ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 31

จาก วิกิซอร์ซ
(๒๘) รัชกาลสมเด็จพระเพทราชา

ครั้นเถิงณวันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ ขึ้น ๗ ค่ำ มหุติวารราช ฤกษ์ดิถี ศรีสวัสดิ์มหามังคลาดิเรก ฝ่ายพระมหาสมณพราหมณา มหาอำมาตย์ ราชมนตรีกวีราชโหราจารย์ทั้งปวงพร้อมกัน ก็ทำพระราชพิธีเสร็จ เชิญสมเด็จพระเพทราชาขึ้นปราบดาภิเษก ถวัลราช สิริราไชศวรรย์สมบัติ ผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา มหา ดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน เป็นศาสนูปถัมภกปกป้องอาณาประชาราษฎร ทรงพระนามสมเด็จ พระมหาบุรุษ วิสุทธเดชอุดม บรมจักรพรรดิศร บรมนาถบรมบพิตร  สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตั้งนางบาทบริจาริกา กัน ข้าหลวงเดิม เป็นพระอัครมมเหษีฝ่ายขวา จัดพระราชบุตรีเจ้าฟ้าทอง เชื้อพระนารายน์เป็นพระมเหษีฝ่ายซ้าย นิ่มบุตรีนางบาทบริจาริกา กันผู้น้อย ซึ่ง เป็นพนักงานของกินมาแต่ก่อน ตั้งเป็นแม่อยู่หัวนางพระยา ให้ สมเด็จพระสรศักดิ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล รับพระบัณฑูร ตั้งหม่อนแก้วบุตรท้าวศรีสุลาลักษณ์ ผู้น้องสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นเจ้ากรมขุนเสนาบริรักษ์ พระราชทานเครื่องยศพร้อม บิดาพันวษใหญ่ พันวษาน้อย พระราชทานเครื่องสูงแลเครื่องสำรับราชบริโภคสรัพ รับพระบัญชา นายทรงบาศซึ่ง เป็นหลานเธอ ตั้งเป็นพระอภัยสุรินทร์ พระราชทานพานหมากทอง เต้าน้ำทอง ขุนทิพพลภักดิ เชื้อพระวงศ์ ตั้งเป็นพระอินทรภักดีศรี ราชนิกูล พระราชทานพานหมากทองคำ เต้าน้ำทองคำ ขุนองค์ ขุนสนิท มีความชอบ ตั้งเป็นพระยาสุรสงคราม พระราชทานเครื่อง ยศเป็นอันมาก เอานายบุญมาก ข้าหลวงเดิม มีความชอบ ตั้งเป็นเจ้าพระยาวิชิตภูบาล พระราชทานเครื่องสูง ให้ไปอยู่วังหลัง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเมื่อได้ปราบดาวิเษก พระชนม์ได้ ๕๑ พระวษา แล้วสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการดำรัสสั่ง เจ้าพนักงาน ให้แต่งการพระบรมศพสมเด็จพระนารายน์เป็นเจ้า พระเมรุราชใหญ่สูง ๓ เส้น ขื่อ ๘ วา พระเมรุทิศ พระเมรุแซก ขื่อ ๕ วา ให้อลังกาประกอบแก้วกาญจนรจนาแนมแกมกระสัน รุ่งเรืองอร่ามวโรภาศ สำหรับขัติติยราชประเพณี แล้วจึงให้เชิญพระโกศทองคำ ซึ่งใส่พระบรมศพสู่มหาพิชัยราชถอลงกฎ กอบ ด้วยสุพรรณมาศมณีศรี กระจ่างจับพรายพร้อมหลากหลายแลสลับเทียมด้วยอาชาไนยชาติม้าต้น ๒ คู่ภู่จงกล สุวรรณกุดั่นดาษดวง เพ็ชรมณี ขนจามรีขาวละอองามห้อย ๒ หูทุกตัว จึงวิษนาอัสสา ภรณ์พรายพรรณ ล้วนสุวรรณวิโรจน์ราย พลอยประดับสรัพทุกตัวสัตว์แล้วอลังการประดับเครื่องสูง ฉัตรจามรมาศดาษไปโยขนัด พร้อมด้วยหมู่ราชบรรสัชแสนยากร มาตยามุขมนตรี ทั้งคณา นางบุเรจรริกราชนารีนางใน ครั้นได้มุดิวารราชฤกษ์ ดีดตีอึง อินทเภรีฆ้องชัย ทั้งแตรสังข์เสียงพิณพาทย์กึกก้อง เสียงคณานางก็ร้องร่ำโสกาลัย ละห้อยหวลครวญวิลาปรำพรรณต่าง ๆ ก็เคลื่อน มหาพิชัยราชรถไปสู่พระเมรุยังหน้าพระศพ มีเครื่องเล่นสมโภช พร้อมทั้ง ๗ วัน ๗ คืน พระสงฆ์สดับปกรณ์เสร็จ ถวายพระเพลิง แล้วอัญเชิญพระอัฐิเข้าสู่พระโกศ เชิญมาไว้โดยที่อันสมควร จึง แห่พระอังคารไปลอยยังกระแสอุทกธารา

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริว่า บ้านป่าตอง เป็นที่สิริราชมหามงคลสถาน ควรอาตมจักรสถาปนาเป็นพระอาราม จึงดำรัสสั่งให้ถาปนาสร้างกำแพงแก้ว พระอุโบสถ วิหาร การเปรียญเสนาสนกถุฎี ด่รัสสั่งให้หมื่นจันทราชช่างเคลือบ ให้เคลือบ กระเบื้องสีเหลืองมุงหลังคาพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ จึง ถวายพระนามอารามชื่อวัดบรมพุทธาราม เจ้าอธิการซึ่งให้นิมนต์ เข้าอยู่นั้น ตั้งให้เป็นพระราชคณะ ชื่อพระญาณสมโพธิ ทรงพระราชูทิศเป็นพระรัตนตรัยบูชา พระราชกัลปนาส่วยขึ้นแก่พระ อารามนั้นเป็นอันมาก ครั้นเสร็จตั้งสมโภชฉลอง ๓ วัน ๓ คืน

ฝ่ายนายสังข์ ซึ่งเป็นพระยายมราชครั้งสมเด็จพระนารายน์ เป็นเจ้ายังมีชนมายุ โปรดให้ไปรั้งเมืองนครราชสีมา แข็งเมือง มิได้ลงมาถวายบังคมรับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัจจา ครั้นดำรัสทราบ มีพระราชโองการสั่งให้พระยาเดโชยันหีปะ เป็นแม่ทัพคุมพยุหโยธาหาญ ๕๐๐๐ ยกขึ้นไปรบเมืองนครราชสีมา ฝ่ายนายสังข์ ยมราชรู้ว่ากองทัพกรุงยกขึ้นมา สั่งให้ตั้งค่ายรับ ฝ่ายพระยาเดโช แยกพลออกหักค่ายแต่ในเพลาเดียว ค่ายหัวเมืองโคราชแตกกระจัดกระจาย ไพร่พลล้มตายเป็นอันมาก ที่เหลือนั้นหนีเข้าเมืองได้ นายสังข์ ยมราช แต่งคนประจำหน้าที่รักษาเมืองไว้ พระยาเดโชตั้งล้อมเมืองโคราชไว้ แต่ณปีจอจัตวาศก (จ.ศ. ๑๐๔๔ พ.ศ. ๒๒๒๕) จะเข้าหักเอาเอาเมืองก็มิได้ ตั้งล้อมอยู่ช้านานจนสิ้นกระสุนดินประสิวบอกลงมาขอ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทราบ โปรดให้เจ้าพนักงานกรมกลาโหมรักษาตึกดิน เอาจอบคัดปากตุ่มปากแงซึ่งผนึกไว้นั้นประกายตกลงในตุ่มดิน เพลิงติดขึ้นไหม้ ตึกดินไหวไปทั่วพระนคร ครั้นตรัสทราบ ทรงพระโกธร ให้ลงพรราชอาชญาหมื่นเจ้าพนักงานแล้วจัดกระสุนดินประสิวส่งขึ้นไป แต่ทัพกรุงไปล้อมเมืองนคร ราชสีมาถึง ๓ ปี ฝ่ายนายสังข์ ยมราช กับท้าวทรงกันดาล เห็น จะต้านทานมิได้ ก็ลอบหนีไปจากเมืองโคราช กองทัพกรุงก็เข้า เมืองได้

ศักราช ๑๐๕๕ ปีระกาเบญจศก (พ.ศ. ๒๒๓๖) กรมการเมืองไชยาบอกเข้ามาว่า นายสังข์ ยมราช กับท้าวทรงกันดาล หนีออกมาอยู่นครศรีธรรมราช ซ่องสุมชาวเมืองนครคิดกบฎ ครั้น ตรัสทราบ สั่งให้พระยาเดโช พระท้ายน้ำ คุมพลทหาร ๑๕๐๐๐ ยกออกไปรบ นายสังข์ ยมราช รู้ว่ากองทัพยกออกมาถึงตำบล ท่ามาก จึงยกพลออกไปรบ นายสังข์ ยมราช ตายในที่รบ แต่ ท้าวทรงกันดาลหนีสูญไป ฝ่ายพระยาเดโช พระท้ายน้ำ มีชัยแก่ข้าศึก ก็ยกพลเข้าเมืองนคร จัดแจงบ้านเมืองเสร็จแล้ว แต่งหนังสือ ให้คนถือเข้ามายังพระนคร กราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่ ครั้น ดำรัสทราบ จึงมีตราให้หากองทัพกลับคืนมายังพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๑๐๕๖ ปีจอฉอศก (พ.ศ. ๒๒๓๗) ได้เมืองนคร ศรีธรรมราช ครั้งหนึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเป็นมูล ธรรมกตัญญูภาพ ถึงคุณานุคุณพระอาจารย์วัดพระยาแมน ว่าแต่ครั้งอาตมอุปสมบทเป็นภิกขุภาวะอยู่ในอารามนั้น พระอาจารย์ได้สั่งสอนพระศาสนพรหมจรรย์เป็นอันมาก ประการหนึ่งก็ได้ทำนายเราก็ไว้ว่า จะได้ผ่านสมบัติเอกราช บัดนี้อาตมเล่าก็ได้สมดังพระอาจารย์ทำนายไว้แต่ก่อน จำอาตมจะปฎิการสนองพระคุณให้ถึงขนาด ครั้นทรง พระราชดำริแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินแวดล้อมไปด้วยเสวกามาตย์ราชบรรสัชทั้งปวงเป็นอันมาก เสด็จถึงวัดพระยาแมน เข้านมัสการ พระอาจารย์ แล้วมีพระราชบริหารดำรัสสั่งให้สถาปนาพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ เสนาสนะกุฎี ขจิตรจนาเป็นสามีทานแล้ว ทรงพระราชอุทิศถวายจตุปัจัยแก่พระอาจารย์ และพระสงฆ์ สำหรับพระอารามเป็นอันมาก ครั้นเสร็จสมโภชฉลอง ๗ วัน ๗ คืน

ครั้นศักราช ๑๐๕๘ ปีชวดอัฐศก (พ.ศ. ๒๒๓๙) นาย ธรรมเถียรข้าหลวงเดิมเจ้าพระขวัญ นายธรรมเถียรคิดแค้นพยาบาทหนีไปอยู่แขวงตะวันออก ไปเรียนความรู้กลโกหก ตั้งตัวว่าเป็นเจ้า พระขวัญ ชายหญิงชาวบ้านดงทั้งปวงไม่เคยเห็นเจ้าพระขวัญ สำคัญว่าเจ้าพระขวัญจริง ต่างเอาสิ่งของมานบนอบนายธรรมเถียร เข้าเป็นพรรคพวกเป็นอันมาก ครั้นณเดือน ๓ ปีฉลูอัฐศก นาย ธรรมเยรชุมพรรคพวกพร้อมแล้ว ขึ้นขี่ช้างพลายกาง ถือพัดโบก ตัวมา คุลาข้าในเรือนขี่ท้ายช้าง ก็ยกมาตามทางท้องทุ่ง กวาด ฝูงชนชายหญิงซึ่งทำนาอยู่นั้นมาด้วยเป็นอันมาก ฝูงชนทั้งนั้นคิดว่าพระขวัญจริง บ้างได้หอกดาบแลคันหลาว คานหาบข้าวแลเคียว ก็ห้อมล้อมมา นายธรรมเถียรเข้าพักอยู่ตำหนักพระนครหลวง เข้าไปสวรตัวปั้นเป็นไฝดำไฝแดงติดเข้าให้เหมือนเจ้าพระขวัญ แล้วขึ้นขี่ ช้างพลายกาง เอาอภิรม กันภิรม เครื่องสูงอยู่ที่ตำหนักพระนคร หลวงกั้น แห่หน้าแห่หลังลงมา ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสำคัญ พระทัยว่าพระขวัญยกพลมา จึงดำรัสให้เตรียมเรือพระที่นั่งจะหนี กรมพระราชวังบวรสถานมงคล กับข้าหลวงเดิม ผู้หนึ่งกราบทูลว่า จะขอดูให้แน่ก่อน แล้วขึ้นดูบนป้อมมหาชัย ฝ่ายธรรมเถียรขับช้าง เข้ามาริมวัดมหาโลก เข้ามาถึงกลางทำนบรอ ข้าหลวงเดิมแลไปดูสำคัญถนัด รู้ว่ามิใช่เจ้าพระขวัญเป็นแท้ จึงทูลกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีพระบันทูลสั่งให้ยิงปืนใหญ่ออกไปถูกธรรมเถียรตก ช้างลงตาย คุลาขี่ท้ายช้าง โจนลงจากช้างหนีไป ตามจับได้ถึง ตำบลวัดขนานป่าข้าวสาร ไพร่พลหัวหน้าแตกหนีกระจายไป และ พลชายพลหญิงที่เข้ามาตาม ยังเดินหลามเข้ามา และช้างพลายกาง นั้นจับเข้ามาถวาย ฝูงชนชายหญิงทั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาตรัสว่า มันเป็นคนโมหะหาปัญญามิได้ ปล่อยมันเสียเถิดอย่าเอาโทษเลย

จุลศักราช ๑๐๕๙ ปีฉลูนพศก (พ.ศ ๒๒๔๐) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต ได้ผ่านสมบัติในพระนครศรีอยุธยาได้ ๑๕ พระ วษา