ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 36
สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จขึ้นราชาภิเษก แล้วให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทถือน้ำพระพิพัมสัจจา ตามบุราณราชประเพณีแล้ว ทรงพระกรุณาสั่งให้สมเด็จพระอนุชา ธิราชเจ้า เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคลแล้ว เจ้าพระองค์ดำนั้นกระด้าง ลางทีเสด็จเข้าในออกนอกขึ้นบังลังก็กลาง ไม่สู้เกรงกลัว พระราชอาชญาเลย จึ่งทรงพระกรุณาสั่งให้สำเร็จเสีด้วยท่อนจันทน์แล้วมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งอัครมหาเสนาธิบดี ให้ จับการพระเมรุมาศ ขื่อ ๗ วา ๒ ศอก สูง ๒ เส้น ๑๑ วาศอกคืบทำปีหนึ่งจึ่งสำเร็จ
ครั้นณวันพฤหัสบดี ปีฉลู ศักราช ๑๐๖๘ (พ.ศ. ๒๒๔๙) ให้เชิญพระบรมโกศขึ้นบนพระมหาพิชัยราชรถแล้ว เสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตสะพรั่งพร้อมแห่แหนพระบรมศพ ไปตามรัถยาราชวัติเข้า สู่พระเมรุมาศ ให้ทิ้งทานต้นกัลปพฤกษ์ มีการมหรสพ พระสงฆ์ สดับปกรณ์ ๑๐,๐๐๐ คำรบ ๓ วัน แล้วถวายพระเพลิง ครั้นดับ พระเพลิงแล้ว จึ่งนิมนต์พระสงฆ์สดับปกรณ์อีก ๑๐๐ รูป เก็บพระอัฐิใส่พระโกศน้อย แห่แหนเข้ามาบรรจุไว้ท้ายจระน้ำพระวิหารใหญ่วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แลพระมณฑปพระพุทธบาทปิดทองประดับกระจกฝาผนังแล้ว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปฉลองสมโภชพระพุทธบาท ๗ วัน พระสงฆ์ฉัน ๕๐๐ รูป ถวายจีรองค์ละผืน แลเครื่องไทย ทานทุกรูป
แลณปีเถาะ[1] สมเด็จพระอัยกีเจ้า กรมพระเทพามาตย์เสด็จนิพาน จึ่งมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งอัครมหาเสนาธิบดี ให้ทำพระเมรุมาศถวายพระเพลิง พระสงฆ์สดับปกรณ์ ๑๐๐๐๐ ตามหย่างทุกครั้งแล้ว
ณปีมะเส็งศักราช ๑๐๗๓ (พ.ศ. ๒๒๕๔) นั้น นักเสด็จกรุงกัมพูชาธิบดีนามชื่อพระธรรมราชาวังกะดาน กับนักพระแก้วฟ้าสะจอกเป็นอริกัน นักพระแก้วฟ้าไปคบหาญวนมาเป็นกำลัง นักเสด็จกับ นักพระองค์ทองแตกหนี พาครอบครัวอพยพเข้ามาพึ่งพระราชสมภารทรงพระกรุณาโปรดให้ไปปลูกตำหนักแลเรือนให้อยู่ณวัดค้างคาว และทรงพระกรุณาสั่งให้เจ้าพระยาจักรีบ้านโรงฆ้องเป็นแม่ทัพ ยก เกณฑ์ไพร่หลวง ๑๐,๐๐๐ ยกไปกระทำกรุงกัมพูชาธิบดี ให้ พระยาโกษาขึ้นเป็นแม่ทัพเรือ เกณฑ์ไพร่หลวง ๑๐,๐๐๐ ยกไป ทางชเล ถึงปากน้ำพุทไธมาศ
ฝ่ายข้างญวนก็ยกทัพเรือมาปะทะกันที่ปากน้ำพุทไธมาศ ทัพญวนตีทัพพระยาโกษาจีนแตกพ่ายมา ฝ่ายทัพบกเจ้าพระยาจักรีบ้าน โรงห้องยกไป ทัพหน้าได้ตีกับเขมร ๆ แตก เจ้าพระยาจักรีจึ่งแต่ง คนเข้าไปว่ากล่าวกับนักพระแก้วฟ้า ๆ ออกยอมถวายดอกไม้ เงินดอกไม้ทอง เจ้าพระยาจักรีก็เลิกทัพกลับกรุง ฯ แลพระยาโกษาจีนซึ่งแตกญวนมานั้น ทรงพระกรุณาสั่งให้ใช้ปืนลูกกระสุนดินประสิว และมีพระราชโอรสด้วยกรมหลวงราชานุรักษ์ ๕ พระองค์ เจ้าฟ้า กรมขุนสุรเรนทรพิทักษ์พระองค์ ๑ เจ้าฟ้าเทพพระองค์ ๑ เจ้าฟ้าประทุมพระองค์ ๑ เจ้าฟ้าอภัยพระองค์ ๑ เจ้าฟ้าปรเมศร์พระองค์ ๑ วัด มเหยงคณ์ชำรุดปรักหักพัง จึ่งทรงพระกรุณาตรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อม สั่งอัครมหาเสนธิบดี ให้ปฎิสังขรณ์ขึ้นแล้ว ให้ตั้งพระตำหนักริมวัด เสด็จพระราชดำเนินออกไปอยู่คราวละเดือนหนึ่งบ้าง ๒ เดือนบ้าง ๓ เดือนบ้าง ฝ่ายสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้ากรมพระ ราชบวรสถานมงคล ปฎิสังขรณ์วัดกุฎีดาว แลตรัสสั่งให้ตั้ง พระตำหนักริมวัด ก็เสด็จออกไปอยู่คราวละเดือนหนึ่งบ้าง ๒ เดือน บ้าง ๓ เดือนบ้าง ครั้นเทศกาลน้ำ ก็เสด็จพระราชดำเนินไป ประพาศเบ็ดทุกปี
ปีฉลูตรีศก ณเดือนยี่ศักราช ๑๐๘๓ (พ.ศ. ๒๒๖๔) ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สั่งพระราชสงครามว่า คลองโคกคามนั้น คดเคี้ยวนัก ให้ลงไปเป็นแม่กองขุดตัดลัดให้ตรง พระราชสงคราม ลงมาดูให้ตัดทำกรุยให้ตรง ที่จะให้ขุดรางวัดได้ ๓๔๐ เส้น เกณฑ์ ไพร่พลเมืองให้ขุดเมืองนนทบุรี เมืองสมุทรปราการ เมืองสาครบุรีเมืองสมุทรสงคราม เมืองเพ็ชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองนครชัยศรี ๘ เมือง ได้พลเมือง ๖๐๐๐๐ เศษ ให้ขุดคน ๑ ยาว ๑๑ นิ้ว ปากกว้าง ๘ วา พื้นคลองกว้าง ๕ วา ลึก ๖ ศอก ขุด ๓ เดือน จึ่งสำเร็จ แลพระราชสงครามคืนไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบ ทูลพระกรุณาตามที่ได้ลงมาขุดคลอง จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อม สั่งให้เป็นพระยาราชสงครามแล้ว พระราชทาน เจียดทอง เสื้อผ้า ๒ สำรับ ครั้นเทศกาลแล้งก็เสด็จพระราชดำเนิน ไปประพาศโพนช้างเนือง ๆ
ครั้งหนึ่งเสด็จพระราชดำเนินไปประพาศโพนช้างป่าตะวันออกครั้นเพลาพลบค่ำเดือนหงายรุบรู่ เสด็จโพนไปพบช้างพระที่นั่งไล่ ไปก่อน ช้างกรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่าตามแทงท้ายช้างพระที่นั่งทรง จนควาญพลัดตกช้างพระที่นั่งวิ่งเข้าชัฏไม่ได้ ครั้น เถิงเดือน ๔ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมโภชพระพุทธบาท ล้นเกล้าล้นกระหม่อมเสด็จเข้าไปนมัสการพระพุทธบาทอยู่ในพระมณฑปสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็ตามเสด็จไปนมัสการพระพุทธบาทด้วย แล้วกราบทูลพระกรุณาว่าเป็นความสัตย์ความจริงหาได้แกล้งไม่ แล้วตรัสสาบานถวาย จึ่งทรงพระกรุณา ตรัสว่า ข้าหาแกล้งแก่เจ้าฟ้าไม่ พอเป็นสำหรับเคราะห์กรรมจึ่ง ให้เป็น ครั้นสมโภชพระพุทธบาท ๗ วันแล้ว เสด็จพระราชดำเนิน กลับลงกรุงเทพพระมหานครศรีอยุธยา
สร้างวัดมเหยงคณ์สำเร็จแล้ว ทรงพระกรุณาสั่งอัครมหาเสนา ธิบดี ให้แต่งการฉลองสมโภชวัดมเหยงคณ์ อัครมหาเสนาธิบดี รับสั่งแล้ว ให้ตั้งโรงโขนโรงสำเร็จแล้ว นิมนต์พระสงฆ์ ๓๐๐ รูป สวดพระพุทธมนต์แล้วฉัน ๓ วัน ถวายผ้าแลเครื่องไทยทานทุกรูป แล้ว มีการมหรสพคำรบ ๓ วัน
ทรงพระกรุณาตรัสสั่งโกษาธิบดีให้ต่อกำปั่น ๓ หน้า ปากกว้าง ๖ วา แล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ติดสมอณวัดมเหยงคณ์ต่อกำปั่น ๕ เดือนเศษจึ่งสำเร็จแล้ว ๆ ให้ใช้ใบออกไปณเมืองมฤท แล้วให้ประทุกช้างออกไปจำหน่ายณเมืองเทศ ๔๐ ช้าง
เจ้ากรมหลวงโยธาทิพเสด็จนิพพาน ทรงพระกรุณาดำรัส เหนือเกล้าเหนือกระหม่อม ให้ทำพระเมรุมาศหน้าพระศพ ขื่อ ๕ วา ๒ ศอก ครั้นทำการพระเมรุมาศสำเร็จแล้ว ให้เชิญพระศพขึ้นบนพระมหาวิชัยราชรถ แห่แหนไปด้วยดุริยางดนตรีแตรสังข์ฆ้องกลอง ไปยังพระเมรุมาศ แลทิ้งทานต้นกัลปพฤกษ์ และให้เล่นการมรสพ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ๑๐๐๐๐ คำรบ ๓ วัน แล้วถวายพระเพลิง ครั้นดับพระเพลิงแล้ว แจงพระรูป พระสงฆ์สดับปกรณ์อีก ๑๐๐ รูป เก็บพระอัฐิใส่พระโกศน้อย แห่เข้ามาบรรจุไว้ท้ายจระน้ำณพระวิหารใหญ่วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์
แล้วอธิการวัดป่าโมกมาว่าพระยาราชสงครามว่า พระพุทธไสยาศน์ณวัดป่าโมกนั้น สายน้ำแทงตลิ่งพังเข้าชิดพระวิหารอยู่แล้ว อีกสักปีหนึ่งพระก็ตกน้ำลง พระยาราชสงครามจึ่งเอาเนื้อความเข้า กราบบังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวครั้นได้ทรงทราบแล้วจึ่งทรงพระกรุณาตรัสว่า ทำเป็นประการใด พระยาราชสงครามกราบทูลพระกรุณาว่า ยังไม่ได้เห็น จะขอพระราชทานกราบถวายบังคมลาไปดูก่อน ครั้นพระยาราชสงครามออกไปดู แล้วกลับเข้ามาเฝ้า จึ่งกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า เห็นพอจะชะลอพระพุทธไสยาศน์เข้าไปให้พ้นที่ได้ วันนั้นสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จมาเฝ้าอยู่ด้วย จึ่งมีพระบันทูลตรัสว่าจะทำประการใด พระยาราชสงครามจึ่งกราบทูลว่า จะขอพระราชทานเจาะฐานเจ้าเป็นฟันปลา เจาะศอกหนึ่งเว้นไว้ศอกหนึ่ง เจาะ ให้ตลอดแล้ว เอาไม้ยางหน้าศอกคืบยาว ๑๓ วา เป็นแม่สะดึง เข้าเคียงไว้แล้วจึ่งเอาไม้ยางทำเป็นฟากหน้าใหญ่ศอกหนึ่ง หน้า น้อยคืบหนึ่ง สอดไปตามช่องซึ่งเจาะไว้นั้น พาดขึ้นบนหลังตะเฆ่ ทุกช่องแล้ว ตราดติง แล้วจึ่งให้ขุดที่เว้นไว้ให้ตลอด เอาไม้ฟากสอดทุกช่องแล้ว องค์พระเจ้าจะลอยขึ้นอยู่บนตะเฆ่ จึ่งมีพระบันทูล ตรัสว่า ถ้าเป็นไม้พอจะเห้นด้วยบ้าง นี่สิอิฐิปูนจะมิแตกร้าวเสียหรือ องค์พระเจ้าก็โตใหญ่ยาว ว่าจะชลอไปทั้งพระองค์ ถึงจะบั่นออกเป็น ๓ ท่อน เอาไปทีละท่อนก็เอาไปไม่ได้ ถ้าแลรื้อเอาอิฐไปก่อใหม่ จะดีกว่า พระยาราชสงครามจึ่งกราบทูลว่า ขอพระราชทานให้ พระสงฆ์ราชาคณะเห็นว่ารื้อไปได้ จะขอพระราชทานให้รื้อไปก่อใหม่ จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งให้ชุมนุมพระสงฆ์ ให้ปรึกษาดูเถิด พระสงฆราชาคณะปรึกษาว่า อันเป็นองค์พระพุทธอยู่แล้ว จะรื้อเอา ไปก่อใหม่ไม่สมควร จึ่งเอาคำพระสงฆราชาคณะปรึกษานั้น กราบ ทูลพระกรุณา จึ่งตรัสต่อสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบทูลพระกรุณาว่า มิใช่การเล็กการน้อย เป็นการใหญ่การโต แลล้นเกล้าล้นกระหม่อมก็เอาพระทัยลงด้วย ถ้าเป็น เหตุการลง ก็จะมีคำปรัปวาท พระยาราชสงครามจึ่งกราบทูลพระ กรุณาว่า ถ้าแลชะลอไปไม่ได้ ขอพระราชทานให้ลงพระราชอาชญา ข้าพระพุทธเจ้าถึงสิ้นชีวิต จึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ สั่งพระยา ราชสงครามว่าให้จัดแจงการเถิด พระยาราชสงครามรับพระราช โองการใส่เกล้า ฯ แล้ว เร่งฟั่นเชือกทำรอกกว้านแลเครื่องมอ ๕ เดือน
ครั้นศักราช ๑๐๗๖ ปีมะเมียอัฐศก[2] จึงให้ขึ้นไปจับการเรื่องพระวิหาร แล้วให้ตั้งพระตำหนักตำบลบ้านชีปะขาวล้นเกล้า ฯ และกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จพระราชดำเนินไปอยู่ตำหนักชีปะขาวด้วย ครั้นเพลาเช้าเสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรให้ทำการ ทั้งสองพระองค์ทุกวัน ครั้นรื้อพระวิหารแล้ว ให้เจาะฐานพระเป็น ฟันปลา แล้วเอาตะเฆ่เข้าคุมสอดฟากตราดให้ตึงแล้ว ให้เจาะที่ เว้นไว้ แล้วเอาไม้ฟากสอดอีก แล้วองค์พระพุทธไสยาศน์ขึ้นอยู่ หลังตะเฆ่ แล้วให้ทำทางที่จะชักไปถึง ไป ๔ เส้น ๑๐ วา ถมสระ ๒ แห่ง เอาช้างเหยียบให้แน่น ทุบปราบให้เสมอแล้ว เอากระดานหน้า ๒ นิ้ว ปู เอาเสา ๓ กำ ๓ วา กลิ้งให้เท่ากันโกลน
ครั้นได้ศุภฤกษ์ ณวันเดือน ๖ ขึ้น ๑๕ ค่ำ ศักราช ๑๐๘๙ ปีมะแมนพศก (พ.ศ. ๒๒๗๐) ชักชะลอพระพุทธไสยาศน์ไปได้กึ่งทางแล้วให้หยุดไว้สมโภช ๓ วัน แล้วชักต่อไปจนถึงที่แล้ว ให้ดีดขึ้น สูงกว่าที่เดิมนั้นศอกเศษ แล้วจึงให้ก่อขึ้นรับองค์พระ แล้วถอด ฟากตะเฆ่ออกเสีย แล้วให้สร้างพระวิหาร พระอุโสถ การเปรียญ และฉนวนยาว ๔ เส้นเศษ ทำ ๖ ปีแล้วยังหาได้ฉลองไม่ พอทรง พระประชวรลง[3]
ทรงพระกรุณาสั่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอภัยเสวยราชสมบัติสืบไป ฝ่ายสมเด็จพระอนุชาธิราชกรมพระราชวังบวรสถาน มงคลไม่ย่อม ถ้าจะให้เจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสวยราชสมบัติ สืบไปจะยอมด้วย ฝ่ายเจ้าฟ้ากรมขุนสุเรนทร์พิทักษ์ไม่ย่อม ก็หา ลาพระผนวชออกไม่