ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 8
เมื่อขุนลอผู้เป็นพี่อยู่ครอบครองเมืองหลวงพระบางอยู่เป็นสุขสบายแล้ว ขุนลอมีความคิดถึงเจ็ดเจืองผู้น้องซึ่งครอบครองเมืองพวนเพราะเจ็ดเจืองกับขุนลอสองพี่น้องมีความรักกันมาก ทั้งฝ่ายเจ็ดเจืองก็มีความคิดถึงพี่ เจ็ดเจืองจึงพาเอากำลังลงไปหาขุนลอผู้พี่ ครั้นเจ็ดเจืองลงไปถึงเมืองหลวงพระบาง ขุนลอผู้พี่ก็มีความยินดี ขุนลอจึงออกไปรับเจ็ดเจืองเข้าไปในเมือง ให้ที่พักรับที่ภูศรีกลางเมืองหลวงพระบาง ภูศรีนี้ชื่อเดิมชื่อเขากล้า ขุนลอแลเจ็ดเจืองสองพี่น้องก็พร้อมกันเข้าพักในที่ทำไว้นั้น แล้วท้าวพระยาแลชาวเมืองก็พร้อมมาทำขวัญเสร็จแล้ว พวกชาวเมืองก็มีความยินดี เจ็ดเจืองกับขุนลอสองพี่น้องนั่งเคียงกันอยู่แล้วก็สนทนากันด้วยราชการเมืองต่าง ๆ ขุนลอกับเจ็ดเจืองความคิดถูกต้องกันเหมือนดังความคิดพรหม แล้วขุนลอ จึงว่าเรานี้เป็นพี่น้องบิดามารดาเดียวกัน แต่เราต่างคนต่างได้ครอบครองเมือง เมืองเราสองพี่น้องเขตต์แดนใกล้ชิดติดกัน เราทั้งสองต้องประกอบด้วยความรักษาไมตรีอย่าให้เป็นที่แตกร้าวกันได้ ให้เหมือนดังพระบิดาได้สาบานน้ำให้เรากินนั้นเทอญ อนึ่งเราก็ควรจะหมายเขตต์ที่แดนติดต่อกันไว้ อย่าให้เป็นที่เสื่อมศูนย์ในกาลข้างหน้า ขุนลอแลเจ็ดเจืองคิดถูกกันที่จะแบ่งหมายเขตต์แดนเมืองพวนเมืองหลวงพระบางเพื่อจะได้ตั้งมั่นในชั่วมหากัลป แลจะได้เป็นหลักสืบไปจนบุตรหลานเหลน เจ็ดเจืองกับขุนลอจึงพร้อมจัดแต่งขุน ๘ นาย ให้ออกไปหมายเขตต์แดน กำหนดให้ขึ้นไปทางน้ำคาน ถ้าถึงภูเขาหลูบแล้วให้ตั้งที่นั้นเป็นต้น แล้วจึงแบ่งกันไปทางฝ่ายเหนือฝ่ายใต้ ขุนทั้ง ๘ รับคำสั่งของขุนลอแลเจ็ดเจืองแล้ว แปดขุนก็รีบไป ครั้นขุนทั้ง ๘ ไปถึงเขาหลูบแล้ว แปดขุนก็พากันขึ้นไปถึงยอดเขาหลูบ แล้วก็พากันนั่งพักแบ่งกัน สี่ขุนให้ไปหมายเขตต์แดนฝ่ายเหนือ สี่ขุนให้ไปหมายเขตต์แดนฝ่ายใต้ สี่ขุนที่ไปทางใต้นั้นออกจากเขาหลูบ ไต่สันเขาหลูบไปถึงเขาโทน ไต่สันเขาโทนไปถึงเขากิ่วก่อง ไต่สันเขากิ่วกับกิ่วก่องไปถึงเขากิ่วคอง ไต่สันเขากิ่วคองไปถึงเขามอน ไต่สันเขามอนไปถึงเขากะแทะ ไต่สันเขากะแทะไปถึงเขากะทิงขึ้นเขากะทิงไต่สันไปถึงเขากะซิงขึ้นเขากะซิงไต่สันไปลงใส่บ้านค่วง จากบ้านค่วงถึงเมืองกายเมืองซองจากเมืองกายเมืองซองถึงหน้าง่าป่าแค จากหน้าง่าป่าแคไปถึงบ้านถินน้อย จากบ้านถินน้อยไปถึงนาขม จากนาขมไปลงใส่ห้วยใหญ่ ตามห้วยใหญ่ร่องถึงน้ำงึ่มที่ท่าหวาย จากท่าหวายน้ำงึ่มขึ้นเขาหงส์ไต่สันเขาหงส์ไปถึงสะกาบ้านด่านหินคอน จากสะกาบ้านด่านหินคอนไปถึงเสวตซ้อยเชียงค้อมปากซาว จากที่เสวดซ้อยเชียงค้อมปากซาว ลงไปใส่น้ำชันตามน้ำชันร่องถึงหาดทรายพวนริมน้ำชันออกจากหาดทรายพวนขึ้นเขากิ่วใต้ ไต่สันเขากิ่วใต้ไปถึงพนอมบ้านแดด จากพนอมบ้านแดดไปลงใส่ปากน้ำกะดิงในส่วนน้ำกระดิงนี้คือน้ำม่วนแต่ปากที่ออกต่อกับน้ำของเขาเรียกว่าปากกะดิง แล้วตามน้ำกะดิงขึ้นไป ถึงที่หมอนท้าวท่าเพียจากหมอนท้าวท่าเพียไปถึงยอดน้ำซุน จากยอดน้ำซุนไปถึงยอดน้ำยาง จากยอดน้ำยางขึ้นเขาแร้ว ไต่สันเขาแร้วไปถึงเขาใส ไต่สันเขาใสไปถึงเขาแสด ไต่สันเขาแสดไปถึงเขาผาดับ ไต่สันเขาผาดับไปลงใส่ยอดห้วยเผือก ตามห้วยเผือกร่องไปถึงห้วยหาดคาว แล้วข้ามน้ำโม้ขึ้นเขาผาหลวง ไต่สันเขาผาหลวงลงไปใส่เพียงบ้าง จากเพียงบ้างลงไปใส่น้ำโม้ ตามน้ำโม้ล่องถึงปากห้วยสวาง จากปากห้วยสวางขึ้นเขาหลวง ไต่สันเขาหลวงไปถึงแคว้นแร้วเมืองตำ จากแควนแร้วเมืองตำขึ้นเขาหลวงเมืองตำ ไต่สันเขาหลวงเมืองตำไปลงใส่น้ำเนินตามน้ำเนินขึ้นถึงปากน้ำลาน เท่านี้เป็นเขตต์เมืองพวนทิศบูรพ์ ฯ ที่นี้จะว่าด้วยสี่ขุนที่ขึ้นไปหมายเขตต์เมืองพวนกับเมืองหลวงพระบางฝ่ายเหนือตั้งต้นเขาหลูบที่แปดขุนแบ่งกันนั้น สี่ขุนที่ไปฝ่ายเหนือก็ตามน้ำคานขึ้นไปถึงปากน้ำคาว จากปากน้ำคาวตามน้ำคานขึ้นไป ถึงปากน้ำสวยแล้วขึ้นเขาปากน้ำสวย ไต่สันเขาปากน้ำสวยไปถึงต้นมะม่วงเค้าแดนเมืองที่มีผลสองอย่าง อย่างหนึ่งเป็นมะม่วงคำ อย่างหนึ่งเป็นมะม่วงป่าน จึงได้เรียกชื่อต่อ ๆ กันมาว่าต้นมะม่วงเค้าแดนเมืองตัน มะม่วงนั้นสูงตั้งแต่ดินขึ้นไปถึงค่าคบประมาณได้ ๕ วา โตได้ ๔ อ้อม จากต้นมะม่วงเค้าแดนเมืองไปถึงเขานางคำผง ไต่สันเขานางคำผงไปถึงบ้านตาด จากบ้านตาดลงไปใส่น้ำเสียบเมืองสันลงไปใส่ปากน้ำซิ่ว ตามน้ำซิ่วล่องไปถึงห้วยนาหลวง จากห้วยนาหลวงไปลงใส่ห้วยนาแร้ง ตามห้วยนาแร้งล่องถึงน้ำเนิน ตามน้ำเนินล่องถึงปากน้ำลาน แปดขุนที่แบ่งกันไปหมายเขตต์แดนเลยไปบรรจบกันในที่ปากน้ำลาน ตั้งแต่พ้นเมืองลานลงไปเป็นแดนดินเมืองประกันหลวง คือเมืองญวนแปดขุนหมายเขตต์แดนแล้ว ก็พากันกลับลงไปยังเมืองหลวงพระบางเข้าไปเฝ้าขุนลอแลเจ็ดเจืองทูลการที่ได้ไปหมายสำคัญเขตต์แดน ขุนลอกับเจ็ดเจืองได้ทราบความของแปดขุนแล้วก็มีความยินดี การซึ่งเมืองลานช้างกับเมืองพวนได้แบ่งเขตต์แดนกันนี้ ขอให้เป็นหลักอันมั่นคงไปชั่วมหากัลป ใครอย่าได้เอาเขตต์แดนซึ่งกันและกัน จนชั่วบุตรหลานเหลนที่จะได้สืบสกุลต่อ ๆ ไปในข้างหน้า จนกว่ามหาสมุทรแห้งจนเห็นทรายพื้นสมุทรแห้งปลิวขึ้นไปทั่วโลก
หรือว่าเขาพระสุเมรุล้มอันตรธานลงไปก็ดี หรือว่าไฟเกิดไหม้ในพัทกับปนี้ จึงให้ที่หมายเขตต์แดนและคำที่แบ่งปันเขตต์แดนกันนี้ ศูนย์เมื่อนั้นเมื่อใดในพัทกลัปนี้ยังตั้งอยู่ตราบใด ขอให้เขตต์แดนและคำที่ไว้สัญญาตกลงกันนี้ตั้งอยู่ตราบนั้น ถ้าใครไม่ฟังตามคำสัญญาที่ได้ตกลงกันนั้นให้ผู้นั้นดับไปเหมือนดังเพลิง และให้คนนั้นเล็กและน้อยและน้อยเข้าไปดังคนปอกกองปี และขอให้มีอันตราย ๑๐ ประการเกิดขึ้นในตัวตนนั้น และเมื่อคนนั้นตายขอให้ไปตกนรกหมกไหม้ให้มากกว่าแสนปี แลผู้นั้นอย่าได้มีอายุยืน ให้ปีในอายุสั้นเข้ามา คนนั้นแม้นปลูกต้นไม้อย่าให้โต ปลูกหวายก็อย่าให้ทันเถาหวายล่อนและแก่ แม้ผู้นั้นแหงนหน้าขึ้นไปบนให้ฟ้าผ่า คนนั้นไปป่าให้เสือกินแม้คนนั้นไปทางน้ำให้เงือกใหญ่กิน และให้อัปรีย์จัญไรถึงตัวคนนั้นทุกวันจนชั่วบุตรและหลานเหลนโหลน ใครอย่าได้ชิงเขตต์แดนซึ่งกันและกัน และอย่าได้ยกกำลังไปรบราฆ่าฟันซึ่งกันและกัน ถ้าราษฎรและช้าง ม้า โค กระบือ เมืองใดหนีอยู่ในเขตต์ของผู้ใดให้ส่งคืนให้กันโดยดี เมืองใครให้เป็นเมืองคนนั้น เพราะเจ็ดเจืองกับขุนลอสองพี่น้องได้สาบานน้ำให้แก่กันแล้ว และคำที่กล่าวมานี้ขอให้มั่นคงอยู่ได้แสนมหากัลป จะได้เป็นหลักมั่นคงดังพัทธสีมาแก่พงศ์พันธุ์ต่อไป ถ้าผู้ใดไม่ฟังคำดังที่กล่าวมานั้น ถึงพระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาก็อย่าให้เห็นผู้นั้น ครั้นขุนลอกับเจ็ดเจืองทำสาบานกันแล้ว เจ็ดเจืองก็ลาขุนลอผู้เป็นพี่กลับคืนไปยังเมือเชียงขวางดังเก่า ต่อ ๆ มาได้หลายชั่วแล้ว
ครั้นเมื่อเจ้าสุวรรณปันลังได้ครอบครองเมืองหลวงพระบางใน เมื่อศักราช ๑๕๔๒ เจ้าสุวรรณปันลังจึงแบ่งเขตต์แดนของเมืองหลวงพระบางเดิมให้กับนายคำกองเมืองพวนอีก กำหนดเขตต์แดนเมืองหลวงพระบางที่เติมให้นายคำกองเมืองพวน คือตั้งแต่บ้านพริกบ้านผึ้งไปถึงเมืองคะมัง จากเมืองคะมังไปถึงเกาะจาวเหนือปากน้ำคะมัง จากปากคะมังไปถึงบ้านแขม จากบ้านแขมไปถึงบ้านขาม จากบ้านขามไปถึงบ้านครก จากบ้านครกไปถึงเกาะตรวสลาลาศ จากเกาะตรวจสลาลาศไปถึงยอยไฮ จากยอยไฮไปถึงพวกรัก จากพวกรักไปถึงบ้านเกิน จากบ้านเกินไปถึงปากน้ำทะวาย จากปากน้ำทะวายถึงหอคำ จากหอคำไปถึงฮางชิงปากน้ำเนียด จากปากน้ำเนียดไปปากน้ำชัน จากปากน้ำชันไปถึงปากห้วยขอก จากปากห้วยขอกไปถึงเชียงษา จากเชียงษาไปถึงเมืองษา เหล่านี้เจ้าลานช้างได้จัดเติมให้แก่เมืองพวน ครั้นมาถึงเมื่อศักราช ๑๕๖๐ เจ้าเชฐวังโศได้ครอบครองเมืองหลวงพระบาง จึงซ้ำยกเขตต์แดนที่ท่ากือริมน้ำคานให้กับเมืองพวนอีก เพื่อมิให้เสียทางไมตรีพี่น้องกัน ตามดังกษัตริย์แต่ก่อนที่ได้เคยยกเขตต์แดนแก่กัน เขตต์แดนดังที่กล่าวมาแล้วนั้นมิใช่เป็นเขตต์ของเมืองหลวงพระบางแล้ว หาเป็นเขตต์แดนของเมืองพวนโดยแท้
ต่อนี้ไปจะกล่าวถึงแดนเมืองคำเกิดคำม่วน อันเจ้าเมืองคำเกิดคำม่วนได้ยกเขตต์แดนเมืองมาให้กับเมืองพวน จำเดิมต้นเหตุที่พระยาเมืองคำเกิดคำม่วนจะยกเขตต์แดนมาเป็นของพวนนั้น เจ้าเมืองคำเกิดได้กระทำความผิดต่อน้องเจ้าเมืองพวน เจ้าเมืองพวนจึงปรับไหมเจ้าเมืองคำเกิดคำม่วนเป็นเงินตายหนักร้อยเจ็ดสิบหกชั่งสี่สิบบาท กับทองคำหนักร้อยสี่สิบเจ็ดชั่งสิบเก้าตำลึงสองบาทกับสลึงเฟื้อง พระคำเกิดทั้งท้าวเพี้ยกรมการราษฎรพากันกลัวเจ้าเมืองพวน เพราะหาเงินทองที่เสียค่าปรับไหมไม่มี เจ้าเมืองคำเกิดและท้าวเพี้ยกรมการทั้งหลายจึงพร้อมกันยกเมืองคำเกิดคำม่วน ทั้งเขตต์แขวงของเมืองคำเกิดคำม่วนให้กับเมืองพวน ในเมื่อศักราช ๙๔๕ ปีมะแมเบ็ญจศก พระคำเกิดได้ยกเขตต์แดนเมืองคำเกิดคำม่วนและไพร่พลเมืองมาเป็นเขตต์ของเมืองพวน เพื่อจะใช้แทนเงินค่าปรับไหมกำหนดเขตต์แดนที่เจ้าเมืองคำเกิดคำม่วนได้ยกเขตต์แดนมาเป็นเขตต์เมืองพวน ตั้งแต่เขตต์เมืองโม้และเมืองม่วนใหญ่ เมืองม่วนน้อย เมืองพึง จากเมืองพึงไปเมืองแสด จากเมืองแสดไปถึงเมืองหนาง จากเมืองหนางไปถึงเมืองราช จากเมืองราชไปถึงเมืองจอย จากเมืองจอยไปถึงเมืองจวน จากเมืองจวนไปถึงบ้านแซยางและนาเดื่อ จากนาเดื่อไปถึงเชียงซางเชียงหิน จากเชียงซางเชียงหินไปถึงปากน้ำม่วน จากปากน้ำม่วนขึ้นไปถึงปากน้ำงอม จากปากน้ำงอมไปถึงแดนเมืองพึง จากแดนเมืองพึงออกไปฝ่ายซ้ายไปถึงแดนเมืองจอง จากแดนเมืองจองขึ้นเขาหนอก ไต่สันเขาหนอกไปลงใส่ดอนแม่ค้อม จากดอนแม่ค้อมขึ้นฝ่ายเหนือไปถึงต้นมะม่วงใหญ่ เอาต้นมะม่วงใหญ่เป็นที่สำคัญหมายเขตต์แดนจากต้นมะม่วงขึ้นเขากำและเขาลานต่อไปถึง เขายำไก่ จากเขายำไก่ไปลงใส่ยอดน้ำยวน จากยอดย้ำยาวนลงไปใส่ยอดน้ำโม้ เอาน้ำโม้เป็นเขตต์แดน เท่านี้พระยาคำเกิดได้มอบเขตต์แดนมาเป็นเขตต์แดนเมืองพวน เหล่านี้ทั้งสิ้นเป็นเขตต์แดนเมืองพวน ขอให้เขตต์แดนดังที่กล่าวมานี้ มั่นคงไปชั่วในพัทกัลปนี้ เพราะกฏหมายสำหรับเมืองมีที่ได้ยกเขตต์แดนใช้หนี้ซึ่งกันและกัน ขอจงพากันฟังเถิดนักปราชญ์และท้าวเพี้ยกรมการราษฏรทั้งหลาย เขตต์แดนที่ได้กล่าวมานี้เป็นเขตต์บ้านเมืองของเรา ถ้าผู้ใดเป็นคนราชการก็จงพากันจำออกที่หมายเขตต์แดนดังกล่าวมาแล้วนั้น เพราะพระเดชพระคุณของเจ้านายของเรามากอาจที่จะนับไม่ได้ เหตุว่าขุนบรมราชาได้ให้มาเป็นเจ้าแห่งเราทั้งหลายเป็นสิ้นเขตต์แดนเมืองพวนแต่เพียงนี้