ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 5
สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวัง กุมเอาเจ้าทองลันได้ ให้พิฆาฏเสียณวัดโคกพระยา
ศักราช ๗๔๖ ปีชวดฉอศก (พ.ศ. ๑๙๒๗) สมเด็จพระราเมศวรให้เลียบพลขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ ตั้งค่ายหลวงใกล้คูเมือง ๑๕๐ เส้น ให้นายทัพนายกองตั้งค่ายล้อมและแต่งการปล้นเอาจงได้ ฝ่ายเจ้าหน้าที่ยิงปืนใหญ่ออกมากำแพงพังกว้างประมาณ ๕ วา พระเจ้าเชียงใหม่ขึ้นยืนถือพัชนีอยู่บนเชิงเทิน ให้ทหารเอาหนังสือแขวนธนูยิงลงมา ในหนังสือนั้นว่า ขอพระราชทานให้งด ๗ วัน จะนำเครื่องราชบรรณาการออกไปจำเริญพระราชไมตรี พระเจ้าอยู่หัวจึงปรึกษาด้วยมุขมนตรีว่า พระเจ้าเชียงใหม่ให้มีหนังสือออกมาดังนี้ ควรจะงดหรือประการใด มุขมนตรีนายทัพนายกองปรึกษาว่า เกลือกพระเจ้าเชียงใหม่จะเตรียมการมิทัน จึงคิดเป็นกลอุบายมา ขอพระราชทานให้ปล้นเอาเมืองจงได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เป็นกษัตริย์ขัตติยวงศ์ เขาไม่รบแล้วเราจะให้รบนั้น ดูมิบัควร ถึงมาตรว่าพระเจ้าเชียงใหม่จะมิได้คงอยู่ในสัตยานุสัตย์ก็ดี ใช่ว่าพ้นมือทหารเรานั้นเมื่อไร
ฝ่ายในเมืองเชียงใหม่นั้นตีแตะบังที่กำแพงทะลายนั้นให้ก่อขึ้น ครั้น ๗ วันแล้วพระเจ้าเชียงใหม่มิได้เอาเครื่องจำเริญพระราชไมตรีออกมา นายทัพนายกองข้าทหารร้องทุกขราชว่า ข้าวในกองทัพทะนานละ ๑๐ สลึง หามีที่ซื้อไม่ จะขอพระราชทานเร่งปล้น พระเจ้าอยู่หัวบัญชาตามนายทัพนายกอง ทรงพระกรุณาสั่งให้เลิกกองทัพเสียด้านหนึ่ง ให้เร่งปล้นวันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๔ ค่ำ เพลา ๓ ทุ่ม ๒ บาท เดือนตก เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่ปืนน้อยระดมทั้งสามด้าน เอากระไดหกพาดปีนกำแพงขึ้นไป พระเจ้าเชียงใหม่ต้านมิได้ เทครัวหนีออก เพลา ๑๑ ทุ่มทหารเข้าเมืองได้ ได้แต่นักส้างบุตรพระเจ้าเชียงใหม่องค์หนึ่งมาถวาย พระเจ้าอยู่หัวตรัสต่อนักส้างว่า พระเจ้าเชียงใหม่บิดาท่านหาสัตยานุสัตย์มิได้ เราคิดว่าจะออกมาหาเราโดยสัตย์เราจะให้คงราชสมบัติ ตรัสดังนั้นแล้วก็ให้นักส้างถวายสัตยาสัตย์ พระเจ้าอยู่หัวก็ให้แบ่งไพร่พลเมืองไว้พอสมควร เหลือนั้นก็เทครัวอพยพหญิงชายลงมา ให้นักส้างลงมาส่งเสด็จถึงเมืองสวางคบุรี ทรงพระกรุณาให้นักส้างกลับขึ้นไปครองราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าเมืองพิษณุโลก นมัสการพระชินศรี พระชินราช เปลื้องเครื่องต้นทำสักการบูชาสมโภช ๗ วัน เสด็จลงมาพระนคร และลาวซึ่งต้อนลงมานั้นให้ส่งไปไว้เมืองพัทลุงเมืองสงขลา เมืองนคร เมืองจันทบูร แล้วเสด็จออกทรงศีลยังพระที่นั่งมังคลาภิเศกเพลา ๑๐ ทุ่ม ทอดพระเนตรโดยฝ่ายทิศบูรพ์เห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จปาฏิหารย์ เรียกปลัดวังให้เอาพระราชยานทรงเสด็จออกไป ให้เอาตรุยปักขึ้นไว้ สถาปนาพระมหาธาตุนั้นสูง ๑๙ วา ยอดนพศูลสูง ๓ วา ชื่อวัดมหาธาตุ แล้วให้ทำพระราชพิธีประเวศพระนครแล้วเฉลิมพระราชมนเทียร
ขณะนั้นพระยากัมพูชายกเข้ามาถึงเมืองชลบุรี กวาดเอาครัวอพยพหญิงชายในชลบุรีและเมืองจันทบูรคนประมาณ ๖๐๐๐ ๗๐๐๐ กลับไปเมืองกัมพูชาธิบดี พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวให้พระยาชัยณรงค์เป็นทัพหน้าไปถึงสะพานแยก ชาวกัมพูชาออกมาตีทัพพระยาชัยณรงค์ ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ พระยากัมพูชาก็แตกฉาน พระเจ้าอยู่หัวให้ตั้งค่ายประจันทัพอยู่ ๓ วัน พระเจ้าอยู่หัวยกเข้าตีแตกฉานเข้าเมืองได้ พระยากัมพูชาลงเรือหนี พระเจ้าอยู่หัวลงจากช้าง ให้ยิงปืนนกสับลงไปต้องหม้อดินเป็นเพลิงลุกขึ้น พระยากัมพูชาหนีรอด จับได้อุปราชลูกพระยากัมพูชา ให้พระยาชัยณรงค์อยู่รั้งเมืองกัมพูชา ไว้คน ๕๐๐๐ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จคืนพระนครศรีอยุธยา
ครั้นอยู่มาญวนยกมารบ ถ้ามาน้อย ชาวกัมพูชาเป็นใจรบ ถ้ามามาก เรรวนไป พระยาชัยณรงค์บอกหนังสือมากราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้มีหนังสือตอบไป ให้กวาดครัวอพยพยกมาถึงพระนคร แล้วให้ทำพิธีประเวศพระนคร แล้วปูนบำเหน็จนายทัพนายกอง
ศักราช ๗๔๙ ปีเถาะนพศก[1] (พ.ศ. ๑๙๓๐) สถาปนาวัดภูเขาทอง เพลาเย็นเสด็จไปพระที่นั่งมังคลาภิเศก ท้าวมลซึ่งตายแต่ก่อนมานั่งขวางทางเสด็จอยู่แล้วหายไป สมเด็จพระราเมศวรบรมบรพิตรก็เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๖ ปี
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๗๕๗ กุรศก