ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 5

จาก วิกิซอร์ซ
พงศาวดารเมืองยโสธร

จุลศักราช ๑๒๕๙ ตรงกับวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ร.ศ. ๑๑๖ เรื่องพงศาวดารแลแผ่นศิลาเลขที่ท่านได้จารึกไว้แต่ก่อนได้ความว่าเดิมราชกุลที่ได้มาตั้งเมืองยโสธร มีพ่อตาแม่ยายชื่อว่าพระตาพระวอตั้งอยู่บ้านหนองบัวลุ่มภูแขวงกรุงจันทบุรี มีบุตรเจ้าลานช้างคนหนึ่งออกมาแต่กรุงจันทบุรีมาอาศัยอยู่กับพระตาพระวอ ในขณะนั้นข้างกรุงจันทบุรีหามีคนใดจะนั่งเสวยเมืองจันทบุรีมิได้ จึงมาเชิญเอากษัตริย์บุตรเจ้าจันทบุรีที่มาอาศัยอยู่กับพระตาพระวอบ้านหนองบัวลุ่มภูขึ้นไปเป็นเจ้าจันทบุรี ในขณะนั้นเจ้าจันทบุรีจึงแต่งให้กรมการออกมาขอเอาบุตรหลานของพระตาพระวอไปเป็นห้ามพระตาพระวอไม่ยอมให้บุตรหลานเป็นห้ามของเจ้าเมืองเวียงจันทบุรี จึงจัดเอากำลังออกมาจับได้ตัวพระตาไปฆ่าแล้วท้าวพระวอท้าวหน้าท้าวก่ำท้าวคำผงท้าวมุมจึงพาพวกพันธ์พี่น้องอพยพหนีจะไปถึงเจ้านครจำปาศักดิ์ ครั้นถึงดงสิงโคกสิงทาท้าวมุมบุตรหลานท้าวพระวอจึงพาครัวหนึ่งพักอยู่ดงสิงโคกสิงทา ท้าวมุมเป็นคนครอบครองบ้านสิงโคกสิงทา ท้าวพระวอท้าวหน้าท้าวก่ำท้าวคำผงทิดพรมไปตั้งอยู่บ้านดู่บ้านแก เจ้าเมืองเวียงจันทบุรีจึงแต่งให้เพี้ยสุโพกับอัครฮาดหำทองคุมเอาไพร่พลลงไปขอเอาครัว พระตาพระวอ ท้าวคำผงบ้านดู่บ้านแกริมห้วยพริงแขวงเมืองนครจำ ปาศักดิ์ จึงบอกให้เพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองว่าให้ไปเกลี้ยกล่อมเล้าโลมเอาเทอญ ข้างเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองว่าได้คำสั่งของเจ้านครจำปาศักดิ์แล้วก็ทำตัวมีอำนาจออกมาว่าจับผูกมัดเอาท้าวพระวอแลท้าวฝ่ายหน้าบ้านดู่บ้านแกไม่ยอมกลับคืนไปเมืองเวียงจันทบุรีนำเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทอง ข้างเพี้ยสุโพแลอัครฮาดหำทองก็เลยโกรธขึ้งขึ้น ว่าจะจับเอาตัวพระวอแลท้าวฝ่ายหน้าท้าวก่ำ ๆ ไม่ยอมให้จับก็เลยเกิดความวิวาทกันที่บ้านดู่บ้านแก ข้างพระวอท้าวฝ่ายท้าวก่ำจึงแต่งให้ท้าวคำผงไปขอเอากำลังกับเจ้านครจำปาศักดิ์ ๆ หาให้กำลังไม่ ท้าวคำผงจึงกลับคืนมาหาพระวอท้าวฝ่ายหน้าท้าวก่ำ ข้างเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองรู้กระแสว่าพระวอท้าวฝ่ายหน้าท้าวก่ำแต่งให้ท้าวคำผงไปขอเอากำลังกับเจ้านครจำปาศักดิ์จึงแต่งให้เพี้ยแก้วอาสาขึ้นไปขอเอากำลังกับเจ้าจันทบุรี ข้างพระวอท้าวฝ่ายหน้าท้าวก่ำรู้กระแสจึงได้แต่งให้เพี้ยแก้วโยธาเพี้ยแก้วนายช้างลงไปทูลขอเอากำลังกับพระเจ้าตากณกรุงเทพ ฯ พระเจ้าตากจึงโปรดให้พระยาจักรี พระยาสรศรีคุมเอากองทัพขึ้นมาเมืองนครจำปาศักดิ์ก็ยังหามาถึงเมืองนครจำปาศักดิ์ไม่ ฝ่ายข้างเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองรู้กระแสว่ากองทัพใหญ่จะขึ้นมาแต่กรุงเทพ ฯ จึงพากันลอบมองจับเอาพระวอไปได้แล้วก็เลยเอาพระวอไปฆ่าเสียริมน้ำห้วยพริง ในขณะนั้นยังแต่ท้าวหน้าท้าวคำผงท้าวก่ำทิดพรมรักษาควบคุมเอาไพร่พลไว้ที่บ้านดู่บ้านแก ครั้นเจ้าแม่ทัพใหญ่ขึ้นมาถึงกลางทาง จึงใช้ราชทูตถือราชสาส์นขึ้นมาถึงพระวอท้าวหน้าท้าวก่ำท้าวคำผงทิดพรม ฝ่ายข้างเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองแจ้งกระแสข้อความว่ากองทัพใหญ่กรุงเทพ ฯ จะมาถึงแล้วเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองก็เลยพากำลังหลบตัวหนีขึ้นไปทางเมืองเวียงจันทบุรี ครั้นเจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาสรศรีแม่กองทัพใหญ่ขึ้นมาถึงเมืองนครจำปาศักดิ์จึงเรียกหาตัวพระวอท้าวหน้าท้าวก่ำท้าวคำผงทิดพรมเข้าไปถามดูพวกพลทหารเมืองเวียงจันทน์อยู่ที่ไหนพวกท้าวหน้าจึงกราบเรียนว่าเมื่อข้าพเจ้ามีใบบอกลงไปขอกองทัพณกรุงเทพ ฯ ในขณะนั้นเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองก็ลอบมองเข้ามาจับเอาท้าวพระวอได้ไปแล้วก็เลยเอาไปฆ่าริมห้วยพริง ครั้นเจ้าพระยาจักรีแม่ทัพใหญ่มีราชสาส์นขึ้นมาถึงข้าพเจ้าฝ่ายเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองรู้ว่าพณหัวเจ้าท่านจะมาถึงแล้ว เพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองกลัวพระบารมีของพณหัวเจ้าท่านก็หลบตัวพากำลังหนีขึ้นไปเมืองเวียงจันทน์พณหัวเจ้าท่านตรัสถามคนไหนเป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ฆ่าศึกเกิดมีในท้องแขวงเมืองนครจำปาศักดิ์ทำไมจึงไม่เอากำลังมาช่วยมีใจเพิกเฉยเสีย ท้าวหน้าท้าวคำผงทิดพรมจึงเรียนว่า เมื่อเพี้ยสุโพ ฯ มาสู้รบกับพวกข้าพเจ้า ๆ ก็ใช้ให้ท้าวคำผงไปขอกำลังเจ้านครจำปาศักดิ์มาช่วยแรงพวกข้าพเจ้า เจ้านครจำปาศักดิ์ก็หาให้กำลังไม่ ฝ่ายเพี้ยสุโพ ฯ รู้กระแสว่าพวกข้าพเจ้าไปขอเอากำลังกับเจ้านครจำปาศักดิ์ ก็เลยมีใบบอกขึ้นไปขอกำลังกับเจ้าเมืองเวียงจันทน์พวกข้าพเจ้าก็รู้ว่าพวกเพี้ยสุโพ ฯ มีใบบอกขึ้นไปขอกำลังเจ้าเมืองเวียงจันทน์ พวกข้าพเจ้าก็น้อยตัวเห็นจะสู้กำลังเมืองเวียงจันทบุรีไม่ได้จึงได้มีใบ บอกลงไปกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพ ฯ จึงโปรดให้พณหัวเจ้าท่านขึ้นมา เจ้านครจำปาศักดิ์ก็หามาดแลไม่ พณหัวเจ้าท่านจึงมีบัญชาต่อท้าวก่ำท้าวหน้าท้าวคำผงทิดพรม ว่าถ้ามีคำจริงดังนั้นก็พาเราไปหาเจ้านครจำปาศักดิ์เทอญเราจะได้เรียกเอาตัวมาถามดูพวกท้าวหน้า ฯลฯ จึงพาพณหัวเจ้าท่านไปหาเจ้านครจำปาศักดิ์พักอยู่ที่วัดศรีเกิดขณะนั้น เจ้านครจำปาศักดิ์รู้ว่าพณหัวเจ้าท่านพักอยู่ที่วัดศรีเกิด เจ้านครจำปาศักดิ์ก็เลยลงเรือล่องไปพักอยู่ที่บ้านหัวดอนไชย พณหัวเจ้าท่านจึงใช้ให้คนไปตามเอาตัวเจ้านครจำปาศักดิ์ ได้ตัวเจ้านครจำปาศักดิ์แล้ว พณหัวเจ้าท่านจึงตรัสถามว่าข้าศึกเกิดในท้องแขวงเมืองนครจำปาศักดิ์ เจ้านครจำปาศักดิ์ทำไมจึงไม่ช่วย เจ้านครจำปาศักดิ์จึงกราบทูลว่าเมื่อเพี้ยสุโพ ฯ ถือเอาตราเจ้ากรุงจันท บุรีมาถึงข้าพระพุทธิเจ้าขอเอาครอบครัวท้าวหน้า ฯลฯ ที่มาตั้งอยู่บ้านดู่บ้านแกขึ้นไปจันทบุรีตามเดิม ข้าพเจ้าก็ได้ให้เพี้ยสุโพ ฯ เกลี้ยกล่อมเอาตามใจไพร่สมัคร เพี้ยสุโพ ฯ ไปถึงบ้านดู่บ้านแกก็ทำตัวมีอำนาจจะผูกมัด ข้างฝ่ายพระวอ ฯลฯ ไม่ยอมขึ้นไปแลไม่ยอมให้ผูกมัดก็เลยเกิดความวิวาทรบกัน ครั้นทีหลังท้าวพระวอ ฯลฯ จึงใช้ให้ท้าว คำผงมาขอเอากำลังกับข้าพเจ้า ๆ ไม่รู้จักที่จะให้กำลังไปเพราะนายบ่าวเป็นข้าศึกแก่กัน ครั้นข้าพเจ้าจะให้กำลังไป กลัวเมืองเวียงจันทบุรีจะว่าข้าพเจ้าเอาใจช่วยพระวอ พณหัวเจ้าท่านจึงมีบัญชาว่าเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์มีความผิดเป็นอันมาก จะคุมเอาตัวลงไปกรุงเทพ ฯ เพราะให้ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินเป็นข้าศึกแก่ท่านในท้องแขวงเมืองนครจำ ปาศักดิ์ตัวไม่ไปห้ามปรามและไม่ไปกำกับดูแล พณหัวเจ้าท่านมีบัญชาแล้วเจ้านครจำปาศักดิ์ก็ยอมตัวถวายดอกไม้ทองเงินขึ้นกับกรุงเทพ ฯ ขณะนั้นพณหัวเจ้าท่านถึงภาคโทษเจ้านครจำปาศักดิ์ไว้ครั้งหนึ่ง พณหัวเจ้าท่านจึงมีบัญชาถามท้าวทิดพรมว่า ครั้งนี้พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เรามารบข้าศึกเมืองเวียงจันทบุรี ที่มาตั้งอยู่บ้านดู่บ้านแก ครั้นเราขึ้นมาถึงแล้วหาได้รบข้าศึกตามท่านโปรดมาไม่ ให้ท่านทั้งปวงพาเราไปดูเมืองเวียงจันทบุรีเทอญ ขณะนั้นท้าวหน้า ฯลฯ ก็เลยพาพณหัวเจ้าท่านขึ้นไปถึงพรรณพร้าวที่ริมแม่น้ำโขงใกล้เคียงกับเมืองเวียงจันทบุรี ขณะนั้นเจ้าผู้เป็นเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีหลบตัวหนีขึ้นพึ่งเจ้านครหลวงพระบางครั้นพณหัวเจ้าท่านมีราชสาส์นไปถึงเจ้าเมือง เวียงจันทบุรี ยังแต่เจ้าอุปฮาดดวงหน้าหลังนำเอาราชสาส์นออกมาหาพณหัวเจ้าท่าน อยู่ที่พรรณพร้าว พณหัวเจ้าท่านจึงถามเจ้าอุปฮาดดวงหน้าหลัง ว่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีหนีไปแห่งใด เจ้าอุปฮาดบอกว่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีหนีขึ้นไปเมืองนครหลวงพระบางขณะนั้น พณหัวเจ้าท่านให้อุปฮาดพาขึ้นไปตามตัวเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีที่เมือง นครหลวงพระบาง พณหัวเจ้าท่านจึงใช้ให้อุปฮาดเข้าไปเชิญเอาเจ้านครหลวงพระบางออกมาหาพณหัวเจ้าท่าน แล้วพณหัวเจ้าท่านจึงถามเจ้านครหลวงพระบางว่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีหนีขึ้นมาอยู่กับ เมืองของท่านที่นี่แล้วหนีไปแห่งใด เจ้านครหลวงพระบางกราบเรียนว่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรียังอยู่ที่นี่ ขณะนั้นพณหัวเจ้าท่านจึงให้เจ้านครหลวงพระบางส่งตัวเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีออกมาหาพณหัว เจ้าท่าน เจ้านครหลวงพระบางจึงส่งตัวเจ้าเมืองเวียงจันทน์ออกมาหาพณเจ้าท่าน ๆ จึงถามเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีว่าเหตุใดท่านจึงแต่งเพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองไปก่อการกองทัพที่แขวงเมืองจำปาศักดิ์ เจ้าเมืองเวียงจันทบุรีจึงว่าได้แต่งให้เพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองไปเกลี้ยกล่อมเอาท้าวพระวอท้าวคำผงคืนมาบ้านเมืองตามเดิม หาได้ให้ไปคิดก่อการกองทัพไม่ พณหัวเจ้าท่านจึงมีบัญชาว่าท้าวพระวอท้าวคำผงท้าวหน้าอยู่บ้านคู่บ้านแกแขวงเมืองนครจำปาศักดิ์ เหตุใดจึงให้เพี้ยสุโพอัครฮาดหำทองไปเกลี้ยกล่อมเอาขึ้นมาเมืองเวียงจันทบุรีแล้วเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีจึงว่าแต่ก่อนท้าวพระวอท้าวคำผงท้าวหน้า พาครอบครัวตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านหนองบัวลุ่มภูขึ้นกับเมืองเวียงจันทบุรีแล้วพากันหลบตัวหนีไปตั้งอยู่บ้านดู่บ้านแกแขวงเมืองนครจำปาศักดิ์ แต่ปีมะโรงตรีศกศักราช ๑๑๓๓ หาได้บอกกับข้าพเจ้าไม่ พณหัวเจ้าท่านจึงว่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีหามีเหตุจับเอาตัวท้าวพระตาผู้ไม่มีผิดมาผลาญชีวิตท้าวพระวอท้าวคำผงท้าวหน้าท้าวก่ำก่ออำนาจ เจ้าจันทบุรีจึงได้พากันอพยพไปพึ่งเจ้านครจำปาศักดิ์แล้วเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีก็รับว่าได้ฆ่าท้าวพระตาจริงด้วยท้าวพระตาขัดไม่ให้บุตรแก่ข้าพเจ้าไปเป็นภรรยา แล้วพณหัวเจ้าท่านจึงว่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีเป็นพระมหากษัตริย์ ครอบงำปกครองบ้านเมืองไม่อยู่ในยุตติธรรมกดขี่ข่มเหงแม่ป้าน้าสาวเอาท้าวพระตาไปฆ่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีตกไปตามพณหัวเจ้าท่านจึงฆ่า เจ้าเมืองเวียงจันทบุรีตกไปตามกันอยู่ณเมืองหลวงพระบาง แล้วพณหัวเจ้าท่านจึงให้เจ้าอุปราชเป็นเจ้าเมืองเวียงจันทบุรี แล้วเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีคนใหม่กับเจ้านครหลวงพระบางเห็นว่าพณหัวเจ้าท่าน มีอำนาจฆ่าเจ้าเมืองเวียงจันทบุรีได้เจ้าเมืองเวียงจันทบุรีเจ้านครหลวงพระบางจึงยอมถวายดอกไม้ทองเงินขึ้นกับกรุงเทพ ฯ แล้วเจ้าจันทบุรีจึงจัดเอานางเขียวค้อมบุตรออกมาถวายพณหัวเจ้าท่าน ๆ จึงแต่งให้พระหลวงขุนหมื่น พาเอานางเขียวค้อมลงไปถวายพระเจ้าตาก ณ กรุงเทพ ฯ แล้ว พณหัวเจ้าท่านเลยกลับไปเมืองนครจำปาศักดิ์ แล้วบอกเจ้านครจำปาศักดิ์ว่าแต่ครัวท้าวคำผง ทิดพรม หน้า ก่ำ สิงห์ กุลบุตรจะได้ให้ยกขึ้นไปตั้งอยู่ตามลำน้ำมูล ลำน้ำชี เจ้านครจำปาศักดิ์ก็ยอมให้ท้าวหน้าขึ้นมาตามคำสั่งพณหัวเจ้าท่าน ท้าวทิดพรม กุลบุตร คำผง ก่ำขึ้นมาตั้งอยู่บ้านแจะระแม ริมลำน้ำมูลท้าวหน้า สิงห์ ตั้งอยู่บ้านสิงห์ทาริมล้ำน้ำชีพากันเป็นหมวดกองอยู่ได้ประมาณ ๒๐ ปี ปีขานตรีศกศักราช ๑๑๔๓ เกิดทัพเมืองปะทาย พระเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าพระยาจักรีเจ้าพระยาสรศรีเป็นแม่ทัพขึ้นมาปราบปรามกองทัพเมืองปะทาย เจ้าพระยาจักรีเจ้า พระยาสรศรีจึงมีตรามาถึงท้าวหน้า คำผง ทิดพรม ก่ำที่ยกมาจากบ้านดู่แกขึ้นมาตั้งอยู่บ้านสิงห์ทาบ้านแจะระแมนั้น ให้คุมกำลังลงไปรบกองทัพบรรจบกับเจ้าพระยาจักรีเจ้าพระยาสรศรีที่พระตะบอง แล้วเจ้าพระยาจักรีเจ้าพระยาสรศรีแม่ทัพใหญ่ พร้อมด้วยพระยาคทาธรเจ้าเมืองพระตะบองท้าวหน้าผง ทิดพรม ก่ำ สิงห์บ้านสิงห์ทาแจะระแมคุมกำลังไปรบเมืองปะทายมีไชยชนะแล้ว เจ้าพระยาจักรีเจ้าพระยาสรศรีกลับเข้าไปกรุงเทพ ฯ พวกท้าวหน้าก็พากันกลับคืนมาบ้านสิงห์ทาแจะระแม ครั้นอยู่มากองทัพจามสมมุตเชียงแก้วเขาโองยกมารบเมืองนครจำปาศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวหน้า คำผงสิงห์เป็นแม่ทัพใหญ่คุมกำลังหัวเมืองฝ่ายตะวันออกไปรบจามสมมุตเชียงแก้วเขาโอง มีไชยชะนะแล้วท้าวหน้าจึงตามจับได้ตัวเจ้านครจำปาศักดิ์ ที่หนีกองทัพจามสมมุตเชียงแก้วเขาโอง คุมลงไปส่ง ณ กรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้ท้าวหน้าเป็นเจ้านครจำปาศักดิ์ ให้ท้าวสิงห์เป็นเจ้าราชวงศ์ขึ้นมาครอบครองอยู่เมืองนครจำปาศักดิ์ แล้วเจ้านครจำปาศักดิ์ให้เจ้าราชวงศ์ไปอยู่เมืองโขง ครั้นถึงปีขานศักราช ๑๑๔๗ เจ้านครจำปาศักดิ์ จึงมีบอกรับพระราชทานท้าวทิดพรมเป็นเจ้าเมือง ท้าวก่ำเป็นอุปฮาดโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งท้าวทิดพรมเป็นที่พระพรหมวงศาเจ้าเมือง ท้าวก่ำเป็นอุปฮาดยกบ้านแจะระแมขึ้นเป็นเมืองอุบล เป็นข้าหลวงเดิมผูกส่วยน้ำรัก ๒ เลขต่อเบี้ยป่าน ๒ เลขต่อขอด ครั้นถึงปีวอกจัตวาศกศักราช ๑๑๗๔ เจ้านครจำปาศักดิ์บอกขอรับพระราชทานท้าวสิงห์ผู้เป็นที่ราชวงศ์เมืองโขงเป็นเจ้าเมือง ขอสีชาบุตรเจ้าเมืองนครจำปาศักดิ์เป็นที่อุปฮาด ยกบ้านสิงห์ทาเป็นเมืองยโสธร แล้วทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งพระราชวงศ์สิงห์เป็นที่พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมือง ตั้งท้าวสีชาเป็นอุปฮาด ตั้งท้าวบุตร ๆ พระสุนทรเป็นราชวงศ์ ตั้งท้าวเสนบุตรท้าวพระวอเป็นราชบุตร ยกบ้านสิงห์ทาขึ้นเป็นเมืองยโสธรผูกส่วยน้ำรัก ๒ เลขต่อเบี้ยป่าน ๒ เลขต่อขอด ครั้นถึงปีมะโรงนพศกศักราช ๑๑๖๙ อุปฮาดก่ำออกจากเมืองอุบลไปตั้งอยู่บ้านโคกก่งดงพะเนียงริมแม่น้ำโขง แล้วพระพรหมวงศาเจ้าเมืองอุบลพระสุนทรเจ้าเมืองยโสธร บอกขอรับพระราชทานอุปฮาดก่ำเป็นเจ้าเมืองโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตร ตั้งอุปฮาดก่ำเมืองอุบลเป็นที่พระเทพวงศาเจ้าเมือง ยกบ้านโคกก่งดงพะเนียงขึ้นเป็นเมืองเขมราฐผูกส่วยน้ำรัก ๒ เลขต่อเบี้ย ป่าน ๒ เลขต่อขอดด้วยความชอบรบข้าศึกศัตรูมีไชยชะนะจึงได้เป็นเมืองข้าหลวงเดิม ครั้นอยู่ได้ประมาณ ๘-๙ ปี พระสุนทรราชวงศาสิงห์เลยถึงแก่กรรม แล้วโปรดเกล้า ฯ พระราชทานสัญญาบัตรตั้งอุปฮาดสีชา เป็นที่พระสุนทรราชวงศาเจ้าเมืองราชวงศ์บุตรเป็นที่อุปฮาด ราชบุตรที่เป็นราชวงศ์ท้าวสุตตา บุตรเจ้านครจำปาศักดิ์ ท้าวหน้าเป็นราชบุตรอยู่ได้ประมาณ ๓ เดือน พระสุนทรราชวงศาก็เลยถึงแก่กรรมไป

บ้านเมืองก็ยังว่างอยู่ถึงปีจอสัปตศกศักราช ๑๑๘๗ แล้วเจ้าอนุผู้เป็นที่เจ้าเวียงจันทบุรีครอบงำเมืองเวียงจันทบุรี จึงคิดก่อการกองทัพรบกับกรุงเทพ ฯ แล้ว เจ้าอนุแต่งให้เจ้าราชวงศ์เจ้าราชบุตรเจ้าสุทธิสารเป็นแม่ทัพ คุมกำลังออกจากจันทบุรี เจ้าราชวงศ์คุมกำลังมารบเมืองร้อยเอ็ดกาฬสินธุ์ยโสธรแลหัวเมืองต่าง ๆ ลงไปจนถึงเมืองนครราชสิมา เจ้าราชบุตรคุมกำลังลงมารบเมืองเขมราฐนครจำปาศักดิ์แลหัวเมืองต่าง ๆ ไปจนถึงเมืองพระตะบองนครเสียมราฐ เจ้าสุทธิสารคุมกำลังไปรบเมืองหล่มศักดิ์ และหัวเมืองต่าง ๆ ไปจนถึงเมืองเลย ขณะนั้นข้อความล่ายกองทัพขุ่นเคืองไปจนถึงใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ณ กรุงเทพ ฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิไว้ใจแก่ข้าศึกสัตย์จริง จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพคุมทหาร ณ กรุงเทพ ฯ แลไพร่หัวเมืองออกจากกรุงเทพ ฯ มาปราบปรามกองทัพราชวงศ์ในปีนั้น ครั้นพระยาราชสุภาวดีคุมกำลังขึ้นมาแกล้งคอยพบราชวงศ์กับพวกกำลังอยู่ที่นั้น เจ้าพระยาบดินทรเดชาแต่ยังเป็นเจ้าพระยาสุภาวดีพากำลังแลนายทัพนายกอง เข้าสู้รบกับกองทัพราชวงศ์ ๆ กับนายทัพนายกองแลไพร่ กำลังสู้เจ้า พระยาสุภาวดีไม่ได้ เลยพากำลังหลบกองทัพขึ้นมาถึงมูลแล้งแขวงเมืองนครราชสิมา เจ้าพระยาสุภาวดีคุมกำลังตามกองทัพราชวงศ์ขึ้นมาถึงมูลแล้งพบราชวงศ์กับกำลังอยู่ที่นั้น เจ้าพระยาราชสุภาวดีคุมกำลังเข้าสู้รบกองทัพราชวงศ์อยู่ที่มูลแล้ง แล้วพวกครอบครัวเมืองนคร ราชสิมาที่ราชวงศ์สู้รบได้ว่าจะคุมขึ้นไปเมืองเวียงจันทบุรีนั้น ก็กลับสวามิภักดิ์ต่อเจ้าพระยาราชสุภาวดี เข้าสู้รบกับกองทัพราชวงศ์ ๆ ทนไม่ได้ก็เลยพากำลังหักจากกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดี ขึ้นมาตั้งอยู่ ณ ค่ายส้มป่อย ขณะนั้นเจ้าพระยาราชสุภาวดีแม่ทัพนายหมวดนายกองแลไพร่กำลัง ตามกองทัพราชวงศ์ขึ้นมาถึงค่ายส้มป่อยแขวงเมืองศีรษะเกษ แล้วเจ้าพระยาราชสุภาวดีพากำลังเข้าสู้รบกองทัพราชวงศ์ด้วยอาวุธสั้นยาว ราชวงศ์และนายหมวดนายกองสู้รบกองทัพพระยาราชสุภาวดีไม่ได้ เลยพากองทัพหักจากกองทัพเจ้าพระยาสุภาราชวดีกลับคืนไปเมืองเวียงจันทน์ แล้วเจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงขึ้นมาตั้งอยู่เมืองยโสธร จัดเอานายหมวดนายกองแลไพร่กำลังเมืองอุบล ฯ ได้อุป ฮาดเมืองเขมราฐคุมกำลังเมืองยโสธรได้อุปฮาด บุตรท้าวฝ่ายท้าวจันทน์สีสุราชเป็นแม่ทัพคุมกำลัง ครั้นเจ้าพระยาราชสุภาวดีจัดได้นายหมวดนายกองแลไพร่กำลังสิ้นเชิงแล้ว ถึงฤกษ์ยามก็เลยพานายหมวดนายกองแลไพร่ยกจากเมืองยโสธร ตามกองทัพราชวงศ์ขึ้นไปเมืองเวียงจันทบุรี ครั้นไปถึงบ้านผักหวานเมืองหนองคายราชวงศ์ตั้งค่ายอยู่ที่นั้น เจ้าพระยาราชสุภาวดีราชวงศ์ขี่ม้าเข้าสู้รบกับอุปฮาดบุตรท้าวฝ่ายท้าวคำท้าวสุวอตามหลังม้า เจ้าพระยาราชสุภาวดีคุมกำลังเข้าสู้รบกับกองทัพราชวงศ์ ทนกำลังกองทัพเจ้าพระยาราชสุภาวดีไม่ได้ก็เลยพากำลังข้ามโขงไปพึ่งอยู่เมืองญวน ขณะนั้นเจ้าอนุเป็นเจ้าเมืองเวียงจันทบุรี หนีไปพึ่งอยู่เมืองพวนเจ้าพระยาราชสุภาวดีพานายทัพนายกองตามเจ้าอนุแลราชวงศ์ไปเมืองเวียงจันทบุรีอีก หาเห็นราชวงศ์ไม่ เมืองเวียงจันทบุนีก็เงียบงอมอยู่ ขณะนั้นเจ้าน้อยบุตรเขยเจ้าอนุผู้เป็นเจ้าเมืองเชียงขวาง จึงอาสาพิทักษ์ต่อเจ้าพระยาสุภาวดียอมถวายดอกไม้ทองเงินเป็นทางพระราชไมตรีขึ้นอยู่กับกรุงเทพ ฯ แล้วเจ้า พระยาราชสุภาวดีจึงบังคับให้เจ้าน้อยเมืองเชียงขวาง ส่งตัวเจ้าอนุกับราชวงศ์ที่หนีตัวไปอยู่เมืองญวน ครั้นเจ้าน้อยเมืองเชียงขวางตามไปได้เจ้าอนุมาส่งให้เจ้าพระยาราชสุภาวดี แล้วเจ้าอนุจึงเอาพระแก้วออกมาถวาย เจ้านครหลวงพระบางจึงเอาพระบางออกมาถวายเจ้าพระยาราชสุภาวดี แล้วเจ้าพระยาราชสุภาวดีเลยคุมเอาตัวเจ้าอนุแลเชิญองค์พระแก้วพระบางลงมา ณ กรุงเทพ ฯ ขณะนั้นเจ้า พระยาราชสุภาวดี จึงตรวจดูครอบครัวเมืองเวียงจันทบุรีจะคุมลงไปกรุงเทพ ฯ แล้วท้าวบุตรจึงกราบเรียนเจ้าพระยาราชสุภาวดีว่าท้าวคำน้องชายอุปฮาดปิดบังครอบครัวไว้ ครั้นพระยาราชสุภาวดีไต่สวนก็ได้ความ จึงว่าท้าวำปิดบังครอบครัวเมืองเวียงจันทบุรีไว้ จึงเจ้าพระยาราชสุภาวดีจะเอาท้าวคำมวนประหารชีวิต แล้วอุปฮาดบุตรจึงกราบเรียนเจ้าพระยาราชสุภาวดี ว่าท้าวคำเป็นน้องชายข้าพเจ้า ไปรบศึกศัตรูมาด้วย ก็มีไชยชะนะแก่ข้าศึกศัตรูมาแล้ว ก็จะอาตัวท้าวคำไปประหารชีวิตก็ขอให้เอาตัวข้าพเจ้ามาประหารชีวิตด้วยกัน ว่าดังนี้แล้วเจ้าพระยาราชสุภาวดี เลยสั่งให้พลทหารทำคอกริมน้ำลำชีหัวเมืองยโสธรเสร็จแล้ว เอาดินปืนเข้าใส่ไว้ในคอก ครั้นถึงกำหนดแล้วเจ้าพระยาราชสุภาวดีให้เพ็ชฆาฎเอาอุปฮาดผู้พี่ ท้าวคำผู้น้องแลภรรยาญาติพี่น้องของอุปฮาดบุตรท้าวคำเข้าใส่ในคอก ถึงกำหนดแล้วเอาเพลิงจุด อุปฮาดบุตรท้าวคำภรรยาญาติพี่น้องก็พร้อมกันสิ้นชีวิตไป ครั้น ณ ปีเถาะโทศกศักราช ๑๑๙๒ เจ้าพระยาราชสุภาวดีจึงโปรดให้ท้าวฝ่ายบุตรเจ้านครจำปาศักดิ์ เป็นที่พระสุนทรราชวงศ์เจ้าเมืองให้ท้าวแพงบุตรพระปทุมเป็นที่อุปฮาด ท้าวสุตตาเป็นราชวงศ์ท้าวอินเป็นราชวงศ์บุตรคุ้มครองเมืองยโสธร แล้วเห็นว่าพระสุนทรมีความชอบมาก โปรดประทานครัวที่รบมาได้ให้พระสุนทร ฯ ๕๐๐ ครัว แลให้เป็นเจ้าเมืองทั้ง ๒ คือ เมืองยโสธร นครพนม ครั้นเจ้าพระยาราชสุภาวดีกลับเข้าไปกรุงเทพ ฯ พระสุนทร ฯ จึงให้อุปฮาดแพง เป็นผู้ว่าราชการแทนอยู่ ณ เมืองยโสธร พระสุนทร ฯ เลยขึ้นไปจัดการอยู่เมืองนครพนมประมาณ ๖-๗ ปี พระสุนทร ฯ จึงบอกขอรับประทานคืนที่ควรเมืองนครพนมสร้างวัด แลพระอารามเจดีย์หนึ่งหลังไว้กับเมืองนครพนม ก็เป็นที่สะอาดภาคภูมิแก่บ้านเมืองมาเท่าทุกวันนี้ แต่อุปฮาดแพงผู้ว่าราชการแทนพระสุนทร ฯ อยู่ ณ เมืองยโสธรก็พร้อมด้วยท้าวเพี้ยกรรมการบอกขอรับพระราชทาน คืนที่ควรเมืองยโสธร ๒ แห่ง ที่บ้านขวาแขวงเมืองยโสธรแห่ง ๑ สร้างวัดแลสร้างพระเจดีย์อารามที่เมืองยโสธร ๒ วัด ๆ หนึ่งชื่อวัดศรีเมืองคุล วัดหนึ่งชื่อวัดบัวรพานุทิศ แลสร้างอุปมุงใส่พระพุทธรูปมหากระจายหลังวัด และสร้างพระพุธรูปใหญ่ปิดทองก็หลายองค์เป็นที่สะอาดแก่บ้านเมืองเท่าทุกวันนี้ แลอุปฮาดแพงได้ไปตีทัพเมืองพระตะบองขณะเมื่อพระสุนทร ฯ ขึ้นไปเป็นเจ้าเมืองนครพนมนั้น ก็ได้รับราชการฉลองพระเดชพระคุณต่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทมาช้านานก็หามีความผิดไม่ แล้วพระสุนทร ฯ จึงไปเกลี่ยกล่อมส้องสุมเอาครอบครัวเมืองตะโปน เมืองวัง เมืองมหาไชยก่องแก้ว[1] ได้ครอบครัวนอกพระราชทานอาณาเขตต์แขวงมาขึ้นกับกรุงเทพ ฯ เป็นครอบครัวหลายร้อยพัน แต่ครัวเมืองพินตะโปนยกมาตั้งห้วยแซงขึ้นเป็นบ้านห่องแซง ครัวเมืองมหาไชยก่องแก่ว พระสุนทร ฯ มีใบบอกขอรับพระราชทานขึ้นเป็นเมืองเวครัวเมืองนอง พระสุนทร ฯ บอกขอรับพระราชทานขึ้นเป็นเมืองท่าอุเทนขึ้นแก่เมืองนครพนม แต่เมืองวานรนิวาศน์พระสุนทร ฯ บอกให้เป็นเมืองขึ้นกับเมืองสกลนคร ครั้นต่อมาได้ ๕-๖ ปีพระสุนทร ฯ แต่งให้ช้างต่อหมอควาญคุมเอาช้างพังพาย เข้าไปโพนแซกคล้องตามเถื่อนป่า หมอควาญไพร่เมืองยโสธรได้ช้างสีประหลาดมาให้พระสุนทร ฯ จึงมีใบบอกถวายช้างสีประหลาดลงไปกรุงเทพ ฯ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินออกมาทอดพระเนตร รับช้างสีประหลาดแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ นามสัญญาบัตรเลื่อนยศช้างสีประหลาดเป็นพระพิมลช้าง ๑ เป็นพระวิสุทธิ์ช้าง ๑ แล้วโปรดพระราชทานตราความชอบให้แก่พระสุนทร ฯ จะโปรดเกล้านามสัญญาบัตรตั้งหมอควาญอยู่ต่อมาถึง ณ ปีชวดจัตวาศกศักราช ๑๒๑๔ พระสุนทร ฯ จึงมอบเมืองนครพนมคืนให้แก่อุปฮาด และกรมการเมืองนครพนมแล้วพระสุนทร ฯ จึงกราบถวายบังคมลามาอยู่เมืองยโสธรตามเดิมแล้วก็สร้างวัดขึ้นที่เมืองยโสธรอีก ๑ วัด ครั้นถึงปีมะเส็งนพศกศักราช ๑๒๑๙ พระสุนทรเจ้าเมืองยโสธรเมืองนครพนมถึงแก่กรรมอุปฮาดราชวงศ์ราชบุตรก็เลยถึงแก่กรรมไปด้วยกัน ยังแต่หลวงศรีวรราชเผาศพบิดารักษาราชการบ้านเมืองอยู่ หามีเจ้าเมืองอุปฮาดราชวงศ์ราชบุตรไม่ บ้านเมืองก็ว่างเปล่าอยู่ ครั้นถึงปีมะเมียสัมฤทธิศก ๑๒๒๐ หลวงศรีวรราชผู้ช่วย จึงมีใบบอกขอรับพระราชทานหีบศิลาหน้าเพลิงเผาศพพระสุนทร ฯ บิดาเสร็จแล้ว ครั้นถึงปีมะแมเอกศก ๑๒๒๑ จึงมีตราพระราชสีห์โปรดเกล้า ฯ ให้พระยายมราชแต่ยังเป็นที่พระยากำแหงสงครามเจ้านครราชสิมา ขึ้นมาเป็นข้าหลวงแม่กองสักตั้งสักเลขหัวเมืองทั้งปวงฝ่ายตะวันออกอยู่เมืองยโสธร ครั้นถึงณปีวอกโทศก ๑๒๒๒ เมืองแสนเมืองจัน ท้าวเพี้ยกรมการเมืองยโสธรเห็นว่าหลวงศรีวรราชบุตรพระสุนทร ฯ ท้าวแข้เป็นบุตรอุปฮาดท้าวอันเป็นบุตรท้าวจันสีสุราชท้าวพิมเป็นหลานอุปฮาดแพง ท้าวสุพรมเป็นบุตรพระสุนทร ฯ แลมีความชอบมา ด้วยได้ตีทัพแลช้างเผือกแลเมื่อยังมีชีวิตนั้นก็พากันรับราชการมั่นคงแข็งแรง เมืองแสนเมืองจันท้าวเพี้ยกรมการญาติพี่น้อง จึงพร้อมกันมีใบบอกลงไปกราบบังคมทูลพระกรุณาใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทขอพระราชทานหลวงศรีวรราชเหมนเป็นพระสุนทร ฯ ท้าวแข้เป็นอุปฮาด ท้าวอ้นเป็นราชวงศ์ ท้าวพิมเป็นราชบุตร ท้าวสุพรมเป็นหลวงศรีวรราชผู้ช่วยราชการ จึงทรงพระมหากรุณาโปรดเกล้า ฯ นามสัญญาบัตรตั้งหลวงศรีวรราชเป็นพระสุนทร ฯ ผู้ว่าราชการเมืองยโสธรท้าวแข้เป็นอุปฮาดท้าวอ้นเป็นราชวงศ์ท้าวพิมเป็นราชบุตรท้าวสุพรม เป็นหลวงศรีวรราช ผู้ช่วยขึ้นมาครอบครองแม่ป้าน้าสาวบ่าวไพร่เมืองยโสธรครั้นอยู่มาได้ประมาณ ๓-๔ ปี อุปฮาดแข้จึงถึงแก่กรรม ครั้นอยู่มาประมาณ ๒-๓ ปี พระสุนทร ฯ แต่งให้ช้างต่อหมอควาญไปแซกโพนได้ช้างสีประหลาดช้าง ๑ ได้บอกลงไปทูลเกล้าถวายชื่อเสวก ครั้นอยู่มาช้านาน ๒-๓ ปี พระสุนทรราชวงศ์บุตร หลวงศรีวรราชและบุตรภรรยาสร้างวัด และสร้างพุทธอารามสร้างพระพุทธรูป และสร้างพระเจดีย์ได้ประมาณ ๒-๓ ปี ราชวงศ์ราชบุตรถึงแก่กรรมครั้นปีระกาเบ็ญจศก ๑๒๓๕ พระสุนทรราชวงศ์เจ้าเมืองยโสธรบอกขอรับพระราชทานพระศรีสุพรมเป็นที่อุปฮาดขอท้าวบาเป็นราชบุตรท้าวแก่เป็นพระศรีวรราชผู้ช่วยราชการเมืองยโสธร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ นามสัญญาบัตรตั้งพระศรีสุพรมเป็นที่อุปฮาดตั้งท้าวบาเป็นราชบุตรตั้งท้าว แก่เป็นที่พระศรีวรราชขึ้นมารับราชการช่วยพระสุนทร ฯ ครั้นต่อมาถึงปีจอฉศก ๑๒๓๖ เกิดทัพอ้ายฮ่อที่ค่ายสมิด ค่ายวัดจันแขวงเมืองหนองคายจึงมีตราโปรดเกล้า ฯ ให้พระยามหาอำมาตย์เป็นข้าหลวงแม่ทัพขึ้นไปตีทัพอ้ายฮ่อณเมืองหนองคายพระยามหาอำมาตย์ จึงเก็บเอากำลังเมืองยโสธร ๕๐๐ คน พระสุนทร ฯ ผู้ว่าราชการเมืองจึงแต่งให้อุปฮาดบาแต่ยังเป็นที่ราชบุตรท้าวกัลยาแต่ยังเป็นที่ท้าวสุทธิสมเป็นายหมวดกองคุม กำลังทัพ ๕๐๐ คน ขึ้นไปตีทัพอ้ายฮ่อพร้อมกับพระมหาอำมาตย์ณเมืองหนองคายครั้นเสร็จราชการแล้ว ครั้นต่อมาถึงปีฉลูนพศก ๑๒๓๙ พระสุนทร ฯ ถึงแก่กรรมครั้นถึงณปีขานสัมฤทธิศก ๑๒๔๐ อุปฮาดสุพรมราชบุตรบาพระศรีวรราชแก่บอกขอรับพระราชทานหีบศิลาหน้าเพลิงขึ้นมาเผาศพพระสุนทร ฯ อุปฮาดแข้ราชวงศ์อันราชบุตรพิมเสร็จแล้ว เมืองแสนเมืองจันท้าวเพี้ยกรมการพร้อมกันเห็นว่าอุปฮาดสุพรมราชบุตรบาพระศรีวรราชแก่ท้าวกลัยาบุตรอุปฮาดแพงบุตรราชวงศ์สุตตา เป็นคนสัตย์ซื่อมั่นคงรับราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยความสุจริต จึงได้บอกให้อุปฮาดสุพรมลงไปเฝ้าทูลละองธุลีพระบาท แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าหัวโปรดเกล้า ฯ พระราชทานตั้งอุปฮาดสุพรมเป็นพระสุนทร ฯ ราชบุตรบาเป็นอุปฮาดพระศรีแก่เป็นราชวงศ์ท้าวกัลยาเป็นราชบุตรท้าวอ้นเป็นพระศรีวรราชผู้ช่วยราชการ ขึ้นมารับราชการครอบครองเมืองยโสธร เมื่อเวลาพระสุนทร ฯ จะลงไปรับสัญญาบัตรนั้นหลวงจุมพลภักดีนายกองบุตรพระปทุมชิง พระสุนทรเหมนตั้งแต่งเป็นกรมการมีความทะเลาะวิวาท อยากทำส่วยผลเร่วเป็นแผนกขึ้นกับกรุงเทพ ฯ ต่างหาก อุปฮาดสุพรมไม่ยอมให้หลวงจุมพลภักดีทำส่วยผลเร่วเป็นแผนกจะให้ทำส่วยผลเร่วขึ้นกับเมืองยโยธรตามเดิม หลวงจุมพลภักดี นายกองหายอมขึ้นเมืองยโสธรไม่ จึงทำเอาบัญชีรายชื่อตัวเลขเมืองยโสธรไปขึ้นเมืองกมลาไสย แล้วพระราชบริหารผู้ว่าราชการ เมืองกมลาไชยจึงบอกขอรับพระราชทานหลวงจุมพลภักดีเป็นที่เจ้าเมือง ขอบ้านเขาดินบึงโดนในเขตต์แขวงเมืองยโสธรขึ้นเป็นเมืองเสลภูมิ์ครั้นถึงณปีเถาะเอกศก ๑๒๔๑ มีท้องตราพระราชสีห์โปรดเกล้า ฯ ขึ้นมาถึงพระสุนทรราชวงศ์ราชบุตรว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้า ฯ นามสัญญาบัตร ตั้งหลวงจุมพลภักดีขึ้นเป็นที่พระนิคมบริรักษ์ผู้ว่าราชการเมืองเสลภูมิ์ ยกบ้านเขาดินบึงโดนเขตต์แขวงเมืองยโสธรขึ้นเป็นเมืองเสลภูมิ์ แล้วโปรดเกล้า ฯ แบ่งเขตต์แขวงเมืองยโสธร แต่ห้วยยางฝ่ายเหนือให้เป็นเขตต์แขวงเมืองเสลภูมิ์ฝ่ายใต้เป็นเขตต์แขวงเมืองยโสธรโปรดเกล้า ฯ ดังนี้ พระสุนทรยังหายอมได้แบ่งปันไม่ ครั้นประมาณ ๔-๕ ปี พระศรีวรราชอ้นเลยถึงแก่กรรมพระสุนทร ฯ เห็นว่าท้าวสุยบุตรราชบุตรเป็นคนสัตย์ซื่อมั่นคงพระสุนทร ฯ เจ้าเมืองอยู่ได้ประมาณ ๔-๕ ปี ราชบุตรกัลยา พระยาศรีวรราชสุยเลยถึงแก่กรรมไปยังหาทันได้เผาศพไม่ ครั้นถึงปีมะเส็งตรีศก ๑๒๔๓ อุปฮาดบาถึงแก่กรรมไป ครั้นบอกขอรับพระราชทานหีบศิลาหน้าเพลิงขึ้นมาเผาศพอุปฮาดบาเสร็จแล้ว ครั้นต่อมาถึง ณ ปีมะแม[2] เบ็ญจศก ๑๒๔๕ อ้ายฮ่อยกกองทัพมาตั้งอยู่ทุ่งเชียงคำพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงเทพ ฯ มีตราพระราชสีห์โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาราชวรานุกูลเป็นแม่ทัพขึ้นมาตีทัพอ้ายฮ่ออยู่ณทุ่งเชียงคำ พระยาราชวรานุกูลจึงมีหนังสือแต่งให้หลวงอภัยพิพิธ เป็นข้าหลวงมาเกณฑ์เอาช้างม้าโคต่างเมืองยโสธรบรรทุกข้าวน้ำไปเลี้ยงกองทัพ พระยาราชวรานุกูลอยู่ทุ่งเชียงคำพระสุนทรสุพรมจึงแต่งให้ราชวงศ์ฮู่ แต่ยังเป็นสุริยงเป็นนายคุมเอาช้างม้าโคต่างบรรทุกข้าวน้ำ ขึ้นไปเลี้ยงกองทัพทุ่งเชียงคำยังหาทันเสร็จไม่พระยาราชวรานุกุล จึงพาแม่ทัพนายกองกลับคืนมาตั้งอยู่ ณ เมืองหนองคาย ครั้นปีรัตนโกสินทรศก ๑๐๓ มีตราโปรดเกล้า ฯ ให้พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักรศิลปาคม เป็นแม่ทัพใหญ่คุมนายทัพนายกองขึ้นมาตีทัพฮ่ออยู่เมืองหนองคาย พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักรศิลปาคม ข้าหลวงต่างพระองค์ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวพวน จึงมีตราเกณฑ์เอาช้างม้าต่างเมืองยโสธรไปเข้ากระบวนทัพ ณ เมืองหนองคาย พระสุนทรเมืองอุปฮาดราชวงศ์ราชบุตร พระศรี วรราชท้าวเพี้ยกรมการจึงจัดช้าง แต่งให้ท้าวโพธิสารเพ็ชรบุตรพระสุนทร ฯ คนเก่าเป็นนายคุมเอาช้างไปเข้ากองทัพ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักรศิลปาคม ข้าหลวงต่างพระองค์ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวพวนณเมืองหนองคาย พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นประจักร ฯ และแม่ทัพนายกองปราบปรามอ้ายฮ่อมีไชยชนะเสร็จแล้ว ครั้นถึงปีจออัฏฐศก ๑๒๔๘ พระสุนทร ฯ เห็นว่าราชวงศ์แก่เป็นผู้ใหญ่และได้สัญญาบัตรและมีความชอบกับไปเห็นท้าวฮู่บุตรอุปฮาดแข้ไปส่งข้าวน้ำเลี้ยงกองทัพฮ่อครั้งพระยาราชวรานุกูล พระสุนทร ฯ จึงบอกขอรับพระราชทานราชวงศ์แก่เป็นอุปฮาดท้าวฮุ่เป็นราชวงศ์ ขึ้นมารับราชการฉลองพระเดชพระคุณอยู่กับพระสุนทร ฯ เจ้าเมือง ครั้นปีรัตนโกสินทรศก ๑๐๙ ตรงกับปีขานโทศก ๑๒๕๒ พระสุนทร ฯ ราชวงศ์เจ้าเมืองสุพรมพร้อมด้วยท้าวเพี้ยกรมการคุมเอาเงินแทนผลส่วยของหลวงไปทูลเกล้าถวายกรุงเทพ ฯ แลไปใส่กัณฑ์สมเด็จพระบรมโอรสสาธิราชสยามกุฎราชกุมาร แล้วพระสุนทร ฯ ท้าวเพี้ยเมืองยโสธรที่คุมเงินส่วยจึงพร้อมกันทำฎีกาน้อมเกล้า ฯ ถวายพระราชทาน ท้าววรบุตรหุนเป็นที่ราชบุตร ท้าวจันสีราชเป็นที่หลวงศรีวรราชแล้ว พระสุนทร ฯ เลยกราบถวายบันคมลาขึ้นมารับราชการเมืองยโสธร ครั้นถึงปีรัตนโกสินทรศก ๑๑๐ ตรงกับปีเถาะตรีศก ๑๒๕๓ ราชุบุตร ขุนหลวงศรี วรราชผู้ช่วยศรีสุราชเชิญเอานามสัญญาบัตร ที่พระเจ้าอยู่หัวโปรดพระราชทานขึ้นไปรับราชการอยู่กับพระสุนทร ฯ ครั้นอยู่ถึงเดือนพฤศจิกายน ร,ศ, ๑๑๐ ตรงกับปีเถาะตรีศก ๑๒๕๓ พระสุนทร ฯ เจ้าเมืองราชวงศ์ฮู่ถึงแก่กรรม อยู่มาครั้นถึงปี ร,ศ, ๑๑๐ มีบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากรอธิบดีเสด็จขึ้นมาประทับอยู่ณเมืองอุบล ฯ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว แล้วโปรดเกล้า ฯ ลายพระราชหัตถ์ ให้ท้าวสิทธิกุมาร (ทองดี) อุปฮาด (บา) รับราชการตำแหน่งราชวงศ์ ครั้นถึงณปี ร,ศ, ๑๑๑ อุปฮาดแก่ราชวงศ์หุนหลวงศรีวรราชผู้ช่วยพร้อมด้วยท้าวเพี้ยกรมการบอกขอพระราชทานหีบศิลาหน้าเพลิงขึ้นมาเผาศพพระสุนทร ฯ เจ้าเมืองสุพรม แต่ยังหาทันได้เผาไม่ ครั้น ณ ปี ร,ศ, ๑๑๒ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากรอธิบดีข้าหลวงต่างพระองค์ ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวกาวโปรดเกล้า ฯ ให้หลวงพิทักษ์สุเทพ ข้าหลวงท้าวไชยกุมารกรมการเมืองอุบล ฯ ขึ้นมาจัดราชการอยู่เมืองยโสธร แล้วอุปฮาดบุตรหลวงศรีวรราชท้าวสิทธิกุมารผู้รับราชวงศ์ จึงพร้อมด้วยหลวงพิทักษ์สุเทพ ฯ ข้าหลวงเผาศพพระสุนทร ฯ เจ้าเมืองยโสธรเสร็จแล้วบ้านเมืองก็ว่างเปล่าอยู่ มีแต่อุปฮาดแก่ราชบุตรหุนหลวงศรีวรราชรับราชการบ้านเมืองอยู่กับข้าหลวงพิทักษ์สุเทพ ฯ ครั้นถึงปี ร,ศ, ๑๑๒ เกิดทัพฝรั่งเศสขึ้นทางเมืองเขมราฐแห่งหนึ่ง เมืองสามโบกแห่งหนึ่ง พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากรอธิบดี ข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการมณฑลลาวโปรดเกล้า ฯ เกณฑ์เอากำลัง เมืองยโสธรได้ ๑๐๐๐ คนให้หลวงพิทักษ์สุเทพคุมไปทั้งเมืองเขมราฐ ๑๕๐๐ คนอุปฮาด ราชบุตรหลวงศรีวรราชกรมการแต่งให้ราชวงศ์ราชบุตรคุมไปเข้ากอง ทัพทั้งเมืองสามโบก ๕๐๐ คนครั้นเสด็จราชการพ้นแล้ว พระเจ้าน้องยาเธอกรมหรวงพิชิตปรีชากรเสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพ ฯ ครั้นถึงปี ๑๑๓ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหมื่นสรรพสิทธิประสงค์ เสด็จขึ้นมาประทับอยู่เมืองอุบล ฯ เป็นข้าหลวงต่างพระองค์ผู้สำเร็จราชการมณฑลลาวกาว แลโปรดเกล้า ฯ ให้นายร้อยโทเป็นษร เป็นข้าหลวงขึ้นมาจัดราชการเมืองยโสธรแล้วโปรดเกล้า ฯ ให้อุปฮาดรับราชการตำแหน่งอุปฮาดให้หลวงศรีวรราชผู้พิเศษรับราชการตำแหน่งราชบุตร ครั้นถึงศก ๑๒๗ โปรดพระราชทานนามสัญญาบัตรให้หลวงศรีวรราช ผู้ว่าราชการเมือง ยะโสธรเป็นพระสุนทรราชเดชผู้ว่าราชการเมืองยโสธร


  1. ต้นฉะบับเป็นมหาชนไชยก่องแก้ว
  2. ต้นฉะบับเป็นปีมะเส็ง