ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 21
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าพระชนมายุ ๓๕ พระวษาได้ขึ้นเสวยสมบัติ[1] แต่งการถวายพระเพลิงสมเด็จพระราชบิดาเสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสแก่มุขอำมาตย์ ว่าแผ่นดินกรุงกัมพูชากุรุ ราฐนั้น ผู้ใดครองสมบัติจิตต์มักเป็นสันดานพาลทุจจริต เหมือน พระเจ้าละแวกบิดานักพระสุโท นักพระสุทัน เมื่อศึกกรุงหงสาวดียก มาคราวแรก ครั้งสมเด็จพระอัยกาธิราชเจ้าผ่านพิภพใหม่นั้น พระ เจ้าละแวกยกทัพเข้ามาพลอยซ้ำตีกวาดเอาครัวอพยพชาวเมืองปราจีน บุรีไปจนสิ้น สมเด็จพระบรมราชอัยกาเสด็จยกออกไปปราบ จึง ถวายนักพระสุโท นักพระสุทัน ราชบุตรเข้ามา แล้วนักพระสัตถาไปเอาทัพญวนมาตีฆ่าบิดานักพระสุโท นักพระสุทันเสีย นักพระสัตถา ได้สมบัติกรุงกัมพูชาธิบดีเป็นพระเจ้าละแวก ครั้นแผ่นดินของพระ ราชบิดาเรา ก็ยกทัพจู่มาถึงวัดสามพิหาร จนเสียพระจำปาธิราช ลูกชาย ก็ยังหาเข็ดหลาบไม่ มีศึกหงสาวดีมาติดพระนครครั้งใด ก็มีแต่ยกทัพมาพลอยซ้ำตีกวาดเอาประชาราษฎรข้าขอบขันธเสมาไปทุก ๆ ครั้ง แล้วกลับแต่งทูตานุทูตมาขอเป็นทางพระราชไมตรี สมเด็จพระบรมราชบิดาเรามิได้มีพระทัยอาฆาต เพื่อมิให้เสียธรรมราชประเพณี จนปันเขตต์แดนปักศิลา อันศึกพระเจ้าเชียงใหม่ยกมา พระเจ้าละแวกให้น้องชายเข้ามาช่วยงานพระราชสงคราม น้องชาย นั้นมิได้มีสติสัมปชสัมปชัญญะ ดุจหนึ่งสิงคาลชาติโปฎกพระเจ้าละแวกก็ปราศจากวิจารณปัญญามีแต่พาลทุจจริในสันดาน ละสัตย์สุจริตธรรมเสีย กลับยกทัพมาตีปัจจันตชนบทอีกเล่า ความแค้นของเรา ดังว่าเสี้ยนยอกอยู่ในอุราไม่หายเลย และครั้งนี้แผ่นดินเป็นของเรา แล้ว เราจะยกไปแก้แค้นเอาโลหิตพระเจ้าละแวกล้างบาทาเสียให้จงได้ตรัสแล้วสั่งให้เกณฑ์สกรรจ์ลำเครื่องหยิบแสน ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑๕๐๐ น้ำลงแห้งเท้าช้างเท้าม้าแล้วจะยกไป
ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี แจ้งข่าวไปว่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาดับสูญทิวงคตแล้ว จึงตรัสแก่พระมหาอุปราชา ว่าเจ้ากับมหาราชเจ้าพระนครเชียงใหม่ จงยกทัพลงไปฟังอิงกิดาการดู พระนครศรี อยุธยาผลัดแผ่นดินใหม่ เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้งปวงจะเป็นจลา จลประการใดบ้าง ถ้าพอจะทำได้ ให้ทำอย่าให้เสียที พระมหาอุปราชากราบทูลสพระราชบิดาว่า โหรทายว่าชัณษาข้าพระพุทธเจ้าร้ายหนักสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า พระมหาธรรมราชาไม่เสียแรงมีบุตร การสงครามไม่พักให้พระบิดาใช้เลย ต้องห้ามเสียอีก และซึ่งเจ้าว่าเคราะห์ร้ายอยู่แล้วก็อย่าไปเลย เอาผ้าสตรีนุ่งเสียเถิดจะได้สิ้นเคราะห์พระมหาอุปราชาได้ฟังรับสั่งดังนั้น กลัวพระราชอาชญาพระราชบิดา ก็มาตรวจเตรียมช้างม้ารี้พล และมีพระราชกำหนดไป ถึงพระเจ้าเชียงใหม่ให้ยกมา พระเจ้าเชียงใหม่แจ้งในพระราชกำหนดแล้วก็ ยกทัพมากรุงหงสาวดี ศักราช ๙๔๒ ปีมะโรงโทศก (พ.ศ. ๒๑๒๓) พระมหาอุปราชา พระเจ้าเชียงใหม่ ยกพล ๕๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๗๐๐ ม้า ๓๐๐๐ มาข้ามเมืองเมาะตะมะ มาโดยทางแม่กษัตริย์ เข้าทางพระเจดีย์สามองค์
ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ครั้นณวันอาทิตย์ ดือนอ้าย ขึ้น ๖ ค่ำ มีพระราชดำรัสสั่งให้เกณฑ์หัวเมืองปากใต้ทัพหนึ่ง เสร็จแล้วกำหนดพระกฤษ์จะยกไปเอาเมืองละแวก ครั้นณวันเสาร์ เดือนอ้าย ขึ้น ๑๒ ค่ำจึงมีพระราชโองการ สั่งมุขผู้ใหญ่ให้รักษาพระนคร ตรัสว่าทัพพระเจ้าหงสาวดีแตกครั้งนี้เป็นทัพซึ่งจะบำรุงช้างม้ารี้พล และจะกลับในน้ำลงปีนี้เห็นจะไม่ทัน แต่ทว่าจะไว้ใจมิได้ เกลือกจะคลั่งสงครามยกมา ถ้ายกมาก็ให้รักษาเมืองไว้ท่าเราเดือนหนึ่งให้ได้ สั่งแล้วพอเพลาเย็นมีหนังสือแต่เมืองกาญจนบุรีบอกเข้ามาว่า ทัพ พระมหาอุปราชา พระเจ้าเชียงใหม่ ยกมาถงเมืองกาญจนบุรี ทำสะพานข้ามอยู่แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทราบดังนั้น ก็ดำรัสว่าเราเทียบรี้พลช้างม้าไว้จะยกไปเอาเมืองละแวก บัดนี้ทัพหงสาวดียกมา อีกเล่า จำยกออกไปเล่นสนุกกับทัพมอญเสียก่อน แล้วมีพระราชกำหนดไปให้พระอมรินทฦๅชัย เจ้าเมืองราชบุรี แต่งคน ๕๐๐ ขึ้น ไปซุ่มอยู่ ถ้าข้าศึกข้ามสะพานแล้วให้สะพานเผาเสียจงได้
ฝ่ายพระมหาอุปราชา เสด็จยกทัพหลวงถึงกาญจนบุรี เห็นเมืองร้างเปล่าไม่มีคน ก็เข้าพระทัยว่าชาวพระนครรู้การแล้ว จึง เทครัวอพยพเข้าเมืองสิ้น เสด็จประทับแรมอยู่ณเมืองกาญจนบุรี ให้เที่ยวลาดจับคนจะถามกิจการก็มิได้ ส่วนพระยาจิดตองกองหน้าก็เร่งทำสะพานข้ามเสร็จ รุ่งขึ้นพระมหาอุปราชาก็เสด็จกรีธาทัพหลวงมาโดยมารควิถี ถึงตำบลพนมทอนเพลาชายแล้ว ๓ นาฬิกา บังเกิด วายุ เวรัมภวาต พัดหวนหอบธุลีฟุ้งผันเป็นกงจักร กระทบถูกมหาเศวตฉัตร ซึ่งกั้นมาหลังพระคชาธารนั้นพับลง พระมหาอุปราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ตกพระทัย ให้โหรสำหรับทัพทำนายถวายพยากรณ์ว่าเหตุนี้ถ้าเพลาเช้าในเที่ยงร้าย นี่ชายแล้วเห็นเป็นศุภนิมิตรที่พระองค์จะมีชัยได้พระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระราชบิดาจะเลื่อนทางพระองค์ขึ้นจากที่เศวตฉัตรมหาอุปราชา เถลิงถวัลราชราชัย ศวรรยาในกรุงหงสาวดีเป็นมั่นคง พระมหาอุปราชาตรัสได้ฟังดังนั้น ก็ยังมิวางพระทัย จนเสด็จถึงตำบลตะพังตรุแดนสุพรรณบุรี ให้ตั้งทัพชัยโดยขบวนแล้ว ตรัสให้กองม้า ๓๐๐ ลาดมาดูถึงตำบลเอกราช บางกะทิงว่าทัพชาวพระนครจะตั้งรับอยู่ตำบลใดบ้าง
ส่วนสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า กับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าตรัสปรึกษาด้วยมุขมาตยาทั้งปวง ว่าข้าศึกมหาอุปราชายกมาครั้งนี้ เรา จะกรีธาพลออกต่อยุทธนาการกลางแปลงดีหรือจะตั้งมั่นรับในพระนครดี มุขมนตรีกราบทูลว่าพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้าทราบอยู่ว่า พระมหาอุปราชาเกรงพระเดชเดชานุภาพ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้งเมื่อเสด็จไปช่วยงานพระราชสงคราม กรุงหงสาวดีไปตีเมืองรุม เมืองคังครั้งหนึ่งแล้ว และครั้งเมื่อสมเด็จพระเจ้าหงสาวดับพระมหาอุปราชา คิดเป็นการลับ ลวงให้เสด็จขึ้นไปทำร้ายทำมิได้จนทันวันทัพหลวงกวาดเอามหาเถรคันฉองกับพระเกียรติ พระยาพระราม และญาติ โยมครั้งอพยพในชนบทประเทศเขตต์ขันธเสมากรุงหงสาวดี มาข้าม ฟากแม่น้ำสะโตง พระมหาอุปราชาตามมาทันฟากละฝั่งฟากน้ำ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระแสงปืนนกสับยิงข้ามฝั่งมหานทีอันกว้างต้องสุระกำมานายกองหน้าตาย พระมหาอุปราชาและท้าวพระยาสมิงรามัญ ก็ขยาดฝีพระหัตถ์ เกรงพระเดชเดชานุภาพเป็น ๒ ครั้ง แล้ว และซึ่งพระมหาอุปราชายกมาครั้งนี้ประหลาดนัก ด้วยศึกพ่าย ไปเดือน ๗ ไปทันบำรุงช้างม้ารี้พลถึงขนาด และเดือน ยี่[2] ยกมาถึงพระนครนี้เห็นเร็วนัก ดีร้ายจะได้ข่าวว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคต คิดว่าแผ่นดินเป็นจลาจล จึงรุดมาโดยทำนองศึก ครั้นจะรับมั่นในกรุง ข้าศึกจะได้ใจ ขอเชิญเสด็จทัพหลวงยกออกตั้งนอกกรุง แต่งกองทัพเข้าปะทะฟังกำลังศึกดู ถ้าศึกหนักจึงทัพหลวงเสด็จออกหักต่อภายหลัง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ได้ทรงฟังมุขมนตรีกราบทูลดังนั้นก็ชอบพระทัยนัก แย้มพระโอฐ ดำรัสว่า ซึ่งปรึกษาการสงครามครั้งนี้ต้องความดำริเรา บัดนี้ทัพเราเตรียมอยู่บางขอดพร้อมอยู่แล้ว ให้ยกไปตั้งปากโมก เอาแต่ ทัพหัวเมืองตรีจัตวา ๒๓ หัวเมืองเป็นคน ๕๐,๐๐๐ ให้พระยาศรีไสยณรงค์เป็นแม่กอง ให้พระยาราชฤทธานนนท์ เป็นยกรบัตร ยกไปขัดรับหน้าข้าศึก อยู่ ณตำบลทุ่งหนองสาหร่าย พระยาศรีไสยรงค์ พระยาราชฤทธานนท์ กราบถวายบังคมลาออกมาจัดแจงไพร่พล ยกทัพไปโดยพระราชบัญชาสั่งนั้น
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสให้โหราหาฤกษ์ พระโหราธิบดีหลวงโลกทีป ขุนเทพพยากรณ์คำนวณพระฤกษ์ถวายว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวได้จัตรงคโชคสรรพฤกษ์พร้อมมีชัยข้าศึก ขอเชิญเสด็จจากพระนคร ณวันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้สมุหนายก กำหนด ทัพหลวงเสด็จโดยชลมารคไปตั้งทัพชัยพ้นปากโมก สมุหนายกก็แจกพระราช กำหนด ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ฝ่ายทหารพลเรือนเตรียมการอัน จะเสด็จพระราชดำเนินนั้นเสร็จ
ครั้นณวันอาทิตย์ เดือนยี่ ขึ้น ๑๑ ค่ำเพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท สุมหุดีมหาวิชัยฤกษ์ สมเด็จพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องสำหรับพิชัยสงคาม ก็เสด็จ ทรงเรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ทรงเรือพระ ที่นั่งไกรสรมุข พิมาน อันอลังการรจนาด้วยมหาเศวตฉัตร ขนัดเครื่องอภิรุมชุมสายพรายพรรณ บังศรีรวีวัน บังแทรกสลอนสลับ สรรพ ด้วยกรรชิงกลิงกลดจามรดาษดาดูมะโหฬารเลิศพันลึก อธึกด้วย กระบี่ ธงฉานธงชัย แลสว่างไสวไพโรจน์ด้วยเรือประจำนำท้าวพระยาสามนตราราชเรียงเป็นระยะ โดยกระบวนพยุหยาตราหน้าหลังทั้งปวงพร้อมเสร็จ พออุดมฤกษ์พระโหราธิบดีก็ ลั่นฆ้องชัยราชครูทิชาจารย์ เป่ามหาสังข์ทักษิณาวัฎ ประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีฆ้องกลอง ก้อง นี่สนั่นมหาอรณพน ที่เคลื่อนเรือกระบวนพยุหยาตราโดยชลมารค ก็เถิงประทับขนานหน้าพลับพลาชัยป่าโมก เพลาบ่ายแล้ว ๒ นาฬิกา ๔ บาท เสร็จจัดทัพประทับแรมอยู่ที่นั้น กำหนด ๑๑ ทุ่ม ๓ บาท ทัพหลวงจะเสด็จพระราชดำเนิน
เมื่อเพลา ๑๐ ทุ่มสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินนิมิตร์ว่า น้ำ นองท่วมป่ามาฝ่ายประจิมทิศ ลุยชลธีเที่ยวไปพบมหากุมภีล์ตัวใหญ่ ได้สรรพยุทธนาการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประหารกุมภีล์ตาย ประทมตื่นขณะนั้นตรัสให้โหรทาย พระโหราธิบดีทูลทำนายว่าศึกครั้งนี้ใหญ่หลวง จะได้ถึงซึ่งมหายุทธหัตถี แต่ทว่าพระองค์จะมีชัย จะลุยไล่ประหารปัจจมิตร์ข้าศึก ดุจพระสุบินว่าเที่ยวลุยกระแสน้ำฉะนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟังดีพระทัยนักทรงเครื่องสำหรับราชรณยุทธ์ สรัพเสร็จเสด็จยังเกยคอยฤกษ์ ทอดพระเนตร์เห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จปาฏิหารย์ ช่วงเท่าผลส้มเกลี้ยงมาแต่ขิณทิศ เวียนเป็นทักขิณาวัฏแล้วเสด็จผ่านไปอุดรทิศ ทรงพระปีติสร้านไปทั้งพระ องค์ ยกพระหัตถ์ถวายทัศนัขสโมธาน อธิษฐานขอสวัสดิชัยแก่ปรปักษ์พระโหราธิบดีก็ให้ประโคมแตรสังข์ดุริยาวคดนตรีพร้อมกัน สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวทรงช้างต้นเจ้าพระยาไชยานุภาพ ติดน้ำมันหน้าหลัง เป็นราชพาหนะ สมเด็จพระนุชาธิราชเจ้าทรงช้างต้นเจ้าพญา ปราบไตรจักร ติดน้ำมันหน้าหลังเป็นพาหนะ พร้อมด้วยช้างท้าว พระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง เสด็จพยุหยาตราทัพโดย แถวสถลมารค ไปเข้าที่เสวยตำบลบ้านละแก้วละเล่า แล้วเสด็จยกไป ตามท้องทุ่งเพลาเที่ยง พระอาทิตย์ทรงกลดร่มช้างพระที่นั่งไปจนบ่าย ๓ โมง พอกะทั่งกองหน้าซึ่งตั้งอยู่ตำบลหนองสาหร่าย เสด็จประทับเกยใต้ฉายาไม้ประดู่ใหญ่อันสถิตย์เหนือจอมปลวก เอาเป็นนิมิตร์ ครุฑนามชัยภูมิ สั่งให้เร่งตั้งค่ายกองหน้าหลังปีกซ้ายขวาเป็นนิมิตร์ครุฑนามชัยภูมิ สั่งให้เร่งตั้งค่ายกองหน้าหลังปีกซ้ายขวาเป็นกระบวนปทุมพยุหะ
ฝ่ายสมิงจะคร้าน สมิงเปอ สมิงทราย ม่วน นายกองม้าคอยเหตุเห็นกองทัพหน้าและทัพหลวงดังนั้น ก็ขับม้าวางใหญ่กลับไปค่ายตะพังตรุ เอาคดีนั้นทูลแด่พระมหาอุปราชาทุกประการ
พระมหาอุปราชาแจ้งดังนั้น ก็ทรงพระดำริว่า ชะรอยจะเป็นทัพพระนเรศร์ถ้ามิดังนั้นจะเป็นทัพจะเป็นทัพเอกาทศรฐน้องชายยกมาเป็นมั่นคง แล้วตรัสถามสมิงนายกองม้า ว่าคะเนพลประมาณสัก เท่าใด สมิงจะคร้าน สมิงเปอแลสมิงทรายม่วน กราบทูลว่า พลประมาณ ๑๗๐,๐๐๐ ถึง ๑๘๐,๐๐๐ พระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้นจึงตรัสปรึกษาแก่นายทัพนายกองว่า ทัพพระนครยกครานี้ก็เป็น ทัพใหญ่อยู่แล้ว แต่ทว่าน้อยกว่าเรา ๒-๓ เท่า จำจะยกทุ่มตี เอาทัพแรกนี้ให้แตกฉานยับเยิน แล้วภายหลังก็จะเบามือลง เห็น จะได้พระนครศรีอยุธยาโดยง่าย นายทัพนายกองก็เห็นโดยพระ บัญชา พระมหาอุปราชากำหนดแก่นายทัพนายกอง ให้เตรียมพล แต่ในเพลา ๓ ยามให้พร้อม ตี ๑๑ ทุ่มจะยกเอารุ่งไว้หน้า นายทัพนายกองก็จัดแจงกระบวนทัพเทียบตามรับสั่งทุกประการ ครั้นเพลา ๑๑ ทุ่ม พระมหาอุปราชาก็สอดฉลองพระองค์ทรงเกราะสุวรรณ ประดับพลอย สะพักสังวาลย์มรกต ๓ สาย ทรงสุวรรณรัตน มหามงกุฏอย่างขัตติยราชรามัญ ยอดเงื้อมไปหน้าดุจเศียรวาสุกรี แล้วทรงเครื่องสำหรับกันสรรพาวุธพร้อมเสร็จ เสด็จทรงช้างต้น พลายพักกอสูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้ว ติดน้ำมันหน้าหลังเป็นพระคชาธารกั้นเศวตฉัตร สมิงนันทะมาง เป็นกลางช้าง เจ้าเมืองมะลวน ควาญ พร้อมด้วยแวงจัตุลังคบาท และหน้าช้างพระมหาอุปราชานั้นทวนทอง ๔๐๐ ถัดออกมานั้นวางปืนจ่ารงค์มณฑลนกสับกระแบงแก้วดาบโล่ห์ดาบดั้งสิ่งละ ๕๐๐ และมังจาชะโรพี่เลี้ยงพระมหาอุปราชานั้นเป็นกองหน้า ขี่ช้างพลายพัดชะเนียงสูง ๖ ศอกคืบ ๒ นิ้ว ติด น้ำมันหน้าหลัง สมิงปราบศึกเป็นกลางช้าง สมิงมือเหล็กเป็นควาญ พระมหาอุปราชาให้แต่งช้างชนะงาผูกคชาธาร มีเศวตฉัตรทั้ง สิบหกช้างพรางไว้ และจัดสมิงรามัญที่เข้มแข็งขี่ประจำครบอยู่หน้าช้างมังจาชะโรพระพี่เลี้ยง มีช้างดั้งกั้นแซกแซงเป็นขนัด แล้ววางปืนจ่ารงค์มณฑกนกสับหามแล่น และพลดาบโล่ห์ดั้งดาบสองมือ สิ่งละ ๑๐๐๐ เป็นชั้น ๒ ออกไป แล้วช้างท้าวพระยารามัญ เกียก กายกองหน้าและพลเดินเท้า ๒๐ หมื่น พลม้า ๓๐๐๐ แซง ๒ ฟากทุ่ง ทัพหลังนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ขี่ช้างพลายชมพูทัตสูง ๖ ศอก คืบ หนึ่ง ติดน้ำมันหน้าหลัง พระยาเชียงแก้วหลานเป็นกลางช้าง แสนหาญใจศึกเป็นควาญ กอบไปด้วยช้างดั้งกันแซกแซง พล เดินเท้า ๑๑ หมื่น พระอุปราชาจัดทัพเป็นสัตเสนา ๗ แถว ๆ ละ ๗ กอง เป็น ๔๙ กอง พร้อมพลาพลทวยหาญให้ลั่นฆ้องใหญ่ ฆ้องกระแตตีรับตามหมวดกองยกจากค่ายตะพังตรุ ครั้งนั้นสนั่น นฤนาทด้วยศัพทสำเนียง เสียงช้างเสียงม้าดุจแผ่นพสุธาจะถล่มลง
ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ขณะเมื่อเสด็จประทับอยู่ณฉายา ไม้ประดู่เร่งให้ตั้งค่ายมั่น ทอดพระเนตรเห็นม้ารามัญตามชายทุ่ง ควบกลับไป ก็ตรัสแก่มุขมนตรีว่า พลม้าซึ่งกลับไปนั้นเห็นที พระมหาอุปราชาให้มาคอยเอาเหตุไปแจ้ง ดีร้ายเพลาพรุ่งนี้จะได้ ยุทธ์ใหญ่ ให้กองทัพพระยาศรีไสยณรงค์ พระยาราชฤทธานนท์ เร่งยกไปแต่ในเพลาตี ๑๑ ทุ่มปะทะหน้าข้าศึกฟังกำลังดู และในกองทัพหลวงก็ให้พร้อมไว้แต่ในเพลาย่ำรุ่ง ท้าวพระยานายทัพนายกองก็ตรวจเตรียมโดยพระราชกำหนด
ครั้นอรุณรุ่งแสงสุริโยภาค พระบาทสมเด็จบรมพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จยังเกย ตรัสให้ท้าวพระยาใน กองทัพหลวง ยกกองไปตั้งกระบวนเบญจเสนา พระยาศรีราช เดโชชัยขี่ช้างพลายโจมไตรภพ ถือพล ๑๐,๐๐๐ เป็นกองหน้า พระยาพิชัยรณฤทธิ์ขี่ช้างพลายจบไตรจักร์ ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกขวาพระยาพิชิตรณรงค์ขี่ช้างพลายจู่โจมทัพ ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกซ้ายพระยาเทพอรชุนขี่ช้างพลายจับโจมยุทธ์ ถือพล ๑๐,๐๐๐ เป็นเกียก กาย พระยาพิชัยสงครามขี่ช้าง ฝ่ายพลแมน ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกขวา พระยารามกำแหงขี่ช้างพลายแสนพลพ่าย ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกซ้าย และหน้าพระคชธารออกไปปลายเชือกนั้น ขุนดจมจัตุรงค์ขี่ช้างพลายกุญชรชัย ขุนทรงเดชขี่ช้างพลาย ไกรสรเดช ถือพลเขนทองข้างละ ๕๐๐ พระราชมนูขี่ช้างพลาย หัสดินพิชัย ถือพลปิ่กลองชะนะซ้ายขวาข้างละ ๕๐๐ และ หลวงพิเดชสงครามขี่ช้างพลายบุญยิ่ง หลวงรามพิชัยขี่ช้างพลายมิ่งมงกุฎ ถือพลดาบโล่ห์ดาบดั้งข้างละ ๕๐๐ พระราชวังสันขี่ช้างพลายแก้วมาเมือง ถือพลอาษาจาม ๕๐๐ พระเสนาภิมุข ขี่ช้างพลายเฟื่องภพไตร ถือพลอาษาญี่ปุ่น ๕๐๐ ถัดนั้นทหารทะลวงฟันคู่พระทัย ๑๓๖ คน ถือดาบเขน ๒๒ คน ถือดาบโล่ห์ ๔๒ คนถือดาบสองมือ ๗๒ คน หน้าพระคชธารนั้นหัวหมื่นพันทะนายสี่พระตำรวจล้วนดาบสะพายแล่ง ถือทวนทอง ๕๐๐ กำหนดทั้งกอง ทัพหลวงเป็นพล ๑๐๐,๐๐๐ ให้เอาพลายภูเขาทองขึ้นระวางสะพักชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพสูง ๖ ศอกคืบ ๒ นิ้ว ติดนำมันหน้าหลัง ผูกคชาภรณ์เครื่องมั่นปักมหาเศวตฉัตรเป็นพระคชาธาร เจ้ารามราฆพ เป็นกลางช้าง นายมหานุภาพควาญ และแวงจัตุลังคบาทนั้น พระมหามนตรีอยู่เท้าหน้าฝ่ายขวา พระมหาเทพอยู่เท้าหน้าฝ่ายซ้าย หลวง อินทรเทพอยู่เท้าหลังเบื้องขวา หลวงพิเรนทรเทพอยู่เท้าหลังเบื้องซ้าย และพระคชาธารสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้านั้นพลายบุญเรือง ขึ้นระวางสะพัดชื่อเจ้าพระยาปราบไตรจักร์ สูง ๖ ศอกคืบ ติดน้ำมันหน้าหลังผูกคชาภรณ์เครื่องมั่นปักบวรเศวตฉัตร หมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงควาญ และปีกทัพหลวงนั้น พระยามหาเสนาขี่ช้าง มารประลัย ถือพล ๑๕,๐๐๐ เป็นปีกขวา พระยาจักรีขี่ช้างพลายไฟภัทกัลป์ ถือพล ๑๕,๐๐๐ เป็นปีกซ้าย พระยาพระคลังขี่ช้างพลายจักร์มหึมา ถือพล ๑๐,๐๐๐ เป็นยกรบัตร พระราชสงคราม ขี่ช้างพลายสังหารคชสีห์ ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกขวา พระราม รณภพขี่ช้างพลายมณีจักรพรรดิ ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกซ้าย พระยาท้ายน้ำขี่ช้างพลายสวัสดิพิชัย ถือพล ๑๐,๐๐๐ เป็นกองหลัง หลวงหฤทัยขี่ช้างพลายทรงภูบาล ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกขวา หลวงราช ภักดีขี่ช้างพลายสารภูธร ถือพล ๕๐๐๐ เป็นปีกซ้าย ประดับด้วย หมู่หมวดคเชนทรดั้งกันแซกแซง สลับค่ายคำพังคาโคตแล่นล้วน สารพหะดูมหิมา อันท้าวพระยาเสนาบดีพิริโยธาทวยหาญ แสนยาพลากรพร้อมพรั่ง ตั้งตามขบวนเบญจยุทธเสนางคนิกรเสร็จ พระมหาราชครูสิวะพราหมณ์ โหราธิบดี ก็อัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ สรงมุรธาราภิเศก ถวายอาเศียรพาทอวยชัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องประดับสำหรับราชกษัตริย์ สู่สมรภูมิสงคราม วันนั้นวันอาทิตย์ ทรงพระแสงธนูแล้วเสด็จขึ้น เกยคอยฤกษ์ และชีพ่อพราหมณ์ทำโขลนทวารละว้าเส้นไก่ ขุนมหาพิชัยตัดไม้ข่มนามเสร็จแล้ว พอได้ยินสำเนียงปืนยิงยุทธ์แยงสุดเสียงตรัสให้หมื่นทิพเสนาเอาม้าเร็วไปฟังราชการ เห็นทัพหน้าพ่ายเป็นอลหม่าน หมื่นทิพเสนาพาเอาขุนหมื่นในกองหน้าเข้ามาเฝ้า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถาม เหตุใดพ่ายข้าศึก ขุนหมื่นกราบทูลพระ กรุณาว่า ยกขึ้นไปเถิงท้ายโคกเผาข้าวเพลาเช้าประมาณโมงเศษ พบกองทัพรามัญยกมาปะทะ ตีกันเถิงตะลุมบอน ศึกหนักกว่า ทุกครั้งจึงพ่าย
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสดูความคิดมุขมนตรีว่า ทัพหน้าพ่ายดังนี้จะคิดประการใด เสนาบดีมนตรีมุขกราบทูลว่า ขอเชิญเสด็จ ทัพหลวงตั้งมั่นอยู่มั่นอยู่ก่อน แต่งทัพไปตั้งรับหน่วงไว้ ต่อได้ทีแล้วจึงยกทัพหลวงออกทำยุทธหัตถี เห็นจะได้ชัยชนะ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวไม่เห็นด้วย ดำรัสว่า ทัพหน้าแตกฉานมาแล้วและจะแต่งทัพ ออกรับไว้ ก็จะมาปะทะกันเข้าจะพลอยให้แตกเสียอีก ชอบให้ เปิดลงมาทีเดียว ให้ข้าศึกไล่ละเลิงใจเสียกระบวนมา เราจึงยก ทัพใหญ่ยอข้าศึก เห็นจะได้ชัยชะนะโดยง่าย ท้าวพระยามุนตรี ทั้งปวงกราบถวายบังคมพร้อมกัน เห็นโดยพระราชดำริ สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้หมื่นทิพเสนา หมื่นราชมาตย์ เอาม้าเร็วขึ้นไปประกาศแก่นายกองพลทหารทั้งปวง อย่าให้รอรับเลย ให้เปิดลงมาทีเดียว ฝ่ายทัพรามัญเห็นทัพชาวพระนครพ่ายมิได้ตั้งรบ ก็ยิ่งมีใจกำเริบไล่ระส่ำระสายมิได้เป็นกระบวน
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จคอยฤกษ์ ทอดพระเนตร เห็นมหาเมฆตั้งขึ้นมาแต่ทิศพายัพ แล้วกลับเกลื่อนคืนกระจายอันตรธานไป พระสุริยเทวบุตรจรัสแจ่มดวงในนภาดลอากาศ พระมหาราชครูพระครูปโรหิตาจารย์โหราธิบดี ก็ลั่นฆ้องชัยดำเนินธง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จทรงเจ้าพระยาไชยานุภาพเป็นพระคชาธาร สมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบวรราชอนุชา เสด็จทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักร์เป็นพระคชาธาร พลหารก็โห่สนั่นบันลือศัพท์แตรสังข์เสียงประโคมฆ้องกลองชนะกลองศึก สะท้านสะเทื้อนประหนึ่งแผ่นดินจะไหว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ยาตราพระคชาธาร เป็นบาทย่างสะเทินมาเบื้องขวาปะฝ่ายซ้ายข้าศึกเจ้าพระยาไชยานุภาพ เจ้าพระยาปราบไตรจักร์ ได้ยินเสียงพลและเสียงฆ้องกลองศึกอึงคนึง ก็เรียกมันครั่นครื้น กางหูชูหางกิริยาป่วนเดินเป็นบาตรอย่างใหญ่เร็วไปด้วยกำลังน้ำมัน ช้างท้าวพระยามุขมนตรีและโยธาหาญซ้ายขวา หน้าหลังทังนั้นตกลงไปมิทันเสด็จพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ใกล้ทัพหน้าช้าศึก ตรัสทอดพระเนตรเห็นพลพะม่ารามัญ ยกมานั้นเต็มท้องทุ่ง เดินดุจคลื่น ในพระมหาสุมทร ข้าศึกไล่พลชาวพระนครมครั้งนั้น สลับซับซ้อน กันมิได้เป็นกระบวน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ขับพระคชาธารเข้าโจมแทงช้างม้ารี้พล ไล่ส่ายเสยถีบฉัดตะลุมบอน พลพะม่ารามัญล้มตายเกลื่อนกลาด ช้างข้าศึกได้กลิ่นน้ำมันพระคชาธาร ก็หกหันตลบปะกันไปเป็นอลหม่าน พลพะม่ารามัญ ก็โซมยิงธนูหน้าไม้ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และธุมาการก็ตลบมืดเป็นหมอกมัวไปมิได้เห็น กันประจักษ์
พระบาทสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า จึงตรัสประกาศแก่เทพยดาทั้งปวงว่า ให้บังเกิดมาในประยูรมหาเศวตฉัตร จะให้บำรุงพระบวรพุทธศาสนา ไฉนจึงมิช่วยให้สว่างแลเห็นข้าศึกเล่า พอตกพระ โอฐลง พระพายก็พัดควันอันเป็นหมอกมืดนั้นสว่างไป ทอดพระ เนตรเห็นช้างเศวตฉัตร ๑๖ ช้าง มีช้างตั้งช้างกันยืนอยู่เป็นอันมากแต่มิได้เห็นพระมหาอุปราชา ครั้นเหลือบไปฝ่ายทิศขวาพระหัตถ์ ก็เห็นช้างเศวตฉัตรช้างหนึ่ง ยืนอยู่ณ ฉายาไม้ข่อย มีเครื่องสูง และทหารหน้าช้างมาก ก็เข้าพระทัยตระหนักว่าช้างพระมหาอุปราชาพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ขับพระคชาธารตรงเข้าไป ทหารหน้าช้างข้าศึกก็วางปืนจ่ารงค์ทณฑกนกสับตระแบงแก้ว ระดมยิงมิได้ ต้องพระองค์และพระคชาธาร
สมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้า จึงตรัสร้องเรียกด้วยพระสุรเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่เราจะยืนอยู่ในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำ ยุทธหัตถีด้วยกันให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไป ไม่มีกษัตริย์ที่จะได้กระทำยุทธหัตถีแล้วพระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้น ละอายพระทัยมีขัติยราชมานะ ก็บ่ายพระคชาธารออกมารับ เจ้าพระยาไชยานุภาพเห็นช้างข้าศึก ก็ไปด้วยฝีลันน้ำมันมิทันยั้งเสียที พลายพัทกอได้ร่างแบกรุนมา พระมหาอุปราชาจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว สมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้าเบี่ยงพระมาลารับ พระแสงของ้าวมิได้ต้องพระองค์ เจ้าพญาไชยนุภาพสะบัดลงได้ล่างแบกถนัด พลายทัพกอเพลียกเบนไปสมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้าได้ทีจ้วงฟันด้วยพระแสงพลพ่าย ต้องพระ อังษาเบื้องขวา พระมหาอุปราชาตลอดลงมาจนประฉิมมุราประเทศซบลงกับคอช้าง และนายมหานุภาพควาญพระคชาธารพระนเศวรเป็นเจ้านั้นต้องปืนเข้าศึกตาย
ขณะเมื่อสมมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้า ชนช้างด้วยพระมหา อุปราชานั้น เจ้าพระยาปราบไตรจักร์ซึ่งเป็นพระคชาธารสมเด็จ เอกาทศรฐก็เข้าชนด้วยพลายพัดชะเนียงช้างมังจาชะโร เจ้าพญาปราบไตรจักร์ได้ล่าง พลายพัดชะเนียงเสียทีเปนไป สมเด็จ เอกาทศรฐจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว ต้องคอมังจาชะโรขาดตาย กับคอช้าง หมื่นภักดีศวรกลางช้างสมเด็จเอกาทศรฐนั้นต้องปืน ข้าศึกตาย
ขณะเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทำคชสง ครามได้ชัยชนะพระมหาอุปราชาและมังจาชะโรแล้ว บรรดาท้าว พระยามุขมนตรีนายกองซ้ายขวาหน้าหลังทั้งปวง จึงมาทัน เสด็จได้เข้ารบพุ่งแทงฟันข้าศึกเป็นสามารถ และพลพะม่ามอญทั้งนั้นก็แตกกระจัดกระจายไปเพราะพระเดชเดชานุภาพ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวตรัสให้นายทัพนายกองทั้งปวงยกไปตามจับข้าศึกแล้ว เสด็จ คืนยังพลับพลา พระราชทานชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพเป็นเจ้าพญาปราบหงสา บรรดามุขมนตรีนายทัพนายกองซึ่งยกตามข้าศึกนั้น ได้ฆ่าฟันพะม่ามอญโดยทางไปถึงกาญจนบุรี อาศพเกลื่อนไป แต่ตะพังตรุนั้นประมาณ ๒๐,๐๐๐ เศษ จับได้เจ้าเมืองมะลวนและนายทัพนายกองกับไพร่เป็นอันมาก ได้ช้างใหญ่สูง ๖ ศอก ๓๐๐ ช้าง พลายพังระวางเพรียว ๕๐๐ ม้า ๒๐๐๐ เศษ มาถวาย
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้ก่อพระเจดียฐานสวมศพ พระมหาอุราชาไว้ ตำบลตะพังตรุ ขณะนั้นโปรดพระราชทาน ช้างหนึ่งกับหมอและควาญ ให้เจ้าเมืองมะลวนกลับขึ้นไปแจ้งแก่ พระเจ้าหงสาวดี
พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จกลับเข้าพระนคร แล้วดำรัสว่า เจ้ารามราฆพกลางช้างกับขุนศรีคชคงควาญ ซึ่งได้ผะจญข้าศึกจนมีชัยชะนะด้วยพระองค์นั้น ก็ปูนบำเหน็จพระราชทานยศถาศักดิ์เครื่องอุปโภคบริโภค เสื้อผ้าเงินทอง ฝ่าย นายมหานุภาพควาญช้าง หมื่นภักดีศวรกลางช้าง ได้ โดยเสด็จงานพระราชสงครามจนถึงสิ้นชีวิตในท่ามกลางศึกนั้น มีความชอบให้เอาบุตรภรรยามาชุปเลี้ยง พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค เงินทองเสื้อผ้าโดยสมควร เสร็จแล้วมีพระราชดรัสให้ปรึกษาโทษนายทัพ นายกองว่า ข้าศึกยกมาเถิงยกมาเถิงพระนคร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตั้งพระทัยจะรักษาพระบวรพุทธศาสนาและสมณ พราหมณาจารย์อาณาประชาราษฎร มิได้คิดเหนื่อยลำบาก พระองค์ ทรงพระอุตสาหะเสด็จยกพยุหโยธาทัพออกไปรณรงค์ด้วยข้าศึก และนายทัพนายกองกลัวข้าศึกยิ่งกว่าพระราชอาชญา มิได้ โดยเสด็จพระราชดำเนินให้ทัน ละแต่พระคชาธารสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ให้เข้าอยู่ในท่ามกลางข้าศึก จนได้กระทำ ยุทธหัตถีมีชัยแก่พระมหาอุปราชาเสร็จ โทษนายทัพนายกองทั้งนี้ จะเป็นประการใด
พระมหาราชครู พระครูปโรหิตทั้งปวงปรึกษาใส่ด้วยพระอัยการศึก พบพระราชกฤษฎีกาว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราช ดำเนินพระราชสงคราม และเกณฑ์ผู้ใดเข้าในกระบวนทัพแล้ว และมิได้ โดยเสด็จให้ทันขณะยุทธ์ ท่านว่าโทษผู้นั้นเป็นอุกฤษฎ์ ให้ประหารชีวิตเสีย อย่าให้ผู้อื่นดูเยี่ยงอย่าง เอาคำพิพากษา กราบทูล
มีพระราชดำรัสสั่งให้เอาตามลูกขุนปรึกษา แต่ทว่าบัดนี้จวนจาตุทสีปัณณรสีอยู่ ให้เอานายทัพนายกองจำเรือนตรุไว้ก่อน ๓ วันพ้นแล้วจึงให้สำเร็จโทษโดยพระอัยการศึก
ครั้นณวันอาทิตย์เดือนอ้าย แรม ๑๕ ค่ำ สมเด็จพระนพรัตน์ป่าแก้วและพระราชคณะ ๒๕ รูป เข้ามาถวายพระพรถามข่าว ซึ่งเสด็จงานพระราชสงคราม ได้กระทำยุทธหัตถีมีชัยแก่พระมหา อุปราชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็แถลงการซึ่งปราบปัจจามิตร์ให้ ทุกประการ สมเด็จพระนพรัตน์จึงถวายพระพรถามว่าพระราชสมภารมีชัยแก่ช้าศึกอีก เป็นไฉนข้าราชการทั้งปวงจึงต้องราชทัณฑ์เล่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสบอกว่า นายทัพนายกองเหล่านี้อยู่ในกระบวน ทัพโยม มักกลัวข้าศึกมากกว่าโยม ละให้แต่โยมสองคนพี่น้องฝ่า เข้าไปในท่ามกลางศึกจนได้กระทำยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชามีชัยชะนะแล้ว จึงได้เห็นหน้ามัน นี่หากว่าบารมีของโยม หาไม่แผ่นดินจะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุดังนี้โยมจึงให้ลงโทษ โดยพระอัยกาศึก สมเด็จพระนพรัตน์จึงถวายพระพรว่า อามาตมภาพพิเคราะห์ดูข้าราชเหล่านี้ ที่จะไม่รักไม่กลัวพระราชสมภารเจ้านั้น หามิได้ และเหตุทั้งนี้จำเป็นที่จะให้พระเกียรติยศพระราชสมภรเจ้า เป็นมหัศจรรย์ เหมือนสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์เจ้า เมื่อพระองค์ เสด็จเหนืออปราชิตบัลลังก์ใต้ควงพระมหาโพธิ ณเพลาสายัณห์ ครั้งนั้นเทพยุเจ้ามาเฝ้าพร้อมอยู่ทั้งหมื่นจักรวาฬ และพระยาวัสดีมารยกพลาพลเสนามารมาประจญครั้งนั้น ถ้าได้เทพเจ้าเป็นบริวาร และมีชัยแก่พระยามาร ก็หาสู้เป็นมหัศจรรย์นักไม่ นี่ผะเอิญให้หมู่อมรอินทร์พรหมทั้งปวงปลาสนาการหนีไปสิ้น ยังแต่พระองค์เดียวอาจสามารถผะจญพระยามารธิราชกับพลเสนามาร ให้อับปราชัยพ่ายแพ้ได้ จึงสมเด็จพระบรมโลกนาถเจ้าได้พระนามว่า พระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพชุดาญาณเป็นมหัศจรรย์ดาลดิเรก ทั่วอนันตโลกธาตุ เบื้องบนตราบเท้าเถิงภวัคพรหม เบื้องต่ำตลอดเถิงอโธภาคอเวจี เป็นที่สุด ก็เหมือนพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ครั้งนี้ ถ้าเสด็จพร้อมด้วยเสนาคนิกรโยธาทวยหาญมาก และมีชัยแก่ พระมหาอุปราชานั้น หาสู้เป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศปรากฎ ไปในนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งนั้นไม่ พระราชสมภารเจ้าอย่า ทรงปริวิตกโทมน้อยพระทัยเลย อันเหตุที่เป็นนี้เพื่อเทพเจ้าทั้งปวง อันรักษาพระองค์ จักสำแดงเกียรติยศดุจอาตมภาพถวายพระพร เป็นแท้
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงฟังพระนพรัตน์ถวายวิสัชนากว้างขวางออกพระนามสมเด็จพระบรมโมลีโลกครั้งนั้น ระลึกพระคุณาอันยิ่ง ก็ทรงพระปีตีโสมนัสตื้นเต็มพระกมลหฤทัยปราโมทย์ ยกพระกรประณมเหนือพระอุตมางคสิโรดนมัสการออกพระโอฐว่า สาธุ ๆ พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา สมเด็จพระนพรัตน์เห็นว่า พระมหากษัตริย์คลายพระโกรธแล้ว จึงถวายพระพรว่า อาตมภาพพระราชาคณะทังปวงเห็นว่า ข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ผิดหนักหนาอยู่แล้วแต่ทว่าได้ทำราชการมาแต่ครั้งสมเด็จพระบรมราชอัยกาสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง และทำราชการมาใต้ละอองธุลีพระบาทของพระ ราชสมภารเจ้าแต่เดิมมา ดุจพทุธบริษัทสมเด็จพระบรมครูก็เหมือน กัน ขอพระราชทานบิณฑบาตรโทษคนเหล่านี้ไว้สักครั้งหนึ่งเถิด จะได้ทำราชการฉลองพระเดชพระคุณสืบไป
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าขอแล้วโยมก็จะให้แต่ทว่าจะให้ไปตีเมืองตะนาวศรี เมืองทะวาย แก้ตัวก่อน สมเด็จพระพนรัตน์ก็ถวายพระพรว่า การซึ่งจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้น สุดแต่พระราชสมภารเจ้าจะสมเคราะห์ ใช่กิจสมณ แล้วสมเด็จพระนพรัตน์พระราชาคณะทั้งปวงถวายพระพรลาไป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสั่งให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองมุขมนตรีพ้นโทษ พระราชกำหนให้พระยา จักรีถือพล ๕๐,๐๐๐ ไปตีเมืองเมืองตะนาวศรี ให้พระยาพระคลังถือพล ๕๐,๐๐๐ ยกไปตีเมืองทะวาย พระยาจักรี พระยาพรคลัง นายทัพนายกองก็ถวายบังคมลา ยกไปโดยพระราชกำหนด
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัสว่า ซึ่งเราทิ้งเมืองฝ่ายเหนือเสีย เลิกครอบครัวลงมานั้น ก็หาสิ้นทีเดียวไม่ ครั้งนี้ศึกหงสาวดีก็ถอย กำลังลงแล้ว เถิงมาตรว่าจะมีมาก็ไม่เกรง เราจะบำรุงเมืองทั้งนี้ ให้เป็นเกียรติยศไว้ตราบเท่ากัลปาวสาน จึงสั่งให้พระยาชัยบูรณ์ เป็นเจ้าพระยาสนศรีครองเมืองพิษณุโลก ให้พระศรีเสาวราชไปรักษาเมืองสุโขทัย ให้พระองค์ทองไปรักษาเมืองพิชัย ให้หลวงจ่าไป รักษาเมืองสวรรคโลก บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง ก็ให้เจ้า เมืองกรมการแต่งไปเรียกร้องรวบไพร่พล ซึ่งแตกฉานซ่านเซ็น อยู่ป่าดงนั้นทุกหัวเมือง
ฝ่ายเจ้าเมืองมะลวนชาวหงสาวดี ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าจับได้ ให้ปล่อยกลับไปนั้น ก็พบนายทัพนายกองพะม่ามอญซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นโดยด่านโดยทางไป รวบรวมกันได้ก็พากันกลับไป กรุงหงสาวดี เข้าเฝ้ากราบทูลพฤติเหตุซึ่งพระมหาอุปราชาเสียพระ ชนม์ชีพกับคอช้างนั้น ให้ทราบทุกประการ
สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแจ้งดังนั้น ก็เสียพระทัยโทมนัส คิดอาลัยเถิงพระราชบุตร แล้วทรงพระโกรธแก่นายทัพนายกองว่า นเรศร์กับเอกาทศรฐน้องชาย เข้ามารบแต่ ๒ ช้าง เป็นคนกลาง คนควาญช้าง ๖ คนเท่านั้น ทัพเราเถิง ๕๐๐,๐๐๐ เถิงมาตรว่าจะมิถือสาตราวุธเลย จะประหารด้วยก้อนดินแต่คนละก้อน ก็จะ ไม่ควรนามืออีก นี่ละให้เสียราชโอรสแห่งเรา ไหนจะเลี้ยงไปได้ ให้ลงพระราชอาชญาทั้งนายทั้งไพร่แล้วจำใส่เรือนตรุไว้ อยู่ประมาณ ๖-๗ วัน พระเจ้าหงสาวดีทรงพระราชดำริว่า นเรศร์ทำการ ศึกว่องไวหลักแหลมมองอาจนัก จนถึงยุทธหัตถีมีชัยแก่มหาอุปราชาเอกาทศรฐเล่าก็มีชัยแก่มังจาชะโร เห็นพี่น้อง ๒ คนนี้จะมีใจ กำเริบยกมาตีพระนครเราเป็นมั่นคง แต่ทว่าจะคิดเอาเมืองตะนาวศรี เมืองมฤท เมืองทะวาย ก่อน จำจะให้นายทัพนายกองและไพร่ ซึ่งไปเสียทัพมานี้ ให้ยกลงไปรักษาเมืองตะนาวศรี เมืองมฤท เมืองทะวาย ไว้ให้ได้ ศึกจึงจะไม่เถิงกรุงหงสาวดี ครั้นทรง พระดำริแล้วเพลารุ่งเสด็จออก ตรัสสั่งให้ถอดนายทัพนายกองออกจากสังขลิกพันธนาการแล้ว ให้เร่งยกลงไปรักษาเมืองตะนาวศรี เมืองมฤท เมืองทะวาย ไว้ให้ได้ ถ้าเสียเมืองตะนาวศรี เมือง มฤท เมืองทะวาย แก่ข้าศึก จะเอานายทัพนายกองและไพร่ทั้งนี้ ใส่เล้าเผาเสียให้สิ้นทั้งโคตร นายทัพนายกองทั้งปวงกราบถวาย บังคมลายยกกองทัพไปจากกรุงหงสาวดี
ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่แจ้งอิงกิดาการในกรุงเทพพระมหานครขึ้นไปเสร็จสิ้นทุกประการ ก็เกรงพระเดชเดชานุภาพ จึงตรัสแก่แสน ท้าวพระยาลาวทั้งปวง ว่าบัดนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานคร ศรีอยุธยาถึงแก่สวรรคต สมเด็จพระนเรศวรราชราชบุตรได้ครองราชสมบัติ พระมหาอุปราชายกลงมา ได้ทำคชพยุหะถึงแก่พิราลัย กับคอช้าง แล้วทัพกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ก็ยกออกไปตี เมืองมฤท เมืองทะวายอยู่แล้ว อันหมู่ราชปรปักษ์ที่จะเข้าไปรอต่อยุทธ์ด้วยกรุงพระนครศรีอนยุธยานั้น ดุจหนึ่งฝูงมิคชาติอันเข้าไปต่อศักดาเดชด้วยพระยาไกรสรสิงหราช ถ้าจะมิฉะนั้นดุจหนึ่งโลมชาติสกุณปักษาอันเข้าไปรอเปลวเพลิง มีแต่พินาศฉิบหายลงทุกที บัดนี้เล่าพิเคราะห์ดูพระเจ้าหงสาวดี เสียพระมหาอุปราชาบุตร เหมือนหนึ่งพระกรเบื้องขวาขาด สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชา ธิราชเล่า ทรงพระราชกฤษฎาเดชานุภาพยิ่งทวีขึ้น ดุจหนึ่งพระ ทินกรสถิตลอยอยู่เหนืออากาศอันปราศจากเมฆขณะเมื่อเพลาเที่ยงแสงรัสมีมีแต่กล้าขึ้น ที่ไหนกรุงหงสาวดีจะพ้นเงื้อมพระหัตถ์ จำเราจะลงไปอ่อนน้อมถวายราชบรรณาการ พึ่งพระเดชเดชานุภาพจึงจะพ้นภยันตราย แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงได้ฟังราชบัญชาก็มีความยินดี ดุจหนึ่งมัณฑุกชาติ อันพ้นจากปากอสรพิศม์ พระเจ้าเชียงใหม่ จึงให้แต่งลักษณะพระราชสาร ให้นันทะพะยะกับแสนหนังสือ และแสนหลวง จำทูลพระราชสารคุมเครื่องพระราชบรรณาการมาโดยด่าน เมืองตาก พระยากำแพงเพ็ชรก็แต่งหมื่นกรมการ คุมทูตลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา อัครมหาเสนาธิบดีจึงเข้ากราบทูล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จออกณพระที่นั่งมังคลาภิเศก พร้อมด้วยหมู่มุขอุภัยสมุหมนตรีกวรราชปโรหิตา โหราจารย์ เฝ้าพระบาทบงกชมาศดาษดาดังดวงดารากรกรายรอบพระรัชนีกรเทวบุตร จึงดำรัสให้เบิกทูตานุทูตเข้าเฝ้า พระศรีภูริปรีชา อ่านในลักษณะพระราชสารนั้นว่า
พระเจ้าเชียงใหม่ผู้เป็นอาธิปตัยในมลานประเทศ ขอน้อมสิโรดมถวายวันทนประณาม มาแทบพระบวรบาทยุคลสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ด้วยข้าพระบาทแต่ก่อนขัดพระราชอาชญาท่านผู้เป็นอิสสราธิบดีในรามัญประเทศมิให้ จำยกพยุหโยธามากระทำจลาจลแก่กรุงพระมหานครศรีอยุธยาเป็นหลายครั้ง ให้เคืองใต้เบื้องบาทบงกชมาศ ขอพระองค์จงพระมหาการุณยภาพ บัดนี้ ข้าพระบาทจะขอเอาพระราชกฤษฎาเดชาภาพอภินิหารบารมีปกเกษเกล้า ดุจหนึ่งปริมณฑลร่มมหาโพธิ ถ้าพระองค์จะเสด็จยกพยุห โยธาทัพไปแห่งใด จะขออาษาโดยเสด็จงานพระราชสงครามกว่า จะสิ้นกำลังข้าพระองค์ ให้นันทพะยะกับแสนหนังสือ แสนหลวง จำทูลพระราชสารเชิญเครื่องมงคลราชบรรณาการ ลงมาจำเริญ ทางพระราชไมตรี
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟัง ทรงพระโสมนัส จึงมีพระราชปฎิสันถานปราสัยแก่ทูตานุทูต ๓ นัดแล้ว ดำรัสสั่งให้พระราชทานเสื้อผ้าเงินตราแก่ทูตานุทูต โดยฐานนานุกรมแล้ว แต่ง ตอบพระราชสารส่งทูตานุทูตกลับไป
ฝ่ายนันทะพะยะกับแสนหนังสือ แสนหลวง ขึ้นไปเข้าเฝ้า พระเจ้าเชียงใหม่ ทูลราชกิจเสร็จสิ้นทุกประการ พระเจ้าเชียงใหม่ ก็โสมนัส ดุจหนึ่งผู้เดินมาตามสถลรัถยากันดารไกลในเพลาเที่ยง ร้อนกระวนกรวายด้วยแสงภานุมาศกล้า และมีผู้เอาน้ำอันเย็นใส มาโสรจสรงให้เย็นสบาย
ขณะนั้นพอมีหนังสือบอกเจ้าเมืองเชียงแสนมาว่า ชาวด่านเมืองเชียงแสนกับชาวด่านเมืองล้านช้าง ไปตระเวณด่านพบ กันเข้า วิวาทฆ่าฟันกันตาย บัดนี้พระเจ้าล้านช้างแต่งให้พระยา หลวงเมืองแสนเป็นแม่ทัพ พลประมาณ ๗๐๐๐ ยกตีขึ้นมาเถิง เมืองเชียงแสน ได้รบพุ่งกันอยู่แล้ว ขอให้พระเจ้าพื้นบาทหอคำจัดกำลังมาช่วยค้ำเอา พระเจ้าเชียงใหม่ได้ทราบก็ให้กองทัพไปช่วย แล้วแต่งหนังสือบอกลงไปให้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวว่ากองทัพล้านช้างยกลงมาตีเมืองเชียงแสน ขอให้กองทัพกรุง ขึ้นมาช่วย แต่งแล้วสั่งให้พระยาหลวงเมืองแก้ว หมื่นโยธากับ ไพร่ ๒๐ คนถือลงไป ครั้นถึงกรุงพระนครศรีอยุธยา อัครมหา เสนบดีนำหนังสือบอกเข้ากราบบังคมทูล
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสทราบ จึงดำรัสให้พระยาราชฤทธานนท์ ถือพล ๕๐๐๐ สรัพไปด้วยเครื่องสาตรา วุธใฝหญ่น้อย ช้างเครื่อง ๕๐๐ ม้า ๒๐๐ เอาพระรามเดโชซึ่งเป็นชาวเชียงใหม่ขึ้นไปด้วย แล้วจึงดำรัสสั่งพระยาราชฤทธานนท์ว่า ถ้าสำเร็จราชการแล้ว ให้พระรามเดโชอยู่ช่วยราชการพระเจ้า เชียงใหม่ พระยาราชฤทธานนท์กราบถวายบังคมลายกทัพขึ้นไป ณเมืองเชียงใหม่ ครั้นเถิงเข้าเฝ้าพระเจ้าเชียงใหม่ต่างแจ้งราชการ โดยควรแล้ว ก็ยกไปตั้งณเมืองเชียงแสน
ฝ่ายกองทัพล้านช้างแจ้งว่า กองทัพกรุงเทพมหานครยกขึ้น ไป ก็งดการรบไว้ พระยาราชฤทธานนท์กับพระยาหลวงเมืองแสน แม่ทัพล้านช้างเจรจาความเมืองกัน พระยาหลวงเมืองแสนเกรง พระเดชเดชานุภาพก็เลิกทัพกลับไปเมือง
พระยาราชฤทธานนท์ ก็ให้พระรามเดโชอยู่ช่วยราชการ เมืองเชียงแสนโดยพระราชกำหนด พระยาราชฤทธานนท์ก็เลิกทัพ กลับมาเถิงกรุงเทพมหานคร กราบทูลซึ่งได้ไประงับกองทัพล้านช้างกับกองทัพเมืองเชียงแสนเสร็จสิ้นทุกประการ
ฝ่ายทัพพระยาจักรีก็เถิงเมืองตะนาวศรี ทัพพระยาพระคลังเถิงเมืองทะวาย เจ้าเมืองตะนาว เจ้าเมืองทะวาย ก็บอกหนังสือขึ้นไป ณเมืองหงสาวดี ฝ่ายนายทัพกองรามัญ ก็ยกมาเถิงเมือง เมาตะมะ พอเรือถือหนังสือบอกเมืองตะนาวศรี เมืองมฤท เมืองทะวาย ไปเถิงเมืองเมาะตะมะ ว่ากองทัพได้รบพุ่งกันเป็นสามารถและทัพไทยครั้งนี้หักหาญ ชาวเมืองตะนาว เมืองทะวาย รับกลางแปลงมิหยุด บัดนี้ได้แต่รักษาหน้าที่อยู่ และกองทัพ ไทยเข้าล้อมเมืองตะนาวได้ ๙ วัน ล้อมเมืองทะวายได้ ๗ วันแล้ว ขอกองทัพเร่งลงไปช่วยโดยเร็ว เมืองตะนาว เมืองมฤท เมืองทะวาย จึงจะพ้นเงื้อมมือข้าศึก เจ้าเมืองเมาะตะมะบอกข้อราชการขึ้นไปกรุงหงสาวดี
พระเจ้าหงสาวดีแจ้งดังนั้น ก็แต่งให้ข้าหลวงลงไปเร่งกองทัพให้รีบยกไปช่วยให้ทัน
ฝ่ายเมื่อพระยาจักรียกมาเถิงแดนเมืองตะนาวศรี ตีบ้านรายทางกวาดผู้คนได้เป็นอันมาก แล้วก็ยกเข้ามาล้อมเมืองตะนาวศรี ชาวเมืองรบป้องกันเป็นสามารถ ๑๕ วัน พระยาจักรีแต่งทหาร เข้าปล้นเมืองในเพลาตี ๑๑ ทุ่ม พอรุ่งขึ้นเช้าประมาณโมงเศษ ก็เข้าเมืองได้ ฝ่ายกองทัพพระยาพระคลังยกตีแดนเมืองทะวาย ชาวทะวายยกออกมารับ ก็แตกเสียเครื่องสาตราวุธล้มตายเป็น อันมาก พระยาพระคลังก็ยกเข้าไปพักพลตั้งค่ายริมน้ำฟากตะวัน ออกเหนือคลองละห่ามั่นแล้ว ก็ยกข้ามไปล้อมเมืองไว้ อยู่เถิง ๒๐ วัน ทะวายจาเจ้าเมืองทะวายเห็นเหลือกำลังจะรักษาเมืองไว้มิได้ก็แต่งให้เจตองวุ่นกับทกออกไปขอออกเป็นข้าขอบทเสมา ถวาย ดอกไม้เงินทอง
ขณะเมื่อพระยาจักรีได้เมืองตะนาวศรีนั้น คิดว่ากองทัพเมืองหงสาวดี เมืองเมาะตะมะ จะยกทุ่มเทลงมาช่วย จึงจัดให้สลุบ ลูกค้าฝรั่งลำหนึ่ง แขก ๒ ลำ เรือรบ ๑๕๐ ลำ ให้หลวงเทพอรชุนเป็นแม่กองเรือ ถือพล ๑๐,๐๐๐ ยกขึ้นไปเมืองทะวายโดยทางชเล ให้พระยาศรีไสยณรงค์ คุมไพร่ ๑๐,๐๐๐ อยู่รักษาเมืองตะนาวศรี และพระยาจักรีก็ยกพล ๓๐,๐๐๐ ขึ้นไปเมืองทะวายทางบก
ฝ่ายหลวงเทพอรชุนซึ่งเป็นแม่ทัพเรือนั้น ยกขึ้นมาเถิงตำบลบ้านการบ่อแดนเมืองทะวาย พอพบเรือสมิงบากอง สมิงพะตะบะ ยกมาแต่เมืองเมาะตะมะ เรือบรรทุก ๒๐๐ ลำ พลประมาณ ๑๐,๐๐๐ จะลงไปช่วยเมืองตะนาว ได้รบกันแต่เช้าจนเพลาเที่ยง พอคลื่นหนักก็ทอดรอยิงกันอยู่
ฝ่ายพระยาพระคลังได้เมืองทะวายแล้ว คิดว่าพระยาจักรี ตีเมืองตะนาว เมืองมฤท จะได้หรือมิได้ก็ยังไม่รู้ จึงแต่งให้ พระพิชัยสงคราม พระรามกำแหง คุมไพร่ ๕๐๐๐ บรรจุเรือรบ ๑๐๐ ลำยกไปช่วยพระยาจักรี
ขณะเมื่อพระพิชัยสงคราม พระรามคำแหง ยกออกมาพ้นปากน้ำเมืองทะวายไปแล้ว พอได้ยินเสียงปืนรบกัน จึงให้ขุนโจม จัตุรงค์กับเรือรบกองหน้า ๓ ลำลงไปสืบ ขุนโจมจัตุรงค์ก็ไปเถิงหลวงเทพอรชุน แล้วกลับขึ้นมาแจ้งราชการทุกประการ พระพิชัยสงครามพระรามกำแหง แจ้งดังนั้น ก็ตีกระหนาบเข้าไป
ฝ่ายหลวงเทพอรชุนก็ตีกระทบขึ้นมา วางปืนกำปั่นไปต้อง สมิงบากองตาย เรือสมิงพะตะบะแตก จมน้ำตายทั้งนายและไพร่ กองทัพมอญทั้งนั้นแตกกระจัดกระจาย บ้างหนีเข้าฝั่งชักใบกลับไปตายในน้ำและต้องปืนตายเป็นอันมาก ได้เรือบรรทุกเรือรบปืนใหญ่ ปืนน้อยและเครื่องสาตราวุธต่าง ๆ จับได้เป็นประมาณ ๕๐๐ เศษ ก็แจ้งว่ากองทัพบกยกมาช่วยเมืองทะวายด้วย พระพิชัยสงคราม พระ รามคำแหง หลวงเทพอรชุน ก็พาเข้าไปณเมืองทะวาย พอพระยา จักรียกมาเถิง นายกองทัพเรือทั้งสามคนก็เอามอญชะเลยและเรือรบปืนใหญ่ปืนน้อยเครื่องสาตราวุธนั้น เข้าไปให้พระยาจักรี พระยาพระคลัง แล้วแจ้งว่ากองทัพบกยกมาช่วยเมืองทะวาย บัดนี้ข้ามแม่น้ำเมาะตะมะแล้ว
พระยาจักรี พระยาพระคลัง แจ้งนั้น ก็แต่งทัพเป็น ๒ ทัพ ทัพพระยาจักรีเดินทางฟากตะวันออก ทัพพระยาพระคลังเดินทางฟากตะวันตก ไปซุ่มอยู่ทั้งฟากโดยทางทัพมอญจะยกมา
ฝ่ายท้าวพระยารามัญนายทัพนายกองยกมาใกล้เมืองกะลิอ่องมิได้รู้เหตุว่าเมืองตะนาวเมืองทะวายเสียแล้ว ก็แยกทัพกัน เจ้าเมืองมะลวนเดินทางกะลิอ่องมาเสือ ข้ามฟากตะวันออก ทัพเจ้าเมือง กะลิดตองปุเดินทางริมชเลฟากตะวันตก มาเถิงตำบลป่าเหนือบ้าน หวุ่นโพ ทัพไทยซึ่งอยู่ทั้งสองฟาก เห็นทัพพะม่ารามัญยก ถลำลงมาก็ออกโจมตี ทัพมอญมิทันรู้ ก็แตกกระจัดกระจายไป กองทัพไทยทั้งสองฟากจับได้ช้างพลาย ๑๐๐ เศษ ม้า ๑๐๐๐ เศษมอญพม่า ๔๐๐ เศษ เครื่องสาตราวุธเป็นอันมาก ได้นายทัพ นายกอง ๑๑ คน พระยาจักรี พระยาพระคลัง บอกข้อราชการเข้ามาให้กราบทูล
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ดีพระทัย ตรัสให้ตอบออกไปให้พระยาศรีไสยณรงค์อยู่รั้งเมืองตะนาวศรี ให้เอาทะวายจา เจ้าเมืองทะวายเข้ามาเฝ้า พระยาจักรีพระยาพระคลัง จัดแจงบ้านเมืองเสร็จ ก็ให้ยกกลับเข้ามาเถิด
พระยาจักรี พระยาพระคลังแจ้งดังนั้น ก็บอกลงไปเมืองตะนาวตามพระราชบรรหารทุกประการ และให้ทะวาจเป็นเจ้าเมืองทะวาย อยู่ดังเก่า ให้จัดชาวเมืองทะวายเป็นที่ปลัด ชื่อออกพระปลัดผู้หนึ่ง ให้เป็นยกรบัตรชื่อออลังปลังปลัดผู้หนึ่ง เป็ ฯ ที่นาชื่อออละนัดผู้หนึ่ง เป็นที่วังชื่อคงแวง ทัดคงจาเป็นที่เมือง ครั้นตั้งแต่งขุนหมื่นผู้ใหญ่ ผู้น้อย และจัดแจงบ้านเมืองเป็นปกติเสร็จแล้ว ครั้นเดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ พระยาจักรี พระยาพระคลัง ก็พาเอาตัวทะวายจา เจ้าเมืองกับผู้มีชื่อตั้งไว้ ๖ คนนั้นเข้ามาด้วย ขณะนั้นยกกองทัพมาโดย มองสาย เถิงตำบลภูเขาสูงช่องแคบ แดนพระนครศรีอยุธยากับเมืองทะวายต่อกัน หาที่สำคัญมิได้ จึงให้เอาปูนในเต้าแห่งไพร่พลทั้งปวง มาประสมกันเข้าเป็นใบสอ ก่อเป็นพระเจดียฐานสูง ๖ ศอก พอ หุงอาหารสุกสำเร็จแล้ว ยกทัพเข้ามาเถิงกรุงพระนครศรีอยุธยา เข้าเฝ้ากราบทูล
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทราบดังนั้นก็มีความยินดี จึงโปรดให้พระยาจักรี พระยาพระคลัง และนายทัพ นายกองพ้นโทษ และมีพระราชกำหนดให้ประชุมท้าวพระยามุข มนตรีกวีราชปโรหิตจารย์ทุกหมู่ทุกกระทรวง ครั้นเถิงวันพระราชกำหนด สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จออกให้เบิกแขกเมืองทะวายจากับขุนนาง ๖ คนเข้าเฝ้า และพระราชทานเครื่องบริโภคอุปโภค แล้วตรัสพระราชโอวาทโปรดให้ทะวายจากับ ขุนนาง ๖ คนกลับออกไปรักษาเมืองทะวาย
ลุศักราช ๙๔๓ ปีมะเส็งตรีศก (พ.ศ. ๒๑๒๔) สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เมืองตะนาว เมืองมฤท เมืองทะวาย เมืองเชียงใหม่นั้น เป็นของเราอยู่แล้ว เห็นศึกหงสาวดีจะห่างลง จำจะ ยกไปแก้แค้นพระเจ้าละแวกให้ได้ น้ำลงแห้งเท้าช้างเท้าม้า และ จะยกไปได้ ครั้นเถิงณวันเสาร์เดือนยี่ขึ้น ๕ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่ทั้งสองพระองค์ ตรัสให้เตรียมพลณ ทุ่งหันตราสกรรจ์ ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑๕๐๐ ให้พระราช มนูถือพล ๕๐๐๐ เป็นกองหน้า ครั้นศุภวารฤกษ์ดี ก็ยก ทัพหลวงเสด็จไปโดยทางสถลมารค ล่วงด่านพระจาฤกออกไป
ฝ่ายพระเจ้าละแวกแจ้งข่าวว่า ทัพกรุงศรีอยุธยายกออกมา จึงให้พระยาแสนทองฟาคุมพล ๑๐,๐๐๐ ตั้งอยู่ณเมืองโพธิสัตว์ ให้พระยาบวรนายกคุมพล ๑๕,๐๐๐ ไปตั้งรับอยู่ณเมืองบัตบอง ขณะ เมื่อพระยาแสนทองฟา พระยาบวรนายก ไปตั้งนั้น ก็แต่งให้พระยาราชดิงษากับพระยามโนไมตรี เจ้าเมืองมัตบอง คุมพล ๕๐๐๐ ไปตั้งซุ่มอยู่ณบ้านระนำ ตำบลทาษ
ฝ่ายทัพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยกไปข้ามลำน้ำโตนด ก็เข้าบ้านระนำช่องแคบ พระยาราชดิงษาเห็นกองหน้าถลำขึ้นไปก็ โจมตี ทัพพระราชมนูก็แตกลงมาเถิงหน้าช้างพระที่นั่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ให้ก็แยกทัพ ตีกระหนาบขึ้นไป และกองทัพเขมรแตก รี้พลล้มตายลงเป็น อันมาก สมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้าทรงพระพิโรธว่า พระราชมนู เป็นกองหน้า ให้เสียทีแก่ข้าศึกจนปะทะทัพหลวงดังนี้ ผิด ตรัส ให้ลงโทษเถิงสิ้นชีวิต สมเด็จเอกาทศรฐ ผู้เป็นอนุชาธิราช กราบทูลว่า พระราชมนูเป็นนายกองทัพหน้า ปล่อยข้าศึกลง มาปะทะทัพหลวงนั้น โทษเถิงสิ้นชีวิต แต่ทว่าได้โดยเสด็จงาน พระราชสงครามก็มาก ประการหนึ่งศึกก็ยังมีอยู่ ขอพระ ราชทานโทษไว้ ให้ทำราชการแก้ตัวครั้งหนึ่ง สมเด็จพระนเศวร เจ้าเป็นก็บัญชาโทษโดยพระอนุชาธิราช แล้วดำรัสให้พระราชมนู เร่งยกไปตีมัตบองและเมืองโพธิสัตว์ให้แตกฉาน ทัพหลวงเสด็จ ยกตาม
พระราชมนูก็ยกไปตีเมืองมัตบอง และเมืองโพธิสัตว์แตกฉานทั้งสองตำบล และได้ผู้คนเป็นอันมาก และเครื่องสาตราอาวุธ ถวายเป็นอันมาก
ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ยกพยุหยาตราทัพไปเถิงเมืองละแวก ตรัสให้มุขมนตรีนายทัพนายกองเข้าล้อมเมือง แต่ง ทหารเข้าหักค่ายกำแพงเมือง ชาวเมืองรบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ เข้ามิได้ แต่ล้อมเมืองอยู่เถิง ๓ เดือนเศษ จนไพร่พลนายกอง ทัพหลวงขัดสะเบียงอาหาร แต่งให้ออกลาดค้นหาสะเบียงอาหาร ก็มิได้ ข้าวแพงเป็นทะนานละบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เรายกมาครั้งนี้หมายจะได้ข้าวในท้องนาก็หาสมคิดสมคะเน ไม่ ฝ่ายกรุงกัมพูชาธิบดีเล่า ฝนแล้ง ต้นข้าวในท้องนาก็ได้ ฝนน้อย ประการหนึ่งมิได้ มีทัพเรือลำเลียงมาด้วย กองทัพ เราจึงขัดสนสะเบียง เสียทีมิได้เมืองดังนั้นก็ดี แต่พอรู้จักกำลัง ศึกหนักมือเบามืออยู่แล้ว จำเป็นจะถอยทัพเรากลับไปก่อน
ครั้นณวันอังคารเดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เลิกทัพกลับมายังพระนคร ตรัสให้บำรุงช้างม้ารี้พลไว้ปีหน้า จะยกไปเอาเมืองกัมพูชาธิบดีให้ได้
ลุศักราช ๙๔๔ ปีมะเมียจัตวาศก (พ.ศ. ๒๑๒๕) เดือน ๑๒ ข้างแรม พระเจ้าหงสาวดีเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน จึงตรัส ปรึกษาด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวงว่า ในปีมะเส็งนั้นเห็นประหนึ่งทัพพระนเศวรจะมาเถิงกรุงหงสาวดี และสงบอยู่มิได้มานั้น ราชการทางพระนครศรีอยุธยาจะเป็นประการใด ถ้าจะแต่งกองทัพไปตรวจด่าน จะได้ฟังซึ่งกิจาการแห่งเมืองไทยได้ตระหนักด้วย ท้าว พระยามุขมนตรีทั้งปวงเห็นโดยพระบริหาร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็ตรัสให้พระเจ้าแปรถือพล ๕๐๐,๐๐๐ ช้าง ๒๐๐ ม้า ๕๐๐ ยกไปตรวจด่านทาง และให้ฟังกิจคดีศัพท์ทุกประการ ถ้าแผ่นดินพระ นครศรีอยุธยายังเป็นของพระนเรศวรอยู่ ก็อย่าให้ล่วงด่านแดนเข้า ไป แต่หญ้าเส้นหนึ่งก็อย่าได้ทำอันตรายเสีย
ครั้นได้ศุภวารดิถีอุดมฤกษ์ พระเจ้าแปรก็ถวายบังคมลา คุมช้างม้ารี้พลไปตรวจทางตระเวณด่านโดยสถลมารค ครั้นเถิงด่านต่อแดนก็แจ้งว่าแผ่นดินเป็นของพระนเรศวร พระเจ้าแปรมิได้อยู่ใน พระราชบัญญัติพระเจ้าหงสาวดี คิดกำเริบจะเอาความชอบ ก็ยกล่วงด่านแดนเข้ามาตั้งอยู่ณตำบลสังขะลา เจ้าเมืองกาญจนบุรีรู้ข่าว ก็ตรวจตรารักษาค่ายคูประตูหอรบไว้ให้มั่นคง ก็เร่งบอกเข้าไปให้ กราบทูล
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทราบดังนั้น ก็ตรัสว่าจะไปเล่นตรุษเมืองละแวกสิ สงกรานต์ก็ชิงมาก่อนเล่า เราจะยกออกไปเล่นสงกรานต์กับมอญให้สนุกก่อนเถิด แล้วกำหนดให้เกณฑ์ทัพพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑๑๐๐ ให้ตั้ง พิธีโขลนทวาร ตัดไม้ข่มนามตำบลลุมพลี ตั้งทัพชัยทุ่งภูเขาทอง
ครั้นณวันอาทิตย์ เดือนอ้ายขึ้น ๑๓ ค่ำ ได้เพ็ชรฤกษ์อันอุดม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ทรงพลายโจมจักรพาฬเป็นพระคชาธารประดับด้วยคชาภรณ์เครื่องมั่น สมเด็จเอกาทศรฐ ทรงพลายตูร นาษเป็นพระคชาธาร ประดับด้วยเครื่องคชาภรณ์เสร็จ จะยก พยุหแสนยากรทวยหาญโดยกระบวน ให้พระยาศราชเดโช ถือพล ๕๐๐๐ เป็นกองหน้า ยกไปโดยทางเมืองสุพรรณบุรี ครั้นเสด็จเถิงเมืองกาญจนบุรี เสด็จยกประทับแรม จึงมีพระราชบรรหารดำรัสพระมหาเทพ ให้ถือพลประทับ ๕๐๐๐ ไปตั้งซุ่ม อยู่ที่ริมทางทัพพระเจ้าแปรยกมา ถ้าทัพของข้าศึกแตกถอยไป ยกออกโจมตี ซ้ำเติมให้แตกฉานยับเยินจงได้ พระมหาเทพก็ยกไปซุ่มอยู่ตามรับสั่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จยกพยุหยาตราทัพจากเมืองกาญจนบุรีไปเถิงตำบลสังขะลา ก็ให้ตั้งค่ายประชิด แล้ว ก็ให้ทหารขึ้นไปร้องหน้าทัพนั้นว่า อ้ายมอญเหล่านี้หาเกรงพระเดชา นุภาพไม่หรือ ล่วงแดนเข้ามาใย บัดนี้พระกาฬเสด็จมาประหารชีวิตเองทั้งปวงแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็แยกทัพ ขับพระคชาธาร พร้อมด้วยทหารซ้ายหน้าหลัง ก็รุกเข้าโจมตี ฆ่าฟัน ยิงแทงพะม่ามอญแตกฉานล้มตายลงเป็นอันมาก
พระเจ้าแปรเห็นเหลือกำลังจะต่อต้านทานมิได้ก็รุดหนี ทหารกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาก็ยกตามไป
ฝ่ายทัพพระมหาเทพซึ่ งไปซุ่มอยู่นั้น เห็นได้ทีก็ออกโจมตีแทงฟันข้าศึกตายและลำบากเกลื่อนกลาดไปตามชายป่าชายดง จนเถิงพระเจดีย์สามองค์ ก็จับได้พะม่ามอญและช้างม้าเครี่องสาตราวุธ มาถวายเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เลิกทัพกลับเข้าพระนคร
ครั้นวันพฤหัสบดี เดือน ๓ ขึ้น ๖ ค่ำ ก็ปูนบำเหน็จมุขมตรีนายทัพนายกองทั้งปวงโดยสมควร แล้วมีพระราชบริหารสั่งพระยา นครนายก พระยาปราจิน พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทรา พระสระบุรี ๔ หัวเมือง ให้พระยานครนายกเป็นแม่กองใหญ่ คุมพล ๑๐,๐๐๐ ออกไปตั้งค่ายขุดปลูกยุ้งฉางถ่ายน้ำลำเลียงไว้ตำบลท้ายน้ำ รักษา ไว้ให้มั่นคง อย่าให้เสียทีแก่ข้าศึกได้ ฝ่ายพระยานครนายก พระยาประจิม พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทรา พระสระบุรี ก็กราบถวายบังคมลาแล้วก็ไปกระทำตามพระราชบัญชาสั่งทุกประการ
ฝ่ายพระเจ้าแปร เมื่อแตกทัพหนีมาเถิงเมืองหงสาวดี เหลือ รี้พลช้างม้าประมาณกึ่งหนึ่ง พระเจ้าหงสาวดีทรงพระพิโรธตรัสว่า พระเจ้าแปรนี้ล่วงพระบริหาร ให้เสียรี้พลช้างม้าดังนี้ ให้ประหารชีวิตเสีย ท้าวพระยามุขอำมาตย์กราบบังคมทูลขอชีวิตไว้ พระเจ้า หงสาวดีก็โปรดพระราชทานชีวิต แต่ให้ถอดออกเสียจากที่ยศถา นาศักดิ์แห่งตน
ลุศักราช ๙๔๕ ปีมะแมเบญจศก[3] (พ.ศ. ๒๑๒๖) สมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้า ครั้นเสร็จการพระราชทานพิธีอาสวยุชแล้ว มีพระราช บริหารสั่งให้เกณฑ์ทัพเตรียมไว้ และพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑๕๐๐ กำหนดเดือนไว้จะยกไปกรุงกัมพูชาธิบดีให้เกณฑ์ทัพเมืองนครราชสีมา ๑๐๐๐ ยกตีลงมาทางตะพานแสง ไปเอาเมืองเสียมราบ ตีฟากตะวันออกตั้งตะโพงสวาย และให้ เกณฑ์ทัพเรือเมืองปากใต้ ๒๕๐ ลำ ให้พระยา เพ็ชรบุรีเป็นแม่ทัพเกณฑ์เรือลำเลียงเมืองนคร เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไชยา ๒๐๐ ลำ บรรทุกข้าวลำเลียงให้ได้ ๒๐๐๐ เกวียน ทั้งทัพเรือ และทัพลำเลียงเป็นคน ๒๐,๐๐๐ สรัพไปด้วยเครื่องสาตราวุธ ปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิว ให้ไปตีเอาเมืองปาสักทัพหนึ่ง ให้ กองทัพอาษาจามและกองทัพเมืองจันทบูร คุมเรือรบ ๑๕๐ ลำ พลรบพลแจว ๑๐,๐๐๐ สรัพไปด้วยเครื่องสาตราอาวุธปืนใหญ่น้อยกระสุนดินประสิว ให้พระยาราชวังสันเป็นแม่ทัพ ตีไปทางปากน้ำพุทไธมาศ แล้วให้ทัพบกทัพเรือหัวเมืองทั้งนี้กำหนดเดือนไว้ ขึ้น ๕ ค่ำให้ยกพร้อมวันทัพหลวงเสด็จ ท้าวพระยาพระหลวงหัวเมืองก็จัดแจงทัพบกทัพเรือไว้โดยพระราชกำหนด
ครั้นณวันศุกร เดือนอ้าย ขึ้นค่ำหนึ่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวดำรัสให้ไปตั้งพิธีชุมพลตำบลทุ่งหันตรา
เถิงณวันอังคาร เดือนอ้าย ขึ้น ๕ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องอาภรณ์วิจิตรอลังกาประดับสำหรับพิชัยยุทธ์เสร็จ ครั้นได้เพ็ชรฤกษ์มงคล อันประเสริฐ พระโหราลั่นฆ้องชัย ชีพ่อพราหมณ์ถวายเสียงสังข์สมเด็จพระนเศวรบรมเชษฐาธิราชเจ้า ทรงพระยาไชยานุภาพเป็น พระคชาธาร สมเด็จเอกาทศรฐ ทรงพระยาปราบไตรจักรเป็น พระคชาธาร เข้าโขลนทวาร พระสังฆราชพนรัตน์ ประน้ำพระ พุทธมนต์ พระยานนท์ตัดไม้ข่มนามโดยสาตร พร้อมด้วยเสนามาตย์ นิกรทวยหาญแห่แหนโดยกระบวนพยุหยาตราเป็นขนัด แซงเอกฉัตร ชุมซ้ายขวา วาลวิชนีบังพระสุริยาการ์ โกลาหล ศัพทสำเนียง แตรสังข์ฆ้องกลองอึงอลวนเสร็จ เสด็จกรีธาพลเดินโดยสถลมารค ทางด่านพระจาฤก ประทับแรมไปตามระยะก็เถิงตำบลค่ายทำนบ
ฝ่ายพระยานครนายก พระยาปราจิน พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทรา พระสระบุรี ผู้อยู่รักษาค่ายฉางข้าว จึงมาเฝ้าทูลข้อราชการและจำนวนข้าวเสร็จสิ้นทุกประการ จึงดำรัสให้พระสระบุรีคุมพล ๑๐๐๐ อยู่รักษาค่ายฉางข้าว แล้วให้แต่งกองทัพออกไปลาดตระเวณฟังราชการให้เถิงทัพหลวง แต่พระยาปราจิน พระวิเศษ กับพล ๙๐๐๐ ยกไป เข้ากระบวนด้วยทัพหลวงนั้น ตั้งตำบลพะเนียดทางรวมที่จะไปเมือง มัตบอง และเมืองนครเสียมราบ จึงมีพระราชหารให้พระราชมนู เป็นแม่กองหน้า คุมพล ๒๕,๐๐๐ ยกไปแก้ตัว ตีเอาเมืองมัตบองและโพะสัตว์ พระราชมนูและนายทัพนายกองทั้งปวงกราบถวาย บังคมลาแล้ว ก็ยกไปตามพระราชกำหนด ครั้นรุ่งขึ้นวันหนึ่ง กองทัพหลวงก็เสด็จยกพยุโยธาทหารตามไป
ฝ่ายพระเจ้าละแวก ขณะเมื่อเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ แต่งคนให้มาสอดแนมเอาข้อราชการ ได้เนื้อความว่า กรุงนครศรีอยุธยา น้ำแห้งเท้าช้างม้าแล้ว จะยกทัพบกทัพเรือออกมาตีกรุงตีกรุงกัมพูชา ธิบดี จึงให้จัดแจงแต่งการป้องกันรักษาพระนครเป็นสามารถ ฝ่าย ชาวเมืองรายทางให้ทำค่ายหอรบที่ปรักหักพังนั้น ให้ซ่อมแปลง ขึ้นใหม่ให้มั่นคงทุก ๆ เมือง และเมืองมัตบองนั้น มีพลทหารรักษา ๑๐,๐๐๐ ให้พระยามโนไมตรีเป็นแม่ทัพ เมืองโพธิสัตว์ พระยา สวรรคโลก เจ้าเมืองเป็นแม่ทัพ ถือพล ๒๐,๐๐๐ แล้วให้พระศรีสุพรรณมาธิราชผู้เป็นอนุชา ถือพล ๓๐,๐๐๐ ออกมาตั้งรับอยู่ณเมืองโพธิสัตว์มัตบองมิได้ขาด ทางเรือนั้น แต่งกองทัพเป็น ๒ ทัพ ให้พระยาวงศาธิราช คุมเรือกุไลแงซาย ๑๕๐ ลำ พลรบพลแจว ๑๐,๐๐๐ สรัพไปด้วยเครื่องสาตราวุธปืนใหญ่น้อย กระสุนดินประสิวแล้วส่งไปรักษาเมืองปาสัก ให้พระยาภิมุขวงศา คุมเรือกุไลแงซาย ๑๕๐ ลำ พลรบพลแจว ๑๐,๐๐๐ สรัพไปด้วยเครื่องสาตราวุธปืนใหญ่น้อย กระสุนดินประสิวพร้อม ให้ลงไปรักษาเมือง จตุมุขปากกระสัง ซึ่งกองทัพเรือข้าศึกะมายกมาทางพุทไธมาศนั้น ให้พระยาจีนจันตุยกเอาพลเมืองสำโรงทอง เมืองเชิงกระสม เมือง กะปอด กะโพงสม เป็นคน ๕๐,๐๐๐ ให้ไปรักษาเมืองปากน้ำ พุทไธมาศ แลซึ่งฝ่ายกองทัพบกนั้น พระราชมนูยกข้ามลำน้ำโตนด ไปใกล้ตำบลลำพัดชายป่าระนำ ที่เขมรเคยซุ่มทัพแต่ก่อน ก็จัดพลพร้อมเสร็จเป็นทัพตี ส่วนพระราชมนูขี่ช้างพลายจู่โจมทัพ มีทหาร ๓๐๐ ถือหอกเดินหน้าช้าง ครั้นถึงป่าระนามก็มิได้เห็นกองทัพเขมรแล้วก็ยกล่วงเข้าไป
ฝ่ายพระมโนไมตรีซึ่งรักษาเมืองมัตบองแจ้งว่า กองทัพ ไทยยกมา จึงปรึกษาแก่นายทัพกองทั้งปวง ว่าพระนเรศวรเป็น เจ้าเสด็จยกมาครั้งนั้นเป็นทัพรุก รี้พลก็น้อย ประการหนึ่งข้าว ในท้องนาเราก็เสีย ข้าศึกหาได้เป็นกำลังไม่ จึงเลิกทัพกลับไป ครั้งนี้เห็นเป็นเถือกเถาใหญ่หลวงนัก รี้พลช้างม้าก็มาก แล้วก็ตั้ง ยุ้งฉางถ่ายลำเลียงรายทางออกมา ซึ่งเราจะรับปะทะหน้าศึกเหมือนครั้งก่อนนั้นไม่ได้ จะรักษาเมืองให้มั่นไว้ดูกำลังข้าศึกก่อน ถ้าเห็น หนักเหลือกำลังบอกขอทัพมาช่วย นายทัพนายกองทั้งนั้นก็เห็น ด้วยพระยามโนไมตรี จึงให้ตรวจหน้าที่เชิงเทินตระเตรียมสาตราวุธซ่อมแซมขวากหนามให้แน่นหนา แล้วให้ทำสะพานเรือกข้าม แม่น้ำ ๓ สะพานต่อหัวเมือง กลางเมือง ท้ายเมือง และตั้งค่ายกระหนาบต้นสะพานข้างละ ๒ ค่าย ให้รักษาค่าย ๆ ละ ๕๐๐ แล้วแต่งให้หมื่นศรีสะเหน็จ คุมกองตระเวนและม้าออกไปนั่งทางคอย เหตุ ถ้าศึกยกมาให้ปืนเป็นสำคัญ
ฝ่ายทัพหน้า พระราชมนูยกเดินมา แต่งเป็นกองเสือป่า แมวเซา สามพวก เจ็ดพวก เล็ดลอดมราก่อน ยังทางประมาณ ๑๐๐ เส้นจะถึงเมืองมัตบอง พบเขมรกองได้รบยิงกัน จับได้ ๓ คน ส่งไปให้พระราชมนูถามแจ้งความเสร็จแล้ว ก็ตบมือ หัวร่อ จึงว่าซึ่งพระยามโนไมตรีเจ้าเมืองมัตบอง คิดรับเรากับเมือง ไม่ออกมารับเอากลางแปลงนั้น สำคัญว่ามั่นอยู่แล้วหรือ เห็นหา มั่นรับเราได้สักนาฬิกาหนึ่งไม่ อุปมาเหมือนนุ่นและสำลี ไหนเลย จะทานกำลังมหาวาตพายุใหญ่ได้ ว่าเท่าดังนั้นแล้วก็นัดนายทัพ นายกอง ให้ยกเข้าตัมัตบองให้ได้แต่ในเพลานี้ ฝ่ายนายทัพ นายกองพร้อมกัน ยกเข้าตีค่ายซึ่งกันรับต้นสะพานทั้งหกค่าย ได้ เขมรซึ่งแตกออกจากค่ายนั้น บ้างวิ่งมาน้ำ บ้างข้ามสะพาน เข้าประตู ค่ายเมืองคั่งกัน พระราชมนูเห็นดังนั้น ก็ขับทหารไล่ไป ตามสะพาน แทงฟันเขมรล้มตายในน้ำบนบกเป็นอันมาก หักเข้า เมืองได้จุดไฟเผาเมืองขึ้น ครอบครัวชาวเมืองแตกตื่นอึงออกไปจาก ค่ายได้บ้าง จับได้พระยามโนตรี ครอบครัว ช้างพลายพัง ๒๐ ช้าง ม้า ๕๐ ปืนใหญ่น้อย เครื่องสตราวุธเป็นอันมาก
พอทัพหลวงเสด็จเถิงตั้งตำบลปราสาทเอก พระราชมนูก็คุมตัวพระยามโนตรี มาถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ถามพระยามโนไมตรี ให้การกราบทูลว่า พระเจ้าละแวกให้พระศรีสุพรรณมาธิราช ผู้เป็นพระอนุชา ถือพล ๓๐๐๐๐ ตั้งรับอยู่เมืองบริบูรณ์ตำบลหนึ่ง ให้พระยาสวรรคโลก เจ้าเมืองโพธิสัตว์ ถือพล ๒๐๐๐๐ ตั้งรับอยู่ ณเมืองโพธิสัตว์ตำบลหนึ่ง ฝ่ายกองทัพไปรับอยู่ทางเรือนั้น ให้ การกราบทูลเสร็จสิ้นทุกประการ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงตรัสถามว่า ถ้าและเมืองโพธิสัตว์และเมืองบริบูรณ์ ๒ ตำบลนี้แตกแล้ว เห็นกรุงกัมพูชาธิบดีจะเสีย หรือไม่ พระยามโนไมตรีให้การกราบทูลว่า ซึ่งเมืองจะเสียมิเสียนั้น จะกราบทูลเกรงจะเป็นเท็จ สุดแต่พระราชดำริการเป็นต้น แต่ข้า พระเจ้าเห็นว่า ซึ่งกองทัพรับอยู่ ๒ ตำบลนี้ อุกหมาเหมือนหน้าสำเภากรุงกัมพูชาธิบดีเป็นท้ายสำเภา ถ้าหน้าสำเภาต้องคลื่นและพายุ ใหญ่ แตกหักชำรุดรั่วอับปางลงแล้ว และท้ายสำเภาจะรักษาไว้นั้น เป็นอันยากนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ได้ทรงฟังดังนั้น แย้มพระโอฐแล้วตรัสว่า พระยาเขมรคนนี้พูดจาหลัก แหลมให้เอาไว้ใช้ ตรัสเท่านั้นแล้ว สั่งพระยานครนายกให้ คุมพล ๓๐๐๐๐ อยู่รักษาเมืองมัตบอง เกลี่ยกล่อมเขมรเกี่ยวข้าว เก็บข้าวในท้องนา ใส่ยุ้งฉางไว้ ให้ได้จงมาก
ขณะเมื่อเมืองมัตบองแตกดังนั้น พอคนเร็วม้าใช้เขมรเมืองโพธิสัตว์ ออกมาฟังราชการ มาเถิงบ้านละลวด พอพบตะละพาด พระยาพระเขมร นายหมวดนายกอง และไพร่กองทัพเมืองมัตบอง แตกเข้ามา ก็พากันกลับไปเมืองโพธิสัตว์ แจ้งแก่พระยาสวรรคโลกทุกประการ พระยาสวรรคโลกแจ้งดังนั้น ก็บอกหนังสือส่งตัวพระยาเขมรทั้งปวงเข้าไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี แล้วจึงปรึกษานายทัพ นายกองว่า พระยามโนไมตรีมิได้แต่งทัพออกรับที่กล้า และกองซุ่มกองโจรดูกำลังก่อน ละให้ศึกเข้ามาจนเถิงเมือง จนเสียครอบครัว ยับเยิน ข้าศึกก็มีน้ำใจกำเริบหนักขึ้น จะเอาเป็นอย่างมิได้ เราจะยกออกไปกลางทาง นายทัพนายกองก็เห็นด้วย พระยาสวรรคโลก ก็ให้ผ่อนครอบครัวออกเสียจากเมือง แล้วยกออกไปตั้งรับลำน้ำลงกุบเอาน้ำไว้หลัง หมายจะมิให้ข้าศึกอาศัยไว้ จึงแต่งเป็นกองโจร ๖ กอง ๆ ละ ๕๐๐ แล้วสั่งว่าได้ทีจึงทำ ถ้ามิได้ทีให้เลิกเข้าป่า ถ้าเห็นศึกหนักเหลือกำลังให้ลาดเข้ามาเราจึงจะยกออกช่วย กองโจร ก็ไปทำตามพระยาสวรรคโลกสั่ง
ฝ่ายพระราชมนู ครั้นพระยานครนายกอยู่รักษาเมืองมัตบองแล้ว ก็กราบทูลถวายบังคมยกเข้าไปเมืองโพธิสัตว์ กองทัพหลวง ก็เสด็จตามเข้าไป ทัพหน้าพระราชมนูยกเข้าไปเถิงตำบลหนองจอกฝ่ายเขมรกองโจรก็รับ ทัพหน้าก็ตีแตก แต่เขมรรับรายทางเข้าไป เข้าไปหาทัพใหญ่ พระราชมน ก็ยกทหารหนุนเนื่องกันเข้าไป
ฝ่ายพระยาสวรรคโลกได้ยินเสียงปืนรบสักครู่หนึ่ง พอเห็นเขมรแตกทัพไทยไล่ติดเข้ามา พระยาสวรรคโลกให้ตีฆ้องกลองสัญญา โยกธง ยกทหารออกไปรับ ได้รบกันกับทัพหน้าพระราชมนูจนเถิงตะลุมบอนฟันแทง พระราชมนูเห็นดังนั้น ก็ทบทหารแผ่ออกตี ประดาเข้าไป ทัพเขมรก็ไม่อยู่ ก็แตกส้มตายป่วยเจ็บเป็นอันมาก พระยาสวรรคโลกขึ้นช้างข้ามน้ำหนีไปได้ ทัพไทยได้ช้างพลายพัง ๕๐ ช้าง ม้า ๑๐๐ กับเครื่องสาตราวุธ จับได้เขมรเป็นอันมาก และยกตามเข้าไปได้เมืองโพธิสัตว์ ก็บอกลงไปเถิงทัพหลวง
สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า เสด็จพระราชดำเนินยกเข้ามาตั้งเมืองโพธิสัตว์ ฝ่ายพระราชมนู นายทัพนายกองเข้ามาเฝ้าพระบาท ยุคล ทูลถวายช้างม้าเครื่องสาตราวุธแลเขมรชะเลยทั้งปวง สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการสั่งให้พระยาปราจินกับพล ๓๐๐๐ ตั้งอยู่เก็บรวมสะเบียงอาหารณเมืองโพธิสัตว์ แล้วตรัสปรึกษาราชการแก่สมเด็จพระอนุชาธิราช ว่าเมืองโพธิสัตว์มัตบองเราก็ได้ แล้ว แต่เมืองบริบูรณ์นั้น พระเจ้าละแวกให้น้องออกมาตั้งรับ รี้พลก็มาก เห็นจะพร้อม ๓ ประการ ทั้งอาชญาก็จะกล้า ทหารก็จะแข็งมือเครื่องสาตราวุธก็จะพร้อม ถึงกระนั้นก็ดี อุปมาเหมือนหนึ่งพญานาคราช เถิงแม้นมาตรมรเดชานุภาพมากก็ดี หรือจะอาจมาทานกำลังพระยาครุฑได้ เราจะหักเอาให้ได้ในพริบตาเดียว ตรัสเท่าดัง นั้นแล้วส่งให้ทัพหน้าเร่งยกล่วงเข้าไป อย่าให้พลทหารคั่งกัน
ครั้นเพลาตี ๓ ยาม ได้เพ็ชรฤกษ์พระจันทร์ทรงกลดส่องสว่างสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงเครื่องสำหรับพิชัยยุทธ์เสร็จ ก็เสด็จยกพยุหโธาทัพจากเมืองโพธิสัตว์ ฝ่ายพระยาสวรรคโลก นายทัพนายกองซึ่งแตกมานั้น ก็ไปเถิงเมืองบริบูรณ์ เข้าเฝ้าพระศรีสุพรรณมาธิราช ทูลแจ้งข้อราชการซึ่งได้รบแก่ข้าศึกทุกสิ่ง ทุกประการ พระศรีสุพรรณมาธิราชได้แจ้งดังนั้นก็ตกพระทัย จึงแต่งกองตระเวณเป็นเสือป่าผลัดเปลี่ยนกัน ออกไปลาดคอยดูข้าศึกทั้งหลายให้จุดเผาข้าวต้นในท้องนาเสียแล้ว บอกข้อราชการเข้าไปรกรุง กัมพูชาธิบดี
ฝ่ายพระเจ้าละแวกแจ้งว่า เมืองโพธิสัตว์มัตบองเสียแก่ข้าศึกแล้ว ก็เสียพระทัย จึงให้พระยานเรศวรคุมพล ๑๐,๐๐๐ ยกไปช่วยเมืองบริบูรณ์นั้น
ฝ่ายสมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้า เสด็จพยุหยาตราทัพรอนแรมตามทางมา ๓ คืน ก็เชิงชายป่าทุ่งหน้าเมืองบิรบูรณ์ กองหน้าพบเขมรกองตระเวณเข้า ได้รบยิงกัน เขมรแตกวิ่งเข้าเมือง พระศรีสุพรรณมาธิราชแจ้งดังนั้น ก็ตรัสว่าศึกไทยได้ ทียกเข้ามา ครั้นจะ แต่งกองทัพออกรับ เกลือรับมิอยู่ทหารก็เสียใจ ประการหนึ่งศึก ก็ยังมั่น ชุมกันอยู่ ต่อเมื่อใดแผ่บางออกแล้วเราจึงจะยกออกตีทีเดียว ให้แต่ตรวจตรารักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคง อย่าให้ข้าศึกเข้าแหก หักเอาได้ ตรัสเท่าดังนั้นแล้วก็มิได้แต่งออกรับ
ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า เห็นทัพเขมรมิได้ยกออกมารบพระองค์ได้ยังทัพ จึงมีพระราชบริหารกำหนดให้นายทัพนายกองเข้าล้อมเมืองรบหักเอาให้ได้ในเพลานี้
ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวง ก็แบ่งปันกันเป็นหน้าด่าน ยกล้อมโอบรบเข้าไป ฝ่ายเขมรก็รบก็รบยิงธนูหน้าไม้ปืนไฟออกมาเป็นสามารถ กองทัพไทยก็มิได้ถอย ขุดคูมุดดินเป็นสนามเพลาะบังตัวรุกเข้าไป พอเพลาพลบค่ำก็ประจบกัน ที่ชิดก็เข้าถอนขวากหนาม ปีนค่าย ยื้อค่ายฟันค่าย จนเถิงได้ฟันแทงกัน
ฝ่ายพระศรีสุพรรณมาธิราชเห็นศึกหนักเหลือกำลังจะรับมิอยู่ขึ้นช้างพระที่นั่งได้ทหาร ๑๐,๐๐๐ ก็แหกออกไป ทัพไทยก็เข้าเมือง ได้ ไล่ฟันแทงเขมรเจ็บป่วยล้มตาย กองทัพเขมรก็หนีระบาดกัน ออกทุกหน้าที่ กองทัพไทยจับได้พระยาเสนาธิบดี เจ้าเมืองบริบูรณ์หลวง ขุน หมื่น ไพร่เขมร ปืนใหญ่น้อยเครื่องสาตราวุธเป็นอันมาก ได้ช้างพลายพังใหญ่น้อย ๗๕ ช้าง ม้า ๒๐๐ เศษ
ฝ่ายพระศรีสุพรรณมาธิราช แหกออกจากค่ายได้ ยังพลรีบเดินในเพลากลางคืน เถิงตำบลบ้านผงรอ พบทัพพระยาราชนเศวร ซึ่งพระเจ้าละแวกให้ออกมาช่วย ก็พากันถอยเข้าเมือง ขึ้นเฝ้าแจ้ง ราชการแก่พระเจ้าละแวกทุกประการ พระเจ้าละแวกได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระโกธร ตรัสคาดโทษพระศรีสุพรรณมาธิราช และนายทัพ นายกองแล้ว จึงให้ตรวจตราป้อมค่ายผู้รักษาหน้าที่เชิงเทินหอรบ ชั้นนอก ซ่อมแปลงขวากหนาม เอาปืนใหญ่น้อยขึ้นใส่ป้อมและ ประตูเมือง หน้าที่นั้นห่าง ๑๐ วาไว้ ปืนหลักแก้วบอกหนึ่ง ถัดเชิงเทินเข้ามาไว้กองหนุนกองละ ๓๐๐ ห่างกันกัน ๓ เส้น เชิงเทินชั้นกลางนั้นไว้กองขัน ๔ กอง ๆ ละ ๓๐๐๐ ให้พระศรีสุพรรณมาธิราชเป็นอนุชาอยู่ด้านเหนือ พระราชบุตรอยู่ใต้ เจ้าฟ้าทะละอยู่ด้าน ตะวันออก พระยาราชนเรศรอยู่ด้านตะวันตก เชิงเทินชั้นในไว้กองใหญ่ ๔ กอง ๆ ละ ๕๐๐๐ ในกรบวนทัพหลวง แล้วแต่งหนังสือ ให้พระยามนตรีเสนหาถือไปเมืองญวน ขอกองทัพมาช่วย
ครั้นเพลาอุษาโยค พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จออก พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ราชปโรหิตนายทัพนายกองกราบถวายบังคมเฝ้าบาทยุคลเกลื่อนกลาด พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงสั่งให้คุมเอาตัวพระยาเสนาธิบดี พระ หลวง ขุน หมื่น นายทัพนายกองทั้งปวง ก็ให้กราบทูลเสร็จสิ้นทุกประการ จึงมี พระราชดำรัสให้พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทรา เป็นพระยาวิเศษ ให้เป็นนายกองทัพ คุมพล ๓๐๐ ตั้งอยู่ณเมืองบริบูรณ์ ปลูกยุ้งฉาง รวบรวมสะเบียงอาหารไว้เสร็จแล้ว เสด็จพระราชดำเนินยกพยุหยาตราทัพโดยลำดับ ประมาณดิถี ๒ คืนก็เถิงกรุงกัมพูชาประเทศ ทัพหลวงตั้งค่ายมั่นใกล้เมืองทางประมาณ ๗๐ เส้น ตรัสให้นายทัพนายกอง ตั้งค่ายล้อมประชิดเมือง ให้พระราชมนูอยู่ด้านตะวันตก พระยา ศรีราชเดโชด้านใต้ พระยาท้ายน้ำอยู่ด้านตะวันออก พระยามหา โยธาอยู่ด้านเหนือ
ขณะเมื่อทัพหลวงตีค่ายรายทางเข้ามาเถิงเมืองโพธิสัตว์นั้น กอง ทัพพระยาราชวังสันเข้าตีได้เมืองพุทไธมาศ พระยาจีนจันตุแม่ทัพเขมรตายในที่รบ และยกเข้ามาณปากกระสังได้รบกับกองทัพเรือพระยาวงศาธิราช
ฝ่ายกองทัพพระยาเพ็ชรบุรีเข้าตีเมืองปาสักได้รบกับกองทัพเรือพระยาวงศาธิราช กองทัพเขมรแตก เขมรจมน้ำตายเป็นอันมาก พระยาวงศาธิราชก็ต้องปืนใหญ่ตาย กองทัพใหญ่ได้เมืองปาสักกับสำเภาจีนลูกค้า ๑๕ ลำ สลุบฝรั่ง ๒ ลำ เรือรบเรือไล่ปืนใหญ่น้อยเครื่องสาตราเป็นอันมาก พระยาเพ็ชรบุรีก็ยกรุดตามขึ้นเถิงปากกระสัง เห็นกองทัพพระยาวังสันกับเขมรยังรบกันอยู่ พระยาเพ็ชรบุรีก็ยกตีกระหนาบเข้าไป กองทัพเขมรทานมิได้ก็แตก พระยาราชวังสันกับ พระยาเพ็ชรบุรี ๒ ทัพบรรจบกันเจ้า ก็รีบยกขึ้นตีได้เมืองจัตุรมุข แล้วยกขึ้นไปบรรจบกองทัพหลวงณเมืองละแวก
ฝ่ายกองทัพพระยานครราชสีมา ซึ่งตีเมืองนครเสียมราบฟากทะเลสาปตะวันออก ก็ยกมาตั้งค่ายมั่นกะพงสวาย พร้อมกันกับ กองทัพเรือพระยาเพ็ชรบุรี พระยาราชวังสัน พระยานครราชสีมา พระยาพระหลวง หัวเมือง นายกองทั้งปวงก็พากันขึ้นไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวณค่ายเมืองละแวก กราบทูลซึ่งได้รบรายทาง และได้สำเภาจีน และสลุบฝรั่ง เครื่องสาตราวุธปืนใหญ่น้อย เสร็จสิ้น ทุกประการ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระโสมนัส จึงดำริการที่จะเข้าหักค่ายเมือง แล้วจึงมีพระราชโองการสั่งนายทัพ นายกองค่ายล้อมทั้งปวงให้เร่งเดินค่ายประชิดเข้าไปให้ใกล้ ห่างเมืองแต่เส้นหนึ่ง ๓๐ วา ให้ตั้งป้อมพูนดินทั้งสี่มุม มุมละ ๒ ด้าน เอา ปืนใหญ่ทัพเรือขึ้นยิงกวาดตามเชิงเทิน บรรดาประตูเมืองนั้น ก็ให้ตั้งป้อมเอาปืนใหญ่ขึ้นยิงด้วย หน้าที่ผู้ใดทหารบางอยู่นั้น ให้ กองทัพเรือกองทัพเมืองนครราชสีมา ยกมาบรรจบเร่งทำการให้แล้วพร้อมแต่ใน ๓ วัน ถ้าผู้ใดมิแล้วตามกำหนด จะตัดศีร์ษะเสีย
ฝ่ายนายทัพนายกองกลัวพระราชอาญา กราบถวายบังคมแล้ว ก็เร่งทำตามพระราชบัญชาทั้งกลางวันกลางคืน พระบาทสมเด็จพระพุทะเจ้าอยู่หัว จึงให้แต่งเป็นหนังสือว่า
หนังสือเราผู้เป็นนายกพลากรทหารทัพหน้า อันเป็นสวามีประวาสบาทมุลิกากร บวรรัตนามาศ ดุจหนึ่งจักรแก้วอันอยู่ในใต้ เบื้องบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา อันมีพระบุญเดชมากดุจดวงพระทินกรส่องโลก มายังพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี ซึ่งเป็นใหญ่ในกัมพูชาประเทศ แต่ก่อนกรุงกัมพูชาธิบดี เคยถวายหิรัญสุวรรณมาลาเครื่องราชบรรณาการ สองพระนครก็ เป็นปฐพีเดียวกัน สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรก็ได้ความ สุขานุสุข เป็นไฉนพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี มิได้ตั้งอยู่ในสัตยานุสัตย์คิดอหังการกลับเป็นปัจจมิตร ให้เคืองใต้บาทยุคลเอาโลหิตมาเป็น น้ำล้างดาบทหารไทย จะให้เหลืออยู่แต่น้ำกับฟ้า ป่ากับดิน ดังนี้ ก็ดู มิควร บัดนี้ก็เสด็จพระราชดำเนินมาเถิงพระนครแล้ว อันจะได้ชัยชำนะและมิชัยชำนะนั้น พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีหาเข้าพระทัยไม่ หรือ ไม่ออกมากราบถวายบังคมพระบาทยุคล ถวายเศวตบวรฉัตรเห็นชีวิตจะยืนยาวไปได้หรือ หมายจะได้ชัยชำนะก็ให้เร่งยกพยุห โยธาออกมา ทำสงครามกันดูเล่นเป็นขวัญตา ถ้ามิออกมาใน ๓ วัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จะให้ทหารเข้าพลอกแผ่นดินเสียแต่ในพริบตาเดียว
ครั้นแต่งเสร็จแล้ว ก็ให้พระยาเสนาธิบดีเจ้าเมืองบริบูรณ์ กับพระยาพระเขมร ซึ่งทัพเรือจับได้มานั้นถือเข้า พระยาพระเขมรทั้งปวงกราบถวายบังคมแล้ว ก็นำหนังสือเข้าไปถวายพระเจ้าละแวก แล้ว ทูลซึ่งได้รบทางเรือเสร็จสิ้นทุกประการ พระเจ้าละแวกได้แจ้ง ในหนังสือ และเสียกองทัพเรือ ก็ยิ่งเสียพระทัยนัก จึงตรัสว่า อ้ายเหล่านี้ไปรบศึก กลับเป็นพวกปัจจามิตรเป็นทูตถือหนังสือเข้ามา อีกเล่า โทษมันเถิงตาย ให้เอาไปจำมั่นไว้ ตรัสว่าดังนั้นแล้วก็ เสด็จออกเลียบพระนคร ทอดพระเนตรเห็นกองทัพไทยเดินค่าย ประชิดเข้าใกล้ จึงบัญชาให้จุดปืนใหญ่น้อยยิงระดมออกไป ต้องพลข้าศึกตายเป็นอันมาก ทำการเข้าไปมิได้ พระราชมนู พระยา ศรีเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยามหาโยธา เห็นดังนั้น ก็ให้ขุด ดินถมขึ้นบังเดิน เขมรยิงมาไม่ถูก แล้วเร่งให้ถมมูลดินเป็นป้อม ขึ้นสูงกว่าค่ายเมือง เอาปืนใหญ่ขึ้นจังกา ๒ วัน ๓ คืนก็เสร็จ
ฝ่ายพระเจ้าละแวกเห็นดังนั้น ก็ให้ตั้งค่ายสอบค่ายเมืองสูงขึ้น เป็นค่ายบังตาศึกหลังเชิงเทินนั้น ๓-๔ วา ให้ชัดค่ายปีกกาแล้วไว้ประตูลับเป็นช่องเดิน เสียงหน่วยปืนใหญ่ยิงตอบโต้กันมิได้ขาด ทั้งกลางวันกลางคืน พลเขมรซึ่งรักษาที่เชิงเทินนั้น ต้องปืนเจ็บ ป่วยล้มตายเป็นอันมาก
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเห็นการพร้อมพอจะหักเอาเมืองได้ จึง ให้โหราฤกษ์ จะได้ฤกษ์วันใด ได้ฤกษวันศุกร์เดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีวอกฉอศก (จ.ศ. ๙๔๖ พ.ศ. ๒๑๒๗) เพลา ๑๐ ทุ่ม ๕ บาท จึงดำรัสพระราชกำหนดให้พระราชมนูขี่ช้างพลายจู่โจมทัพ คุมทหาร ๓๐๐๐ เข้าไปโดยถนนประตูด้านตะวันตก ให้พระยาศรีราชเดโช ขี่ช้างพลายจับโจมยุทธ คุมทหาร ๓๐๐๐ เข้าโดยถนนประตูด้านใต้ให้พระยาท้ายน้ำขี่ช้างพลายมารประลัย คุมทหาร ๓๐๐๐ เข้าโดยถนนประตูด้านตะวันออก ให้พระยามหาโยธาขี่ช้างพลายไฟภัทกัลย์คุมทหาร ๓๐๐๐ เข้าโดยถนนประตูด้านเหนือ ช้างนั้นให้ใส่หน้าร่าห์เกือกเหล็ก ทหาร ๑๒,๐๐๐ ให้ใส่เกือกเสื้อหนังหมวกหนัง ฝ่ายค่ายประชิดทั้งปวงนั้น ให้ระดมจุดปืนใหญ่เข้าไปตามประตูและกวาด เชิงเทิน แต่ ๓ ยามไปนำกว่าจะเถิงฤกษ์ อย่าให้พลเขมรมาช่วยกันถนัดได้ แต่ทว่าเป็นเพลากลางคืนเห็นจะไม่พร้อม ให้คอยดูดวงพลุ แลฟังเสียงฆ้องกลองแตรสังข์เป็นสำคัญ ได้ฤกษ์แล้วก็ให้ทหารเข้า หักเอาเมืองให้ได้จงทุกด้าน ถ้าผู้ใดมิเข้าได้ จะตัดศีร์ษะเสียบ นายทัพนายกองทั้งปวงแจ้งพระราชกำหนดกราบถวายบังคมแล้ว ก็ ไปเตรียมการตามรับสั่ง ครั้นเพลา ๓ ยามเจ้าหน้าที่ทั้งปวง ก็ระดมปืนเข้าไปในเมือง ต้องพลเขมรเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก
ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องสำหรับขัติยราชรณยุทธ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ทรงเจ้าพระยาไชยานุภาพเป็นพระคชาธาร สมเด็จเอกาทศรฐทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักร เป็นพระคชาธาร พร้อมด้วยโยธาหาญเสด็จยืนช้างพระที่นั่งข้างประตู อุดรทิศหน้าที่พระยามหาโยธา ได้เพ็ชรฤกษ์ จึงให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ จุดเพลิง พลุขึ้นเป็นสำคัญ พลทหารทั้งสี่ด้านเห็นสำคัญก็ให้โห่ขึ้นพร้อมกัน พระยามหาโยธา พระยาศรีราชเดโช พระยา ท้ายน้ำ พระราชมนู ก็ขี่ช้างนำหน้า ยกทหารเข้าไปจะทำลายประตูเมือง เขมรซึ่งรักษาหน้าที่ริมประตูและรักษาประตู ก็ยิงธนูหน้าไม้ ปืนใหญ่น้อยออกมาทั้งสี่ด้าน พลทหารไทยเจ็บป่วยล้มตายก็มิได้ ถอย พระยามหาโยธาก็ขับช้างเข้าให้แทงประตูถีบประตูเป็นสามารถพอรุ่งขึ้นเป็นวันเสาร์เดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ ศักราช ๙๔๖ ปีวอกฉอศกประตูก็พังลง ทหารไทยกรุเข้าเมืองได้ไล่ฆ่าฟันเขมรตายเป็นอันมากเขมรกองขันกองกลางทั้งสองขั้น ก็มิได้รบ ทิ้งเครื่องสาตราวุธเสีย หนีกระจัดกระจายออกจากเมืองบ้างไปหาครอบครัวบ้าง พระราชบุตรนั้นก็หนีไปด้วย จับได้พระยาละแวกกับพระศรีสุพรรณมาธิราช และญาติประยุรวงศ์ สนมกรมในท้าวพระยาพระเขมร ครอบครัวพลเมืองเป็นอันมาก พลทหารก็กุมเอาพระเจ้าละแวกพันธนาการเอามาถวาย
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวแย้มพระโอฐ แล้วมีพระโองการตรัสถามพระเจ้าละแวกว่า ท่านเป็นกษัตริย์ขัติยราช บำรุงแผ่นดินกรุง กัมพูชาธิบดี มีกุรุราษฎร์เป็นแว่นแคว้นขันธเสมา ฝ่ายกรุงพระมหานครศรีอยุธยา ก็มีปัจจันตชนบทเป็นแว่นแค้น และสองพระนครนี้ก็เป็นราชธานีใหญ่ ถ้าจะใคร่ได้สมบัติในพระนครศรีอยุธยา แผ่เสมามณฑลให้กว้างขวาง เหตุไฉนจึงมิยกเป็นพยุหโยธาไปกระทำสงครามให้ต้องทำนองขัติยราชรณยุทธ์ อันเป็นที่บันเทิงหฤทัยกษัตราธิราช แต่ก่อน จึงคอยแต่ข้าศึกหงสาวดีมาติดพระนครศรีอยุธยาครั้งใด ก็มีแต่ยกพลไปพลอยซ้ำเติมตีเอาเมืองชนบทประเทศ กวาดเอาอพยพมาเมืองทุกครั้ง ทำดุจกาอันลอบลักฝูงสกุณปักษาฉะนั้น ควรด้วย ราชประเพณีและหรือประการใด ก็ครั้งนี้เถิงซึ่งอับปราชัยแก่เราแล้ว ก็จะคิดฉันใดเล่า ให้ว่าไปตามสัตย์ตามจริง จะได้เป็นเยี่ยงอย่างกษัตริย์ไปภายหน้า
พระเจ้าละแวกกราบถวายบังคมแล้วทูลว่า ซึ่งข้าพระองค์เป็นคนโลภเจตนามิได้กระทำสงครามตามราชประเพณีกษัตริย์ ไปลัก ลอบกระทำเสี้ยนหนามแกพระนครศรีอยุธยานั้นโทษผิดเถิงตาย ถ้าพระองค์พระราชทานชีวิตไว้ กรุงกัมพูชาธิบดีจะได้เป็นข้าขันธเสมากรุงเทพมหานคร ถ้ามิเลี้ยงก็ก้มหน้าตาย
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ได้ทรงฟังคำพระเจ้าละแวกดังนั้นจึงตรัสว่า เราได้ออกวาจาไว้แล้วว่า ถ้ามีชัยแก่ท่าน เราจะทำพิธีปฐมกรรมเอาโลหิตท่านล้างบาทาเสียให้จงได้ ท่านอย่าอาลัยแก่ชีวิตเลย จงตั้งหน้าหาความชอบในปรโลกนั้นเถิด บุตรภรรยาญาติประยุรวงศ์นั้น เราจะเลี้ยงไว้ให้มีความสุขดุจแต่ก่อน ตรัสเท่านั้นแล้วก็มี พระราชบริหารแก่มุขมนตรี ให้ตั้งการพิธีปฐมกรรมโดยสาตร[4] พระ โหราธิบดีพ่อพราหมณ์ ก็จัดแจงการนั้นเสร็จ จึงเชิญเสด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นบนเกย เจ้าพนักงานองครักษ์เอาตัวพระเจ้าละแวกเข้าใต้เกย ตัดศีร์ษะเอาถาดทองรองโลหิตขึ้นไปชำระพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย ชีพ่อพราหมณ์เป่าสังข์ประโคมดุริยดนตรี ถวายมุธาภิเศกทรงอาเศียรภาพโดยสาตรพิธี เสร็จ เสด็จเข้าพลับพลา
รุ่งขึ้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงเครื่องสำหรับราชรณยุทธ์เสร็จ สมเด็จพระนเศวรเป็นเจ้า ทรงม้าพระที่นั่งราชพาหนะสูง ๓ ศอกคืบ ๒ นิ้ว สมเด็จเอกาทศรฐทรงม้าพระที่นั่งพลาหก สูง ๓ ศอกคืบ พร้อมด้วยหมู่เสนางคนิกรโยธาทหาร แห่โดยกระบวน ซ้ายขวาหน้าหลังเศวตฉัตรบังพระสุริย ชุมสาย พัดโบก พัชนี มีฆ้องกลองแตรสังข์ประโคมนฤนาท พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปเลียบพระนคร ครั้นเพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกาเสด็จกลับยังค่ายหลวง มีพระราชโองการสั่งเสนาธิบดีมนตรีมุขทั้งปวงว่าบุตรภรรยาญาติวงศ์พระเจ้าละแวก และสมัครพักพวกครัวอพยพ ซึ่งจับได้ไว้มากน้อยเท่าใดให้เข้ารวมไว้ให้นายทัพนายกองหลัง คุม ล่วงไปก่อน ๗ วัน ทัพหลวงจึงจะเลิกไป ท้าวพระยาทั้งหลายรับพระราชโองการแล้ว ก็มาตรวจจัดครอบครัวพระเจ้าละแวก และไพร่พลในเมืองซึ่งได้ไว้นั้น เป็นคนอพยพ ๓๐,๐๐๐ เศษ แล้วแต่งกองหลังคุมลงไปโดยพระราชบัญชา
ครั้นกองทัพซึ่งคุมครอบครัวยกไปได้ ๗ วันแล้ว ครั้นณวันอังคารเดือน ๕ แรม ๕ ค่ำ เพลา ๑๑ ทุ่ม ๕ บาท พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงเครื่องอลังการ์สรรพาภรณ์ภูษิตสรัพเสร็จ สมเด็จพระนเรศวรบพิตรเป็นเจ้า ทรงพังเทพลีลา ผูกพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ สมเด็จเอกาทศรฐทรง พังเทพาลลาศ ผูกพระที่นั่งหลังคาทอง อลงกรฎด้วยเครื่องอภิรุมชุมสายพรายพรรณ บังรวิวันแซกสลอนสลับ สรัพด้วยโยธาทวยหาญ แห่ รวดริ้วระยะกันกง พร้อมเสนาพยุหะ ดูมหิมาดาดาษ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จจากกรุงศรียโสธรนครอินทปัตถ์กุรุรัตนราชธานี ฝ่ายทัพพระยานครราชสีมา ก็เลิกกลับไปโดยทางนครเสียมราบ แต่เรือขังอยู่ ๒ วันจึงล่วงไปตามชลมารค ออก ปากน้ำเมืองพุทไธมาศสิ้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จรอนแรมมาโดยมารควิถี สิ้นแดนกัมพูชาประเทศ ทัพรายทาง นั้นก็เลิกโดยเสด็จมาเป็นกระบวนหลัง สิ้น ๑๓ วันทัพหลวง ก็เสด็จเถิงกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา และบุตรภรรยาญาติวงศ์ พระเจ้าละแวก แลครัวพระยาเขมรมีชื่อนั้น ก็ทรงพระกรุณาให้ จัดแจงตั้งบ้านเรือนแล้ว พระราชทานเครื่องอัญมณีทั้งปวงโดยควร
ครั้นนายทัพนายกองทัพเรือเถิงพระนครพร้อมเสร็จ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลโดยความชอบ พระราชมนูนั้น ให้เป็นที่เจ้าพระยาอัครมหาเสนาธิบดี สมุหพระกลาโหมพระราชทานพานทอง เต้าน้ำทอง เจียดทองซ้ายขวา กระบี่ฝักทองเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมากโดยถานาศักดิ์
ครั้นณวันอังคาร เดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำปีจออัฐศก (จ.ศ. ๙๔๘ พ.ศ. ๒๑๒๙) กรมการเมืองกุยบุรีเข้ามาว่า พระยาศรีไสยณรงค์ซึ่งให้ไปรั้งเมืองตะนาวศรี เป็นกบฎ โกษาธิบดีกราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระมหากรุณายังแคลงอยู่ จึงโปรดให้มี ตราแต่งข้าหลวงออกไปหา พระยาตะนาวศรีก็มิมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ จึงให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า เสด็จพระราช ดำเนินยกทัพออกไป และทัพสมเด็จพระอนุชาเสด็จออกไปครั้งนั้น พล ๓๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๕๐๐ ทัพปากใต้เมืองไชยา เมืองชุมพร เมืองคลองวาน เมืองกุย เมืองปราน เมืองเพ็ชรบุรี ๖ เมือง คน ๑๕,๐๐๐ ชุมทัพตำบลบางตะพาน เดินทัพทางสิงขร ฝ่ายพระยาตะนาวศรีรู้ว่า สมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินออกมา ก็คิดเกรงพระเดชเดชา นุภาพเป็นอันมาก จะหนีก็เห็นไม่พ้น จะแต่งทัพออกรับก็เหลือกำลัง จนสิ้นคิดแล้วก็นิ่งรักษามั่นไว้ ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงเมืองตะนาวศรี สั่งให้ตั้งค่ายล้อมไว้โดยรอบ แต่ทัพหลวงนั้นตั้งใกล้ เมือง ๕๐ เส้น จึงทรงแต่งเป็นหนังสือรับสั่งเข้าไปว่า
พระยาตะนาวศรีเป็นข้าหลวงเดิม สัตย์ซื่อมั่นคง ได้ทำราชการโดยเสด็จงานพระราชสงคราม มีความชอบแต่หลังมากมายนัก จึงทรงพระกรุณาให้มากินเมืองตะนาวศรี นี่ยังหาเสมอความชอบไม่อีก แต่ จำเป็นด้วยเห็นว่า เมืองตะนาวศรีเป็นหน้าศึก ครั้นจะให้ผู้อื่นมาอยู่ มิวางพระทัย จึงให้พระยาศรีไสยณรงค์ออกมาอยู่ต่างพระเนตร์พระกรรณ เนื้อความทั้งนี้ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจ และซึ่งข่าวเข้าไปว่า พระยาตะนาวศรีคิดการกบฎ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่เชื่อ จึงมีตราออกมาให้หา ก็มิเข้าไปเฝ้า เนื้อความจึงมากขึ้น จึงตรัสให้เรา ออกมา เรามีความเมตตานักอยู่ พระยาตะนาวศรีผิดแต่ครั้งเดียว ดอก ให้ออกมาหาเราเถิด จะกราบทูลขอโทษไว้ครั้งหนึ่ง ถ้าจะมาก็ให้มาในวันนี้ ถ้ามิมา เห็นจะรับทัพเราได้ ก็ให้แต่งป้องกันเมืองให้มั่นคง
พระยาตะนาวศรีแจ้งในหนังสือดังนั้นจึงคิดว่า เราทำการ ล่วงเกินความผิดเถิงเพียงนี้แล้ว และซึ่งมีหนังสือรับสั่งมาทั้งนี้ เป็น ราชอุบายศึก ออกไปก็คงตาย ผิดชอบก็จะอยู่สู้ไป เถิงจะตายก็ให้ ปรากฎชื่อไว้ภายหน้า พระยาตะนาวศรีมิได้ออกมา
เพลารุ่งแล้วนาฬิกาหนึ่ง สมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนาถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงเครื่องอลังการประดับสำหรับพิชัยยุทธ์เสร็จ ทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร พร้อมด้วย ท้าวพระยาพลทวยหาญเป็นขนัดแน่น เสโลโตมรมาศดูพันลึก ทั้ง ทวนทองธงทิวเป็นท่องแถวไสว อำไพด้วยมหาเอกฉัตรกลิงกลด บดบังทินกร บวรบังแทรกชุมสายพรายพรรณดาษดา ศัพทโกลาหล กึกก้อง กลองชะนะแตรสังข์สนั่นนินนาท พระบาทสมเด็จกรีพลเลียบทอดพระเนตรดูท้องที่ซึ่งจะให้พลทหารเข้าปีนเมือง
ฝ่ายพระยาตะนาวศรีออกมายืนถือหอกกั้นสัปทนอยู่บนเชิงเทินแลเห็นพลสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า เหมือนสายน้ำอันไหลหลั่งถั่ง มาเมื่อวสันตฤดู และได้ยินเสียงปี่กลองแตรสังข์ตกใจตลึงไป หอก พลัดตกจากมือมิได้รู้ บ่าวไพร่ทั้งปวงเห็นดังนั้นก็เสียใจ พูดเล่ากัน ต่อไปว่า นายเราเห็นจะป้องกันไว้มิได้ พลทหารทั้งปวงก็ยิ่งครั่นคร้ามพระเดชเดชานุภาพเป็นอันมาก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบดูรอบเมืองตะนาวศรี เห็นหน้าที่ข้างอุดรทิศจะเข้าได้ เสด็จกลับมายังค่ายหลวง จึงมีพระราชกำหนดให้นายทัพนายกอง ทำ บันได ๑๐๐ อันปลายบันไดให้ผูกพลุเพลิงพะเนียงจงครบเพลาตี ๑๑ ทุ่ม ถ้าได้ยินเสียงปืนใหญ่ ๓ นัดแล้ว ให้เอาบันได้พาดจุดพลุพะเนียงปีน เอาเมืองให้ได้ ท้าวพระยามุขมนตรีนายทัพนายกองรับพระราช โองการแล้ว ก็มาจัดแจงการทั้งปวงไว้สรัพ กับพลทหารอาษา ๑๐๐๐ ซึ่งจะเข้าปีนเมืองพร้อมกันเสร็จ ครั้นเพลา ๓ ยามสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นบนเกยคอยฤกษ์ เดชะพระบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัว ถ้ามีชัยแก่ข้าศึกครั้งใด ก็ให้เห็นศุภนิมิตรประจักษ์ทุกครั้ง พอเพลา ๓ ยาม ๗ บาท พระสารีริกบรมธาตุใหญ่เท่าผลส้มเกลี้ยง เสด็จผ่านด้านตะนาวศรี มาแต่ทิศอุดรไปเฉียงอาคเน พระรัศมีสว่างวาบไปทั้งอากาศและปฐพี สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเห็นดังนั้น ทรง พระปิติโสมนัสถวายทัศนัขสโมธาน เหนือพระศิโตรม์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วสั่งปโรหิตาจารย์ทั้งหลาย ให้ประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรี ปี่พาทย์ฆ้องชัยในทันที ให้ฝรั่งแม่นปืน จุดจ่ารงคร่ำทองท้ายที่นั่ง ๓ บอกไล่กันเป็นสำคัญ
ฝ่ายนายทัพนายกองได้ยินเสียงปืนใหญ่เป็นสำคัญ ก็ให้ทหารรุดกันเอาบันไดพาดกำแพงเมือง จุดพลุพะเนียงเสียงเป็นโกลาหล เจ้าหน้าที่เห็นดังนั้นก็ตกใจ จะออกยืนรบพุ่งก็ทนเพลิงมิได้ ทิ้งหน้าที่ เสีย ฝ่ายทหารข้าหลวงก็เข้าเมืองได้ พอเพลารุ่งขึ้นก็กุมเอาตัวพระยาตะนาวศรี พันธนามาถวายยังค่ายหลวง สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยนยกหนึ่ง ๓๐ ที แล้วบอกข้อราชการ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร สมเด็จพระนเรศบพิตรเป็นเจ้า ตรัส ได้แจ้งว่าสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าได้เมืองตะนาวศรีแล้ว จับได้พระยาศรีไสยณรงค์ดังนั้น ก็มีพระทัยปรีดา จึงทรงพระกรุณาให้มีตราตอบ ออกไปว่า อย่าให้ส่งเข้ามาณกรุงเลย ให้ตระเวณแล้วตัดศรีษะเสียบประจานไว้ณเมืองตะนาวศรี อย่าให้ผู้ใดดูเป็นเยี่ยงอย่าง และให้พระยาราชฤทธานนท์เป็นเจ้าเมืองตะนาวศรี สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าก็ทำตามพระราชบัญชาสมเด็จพระบรมเชษฐาทุกประการ ครั้นจัดแจง เมืองตะนาวศรีเป็นปรกติราบคาบแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จ พระราชดำเนินกลับมายังกรุงเทพมหานคร เฝ้าสมเด็จพระบรมเชษฐากราบทูลเสร็จสิ้นทุกประการ สมเด็จพระนเรศวรบรมบพิตรมีพระทัย โสมนัส ตรัสชมพระกฤษฎาธิการสมเด็จพระอนุชาธิราชเป็นอันมาก
ครั้นวันอังคารเดือน ๑๒ แรม ๕ ค่ำ มีหนังสือพระยากาญจนบุรีส่งตัวสมิงอุปกอง ซึ่งถือหนังสือเจ้าเมืองเมาะลำเลิงเข้ามา สมุห นายกกราบบังคมทูล ในหนังสือว่า
หนังสือพระยาพโร เจ้าเมืองเมาะลำเลิง ขออวยสิริสวัสดิมาเถิงพระยากาญจนบุรี ด้วยข้าพเจ้ากับพระยาลาวเจ้าเมืองเมาะตะมะ เกิดมหากัลหะแก่กัน พระยาลาวจะยกมาตีเมืองข้าพเจ้า ๆ หาที่พึ่งมิได้ จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว อันมีพระบุญราษีพระเกียรติยศธิการมหิมา ดุจหนึ่งสมเด็จพระเจ้ามันธาตุราชจาตุรงคทีปจักรพรรดิ อันมีพระราชเดชาวราฤทธิอาณาจักร แผ่ไปในทวีปใหญ่ทั้งสี่ มีทวีปน้อย ๒๐๐๐ เป็นบริวาร เป็นฉัตรแก้วกั้นเกษ จะขอกองทัพยกไปช่วยกันเมือง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ได้ทราบดังนั้น ทรงพระโสมนัส จึงพระราชทานเสื้อผ้า เงินตราแก่อุปกองโดยสมควร ตรัสให้พระยาศรีไสยณรงค์ถือ พล ๒๐๐๐ สรัพไปด้วยสาตราวุธยกไปเมืองเมาะลำเลิง พระยาลาว เจ้าเมืองเมาะตะมะรู้ว่า กองทัพไทยยกมาตั้งอยู่ณเมืองเมาะลำเลิง ก็กลัวพระเดชเดชานุภาพ มิได้คิดอาฆาตต่อไป
ขณะเมื่อพระยาศรีไสยไปช่วยกันเมืองเมาะลำเลิงนั้น เจ้าฟ้าแสนหวีเถิงแก่พิราลัย มีราชบุตร ๒ คนแต่ต่างมารดากัน พี่น้อง ทำยุทธกัลหะซึ่งสมบัติกัน ผู้น้องสู้มิได้กลัวพี่ชายจะฆ่าเสีย ครั้น รู้ว่ากองทัพไทยมาตั้งอยู่ณเมืองเมาะลำเลิง ก็พาพรรคพวกบ่าวไพร่ประมาณ ๑๐๐ เศษหนีลงมาหาพระยาศรีไสยณเมืองเมาะลำเลิง พระยาศรีไสยก็บอกส่งตัวเจ้าฟ้าแสนหวีมายังกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงพระมหากรูณาการุญภาพ แก่เจ้าฟ้าแสนหวี และพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมากเลี้ยงไว้โดยนาศักดิ์
ลุศักราช ๙๔๙ ปีกุรนพศก พ.ศ. ๒๑๓๐ ราชบุตรนักพระสัตถาผู้เป็นพระเจ้าละแวก เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จไปปราบ ขณะเมื่อทหารข้าหลวง เข้าเมืองละแวกในเพลากลาง คืนนั้น ราชบุตรมาอยู่หน้าที่ ครั้นทัพไทยเข้าเมืองได้แล้ว ความกลัวก็มิได้ไปหาบิดา หนีออกจากหน้าที่กับบ่าวประมาณ ๓๐ คน เข้าป่า พากันหนีไปเถิงแดนเมืองล้านช้าง ครั้นรู้ว่ากองทัพหลวงเสด็จ พระราชดำเนินกลับไปกรุงพระมหานครศรีอยุธยาแล้ว พากันกลับมา ยังเมืองละแวก เสนาบดีเหลืออยู่กับสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร จึงพร้อมกันยกพระราชบุตรท่านขึ้นราชาภิเศก เป็นพระเจ้าละแวก ครอบครองแผ่นดินแทนพระบิดา พระเจ้าละแวกครั้นได้ครองสิริราชสมบัติแล้ว ก็อุตส่าห์บำรุงสมณชีพราหมณาจารย์ โดยยุติธรรมราชประเพณีมาได้เดือนเศษ จึงตรัสปรึกษาเสนาบดีกวีมุขทั้งหลายว่า แต่ก่อนพระราชบิดาเราไปกระทำเสี้ยนหนามต่อกรุงพระมหานครศรีอยุธยา มิได้เกรงพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ อันทรงอิศวรภาพ ดุจสุริยเทวบุตร จันทรเทวบุตร อันมีรัศมีสว่างทั่วโลกธาตุ ความพินาสฉิบหายจึงเถิงพระองค์และญาติประยุรวงศ์ในกรุงกัมพูชาธิบดี และครั้งนี้เราจะทำดุจพระบิดานั้นไม่ได้ จำจะอ่อนน้อม ขอเอาพระเดชเดชานุภาพ สมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุธยา เป็นที่พึ่งที่พำนักมีความสุขสวัสดีจะได้มีแก่เรา ท่านทั้งหลายจะเห็นประการใด เสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ดำรัสนี้ สมควรนัก ขอพระราชทานให้แต่งดอกไม้ทองเงินเครื่องบรรณาการ มีพระราชสารไปอ่อนน้อม โดยราชประเพณีเมืองขึ้นเมืองออกกรุงเทพ มหานครแล้ว ศรีสวัสดิพิพัฒนมงคลก็บังเกิดมีไปตราบเท่ากัลปาวสาน พระเจ้าละแวกได้ฟังดังนั้นยินดีนัก จึงให้แต่งดอกไม้ทองเงิน จัดเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก แล้วแต่งลักษณะราชสารให้ออกยาวงศาบดี พระเสน่หามนตรี หลวงวรนายก เป็นทูตานุทูตจำทูลพระราชสาร คุมเครื่องมงคลราชบรรณาการมา ครั้นเถิงด่านปราจินบุรี กรมการก็ คุมทูตานุทูตเข้าไปยังกรุงเทพมหานคร เสนาบดีนำเอากิจจานุกิจ กราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ดำรัสให้เบิกทูตเฝ้าณมุขเด็จหน้าพระที่นั่งมังคลาภิเศก ตรัสพระราชปฏิสันถาร ๓ นัดแล้ว พระศรีภูริปรีชาก็อ่านพระราชสาร ในลักษณะนั้นว่า
ข้าพระองค์ครองกรุงอินทปัตถ์กุรุรัตนราชธานี ขอถวายบังคมมาแทบพระวรบาทบงกชมาศ สมเด็จพระผู้จอมมงกุฎกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถาน ด้วยพระบิดาข้าพระองค์มิได้รักษาขอบขันธเสมาโดย ราชประเพณี กระทำพาลทุจริตมิได้รู้จักกำลังตนกำลังท่าน มาก่อ ให้เกิดเป็นปรปักษ์แก่กรุงเทพพระมหานคร อุปมาดังจอมปลวกมาเคียงเข้าพระสิเนรุราชบรรพต มิดังนั้นดุจมิคชาติตัวน้อย องอาจ ยุทธนาด้วยพญาราชสีห์ อันมีมเหศรศักดานุภาพ ก็เถิงแก่การพินาศจากไอสุริยศวรรยานั้น ก็เพื่อผลกรรมอันได้ทำมาแต่ก่อน และข้า พระองค์ครองแผ่นดินเมืองละแวกครั้งนี้ จะได้เอาเยี่ยงอย่างพระบิดานั้นหามิได้ จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อมดุจฉัตร์แก้วแห่งท้าวมหาพรหม อันมีปริมณฑลกว้างขวางร่มเย็นไปทั้งจักรวาฬ ข้าพระองค์ของถวายสุวรรณหิรัญรัตนมาลาบรรณาการ มาโดยราชประเพณี สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง ก็มีพระทัยเมตตาแก่พระ สุธรรมราชาพระเจ้าละแวกองค์ใหม่เป็นอันมากสั่งให้ตอบพระราช สารไปว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้อาฆาตจองเวรแก่ราชบุตรนัดดา นักพระสัตถาหามิได้ และซึ่งบิดาท่านเป็นไปจนเถิงการพิราลัยนั้น ก็เพื่อเวรานุเวรแต่อดีตติดตามมาให้ผลเห็นประจักษ์ และให้พระเจ้าละแวกองค์ใหม่นี้ ครอบครองไพร่ฟ้าประชาราษฎรโดยยุติธรรม ราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนนั้นเถิด และสั่งให้เจ้าพนักงานตอบเครื่องราชบรรณาการ และพระราชทานเสื้อผ้าเงินตรา แก่ทูตานุทูตโดยสมควร อยู่ ๓ วันทูตก็กราบถวายบังคมลาไปยัง กรุงกัมพูชาธิบดี
ครั้นเข้าเดือน ๕ ปีชวดสัมฤทธิศก (จ.ศ. ๙๕๐ พ.ศ. ๒๑๓๑) สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสให้บำรุงช้างม้ารี้พลไว้ เดือน ๑๒ จะยกไป เมืองเมาะตะมะเมืองหงสาวดี ในเดือน ๕ นั้นมีหนังสือบอกพระยา ศรีไสยเข้ามาว่า ซึ่งพระเจ้าแปรผู้เป็นราชนัดดาเสียทัพกลับไปเมือง หงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีเอาโทษถอดเสียจากที่ถานาศักดิ์ ไพร่พลรามัญซึ่งไปกับพระเจ้าแปรนั้น จับได้ใส่เล้าคลอกเสีย ที่แตกฉาน ซ่านเซ็นไปภายหลังรู้เนื้อความดังนั้น ก็กลัวตายมิได้เข้าบ้านเมือง คบกันเป็นพวกเป็นเหล่าออกอยู่ป่า แต่งข้าหลวงไปจับก็ต่อรบ และ หัวเมืองทั้งปวงนั้น เห็นว่าพระเจ้าหงสาวดีถอนพระเจ้าแปรเสีย ก็ เสียใจ พากันกระด้างกระเดื่องเป็นอันมาก และกรุงหงสาววดี เห็นจะเสียแก่มอญกบฎ
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ได้ทรงฟังดังนั้น จึงพระ ราชทานพระราชอาชญาสิทธิ์ ให้พระยาจักรีเป็นนายทัพยกพล ๑๕,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๐๐ ม้า ๒๐๐ ออกไปตั้งมั่นปลูกยุ้งฉาง ทำไร่นาณเมืองเมาะลำเลิงไว้ท่าทัพหลวง จึงดำรัสให้เจ้าฟ้าแสนหวี ไปด้วยพระยาจักรี แล้วเกณฑ์ทัพเมืองทะวาย ๕๐๐๐ ให้ขึ้นไปตั้ง ตำบลเกาะพะรอกเมืองอังราว ขอบฝั่งชเลตะวันตก หนุนทัพเจ้าพระยาจักรี ๆ จะได้ใช้ราชการสะดวก และกองทัพพระยาศรีไสย ให้เอา ไว้แต่ตัวพระยาศรีไสย พรรคพวกนั้นให้กลับเข้ามารับราชการกรุง ฯ
ฝ่ายเจ้าพระยาจักรีกราบถวายบังคมลายกไปเมืองเมาะลำเลิงแล้วตั้งค่ายขุดคูปลูกยุ้งฉาง กะเกณฑ์มอญชาวเมืองเมาะลำเลิงและไทยกองทัพ ทำไร่นาและตั้งทำเรือรบเรือไล่เป็นอันมาก พระยาศรีไสย กับพรรคพวก ก็กลับเข้ามารับราชการ
ฝ่ายเจ้าเมืองเมาะตะมะ เจ้าเมืองละเคิ่ง เจ้าเมืองขลิก เจ้าเมืองบัวเผื่อน เจ้าเมืองพะสิม เจ้าเมืองตองอู รู้ว่าสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวณกรุงพระมหานครศรีอยุธยา ให้กองทัพเจ้าพระยาจักรียกมาตั้งทำไร่นาณเมืองเมาะลำเลิงไว้เป็นสะเบียง เดือนอ้ายปลายปีทัพหลวงเสด็จจะยกไปตีเอาเมืองหงสาวดี ต่างคนต่างเกรงพระเดชเดชานุภาพ ก็แต่งพะม่ามอญผู้ดี ให้ถือหนังสือเครื่องบรรณาการ เข้ามายังกรุงเทพมหานคร เสนาบดีเอากราบทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัว ดำรัสให้เบิกพะม่ามอญผู้ถือหนังสือเข้าเฝ้า และในหนังสือ เจ้าเมืองเมาะตะมะ เจ้าเมืองพะสิม เจ้าเมืองบัวเผื่อน เจ้าเมืองขลิก ๔ เมืองนี้ว่าจะขอเป็นข้าขันธเสมากรุงเทพมหานครไปตราบเท่า กัลปาวสาน แต่หนังสือพระยาตองอู พระยาละเคิ่งนั้นว่าจะขอพึ่ง พระบรมโพธิสมภาร ถ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จ พระราชดำเนินไปเอาเมืองหงสาวดีเมื่อใด พระยาตองอู พระยา ละเคิ่งจะขอยกพลมาคอยทัพ โดยเสด็จงานพระราชสงคราม สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้แจ้งในลักษณะอักษรทุกเมืองดังนั้น มีพระทัย โสมนัส ตรัสให้พระราชทานรางวัลแก่พะม่ามอญผู้มานั้นเป็นอันมาก แล้วให้พระราชทานสิ่งของแก่เจ้าเมืองทั้งปวงโดยถานาศักดิ์ จึงให้ ตอบหนังสือไปแก่ท้าวพระยามอญทั้งปวง ผู้ถือหนังสือก็กราบถวายบังคมลาไปเมือง
ขณะเมื่อผู้ถือหนังสือกลับไปเถิงเมืองตองอูนั้น พระมหาเถรเสียมเพรียมเจ้าอธิการรู้ จึงเข้าไปหาพระยาตองอูแล้วถามว่า มหาบพิตรจะเอามอญไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างกรุงศรีอยุธยาหรือ พระยา ตองอูฟังพระมหาเถรว่าก็สงสัย จึงถามว่าใยพระผู้เป็นเจ้าจึงว่า ดังนี้ พระมหาเถรจึงว่า อาตมภาพแจ้งว่า มหาบพิตรมีหนังสือ ถวายเครื่องบรรณาการไปอ่อนน้อม ว่าถ้าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะยกมาตีเมืองหงสาวดีเมื่อใด มหาบพิตรจะยกไปโดยเสด็จงานพระราชสงคราม เพราะเหตุฉะนี้อาตมภาพจึงว่า พระยาตองอูจึงตอบว่า พระผู้เป็นเจ้าไม่รู้หรือ ว่าสมเด็จพระนเรศรบรมบพิตรเป็นเจ้า และสมเด็จ เอกาทศรฐ สองพระองค์นี้ทรงศักดานุภาพมาก ดุจหนึ่งพระสุริย เทเวศ ส่องโลกเมื่อเพลามัชฌันติกสมัย ศึกหงสาวดีลงไปกระทำครั้งใด ก็มีแต่แตกฉานยับเยินขึ้นมาทุกครั้ง บัดนี้พระเจ้าหงสาวดี ก็สิ้นเขี้ยวศึกเขี้ยวสงครามแล้ว แล้วได้ข่าวมาว่า ปลายปีก็จะยกทัพ มาเอาเมืองหงสาวดี เมืองหงสาเห็นว่าไม่พ้นเงื้อมพระหัตถ์ท่านแล้ว เมืองมอญทั้งปวงก็ไปอ่อนน้อมสิ้น โยมเห็นเหตุดังนี้ จึงมีหนังสือ ถวายเครื่องบรรณาการไปอ่อนน้อมบ้าง
พระมหาเถรได้ฟังดังนั้น หัวร่อแล้วว่า พระนเรศวร ๒ พระ องค์พี่น้อง มีศักดานุภาพเข้มแข็งศึกสงครามนั้น อาตมภาพก็แจ้ง อยู่สิ้น เถิงมีชัยแก่ชาวหงสา ก็แต่ในแว่นแคว้นขันธเสมากรุง มหานครศรีอยุธยา จะได้ล่วงเกินเถิงแดนนี้ก็หามิได้ และอาตม ภาพพิเคราะห์ดูลักษณะราษีมหาบพิตร ก็เห็นจะได้เป็นใหญ่ในรามัญประเทศอยู่ ไฉนน้ำพระทัยมหาบพิตรกับลักษณะจึงผิดกันนัก อัน ลักษณะมหาบพิตรนี้ในตำราว่าองอาจดุจหนึ่งท่านพระบรมโพธิสัตว์เสวย พระชาติเป็นกะแต อาจสามารถจะวิดน้ำในมหาสมุทรให้แห้ง มิดังนั้นจะมีมานะเหมือนนกน้อยอันบินแข็งกว่าพระยาครุฑ ข้ามมหาสาครทะเลอันใหญ่ และน้ำพระทัยมหาบพิตรอ่อนประดุจสตรีอันกลัว ปีศาจหลอกหลอนนั้น ตำราของอาตมภาพนี้ผิดเสียแล้ว เห็นจะ เอาไว้มิได้ จำจะทิ้งน้ำเผาไฟเสีย ว่าแล้วพระมหาเถรทำลาลุกจะไป
พระยาตองอูยิ้มแล้วยกมืออาราธนาว่า พระผู้เป็นเจ้าอย่าเพ่อไปก่อน พระมหาเถรทรุดนั่งลงดังเก่า พระยาตองอูจึงว่า อันตำรา ของพระผู้เป็นเจ้าเห็นจะไม่ผิดกับใจของโยม แต่บัดนี้โยมยังอ่อน ความคิดอยู่ อุปมาดังบุรุษอันหลงอยู่ในถ้ำอันมืด ถ้าพระผู้เป็นเจ้าช่วยเอาแสงแก้วมาส่องให้สว่างเห็นหนทางแล้ว ก็จะเดินโดยทาง โดยสะดวก
พระมหาเถรจึงว่า การอันนี้ใช่กิจสมณะ แต่อาตมภาพ เสียดายพระศาสนา กับเอ็นดูอาณาประชาราษฎรในรามัญประเทศ ทั้งปวง ก็จะช่วยทะนุบำรุงไปตามสติปัญญา และซึ่งมหาบพิตรว่ายังอ่อนปัญญาความคิดอยู่นั้น จะคิดอย่างไรให้ว่าไปเถิดจะช่วยชี้แจงให้
พระยาตองอูได้ฟังดังนั้น ดีใจกราบก้มนมัสการพระมหาเถรแล้วว่า โยมประมาณดูรี้พลเมืองหงสาวดีและเมืองขึ้นทั้งปวง จะ มากกว่าพระนครศรีอยุธยาอีก แต่ทว่ามากก็เหมือนน้อย ด้วยไป เข้าอ่อนน้อมต่อกรุงพระนครศรีอยุธยามาก จะคิดอ่านให้กลับใจมา ได้นั้นยากนัก
พระมหาเถรหัวร่อแล้วว่า การเพียงนี้จะยากอะไรมี แม้นจะ แกงให้อร่อยหม้อหนึ่งเห็นจะยากกว่าอีก
พระยาตองอูจึงว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าโปรดโยมให้ได้เป็นใหญ่ในรามัญประเทศสมคิดแล้ว จะสนองพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิต
พระมหาเถรยิ้มแล้วจึงว่า มหาบพิตรก็เป็นราชนัดดาพระเจ้า หงสาวดี หัวเมืองทั้งปวงก็นับถือมากมายอยู่ จงมีหนังสือไปประกาศ แก่หัวเมืองทั้งปวงว่า กรุงหงสาวดีเป็นราชธานีใหญ่ แต่ครั้ง พระเจ้าช้างเผือกมาตราบเท่าทุกวันนี้ ยังมิได้ไปเป็นชะเลยแก่เมืองใดและกรุงนี้แต่พระเจ้าแปรเสียที่มา สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเอาโทษ ถอดเสียที่ถานาศักดิ เราได้ยินข่าวว่า หัวเมืองทั้งปวงพากันลอบใช้คนถือหนังสือคุมเครื่องบรรณาการไปน้อมแก่กรุงศรีอยุธยา เราก็ยังไม่เชื่อ จึงแส้งแต่งคนถือหนังสือไปบ้าง หวังจะฟังซึ่งกิจการ ให้แน่ ก็ได้ความประจักษ์ว่า เมืองเมาตะมะและหัวเมืองทั้งปวง คิดกบฎ คนเหล่านี้หารักชีวิตและโคตรไม่หรือ เร่งบอกมา เราจะเอาความกราบทูลสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี แล้วจะยกทัพไปจับ ฆ่าเสียให้สิ้นโคตร ถ้าและเมืองทั้งปวงรู้สึกว่าได้คิดผิด แล้วจะ คืนหาความชอบ ก็จะงดความไว้ครั้งหนึ่งก่อน แต่ทว่าให้คิดอ่าน จับไทยกองทัพซึ่งมาตั้งอยู่เมืองเมาะลำเลิง ส่งมาให้ได้บ้างจึงจะเห็นจริง ถ้ามหาบพิตรมีหนังสือไปดังนี้ ดีร้ายหัวเมืองทั้งปวงก็จะสะดุ้ง ตกใจกลัว ก็จะกลับใจคิดอ่านจับไทย ก็จะเกิดอริวิวาทกับไทย ทางไมตรีก็จะขาดกัน เมื่อทัพพระเจ้ากรุงศรีอยุธยายกมา ก็จะ ได้เป็นรั้วขวากรั้วหนามกันให้ช้าลงไว้ ประการหนึ่งมหาบพิตรจงบำรุงช้างม้า เอาใจรี้พลไว้ให้รื่นเริง ถ้าได้ข้าวว่าทัพกรุงพระนคร ศรีอยุธยายกล่วงแดนมาเมื่อใดแล้ว จงเร่งยกพลไปเมืองหงสาวดี ทำทีประหนึ่งว่าจะมาช่วยงานพระราชสงคราม ให้ไว้ใจแล้ว เข้า ปลอมปล้นเอาเมืองหงสาวดี เชิญสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี และกวาดครัวอพยพไพร่พลเมืองข้าวปลาอาหารมาเมืองตองอูให้สิ้น เถิงมาตร ว่าทัพพระนเรศร์ ยกติดตามมาเถิงเมืองตองอูก็ดี เมื่อเราตัดสะเบียงอาหารเสียให้ได้สิ้นแล้ว ก็ในจะเลิกทัพกลับเอง ถ้าศึก กลับไปแล้วพระเจ้าหงสาวดีก็อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์พระองค์ ก็จะสิทธิ์ขาดขึ้นกว่าเก่าร้อยเท่าพันทวี จะคิดประการใดก็จะสำเร็จ และซึ่ง อามาตภาพว่ามาทั้งนี้ มหาบพิตรเห็นดีชั่วประการใด
พระยาตองอูมีความยินดีกราบนมัสการแทบบาทพระมหาเถรแล้ว ๆ เล่า ๆ แล้วว่าพระผู้เป็นเจ้าคิดนี้ ดังเทพดาแว่นแก้ว มาส่องให้สว่าง เห็นทั้งกลางวันกลางคืน พระคุณนั้นหาที่สุดมิได้
พระมหาเถรจึงว่า มหาบพิตรเร่งมีหนังสือไปเถิด ถ้าขัดสน ไปภายหน้าจึงให้ไปบอก อาตมาภาพช่วย แล้วพระมหาเถรก็ ลาไปอาราม
รุ่งขึ้นพระยาตองอูก็แต่งหนังสือตามถ้อยคำพระมหาเถรว่า ให้คนถือไปประกาศแก่หัวเมือง
ฝ่ายพระยารามัญหัวเมืองทั้งปวงแจ้งในหนังสือพระยาตองอูดังนั้นก็ตกใจกลัว ต่างคนต่างปรึกษากรมการนายบ้านนายอำเภอ ว่า เราทำการครั้งนี้ หมายจะลับก็ไม่ลับ พระยาตองอูรู้ความสิ้น จึงมีหนังสือมาว่ากล่าว ทั้งนี้เพื่อเพราะเอ็นดูเราเป็นตระกูลรามัญ ครั้นจะขืนพ้นหน้า จะพึ่งกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาทีเดียวก็เป็นระยะทางไกล จะต้องคำบุราณว่า กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้ ด้วยพระยา ตองอูมีกำลังรี้พลมาก แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็นับถือว่า เป็นเชื้อ พระวงศ์ จะว่าประการใดสิทธิขาด จำเราจะหาความชอบคืน จับเอาไทยส่งเข้าไปให้ได้ คิดกันดังนั้นก็แต่งหนังสือขึ้นไปเถิงพระยาตองอูเป็นใจความว่า
ข้าพระเจ้าหัวเมืองทั้งปวง ขอน้อมเศียรเกล้ายังบังคมมาเถิงใต้เบื้องบาทพระยาตองอู ด้วยข้าพระเจ้าทั้งปวงเป็นคนโมหะ คิดประทุษต์จิตต์ผิดไปนั้น พวกข้าพระเจ้าทั้งปวงเถิงที่ตาย ซึ่งโปรดให้มีหนังสือชี้แจงมาให้ข้าพเจ้าเห็นผิดแลนั้น ดุจเทพดามาชุปเอา ชีวิตข้าพระเจ้าแลชีวิตไพร่ฟ้าประชากรเป็นคืนมานั้น พระคุณไม่มี ที่จะเปรียบได้ ข้าพระเจ้าขอกระทำตามโอกาศ เอาเป็นที่พึ่ง พำนักสืบไป แล้วก็ส่งหนังสือให้ผู้ถือหนังสือกลับไปเมืองตองอู
พระยาตองอูแจ้ง ในหนังสือดังนั้นก็มีความยินดี ตั้งแต่นั้นมา ก็บำรุงช้างม้าเอาใจไพร่พลในเมืองตองอู ให้รักใคร่เป็นอันมาก
ฝ่ายพระยาลาวเมืองเมาะตะมะสั่งท้าวพระยารามัญทั้งปวง ให้คิดจับกองทัพไทยให้ได้ จะได้ส่งเข้าไปเมืองตองอูเอาความชอบ ท้าวพระยารามัญทั้งปวงก็คอยช่องจะจับไทยให้ได้
ครั้นณเดือนอ้ายข้าวสุก เหล่าไทยออกไปเกี่ยวข้าวณทุ่งนาเมาะลำเลิงแต่พวกขุนจบ ๑๕ คน ออกไปเกี่ยวข้าวอยู่ริมชายป่า สมิงสุระนายบ้านจอยยะกับพวกรามัญ ๑๐๐ ลอบคอยอยู่ในป่า ครั้นเห็นได้ทีก็วิ่งกรูกันจับขุนจบและพวกไปได้ ๙ คน ไพร่ ๕ คนหนีได้ ก็วิ่งไปบอกกองทัพ ว่ามีรามัญประมาณ ๑๐๐ เศษ มาจู่จับขุนจบ กับไพร่ไป ๙ คน กลับมาแจ้งพระยาจักรี ๆ จึงหาตัวพระยาพะโร เจ้าเมืองเมาะลำเลิงมาถามว่า เหตุผลทั้งนี้เป็นประการใด เจ้า เมืองเมาะลำเลิงไม่รับ ว่ามิได้รู้ เจ้าพระยาจักรีมิฟัง จะให้จำ พระยาพะโร ๆ เห็นความจะไม่พ้นตัว จึงอุบายว่า จะขอไปตามเอามอญเหล่าร้ายให้จงได้ เจ้าพระยาจักรีมิทันพิเคราะห์ สำคัญ ว่าจริง ก็ปล่อยตัวไป พระยาพะโรจึงคิดกับกรมการว่า เราจะ ไปตามจับบ่าวของเรากะไรได้เล่า เถิงจะแก้ไขประการใด ความ อันนี้เห็นจะไม่ลับ จะนิ่งอยู่ดังนี้ จะพากันตายเสียสิ้น จำจะหนี ข้ามไปเมืองเมาตะมะ คิดเห็นพร้อมกันแล้ว ก็แต่งคนเร็วเอาการ ไปแจ้งแก่พระยาลาว ก็เอาเรือมาคอยรับครัวเพลา ๒ ยาม พระยา พะโรก็พาครัวอพยพออกจากเมือง พอรุ่งก็ลงเรือข้ามไปเมืองเมาะตะมะเพลารุ่งเช้าเจ้าพระยาจักรีรู้ว่า พระยาพะโรเจ้าเมืองเมาะลำเลิง เทครัวหนีไปสิ้น ก็แต่งกองทัพตามเถิงฝั่งน้ำ ไม่ทัน จะกลับไป
ฝ่ายพระยาพะโรก็แจ้งพระยา ลาวเจ้าเมือง เมาะตะมะทุกประการ พระยาลาวจึงว่า ซึ่งทำการมิได้ ไทยมาเสียทีเสียครั้งนี้ ก็แล้วไปเถิด แต่เราวิตกว่า ท่านอยู่ณเมืองเมาะลำเลิงนั้น อุปมาเหมือนมฤคชาติอันอยู่ในปากเสือ ซึ่งพากันอพยพมาได้สิ้น เรา มีความยินดีนัก จึงค่อยคิดอ่านกันใหม่ จะเกรงอะไรกับกองทัพไทยเท่านี้ แล้ว เจ้าเมืองเมาะตะมะ แต่งกองทัพโจร ๒๐๐-๓๐๐ ให้เที่ยวเป็นเสือป่า ถ้าเห็นไทยออกเที่ยวท่องหากินแลเกี่ยวข้าว ก็ให้ลอบฆ่าตี พอจะจับตัวได้ก็ให้จับตัวมา ถ้าเห็นทำได้ จึงให้ทำ ถ้าเห็นทำมิได้อย่าให้ทำ สุดแต่อย่าให้เสียที กองรามัญทั้งปวง แจ้งกำหนดดังนั้นแล้ว ก็ข้ามไปซุ่มอยู่ในป่าใกล้น้ำ ครั้นเห็น ไทยออกเกี่ยวข้าวก็ลอบแทง แต่ทำดังนี้เนือง ๆ นายทัพ นายกองทั้งปวงก็เอาเหตุไปแจ้งแก่เจ้าพระยาจักรี ๆ เห็นมอญกลับเป็นขบถ ทำการกำเริบหนักขึ้น ก็บอกหนังสือเข้ามาให้กราบทูลเสร็จสิ้นทุกประการ เสนาบดีก็นำหนังสือบอกเจ้าพระยาจักรีขึ้นกราบบังคมทูล
พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทราบ ก็ทรงพระโกรธตรัสว่าเจ้าพระยาจักรีเป็นผู้ใหญ่ ก็เคยทำศึกสงครามมา ยังว่าจะไปตีเอาเมืองเหล่านี้ ก็หาตีได้ไม่ เจ้าเมืองเมาะลำเลิงเข้าสามิภักดิ ขอ กองทัพออกไปช่วยรักษาเมือง ไพร่บ้านพลเมืองปกติอยู่สิ้น ฝ่ายเมืองเมาะตะมะ เมืองละเคิ่ง เมืองบัวเผื่อน เมืองพะสิม เมืองขลิก เมืองตองอู เล่าก็มาอ่อนน้อม ควรหรือให้เป็นได้เถิงเพียงนี้ ประการหนึ่งเมืองเมาะลำเลิงก็อยู่ฟากน้ำตะวันออก เหมือนอยู่ใน กำมือ ก็ยังให้หลีกหนีไปได้ด้วยเล่า ทำศึกดุจทารกอมมือ ครั้นจะ ให้ฆ่าเสียก็เสียดายคมหอกคมดาบ ตรัสนั้นก็สั่งให้มีตราตอบ คาดโทษออกไปว่า เจ้าพระจักรีจะตีเอาเมาะตะมะได้หรือมิได้ ถ้าเห็นได้ถ่ายเดียวแล้วให้ตีเอา ถ้าเห็นได้ให้รักษาค่ายเมาะลำเลิง ไว้ให้มั่น ทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินออกไปเถิงจึงจะตีเมือง เมาะตะมะทีเดียว
ผู้ถือหนังสือก็กลับไปแจ้งแก่เจ้าพระยาจักรีทุกประการ เจ้า พระยาจักรีแจ้งในท้องตรารับสั่งดังนั้น ก็กลัวพระราชอาชญาเป็น อันมาก แล้วเร่งรัดให้นายทัพนายกองทำเรือรบเรือไล่เสร็จแล้วก็ให้ ลากลงไว้กลางน้ำ แล้วคิดแต่งกองทัพทั้งปวงกำกับให้เกี่ยว ข้าว ๔ กอง ๆ ละ ๕๐๐ คอยสะกัดตีมอญกบฎทุกวัน พวกมอญ เห็นกองทัพไทยมาก ต้านทานมิได้ก็หลบหลีกเข้าในป่า นายทัพนายกองให้เร่งเกี่ยวข้าวเบาและข้าวหนัก ในแขวงเมืองเมาะลำเลิง นวดขนเข้าไว้ในยุ้งฉางได้ประมาณ ๒๐๐๐ เกวียน
ส่วนพระยาลาวเจ้าเมืองเมาตะมะ แต่งชาวด่านให้มาประจำข่าวราชการอยู่ทางแม่ลำเมา ทางตองอู ทางแม่จัน ทางแม่กษัตริย์ ให้ว่าทัพหลวงนครกรุงศรีอยุธยาจะยกมาหรือ ๆ มิมา
ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้นให้หนังสือตอบมายังเมืองเมาะลำเลิงแล้ว ก็มีพระราชโองการแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุข ทั้งปวง ให้เตรียมทัพพร้อมเสร็จ กำหนดทัพหลวงจะเสด็จโดยชลมารคณวันเสาร์ เดือน ๓ ขึ้นค่ำหนึ่ง ไปขึ้นบกเมืองกาญจนบุรี ให้กองทัพบกทั้งปวงล่วงไปคอยรับเสด็จให้พร้อม ท้าวพระยานายทัพนายกองก็ยกช้างม้ารี้พลไปยังเมืองกาญจนบุรีตามพระราชกำหนด
ครั้นเถิงณวันเสาร์ เดือน ๓ ขึ้นค่ำหนึ่ง เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกาได้มหาอุดมฤกษ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องอลงการสรรพาภรณ์วิชัยสรัพเสร็จ เสด็จลงสู่พระที่นั่งกนก รัตนวิมานมหานาวา อันรจนาด้วยกาญจนบริบูรณ์มณีชัชวาลย์ทั้งคู่ ดูพันลึก อธึกด้วยเรือจำนำท้าวพระยาสามนตราชฝ่ายหารพลเรือน เรียงประจำจับฉลากสลอนสลับคับคั่ง โดยกระบวนพยุหยาตรา พระโหราราชครูธิบดีศรีทิชาจารย์ ก็ลั่นฆ้องชัยให้คลายเรือพระที่นั่ง สุวรรณหงส์ อันทรงพระพุทธปฎิมากรทองนพคุณ บรรจุพระสารีริกบรมธาตุ ถวายพระนามสมญาพระชัยนั้นก่อนแล้ว เรือกระบวนหน้า ทั้งปวงเดินโดยลำดับ เรือพระที่นั่งแลเรือแห่ซ้ายขวากระบวนหลังทั้งปวง ก็โดยเสด็จดาดาษในวนณพระมหาทีธาร ประทับรอนแรม ๕ เวนก็เถิงเมืองกาญจนบุรี เสด็จยังพลับพลาที่ประทับ สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จแรมพักช้างม้ารี้พลจัดกองทัพ ๓ เวน และ กองทัพหลวงเสด็จครั้งนั้น พลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๕๐๐
ครั้นรุ่งขึ้นจะเสด็จในเพลา ๑๐ ทุ่มสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินว่า ยังมีสิงคาละตัวน้อยมาคาบลากเอาพระยาคชสารตัวใหญ่ไปสู่ประเทศแห่งตนได้ ในพระสุบินว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสเห็นประหลาด เสด็จตามไปจะชิงเอาพระยาคชสารก็มิได้ ด้วยป่านั้นเป็นทุเรศกันดาร เท่านั้นก็บรรทมตื่นพอตี ๑๑ นั้น จึงตรัสให้พระโหราซ้ายขวาพยากรณ์ พระโหราธิบดีถวายพยากรณ์ทำนายว่า เสด็จ พระราชดำเนินมาครั้งนี้ เพื่อจะไปกระทำยุทธนาการด้วยพระเจ้า หงสาวดี เอาฐานะพระเจ้าหงสาวดีเป็นที่ตั้ง ดังพญาคชสาร ซึ่ง ว่ามีสิงคาละตัวน้อยมาขบคาบเอาพญาคชธารสารไปได้นั้น ดีร้ายจะมี ปฎิปักษ์เมืองหนึ่ง แต่ว่าเป็นเมืองน้อยมาปลอมปล้นลักต่ำพระ องค์พระเจ้าหงสาวดีลงเสียจากเศวตฉัตร แล้วพาไปเมืองแห่งตน ทัพหลวงจะได้เสด็จติดตามไป แต่ทว่าเห็นจะมิได้พระเจ้าหงสาวดี คืนมา จะขัดสนด้วยเหตุสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นแท้ พระสุบินนี้เป็นเทพสังหรณ์บอกเหตุ ใช่จะร้ายสิ่งใดหามิได้
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้นตรัสได้ทรงดังนั้นแล้ว จึง ทรงพระกรุณาตรัสว่า ซึ่งทำนายทั้งนี้โดยลักษณะพระสุบิน แต่เรามาเห็นว่า พระเจ้าหงสาวดีเป็นใหญ่ในรามัญประเทศแต่ครั้งพระบรมราชาธิบดีมา เป็นปึกแผ่นมั่นคงดุจเขาพระสุเมรุราช และซึ่งผู้ใด จะอาจเอื้อมทำอันตรายนั้น เห็นยังไม่ได้ก่อน จำเราจะยกไปแก้แค้นเมืองเมาตะมะ และหัวเมืองรามัญทั้งปวง ซึ่งประทุษร้ายหมิ่นเรา ให้สาแก่ใจ จึงค่อยคิดราชการต่อไป ตรัสแล้วรุ่งขึ้น ๓ นาฬิกา ๖ บาท เพลาได้มหาเพ็ชรฤกษ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงเครื่องสำหรับพิชัยสงครามเสร็จ สมเด็จพระนเรศวรบพิตรเป็นเจ้าเสด็จทรงช้างพระที่นั่งเจ้าพญาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร สมเด็จเอกาทศรฐบรมนาถ เสด็จทรงช้างพญาจักร เป็นพระคชาธาร ประดับด้วยพิริยทวยหาญแห่เป็นขนัดแน่น แสนสินธพยุหสมุหดู พิลึกดาดาษด้วยธงทิวแถวทวนทองหน้าพระคชาธาร อลังการด้วยเครื่องอภิรุมชุมสายพรายพรรณ กลิ้งกลดจามรมาศบังบรมทิพากร อันจรัสส่องแสง อุโฆษด้วยเสียงกาหลห้องกลองชะนะนำเสด็จ โดยมารควิถีแถวเถื่อนทุเรศ ประทับรอนแรม ๗ วันบรรลุด่านพระเจดีย์สามองค์ เสด็จไปประทับแรมตั้งค่ายหลวงลำน้ำแม่กษัตริย์
ฝ่ายชาวด่านรามัญซึ่งมาคอยประจำฟังข่าวอยู่นั้น เห็นกองทัพยกมา ก็ลอบไปดูในป่า ประจักษ์แจ้งว่ากองทัพหลวงแล้ว ก็รีบเอา เนื้อความไปแจ้งแก่เจ้าเมาะตะมะ ๆ จึงบอกข้อราชการไปเมือง หงสาวดีแลเมืองตองอู
ขณะเมื่อหนังสือบอกเมืองเมาะตะมะไปเถิงนั้น พระเจ้าหงสาวดีประชวรอยู่ จึงสั่งแก่เสนาบดีว่า ราชการครั้งนี้เราป่วยอยู่แล้ว ให้คิดรักษาพระนครให้ดี แล้วให้บอกไปเถิงพระเจ้าตองอูหลานเรา ให้ ยกพลมาช่วยการสงคราม เสนบดีบอกข้อราชการไปยังเมืองตองอู และหัวเมืองทั้งปวง ให้ยกมาช่วยป้องกันเมืองเมาะตะมะ และใน เมืองหงสาวดีนั้น ก็เกณฑ์ไพร่พลรักษาหน้าที่เชิงเทินตามธรรมเนียม
ฝ่ายพระยาตองอู จึงให้ไปอาราธนาพระมหาเถรเสียมเพรียมเข้ามาณเรือน แล้วบอกประพฤติเหตุให้พระมหาเถรฟังทุกประการ แล้วว่าพระผู้เป็นเจ้าช่วยคิดให้โยมด้วย
พระมหาเถรได้ฟังหัวเราะแล้วว่า มหาบพิตรกลัวพระนเรศร์ นักอยู่หรือ
พระยาตองอูจึงว่า พระผู้เป็นเจ้าช่วยทำนุบำรุงอยู่แล้ว โยมหากลัวไม่พระมหาเถรยิ้มแล้วจึงว่า มหาบพิตรอย่าวิตกเลย ซึ่งพระนเรศร์ พี่น้องยกมานี้ อุปมาเหมือนเทพดาอันจรในจักรราษีมาอุดหนุนให้ ชาตามหาบพิตรโชคตกทวารลักษณะจันทร์จะขึ้นนระอยู่แล้วอย่าช้าเลยจงเร่งยกพลลงไปเมืองหงสาวดี แล้วแต่งม้าใช้ถือหนังสือไปเถิง พระยาลาวเมืองเมาะตะมะ ว่าให้เร่งกวาดไพร่พลหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะเข้าไว้ในเมืองให้มั่นคง แล้วให้ตั้งค่ายคูให้มั่นคง จงช่วยกันเป็นใจรบอย่าให้กองทัพกรุงพระนครศรีอยุธยข้ามมาได้ ถ้าศึกหนักแน่นประการใดให้บอกมา เราจะยกลงไปช่วย แต่บัดนี้ เราจะไปเฝ้าพระเจ้าหงสาวดีคิดราชการก่อน มหาบพิตรมีหนังสือ ไปเอาใจเมืองเมาะตะมะดังนี้แล้ว จงแต่งม้าเร็ว ๒๐-๓๐ ม้าให้ไปประจำฟังข่าวอยู่นั่น แล้วให้ผลัดเปลี่ยนกันเอาช่วยมาแจ้งจงเนือง ๆ ถ้าศึกไทยกับรามัญยังไม่ติดกันเข้า อย่าเพ่อทำจะเสียการ ถ้าศึก ตีติดกันเข้าเมื่อไรแล้ว ก็ให้ทำการใหญ่เถิด และเมื่อจะเข้าเมือง หงสาวดีมาเมืองตองอูนั้นแล้ว ให้จุดเผาบ้านเรือนสะเบียงอาหารในเมืองหงสาวดีให้สิ้น กำลังศึกก็ถอยลง ถ้าเห็นยังติดตามมา ก็ ให้เอาของพระเจ้าหงสาวดีสิ่งหนึ่งสองสิ่ง แต่งคนถือหนังสือไปถวายหน่วงทัพไว้ แต่การกันเมือง ไว้ให้มั่นคง เถิงมาตรจะเสียของไปนิด ก็อย่าเสียดายเลย อุปมาเหมือนดอกไม้หล่นไปดอกหนึ่งสองดอก ถ้าต้นรากบริบูรณ์อ ยู่แล้วก็ในจะผลิดอกออกผลสืบไป พระมหาเถร จึงสั่งความแก่พระยาตองอูทุกประการ แล้วก็ลาไปอาราม
พระยาตองอูก็เกณฑ์ทัพ ๑๐,๐๐๐ สรัพไปด้วยสาตราวุธพลเครื่อง นอก นั้นให้กวาดต้อนเข้าในเมืองสิ้น และเกณฑ์ให้ขึ้นรักษา หน้าที่เชิงเทิน ครั้นพิชัยฤกษ์ดีแล้ว พระยาตองอูก็ยกพล ๑๐,๐๐๐ ลงมา ยังเมืองหงสาวดี ตั้งกองทัพอยู่นอกเมือง พระยาตองอูเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีในพระราชวัง พระเจ้าหงสาวดีจึงตรัสปราสัยพระยาตองอู ว่าทัพพระนเรศร์ยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวง หลานเราจง ช่วยคิดราชการป้องกัน อย่าให้เมืองมอญไปเป็นชะเลยกรุงพระนคร ศรีอยุธยาได้ พระยาตองอูกราบทูลว่า พระองค์อย่าทรงพระวิตกเลยข้าพเจ้าจะขอทำราชการฉลองพระคุณกว่าจะสิ้นชีวิต ทูลแล้วพระยาตองอูก็ลาพระเจ้าหงสาวดีออกมายังกองทัพ แต่พระยาตองอูเวียน เข้าไปเฝ้าเยือนพระเจ้าหงสาวดีเนือง ๆ ชาวหงสาวดีซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทียนเข้าออกนั้น ก็ไม่รังเกียจชาวตองอู ไว้ใจให้เข้าออกทั้ง กลางวันกลางคืน
ฝ่ายพระยาลาวเมืองเมาะตะมะนั้น ครั้นแจ้งในหนังสือบอก ดังนั้นสำคัญว่าจริง มิได้รู้ว่าเป็นอุบาย ก็แต่งคนถือหนังสือไป ขับต้อนเจ้าเมืองกรมการและราษฎรบรรดาเป็นเมืองขึ้นแก่เมืองเมาะ ตะมะ ให้ยกไปเมืองเมาะตะมะให้สิ้น เจ้าเมืองกรมการและราษฎรเมืองขึ้นแก่เมาะตะมะ ๓๒ หัวเมือง ที่คิดเห็นว่าเจ้าเมืองเมาะตะมะจะสู้กองทัพได้ก็ยกกันเข้ามา ที่เห็นว่าจะสู้ทัพกรุงมิได้ก็ไม่เข้ามา ยกครอบครัวอพยพเข้าป่าเป็นอันมาก
ฝ่ายเจ้าเมืองเมาะตะมะ ก็จัดตรวจรี้พลทหารใหญ่น้อยรักษาหน้าที่ทั้งป้องกันเมืองเป็นสามารถ
ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จประทับแรมพักช้างม้ารี้พลณพระตำบลแม่กษัตริย์ ๓ เวน
ครั้นวันศุกร์[5] เดือน ๓ แรมค่ำหนึ่ง เพลา ๑๐ ทุ่ม บังเกิดชัยนิมิตรบันดาลให้เสนางคนิกรโยธาทวยหาญในกองทัพรื่นเริง เปล่งออกมาซึ่งศัพทสำเนียงกึกก้องโกลาหล ครั้นเพลา ๑๐ ทุ่ม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องสรรพนิลวัตถาลังกาภรณ์วิภูษิต สำหรับขัตติยราชรณยุทธ์แล้ว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นบนเกย ทอดพระเนตรเห็นช้างพระที่นั่งทั้งสองซึ่งประทับอยู่นั้นยกงวงขึ้นปรามาศลูบคลำงาเบื้องขวา แล้วร้องก้องโกญจนาทนี่สนั่นในพนัสแนวสีขรเขตต์ เป็นชัยนิมิตร ๒ ประการ ทั้งศัพท สำเนียงเสนาคนิกรโยธาหาญ ก็ทรงพระโสมนัสปรีดา พระโหรา ธิบดีก็ลั่นฆ้องชัย พราหมณ์ปโรหิตาจารย์ เป่าสังข์ถวายชัยมงคล เสียงศัพท์เภรีฆ้องกลองโกหล ประโคมกึกก้องนฤนาท สมเด็จ พระบรมเชษฐาธิราช เสด็จทรงพลายพันจักร สูง ๕ ศอก ๓ นิ้ว ผูกพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ สมเด็จพระราชอนุชาทรงหลายแก้วอุดร สูง ๕ ศอก ผูกพระที่นั่งหลังคาทอง ตรัสให้เคลื่อนพลพยุโยธา ทหารโดยกระบวนซ้ายขวาหน้าหลัง สลับไปด้วยแถวทวนทงดูพันลึกอธึกมโหฬารดิเรก โกลาหลด้วยเสียงพลกุญชรชาติอาชาไนย เดินโดยสถลมารควิถี ประทับรอนแรม ๖ เวน ก็เสด็จเถิงเมือง เมาะลำเลิง เจ้าพนักงานประโคมฆ้องกลองแตรสังข์กึกก้องโกลาหล ก็เสด็จเปลื้องสิริราชรณยุทธ์สัณฐาคารในค่าย ที่เจ้าพระยา จักรี และเจ้าพนักงานตั้งไว้รับเสด็จนั้น เจ้าพระยาจักรีและมุขมัจจามหาอำมาตย์ กวีราชโหราชจารย์ และนายทัพนายกองทั้งปวงเฝ้า พระบาทยุคลดาษดา ดังดวงดาวดารากรล้อมรอบพระรัชนีกรเทวราชเจ้าพระยาจักรีกราบทูลข้อราชการเสร็จสิ้นทุกประการ ก็เสด็จพักพล อยู่ ๓ เวนพอหายเลื่อยล้า แล้วดำรัสให้โหราฤกษ์ได้มหาเพ็ชรฤกษ์ ณวันพฤหัสบดีเดือน ๓ แรม ๑๒ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๕ บาท
จึงมีพระราชบรรหารสั่งให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพ ให้พระกาญจนบุรีเป็นยกรบัตร และท้าวพระยาหัวเมืองพลทหารอาษา ๒๐,๐๐๐ บรรจุเรือรบเรือไล่เตรียมไว้ เถิงฤกษ์ดีแล้วจะให้ข้ามไป ตีเอาเมืองเมาะตะมะ
ครั้นณวันพฤหัสบดี เดือน ๓ แรม ๑๒ ค่ำเพลาย่ำรุ่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จทรงสุวรรณสิริราชอลังการยุทธ์สำหรับราชรณรงค์เสร็จ เสด็จทรงช้างพระที่นั่งไปยืนอยู่ณริมฝั่งแม่น้ำเมาะลำเลิง ครั้นเพลา ๕ บาทได้มหาเพ็ชรฤกษ์ พระโหราธิบดีศรี ทิชาจารย์ลั่นฆ้องชัยเป็นสำคัญ เจ้าพระยาจักรีนายทัพนายกอง ก็ ยกพลเรือรบเรือไล่ข้ามไปรบเอาเมืองเมาตะมะ พระยาลาวก็แต่ง เรือรบเรือไล่ออกมารบ ก็พ่ายแพ้แก่พลทหารข้าหลวง ๆ ก็ไล่สำรุก ขึ้นป่ายปีนเอาเมืองเมาะตะมะนั้นได้ พระยาลาวและท้าวพระยามอญกบฎทั้งปวง ก็พากันหนี แลพลทหารข้าหลวงไล่ฟันมอญกบฎหญิง ชายทั้งปวงตายสิ้นทั้งเมืองเมาะตะมะนั้น อนึ่งมอญซึ่งหนีจากเมืองเมาะตะมะไปซอกซอนอยู่ทุกตำบล และทหารข้าหลวงตามไปไล่ ฆ่าฟันแทงตายมาก ส่วนตัวพระยาลาวไซร้ขึ้นช้างหนีไปประมาณ ๕๐ เส้น และหมื่นสุดจินดาตามได้ตัวพระยาลาวเอามาถวาย ช้างม้าเครื่องสรรยุทธ์ในเมืองเมาะตะมะนั้นก็มาก สมเด็จพระบาทบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งพระองค์ ก็ลงพระราชอาชญาแก่ พระยาลาว
พระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้ห้ามช้างม้าทั้งปวงเสร็จ เถิงณวันศุกรเดือน ๓ แรม ๑๓ ค่ำ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์ ก็เสด็จด้วยชลวิมานข้ามแม่น้ำเมาะลำเลิง ไปตั้งทัพหลวง ในเมาะตะมะ
ในขณะนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสทรงพระโกรธแก่เจ้าพระยาจักรี และตรัสให้จำขังไว้ในเมืองเมาะลำเลิง และไว้พระยาธนบุรี นอกราชการ และขุนหมื่นทั้งปวง ให้อยู่รักษาเมืองเมาะลำเลิงด้วยพระยาจักรี และมีพระราชกำหนดให้ซ่องสุมเอามอญอันซ่านเซ็นทั้งปวง ให้เข้าอยู่ในเมืองเมาะลำเลิง ตรัสให้พระยาสวรรคโลกและ พระยาพิชัย พระยากาญจนบุรี และขุนหมื่นทั้งหลาย อยู่รั้งเมืองเมาะตะมะ และซ่องสุมมอญอันซ่านเซ็นทั้งปวงเข้าอยู่เมืองเมาะตะมะ
เถิงณวันเสาร์เดือน ๓ แรม ๑๔ ค่ำ ก็ยกทัพหลวงเสด็จจากเมืองเมาตะมะ เสด็จโดยสถลมารคเถิงฝั่งน้ำสะโตง
ฝ่ายพระยาตองอูอยู่ในเมืองหงสาวดี ครั้นได้ยินข่าวว่าทัพหลวงเสด็จไป พระยาตองอูแต่งให้ม้าประจำข่าวเถิงเมืองเมาะตะมะ ครั้น รู้ข่าวว่าเสียเมืองเมาะตะมะแล้ว พระยาตองอูก็เข้าเมืองหงสาวดี แลให้เผาเย่าเรือนทั้งปวงเสีย แล้วก็พาพระเจ้าหงสาวดีรุดหนีไปยังเมืองตองอู
ฝ่ายทัพหลวงไซร้ ครั้นเถิงฝั่งสะโตง พระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสสั่งพระมหาเทพ เป็นนายกองทัพม้า ๒๐๐ ให้ยกไปก่อนทัพหลวง แล้วตรัสใช้พระยาเพ็ชรบุรี ให้ยกช้างม้า และพล ๓๐๐๐ หนุนทัพพระมหาเทพ จึงยกทัพหลวงข้ามแม่น้ำสะโตง แล้วเสด็จเถิงเมืองหงสาวดี ในวันอังคารเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำ ทัพหลวงตั้งในตำบลสวนหลวง จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จเข้าไปนมัสการพระพุทธเจ้าพระเมาะเตาในเมืองหงสาวดี ในขณะนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสแก่ท้าว พระยาเสนบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า พระยาตองอูแต่งทูตานุทูตถือ ราชสารไปเถิงพระนครขอเป็นพระราชไมตรีด้วยเรา และสัญญานัดว่าให้ยกทัพหลวงมาแล้ว จะช่วยกันรบเอาเมืองหงสาวดี และพระยา ตองอูก็ไม่อยู่ท่าทัพหลวง และยกมาปล้นเอาเมืองหงสาวดีเอง อนึ่งครั้นรู้วาเรายกมายังเมืองหงสาวดี พระยาตองอูก็มิได้ตบแต่งทูตานุทูตสำหรับการพระราชไมตรี และพระยาตองอูหนีไปเมืองตองอูนั้น เห็นว่าพระยาตองอูมิได้ครองโดยสัตยานุสัตย์ซึ่งเป็นพระราชไมตรีด้วยเรานั้นควรเราจะยกทัพหลวงไปหาพระยาตองอูเถิงเมืองตองอู ให้รู้ท่าซึ่ง พระยาตองอูจะเป็นไมตรีด้วยเราหรือ หรือพระยาตองอูมิเป็นไมตรี ด้วยเรา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ตรัสให้พระธนบุรี และขุนเพ็ชรภักดี และขุนหมือนทั้งหลายอยู่รักษาเมืองหงสาวดี แล้วยกทัพหลวงเสด็จไปจากเมืองหงสาวดี ยกไปทางเมืองตองอู
สวนพระยาละเคิ่ง ซึ่งใช้ทูตานุทูตถือพระราชสารมาถวายบังคมขอเป็นพระราชไมตรี และว่าพระยาละเคิ่งจะยกช้างม้ารี้พลมาช่วยงานพระราชสงคราม และเมื่อทัพหลวงเสด็จเถิงเมืองหงสาวดี ครานั้นพระยาละเคิ่งมิได้ยกทัพมาเองดุจพระราชสารมานั้น พระยาละเคิ่งก็ ใช้แต่ท้าวพระยาให้ยกทัพเรือพล ๕๐๐๐ มาถึงตำบลมะตาร และสั่งท้าวพระยาผู้มานั้นให้ยกพลขึ้นมาเข้าทัพหลวง โดยเสด็จงานพระราชสงคราม จึงพระยาผู้เป็นนายกองนั้น ก็ให้เถิงพระยาพระราม ให้กราบทูลพระกรุณว่า จะขอมาถวายบังคม และจะยกพล ๕๐๐๐ นั้นเข้าทัพหลวง โดยเสด็จตามกำหนดพระยาละเคิ่งสั่งมานั้น
พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า พระยา ละเคิ่งให้สัตย์ปฎิญาณว่าจะยกมาเอง ช่วยการพระราชสงคราม และซึ่งพระยาละเคิ่งมิได้ยกทัพมาเอง และใช้ท้าวพระยาให้ถือพลมาเข้าทัพเรา ครานี้แลเราจะเอาชาวละเคิ่งไปโดยสัตย์นั้นดูมิควร จึง มีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาพระราม ให้ห้ามชาวละเคิ่งมิให้โดยเสด็จ และให้แต่งพระราชรางวัลไปแก่ท้าวพระยาชาวละเคิ่งผู้มานั้นโดยบรรดาศักดิแล้ว ก็ให้ขึ้นไปยังเรือทัพเรือ
ส่วนพระยาตองอู ครั้นไปเถิงเมืองตองอู แต่งพม่าผู้ดีชื่อมังรัดออง และคนประมาณ ๒๐๐ ให้ถือหนังสือมาถวาย และพระธำมรงค์เพ็ชรสามยอดสำหรับพระเจ้าทรงธรรม ให้มังรัดออง ถือมาถวายโดยคลองพระราชไมตรี จึงพระมหาเทพม้าไปเป็น ทัพหน้า ยังประมาณ ๓๐๐ เส้นจะเถิงเมืองตองอู ก็พบชาวตองอู ซึ่งพระยาตองอูใช้มานั้น พระมหาเทพก็มิได้พิจารณาว่าทูตานุทูต พระมหาเทพใช้ชาวม้าให้ไล่จับเอาชาวตองอูอันมานั้น ได้ตัวรัดอองผู้ถือหนังสือพระยาตองอูนั้น จำคงส่งมาถวายเถิงทัพหลวง พระ บาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงพระโกรธแก่พระมหาเทพ ว่าซึ่งพระยาตองอูใช้มาเป็นราชทูต และ พระมหาเทพให้จับเอามาเป็นชะเลยนั้นมิชอบ ตรัสให้ลงพระราชอาญาแก่พระมหาเทพ และก็ให้ปล่อยมังรัดอองนั้นขึ้นไปยังเมืองตองอู ให้ว่าพระยาตองอูว่า สมเด็จพระบาทบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ ยกทัพหลวงเสด็จมาคราวนี้ไซร้ จะเอาเมืองหงสาวดีและซึ่งพระยาตองอูให้ราชทูตเอาสารไปเชิญพระบาทสมเด็ จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จมาเอาเมืองหงสาวดี และ พระยาตองอูจะยกพลมาช่วยแล้วไซร้ พระยาตองอูมิได้อยู่ท่าทัพหลวงและซึ่งปล้นเมืองหงสาวดีนั้น ได้ช้างดีม้าดีเท่าใดไซร้ ให้แต่งไปถวายโดยคลองพระราชไมตรี และทรงพระกรุณาจะเสด็จขึ้นไปยัง พระนคร ครั้นมังรัดอองเข้าไปเถิงเมืองตองอู พระยาตองอูก็ใช้มัง รัดอองให้ออกมาเล่า ให้กราบทูลพระกรุณาว่า จะขอให้ทัพหลวงตั้งอยู่แต่ในที่เสด็จเถิงนั้น ขออย่าเพ่อยกเข้าไป และพระยาตองอูจะแต่งราชสารและเครื่องบรรณาการช้างม้า ซึ่งได้ในเมืองหงสาวดีนั้นส่ง ออกมาถวาย จึงพระยาพระรามกราบทูลพระกรุณาว่า ที่เชิญทัพหลวงให้คอยอยู่นั้น เหตุพระยาตองอูจะแต่งการป้องกันเมืองยังไม่สรัพ จึงอุบายให้ออกมาห้าม ประสงค์จะแต่งการที่จะรบพุ่งนั้นให้สรัพ ขออัญเชิญทัพหลวงเสด็จเข้าไป อย่าทันให้พระยาตองอูตบแต่งบ้านเมืองให้มั่นคง พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้มังรัดอองนั้น คืนเข้าไปยังเมืองตองอู ให้ว่าแก่พระยาตองอูว่า ถ้าพระยาตองอูมิได้เสียสัตย์ เป็นพระราชไมตรีไซร้ ให้แต่งท้าวพระยาผู้ใหญ่ออกมา ครั้นให้ส่งมังรัดออง เข้าไปแล้ว พระยาตองอูมิได้แต่งท้าวพระยาผู้ใด ๆ ออกมาหามิได้ ก็ยกทัพหลวงเสด็จเข้าไปเถิงเมืองในวันจันทร์ เดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกรนั้น[6]
ฝ่ายพระยาตองอูแต่งการบ้านเมือง ก็มิได้แต่งให้ออกเจรจาความเมืองโดยคลองพระราชไมตรี รุ่งขึ้นณวันอังคาร พระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จไปยืนพระคชาธาร ก็ให้พลทหารเข้าล้อมเมืองตองอู และแต่งค่ายล้อมรอบเมืองตองอู ๔ ด้าน หน้าค่ายในด้านข้างทักษิณซึ่งทัพหลวงเสด็จอยู่นั้นไซร้เป็นพนักงานพระยาศรีสุพรรณ พระยาท้ายน้ำ หลวงจ่าแสน หมื่นศรีสงคราม ขุนราชนีกุล นอกราชการ ขุนแผลงสท้าน พระยาจ่า แสนหลวง พระยานคร เป็นนายกอง ในด้านข้างบูรพ์ไซร้ พนักงานพระเพ็ชรบูรณ์ พระยาสุพรรณบุรีหลวงมหาอำมาตยาธิบดี เป็นนายกอง ในด้านข้างอุดรไซร้ เป็นพนักงานเจ้าพระยาพิษณุโลก พระยากำแพงเพ็ชร และหมื่นภักดีศร เป็นนายกอง ในด้านข้างประจิมไซร้ เป็นพนักงานพระยานครสีมา เมืองสิงหบุรี ขุนอินทรบาล แสนภูม โลกเพ็ชรสรการ บังคับบัญชา ในหน้าค่ายทั้งสี่ด้านนั้น ตรัสให้เจ้าพระยาพิษณุโลก และขุนราชนิกูลนอกราชการ ตรวจจัดทั้งสี่ด้านและพลับพลาชัยทัพหลวงไซร้ ตั้งใกล้ค่ายล้อมนั้น ประมาณ ๑๐ เส้น
ในขณะนั้นพระยาตองอูได้ยินดีข่าวว่าทัพหลวงเสด็จไป พระยาตองอูให้ย้ายช้างใหญ่ทั้งปวงไปไว้นอกเมืองตองอู เอาไปไว้เถิง ตำบลแม่ซางใกล้แดนเมืองอังวะ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสใช้พระมหาเทพเป็นนายกอง ขุน คชภักดี เมืองคชโยธา แลขุนหมื่นอาษา ให้ไปลาด จึงพระมหาเทพและข้าหลวงทั้งปวงยกไปเถิงตำบลแกนตอง แล้วยกไปเถิงแม่ซาง ได้ช้างพลายพังซึ่งพระยาตองอูให้เอาไปซ่อนไว้นั้น ๕๐ เศษ ในนี้ แต่ช้างพลายรายปลอกกะยอสูง ๗ ศอก พลายเทวนาคพินายสูง ๖ ศอก คืบ ๕ นิ้ว พลายปลองรุรายภักสูง ๖ ศอก ๗ นิ้ว พลายละลุมแทง สูง ๖ ศอกนิ้ว พลายนีลาตองสูง ๖ ศอก ๖ นิ้ว พลายลานนิกนาง สูง ๖ ศอกนิ้ว พลายปลอกหละเนียบผยูสูง ๖ ศอก ๘ นิ้ว พลายหัศปิสาจสูง ๖ ศอก ๕ นิ้ว พลายมัตมูสูง ๖ ศอก ๘ นิ้ว พลายเนย จรัดการสูง ๖ ศอก ๓ นิ้ว พลายยูมาตางสูง ๖ ศอก ๒ นิ้ว พลายกลวรายชะวาสูง ๖ ศอก พลายพิจิตรสูง ๕ ศอกคืบกับ ๑ นิ้ว พลายชัยมงคลสูง ๖ ศอก ๘ นิ้ว พลายรายปลอกหลสูง ๖ ศอก พลายรายเรียมนางสูง ๖ ศอก พลายราชสงครำสูง ๖ ศอก พลายชมภูทับ สูง ๖ ศอก ๒ นิ้ว พลายนักเบสูง ๕ ศอก ๕ นิ้ว พลายสีหนาทสูง ๕ ศอก ๕ นิ้ว พลายสวรรคโลกสูง ๕ ศอกคืบ ๑๑ นิ้ว พลายราย ผอนสูง ๕ ศอกคีบ ๗ นิ้ว พลายรายพักตร์ปองกะยอสูง ๕ ศอกคืบ ๑๐ นิ้ว พลายสัพพางคุลาสูง ๕ ศอกคืบ ๑๑ นิ้ว พลายเขมรัฐชะวาสูง ๖ ศอก ๕ นิ้ว พลายรายพักตร์กันเลียงสูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว พลายจำกะยองสูง ๕ ศอกคืบ ๘ นิ้ว พลายอนันตโยธาสูง ๕ ศอกคืบ ๑ นิ้วพลายรายพักตร์คำยางสูง ๖ ศอกคืบ ๒ นิ้ว พลายตมายพระยาแพร่สูง ๖ ศอก พลายเขยกรมักไปสูง ๕ ศอกคืบ ๖ นิ้ว พังมระพันคง สูง ๔ ศอกคืบ ๑ นิ้ว พังอะมะหลอมสูง ๕ ศอกคืบ ๓ นิ้ว พังสูรสูง ๔ ศอกคืบ ๕ นิ้ว แล้วได้ช้างพังช้างโขลงพวกหนึ่งเอามาถวาย
เถิงณวันเสาร์ เดือน แรม ๑๓ ค่ำ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ตรัสให้พลทหารยกเข้าปีนกำแพงปล้นเมืองตองอู ชาวเมืองตองอูป้องกันเมืองเป็นสามารถ การปล้น นั้นเป็นกลางวัน และพลทหารป่วยเจ็บมาก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้ห้ามมิได้ปล้น ก็ให้คลายคืนออกเอามาเข้าค่าย จึงตรัสให้แต่งไปลาด ทุกตำบลทั่วจังหวัดเมืองตองอู จนเถิงแดนเมืองอังวะ และได้สะเบียงเป็นอันน้อยนัก ข้าวแพงเป็นทะนานละ ๑๐ สลึง ๓ บาท ไพร่ทั้งหลายมิได้อยู่เป็นมั่วมูนในทัพหลวง และหน้าค่ายล้อมเมืองทั้งปวงนั้น กระจายออกไปลาดหากินทุกตำบล อนึ่งไพร่พลหลวงทั้งหลาย ขัดสะเบียงล้มตายก็มากนัก
ขณะนั้น พระเจ้าเชียงใหม่ไม่ได้มาเป็นข้าหลวง แต่ขณะก่อนและเมื่อพระยาตะนาวศรียกทัพขึ้นไปเชียงใหม่ ห้ามชาวล้านช้าง ทั้งนั้น พระรามเดโชเข้าทัพไปด้วยพระยาตะนาวศรี ๆ ก็แต่งพระ รามเดโชให้มาอยู่ซ่องในเมืองเชียงราย เชียงแสน อันเป็นแก่ พระเจ้าเชียงใหม่นั้น ให้มาขึ้นแก่พระเจ้าเชียงรายตามประเวณี พระรามเดโชไปเถิงเมืองเชียงราย เมืองเชียงแสน ชาวเมืองทั้งสองเมืองนั้นก็สมัครด้วย พระราเดโชเป็นเจ้าเมือง ก็มิได้มาออกแก่ พระเจ้าเชียงใหม่ ส่วนท้าวพระยาหัวเมืองอันขึ้นแก่พระเจ้าเชียงใหม่ มาก็สมัครสมานด้วยพระราเดโช ๆ ได้กำลังรี้พลมาก ก็คิดจะรบ เอาเมืองเชียงใหม่ จึงพระเจ้าเชียงใหม่จะยกพลไปโดยเสด็จมิได้แล้วแต่งหลวงอันเป็นราชบุตร และท้าวพระยาช้างม้ารี้พลขึ้นไปตามทัพหลวงเถิงเมืองตองอู
ฝ่ายเจ้าเมืองแสนหวีเถิงแก่กาลพิราลัย หาผู้จะครองเมือง มิได้ จึงเสนาบดีแต่งเครื่องราชบรรณาการไปทูลเกล้า ฯ ถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวณเมืองตองอู กราบทูลขอเจ้าฟ้าแสนหวี ซึ่งได้มาเป็นข้าเฝ้า ขณะตรัสใช้พระยาศรีไสยไปช่วยกันเมืองเมาะลำเลิงนั้น คืนไปเป็นเจ้าเมืองแสนหวี
ในขณะนั้น ทัพหลวงนั้น ตั้งอยู่ล้อมเมืองตองอูเถิง ๓ เดือน และแต่งให้ไปลาดทุกตำบลไซร้ มิได้สะเบียงอันจะเลี้ยงไพร่พลทั้งปวงใน ทัพหลวงนั้น ข้าวแพงเป็นทะนานละตำลึง อนึ่งก็เป็นเทศกาลฟ้าฝนพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวสองพระองค์ ก็ยกทัพหลวงจากเมืองตองอู มาโดยทางกลอกหมอ ครั้นทัพหลวงเสด็จเถิงตำบลคับแค สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอัญเชิญพระบาทสมเด็จเอกา ทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มายังพระลานชัย ก็มีพระราชโองการดำริด้วยกันว่า แผ่นดินเมืองเชียงใหม่เป็นจลาจลเพื่อพระรามเดโช และพระยาน่าน พระยาฝางและท้าวพระยาชาวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงอันขึ้นแก่พระเจ้าเชียงใหม่นั้น ชวนกันคิดร้าย และจะรบพระเจ้าเชียงใหม่ดังนี้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็อัญเชิญ พระบาทสมเด็จเอกทศรฐอิศวร บรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จไปเชียงใหม่ ระงับท้าวพระยาทั้งปวงซึ่งคิดร้ายแก่พระเจ้าเชียงใหม่นั้น ตรัสให้ทัพพระยากำแพงเพ็ชร ทัพพระยาท้ายน้ำ ทัพ พระยาเพ็ชรบูรณ์ ทัพพระยานครสวรรค์ ทัพพระยาชัยนาท ไปโดยเสด็จ และทัพพระหลวง ทัพพระยาแสนหลวง ทัพพระยานครเป็น ทัพหน้า แล้วดำรัสให้เจ้าฟ้าแสนหวีโดยเสด็จไปด้วย ถ้าเสร็จ ราชการแล้วจึงให้ส่งขึ้นไปยังเมืองแสนหวี จึงพระบาทสมเด็จเอกา ทศรฐอิศวร บรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกทัพหลวงเสด็จโดยทางเชียงใหม่ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็เสด็จมาโดยทาง สะโตง มายังเมืองเมาะลำเลิง ส่วนข้าหลวงอันแต่งไว้ให้ส่งมอญ ทั้งปวงนั้น ก็ส่งมอญอันกระจัดพรัดพรายทั้งปวง ให้เข้าอยู่ที่ภูมิลำเนาในเมืองเมาะลำเลิงและเมืองเมาตะมะนั้นให้มาก จึงตรัสให้พระยา พลอยู่ตั้งเมืองเมาะลำเลิง และเมาะตะมะนั้นแล้ว ก็ยกทัพหลวงเสด็จมายังกรุงพระนคร
พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จเถิงตำบลท่าหอด ในวันอังคารเดือน ๗ แรม ๙ ค่ำ แรมทัพอยู่ในตำบลท่าหอดนั้น ๑๕ วัน มีพระราชโองการตรัสแก่เจ้าพระยาศรีเดโช ให้แต่งข้าหลวงไปหาพระยาหลวงเมืองน่าน พระยาฝาง พระรามเดโช พระยาพลศึกพ่าย พระยาสาด พระยา แพร่ พระยาลวะ พระยาเชียงของ พระยาพะเยา พระยาพะยาก พระยาเมืองยอง พระยาขวา และหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงทุกเมืองและแต่งข้าหลวงไปอยู่ประจำทุกเมือง
จึงพระเจ้าเชียงใหม่ก็แต่งเครื่องบรรณาการให้นันทะพะยะเอามาถวาย และให้กราบทูลพระกรุณาว่า ทัพหลวงเสด็จมานี้ พระเจ้าเชียงใหม่ก็ชื่นชมนักหนา เห็นว่ากิจกังวลทั้งปวงก็สำเร็จบริบูรณ์ ด้วยพระเดชพระราชสมภาร และว่าพระเจ้าเชียงใหม่ยกไปเมืองเชียงรายไซร้ พระยาฝางทำเพโทบายว่าจะยกมาช่วยพระเจ้าเชียงใหม่และกวาดเอาไพร่พลลูกค้าม้าขายในแดนเมืองเชียงใหม่ทั้งปวงไปยังเมืองฝาง จึงพระเจ้าเชียงใหม่จะอยู่รบเอาเมืองเชียงรายมิได้ และกลับคืนเมือง ขอเชิญทัพหลวงเสด็จไปเอาเมืองฝาง
จึงพระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธ เจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสแก่นันทะพะยะ ผู้มากราบทูล พระกรุณานั้น ให้ไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ว่า ทรงพระกรุณาตรัส ใช้ข้าหลวงให้ไปหาพระยาฝาง และท้าวพระยาทั้งปวงแล้ว จะอยู่ท่าฟังข่าวนั้นก่อน ถ้าเห็นว่าพระยาฝางมิได้สวามิภักดิ์ไซร้ จึงจะยก ทัพหลวงเสด็จไปเอาเมืองฝาง
ครั้นนันทะพะยะ รับพระราชโองการใส่เกล้า ฯ ไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ๆ ก็ให้หมื่นตองอูและนายสีนาทมากราบทูลพระกรุณาเล่าว่าในเมืองเชียงใหม่ข้าวแพงนัก ทรงพระกรุณาจะเสด็จอยู่ท่าฟังข่าว ซึ่งหาท้าวพระยาทั้งนั้น เห็นจะเป็นการช้านาน และรี้พลทั้งปวง เห็นจะขาดสะเบียง ขออัญเชิญเสด็จไปเอาเมืองฝางยังแล้ว เพราะเมืองฝางเป็นเสี้ยนสัตรูใหญ่หลวงนัก ครั้นหมื่นตองอู นายสีนาท มาเถิงทัพหลวงในวันนั้น พระยาฝางให้หมื่นหลวงชาย นำเอาเครื่องบรรณาการมาถวาย ส่วนพระยาน่านให้แสนเด็กชาย นำเอาเครื่องบรรณากามาถวาย และเถิงพร้อมกัน จึงหมื่นหลวงชายแลแสน เด็กชาย กราบทูลพระกรุณาว่า พระยาฝางและพระยาน่าน แต่ง ดอกไม้ทองเงินจะถวายบังคมในภายหลัง
พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองดารตรัสสั่งแก่หมื่นตองอู และนายสีนาท ให้ไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ โดยเนื้อคดีซึ่งพระยาฝางแลพระยาน่าน ให้กราบทูลพระกรุณานั้น เมื่อทัพหลวงเสด็จแรมทัพอยู่ในตำบลท่าหอดนั้นข้าวแพงนัก พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสถามพระยาแสนหลวงว่า ไพร่พลขัดสะเบียงดังนี้ จะเพ่อยกทัพหลวงไปตั้งแห่งใด จึง พระยาแสนหลวงกราบทูลพระกรุณา ขอเชิญเสด็จยกทัพหลวงไปตั้ง ในตำบลเมืองเถิน เพราะที่นั้นใกล้ท่าเรือ พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มิพระราชโองการ ตรัสใช้ขุนวิสูตรเสนา และขุนราชสรจันทร์ ให้ไปทูลพระเจ้าเชียงใหม่ ว่าทัพหลวงเสด็จไปตั้งในตำบลเมืองเถิน
ณวันพฤหัสบดี เดือน ๖ ขึ้นค่ำหนึ่ง พระบาทสมเด็จเอากา ทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกพลพยุหจากท่าหอดไปตั้งในตำบลเมืองเถิน
จึงพระยาฝางก็ให้แต่งเครื่องดอกไม้ทองเงินและเครื่องบรรณา การมาถวาย จึงพระยาหลวงเมืองน่าน ก็ให้พระยาชัยสงครามถือ ดอกไม้เงินดอกไม้ทอง และเครื่องบรรณาการมาถวาย พระรามเดโช ก็ให้พระยาสาดและแสนวิชยามาต ถือดอกไม่เงินทองแลเครื่องบรรณาการมาถวาย
จึงพระเจ้าเชียงใหม่ ก็ใช้เพี้ยหลวงคุมคามมากราบทูลพระกรุณาว่า พระเจ้าเชียงใหม่ใช้ฉางกองจาและเพี้ยหลวงคุมคมไปยัง เขมราฐ และใกล้เมืองฝาง พระยาฝางก็ให้คุมเอาตัวฉางกองจาและเพี้ยหลวงคุมคาม หมื่นทองฝางเก่า จำไว้ อนึ่งพระเจ้าเชียงใหม่เมื่อ ตั้งทัพอยู่ณเมืองเชียงราย และใช้งอซอ แสนท่าช้าง แสนขวาง ให้ เอาช้างขึ้นไป พระยาฝางก็ให้จับเอาผู้มีชื่อทั้งนี้ฆ่าเสีย และยังแต่ งอซอผู้เดียวให้เกราะไว้ และบัดนี้ด้วยเดชะพระราชสมภาร พระยาฝางให้ปล่อยฉางกองจา และเพี้ยหลวงคุมคาม และงอซอ มาด้วยหมื่นทองฝาง เถิงเมืองเชียงใหม่แล้ว
พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสสั่งเพี้ยหลวงคุมคามให้ทูลพระเจ้าเชียงใหม่ว่า พระยาฝาง แสนหลวงเมืองนาด และพระยารามเดโช แต่งดอกไม้เงินทองมาถวายแล้ว ตัวจะลงมาถวายบังคมภายหลัง พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการตรัสขุนทรงภารา และขุนศรี ถือพระราชวังสารไปเมืองเขมราฐ จึงแสนหลวงเมืองนาด และท้าวพระยาแสนหมื่น เจ้าเมืองนาด ก็ลงมาถวายบังคม และแสนหลวงเมืองนาดถวาย ช้างพลาย ๖ ศอกมีเศษ ถวายช้างพัง ๒ ช้าง ถวายม้าดี ๒๐ ม้า เครื่องบรรณาการมาก อนึ่งท้าวพระยาแสนหมื่นอันมาด้วยแสนหลวงเมืองนาดนั้น ถวายนั้นและเครื่องบรรณาการก็มาก อนึ่งพระยาฝาง และท้าวพระยาแสนชาวเมืองฝางลงมาถวายบังคม พระยาฝาง ถวายช้างพลายงารัดทองช้างหมื่นชาวเมือง สูง ๖ ศอกเศษ ช้างพังรูปดี ๒ ช้าง ถวายม้า ๓๐ ม้า และเครื่องบรรณาการก็มาก อนึ่ง ท้าวพระยาแสนหมื่นอันลงมาด้วยพระยาฝางนั้น ถวายม้าและเครื่องบรรณาการก็มาก อยู่ ๓ วัน พระราเดโช และท้าวพระยาแสนหมื่นชาวเมืองเชียงแสนและเชียงราย ก็มาถวายบังคม พระรามเดโช ถวายช้างพลายพรสะดึกช้างหนึ่ง สูง ๕ ศอกคืบ ช้างพลายมรนากช้างหนึ่ง ถวายม้า ๕๐ ม้า และเครื่องบรรณาการก็มาก อนึ่ง ท้าวพระยาแสนหมื่นอันด้วยพระรามเดโชนั้น ถวายเครื่องบรรณา การก็มาก พระยาพลเศิกพ่าย น้องพระยาหลวงเมืองน่าน ก็ลงมาถวายบังคม และถวายช้างพลายบุญเรือฤทธิ์หนึ่ง สูง ๕ ศอกคืบ เศษ ถวายม้าและเครื่องบรรณาการก็มาก พระยาแพร่ พระยาลวะ พระยาเชรียง พระยาเชียงของ พระยาพะเยา พระยาพะยาก พระยาเมืองยอง และท้าวพระยาหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง ก็ถวายบังคม และถวายช้างม้า และเครื่องบรรณาการก็มากนัก และท้าวพระยา แสนหมื่นทั้งปวงนี้ เอาช้างมาตั้งทัพอยู่ล้อมพระราชวังและรับ ราชการ
พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้หมื่นอินทรรักษา ให้ขึ้นไปทูลแด่พระเจ้าเชียงใหม่ ว่าท้าวพระยาทั้งปวงมาถวายบังคม และได้รับ ราชการอยู่ในทัพหลวงแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่ก็ยินนักหนา เพราะ ท้าวพระยาทั้งนั้น กำลังรี้มั่งคั่งนัก ถ้าและพระกรุณามิได้ เสด็จไประงับไซร้ เห็นว่าพระเจ้าเชียงใหม่จะยืนแก่ท้าวพระยาทั้งนี้ มิได้ และด้วยเดชะพระราชสมภารเสด็จไป จึงแผ่นดินเมือง เชียงใหม่มิได้จลาจล คงอยู่แก่พระเจ้าเชียงใหม่ อนึ่งเมื่อทัพหลวงเสด็จอยู่เมืองเถินนั้น พลทหารล้อมวังเป็นอันน้อยนัก เพราะข้าวแพงและชี้พลทั้งปวงซ่านเซ็นลงมา ยังอยู่ในทัพหลวงประมาณ ๓๐๐ เศษอนึ่งช้างม้าก็น้อยนัก
ฝ่ายท้าวพระยาลาวทั้งนั้นไซร้ ก็ย่อมมีกำลังช้างรี้พล มั่งคั่งทุกเมือง และท้าวพระยาทั้งปวงมาราบคาบที่นี้ ด้วยเดชานุภาพพระราชสมภาร จึงพระเจ้าเชียงใหม่ พระยาพะเยา นำเอาช้างพลายมาณช้างหนึ่ง สูง ๗ ศอกเศษลงมาด้วยหมื่นอินทรรักษา เอามาถวายในตำบลเมืองเถิน แล้วพระยาเจ้าเชียงใหม่ก็แต่งเครื่องบรรณา ให้แสนหมื่นถือลงมาถวายเป็นหลายครั้ง
ฝ่ายพระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จไประงับท้าวพระยาทั้งหลายในเมืองเชียใหม่ นั้นราบคาบแล้ว ก็ตรัสให้ส่งเจ้าฟ้าแสนหวีไปโดยทางเชียงใหม่ ไป ยังเมืองแสนหวีแล้ว พระราชทานตรัสให้ช้างม้าและเครื่องกระยาประสาทไปแก่เจ้าฟ้าแสนหวีนั้นมาก อยู่มาพระมหาเทวีพระเจ้า เชียงใหม่เถิงแก่อนิจกรรม พระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้แสนหนังสือเดินลงมา กราบทูลพระกรุณา ขอพระทุลองขึ้นไปช่วยแต่งการศพพระมหาเทวีและแต่งพระชัยทีปะ ผู้น้องพระทุลอง ลงมาถวายบังคมอยู่เฝ้า จำนำพระบาทในทัพหลวง ในเมืองเชียงใหม่นั้นเกิดทรพิษข้าวแพงนักพระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัสใช้หลวงเทพเสนาบดีศรีสมุหพระกลาโหม ลงมายังกรุงพระนครศรีอยุธยา เอาลำเลียงข้าวขึ้นไปยังทัพหลวง และพระราชทานให้ขึ้นไปแก่พระเจ้าเชียงใหม่ จึงได้เลี้ยงไพร่พลประชาราษฎรทั้งปวงในเมืองเชียงใหม่นั้น ส่วนขุนพรหมสุรินทร์ ข้าหลวง ผู้ไปอยู่รั้งเมืองฝางนั้น เกิดเหตุการ ชาวเมืองฝางคิดร้าย ก็ลอบ ทำร้ายแก่พระพรหมสุรินทร์ จึงมีข่าวลงมากราบทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้พระยานครและพระรามเดโช ขึ้นไปอยู่ในรั้งเมืองฝาง ครั้นท้าวพระยาหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง ลงมาถวายบังคมเสร็จแล้ว เถิงเดือน ๑๑ พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้หมื่นนนทบาลลงมากราบทูลพระกรุณา แด่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ให้หมื่นนนทบาล แถลงการซึ่งเสด็จขึ้นไประงับท้าวพระยาทั้งปวงราบคาบนั้น ถวายแด่พระพุทธเจ้าหลวง ในขณะนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จคืนมา แต่การพระราชสงคราม ก็มิได้เสด็จเข้ามายังกรุงพระนคร และ ตั้งทัพหลวงเสด็จอยู่แต่เมืองสุพรรณบุรี ครั้นหมื่นนนทบาลมา เถิงเมืองสุพรรณบุรีเสด็จอยู่นั้น หมื่นนนทบาลก็เอากิจจานุกิจทั้งปวงกราบทูลพระกรุณาถวายแด่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ๆ ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่หมื่นนนทบาล ให้ขึ้นไปกราบทูลพระบาท สมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอ เชิญเสด็จขึ้นไปยังเมืองเชียงใหม่ ให้เอาท้าวพระยาทั้งปวงไปให้สมัคสมาด้วยพระเจ้าเชียงใหม่ ครั้นหมื่นนนทบาลขึ้นไปเถิงทัพหลวง กราบทูลพระกรุณาโดยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีพระราชโองการตรัสนั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้ข้าหลวงขึ้นไปหาพระรามเดโชในเมืองฝาง ว่าทัพหลวงเสด็จไปยังเมืองเชียงใหม่ และให้พระ ราเดโชลงมาถวายบังคมในเมืองเชียงใหม่ จึงตรัสใช้ข้าหลวง ให้ขึ้นไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ว่าทัพหลวงจะเสด็จขึ้นตั้งในเมืองลำพูน และให้พระเจ้าเชียงใหม่ออกรับเสด็จในเมืองลำพูน จะเอาท้าวพระยาท้าวหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงมอบแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ให้สมานด้วยกัน
ขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่รู้ข่าว ก็แต่งท้าวพระยาแสนหมื่นให้ออกมาปลูกตำหนักรับทัพหลวง แล้วก็แต่งตำหนักที่พระเจ้าเชียงใหม่จะเสด็จออกมาอยู่เองนั้น
เถิงณวันอาทิตย์เดือนอ้ายขึ้น ๑๑ ค่ำ พระบาทเด็จเอกาทศ รฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกทัพหลวงเสด็จจากเมืองเถิน และพระยาหลวงเมืองน่าน เพยเสนหลวงพิงชัย พระยา ฝาง และท้าวพระยาหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง และพระชัยทีปะ ลูกพระเจ้าเชียงใหม่ก็ไปโดยเสด็จ จึงยกทัพหลวงไปตั้งเมืองลำพูน ในขณะนั้น ช้างรี้พลฝ่ายท้าวพระยาลาวทั้งปวงนั้น ล้อมทัพหลวง อยู่เป็นหนักหนา พระเจ้าเชียงใหม่รู้ว่า ท้าวพระยาทั้งปวงพร้อมมูล ในทัพหลวง และช้างม้ารี้พลมากนัก บรรดาพระเจ้าเชียงใหม่จะออกมารับทัพหลวงไซร้ ก็คิดสงสัยเกรงขาม และได้ออกมารับเสด็จใน เมืองลำพูนนั้น พระราเดโช ครั้นมีพระราชกำหนดขึ้นไปหา ก็ยกลงมาจากเมืองฝางจะมายังทัพหลวงในเมืองลำพูน ก็เอาช้างม้ารี้พลเดินกรายเมืองใหม่มา พระเจ้าเชียงใหม่ก็แต่งทัพม้าไทยใหญ่ออก ไปซุ่มไว้ ซึ่งทางพระราเดโชจะยกมานั้น ครั้นเช้ามืดชาวเข้าม้าไทยใหญ่ก็ยกเข้าตี ทัพพระรามเดโชมิทันรู้ตัวก็แตกฉาน พระรามเดโชจะลงมา ยังทับหลวงมิได้ คืนไปเมืองฝาง
พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสรู้การซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่คิดสงสัย และมิได้ลงมายัง ทัพหลวงนั้น จึงมีพระราชโองการตรัสให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองมนตรีมุขทั้งปวงพิพากษาว่า ซึ่งทรงพระกรุณาให้เรายกพลากรมาทั้งนี้ เพราะเหตุว่าทรงพระเมตตาแก่พระเจ้าเชียงใหม่ เพื่อจะให้ระงับท้าวพระยาลาวทั้งปวง อันกระด้างกระเดื่องเป็นปัจจามิตรแก่พระเจ้า เชียงใหม่ ให้ปกติราบคาบ ท้าวพระยาลาวทั้งปวงก็มาพร้อมกันณเมืองเถินสิ้น ฝ่ายพระเจ้า เชียงใหม่ก็มิได้ลงมา เรื่องความทั้งนี้ก็ทราบลงไปเถิงฝ่าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณ ธรรมอันมหาประเสริฐ ดำรัสเห็นว่า เมืองเชียงใหม่ยังปกติ จึงให้ เรากลับขึ้นมาระงับเสียให้จงได้ พระเจ้าเชียงใหม่ก็มิได้ลงมา กลับ แต่งทัพม้ามาซุ่มไว้ตีพระรามเดโช อันลงมาตามกำหนดอีกเล่า และซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ทำดังนี้ ยังเห็นประการใด มุขมนตรีทั้งปวง ปรึกษาว่า เดิมแผ่นดินเมืองใหม่เป็นจลาจล พระเจ้าเชียงใหม่ หาที่พึ่งมิได้ จึงให้ไปกราบทูลเบื้องบาทยุคล ขอเอาพระเดชเดชา นุภาพปกเกล้าปกกระหม่อม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระกรุณาแก่พระเจ้าเชียงใหม่ จะให้คงอยู่ในเศวตฉัตรจึงเชิญพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาในสมัยใช่ฤดูกาล ป่วยการรี้ พลมาก ครั้นทัพเสด็จมาเถิงท่าหอด ตรัสให้ข้าหลวงไปหาท้าว พระยาลาว อันกระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้าเชียงใหม่ เดชะพระเดชา นุภาพ ท้าวพระยาลาวทั้งปวงมิอาจจะขัดแข็งอยู่ ก็พากันมากราบ ถวายบังคมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ในทัพหลวงณเมืองเถินสิ้น พระ เจ้าเชียงใหม่ก็หามาไม่ ด้วยมิได้เกรงพระเดชเดชานุภาพ มีแต่ กลัวพระยาลาวทั้งปวงมากกว่าพระราชอาชญาอีก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงพระโทมนัสเคืองพระทัย ต้องทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินกลับขึ้นมาเถิงเมืองลำพูน กำหนดให้พระเจ้าเชียงใหม่ มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทพร้อมกันกับพระยาลาว เพื่อพระราชทาน พระราโชวาท ให้พระยาลาวสมัคสมาอ่อนน้อมต่อพระเจ้าเชียง ๆ ใหม่ก็มิ ได้ลงมา กลับแต่งทัพม้าใหญ่ มาซุ่มตีพระรามเดโชอันจะลงมา เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จนพระรามเดโชมามิได้ต้องกลับคืนไป เมืองฝาง และพระเจ้าเชียงใหม่โมหจิตต์ มิได้เชื่อพระเดชเดชา นุภาพแล้ว ซึ่งจะเสด็จโปรดอีกนั้นเหลือการ อนึ่งไพร่พลทัพหลวง และไพร่ท้าวพระยาทั้งปวง ก็ขัดสนสะเบียงนัก ขอเชิญเสด็จพระ ราชดำเนินทัพหลวง เสด็จกลับยังกรุงพระมหานครจึงควร แล้วนำคำพิพากษากราบทูลพระกรุณา
จึงมีพระราชโองการตรัสว่า พระเจ้าเชียงใหม่เป็นคนหลวงอยู่แล้วแลจะละเสีย เหมือนไม่อนุกูลพระเจ้าเชียงใหม่ ประการหนึ่งก็จะเสียเกียรติสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ผู้ทรงพระคุณอันมหาประ เสริฐไป ทั้งพระองค์ก็ทรงพระโกรธติโทษเราได้ ช่วยให้ข้าราชการ ผู้มีสติปัญญาเข้าไปว่ากล่าวชี้แจง ให้พระเจ้าเชียงใหม่ออกมาจงได้ แลให้ม้าตำรวจ ๓๐ ม้าขึ้นไปหาพระรามเดโชลงมาสมัคสมานเสีย จึงควร ฝ่ายเสนาข้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบถวายบังคมเห็นด้วยพระดำริทุกประการ
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้หมื่นอินทรักษา กับพระชัยทีปะ โอรสพระเจ้าเชียงใหม่ เข้าไปยังเมืองเชียงใหม่ ให้หมื่นเพ็ชรไพรี หัวหมื่นตำรวจ ๓๐ ม้า ไปหาพระรามเดโชณเมืองฝาง ครั้นหมื่น อินทรักษาช้าหลวงกับพระชัยทีปะ ไปเถิงพระเจ้าเชียงใหม่ จึงทูลว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเมตตาอุตสาหะ เสด็จพระราชดำเนินยกทัพหลวงขึ้นมาเถิงเมืองลำพูน กำหนดให้ลงไปเฝ้า ทรงพระกรุณาจะเอาพระยาลาวทั้งปวงสมัคสมานมอบให้ เหตุไฉนพระองค์จึงมิได้ไปเฝ้าแล้วลอบแต่งทัพม้า ตีพระรามเดโชอันจะลงไปเฝ้าทูลละอองธุลี พระบาทอีกเล่า พระองค์ทำดังนี้ควรอยู่แล้วหรือ บัดนี้พระเจ้าอยู่หัว ขัดเคือง ให้เสนาพฤฒามาตย์ปรึกษา ๆ ให้เชิญเสด็จยกทัพหลวง กลับมายังกรุงพระมหานคร แต่ทว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังทรง พระอาลัยเถิงพระองค์ว่า ถ้าทัพหลวงเสด็จกลับ เห็นว่าเมืองเชียงใหม่ จะตั้งอยู่มิได้ เสียดายที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรมารพระองค์เสด็จมา ให้ข้าพเจ้าเข้ามาทูลพระองค์ อย่าให้วิตกเกรงขามท้าวพระยาลาวทั้งปวงเลย เป็นภาระธุระสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะระงับการกลึ ให้สงบจงได้ พระชัยทีปะทูลชี้แจงพระเดชเดชานุภาพ ที่ท้าวพระยาลาวเกรงขามให้ฟังทุกประการ
พระเจ้าเชียงใหม่ได้แจ้งดังนั้นมีความยินดีนัก ครั้นเพลารุ่งเช้าพระเจ้าเชียงใหม่ก็ยกช้างม้ารี้พลโดยสมควรลงมายังเมื องลำพูน เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทูลขอโทษที่มิได้ลงมาเฝ้าและลอบทำร้ายพระรามเดโชทุกประการ
สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังพระเจ้าเชียงใหม่ กราบทูลแย้มพระโอฐแล้วมีพระราชโองการตรัสว่า ซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ มิได้มาตามกำหนดนั้น เพราะท่านมิได้เชื่อพระบวรบุญญานภาพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ผู้ทรงพระกฤษฎาภินิหารอันประเสริฐ ตรัสเท่านั้นแล้ว ก็ให้หาท้าวพระยาลาวทั้งปวงเข้ามาเฝ้า จึงมี พระราชบริหารตรัสแก่พระยาฝาง และท้าวพระยาแสนหลวงทั้งปวงว่าเมืองเชียงใหม่เป็นเมืองกษัตริย์สืบมาแต่โบราณราชประเพณี พระ เจ้าเชียงใหม่เล่า ก็เป็นกษัตริย์สืบสุริยวงศ์มาหลายชั่วแล้ว ซึ่งท่าน ทั้งปวงคบคิดกันเป็นปัจจามิตรข้าศึก จะรบเอาเมืองเชียงใหม่นั้น เถิงมาตรว่าจะได้สมบัติในเมองเชียงใหม่ก็ดี ความทรยศอันนี้ก็จะปรากฎอยู่ชั่งฟ้าดิน ดูมิบังควร สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาการุญภาพท่านทั้งปวงและพระเจ้าเชียงใหม่ จึงดำรัสให้เราอุตสาหะมา หวังจะให้ท่านทั้งปวงสามัคคีรส สุนทรภาพสโมสรสุจริตดุจกาลก่อนท้าวพระยาทั้งหลายจะว่าประการใด
ท้าวพระยาแสนหลวงทั้งปวงกราบถวายบังคมพร้อมกัน แล้วกราบทูลว่า พระเจ้าอยู่หัวโปรดประการใด จะกระทำตามทุกประการ
พระเจ้าเชียงใหม่กราบทูลพระกรุณาว่า ท้าวพระยาทั้งปวงปราณีประนอมแล้ว ข้าพระองค์มิได้มีอาฆาตจองเวรแก่ท้าวพระยา ทั้งหลาย จะถวายสัตย์ปฎิญาณได้
สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ฟังดังนั้น ดีพระทัย ตั้งแต่นั้นพระเจ้าเชียงใหม่กับท้าวพระยาแสนหลวงแสนเมืองทั้งปวง ก็มิได้มีความพิโรธอาฆาตแก่กันต่อไป พระเจ้าเชียงใหม่ก็มิได้กลับเข้าไป เมืองเชียงใหม่ อยู่ทัพหลวงเถิง ๘ เวน
ฝ่ายหมื่นเพ็ชรไพรีกับพระรามเดโช ก็มาเถิงพร้อมกันกับพระเจ้าเชียงใหม่ แสนหลวงเมืองทั้งปวง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้พระราชโอวาทโดยยุติธรรมสามัคคีรส พระเจ้าเชียงใหม่กับพระรามเดโชก็สิ้นเวรพยาบาทกัน ครั้นรุ่งขึ้นก็เสด็จพระราชดำเนิน พอพระเจ้าเชียงใหม่และท้าวพระยาลาวทั้งปวง กระทำสัตย์ปฎิญาณถือน้ำพระพิพัฒน์ต่อพระเจ้าเชียงใหม่ ๆ ก็ถวายสัตย์ต่อสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จำเพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้า พระธรรมเจ้า พระสงฆ์เจ้าซึ่งมิได้อาฆาตจองเวรแก่ท้าวพระยาทั้งหลาย เป็นอันสุจริต สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้โอวาทสั่งสอนพระเจ้าเชียงใหม่ และท้าวพระยาทั้งหลายเป็นอเนกบรรยาย แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับ เข้ามายังราชพลับพลาอาศัย จึงดำรัสแก่พระเจ้าเชียงใหม่ และพระรามเดโช ท้าวพระยาแสนหลวงแสนเมืองทั้งปวง ให้ไปอยู่รักษาเมืองดังเก่า บำรุงประชาราษฎรขอบขันธเสมาโดยยุติธรรมประเพณี ให้ถาวรคณนาสืบไป
ครั้นณวันอังคาร เดือนอ้ายแรม ๔ ค่ำ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จพระราชดำเนินยกพยุหโยธาทัพออกจากเมืองลำพูนแลพระเจ้าเชียงใหม่ พระรามเดโช ท้าวพระยาแสนหลวงแสนเมือง ทั้งปวง ก็ตามมาส่งเสด็จเถิงตำบลจอมทอง แล้วยกแยกกับไป บ้านเมืองโดยพระราชกำหนด แต่พระชัยทีปะ ลูกพระเจ้าเชียงใหม่ และพระยาเด็กชาย และนักทะกะยอสู นั้นลงมาโดยเสด็จ พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงมาเถิงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็มีพระราชหฤทัยปรีดาภิรมย์หนักหนา และสรรเสริญพระเดชเดชานุภาพพระราชสมภารพระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จไประงับท้าวพระยาทั้งปวงให้ราบคาบนั้น
เมื่อครั้งลุศักราช ๙๒๕ ปีขาลโทศก (พ.ศ. ๒๑๓๓) นั้น ณเมืองละแวกแต่เมื่อครั้งพระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จยกทัพหลวงไปปราบราชสัตรูในเมืองละแวกและเทเอาครอบครัวบุตรภรรยาพระเจ้าละแวก อพยพทั้งปวงเข้ามาอยู่ ณกรุงพระมหานครแล้ว และอยู่ภายหลังมานั้น ลูกพระเจ้าละแวกซึ่งแตกหนีไปอยู่เมืองลานช้างนั้น ก็กลับมายังเมืองละวกคืนแล้ว ให้ประมูลไพร่พลเมืองทั้งปวงเข้ามาตั้งเมืองละแวก ขึ้นเสวยราชสมบัติแทนที่บิดา จึงแต่งดอกไม้เงินทองเครื่องราชบรรณาการให้เข้ามา ทูลเกล้า ฯ ถวายทุกปีมิได้ขาด ครั้นพระเจ้าละแวกองค์นั้นเถิงแก่ กรรมพิราลัยไปแล้ว จะหาผู้ใดปกครองแผ่นดินเมืองละแวกนั้นมิได้ จึงสมพราหมณาจารย์ และท้าวพระยามนตรีมุขทั้งปวง แต่ง ดอกไม้เงินทองแลเครื่องบรรณาการ มาถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ขอพระศรีสุพรรณมาธิราช ผู้น้องพระเจ้าละแวกก่อนนั้น ไปครอบครองแผ่นดินเมืองละแวก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรง พระกรุณา พระราชทานเครื่องบริโภคสำหรับมหากษัตริย์ ให้เอา พระศรีสุพรรณมาธิราชเป็นพระเจ้าละแวก แล้วตรัสให้เจ้าพระยา สวรรคโลก พระยาพันธารา และพลหาร ๓๐๐๐ เอาพระศรี สุพรรณมาธิราชไปส่งเถิงเมืองละแวกโดยเรือทางเรือ ในปีขาลโทศกนั้น
ลุศักราช ๙๕๓ ปีเถาะตรีศก[7] (พ.ศ. ๒๑๓๔) พระศรีสุพรรณมาธิราช ผู้เป็นพระเจ้าละแวก ให้พระยากลาโหม ผู้ลูกเขยมากราบทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ว่า พระยาออนอันหนีไปด้วยซ่องพรรคในตำบล แสนสะโทงนั้น ประมูลซ่องพรรคทั้งปวงได้มากแล้ว ว่าจะยกมารบพระเจ้าละแวก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระมหาธรรมราชา และช้างเครื่อง ๕๐ ม้า ๑๐๐ พล ๑๐,๐๐๐ ทัพพระยาธรรมาธิบดี พระยาสวรรคโลก พระยากำแพงเพ็ชร พระยาสุโขทัย พระยาพันธารา ยกไปโดยทางโพธิสัตว์ และมีพระกำหนดไปให้พระเจ้าละแวก ยกทัพออกมาบรรจบด้วยทัพสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอแล้ว ให้ยกไปตีทัพพระยาออนในตำบลแสนสะโทงนั้นครั้นตีทัพพระยาออนแตกฉานแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอก็ยกทัพคืน มา โดยทางพระนครหลวง มาถวายบังคับพระบาทสมเด็จพระพุทธ เจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์
เมื่อทัพหลวงเสด็จอยู่ในเมืองเพ็ชรบุรี ในปีเถาะตรีศกนั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นไปประพาสโดยทางชลมารค เสด็จด้วยพระชลวิมาน อันอลัง การอลงกฎรจนา ดูมหิมาดาดาษด้วยบริหาร แสนศฤงคารประดับ สรัพเสร็จ เสด็จเถิงเมืองพระพิษณุโลก ตั้งตำหนักในตำบลวัดจันทร์ ฝ่ายพระคชาธารสารสินธพพาหนะ และช้างต้นม้าต้นทั้งปวงไซร้ ทรงพระกรุณาตรัสให้ไปโดยทางชลมารค รับทัพหลวงในเมืองพระ พิษณุโลก พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จไปนมัสการพระชินราช ในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุในเมืองพระพิษณุโลกนั้น แล้วก็เสด็จไปประพาศในจังหวัดเมืองพระพิษณุโลกนั้นทุกตำบล
ในขณะนั้นกรมการเมืองพระพิษณุโลก กราบทูลพระกรุณาว่าเสือร้ายนักย่อมมาบีฑาผู้ในคนในเมืองพระพิษณุโลก ทรงพระกรุณาตรัสให้ข้าหลวงไปล้อมเสืออันร้ายทุกตำบล วันหนึ่งข้าหลวงไปล้อมเสือมาถวาย ทรงพระกรุณาตรัสให้แต่งเป็นคอกสูงประมาณ ๑๐ ศอก แล้วเอาเสือปล่อยเข้าในคอกนั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จด้วยช้างพระที่นั่ง และเสด็จออกไปยืนช้างพระที่นั่งแทบคอกนั้น และจะให้ทหารข้าหลวงเข้าพุ่งแทงไซร้ เสือนั้นใหญ่กำลังสามารถ ก็วิ่งข้ามคอกออกมา โดยหน้าพระที่นั่ง ทรงพระกรุณาเสด็จวางช้างที่นั่งตามเสือนั้นไป แล้วตรัสให้ข้าหลวงเข้าล้อมแทงเอาได้ในกลางแปลง และข้าหลวง จะได้ป่วยเจ็บนั้นหามิได้
พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จไปพระพิษณุโลกคราวนั้น และเสด็จประพาสดังนี้เป็นหลายครั้ง จึงพระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสให้เอาทองนพคุณเครื่องราชาปโภค มาสำหรับเป็นทองประธาศรี จึงเสด็จไปปิดพระพุทธ ปฎิมาพระชินราชด้วยพระหัตถ์ เสร็จบริบูรณ์ก็แต่งการฉลอง แล้ว ให้เล่นมหาศพบูชานมัสการแก่พระพุทธเจ้านั้น ๗ วัน ๗ คืน เป็นมหามโหฬารนักหนา จึงสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้ข้าหลวง ขึ้นไปกราบทูลพระกรุณา เชิญเสด็จพระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงมาจากเมืองพระพิษณุโลกในวันพุธ เดือน ๖ แรม ๖ ค่ำ ในปีเถาะศกนั้น
เถิงเดือน ๙ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทะเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จจากเมืองเพ็ชรบุรีโดยชลมารค เสด็จไปประพาสเถิงตำบลสามร้อยยอด และตั้งพระตำหนักแถบฝั่งพระมหาสมุทร จึงเสด็จลงพระสุพรรณวิมานนาวา อันอลงกฎรจนาธิการประดับ สรัพด้วยเครื่องพิชัยสาตราวุธมหิมา และเรือท้าวพระยาเสนบดีพิริยโยธาทหาร โดยเสด็จแห่ห้อมล้อมดาดาษ ในท้องมหาอรรณพสาคร พระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จออกไปประพาสภิรมย์ชมฝูงมัศยากร อันมีนานาพรรณในกลางสมุทร ก็ทรงเบ็ดทอดได้ฉลามขึ้นมายังพระตำหนัก พระบาทสมเด็จบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จออกไปประพาสในกลางมหาสมุทรดังนั้น ได้ ๑๔ วันวารแล้ว มีพระราชโองการตรัสสั่ง ให้ไปแต่งพระตำหนัก ในริมฝั่งพระมหาสมุทรตำบลโตนดหลวง ก็เสด็จลงพระสุพรรณวิมานมหานาวา อันเป็นพิชัยพาหนะสำหรับประดับพลากรโดยขนัด เรือท้าวพระยาเสนบดีมาตรีพิริโยธามาตย์ ทั้งหลาย แห่ห้อมดาษดา ดูมหิมาด้วยเครื่องสรรพายุทธ์ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าเป็นอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จโดยชลมารคมหาสุมทรมายังพระตำหนักในตำบลโตนดหลวง และ ทอดอยู่แม่ทัพในมหาสมุทร ๒ คืน จึงเสด็จถึงพระตำหนักโตนด หลวงนั้นและเสด็จออกไปประพาสในกลางมหาสมุทร ในตำบล โตนดหลวงนั้นเล่า อยู่ ๑๒ วัน จึงเสด็จจากตำบลโตนดหลวง เสด็จโดยสถลมารคเข้ามายังเมืองเพ็ชรบุรี
ลุศักราช ๙๕๔ ปีมะโรงจัตวาศก[8] (พ.ศ. ๒๑๓๕) เดือน ๑๒ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้บำรุงช้างม้ารี้พลทั้งปวงไว้สรัพ จะยกทัพหลวง เสด็จไปเอาเมืองตองอู จึงมีข่าวมาว่าพระยาอังวะยกมาเอาเมืองนายแลได้เมืองนายแล้ว และพระยาอังวะจะยกไปเอาเมืองแสนหวีเล่า พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสว่า เมืองนายและเมืองแสนหวีไซร้ ได้เป็นขันธเสมาฝ่ายกรุงพระนครศรีอยุะยาแล้ว และซึ่งพระยาอังวะมาเอาเมือง นายแลเมืองแสนหวีดังนี้ ควรเรายกทัพหลวงไปเมืองอังวะ จึง มีพระราชกำหนดแก่ท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีทั้งปวง ให้ตรวจเครื่องสรรพาวุธช้างม้ารี้พลทั้งปวงจงสรัพ และจะยกทัพ หลวงเสด็จไปเอาเมืองอังวะ ครั้นมิคศริมาศ พระบาท สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งพระตำหนักในตำบลป่าโมก ครั้นเสร็จก็เสด็จด้วยพระชลวิมานมาโดยทางชลมารค เสด็จเข้าตระพังพลในพระตำหนัก ป่าโมกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์ ก็เสด็จพยุหยาตราจากตำบลป่าโมก เสด็จโดยชลมารค ขึ้นเหยียบชัยภูมิในตำบลเอกราช ให้ขุนแผนสะท้านฟันไม้ข่มนาม โดยการพระราชพิธีพิชัยสงครามเสร็จ ก็เสด็จออกทัพชัยในตำบล พระหล่อ
พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ เสด็จพยุหยาตราโดยสถลมารค สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จ ทรงช้างต้นศรีชัยศักดิ์เป็นพระคชาธาร สมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จทรงช้างพระมหาศักดานุภาพเป็นพระคชาธาร พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จพยุหยาตราด้วยพระคชาธารทั้งสองอันประดับด้วยเครื่องคุเชนทราลังการ อันพิจิตรด้วยกาญจนมณีรัตนชัชวาล และโอฬารด้วยเครื่องพระอภิรมเศวตฉัตร กลิงกลดชุมสายลายพิจิตร พิพิธรัตนพัชรีจามร บวรพรรณโอภาษ เดียรดาษด้วยพระยา สามนตราชเสนาบดี มนตรีพิริยโยธาทหารแห่ห้อมล้อมเป็นบริพาร ดูอธึก พันลึกด้วยพวกพลคเชนทรนิกร บวรมหาคชสารสินธพสมุหโยธาทั้งหลาย ดูพรรณรายด้วยเครื่องสรรพยุทธ์เกราะกรายย้าย กันแห่โดยขนัดซ้ายหวาหน้าหลัง และพลช้างเครื่อง ๘๐๐ พลม้า ๑๕๐๐ พลโยธาหาญ ๑๐๐,๐๐๐ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จพยุหยาตราโดยสถลมารค ก็ไปโดยทางกำแพงเพ็ชรขึ้นไปยังเชียงใหม่ และพระเจ้าเชียงใหม่ ไปรบพระรามเดโชในเมืองเชียงแสน จึงตั้งทัพหลวงแทบเมืองเชียง ใหม่อยู่ท่าพระเจ้าเชียงใหม่ และแต่งข้าหลวงให้ไปหาพระรามเดโช และเชิญพระเจ้าเชียงใหม่คืนมา ครั้นพระเจ้าเชียงใหม่มาเถิงทัพ หลวง และพระเจ้าเชียงใหม่ ก็เสด็จมาเคารพแด่พระบาทสมเด็จ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ แล้วก็ถวายช้างม้าและเครื่องบรรณาการต่าง ๆ เสด็จตั้งตำหนักอยู่แทบทัพหลวงใน วันอัฐมีนั้น พระเจ้าเชียงใหม่กราบทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จเข้าไปนมัสการพระ พุทธสิหิงค์ในเมืองเชียงใหม่นั้น และทัพตั้งอยู่ที่ในเมืองเชียง ใหม่นั้นเดือนหนึ่ง จึงยกทัพหลวงเสด็จจากเมืองเชียงใหม่ไปโดย ทางอังวะ พระเจ้าเชียงใหม่และลูกพระเจ้าเชียงใหม่ทั้งสามไป โดยเสด็จทัพหลวง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ยกพยุหโยธาทัพ เสด็จไปโดยทางเมืองหางหลวง พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกทัพหลวงเสด็จไปโดย ทางเมืองฝาง ในวันพฤหัสบดี เดือน ๕ แรม ๑๑ ค่ำ
ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จเถิงเมืองหางหลวง และ ตั้งทัพหลวงอยู่ตำบลทุ่งแก้ว แรมทัพในตำบลนั้น ส่วนพระยา กำแพงเพ็ชร และพระหัวเมืองขุนหมื่นทั้งหลายผู้เป็นทัพหน้า ก็ ยกช้างม้ารี้พลไปเถิงแม่น้ำคง ในขณะนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ทรงพระประชวรหนัก ก็ตรัสใช้ข้าหลวงไปกราบทูลพระกรุณาเถิง เมืองฝาง พระบาทสมเด็จเอกาทศรฐอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จจากเมืองฝางมายังสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในเมืองหางหลวง แลเสด็จเถิงในวันอาทิตย์ เดือน ๖ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมะเส็งเบญจก (จ.ศ. ๙๕๔ พ.ศ. ๒๑๓๖) รุ่งขึ้นวันจันทร์ เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ เพลาชายแล้ว ๒ บาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็เสด็จสวรรคต
สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระวษามะโรงศก เมื่อได้ราชสมบัตินั้น ศักราช ๙๕๐[9] ปีขาลสัมฤทธิศก ในปีขาลนั้นพระชนมายุ ได้ ๓๕ พระวษา เสด็จอยู่ในราชสมบัติ ๑๕ พระวษา เมื่อเสด็จสวรรคตในเมืองหางหลวง พระชนม์ได้ ๕๐ พระวษา
- ↑ .....ไม่กล่าวถึงการราชาภิเศก เป็นแต่เล่าว่าศักราช ๙๕๕ มะเส็งศก วันจันทร์ เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ เสด็จเถลิงพระมหาปราสาท
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๕๔ มะโรงศก วันศุกร์ เดือน ๑๒ แรม ๒ ค่ำ
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๕๕ มะเส็งศก
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐกล่าวแต่เพียงว่า ศักราช ๙๕๕ มะเส็งศก ณวันศุกร์เดือนยี่ขึ้น ๑๐ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๓ นาฬิกา ๖ บาท เสด็จพยุห ยาตราไปเอาเมืองละแวก และตั้งทัพชัยตำบลบางขวด เสด็จไปครั้งนั้น ได้ตัวพระยาศรีสุพรรณในวันอาทิตย์เดือน ๔ แรม ๑ ค่ำนั้น
- ↑ ถ้าเดือน ๓ ขึ้นค่ำหนึ่ง เป็น วันเสาร์จริง เดือน ๓ แรมค่ำหนึ่ง ก็น่าจะเป็นวันอาทิตย์
- ↑ เมื่อสมเด็จพระนเรศชวรมหาราช โปรดให้เตรียมกองทัพ จะยกไปปราบมอญพะม่านั้น กล่าวไว้ว่า ในปีชวดสัมฤทธิศก คือ จ.ศ. ๙๕๐ พ.ศ. ๒๑๓๑ (ดูหน้า ๒๒๖) แต่ครั้นถึงตอนทัพหลวงยกเข้าเหยียบ ชานเมืองตองอู กลับว่าเป็นปีกุร ซึ่งจะย้อนถอยไปเป็นปีกุร จ.ศ. ๙๔๙ ก่อนปีชวด จ.ศ. ๙๕๐ นั้นไม่ได้ ถ้ายุติเอาปีกุรหลังนี้เป็นหลัก ปีชวด สัมฤทธิศก จ.ศ. ๙๕๐ ก็ต้องเลื่อนมาเป็น จ.ศ. ๙๖๐ ปีจอสัมฤทธิศก ส่วนปีกุรเป็นเอกศก จ.ศ. ๙๖๑ พ.ศ. ๒๑๔๒ ตรงกับที่กล่าวไว้ใน พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๖๑ กรุศก วันพุธ เดือน ๔ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เสด็จพระราชดำเนินเถิงเมืองตองอู
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๖๕ เถาะศก ทัพพระเจ้า ฝ่ายหน้าเสด็จไปเอาเมืองขอมได้
- ↑ ฉบับหลวงประเสริฐว่า ศักราช ๙๖๖ มะโรงศก
- ↑ อีกฉบับหนึ่งว่า ศักราช ๙๔๐