ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 34
ครั้นเดือน ๑๐ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๗ ค่ำ จึงเสด็จขึ้นราชาภิเษกตามพระราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน ให้เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตทั้งปวงถวายบังคมที่หน้าพระ ถือน้ำพิพัฒสัจจาตามบุราณราชประเพณีเสร็จแล้ว จึงทรงพระกรุณาสั่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเสด็จไปอยู่วังจันทร์ ให้ชะเลื่อมขึ้นเป็นพระราชาวังบวรสถานมงคล ให้นายช้างทรงบาศ ซึ่งสมเด็จพระนารายน์เป็นเจ้าทรงพระกรุณาโปรดฝึกสอนในการช้าง มีกำลังมาก ได้ร่วมคิดเอาราชสมบัติ จึงทรงพระกรุณาโปรดให้ไปอยู่ในพระราชวังหลัง ให้ เจ้าพระยาสุรสงครามอยู่ณตึกสี่เหลี่ยมบ้านเดิม ให้พระราชทานเครื่องยศแลแห่เครื่องสูงสามชั้นเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท เหมือนกัน ทั้งสามแห่ง แลสมเด็จพระนารายน์เป็นเจ้า มีพระราชภคินี คือ กรมหลวงโยธาทิพ พระองค์หนึ่ง มีพระราชบุตรี คือกรมหลวงโยธาเทพพระองค์หนึ่ง ครั้นเสด็จพระราชดำเนินแต่เมืองนนท์ลงมาถึงกรุงเทพ มหานครแล้ว จึงเสด็จพระราชดำเนินไปจะเข้าที่บรรทมพระตำหนัก ตึกกรมหลวงโยธาทิพๆ บอกพระอาการว่าทรงพระประชวรอยู่ จึงเสด็จพระราชดำเนินไปหน้าพระตำหนักตึกกรมหลวงโยธาเทพ ๆ ไม่ยอม ตรัสตัดพ้อ ตรัสแล้วทรงแสงดาบติดพระหัตถ์อยู่ จึงทรงพระกรุณาให้หาหมอทำเสน่ห์ ก็เสด็จเข้าที่พระบรรทม ให้ทรงพระกรรแสง ครั้นเสด็จพระราชดำเนินไปครั้งหลังจึงยอม ประมาณ ๗ เดือน ๘ เดือนกรมหลวงโยธาเทพทรงพระครรภ์ ๆ ๓ เดือน ณ เดือน ๙ ปีมะโรงศกถาดทองในพระราชวังหาย ทรงพระกรุณาให้ พิจารณาสืบสาว ไปได้ถาดทองในพระราชวังหลัง จึงทรงพระกรุณาให้ลงพระราชอาญา นายช้างทรงบาศถึงสิ้นชีวิต ครั้นอยู่ณเดือน ๑๑ ปีมะโรง ทรงพระกรุณาให้เจ้าพระยาสุรสงคราม ว่าจะอยู่ก็กีดขวาง ก้มหน้าไปเถิด อย่าคิดวิตกถึงลูกเมียเราจะเลี้ยง ครั้นเจ้าพระยาสุรสงครามตายแล้ว จึงทรงพระกรุณาให้เอาบุตรชายอายุ ๑๐ เดือน เข้ามาเลี้ยงไว้ใน พระราชวัง ให้มีพี่เลี้ยงนางนม และให้ทำการพระเมรุมาศ ถวายพระเพลิงพรบรมศพสมเด็จพระนารายน์เป็นเจ้า ขนาดใหญ่ ขื่อ ๗ วา ๒ ศอก สูง ๒ เส้น๑๑ วาศอกคืบ ครั้น ทำการพระเมรุมาศเสร็จแล้ว ถึงวันเพ็ญเดือน ๕ ปีมะเส็ง จึงเชิญพระบรมศพแห่แหน ไปด้วยเสียงดุริยดนตรีแตรสังข์ฆ้องกลอง ครั้นพระบรมศพถึง หน้าที่นั่งจักรวรรดิ จึงทรงพระกรุณาสั่งให้ตีฆ้องสัญญาณ์ ให้หยุดกระบวนแห่หน้าหลังซ้ายขวาหยุดพร้อมกัน จึงทรงพัชนีฝักมะขาม โบก ๓ ทีให้ทิ้งทาน ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ทิ้งทานกราบลง ๓ ลาแล้วทิ้งทานต้นกัลปพฤกษ์ ครั้นทิ้งทานสำเร็จแล้วตีฆ้องสัญญาณ์ ให้เชิญพระบรมศพเข้าพระเมระมาศ ให้สมโภชมีโขนหนังเครื่อง เล่นการมรหสพ แลดอกไม้เพลิง แลสดับปกรณ์พระสงฆ์ ๑๐๐๐๐ คำรบ ๓ วันแล้วถวายพระเพลิง ครั้นดับพระเพลิงแล้วแจงพระรูป พระสงฆ์สดับปกรณ์อีก ๑๐๐ รูป แล้วเก็บพระอัฐิใส่พระโกศน้อย เชิญขึ้นพระยานมาศ แห่เป็นกระบวนเข้ามาถึงวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แล้วจึงพระโกศอัฐิมาบรรจุไว้ท้ายจระนำพิหารใหญ่ และณเดือน ๑๐ ปีมะเส็งนพศกเพลารุ่ง กรมหลวงโยธาเทพประสูติพระราชโอรสทรงนามตรัสน้อย เพลากลางคืนวันนั้นแผ่นดินไหว แล้วทรงพระ กรุณาสั่งให้สร้างพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ที่ข้างในท้ายสนม ให้ขุด สระเป็นคูรอบพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์แล้ว ก่ออ่างแก้วริมสระ แล้วก็ก่ออ่างแก้วริมน้ำทำระหัดน้ำฝังท่อ ให้น้ำเดินเข้าไปผุดขึ้นอ่างแก้วที่สอง ริมพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ แลกลับเอาที่ท้ายสนม บนที่ข้างหน้า เสด็จออกขุนนางณพระที่นั่งทรงปืนท้ายสระ ขุนนาง เข้าเฝ้าตามประตูมหาโภคราช
ณเดือน ๕ปีมะเมียสัมฤทธิศก ศักราช ๑๐๕๒ (พ.ศ. ๒๒๓๓) ราชทูต อุปทูต ตรีทูต จำทูลพระราชสารเครื่องมงคลราชบรรณาการไปจำเริญทางพระราชไมตรีณกรุงฝรั่งเศส กลับมาถึงแล้วขึ้นกราบ ถวายบังคม พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวกราบทูลพระกรุณาถวายเครื่องราชบรรณาการ ซึ่งพระเจ้ากรุงฝรั่ง เศสตอบแทนมานั้นแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สั่งให้ตั้งราชทูตเป็นพระยาพระคลัง
ครั้นณเดือน ๖ ปีมะเมียสัมฤทธิศก ผู้รักษาเมืองสวรรคโลก บอกหนังสือเข้ามา สมุหนายกเอากราบบังคมทูลพระกรุณา ในหนังสือนายบุญเกิดคล้องช้างเผือกพังได้ ณ ป่าแขวงเมืองสวรรคโลก ๔ ศอก ๒ นิ้ว พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาตำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งให้พระหมอ เถ้าแลกรมช้างไปฝึกปรนปรือ ครั้นชำนิแล้วให้ทำแพขนานล่อง ลงมาณกรุงเทพมหานคร ครั้นเดือน ๑๒ ข้าทูลละอองธุลีพระบาท กับทั้งพระหมอเถ้า ซึ่งไปฝึกปรนปรือนั้น เห็นค่อยชำนิแล้ว จึงให้นำลงแพขนาน เรือข้าทูลละอองธุลีพระบาทซึ่งขึ้นไปฝึก และ เรือผู้รักษาเมืองกรมการ ๑๐ ลำ ชักแพขานล่องลงมาได้ ๑๕ วัน ถึงพะเนียดกรุง จึงขึ้นโรงสมโภชทำขวัญ มีการมรหรสพครบ ๓ วันทรงพระกรุณาพระราชทานขนานชื่อพระอินทร์ไอยราพตคชบดินทร์ วรินทรเลิดฟ้า แล้วจึงนำให้ลงเรือขนาน มีเรือคู่ชักแห่แหนหน้าหลังฆ้องกล่องธงเทียวเข้ามาเป็นกระบวน ครั้นถึงให้นำขึ้นไว้ณโรงในพระราชวังแล้ว ก็ทรงพระกรุณาพระราชทานบำเหน็จ นายบุญเกิด ผู้คล้องถูกนั้น พระราชทานตั้งให้เป็นขุนอินทรคชประเสริฐ และพระราชทานขันทองหนัก ๓ตำหนัก ๓ ตำลึงใบหนึ่งเสื้อผ้า๓ สำรับ เงินตรา ๓ ชั่ง และพระราชทานตราคุ้มห้ามและบ้านภูม ๓ ตำบล และบ้านหลวงป่าตองนั้น ทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้ากระหม่อมสั่ง อัครมหาเสนาธิบดี ให้สร้างเป็นอาราม แลพระอุโบสถมุง กระเบื้องเคลือบเหลือง ทำ ๒ ปีจึงสำเร็จ จึงให้แต่งการแล้วฉลอง แล้วทรงพระกรุณาให้ชื่อวัดบรมพุทธาราม
ครั้นณวันจันทร์เดือนยี่แรม ๖ ค่ำ ปีมะแมศก (จ.ศ. ๑๐๕๓ พ.ศ. ๒๒๓๔) นักเสด็จเถ้า ซึ่งครองราชณกรุงกัมพูชาธิบดี ให้มี ศุภลักษณ์อักษรมาว่า กองช้างณกรุงกัมพูชาธิบดี ไปโพนช้าง คล้องถูกช้างพังเผือกช้างหนึ่ง สูง ๓ ศอก ๒ คืบ สมุหนายกเอาลักษณะศุภอักษรกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จบรมนาถบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้นทรงทราบแล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมสั่งให้ข้าหลวง ๓ นาย แลกรมช้าง ไปรับช้างณกรุงกัมพูชาธิบดี ให้ค่อยหยุดพักมาอย่ารีบเร่งให้ อิดโรยเป็นเหตุการได้ข้าหลวงกรมช้างกราบถวายบังคมลาแล้ว ครั้นยกไปถึงกรุงกัมพูชา ธิบดีแล้ว ณวันศุภฤกษ์ให้ยาตราช้างพังเผือก มาหยุดพักประทับรอนแรมมาเดือนหนึ่ง กับ ๒๐ วัน พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาให้พระราชทานชื่อว่า พระบรมรัตกาศ ชาติคเชนทร์ วเรนทรมหันต์ อนันตคุณ วิบุลธรเลิดฟ้า ครั้นคำรบ ๓ วัน จึงให้ยาตราพระบรมรัตนากาศ ชาติคเชนทร์ วเรนทร มหันต์ อนันตคุณ วิบุลธรเลิดฟ้า ลงเรือขนาน มีเรือคู่ชักแห่แหน หน้าหลัง แตรสังข์ฆ้องกลองธงเทียวเข้ามาเป็นกระบวน ครั้นถึง ให้นำขึ้นไว้ณโรงในพระราชวัง แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สั่งให้พระยาเขมรซึ่งคุมข้างเข้ามาส่ง ๓ คนนั้น เข้ามา เฝ้ากราบถวายบังคมณหว่างทิมดาบแล้ว เสด็จพระราชดำเนินออกหน้ามุขเด็จพระที่นั่งสรรเพ็ชญปราสาท ตรัสปราสัยแก่พระยาเขมร ๓ นัดแล้ว พระราชทานเสื้อผ้าให้แก่พระยาเขมรคนละสำรับแล้ว พระราชทานพรรณผ้าพรรณ ให้พระยาเขมรรับเอาไปพระราชทาน นักเสด็จเถ้าเป็นอันมาก และณปีวอกศก (จ.ศ. ๑๐๕๔ พ.ศ. ๒๒๓๕) ทรงพระราชศรัทธาให้ฐาปนาวัดพระยาแมน ๒ ปีจึงสำเร็จ แล้วจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สั่งให้แต่งการสมโภชฉลองวัดพระยา แมน ให้ตั้งสัดธา ดอกไม้เพลิง โรงโขน โรงรำ แลหกคะเมน ไต่ลวด แลโจนรับด้วย ครั้นแต่งการสมโภชเสร็จแล้ว จึงเสด็จ พระราชดำเนินทรงเรือพระที่นั่งกิ่ง และดั้งกัน แห่หน้าหลังเป็นกระบวนพยุหยาตรา ไปประทับหน้าฉนวนหน้าด้วยวัดพระยาแมนเกณฑ์พระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์แลฉัน ๓๐๐ รูป แล้วถวายผ้าและเครื่องไทยทาน แล้วมีการสมโภชครบ ๓ วัน ๓ คืน จุลศักราช ๑๐๕๖ ปีจอฉอศก (พ.ศ. ๒๒๓๗) ธรรม เถียรคิดมิชอบ อุบายล่อลวงว่าเจ้าฟ้าอภัยทัศ ซึ่งเอาไปสำเร็จณวัดทรากนั้น หาตายไม่ ธรรมเถียรตั้งอยู่ที่ได้เอามารักษาไว้มิดชิด ธรรมเถียรพุดจากับชาวบ้านผู้ใหญ่ แล้วเข้าไปในม่านทำเป็นทูล เจ้าแต่เบาๆ ทำเป็น ๒ เสียง ๓ เสียง ผู้คนชาวบ้านแขวงเมือง สระบุรีแลแขวงเมืองลพบุรี แขวงขุนละครเชื่อ ฟังลุ่มหลงเข้า ด้วยเป็นอันมาก ครั้นกลางเดือน ๓ ธรรมเถียรยกลงมาตั้ง อยู่ในตำหนักพระนครหลวง ๓ วัน ใช้ให้ลงมานิมนต์พระพรหม ณวัดปากคลองช้างว่าเจ้าฟ้าอภัยทัศเสด็จมาอยู่ณพระตำหนักพระนครหลวงแล้ว ให้นิมนต์ขึ้นไป พระพรหมจึงว่าแก่ผู้มานิมนต์ว่า ถ้า ลูกกูยังอยู่จริง จะอยู่ใยแต่พระนครหลวงเล่า ก็จะมาหากูถึงวัด สูเจ้าอย่าเชื่อฟังมันจะพลอยตายเสียเปล่า ผู้ซึ่งมานิมนต์กลับไป บอกกัน ก็แตกออกหนีเสียก็มาก ครั้นเพลารุ่งเช้า อ้ายธรรม เถียรติดไฝที่หน้าให้เหมือนเจ้าแล้ว ขึ้นช้างกระโจมยกเข้ามา วัน นั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จ ทรงช้างไปทอดพระเนตรให้จับช้างอยู่ณกลางแปลง ต้องเข้ามาบอก ให้กราบทูลว่า อ้ายคิดมิชอบคบคิดกันยกเข้ามาตีกรุง ครั้นทอด พระเนตรไปเห็นอ้ายเหล่าร้ายยกเข้ามาถึงบ่อโพง จึงมีพระบัณฑูร ให้ขุนอินทรบาลเข้ามากราบทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมนาถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ได้ทรงทราบใต้ละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงเสด็จทรงช้างต้นพลายมงคลจักรพาฬ แลมีพระราชโองการสั่งมหาดเล็กให้วิ่งไปเชิญพระแสงขอพลพ่าย ณโรงแสงสารพัตรยุทธ์
ฝ่ายกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จะเสด็จรับอยู่หน้าพะเนียดพระยาธารมาจึงกราบทูลว่า ที่พะเนียดนี้ลังเลหนัก ขอพระราชทานเชิญเสด็จเข้าไปรับในกรุงเห็นมั่นคงกว่า จึงเสด็จเข้า มีพระบันทูลให้ขึ้นป้อมมหาชัยแลเชิงเทิน ไปประจุปืนใหญ่ยิงไปให้หลายนัด ถูก ธรรมเถียร และพวกเพื่อนล้มตายเป็นอันมาก แตกฉานซ่านเซ็น ไป พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงช้างต้นพลายมงคจักรพาฬเสด็จพระราชดำเนินไปถึงต้นสะพานช้าง มหาดเล็กซึ่งรับสั่งใช้ให้ ไปเชิญพระแสงขอพลพ่ายมากราบทูลถวายทรงรับพระแสงพาดตะ พองช้างต้น พอมีพระบัณฑูรสั่งให้ขุนพรหมธิบาลวิ่งลงมากราบทูล พระกรุณาว่า อ้ายคิดมิชอบแตกพ่ายไปแล้ว จึงทรงพระกรุณาสั่งว่า ให้จัดแจงแต่งกันไปจับกุมพวกอ้ายคิดมิชอบให้สิ้นเชิง แล้วเสด็จ พระราชดำเนินกลับมาพระราชวังหลวง แลข้าหลวงซึ่งไปติด ตามนั้นจับตัวพวกธรรมเถียรได้เป็นอันมาก และช้างพลายซึ่ง ธรรมเถียรผูกกระโจมแดงขี่ม้านั้น ก็จับได้ สูง ๕ ศอกมีเศษ และ พวกซึ่งเป็นต้นเหตุนั้น ทรงพระกรุณาให้ลงพระราชอาญาถึงสิ้นชีวิตเป็นอันมาก แต่ที่เป็นปลายเหตุนั้น ทรงพระมหากรุณาให้ลงพระราชอาชญาขับเฆี่ยนตีโบยแล้ว ส่งไปทำสำเภาเข้าคุก เป็นตะพุ่นหญ้าช้างเป็นอันมาก ที่แตกหนีเข้าป่าดงไปก็มาก จนบ้าน แขวงเมืองสระบุรีเมืองลพบุรี แขวงขุนละคร ร้างเข้าเสียหลายตำบล และหมื่น รองละครแขวง ซึ่งขี่กระบือควบเข้าบอกให้กราบทูลว่า อ้ายคิด มิชอบคบคิดกันยกเข้ามาติดกรุง พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาพระราชทานบำเหน็จตั้งให้เป็นพระ อินทรเทพ เจ้ากรมตำรวจใหญ่ขวา พระราชทานถิ่นถานบ้านเรือน และเครื่องอุปโภคบริโภคเสื้อผ้าเงินตรา ๑๐ ชั่ง กับคนโทษที่โทษ เบานั้น พระราชทานให้ใช้สรอย ๖๐ คน
อยู่ณปีขาล (จ.ศ. ๑๐๖๐ พ.ศ. ๒๒๔๑) อ้ายคิดมิชอบคบ กัน ๒๘ คน เข้ามาอยู่ณศาลานอกประตูเมืองนครราชสีมา กัน ม่านมิด มีผู้เข้าไปบอกพระยานครราชสีมา ๆ จึงขี่ช้างทั้งบ่าวไพร่ ตามออกมาด้วย ๒๐ คน ครั้นมาถึงศาลาที่อ้าย คิดมีชอบอยู่นั้น ช้างพระยานครราชสีมาขี่นั้นตกใจ กลับหน้าวิ่งเข้ามาในเมืองทั้งบ่าว ไพร่ อ้ายคิดมิชอบแลพวกตามเข้ามาตั้งอยู่ในเมือง ผู้รักษาเมืองกรมการกลัวเกรงมัน ชวนกันคิดกบฎแข็งเมืองสิ้น ครั้นทรงทราบ พระบาทสมเจบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชโองการมานพระบันทูลสุรมิงหนาท สั่งอัครมหาเสนาธิบดี ให้เกณฑ์ ทัพขึ้นไปล้อมเมืองนครราชสีมาเป็นหลายทัพ ขึ้นไปล้อมเมืองนครราชสีมา อ้ายคิดมิชอบก็มีได้ออกรบพุ่งนอกเมือง รักษาแต่ เชิงเทินแลกำแพงไว้มั่นคง ทรงพระกรุณาสั่งให้เอาปืนกลขึ้นไปตั้ง จุดยิงเข้าไปในเมือง ลูกปืนกลตกลงในเมืองชาว เมืองนครราชสีมา หาเคยเห็นไม่ จึงมายืนล้อมดู ครั้นลูกปืนวูบเข้าไปถึงดินเร็วแตก แฝกคาลงเสียสิ้นแล้ว ให้ขุดหลุมรายไว้ ครั้นยิงปืนกลเข้าไปอีกตก ลง ชาวเมืองเอาไม้ คัดรุนลงเสียในหลุม เอาหนังและไม้ปิดเสีย แตกออกในหลุมก็หาถูกผู้คนไม่ แลทรงพระกรุณาสั่งให้เอาว่าวคุลาใหญ่ขึ้นไปชัก เอาหม้อใส่ดินตกลงให้ใหม้เมือง และหย่อนว่าวให้ หม้อดินตกลงในเมืองหลายครั้ง ก็หาไหม้เมืองไม่ แต่ทัพไปล้อมเมืองนครราชสีมาถึง ๓ ปี เทศกาลฝน ไพร่พลช้างม้าโคกระบือล้มตายเป็นอันมาก แลฝ่ายในเมืองนครราชสีมาขาดสะเบียง อ้ายคิดมิชอบกับพวก ๒๘ คนหนีออก หาได้ตัวไม่ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวง ซึ่งขึ้นไปล้อมเมืองนครราชสีมานั้น ได้กิตติศัพท์ขึ้นไปว่า พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตร พระพุทธอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว ก็ชวนกันเลิกทัพกลับมา ถึงแขวงสรรคบุรีจึงรู้ว่าหาเสด็จสวรรคตไม่ ยังเสด็จอยู่ ต่างคนต่างก็แตกกันไปข้างแขวงนครนายกบ้าง ทางเมืองปราจิน บ้าง ทางเมืองลพบุรีบ้าง จึงทรงพระกรุณาสั่งให้กะเกณฑ์ไปทั่ว สะกัดจับตัวนายกองทุกทาง ข้าหลวงซึ่งติดตามไปท่าสะกัดนั้น จับ ได้พระยาพระหลวงขุนหมื่นนายทัพนายกองมาสิ้นแล้ว ทรงพระกรุณา ให้ลงพระราชอาญาขับเฆี่ยนไป ตีริบราชบาทว์ ทะเวนบกทะเวนเรือแล้วประหารชิวิตเสียเป็นอันมาก
แลณปีกุรศักราช ๑๐๕๗ (พ.ศ. ๒๒๓๘) กรุงศรีสัตนาคนหุต มีศุภอักษรให้แสนท้าวลาวมีชื่อ ถือมาถึงอัครมหาเสนาธิบดี ได้เอาลักษณะอักษรกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ให้ทราบฝ่าละอองธุลีพระบาท ฝ่ายอัครมหาเสนาธิบดีจึงเอาลักษณะอักษรกราบบังคมทูลพระกรุณา เป็นใจความว่า
พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตขอถวายพระราชบุรีพระองค์หนึ่งพระชันษาได้ ๑๔ พระวษา ขอถวายมาให้เป็นบาทบริจา ด้วยกรุงศรีสัตนาคนหุต กับเมืองหลวงพระบางเป็นอริกัน ฝ่ายเมืองหลวงพระบางจะยกกองทัพมาตีชิงเอากรุงศรีสัตนาคนหุต บัดนี้จะขอเอาพระ เดชเดชานุภาพพระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวขอกองทัพไปช่วย
ครั้นพระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าหัวได้ทรงทราบแล้ว จึงมีพระราชโองการมานพระบันทูลสุรสิงหนาท ดำรัส เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งอัครมหาเสนาธิบดีให้เกณฑ์กองทัพ ไปช่วย ให้เกณฑ์เอาพระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพ ผู้รั้งเมือง นครนายกเป็นเกียกกาย ผู้รั้งเมืองสระบุรีเป็นยกรบัตร แล้วเกณฑ์ ไพร่พล ๑๐๐๐๐ สรัพไปด้วยเครื่องสาตราวุธ ครั้นได้ศุภฤกษ์ให้ ผู้ถือศุภอักษรกรุงศรีสัตนาคนหุตไปแล้ว พระยานครราชสีมาและ นายทัพนายกองปรึกษากัน ให้มีหนังสือไปเถิงเมืองหลวงพระบาง ว่ากล่าว ฝ่ายเมืองหลวงพระบาง เกรงพระเดชเดชานุภาพพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มิได้ไพรีกับกรุงศรีสัตนาคนหุตประโนมน้อมกันเหมือนแต่ก่อน พระยานครราชสีมา และนายทัพ นายกอง บอกหนังสือมาถึงอัครมหาเสนาธิบดี ว่ายกกองทัพถึง กรุงศรีสัตนาคนหุตแล้ว ข้าพระพุทธเจ้านายทัพนายกองปรึกษากัน ให้มีหนังสือไปว่ากล่าวณเมืองหลวงพระบางๆ ก็ยอมประโนมประนอมกับกรุงศรีสัตนาคนหุต มิได้เป็นไพรีไปแล้ว อัครมหาเสนาธิบดีเอาเนื้อความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงทราบแล้ว จึงมีพระราชโองการมานพระบันทูลสุรสิงหนาท ดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ยกทัพ กลับไปยังกรุงพระนครศรีอยุธยาแล้ว ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตจึงสั่งให้จัดแจงแต่งราชบุตรี แลเสนาธิบดีกรุงศรีสัตนาคนหุต ๓ คน ให้มาส่งราชบุตรี แลนายทัพนายกองมาถึงพระนครหลวงแล้ว จึงทรงพระกรุณาดำรัสเหนือกระหม่อม สั่งอัครมหาเสนา ธิบดี แต่งเรือออกไปรับเป็นหลายลำ ครั้นราชบุตรีลงเรือแล้ว ก็มา ตามทางคลองโพเรียง ครั้นมาถึงวัดกระโจมจะเลี้ยวขึ้นไปรอทำนบ
จึงมีพระบันทูลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมราชวังบวรสถาน มงคล ให้รับราชบุตรขึ้นไว้ณพระราชวังบวรสถานมงคล แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่ลูกเธอกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จเข้ามาเฝ้าณพระราชวังหลวง กราบทูลพระกรุณาว่า ราชบุตรีพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคน หุตนั้น จะขอพระราชทานไว้ณพระราชบวรสถานมงคล ก็ทรง พระกรุณาโปรดพระราชทานให้ตามกราบทูลพระกรุณานั้น
และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอตรัสน้อย พระชนม์ได้ ๑๓ พระวษาแล้ว จึงทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งอัครมหาเสนาบดี ให้จัดแจงตั้งการพระราชพิธีโสกันต์ ณพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ให้ตั้งโรงพระกระยาสนาน แลเบญจาทองสนมชั้นใน และตั้งราชวัติฉัตรธงรายทาง ครั้นณเดือนอ้ายข้างขึ้นปีมะเส็ง ได้ ศุภฤกษ์แล้ว เพลาบ่าย ๓ โมง พระบาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระภูษาลาย พระสนับเพลาเชิงงอน ฉลองพระองค์อย่างเทศ ทรงเจียระบาดรัดพระองค์แล้ว ทรงฉลองหัตถ์วะรีนอกอย่างเทศ เหน็บพระแสงกั้นหยั่น แล้วทรงเครื่องต้นพระชฎา สะดุ้งห้ายอด มหาดเล็กถวายพระแสงดาบใจเพ็ชญ์ แล้วเสด็จพระราชดำเนินมาขึ้นเกยทรงพระราชยานทอง ประโคมแตรสังข์ มหาดเล็กเกณฑ์แห่ซ้ายขวาหน้าหลังเป็นกระบวน มาถึงณชานพักพระที่นั่ง สรรเพ็ชญ์ปราสาท เสด็จพระราชดำเนินขึ้นพักอยู่ณพระที่นั่งเก้าอี้ ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทรงเครื่องแล้ว เสด็จขึ้นทรงพระยานุมาศ เถ้าแก่เป็นเพื่อนคนหนึ่ง แลดูแห่หน้านุ่งถมปักทองขาว ชายกรวย ใส่เสื้อครุย ใส่เกี้ยวพันผ้าขาว แห่หน้า ๒๐ หาคู่เด็กไว้นุ่ง ผ้าลายพื้นขาว ห่มเสื้อครุยขาว ๒๐ คู่แห่กระบวนหลัง นางแบกเครื่องตามพระยานมาศ ๗ คน ทั้งนางถือพัชนี แลภรรยาขุนนางนุ่ง ทองขาวชายกรวย ห่มผ้าขาวหน้าพะนมมือตามนางยกเครื่องออกไป ๔ แถว ๘๐ คน ครั้นแห่เสด็จมาถึงที่ประทับชานพักแล้ว ให้ทรงเหยียบหน้าฆ้อง นางคอยชำระพระบาท ๒ คนเอาน้ำชำระพระบาทแล้วเสด็จขึ้นไป ณท้องพระโรงพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ทรงฟัง คำรบ ๓ วันแล้ว วันคำรบ ๔ เพลารุ่งแล้ว แห่เสด็จไปโสกันต์ ณพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ครั้นโสกันต์แล้ว แห่เสด็จมาณโรง พระยากระยาสนานเสด็จขึ้นบนเขาเบญจา แล้วถวายเครื่องมุรธาภิเษกแลสรงน้ำพระพุทธมนต์ แลน้ำกรดน้ำสังข์แล้งทรงเครื่องแห่ เสด็จกลับมา ครั้นเพลาเย็น แห่เสด็จไปทำพระขวัญเวียนพระเทียนแล้ว เกณฑ์แห่งนุ่งสมปักลาย ห่มเสื้อครุยแลโพกชมภูทั้ง สามวันแล้ว