ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 65

จาก วิกิซอร์ซ
ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕

ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๕
พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี
ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์
โปรดให้พิมพ์แจก
ในงานพระราชทานเพลิงศพ
นายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก
(พัว จุลเสวก)
ณ วัดมกุฏกษัตริยาราม
วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๐
พิมพ์ที่โรงพิมพ์เดลิเมล์

คำนำ

ในการพระราชทานเพลิงศพ นายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก (พัว จุลเสวก) เจ้าภาพมีความประสงค์จะพิมพ์หนังสือที่เกื้อกูลการศึกษาประวัติศาสตร์สักเรื่องหนึ่ง เป็นของสำหรับแจกในงาน ขอให้กรมศิลปากรเป็นธุระหาต้นฉบับ

กรมศิลปากรเลือกได้ พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี ฉบับพัน จันทนุมาศ (เจิม) ซึ่งเป็นหนังสือที่พึงปรารถนาอย่างยิ่งของผู้ใฝ่ใจ ในทางประวัติศาสตร์ เมื่อเจ้าภาพได้รับเรื่องไปพิจารณาโดยรอบคอบแล้ว ก็แสดงความพอใจ และตกลงรับพิมพ์ดังปรากฏอยู่ในเล่มนี้

บรรดาพระราชพงศาวดารสยามความเก่า จับเรื่องตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นต้นมา ที่กรมศิลปากรมีต้นฉบับอยู่เวลานี้ ทั้งที่พิมพ์แล้วและยังมิได้พิมพ์ คือ

(๑) พระราชพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐ มีบานพะแนกบอก ไว้ดังนี้

"ศุภมัสดุ ๑๐๔๒ ศกวอกนักษัตร ณ วันพุธ เดือน ๕ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ทรงพระกรุณาโปรดเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า ให้เอากฎหมายเหตุของพระโหราเขียนไว้แต่ก่อน และกฎหมายเหตุซึ่งหาได้แต่หอหนังสือ และเหตุซึ่งมีในพระราชพงศาวดารนั้น ให้คัดเข้าด้วยกันเป็นแห่งเดียว ให้ระดับศักราชกันมาคุงเท่าบัดนี้"

ได้ความว่า เป็นพระราชพงศาวดารที่สมเด็จพระนารายณ์ มี พระราชโองการให้เรียบเรียงเมื่อ พ.ศ. ๒๒๒๓ ความขึ้นต้นแต่แรกสถาปนาพระพุทธรูปพระเจ้าพะแนงเชิง เมื่อปีชวดจุลศักราช ๖๘๖ (พ.ศ. ๑๘๖๗) และแรกสร้างกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา เมื่อปีขาล จุลศักราช ๗๑๒ (พ.ศ. ๑๘๙๓) สืบมาจนถึงปีมะโรง จ.ศ. ๙๖๖ (พ.ศ. ๒๑๔๗) ตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พิมพ์ อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑

(๒) พระราชพงศาวดารฉบับจำลอง จ.ศ. ๑๑๓๖ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๑๗ เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี) ได้ ปลีกมาเล่มเดียว เป็นฉบับหลวงเขียนครั้งกรุงธนบุรี ว่าด้วยเรื่อง ราวตอนปลายรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๔ สำนวนรัดกุมและเก่าไล่เลี่ยกับฉบับหลวงประเสริฐ

(๓) พระราชพงศาวดารฉบับจำลอง จ.ศ. ๑๑๔๕ (ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๒๖ เป็นปีที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๑) มี ๒ เล่ม เป็นฉบับปลีก ว่าด้วยเรื่องราวในรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเล่มหนึ่ง ใน รัชกาลสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเล่มหนึ่ง เข้าใจว่ายังไม่มี การชำระแก้ไขต่อเติมในคราวนั้น เพราะบางแห่งบอกไว้ชัดว่าต้น ฉบับขาดที่ตรงนั้นเท่านั้น แล้วปล่อยให้ขาดอยู่ตามฉบับเดิม เมื่อนำมาสอบกับฉบับชำระเรียบเรียง พ.ศ. ๒๓๓๘ คือ ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ปรากฏว่าฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) แต่งเติมตรงที่ขาดนั้นแล้ว ฉบับจำลอง จ.ศ ๑๑๔๕ นี้ ถึงจะไม่มีครบบริบูรณ์ ก็เป็นหนังสือที่ดีในทางรักษารูปสำนวนเก่า แต่ยังไม่มีโอกาสพิมพ์ออกให้แพร่หลาย

(๔) พระราชพงศาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม หรือเรียกอีกอย่าง หนึ่งว่า ฉบับหมอบรัดเล เริ่มความตั้งแต่แรกสร้างกรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา ต่อมาจนถึงกรุงรัตนโกสินทร สุดความลงเพียง จ.ศ ๑๑๕๔ (พ.ศ. ๒๓๓๕) อันเป็นปีที่ ๑๑ ในรัชกาลที่ ๑ ไม่มีบาน พะแนก แสดงว่าชำระหรือเรียบเรียงเมื่อไร เป็นแต่บอกไว้ที่ปกในเล่มต้นว่า " พระศรีสุนทรโวหารได้ช่วยชำระดูสอบบ้าง เห็นว่าถูกต้องอยู่แล้ว " และมีข้อความในหนังสือคำให้การขุนหลวงหาวัดมาแซกผสมอยู่หลายตอน จึงเป็นอันรู้ได้ว่า พงศาวดารฉบับนี้ได้มีการชำระกันมาแล้ว อย่างน้อยก็ครั้งหนึ่งเมื่อรัชกาลที่ ๔ ก่อนที่หมอบรัดเลจะได้นำมาลงพิมพ์

(๕) พระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา เริ่มความตั้งแต่ แรกสถาปนากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา จนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร สุดความลง จ.ศ. ๑๑๕๒ (พ.ศ. ๒๓๓๓) ได้ความในพระราชหัตถเลขา ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีพระราชทานไปให้เซอร์ยอนเบาริง ที่เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรี ปรากฏว่า พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชำระพระราชพงศาวดารร่วมกับ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๓๙๘ เป็นต้นมา (ดูพระราช หัตถเลขารัชกาลที่ ๔ รวมครั้งที่ ๔ หน้า ๑๖ หรือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๒ หน้า ๒๓๗)

เข้าใจว่าการชำระครั้งนั้น คงจะได้ทรงกระทำมาถึงปีสุดรัชกาล ของพระองค์ ซึ่งสำเร็จเป็นฉบับพระราชหัตถเลขา พิมพ์เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ นั้นแล้ว ที่จะเข้าใจดังนี้ ก็เพราะมีคำว่า ภูษามาลา เป็นที่สังเกตอยู่แห่งหนึ่ง แต่ก่อนมาเรียกคำนั้นว่า มาลาภูษา ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๑ ปีสุดท้ายของรัชกาลที่ ๔ ปรากฏในหมายรับสั่ง ต้นปีว่า มีพระบรมราชโองการห้ามมิให้เรียก มาลาภูษา โปรดให้เปลี่ยนเรียกกลับกันว่าภูษามาลาพระราชพงศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขาก็ใช้ คำว่า ภูษามาลา จึงสันนิษฐานว่า ภายหลังเมื่อพระราชทานฉบับเริ่ม ทรงชำระให้แก่เซอร์ยอนเบาริงไปครั้งหนึ่งแล้ว ยังทรงพระอุตสาหะชำระเพิ่มเติมต่อมาจนถึงปีสุดรัชกาลของพระองค์ แต่เสียดายที่ไม่มีบานพะแนกบอกไว้ ชะรอยว่า การที่ทรงชำระต่อ ๆ มานั้น จะยังไม่สม บูรณ์ตามพระราชประสงค์ก็อาจเป็นได้

(๖) พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ข้อความโดยมากยุติกับฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ เว้นแต่เรื่อง ในรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์ ตอนปลายติดต่อมา มีแปลก ออกไปหลายแห่ง พิมพ์อยู่ในหนังสือประชุมพงศาวดารภาคที่ ๘

(๗) พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) มีจำนวน สมุดไทยตามลำดับเป็น ๒๒ เล่ม ขาดในระหว่างบ้างบางเล่ม เริ่มต้น แต่แรกสถาปนากรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ต่อมาจนสุดรัชกาล สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี พอเริ่มความตอนต้นกรุงรัตนโกสินทรก็หมดฉบับ แต่สังเกตได้ว่า ยังไม่สุดเรื่อง ตอนกรุงศรีอยุธยาพิมพ์แล้ว นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๔ ส่วนตอนกรุงธนบุรีพิมพ์ในเล่มนี้นับเป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๕

พระราชพงศาวดารฉบับนี้ มีบานพะแนกบอกไว้ว่า "ศุภมัสดุ ศักราช ๑๑๕๗ ปีเถาะสับตศก สมเด็จพระบรมธรรมมิกมหาราชาธิราชพระเจ้าอยู่หัว ผ่านถวัลย์ราชณกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา เถลิงพระ ที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงชำระพระราชพงศาวดาร" ดังนี้ จุลศักราช ๑๑๕๗ ตรงกับ พ.ศ. ๒๓๓๘ เป็นปีที่ ๑๔ ในรัชกาลที่ ๑

ยังมีข้อความตอนท้ายรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือ (ดูประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๔ หน้า ๓๗๘) กล่าวเป็นบานพะแนกเพิ่มเติมไว้อีกว่า "เพียงนี้เรื่องพระเพทราชากับพระเจ้าเสือทำไว้แต่ก่อน บัดนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้เจ้าพระยาพิพิธพิชัย กระทำเรื่องพระนารายณ์เป็นเจ้ากับพระเพทราชา พระเจ้าเสือ พระบรมโกศ พระเจ้าพระที่นั่งสุริยามรินทร์ ทำศักราชภัดกันไป"

ถ้อยคำตรงนี้น่าจะหมายความว่า เรื่องที่ชำระเรียบเรียงไว้แต่ก่อนฉะเพาะตอนกรุงศรีอยุธยา สุดลงเพียงสิ้นรัชกาลสมเด็จพระเจ้าเสือแล้วมีพระบรมราชโองการให้ท่านเจ้าพระยาพิพิธพิชัย ร้อยกรองเพิ่ม เติมขึ้นอีก แต่มิได้เอาข้อความปรับปรุงเข้ากับที่แต่งไว้แต่ก่อนนั้น คงให้แยกอยู่ต่างหาก การทำเช่นนี้ ให้ความรู้ในทางตำนานการชำระ เรียบเรียงพระราชพงศาวดารเป็นอย่างดี จะได้ทราบถ่องแท้ว่า เรื่อง แต่ก่อนมีอยู่เพียงไหน แต่งเติมต่อมาอีกเท่าไร มิฉะนั้นจะหาทางสันนิษฐานให้ทราบใกล้ความจริงได้ยาก

หนังสือพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) มีข้อความเป็นหลักฐานแตกต่างจากฉบับหมอบรัดเล และฉบับพระราชหัตถเลขาหลายแห่ง เป็นประโยชน์มากในทางสอบสวนค้นคว้าประวัติศาสตร์สยาม ซึ่งผู้ได้รับคงยินดีอนุโมทนาทั่วกัน

ในการพิมพ์ครั้งนี้ ฉบับหลวงที่อาศัยสอบทานมีไม่บริบูรณ์ จึงน่า จะมีการขาดตกบกพร่องอยู่บ้าง แต่กระนั้นก็ได้พยายามที่จะให้เรียบร้อยเป็นอย่างดีที่สุด ส่วนตอนไหนขาดเรื่องอะไรบ้างก็บอกไว้ด้วย ทั้งยังชี้ข้อความใน หนังสือต่าง ๆ ที่แย้ง หรืออนุโลมกัน ทำเป็นเชิง อรรถไว้ อีกตามสมควร

นอกจากพระราชพงศาวดาร ได้รวบรวมสำเนาท้องตรา พ.ศ. ๒๓๑๖ ถึง พ.ศ. ๒๓๑๗ และบัญชีช้างหลวง พ.ศ. ๒๓๑๙ ถึง พ.ศ. ๒๓๒๐ เท่าที่ยังมีฉบับเหลืออยู่มาเรียงไว้ด้วย เป็นหลักฐานประกอบพงศาวดารได้ อีกหลายข้อ

อนึ่ง เพื่อสะดวกแก่การค้นหานามและเหตุการณ์สำคัญ เป็นต้นได้ทำสารบาญค้นเรื่องไว้ท้ายเล่มนี้พร้อมเสร็จ

กรมศิลปากรขอ อนุโมทนา กุศลธรรมิกพลี ที่เจ้าภาพสร้างสมบำเพ็ญเพื่ออุทิศมนุญญานิสงส์ อันพึงสำเร็จโดยฐานะสมควรแก่ นายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก (พัว จุลเสวก) เพิ่มพูนความสุขความเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นในสัมปรายภพเบื้องหน้าต่อไป

กรมศิลปากร
วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๐

  • พระยาสิริจุลเสวก
  • (พัว จุลเสวก)
  • พ.ศ. ๒๔๓๐ – พ.ศ. ๒๔๗๗

ประวัติสังเขป
พ.อ. พระยาสิริจุลเสวก
พ.ต. หลวงสารานุประพันธ์ บันทึก

นายร้อยโท ขุนพิสดารพิธียุทธ์ (พิสดาร จุลเสวก) ผู้แทนและ จัดการ ผลประโยชน์ ของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์ เจ้าจุลจักรพงษ์และผู้เป็นศิษย์ ที่รักของข้าพเจ้า พร้อมด้วยคุณหญิงเชื้อ สิริจุลเสวก ผู้มารดา ได้มาหาข้าพเจ้า และขอร้องให้ข้าพเจ้าช่วยเรียบเรียงประวัติสังเขปของนายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก ลงพิมพ์ในหนังสือซึ่งจะแจกชำร่วยในงานพระราชทานเพลิงศพของท่านผู้นั้น ในฐานที่ข้าพเจ้าเคยชอบรักและนับถือ พ.อ. พระยาสิริจุลเสวก อย่างใกล้ชิดสนิทสนมกันมาเป็นเวลาไม่น้อยกว่า ๑๕ ปีก่อนท่านจะถึงอนิจจกรรม ข้าพเจ้าจึงไม่มีเหตุผลอันใดจะปฏิเสธได้แม้ทั้งที่ในเวลาเรียบเรียงนี้จะกำลังมีราชการในหน้าที่ชุกมาอยู่ก็ตาม และข้าพเจ้าก็ได้ปฏิบัติสนองความประสงค์ของท่านผู้ขอร้องครบถ้วนแล้ว คือบทประพันธ์อันนี้ ซึ่งถ้าบังเอิญจะมีสิ่งใดบกพร่องก็จำต้องขอรับอภัยอย่างดุษณีจากบรรดาท่านผู้ได้รับแจกชำร่วยไป เพราะการร้อยกรองประวัติการณ์ของบุคคลผู้มีเกียรติเด่นเป็นที่ชอบรักมักคุ้นแก่ชาวชนทั่วไปดั่งเช่น พ.อ. พระยาสิริจุลเสวก นั้น ย่อมไม่มีทางที่จะมิให้ขาดตกบกพร่องไม่กรณีใดก็กรณี ๑ อย่าง ไรก็ตาม ข้าพเจ้าก็ยังเว้นเสียซึ่งความภูมิใจมิได้ ในการได้ฝากบทประพันธ์น้อย ๆ นี้ไว้เป็นอนุสสรณีย์อัน ๑ แห่ง ปฏิการกิจ สนองท่าน ผู้วายชนม์ ผู้เคยมี อุปการะคุณแก่ข้าพเจ้ามาแต่หนหลัง

พระยาสิริจุลเสวก เป็นตัวอย่างของตัวอย่างทั้งหลายในเกียรติประวัติแห่งข้าราชการผู้มีวิริยะพากเพียร เป็นเบื้องหน้า มี กตัญญูกตเวทีอย่างแรงกล้าเป็นนิสสัย ดุจพื้นประกิจรองรับวิเชียรมณี ส่งวิริยะภาพนั้นให้บรรลุผลจนเห็นเด่น เพราะเช่นนั้นข้าพเจ้าจึ่งได้กล่าวแต่ต้นว่าการเรียงประวัติของผู้กอบด้วยบุคคลิกลักษณะเช่นพระยาสิริจุลเสวกนี้ เป็นของยากนักยากหนาที่จะหาถ้อยคำใดมาสรรพรรณนาให้ผู้อ่านได้ตระหนักชัดกับพฤติการอันแท้จริงที่ได้แสดงตลอดกาล ๔๖ ปีกับ ๔ เดือนแห่งอายุสมัยของเจ้าคุณผู้นั้น

โดยนามเดิม คือนายพัว จุลเสวก โดยชาติกำเนิด คือนายพันธ์ จุลเสวก บิดา และนางคล้อย จุลเสวก มารดา โดยกาลปฏิสนธิ คือวันอังคาร แรม ๒ ค่ำ เดือน ๔ ปีกุล นพศก จุลศักราช ๑๒๔๙ ตรงกับวันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๓๐ พระยาสิริ ฯ มิได้มีสิ่งใดผิดแผกยิ่งล้นไปกว่าสามัญชนทั้งหลาย ซึ่ง ข้อนี้ย่อมเป็นข้อแรกแห่งความสนใจของท่านผู้อ่านทั้งหลาย พระยาสิริ ฯ แต่ครั้งเป็นเด็กชายพัว จุลเสวก นั้น ได้รับอุปการะเลี้ยงดูจากท่านบิดามารดาเยี่ยงนักกสิกรรมและนักอุตสาหกรรม ตามฐานะเท่าที่ท่านจะสามารถประสิทธิ์ประสาทได้ เพราะภูมิประเทศอันเป็นภูมิลำเนาที่เริ่มต้นชีวิตของพระยาสิริ ฯ นั้น คือบางระมาด อำเภอตลิ่งชัน จังหวัดธนบุรี ดั่งปรากฏในประวัติความทรงจำซึ่งพระยาสิริจุลเสวกบันทึกไว้เองตั้งแต่ยังทรงชีพอยู่ ว่าดั่งนี้

"ราว พ.ศ. ๒๔๓๖-๗ ได้รับความอบรมจากบิดามารดาให้รู้จัก การทำสวนทำนา การศาสนา เป็นต้นว่า เวลาไปทำสวนก็เอาไปด้วยให้เห็นวิธีทำสวนตั้งแต่ขุดดิน พรวนดิน ดายหญ้า ลอกท้องร่อง ปลูกต้นไม้ รักษา และรดน้ำต้นไม้ ตลอดจนการเฝ้าเก็บผลไม้ขาย ครั้นถึงเวลาทำนาก็เอาไปด้วย เริ่มตั้งแต่ไล่นก เกี่ยวข้าว นวดข้าว จนขนข้าวขึ้นฉาง วันพระ ๘ ค่ำ ๑๕ ค่ำหยุดทำงาน ไปทำบุญและฟังธรรมที่วัดจำปา"

ครั้นรู้จักชีวิตธรรมชาติพอแล้ว ท่านบิดามารดาได้นำไปฝากเข้า โรงเรียนหนังสือไทย ณ โรงเรียนประถมศึกษาวักมณฑป ในคลองบางระมาด เรียนอยู่ ๓ ปี จบหลักสูตรของสมัยนั้น ซึ่งเป็นยุคแรกแห่ง การศึกษาแบบใหม่ที่เพิ่งเริ่มจัดขึ้นในกรุงสยาม ลำดับจากนั้นท่านบิดามารดาก็ให้บรรพชาเป็นสามเณร พอลาสิกขาบทก็ส่งเข้าเรียนหนัง สือขอมต่อไปที่วัดจำปานั้นเองตามความนิยมของคนไทยในสมัยนั้น การเรียนหนังสือขอมของเด็กชายพัว จุลเสวก เป็นการเรียนแบบ "ศิษย์วัด" ฉะนั้นจึ่งเป็นการฝึกนิสสัยให้เกิดความกล้าแข็ง ความอดทน ต่อการตรากตรำทั้งหลายให้มั่นคงขึ้นไปในตัว

อย่างไร ก็ตาม หลังจากนั้น พระยาสิริ ฯ ก็ได้ที่พึ่งใหม่ คือ หลวงสกลผดุงเขตต์ผู้เป็นอาว์ ซึ่งขณะนั้นเป็นนายอำเภอบางกอกใหญ่ ชวนไปอยู่ด้วยที่ตลาดขวัญ จังหวัด นนทบุรี หลวงสกล ฯ ให้ความ อบรมในชีวิตใหม่ เป็นชีวิตการสมาคมที่วิวรรธนาการขึ้นจากแหล่ง เดิม โดยฝึกหัดให้ทำงานปนอยู่กับเสมียนอำเภอทั้งหลาย พระยาสิริ ฯ ค่อยรู้จักโลกมากขึ้น จึ่งปรากฏว่าวิชาเท่าที่ได้รับมาแล้วนั้นยังไม่พอ แก่การจะทำงานได้ จึงต้องกลับไปเข้าโรงเรียนอีกวาระ ๑ ซึ่งระหว่างนั้นมีอายุได้ ๑๒ ปีแล้ว การเข้าโรงเรียนยุคหลังของพระยาสิริ ฯ นี้เป็นการเรียนเอาจริงจัง ณโรงเรียนวัดจักรวรรดิ์ราชาวาศ ผ่านชั้น ประโยคประถม แล้วก็ย้ายไปเรียนณ โรงเรียนมัธยมวัดราชบุรณะ (เป็นสวนกุหลาบวิทยาลัยเดี๋ยวนี้) จนสอบไล่ได้ชั้นมัธยมตอนต้นเมื่ออายุ ๑๘ ปี แต่ยังมิทันสำเร็จชั้นสูงสุดของโรงเรียนนั้นก็ต้องเริ่มชีวิต แรกของการทำงานหาอาชีพ โดยออกมาเป็นเสมียนกรมสรรพากรรับ เงินเดือน ๆ ละ ๔๐ บาท และได้มีโอกาสทำการตรวจบัญชีโรงรับ จำนำยี้ห้อฮั่วเส็ง ได้รับเงินบำเหน็จพิเศษอีกเดือนละ ๔๐ บาท รวมเดือนละ ๘๐ บาท ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙ คือระหว่างทำงาน ณ ที่นั้น ก็ได้กระทำการสมรสกับนางสาวเชื้อ เริ่มตั้งครอบครัว ตั้งมูลนิธิ เป็นคหบดี ผู้ครองเรือนอันมีหลักฐานตั้งแต่บัดนั้น

ดั่งได้กล่าวแล้วแต่ต้นว่า พระยาสิริ ฯ เป็นผู้กอบด้วยความขยันขัน แข็ง ประกอบด้วยมานะอุตสาหะและวิริยะภาพอันแรงกล้า ฉะนั้นงานของพระยาสิริ ฯ ที่ทำ จึ่งเป็นผลเชิดชูความดีความชอบเด่นขึ้นโดยลำดับ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๐ กรมสรรพากรก็เลื่อนตำแหน่งให้เป็นเจ้าพนักงานผลประโยชน์ประจำอำเภอเมืองมีนบุรี รับเงินเดือนเดือนละ ๖๐ บาท ประจวบกาลสมัยแห่งชนมายุบรรจบครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ถึงกำหนดจำต้องเข้ารับราชการทหารตามหน้าที่พลเมืองดี พระพี่เลี้ยงสมบุญ ได้ นำถวายตัวเป็นมหาดเล็กรับใช้ อยู่ใน สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพิษณุโลกประชานารถ (ตามพระนามาภิไธยสมัยนั้น) ซึ่งตามพระนามสมญา มวลข้าราชการมักเรียกกันว่า "ทูลกระหม่อมเล็ก" พระยาสิริ ฯ รับสนองพระธุระไม่นานนัก ก็เป็นที่ต้องพระอัธยาศัย เหตุเพราะพระยาสิริ ฯ มีบุคคลิกลักษณะบางประการในทางปฏิบัติตนให้ผู้บังคับบัญชาสงสารปราณีโดยคุณธรรมแห่งความสงบเสงี่ยม ความไม่ทะเยอทะยาน และความสุภาพในมรรยาทอันเต็มเปี่ยมด้วยวินัย กอบกับความจงรักภักดีและกตัญญูกตเวทีอย่างวิเศษ เมื่อเช่นนี้ก็เป็นธรรมดาอยู่เองที่ "ทูลกระหม่อมเล็ก" จะต้องทรงโปรดปรานและ ทรงพระกรุณากราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมราชินีพระพันปีหลวงขอพระราชทานยกเว้นค่าเช่าตึกพระคลังข้างที่ซึ่งพระยาสิริ ฯ พักอาศัยอยู่กับภรรยา ตำบลท่าโรงยาเก่า สมเด็จพระพันปีหลวงก็โปรดพระราชทานยกให้ตามพระประสงค์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ จึ่งเป็นอันว่า พระยาสิริ ฯ ได้อยู่ตึกโดยมิต้องเสียค่าเช่า เท่ากับได้รับพระราชทานที่พำนักอาศัยโดยตรง

โดยพระกระแสดำรัสแนะนำของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถที่ตรัสไว้ว่า "ลูกผู้ชายควรเป็นทหารทุกคน" พระยาสิริ ฯ จึงขอสมัครเข้ารับราชการทหารในกองโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม ได้รับการบรรจุเข้าตำแหน่งจ่านายสิบประจำกองบังคับการ โรงเรียนนายร้อยชั้นประถมในปี พ.ศ. ๒๔๕๐ นั้นเอง

พระยาสิริ ฯ บันทึกไว้ถึงกิจวัตรที่ท่านต้องปฏิบัติในระหว่างรับราชการทหาร เป็นการเปลี่ยนชีวิตอีกครั้ง ๑ ว่าดังนี้:-

"ในระหว่างที่รับราชการในตำแหน่งจ่านายสิบกองบังคับการโรงเรียนประถมนี้ ผู้บังคับบัญชาได้กำหนดตารางงานให้ทำ คือตั้งแต่ ย่ำรุ่งถึง ๘ นาฬิกาเช้า ฝึกหัดทหารตามแบบฝึกหัดทหารราบ ตั้งแต่ ๙ นาฬิกาถึง ๑๗ นาฬิกา ทำงานในกองบังคับการ มีการรับส่งหนังสือพิมพ์หนังสือโต้ตอบ และเก็บหนังสือราชการ เป็นต้น"

ชีวิตที่เปลี่ยนจากพลเรือนมาเป็นทหารนั้น ใคร ๆ ย่อมรับรองร่วม กันว่าเป็นการเปลี่ยนอย่างใหญ่ เพราะต้องเปลี่ยนตั้งแต่ความเป็นอยู่อันทำตามชอบใจตนมาเป็นความเป็นอยู่อันอยู่ภายในกรอบแห่งวินัยภายใต้การนำของผู้บังคับบัญชา แต่พระยาสิริ ฯ มิได้ท้อถอย คงปฏิบัติการได้คล่องแคล่วตามกิจวัตรที่ท่านเองบันทึกไว้ จนสำเร็จผลเป็นความเรียบร้อยหาความผิดมิได้แม้สักน้อย

ล่วง พ.ศ. ๒๔๕๒ ด๎ยุ๊ก โยฮัน อัลเบรต ผู้สำเร็จราชการ แห่งนครบรันสวิค ประเทศเยอรมนี พร้อมด้วยพระชายา ทรงกำหนดการจะเสด็จมาเยี่ยมกรุงสยาม ซึ่งผู้บัญชาการโรงเรียนนายร้อยทหารบก มีหน้าที่จัดการรับเสด็จและมีการประลองยุทธใหญ่ที่ทุ่งพญาไท กับการตรวจพลณท้องสนามหลวง เหตุนั้นจึงมีการระดมพลทหารในกองพลทหารบกที่ ๑, ๒, ๓, ๔, ๕, ๖, ๗, ๙, มารวมเป็นกองทัพพิเศษ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถเป็นแม่ทัพพิเศษ ทำการประลองยุทธครั้งนี้ เพราะฉะนั้นสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์นั้นจึงมีรับสั่งให้พระยาสิริ ฯ ลาออกจากตำแหน่งจ่านายสิบประจำกองบังคับการโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม แต่วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๑ ย้ายมารับราชการในกองบัญชาการโรงเรียนนายร้อยทหารบกในตำแหน่งเสมียนเอก ทั้งนี้ก็ด้วยพระประสงค์จะใช้พระยาสิริ ฯ ในการเขียนและพิมพ์กำหนดการรับรองและการระดมพล การประลองยุทธ การตรวจพลสวนสนาม ซึ่งจำต้องทำเป็นการใหญ่พิเศษเป็นครั้งแรกจำเดิมแต่ประเทศสยามได้เริ่มตั้งกองทหารสมัยใหม่ฐานที่พระยาสิริ ฯ มีชื่อเสียงในความคล่องแคล่วทางพิมพ์ดีด และการหนังสืออย่างหาตัวจับยากสำหรับสมัยนั้น โอกาสนั้นเองอำนวยให้ พระยาสิริ ฯ ได้รับสนองราชกิจใกล้ชิดพระองค์ทูลกระหม่อมเล็กตั้ง แต่บัดนั้นมา

วันที่ ๑๗ พฤษาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวง พิษณุโลกประชานารถทรงรับดำรงผู้รั้งตำแหน่งเสนาธิการทหารบกอีกตำแหน่ง ๑ จึงมีรับสั่งให้พระยาสิริ ฯ ย้ายจากกรมบัญชาการโรงเรียนนายร้อยทหารบก มาเป็นเสมียนเอกประจำกรมบัญชาการกรมเสนาธิการทหารบก ซึ่งเป็นกรมใหญ่และกรมสำคัญที่สุดในราชการทหาร บกของกระทรวงกลาโหม จำเดิมแต่พระยาสิริ ฯ ได้มารับราชการอยู่ ณกรมนี้ ได้คิดวางระเบียบการหนังสือทุกชะนิดขึ้นให้รัดกุม มีบัญชีรับ ออก ส่งหนังสือ และบัญชีเก็บหนังสือราชการต่าง ๆ เพื่อสะดวกแก่เจ้าหน้าที่ผู้บังคับบัญชาจะตรวจค้นหาได้สะดวกขึ้น นับเป็นที่ต้องพระทัยและชอบด้วยราชการยิ่งนัก

อันคุณงามความดีของพระยาสิริ ฯ ในหน้าที่ราชการเกี่ยวแก่การหนังสือนั้น ได้ปรากฏอย่างเด่นเพียงไรจะเห็นได้จากองค์พะยานต่อไปนี้เป็นข้อพิสูจน์ คือ การเลื่อนวิริยะฐานะจากเสมียนเอกขึ้นว่าที่นาย ร้อยตรีตำแหน่งนายทหารสัญญาบัตรกองทัพบก อันเป็นอุทาหรณ์แรกแห่งการเลื่อนชะนิดนี้ นับว่าพระยาสิริจุลเสวกเป็นผู้ชะนะประวัติ การณ์การเลื่อนยศทหารซึ่งไม่เคยมีมาแต่เก่าก่อน และต่อมาจนบัดนี้ ก็ไม่ปรากฏอีก

สำเนาลายพระหัตถ์ ของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ต่อไปนี้ย่อมเป็นหลักฐานสำคัญในเกียรติประวัติอันสูงเด่นของพระยาสิริ ฯ

"กรมเสนาธิการทหารบก
"วันที่ ๒๔ มกราคม ร.ศ. ๑๒๙ (พ.ศ. ๒๔๕๓)

"ทูล นายพลเอก พระเจ้าพี่ยาเธอ กรมหลวงนครไชยศรีสุรเดชเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทรงทราบ

"หม่อมฉันอยากจะขอประทานให้เลื่อนเสมียนเอกขึ้นว่าที่นาย ร้อยตรี เป็นพิเศษตามเหตุผลที่จะทูลอธิบายต่อไปนี้

"นายพัว เสมียนเอก กรมเสนาธิการทหารบกได้เข้ารับราชการทหารแต่ ร.ศ. ๑๒๖ (พ.ศ. ๒๔๕๐) ในหน้าที่จ่านายสิบกองบังคับ การโรงเรียนนายร้อยชั้นปถม ภายหลังได้ย้ายมาเป็นเสมียนเอกกรมบัญชาการโรงเรียนทหารบก ครั้นเลิกกรมบัญชาการนั้นแล้ว ก็ย้าย มาเป็นเสมียนเอกในกรมเสนาธิการทหารบก ทำการอยู่จนบัดนี้ เป็น ผู้มีวิชาเสมียนเอกบริบูรณ์ดีเยี่ยมทุกอย่าง พิมพ์ไตป์ ไรเตอร์ (สมิทพรีเมียร์) ได้ดีและเร็วหาตัวจับยาก เป็นผู้มีความสามารถ และหม่อมฉันได้ใช้ใกล้ชิดตัวมา ๓ ปีเศษแล้ว ทำการในทางหนังสือต่าง ๆ ทุกอย่าง ทั้งทำการที่นับว่าลับอยู่เสมอ ไม่เคยปรากฏว่ามีสิ่งใด แพร่งพรายออกไปเลย นับว่าเป็นผู้ที่ไว้ใจได้เป็นพิเศษคนหนึ่ง

"นายพัวรับเงินเดือนอัตราเสมียนเอกชั้น ๑ (๗๕ บาท) มาแต่ ต้น เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้บำเหน็จรางวัลอย่างใดอีกเลย และไม่ สามารถจะเลื่อนชั้นเงินเดือนต่อไปอีกด้วย จึงเห็นว่ามีอยู่ทางเดียวที่จะบำรุงน้ำใจได้ก็ในทางให้เป็นนายทหาร และเมื่อคำนึงดูการที่กระ ทรวงกลาโหมเคยรับบุคคลพลเรือนเข้าสำรองราชการแล้วภายหลังให้ว่าที่นายร้อยตรี และเป็นนายทหารสัญญาบัตรทั้งฝ่ายผู้ช่วยพลรบและพลรบตามลำดับชั้น ชั้นต้นก็สอบไล่วิชาตามหลักสูตรสำหรับเสมียนเอกนั้นเอง เมื่อสอบไล่ได้ดีก็รับเข้าสำรองราชการประมาณ ๑ ปี และก็ได้ว่าที่นายร้อยตรี นายพัวนี้มีคุณวุฒิเป็นนายทหารสัญญาบัตรตามระเบียบนี้ได้ การสอบไล่นั้นก็สอบแล้ว และได้ทำราชการในกรมเสนาธิการทหารบกมาถึง ๓ ปีเศษแล้ว โดยไม่มีความเสียหายอย่างใดเลย จึงขอประทานให้เสมียนเอก นายพัว ว่าที่นายร้อยตรี รับเงินเดือนอัตรานายร้อยโทชั้น ๓ (๘๕ บาท) ตั้งแต่กุมภาพันธ์ ศกนี้เป็นต้นไป และขอประทานให้ประจำกองบัญชาการกรมเสนาธิการทหารบก เพราะในเวลานี้กรมเสนาธิการทหารบกมีการงานมากขึ้น กว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก มีปลัดกรมกับนายเวร ๒ นายเท่านั้น หาเป็นการเพียงพอไม่

การจะควรประการใดแล้วแต่จะโปรด
(ลงพระนาม) จักรพงษ์
เสนาธิการทหารบก"
และเสนาบดีกระทรวงกลาโหมทรงพระอนุญาตเป็นพิเศษ แต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๓ เป็นต้นมา พระยาสิริจุลเสวกก็ได้เลื่อน ขึ้นเป็นทหารสัญญาบัตรจำเดิมแต่วาระนั้น

การเลื่อนฐานะจากเสมียนเอกขึ้นว่าที่นายร้อยตรี เป็นนายทหารสัญญาบัตรครั้งนี้ ทำให้พระยาสิริจุลเสวก เปลี่ยนชีวิตใหม่อีกหน ๑ เป็นการเปลี่ยนอย่างใหญ่ เปลี่ยนไปในทางส่งเสริมรัศมีให้สุกใสไพโรจน์ ปรากฏเกียรติเด่นขึ้นในสายตาของมหาชน เมื่อเช่นนี้จึ่งเป็นของธรรมดาที่ต้องเกิดผู้อิจฉาริษยาพระยาสิริ ฯ ซึ่งจะหลีกพ้นมิได้ แต่พระยาสิริ ฯ มิได้ตอบแทน "ปรปักษ์" ของท่านด้วยเวร ตรงข้ามท่านได้พยายามบำเพ็ญตนของตนให้สมกับเกียรติยศเกียรติศักดิ์ จนเป็นที่รับรองกันในหมู่ผู้รู้การณ์ว่า เท่าที่สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ทรงโปรดปรานแล้ว แต่งตั้งให้นั้นไม่เป็น ของผิด และไม่ยิ่งหรือหย่อนไปกว่าคุณงามความดี ซึ่งพระยาสิริ ฯ ได้ทำไว้เลย

มีข้อพิสูจน์ความจริงในโสวจัสตา ของพระยาสิริจุลเสวก จากสมุดบันทึกความทรงจำอีกเล่ม ๑ ซึ่งพระยาสิริ ฯ เขียนไว้ด้วยมือของท่านเอง เป็นข้อเตือนใจตนเอง มีความตอน ๑ ว่าดังนี้

"เมื่อผู้บังคับบัญชายกย่อง และ เลื่อนฐานะขึ้นเป็นนายทหารสัญญาบัตรเช่นนี้ ก็เป็นการจำเป็นที่เราจักต้องขวนขวาย และฝึกฝนตนเอง ให้มีความรู้และความสามารถให้สมกับตำแหน่งหน้าที่โดยเต็มสติกำลัง และความสามารถ เมื่อแรกเป็นนายทหารยังขี่ม้าไม่เป็น ก็ต้องฝึกหัดขี่ม้าทั้งม้าเทศและม้าไทย ระเบียบแบบแผน ข้อบังคับ แบบฝึกหัดสำหรับนายทหารจักต้องรู้และปฏิบัติที่เรายังไม่เคยเรียน หรือเคยทำ ก็ต้องเรียนต้องทำต้องรู้ แต่ความรู้เหล่านี้เราจะเรียน โดยหาครูมาสอน หรือจะเป็นนักเรียนอย่างนายทหารที่ออกจากโรงเรียนนายร้อยนั้นหาได้ไม่ แต่นายทหารที่ออกรับราชการตามกรม กอง ก็ออกไปจากโรงเรียนนายร้อย เราก็เคยอยู่ในโรงเรียนนายร้อย มาแล้ว ย่อมได้ยินได้ฟังมากมาย เห็นการฝึกหัดสั่งสอนทหารมาทุก สิ่งทุกอย่าง เมื่อผู้บังคับบัญชาหลงลืมหรือใช้สอยก็ทำได้และรู้จักผิดและชอบ ช่วยเหลือผู้บังคับบัญชาดำเนินกิจการไปได้ โดยไม่มีเสีย หายอย่างใด"

อย่างไรก็ตาม พระยาสิริ ฯ เป็นคนฉลาดกอบด้วยไหวพริบ และปฏิภาณอย่างยอดเยี่ยมเป็นอัจฉริยนิสสัย ซึ่งจะหาตัวจับได้ยาก การปฏิบัติหน้าที่ของพระยาสิริ ฯ โดยตรงแด่ "ทูลกระหม่อมเล็ก" จึง เป็นมาด้วยดีปราศจากการบกพร่อง พระยาสิริ ฯ ได้ กระทำสำเร็จ ต้องด้วยพระประสงค์เกือบทุกประการ รายการสังเขปแห่งประวัติการณ์ต่อไปนี้ย่อมเป็นองค์พะยานสนับสนุนกรณีให้เห็นเด่นว่า พระยาสิริ ฯ ได้รับผลจากความสวามิภักดิ์จงรักภักดีทั้งในราชการแผ่นดิน และส่วนพระองค์สมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ นั้นเป็นอย่างน่าปิติเพียงใด

วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๔ รับพระราชทานสัญญาบัตร นายร้อยตรี วันที่ ๑๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ รับพระราชทานสัญญาบัตร นายร้อยโท และรับเงินเดือนอัตรานายร้อยโทชั้น ๒ วันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ เลื่อนตำแหน่งเป็นนายทหารคนสนิทของเสนาธิการทหารบก และนายทหารคนสนิทของจเรสัตว์พาหะนะทหารบกและการทหารม้า วันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๗ รับพระราชทานเลื่อน ยศเป็นนายร้อยเอก และรับเงินเดือนอัตรานายร้อยเอกชั้น ๓ มีนาคม เป็นนายทหารรับใช้ของเสนาธิการทหารบก ไปในการประลองยุทธ ภายในกองทัพน้อยทหารบกที่ ๑ วันที่ ๒๖ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ เลื่อนบรรดาศักดิ์เป็นหลวงรามภักดี วันที่ ๒๘ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๘ มีตำแหน่งเป็นกรรมการสภากาชาดสยาม และมีตำแหน่งเป็นผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดสยามอีกตำแหน่งหนึ่งเป็นพิเศษ และเป็นผู้ช่วยเลขาธิการคนแรก ระหว่างเดือนพฤศจิกายน ถึง ธันวาคม ตามเสด็จสมเด็จ พระอนุชาธิราช เจ้าฟ้า กรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ไปตรวจราชการมณฑลนครราชสีมาและมณฑลอุบล และมณฑลภาคพายัพ คือ มณฑลนครสวรรค์ มณฑลมหาราษฎร์ มณฑลพายัพ เดือนมีนาคมเป็นนายทหารคนสนิทของผู้อำนวยการประลองยุทธใหญ่ ในเขตต์มณฑลกรุงเก่า และได้รับความชมเชยจากผู้อำนวยการประลองยุทธใหญ่ และเสนาบดีกระทรวงกลาโหมว่า เป็นผู้ที่มีความชอบพิเศษทำการดีเยี่ยมกว่าผู้อื่น (ฉะเพาะในตำแหน่งหน้าที่) ในเวลาประลองยุทธซึ่งควรประกาศนามให้ปรากฏตามแจ้งความสำหรับทหารบกที่ ๑๐๒/๒๗๑๓๗/๒๔๕๘ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๙ เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนอัตรานายร้อยเอก ชั้น ๑ วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๙ รับพระ ราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์มงกุฏชั้น ๕ เดือนมีนาคม เป็นนายทหารคนสนิทของผู้อำนวยการประลองยุทธใหญ่ ในเขตต์มณฑลนครไชยศรี และราชบุรี ได้รับความชมเชยจากผู้อำนวยการประลองยุทธใหญ่ และเสนาบดีกระทรวงกลาโหมว่า เป็นผู้ที่ได้กระทำการเป็นผล ดี มีคุณควรได้รับความยกย่องเป็นพิเศษตามแจ้งความสำหรับทหารบกที่ ๙๙/๒๖๖๕๘/๒๔๕๙ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐ เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนอัตรานายพันตรี ชั้น ๓ รับพระราชทานสัญญาบัตรยศนายพันตรีแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ วันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ กระทรวงกลาโหมสั่งให้ แต่งตัวสังกัด กรมทหารบกราบที่ ๑ มหาดเล็ก รักษา พระองค์ ในพระบาทสมเด็จพระ จุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในศกนี้เสนาธิการทหารบกเตรียมการประกาศสงครามกับประเทศเยอรมนี และได้เป็นกรรมการคัดเลือกผู้อาสาไปในงานพระราชสงคราม ณทวีปยุโรป ได้รับความชมเชยจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหมตามแจ้งความสำหรับทหารบกที่ ๙/๑๗๒๐๐/๒๔๖๐ และได้รับพระราชทานเหรียญที่ระลึกในราชสงคราม วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้รับเครื่อง ราชอิสสริยาภรณ์ช้างเผือก ชั้น ๕ วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้เลื่อนยศเป็น นายพันโท วันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๒ ได้รับ พระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์มงกุฎ ชั้น ๔ และเหรียญรัตนาภรณ์ชั้น ๔ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นราชองครักษ์เวร และเป็นกรรมการผู้ริเริ่มและเป็นเลขานุการสโมสรกลาโหมใน พระบรมราชูปถัมภ์คนแรก วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ เลื่อนขึ้น รับเงินเดือนอัตรานายพันโทชั้น ๒ และเป็นเลขาธิการสภาบำรุงวิทยาศาสตร์ของทหารบก วันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรบรรดาศักดิ์เป็นพระศรีณรงค์ วิชัย

ความอดทน และ ความพากเพียร มานะอย่างแรงกล้า ประกอบกับความกตัญญูกตเวทีของพระยาสิริ ฯ ส่งผลให้ปรากฏเด่นเป็นเกียรติประวัติอันงาม ซึ่งน้อยคนนักจะทำได้เสมอเหมือน เราท่านย่อมทราบกัน อยู่ดีว่า ในสมัยราชาธิปไตยระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์นั้น การทำตนให้เจ้านายโปรดปรานทนทาน เพราะทรงเห็นความสามารถอย่างมั่นคงยงยืนนั้น ไม่ใช่เป็นของปฏิบัติได้ง่าย และฉะเพาะอย่างยิ่งสำหรับทูลกระหม่อมเล็กพระองค์นี้แล้วยิ่งยากนัก

ข้าพเจ้ายังไม่ลืมภาพ ๑ ที่ได้ประสพกับตาเองขณะเล่น เต็นนิสอยู่กับพระยาสิริ ฯ ที่สโมสรกลาโหมวัน ๑ ในปี พ.ศ. ๒๔๖๓ ซึ่งวันนั้นเป็นวันที่ข่าวร้ายที่สุดในชีวิตของท่านได้มาปรากฏขึ้น กล่าวคือโทรเลข ด่วนส่งจากสิงค์โปร์แจ้งมาว่า สมเด็จเจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานารถ ซึ่งประชวรด้วยโรคพระปับผาสะนั้น เสด็จทิวงคตเสียแล้ว พระยาสิริ ฯ ผงะทิ้งแร็กเก็ท เดินเซออกนอกสนามไปซุดกายลงบนเก้าอี้พัก ร้องไห้ร่ำไรคร่ำครวญด้วยเสียงดังก้อง จนสมาชิกที่เล่นด้วยกัน ทุกคนพากันทราบเรื่องทิวงคตเพราะอาการวิปโยคทุกข์ของพระยาสิริ ฯ นั้นเอง

ชีวิตแห่งวาสนาของ พระยาสิริจุลเสวก ได้ถึงบริเฉทลงเป็นขั้น แรกแต่วาระนั้น

แต่ยัง.... สำหรับผู้มีความกตัญญูกตเวทีอย่างแรงกล้า กอบกับสมรรถภาพอันบริบูรณ์ในตนเองอย่างพระยาสิริ ฯ นั้น ความสดชื่น แห่งวาสนายังจะยุตติลงเสียเพียงนั้นหาได้ไม่ และข้อนี้เอง เป็นเครื่องพิสูจน์สำคัญอีกส่วน ๑ ที่ว่า พระยาสิริ ฯ มีความสามารถในตนจริงหรือไม่ นั่นคือ หลังจากการทิวงคตของพระจอมบุรพการีแห่งพระยาสิริจุลเสวกแล้ว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้จอมพลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต มาทรงดำรงตำแหน่งเสนาธิการทหารบกสืบต่อไป และพระยาสิริจุลเสวกก็ได้ตำแหน่งนายทหารคนสนิทของ เจ้านายพระองค์นี้เช่นพระองค์ก่อน และปฏิบัติหน้าที่ราชการเป็นที่เรียบร้อย เช่นเดียวกับสมเด็จเจ้าฟ้าพระองค์ที่เสด็จทิวงคตไปนั้นทุกประการ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนกับธันวาคมปี พ.ศ. ๒๔๖๔ พระยาสิริ ฯ ได้ตามเสด็จจอมพล สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ในคราวเสด็จตรวจราชการมณฑลนครราชสีมา มณฑลปราจีน และประเทศกำภูชา คือ เมืองพะตะบอง เสียมราษฎร์ พนมเป็ญ ตามหน้าที่เป็นที่ต้องพระอัธยาศัย และทรงไว้วางพระหฤทัยเป็นอันมาก ในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๕ ก็เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนอัตรานายพันโทชั้น ๑ ครั้น ต่อมาในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๘ ก็เลื่อนขึ้นรับเงินเดือนอัตรานายพันเอกชั้น ๓ และรับสัญญาบัตรเลื่อนยศเป็นนายพันเอกเมื่อวันที่ ๘ พฤษภาคม ปีเดียวกันนั้น

เส้นวาสนา ของพระยาสิริจุลเสวก เปล่งปลั่งแจ่มใสตลอดมาโดยลำดับกาล ในปี พ.ศ. ๒๔๖๘ นั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เป็นราชองครักษ์ และรุ่งขึ้นปี ๒๔๖๙ ก็ย้ายตำแหน่งมาเป็นหัวหน้านายทหารคนสนิทของเสนาบดีกระทรวงกลาโหม พ.ศ. ๒๔๗๐ เลื่อนเงินเดือนชั้น ๒ และต่อมาเดือนมิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ ก็ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระยาสิริจุลเสวก ถึงยุคนี้ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิต ทรงย้ายไปเป็นเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย และนายพลเอก พระองค์เจ้าบวรเดช มาเป็นเสนาบดีกระทรวงกลาโหม การทำงานของพระยาสิริ ฯ ก็คงดำเนินมาเป็นปกติ และ พ.ศ. ๒๔๗๓ ก็ได้เลื่อนชั้นเงินเดือนขึ้นอัตรานายพันเอกชั้น ๑ เต็มขีดบริบูรณ์ของนายทหารผู้ใหญ่รองจากชั้นนายพล ตราบจนถึงวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓ นั้น ได้มีการเปลี่ยนแปลงจัดรูปกองทัพบกใหม่ เป็นไปในทางประหยัด เพราะปีนั้นการเศรษฐกิจของประเทศซุดโซมลง พระยาสิริ ฯ ก็ออกจากประจำการเป็นนายทหารนอกราชการรับบำนาญตลอดมาจนถึงวันสิ้นชีพ

พระยาสิริจุลเสวก ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสสริยาภรณ์ จตุรถาภรณ์ช้างเผือก กับ ตริตาภรณ์มงกุฎสยามเป็นสูงสุด

แต่ในระหว่างที่พ้นจากประจำการแล้ว พระยาสิริจุลเสวกก็ยังมาทำหน้าที่ผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดสยาม จัดการปรับปรุงสภากาชาดให้บรรลุความเจริญยิ่งขึ้น จนได้รับเหรียญสมนาคุณทองลงยาอันเป็นชั้นเยี่ยมของสภาที่กล่าวนามนั้น ตราบถึงวันที่ ๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๕ พระยาสิริจุลเสวกได้ขอเวนคืนตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาด เพื่อประหยัดรายจ่ายของสภา ซึ่งเป็นของน่าเห็นน้ำใจอันดีงามที่พระยาสิริ ฯ แสดงเป็นตัวอย่างไว้

ควรเป็นที่ทราบในที่นี้ด้วยว่า จำเดิมแต่พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เสด็จไปทรงศึกษาวิชาการณต่างประเทศ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๔ แล้ว พระยาสิริ ฯ ก็ได้ทำการติดต่อ รับสนองพระกรณียกิจตามพระประสงค์อยู่เสมอตลอดมาความสามารถในหน้าที่ตลอดจนนิสสัยซื่อถือสัตย์มั่นกตัญญูของพระยาสิริ ฯ รวมทั้งอัธยาศัยเยือกเย็นสุขุมบริบูรณ์ด้วยความเป็นผู้ใหญ่ ได้ทำให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์ เจ้าจุลจักรพงษ์ ทรงโปรดปรานไว้วางพระทัยอย่างสนิท เมื่อพระ องค์เจ้าจุลจักรพงษ์เสด็จเยี่ยมพระนครครั้งแรก พระยาสิริ ฯ ก็ได้ไป รับเสด็จถึงสิงคโปร์ แล้วไปส่งเสด็จที่ชะวา ครั้นเมื่อพระยาสิริ ฯ ได้ เวนคืนตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการสภากาชาดสยาม ความก็ทราบถึง พระกรรณพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ จึงโปรดประทานพระอนุเคราะห์อย่างใหญ่ คือ เงินเบี้ยเลี้ยงชีพให้พระยาสิริ ฯ ตั้งแต่นั้นมา

พะยานแห่งความไว้วางพระทัยของพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ในตัวพระยาสิริจุลเสวกนั้น จะได้เห็นจากข้อความในพระหัตถ์เลขาที่ทรงลิขิตไว้ใต้พระฉายาลักษณ์ ซึ่งทรงประทานไว้ ว่า ดังนี้

"ให้พระยาสิริจุลเสวก จากผู้ที่มีความไว้ใจอย่างที่สุด
จุลจักรพงษ์
วันที่ ๑๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๗๔"

ชีวิตบั้นปลายของพระยาสิริจุลเสวก หลังจากพ้นหน้าที่ราชการทุกอย่างมาแล้วนี้ เป็นชีวิตที่เป็นมาด้วยความสุขความสมบูรณ์เยี่ยงปกติชน แต่เนื่องจากความซื่อสัตย์สุจริต อันเป็นคุณธรรมสำคัญประจำตัว พระยาสิริ ฯ มาแต่ไหนแต่ไร พระยาสิริ ฯ จึ่งมิได้มีโอกาสว่างพักเต็มที่กล่าวคือ เมื่อพ้นหน้าที่ราชการ ก็มีกระแสรับสั่งจากพระเจ้าวรวงศ์ เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ซึ่งประทับอยู่ในต่างประเทศ โปรด ให้พระยาสิริจุลเสวกเป็นผู้แทน พระองค์ท่านดูแลจัดการผลประโยชน์ ณสำนักงานจัดการผลประโยชน์ ฯ สืบต่อมาจนถึงปัจฉิมวารของพระยาสิริ ฯ อนึ่งเล่าระหว่างที่พระยาสิริ ฯ ปฏิบัติการงานถวายนั้น ก็เป็นที่ชอบพระอัธยาศัยและไว้วางพระทัย ได้ประทานที่ดินและตึกให้อีก

วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๗ ซึ่งเป็นวาระที่โรคมาเลเรีย อันได้เบียดเบียฬพระยาสิริ ฯ มาช้านาน เนื่องจากความตรากตรำในหน้าที่แต่ตัวท่านเองมิทราบชัดนั้นได้กำเริบร้ายแรงขึ้น แพทย์รักษามีแต่ทรงกับทรุด ในที่สุดก็ถึงแก่กรรม ณบ้านถนนสีลม จังหวัดพระนคร ท่ามกลางบุตร ภรรยา และประยูรญาติทั้งมวล เป็นอันปิดฉากชีวิต อันรุ่งโรจน์วาสนาของ นายพันเอก พระยาสิริจุลเสวก ลงเป็นอวสานในชนมายุกาล ๔๖ ปี ๓ เดือน กับ ๑๔ วัน

นายร้อยโท ขุนพิสดารพิธียุทธ์ (พิสดาร จุลเสวก) เป็นบุตรชาย คนเดียวของพระยาสิริจุลเสวก กับคุณหญิงเชื้อ ซึ่งรับสืบทายาทสกุลจุลเสวกต่อไป โดยพระบารมีแห่งพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า จุลจักรพงษ์ ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงตลอดทั้งบุตรภรรยาของพระยา สิริ ฯ สืบมาจนกระทั่งทุกวันนี้

มรณกรรมของพระยาสิริ ฯ ย่อมยังความเศร้าสลดอันมีขอบเขตต์ไพศาลมาสู่วงศาคณาญาติ ตลอดจนมิตรสหาย และผู้รู้จักคุ้นเคยเพราะโดยนิสสัย อัธยาศัย พระยาสิริ ฯ เป็นบุคคลผู้หนึ่ง ซึ่งใจเย็น ใจอ่อน พร้อมที่จะช่วยทุกข์แก่คนทุกชั้นที่บากหน้าเข้ามาขอความอุปการะทุกเมื่อ โดยกิริยามรรยาท พระยาสิริ ฯ เป็นคนสุภาพอ่อนโยนและละมุนละไมเป็นที่น่ารักน่าเคารพแก่คนที่ได้ผ่านเข้ามาติดต่อ โดยลักษณะเพื่อน พระยาสิริ ฯ เป็นเพื่อนดีของคนทุกคน และเป็นเพื่อนที่อารีอารอบและใจกว้างขวาง โดยลักษณะผู้ใต้บังคับบัญชา พระยา สิริ ฯ เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี ไม่ทำให้ผู้บังคับบัญชาเดือดร้อน และ ไม่นำความเสื่อมเสียมาสู่ เป็นที่ไว้วางใจได้อย่างมั่นคง โดยลักษณะผู้บังคับบัญชา พระยาสิริ ฯ ก็เป็นผู้บังคับบัญชาที่ดี รู้จักปกครองผู้น้อยที่อยู่ใต้บังคับบัญชาให้ทั้งรักและกลัวเป็นนิสสัย ฯลฯ

พระพุทธภาษิตบท ๑ กล่าวว่า "กลฺยาณํ ยทิวาปาปํ น หิ กมฺมํ วิมสฺสติ" แปลว่า กรรมดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมไม่ศูนย์หายไปเลย

วิญญาณพระยาสิริจุลเสวก ได้สละร่างไปแล้ว.........สละไปด้วย ความสุกใสไพโรจน์ ในปรภพ แต่คุณงามความดีของพระยาสิริ ฯ เท่าที่ได้สร้างสมไว้แต่ปางหลังยังคงสถิตเสถียรสถาวรอยู่ในโลกนี้โดยมิ สิ้นศูนย์

ท่าน รัสกิน กล่าวภาษิตไว้ในเรื่อง อันทู ฮิส ลาสต์ (Unto his last) ว่า "The Maximum of life can only be reached by the maximum off virtue" ความว่า "ระดับสูงสุดแห่งชีวิตอาจบรรลุถึงได้ด้วยระดับสูง สุดแห่งเกียรติคุณ"

ท่าน เช็กสเบียร์ กล่าวภาษิตไว้ใน เรื่องแฮมเลทว่า "He 's truly valiant that can wisely suffer the worst that man can breathe" ความว่า "เขาผู้ซึ่งสามารถทนทรมานอย่างฉลาดได้ต่อสิ่งร้ายที่สุดซึ่งมนุษย์จะสามารถทนได้นั้น นับเป็นคนกล้าหาญอย่างแท้จริง"

พระยาสิริจุลเสวกได้บรรลุถึงระดับสูงสุดแห่งชีวิตแล้วด้วยเกียรติ คุณอันสูงสุดซึ่งท่านได้สร้างสมไว้เองพระยาสิริจุลเสวกได้เคยทนทรมาน ต่อสิ่งร้ายที่สุดเท่าที่มนุษย์จะทนได้แล้วในชีวิตของท่านตลอดมา จึ่งจัดว่าท่านเป็นผู้กล้าหาญยิ่งด้วยความมานะบากบั่น..............สิ่ง เหล่านี้คือคุณงามความดีของพระยาสิริจุลเสวก อันจะตกทอดเป็นมฤตกของโลกนี้สืบไป

ข้าพเจ้าขอตั้งสมาธิน้อมใจด้วยคาระวะแด่ท่านผู้มีเกียรติประวัติ คือพระยาสิริจุลเสวก ผู้ซึ่งร่างของท่านกำลังจะได้รับการพระราชทานเพลิงเป็นเกียรติยศในท่ามกลางญาติมิตรและบริวารทั้งหลาย และหวังว่าบรรดาท่านผู้มาให้เกียรติยศประชุมเพลิงในโอกาสนี้ คงจะรำลึกนึกถึงเกียรติคุณของท่านผู้ล่วงลับไปสู่สุคติแล้ว และอนุโมทนากุศลบุณยราศีซึ่งบุตรภรรยาของท่านกำลังบำเพ็ญอยู่ในวาระนี้โดยถ้วนทั่วกัน

บ้าน "ปาจิณพยัคฆ์"
ถนนนามบัญญัติ พระนคร
วันที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๐

สารบาญ
คำนำ หน้า
บานพะแนก "
พระราชพงศาวดาร "
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรียกออกจากวัดพิชัย รบฝ่ายกองทัพพะม่ามุ่งตรงไปนครนายก "
เดินทัพจากนครนายกไปทางปราจีนบุรี "
ผ่านปราจีนบุรีเลี้ยวลัดไปยังชลบุรี "
ผ่านชลบุรีไปจังหวัดระยอง "
กรมการจังหวัดระยองคิดประทุษร้าย "
กรมการจังหวัดระยองแตกหนีแยกไปตั้งซ่องอยู่ที่บางปลาสร้อยและบ้างแกลง "
แต่งคนไปเกลี้ยกล่อมพระยาจันทบุรี "
ให้หลวงพิชัยราชาไปเกลี้ยกล่อมพระยาราชาเศรษฐี " ๑๑
ยกทัพไปปราบขุนรามหมื่นส้องที่บ้านแกลง " ๑๑
ยกทัพกลับมาปราบนายทองอยู่ นกเล็ก ที่บางปลาสร้อย " ๑๒
เดินทัพไปพักอยู่ที่จังหวัดระยอง " ๑๔
พระยาจันทบุรีให้พระสงฆ์มานำทัพ " ๑๔
เดินทัพตรงไปยังจันทบุรี " ๑๕
พระยาจันทบุรีไม่ยอมส่งตัวขุนรามหมื่นส้องออกมาลุกะโทษ หน้า ๑๗
เดินทัพเข้ายึดจันทบุรี " ๑๗
พระยาจันทบุรีหนีไปเมืองพุทไธมาศ " ๑๘
ตอนกู้ชาติ
ยกกองทัพเรือจากจันทบุรีเข้ามาปราบพะม่าโพสามต้น " ๑๙
ทัพหน้าตีค่ายโพสามต้นฟากตะวันออกแตก " ๒๐
พระนายกองออกสวามิภักดิ์ " ๒๐
ถวายเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ " ๒๑
แต่งคนขึ้นไปเกลี้ยกล่อมเมืองลพบุรี " ๒๑
เคลื่อนกองทัพลงมาตั้งพักอยู่ธนบุรี " ๒๑
แจกจ่ายอาหารเลี้ยงราษฎรมากกว่าหมื่นคน " ๒๑
ทัพทะวายตีล่วงเข้ามาล้อมค่ายบางกุ้ง " ๒๒
ยกทัพเรือไปขับไล่ทัพทะวายแตกยับเยิน " ๒๒
หัวเมืองชั้นในสงบราบคาบ " ๒๓
บำรุงพระพุทธศาสนา " ๒๓
ยกทัพขึ้นไปปราบพิษณุโลกแต่ต้องถอยทัพกลับ " ๒๔
กรมหมื่นเทพพิพิธไปอยู่นครราชสีมา " ๒๔
นครราชสีมาเกิดปั่นป่วน หน้า ๒๕
กรมหมื่นเทพพิพิธไปอยู่พิมาน " ๒๖
เกลี้ยกล่อมพระนายกองหนีไปอยู่พิมาย " ๒๖
กองทัพธนบุรีออกตามจับกรมหมื่นเทพพิพิธ " ๒๖
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีปราบดาภิเษก " ๒๗
ข้าวแพง " ๒๘
หม่อมเจ้าอุบล หม่อมเจ้าฉิม เป็นโทษ " ๒๘
ตั้งต้นรวมอาณาจักรไทย
ปราบนครศรีธรรมราช " ๒๙
โปรดให้พระเจ้านราสุริวงศ์ครองนครศรีธรรมราช " ๓๒
ปราบสวางคบุรี " ๓๓
แขกเมืองตรังกานูและยักกตราถวายปืนคาบศิลา ๒,๒๐๐ บอก " ๓๓
หลวงโกษา (ยัง) แตกจากพิษณุโลกหนีไปทางทิศอิสาน " ๓๓
โปรดให้พระราชาคณะในกรุงขึ้นไปอยู่สั่งสอนพระสงฆ์ฝ่ายเหนือ " ๓๖
ทรงตั้งข้าหลวงครองเมืองฝ่ายเหนือ " ๓๗
กองทัพพะม่าเชียงใหม่ลอบยกมาตีเมืองสวรรคโลก หน้า ๓๗
กองทัพพะม่าแตกกลับไป " ๓๘
ทัพหลวงเสด็จขึ้นไปปราบพะม่าเชียงใหม่ " ๓๘
ทัพหลวงถอยจากเชียงใหม่ " ๓๙
ปราบเมืองพุทไธมาศและเขมร " ๔๐
พระยาราชาเศรษฐีเจ้าเมืองพุทไธมาศแตกหนีไป " ๔๒
โปรดให้พระยาพิพิธเป็นพระยาราชาเศรษฐี " ๔๒
พระองค์อุทัยเจ้ากรุงกัมพูชาหนีไปเมืองลูกหน่าย " ๔๓
ทัพหลวงเสด็จไปกรุงกัมพูชา " ๔๓
ปราบพะม่าเชียงใหม่ " ๔๔
โปชุกพลาและมะยุง่วน แม่ทัพพะม่าแตกหนีไปจากเชียงใหม่ " ๔๔
โปรดให้พระยาจ่าบ้านเป็นพระยาวิเชียรปราการ ครองนครเชียงใหม่ " ๔๗
โปรดให้พระยาลำพูนเป็นพระยาอัยวงศ์ ครองนครหริภุญชัย " ๔๗
โปรดให้พระยากาวิละครองนครลำปาง " ๔๗
พระยาวิเชียรปราการถวายนัดดานารี แต่ไม่ทรงรับ " ๔๘
พระยากาวิละถวายนัดดานารี " ๔๙
ทัพหลวงเสด็จกลับลงมาถึงเมืองเถิน " ๕๐
พะม่ายกเข้ามาทางด่านแม่ละมาว " ๕๐
ทัพหลวงเสด็จกลับลงมาถึงเมืองตาก หน้า ๕๐
เรือพระที่นั่งกะทบตอไม้ล่มลง " ๕๑
ทัพหลวงเสด็จกลับลงมาถึงกรุงธนบุรี " ๕๔
โปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ ยกทัพไปตั้งรับพะม่าที่ราชบุรี " ๕๔
โปรดให้พระยาพิชัยไอศวรรย์ยกทัพไปขับไล่พะม่าที่นครชัยศรี " ๕๕
ทัพหลวงเสด็จไปราชบุรี " ๕๖
ตำนานการหล่อปืนมหาเศวตรัตน์ " ๕๗
พระบรมราโชวาทพระราชทานแก่ทหาร " ๖๒
พระราชทานพระราชอาชญาสิทธิแก่เจ้าพระยานครสวรรค์ " ๖๖
กองทัพพะม่ามารุกรานฝ่ายเหนือ " ๖๘
ทัพหลวงเสด็จขึ้นไปต่อต้านทัพพะม่า " ๖๘
เมืองพิษณุโลกเสียแก่พะม่า ว่าเพราะสิ้นสะเบียง " ๗๔
กองทัพพะม่ารีบกลับไปอังวะ " ๗๔
ทัพไทยออกตามตีทัพพะม่า " ๗๔
พุทธทำนายของมหาโสภิต " ๗๕
โปรดให้พระยาจักรี (ด้วง) เจ้าพระยาสุรศรี (บุญมา) พระยาธรรมา (บุญรอด) กลับลงมาทำนาฟากตะวันออกกรุงธนบุรี " ๗๘
เจ้ากรุงปัญยีซื้อปืนถวาย ๑,๔๐๐ บอก พร้อมทั้งเครื่องบรรณาการ หน้า ๘๐
ราชาภิเษกพระเจ้านครศรีธรรมราช " ๘๐
บริจจาคพระราชทรัพย์แจกคนอนาถาทั้งในกรุงนอกกรุง " ๘๒
การพระราชกุศลสักการะพระบรมอัฐิกรมพระเทพามาตย์ " ๘๒
ทรงปฏิสังขรณ์วัดบางยี่เรือนอก (คือวัดอินทาราม) " ๘๒
โปรดให้หล่อปืนใหญ่ " ๘๓
แต่งกองทัพไปปราบพระยานางรองตลอดถึงเมืองโขง, เมืองป่าสัก, เมืองอัตบือ " ๘๓
โปรดให้เจ้าพระยาจักร (ด้วง) เป็นสมเด็จพระเจ้ากษัตริย์ศึก " ๘๓
โปรดให้สร้างพระพุทธปฏิมาฉลองพระองค์ " ๘๕
มีพระราชปุจฉาถามพระสงฆ์ด้วยเรื่องผลของทาน " ๘๖
ปราบนครเวียงจันท์ " ๘๗
อัญเชิญพระแก้วมรกตมากรุงธนบุรี " ๘๗
พระมหาดาคิดการกบฏ " ๘๗
กำจัดพวกญวนกบฎ (มีองเชียงชุนเป็นหัวหน้า) " ๘๗
ปราบเขมร " ๘๘
พวกนายบุนนาคกบฎยกปล้นกรุงธนบุรี " ๘๙
สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงพระผนวช " ๙๑
พระยาสุริยอภัย (บุญเมือง) ยกทัพมาจากนครราชสีมา หน้า ๙๒
พระเจ้าหลานเธอ กรมขุนอนุรักษ์สงครามคุมทหารออกต่อสู้ พระยาสุริยอภัย (บุญเมือง) " ๙๒
สมเด็จพระเจ้ากษัตริย์ศึก (ด้วง) รีบเดินทัพกลับจากเขมร " ๙๓
สำเร็จโทษสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี " ๙๓
ประหารชีวิตขุนนาง ๔๐ เศษ " ๙๔
ให้พระยาธรรมา (บุญรอด) และพระยาวิจิตรนาวีจับการสร้างพระราชวังใหม่ที่ฟากตะวันออกกรุงธนบุรี " ๙๔
ชำระโทษกรมฝ่ายใน " ๙๔
ล้อมจับสมเด็จพระมหาอุปราช เจ้าฟ้ากรมขุนอินทรพิทักษ์ และเจ้าพระยานครราชสีมาที่เขาน้อยใกล้ปถวี ได้แล้วนำมาสำเร็จโทษที่กรุงธนบุรี " ๙๕
ราชาภิเษกเปลี่ยนพระวงศ์ใหม่ " ๙๕
เหตุการณ์ข้างเมืองอังวะ " ๙๖
สำเนาท้องตราปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๓๑๖ " ๙๗
ฉบับที่ ๑ ถึง พระยายมราช ให้รวบรวมพรรคพวกสมกำลัง ยกลงไปขุดคูเลนณกรุงธนบุรี หน้า ๙๗
ฉบับที่ ๒ ถึง พระยานครชัยสิน เป็นต้น ให้ยกลงไปจับการขุดคูเลนพระนคร " ๙๘
ฉบับที่ ๓ ถึงพระยาสุนทรพิพิธ ให้ยกลงไปจับการขุดคูเลนพระนคร " ๙๘
ฉบับที่ ๔ ถึงพระยาสุพรรณบุรี เป็นต้น ให้ลงไปจับการขุดคูเลนพระนคร " ๙๙
ฉบับที่ ๕ ถึงพระยายมราชเป็นต้น ให้เตรียมทัพยกไปก้าวสกัดทัพพะม่าทางตะวันออก " ๑๐๐
สำเนาท้องตราปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๑๗ " ๑๐๓
ฉบับที่ ๑ ถึงเจ้าพระยาสวรรคโลก " ๑๐๓
ฉบับที่ ๒ ถึงเมืองกาญจนบุรีและเมืองศรีสวัสดิ ให้เตรียมการคอยรับกองรามัญอพยพ " ๑๐๔
ฉบับที่ ๓ แสดงว่า เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชรักษาการในตำแหน่งสมุหนายก " ๑๐๔
ฉบับที่ ๔ ถึงเจ้าพระยาสวรรคโลก ว่ามีความผิดต้องถูกจำลงไปณกรุง " ๑๐๕
ฉบับที่ ๕ ถึงพระศรีสวัสดิ ให้สืบเหตุการณ์เมืองพะม่า " ๑๐๖
ฉบับที่ ๖ ถึงเมืองกำแพงเพ็ชร์ และเมืองนครสวรรค์ให้เตรียมการรับเสด็จ " ๑๐๗
ฉบับที่ ๗ ถึงเมืองสิงห์เป็นต้น ให้เตรียมทัพไปชุมพล ณบ้านระแหง หน้า ๑๐๘
ฉบับที่ ๘ ถึงเจ้าพระยานครราชสีมาเป็นต้น ให้รีบจัดแจงเลกส่งไปเข้ากองทัพ รับเสด็จณเมืองตากบ้านระแหง " ๑๐๙
ฉบับที่ ๙ ถึง ผู้รักษาเมืองกรมการ ให้รีบดำเนินการตามท้องตราฉบับที่ ๘ " ๑๑๐
บัญชีช้างหลวงปีวอกอัฐศก พ.ศ. ๒๓๑๙ " ๑๑๑
ถูกพะม่าตีต้อนเอาไป ๓๘ ช้าง " ๑๑๒
พระราชทานแก่กรมขุนอนุรักษ์สงคราม ๑๐ ช้าง " ๑๑๒
ล้มและให้กองทัพรับพระราชทาน " ๑๑๒
จ่ายไปนครศรีธรรมราชและกรุงกัมภูชา " ๑๑๓
มฤดกเจ้าพระยาสวรรคโลก ๒๒ ช้าง " ๑๑๓
มฤดกเจ้าพระยาจักรี (หมุด) " ๑๑๔
มฤดกเจ้าพระยาสรรค์มอบแก่พระยาสรรค์ " ๑๑๔
บัญชีช้างหลวงปีระกานพศก พ.ศ. ๒๓๒๐ " ๑๑๔
ช้างอยู่ตามหัวเมือง " ๑๑๕
นำไปเมืองไทรบุรี " ๑๑๕
ไปด้วยทัพพระยาจักรี (ด้วง) และพระยาธรรมา (บุญรอด) " ๑๑๖
สารบาญค้นเรื่อง " ๑๑๗

สารบาญค้นเรื่อง

ก.
กงธานี บ้าน ๖๙, ๗๗
กบฎ ๔๖, ๘๗, ๘๙
กรรมฐาน ๘๑, ๘๕
กเรนภักษา นาย ๑๑๖
กลาง เจ้า ๓๑, วัด ๒๐
กลางเมือง พระยา ๖๘, ๗๓, ๙๔
กลาโหม พระ ๒๐
กล่ำ นาย , บ้าน ๑๑
กษัตริย์ศึก สมเด็จพระเจ้า ๘๓, พระเจ้า ๘๗, ๘๘
กองกุก ๔๐
กองโจร ๕๙
กอะ บ้าน ๔๘
กะแช ศึก ๘๔
กะทุ่มแบน ตำบล ๗๘
กะพอง คลอง ๗๑
กัมพูชาธิบดี กรุง , ๒๘, ๔๒, ๘๘, ๑๑๓
กาญจนบุรี พระยา ๕๔, ๑๑๕, เมือง ๑๐๔, ๑๐๖
กาวิละ พระยา ๔๗, ๔๙
กำแพง พระ ๑๑๔
กำแพงเพ็ชร เมือง ๖๙, ๗๖, ๗๗, ๗๙, ๑๐๗
กำแหงวิชิต พระยา ๕๐
กี จีน ทหารปืนใหญ่ ๖๑
กุญชรหัสดิน ช้างต้น ๓๐
กุ่มเหลือง ตำบล ๓๘
กุย พระ ๘๖, เมือง ๖๙
เก๋งจีน ๑๓
เกด นาย ละคร ๕๑
เกลือ ๙๐
เกวียน ๗๕
แก่น นาย ๒๖
แกลง บ้าน ๑๑
แก้ว พระองค์ ๑๑๓, วัดในจันทบุรี ๑๕
แก้วมรกต พระพุทธปฏิมา ๘๗, วัด ๕๗
โกษา พระยา ๑๑๕
โกษาธิบดี ๔๒
โกษา (ยัง) หลวง ๒๔, ๓๓
ไก่เตี้ย ตำบล
ไก่เถื่อน ดง ๗๘
ไกเสิ้ง อง ๑๒
ขลุม ปากน้ำ ๗๗
ข้าว ๙๐
ข้าวเกลือแพง ๗๐
ข้าวตอก บาง ๗๖
ข้าวเม่า บ้าน
ข้าวสาร ๒๒, ๒๘, ๓๒, ๓๓
เขมร ๘๘, ๙๕, ๙๗
เขาน้อย ตำบล ๙๕
เขาพระ วัด ๕๘, ๖๑
เขียวฉะไว นาย ๖๕
แขก บ้าน ๗๑
แขม บาง ๗๖
โขง เมือง ๘๓, ๙๗
ไข้ บ้าน ๑๑
คชชาติ หลวง ๓๔
คชศักดิ์ หลวง ๙๔, ๑๑๔
คชสิทธิ์ หลวง ๑๑๔
คเชนทร์เยียรยง ช้างต้น พลาย ๔๔
ค้นข้าศึก ขุน ๖๑
ควรรู้อัฏ นาย ๕๐, ๑๑๐
คา บ้าน ๑๑
คาง บาง
คาพราน พระ ๙๗, เมือง ๙๘
คำฟั้น อุปราชา ๔๘, ๔๙
คำล่า อุปราชา ๔๙
คิรีกุญชรฉัททันต์ ช้างพัง ๑๗
คุ้งสำเภา ๗๐, ๗๘
โคกกะต่าย ๕๖, ๖๔, ๖๕
โคกพระยา ด่าน ๒๕
โคกสลุด ตำบล ๗๒, ค่าย ๗๓
โคน บ้าน ๗๗
งิ้ว บ้าน ๗๘
จง หมื่น ๕๐
จอมทอง บ้าน ๑๐๕
จอมเทียน นา
จอหอ บ้าน ๒๖
จักรี พระยา ๔๘, ๑๑๔, ๑๑๖, เจ้าพระยา ๒๙, ๓๐, ๓๑, ๓๘, ๔๒, ๗๐, ๗๔, ๗๘, ๘๓, ๑๑๔
จันทบุรี เมือง ,
จันทบูร ปากน้ำ ๔๐, พระยา , ๑๑, ๑๔, ๑๘,
จันทร์ วัด ๖๙, ๗๓, อาจารย์ ๔๒
จ่าบ้าน พระยา ๔๔, ๔๗
จ่าเมือง ด้วง ขุน ,
จ่าเมือง เสือร้าย ขุน
จิงกู เจ้า ๗๔
จิงกูจา ๙๖
จิตร์ เจ้าฟ้า ๒๘
จีน เมือง ๘๔
จุ้ย เจ้า ๔๑
เจ้ง จีน
เจ้าขว้าว ด่าน ๕๘, ๖๕
เจ้าพระยา ปากน้ำ ๔๐
เจียม จีน ๑๙
แจ้ง วัด ๘๗, ๙๑
โจ้โล้ ปากน้ำ
ฉะเชิงเทรา เมือง ๑๐๑
ฉัตรชัย ปืน ๖๘
ฉัททันต์ วัด
ฉิม หม่อมเจ้าหญิง ๒๘
ชลบุรี เมือง ๑๒, ๑๓, ๑๙
ชวัน พระยา ๒๒
ช่องพราน ๖๐
ชะนะ ขุน ๖๕, ๙๕
ชัยนาท พระ ๙๙, ๑๐๐, เมือง ๖๙, ๗๘, ๑๐๘
ชัยบาดาล พระ ๙๗, เมือง ๙๘
ชัยบูรณ์ พระ ๑๑๔, ๑๑๕
ชั่วพราน เขา ๕๙
ช้างเผือก ประตู ๔๔
ชาติสุรินทร์ หลวง ๗๖
ชำนาญไพรสณฑ์ หลวง ,
ชำนิครชสาร หมื่น ๗๖
ชินราช พระพุทธปฎิมา ๓๔, ๗๖
ชินศรี พระพุทธปฎิมา ๓๔
ชื่น บ้านค่าย นาย ๑๓
ชู นาย ละคร ๕๑, ๖๙
เชษฐกุมาร หม่อม ๖๙
เชิงงุ้ม เขา ๕๘
เชียงเงิน พระ , ,
เชียงทอง พระ ๕๐, พระยา ๑๑๑, ๑๑๕
เชียงใหม่ เมือง ๓๗, ๔๓, , ๕๐, ๘๔, ๘๖, ๑๐๓, ๑๐๕, ๑๐๗, ๑๐๙
ไชยา เมือง ๒๙
ซับพระยา ตำบล ๗๘
ญวน ๙๕
ญวนกบฏ ๘๗
ญานประสิทธิ์ พระ ๔๒
ณรงควิชัย พระ ๖๕
ณรงค์วิชิต พระ ๖๓, พระยา ๖๐
ดง บาง
ดงไก่เถื่อน ๗๘
ดวง จีน ทหารปืนใหญ่ ๖๑
ดวงทิพ นาย ๔๘
ดอกเหล็ก บ้าน ๔๘
ดอยเขาแก้ว วัดกลาง ๕๓
ดา มหา ๘๗
ดารา หม่อม ๒๕
ดำเกิงรณพพ หลวง ๕๙, ๖๘, ๗๒
ดี นาย ๗๒
เดชะ ขุน ๑๐๕
เดิมบาง บ้าน ๗๘
ตรังกานู แขกเมือง ๓๓
ต่อมต่อ ๔๗
ตะแคงมะระน้อง ๙๖, ดูที่สะแคงมระนอง
ตะพอง คลอง ๗๑
ตะพานทอง ตำบล
ตะโพงโสม ๔๐
ตาก พระยา ๑๑๑, ๑๑๕, เมือง ๕๐, ๑๐๘, ๑๐๑
ตานี แขกเมือง ๓๕, เมือง ๓๐, ๓๑, ๘๔
ตำหนัก บ้าน ๔๓
ตำหนักแพ พระทีนั่ง ๑๐๖
ไตรปีฎก ๓๒, ๘๑, ๑๑๓
ถลกบาตร บ้าน ๖๙
ถลาง เมือง ๑๑๖
ถั่ว กำ ๓๑
เถิน เมือง ๔๘, ๕๐
ทอง อาจารย์ ๗๒
ท่อง หมื่น
ทองคำ นาย ๒๕
ทองดี นาย
ทองสุก นายกอง ๖๕
ทองหลาง บ้าน
ทองอยู่ นกเล็ก นาย , ๑๒
ทะลุ บาง ๒๙
ทะวาย เมือง ๖๕
ทับเสม็ด ๙๗
ท่าข้าม ๒๙
ท่าจีน ปากน้ำ ๒๘, ตำหนัก ค่าย ๕๖
ท่าทราย
ท้ายน้ำ พระ ๑๖, ๓๗
ท้ายเมือง ป้อม ๙๓
ท่าโรง ตำหนัก ๗๐, ๗๑, พระ ๔๗, ๑๐๙, ๑๑๐, เมือง ๙๘, ๑๐๑
ท่าหมาก ๒๙
ทิพ หมื่น ๗๓, ๑๐๒
ที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ สมเด็จพระ ๒๑
ทุกขราษฎร์ พระยา ๗๕, ๘๖
ทุ่งใหญ่ บ้าน ๑๘
ทุ่งยั้ง ๓๖
เทพ หลวง ๙๒, พระยา ๗๓, ๗๕
เทพกวี พระ ๓๗
เทพพิพิธ กรมหมื่น ๒๔, , ๒๖, ๒๗, ๒๘
เทพโยธา พระ ๕๕
เทพวรชุน พระ ๕๙, ๖๑, พระยา ๗๓
เทพา เมือง ๓๐, ๓๑
เทพามาตย์ กรมพระ ๖๔, ๖๗, ๘๑
แทน นาย ๑๑
โทก ตำบล ๓๓
ไทรบุรี เมือง ๑๑๕
ธนบุรี เมือง ๑๙, ๒๑, ๙๙, ๑๐๕, ๑๐๘
ธรรมเจดีย์ พระ ๓๖
ธรรมไตรโลก พระยา ๗๑, ๗๖
ธรรมราชา พระ ๓๖
ธรรมอุดม พระยา ๓๗
ธรรมา พระยา ๖๙, ๗๑, ๗๘, ๘๙, ๙๔, ๑๑๖,
ธาตุวงศ์ คัมภีร์ ๗๕
ธารา ม่อม ๒๕
ธิเบศร์บดี พระยา ๕๔, ๕๖, ๖๕, ๖๖, ๘๐
ธิเบศร์บริรักษ์ พระยา ๒๐
นคร เจ้าพระยา ๘๐, เจ้า ๓๑
นครศรีธรรมราช เมือง ๒๙, ๓๐, ๘๔, ๘๖, ๑๑๓
นครชัยศรี พระยา ๕๔, ๗๓, , ๑๑๕, เมือง ๕๕, ๗๘
นครชัยสิน พระยา ๙๗, ๑๐๙, ๑๑๐
นครนายก เมือง
นครราชสีมา เจ้าพระยา ๙๗, ๑๐๙, เมือง ๒๕, ๙๒
นครสวรรค์ เจ้าพระยา ๖๖, ๗๑, ๗๗, ๘๐, ๘๙, เมือง ๓๗, ๖๙, ๗๘, ๗๙, ๑๐๗
นนทบุรี พระยา ๕๒, ๕๓, เมือง ๖๘, ๖๙
นรา หลวง ๑๑๔
นราภิเบศ หม่อมเจ้า ๗๘
นราสุริวงศ์ เจ้า ๓๒
นรินทร์ หลวง ๒๕
น้อยธรรม อุปราชา ๔๗, ๔๙
น้อยโพธิ ราชวงศ์ ๔๗
นา บ้าน ๔๘
นาเกลือ บ้าน
นาค ทหาร นาย
นางแก้ว บาง ๖๕
นางบวช ๗๘
นางรอง พระยา ๘๓
นาจอมเทียน ตำบล
นาปรัง ๒๘
นายม ๗๙
นายาง ๕๐
นาเริ่ง บ้าน
น้ำต่ำ ห้วย ๕๐
น้ำมืด ตำบล ๓๕
เนมะโย ชื่อ ๖๐
เนาวโชติ หลวง ๗๖
เนิน วัด
โนนศาลา บ้าน ๖๙
บรมธาตุ พระ ๓๗, ๔๘, ๔๙, ๗๕
บรมมหาราชวัง ๕๗
บรมสารีริกธาตุ พระ ๕๓
บรมหน่อพุทธางกูร สมเด็จพระ ๑๙, ๒๑
บ่อคก ค่าย ๔๔
บ่อพนม ๔๓
บัวชุม เมือง ๙๘, ๑๐๑
บางกอก เมือง ๗๕
บางกุ้ง ค่าย ๕๖
บางแก้ว บ้าน ๕๖
บางคาง
บางทราย วัด ๖๘
บางทะลุ ๒๙
บางยี่เรือ วัด ๘๑
บางละมุง เมือง ๑๐
บางว้า วัด ๙๒
บ้านปูน ๙๒
บ้านภูม ตำบล ๕๕
บาลราช หมื่น ๕๙
บำเรอภักดิ์ หลวง ๕๘, ๖๓, ๖๕
บุญมา นาย , , ๔๘
บุญมี นาย , , ๑๒
บุญมี บางเหี้ย นาย ๑๑
บุญมี มหาดเล็ก นาย , ๑๕
บุญเมือง นาย ๑๐
บุญรอด แขนอ่อน นาย , , ๑๓
ปถวี ๙๕
ปทุมไพจิตร เจ้า ๖๙
ประตูสามบาน ตำบล ๕๘
ประยง หม่อม ๒๕
ประแส บ้าน ๑๑
ปลาสร้อย บาง
ปักกิ่ง กรุง ๘๔
ปัญยี เจ้ากรุง ๘๐
ปราจินบุรี พระ ๙๗, ๑๐๐, ๑๕, เมือง , ๒๔, ๒๕, ๑๑๔
ปรานบุรี เมือง ตำบล ๖๙, ๘๖
ปราบ หลวง ๒๕
ปราบดาภิเษก ๒๗
ปราบไตรจักร์ เจ้าพระยา ๘๐
ปากแพรก ตำบล ๕๖, ค่าย ๕๙
ป่าสัก เมือง ๘๓
ปูน บ้าน ๙๒
โปชุกพลา ๔๔, ๑๐๕
โปมะยุง่วน ๔๗
โปมัง ๒๒
เผือก ช้าง ๘๐, พญาช้าง ๓๔
แผ่นดินไหว ๒๗
ฝาง เมือง ๓๔, ๓๖
ฝ่ายใน กรม ๙๔
พกริษ หลวง ๑๑๖
พนมเพ็ง ๔๒, เกาะ ๙๕
พดด้วง ตรา ๕๒
พยับ วัด ๒๕
พร ทำมะรง ๑๖
พรหม พระ ๙๙, ๑๐๐, เมือง ๑๐๘
พรหมธิบาล ขุน ๑๖
พรหมมุนี พระราชาคณะ ๘๖, ๑๑๓
พรหมเสนา หลวง , ,
พระนายกอง ๒๐, ๒๖
พระประแดง ปากน้ำ ๒๘
พระราม วัด ๘๗
พรานนก บ้าน
พริก วัด ๗๓
พล หลวง ๑๙, ๒๕
พลเทพ พระยา ๗๖
พลเสน่หา หลวง
พลแสนหาญ หลวง
พ่อค้าเกวียน , ๗๕
พะเนียด ๒๐
พัฒ เจ้า ๓๑
พัทยา ตำบล
พัทลุง พระยา ๓๑
พันปีหลวง สมเด็จพระ ๖๔, ๘๒
พันศรีพันลา ๙๐
พัสดีกลาง หลวง ๙๔
พานทอง ตำบล
พายุ ๘๓
พิจิตร์ เมือง ๗๘
พิชัย หลวง , พระ ๑๒, พระยา ๒๐, ๗๕, ๑๐๓, เมือง ๓๗, ๓๘, ๔๓, ๙๘, ๙๙, ๑๐๘, วัด
พิชัยราชา หลวง , พระ ๒๕, เจ้าพระยา ๓๐, ๓๑, ๓๓
พิชัยสงคราม พระ ๑๐๙, ๑๑๐, พระยา ๗๕
พิชัยอาษา พระยา ๘๐
พิชัยไอศวรรย์ พระยา ๔๑, ๕๕
พิทักษ์โกษา หมื่น ๖๙
พิพัฒโกษา พระ ๑๐๖
พิพิธ หลวง , พระยา ๒๐, ๔๒
พิพิธวาที ขุน
พิพิธโกษา พระยา ๕๒
พิมลสงคราม พระ ๒๕
พิมลธรรม พระ ๓๖
พิมาย พระ ๒๕, ๒๖
พิรุณ ปืนพระ ๘๓
พิษณุโลก เมือง ๒๔, ๓๓, ๓๗, ๖๘, ๗๔, ๗๖, ๑๑๑, ๑๑๔, ๑๑๕
พุฒวิเศษ หมื่น ๙๗
พุทธทำนาย ๗๕
พุทธบาท พระ ๕๗
พุทธยอดฟ้าจุฬาโลก สมเด็จพระ ๒๙
พุทธรูป พระ ๘๕, ๘๖
พุทธลักษณะ ๘๕
พุทธศาสนา ๒๓
พุทไธมาศ ปากน้ำ ๑๘, เมือง , ๑๒, ๒๘, ๔๐, ๔๒
พุทไธเพ็ชร์ เมือง ๘๙
เพชฎา ขุน ๖๔
เพ็ชร ช้างพลาย ๓๐
เพ็ชรบุรี พระยา ๒๙, ๕๔, เมือง ๑๑๒, ๑๑๔, ๑๑๕
เพ็ชรบูรณ์ เมือง ๗๙, ๑๐๑
เพ็ชรปาณี พระ ๕๑
เพ็ชรพิชัย พระยา ๙๔
เพลิง , ๓๑, ๙๓
แพ่ง หลวง ๒๕, ๒๖
แพร่ เมือง ๔๘
โพเชียง ๙๖
โพทับช้าง ๗๓
โพธาราม วัด ๙๓
โพธิญาณ ๙๓
โพธิวงศ์ พระราชาคณะ ๓๗
โพสังหาญ บ้าน
โพสามต้น ค่าย ๑๐, ๑๙
โพสามหาว บ้าน
โพสาวหาร บ้าน
ภักดีสงคราม ขุน ๖๖, หลวง ๗๒
ภัยนรินทร์ หมื่น ๑๐๐
ภูมิ บ้าน ๕๕
มหาเทพ หลวง ๕๐, ๕๖, ๖๑
มหาเทพเหนือ พระ ๙๔
มหาพิชัย หลวง ๒๕
มหาพิชัยสุวรรณนาวา พระที่นั่ง ๒๙
มหามนตรี พระ ๒๖, ๒๗, พระยา ๒๖
มหามนเทียร เจ้าพระยา ๖๘
มหาราชา เจ้าพระยา ๓๘
มหาเศวตรัตน์ ปืน ๕๗
มหาเสนา พญา ๗๘, ๘๐, ๘๒, ๙๒, ๙๔
มหาโสภิต ๗๕
มหาอำมาตย์ พระ ๘๖, พญา ๙๔
มองย่า ๒๐, ๒๖
มองระ พระเจ้า ๗๔
มองหม่อง ๗๔, ๙๖
มะยุง่วน ๔๔
มักกะสา คลอง ๔๓
มังคุค สวน ๘๓
มังจู ๙๖
มังโป ๗๔
มังลอก ๗๔, ๙๖
มังแวง ๙๖
มังแวงปาตุง ๙๖
มัตมะ เมือง ๑๐๔
มายุงวน ๑๐๕, ดูโปมะยุง่วน ๔๗
มุเตา พระ ๗๔
มูลา นาย ๔๘
เมือง นาย ๑๑
แม่กลอง ปากน้ำ ๒๘, เมือง ๕๖
แม่ทา ๔๙
แมนคชสาร นาย ๑๑๖
แม่ละมาว ด่าน ๕๐, ๘๐
แม่สัน ๔๙
ไม้ทรุง หนอง
ยน นาย ๒๖
ยมราช เจ้าพระยา ๒๘, พระยา ๒๙, ๓๓, ๓๗, ๔๕, ๕๔, ๗๓, ๗๔, ๗๖, ๗๗, ๗๘, ๗๙, ๘๓, ๙๗, ๑๐๐, ๑๐๙, ๑๑๑
ยักกตรา แขกเมือง ๓๓ ๓๕
ยิงพร้อมกัน
ยีขัน บาง ๘๑
ยีเรือ บาง ๘๑, วัด ๘๓
ยีเรือนอก บาง ๘๒
ยีเรือใน บาง วัด ๘๒
ยุบยองโป ๖๐
รองปลัด ขุน ๖๙, ๑๑๔
ระฆังแก้ว ๕๓
ระฆังใหญ๋ หล่อ ๕๗
ระยอง เมือง , , ๑๑, ๑๔
ระแหง บ้าน ๕๐, ๕๓, , ๘๔, ๑๐๘, ๑๐๙, ๑๑๑, ๑๑๕
รักษ์โกษา หลวง ๕๐, ๕๑
รักษ์โยธา หลวง ๖๘, ๗๒, ๗๕
รักษ์มนเทียร หลวง ๕๔, ๖๒, ๗๒, ๗๓
รัตนโกษา พระ ๖๓
รัตนพิมล พระยา ๗๐, ๗๑, ๗๕
ราชนิกุล หลวง ๑๑๐
ราชบุรี พระ ๖๕, เมือง ๕๔, ๕๖, ๗๘
ราชปักษี ปืน ๖๘
ราชปุจฉา ๘๖
ราชภักดี นาย ๑๐๙, พระยา ๖๙, ๗๙
ราชโยธาเทพ หลวง ๗๑
ราชรินทร์ พระ ๒๖, ๒๗
ราชรินทร์ เหนือ ๙๔
ราชสงคราม พระ ๗๕
ราชเสน่หา หมื่น
ราชเสนา หลวง , ๕๘
ราชเสนี ขุน ๑๑๕
ราชสุภาวดี พระยา ๗๖, ๗๗, ๗๘
ราชานุรัด พระ ๑๐๙
ราชาเศรษฐี พญา ๑๐, ๑๒, ๔๑, ๔๒, , ๖๙,
ราโชวาท ๖๒, ๗๑
ร้านดอกไม้ ๖๙
ราม นักองค์ ขุน , ๑๑, ๑๔
รามณรงค์ ขุน ๗๒
รามภูเบศ กรมขุน ๗๘, ๘๙
รามรณคบ พระ ๑๑๑, ๑๑๕
รามราชา พระองค์ ๔๓
รามลักษณ์ เจ้า ๕๔, ๕๖
รามัญ ชาว ๑๐๔, พระ ๕๓, ๗๘, ๗๙
รามัญใหม่ พระยา ๕๘, ๖๕
รามัญวงศ์ พญา ๙๒, ๙๔
เรือน เจ้าพระฝาง ๓๔
ฤกษ์ นาย ๖๑
ลพบุรี พระยา ๙๙, ๑๐๐, เมือง ๒๑, ๗๕
ละมาว ด่าน ๕๐, ๘๐
ละมุง บาง เมือง ๑๐
ลักษมาณา ๒๙
ลักษณะบุญ ๘๑
ลับแล เมือง ๑๐๖
ลาดภูเขียว บ้าน ๙๗
ลำชาย ช้างพลาย ๑๑๓
ลำปาง ๔๙, นคร ๔๗
ลำพูน พระยา ๔๗, เมือง ๔๔, ๔๙
ลุ่ม วัด
ลูกแก ๖๑
ลูกหน่าย ญวน ๔๓
วรวงศาธิราช พระยา ๒๖, ๒๗
วังพระธาตุ ๗๗
วังพราว พระยา ๔๗
วังสองสลึง ๗๐
วางปืนพร้อมกัน
วิจิตรนฤมล หลวง ๘๖
วิจิตรนาวี พระยา ๕๖, ๙๔
วิชัยประสิทธิ์ ป้อม ๕๕, ๘๗
วิชิตณรงค์ หลวง ๗๓, พระยา ๙๔
วิเชียรปราการ พระยา ๔๗, ๔๘, ๘๖
วิเศษ พระยา ๑๑๑
วิเศษโอสถ ขุน ๖๔
วิสาลสุธรรม พระ ๗๒
วิสุทธิมรรค พระ ๘๖
วิสูตร์โยธามาตย์ หลวง ๗๑
ไววรนาถ จมื่น ๕๐
ศรี พระอาจารย์ ๓๒
ศรีชัยทิศ ขุน ๑๑๕
ศรีธรรมมาธิราช เจ้าพระยา ๒๐, ๑๐๕
ศรีพิพัฒน์ พระยา ๒๙
ศรีราชเดโช พระ ๓๗
ศรีสวัสดิ์ เมือง ๑๐๔, ๑๐๖
ศรีสหเทพ หมื่น ๖๙, ๗๐, ๑๐๖
ศรีสัตนาคนหุต กรุง ๘๗
ศรีสากยมุนี พระ ๓๔
ศรีสุริยวงศ์ พระยา ๒๖, ๓๘, ๑๐๓
ศรีเสนา ขุน ๑๑๕
สงคราม กรมขุน ๑๑๔
สน นาย ๑๑
สนั่น หมื่น ๗๗
สพสังวาส พระสงฆ์ ๘๒
สม นาย ๔๘
สมบัติบาล หลวง ๕๔
ส้มป่อย บาง ๗๐
สมุหนายก ๑๐๒
สรบดินทร์ พระยา ๗๕, ๗๗
สรบุรี พระ ๑๐๙
สรประสิทธิ์ เจ้าพระยา ๓๘
สรรค์ เจ้าพระยา ๑๑๔, พระยา ๙๑, , ๑๑๔, ๑๑๕, เมือง ๑๐๘, ๑๑๔
สรรเพ็ชร์ จมื่น ๕๒, นาย ๑๑๖
สรวยป ๘๔
สรวิชิต หลวง ๗๐
สรศรี เจ้าพระยา ๑๐๓, ดูที่ สุรศรี
สรสำแดง หมื่น ๗๔
สวน มหาดเล็ก นาย ๒๗
สวรรคโลก พญา ๗๖, เจ้าพระยา ๓๗, ๔๖, ๑๐๓, ๑๐๕, ๑๑๓, เมือง ๓๗, , ๘๔, ๑๑๑, ๑๑๕
สวางคบุรี เมือง ๓๔, ๓๗
ส้อง หมื่น , ๑๑, ๑๔
สะแคงมระนอง ๖๐, ดูที ตะแคงมะระน้อง
สะพานทอง ตำบล
สังขลา พระยา ๓๑, เมือง ๓๑
สังฆราช พระ ๓๒
สัตตหีบ
สามเรือน บ้าน ๗๗
สารีริกบรมธาตุ ๓๒
สำแดงฤทธา หลวง ๕๔
สำบัณฑิต
สำเพ็ง วัด ๘๐
สำเภา คุ้ง ตำบล ๗๐, ๗๘
สิงห์ พระ ๙๙, ๑๐๐, ๑๐๘
สินสังหาร หมื่น ๑๐๒
สิหิงค์ พระพุทธปฎิมา วัด ๔๗
สุกี้ ๒๐
สุโขทัย พระยา ๖๙, , ๑๐๓, เมือง ๓๗, ๑๑๓
สุทัศ พระยา ๑๑๑, ๑๑๕
สุธรรมาจารย์ พระ ๔๒, ๗๒
สุนทรพิพิธ พระยา ๕๔, ๗๒
สุนทรรัตน์ ขุน ๗๗
สุนทรสมบัติ พระ ๖๙
สุพรรณบุรี พระยา ๕๔, ๙๙, ๑๐๐, ๑๑๑, ๑๑๕, เมือง ๕๕
สุรศรี (บุญมา) เจ้าพระยา ๓๗, , ๖๘, ๖๙, ๗๐, ๗๔, ๗๘, ๘๓, ๘๘, ดูที่ สรศรี
สุรินทรสงคราม กรมขุน ๑๑๔
สุริยอภัย พระยา ๙๒
สุวรรณมหาพิชัยนาวา เรือพระที่นั่ง ๒๒
เสนาภักดี หลวง ๗๒
เสนาภิมุข พระ ๓๐
เสม หม่อมห้าม ๒๖
เสมอใจ จมื่น ๗๖
เสสัง เจ้า ๔๑
เสียมราบ เมือง ๒๗
เสือ ๘๒
แสง นาย
แสงทหาร นาย
โสภิต มหา ๗๕
หงษาวดี กรุง ๗๔
หนองบัว ๗๘
หนองมน บ้าน ๑๓
หนองไม้ทรุง ตำบล
หน่อพุทธางกูร
หริภุญชัย นคร ๔๗
หล่มสัก เมือง ๒๘
ห้วยน้ำต่ำ ๕๐
หางฉัตร ๔๙
หาญ ขุน ๗๒
หาดสูง ค่าย ๓๔
หินโด่ง
หู้ จีน ๖๑
โหราธิบดี พระ ๖๘, ๗๒, ๗๓
อนันตศักดิ์ หมื่น ๑๐๙
อนุชิตพิทักษ์ พระ ๑๐๘
อนุชิตราชา พญา ๒๗, ๒๘
อนุรักษ์ภูธร เจ้าพระยา ๓๗
อนุรักษ์สงคราม กรมขุน ๖๙, ๗๘, ๘๐, ๘๖, ๙๒, ๑๑๑, ๑๑๕, ขุน ๕๔
อนุราชบุรีศรีมหาสมุท พระยา ๑๓, ๑๙
อนุรุธเทวา หม่อม ๗๐
อภัยภักดี ขุน
อภัยรณฤทธิ์ พระยา ๒๗, ๒๙, ๓๗, ๕๔, ๖๕
อภัยสรเพลิง หลวง ๖๔, ๖๗
อยู่ ศรีสงคราม นาย
อรัญญิก วัด ๕๘
อองวาจา หมื่น ๖๐
อะแซวุ่นกี้ ๖๘, ๗๔, ๙๖
อักษรวงศ์ พระยา ๑๑๑, ๑๑๕
อัคเนศร หมื่น ๗๕
อังวะ กรุง ๗๔, ๙๖, พระเจ้า ๘๔, ๑๐๕
อัตบือ เมือง ๘๓
อัยวงศ์ พระยา ๔๗
อัศจรรย์ ๒๗, ๓๐, ๓๑, ๓๔, ๓๙, ๔๕, ๔๗, ๕๑, ๕๓, ๖๗
อา
อากาศสรเพลิง ขุน ๖๑, ๗๒
อ่างทอง พระยา ๙๙, ๑๐๑, ๑๐๘
อาจารย์ กรม ๔๑
อิ
อิณเทพ หลวง ๑๐๐
อินเชียง ขุน ๑๙
อินท์ เมือง ๑๐๘
อินทบุรี หลวง ๙๙, ๑๐๐
อินทรไกลาศ ขุน ๕๒
อินทรเดชะ ขุน ๖๙
อินทรเทพ หลวง ๕๒
อินทรพิทักษ์ กรม ๗๗, ๘๘, ๙๕
อินทรวิชิต พระยา ๓๕
อินทวงศา เจ้าพระยา ๕๕
อินทอภัย เจ้าพระยา ๖๕, ๗๙, พระยา ๕๙
อินท์อรรคฮาด เจ้า ๘๓
อิ่ม ทหาร ทำมะรง
อุ
อุทัย พระองค์ ๔๓
อุทัยธานี บ้าน ๖๙, พระ ๑๑๕, เมือง ๗๗, ๗๘, ๑๑๑
อุบล หม่อมเจ้า ๒๖, ๒๘
อุบัติวิบัติ ๑๐๗
โอ
โอ้ เจ้า ๘๓

พิมพ์ที่โรงพิมพ์เดลิเมล์ ถนนสี่พระยา จังหวัดพระนคร
นายจือ หลิ่มสาโรช ผู้พิมพ์โฆษณา ๑๐/๘/๘๐

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก

Public domainPublic domainfalsefalse