ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 6
๏นโมตสฺสตฺถุ ดูราโสดุชนะสัปปุริสสทั้งหลายจงตั้งโสตปราสาทฟัง ยังตำนานนิทานพระยาอินทาธิราชอันนี้เทอญ สัตถาอันว่าสัพพัญญูพระพุทธเจ้าแห่งเฮา จักเข้าสู่นีพพานพระพุทธเจ้าก็ไปเที่ยวโผดปันสัตว์ทั้งหลายในสกลชุมพูทีปทั้งมวล ในเขตต์ขงกงเมืองทั้งหลาย คือบ้านน้อยแลนิคมบ้านใหญ่แลเมืองหลวงทั้งหลาย ตามประเวณีดั่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายแต่ก่อน เข้าสู่นีพพานไปแล้วพระพุทธเจ้าก็ตระเดินเลียบโลกโผดสัตว์ทั้งหลาย ตามประเวณีดั่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันล่วงไปแล้วแต่ก่อนก็มีแล มหาอานนทและอรหัตตาเจ้าทั้งหลายมีพระยาอโสกกมหากษัตริย์ ก็ไปตามอุปปัฏฐาก ฮกษาพระพุทธเจ้า ไปด้วยลำดับบ้านน้อยแลนิคมห้วยหนองคลองบึงบาง คือว่าแม่น้ำแลภูดอยทั้งหลาย ควรโผดพระเจ้าก็โผด คือว่าคนแลเทวดาอาฮักกษ์มเหสักขาแลคุธนาคทั้งหลายแล้ว พระก็ไว้ปาทลักขณ์แล้ว ให้เป็นที่ไหว้แลบูชา แก่คนแลเทวดาทั้งหลายแล้วพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปเถิงด้อยอัน ๑ ชื่อว่าดอยช้างสาร เป็นที่อุดมยิ่งนัก ดอยอันนั้นเป็นรูปช้างนอนอยู่ มีสระน้ำบ่ออัน ๑ ตั้งอยู่เหนือปายดอยที่นั้นยังมีหินผาศิลาก้อน ๑ ฮาบเฮียงเพียงงาม ก็ควรระเมาเอาใจยิ่งนัก ยังมีพระยานาคตัว ๑ ออกมาขอสรณาคมดอมนั้น พระพุทธเจ้าก็อีดูกรุณายังพระยานาค ก็ให้สรณาคมแก่พระยานาคแต่นั้น พระยานาคก็ขอฮับเอาพระปาทลักขณ์ ไว้ให้แก่พระยานาคอุปปัฏฐากเพื่อให้เป็นที่ไหว้แลบูชา แก่คนแลเทวดาทั้งหลายก็มีแล อถตทาในการเมื่อนั้นสักโกเทวราชา อันว่าพระยาอินทาธิราชก็มาติคนิงดังนี้ในใจแห่งตนว่า กูก็ควรลงไปไหว้สัพพัญญูพระพุทธเจ้าเทศนาให้แจ้งจิงควรแท้ดีหลีแล อินทาติคนิงดั่งนี้แล้ว โอตริตวาก็ลงมา คันว่ามาฮอดแล้วก็ไหว้นบแลบูชาวันทิตวา พระยาอินทร์ก็ไหว้พระพระพุทธเจ้าว่า ภันเต ภควา ข้าไว้สัพพัญญูเจ้า ในเมื่อพระพุทธเจ้ายังอยู่โผดสัตว์โลกทั้งหลาย ก็สมฤทธิบรบวรด้วยคำมักคำปรารถนาแห่งสัตว์โลกแท้แล คันว่าสัพพัญญูเจ้าหากมีนีพพานไปแล้วดั่งนั้น คนทั้งหลายเขาทำบุญให้ทาน รักษาศีลฟังธรรม ได้สร้างกุศลโกศล คือว่าเป็นอันคุรุอันใหญ่ลหุ อันน้อยอันเบาอันนัก ก็ยังจักมีผลบุญผลอานิสงส์เป็นดั่งฤาก็ข้าจา เหมือนดังพระพุทธเจ้ายังอยู่โผดสัตว์โลกนี้ ก็ข้าจาฤาฮู้ ว่าจักหาอานิสงส์บ่อได้ก็ข้าจา ภควา อันว่าพระพุทธเจ้าก็ได้ยินคำพระยาอินทร์ หากไหว้ตนดั่งนั้น พระพุทธเจ้าก็เทศนาว่ามหาราชดูรามหา ราชในเมื่อกูพระตถาคตนีพพานไปแล้ว ท่อจักตั้งไว้ยังคองแก้ว คือว่าศาสนาไว้ถ้วน ๕๐๐๐ วัสสาดั่งนั้นบุคคลผู้ใดมีใจใส่ศรัทธาในศาสนาดั่งนั้น คือว่าให้ทานรักษาศีลเมตตาภาวนากระทำบุญกุศลโกศลอันใหญ่อันน้อย ดั่งนั้น อันว่าผลอานิสงส์แห่งเขาอันได้กระทำบุญให้ทาน รักษาศีลภาวนาในศาสนากูตถาคตปฐมหัวทีพันตนนั้น ก็จักมีผลอานิสงส์มีประมาณว่าได้แสนกัลปแท้แล ศาสนากูตถาคต ลดลงไปเถิงพันถ้วน ๒ คนทั้งหลายกระทำบุญให้ทาน สร้างกุศลอันน้อยใหญ่ก็ดี อันว่าผลอานิสงส์ก็มีประมาณหมื่น ๑ แล ดูราอินทาธิราช ในเมื่อศาสนากูตถาคต ลาลดถอยลงไปถ้วน ๓,๐๐๐ วัสสาดั่งนั้น คนทั้งหลายเขาเหลื่อมใสในศาสนาเขากระทำบุญให้ทานเมตตาภาวนา กระทำกุศลอันน้อยอันใหญ่อันว่าผลอานิสงส์บุญมีประมาณพันหนึ่งแล เหตุเขาได้กระทำบุญ ดั่งนั้น เขาบ่เชื่อใสในกุศลบุญ ใจแห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นบาปธรรมอกุศลเสีย จิงบ่มีผลมากคามเพื่อดั่งนั้นแล เจ้าภิกขุตนฮับทานทายกนั้นก็บ่ทรงธุตังควัติสิบสามท่อบ่ฮักษาสิกขาบทอันน้อยอันใหญ่ ท่อบ่ฮักษาแต่ปาราชึก ๔ ตัวทั้งยาก จิงหาผลบ่ได้เพื่ออั้นแล ผิว่าเจ้าภิกขุทะรงวินัยก็จิงมีผลมากพอสน่อยแล ดูราอินทาธิราช เหตุใดกูตถาคตว่าอั้น เหตุว่าหาอรหันตาขีณาสวเจ้าบ่ได้แล ภันเตข้าไหว้สัพพัญญูเจ้า ศาสนาสัพพัญญูเจ้า ยังจักตั้งอยู่เท่า ๕,๐๐๐ วัสสาดั่งนั้น บุคคลเจ้าองค์ใดแลจักขับตาม คำสอนสัพพัญญูเจ้าก็ยังจักมีก็ข้าฤาฮู้ว่าบ่มีก็ข้าจา เท่านับอยู่ ภควา อันว่าสัพพัญญูเจ้าก็เข้าเทศนาว่ามหาราช ดูรามหาราช ลูกศิษย์กูตถาคตเขามักน้อยมักบาง หาบุคคลผู้จักกระทำคองอันเป็นที่สุดที่แล้ว ในสิกขาบทอันน้อยใหญ่ ก็หาบ่ได้แล เท่านับอยู่นับกินตามอาจารย์แห่งเขาสั่งสอนไว้นั้นท่อขับตามฮิด คองเขาไปนั้นแล คันว่าศาสนาของเฮาไปเถิง ๔ พันวัสสาดั่งนั้น หาบุคคลภิกขุตนใดตน ๑ จักชุมนุมกันพอถ้วน ๔ ให้ฮู้ว่าทีสังฆกรรมมีต้นว่าอุโบสถ จตุทสี สามัคคีก็หาบ่อมีได้แล ดูรามหาราชในเมื่อศาสนาของเฮาล่วงไปเถิง ๕,๐๐๐ วัสสามาตรว่าผ้าเหลืองน้อย ๆ ห้อยบ่าไปมาเขาสมมุติว่า บุคคลผู้นั้นเป็นภิกขุภาวยามนั้นบุคคลผู้มีใจใสศรัทธาให้ทานก็มีผลแท้แล เหตุว่าเขาเหลื่อมใสในศาสนาของกูพระตถาคตแท้แล พระพุทธเจ้าเทศนาแด่พระยาอินทร์เท่านั้นแล้วพระยาอินทร์ก็ไหว้นบคมรพยำแยงสัพพัญญูเจ้าแล้ว ก็เสด็จเมือสู่ที่อยู่แห่งตนก็มีแล กิริยาจาห้องพระยาอินทร์ลงมาไหว้ถามผลอานิสงส์แห่งคนทั้งหลาย อันกระทำบุญให้ทาน ก็เป็นห้องเท่านี้ก่อนแล ฯ
๏อถสักโก ที่นั้นบั้นอินทาธิราช ก็เสวยสมบัติทิพยแห่งตนเลี้ยงกาลอันนานนัก พระพุทธเจ้าก็เสด็จเข้าสู่นีพพานไป นานได้สองพันปายสี่ฮอยสามสิบพระวัสสาดั่งนั้น อินทาธิราชก็มาหลิงดูสัตว์โลกทั้งหลาย อันจักเป็นโภยภัยหลายประการต่าง ๆ ก็มีแก่คนทั้งหลายหาสุขสำบายใจบ่ได้ จักเกิดโภยภัย ๗ ประการ ทุพภิกขาอัน ๑ คือว่าอึดข้าวอัน ๑ คือว่าผีตกห่า อัน ๑ คือว่าโภยภัยต่าง ๆ แก่คนทั้งหลายมากนัก ยักษ์คันธัพพา ๔ ตัว มันให้เกิดเป็นไข้ฮ้อนไข้หนาวแก่คนทั้งหลายทุกบ้านทุกเมืองก็มีแล ยักษ์ตัว ๑ มันกระทำให้เป็นไข่เป็นพอง เป็นบาดเป็นฝีเจ็บปวดเวทนามากนักก็มีแล ยักษ์ตัว ๑ มันกระทำให้เป็นเสือขบเสือกินควายชน แข่แลเงือกกินตายด้วยประสูตรลูกแก่ผู้หญิงทั้งหลาย ยักษ์ตัว ๑ มันให้บังเกิดเป็นท้องขี้ฮากตากหงายลงเลือดลงมูกให้ลำบากนักแล ยังมียักษ์ตัว ๑ ชื่อว่ามัคคะลาดมาฟังคำป้อยคำด่าแส้งคนทั้งหลาย ด่าว่ามึงตายเนอว่าดั่งนั้น ก็ตายแท้เสือขบเสือกินเนอก็กินผีหุงห่ากินเนอว่าดั่งนั้นก็กินแท้แล อินทาเจ้าฟ้าใค้อีดูกูณาคนทั้งหลาย จิงให้คาถาแก่คนทั้งหลายแล คันอยากเห็นหน้าเจ้าผู้มีบุญแท้ จงให้พร้อมกันฮักษาศีลฟังธรรมเทอญ ก็จักพ้นจากโภยภัยอนตาย จักได้เห็นหน้าผู้มีบุญชะแล เถิงปีระกาจักบังเกิดโภยภัยอึดอยาก ผีหุงผีห่าเจ็บพ้องขี้ฮากตากหงายตายมากนักแล อัน ๑ จักเป็นกลหลทุกบ้านทุกเมือง ในชมพูทีปนี้แล เถิงปีระกาไปต่อปีจอ จักบังเกิดเป็นเสิกคนโจรวิวาทผิดเถียงกัน บ้านใต้ผิดบ้านเหนือ บ้านเหนือผิดบ้านใต้ เฮือนใต้ผิดเฮือนเหนือ เฮือนเหนือผิดเฮือนใต้ ท้าวพระยาทั้งหลายก็ยาดชิ่งกันด้วยเขตต์แดนไฮ่นาฮั้วสวนขาดชพาดอาภรณ์ จักฆ่าฟันกันตายหาคำสุขาสำบายใจบ่ได้แก่คนทั้งหลายชะแล พระยาอินทาธิราชเจ้าจิงให้เอาคาถานี้ให้แก่คนทั้งหลายใค่อยากเห็นหน้าท่านผู้มีบุญ จิงภาวนาคาถาอันนี้เทอญ ปูเรยุก เขสัพ์พสตสัพ์พสัต์ตานํอิน์ธาเสฏฐํกุมพัน์ทมํ เทวเทโวสัพ์เพยัก์ขา ปรายันตุ หิริโอตตัป์ปสัม์ปัน์นาสุกกาธัม์มา สัมมาหิตา ตัปปุริสสา โลโกธัม์มาติอุจจเร ดั่งนี้ว่า บุคคลผู้คด ภาวนาคาถาอันนี้ พ้นพยุโภยภัยอนตายทั้งมวล จักเห็นหน้าท่านผู้มีบุญ ให้ว่าพุทธํ สรณํ คัจ์ฉามิ ธัม์มํสรณํคัจ์ฉามิ สังฆํสรณํคัจ์ฉามิ ตาบต่อเท่าเถิงทุติตติเทอญ เมื่อจักภาวนาให้ชำระเนื้อตนสระเก้าดำหัวเสียแล้ว ฮักษาศีล ๕ ศีล ๘ จิงภาวนาเทอญ จักได้เห็นหน้าท่านผู้มีบุญชะแล ให้คมรพยำแยงผู้เฒ่าผู้แก่ พ่อแม่คูบาอาจารย์เทอญ พระยาอินทาเจ้าฟ้าก็มาหลิงเห็นอันเป็นโภยภัยอนตายแก่คนทั้งหลายดั่งนั้น จิงไว้คาถาบทนี้ ให้ภาวนาไปหาท่านผู้มีบุญเทอญ เสทํสนํโสอสอธพุม ๒ บทนี้ภาวนาไปหาเจ้าผู้มีบุญชะแล โอมนิทิติเลสอุวหมมมาอิติ เขยยอิติกรมนมิทานนาโทม์ทิกะ บทนี้ ภาวนากันยักษ์แลพะยุทั้งมวลแล ให้คนทั้งหลายฮู้แจ้ง หนังสือพระยาอินทาเจ้าเทอญ ในปีระกาปีจอต่อกันนั้นท่านผู้มีบุญจัก มาโผดสัตว์ทั้งหลายบ่อย่าชะแล ท่านผู้มีบุญนั้นเกิดมาในเมืองภูชุนชะแล ยังไปเฮียนศาสตรศิลป์ในป่าหิมพานต์ จบบรบวรแล้วจิงจักออกมาสร้างเมืองทรายฟองหนองคำแสนแท้แล ตาปัสโสอันว่าเจ้ารัสสี ก็สั่งสอนสิปปคุณบรบวรทุกสิ่งทุกอัน อัน ๑ คือว่าดำฮอดพื้นปถวีพายลุ่ม บท ๑ เผ่นขึ้นเมือฟ้าดั่งหงส์ บท ๑ มนต์ก่อมกุ้มหลับตาทั่วทั้งเมือง คนทั้งหลายบ่ตึงตนได้ บท ๑ สบใส่ไม้ล้มท่าวเป็นถัน ฝูงสาขาหล่าวเลียนไป เสี้ยงบรบวรแล้ว ตาปัสโสสั่งสอนเจ้าก็ยอยืน ให้ธนูศิลป์อันประเสริฐเจ้าก็ชมชื่นยินดี ต่อรัสสีเจ้าพ่อคู เจ้าก็ก้มขาบไหว้ตาปัสโสลาเลิกนบนอบนิ้วพระรัสสีแล้วลวดหนี ท้าวก็เดินไปหน้าเถิงทิพพระยาทรณ์ตน ๑ เจ้าก็ก้มขาบไหว้ทรณ์เจ้าซูอัน ผู้ข้าไหว้เจ้าพ่อพระยาทรณ์ขอกูณาโผดผายตัวข้า ข้อยจักไปอยู่สร้างเมืองใหญ่ทรายฟอง ขออย่ามีอนตายถืกตนตัวข้า ทรณ์สอนสั่งให้สิปปคุณทุกสิ่ง สอนสั่งให้บาท้าวจือจำ บรบวรแล้วพระยาทรณ์ ยอยื่นตระบองเพ็ชรแก้ว ยอให้แต่บาแท้แล้ว ดูราท้าวสิปปคุณอันนี้ ท่านจักดำดินบินบนก็ได้แล ตระบองเพ็ชรอันนี้กวัดแกว่งขึ้นเป็นน้ำเป็นไฟก็ได้ แม้นว่าข้าเศิกศัตรูจักมาท้าวจงกวัดแกว่งไป อันว่าคนข้าเศิกเขาก็อรทายหายไป บ่อาจจักตั้งอยู่ได้แล พระยาทรณ์ก็สอนสั่ง ทุกประการถ้วนถี่แล้วท้าวก็อำลาเจ้าพระยาตนพ่อคู ท้าวก็มาตามลำดับทางแล้ว สัมปัตโต ก็มาฮอดมาเถิงเมืองภูชุนก็มีแล คันว่าฮอดผาสาทอันเป็นที่อยู่แห่งตนแล้ว แลบาก็นบนอบไหว้พระแม่มารดา ขอกูณาโผดผายตัวข้าข้าจักไปหล่ำเยี่ยมหนโลกโลกา อย่าให้มีโภยภัยเบียดตนตัวข้า ค่อมไหว้แล้วพระแม่มารดา บาก็วอย ๆ มาฮอดเมืองพายพี่ มาเถิงห้องทรายทองหลิงหล่ำ เจ้าผ่อเยี่ยมไปแท้ซูพาย ก็จิงเอามือบายน้าวศรทรณ์ยิงผ่า เป็นดั่งฟ้าผ่าไม้หักหมุ่นเป็นกระจวน คนทั้งหลายอันอยู่ในชุมพูทีปทั้งมวล ก็ตื่นสะดุ้งตกใจกัวมากนักก็มีแล ปืนก็กับคืนมาสู่แหล่งดั่งเก่าหั้นแล ท้าวก็ลงมาสู่พื้นปถวีถานต่ำ มือฮวยน้าวสายธนูแล้วยิงไปดั่งฟ้าผ่า ๗ ทีนั้นแล ปืนก็กลับคืนมาแหลงดั่งเก่าก็มีแล แล้วกายเกิดขึ้นมาแท้บ่นาน ปาสาทํ ยังผาสาท ๗ หลังพร้อมทั้งหอหลิงหอเลยทั้งมวล ก็ประดับไปด้วยแก้วช่อฟ้าแลดวงปี เปนดั่งวิมานเทวดาเทวบุตร อันเกิดในชั้นฟ้าตาวตึงสาก็มีแล ปาการํ อันว่าปราการเวียง ๓ ชั้นก็แวดล้อมทุกก้ำทุกพาย หอหลิงหอเลยพร้อมบรบวร ก็ควรอัศจรรย์มากนักแล อันว่าเสนาทั้ง ๔ ก็เกิดมาไหว้คมรพอยู่ก็มีแล อันว่าเสนาอำมาตย์ทั้งหลายอันได้ ๓ แสน ๖ หมื่นก็เกิดมามากนัก อันว่านางนักสนมทั้งหลายก็ได้ สามพันหกหมื่นก็มาแวดล้อมอยู่ทุกวันทุกยามก็มีแล เจ้าเสด็จขึ้นสู่หอผาสาทแล้ว ก็นั่งอยู่เหนือแท่นแก้วอันประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ ดูฮุ่งเฮืองงามเป็นดั่งวิมานแห่งเทวบุตรนั้นก็มีแล อถ ในกาลยามนั้นสวนดั่งรี้พลพหลโยธาทั้งหลายก็ได้เป็นแสนโกฏิก็บังเกิดมา ก็ด้วยเดชานุภาพบุญสมภารก็มีแล อันว่าช้างม้าก็เกิดมาได้ด้วยล้านด้วยแสน ก็เข้ามาสู่สมภารมหาสัตว์เจ้าตนบุญมาก สวัณณํรัชชตํ อันว่าเงินคำแก้วแหวน ๗ ประการ ก็ไหลหลั่งเข้ามาสู่เหล่มฉางมากนักแล อันว่าเสื้อผ้าเงินคำฮั้วแฮแพจีนก็เกิดมา ด้วยบุญสมภารเจ้ามากนัก อันว่าเข้าของคือว่าข้าวเปือกข้าวสารทั้งหลาย ก็ได้ไหลหลั่งมามากนัก อันว่าคนทั้งหลายเก็บได้กระทำไฮ่นา เถิงกาลดูหากเกิดมาด้วยบุญสมภารมหากษัตริย์ตนนั้นแล อันว่าตลาดใหญ่ตั้งเดียรดาษเป็นถัน ยูท่างคนทั้งหลายซื้อขายตามคำมักชูประการก็มีแล อันว่าฝูงชายหนุ่มน้อยเป็นบ่าวนงฮาม ยูท่างกินสุราปีบโฮทั้งค่าย อยู่สนุกล้นทรายฟองเมืองเอก ฮ้อยประเทศท้าวมาน้อมส่วยไฮ คนไหลเข้าทรายฟองแสนโกฏิ คับคั่งเท่าเมืองกว้างซูพายก็มีแล ท้าวก็เททานให้สังโฆทุกหมู่ อยู่สำบายสุขเพิ่งบุญบาท้าว ท้าวก็บ่มีกัวเกงสังแต่ข้าเศิกศัตรูก็หาบ่ได้แล อันว่าคนทั้งหลายอยู่ประเทศ ก็เข้ามาสู่สมภารบ่ขาดหั้นแล ท้าวพระยาทั้งหลายก็นำมาส่วยไฮทุกปี ๆ ก็ด้วยเดชสมภารมหาสัตว์เจ้าก็มีแล อถตทา ในกาลเมื่อนั้น พุทธฮูปพระสหิงเจ้าก็เสด็จมาด้วยลวงอากาศ มาตั้งอยู่ในเมืองทรายฟองโผดคนทั้งหลายก็มีแล โภยภัยทั้งมวลก็ระงับกับหายบ่บังเกิด ด้วยเดชะพุทธฮูปเจ้าองค์ประเสริฐ คนทั้งหลายอยู่สำบายด้วยข้าวน้ำเครื่องบริโภคทั้งมวล ก็ด้วยบุญสมภารมหาสัตว์เจ้าตนนั้น ก็อุปัฏฐากพุทธฮูปเจ้าหั้นแล คนทั้งหลายก็บ่ได้กระทำไฮ่นาฮั้วสวนกินก็หาบ่ได้เครื่องทั้งหลายมีต้นว่าเสื้อผ้าอาภรณ์ ก็หากเกิดด้วยบุญสมภารพระยาบุญตนนั้นแล อันว่าคนทั้งหลายก็บ่มีใจเบียดเบียฬกันสังสักอัน หาลักหาโจรบ่ได้ เขาก็บ่เบียดบีบตีกันด้วยขอบไฮ่ดินนา ฮั้วสวนช้างม้าวัวควายของเลี้ยงของดูเซิงกันไปมา ยูท่างกระทำบุญให้ทานตามอันมักแห่งเขาอันว่าโภยภัยอนตายอันใด ก็บ่อบังเกิดแก่คนทั้งหลายก็มีแล ตทา ในกาลเมื่อนั้น อันว่าแท่นแห่งพระพุทธเจ้าพระสหิงนั้นก็อยู่ในถ้ำคูหา อัน ๑ อยู่จิมใกล้แคมแม่น้ำ อัน ๑ อยู่ฝ่ายข้างดอยผาบทก้ำหนเหนือ ยังมีตระกูลผู้ ๑ มีนามปรากฏเขื่อนทันบุรินทร์ บุคคลผู้นั้นเป็นคนเลื่อมใสในคุณแก้ว ๓ ประการ ถือสัจจ์ ๔ ประการ ท่านผู้นั้นอุปัฏฐากปินปัวบัวระบัติปักกติ ในแท่นพระสหิงเจ้าหั้นแล ท่านก็จักได้นำเอายังแท่นพระพุทธฮูปออกมาถวายแก่ท่านผู้มีบุญ ก็จักได้เอายังแท่นองค์พระพุทธฮูปเจ้า ก็ด้วยบุญกรรมอันท่านทั้งหลายหากกระทำแต่ก่อนพุ้นแล คันว่าเมี้ยนคาบแล้วก็จักเมือเสวยสุขตามบุญแห่งตนก็มีแล พระสหิงเจ้าก็ให้บังเกิดยังสุขสวัสดี ในเขตต์โขงตรงแดนเมืองทรายฟองเทพมหานคร ก็ปรากฏอาบซาบไปด้วยเตชสมภารพระสหิงเจ้าแล สมภารพระมหากษัตริย์ตนมีบุญอันมากก็มีอันนั้นแล เจ้าเสวยเมืองทรายฟองนานได้ ๑๖ ปีแล้ว สวนดั่งนางเทวีก็ทรงครรภ์ได้ ๑๐ เดือนแล้ว วิชายิ ก็ประสูติออกแล้วเป็นกุมารผู้ ๑ มีฮูปอันงามยิ่งนักเป็นดั่งคำ อันช่างผู้ฉลาดหากเรียงในเบ้าบ่เศร้าแลดูงาม ส่วนอันว่าพระยาตนพ่อก็ใส่ชื่อนามกรกุมารผู้นั้นชื่อว่าท้าวอำคา เหตุว่าฮูปอันงามยิ่งนักก็มีแล เจ้ากุมารผู้นั้นเกิดมาแล้วก็หาพยาธิโรคาบ่อได้ มีสติปัญญาก็ฉลาด มีบุญสมภารก็มาก มีฮูปก็งามเป็นดั่งเทวบุตรลงมาแต่ชั้นฟ้าก็มีแล ฝูงคนทั้งหลายเห็นฮูปท้าว ก็เป็นที่ฮักและเพิงใจ แก่คนและเทวดาทั้งหลาย มีศาสตราศิลป์ก็กล้าคมยิ่งนัก ฝูงสาวน้อยหนุ่มทั้งหลายเห็นฮูปเจ้าก็สลบทบท่าวไป ด้วยฮูปกายแห่งกุมารผู้นั้นหั้นแล ตทา ในกาลเมื่อนั้นเจ้าก็ขึ้นใหญ่ ด้วยลำดับปีเดือนนานนัก ได้ ๑๖ ปีแล้วเจ้าก็ไหว้พระบิดาแห่งตนว่า ข้าไหว้พระบิดาเป็นเจ้าข้าจักเข้าป่าไม้ไพยะมาสหิมพานต์ ไปไหว้เจ้าตาปัสโสพระยอดคุณพายพุ้น บิดาไท้พระยาปุนกอยกล่าว เจ้าจงไปฮอดผู้รัสสีเจ้ายอดคุณพ่อท่อน อถในกาลเมื่อนั้นเจ้าอำคาตนประเสริฐ สั่งพ่อแล้วบาท้าวล่วงไป ตนเดียวผ่ายดงหลวงไพยะมาส ไปฮอดผู้รัสสีเจ้ากูนาผายโผด สอนสั่งให้สิปปคุณอันวิเศษ ข้าจัดไปอยู่สร้างเมืองบ้านที่ไกล ค้อมว่าแล้วรัสสีสอนสั่ง บอกให้แก่เจ้าอำคาท้าวซูอัน มนต์ไต่น้ำเดินไปได้โยชน์แม่นจักดำสอดพื้นแผ่นดินก็ดังเดียว อัน ๑ แม่นจักบินบนผ่ายเวหาอากาศ เป็นดั่งหงส์บินผ่ายไปแท้บ่สูง แม่นจักมนต์ก่อมกิ้งหลับทั่วทั้งเมือง คนทั้งหลายบ่ตีงตนได้ บาก็เฮียนเอาแล้วสิบปปคุณทุกสิ่ง ท้าวก็ชมชื่นดังใจเจ้าซูอัน พระรัสสีก็บายเอาให้ธนูศิลป์อันประเสริฐ ว่าดูราท้าวกุมารท่านธนูศิลป์ได้แล้ว ท่านอย่ากลัวอันใดเทอญ คันว่ายิงธนูอันนี้ จักใช้ให้เป็นไฟก็ได้ดั่งใจนัก จักใช้ให้เป็นน้ำก็จักเป็นน้ำท่วมไล่ข้าเศิกศัตรูทั้งมวลแล ผิว่าใช้ให้ไปกำจัดข้าเศิกก็ฉิบหายเสียเสี้ยงบ่หลอแท้แล ตทา ในกาลเมื่อนั้นท้าวอำคากุมารก็สั่งอำลาพระรัสสีเจ้าแล้ว ก็คืนมาหาบ้านเมืองแห่งตนแล้ว ก็ไหว้พระบิดามารดาพ่อแม่ แล้วก็สั่งอำลาพระยาตนพ่อว่า ข้าไหว้พระบิดาเป็นเจ้า ข้าจักไปหล่ำเยียมหนโลกเมืองไกลก่อนแล้ว ขออย่ามีโภยภัยเบียดเบียฬตัวข้า ขอให้พระบิดาเจ้าอนุญาตโทษาแก่ข้าเทอญ พระยาพ่อก็ให้อนุญาตแล้ว ท้าวก็บายเอาธนูทิพย์กับดาบสีคันไชแล้วก็เสด็จไปด้วยลวงอากาศ ก็ไปฮอดไปเถิงเมืองใหญ่กุลาแล้วก็หล่ำหลิงดูไปทุกแห่งแล้ว ก็เป็นอันเต็มไปทุกบ้านทุกเมืองแล้ว ก็กับคืนมาฉะเพาะหน้าเถิงนครเชียงใหม่แล้ว ก็เต็มไปด้วยคนทั้งหลายทุกบ้านทุกเมืองก็มีแล เจ้าก็หลิงมาก้ำทิศาเภณีทุกที่ทุกแห่งแล้ว ก็เป็นบ้านเป็นเมืองซูที่ซูแห่งแล้วก็มีหั้นแล เจ้าก็ทราบไปเถิงเชียงแสนเชียงของก็เป็นเมืองฮ้างอยู่ บ่มีท้าวพระยาอยู่เสวยเมืองที่นั้น เจ้าก็ฮวยมือน้าวธนูศิลป์ยิงผ่า เป็นดั่งเสียงฟ้าผ่าฮ้องดั่งก้องทุกแดนเป็นดั่งฟ้าผ่า ๗ ทีก็มีแล ท้าวก็ลงสู่พื้นปถวีพายลุ่ม เจ้าก็บายเอาธนู ศิลป์ยิงไปห้อมขงเมือง ๓ ฮอบ ก็บังเกิดเป็นเวียงแวดอ้อม ๓ ชั้น มีหอเลยมีปราการอ้อมเป็นดั่งคนเฮานั้นแล แล้ววอดบังเกิดขึ้นผาสาท ๗ หลัง โฮง ๆ ใสดั่งดาวตึงฟ้า บังเกิดขึ้นเสนาเค้าขุนหลวงทั้ง ๔ นบนอมนิ้วชูลีไหว้ซูพาย เสนาพร้อมสามพันหกหมื่น มาแวดล้อมบาท้าวซูพาย นางสนมพร้อมสามพันหกหมื่น มาแนบเฝ้าบาท้าวซูพาย อันว่าคนไหลเข้าเชียงแสนแสนโกฏิ ช้างแลม้าไหลเข้าซูทางเงินคำล้นไหลมาคับคั่งคือดั่งฝนหลั่งล้นเดือน ๙ เห่งมา เสื้อผ้าพร้อมทั้งแผ่นแพรขาว กาสาไหลนองมาดังทรายไหลแล้ง ตลาดใหญ่ตั้งเดียรดาษเป็นแถว ยูสำบายสุขไพ่ไทยทั้งค่าย ฝูงบ่าวน้อยคนเปียวซายฮาม เสียงโห่นันทั่วเมืองทั้งค่าย อยู่สนุกล้นเชียงแสนสนุกยิ่ง ฝูงไพ่น้อยไหลเข้าสู่พาย เขาก็บ่ฮ้อนกระทำไฮ่นาสวน เถิงยามมาก็หากมีเต็มเล้า ก็บ่บังเกิดแท้คนลักเอาของ ทั้งงัวควายบ่ห่อนมีคนฆ่าก็สุขอยู่ย้อมบุญบารมีมาก ยูท่างเททอดให้สังโฆเจ้าซูองค์ ก็หากฤๅชาเท่าเชียงแสนสนุกยิง คำซ่าเท่าเมืองกว้างซูแดน อันว่าคนไหลเข้าเชียงแสนบ่มีขาด เจ้าสนุกอยู่สร้างเมืองกว้างแห่งตน ก็บ่มีหย่อนย้านทุกประเทศแดนไกล ยูสำบายสุขไพ่ไทยยอย้อง ตทา ในกาลเมื่อนั้น คำซ่าเท่าพระยาใหญ่สามขา พระยาก็โกธาแข็งเคียดเคมบ่มีย่านก็มีแล ตทา ในกาลยามนั้นพระยาสามขาก็เข้ามายังเสนาอำมาตย์มาพร้อมเพรียงกันแล้ว ก็ตกแต่งรี้พลทั้งหลายได้สามล้านปายสี่แสน พระยาก็เสด็จไปกับด้วยเสนาโยธาทั้งหลาย ไปด้วยลำดับคาวทางนานได้ ๓ เดือนแล้ว สัมปัตโต ก็ไปฮอดไปเถิงนาหลวงทุ่งใหญ่แล้วก็ตั้งอยู่ทัพฮาวคาวจอดอยู่ในที่นั้นแล้ว ก็ใช้ข่าวสาส์นไปเถิงท้าวอำคาอันเป็นเจ้าเมืองแสนว่า ตูราพระยาเชียงแสน ท่านจักโดยเฮาฤๅ ฤๅว่าบ่โดยนั้นจา เถิงฤดูแท้สังขารปีใหม่เมื่อใด ท่านจงนำช้างม้าเงินคำแท้ส่วยเฮาคันว่าบ่โดยเฮาแท้จักตัดหัวให้ขาด คันว่าจักสู้แท้เชียงแสนให้ว่ามาท่อน ตูจักบ่ไว้เมืองท้าวบ่ยอมแท้แล้ว คันว่าขืนขัดแล้วจำนายใช้ฮีบ ขึ้นขี่ม้าตัวกล้าฮีบไป เถิงท่านท้าวเมืองใหญ่เชียงแสน เขาก็เมือขาบไหว้ทูลเจ้าบ่นาน ฝูงทูตาเจ้าสามขาเมืองใหญ่ มาฮอดเจ้าพายพี่ขาบกรณ์ ว่าให้เจ้าองค์อาจยอมตนจงให้มีช้างม้าเงินคำแท้ขาบถวาย เถิงเมื่อสังขารข้ามฮอดเถิงปีใหม่ส่งส่วยเจ้าอย่าได้หลาคา ตทา ในกาลเมื่อนั้นอำคาเจ้าตนอาจเชียงแสนจิง กล่าวว่าดูราท่านนายทูตาคนใช้สูจงคืนคอบท้าวพระยาใหญ่สามขาเที่ยวเทอญ ให้สูนำบรรณาการไปส่วยไฮกูแท้ กูนี้ฤๅชาแท้เสวยราชย์เสียงแสน กูก็บ่มีกัวแท้เมืองใดสักหยาด ให้นำช้างม้าเงินคำนั้นส่วยกูว่าเนอ คันว่าบ่นำมาแท้บรรณาการส่งส่วยกูนั้น กูจักฟันมอดเมี้ยนตายแท้บ่หลอ สูจงคืนคอบเจ้าพระยาใหญ่สามขา จงให้เดาดารี้พลกับต่าวคืนเมือบ้าน อันบิดาไท้ภรรยาลูกรักสูนั้น เขาอยู่บ้านคอง ถ้าจ่มหาแลนา อถ ในกาลเมื่อนั้น พระยาเชียงแสนกล่าวดังนั้น บั้นคนใช้พระยาสามขาก็ลาลงหนีจากบาบุญกว้าง เขาก็เมือฮอดเท่าทัพฮาวคาวจอดแล้ว ก็ก้มขาบไหว้พระยาเจ้าแห่งเขา พระยามีใจโกธเคียดมากนัก เป็นดั่งงูอิสรพิษ อันท่านหากไม้มาตีวงหางนั้นแล กล่าวว่าเฮาจักไปรบเอาเมืองเชียงแสนให้ได้เทอญ ว่าดั่งนั้น อถ ตทาในกาลเมื่อคนใช้หนีจากเมืองแล้วดั่งนั้น พระยาเชียงแสนก็สั่งเสนาอำมาตย์ ให้ฮักษาบ้านเมืองแห่งเฮาก่อนเทอญ เฮาจักเมือขออัญเชิญพระยาบิตามาแข็งบ้านเมืองก่อนแล ค้อมสั่งเสนาอำมาตย์แล้วดังนั้นก็บายเอาธนูกับดาบสีคันไชแล้ว เจ้าก็เสด็จมาด้วยลวงอากาศมาเถิงเมืองทรายฟองอันเป็นเมืองพ่อดั่งนั้น เจ้าก็ลงมาจากอากาศแล้ว ก็ขึ้นเมือสู่ผาสาทพระยาพ่อแลแม่แห่งตนแล้ว ก็ไหว้ว่าข้าแด่พระบิดาธิราชเจ้า ข้าผู้ลูกก็ได้เมืองใหญ่เชียงแสนที่พุ้น ก็ด้วยสมภารพ่อเป็นเจ้าก็ข้าแล ยังมีพระยาตน ๑ เป็นใหญ่กว่าท้าวพระยาทั้งหลาย เรียกชื่อว่าพระยาสามขา ก็ได้เสวยเมืองอัน ๑ ชื่อว่าเมืองลื้อนคร ก็เต้าเอารีพลพหลโยธามาประมาณว่าได้ ๑๒ โกฏิ มาตั้งทัพฮาวคาวจอดอยู่ในนาหลวงทุ่งใหญ่ที่พุ้น เขาก็ใช้ข่าวสาส์นมาเถิงข้าผู้เป็นลูกว่า ให้นำดอกไม้เงินคำช้างม้าวัวควาย เมือส่วยไฮทุกปี ๆ ว่าดั่งนั้น ข้าผู้เป็นลูกก็มีข่าวสาส์นเมือตอบว่าให้ท่านพระยาใหญ่สามขาให้สูนำบรรณาการส่วยไฮเฮาพี่ กูบ่อมีกัวเกงย่านฝูงพระยาเมืองอื่นที่ใดนั้น ให้สูนำช้างม้าเงินคำนั้นส่วยกู ข้าผู้ลูกก็มีข่าวสาส์นไปตอบดั่งนั้น บัดนี้ขอพ่อเป็นเจ้าเมือดอมข้าอย่าไลแด่ท่อน พระยาเชียงแสนตนลูกก็เล่ากิริยาอาการดั่งนั้น ที่นั้นพระยาใหญ่ตนเป็นเจ้าเมืองทรายฟอง คันว่าเจ้าได้ยินพระยาตนลูกเล่าเหตุแก่ตนดั่งนั้น เจ้าก็บ่อกัวสักหน่อย เจ้าก็มักใค่เมือกับด้วยลูกว่า ดูราเจ้าลูกฮักแก่พ่อเฮย เจ้าอย่ากัวเกงสังก็พ่อเทอญ แม้ว่ามันจักล้นเหลือดินก็ตามส่างเขาท่อน แม้นว่าเขาจักบินบนขึ้นเวหาอากาศก็ส่างเขาพ่อท่อน แม่นว่าเขาจักฮวยมนต์กล้าเป็นคนเหลือแผ่นก็ตาม แม้นว่าเขาจักดำสอดพื้นมาแท้ก็บ่อกัว เขาจักมนต์เป่าให้เป็นไฟเผาแผ่นก็ตาม เขาจักมนต์เป่าให้เป็นน้ำท่วมนองก็ดี ก็บ่อกัวอาคมเขาท่อไยยองน้อย พระยาใหญ่ทรายฟอง จาด้วยลูกแห่งตนดั่งนั้น พระอาทิตย์ก็ตกต่ำค่ำไปแล้ว พระยาทั้ง ๒ พ่อลูกก็นอนอยู่เหนืออาสนาอันดีแล้ว วิภาตายรัตติยาในคืนวันนั้นฮ่ง สายสุริยะก็พุ่งขึ้นมา พระยาทั้งสองพ่อลูกก็ลุกจากอาสนาแล้ว ก็สงน้ำชำระเนื้อตนบรบวร ก็เสวยข้าวน้ำโภชนอาหารเหนือไตคำ อันนายพ่อครัวหากตกแต่งมาถวายหั้นแล คันว่าเสวยข้าวแล้ว ๒ กษัตริย์ก็ตกแต่งเดาดา ถือเอาธนูแลตะบองเพ็ชรแล้วก็สั่งอำมาตย์ว่า ดูราเสนาทั้งหลายเฮย เฮาพระองค์ก็จักไปกับด้วยลูกเฮาเจ้าพระยาเชียงแสนก่อนแล ท่านทั้งหลายจงฮักษาบ้านเมืองก่อนเทอญ ค้อมว่าพระยาสั่งเสนาทั้งหลายแล้ว ๒ กษัตริย์ก็เสด็จไปด้วยลวงอากาศ ก็ไปฮอดไปเถิงเมืองใหญ่เชียงแสนพอยามงาย ก็ขึ้นเมือสู่ผาสาทโฮงหลวงแล้ว ก็สถิตอยู่เหนือแท่นแก้วด้วยศรีสวัสดีหั้นแล ตทา ในกาลเมื่อนั้นบั้นเสนาทั้งหลายก็พร้อมกันมาแวดล้อม อ้อมเฝ้าพระยาทั้ง ๒ ฮอดทุกก้ำทุกพายหั้นแล แต่นั้นนายพ่อครัวก็ตกแต่งพางายมาถวายพระยาทั้ง ๒ พระองค์ ๆ ก็เสวยข้าวงายแล้ว ๆ เจ้าก็แต่งเดาดา ถือธนูแลดาบสีคันไช ก็เสด็จไปเถิงนาหลวงทุ่งใหญ่ ที่พระยาสามขาเอารี้พลมาตั้งทัพฮาวคาวจอดอยู่ พระยาสามขาทิสวาคันว่าเห็นพระยาทั้ง ๒ พ่อลูกไปเถิงดั่งนั้น ก็เอิ้นป่าวเสนาแก้วหาญทั้งหลาย ให้ห้างศาสตราวุธทุกทัพทุกที่แล้ว ก็ฉะเพาะเพื่อรบเล็วกับด้วยพระยาทั้ง ๒ ก็มีแล อถ ในกาลเมื่อนั้นบั้นพระยาตนลูก ก็กล่าวคำด้วยสีหนาทบ่เกงขามว่า ดูราพระยาสามขาเฮย จงให้ท่านเอารี้พลเสนาแห่งท่านคือเมือเมืองแห่งท่านเสียเทอญ ลูกแลเมียแห่งท่านทั้งหลายก็ว่าจักคองหาทุกวันทุกคืนบ่อขาดชะแลผิ ว่าสู่บ่คืนเมือ ดั่งนั้นจงพร้อมกันนำรี้พลช้างม้าเมือน้อมนมัสการเฮาพระองค์ประการ ๑ จงให้ท่านเข้าเมือมอบเมือง ส่วยดอกไม้เงินคำทุกปี ๆ นั้นเทอญ พระยาเชียงแสนกล่าวดั่งนั้น บั้นพระยาสามขาได้ยินแล้ว ก็ลวดมีใจอันเคียดมากนัก ก็เตินป่าวโยธาแก้วหาญ ทั้งหลายเพื่อจักรบเล็วดั่งนั้นแล้ว ท้าวก็บายเอาธนูแล้วก็ยิงไปประดุจจะดั่งฟ้าผ่าได้ ๗ ที อันว่าบุคคลทั้งหลาย คือช้างม้าก็ล้มท่าวตายไปบ่เศษสลอก็มีหั้นแล ส่วนว่าปืนก็ไปตัดยังหัวแห่งพระยาสามขา ก็เถิงซึ่งอนตายไปบัดเดียวหั้นแล ท้าวก็เห็นคนแลสัตว์ตายไปบ่เศษสลอดั่งนั้น พระยาก็ซ้ำยิงธนูให้คนแลสัตว์ช้างม้าโยธาคืนมาดั่งเก่า อันว่าคนทั้งหลายอันตายแล้วก็คืนมา ช้างม้าทั้งหลายก็คืนหมดเสี้ยงเสียแล้ว เขาก็พร้อมกันทูลเมือไหว้ทุกคน ๆ หั้นแล พระยากล่าวว่าดูราท่านทั้งหลายฝูงเป็นเสนาโยธาทั้งหลาย จงคืนเมือสู่บ้านสู่เมืองแห่งสูทั้งหลายเทอญ อันว่าลูกแลเมียพายบ้านแห่งสูทั้งหลายก็จัก คองเห็นหน้าชะแล ตทา ในกาลเมื่อนั้นบั้นคนทั้งหลาย คั้นว่าได้ยินพระยากล่าวดั่งนั้น เขาก็ยอมือไหว้ตั้งไว้เหนือหัวทุกคน ๆ ยังมีเสนาใหญ่ผู้เป็นแก่กว่าคนทั้งหลาย ท้าวพระยาใหญ่น้อยก็พร้อม กันว่าไหว้ท้าวเธอ ข้าไหว้เจ้าผู้หาทุกข์บ่ได้ ฝูงข้าทั้งหลายขออัญเชิญเจ้ากูทั้ง ๒ ให้ลงมาในท่ามกลางทัพที่นี้ ฝูงข้าทั้งหลายขอถวายยังเครื่องฝูงนี้ มีเครื่องศาตราวุธ หอก ดาบ และช้างม้าทั้งหลายฝูงนี้แก่เจ้าข้าทั้ง ๒ ขอให้ไว้ชีวิตแก่ฝูงข้าแด่เทอญ พระยาทั้ง ๒ พ่อลูกคันว่าได้ยินถ้อยคำฝูงโยธาเสนาอำมาตย์ไหว้ขอโยมดังนั้น เจ้าทั้ง ๒ ก็ลงมาในกลางหมู่คนทั้งหลายแล้ว เขาก็ขออัญเชิญเจ้าทั้ง ๒ ขึ้นสู่ช้างมังคละตัวประเสริฐ อันห้างแล้วด้วยเครื่องประดับประดาทั้งหลายแล้ว ก็แห่แหนเอาพระยาทั้ง ๒ คืนมาสู่เมืองเชียงแสนเทพมหานครแล้ว ก็ขึ้นสู่วิชัยยนต์ผาสาทแล้ว เขาก็พร้อมกันถวายบ้านเมืองทั้งมวลแก่พระยาทั้ง ๒ ว่า เทวฝูงข้าไหว้มหาราชเจ้า บัดนี้ฝูงข้าทั้งหลายขอถวายบ้านเมืองทั้งมวล ในอาณารัฐเขตต์ขงกงเมืองสามขาและเมืองน้อย ๑๒ หัวเมือง เป็นข้าส่วยไฮบ่ขาดแก่มหาราชเจ้าทั้งมวลก็ข้าเทอญ ตั้งแฮกแต่วันนี้ไปหน้าขอมหาราชเจ้าจงเป็นเจ้าแก่ฝูงข้าทั้งหลายก็ข้าเทอญ เสนาอำมาตย์ท้าวพระยาก็พร้อมกันถวายบ้านเมืองและหอกดาบ ช้างม้าทั้งมวลแล้วเขาก็อำลามหากษัตริย์เจ้าแล้ว ก็หนีเมือหาบ้านหาเมืองแห่งพระยาสามขา อันเป็นที่อยู่แห่งตนก็มีแล อถตทา ในกาลเมื่อนั้นพระยาทรายฟองตนเป็นพ่อ เจ้าก็สั่งลูกแก้วใค่จักคืนมาหาบ้านเมืองแห่งตน ก็บอกให้หมู่เสนาทั้งหลาย ก็จงพร้อมกันปฏิบัติเจ้าพระยาตนเป็นลูกแห่งเฮา ไว้ให้เป็นนาคราชในเมืองเชียงแสนมหานครที่นี้อย่าได้ประมาทสักคนเทอญ เฮาพระองค์ก็ใค่จักคืนเมือหาบ้านเมืองแห่งเฮาก่อนแล พระยาก็สั่งเสนาอำมาตย์แล้ว ก็แต่งห้างจัดดาบสีคันไชและธนูทิพย์แล้ว ก็เสด็จมาด้วยลวงอากาศ สัมปัตโต ก็มาฮอดมาเถิงเมืองทรายฟองเทพมหานครแล้ว ก็ขึ้นสู่ผาสาทมีอำมาตย์เสนาหากชะพัศแวดล้อมอ้อมเป็นบริวารก็มีหั้นแล เจ้าก็สนุกชมชื่นยินดีด้วยชาวเมืองทรายฟองทั้งมวล ทำบุญให้ทานบ่ขาดทุกวัน ๆ ก็มีแล บ่อาจจักกัวเกงแต่ท้าวพระยาข้าเศิกทั้งมวล อันจักมาเถิงแก่บ้านเมืองก็หาบ่ได้สักแห่งก็มีแล เจ้าก็เสวยราชสมบัติในเมืองทรายฟองที่นั้นนานประมาณว่าได้ ๘๑ ปีแล้ว เจ้าสุระคตจุติจากฟากเมืองคน ได้เอาตนเมื่อเสวยสมบัติในเมืองฟ้าเสวยสุขก็มีแล กิริยาอาจารย์เจ้าผู้มีปัญญา จาแก้ไขในเรื่องเมืองทรายฟองจักเกิดมาภายหน้าให้นักปราชญ์เจ้าทั้งหลายผู้ฉลาดด้วยปัญญาจงพิจารณาในมโนทวารจื่อ จำไว้ อันเทพยูดาหากมาบอกแก่ชาวเมืองทั้งหลาย ให้เป็นนิทานอันจักมาภายหน้าบ่คาดบ่คา โดยดั่งนิมิตต์กำลัง สัมมัตตัง ก็เสด็จบรบวรควรเท่านี้ก่อนแล