ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 64/บทที่ 40

จาก วิกิซอร์ซ
(๓๔) รัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์

ขณะนั้นกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเส ด็จขึ้นราชาภิเษก ณพระที่นั่งสรรเพ็ชญ์ปราสาท ทรงพระนามสมเด็จพระบรมราชามหาอดิศร บวรสุจริต ทศพิธธรรมธเรศ เชษฐโลกานายกอุดม บรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จผ่นพิภพกรุงเทพทราวดีศรีอยุธยา

อยู่ประมาณ ๗ วัน กรมหมื่นเทพพิพิธ เสด็จไปทรงผนวช ณวัดกระโจม ทรงพระกรุณาสั่งให้ตั้งกรมหลวงพิพิธมนตรี เป็น กรมพระเทพามาตุ

ครั้นณเดือน ๑๒ กรมพระเทพามาตุเสด็จทิวงคต พระเจ้าอยู่หัวให้นำพระโกศเข้ามารับพระศพ แล้วจึงเชิญขึ้นประดับไว้ณพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาศน์เปน ๒ พระองค์

ขณะนั้นมีผู้นำคุยหรหัสคดีมากราบทูล ว่าเจ้าพระยาอภัยราชาพระยาเพ็ชรบุรี หมื่นทิพเสนา นายเพ็งจันทร์ คิดกบฎ จะเอา ราชสมบัติถวายกรมหมื่นเทพพิพิธ ๆ รู้ระคายหนีไปจากวัด กระโจม ตามไปจับได้ณป่านาเริ่ง เจ้าพระยาอภัยราชา พระยา เพ็ชรบุรี นายจุ้ยนั้น เฆี่ยนแล้วให้จำไว้ หมื่นทิพเสนา นายเพ็ง จันทร์ หนีหาได้ตัวไม่

ขณะนั้นให้ส่งกรมกมื่นเทพพิพิธออกไปณเกาะลังกาทวีป

ครั้นณเดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๒๒ ปีเถาะเอกศก (พ.ศ ๒๓๐๓) พระเจ้าอยู่หัวก็ถวายพระเพลิงพระบรมศพสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง แลพระพันปีหลวงตามประเวณี

ฝ่ายข้างกรุงอังวะนั้น อองเจยะ นายบ้านมกโชโป ได้ถวัลราชในศักราช ๑๑๑๖ ปี (พ.ศ. ๒๒๙๗) ทรงพระนามมังลอง มีราช บุตร ๖ ราชธิดา ๓ พระราชทานฐานานุศักดิ แลเครื่องราโชบริโภคแล้วให้มังลอกไปผ่านเมืองตีเปะเยียง มองระไปผ่านเมืองปิดู มังโป ไปผ่านเมืองอันเบียง มังแวงไปผ่านเมืองปะดุง มังจูไปผ่านเมือง ปะดาน โพเชียงไปผ่านเมืองแบงตะแล ฝ่ายพระเจ้าอังวะเสวย สมบัติ ๘ ปี ทราบเหตุว่ากรุงศรีอยุธยาผลัดแผ่นดิน จึงดำรัสให้เกณฑ์ทัพพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๘๐,๐๐๐ ช้าง ๒๐๐ ม้า ๑๐,๐๐๐ สำเร็จแล้ว เสด็จดำเนินทัพออกจากกรุงอังวะ ทัพหน้าเข้าตีเมืองมฤท เมืองตะนาวศรี

ฝ่ายพระเจ้าอยู่หัว ได้ตรัสทราบนั้นแล้ว จึงดำรัสให้ พระยายมราชเป็นทัพหน้า พลทหาร ๓๐๐๐ ทัพหนึ่ง ให้พระยาธารมาถืออาญาเป็นแม่ทัพ พลทหาร ๒๐๐๐ ยกไปตั้งเมืองกุยบุรี พะม่า ยกขึ้นมาตีทัพพระยาราชณแกงตุมแตก พระยาธารมาจึงเกณฑ์ ไพร่ ๕๐๐ เข้าบรรจบกองปลัดชู แล้วให้ยกไปตั้งตำบลว่ข่าวริม ทะเล ฝ่ายทัพหน้าพะม่ายกขึ้นมาตีกองปลัดชู ก็แตกพ่าย พระเจ้า อังวะจึงดำเนินทัพเข้ามาณเมืองกุย เมืองปราณ เมืองเพ็ชรบุรี เมืองราชบุรี

ขณะนั้นสมเด็จพระอนุชาธิราชลาพระผนวชออกว่าราชการแผ่นดินให้ถอดเจ้าพระยาอภัยราชา พระยายมราช พระยาเพ็ชรบุรี ออกจากสังขลิกแล้ว ดำรัสให้เกณฑ์พลทหารขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินรอบ พระนคร กำแพงต่ำหน้าพระราชวังนั้นให้รื้อเสีย เอาไม้ขอนสัก ปิดประตูน้ำประตูบกทั้งรอบกรุง ให้พระยากลาโหม พระยารัตนา ธิเบศ พระยาราชวังสัน ยกออกตั้งค่ายณบ้านตาลาน

อนึ่งให้พันธนาพระยาราชมนตรี จมื่นศรีสรรักษ์ แล้วให้มี กระทู้ถามว่า เข้าไปคบหาทำชู้ด้วยข้างใน ครั้นเป็นสัตย์แล้ว ให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยนคนละยก จำคงไว้ ๓ วัน ราชมนตรี ตาย ให้เอาไปเสียบประจานไว้ณประตูชัย

ฝ่ายทัพหน้าพะม่ายกมาตีค่ายซึ่งตั้งอยู่ตาลานแตกพ่ายเข้ามาพระยากลาโหมขึ้นช้างหนีมาถึงทุ่งวัดนนทรี พะม่าควบม้าไล่ตาม มาทันแทงพระยากลาโหมตาย พระยมราชนั้นต้องหอกซัดเป็นหลายแห่งหนีเข้ามาได้ อยู่ได้ ๙ วัน ๑๐ วันตาย พระยาราชวังสันนั้นยิงปืนแย้งเอากองพระยารัตนาธิเบศ ครั้นแตกหนีเข้ามาถึงแล้ว หาเฝ้าไม่ เป็นพวกปิ่นราชมนตรี ให้ไปสืบได้ตัวมาลงพระราชอาชญาเฆี่ยนยกหนึ่ง แล้วให้พันธนาไว้ประมาณ ๘ วันก็ตาย จึงเอาไป เสียบไว้ประตูชัย

ฝ่ายพระเจ้าอังวะดำเนินทัพเข้ามาตั้งณทุ่งบางกุ่ม บ้านกะเดื่องกองหน้าตั้งณ โพสามต้น จึงหลวงอภัยพิพัฒน์ จัดจีนนายก่าย ๒๐๐๐ ยกออกไปจะตั้งค่าย พะม่าข้ามแม่น้ำโพสามต้นมาตีกองทัพจีนก็แตกลงน้ำ พะม่าเห็นได้ทีก็ไล่ติดตามฆ่าฟันมาถึงปรกวัดทะเลหญ้า กองหมื่นทิพเสนาตั้งอยู่ที่นั่น แลเห็นก็พลอยแตกข้ามน้ำ มาด้วย เสียผู้คนเป็นอันมาก พะม่ายกกองทัพตามเข้ามาตั้งค่าย ณพะเนียด แลวัดพระเจดีย์แดง

ครั้นณเดือน ๕ แรม ๘ ค่ำ ปีมะโรงโทศก (จ.ศ. ๑๑๒๒ พ.ศ. ๒๓๐๓) พะม่ายกไปตีข้างท้ายคูทั้งสองฟาก บรรดาครอบครัวชายหญิงซึ่งอยู่บกนั้น พะม่าจับได้มัดผูกฆ่าฟันตายเป็นกอง ๆ ที่ อยู่เรืออัดแอกันน้ำ พะม่าลงเรือได้ไล่ฆ่าฟันล้มตายเป็นอันมาก แล้วเผากำปั่นวิลันดาแลเรือใหญ่น้อยเสีย อาศพลอยเต็มทั้งแม่น้ำ จนกินมิได้

ครั้นณเดือน ๕ แรม ๑๔ ค่ำ พะม่าเอาปืนใหญ่มาตั้งณวัดราชพลี วัดกษัตรา ยิงเข้าในกรุง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงช้างต้นพลาย แสนพลพ่าย ไปทอดพระเนตรกำชับหน้าที่ ณวัดสวนหลวงศพสวรรค์แลป้อมมหาชัย ครั้นเพลาเย็นทัพพะม่าเลิกทัพข้ามฟากไปข้างวัด ภูเขาทอง ถึงเพลาเช้าขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ พะม่าเอาปืนใหญ่เข้า มาตั้งณวัดหน้าพระเมรุ จังกายิงระดมเอาพระราชวังแลพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ทั้งกลางวันกลางคืน พอพระเจ้าอังวะทรงพระประชวรลง จึงให้ถอยทัพไปทางเมืองเหนือ แต่ณเดือน ๖ ขน ๒ ค่ำ ปีมะโรงโทศก ถึงตำบลตะเมาะกะโลกนอกด่านระแหง เป็นระหว่างมัชฌิมวิถีก็สวรรคต เสวยราชสมบัติได้ ๘ ปี

ฝ่ายพระเจ้าอยู่หัวจัดให้พระยายมราช พระศรีราชเดโช ไปตามกองทัพพะม่าจนพ้นด่านระแหงแล้วก็กลับมา

ข้างมุขมนตรีกรุงอังวะ ก็เชิญพระศพไปยังกรุงพุกาม ประเทศราชธานี แล้วก็พร้อมกันอัญเชิญมังสอกราโชรสขึ้นดำรง อาณาจักร รักษาราชประเพณีโดยขัตติจารีตพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน

ฝ่ายข้างกรุงเทพมหานครนั้น ให้ขุดได้กระสุนปืน ๓-๔ นิ้ว ณที่ค่ายหลวงพระเจ้าอังวะนั้น ๔๐ บอก แล้วเสด็จพระราชดำเนิน ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระเชษฐาธิราช ณพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์เนือง ๆ อนึ่งให้สึกพระองค์แมงเม่าออกจากชี นำถวายเป็นบาทบริจา แห่งพระเชษฐาธิราช

ครั้นเดือน ๘ ข้างขึ้น ก็เสด็จพระราชดำเนินออกไปณวัดโพธิ์ทอง คำหยาด ทรงผนวชแล้วกลับเข้ามาวัดประดู่

ขณะนั้นให้รื้อพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ลงทำใหม่ ๑๐ เดือน จึงสำเร็จ

อนึ่งแต่ครั้งมังลองตีได้เมืองหงสาวดีนั้น มอญชาวเมืองเมาะตะมะอพยพหนีเข้ามาอยู่ณเมืองทะวายประมาณ ๑๐๐๐ เศษ ทรงพระกรุณาให้รับเข้ามาไว้กรุง ถึงณเดือนอ้ายปีมะโรงโทศก มอญไป ชุมกันอยู่ณเขานางบวชคิดกบฎขึ้น ยกเข้าตีเอาเมืองนครนายก พระเจ้าแผ่นดินดำรัสให้พระศรีราชเดโชเป็นแม่ทัพพล ๒๐๐๐ ยก ออกไปฝ่ายมอญหาอาวุธมิได้ เสี้ยมแต่ไม้ตะบองขว้างทัพพระยาศรีราชเดโชแตกเข้ามา จึงให้พระยายมราชเป็นแม่ทัพพลทหาร ๒๐๐๐ พระยาเพ็ชรบุรี เป็นทัพหน้า พล ๑๐๐๐ ยกไปตีมอญใหม่แตก หนีไปทางหล่มศักดิ์ ตั้งอยู่เหล่าตะกูดแร่

ครั้นณปีมะเส็งตรีศก (จ.ศ. ๑๑๒๓ พ.ศ. ๒๓๐๔) พระเจ้าอังวะให้มองหม่องราชบุตรอันผ่านเมืองพองค่านั้น ยกไปตีเมืองเชียงใหม่ ข้างเจ้าเมืองลำพูนนั้นพาอพยพเข้ามาพึ่งพระราชสมภาร ณกรุงศรีอยุธยาทางด่านเมืองพิชัย

ฝ่ายเมืองเชียงใหม่ให้มีศุภอักษรว่า จะเอาพระเดชเดชา นุภาพพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพ มหานครเป็นที่พึ่ง ขอกองทัพไปช่วย พระเจ้าอยู่หัวให้เกณฑ์ทัพ หัวเมืองฝ่ายเหนือ พระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพ พลทหาร ๕๐๐๐ ยกไปถึงตำบลบ้านระแหง จึงได้ข่าวว่าเมืองเชียงใหม่เสียแก่พะม่าแล้วแลกองทัพนั้นค้างระดูอยู่เมืองใหม่

ฝ่ายข้างพระเจ้าอังวะทรงพระประชวรลง ก็ถึงซึ่งพิราลัยไปสู่ ปรโลกในศักราช ๑๑๒๗ ปี เสด็จดำรงแผ่นดินอยู่ ๓ ปี จึงพระอนุชาธิราช ซึ่งทรงพระนามมองนั้น เสด็จขึ้นเถลิงถวัลราชราไชศวรรยา ณกรุงรัตนบุระอังวะ สืบสันตติสุริวงศ์ ดำรงราชประเพณีสืบไป

ฝ่ายหุยตองจารู้ว่า กรุงอังวะผลัดแผ่นดินใหม่ ก็คบคิดกับ ชาวเมืองทะวาย ไล่ฆ่าฟันพะม่าซึ่งอยู่รักษาเมืองเสียสิ้น หุยตองจา ก็ได้เป็นใหญ่ จึงแต่งเครื่องมงคลราชบรรณาการ มีดอกไม้ทอง ดอกไม้เงินเป็นต้น ส่งเข้ามาณกรุง

ครั้นณเดือน ๘ ปีมะเมียจัตวาศก (จ.ศ. ๑๑๒๔ พ.ศ. ๒๓๐๕) น้ำเหนือหลากมาแดงเหมือนน้ำดินแดง อยู่ ๓ วันหายไปเป็นปกติ

ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งให้ส่งออกไปเสียณเกาะลังกาทวีปนั้นไปเที่ยวอยู่ณเมืองแขกเมืองพราหมณ์ รู้กิตติศัพท์เล่าลือไปว่า กรุงศรีอยุธยาเสียแก่มางลองแล้ว จึงโดยสารกำปั่นลูกค้าเมืองเทศ เข้ามาณเมืองมฤท พระเจ้าอยู่หัวให้รับไว้ณเมืองตะนาวศรี แล้วแต่งข้าหลวงออกไปกำกับ

ครั้นถึงปีวอกศก (จ.ศ. ๑๑๒๖ พ.ศ. ๒๓๐๗) เดือน ๘ น้ำเหนือหลากมาอีก แดงเหมืนน้ำดินแดง จางอยู่ ๒ วันหายเป็น ปกติไป

ครั้นเดือนอ้ายเสด็จขึ้นนมัสการพระฉาย แรมอยู่ ๓ เวน แล้วเสด็จกลับลงมาสมโภชพระพุทธบาท ๗ วัน จึงดำเนินกลับยังกรุงเทพมหานคร

อนึ่งดำรัสให้พระวิสูตรโยธามาตย์ ฟั่นเชือกน้ำมันทำรอก ไว้ให้มาก ถ้ามีการศึกมาจะเอาไม้ตั้งขาหย่างบนป้อมและเชิงเทิน แล้วจะเอารอกติดเอาปืนกระสุน ๓-๔ นิ้วชักขึ้นไปให้สูง แล้วจะล่ามชะนวนยิงมิให้ข้าศึกเข้ามาใกล้

ครั้นณเดือน ๓ ปีวอกฉศก พระเจ้าอังวะดำรัสให้มังมหา นรธา ๑ มัคราโป ๑ มังยิเจสู ๑ สตุกามณี ๑ แยงดยุ ๑ ยก กองทัพเข้ามาตีเมืองทะวาย เมืองตะนาวศรี บอกข้อราชการเข้ามา กราบบังคมทูลว่า พะม่ายกเข้ามาติดเมืองทะวาย แลหุยตองจา เจ้าเมืองทะวายนั้นก็หนีเข้าเมืองตะนาว ครั้นพะม่าตีเมืองมฤท เมืองตะนาวแตกแล้ว หุยตองจากหนีเข้าทางเมืองชุมพร พะม่า ก็ยกติดตามเข้ามาเผาเมืองชุมพรเสีย แล้วยกไปเมืองทะวาย และ หุยตองจานั้น ทรงพระกรุณาให้ส่งไปไว้ณเมืองชลบุรี แต่กรมหมื่น เทพพิพิธนั้น ให้ส่งไปเมืองจันทบูร แล้วดำรัสให้พระพิเรนทรเทพ เป็นแม่ทัพออกไปตั้งอยู่กาญจนบุรี

ครั้นณเดือน ๗[1] มังมหานรธาให้แยงหะยุกกลับขึ้นไปแจ้งราชการณกรุงอังวะ แล้วจึงปรึกษากันว่า เรามาตีเมืองทะวายได้ บัดนี้หามีผู้ใดจะต้านต่อฝีมือทแกล้วทหารเราไม่ ควรเราจะยกเข้าไปชิงเอาซึ่งเศวตฉัตรณกรุงเทพมหานคร เป็นความชอบถวายพระเจ้าอังวะเห็นจะได้โดยสะดวก ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้ว ก็ดำเนินพลพยุห โยธาทัพ สรัพด้วยเครื่องสาตราวุธทั้งปวงเข้าตีเอาเมืองเพ็ชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองกาญจนบุรี ยกมาบรรจบกันณบ้านลูกแก ขณะนั้นเรือ ลูกค้ามาคั่งอยู่เป็นอันมาก พะม่าลงไล่ฆ่าฟันตายในน้ำแลบก จับเป็นไปเป็นอันมาก แลพะม่ายกไปตั้งค่ายอยู่ณตอกระออม และดงรัง หนองข้าว จึงให้เกณฑ์ทัพหัวเมืองปากใต้ไปตั้งรับณบำรุ ทัพเรือ ตั้งอยู่ณบางกุ้ง แล้วให้เกณฑ์เมืองพิษณุโลกมาตั้งอยู่วัดภูเขาทอง ทัพเมืองนครราชสีมาตั้งณวัดเจดีย์แดง แล้วให้พระยาธารมาคุม กองทัพนครราชสีมาลงมารักษาเมืองธนบุรี

อนึ่งพระยาพิษณุโลกให้พระยาพลเทพกราบทูลพระกรุณา ลา กลับขึ้นไปปลงศพมารดา ให้หลวงโกษา พระมหาดไทย หลวงเทพเสนา คุมกองทัพอยู่ณวัดภูเขาทองแทน

โปสุพลาพะม่ายกมาแต่เมืองเชียงใหม่ ตีเข้าทางด่านเมือง สวรรคโลก มาตั้งค่ายณเมืองสุโขทัย พระยาพิษณุโลกยกพลทหาร ไปช่วยล้อมพะม่าณเมืองสุโขทัย ขณะนั้นเจ้าฟ้าจิตรต้องโทษติดเวรจำอยู่ในพระราชวัง หลวงโกษาคิดอ่านให้หนีออกไปณวัดภูเขาทอง แล้วก็พาเลิกทัพไป ทรงพระกรุณาแต่งข้าหลวงไปตามเป็นหลายนายหาทันไม่ เจ้าฟ้าจิตรไปถึงเมืองพิษณุโลก เข้าเก็บริบเอาทรัพย์ เงินทองของพระยาพิษณุโลกสิ้น ภรรยาพระยาพิษณุโลกหนีลงเรือเล็ก ล่องลงมา ฝ่ายพระยาพิษณุโลกรู้ ก็เลิกทัพลงมาซุ่มอยู่หลังเมือง พิจิตร ซ่องสุมผู้คนได้มาก แล้วก็ยกขึ้นไปตั้งค่ายท้ายเมืองพิษณุโลกรบกับพรรคพวกเจ้าฟ้าจิตรหลายเพลา เจ้าฟ้าจิตรจึงแตกหนีออกจากเมือง ตามจับได้ ใส่กรงส่งมาถึงท้ายทุ่งสากเหล็ก ฝ่ายผู้คุมรู้ว่า พะม่าตั้งอยู่บ้านกูบ ก็พาเจ้ากลับขึ้นไปณเมืองพิจิร พระยาพิษณุโลกจึงให้ลงมารับเจ้าฟ้าจิตรขึ้นไปถ่วงน้ำเสียณเมืองพิษณุโลก

ขณะนั้นเมืองลำพูนซึ่งให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ณบางลาง และลาวม่วงหวานนั้นพาอพยพหนีไปทางตะวันออกสิ้น

จุลศักราช ๑๑๒๘ ปีจออัฐศก (พ.ศ. ๒๓๐๙) เดือน ๑๐ พะม่ายกทัพเรือล่วงมาตีค่ายบำรุแตก แล้วยกมาตีเมืองธนบุรีได้ ตั้งพวกพลอยู่วัดสลัก ๓ วัน จึงเลิกทัพถอยไปอยู่คอกระออม

ขณะนั้นกำปั่นอังกฤษลูกค้า บรรทุกผ้าสุรัตเข้ามาจำหน่าย ณกรุง พระยาโกษาธิบดีให้ล่ามถามนายกำปั่นว่า ถ้าพะม่าเข้ารบ เอาเมืองธนบุรี นายกำปั่นจะช่วยหรือจะไปเสีย นายกำปั่นว่าจะอยู่ช่วยแต่ขอให้ถ่ายมัดผ้าขึ้นให้กำปั่นเบาก่อน ครั้นถ่ายมัดผ้าขึ้นแล้ว กำปั่นก็ถอยมาทอดอยู่ณบางกอกใหญ่

ครั้นเดือนยี่พะม่าค่ายคอกระออม ยกเข้ามาตีเอาเมืองธนบรีอีกเอาปืนใหญ่ขึ้นบนป้อมวิไชเยนทร์ ยิงโต้ตอบอยู่กับกำปั่นจนเพลาค่ำกำปั่นจึงถอนสมอขึ้นไปอยู่เหนือเมืองนนทบุรี ฝ่ายทัพพระยายมราช ซึ่งตั้งอยู่เมืองนนทบุรีเลิกหนีขึ้นไปเสีย พะม่าตั้งอยู่เมืองนนทบุรี แล้วแบ่งกันขึ้นมาตั้งค่ายที่วัดเขามาตำบลตลาดแก้วทั้งสองฟาก ครั้นเพลากลางคืน นายกำปั่นจึงขอเรือกราบมาชักสลุบ ล่องลงไปไม่ให้ มีปากเสียง ครั้นตรงค่ายพะม่าณวัดเขมาแล้ว ก็จุดปืนรายแคม พร้อมกันทั้งสองข้าง ฝ่ายพะม่าต้องปืนล้มตายเป็นอันมาก เจ็บลำบากแตกหนีออกจากค่าย ครั้นน้ำขึ้นเพลเช้า สลุบถอยมาหากำปั่นซึ่ง ทอดอยู่ณตลาดขวัญ ฝ่ายพะม่ายกมาเข้าค่ายเมืองธนบุรี ครั้นเพลาค่ำฝรั่งชักใบสลุบล่องลงไป จุดปืนรายแคมยิงค่ายเมืองธนบุรี ฝ่ายพะม่าหนีออกไปแอบอยู่นอกค่าย อังกฤษแลไทยลงกำปั่นเข้าไปเก็บของ อยู่ในค่าย พะม่าจึงกลับเข้ามาไล่คนในค่ายแตก ตัดเอาศีรษะ ล้าต้าอังกฤษได้ เสียบไว้ที่หน้าค่าย นายกำปั่นจึงขอปืนกระสุน ๑๐ นิ้ว ๑๐ บอก กับเรือรบ ๑๐ ลำ จะลงไปตีค่ายพะม่า แล้วจะขอเรือรบ ๑๐ ลำ ครั้นเพลาบ่ายนายกำปั่นล่องลงไปถึงเมืองธนบุรีแล้วจึง ทอดสมอ อยู่ ขณะไทยซึ่งเอาเรือน้อยลงมาเก็บผลไม้หมากพลู ณสวน อังกฤษจับเอาขึ้นไปบนกำปั่นมากกว่า ๑๐๐ ก็ใช้ใบหนีไป ครั้นเพลาค่ำไทยหนีมาได้ ๒ คนจึงรู้เนื้อความ ฝ่ายพะม่าก็ยกเข้ามาตั้งค่ายตำบลบางไทรแลสีกุก

ขณะนั้นพระอาจารย์วัดเขานางบวชมาอยู่ณวัดบ้านระจัน ชาวบ้านแขวงเมืองวิเศษชัยชาญ เมืองสุพรรณบุรี เมืองสิงหบุรี เมืองสรรคบุรี อพยพยหนีเข้ามาพึ่งพระอาจารย์นั้นเป็นอันมากฝ่ายพะม่าไปเกลี้ยกล่อมชาวค่ายบ้านระจันแต่งกันลงมา ฆ่าพะม่าตายเสียกลางทางเป็นอันมากพะม่าจึงแบ่งกันทุกค่ายยกขึ้นไปจะรบ ฝ่ายชาวค่ายบ้านระจันยกออกตั้งอยู่นอกค่าย พอพะม่ายกมาก็ขับกันออกไล่ตะลุมบอนฟันแทงพะม่าล้มตายเป็นอันมาก

ครั้นเสนาบดีผู้ใหญ่ผู้น้อยยกออกไปจะตีค่อยมพม่า ที่ออกไปตั้งอยู่วัดป่าฝ้ายปากน้ำประสบ ให้สานสีสุก[2] แบกไป ถ้าจะทำค่ายที่ใดจะเอาสีสุกตั้งเรียงให้ชิดกันแล้ว จะขุดมูลดินไปบังเป็นค่ายละคนจึงให้คนยกไปวันนั้นมากดเต็มทุ่ง เสนาบดีให้หยุดแดนที่ใด ก็หยุดพร้อม ๆ กันรั้งรบไป ครั้นเห็นพะม่า วัดป่าฝ้าย ขี่ม้าข้ามน้ำไปหาค่ายใหญ่ฟากตะวันตกเป็นหลายม้า จึงขับคนเข้าตีพะม่า ๆ ในค่าย จึงยิงปืนออกมาถูกคนล้มลง ๕-๖ คน คนทั้งนั้นก็ถอยมาสิ้น ครั้นเพลาเย็นก็เลิกทัพกลับมา ประมาณ ๒-๓ วัน พะม่ายกไปตีค่าย บ้านระจันทำการกวดขันขึ้นกว่าเก่า ชาวบ้านค่ายระจันให้เข้ามาขอ ปืนใหญ่ ๒ บอก ปรึกษากราบทูลว่า ถ้าค่ายบ้านระจันเสียแก่พะม่า พะม่าจะเอาปืนเข้ามารบกรุง จะให้ไปนั้นมิบังควร ครั้นรุ่งขึ้นพะม่า ยกไปตั้งค่ายณบ้านขุนโลก นายจันท์เขี้ยวคุมพรรคพวกออกมาตี พะม่า ฆ่าพะม่าตายเป็นอันมากประมาณสัก ๕๐๐ ตัวก็ต้องปืนตายในที่รบ ฝ่ายข้างในกรุงยกไปตีค่ายปากน้ำประสบอีก พะม่าให้ยก หาบคอนออกหลังค่ายทำทีจะหนี พวกอาทมาตชวนวิ่งเข้าไปใกล้ ค่ายพะม่า ๆ เอาม้าโอบหลัง ก็ถอยหลังมาโพสามต้น จมื่นศรี เสาวรักษ์ จมื่นเสมอใจราช ขี่ม้าลงข้ามน้ำหนีมาฟากตะวันออก แต่พวกพระยาตากรบรออยู่คอยข้ามมาต่อภายหลัง อนึ่งพระยารัตนาธิเบศร์ออกไปไรทอง หล่อปืนใหญ่ขึ้นณบ้านระจัน ๒ บอก ครั้นพะม่ายกไปตีอีก ค่ายบ้านระจันก็แตก ไพร่พลล้มเป็นอันมาก

ขณะนั้นกรมหมื่นเทพพิพิธเข้าอยู่เมืองปราจินบุรี อพยพราษฎรเข้ามาอยู่ด้วยเป็นหลายหมื่น พะม่าจึงยกทัพเรือออกไปตีเมือง ปราจินแตก กรมหมื่นเทพพิพิธ พระยารัตนาธิเบศร หนีไปอยู่ เมืองนครราชสีมา

ขณะนั้นโปแม่ทัพสีกุกป่วยเป็นไข้ตาย โปสุพลาแม่ทัพ ปากน้ำประสบเป็นใหญ่สิทธิ์ขาดแต่ผู้เดียว ยกมาตั้งค่ายโพสามต้นแล้ว ให้มาตั้งค่ายวัดการ้อง แลก่ออป้อมสูง ฝ่ายข้างในกรุงจึงแต่ง ทัพข้ามไปตีค่ายบ้านป้อมวัดการ้อง พะม่ายิงปืนมาถูกนายเริก ซึ่ง รำดาบอยู่หน้าเรือตกน้ำลงคนหนึ่ง ก็ถอยทัพกลับมาสิ้น วันนั้นพะม่า เข้าตั้งค่ายณวัดภูเขาทอง พระยาศรีสุริยภาศซึ่งเป็นนายป้อม สั่งให้ประจุปืนมหากาฬมฤตยราช ๒ สัด ๒ ลูก ยิงไปนัดหนึ่งปืนก็ร้าวรานครั้นเพลาค่ำไทยหนีมาคนหนึ่ง ให้การว่าปืนพระมหากาฬมฤตยูราช ซึ่งยิงออกไปนั้น ถูกเรือรบพะม่าล่ม ๒ ลำคนตายหลายคน และ บัดนี้พะม่ายกเข้ามาตั้งค่ายที่วัดกระชาย วัดพลับพลาชัย วัดเตา วัดสุวรรณ วัดแดง

ครั้นณเดือน ๑๒[3] ในกรุงจึงแต่งทัพเรือให้พระยาตาก พระยาเพ็ชรบุรี หลวงศรเสนี ออกไปตั้งอยู่วัดใหญ่ คอยสะกัดตี เรือรบพะม่าซึ่งขึ้นลงหากัน อนึ่งพะม่าค่ายบางไทรวัดโปรดสัตว์ยกทัพมากลางทุ่ง พระยาเพ็ชรบุรียกออกตีอยู่ณค่ายวัดสังกวาดก็ตาย ที่รบ พระยาตาก หลวงศรเสนี ถอยมาแอบดูหาช่วยหนุนไม่ แล้วไปตั้งอยู่วัดพิชัย ฝ่ายข้างในกรุงเกณฑ์กันไปตั้งค่ายที่วัดชัย วัฒนาราม จึงออกไปตั้งค่ายคลองสวนพลู

ครั้นเดือนอ้ายโปรสุพลาให้กองทัพเมืองแพร่มาตั้งโพสามต้นฟากตะวันออก กองทัพเมืองแพร่ยกกองทัพหนีไปทางพระพุทธบาท ให้คนถือหนังสือเข้ามาถึงพระยายมราชว่า พระเจ้าอยู่หัวทรงธรรม มีพระคุณอยู่ จึงมิได้อยู่รบกรุงด้วยพะม่า

ครั้นเดือนยี่ปีจออัฐศกเพลาค่ำ เกิดเพลิงขึ้นณท่าทราย ไหม้ลามมาสะพานช้าง ข้ามมาติดป่ามะพร้าว ป่าโทน ป่าถ่าน ป่าทอง ป่าหญ้า จนวัดราชบูรณะ วัดพระมหาธาตุ เพลิงไปหยุดที่วัดฉันท์ทันต์

อนึ่งจีนค่ายคลองสวนพลู ๔๐๐ เศษ ชวนกันขึ้นไปทำลายพระพุทธบาท เลิกเอาเงินดาดพื้น ทองหุ้มพระมณฑปน้อยลงสิ้น ครั้นพระเจ้าแผ่นดินทรงทราบ จึงให้แก่นายค่าย ให้สืบเอาเงินทอง ของพุทธบาทส่งเข้ามา

ขณะนั้นพะม่ายกเข้ามาเผาพระที่นั่งพะนียดเสีย แล้วตั้งค่าย ที่พะเนียดแลวัดสามพิหาร และวัดมณฑป แลตั้งล้อมรอบกรุง

ฝ่ายข้างในกรุงนั้น เกิดโจรปล้นมิได้ขาด คนอดโซเป็น อันมาก ที่หนีออกไปหาพะม่าก็เนือง ๆ แล้วพะม่าทำสะพานข้าม ทำนบรอเข้ามา ขุดอุโมงค์รุ้งเชิงกำแพง แลตั้งป้อมศาลาดิน ตั้งค่ายวัดแม่นางปลื้ม ก่อป้อมสูงเอาปืนใหญ่ขึ้นยิง แล้วพะม่าตั้งค่ายณวัดศรีโพธิ์

ข้างในกรุงจึงให้ชักปืนปราบหงสาออกไปตั้งริมท่ทราย กระสุนแรกประจุดินน้อย ต่ำไปถูกตลิ่ง ครั้นปรจุดินมาก ขึ้นโด่งข้ามวัด ศรีโพธิ์ไป จึงดำรัสให้พระยากลาโหมแลข้าหลวง ออกไปเจรจาความเมืองกับพะม่าณค่ายพะเนียด ว่ากรุงเทพมหานครกับกรุงอังวะ ร่วมสโมสรสามัคคีรสกันมาแต่ก่อน และบัดนี้เหตุผลเป็นประการใด จึงยกกองทัพมาย่ำยี ให้ร้อนอกสมณพราหมณาไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินดังนี้เล่า ฝ่ายพะม่าว่า กรุงศรีอยุธยาแต่ก่อน เคยน้อมนำบรรณาการออกแด่กรุงหงสาวดี แลสืบมาบัดนี้ละบุราณราชประเพณีเสียตั้งแข็งเมืองอยู่จึงได้ยกกองทัพมารบ ครั้นพระยากลาโหมกลับมากราบทูลพระเจ้า แผ่นดิน จึงดำรัสว่า พะม่าว่าเอาเปล่า ๆ

ฝ่ายพะม่าก็ยกมารบค่ายวัดชัยวัฒนาราม ๙ คืนก็แตก แล้ว ก็ยกมารบค่ายจีนคลองสวนพลู ๕ คืนจึงสำเร็จ

ครั้นณวันอังคารเดือน ๕ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุรนพศก (จ.ศ. ๑๑๒๙ พ.ศ. ๒๓๑๐) เพลาบ่าย ๔ โมง พะม่ายิงปืนป้อมสูงวัดการ้อง วัดแม่นางปลื้ม ระดมเข้ามาในกรุง แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพงครั้นเพลาค่ำกำแพงซุดลงหน่อยหนึ่ง พะม่าก็เข้ากรุงได้ เข้าเผา พระราชวังและวัดพระศรีสรรเพ็ชญ์ แล้วกวาดเอากษัตริย์ขัตติยวงศ์ แลท้าวพระยาเสนาบดี อพยพครอบครัวทั้งปวงพาไป แต่พระเจ้า แผ่นดินนั้นหนีออกจากพระนครแต่พระองค์เดียว ได้ความลำบาก ก็ถึงซึ่งพิราลัยไปสู่ปรโลก ชนทั้งปวงจึงเอาศพมาฝังไว้


  1. บางทีจะเป็นปีระเป็นระกาสัปตศก จ.ศ. ๑๑๒๗ พ.ศ. ๒๓๐๘
  2. อีกฉบับหนึ่งเป็น สีซู
  3. ปีจออัฐศก จ.ศ. ๑๑๒๘ พ.ศ. ๒๓๐๙