัสว่า ๔ เท้านั้นถูกอยู่ แต่ ๔ ตัวนั้นผิดแล้ว ครั้นเปิดขันทองขึ้นเห็นลูกสิกะคลานอยู่ ๓ ตัว กับแม่ตัว ๑ เป็น ๔ ตัว ก็ทรงพระกรุณาตรัสสรรเสริญพระโหราธิบดีว่าดูแม่นกว่าตาเห็นอีก ให้พระราชทานเงินตราชั่งหนึ่งเสื้อผ้า ๒ สำรับแต่นั้นมาก็เชื่อถือพระโหราธิบดีนัก
ครั้นทราบว่าจะเกิดเพลิงจึงมิไว้พระทัย ให้ขนของในพระราชวังออกไปอยู่วัดชัยวัฒนาราม ทั้งเรือบัลลังก์แลเรือศรีเรือคลัง คับคั่งแออัดกันอยู่ แลในพระราชวังนั้นเกณฑ์ไพร่ ๓๐๐๐ สรัพด้วยพร้าขอกะตรอน้ำรักษา ห้ามมิให้หุงข้าวในพระราชวัง แล้วให้เรือตำรวจคอยบอกเหตุทุกทุ่มโมง ครั้นถิงคำรบ ๓ วัน เพลาสายแล้ว ๔ นาฬิกา เรือตำรวจลงไปกราบทูลพระกรุณาว่าสงบอยู่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ครั้งนี้เห็นพระโหราจะผิดอยู่แล้ว สั่งเรือเถิดจะเข้าพระราชวัง เจ้าพนักงานก็เลื่อนเรือพระที่นั่งกิ่งเข้ารับเสด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จมา เถิงฉนวนประจำท่าพระโหราอยู่ท้ายเรือพระที่นั่ง กราบทูลว่า ขอให้ย่ำฆ้องค่ำก่อนจึงจะสิ้นพระเคราะห์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ให้ลอยเรือพระที่นั่งอยู่ เพลาชายแล้ว ๕ นาฬิกาเมฆพะยับคลุ้มขึ้นทางประจิมทิศ ฝนตกพรำ ๆ ลงมา ทรงพระกรุณาตรัสแก่พระโหราว่า ฝนตกลงมาสิ้นเหตุแล้วกระมัง พระโหรากราบทูลว่า ขอพระราชทาน งดก่อนพอสิ้นคำลง อสุนีเปรี้ยงลงมาต้องเหมพระมหาปราสาท เป็นเพลิงติดพลุ่งโพลงขึ้นไหม้ลามลงมา คนทั้งหลายซึ่งอยู่ในพระราชวัง มิรู้ที่จะทำประการใด แลดีบุกอันดาดหลังคานั้น ไหลราดลงมาดัง ห่าฝน เพลิงก็ไหม้ติดต่อไปทั้งห้องคลังเรือนหน้าเรือนหลัง ๑๑๐ เรือนจึงดับได้ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสให้พระโหราดูว่า เพลิงฟ้าไหม้ดังนี้จะดีหรือร้าย พระโหรากราบทูลพระกรุณาว่าดีจะมีพระราชลาภและกอบด้วยอิสสริยยศบริวารยศ พระเกียรติจะปรากฎไปนานาประเทศทั้งปวง บรรดาอริราชไพรีจะเกรงพระเดชเดชานุภาพเป็น อันมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังมีพระทัยปราโมทยิ่งนัก ครั้งนั้นไหม้แต่พระที่นั่งมังคลาภิเษกที่ชื่อปราสาททอง พระที่นั่งจักรวรรดิไพชยนตมหาปราสาท แลพระที่นั่งสรรเพ็ชรปราสาท จะได้ไหม้ด้วยหามิได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าพระราชวัง ทรงพระกรุณาให้ช่างจับการก่อพระมหาปราสาท แลทำคลังเรือนเข้าข้างใน ทั้งปวง ๓ เดือนเรือนข้างในเสร็จ แต่พระมหาปราสาทปีหนึ่ง จึงสำเร็จ ให้นามชื่อพระวิหารสมเด็จ
ศักราช ๑๐๐๖ ปีวอกศก (พ.ศ. ๒๑๘๗) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททองพิภพมณฑล สบสกลสีมาอาณาจักร์พรักพร้อมด้วยหมู่พหลจตุรงค์ เรืองพระเดชานุภาพ พระบรมโพธิสมภาร สมณพราณาจารย์ไพร่ฟ้าข่ขันธเสมา เป็นสุขสมบุณ์ทั่วหน้า
จุลศักราช ๑๐๑๗ ปีมะแมศก (พ.ศ. ๒๑๙๘) สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนัก แปลงสถานลงไปอยู่ที่นั่ง เบญจรัตน์ ทรงพระกรุณามอบราชสมบัติแลพระแสงขรรค์ชัยศรี ให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าชัย อยู่ ๓ วันเพลา ๓ นาฬิกาก็เสด็จสวรรคต พระเจ้าอยู่หัวปราสาททองอยู่ในราชสมบัติ ๒๖ พระวษา