ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 17
ณ วัน ๓ ๑ฯ ๘ ค่ำ ปีกุนนพศก ศักราช ๑๒๔๙ ปี ฯพณฯ หัวเจ้าท่านที่สมุห์มหาดไทยฝ่ายเหนือ ปริวีเคาน์ซิลอ ข้าหลวงใหญ่ ซึ่งตั้งจัดราชการหัวเมืองลาว เมืองเขมรฝ่ายตะวันออก อยู่ที่เมืองนครจำปาศักดิ์ มีบัญชาโปรดเล้า ฯ ให้เจ้าเมืองกรมการเมืองสกลนครเรียบเรียงพงศาวดารแต่ตั้งเมืองนครพนม ที่แยกออกเป็นเมืองมหาไชย เมืองสกลนครต่อ ๆ มานั้น พระเดชพระคุณเป็นที่สุด เดิมเมืองนครพนมพระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนม มีบุตรชายชื่อว่าท้าวกู่แก้ว บุตรหญิงชื่อว่านางสุวรรณทอง นายคำสิงห์บุตรเพี้ยรามแขกได้กับนางสุวรรณทองเป็นภรรยาสามีกัน ท้าวกู่แก้วอายุได้ ๑๕ ปี พระบรมราชาผู้เป็นบิดา เอาท้าวกู่แก้วผู้บุตรไปถวายเป็นมหาดเล็กเจ้าจำปาศักดิ์ได้ ๒ ปี พระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนมก็เถิงแก่กรรมเจ้าเวียงจันทน์จึงตั้งนายคำสิงห์ บุตรเขยพระบรมราชาผู้เป็นผัวนางสุวรรณทอง เป็นพระลคอนเจ้าเมืองนครพนม ครั้นทราบข่าวถึงท้าวกู่แก้วว่าบิดาถึงแก่กรรม พี่เขยได้เป็นเจ้าเมือง ท้าวกู่แก้วจึงลาเจ้าจำปาศักดิ์ขึ้นมาเข้าในลำเซบั้งไฟ เกลี้ยกล่อมเอาท้าวเพี้ยพวกลำน้ำเซ กะตากกะปอง เมืองวังเชียงรม ผาบัง คำเกิด คำมวน จึงพาไปขัดพระละคอนคำสิงห์ เจ้าเมืองนครพนม จึงแต่งกรมการเอาช้างพลาย ๒ นอ ๒ ยอด เงิน ๔๐ แน่นไปขอกำลังจากเจ้าพาพูชุนยวน เจ้าพาพูชุนยวนให้กำลังมา ๖๐๐๐ มารบกับพวกลำน้ำเซ นายไชยเมืองนครพนมจึงลาเจ้าพาพูซุนมาก่อนกำลัง แต่เดือน ๑๒ ถึงเดือนอ้ายกำลังเจ้าพาพูซุนยวนมาถึงเมืองคำเกิดรู้ข่าวถึงท้าวกู่แก้ว จึงแต่งกรมการ เอาช้างพลาย ๑ นอยอด ๑ ไพร่ ๑๐๐ ไปรับกำลังเจ้าฟ้าญวนที่เมืองคำเกิดว่า เป็นนายไชยเมืองนครพนม กำลังญวนก็เชื่อฟังจึงยกมาตีเมืองนครพนม ท้าวกู่แก้วจึงเกณฑ์ไพร่พลที่ฉกรรจ์พรรคพวกได้ ๓๐๐๐ รวมทั้งกำลังญวนรวม ๙๐๐๐ ยกรบเมืองนครพนมแตกข้ามน้ำของมาอยู่ดงเซกาข้างตะวันตก พระละคอนเจ้าเมืองนคร พนมจึงแต่งกรมการไปเฝ้าเจ้าเวียงจันทน์ ญวนจึงทำสะพานข้ามน้ำของมาตั้งค่ายอยู่หาดทรายข้างตะวันตก เจ้าเวียงจันทน์จึงแต่งพระยาเชียงสาคุมไพร่ ๑๐๐๐๐ ยกรบญวนที่ค่ายชะนะญวน ฆ่าญวนตายมากจึงได้เรียกว่าหาดแกวกอง พระยาเชียงสาแม่ทัพจึงได้เอาครอบครัวพระละคอนคำสิงห์เจ้าเมืองนครพนมขึ้นไปอยู่เวียงจันทน์ ให้ตั้งอยู่บ้านเวินทาย รวมสำมะโนครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๓๕๐๐ คน พระยาเชียงสาแม่ทัพ จึงเกลี้ยกล่อมท้าวกู่แก้วมาเป็นพระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนม ขึ้นกับเจ้าเวียงจันทน์ตามเดิม พระบรมราชากู่แก้วมีบุตรชายชื่อว่าท้าววุทธัง, ท้าวพรหมมา, ท้าวศรีวิไช, ท้าวอุ่นเมือง ท้าวเลาคำ, ท้าวราช, ท้าวแก้วมณีโชติ, ท้าวพรหมบุตร์ รวม ๘ ชาย บุตรหญิงชื่อว่า นางแท่งคำ, นางแท่งแก้ว, นางคำเภา, นางมิ่ง, นางด่อม, นางคำพั่ว, นางเยา, นางแมะ รวมบุตรหญิง ๙ คน พระบรมราชากู่แก้วอยู่ในราชการ ๑๒ ปี จุลศักราช ๑๒๔๐ ปีจอฉอศกเจ้าพระวอเอากำลังกรุงเทพ ฯ ขึ้นมาตีเวียงจันทน์แตก พระบรมราชากู่แก้วจึงพาครอบครัวไปตั้งค่ายกวนหมูได้ ๕ เดือนก็ถึงแก่กรรมที่นั้น ท้าวพรหมมาผู้บุตรจึงพาครอบครัวบ่าวไพร่ออกมาอยู่เมืองนครพนม ท้าวพรหมมาได้เป็นที่พระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนม ท้าวอุธทังได้เป็นที่อุปฮาด ท้าวศรีวิไชยได้เป็นที่ราชวงศ์ ได้ออกไปถวายดอกไม้ทองเงิน แต่จุลศักราช ๑๑๔๒ ปีชวดโทศก พระบรมราชาพรหมา มีบุตรชายชื่อว่าท้าวหมาแพง ท้าวหล้า, ท้าวคำสาย, ท้าวพูเพ, ท้าวจันทน์, ท้าววัง, ท้าวปุย, ท้าวขวาง, ท้าวโท, ท้าวขัดตะวัน, ท้าวแสง, ท้าวโก รวม ๑๕ คน บุตรหญิงชื่อ นางเกด, นางสุรคันที, นางจิก, นางจอม, นางแก้วปัดทำ, นางสุรีรวงคำ, นางคิม, นางชม รวมบุตรหญิง ๑๐ คน อุปฮาดอุธทังมีบุตรชายชื่อว่าท้าวจุลณี ๑ บุตรหญิงชื่อว่า นางยอด, นางอินสะ รวม ๒ คนก็ถึงแก่กรรม ราชวงศ์ศรีวิไชยได้เป็นอุปฮาด พระบรมราชาพรหมมาอยู่ในราชการ ๑๔ ปีคิดกบฎเข้ากับเจ้าเวียงจันทน์ เมื่อจุลศักราช ๑๑๕๕ ปีฉลูเอกศก เจ้านันเวียงจันทน์จึงมีหนังสือไปขอกำลังจากเจ้าฟ้าญวนไม่ให้ จึงส่งใบบอกลงไปกรุงเทพมหานคร จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้กองทัพขึ้นมาจับเจ้าเวียงจันทน์ พระบรมราชาพรหมมาลงไปกรุงเทพ ฯ เมื่อจุลศักราช ๑๑๕๖ ปีขาลโทศก พระบรมราชาต้องโทษลงพระอาชญา ๑๐๐ ที หนานมาล้อมเมืองเชียงใหม่ให้ชะนะ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้านันไปรบหนานที่เมืองเชียงใหม่ให้มีไชยชะนะ พระบรมราชาพรหมมาขึ้นไปถึงเมืองเถิน จึงเบื่อผักหวานเลยถึงแก่กรรม นายสุดตาเป็นที่พระศรีเชียงใหม่ เดิมเป็นพี่เมียตน พระบรมราชาพรหมาอยู่รักษาเมือง ไปเฝ้าที่กรุงเทพ ฯ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นพระบรมราชาเจ้าเมืองนครพนม ท้าวอุ่นเมืองเป็นอุปฮาด ท้าวเลาคำเป็นที่ราชวงศ์ ๒ คนนี้เป็นบุตรพระบรมราชากู่แก้ว อุปฮาดศรีวิไชยไม่ยอม จึงอพยพครอบครัวลงไปกรุงเทพ ฯ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เป็นเมืองอยู่ปากน้ำ ท้าวอินทิสาร, ท้าวจุลณี, บุตรอุปฮาด, ท้าวกิ่งหงสา, ท้าวคำสาย, ท้าววัง, ท้าวปุย, ท้าวหมาหล้า, บุตรพระบรมราชาพรหมมาไม่ยอมว่าเชื้อไพร่ได้เป็นเจ้าเมือง จึงอพยพครอบครัวบ่าวไพร่ข้ามน้ำโขงไปอยู่ซอกน้ำเซบั้งไฟ เมื่อจุลศักราชได้ ๑๑๕๗ ปีเถาะสัปตศก ท้าวจุลณี, ท้าวกิ่งหงสา พาบ่าวไพร่ขัดว่า เชื่อไพร่ได้เป็นเจ้าเมืองนครพนมไม่ยอมขึ้นพระบรมราชาสุดตา จึงแต่งกรมการขึ้นไปขอกำลังจากเจ้าอินทร์ เจ้าเวียงจันทน์จึงแต่งเจ้าสีถานกับพระยาสุโพเป็นแม่ทัพมาช่วยแต่งเพียขันขวาไปขอกำลังจากเจ้านคจำปาศักดิ์ เมืองสุวรรณภูมิ เมืองร้อยเอ็จ แลท้าวสมพมิด เมืองกาฬสินธุ์ มาพร้อมกันที่เมืองนคร ทางกรุงเทพ ฯ โปรดให้พระยาอำมาตย์ขึ้นมาตั้งอยู่ที่โพคำ เมื่อจุลศักราช ๑๑๕๘ ปีมะโรงจัตวาศก พระยาอำมาตย์จึงแต่งคนขึ้นไปเกลี้ยกล่อมท้าวจุลณี ท้าวกิ่งหงษาไม่ยอมลงมา ครั้นถึงเมื่อจุลศักราช ๑๑๕๙ ปีมะเส็งนพศก กองทัพเวียงจันทน์กับกองทัพเมืองนครจำปาศักดิ์ และหัวเมืองทั้งปวงยกข้ามน้ำโขงไปรบพวกท้าวจุลณี ท้าวกิ่งหงสาที่กวนกู่กวนงั่วแตก จึงได้ท้าวหมาหล้า นางคำพั่วผัวเมียกับนางยอดภรรยาท้าวศรีกิ่งหงสานั้น ราชวังหน้าเมืองไชยบุรีเอาเป็นภรรยา ครั้นเมื่อจุลศักราช ๑๑๖๑ ปีมะแม เอกศก ท้าวกิ่งหงสา ท้าวคำสาย จึงยกทัพ ๖๐๐๐ คน มาตั้งอยู่เบื้องช้างราช ริมน้ำโขง ว่าจะรบเมืองนครพนม พระยาสุโพเวียงจันทน์ กับอุปฮาดอุ่นเมือง จึงพร้อมปรึกษาเห็นว่า ท้าวเกษเป็นพี่หญิงท้าวกิ่ง นางสุรคันทีเป็นน้องสาว ท้าวกิ่งหงสากับบุตรหลานหญิง ๑๐๐ มีขันธูปเทียนดอกไม้ไปเอาปฏิสัณถาร ท้าวกิ่งท้าวคำสายก็ดีใจ เห็นพี่สาวกับน้องสาวกิ่งท้าวคำสาย ก็ว่าไม่ขึ้นกับเมืองนครพนม จะขึ้นกับเจ้าเวียงจันทน์ พระยาสุโพกับอุปฮาดอุ่นเมืองจึงข้ามน้ำโขงไปอยู่วัดธาตุเมืองนครเก่า จึงเอาท้าวกิ่งหงสา ท้าวคำสายมารับน้ำสาบานตัว แล้วก็พร้อมกันเลิกทัพกลับ.
เมื่อจุลศักราช ๑๑๖๒ ปีวอก โทศก ท้าวจุลณี ท้าวกิ่งหงษา ท้าวคำสาย ท้าวน้อย พร้อมกันขึ้นไปเฝ้าเจ้าเวียงจันทน์ จึงตั้งให้ท้าวจุลณีเป็นที่พระพรหม เจ้าเมืองมหาไชยกองแก้ว ท้าวกิ่งหงสา เป็นอุปฮาด พระนาคี ท้าวคำผายเป็นราชวงศ์ ท้าวน้อยเป็นบุตร์พระพรหมเป็นราชบุตร์ ขึ้นกับเจ้าเวียงจันทน์กึ่ง ๑ ขึ้นกับญวนกึ่ง ๑ พระพรหมเจ้าเมืองมหาไชยกองแก้ว มีบุตร์ชายชื่อว่าท้าวโก่ง ท้าวคำ ท้าวเหม็น ท้าวเง้า ท้าวเสือ ท้าวเม้า ท้าวแก้ว ท้าวสีแก้ว ท้าวละ ท้าวนาก ท้าวหล้า รวม ๑๑ คน, บุตร์หญิง นางไผ่ นางสิง นางสุย นางปิก, นางตุก นางลุน, รวม ๖ คน พระนาคีอุปฮาดกิ่งมีบุตร์ชาย ท้าวคำ ท้าวอินทร์ ท้าวเกษ ท้าวสิง ท้าวเมืองแก้ว ท้าวสวน ท้าวเขียว ท้าวจัน, รวม ๘ คน บุตร์หญิง นางตุ้ย นางพอง นางลุน นางหมา นางน้อย นางกอง นางดอกแก้ว รวม ๗ คน, พระนาดีอุปฮาดอยู่ในราชการ ๑๐ ปีก็ถึงแก่กรรม
เจ้าเวียงจันทน์ ตั้งราชวงศ์คำสายเป็นที่อุปฮาดตี เจ้าท้าวคำบุตร์อุปฮาดพระนาดีเป็นราชวงศ์ อุปฮาดตีมีบุตร์ชายชื่อว่า ท้าวโก ท้าวเอก ท้าวปิด ท้าวเกษ ท้าวตุง ท้าวคำ ท้าวสอน ท้าวหนู ท้าว อุ่นหล้า รวม ๙ คน บุตรหญิงนางนาง นางจวง นางนุด นางหมา นางสั้น นางผิว นางเขียว นางหลาว นางน้อย รวม ๙ คน, พระพรหมอาสาเจ้าเมืองมหาไชยกองแก้วอยู่ในราชการ ๒๙ ปี เจ้าอนุเวียงจันทน์กบฎต่อกรุงเทพมหานคร เมื่อจุลศักราช ๑๑๘๗[1] ปีกุนนพศกกองทัพกรุงเทพ ฯ ยกขึ้นมาตีเวียงจันทน์ ต่อถึงปีชวดสัมฤทธิศกศักราช ๑๑๙๐ ปี เจ้าอนุเวียงจันทน์แตกขึ้นไปเมืองมหาไชยกองแก้วเลยขึ้นไปเมืองญวน กลับลงมาทางเมืองพวน เจ้าน้อยเมืองพวนจึงจับเจ้าอนุเวียงจันทน์ส่งให้แม่ทัพกรุงเทพ ฯ เมื่อปีมะเมียฉอศกศักราช ๑๑๙๖ กองทัพกรุงเทพ ฯ ยกขึ้นไปตั้งเกลี้ยกล่อมเอาเมืองมหาไชยกองแก้ว พระพรหมเจ้าเมืองมหาไชยกองแก้วแตกหนีขึ้นไปถึงเมืองญวน ก็เลยถึงแก่กรรมเสีย
ครั้น ณ ปีมะแมสัปตศกศักราช ๑๑๙๗ ปี อุปฮาดตีเจ้าคำสายราชวงศ์คำ เอาครอบครัวบ่าวไพร่มาสู่พระบรมโพธิสมภาร พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม ตั้งอยู่เมืองสกลนครเดี๋ยวนี้ ถึงปีระกานพศกศักราช ๑๑๙๙ ปี อุปฮาดตีเจ้าคำสายก็ถึงแก่กรรม เมื่อปีจอสัมฤทธิศกศักราช ๑๒๐๐ ปี ราชวงศ์คำลงไปเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพมหานคร จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ราชวงศ์คำเป็นที่พระยาประเทศธานี เจ้าเมืองสกลนคร โปรดให้ท้าวอิน บุตรอุปฮาดพระนาดีเมืองมหาไชยกองแก้วคนเก่าเป็นราชวงศ์ โปรดให้ราชวงศ์เมืองกาฬสินธุ์มาเป็นอุปฮาด โปรดให้ราชบุตรเมืองกาฬสินธุ์มาเป็นอุปฮาดราชบุตรเมืองสกลนคร พระยาประเทศธานี มีบุตรชายชื่อว่าท้าวไชย ท้าวหมาพอง ท้าวหมาพรหม ท้าวสีนวล ท้าวไค ท้าวทับ ท้าวแค้ รวม ๗ คน มีบุตรหญิงชื่อว่า นางแพง นางหนู นางสิง นางพิมพา นางบัวคำ นางก่ำ รวม ๖ คน, อุปฮาดมีบุตรชายชื่อว่าท้าวโคก ท้าวชิน ท้าวพิมพา ท้าวแสง ท้าวคาน ท้าวพู ท้าวโชติ ท้าวโส รวม ๗ คน บุตรหญิงชื่อว่า นางผิว นางตื้อ นางแพง นางทองแดง นางกัณหา รวม ๕ คน, ราชวงศ์อินทร์มีบุตรชายชื่อว่า ท้าวเหม้น ท้าวขี ท้าวเมก ท้าวคำสงกา ท้าวตูบ ท้าวเฮ้า ท้าวเม้า ท้าวคำจัน ท้าวซ้าย รวม ๙ คน, บุตรหญิงชื่อว่า นางอุ่น นางบัวละพัน นางหมี นางพู นางหนู นางเขียด นางแก้ว นางป้อง นางสุพา นางเพือง นางเหลือง นางจันทน์แดง รวม ๑๒ คน ราช บุตรรับราชการได้ ก็ถึงแก่กรรมเมื่อปีชวดโทศก ศักราช ๑๒๐๒ ปี ท้าวขัติยะรับเป็นราชบุตรได้ ๕ ปีก็ถึงแก่กรรม เมื่อปีมะโรงฉศกศักราช ๑๒๐๖ ปี ท้าวอินทิสารได้เป็นราชบุตรอุปฮาดรับราชการได้ ๑๓ ปีก็ถึงแก่กรรม เมื่อปีจอโทศก จุลศักราช ๑๒๑๒ ท้าวโก่งได้เป็นที่พระอุปฮาด ท้าวเหม็นเป็นที่ราชบุตร ๒ คนนี้เป็นบุตรพระพรหมเจ้าเมืองมหาไชยกองแก้ว แต่ราชบุตรอินทิสารนั้นกลับคืนไปอยู่เมืองกาฬิสนธุ์ พระอุปฮาดโก่งนั้นมีลูกชายชื่อว่า ท้าวราช ท้าวมุม ท้าวจุม ท้าวจี ท้าวอินทร์ ท้าวคำ ท้าวพรหม ท้าวเสน ท้าวสา ท้าวหำ ท้าวไชย ท้าววันนี รวม ๑๒ คน, บุตรหญิง นางจวง นางจัน นางวัน นางป้อง นางหนู นางยัน นางมาด นางมิ่ง นางตุ้ม นางแอก นางอ้วน นางสั้น รวม ๑๓ คน ราชวงศ์อินทร์รับราชการได้ ๒๑ ปีก็ถึงแก่กรรม เมื่อจุลศักราช ๑๒๒๐ ปีมะเมีย สัมฤทธิศกเมื่อจุลศักราช ๑๒๒๕ ปีกุนเบญจศก โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ราชบุตรเหม้นเป็นที่พระภูวดลบริรักษ์ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้บ้านภูวาเป็นเมืองภูวดลสอาง ท้าวเกษ บุตรอุปฮาดดี เจ้าเป็นอุปฮาดท้าวไชย บุตรพระยาประเทศธานี เป็นราชวงศ์ ท้าวเมก บุตรพระภูวดล บริรักษ์ ว่าที่ราชบุตร ถึงเมื่อจุลศักราช ๑๒๒๙ ปีเถาะนพศก โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ท้าวปิดบุตรอุปฮาดตี เป็นราชวงศ์ท้าวราชบุตรอุปฮาดโถง เป็นราชบุตรเมืองสกลนคร ถึงเมื่อจุลศักราช ๑๒๓๔ ปีวอก จัตวาศก โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ตั้งท้าวเหม้น บุตรราชวงศ์อินทร์ เป็นพระศรีสกุลวงศ์ ผู้ช่วยพระยาประเทศธานี เจ้าเมืองสกล นคร รับราชการได้ ๓๙ ปี อายุได้ ๘๖ ปีก็ถึงแก่กรรม เมื่อจุลศักราช ๑๒๓๘ ปีชวด อัฏฐศก อุปฮาดราชบุตรก็ถึงแก่กรรมในปีนั้น พระยามหาอำมาตย์ขึ้นมาเป็นแม่ทัพอยู่เมืองหนองคายโปรดว่าที่ราชวงศ์ปิด ว่าที่พระอุปฮาดพระศรีสกุนวงศ์ผู้ช่วย เหม้นว่าที่ราชวงศ์ท้าวจูมบุตรอุปฮาดโถง ว่าที่ราชบุตร ท้าวพองบุตรพระยาประเทศธานี ว่าที่พระศรีสกุนวงศ์ผู้ช่วย ท้าวนากบุตรพระยาพรหมเจ้าเมืองมหาไชยกองแก้วว่าที่พระพิพิธมนตรีผู้ช่วย
ครั้นเมื่อจุลศักราช ๑๒๒๙ ปีฉลูนพศกโปรดเกล้า โปรดณหม่อมตั้งพระศรีสกุนวงศ์เหม้นผู้ช่วยว่าที่ราชวงศ์ลงมากรุงเทพ ฯ โปรดเป็นที่พระอุปฮาด ท้าวพองผู้ว่าที่พระศรีสกุนวงศ์ผู้ช่วย เหม้นว่าที่ราชวงศ์เป็นพระอุปฮาด ท้าวพองผู้ว่าที่พระศรีสกุนวงศ์ผู้ช่วยเป็นราชวงศ์
ครั้นถึงเมื่อจุลศักราช ๑๒๔๐ ปีขานสัมฤทธิศกโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมตั้งราชวงศ์ปิดผู้ว่าที่พระอุปฮาดเป็นพระยาประจันตประเทศธานี ท้าวจูมเป็นราชบุตร ท้าวหอมบุตรท้าวกะแสเป็นพระศรีสกุนวงศ์ผู้ช่วย.
พระยาประจันตประเทศธานีปิด มีบุตรชายชื่อว่าท้าวแสง ท้าวคำเพา ท้าวฮก ท้าวจูม ท้าวเกษ ท้าวสิน ท้าวนาก รวม ๗ คน, บุตรหญิงนางเหม้น นางคำผิว นางทองคำ นางน้อย นางเข็ม นางสอน รวม ๖ คน,
พระอุปฮาดเหม้นมีบุตรชาย ท้าวพังคี ท้าวอรดี ท้าวนรกา ท้าวจรกา ท้าวสิง ท้าวสัง ท้าวเส ท้าวโห ท้าวบัวคำ รวม ๙ คน, บุตรหญิงนางหน่อแก้ว นางสุบันศรีสมยศ นางจันทโครบ บิดารบห้อวัดจันเกิดทีหลัง นางทองคาย นางคำอ้วน นางโม นางจันทน์ นางพิสหลู นางแขวงคำค้านชะกุน นางแคว้นคำตุ้ย รวม ๑๐ คน,
ราชวงศ์พองมีบุตรชายชื่อว่าท้าวสุวรรณดี ท้าวอินที ท้าวแตงอ่อน รวม ๓ คน, บุตรหญิง นางคำหยด นางคำตัน นางแพง รวม ๓ คน,
ราชบุตรจูมมีบุตรชาย ชื่อว่าท้าวขี ท้าวอีนทอง ท้าวชาลี ท้าวคำมี ท้าวโคด รวม ๕ คน, บุตรหญิงนางกดชา ๑
พระยาประจันตประเทศธานี รับราชการได้ ๗ ปีก็ถึงแก่กรรมเมื่อจุลศักราช ๑๒๔๗ ปีวอกฉอศกอายุได้ ๖๙ ปี ถึงเมื่อจุลศักราช ๑๒๔๘ พณ ฯ หัวเจ้าท่านสมุหมหาดไทยฝ่ายเหนือปรีวีเคาน์ซินลอ ข้าหลวงใหญ่ซึ่งตั้งจัดราชการอยู่เมืองนครจำปาศักดิ์โปรดว่า พระอุปฮาดเหม้นว่าที่พระยาประเทศธานี ราชวงศ์พองว่าที่พระอุปฮาด ราชบุตรจุมว่าที่ราชวงศ์ ท้าวเมกว่าที่ราชบุตร.
- ↑ ในพระราชพงศาวดาร ร.๓ เป็นปีจอ ๑๑๘๘ ถ้าเป็นปีกุนตามต้น ฉะบับต้องเป็น ๑๑๘๙