ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 38

จาก วิกิซอร์ซ
(๓๒) รัชกาลสมเด็จพระบรมโกศ

ครั้นถึงเดือน ๕ ปีฉลู[1] เสด็จขึ้นปราบดาภิเษกณพระที่นั่งพิมาน รัตยา พระราชวังบวรสถานมงคล แล้วให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาท ทั้งปวง กราบถวายบังคมถือน้ำพระพิพัฒสัจจาตามพระราชประเพณีแล้ว จึงมีพระราชโองการมานพระบันทูลสุรสิงหนาท สั่งให้ขุนชำนาญเป็นเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ว่าที่โกษาธิบดี ให้หลวงจ่าแสนยากรนั้นพระยาสุรศรีว่าที่จักรี พระยาราชสงครามซึ่งว่าที่จักรีนั้น ให้เป็นพระยาราชนายก ว่าที่กลาโหม ข้าหลวงเดิมทั้งปวงซึ่งมีความชอบนั้น ทรงพระกรุณาตั้งแต่งตามสมควรสิ้น แลพระพันวษาใหญ่เป็นกรมหลวงอภัยนุชิต พระพันวษาน้อยให้เป็นกรมหลวงพิพิมนตรี แลสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเดจ้าฟ้าธิเบศร์ ให้เป็นกรมหลวงพิทักษ์ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าเอกทัศ ให้เป็นกรมขุนอนุรักษ์มนตรี และ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าแขก ให้เป็นกรมหมื่นเทพิพิธ พระองค์ เจ้ารถให้เป็นกรมหมื่นสุนทรเทพ

จึงทรงพระกรุณาตรัสว่า จะเอาพระบรมศพทิ้งน้ำเสีย ไม่เผาแล้ว พระยาราชนายกว่าที่กลาโหมนั้น กราบทูลพระกรุณาอ้อนวอน ขอให้ทำพระเมรุถวายพระเพลิง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง จึงทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ทำพระเมรุมาศขนาดน้อย ขื่อ ๕ วา ๒ ศอก พระสงฆ์สดับ ปกรณ์ ๑๐๐๐๐ ให้ลดเสียเอาแต่ ๕๐๐๐ ให้จับการทำพระเมรุ ๑๐ เดือนจึงเสร็จสำเร็จครั้นเดือน ๔ ปีฉลูจึงได้เชิญพระบรมศพออกไปถวายพระเพลิงณพระเมรุแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสว่าทำบุญน้อยนัก ไม่สบายพระทัย ให้มนต์พระสงฆ์ขึ้นอีก ๑๐๐๐ เป็น ๖๐๐๐ สดับปกรณ์ ๓ วันแล้วถวายพระเพลิง แล้วดับพระเพลิงพระอัฐิธาตุใส่พระ โกศน้อย เห่เข้ามาบรรจุไว้ท้ายจระนำ วัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แล้วทรงพระกรุณาดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งอัครมหาเสนาธิบดีว่า วัดป่าโมกสำเร็จอยู่แล้ว จะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปฉลอง ณเดือน ๖ ปีขาลอัครมหเสนารับสั่งแล้ว เกณฑ์ให้ไปทำตำหนักบ้านชีปะขาว และ ตั้งพลับพลา สัดธา ดอกไม้เพลิง โรงโขน โรงรำ ณทุ่งนางฟ้า ให้มีหคะเมนไต่ลวด สามต่อ โจนร่ม มีช้างบำรูงาด้วย ครั้น ตำหนักพลับพลาสำเร็จแล้ว เดือน ๖ ข้างขึ้นเสด็จพระราชดำเนิน ทรงเรือพระที่นั่งกิ่ง แลดั้งกัน เป็นกระบวนพยุหยาตราขึ้นไปประทับ ณตำหนักวัดชีปะขาว ครั้นรุ่งขึ้นเพลาบ่าย เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปฟังพระพุทธมนต์ ๓ วัน แล้วจึงพระสงฆ์ฉัน ๓๐๐ รูป ถวายผ้า และเรื่องไทยทานทุก ๆ รูปแล้วจึงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตร การมหรสพทั้งปวง ๓ วัน วันสุดมีช้างบำรูงา เพลาเย็นเกิดพยุหยาดหนัก แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับเป็นพยุหยาตรามาเถิงกรุงเทพ มหานครศรีอยุธยา แล้วทรงดำริว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอยังไม่เคยทอดพระเนตรเห็นลอบช้างเลย จึงมีพระราชโองการมานพระบันทูล สุรสิงหนาท สั่งให้เจ้ากรมหมื่นอินทรภักดีกับพระยากลาโหม ขึ้นไป เป็นแม่กองล้อมช้างณป่าแขวงเมืองลพบุรี

ครั้นเดือน ๙ ข้างขึ้นปีขาลฉอศก[2] เจ้าหมื่นอินทรภักดีพระยากลาโหม กราบถวายบังคมลาแล้วขึ้นไปตั้งล้อม อบ ไปรางวัด ทางได้ ๑๑๐๐๐ เส้น ครั้นณเดือน ๑๐ ข้างขึ้น จึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปณเมืองลพบุรีแล้ว จึงมีพระราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งให้ออกไปเร่งนายด่านนายกอง ให้เร่งรัดคนเข้า แลให้ตั้งค่าย ให้มั่น รับณทะเลชุบศรฟากข้างตะวันออก ที่ล้อมเข้าคั้งสมเด็จ พระนารายณ์เป็นเจ้า และณเดือน ๑๐ ข้างแรม ครั้นเพลารุ่งเช้า เสด็จพระราชดำเนินไปขึ้นตำหนักห้างทอดพระเนตรช้าง ยิงปืน ตีม้าฬ่อเข้ามา ฝูงวัวแดงและกระทิง กระบือเถื่อน สุกร ละมั่ง กวางทราย วิ่งเป็นพวกเป็นฝูงออกณกลางแปลงหน้าพระที่นั่ง แล้วฝูงเถื่อนออกมา ช้างเชือกจึงวงล้อมเข้าคล้อง แต่เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรให้จับ ๒ เพลา จับได้ ๑๘๐ ช้าง ยังไม่ได้จับประมาณ ๓๐๐ เศษ ทรงพระกรุณาสั่งให้เปิดค่ายปล่อยไปแล้วทรงพระกรุณาสั่งให้พระราชทานเสื้อผ้านายด่านนายกอง คนละสำรับ ทั้ง ๑๐๐ เศษ

ครั้น ณ เดือน ๑๐ แรม ๑๐ ค่ำ ผู้อยู่รักษากรุงเทพ มหานคร บอกหนังสือขึ้นไปให้กราบทูลพระกรุณาว่า จีนนายไก้ คบคิดกันเพลาค่ำยกขึ้นมา จะเข้าปล้นเอาพระราชวังหลวงประมาณ ๓๐๐ คน ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงชวนกันออกไล่ตีจีนแตกหนีกระจัดกระจายไป ทรงทราบแล้ว เพลาตี ๑๑ ทุ่มจะรุ่งขึ้นวันแรม ๑๑ ค่ำ ก็เสด็จพระราชดำเนินลงมาณกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ครั้นเสด็จพระราชดำเนินเถิงกรุงแล้ว จึงทรงพระกรุณาสั่งให้สืบสาวจับจีน ซึ่งคบคิดกันจับได้ ๒๘๑ คน ทรงพระกรกุณาสั่งให้ลงพระราชอาชญาขับเฆี่ยนโบยตี ที่เป็นต้นเหตุ ๑๐ คน ให้ประหารชีวิตเสียที่ ปลายเหตุนั้น ให้จำไว้ณคุก

แล้วทรงพระกรุณาสั่งพระยากลาโหมว่า พระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาทชำรุดนัก ให้รื้อลงทำใหม่ พระยากลาโหมรับสั่งแล้ว ให้ รื้อลงปรุงใหม่

ครั้นณเดือน ๗ ปีเถาะสัปตศก ศักราช ๑๐๙๗ (พ.ศ. ๒๒๗๘) ล้นเกล้าล้นกระหม่อมทรงพระประชวร ทรงพระผนวชกรมขุนสุเรนทร พิทักษ์คิดว่าจริง จึงเสด็จเข้ามา ให้เสด็จขึ้นหน้าพระชัย เจ้ากรม ขุนเสนาพิทักษ์ ทรงถือพระแสงดาบแอบประตูอยู่ ครั้นเจ้ากรมขุน สุเรนทรพิทักษ์ เสด็จเข้ามาประตูที่เจ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ ๆ ฟันถูกแต่ผ้าจีวรสังฆาฏิขาด หาเข้าไม่ เจ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์เข้าไปข้างใน เจ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสด็จกลับลงจากพระชัยมา เสด็จล้นเกล้า ล้นกระหม่อมทอดพระเนตรเห็นจีวรสังฆาฏิจีวรขาด มีพระราชโองการตรัสถามว่า เป็นไรผ้าสังฆาฏิจีวรจึงขาด กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ถวายพระพระว่า เจ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์เอาพระแสงดาบฟัน จึงทรงพระกรุณาสั่งให้หาเจ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ไม่พบ ให้ค้นหาในพระ ราชวัง แลเจ้ากรมหลวงอภัยนุชิตเสด็จออกมาตรัสเจ้ากรมขุนสุเรนทร พิทักษ์ว่า พ่อมิช่วยก็ตาย แลเจ้ากรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ตรัสว่า จะ ช่วยได้แต่กาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยพระอรหัตต์ เจ้ากรมหลวงอภัย นุชิตได้พระสติขึ้น จึงเสด็จไปขึ้นพระวอ ทั้งเจ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ ด้วย ให้เปิดประตูฉนวนออกไปทรงพระผนวชเจ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ ณวัดโคกแสง ทรงพระกรุณาค้นหาได้แต่พระองค์เจ้าเทิด พระองค์ เจ้าชื่นจึงทรงพระกรุณาสั่งให้ประหารเสียด้วยท่อนจันทน์

แล้วนักพระแก้วฟ้าณกรุงกัมพูชาธิบดีให้มีศุภอักษร มาว่า กองช้างไปโพนช้างคล้องได้ช้างพังเผือกช้างหนึ่ง สูง ๓ ศอก ๗ นิ้ว จะขอพระทานถวาย อัครมหาเสนาธิบดีจึงเอาลักษณะศุภอักษรกราบ บังคมทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธอยู่หัวทรงทราบแล้ว จึงมีพระราชโองการมานพระบันทูลสุรสิงหนาทสั่งอัคร มหาเสนาธิบดี ให้แต่งข้าหลวงแลกรมช้างออกไปรับมา ข้าหลวง แลกรมช้างกราบถวายบังคมลาไป ครั้นเถิงกรุงกัมพูชาธิบดีแล้ว นักพระแก้วฟ้าแต่งพระยาพระเขมรให้คุมช้างเข้ามาส่ง ๓ คน ยกมา แต่เมืองกัมพูชาธบดี เดือนหนึ่งกับ ๒๐ วัน มาเถิงศาลาบ่อโพง แล้วจึงให้แห่แหนมาณโรงปลูกไว้สำหรับณวัดนางเลิ้ง แล้วให้ทำขวัญและมีการสมโภช ๓ วัน แล้วทรงพระกรุณาสั่งให้ขนานชื่อว่า พระวิเชียรหัสดินทร์ วรินทรเลิศฟ้า ครั้นถ้วนคำรบ ๓ วันแล้ว ให้นำเรือขนาน มีเรือคู่ชักแห่แหน แตรสังข์ฆ้องกลองธงเทียวเข้ามา ครั้นเถิงให้ นำขึ้นไว้ณโรงช้างพระที่นั่งพระวิหารสมเด็จ แล้วพระราชทานเสื้อผ้า ให้พระยาเขมรซึ่งเข้ามาส่งช้าง ๓ คนนั้นแล้ว พระราชทานพรรณ ผ้าแพรให้พระยาพระเขมรคุมเอาไปพระราชทานนักพระแก้วฟ้าด้วย

ทำพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ๑๐ เดือน จึงแล้วเก่านั้น แต่หุ้มดีบุกหาปิดทองไม่ รื้อทำใหม่ ทรงพระกรุณาสั่งให้ปิดทองยอดและ ช่อฟ้าบานลมเชิงกลอนดอกจอกด้วย แลพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ชำรุดรั่วหนัก จึงทรงพระกรุณาสั่งให้รื้อลงปรุงใหม่ ทำได้ ๖ เดือน แล้ว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สั่งให้ปรุง เครื่องบนพระที่นั่งสุริยามินทร์ขึ้นใหม่ ทำ ๘ เดือนจึงแล้ว ทรง พระกรุณาสั่งให้ปิดทองด้วย

ครั้นณปีเถาะสัปตศก (จ.ศ. ๑๐๙๗ พ.ศ. ๒๒๗๘) เจ้า กรมหลวงโยธาเทพ[3] ทรงพระประชวรหนักจนนิพพาน จึงทรง พระกรุณาสั่งให้ทำพระเมรุขนาดน้อย ขื่อ ๕ วา ๒ ศอก

ครั้นเดือน ๕ ปีมะโรงอัฐศก (จ.ศ. ๑๐๙๘ พ.ศ. ๒๒๗๙) การพระเมรุจึงสำเร็จ เชิญพระศพขึ้นบนพระมหาพิชัยราชรถ แห่แหนเป็นกระบวนไปยังพระเมรุ ถวายพระเพลิงหน้าศพ พระสงฆ์ ๑๐๐๐๐ สดับปกรณื ๓ วัน

ครั้นณปีมะเส็งนพศก (จ.ศ. ๑๐๙๙ พ.ศ. ๒๒๘๐) เจ้า กรมหลวงอภัยนุชิตทรงประชวรหนัก จึงกราบทูลพระกรุณาขอโทษสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมเสนาพิทักษ์ พระบาทสมเด็จบรมนาถ บรมบพิตรพระเจ้าอยู๋หัว มีพระราชโองการตรัสว่า ถ้าไม่กบฏต่อ ล้นเกล้าล้นกระหม่อมแล้ว ไม่พิฆาตเสีย แล้วเจ้ากรมหลวงอภัยนุชิตนิพพาน จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม สั่งอัครมหา เสนาให้ทำพระเมรุหน้าพระศพขนาดน้อย ขื่อ ๕ วา ๒ ศอก

ครั้นณเดือน ๕ ปีมะเมียสัมฤทธิศกศักราช ๑๑๐๐ (พ.ศ. ๒๒๘๑) ทำพระเมรุแล้ว เชิญพระศพขึ้นบนมหาพิชัยราชรถ แห่ แหนเป็นกระบวนเข้าในพระเมรุ พระสงฆ์สดับปกรณ์ ๑๐๐๐๐ คำรบ ๓ วัน ถวายพระเพลิงแล้ว เก็บพระอัฐิใส่พระโกศน้อย แห่แหน เข้าไปบรรจุไว้ท้ายจระนำพระวิหารใหญ่วัดศรีสรรเพ็ชญ์ และณเดือน ๖ ปีมะเมียสัมฤทธิศก ฉลองวัดหานตรา

ถึงณปีมะแมเอกศก (จ.ศ. ๑๑๐๑ พ.ศ. ๒๒๘๒) เสด็จขึ้นไปสมโภชพระพุทธบาท

ครั้นเดือน ๑๒ ปีวอกโทศก (จ.ศ. ๑๑๐๑๒ พ.ศ. ๒๒๘๓) พระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปสมโภช พระชินราช พระชินศรี ณเมือง พระพิษณุโลก ๓ วัน เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมโภชพระสารีริกบรมธาตุ ณเมืองสวางคบุรี ๓ วันแล้ว เสด็จกลับยังกรุงพระนคร ศรีอยุธยา

ครั้นเดือน ๕ ปีระกาตรีศก (จ.ศ. ๑๑๐๓ พ.ศ. ๒๒๘๔) พระราชโกษาบ้านวัดระฆังกราบทูลว่า จะขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมขุนเสนาพิทักษ์ เป็นกรมพระราชวัง จึงดำรัสให้ปรึกษาอัครมหาเสนาทั้งปวง ครั้นพร้อมกันเห็นควรแล้ว พระเจ้าอยู่หัวก็โปรดให้ เจ้า ฟ้ากรมขุนเสนาพิทักษ์ ดำรงฐานาศักดิ์อุปราชโดยประเพณี แล้วทรงพระกรุณาสั่งกรมพระราชวัง ให้ปฏิสังขรณ์วัดศรีสรรเพ็ชญ์ ขึ้นใหม่

อนึ่งพระเศียรพระพุทธรูปพระสมุงคลบพิตร ซึ่งหักลงตั้งอยู่นั้นให้ยกขึ้นต่อเสีย พระวิหารนั้น อย่าให้ทำเป็นมณฑปเลย ให้ทำ เป็นหลังคาเหมือนวิหารทั้งปวง ทำอยู่ปีเศษจึงสำเร็จทั้งสองวัด และพระที่นั่งพระวิหารสมเด็จชำรุด ทรงพระกรุณาสั่งกรมพระราชวัง ให้รื้อลงทำใหม่ ๑๐ เดือน จึงสำเร็จ วัดพระรามชำรุด ให้ปฎิสังขรณ์ ปีเศษจึงสำเร็จ

ครั้นปีจอจัตวาศก (จ.ศ ๑๑๐๔ พ.ศ. ๒๒๘๕) พระยาอภัยมนตรี ว่าที่สมุหนายก ถึงแก่กรรม ทรงพระกรุณาให้พระยา ราชภักดี ว่าที่สมุหนายกด้วย แล้วให้เกลี้ยกล่อมเลกจัตพรัด หัวเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสุพรรณบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองอินทบุรี เมืองพรหมบุรี เมืองสิงบุรี เมืองสรรคบุรี เมืองชัยนาท เมือง มโนรมย์ เมืองอุทัยธานี เมืองนครสวรรค์

อนึ่งเมืองนครศรีธรรมราชบอกเข้ามาว่า บ่าวพระปลัดไปโพนคล้องได้ช้างพลายงาสั้นช้างหนึ่งสูง ๕ ศอก งายาวพ้นไพรปาก ๕ นิ้วพระยาโกษาธิบดีกราบบังคมทูล พระบาทสมด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการสั่งกรมช้างให้ไปรับมาแล้ว พระราชทานขนานชื่อว่า พระบรมนาเคนทร์ อนึ่งได้ช้างเนียมมาแต่ไชยา ช้างหนึ่ง ให้ชื่อพระบรมวิชัย ได้มาแต่เมืองนครอีกช้างหนึ่ง ให้ชื่อ พระบรมจักรพาฬ ได้มาแต่เมืองเพ็ชญ์ช้างหนึ่งให้ชื่อพระบรมกุญชร

ในปีนั้นมอญเมืองหงสาคิดกันล้างอาษาอองพะม่าเสีย แล้วเอาสมิงทอขึ้นนั่งเมืองหงสา ฝ่ายนักวารุยตองพะม่า มังรายจอสู ซึ่งมา นั่งเมืองเมาะตะมะนั้นกลัว จึงพาครอบครัวอพยพเข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารทางเมืองตะนาวศรี ๓๐๐ เศษ ให้ปลูกเรือนอยู่ข้างวัดมนเทียรแล้วพระราชทานตราคุ้มห้ามให้ค้าขาย

ลุศักราช ๑๑๐๖ ปีชวดฉศก (พ.ศ. ๒๒๘๗) เดือน ๑๒ แรม ๒ ค่ำ เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวังบวรสถานมงคล จึงเสด็จ พระราชดำเนินเข้ามาอยู่พระราชวังหลวง

ฝ่ายกรุงรัตนบุระอังวะแจ้งไปว่านักวารุยตองพาอพยพเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ทรงพระมหากรุณาการุญภาพให้ถิ่นถานอยู่เป็นสุขแต่งพระราสารแลเครื่องมงคลราชบรรณาการ มาจำเริญทางพระราชไมตรี ครั้นราชทูตมาถึงกรุงเทพมหานครแล้ว ให้ปลูกเรือนโรงอยู่ ณวัดนางเลิ้ง แล้วให้เชิญพระราชสารเข้ามาณหอวิเชียรธรรม แปล พระราชสาร ฝ่ายข้างราชทูต อุปทูต ไม่ไหว้อัครมหาเสนาบดี ๆ จึงให้ล่ามว่าแก่ทูต ว่าเป็นไฉนจึงไม่ไหว้ท่านอัครมหาเสนาบดี ฝ่ายราช ทูตว่า อย่างธรรมเนียมกรุงรัตนบุระอังวะนั้น ถ้าแลราชทูตจำทูล พระราชสารมาจำเริญทางพระราชไมตรี ยังมิได้เฝ้ากราบถวายบังคมก่อน แลจะไหว้อัครมหาเสนาบดีก่อนนั้นไม่ได้ ครั้นพระเจ้าอยู่หัวตรัสทราบ จึงมีพระราชโองการว่า ราชทูตว่านั้นชอบ ถึงขนบธรรมเนียมกรุงเทพมหานครแต่ก่อนนั้น ถ้ามีพระราชโองการสั่งมหาดเล็ก ให้ ออกไปสั่งอัครมหาเสนบดีศาลาลูกขุน แลที่ใด ๆ ก็ดี มหาดเล็ก ขี่คอตำรวจสนมออกไปถึงที่แล้วลงจากคอยืนสั่งอัครมหาเสนาบดี ๆ ประ ณมนิ้วฟังจนสิ้นข้อราชการ จึ่งบ่ายหน้าเข้ามาต่อพระราชวัง กราบถวายบังคมแล้ว มหาดเล็กจึงนั่งลงไหว้นบกันได้ แต่นี้สืบไปให้ทำ ตามอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนนั้นแล้วให้ราชทูตอุปทูต ขึ้นเฝ้าบนที่เสด็จออกณมุขกระสัน มีพระราชปฎิสันถาร ๓ นัด แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้น ทูตจึงไหว้อัครมหาเสนาบดีทั้งปวง แล้วพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งพระราชสารแลเครื่งอราชบรรณาการ ส่งราชทูตไปจำเริญทางพระ ราชไมตรี ณกรุงรัตนบุระอังวะด้วย

ฝ่ายเมืองหงสา สมิงทอยกไปล้อมเมืองอังวะอยู่ ราชทูตพะม่าพาอ้อมไปทางเมืองปาสักปาโลงให้ข่าวไปถึงทัพมอญว่า ทัพกรุงเทพมหานครศรีอยุธยายกไปช่วยกรุงอังวะ ฝ่ายทัพมอญก็ขาดสะเบียงลงเลิกไปประมาณ ๒๐ วัน ผู้ทูลพระราชสารจึงถึงกรุงอังวะ นำทูตไปเฝ้า ๓ ครั้ง แล้วกลับเข้ามาถึงทาง ราชทูต อุปทูต ป่วยถึง มรณภาพ แต่ตรีทูตกับฟาไล่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ๒ คน

ปีนั้นปฎิสังข์เจดีย์แลอารามวัดภูเขาทอง ๖ เดือนจึงสำเร็จ

ครั้นณเดือน ๑๐ ปีขาลอัฐศก (จ.ศ. ๑๑๐๘ พ.ศ. ๒๒๘๙) เสด็จไปประพาสณเมืองลพบุรี นักโสมซ่องสุมผู้คนอยู่ณแขวงเมืองลพบุรี ครั้นทรงทราบจึงให้จัดข้าหลวง ๓ นายกับไพร่ ๓๐๐ ออกไปจับนักโสมได้ส่งตัวไปจำไว้ณคุก

อนึ่งมีหนังสือบอกเมืองนครศรีธรรมราช ว่ากองช้างไปโพนคล้องถูกพลายเถื่อนสูง


ช้างหนึ่ง ตา เล็บ หาง ขน ขาว พระเจ้าอยู่หัวดำรัสให้หลวงราชวังเมือง ไปฝึกชำนิแล้วให้นำมา

ฝ่ายเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ว่าที่โกษาธิบดีเจ้าพระยาราชภักดีว่าที่สมุหนายก ให้มีตราพระราชสีห์ แลตราบัวแก้ว ออกไปให้ กรมการหัวเมืองรายทาง ทำโรงให้เป็นมณฑปมียอดแลหางหงส์ กระจังไว้ให้พัก ผู้รั้งกรมการปรึกษากันว่าไม่เคยทำ จึงบอกเข้ามา ขออำนวยการออกไปบอกเมืองละคน ครั้นเอาหนังสือขึ้นกราบ บังคมทูล มีพระราชโองการให้ถามเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ เจ้า พระยาราชภักดี ว่าแต่โรงรายทางจะได้พักแห่งละวัน ๒ วันก็จะมา แลจะให้ทำโรงมณฑป ครั้นมาถึงกรุงจะทำโรงรับไว้เป็นอย่างไรเล่า นี่หรือจะช่วยทะนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้เป็นสุข แล้วดำรัสให้ ภาคโทษเจ้าพระยาชำนาญไว้ครั้งหนึ่ง แต่เจ้าพระยาราชภักดีนั้น ให้ ลงพระราชอาญาโบยหลัง ๒๐ ที ครั้นหลวงราชวังนำช้างมาถึง กรุงแล้ว พระราชทานชื่อว่า พระบรมคชลักษณ์ อัครคเชนทร์ วเรนทร สุปดิษฐ์ สิทธิสนทยา มหามงคล วิมลเลิดฟ้า

อนึ่งพระยาพระราม พระยากลางเมือง พวกสมิงทอแตกหนี เข้ามาพึ่งพระราชสมภารทางเมืองตาก ๔๐๐ เศษให้ตั้งบ้านณโพสามต้น

ครั้นอยู่มาผู้รั้งเมืองกุยบุรีบอกหนังสือส่งทองร่อนหนัก ๓ ตำลึง เข้ามาถวาย ว่าตำบลบางสะพานเกิดที่ร่อนทองขึ้น ครั้นถึงเดือน ๑๒ ปีเถาะนพศก (จ.ศ. ๑๑๐๙ พ.ศ. ๒๒๙๐) ให้เกณฑ์ไพร่ ๒๐๐๐ ยกออกไปตั้งร่อนณบางสะพาน ครั้นสิ้นเดือน ๕ ปีมะโรงสัมฤทธิศก (จ.ศ. ๑๑๑๐ พ.ศ. ๒๒๙๑) ได้ทองเข้ามาถวาย ๙๐ ชั่งเศษ ผู้ รั้งเมืองกุยนั้น โปรดให้เป็นพระกุยบุรี แล้วทรงพระราชศรัทธาให้ แผ่ทองร่อนเป็นประธากล้อง ปิดพระมณฑปพระบรมพุทธบาท และ ให้แผ่หุ้มแต่เหมแลนาคลงมา

ครั้นเดือน ๕ ปีมะเมียโทศก (จ.ศ ๑๑๑๒ พ.ศ. ๒๒๙๓) ให้แจกทานแก่ยาจกวณิพกเสมอคนละบาท สิ้นเงิน ๑๓๐๐ ชั่งเศษ ณเดือน ๘ แรม ๑๐ ค่ำ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักจนสะอึก ๓ ชั้น ต่อกลางเดือน ๑๐ จึงคลาย ครั้นเดือน ๑๒ ข้างขึ้นเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมโภชพระพุทธบาท เป็นกระบวนราบ เสด็จพักณพระตำหนักท่าเจ้าสนุก แล้ว ทรงพระวอขึ้นไปประทับร้อนณบ่อโศก เพลาเย็นเสด็จไปถึงท้ายพิกุล ครั้นสมโภชพระบรมพุทธบาทครบ ๗ วันแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับยังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา

ในปีนั้นสมิงทอออกไปโพนช้างป่า พระยาทะละคิดกบฎให้ สมัครพรรคพวกไล่รบสมิงทอ ๆ แตกหนีเข้าหนีป่ามาทางเมืองตาก ทรงพระกรุณาให้รับลงมาถึงกรุงศรีอยุธยาแล้ว ส่งตัวไปจำไว้ณคุก ด้วยบังอาจให้มีราชสารมาว่าจะเป็นทองแผ่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร

ณปีมะเมียโทศก กรมหมื่นอินทรก็ถึงแก่พิราลัย ให้ตั้งการถวายพระเพลิงณวัดชัยวัฒนาราม ปีนั้นนักองอึ่งไปเอาญวนมารบพระรามาธิบดี พระศรีชัยเชฐ แตกหนีมาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร มีพระราชโองการให้เกณฑ์ทัพ ๑๐๐๐๐ ไปกระทำแก่กรุงกัมพูชาธิบดีให้พระยาสุภาวดีเป็นแม่ทัพ ออกไปตั้งชุมพลณวัดพระเจดีย์แดง พระยาพระรามคิดอุบายเรียนแก่ท่านอัครมหาเสนาบดี ว่าจะอาษาไปทัพด้วย ๕๐ คน แต่ไม่มีอาวุธ ครั้นแจกอาวุธให้ครบมือแล้ว เพลาค่ำ ยกไปโพสามต้นพาครอบครัวหนีไป พระเจ้าอยู่หัวให้เกณฑ์ข้าหลวงไปจับได้ณทุ่งบ้านรีบางแก้ว ให้ประหารชีวิตเสีย

พระยาราชสุภาวดียกไปกรุงกัมพูชา ครั้งนั้นนักกองอึ่งก็นบนอบโดยปกติ พระยาราชสุภาวดียกทัพกลับมากรุง อยู่ประมาณปีหนึ่ง นักองอึ่งถึงแก่พิราลัย ให้พระรามาธิบดีออกไปครองกรุงกัมพูชา

แลปีมะแมตรีศก[4] (จ.ศ. ๑๑๑๓ พ.ศ. ๒๒๙๔) ให้เอาสมิงทอลงสำเภาหูส่งไปปล่อยเสียณเมืองกวางตุ้ง

ครั้นปีระกาเบญจศก (จ.ศ. ๑๑๑๕ พ.ศ. ๒๒๙๖) เจ้า พระยาชำนาญบริรักษ์ป่วยเป็นลมอัมพาธ ๔ เดือน เศษถึงอนิจกรรมพระราชทานให้ใส่โกศใส่ชฎาเรียกว่าพระศพฌาปนกิจวัดชัยวัฒนาราม

ณเดือน ๙ ปีจอศก (จ.ศ. ๑๑๑๖ พ.ศ. ๒๒๙๗) ให้ พระเจ้าลูกเธอ กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ ไปล้อมช้าง ณป่าแขวงเมืองลพบุรี ตั้งค่ายมั่นทะเลชุบศรมุมข้างเหนือ หน้าพระตำหนักเก่า ครั้นเดือน ๑๐ ข้างขึ้น จึงเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป ให้เกณฑ์คนออกไปช่วยทำค่ายปีกกา ครั้นณเดือน ๑๐ แรม ๖ ค่ำ เพลาเช้าเสด็จไปรับ ครั้นถึงเขาเชิงนำแล้วให้ช้างตั้งหักค่าย เสด็จ เข้าช่วยค้นมาถึงค่ายมั่นแล้วให้ปิดค่าย แรม ๗ ค่ำเพลาเสด็จจึงขึ้น พระตำหนักห้าง ทอดพระเนตร์ให้ค้นช้างออกมาจับได้ ๓๐ ช้าง ยังมิได้จับ ๓๐๐ เศษ ไปเปิดค่ายปล่อยไป ถึงแรม ๙ ค่ำเสด็จไปนมัสการพระพุทธไสยาศน์วัดพระนอนจักรศรี แรมอยู่เวนหนึ่งจึงล่องมา ตามทางแม่น้ำน้อย ขึ้นนมัสการพระพุทธไสยาศน์วัดขุนอินท์ประมูล

ณเดือน ๖ ปีกุรสัปตศก (จ.ศ. ๑๑๑๗ พ.ศ. ๒๒๙๘) ฉลองวัดพระยาคำ

อนึ่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ประชวรพระโรคสำหรับบุรุษกลายไปเป็นโรคชราค แต่ไม่ได้เสด็จเข้าเฝ้าถึง ๓ ปีเศษ วันหนึ่ง มี พระบันทูลให้มาเอาตัวเจ้ากรม ปลัดกรม นายเวร ปลัดเวร กรมหมื่น จิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี มาถามว่า เจ้ากรม เป็นแต่หมื่น จัดกันในกรมตั้งขึ้นเป็นขุน แล้วทำสูงกว่าศักดิ์ ให้ ลงอาชญาโบยหลังคนละ ๑๕ ทีบ้าง เพลากลางคืนให้คน เข้ามาด้อมมองอยู่ประตูสระแก้ว

กรมหมื่นสุนทรเทพเกรงจะทำร้าย เพลาค่ำเสด็จประชุมอยู่ที่ ข้างโรงเตียบ ต่อเพลากลางวันจึงเสด็จไปอยู่ณตำหนักสระแก้ว ได้ ประมาณ ๙ วัน ๑๐ วัน กรมหมื่นสุนทรเทพทำเรื่องราวกราบทูล พระกรุณาเป็นการลับ ว่ากรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จเข้ามาทำ ชู้ด้วยเจ้าฟ้านิ่ม เจ้าฟ้าสังวาล ถึงในพระราชวังหลวงเป็นหลายครั้ง

พระเจ้าอยู่หัวให้ชำระกรมฝ่ายในเป็นสัตย์ แล้วจึงสั่งพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าธิดา เจ้าฟ้าสุริยวงศ์ ให้ไปเชิญเสด็จกรมพระราชวังบวรสถานมงคล เจ้าฟ้าธิดา เจ้าฟ้าสุริยวงศ์ กราบทูลว่า เป็นอริอยู่ จะไปเชิญเสด็จมิได้ เจ้าจอมจันท์มารดาพระเจ้าลูกเธอพระองค์กระแหจึงไปเชิญเสด็จ กรมพระราชวังมาจะขึ้นฉนวน วังหน้า มหาดเล็ก ที่ล่วงมารับเสด็จนั้นกราบทูลว่า ประตูเสาธงชัยปิด ก็หาเสด็จ ขึ้นไม่ล่องลงไปประทัพอยู่ที่ฉนวนน้ำประจำท่า ประตูฉนวนก็ปิด เรือพระที่นั่งล่วงลงมาเสด็จขึ้นสะพานใต้ระหัดน้ำ ทรงพระเสลี่ยงมาถึง ศรีสำราญ ทอดพระเนตรเห็นคนนั่งอยู่ริมศาลาลูกขุนท้ายสระเป็น อันมาก จะให้กลับพระเสลี่ยง หลวงศรีผาวังทูลว่า ขอพระราชทานเสด็จไปเฝ้าจึงจะชอบ ก็เสด็จเข้าไปอยู่ณทิมดาบ จึงมีพระราช โองการสั่งมหาดเล็ก ให้ออกมาเชิญเสด็จไปณตำหนักสองห้องข้าง ทิมสงฆ์ แล้วสั่งพระมหาเทพให้จำห้าประการ แล้วมีกระทู้ถาม กรมพระราชวังรับเป็นสัตย์ วันแรมค่ำหนึ่งเดือน ๕ ให้เฆี่ยน ณริมตำหนักสองห้องได้ ๒๐ ที กรมหมื่นสุนทรเทพขึ้นไปกราบทูลว่าจกนักให้แก้เสีย ทรงพระกรุณาให้ริบ ครั้นแรม ๒ ค่ำเฆี่ยน อีก ยกหนึ่ง ๒๐ นาที แรม ๓ ค่ำอีกยกหนึ่ง ๒๐ ที แล้วให้นาบพระบาทแลให้ต่อว่ากรมพระราชวังว่า อ้ายปิ่น กลาโหม คบหากับมารดา เจ้ามิตร เป็นแต่เมียข้าเฆี่ยนถึง ๗๐๐ จนตายกับคา นี่มาคบหากับเมียเจ้าทั้งสององค์ แล้วก็เกิดพระราชบุตรด้วย ๓ องค์ ๔ องค์ ๗๐๐ จะแบ่งเป็น ๓ ส่วน ยกเสีย ๒ ส่วน จะให้เฆี่ยนส่วนหนึ่งแต่ ๒๓๐ ที จะว่าประการใด

กรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่า จะขอรับพระราชอาชญาตามจะทรงพระกรุณาโปรด กรมหมื่นเทพพิพิธทูลว่า ได้ลงพระราชอาชญา ๖๐ ทีแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสสั่งว่า ให้เฆี่ยนยก ๓๐ ที ไปกว่าจะครบ ๒๓๐ ที แล้วให้เข้าทูลละอองธุลีพระบาทปรึกษา พร้อมกันว่า โทษถึงตายเป็นหลายข้อ ขอพระราชทานให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามประเพณี จึงทรงพระกรุณาตรัสขอชีวิตไว้ แต่ ให้นายพระนลาฎ เจ้าฟ้าสังวาลนั้น ให้เฆี่ยนยกหนึ่ง ๓๐ ที อยู่ ๓ วันก็ถึงแก่พิราลัย กรมพระราชวังนั้น เฆี่ยนอีก ๔ ยกเป็น ๑๘๐ ก็ดับสูญสิ้นพระชนม์ จึงให้นำเอาศพไปณวัดชัยวัฒนาราม ทั้งสององค์

ครั้นเดือน ๕ แรม ๑๑ แรม ค่ำ ปีชวดอัฐศก (จ.ศ. ๑๑๑๘ พ.ศ. ๒๒๙๙) เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปฉลองพระนอนจักรีศรี ๓ วัน แล้วกลับยังกรุงเทพมหานคร

ขณะนั้นพระยาราชวังเมืองออกไปตั้งพะเนียดจับช้าง ณท่าโคแขวงเมืองนครชัยศรี จับได้ช้างเนียมช้างหนึ่งสูง ๕ ศอก บอกเข้ามาให้กราบบังคมทูล จึงเสด็จพระราชดำเนินออกไปทอดพระเนตรถึง ท่าโค ครั้นฝึกชำนิแล้วให้นำมาไว้ณโรงในพระราชวัง

ถึงณเดือน ๕ ปีฉลูนพศก (จ.ศ. ๑๑๑๙ พ.ศ. ๒๓๐๐) กรมกมื่นเทพพิพิธปรึกษาด้วยเจ้าพระยาอภัยราชา พระยากลาโหม พระยาพระคลัง แล้วกราบทูลว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมขุน พรพินิจ จะขอพรราชทานให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ฝ่ายกรมขุนพรพินิจทำเรื่องราวถวายว่า พระเชษฐา กรมขุนอนุรักษ์ มนตรีมีอยู่ จะขอให้เป็นกรมพระราชวัง พระเจ้าอยู่หัวดำรัสว่า กรมขุนอนุรักษ์มนตรีนั้น เป็นวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร ถ้า จะให้ดำรงฐานาศักดิ์อุปราชสำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่ง ก็จะเกิดวิบัติ ฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขุนพรพินิจ กอบด้วยสติปัญญาฉลาดเฉลียวควรจะดำรงเศวตฉัตรรักษาแผ่นดินได้ จึงพระราชทานฐานาศักดิ์ เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล

ถึงณเดือน ๗ ปีฉลูนพศก (จ.ศ. ๑๑๑๙ พ.ศ. ๒๓๐๐) กรมหมื่นจิตรสุนทรกราบทูลว่า ช้างต้นพระบรมจักรพาฬนั้น งายาวออกชำระจำเริญเข้าไปจวนจะถึงใส้งาอยู่แล้ว เกรงจะล้มเสีย ครั้นเดือน ๙ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมโภชพระพุทธบาท ประทับแรม ณพระตำหนักท่าเจ้าสนุก ๓ เวนแล้ว ทรงพระวอขึ้นไปถึงตำหนัก ท้ายพิกุล รุ่งขึ้นเพลาเช้าให้ทำเครื่องสดผูกช้างต้นพระบรมจักรพาฬถวายพระพุทธบาท ปล่อยไปทางธารเกษม แล้วเสด็จพระราช ดำเนินกลับยังกรุงเทพมหานคร

ครั้นณเดือน ๑๒ ขึ้น ๒ ค่ำ ปีฉลูนพศก เพลากลางคืน ลมว่าวพัดหนัก พระมหาธาตุวัดวรโพธิโทรมลง

ครั้นณเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีขาลสัมฤทธิศก (จ.ศ. ๑๑๒๐ พ.ศ. ๒๓๐๑) เพลา ๗ ทุ่ม ทรงพระประชวร ครั้นณเดือน ๖ แรม ๕ ค่ำ เพลาเช้าเสด็จทรงพระเสลี่ยงหิ้วมา เสด็จออกพระที่นั่งทรงปืน แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์เพลา ๕ โมงเศษเสด็จมาประทมณพระที่นั่งทรงปืน ถึงเพลาเที่ยง ๕ บาทประทมตื่น จะเสด็จไปลงพระบังคน หลวงราชรักษา หลวงราโช พะยุงให้เสด็จยืน พระวาตะปะทะพระเนตรช้อนกลับขึ้นพระหัตถ์คว้าจับหลักชัยไม่ใคร่จะถูก หายพระทัยดังดั่งเสียงกรน ขณะนั้นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้ไปเชิญเสด็จกรมหลวง พิพิธมนตรี เจ้าฟ้าจันทวดี กรมขุนยี่สารเสนี ไปณพระตำหนัก ยักสวนกระต่ายแล้วกรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศรให้เชิญเสด็จกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเจ้ามาถึงพระที่นั่งทรงปืน แย้มฉากทอดพระเนตรอยู่สักประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วเสด็จไปพระตำหนักสวนกระต่าย ครั้นเพลาบ่ายจะใกล้ ๕ โมง พระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๒๗ ปี

จึงกรมหมื่นเทพพิพิธเชิญพระแสงดาบพระแสงกระบี่ พระแสงง้าวข้างที่ ออกมาส่งให้ขุนพิพิธรักษาชาวที่ เอาไปถวายณพระ ตำหนักสวนกระต่าย

กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี เสด็จไปข้างใน เชิญเอาพระแสงบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์ ไปตำหนักศาลาลวดขณะนั้นกรมหมื่นเทพพิพิธ กรมหมื่นจิตรสุนทร ตรัสสั่งพระยา พระคลัง พระยาอภัยมนตรี ว่าประตูพระราชวังให้ปิดตามธรรมเนียม พอกรมขุนอนุรักษ์มนตรี เสด็จมาตรัสเรียกกรมหมื่นเทพพิพิธออก ไปแล้ว ให้เชิญหีบพระแสงณโรงแสงไปสวนกระต่าย กรมหมื่น จิตรสุนทรเห็นก็ตกพระทัย เสด็จคืนไปตำหนักศาลาลวด ครั้นเพลาจะใกล้พลบค่ำมีพระบันทูลให้มหาดเล็กออกไปหาข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยณศาลาลูกขุน เข้าเฝ้าณสวนกระต่าย และ ขุนอนุรักษ์ภูธรเอาคณะตำหนักสระแก้ว ข้ามกำแพงวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์แลกำแพงโรงรถ เข้ามาบรรจบณตำหนักศาลาลวด ๑๐๐ เศษขุนพิพิธภักดีข้าหลวงกรมหมื่นจิตรสุนทร พาคนไปกระทุ้งบานประตู โรงแสงข้างหน้า เข้าไปเอาพระแสงมาถือเป็นอันมาก

ณวันแรม ๕ ค่ำเป็นวันพระ พระเทพมุนี พระพุทธโฆษาจารย์ พระธรรมอุดม พระธรรมเจดีย์ พระเทพกวี เข้ามาเตรียมจะถวายพระธรรมเทศนาอยู่ณทิมสงฆ์ ประมาณเพลาทุ่มเศษ จึงมี พระบันทูลให้นิมนต์เข้ามาณตำหนักสวนกระต่าย ตรัสอาราธนา ให้ขึ้นไปว่ากล่าวแก่เจ้าสามกรม ให้ลงมาสมัครสมากันถึง ๒ กลับ ต่อเพลา ๓ ยามเศษ เจ้าสามกรมจึงมาเฝ้าทำพระสัตย์ภถวายทั้งสามองค์ ครั้นเพลาเช้าจึงเสด็จมาณพระที่นั่งทรงปืน สรงพระบรมศพ แล้วเชิญเข้าพระโกศ ประดับไว้บนที่บรรยงก์รัตนาศน์ ณวัน แรม ๑๑ ค่ำเพลาบ่าย กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี เสด็จขึ้นไปเฝ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรีณพระตำหนักตึก ขณะนั้นวางคนไว้ให้กุมเอากรมหมื่นสุรนทรเทพไปลงสังขลิก ไว้ณหอพระมนเทียรธรรม กุมเอากรมหมื่นเสพภักดีไปพันธนาไว้ ณตึกพระคลังสุภรัต จับเอากรมหมื่นจิตรสุนทรไปจำไว้ณพระคลังพิเศษ ครั้นแรม ๑๓ ค่ำ จึงให้ประหารด้วยท่อนจันทน์ณพระคลังพิเศษทั้งสามองค์


  1. บางทีจะเป็นฉลูเบญจศก จุลศักราช ๑๐๙๕ พ.ศ. ๒๒๗๖
  2. จ.ศ. ๑๐๙๖ พ.ศ. ๒๒๗๗ เป็นปีขาลฉศก
  3. มีข้อความพิสดารอยู่ในจดหมายเหตุเรื่องสมเด็จพระบรมศพ ซึ่งเริ่มต้นว่า วันจันทร์ เดือน ๖ ขึ้น ๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๐๙๗ ปีเถาะ สัปตศก เพลาย่ำฆ้องแล้ว ๓ บาท สมเด็จพระรูปเจ้าเสด็จนิพพาน ณวัดพุทไธศวรรย์ ฯลฯ
  4. มีจารึกทีบานประตูมุกด์ หอมนเทียรธรรม วัดพระศรีรัตน ศาสดารามว่า โปรดให้ทำบานมุกด์ ประตูพระอุโบสถวัดบรมพุทธาราม เมื่อปีมะแมตรีศก จ.ศ. ๑๑๑๓ พ.ศ ๒๒๙๕