ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 30

จาก วิกิซอร์ซ
(๒๗) รัชกาลสมเด็จพระนารายน์

ในเมื่อสมเด็จบรมบพิตรพระเป็นเจ้ามีชัยชะนะ แก่สัตรูด้วยพระเดชบุญญาณภาพนั้น ศักราช ๑๐๑๘ ปีวอกอัฏฐศก (พ.ศ. ๒๑๙๙) ในเดือน ๑๒ ขึ้น ๑๑ ค่ำ วันศุกร์ เพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกา ๔ บาท

ครั้นถึงวันพฤหัสบดี เดือน ๑๒ แรม ๒ ค่ำ เพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกา จึงพระมหาราชครู พระราชครู แลท้าวพระยาสามนตราชเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงก็อัญเชิญสมเด็จบรมบพิตรพระเป็นเจ้า เสด็จปราบดาภิเษกเสวยราชสมบัติ ถวัลราชประเวณีโดยบุรประเวณีพระมหากษัราธิราชเจ้าแต่ก่อน อันผ่านพิภพณกรุงพระมหานคร บวร ทวาราวดีศรีอยุธยานั้น ในวันแรกพระราชพิธีนั้น เพลาค่ำแล้วประมาณค่ำ ๒ ทุ่ม มีพระสุคนโธทกขาวสุทธิ์ตกลงมาแต่เพดาน ในโรงพระราชพิธีเป็นอัศจรรย์ พระมหาราชครู พระราชครู และ ปลัดพระราชครู ประพฤติการพระราชพิธีปฐมาภิเษกแลพระราช พิธีราชาภิเษก แลถวายนามกรบบวรพระราชศรีสวัสดิพิพัฒนมงคลตามบูรพประเวณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน อันกอบด้วย พระเดชบุญญานุภาพ เสด็จปราบดาภิเษกทรงนามกรบวรศรีสวัสดิสมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสรรเพ็ชรบรมมหาจักรพรรดิ ศวร ราชาธิราชราเมศวรธรธราธิบดี ศรีสฤษดิรักษ์สังหารจักรวาฬา ธิเบนทร์ สุริเยนทราธิบดีบดินทร์ หริหรินทราธาดาธิบดี ศรีสุวิบุลคุณอัคนิตวิจิตรรูจี ตรีภูวนาทิตย์ ฤทธิพรหมเทพาดิเทพบดินทร์ ภูมินทราธิราช รัตนากาศมนุวงศ์ องค์เอกาทศรุท วิสุทธิยโสดม บรมอัธยาศัย สมุทยดโรมนต์ อนันตคุณวิบุลยสุนทรธรรมมิกราชเดโชชัย ไตรโลก นาถบดินทร์ อรินทราธิราช ชาติพิชิตทิศทศพลญาณ สมันตมหันต ผาริตวิชัยไอศวรรยาปัตย์ ขัตติยวงศ์ องค์ปรมาธิบดี ตรีภูวนาธิเบศโลกเชษฐวิสุทธิ มงกุฎรัตนโมลี ศรีประทุมสุริวงศ์ องค์สรรเพ็ชญพุทธางกูรบรมบพิตรพระพุทธเจ้า พระเจ้ากรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์

แล้วถวายเครื่องเบญจกกุธภัณฑ์ แลเครื่องราโชปโภคบริโภคทั้งปวง แลบูชาบรมเทพอัษฎามุรดิอันประเสริฐ สถิตสถาวร ในพระองค์โดยยถาสาตร แลถวายอาศริพาทอภิเษกจำเริญพระ บวรราชศรีสวัสดิ์ พิพัฒน์มงคลนฤมล พระองค์คือพระนารายน์เป็นเจ้าทรงสังข์จักรคทาธร อันกอปด้วยพระเดชฤทธานุภาพอันปรเสิรฐ เพื่อจะรักษาสมณพราหมณาจารย์ แลท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุข ประชาราษฎรทั้งปวง ให้สุขเกษมเปรมประชาราษฎรสืบไปเมื่อหน้า

แล้วก็เบิกท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมุขมนตรีทุก กระทรวงการทั้งหลาย ถวายบังคับแลถวายสัตยาธิฐาน ถือน้ำ พระพิพัฒน์ตามบุรพประเวณแล้วเสร็จ

เมื่อเสด็จปราบดาภิเษกถวัลราชประเวณีนั้น พระชนม์ได้ ๒๕ พระพรรษา แลพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทอิศวรบรมนาถบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงทศพิธราชธรรมอันประเสริฐ ก็ทรงพระกรุณาแก่ประชาราษฎรทั้งปวง ให้ลดส่วยษาอากรแก่ประชาราษฎรทั้งปวง ๓ ขวบปีมิให้เอาเข้าพระคลัง

แล้วพระบาทสมเด็จเอกาทศรุทอิสวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว บำเพ็ญพระราชกุศลแล้ว ก็ตรัสให้แต่งการซึ่งจะถวาย พระเพลิงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสร็จสรัพประดับด้วยเครื่อง รจนาลังการทั้งหลาย หมายเป็นอาทิคือพระสุเมรุมาศ สูงเส้น ๑๑ วา ศอกคืบ แลเมรทิศเมรุราบ ประดับด้วยฉัตรทองฉัตรนาก ฉัตรเงินเบญจรงค์ ธงเทียวบรรดาการ จึงอัญเชิญพระศพเสด็จ เหนือบุษบกพิมาน แล้วประดับด้วยกลิงกลดจามร บวรนิมิตรประไพไปด้วยกาญจนดิเรกยางค์นฤนาท เดียรดาษด้วยภาพยนต์มฤฎปอัน รจนาต่าง ๆ ตั้งประดับเรียงรายย้ายโดยขะบวนซ้ายขวา ทั้งท้าวพระยาสามนตราช พฤฒามาตย์ราชเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย มาประดับ แห่โดยหน้าหลังบุษบกพิมานนั้นแล้ว อัญเชิญพระศพเสด็จลีลา คลาเคลื่อนแห่แหนโดยขะบวน เสด็จโดยรัถยาราชวัติ ไปยังพระ สุเมรุมาศ แลบำเรอด้วยดุริยดนตรีฆ้องกลองแตรสังข์ นางรำระบำ อันมโหฬารมหรสพทั้งปวง แลนิมนต์พระสงฆ์สบสังวาส ๑๐,๐๐๐ ถวายทักษิณาทานบูชาพระสงฆ์ทั้งปวงโดยบุราณราชประเวณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัว ก็ถวายพระเพลิงแล้วให้รับพระอัฎฐิธาตุเข้ามาไว้ณวัดพระศรีสรรเพ็ชร นิมนต์พระสงฆ์สดับปกรณ์แล้ว ก็บรรจุพระอัฎฐิธาตุ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวบำเพ็ญพระราชทานกุศลนานาประการแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินออกไปอยู่ในพระราชวังบวรสถานมงคล และฝ่ายพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ให้ไปอยู่ณพระตำหนักวังหลัง

อยู่มาในเดือนยี่นั้น อำแดงแก่นผู้เป็นข้าพระไตรภูวนาททิตยวงศ์เอาเนื้อความอันเป็นกลโกหก มาอุบายทูลแด่พระไตรภูวนาทิตย วงศ์ว่า ข้าหลวงฝ่ายพระบาทพระราชวังหลวงผู้มีชื่อ ซึ่งเป็นข้าสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้อยู่หัว ย่อมว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์แลข้าไทยทั้งปวงนั้น เข้าด้วยสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชช่วยรบพุ่ง ครั้นสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชอัปปราชัยแต่พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระไตรภูวนาทิตยวงศ์แลข้าไทยทั้งปวง ก็มาบรรจบเข้าด้วยข้าหลวงเล่า และอำแดงแกนทูลยุยงพระไตรภูวนาทิตย วงศ์นั้นเป็นหลายครั้ง ฝ่ายพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็มีได้พิจารณา ฟังแต่คนพาลนั้น พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็คิดซ่องสุมคนไว้นอกกรุงเทพพระมหานครเป็นอันมาก จึงข้าหลวงก็เอาเนื้อความซึ่งพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ให้ออกไปซ่องสุมคนทั้งปวงนั้น กราบทูลพระกรุณาให้ทราบจึงทรงพระกรุณาตรัสสั่งให่ข้าหลวง อันมีใจซื่อสัตย์มั่นคงนั้นออกไป ฟังกิตติศัพท์ดูจงมั่นแม่น ถ้าแม้นจริงไซร้ ก็ให้ข้าหลวงคิดอ่านอุบายว่าจะเข้าด้วย ครั้นข้าหลวงออกไปได้แจ้งเนื้อความนั้นเป็นหลายแห่ง ว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ให้ซ่องสุมคนเป็นมั่นแม่น จึงข้าหลวง ซึ่งออกไปนั้นก็แสร้งอุบายว่าจะเข้าด้วย จึงให้สัญญานัดวันคืน แก่กันว่าจะยกเข้ามา แลข้าหลวงนั้นก็กลับคืนเข้ามากราบทูลพระกรุณาตามเนื้อความนั้น ครั้นได้ดำริทราบเนื้อความทุกประการ จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่มหาดเล็ก ว่าให้เอาเงินหลวง ๑๐๐ ชั่งไป ให้แก่พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ว่าพระราชทานให้มาแจกแก่ข้าไทย ทั้งปวงนั้นจงทั่วกัน อยู่มาพระยาพิชัยสงครา พระมหามนตรี ทูล แด่สมเด็จพระรามราชาธิราชว่า พระยาพัทลุง แลพระศรีภูริปรีชา ซึ่งทรงพระกรุณาตรัสสั่งว่าจะให้ไปกินเมืองนั้นก็มิไป คนทั้งสองนี้ ครั้นกลางคืนย่อมลงไปวังหลังมิได้ขาด แลคิดอ่านด้วยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดร้ายแก่แผ่นดิน จึงสมเด็จพระราชาธิราชก็เอา เนื้อคดีนั้นกราบทูลพระกรุณา จึงมีพระราชโองการตรัสว่า ให้ เสาะสางฟังเนื้อความนี้ดูจงมั่นแม่นก่อน อยู่มาวันหนึ่งนายผูกเดิมเป็นมหาดเล็ก เป็นโทษครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททอง ให้ สักเป็นหมู่เรือพระที่นั่ง แลนายผูกมาบอกแก่พระยาจักรี พระยา พระคลังว่า พระยาพัทลุง พระศรีภูริปรีชา หมื่นภักดีศวร ย่อมลงไป หาพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ณวังหลัง คิดอ่านซ่องสุมไพร่พลจะทำร้าย แก่แผ่นดิน พระยาจักรี พระยาพระคลังบอกแก่พระยาพิชิตภักดี ๆ ก็กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบ จึงมีพระราชโองการตรัสสั่ง พระยาพระคลังว่า หมื่นภักดีศวรซึ่งให้ไปรั้งเมืองแลมิไปนั้น เห็นว่าจะคบกันคิดร้ายแก่เรา ให้ลงโทษตัดศีร์ษะเสียบไว้หน้าศาลา ลูกขุนณพระราชวังบวรสถานมงคล และส่วนพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ครั้นเข้ามาเฝ้าณบนที่พระราชวังบวรสถานมงคลไซร้ ย่อมหาพระสิทธิชัยและท้าวราช นายพิมมากระซิบเจรจาทุกวัน และพระยาพิชิตภักดี จึงว่าแก่หมื่นไหศวรรย์ ให้ห้ามพระสิทธิไชยแลท้าวราช นายพิม ซึ่งเจรจากระซิบด้วยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ณบนที่นั้น และพระไตร ภูวนาทิตยวงศ์โกรธพระยาพิชิตภักดีแลหมื่นมไหศวรรย์ อนึ่งพระยาจักรีและพระยาพระคลังกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า มีผู้มาบอกว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดร้ายเป็นมั่นแม่น จึงมีพระราชโองการ ตรัสว่า เยี่ยงฉันใดจะแจ้งว่าคิดร้ายนั้นเป็นมั่นแม่น จึงสั่งพระยาพิชิตภักดีว่า เมื่อครั้งพระองค์ชัยนั้น พระไตรภูวนาทิยตวงศ์ขึ้นมา ย่อมเอามีดเหน็บผูกขาขึ้นมา และบัดนี้ยังจะทำดุจนั้นหรือหามิได้ จึง พระยาพิชิตภักดีก็แสร้งอุบายนวดพระไตรภูวนาทิตยวศ์ แต่พระบาทขึ้นมาจนถึงต้นพระเพลา พบคาดเครื่องและมีดเหน็บ จึงพระยา พิตภักดีก็ร้องขึ้น พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ตกใจ อยู่มาข้าหลวง ซึ่งแต่งให้ไปฟังกิตติศัพท์นั้นก็ได้เนื้อความมา ให้กราบบังคมทูล พระกรุณาว่า ได้ยินข้าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ว่า พระไตรภูวนา ทิตยวงศ์คิดว่า เมื่อการพระราชพิธีตรียำปวายนั้น ถ้าและเสด็จพระราชดำเนินไปไซร้ จะแต่งข้าอาษาให้วซุ่มซ่อนอยู่ที่ทางแคบนั้น ครั้นเสด็จพระราชดำเนินไปกลางคืนไซร้ จึงจะให้ข้าอาษาซึ่งซุ่มซ่อนอยู่ นั้น ออกมาทำร้ายในละอองธุลีพระบาท ครั้นดำรัสทราบเนื้อความทั้งนี้แล้ว จึงทรงพระราชดำริว่า องค์พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ไซร้เป็น อนุชาธิราชแห่งเรา ๆ ก็ไว้พระทัยเป็นที่สนิทเสน่หานัก และซึ่ง องค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดมีตระโทษแก่เราดังนี้ เมื่อวันการ พิธีตรียำปวายนั้น เราจะไปส่งเจ้าถึงเทวสถาน ถ้าและองค์ ไตรภูวนาทิตยวงศ์จะร้ายแก่เราก็ตามใจเถิด เราจะเอาแต่บุญญา ธิการแห่งเราเป็นที่พึ่ง ครั้นถึงวันการพระราชพิธีตรียำปวาย คืนนั้น ก็เสด็จทรงช้างต้นพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ ประดับด้วยเครื่องราโชปโภคทั้งปวง แลท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย แห่โดยซ้ายขวาหน้าหลัง ก็เสด็จแต่พระราชวังบวรสถานมงคลมา โดยทางหอรัตนชัยมาทางสะพานช้าง แลพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ขี่ ช้างตามช้างพระที่นั่งมา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จไปโดยทางชีกุน และคนซึ่งแต่งซุ่มไว้นั้นล้วนถือปืนนกสับอยู่ ณสะพานช้างนั้นเป็นอันมาก ครั้นให้ถามก็บอกว่าข้าวังหลัง ก็มิ ได้มีพระราชโองการประการใด ก็เสด็จไปส่งพระเจ้าถึงเทวสถานแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนมายังพระราชวังบวรสถานมงคล อยู่มาวันหนึ่งภูดาษเลงและท้าวหมู่เรือพระที่นั่งอลงกฎนาวา มาบอกแก่หมื่นราชามาตย์ปลัดพระตำรวจว่า นายสุขเดิมเป็นข้าพระชัยราชาธิราช ได้มาเป็นข้าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ และนายสุขว่าเป็นระบาทที หนึ่งแล้ว ทีนี้จะเป็นระบาทอีกเล่า ภูดาษเลงและท้าวจึงถาม นายสุขว่า ซึ่งว่าเป็นระบาทอีกนั้นด้วยอันใด และนายสุขจึงบอกแก่ ภูดาษเลงและท้าว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์คิดร้ายในละอองธุลี พระบาท หมื่นราชามาตย์ก็เอาคดีนั้นมาบอกแก่หลวงพิชัยเดชะ ๆ ก็เอากราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบในละอองธุลีพระบาท จึงพระราชโองการตรัสสั่งแก่หลวงพิชัยเดชะ ให้ว่าภูดาษเลงและท้าว ให้ ไปฟังเอาเนื้อความนั้นจงมั่นแม่น ภูดาษเลงและท้าวจึงไปหานายสุข ๆ จึงเล่าให้ภูดาษเลงและท้าวฟัง ว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์คุมคนจะ ยกขึ้นมาในเดือนยี่ แรม ๓ ค่ำ ภูดาษเลงและท้าวเอาเนื้อความนั้น มาบอกแก่หลวงพิชัยเดชะ ๆ ก็เอาคดีนั้นกราบทูลพระกรุณา อยู่ วันหนึ่งพระยาจักรี พระยาพลเทพ กราบทูลพระกรุณาว่า ได้ยิน เกียรติศัพท์ว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดร้าย ในละอองธุลีพระบาทเป็นมั่นแม่น แล้วมีผู้มากราบทูลพระกรุณาว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์คิดร้ายในละอองธุลีพระบาทนั้นก็เป็นอันมาก จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสแก่เสนาบดีและ ข้าหลวงผู้มีความสวามิภักดิ์ซื่อสัตย์นั้น ว่าองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์ ไซร้ เป็นอนุชาธิราชแห่งเรา ๆ ก็มีความเสน่หายิ่งนัก เรา คิดว่าจะบำรุงให้วัฒนาการไปภายหน้า และพระองค์พระไตรภูวนาทิตย วงศ์มิได้ มีความซื่อสัตย์ต่อเรา ฟังเอาถ้อยคำคนโกหกมายุยง และ คิดซ่องสุมผู้คนจะทำร้ายแก่เรานั้นประการใด จึงเสนาบดี และข้าหลวงผู้มีความสวามิภักดิ์นั้น กราบบังคมทูลว่าพระกรุณาว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ไซร้ มิได้คิดถึงพระคุณแลมิได้มีความ สวามิภักดิ์ จะไว้พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ให้ทำตามอิศระภาพนั้นมิได้ ขอพระราชทานให้สำเร็จโทษ ตามประเวณีพระราชกุมารซึ่งเป็นมหันตโทษนั้น จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่มีพระ ราชโองการตรัสว่า ซึ่งจะสำเร็จทษในกรุงเทพพระมหานครนี้มิได้ และเราจะไปพระนครหลวง แล้วเราจะทรงม้าต้น ให้องค์ไตรภูวนา ทิตยวงศ์ขี่ม้าตัวหนึ่ง แล้วจะออกไปกลางทุ่งพระนครหลวง ถ้าองค์ หพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดทำร้ายแก่เรา เรามิได้เข็ดขามจะต่อ ยุทธ์ด้วยองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์ณที่นั้น และเราจะเอาบุญญาธิการแห่งเราเป็นที่พึ่ง จึงทรงพระกรุณาตรัสสั่งสมุหนายกว่า จะขนไป พระนครหลวง

ครั้นถึงวันอังคารเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำปีวอกอัฐศก (จ.ศ. ๑๐๑๘ พ.ศ. ๒๑๙๙) กอปด้วยพิชัยฤกษ์เพลาอุษาโยก ก็เสด็จด้วยเรือ พระที่นั่งพระศรีสามารถชัย และเรือท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง แห่หน้าหลังซ้ายขวาโดยเสด็จพระราชดำเนินไปถึงพระนครหลวง จึงเสด็จขึ้นพระตำหนัก ครั้นเวลารุ่งแล้วประมาณ ๒ นาฬิกาเศษจึงเสด็จทรงม้าต้นพระที่นั่งราชพาหะ ให้พระอินทราชทรงม้า ตัวหนึ่ง พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ทรงม้าตัวหนึ่ง สมเด็จพระรามราชาธิราชทรงม้าตัวหนึ่ง เป็นสี่พระองค์ และเสนาบดีมนตรีมุข ทั้งปวง โดยเสด็จแห่หน้าหลังโดยซ้ายโดยขวา เสด็จออกไปกลาง ทุ่งหน้าพระตำหนักพระนครนั้น และพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็กลัว พระเดชบุญญานุภาพพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวมิอาจ ที่จะร้ายได้ แล้วเสด็จพระราชดำเนินเข้ามายังพระตำหนักพระไตร ภูวนาทิตยวงศ์ก็ตามเสด็จเข้ามาในพระราชวังพระนครหลวง จึงพระ สุรินทรก็ตามพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เข้ามาถึงหน้าปรำช้าง แล เห็นพระไตรภูวนาทิตยวงศ์แก้จางนางดาบออกแล้ว ก็ขึ้นไปบนฉนวนจึงพระสุรินทรภักดีเนื้อความกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ แล้วก็เสด็จเข้าทีพระบรรทม ขณะนั้นจึงมีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาวิชิตภักดี พระสุรินทรภักดี และขุนเหล็กมหาดเล็ก ให้ผลัดกันเอางาน พัชนีให้พิทักษ์รักษาระไวอยู่ จึงพระสุรินทรภักดีซึ่งเอางานพัชนี อยู่นั้น ก็เห็นพระอินทราราชาธิราชแลพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ออกจากพระตำหนักมาใกล้ที่พระบรรทมครั้นเห็นพระสุรินทรภักดีก็กลับคืน เข้าไป แล้วขุนเหล็กมหาดเล็กก็รับงานพัชนีผลัดพระสุรินทรภักดี แลพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ใช้ให้พระองค์ทองออก เอาพระแลง หอกต้นหลวงซึ่งอยู่ณพระที่นั่งมุขเด็จนั้นไป ครั้นพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จตื่นจากพระบรรทม จึงขุนเหล็กมหาดเล็กกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระองค์ทองออกมาเอาพระแสงหอกต้น ซึ่งอยู่ณพระที่นั่งมุขเด็จนั้นเข้าไป จึงทรงพระกรุณาตรัสว่า ซึ่งพระแสงต้นไซร้จะเป็นสำหรับองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์หามิได้ และ ซึ่งให้มาเอาพระแสงต้นเข้าไปไว้ดังนี้ เห็นว่าองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์ จะคิดร้ายตัวเราเป็นมั่นแม่น จึงพระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาพิชัยสงคราม คุมไพร่พล อยู่รักษาประตูหน้าพระราชวัง ให้พระศรีมหาราชาคุมไพร่พลอยู่รักษาประตูพระราชวังฝ่ายขวา ให้หลวงรามฤทธิไกร[1] คุมไพร่พลอยู่ รักษาประตูฉนวน และพิทักษ์รักษาอย่าให้ผู้คนแปลกปลอมเข้า ออกได้ จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาจักรี พระยาพิชิตภักดี พระมหามนตรี หลวงอินทรเดชะ ให้เป็นพนักงานคุมพระไตรภูวนา ทิตยวงศ์ แลให้พระสุรินทรภักดี หลวงเทพสมบัติ หลวงกำแพง พระราม หมื่นมไหศวรรย เป็นพนักงานกุมพระอินทราชาให้จงได้ ให้หลวงวิชิตสงคราม หลวงรามภักดี ซึ่งเอาดาบของพระอินทราชา และพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ซึ่งให้ข้าถืออยู่นั้นไว้ให้จงได้ ครั้น เพลาเช้า ๔ นาฬิกา ซึ่งพระอินทราชาแลพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระองค์ทอง ก็ออกมาเฝ้าณที่ฉนวนพร้อมกัน แลข้าหลวงผู้มีชื่อ ซึ่งได้เป็นพนักงานจับกุมนั้น ก็มาเฝ้าพร้อมกันที่ฉนวนนั้น จึงพระยาจักรีกราบทูลพระกรุณาว่า คืนนี้ข้าพระพุทธเจ้านิมิตรเป็นอัศจรรย์ ข้าพระพุทธเจ้าจะขอแก้ฝันถวาย จึงมีพระราชโองการตรัสแก่พระยาจักรีว่า ให้แก้นิมิตรไปเถิดตามฝัน พระยาจักรกราบทูลว่า ซึ่งจะแก้ ให้คนทังปวงแจ้งเนื้อความนั้นเห็นมิควร ขอพระราชทานเฝ้าใกล้ ละอองธุลีพระบาทตามแต่จะโปรด ครั้นพระยาจักรีเข้ามาเฝ้าที่ใกล้ละอองธุลีพระบาทแล้ว

จึงมีพระราชโองการตรัสถามว่า ที่จะลงไปนั้นจะไปโดยทางชลมารคดีหรือ ๆ จะไปโดยทางสถลมารคดี และจะไปโดยทางสถล มารคก็ได้ ด้วยช้างม้ารี้พลพร้อมกันอยู่แล้ว พระยาจักรีกราบทูลว่า ทางสถลมารคนั้นลุ่มโคลนนัก ขอพระราชทานเสด็จโดยทางชลมารค จึงมีพระราชโองการตรัสว่าชอบแล้ว พระยาจักรีจึงกราบทูลว่า มีโจทก์เอาพระแสงไปฝังไว้ ขอพระราชทานจะขุดเอาบัดนี มีพระราชโองการตรัสว่าเอาเถิด พระยาจักรีแลข้าหลวงผู้ได้เป็นพนักงานกุมพระองค์ ไตรภูวนาทิตยวงศ์นั้น ก็ช่วยกันกุมพระองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระสุรินทรภักดีและหลวง ซึ่งเป็นพนักงานกุมพระองค์อินทราชา นั้น ก็ช่วยกันกุมพระองค์อินทราชา ฝ่ายพระองค์ทองผู้เป็นอนุชาก็เข้าช่วยซึ่งพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ และทุบตีข้าหลวงกุมพระไตรภูวนา ทิตยวงศ์ ข้าหลวงก็กุมเอาพระองค์ทองนั้นด้วย แล้วก็เอาพระไตร ภูวนนาทิตยวงศ์ แลพระองค์ทองนั้นสำเร็จโทษในที่นั้น แต่พระอินทราชาธิราชนั้นทรงพระกรุณายกโทษไว้ เพราะว่ามิเข้าด้วยพระไตร ภูวนาทิตยวงศ์ จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่ง เอาพระอินทราชาลงเรือพระที่นั่งมาด้วย และเรือเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง ก็เข้ากระบวนโดยเสด็จซ้ายขวาหน้าหลัง เสด็จพระราชดำเนินเข้ามายังพระราชวังบวรสถานมงคล จึงมีพระ ราชโองการตรัสสั่งให้ตำรวจนอกตำรวจใน ไปจับเอาข้าคนพระ ไตรภูวนาทิตยวงศ์ ซึ่งร่วมคิดด้วยพระไตรภูนาทิตยวงศ์นั้นมา ถวาย หลวงกลาโหมข้าหลวงเดิมพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ให้การว่า พระศรีภูริปรีชา พระยาพัทลุง หลวงจำลองวัง ขุนศรีเทพบาท หมื่นทิน นายบุญ นายพลาย นายภิม อำแดงแก่น และนายขาน นายดวง นายอินทร หมื่นทิพย์ หมื่นเทพซึ่งเป็นตำราวจในซ้ายขวา ขุนหมื่นกบาลเมือง นายบุญเกิด นายนวย ผู้มีชื่อทั้งนี้คิดอ่านด้วยพระไตร ภูวนาทิตยวงศ์ จะแต่งเตรียมไว้ฟังดูแต่ในเดือน ๔ ถ้าและละอองธุลีพระบาทโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชวังฝ่ายใน ทั้งสองพระองค์นั้นเห็นว่าจะโปรดเที่ยงแท้ และแผ่นดินจะราบคาบไปภายหน้า ถ้าทรงพระกรุณามิโปรดจนถึงพระราชพิธีแล้วจึงจะมีความคิด แลทุกวันนี้แต่จะป้องกันตัวไป จะได้ยกเข้ามาแต่ในการพระราช พิธีนี้หามิได้ แลจะได้คิดว่าจะยกเข้ามาในวันใดเดือนใดนั้นยังไป่มิได้คิด วันหนึ่งพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เสพสุราแล้ว และลงมาณศาลาว่าเราจะเอาคนแต่ ๑๐๐ ยกเข้าไปก็จะได้ อนึ่งเมื่อถามนายอินทร์ ๆ ให้การว่า เมื่อแรกคิดอ่านจะทำในละอองธุลีพระบาทนั้น พระศรีภูริปรีชา พระยาพัทลุง พระสิทธิชัย หลวงกลาโหม หลวงสรรพสิทธิ หมื่นภักดีศวรน้องพระสิทธชัยหนึ่ง ผู้มีชื่อทั้งนี้คิดด้วยพระไตร ภูนาทิตยวงศ์ณท้องพระโรง และว่าพระศรีภูริปรีชา หมื่นราชามาตย์ หมื่นคำจาย ผู้เป็นหลานพระศรีภูริปรีชา กับนายทิมและคน มีชื่อทั้ง ๔ คนนี้จะคุมคน ๑๐๐ สรัพด้วยเครื่องสาตราวุธ จะยกเข้ามาเฝ้า แต่สะพานช้างมาณประตูพระราชวัง พระยาพัทลุงจะคุมกำลังและสมัคพรรคพวก ๑๕๐ สรัพด้วยเครื่องสาตราวุธ จะมาโดยทาง ริมน้ำ จะเข้าทางประตูดินพระราชวังบวรสถานมงคล ขุนศรีเทพบาลและหมื่นภักดีศวร จะคุมบ่าวแลสมัคพรรคพวก ๑๒๐ สรัพด้วยเครื่องสาตราวุธ จะยกเข้ามาโดยทางท่าทราย จะเข้าประตูลักข้างหลัง อนึ่งคนเดิมพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ประมาณ ๓๐๐๐ และคนพระ ราชทานประมาณ ๑๐๐๐ เศษ พระสิทธิชัย หลวงสรรพสิทธิกับน้องพระสิทธิชัย แลพระหลวงขุนหมื่นพันทะนายขอเฝ้าแลมหาดเล็ก นั้น จะมาด้วยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระศรีภูมิริปรีชาให้ฤกษ์ให้ยกเข้าในเดือนยี่ ถ้ามิได้จะยกเข้ามาในเดือน ๓ ขึ้น ๓ ค่ำ ถ้าและ มิได้ จะยกเข้ามาในเดือน ๓ ขึ้น ๕ ค่ำ ผู้มีชื่อทั้งนี้คิดอ่านด้วยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ณท้องพระดรง แลพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ทรง ให้นายอินทร์กฎหมายผู้มีชื่อทั้งนี้ไว้ แล้วพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ทรง ให้พระสิทธิชัย หลวงสรรพสิทธิ์ แลน้องพระสิทธิชัย เสี่ยงเทียน ๓ เล่ม เทียนพระพุทธเจ้าเล่ม ๑ เทียบบรมโพธิสมภารเจาเล่ม ๑ เทียนพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เล่ม ๑ แลเสี่ยงพระสารีริกธาตุณหอ พระ อธิษฐานว่าจะยกเข้าไปนั้นยังจะมีชัยชะนะหรือ ๆ หาชัยชะนะ มใได้แลเมื่อตามเทียนเสี่ยงนั้น เทียนพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ก็ว่า พระอาธรรม์แล้วทั้งนี้สุดแต่บุญ แล้วพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็สั่งแก่นายอินทร์ว่า พระยาสุโขทัย พระยามหามนเทียร ๒ คนนี้จะอาษาเห็นพระยาพลเทพกับพระยามหามนเทียรลงไปณวังหลังเป็นหลายครั้งและพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็แก้นายอินทร์ว่า พระยากลาโหม จะอาษา พระยาวิชิตสุรินทร พระยาศรีสุนทรภักดีทูลว่า จะยกขึ้นไปเมื่อใดจะอาษาเมื่อนั้น และให้กฎหมายผู้ชื่อทั้งนี้ไว้ อนึ่งผู้คิด อ่านเป็นคมเป็นสันนั้น คือ พระยากลาโหม พระยาพลเทพ พระยามหาเทียร พระยาสุโขทัย พระยาวิชิตสุรินทร พระยาศรีสุนทรภักดี ๖ คนนี้ลงไปกลางวัน แลกลางคืน แลผู้ซึ่งลงไปด้วยสุภาพนั้น คือ เจ้ามหาอุปราช พระยาพิจิตร หลวงพรหมพิจิตร ๓ คนนี้เห็นลง ไปเป็นสุภาพ อนึ่งพระศรีภูริปรีชา หลวงกลาโหม นายเพ็ชรทูลคิด ด้วยกันแล้ว จึงทูลแก่องค์พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ว่า จะเขียนชื่อ พระยาจักรี พระยาวิชิตภักดี พระสุรินทรภักดี หลวงอินทรเดช และ ขุนเหล็ก ขุนเทพรัตน ลงในราชะ เอาศิลาทับไว้มิให้คนมีชื่อทั้งนี้ ออกปากคิดอ่านได้ เพื่อจะระงับถ้อยความทั้งปวง แลพระไตร ภูวนาทิตยวงศ์เห็นชอบด้วย จึงพระภูริปรีชาเอาตำราชะของตัว ให้นายเพ็ชรทูล ให้เขียนชื่อคนทั้งนั้นลงราชะแล้ว ก็ให้หลวง กลาโหมเอาศิลาทับไว้ในที่ใต้ตำหนักอนันต์ อนึ่งหมื่นทิพเสนา หมื่นราชามาตย์ ลงไปณวังหลังขออาษา และพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ก็ให้ผ้าลายและเสื้อกาสาคนละสำรับ อนึ่งมีคำอีแก่นแลนายบุญเกิด ให้การว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ว่าใช้อีแก่นแลนายบุญเกิด เอาน้ำสบถไปให้แก่พระยามหามนเทียรพระยาสุโขทัย กินถึงจวน อนึ่งมีคำอีแก่นให่การว่า ผู้ลงไปณวังหลังคือภรรยาพระยากลาโหม นางน้อยลูกพระยากลาโหม ภรรยาหลวงราชบุตร ภรรยาพระยากลาโหมผู้มรณภาพ ไปกับนางเมืองเขียด ท้าวว่า พรอุทัย ภรรยา พระยาพิชัยรณฤทธิ์ และลูกสะใภ้แม่นมสุด แม่พระศรีภูริปรีชา และหลานแม่ศรีอุทัย แม่พระศรีภักดิ ภรรยาพระยาพัทลุง ภรรยาพระยาสุโขทัย ภรรยาพระยาพระคลัง แม่พระยาพระคลัง และภรรยา พระจอมเมืองนั้น พระราชทานกำไลทองคำคู่ ครั้นถามผู้มีชื่อ ทั้งนี้แล้วกราบบังคมทูลพระกรุณา

พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชโองการตรัสสั่ง ให้ท้าวพระยาเสนบดีมนตรีมุข ทั้งปวง พิพากษาโทษซึ่งผู้มีชื่อไปมาและคิดอ่านด้วยพระไตรภูวนา ทิตยวงศ์ จะทำร้ายในละอองธุลีพระบาทนั้น เป็นมหันตโทษถึง สิ้นชีวิต และผู้ไปมาคบหาพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ซึ่งมิได้เป็นใจ จะคิดร้ายด้วยนั้นเป็นแต่สาขาโทษ แลทรงพระกรุณาโปรดให้ลง พระราชอาชญา แล้วก็พระราชทานชีวิตไว้

และในเดือนยี่ปีวอก (จ.ศ. ๑๐๑๘ พ.ศ. ๒๑๙๙) นั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว บำเพ็ญพระราชกุศลนานาประการ แลให้หล่อรูปพระอิศวรเป็นเจ้ายืน สูงศอกคืบมีเศษ พระองค์หนึ่งรูปพระษิวาทิตย์ยืนสูงศอกมีเศษพระองค์หนึ่ง รูปพระ มหาวิคเนศวรพระองค์หนึ่ง รูปพระจันทรธรณีศวรพระองค์หนึ่ง และ รูปพระเจ้าทั้งสี่พระองค์นี้ สวมด้วยทองนพคุณและเครื่องอาภรณ์ประดับนั้นถมราชวดี ประดับแหวนทุกพระองค์ ไว้บูชาสำหรับ การพระราชพิธี

และในเดือนยี่ปีวอกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาจักรี ให้แต่งโรงพระราชพิธีเบญจาพิศ แลประดับด้วยราชวัติฉัตรธงอลงกฎ การมหามหรสพ ทั้งปวง แลเมื่อแรกแต่งการพระราชพิธีเบญจาพิศนั้น ให้พระหลวง ขุนหมื่นคุมไพร่พลไปทำโรงพระราชพิธี แลพระตำหนักตำบล มะขามหยอง ในเดือนยี่นั้นพระท้ายน้ำ ขุนอมรินทร ขุนหมื่นทั้งหลายเห็นเป็นโชติรุ่งเรืองประดุจต้นตาล สูงขึ้นไปในที่จะแต่งการพระ ราชพิธี ก็ปรากฏในราตรีกาลนั้น เป็นศุภนิมิตรอันอุดมซึ่งจะจำเจิญพระศรีสวัสดิ์ พิพัฒนมงคลบวรอันประเสริฐนั้น

ครั้นแต่งการสำเร็จแล้ว ถึงวันศุกรเดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๘ บาท พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จด้วยเรือพระที่นั่งพระครุฑพาหะ แลประดับด้วยเรือดั้ง เรือกันและ เรือชัย เรือรูปสัตว์ทั้งปวง และเรือท้าวพระยาสามนตราชเสนาบดี มนตรีมุข แห่หน้าหลังคับคั่งเป็นอันมาก ครั้นเสด็จยังพระตำหนักตำบลมะขามหยองแล้ว ก็ให้ประพฤติมงคลการ ๓ วัน ครั้นสำเร็จแล้วก็ให้พระมหาราชครู ผู้ใหญ่และปลัดพระราชครูประพฤติการ พระราชพิธีเบญจาพิศมหาวิชัยสงคราม ก็เสด็จเข้าพระราชพิธี แล้วประพฤติการโดยยถาสาตร สำหรับการพระราชพิธีเบญจพิศ ตามสาตรตำหรับนั้นทุกประการเสร็จ ถึงวันอาทิตย์ เดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เพลาสายแล้วนาฬิกาหนึ่ง จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จทรงพระภูษาพรรณพัตราภรณ์พิพิธ วิจิตรด้วยสุวรรณรัตนาภรณ์ บวรราโชปโภคทั้งปวงเสร็จ ก็เสด็จเหนือพระวิชัยราชรถ อันอลงกฎด้วยกาญจนรัตนากร เทียมด้วยบวรจตุรงศ์มงคลอาชา ไนย ประไพโชติชัชวาล กาญจนพระอภิรุมบังแสงสุริยมยุรฉัตรพัชนีพระกรรภิรมจามรมาศ และพระมหาราชครูพระราชครูท้าวพระยา สามนตราชเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง ทุกกระทรวงการทั้งหลาย แห่ประดับประดาซ้ายขวาหน้าหลัง นฤนาทด้วยศัพทสำเนียงเสียงฆ้องกลองแตรสังข์ ก็เสด็จลีลาศในรัถยา อันประดับประดาด้วยราชวัติฉัตรธงอลงกฎาธิการ ด้วยมหามหันตศัพท์ทั้งปวงนั้น ครั้นถึงมารค ที่โรงดัษกรนั้นก็หยุดพระวิชัยราชรถ ให้ประหารดัษกรโดยยถาสาตรเสร็จ ก็เสด็จยังพระที่นั่งสาครมณฑป เสด็จสรงมุรธาภิเษกเสร็จ เสด็จพระที่นั่งพิชัยสมโภช และถวายอาศิรพาทตำหรับตติยวาร และพระราชทานให้เลี้ยงลูกขุน สำหรับการพระราชพิธีเบญจาพิศมหาวิชัยสงคราม ตามธรรมเนียมแต่ก่อน ครั้นการพิธีเสร็จก็เสด็จ ประเวศพระราชมนเทียร

แลในปีวอก (จ.ศ. ๑๐๑๘ พ.ศ. ๒๑๙๙) นั้น ตรัสให้หล่อ รูปพระเทวกรรม สูงประมาณศอกมีเศษพระองค์หนึ่ง สวมทองเครื่องอาภรณ์ประดับแหวนถมราชาวดี

ครั้นปีระกานพศก (จ.ศ. ๑๐๑๙ พ.ศ. ๒๒๐๐) พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาจักรี ให้แต่งโรงรถพิธีบัญชีพรหม แลชมรมสำหรับการพระราช พิธีทั้งปวง ในทะเลหญ้าตำบลพะเนียด แลทรงพระกรุณาตรัสให้หล่อพระเทวกรรมทองยืน สูงศอกหนึ่ง หุ้มด้วยทองเหนือแล้ว และเครื่องอาภรณ์นั้นถมราชาวดีประดับด้วยแหวน ไว้สำหรับการพระราชพิธี คชกรรมสืบไป ให้พระมหาราชครู และพฤติบาทและปลัด พระราชครู ประพฤติการพระราชพิธีบัญชีพรหม ณวันจันทร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑๐ ค่ำ จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จ ยังการพระราชพิธีมหาปรายาจิตร แลพระราชพิธีบัญชีพรหม ณทะเลหญ้า ก็ประพฤติฎีกาการพระราชพิธี ตามสารคำรบอันมี ในคชกรรมนั้นทุกประการ ครั้นถึงวันศุกร์ เดือน ๗ ขึ้น ๑๔ ค่ำ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จยังการพระราชพิธี คชกรรมโดยยถาสาตร และถวายสมโภช ถวายอาศิรพาทคำรบ ๓ วันเสร็จ ก็เสด็จประเวศยังพระราชมนเทียร

ศักราช ๑๐๒๐ ปีจอสัมฤทธิศก (พ.ศ. ๒๒๐๑) เดือนอ้าย จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จด้วยพระที่นั่ง ชลวิมานกาญจนบวรนาวา ไปประพาศเมืองนครสวรรค์ จึงพระยาจักรีกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ขุนศรีขรจาริน ณเมืองศรีสวัสดิ์บอกมาว่าออกไปฟังข่าวณป่าตำบลห้วยทราย แลนายอานชุยคล้องต้องนางช้าง เผือกประมาณ ๓ ศอกมีเศษ หูหางสรรพงามพร้อม และคล้องณวันอังคารเดือนอ้าย แรม ๒ ค่ำ จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาตะนาวแลพฤฒิบาลแลขุนช้างชาวช้างทั้งหลาย ไปรับเศวตคเชนทร ก็เสด็จพระราชดำเนินแต่เมืองนครสวรรค์ มายังกรุงเทพพระมหา นคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยาราชธานีและรับเศวตคเชนทรมาถึงกรุง เทพพระมหานครณวันศุกร์ เดือนยี่ขึ้น ๕ ค่ำ และให้แห่ประดับประดาด้วยการมหรสพทั้งปวง มาด้วยเรือขนาน รับขึ้นไว้ณโรงใกล้ พระราชวัง และทรงพระกรุณาตรัสประสาทให้นามกรชื่อพระอินทรไอยราวรรณวิสุทธิราชกริณี และให้พระมหาราชครูพระราชครูพฤฒิบาทแลท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีมุขลูกขุนทำขวัญคำรบ ๓ วัน แล้วแต่งเครื่องราชาภรณ์บวรอลงกฏรจนาด้วยกนกรัตนามัยพระราชทานให้ประดับสำหรับเศวตคเชนทรนั้น แลให้พระศรีสิทธิกรรม์อยู่บริบาลนางพระยาช้างเผือกนั้น ส่วนนายอานชุยผู้บุตรขุนศรีขรจารินซึ่งคล้องผูกนั้น พระราชทานให้ชื่อเป็นขุนคเชนทรไอยราวิสุทธิราช กริณี และพระราชทานเจียดเงินเหลี่ยมเกลี้ยงเครื่องทองสำรับหนึ่ง และเงินตรา ๒ ชั่ง ผ้าลายสรรพางค์ไหมลายปูม และเสื้อแพรสำรับหนึ่งและภรรยาแห่งนายอานชุยนั้น พระราชทานให้ครอบเงินกลีบบัวหนัก ๑๐ ตำลึง เครื่องเงินสำรับหนึ่ง และเงินตราชั่งหนึ่ง ผ้าท้องขาวเชิงชายเขียนสำรับหนึ่ง และขุนศรีขรจาริน ผู้พ่อนายอานชุยช่วย ประวัดนั้น พระราชทานให้เป็นหลวงเศวตกเรนทร และพระราชทานเจียดเงินเหลี่ยมจำหลักหูช้าง และเครื่องทองรับเจียด เงินตรา ๒ ชั่ง ผ้าลายสรรพางค์ไหมลายปูม และเสื้อแพรพรรณสำรับหนึ่ง และ นายอานชุยผู้คล้องต้องนั้น ว่าช้างนี้ตาพิการจะปล่อยเสีย จึงขุนศรีขรจารินผู้ช่วยประวัด รู้ว่าช้างเผือกแลมิให้ปล่อยเสีย จึงได้พระราชทานเท่ากัน และพระราชทานแก่ผู้เป็นควาญและโยนทามนั้น ตาม ธรรมเนียมซึ่งได้นางพระยาช้างเผือกแต่ก่อน ผู้ถือหนังสือข่าวมา และผู้ส่งมาส่งนั้น ก็ได้พระราชทานถ้วนทุกคน และพระราชทานทั้งปวงเป็นเงิน ๑๗ ชั่ง ๑๐ ตำลึงสิ้นด้วยกัน และข้าส่วยดีบุกซึ่งเป็นสมัครพรรคพวกทั้งปวง และทาษหลวงเศวตกเรนทรซึ่งได้ช่วยในการทั้งนั้น ก็พระราชทานด้วย และสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก ทรงพระเดชนุภาพอันประเสริฐ จำเริญพระราชกุศลสุจริตธรรม และกอบด้วยพระราชศรัทธา ก็ให้สถาปนาพระพุทธปฎิมาห้ามสมุทรพระองค์หนึ่งหุ้มทอง และทรงอาภรณ์ประดับด้วยแหวนอันมีค่า ทรงพระนามสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์สูง ๔ ศอกคืบมีเศษ ทั้งฐาน แล้วก็ทรงพระราชศรัทธาตรัสให้สถาปนาพระพุทธปฎิมา พระองค์หนึ่ง หล่อด้วยทองนพคุณทั้งแท่ง ทรงพระนามสมเด็จ บรมตรีภพนาถ ห้ามสมุทร สูงศอกคืบ ๙ นิ้ว ทรงเครื่องอาภรณ์ประดับพระอุนาโลมเพ็ชร แหลมเท่ามะกร่ำใหญ่ และสถาปนาพระพุทธปฎิมาหุ้มเงิน ๒ พระองค์ พระองค์หนึ่งสูง ๔ ศอกคืบมีเศษ ทั้งฐาน พระองค์หนึ่งสูง ๒ ศอกคืบมีเศษ แล้วก็ตรัสให้หล่อ พระบรมกรรมพระองค์หนึ่ง สูง ๔ ศอกทั้งฐาน แล้วภิเษกเสร็จ ก็ให้รับไปประดิษฐานไว้ในอารามพระศรีรุทรนาฎ ตำบลชีกุน และตรัสให้หล่อพระเทวกรรม ในขณะนั้นก็ลือชาปรากฎพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าช้างเผือก ทรงพระเดชบุญญานุภาพอันยิ่งไป ทุกทั่วในนานาประเทศทั้งปวง ฝ่ายเมืองกัมพูชาประเทศนั้น นักจันท์ผู้เป็นราชบุตรพระเจ้ากัมพูชาประเทศ ได้อยู่ปกครองเมืองกัมพูชาประเทศ ก็มีพิโรธกันกับน้องผู้ชื่อนักปทุม ๆ ให้หนังสือไปแก่ พระยาญวน ให้มารับเอาเมืองกัมพูชาประเทศ พระยาญวนก็ให้ องค์เจียทู ยกทัพมารบเอาเมืองกัมพูชาประเทศ ได้นักจันท์ผู้ครอง เมืองกัมพูชาประเทศนั้นไป และเอาแต่ทรัพย์สิ่งของปืนไปเมือง ญวน แล้วก็ส่งนักจันท์ให้กลับมาเมืองกัมพูชาประเทศเล่า ครั้นมา ถึงเมืองจามปาลราช นักจันท์ก็ถึงอนิจกรรม และนักปทุมผู้น้องก็คุมญาติวงศ์สมัครพรรคพวก ๑๗๗๓ คน ทั้งไพร่แลนายซ่องสุม ไพร่พลไปอยู่เมืองพุทไธเพ็ชรนั้น

ในปีจอสัมฤทธิศกนั้น มีแขกแม่นางกะเบาอันอยู่เมืองกัมพูชาประเทศ หาที่พึ่งพำนักมิได้ แลพระยาราชภักดี ๑ พระยาโตกา ๑ พระยาโตปะแก พระยานครหลวง ๑ ศรีกากะ ๑ โปช้าง ๑ คุมสกรรจ์อพยพครัว ๗๗๓ คน มาขอเป็นข้าสู่พระราชสมภาร และทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคและอาหารทั้งปวงและไร่นาให้ทำกินเลี้ยงอาตมภาพทุกคนมิได้แค้นเคือง

ศักราช ๑๐๒๑ ปีกรุเอกศก (พ.ศ. ๒๒๐๒) หลวงกำเริบ พระไพร ๑ หลวงจงราชา ๑ หลวงโสม ๑ หลวงราชกุมาร ๑ หลวงราช เสนา ๑ หลวงเสนาวิชัย แลขุนหมื่นกับด้วยสกรรจ์อพยพ ๒๒๑๔ คนมาสู่พระราชสมภาร แลสังฆราชาสุคนธ์อันเป็นญาติสมัคร พรรคพวกด้วยนักจันท์ กับด้วยนักนี และนักวรอุทัย และนักอำผู้หลานทั้งนี้หาที่พำนักมิได้ ก็นำสมัครพรรคพวกทั้งหลายมาสู่พระราชสมภาร ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคทั้งปวงแก่สังฆราชาสุคนธ์ และญาติสมัครพรรคพวกทั้งปวง ซึ่งมาสู่พระราช สมภารนั้น ได้รับพระราชทานโดยอันดับถ้วนทั้งปวง และให้สังฆราชาสุคนธ์อยู่อารามวัดพระนอน แทบอารามวัดเจ้าพระยาไทย และ พระราชทานอุปโภคบริโภคเจียด และเครื่องเจียดแก่นักนี้ และนัก วรอุทัย นักอำ และพระราชทานแก่หลวงขุนหมื่น ผู้มีความสวามิภักดิ์และอพยพครัวทั้งปวง ให้ทำกินในถิ่นฐานที่ชอบกล มิให้แค้นเคือง สิ่งใด ๆ และขุนทองพระไพรมาสู่พระราชสมภารด้วยสังฆราชาสุคนธ์ นั้น ให้การว่าเมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงปราสาททองสวรรคาลัยแล้ว แลสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชเสวยราชสมบัติ รู้ข่าวไป ถึงนักจันท์ ผู้เป็นพระยากัมพูชาธิบดี ๆ ก็ใช้ขุนทองพระไพรและไพร่ ๕ คน ให้ลอบปลอมเข้ามาฟังอิงกิดาการ ณกรุงเทพพระมหานคร ศรีอยุธยา ขุนทองพระไพรกับไพร่ ๕ คน เดินลัดป่ามาโดยทางนครนายก แลมาถึงทุ่งพระแก้วจึงไว้ไพร่ ๓ คน มาด้วยนั้น ๒ คน หและถือเชือกเดินเข้ามาประดุจดังว่าวขณะนั้นพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จปราบดาภิเษกแล้ว และขุนทองพระไพร พบสงฆ์ ๓ รูปณทุ่งวัดเดิม ได้เจรจาด้วยสงฆ์ ๆ ก็บอกว่า บัดนี้ พระนารายน์ เป็นเจ้าได้เสวยราชสมบัติ และทรงพระเดชบุญญานุภาพหนักหนา และพระหัตถ์ข้างหนึ่งจะให้เป็น ๒ พระหัตถ์ก็ได้ ๓ พระหัตถ์ก็ได้ และทรงพระกรุณาแก่ประชาราษฎรทั้งปวงยิ่งนัก และขุนทอง พระไพรก็เอากิจนี้ไปบอกแก่นักจันท์นั้น

ในปีกุรเอกศก (จ.ศ. ๑๐๒๑ พ.ศ. ๒๒๐๓) เดือน ๙ มรีอลาได้ยินปรากฎพระเกียรติประเสริฐออกไป ก็มีความ สวามิภักดิ์นัก แต่งจานแก้วหุ้มแสรกทอง ประดับมรกตและแหวน แดงทั้งปวง ๑๒๐ พลอย ขอให้โกษาธิบดีทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย

และในปีเดียวนั้น พระยากดุกศา มีความสวามิภักดิ์ และแต่งแหวนพลอยเพ็ชรแหลมประมาณเท่าผลสวาด คิดเป็นค่ำ ๘ ชั่ง ๗ ตำลึงทอง แลแหวนพลอยเพ็ชรมรกตเท่าบัวอ่อนใบหนึ่งชั่ง ๑๐ ตำลึงทองให้ติบลนำเข้ามา ให้พระยารามกำแหงทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย

ในปีกรุนั้น นางพระยาอาแจ แต่งแหวนเพ็ชรเป็นลูกแตง เท่าผลมะขามทั้งเปลือก เป็นค่า ๑๐ ตำลึงทอง ขอให้โกษาธิบดี ทูลเกล้ากระหม่อมถวาย

ในปีเดียวนั้น ญาณมหมัด ลูกค้าณเมืองมชลิปตำ มีความสวามิภักดิ์ ก็แต่งดาบทอง กลมเป็นรูปนกอยู่ใน แลประดับพลอย เพ็ชรแลพลอยแดงมรกตแลมุกด์ทั้งสามสาย พลอยแหวนประดับ ใหญ่น้อย ๒๐๗ พลอย ขอให้ท่านโกษาธิบดีทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแลประเทศทั้งปวงมีความสวามิภักดิ์ แลแต่งเครื่องบรรณา การรจนาอันพิจิตรต่าง ๆ เข้ามาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นอัน มาก สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาพระ ราชทานให้สิ่งของ ตามปรารถนานั้นทุกประการ มากยิ่งกว่าสิ่งของ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายนั้น

ในศักราช ๑๐๒๒ ปีชวดโทศก (พ.ศ. ๒๒๐๓) นั้นมีหนังสือพระยาแสนหลวงเมืองเชียงใหม่ ให้แสนสุรินทรไมตรีถือลงมาถึงอัครมหาเสนาบดี ณกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา ในลักษณะหนังสือนั้นว่า

ชาวเมืองจีนฮ่อยกรี้พลมาจะล้อมเอาเมืองเชียงใหม่ และพระยาแสนหลวง แลชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งปวงที่พึ่งพำนักมิได้ จึง เสี่ยงทายในอารามพระพุทธสิหิงค์ซึ่งอยู่ณเมืองเชียงใหม่นั้น ว่าถ้าประเทศใดจะเป็นที่พึ่งพำนักได้ไซร้ ขอพระพุทธเจ้าสำแดงให้เห็นประจักษ์ แลพระพุทธสิหิงค์นั้นบ่ายพระพักตร์ มายังกรุงเทพพระ มหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา พระยาแสนหลวง ขุนแสนหลวง แสนหมื่นทั้งปวงมีความยินดีนัก จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าช้างเผือกเป็นที่พึ่งที่พำนัก ขอพระราชทานข้าหลวงแลช้างม้าไพร่พล สรัพด้วยเครื่องสรรพายุทธ์ไป ช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่ให้พ้นภัยอันตราย จะเป็นข้าขันธสีมา มณฑลกรุงเทพพระมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา จึงพระยาจักรี เอากราบทูลพระกรุณา

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าช้างเผือก จึงมีพระราชโองการตรัสว่า ซึ่งพระยาแสนหลวง แลแสนหลวงแสนหมื่น แลชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งปวงหาที่พึ่งมิได้นั้น ควรแต่งท้าวพระยามนตรีมุข และ ช้างม้าไพร่พลทหาร สรัพด้วยเครื่องสรรพายุทธ์ทั้งปวง ไปช่วยป้อง กันเมืองเชียงใหม่ ตามปรารถนาชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งปวงแล้ว มี พระราชโองการตรัสให้พระยาศรีราชเดโช พระยาท้ายน้ำ เปนนายกองพระยาพิจิตรเป็นยกกระบัตร เมืองนครนายกเป็นเกียกกาย สมิงพระรามเป็นกองหน้า สมิงพัตบะเป็นกองหลัง เมืองคยอยเป็นปีกขวา เมืองยโสธรเป็นปีกซ้าย และขุนหมื่นกองใช้กองแล่น ช้าง เครื่อง ๘ ช้าง ม้า ๑๖ ม้า พล ๔๐๐๐ ปืนใหญ่ ๒๙ บอกปืนนกสับ ๑๔๔ บอก เป็นทัพหนึ่ง และให้พระยารามเดโชเป็นนายกองพระสุรีบุรีเป็นยกรบัตร พระศรีสวัสดิ์เป็นเกียกกาย กับพลรบ ๑๐๐๐ สรัพด้วยเครื่องสรรพายุทธ์ปืนใหญ่ ๑๐ บอก ปืนนกสับ ๑๐๐ บอก ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๑๐ ม้า ทัพหนึ่ง และให้พระยาท้ายน้ำและพระยารามเดโชทั้งสองทัพนี้ ยกทัพไปจากกรุงเทพ พระมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา ในเดือน ๑๒ ให้แสนสุรินทรไมตรีนำทางไปยังเมืองเชียงใหม่ ในเมื่อเดือนอ้ายปีชวดโทศก (จ.ศ. ๑๐๒๒ พ.ศ. ๒๒๐๓) นั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก ทรงพระเดชานุภาพอันประเสริฐ มีพระราชหฤทัยทรง พระราชศรัทธา จะถวายสักการบูชาพระชินราช พระชินศรี ณเมืองพิษณุโลก ครั้นถึงวันอาทิตย์เดือนอ้ายแรม ๓ ค่ำ ก็เสด็จด้วยเรือ พระที่นั่งสามรรถชัยไปโดยชลมารค ๑๔ เวน ก็ถึงเมืองพิษณุโลก และตั้งตำหนักตำบลช่องตา และถวายสักการบูชาพระชินราช พระชินศรี และถวายพุทธสมโภชด้วยการมหรสพ ๓ วัน

ฝ่ายพระยาท้าย้ำแลพระยารามเดโช พระยาพิจิตร บอกหนังสือมาถึงสมุหนายกใมห้กราบทูลพระกรุณา ได้ยกทัพไปถึงตำบลฆ้องชัย แสนสุรินทรไมตรีผู้นำทางนั้นหนี

จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้มีตราตอบไปถึงนายทัพนายกอง ให้ติดตามเอาตัวแสนสุรินทรไมตรีนั้นจงได้ อนึ่งพระยาแสนหลวงณเมืองเชียงใหม่ แต่งหนังสือให้แสนสุรินทรไมตรีถือมาล่อลวงแล้วหลีกหนีนั้น เมืองนครและเมืองเถินไซร้ขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ จะไว้เมืองนครและเมืองเถินนั้นมิได้ [2]จึงตรัสให้พระยากลาโหม เป็นนายกอง หลวงธรรมไตรโลกเป็นยกรบัตร พระยาเสนาภิมุข เป็นเกียกกาย สมิงพระรามเป็นกองหน้า พระมฤทธิ์เป็นกองหลังเมืองนนทราชธานีเป็นปีกขวา พระวิจารณ์มนตรีเป็นปีกซ้าย และกองแล่นพล ๕๐๐๐ ปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่องและม้าสรัพด้วยเครื่องสาตราวุธ เป็นทัพหนึ่ง และให้พระยานครราชสีมาเป็นนายกอง เมืองอินทบุรีเป็นยกรบัตร พระสุพรรณบุรีเป็นเกียกกาย พระกุยบุรี เป็นกองหน้า พระกลางบรรพตเป็นกองหลัง พระพลเป็นปีกขวา พระมหาดไทยเป็นปีกซ้าย พลรบ ๒๐๐๐ ปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้า เป็นทัพหนึ่ง ให้พระยายมราชเป็นนายกองหลวงรามสรเดชยกบัตร พระชัยนาทเป็นเกียกกาย พระอนันตกะ ยอสูเป็นกองหน้า พระศรีมหาราชาเป็นปีกขวา ขุนโจมจัตุรงค์เป็น ปีกซ้าย พลรบ ๑๐๐๐ ปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้า ๘ ม้า เป็นทัพหนึ่ง แลให้พระยาราชบังสันเป็นนายกอง พระสรรคบุรี เป็นยกรบัตร หลวงวิชิตสงครามเป็นเกียกกาย พระนนทบุรีเป็น กองหน้า พระยาสุรราชภักดีเป็นกองหลัง พระตุการีเป็นขวา หลวงรามภักดีเป็นปีกซ้าย พลรบ ๓๐๐๐ ปืนใหญ่ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๑๐ ม้า เป็นทัพหนึ่ง แลให้พระยาพิชัยสงครามเป็นนายกอง หลวงสุระสงครามเป็นยกรบัตร หลวงราชมนตรีเป็น เกียกกาย หลวงคำแหงสงครามเป็นกองหน้า หลวงนเรนทรภักดี เป็นปีกขวา ขุนพิพิธรณรงค์เป็นปีกซ้าย พลรบ ๕๐๐ ปืนใหญ่ ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้า เป็นทัพหนึ่ง จึงทัพทั้งห้าทัพก็ยกขึ้นไป

ครั้นถึงเมืองนครและเมืองเถินไซร้ จึงส่งเชดกายและแหงใน ซึ่งอยู่ในเมืองนคร ก็พาสกรรจ์อพยพเมืองนครและเมืองเถิน ออกมา หานายกองข้าหลวง ขอเป็นข้าสู่พระราชสมภาร และฟ้าลายข้าซึ่งอยู่รักษาเมืองนครนั้น ก็พาสกรรจ์อพยพหนีไปพึ่งอยู่ณเมืองเชียงใหม่ นายทัพนายกองก็บอกหนังสือส่งตัวส่งเชดกายและแหงใน กับสกรรจ์อพยพทั้งปวง ลงมายังทัพหลวงณเมืองพระพิษณุโลก ว่าได้เมืองนครเมืองเถิน

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการตรัสสั่งสมุหนายกให้มีตราตอบให้พระยากลาโหม พระยาศรีราชเดโช[3] พระยาพิชัยสงคราม อยู่เมืองนคร ให้ซ่องสุมชาวเมืองนครและครัวอพยพ ทั้งปวง ซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นออกไปจากเมืองนครนั้น ให้เข้ามาอยู่ ตามภูมิลำเนาดุจก่อน แลให้พระยานครราชสีมา พระราชสุภาวดี พระสุพรรณบุรี ยกเอาไปเอาเมืองตัง แล้วมีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยามหาเทพและขุนหมื่นข้าหลวง และพล ๕๐๐ สรัพด้วยเครื่อง สรรพายุทธ์ ไปเอาเมืองลอง ก็ได้แสนเมืองลองและสกรรจ์อพยพ คุมลงมาถวายยังทัพหลวงณเมืองพระพิษณุโลก ทรงพระกรุณา ตรัสให้ขุนราชเสนา หมื่นอินทรศรแม่น ไปฟังไปฟังข่าวพระยานคร ราชสีมา และพระราชสุภาวดี พระสุพรรณบูรี ๆ ซึ่งยกทัพไปเมือง ตังนั้น และได้สังฆราชาเขมราฐและเมืองตัง หมื่นจิตรกับไพร่ ๖๘ มายังทัพหลวง ณเมืองพิษณุโลก

ถึงวันพุธ เดือน ๓ แรม ๒ ค่ำ พระบาทสมเด็จบรมบพิตร พระพุทธเจ้าช้างเผือก ก็เสด็จพระราชดำเนินกรีฑาพลแต่เมืองพระพิษณุโลกไปยังเมืองสุโขทัย และเสด็จอยู่พระตำหนักตำบลธานี จึง มีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาเกียรตเป็นกองทัพหน้า ขุนวิเชียรโยธาเป็นปีกขวา ขุนรามโยธาเป็นปีกซ้าย สมิงสามเหล็กเป็น เกียกกาย พลรบ ๕๐๐ สรัพด้วยเครื่องสรรพายุทธ์ ทัพหนึ่ง และให้ พระยากำแพงเพ็ชรเป็นนายกองทัพใหญ่ ขุนเมืองเป็นปีกขวา ขุน ราชาเป็นปีกซ้าย หลวงอินทรแสนแสงเป็นเกียกกาย และช้างม้า ไพร่พลรบ ๑๐๐๐ สรัพด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งปวง และให้ทัพทั้ง สองยกไปเมืองรามตี และผู้อยู่รักษาเมืองนั้นคือโลกกาเกียว ครั้นรู้ก็ พากันอพยพหนีไปจากเมืองรามตี จึงขุนและสมิงและจ่าทั้งปวง ๑๖ คน นี้เป็นนายหมวดและลูกหลานนายหมวด ๑๖ คน ออกมาหาพระยากำแพงเพ็ชรว่า จะขอเป็นข้าสู่พระราชสมภาร และกินน้ำสบถแล้วก็ ให้ผมไว้เป็นสำคัญ ตามประเพณีละว้าซึ่งสัญญานั้น ถวายอพยพทั้งปวง ๑๔๙๓ คน ขอเป็นข้าขันธสีมากรุงเทพมหานครศรีอยุธยา จึ่งพระยากำแพงเพ็ชรก็ให้ผ้าเสื้อเป็นรางวัล แก่นายหมวดลูกหลานนายหมวด ผู้มีความสวามิภักดิ์นั้นทุกคนแล้ว พระยากำแพงเพ็ชรบอกหนังสือมาถึงสมุหนายก

เมื่อทัพหลวงเสด็จอยู่ตำบลธานีนั้น พระยาจักรีจึงเอาหนังสือกราบทูล ทรงพระกรุณาโปรดนายหมวดว่า ผู้มีสวามิภักดิ์ซึ่งมาสู่ พระราชสมภาร และพระราชทานผ้าเสื้อและเงินถ้วนทุกคนแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับลงมายังเมืองพิษณุโลก จึงเสด็จแต่ เมืองพิษณุโลก ทางชลมารค ๘ วัน ก็ถึงกรุงพระเทพมหานคร ศรีอยุธยา

ส่วนพระยากำแพงเพ็ชร ก็แต่งขุนโชติภักดี ขุนศรนรินทร และหมื่นมหาเกาทัณฑ์ คุมไพร่ ๑๐๐ สรัพด้ายเครื่องสาตราวุธ ไป จัดซ่องพระยาพรหมคีรีและละว้าขุนหมื่นนายหมวด พระยาพรหมคีรีและขุนหมื่นสมิงนายหมวดทั้งปวง ๒๐ คน ผู้ออกมากินน้ำสบถนั้น พระยากำแพงเพ็ชรก็ให้รางวัลเสื้อผ้าและเงินตรา แก่พระยาพรหมคีรี และละว้านายหมวดทุกคน พระยาพรหมคีรี และละว้านายหมวด ทั้งปวงถวายสกรรจ์อพยพ ๑๘๐๐ คน เป็นข้าขันธสีมากรุงเทพ มหานครศรีอยุธยา

จึงพระยากำแพงเพ็ชรให้ขุนราชาเมืองเชียงเงิน ขุนหมื่นและ ไพร่ ๑๒๐ คน คุมเอาพระยาพรหมคิรี และละว้าผู้เป็นขุนหมื่นสมิง นายหมวดทั้งปวง มายังกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา และพระราชทานชื่อแก่พระยาพรหมคีรีนั้น เป็นพระยาอนุชิตชลธี และพระราชทานเจียดเงินเหลี่ยมจำหลักสรรพางค์จุกทอง ผ้าเงินตราสิ่งของและเครื่องเรืองแก่พระยาพรหมคีรี และขุนหมื่นสมิงละว้านายหมวดนั้นมากนักและให้ไปอยู่ตามภูมิลำเนาดุจก่อน

ส่วนพระราชสุภาวดีและเมืองสรรคบุรี ครั้นได้เมืองตังแล้ว ก็ยกทัพไปเอาเมืองอินทคิรี และพระยาอินทคิรีคุมเอาสกรรจ์อพยพ ๗๐๐ ออกมาหาพระราชสุภาวดี ขอเป็นข้าพระราชสมภาร จึง พระราชสุภาวดี ให้พระยาอินทคิรีคุมเอาสกรรจ์อพยพไปอยู่ณเมือง อินทคิรีจึงพระยาอินทคิรีให้ลำดงผู้ลูก และแสนทักขิณดาน แสนบัวบาน แสนอภัยมานะ แสนพิงชัย และไพร่ ๔๖ คน ลงมาด้วยพระราชสุภาวดีและเมืองสรรคบุรี ถึงกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา

จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าช้างเผือกก็มี พระราชโองการตรัสสั่ง ให้เบิกลำดงและแสนทักขิณดาน แสนบัวบาน แสน อภัยมานะ แสนพิงชัย เข้ามากราบถวายบังคมณศาลาลูกขุน และพระราชทานชื่อแก่นายลำดง เป็นแสนหลวงสุนทรราชภักดี แสน บัวบานเป็นแสนภักดีนรินทร์ แสนทักขิณดาน เป็นแสนภูมินทบริ บาลพระราชทานเจียดเงินเหลี่ยมจำหลักสรรพางค์เครื่องสำหรับ และเสื้อผ้าพอกไปแก่พระยาอินทคิรี และพระราชทานเจียดทองมัน และเสื้อผ้าแพรพรรณแก่แสนหลวงสุรินทรภักดี ผู้ลูกพระยาอินทคิรี และพระราชทานผ้าเสื้อแพรพรรณ แก่แสนภักดีนรินทร์ แสนภูมินทบริบาล แสนพิงชัย และพระราชทานเสื้อผ้าแก่แสนขุนหมื่นผู้มานั้นเป็นอันมาก และพระราชทานอัฐบริขาลแก่สงฆ์อันมาด้วยนั้นแล้วและอัครมหาเสนาบดีและมหาดไทย กลาโหมจตุสดมภ์ทั้งสี่ ก็ให้ผ้าเสื้อแก่แสนทั้งสิ้นนั้นแล้ว ก็พระราชทานให้แต่งเครื่องเลี้ยงนานา ประการ ออกไปเลี้ยงทั้งสี่นั้นเป็นอันมาก แล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้แสนหลวงสุรินทรภักดี แสนภักดีนริทร์ แสนภูมินทรบริบาล แสน พิงชัย แสนขุนแสนหมื่นและไพร่พลทั้งปวง ให้กลับคืนขึ้นไป ยังเมืองอินทคิรี อยู่ตามภูมิลำเนา และรักษาเมืองอินทคิรีด้วยพระยาอินทคิรี เป็นเมืองขึ้ตามขนบณกรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดี ศรีอยุธยา

ส่วนทัพพระยากำแพงเพ็ชรและพระยาเกียรติ ซึ่งไปตั้งอยู่ตำบลด่านอุมรุกนั้น ก็จัดซ่องได้สมิงคลองคู สมิงกะเทิงและละว้านายหมวดและไพร่ละว้าเป็นอันมาก แล้วส่งนายหมวดลงมายังกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา และพระราชทานชื่อแก่สมิงคลองคู เป็นสมิงเทวะคิรีรักษ์ สมิงกะเทิงเป็นสมิงภักดีศรีขรินทร์ และพระราชทานดาบทองแก่สมิง เทวะคิรีรักษ์ พระราชทานขันเงินแก่สมิงภักดีสีขรินทร์ และพระ ราชทานผ้าเสื้อถ้วนทุกคนแล้ว ให้ขึ้นไปจัดซ่องละว้าทั้งปวง ได้สกรรจ์อพยพคน ๖๐๐ แล้วสมิงเทวคิรีรักษ์ไปสืบซ่องได้พระยา พรหมคิรี

จึงพระยากำแพงเพ็ชรให้ขุนราชา คุมพระยาพรหมคิรี และ สมัครพรรคพวกมายังกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ทรงพระกรุณา ตรัสสั่งให้เบิกพระยาพรหมคิรี เข้ามาถวายบังคมแต่ศาลาลูกขุนและพระราชทานชื่แก่พระยาพรหมคิรี เป็นพระยาสุทัศนธานีศรีวนาภิรมย์ พระราชทานเจียดเงินเหลี่ยมจุกทอง ปากจำหลักสรรพางค์ และผ้าเสื้อแพรพรรณเป็นอันมาก อัครมหาเสนาบดีมหาดไทย กลาโหมจตุสดมภ์ทั้งสี่ ก็ให้รางวัลผ้าเสื้อแพรพรรณก็มาก แล้วก็ให้กลับคืนขึ้นไปอยู่รักษาเมืองอินทคิรีตามภูมลำเนา เป็นเมืองขึ้นตามขนบกรุงเทพพระมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา และข้าหลวงไปอยู่ด้วยพระยาสุทัศนธานี เพื่อจะได้รู้ขนบกิจราชการ

ฝ่ายมังนันทมิตรอยู่เมืองเมาะตะมะ ฮ่อมาล้อมเมืองอังวะไว้ในขณะนั้นมังนันทมิตรผู้เป็นอาพระเจ้าอังวะ อยู่ปกครองเมือง เมาะตะมะ ส่วนชาวเมืองฮ่อไซร้ยกทัพมาล้อมเมืองอังวะ จะเอาฮ่ออูทิ้งผาพาสกรรจ์อพยพมาประมาณ ๑๐๐๐ หนีไปพึ่งอยู่เมืองอังวะนั้น จึงมังนันทมิตร เกณฑ์เอาพล ๓๒ เมือง ซึ่งขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะนั้น ๓๐๐๐ ให้ไปช่วยป้องกันเมืองอังวะ และมอญอันไปช่วยป้องกันก็ หลีกหนีคืนมาเป็นอันมาก จึงมังนันทมิตรก็ให้คุมเอามอญอันหนีมานั้นใส่ตารางเพื่อจะเผาเสีย และสมิงนายอำเภอทั้ง ๑๑ คนนั้นควบคุม ครัวมอญประมาณ ๕๐๐๐ ยกเข้าเผาเมืองเมาะตะมะ และได้ตัว มังนันทมิตรไว้

ฝ่าย[4] สมิงรามัญนายอำเภอผู้ใหญ่ ๑๑ คน สกรรจ์ลำเครื่อง ๕๐๐๐ เศษปรึกษากันว่า เราทำการครั้งนี้รู้ถึงเจ้าอังวะเราจะมีภัย เราหาที่พึ่งมิได้ เราจะไปพึ่งพระนครศรีอยุธยาเห็นจะพ้นภัย จึงเร่งกวาดพาครอบครัวอพยพและครัวตัวมังนันทมิตร ประมาณ ๖๐๐๐ เศษด้วยกันหนี บอกเข้ามาให้เสนาบดีกราบทูลพระกรุณษให้ทราบเหตุการทั้งปวงแก่พระเจ้าอยู่หัว ๆ ได้ทราบเหตุดีพระทัย จึงแต่งให้สมิงรามัญเก่าทั้งนายและไพร่ ๑๐๐๐ ออกไปรับเข้ามาทางกาญจนบุรี จึงจัดแจงให้อยู่ตำบลสามโคก และวัดตมท่าหอย ให้สมิงรามัญตัวนาย เข้าเฝ้ากราบถวายบังคม จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเงินตราเสื้อผ้าเป็นอันมาก ให้อยู่ทำกินตามลำเนาเป็นสุข มังนันทมิตรนั้นป่วยลงหนัก ถึงแก่อนิจกรรมความตาย

ฝ่ายเจ้าเมืองย่างกุ้ง เจ้าเมืองเสรียง เจ้าเมืองหงสาวดี ครั้นรู้ ว่ามอญเมืองเมาะตะมะและเมืองขึ้น เป็นกบฎกวาดครัวหนีนั้น จึงบอกหนังสือไปเถิงเมืองอังวะให้ทราบเหตุ พระเจ้าอังวะรู้เหตุนั้นแล้วครั้นกองทัพฮ่อหน้า อดอาหารไม่ได้เมืองอังวะ ถอยล่าทัพหนีไปพระเจ้าอังวะจึงตรัสสั่งให้เจ้าเมืองหงสาวดี เจ้าเมืองตองอูเจ้าเมืองประวัน เจ้าเมืองย่างกุ้ง เจ้าเมืองเสรียง เกณฑ์ทัพ ๓๐,๐๐๐ เศษไป ตามรามัญที่หนีไปนั้น เอาตัวให้จงได้ จึงให้เอาติงจาโปเมียวุ่น เป็น ทัพหน้าถือพล ๑๐,๐๐๐ เศษ ช้างเครื่อง ๖๘ ม้าเครื่อง ๒๐๐ ให้แมงสุระราชาเป็นโปชุกแม่ทัพ ถือพล ๒๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๐๐ ม้าเครื่อง ๓๐๐ ยกมาพร้อมทัพณเมืองเมาะตะมะ

ฝ่ายกองทัพกรุงเทพมหานครไปเกลี้ยกล่อมละว้า และลาว มอญในแดนเมืองนคร เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ ได้เป็นอันมาก และมีท้องตราโปรดขึ้นไปให้กองทัพทั้งปวงพร้อมกัน ยกไปตีเอา เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ ให้จงได้ กองทัพทั้งปวงนั้นก็ยกไปพร้อมติดเมืองลำพูน

ฝ่ายชาวเมืองลำพูนและเมืองเชียงใหม่ เมื่อกองทัพฮ่อยกมาล้อมเมืองอังวะและหัวเมืองไทยใหญ่ฝ่ายเหนือนั้น ตกใจกลัวจึงคิดอ่านให้แสนสุรินทร์ไมตรีถือหนังสือลงมา จะเอาพระนครศรีอยุธยาเป็นที่พึ่ง ครั้นรู้ว่ากองทัพฮ่อไม่ได้เมืองอังวะ ถอยทัพหนีไปแล้วสืบรู้ว่าพระเจ้าอังวะให้เกณฑ์ทัพพะม่าไปตามมอญหนีนั้น ก็ตกใจกลัวพะม่าด้วยเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ ขึ้นแก่เมืองอังวะ จึงบอกให้แสนสุรินทร์ไมตรีหนีกองทัพไทย ด้วยกลัวทัพพะม่า จึงคิด องอาจขึ้นจะสู้รบทัพกรุงจึงคิดการอุบายล่อลวงหน่วงกองทัพไทยไว้ จะให้งดช้าลง จะได้คิดกระทำการป้องกันเมืองลำพูนเมืองเชียงใหม่ ไว้ท่ากองทัพพะม่าจะได้มาช่ายทัน จึงนิมนต์พระสงฆ์ผู้ปราชญ์ฉลาดเจรจา ๔ รูป ให้ถือหนังสือไปหากองทัพ ในลักษณะหนังสือนั้นว่า

แสนสุรินทรไมตรีซึ่งนำกองทัพขึ้นมา และมิได้บอกกล่าวก่อน หนีมานั้น เบาความนักไม่ชอบ ทำให้ผู้ใหญ่ได้ความผิด จะให้กระทำโทษถึงสาหัส แล้วจะส่งตัวแสนสุรินทรไมตรีให้แก่กองทัพ แต่ทว่าบัดนี้เดชะพระเดชพระคุณพระบารมีพระเจ้าอยู่หัว มาคุ้มครอง ปกแผ่ครอบงำไป กองทัพฮ่อซึ่งจะมาเอาเมืองเชียงใหม่นั้น รู้ว่า กองทัพกรุงเทพพระมหานครขึ้นมาช่วยรักษาเมืองเชียงใหม่ ทัพฮ่อก็เข็ดขามคร้ามกลัว ถอยทัพหนีไปแล้ว ขอท่านอัครมหาเสนา ธิบดีแม่ทัพหลวง ผู้มีกรุณานุภาพได้อนุเคราะห์อย่าให้ได้ยากลำบากแก่ไพร่พลเลย ขอให้ยับยั้งกองทัพไว้อยู่แต่ใต้เมืองลำพูนก่อนขอ ได้บอกลงไปให้กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ ตามจะทรงพระกรุณาโปรดแล้วจะจัดแจงเครื่องบรรณษการช้างม้าทูลเกล้า ฯ ถวาย อนึ่งบัดนี้ได้ยินข่าวมาว่า มอญเมืองเมาะตะมะเป็นกบฎแก่เมืองอังวะ ยกครัวหนีไปพึ่งกรุงไทย พระเจ้าอังวะให้เกณฑ์กองทัพพะม่าเป็นอันมากไปตามมอญหนีนั้น จะรบชิงเอาให้จงได้ ถ้าว่าพะม่ารู้เหตุว่า เมืองเชียงใหม่ไปเป็นขันธเสมา ถวายช้างม้าไปแก่กรุงไทยพระเจ้าอยู่หัวทัพพะม่าจะยกมาตีเมืองเชียงใหม่ จะเป็นศึกใหญ๋ ขอให้ท่านอัครมหาเสนาธิบดีได้กรุณาให้สงบไว้ บอกลงไปให้กราบทูลให้ทราบก่อน

ครั้นกองทัพไทยได้แจ้งหนังสือนั้น จึงปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า ครั้นเราจะทำการตีหักเข้าเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ ตามท้องตราโปรดขึ้นมานั้น บัดนี้มีหนังสือเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ สารภาพโทษอ่อนน้อมออกมา บอกเหตุทัพพะม่ารามัญ ยกมาตามมอญหนีเข้าไปณกรุง เป็นการศึกข้อใหญ่ เราจะตีเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ยังไม่ถนัด เราจะบอกลงไปให้กราบทูลพระกรุณาก่อน ปรึกษาแล้วแต่งบอกตามเรื่องราวอุบายชาวเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ให้ผู้ถือ บอกลงไปณกรุง ให้กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ

ฝ่ายกองทัพพะม่ารามัญยกจากเมืองเมาะตะมะ เมืองสำมิ มา ตามมอญหนีตามทางเมืองกาญจนบุรี มีหนังสือบอกเข้ามาเถึงกรมการหัวเมืองและเสนาธิบดี ให้ส่งมอญที่หนีเข้ามานั้น ถ้ามิส่ง จะยก กองทัพรบเอาให้จงได้ ชาวด่าน ครั้นกรมการเมืองกาญจนบุรีบอกหนังสือเข้ามาให้กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ มาเถิงกรุงก่อนหนังสือบอกกองทัพฝ่ายเหนือ ๒-๓ วัน สมุหนายกกราบทูลพระกรุณาให้ทราบในหนังสือบอกทั้งสองฉบับ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบแล้ว ตรัสสั่ง ให้พระยาจักรีเตรียมทัพหัวเมืองปากใต้ชายทะเลและตะวันตก และทัพกรุง ฯ สกรรจ์ลำเครื่อง ๓๐,๐๐๐ เศษ ช้างเครื่อง ๒๖๕ ม้า ๓๐๐ ตรัสให้ขุนเหล็กซึ่งเป็นพระยาโกษาธิบดีเป็นทัพหลวง ตรัสให้พระยา เพ็ชรบุรีเป็นกองหน้า พระยาราชบุรีเป็นกองหนุน ถือพล ๕,๐๐๐ เศษ พร้อมด้วยเครื่องสาตราวุธสั้นยาวปืนใหญ่น้อย ลำเลียงสะเบียงอาหารเสร็จแล้ว ได้ศุภวารดิถีพิชัยฤกษ์แล้ว จึงยกกองทัพบกทัพเรือช้างม้าพลโยธา ไปพร้อมทัพกันณตำบลหัวเมืองกาญจนบุรีปากแพรกแล้ว ให้แยกพลเป็นกองซ้ายขวาหน้าหลัง ตามกระบวนพิชัยสงครามกองหน้า ๕,๐๐๐ เศษ จะยกไปตั้งคอยรับอยู่ท่ากระดาน และด่านกรามช้าง บางทัพก็ยกไปตั้งค่ายทางทะวาย ทัพหลวงตั้งค่ายใหญ่อยู่ปากน้ำลำกะเพินริมเมืองกาญจนบุรี เร่งกระทำการค่ายคูขวากยาวสั้นขนันเพลาหอรบ จัดแจงตรวจตราเสือป่าแมวเซา กองแล่นกองร้อยคอยเหตุ กองสืบทัพสำหรับพิชัยสงครามพร้อมทุกประการ แต่ง กองโจรทหารอาทมาต ตรวจตระเวณทั้งกลางคืนกลางวัน ตั้ง มั่นรับอยู่ทุกทัพ

ฝ่ายทัพพะม่ารามัญยกล่วงแดนเข้ามา ทัพหน้าตั้งตำบลไทรโยก ทัพหลวงตั้งที่ท่าดินแดน แต่งค่ายคูแล้วเสร็จ ยกทหารที่กองหน้า เข้ามาตีทัพกรุงไทย กองตระเวณพบกันได้รบกันบ้างแล้ว ส่วน สมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้าจึงตรัสว่า เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่เขามีหนังสืออ่อนน้อมสารภาพโทษ บอกเหตุการให้แจ้งเป็นความจริงมาแล้ว ให้มีตราเร่งขึ้นไปถึงกองทัพทั้งปวงฝ่ายเหนือนั้น อย่าให้ ตีเมืองลำพูนเชียงใหม่เลย ให้ยกกองทัพถอยกลับมาเถิงเมืองกำแพงเพ็ชรแล้ว ให้ยกกองทัพทั้งปวงผ่านมาเมืองอุทัยธานี ช่วยกองใต้โอบล้อมหลังทัพพะม่าเมืองศรีสวัสดิ์และเมืองมังคลำทองผาภูม

ฝ่ายทัพปากเหนือ ครั้นแจ้งในท้องตราแล้ว จึงยกทัพถอยกลับมาตามทางท้องตรานั้น ครั้นมาเถิงเมืองกำแพงเพ็ชรแล้ว ก็ยกทัพผ่าน ณเมืองอุทัยธานีโอบอ้อมไปเมืองศรีสวัสดิ์ และเมืองมังคลำเมืองทองผาภูม แต่งกองโจรและกองทัพหน้าและกองอาษา ยกเข้าตีทัพพะม่ารามัญ และบอกหนังสือเถิงกันปากใต้ฝ่ายเหนือนั้น กำหนดวันและเพลาสัญญาสำคัญนัดหมายกันให้รู้พร้อมแล้ว ให้กองโจรไปคอย สะกัดลัดตัดทางหว่างทหารไว้ที่ช่องแคบ แม่ทัพใหญ่ยกกองทัพเข้าระดมตีค่ายพะม่า ทั้งทัพหน้าทัพหลวง ๓ วัน พม่าแตกในเพลากลางคืนยามเศษ พะม่ารามัญล้มตายเป็นอันมาก นายทัพนายกองตาย ในค่ายนอกค่ายก็เป็นอันมาก พะม่ารามัญแตกระส่ำระสายหนีไปเถิงช่องแคบ กองโจรฆ่าเสียเป็นอันมากกว่า ๑๐๐๐ มังสุรราชาโปชุก แม่ทัพถูกปืนป่วยไป กองทัพมีชัยช้างม้าเครื่องสาตราวุธปืนน้อยใหญ่ คนชะเลยเป็นอันมาก แม่ทัพแต่งกองทัพอาษาหกเหล่า อาษาจามและทัพหัวเมือง เป็นคน ๑๐,๐๐๐ เศษ ไปตามพะม่ารามัญเถิงเมืองสำมิ ได้ช้างม้าผู้คนเครื่องสาตราวุธเป็นอันมากกลับมา และ กองทัพทั้งปวงแต่งคนถือหนังสือบอกเข้ามา ให้กราบทูลพระกรุณา ให้ทราบเหตุการทั้งปวง

พระเจ้าอยู่หัวได้ทราบแล้วทรงดีพระทัย จึงตรัสสั่งให้มีตราไปหากองทัพทั้งปวงกลับมายังกรุงเทพมหานคร และกองทัพก็นำเอา ช้างม้าเครื่องสาตราวุธคนชะเลยเข้ามาถวายนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีน้ำพระทัยยินดีหนักหนา ด้วยข้าราชการเสนาทหารเป็น แม่ทัพและทัพนายกอง ทำการมีชัยชำนะแก่ข้าศึกสัตรู จับ ได้ช้างม้าผู้คน ได้เครื่องสาตราวุธเป็นมาก เอาเข้ามาทูลเกล้า ฯ นั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวพระราชทานรางวัลคุณบำเหน็จ เครื่องอุปโภค คณโฑทองคำ เต้าน้ำทองคำ ครบนายทัพนายกองเป็นอันมาก

ยังขาดอยู่ ๒ สมุด แต่ศักราช ๑๐๓๐ เศษ[5]

ครั้นอยู่มาเถิงศักราช ๑๐๔๔ ปีจอศก[6] (พ.ศ. ๒๒๒๕) เสด็จทรงพระประชวรเข้าสวรรคตนั้น พระนารายน์เป็นเจ้าเสวยราชสมบัติ ได้ ๒๖ พระวษา แลเมื่อเสด็จทรงพระประชวรนั้น มีรับสั่งโปรดว่า พระเพทราชาเป็นผู้ใหญ่ แล้วปลงราชการแผ่นดินให้พระเพทราชา ว่ากล่าวบรรดาขุนนางข้าราชการทั้งปวง แลซึ่งพระบรมศพพระนารายน์เป็นเจ้านั้น พระเพทราชาให้ทำพระโกศทองคำใส่พระบรม ศพไว้


  1. อีกฉบับหนึ่งว่า พระธนบุรีคุมข้าหลวงอยู่รักษาประตูฉนวน
  2. ตั้งแต่นี้ไปตรงกับฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)
  3. ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ว่า พระยาเดโช
  4. ตั้งแต่นี้ไป จนถึงตอนสมเด็จพระนารายณ์สวรรคต ต่าง จาก ฉบับจักรพรรดิพงศ์ (จาด)
  5. บอกว่า ยังขาดอยู่ ๒ เล่มสมุดไทย นั้น ชะรอยจะขาดมาแต่ เดิม ทั้งไม่ได้แต่งเติมในคราวชำระ จึงคงบอกจำนวนขาดให้ปรากฎไว้ ส่วนความทีขาด ก็บอกว่า เป็นเรื่องตั้งแต่จุลศักราช ๑๐๓๐ เศษ ต่อ มาจนถึงปีสมเด็จพระนารายน์สวรรคต ซึ่งในฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ พรรณนาความทีขาดนั้นอยู่ในเล่ม ๑ หน้า ๓๑๒ ถึงเล่ม ๒ หน้า ๓๗๑ รวม ๖๐ หน้า หรือในฉบับพระราชหัตถเลขา เล่ม ๒ ตั้งแต่หน้า ๕๙ ถึงหน้า ๑๒๐ รวม ๖๒ หน้า
  6. ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ว่า ศักราช ๑๐๕๐ ปีมะโรงสัมฤทธิศก (พ.ส. ๒๒๓๑) แลในจดหมายเหตุโหรจดไว่ว่า ปีมะโรง จ.ศ. ๑๐๕๐ เศษ ๘ วุ่นวายวิไชเยนทร์เมืองลพบุรี (ดูประชุมพงศาวดารภาคที ๘ หน้า ๕ แลหน้า ๗๖)