ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 32
ฝ่ายพระสังฆราชพระราชาคณะอภัยสมุหมาตยเสนามนตรี กวีราชปโรหิตาโหราจารย์ทั้งปวงเป็นอันมาก จึงอัญเชิญกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ขึ้นผ่านสมบัติตามวงศ์ขัตติยราชประเพณีศรีสุริย วงศ์สืบไป จึงเสด็จอยู่พระที่นั่งสุริยามินทร์มหาปราสาท พระราชโองการดำรัสสั่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองใหญ่ เป็นมหาอุปราชฝ่ายหน้า เสด็จอยู่วังจันทร์ ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการตรัสสั่งเจ้าพนักงานให้แต่งการพระเมรุใหญ่ เมรุทิศ เมรุแซก อลังการประดับสำหรับขัตติยราชประเพณีเสร็จ ครั้นได้มหาพิชัย ศุภมงคลแล้ว ก็เชิญพระโกศทองทรงพระบรมศพขึ้นสู่มหาพิชัย ราชรถปิลันทนา พร้อมด้วยม้าต้นวิภูษณาอัสสาภรณ์ เสด็จชักเคลื่อนมหาพิชัยราชรถอลังการประดับกายตามอย่างธรรมเนียม แห่หน้าหลังฝูงคณานาฎนิกรพระสนมนางใน นุ่งเศวตพัตรสะไบโปมพัตร ร้องร่ำพิไรครวญหวลเสียงสยองเย็นยะเยือก โทมนัสเดินตามพระศพ ครั้นถึงเชิญขึ้นสู่พระเมรุ พระสงฆ์สดับปกรณ์เป็นอันมาก เครื่องเล่นสมโภชพร้อมทั้ง ๗ วัน ๗ คืน ครั้นเสร็จจึงดำรัสสั่งให้ทำพระโกศทองคำฉลองขึ้นใหม่ เชิญพระอัฐิลงไว้ แล้วเชิญมาไว้โดยที่อันสมควร แต่พระโกศทองคำองค์เก่านั้น มีพระราชโองการดำรัสสั่งเจ้าพนักงานพระคลังมหาสมบัติ ให้ทำเป็นรูปเงินสองไพ จะไปบริจาคทาน พระพุทธบาท แลพระอังคารนั้นแห่ตามอย่าง เอาไปลอยหน้าวัด พุทไธศวรรย์
ครั้นศักราช ๑๐๖๙ ปีขาลนพศก[1] (พ.ศ. ๒๒๕๐) เดือน ๓ ข้างขึ้น พระกำแพงกรมช้างกราบทูลว่า ช้างโขลงบ้านนา นั้นตกลูกเนียมเข้ามาพะเนียด ครั้นดำรัสทราบจึงเสด็จลงเรือพระที่นั่งกิ่งออกไปพะเนียด เสด็จขึ้นสู่ปราสาท ดำรัสสั่งให้คล้องช้างเนียมได้ จึงให้สมโภช ๓ คืน แล้วขนานนามพระราชทานชื่อพระบรมไตรจักรแม่ช้างเนียมนั้น ให้เอาทองคำเปลวปิดหูปล่อยไปช้างโขลงบ้านนา ให้สิ้น แล้วรับพระบรมไตรจักรเข้ามาไว้โรงมีซุ้มยอด อยู่เคียง สรรเพ็ชญ์มหาปราสาท
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงมีพระราชโองการดำรัสสั่งส มุหนายก ให้เจ้าพนักงานเตรียมช้างม้าโคเกวียนแลการสมโภช จะไปนมัสการ พระพุทธบาท ครั้นณวันพฤหัสบดีเดือน ๓ แรม ๕ ค่ำ ปีขาลนพศกเพลาตี ๑๑ ทุ่ม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรือพระที่นั่งกิ่ง เรือพยุหยาตราข้าละอองทั้งปวงพร้อมตามอย่าง เสด็จประทับพระตำหนักท่าเจ้าสนุก ดารัสสั่งให้ปลูกสะพานเรือกข้ามแม่น้ำ สำหรับให้ช้างม้า เดินได้ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จประทับพระตำหนักโคกมะนาว ครั้นเพลาตี ๑๑ ทุ่มได้มหาพิชัยดิถีศุภวารฤกษ์ สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงราชวิภูษณาลังกาภรณ์ ประกอบแก้วกาญจนมณีศรีอร่ามเรืองวิโรจน์ระยับ พระองค์เสด็จทรงพระที่นั่งกระโจมทองสองแถววิถี มีจามรมาศดาษดาไปด้วยบังสุริยมยุรฉัตร เครื่องสูง เชรงแซรงไสว พลดาบดั้งตั้งตาริ้วประกวดกาย พลพยุหขยายระยะธงชัยฉาน เสียงก้องโกลาหล ทั้งเสียงพลรถาชาติพาชีราชบรพล ก็ขี่ขับกุญชรมโนมัยไปหน้า แล้วอยู่หลัง คับคั่งพนัสเนินแนววิถี ธุลีเคลื่อนคลบตลบอรัญวาส เสด็จพยุหยาตราพอรุ่งสว่างแสง ทินกรโอภาส ถึงพระตำหนักท้ายสระยอ เสด็จประทับเกย จึงทรงพระกุญชรพลายจอมจักรพาฬ ติดน้ำมันหน้าหลัง พระมหานุภาพ ทำท้ายพระคชธาร เสด็จทรงคอ พระหัตถ์ทรงพระแสงขอพลพ่าย พระคชาธารกระหึ่มมันปั่นป่วน เดินส่ายหงายหน้าขวางตัวไปมา ช้างม้าแลพลเดินทั้งนั้นมิอาจเข้าใกล้ได้
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงขับพระคชาธารมาเถิงตรงหน้าลานพระเจ้า ทรงรำแสง ๓ เที่ยวเป็นพุทธบูชาแล้ว ตรัสเรียก นายช้างเข้ามาผัดพานบูชาพระพุทธบาทลักษณ์เจ้าถ้วน ๓ กลับแล้วยอพระกรประชุมทศนัขสโมธานกับพระเศียร กราบถวายนมัสการลงเหนือตระพองพระคชาธาร ถวายวันทนะประณามแล้วก็ขับพระคชาธารไปสู่พระตำหนักธารเกษม
ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จประทับพระตำหนักสวนมะลิทางประเทียบ
ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการดำรัสสั่งให้เจ้าพนักงานทำราชวิถีทางเสด็จ แต่พระตำหนักธารเกษมจนถึงลาน พระพุทธบาท ให้ปราศจากหลักตอลุ่มดอน แล้วให้เอาน้ำประพรม ทุบตีมิให้ผงธุลีละอองฟุ้งขึ้นได้ กรมพระนครบาลกับขุนโขลนก็ทำ ตามรับสั่ง ครั้นเพลาเช้าให้เครื่องเล่นสรัพทุกสิ่งกรม สมโภชขึ้น พร้อมกันเป็นพุทธบูชา
ครั้นเพลาบ่าย ๓ โมง เสด็จทรงช้างพระที่นั่งจำลองพุดตาลทอง นายทรงบาศควาญท้ายพระที่นั่ง อภิรม กันภิรม ๗ ชั้น หน้า ๕ คู่ หลัง ๕ คู่ บังพระสุริย แลพัชนีทองโบกกันผงลี แต่บรรดาเกณฑ์ แห่ในเครื่องสูงกระบวนต้นเชือก ใส่กางเกงสนับเพลา เสื้อ สักกระหลาดหักทองขวาง บ้างก็ปักทองประดับกระจก บ้างนุ่งผ้า ปักลายต่าง ๆ กัน ใส่เสื้อครุย ใส่พอกเกี้ยวปักดอกไม้ไหวทองคำ แลพระมหาเทพ พระมหามนตรี สะพายแล่งกระบี่บั้งทอง ยุดช้างพระที่นั่ง แห่ซ้ายแห่ขวา แลหลวงราชรินทร์ หลวงอินทรเดช ขัด แล่งดาบแห่ช้างเท้าหลังช้างพระที่นั่งซ้ายขวา มีจหมื่นมหาดเล็ก หุ้มแพรตัวสีระ ขัดแสงดาบด้ามงาซ่นทองปลอกทอง ฝักดาบนั้น หุ้มแพรกำมะหยี่ฝักงอนกระบี่ เดินเเป็นคู่กันทั้งซ้ายขวา แห่หน้าช้าง ในเครื่องสูง ๕ คู่ ตำรวจวังซ้ายขวา ขัดแล่งดาบซ่นทองแห่ใน เครื่องสูง ๕ คู่ แห่หน้าเครื่องสูงออกไปนั้น พระอินทรเทพ พระ พิเรนทรเทพ ตำรวจใหญ่ พระวิสูตรโยธามาตย์ พระราชโยธาเทพทหารในหลวง พระนพบริรักษ์ พระสุริยภักดี สนม หมื่นราชธน หมื่นราชมาศ ตำรวจหน้า หมื่นทิพรักษา หมื่นทิพเสนา ตำรวจหลังขนัดแตรคช แตรงอน สังข์ ขนัดบุดาษ ตำรวจใน ตำรวจใหญ่ แขนลายถือทวนขัดแล่งดาบทิพบั้งทอง บั้งนาก บั้งเงิน ขนัดแล่งใน ถือปืนคาบศิลา แห่ซ้ายเป็นคู่ ๑๐ คู่ ขวาเป็นคู่ ๑๐ คู่ มีธงชายประจำหน้าหมวด ๑ ขนัดหอกคอทอง ทหารกองในซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงชายประจำหน้าหมวด ๑ ขนัดอาษามะลายู โพกผ้าครีบครุยทอง นุ่งผ้าลอยชาย ใส่เสื้อศรีบางเพียงบั้นเอว คาดปั้น เหน่งทองเหน็บกฤชแบกหอกคู่ แห่ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงชายประจำหน้าหมวด ๑ ขนัดอาษาจามใส่หมวก รูปกรลาปักทอง นุ่งผ้าลอยชาย ใส่เสื้อคาดปั้นเหน่งเหน็บกฤช แบกหอกซัดคนละคู่ ซ้าย ๑๐ ขวา ๑๐ มีธงชายแห่ประจำหน้าหมวด ซ้าย ๑ ขวา ๑ ขนัด อาษาญี่ปุ่น ห่มเสื้อลายพิมพ์กรอมหัวเข้าง้าว ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงชายประจำหน้าหมวด ซ้าย ๑ ขวา ๑ ขนัดมอญอาษาถือดาบ ๒ มือ ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู มีธงชายประจำหน้าหมวดซ้าย ๑ ขวา ๑ ขนัดปี่กลองชะนะ ๒๐ คู่ แลขนัดใส่เสื้อแดงหมวกลายนำาทอง ถือแล่นซัดกับเขนทอง แหลนซัดกับเขนทอง ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงชายแห่หน้าประจำหมวด ซ้าย ๑ ขวา ๑ ขนัดทวนจามจุรี กับโล่ห์ทอง ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงแห่ประจำหมวดซ้าย ๑ ขวา ๑ ขนัดธนูหางไก่คอนกระบอกลายทองใส่ลูกธนู ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงแห่ประจำหน้าหมวด ซ้าย ๑ ขวา ๑ ขนัด ดาบดั้งทอง ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงชายแห่ประจำหน้าหมวดซ้าย ๑ ขวา ๑ ขนัด ปืนนกโพรก ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ มีธงแห่ประจำหน้าหมวด ซ้าย ๑ ขวา ๑ ถึงปี่กลองไทยใหญ่สำรับ ๑ และขนัดช้างตั้ง ๑๐ ช้างพังอธิคชแทรก ๑๒ เชือก ช้างดั้งตั้งสัประคับจำลองแดง มีกระจังท้าย มีแล้ว ซ้ายชวา ปักหางนกยูงซ้ายขวา กรมช้างนั้นใส่เสื้อสักกระหลาดแดง ขวา ๕ เชือก ใส่เสื้อสักกระหลาดเขียว ซ้าย ๕ เชือก ใส่หมวกเสนากุฎนั่งบนสัประคับ ถือธงชาย แขวนโคมดวงยง แลคอช้างดั้งทั้ง ๑๐ ตัวนั้น ผูกกระดิ่งแขวนคอ ทุกตัว แลช้างพังเป็นช้างกันนั้น เชือกบาศผูกห้อยหลังข้างละขด ทุกตัว หมู่ทนายปืนกลางช้าง ถือปืนนั่งบนหลังช้างกันทุกตัว แห่ ไปหน้าช้างดั้งหลังช้างกัน สลับกันไปจนสุดช้างดั้งทอง ขนัดม้าแซง โรงใน ขัดแล่งดาบขี่ม้าถือทวนทอง ซ้าย ๑๐ คู่ ขวา ๑๐ คู่ ถือ ธงชายบนหลังม้าประจำหน้าหมวด ๑ ขนัดม้าแซงจีนฮ่อ นุ่งกางเกงห่ม เสื้อแพรแดงแพรเขียวต่างกัน แพรราชคดหนังไก่แดง โพกศีร์ษะถือเกาทัณฑ์ขี่ม้า ซ้าย ๑๐ ขวา ๑๐ ถือธงบนหลังม้าประจำหมวด ๑ ปี่กลองมะลายู ขนัดแขกเทศ โพกหัวนุ่งกางเกงใส่เสื้อขาวเหน็บตรี ถือปืนสั้นขี่ม้า ซ้าย ๑๐ ขวา ๑๐ ถือธงบนหลังม้าประจำหมวด ๑๒ สำรับแลแซงนอกขัดแล่งดาบ ถือธงแห่สุดปลายเชือก เลี้ยว เต้าปูนจะมาหน้าพระลานพระ ซ้าย ๕ ขวา ๕ ตัวขุนโขลนไขน้ำ อ่างแก้วบนเชิงเขา ลงมาพุขึ้นในอ่างแก้วน้อย หน้าเกณฑ์แห่รับ พระราชทาน
อนึ่งทองพระบรมโกศ ทำรูปเงิน ๒ ไพใส่ลูกมะนาวแขวนต้นกัลปพฤกษ์ ๔ ต้น หน้าลานพระ ครั้นเสด็จลงมาถึงลานพระแล้ว เสด็จลงจากช้างพระที่นั่งเข้าพลับพลาเปลื้องเครื่องทรง
ฝ่ายประเทียบสมเด็จพระมเหษีทรงพระวอทองปิดทองเครื่องสูง ๕ ชั้น แห่หน้าแห่หลัง พระวอซ้ายพระวอขวาคู่ แลเจ้ากรมปลัดกรมนายเวรปลัดเวรขอเฝ้า ใส่กางเกงสนับเพลา นุ่งสมปักลาย ใส่พอก เสื้อครุย ขัดแล่งดาบแห่ซ้ายขวาหน้าพระวอ ๔๐ คู่ บอโทนฝีพาย แบกหอกถือคบเพลิง แห่ปลายเชือกซ้าย ๕๐ คู่ ขวา ๕๐ คู่ พระประเทียบเสด็จมาทางสวนมะลิ ถึงลานพระแล้ว
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นบันไดนากหน้าพระพุทธบาท เถิงชั้นสุดปลายบันไดแล้วโบกพระหัตถ์ แลขุนหมื่นพนักงานซึ่งอยู่ บนต้นกัลปพฤกษ์ต้นละ ๔ คนนั้น กราบถวายบังคมลุกขึ้นทิ้งทาน ครั้นเพลาย่ำฆ้องค่ำ จุดพะเยียมาศแจ่มดวงผะกาถวายพระพุทธบาทและธาดอกไม้เพลิง ๘ สธา ๒ จีนแลพลุ ปะทัด ไฟพะเนียงน้อย ไฟพะเนียงใหญ่ ครั้นจุดพะเยียบูชาแล้ว เสด็จทรงพระที่นั่ง สุวรรณปฤษฎางค์กระโจมทอง แลทนายคบจุดคบเพลิง ทนายโคม ดวงบนหลังช้าง แห่เสด็จกลับขึ้นพระตำหนักท่าเกษม และครั้น เพลาบ่ายโมงหนึ่ง พนักงานไขน้ำธารทองแดงไหลเข้ามาตามท้อง ธาร ระยะทางแต่ธารทองแดงเข้ามาถึงวังธารในระเนียดพระตำหนัก ท่าเกดนั้น ๕๐ เส้น ครั้นสั่งแล้ว บ่าย ๓ โมงเสด็จมานมัสการทำพุทธบูชาพระพุทธทุกบาทวัน ครั้นสมโภชครบ ๗ วัน ๗ คืน เสด็จ มานมัสการลาพระพุทธบาทแล้ว เสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพอพระทัยเสวยน้ำจัณฑ์ แล้วเสพสังวาสด้วยดรุณีอิตถีสตรีเด็กอายุ ๑๑-๑๒ ปี ถ้าสตรีใดเสือกดิ้นโครงไป ทรงพระโกรธ ลงพระราชอาชญาถองยอดอกตายกับที่ ถ้าสตรีใด ไม่ดิ้นเสือกโครงนิ่งอยู่ ชอบพระอัชฌาสัย พระราชทานบำเหน็จ รางวัล ประการหนึ่งถ้าเสด็จไปประพาสมัจฉาชาติฉนากฉลามในชลมารค ทางทะเลเกาะสีชังเขาสามมุข แลประเทศที่ใด ย่อมเสวย น้ำจัณฑ์พลาง ถ้าหมู่พระสนมนิกรนางในแลมหาดเล็ก ชาวที่ ทำให้เรือพระที่นั่งโคลงไหวไป มิได้มีพระวิจารณะ ปราศจากพระกรุณาญาณ ลุอำนาจแก่พระโทโส ดำรัสสั่งให้เอาผู้นั้นเกี่ยวเบ็ดทิ้งลงไปกลางทะเล ให้ปลาฉนากฉลามกินเป็นอาหาร ประการหนึ่งปราศจากพระเบญจางคิกศีล มักพอพระทัยทำอนาจารเสพสังวาสกับภรรยาขุนนาง แต่นั้นมาพระนามปรากฎเรียกว่า พระเจ้าเสือ
ครั้นอยู่มา ศักราช ๑๐๖๐ ปีเถาะ เอกศก[2] (พ.ศ. ๒๒๔๑) กรมการเมืองสวรรคโลกได้ช้างพลายช้างหนึ่ง รับพระราชทานน้ำเข้าไป น้ำหยดออกมาปลายงา จึงนำลงมาถวายณกรุงฯ จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้รั้งรออยู่เพียงหอแปลพระราชสารบ้านนางเลิ้ง ให้สมโภชทำขวัญ ๓ วัน ๓ คืน ขนานชื่อพระราชทานชื่อ พระบรมคเชนทรสังกทันต์ แล้วรับเข้ามาไว้ณโรงในพระราชวัง ขณะนั้น ให้เกิดพยาธิโรคาป่วยไข้ ชนก็ตายเป็นอันมาก ในปีนั้น น้ำมากเหลือขนาด ท่วมไร่นาเรือกสวน