ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 17
ครั้นศักราช ๙๑๔ ปีชวดจัตวาศก[1] (พ.ศ. ๒๐๙๕) เดือน ๑๒ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก ก็ยกสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระมหินทราธิราช เสด็จขึ้นผ่านพิภพไอสุริยสวรรยาธิปัตย์ถวัลราชประเพณี ครอบครองแผ่นดินกรุงพระมหานครศรีอยุธยา สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก เสด็จออกไปอยู่วังหลัง ในขณะนั้นพระชนม์ได้ ๕๙ พระพรรษา ส่วนสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินเมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติพระชนม์ได้ ๒๕ พรรษา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก เวนราชสมบัติแล้ว ถึงณวันเดือน ๓ ก็ เสด็จขึ้นไปเมืองลพบุรี ตรัสให้บุรณะอารามพระศรีรัตนมหาธาตุให้บริบูรณ์ แลแต่งปะขาวนางชี ๒๐๐ กับข้าพระ ให้อยู่รักษาพระมหาธาตุ แล้วก็เสด็จลงมายังกรุงพระมหาศรีอยุธยา
ครั้งนั้นเมืองเหนือทั้งปวงเป็นสิทธิ์แก่พระมหาธรรมราชาเจ้าอนึ่ง การแผ่นดินในกรุงพระมหานครศรีอยุธยา พระมหาธรรมราชาบังคับบัญชาลงมาประการใด สมเด็จพระมหินทราธิเจ้าแผ่นดิน ต้องกระทำตามทุกประการ ก็ขุ่นเคืองพระราชทัย จึงเอาความ นั้นไปกราบทูลสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก ก็น้อยพระทัย ขณะนั้นพระยารามออกจากที่กำแพงเพ็ชร เอามาเป็นพระยาจันทบูร สมเด็จพระมหินทราธิราช ก็ตรัสกิจการ ทั้งปวงด้วยพระยารามเป็นความลับ แล้วก็ส่งข่าวไปแก่พระเจ้ากรุง ศรีสัตนาคนหุต ให้ยกมาเอาเมืองพระพิษณุโลก จึงพระเจ้ากรุง ศรีสัตนาคนหุต ก็บำรุงช้างม้ารี้พลสรัพ จะยกมาเอาเมือง พิษณุโลก พระมหาธรรมาราชตรัสรู้ว่า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต จะยกทัพมา มิได้แจ้งในกล ก็ส่งข่าวทูลแก่สมเด็จพระมหินทรา ธิราชเจ้าแผ่นดิน พระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ก็ให้พระยาศรีราชเดโช แลพระท้ายน้ำขึ้นไปช่วย แต่สั่งเป็นความลับไปว่า ถ้าทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตล้อมเมืองพระพิษณุโลกเมื่อใด ก็ให้คุมเอาพระมหาธรรมราชาจงได้ เสร็จราชการแล้วจะเลี้ยงให้ถึงขนาด พระยาศรี ราชเดโชไปถึงเมืองพระพิษณุโลก ก็มิไว้ความลับ กลับเอาคดีซึ่ง พระยารามกับสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดการเป็นความลับนั้น ทูลแถลงแก่พระมหาธรรมราชาทุกประการ พระมหาธรรม ราชาแจ้งตระหนัก ก็ให้ข้าหลวงเอาขาวรุดขึ้นไปทูลพระเจ้าหงสาวดี
ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ยกช้างม้ารี้พลประมาณ ๒๐ หมื่น โดยทางนครไทย มายังเมืองพระพิษณุโลก พระมหา ธรรมราชาก็ให้กวาดครัวเมืองนอกทั้งปวงเข้ามาในเมืองพระพิษณุโลกแลก็แต่งการที่จะกันเมืองไว้พร้อมเสร็จ ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคน หุตยกมาถึงเมืองพระพิษณุโลกเดือนยี่แรม ๑๓ ค่ำปีฉลูเบญจศก[2] ก็ตั้งทัพพลับพลาชัยในตำบลโพเรียง ตรงประตูสวรรค์ ไกลออกไปประมาณ ๕๐ เส้น ทัพพระยาแสนสุรินทร์คว่างฟ้า ตั้งตำบลเตาไหพระยามือไฟ ตั้งตำบลวัดเขาพราหมณ์ ทัพพระยานคร ตั้งตำบลสระแก้ว ทัพพระยามือเหล็ก ตั้งตำบลบางสะแก
ฝ่ายสมเด็จพระมหินทราธิราชแจ้งกำหนดว่า ทัพกรุงศรีสัตนา คนหุตยกมายังเมืองพระพิษณุโลกแล้ว พระองค์ก็กรีฑาพลเสด็จขึ้น ไปโดยทางชลมารค ตั้งทัพหลวงตำบลพิง พระยารามแลพระยาจักรีเป็นกองหน้าขึ้นไปตั้งตำบลวัดจุฬามณี แลทัพเรือจอดแต่วัดจุฬามณี ทั้งสองฟากน้ำ แน่นตลอดลงไปทัพหลวงณปากน้ำพิง แล้วก็บอกขึ้นไปว่า จะยกเข้าไปช่วยเมืองพระพิษณุโลก พระมหาธรรมราชา ตรัสทราบการอยู่แล้ว ก็ให้ออกมาห้ามมิให้เข้าไป ฝ่ายพระเจ้า กรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งว่า สมเด็จพระมหินทราธิราชยกกองทัพเรือ ขึ้นมาเหมือนกำหนดก็ดีพระทัย ตรัสให้ยกพลเข้าปีนเมือง และ แต่งทหารห่มเสื้อเหลือง ๓๐๐๐ หนุนพลเข้าไป เจ้าหน้าที่เชิงเทิน ก็สาดปืนไฟแหลนหลาว ต้องชาวล้านช้างตายมากนัก พระเจ้ากรุง ศรีสัตนาหุตเห็นดังนั้น ก็เสด็จยกพลเข้ายืนช้างพระที่นั่งแฝงวิหาร อยู่แทบริมคูเมือง ให้เจ้าหน้าที่ทำทุบทุบังตัวข้ามคูเข้าไปขุดถึงเชิงกำแพงเมือง ชาวพระพิษณุโลกผู้รักษากำแพง พุ่งอาวุธลงมามิ ได้ต้อง จึงพระมหาธรรมราชาก็เสด็จไปยืนช้างพระที่นั่ง ตรัสให้ขุน ศรีเอาพลอาษา ๕๐๐ ออกทะลวงฟัน พลลาวก็พ่ายออกไป พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ถอยไปยังค่ายหลวง แลบัญชาให้นายทัพ นายกองตั้งปันชิเมือง
ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชา ดำริการที่จะทำลายทัพเรือ ก็ตรัสให้เอาไม้ไผ่ผูกกว้าง ๑๐ วา ยาว ๒๐ วา ๕๐ แพ แล้ว เอาเชื้อเพลิงใส่เต็มหลังแพ ชันน้ำมันยางรดทั่วไปทั้งนั้น และให้ แต่งเรือเร็วไว้ ๒ ลำ สำหรับจะได้จุดเพลิง ครั้นจัดการเสร็จณเดือน ๔ ขึ้น ค่ำเพลาเดือนตก ก็ให้ปล่อยแพติดกันลงไปถึงคุ้งเหนือวัด จุฬามณี เรือเร็ว ๒ ลำก็เอาเพลิงจุดเชื้อไฟหลังแพตลอดขึ้นมาทั้ง สองข้าง เพลิงก็ติดรุ่งโรจน์เป็นอันหนึ่งอันเดียว น้ำที่นั้นตื้นเชี่ยว ก็พัดแพเร็วลงไป กองทัพเรือมิทันรู้ตัว ต่อเห็นแพไฟเต็มแม่น้ำลงมาก็ตกใจ ลงเรือทับบ้างมิทันบ้าง เยียดยัดคับคั่งเป็นโกลาหล แพไฟ ก็ไหม้เรือต่อกันไป เสียเรือแลผู้คนตายเป็นอันมาก เรือแลคน กองหน้าที่เหลือนั้น ก็ร่นลงไปยังทัพหลวงณปากน้ำพิง
ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้งข่าว เมืองพระพิษณุโลกเกิดศึก ก็ ใช้พระยาภุกาม พระยาเสือหาญ มาเป็นนายกอง ม้า ๑๐๐๐ พล ๑๐๐๐๐ รุดมาช่วยกันเมืองพระพิษณุโลก พระยาภุกาม พระยา เสือหาญ ก็ยกทัพม้ามาถึงเมืองพระพิษณุโลก เห็นข้าศึกล้อมแล้ว ก็ตีหักเข้าด้านพระยามือเหล็ก ซึ่งตั้งในบางสะแก ทัพพระยามือเหล็กต้านมิได้ ก็พ่ายแยกออกไป พระยาภุกามแลพระยาเสือ หาญ ก็ยกพลเข้าในเมืองพระพิษณุโลกได้ พระยาภุกามแลพระยาเสือหาญกับพลทหารชาวหงสา ก็เข้าไปถวายบังคมพระมหาธรมราชา ๆ ก็ ให้รางวัลแก่ผู้มาช่วยทั้งนั้นเป็นอันมาก สมเด็จพระมหินทราธิราช เจ้าแผ่นดิน รู้ว่าพระเจ้าหงสาวดีให้กองทัพมาช่วยเมืองพิษณุโลก เห็นการศึกไม่สมหมายแล้ว ก็เลิกกองทัพคืนลงมายังพระนครศรี อยุธยา ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเห็นว่าจะเอาเมืองพระพิษณุโลกมิได้ ก็เลิกทัพจากเมืองพระพิษณุโลกคืนไปโดยทางบ้านมุงดอน ชมภู จึงพระยาภุกามแลพระยาเสือหาญ ทูลแก่พระมหาธรรมราชาว่าข้าพเจ้าทั้งสองจะขอยกไปตามตีทัพพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ให้แตกแานเป็นบำเหน็จมือ พระมหาธรรมราชาก็ตรัสห้าม ว่าศึกใหญ่มิได้แตกฉานล่าไปดังนี้ อันจะยกไปตามนั้นหาธรรมเนียมมิได้ พระยา ทั้งสองก็ทูลว่า พระจ้าหงสาวดีใช้ข้าพเจ้าทั้งสองมาครานี้ ยังไป่ได้รบพุ่งเป็นสามารถ ครั้นข้าพเจ้ามิยกไปตามไซ้ เห็นว่าพระเจ้า หงสาวดีจะลงโทษ พระมหาธรรมราชาก็ตรัสว่าท่านทั้งสองยกมาก็ ได้กระทำการรบพุ่งมีชัยอยู่แล้ว และซึ่งว่าพระเจ้าหงสาวดีจะลงโทษ นั้นเป็นภาระธุระเรา ถ้าท่านมิฟัง จะขืนยกไปให้ได้เห็นจะเสียทีข้าศึกเป็นมั่นคง พระยาภุกาม พระยาเสือหาญ มิได้ฟังบัญชา กราบ ถวายบังคมลาแล้วก็ยกพลไปตาม ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เมื่อล่าทัพไปนั้น บัญชาให้พระยาแสนสุรินทรคว่างฟ้า พระยานคร พระยามือไฟ ทั้งสามทัพนี้อยู่รั้งหลัง ครั้นถึงตำบลวารีและทาง นั้นแคบ พระยาแสนสุรินทรคว่างฟ้า พระยานคร พระยามือไฟ แต่งพลทหารซุ่มไว้ ๒ ข้างทาง แล้วขยับมาตั้งพลอยู่ใกล้ทางประมาณ ๓๐ เส้น แต่งม้าไว้คอยยั่วทัพอันไปตาม พระยาภุกามและพระยา เสือหาญ ยกไปถึงตำบลวารี มิทันรู้ว่าทัพใหญ่ตั้งรับอยู่ในที่นั่น เห็นแต่ม้าเท่านั้นไล่เข้าไป ทัพกรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ยกพลเข้า ปะทะกันถึงอาวุธสั้น ฝ่ายทหารชาวล้านช้างอันซุ่มไว้นั้น เห็นได้ ทีก็ออกกระโจมตีกระหนาบ ทัพพระยาภุกาม พระยาเสือหาญก็ แตกฉาน ชาวทัพล้านช้างก็ไล่ฟันแทงพลหงสาวดีตายมากนัก นาย ม้าผู้ดีตายหลายคน ทหารพระยาภุกาม พระยาเสือหาญเสียม้าและเครื่องสาตราวุธเป็นอันมาก ก็พ่ายคืนมาเมืองพระพิษณุโลก ครั้น เสร็จการศึก พระยาศรีราชเดโชมิได้ลงไป ก็อยู่ด้วยพระมหาธรรม ราชา แต่พระท้ายน้ำหนีลงไปยังพระนครศรีอยุธยา
ถึงณวันเดือน ๘ ปีขาลฉอศก (จ. ศ. ๙๑๖ พ.ศ. ๒๐๙๗) สมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก ก็เสด็จทรงพระผนวช ข้าราชการก็บวชโดยเสด็จเป็นอันมาก ฝ่ายพระมหาธรรมราชาทราบ พระทัยตระหนักว่า สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดการ ทั้งปวงด้วยพระยารามพิททูลยุยง และสัญญาแก่พระเจ้าล้านช้างให้ ยกมาเอาเมืองพระพิษณุโลก พระองค์ก็ให้มีหนังสือรับสั่งลงไปถึง สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ว่าเมืองพิชัยหาเจ้าเมืองมิได้ จะขอพระยารามขึ้นมาเป็นพระยาพิชัย สมเด็จพระมหินทราธิราช เจ้าแผ่นดิน ครั้นตรัสทราบดังนั้นก็เคืองพระทัย ฝ่ายพระยาราม แจ้งดังนั้น กลัวพระมหาธรรมราชาจะส่งตัวไปหงสาวดี ก็ทูลแก่ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ว่าข้าพเจ้าได้ฟังซึ่งกิจการในเมืองพระพิษณุโลกนั้น ว่าพระมหาธรรมราชาคิดการทั้งปวงเป็นฝ่ายข้างพระเจ้าหงสาวดี และเอาเมืองเหนือทั้งปวงไปขึ้นแก่พระเจ้า หงสาวดีแล้ว บัดนี้จะย้ายเอาท้าวพระยาผู้ใหญ่ในพระนครไปยัง หงสวดีเล่า และซึ่งพระมหาธรรมราชาบัญชาพระองค์ลงมา เป็นสิทธิดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นมิควร ถ้าและศึกหงสาวดีมาถึงพระนครก็ดีข้าพเจ้าขอประกันตกแต่งการป้องกันพระนครไว้ให้ได้ สมเด็จพระมหิน ทราธิราชเจ้าแผ่นดิน เห็นชอบด้วยก็บัญชาพระยาราม