ข้ามไปเนื้อหา

ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 70/เรื่องที่ 9

จาก วิกิซอร์ซ
พงศาวดารย่อเมืองเวียงจันทน์

จุลศักราช ๑๒๕๕ ตัวปีมะเส็งเป็นเดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ วันเสาร์องค์เป็นเจ้ากัติยะได้สร้างตำนานเมือง แผนเมือง และโศกเมือง และอัครนามตามโบราจริยมาดังนี้ ให้พิจารณาเอาเทอญ

อันนี้แผนเมืองฉะบับหนึ่งแล

ศักราช ๕๗[1] ปีไค้ (กุน) เจ้าองค์หล่อนิพพานต์

ศักราชได้ ๖๐ ทัศปียี (ขาล) พระไชยเข้าเมือง

ศักราช ๖๘ ปีเส็ด (จอ) จันธุลงโขน

ศักราชได้ ๖๙ ปีไค้ (กุน) น้ำท่วมหลวง

ศักราช ๗๐ ทัดปีไจ้ (ชวด) อาชญาเจ้าทั้งสองขึ้นตั้งทรายฟอง

ศักราชได้ ๗๔ ปีสี (มะโรง) ไฟไหม้ทุ่งฝน

ศักราชได้ ๗๕ ปีไส้ (มะเส็ง) ครัวขึ้นตั้งเมืองคุก

ศักราชได้ ๘๐ ทัดปีเส็ด (จอ) เมืองฮมคต (ขบถ) กวาดครัวออก

ศักราชได้ ๘๘ ปีซะง้า (มะเมีย) เศิกเพี้ยฮม

ศักราชได้ ๙๒ ปีเส็ด (จอ) พนมแตกทีก่อน

ศักราชได้ ๙๘ ปีสี (มะโรง) พนมผ้าขาวพนางแตก

ศักราชได้ ๑๔ ตัวปีเส็ด (จอ) อากาศสูนตะวันมืดปีนั้น (สุริยคาธ) อาชญาเจ้านิพพานก็แม่นปีนั้นแล

ศักราชได้ ๑๗๐ ตัวปีเป้า (ฉลู) เจ้าองค์หลวงนิพพาน

ศักราชได้ ๑๘๐ ตัวปีมด (มะแม) อาชญาเจ้าบุญได้เวียงจันทน์

ศักราชได้ ๑๒๐ ทัศปียี (ขาล) ปาศักแตก (จำปาศักดิ์)

ศักราชได้ ๑๒๔ ปีมด (มะแม) ครัวแสนนครไชยแตก ขึ้นเวียงจันทน์

ศักราชได้ ๑๒๘ ปีเส็ด (จอ) แผ่นดินไหว เศิกหมื่นจุมก็แม่นปีนั้นแล

ศักราชได้ ๑๒๙ ปีไค้ (กุน) แกว (ญวน) ม้าง (รบ) เมืองลคร

ศักราชได้ ๑๓๔ ปีสี (มะโรง) เจ้าวงเมืองหลวง (หลวงพระบาง) มาเลว (รบ) เวียงจันทน์ แผ่นดินไหวก็แม่นปีนั้น เศิกผ้าขาวเป็นปีเก่าเท่าฮอดปีใหม่

ศักราชได้ ๑๓๙ ปีเมิงเฮ้า (ระกา) บาศัก แตกเดือน ๔ อาชญาปาศักดิ์เข้าเมืองไทยเดือน ๗

ศักราชได้ ๑๔๐ ทัดปีเส็ด (จอ) เจ้าพระวอและเมืองลครแตกเดือน ๔ ขึ้น ๑๔ ค่ำ วันจันทร์

ศักราชได้ ๑๔๑ ปีกัดไค้ เวียงจันน์แตก

ศักราชได้ ๑๔๒ ปีไจ้ (ชวด) เจ้าเวียงจันทน์คืน (กลับมาเมือง) เดือนเจียง (อ้าย)

ศักราชได้ ๑๔๕ ปีกาเม่า (เถาะ) สังฆะ (สงฆ์) เมืองลาวเข้าเมืองไทย

ศักราชได้ ๑๔๘ ปีชะง้า (มะเมีย) อาชญาเจ้านันทได้เมืองพวน (เชียงขวาง) แล

ศักราชได้ ๑๔๙ ปีมด แกวเบียนยาก (ญวนเบียดเบียฬ)

ศักราชได้ ๑๕๐ ทัดปีสัน อาชญาเจ้านันท์ได้เมืองหลวง (หลวงพระบาง) แล

ศักราชได้ ๑๕๓ ปีไค้ (กุน) เจ้าปาศักดิ์นิพพานเวียงจันทน์เมืองนครเจ้าสมพมิตแตกแกว (ยวน) ก็แม่นปีนั้นแล

ศักราชได้ ๑๕๖ ปียี (ขาน) ไทยเอาเจ้านันท์ใส่ซีก (ตรวน)

ศักราชได้ ๑๕๙ ปีไส้เจ้าอินมาม้าง (รื้อ) กอนงัว

ศักราชได้ ๑๖๓ ปีฮวงเฮ้า (ระกา) เจ้าอินและเจ้าปาศักดิ์แลหัวเมืองทั้งหลายมาพัง (ทำลาย) โพค้ำแต่ปีเก่าเท่าฮอด (จนถึง) ปีใหม่

ศักราชได้ ๑๖๔ ปีเส็ด (จอ) แกว (ยวน) มาแต่ใต้

ศักราชได้ ๑๖๕ ปีไค้ (กุน) เจ้าบางกอกองค์น้องนิพพานเจ้าอึ่งก็นิพพาน คนทั้งหลายตัดผมก็แม่นปีนั้นแล

ศักราช ๑๖๒ ตัวปีกาบไจ้ (ชวด) อาชญาแม่เจ้าบังมุก (มุกดาหาร) จุติ (ตาย) แล

ศักราชได้ ๑๖๘ ตัวปียี (ขาน) เจ้าอนุแลเมืองนครแลบังมุก (มุกดาหาร) สร้างขัว (สพาน) ในพระมหาธาตุวัดท่ง (ทุ่ง) บ่ (ไม่) ทันแล้ว

ศักราชได้ ๑๖๙ ปีเม่า (เถาะ) เจ้าอนุเวียงจันทน์กลับเมืองละครบังมุก (มุกดาหาร) พร้อมกันฉลองขัว (สพาน) ในพระมหา ธาตุแลวัดท่ง (ทุ่ง) เสตสัด (เสวตรฉัตร์) ธาตุหักก็แม่นปีนั้นอาชญาเจ้าบังมุก (มุกดาหาร) จุติ (ตาย) ก็แม่นปีนั้น

ศักราชได้ ๑๗๑ ตัวปีไส้ (มะเส็ง) เจ้าบางกอกผู้พี่ก็ จุติ (สวรรคต) แล

ศักราชได้ ๑๗๓ ตัวปีมด (มะแม) เจ้าน่าปาศักดิ์จุติ (ตาย) แลพื้นบาทเจ้านุนิพพานก็แม่นปีนั้นแล

ศักราชได้ ๑๗๔ ตัวปีเตาสัน (วอก) เจ้ามหาชีวิตเวียงจันทน์ลงมาฉลองหอพระในพระมหาธาตุ แลแผ่นดินไหวเดือน ๕ แรม ๑๑ ค่ำวันเสาร์ก็แม่นปีนั้น

ศักราชได้ ๑๗๗ ตัวปีฮับไค้ ( ) อาชญาเจ้าอุปฮาดบังมุก (มุกดาหาร) จุติ (ตาย) เดือน ๑๐ (แรม ๑๕ ค่ำ) วันพุธเจ้าเมืองค่ำทองหนีจากเมืองขึ้นมาถึงบังมุก (มุกดาหาร) ก็แม่นปีนั้นแล

ศักราชได้ ๑๗๘ ตัวปีฮวยไจ้ (ชวด) กักแห้งแล้งหลวง คนทั้งหลายตายอึด (อด) เข้าแล

ศักราชได้ ๑๗๙ ตัวปีเป้า (ฉลู) อาชญาเจ้าบางกอกองค์น้องนิพพานน้ำท่อมหลวงก็แม่นปีนั้นแล

ศักราชขได้ ๑๘๑ ตัวปีเม่า (เถาะ) ข่ามาจุด (เผา) เมืองปาศักดิ์ (นครจำปาศักดิ์) เมืองอัตปือแตกปีนั้น

ศักราชได้ ๑๘๓ ตัวปีไส้ (มะเส็ง) คนตายพากหลวง (อหิวาตกโรค) ในเมืองลานช้าง (เวียงจันทน์) ก็แม่นปีนั้น

ศักราชได้ ๑๘๔ ตัวปีสง้าเจ้าเวียงจันทน์ให้ลูกชายลงไปนั่งเมืองปาศักดิ์ (นครจำปาศักดิ์) เดือนเจียง (เดือนอ้าย) แต่ปีเก่าเท่าฮอด (ถึง) ปีใหม่

ศักราชได้ ๑๘๕ ตัวปีมด ( ) ไทยออกมาสักเลขเมืองลาวทั้งหลาย นอกกว่า (เว้นแต่) เวียงจันทน์แต่ปีเก่าเท่าฮอดปีสัน ( )

ศักราชได้ ๑๘๖ ปีสัน ( ) เจ้าบางกอกนิพพานเดือน ๙ ขึ้น ๖ ค่ำ วันพุธ

ศักราชได้ ๑๘๙ ปีไค้ ( ) เจ้าเวียงจันทน์ยกกำลัง (พล) ไปตีไทยเดือนสามบ่ (ไม่) ได้ จึงทบ (กลับ) คืนมาฮอด (ถง) เวียงจันทน์

ศักราชได้ ๑๙๐ ปีไจ้ (ชวด) เดือน ๖ แรม ๒ ค่ำวันศักร์ เวียงจันทน์จึงแตกคืนมาอยู่เมืองมหาไชยฮอด (ถึง) เดือน ๘ เจ้าเวียงจันทน์จึงลงมาอยู่เมืองแกว (ญวน)

ศักราชได้ ๑๙๑ ปีเป้า ( ) เจ้าเวียงจันทน์เสด็จคืนเมือฮอดเมือง (ถึง) เดือน ๑๑ ไทยจึงได้เจ้าเวียงจันทน์แล

ศักราชได้ ๑๙๕ ตัวปีไส้ เศิกไทยมาตีเมืองมหาไชยแตก เดือน ๓ ขึ้น ๑๓ ค่ำวันอังคารแล

โอมนโมเมสิทธิเชยยะวะวิวิเชยยันต์ สิทธิกิจังสิทธิโลภังรปาตะติตากัดสะโกวา คุรุวินัง มหะโสธาธินิระสิละนากะโยวาชิยะเนชะเนหิตานังกร อันนี้คาถาไปเฝ้าเจ้าแล

อันนี้แผนเมืองฉะบับหนึ่งแล

ศักราชได้ ๖๐ ตัว พระไชยนั่งเมืองปียี (ขาน) แล

ศักราชได้ ๖๑ ปีกัดเม่า ( ) พระยานงขึ้นมาเมืองแล

ศักราชได้ ๖๒ ปีกดสี ( ) ข้าหลวงนำบุนกวาดขึ้นมาแล

ศักราชได้ ๖๓ ปีฮวงไส้ ( ) ข้าหลวงนำนางขึ้นมา

ศักราชได้ ๖๔ ปีเตาสะง่า ( ) เพีนไปม้าง (รื้อ) ละครเอาเมืองนั้นขึ้นมา

ศักราชได้ ๖๕ ปีกามด ( ) เพีนเอาเมืองจันทน์ป่าวปักลงเสีย

ศักราชได้ ๖๖ ปีกาบสัน ( ) เพินไปเอาราชวงศ์พระนครแล

ศักราชได้ ๖๗ ปีฮับเฮ้า เมืองจันลงโขนแล

ศักราชได้ ๖๘ ปีฮวยเส็ด เจ้าบ้านท่ากวาดครัวนอกเข้ามาใน

ศักราชได้ ๖๙ ปีเมีงไค้น้ำท่วมหลวงไหลช้าง

ศักราชได้ ๗๐ ปีเปิกไจ้ ( ) เศิกโขงขึ้นมาตั้งเวียงคุกแล

ศักราชได้ ๗๑ ปีกัดเป้า ( ) เจ้าใต้มาตั้งทรายฟองศักราชได้ ๗๓ ปีฮวงเม่ากวาดครัวท่งฝนเดือนเจียง (อ้าย) ทรายฟองแตกไปตั้งสง้อแล

ศักราชได้ ๗๕ ปีกาไส้ ( ) เจ้าโอเทวะลัสะเจ้าบ้านทานซ้ำไปไล่หนีแล

ศักราชได้ ๗๖ ปีกาบสะง่า ( ) เจ้าบ้านท่านกวาดครัวภูเวียงลง

ศักราชได้ ๗๙ ปีเมิงเฮ้า ( ) น้ำท่วมเมืองแล

ศักราชได้ ๘๐ ปี เปิกเส็ดเก็บฮมขง

ศักราชได้ ๘๘ ปีฮวยสะง่า ( ) เป็นเศิกดอนตูมเพี้ยปู่แล

ศักราชได้ ๙๒ ปีกดเส็ดพระไชยนิพพานแล เดือน ๖ เพ็ง จึงหด (ยก) เจ้าบุญนั่งเมืองนั้นแล

ศักราชได้ ๙๓ ปีฮวงไค้ ( ) ออมกลืม

ศักราชได้ ๙๘ ปีฮวงสี ( ) เจ้าคำตาย ขุดหลุมภูเดือน ๓ แรม ๙ ค่ำ วันศุกร์ไปธาตุพนมปีนั่น

ศักราชได้ ๙๙ ปีเมิงไส้ธาตุดอกช้อย ๆ

ศักราชได้ ๑๐๑ ปีกัดมด ( ) น้ำท่วมไหลอีทุม

ศักราชได้ ๑๐๒ ปีกดสัน ( ) เศิกบ้านเป้า

ศักราชได้ ๑๐๒ ปีฮับเป้า เจ้าอุปราชคด (ขบถ) แก่องค์หลวงองค์โตนั่งเมืองก็ปีนั้น

ศักราชได้ ๑๑๑ ปีกัดไส้ ( ) เจ้าทั้งสองได้บ้านโชกปีพระลางพร้อมกัน

ศักราชได้ ๑๑๓ ปีฮวงมด ( ) เจ้าทั้งสองได้เวียงจันทน์แล

ศักราชได้ ๑๑๖ ปีกาบเส็ด ( ) สอง (ฉลอง) ธาตุหลวงขึ้นโคบ (ปิด) จังโกก็ปีนั้น

ศักราชได้ ๑๑๙ ปีเมิงเฮ้า น้ำท่วมไหลอีแก้ว

ศักราชได้ ๑๒๑ ยอ (ยก) หอ

ศักราชได้ ๑๒๒ ปีกดสี ( ) เจ้าแผ่นหนีจากเมือง

ศักราชได้ ๑๒๖ ปีกาบสัน ( ) ซา (เล่าลือ) เศิกโขง

ศักราชได้ ๑๒๗ ปีฮับเฮ้า ( ) เดือน ๔ เพ็งวันจันทน์ กบกินเดือนยอ (ยก) หอพระแก้วเทีง (บน) หนองเต่า

ศักราชได้ ๑๒๘ ปีฮวยเส็ด ( ) เดือน ๘ เพ็งพระไชยน้อยเอาลูกสาวถวาย

ศักราชได้ ๑๒๙ ปีเมิงไค้ ( ) เศิกหมื่นจุมเสียราชบุตรย้อน

ศักราชได้ ๑๓๐ ปีเปิกไจ้ ( ) เอาเจ้าองค์นางเมือ (ไป) ม่าน

ศักราชได้ ๑๓๑ ปีกัดเป้า ( ) ลงทัพไชยทุ่งหนองด้วง

ศักราชได้ ๑๓๗ ปีฮับมด ( ) ฉลองหอพระบางเพินสร้างปีกายนั้น

ศักราชได้ ๑๔๐ ปีเปิกเส็ด ( ) สร้างภูทรวงแล

ศักราชได้ ๑๔๑ ปีกัดไค้ ( ) เดือน ๑๐ แรม ๓ ค่ำ วันจันทร์แตกเศิกไทยวันนั้น

ศักราชได้ ๑๔๘ ปีฮวยสะง่า ( ) เจ้านันทไปตีเมืองพวน (เชียงขวาง) แตกปีนั้น เดือน ๖ ขึ้นน้ำฟ้าลำพู้น (โน้น) ก็ปีเดียวนั้นแล

ศักราชได้ ๑๔๙ ขึ้นตีเมือง (หลวงพระบาง) ฮวด (ถึง) ๑๕๐ ปีเบีกสัน ( ) เมืองหลวงแตกเดือน ๖ เจ้าฝ่ายหน้าตายแลเอาเจ้าชุมภูลงมาแต่เมืองขวางก็ปีเดียวนั้นแล

ศักราชได้ ๑๕๐ ปีกัดเฮ้า ( ) ไปขุดคลองเมืองไทย

ศักราชได้ ๑๕๒ ปีกดเส็ด ( ) จึงคืนมาและเอาธิสารเมืองพวนลงมาก็แม่นปีนั้นแล

ศักราชได้ ๑๕๓ ปีฮวงไค้ ( ) แตกเศิกแกว (ยวน) เสียเจ้าอุปราช

ศักราชได้ ๑๕๔ ปีเต่าไจ้ เจ้าแกว (ยวน) วาดครัวนอกลงถิ่น

ศักราชได้ ๑๕๕ ปีกาเป้า ( ) เข้าแพงนักเป็นพ้อมฮ้อยนับหกสารเป็นโปะ (ทะนาน) ๓๐๐๐ เบี้ยแต่ มื้อดอก

ศักราชได้ ๑๕๖ ปีกาบยี ( ) เดือนเจียง (อ้าย) ขึ้น ๔ ค่ำ เจ้านันท์หนีไปไทย เจ้าองค์หลวงมาก็ปีเดียวนั้น

ศักราชได้ ๑๕๗ ปีฮับเม่า ( ) จึงได้นั่งเมืองแลเมือ (ไป) เศิกเมืองแถงก็ปีเดียวนั้น

ศักราชได้ ๑๕๘ ปีฮวยสี ( ) แก่พระเจ้าวัดใต้แลสาวราชเหล็กเฮย

ศักราชได้ ๑๕๙ ปีเมีงใส้ ( ) เศิกพระนาคีบ่ได้คืนมาโลดไปเลว (รบ) พระมาเมืองเชียงใหม่ก็ในปีนั้น

ศักราชได้ ๑๖๐ ซ้ำว่าไปเลว (รบ) พะม่าไปฮอด (ถึง) เมืองระแหงหั้นบ่ได้ไปลวดกลับคืนมา

ศักราชได้ ๑๖๑ ปีกัดมด ( ) ไปเอาอาชญาคำเกิดกับไพร่มาอยู่เชียงหัวซายหมด

ศักราชได้ ๑๖๒ ปีกดสัน องทวยมาขอกำลังไปตีประกันขึ้นทางเมืองพวนกวาดคืนมา เจ้าแกวบ่วายเสียธาตุ

ศักราชได้ ๑๖๓ ปีฮวงเฮ้า พระยาสุโพ ฯ เป็นแม่ทัพไปตีแกวท่าสีดา เจ้าอินทไปพอก (ปิด) ธาตุ ไทยมาเมืองนคร ๒,๐๐๐๐ ตามพระยาใต้น้ำ

ศักราชได้ ๑๖๔ ปีเต่าเส็ด ( ) เจ้าอินทเมือเศิกเชียงแสนบ่ได้

ศักราชได้ ๑๖๕ ปีกาไค้ ( ) เจ้าหลอนิพพานเดือนสาม ขึ้น ๗ ค่ำวันศุกร์แล

ศักราชได้ ๑๖๖ ปีกาบไจ้ พระศรีหะตะนุได้นั่งเมืองแล

ศักราชได้ ๑๖๘ ปีฮวยยี ( ) เจ้าเวียงจันทน์สร้างโฮง (วัง) แล

ศักราชได้ ๑๖๙ ปีเม่า ( ) เจ้าเวียงจันทน์ไปฉลองขัว (สะพาน) ธาตุ

ศักราชได้ ๑๗๐ ปีเปิกสี ( ) สร้างวัดหนองคาย

ศักราชได้ ๑๗๕ ปีเต่าสัน ( ) เดือนเจียง (อ้าย) แรม ๔ ค่ำวันอังคารเจ้าเวียงจันทน์ไปฉลองวัดธาตุ คืนมาเมื่อเดือนยี่ ขึ้นสามค่ำวันพฤหัศบดีฮอด (ถึง) มื้อ (วัน) นั้นเดือนสามเพ็งตั้งบุญหลวงเท่า ฮอด (จนถึง) มื่อฮับ ( ) จึงแล้ว สร้างขัว (สพาน) ข้ามของก็ปีนั้น เดือน ๔ แรม ๑๑ ค่ำ วันเสาร์ มื่อ (วัน) เมีงไค้ ( ) ยามใกล้รุ่งแผ่นดินไหวแล

ศักราชได้ ๑๗๖ ปีกาบเส็ด ( ) เดือน ๖ ขึ้น ๒ ค่ำวันจันทร์มื่อ (วัน) เมิงไค้ ( ) เทวดาลั่นกลอง (ตีกลอง) เท่าฮอด (จนถึง) ๓ ค่ำวันอังคารจึงอย่า (หยุด) แล เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ วันอาทิตย์ยามกลองแลง (บ่ายสามโมงเศษ) ลมหลวง

ศักราชได้ ๑๗๘ ปีฮวยใจ้ ( ) เดือน ๔ ขึ้น ๘ ค่ำวัน อาทิตย์ ตั้งบุญหลวงฉลองหอพระแก้ว หอไต (หอไตร) ให้ทานผ้า ๗๐๐๐ ผืน แรม ๗ ค่ำจึงแล้วแล

ศักราชได้ ๑๗๙ ปีเมิงเป้า เจ้าหลวงนิพพาน

ศักราชได้ ๑๘๒ ปีกดสี ( ) เดือน ๗ ผีห่า (อหิวาตะกะโรค) กินคนเท่าฮอด (จนถึง) ปีฮวงไส้จึงหายแล

ศักราชได้ ๑๘๓ ปีฮวงใส้ ( ) เดือนยี่ขึ้น ๙ ค่ำวันอังคาร มื่อ (วัน) ฮับเฮ้า ( ) เจ้าแผ่นดินเสด็จจากเมืองไปสร้างเมืองปาศักดิ์ (จำปาศักดิ์) เจ้าราชบุตรไปนั่ง (เป็นเจ้าเมือง) แล

ศักราชได้ ๑๘๖ ปีกาบสัน ( ) เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำวันพุธมื่อกดไจ้ ( ) ตั้งบุญหลวงฉลองวัดศรีสระเกษ มื่อ (วัน) ๙ ค่ำแก่ฮูบ แฮม (แรม) ๒ ค่ำไฟ, เดือน ๑๐ ขึ้น ๕ ค่ำ วันเสาร์มื่อ (วัน) ฮับมด ( ) ไหล (ล่องน้ำ) ท้างศุขสาวสั้น เจ้าเมืองไทยนิพพานปีนั้น

ศักราชได้ ๑๘๗ ปีฮับเฮ้าเดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำวันอาทิตย์มื่อ (วัน) กาบสัน ( ) ลมเพ (พัง) หอพระบาง, เดือน ๖ ขึ้นค่ำ ๑ มื่อ (วัน) เมิงไค้ ( ) ยามกองแลง (บ่าย ๓ โมงเศษ) ลมหลวง (พยุใหญ่) เพโฮง (พังวัง) เดือน ๘ ขึ้น ๑๔ ค่ำวันอังคารมื่อกัดไค้แผ่นดินไหว

ศักราชได้ ๑๘๘ ปีฮวยเส็ด ( ) เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ วันอังคารยามกองงาย (เวลาเช้า ๓ โมง) ยอ (ยก) หอพระบางตะวันออก ๒ หน่วย (ลูก) แล

ศักราชได้ ๑๘๙ ปีเมิงไค้ ( ) เดือน ๖ แรม ๒ ค่ำวันศุกร์แตกไทยแล

ศักราชได้ ๑๙๐ ปีเปิกไจ้ ( ) เดือน ๗ เจ้าเวียงจันทน์คืนมาฮอด (ถึง) ฆ่าไทยตัว (กะโดด) หนี, เดือน ๑๑ แรมค่ำ ๑ ไทยคืนมาไล่แตกหนีจากเวียงจันทน์

ศักราชได้ ๑๙๑ ปีกัดเป้าเดือนเจียง (อ้าย) ขึ้น ๓ ค่ำเจ้าน้อยเมืองพวน (เชียงขวาง) เข้ามาฮอด (ถึง) มื่อ (วัน) ๙ ค่ำออกมาแรม ๓ ค่ำไปเมืองแกว (ญวน) แล

ศักราชได้ ๑๙๒ ตัวปีกดยี ( ) พระยาพิไชยขึ้นมาเอาครัวเมืองหลวง (หลวงพระบาง) โลด (เลย) จับเอาเจ้าอุปราชเมืองหลวง เดือน ๕ พระยาพิไชยตายในเมืองหลวงก็ปีเดียวกันนั้นแล้ว เดือน ๘ เพ็งวันจันทน์เจ้าของนั่งเมืองพานก็ปีนั้นเจ้าสุวรวงษาเอาครัวแต่หนองบัวมาตั้งอยู่หนองคายก็ปีเดียวกันนั้นแล้ว

ศักราชได้ ๑๙๓ ปีฮ่วงเม่า ( ) ศักราชได้ ๑๙๔ ปีเต่าสี

ศักราชได้ ๑๙๕ ตัวปีกาใส้เดือน ๓ แรม ๓ ค่ำวันจันทร์พระพิเรนทร์ ยกทัพเมือตีเมืองเชียงขวาง, เดือน ๔ แรม ๘ ค่ำเมืองพวนแตกแล

ศักราชได้ ๑๙๖ ปีกาบสะง่า พระพิเรนทรเทพยกทัพจากเมืองหนองคายเมือตีเมืองพวนบ่ (ไม่) ได้คืนมา

ศักราชได้ ๑๙๗ ปีฮับมด ( ) เดือน ๕ พระพิเรนทรเทพเอาเจ้าของเมืองพวนไปจากเมืองหนองคายไปไทย

ศักราชได้ ๑๙๘ ปีฮวยสันเดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำวันเสาร์ มื่อเต่าสี ( ) ยามกองแลง (บ่าย ๓ โมงเศษ) แผ่นดินยะ (แยก) วัดหอกองต่อหน้าพระเสรีมแล

ศักราชได้ ๑๙๙ ปีเมีงเฮ้า

ศักราชได้ ๒๐๐ ปีเปิกเส็ด เจ้าเถื่อนออกจากเมืองมหาไชยมาถึงเมืองหนองคายเดือนยี่ขึ้น ๑๒ ค่ำวันศุกร์มื่อกดเส็ด ( ) ยามเที่ยงวันแล

ศักราชได้ ๒๐๑ ปีกัดไค้ เจ้าเมืองหนองคาย (ยก) วัดโพไชย เมื่อเดือน ๓ แรม ๔ ค่ำ วันเสาร์แล เดือน ๔ ขึ้น ๑ ค่ำวันพุธอากาศสูนตะวัน (สุริยคราส) ก็ปีเดียวนั้นแล

ศักราชได้ ๒๐๒ ปีกดไจ้

ศักราชได้ ๒๐๓ ปีฮวงเป้า เดือน ๑๐ แรม ๑๐ ค่ำวันพฤหัศบดี ได้เกณฑ์ทัพเมืองหนองคายไปตีเมืองวังครั้งก่อน

ศักราชได้ ๒๐๔ ปีเต่ายี ( ) ขึ้น ๑๑ ค่ำวันพุธไปทัพเมืองวังทีกลาง

ศักราชได้ ๒๐๕ ปีกาเม่า เดือน ๕ ขึ้น ๓ ค่ำวันอังคารไปทัพเมืองวังทีลุน (หลัง)

ศักราชได้ ๒๐๖ ปีกาบสี ( )

ศักราชได้ ๒๐๗ ปีฮับไส้ ( )

ศักราชได้ ๒๐๘ ปีฮวยสะง่า ( ) เดือน ๑๑ แรม ๘ ค่ำ เจ้าเมืองหนองคายลงไปให้ (ทอด) กะฐินธาตุพนมปีนั้น

ศักราชได้ ๒๐๙ ปีเมิงมด ( ) เดือน ๗ ขึ้น ๙ ค่ำวันศุกร์เก็บโขนใหม่ขึ้นครูเมื่อนั้น, เดือน ๙ ขึ้น ๙ ค่ำวันศุกร์ยามแลใกล้ค่ำมื่อฮับไค้ ( ) พระธาตุใหญ่หนองคายเพ (พัง) ลงน้ำของมื่อนั้นแล

ศักราชได้ ๒๑๐ ตัวเปิกสัน ( ) เดือนยี่ขึ้น ๓ ค่ำวันอังคาร เจ้าเมืองหนองคายลงไปปลงศพ (เผาศพ) พระบรมราชาเมืองลครแล

ศักราชได้ ๒๑๑ ปีกัดเฮ้า ( ) วันเสาร์เดือน ๕ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ปีระกา ท้าวพรมมาลูกเจ้าน้อยเมืองพวนออกมาถึงเมืองหนองคายมื่อนั้น

ศักราชได้ ๒๑๒ ตัวปีกดเส็ด ( ) เดือน ๘ แรมค่ำ ๑ วันเสาร์ เกิดพยุ (อหิวาตกโรค) คนตายเป็นอันมาก ถึงเดือน ๑๑ จึงหายแล

ศักราชได้ ๑๒๑๓[2] ตัวบีฮวงใค้ (ใทยว่าปีกุน) เดือน ๖ แรม ๑๐ ค่ำวันอาทิตย์ หลวงทิพย์จำนวจ (ตำรวจ) เมืองโคราชเป็นข้า หลวงเชิญท้องตราขึ้นมาว่าเจ้าอยู่หัวขึ้นสู่สวรรคตแล้วเจ้านายกรมการพร้อมกันเถหัวทุกคนในปีนั้นแล

ศักราชได้ ๑๒๑๔[3] ตัวปีเต่าไจ้ ( ) เดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ วันอาทิตย์ มื่อฮวยเส็ด ( ) ยามกองงาย (๓ โมงเช้า) เจ้าสุวรรณวงศาผู้เป็นพระประทุมเทวาเจ้าเมืองหนองคายนิพพาน (ถึงแก่กรรม) มื่อนั้นแล

ศักราชได้ ๑๒๑๕[4] ตัวปีกาเป้า เดือน ๓ แรม ๔ ค่ำวันพฤหัศบดี จึงให้เผาศพเจ้าเมืองแล

ศักราชได้ ๑๒๑๖[5] ปีกาบยี ( ) เดือน ๔ ขึ้น ๑๑ ค่ำวันอังคาร เจ้าราชบุตรบ้านสิงโคกผู้เป็นอุปฮาดขึ้นนั่งเมืองหนองคายมื่อนั้น

ศักราชได้ ๑๒๑๗[6] ปีฮับเม่า ( ) เดือน ๑๑ แรม ๖ ค่ำ วันพฤหัสบดี เจ้าครู (พระครู) หอพระแก้วฟากใน (ฝั่งซ้าย) องค์มาเป็นเจ้าครูหลักคำเมืองหนองคายนิพพานมื่อนั้น, ถึงเดือนยี่ขึ้น ๑๒ ค่ำวันเสาร์จึงให้เผาศพแล, เดือน ๔ แรม ๑๐ ค่ำวันจันทร์ เจ้าหน่อคำเป็นข้าหลวงเชิญท้องตราขึ้นมาชำระเลข เมืองหนองคายแลเมืองลาวฝ่ายตะวันออกแล

ศักราชได้ ๑๒๑๘[7] ตัวปีมะโรงอัฏฐศก เดือน ๖ แรม ๓ ค่ำ วันพฤหัสบดี เจ้าหน่อคำจึงยกจากเมืองหนองคายไปไทยแล, เดือน ๙ ขึ้น ๕ ค่ำวันพฤหัสบดี น้ำท่วมเมืองไหลออกจากทุ่งนาเป็นอันมาก, เดือน ๓ ขึ้น ๙ ค่ำวันอังคาร มื่อเต่าเส็ด ( ) ขุนวรธานีแลเจ้าเหม็นเป็นข้าหลวงขึ้นมาเอาพระเสริมยกจากเมืองหนองคายไปไทยก็ปีนั้น

ศักราชได้ ๑๒๑๙[8] ตัวปีมะเสงนพศก เดือน ๗ ขึ้น ๙ ค่ำวันจันทร์ หลวงศรีวรโวหารท้าว, เหม็นเป็นข้าหลวง ขึ้นมาเอาพระไสยกไปไทยมื่อนั้นอิกเล่าแล, เดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำเจ้าราชบุตรบ้านสิงโคกผู้เป็นพระประทุมเทวาธิบาลเจ้าเมืองหนองคายนิพพาน (ถึงแก่กรรม) มื่อ (วัน) นั้นแล

พิเห็นควันดาว ชื่อว่าทุมเกตให้ดูแลทายว่าสันทิเห็นทุมเกตหน (ทิศ) บูรพา เกรงข้าเศิกจักมาขุนเมืองขุนนายจักเสียเข้าของหลาย, เห็นหนทิศทักษิณมีทุกข์แก่เมืองนั้นเศิกจักมาให้แขง, เห็นหนประจิมขุนนางจักมีคำกังวลจักเสียเมืองคนจักเจ็บไข้มาก เห็นหนอุดรจักเสียขุนใหญ่จักมา, เห็นอาคเณเมืองบ้านจักแล้งเศิกจักมามากนัก, เห็นหนหรดีไฟไหม้บ่มีจักเสียนางใหญ่ ๑ แล เห็นหนพายัพจักกังวลด้วยยากข้าว ๆ จักแพงเศิกจักมาให้กินให้แขง เห็นหนอิสาณให้แขงแก พรามสูตร์จึงดี ตายบ่มีจักเสียขุนมวลแล

บทตั้งบ้านเมืองในชมภูทวีปเฮานี้เป็นดังเดียวกันแล, แผ่นดินหนาได้ถึง ๒๔๐๐๐๐ โยชน์ก็หวั่นไหวไปมาถึง ๒ ที พระอาทิตย์พระจันทร์พระอังคารก็หวั่นไหวไปมาแล, ออกเบื้องหุ่ง (รุ่ง) ทีปก้ำทีปยังบ่หวั่นไหวไปมา แต่พระเพลิงสิ่งเดียวแล กะธา, สามพระพระยามาปัดสุมชุมลุม (ชุมนุม) กันตั้งกาตลาดลี (ตลาด) ก็จัดมีมืดมน อนทกาล ๗ วัน ๗ คืนแล, วันถ้วน ๗ ผู้พระเพลิงหนี วันถ้วน ๗ เป็นฝนแลลม วันถ้วน ๘ เห็นผาสาด (ปราสาท) เงินผาสาดคำผาสาดแก้วจักออกมาฝ้าแผ่นดินหนานี้, พ่อเหลือมแม่เหลือม (งูเหลือม) จักออกมา, พ่อจิเข็บ (ตะขาบ) แม่จิเข็บจักออกมาหน้านี้แล, พ่องูแม่งูจักออกมาหน้านี้

นโมตัสสะภควโต ชื่อว่าอินกะเตวาคำราชา อันว่า พระยาหมาจิ้งจอก ๔ ตัวนี้แม่นแม่แห่งเขาทั้งหลายแล บริวารแลตัวนั้น ๑๖๐๐ ตัว แลจักกินคนใจบาปหาบุญหาศิลมิได้แล, ทางลุ่ม (ใต้) นางธรณี อิสูริย์แต่งทางน้ำพระยาครุธพระยานาค, นางน้อยเมขลาแต่งทางบนท้าวจัตุโลกบาลทั้ง ๓ กับทั้งพระยาเวสุวรรณ์แต่งทางเหนือพระยากุมภัณฑ์ พระยาอินทร์พระยาพรหมแต่งมาเอาคนคนใจบาปไปสู่นรก, แลชมภูทวีป เฮานี้ทอเกล็ดหอยหาที่พึ่งบได้แลให้หาที่พึ่งเทอญ ชายคาฝาค้ำบมีหากจักฆ่าฟันกันกอบกำกินแล, ดงพระยากับปัณะทรง (ครอง) เมืองได้ ๔ เดือน พระยาสุบรรณ์บินขึ้นมาแต่ตอนโขงจุดเผาผาสาด (ปราสาท) พระยาทั้ง ๔ นี้เพื่อบได้ชนช้างหอเจ้า ๔ คนฝูงบาปหากฆ่ากัน พ่อฆ่าลูก ๆ ฆ่าพ่อแลในเมืองลานช้างตายเสีย เป็นคนแสนล้านสามแสนสามหมื่นสามพันสามร้อยสามสิบสามคนแล แตกตกต่างเมืองเป็นคน ๔๙๙๐๙ คนแล ยังกับเมืองลานช้างล้านปลายสี่หมื่นสี่พันสี่ร้อยสี่คนแล หล่าน้ำ (ใต้น้ำ) เหนือน้ำกลางน้ำจักเห็นเป็นใหญ่เป็นเจ้าแผ่นดินผู้เดียวหนึ่งยังจักมีเจ้ายอดธรรมจักลงมาบัด แผ้ว (ปราบ) แล ชื่อว่าบุรมมหาจักร์มาปัดแผ้วให้พระยาธรรมนั้นแล คนตายเสียได้เจ็ดแสนปลาย สองหมื่นสองคนยังต่อห้าแสนทัดแลฝูงยังนั้นเขาจะได้เห็นพระยาเจ้าสุคนแล อายุผู้เฒ่ายังจักได้ ๑๐๐๐ ปี ผู้หนุ่มจักได้ ๑๐๐๐๐ ปี เด็กน้อยได้ ๑๐๐๐๐๐ ปี พระอาทิตย์พระจันทร์พระอังคารออกเคิ่งเขาพระสุเมรุแล สองปีเฮา (เรา) เดียวนี้จึงเป็นปีพระยาธรรมปีหนึ่งแล สองมื่อ (วัน) จึ่งเป็นมื่อ (วัน) พระยาธรรมมื่อหนึ่งแลให้คนทั้งหลายฮำพึง (พิจารณา) ดูเทอญ เดียวนี้นาผู้ใดฆ่าพ่อตีแม่ฆ่าเฒ่าแก่ลูกอาวชาวเฒ่าได้กี่ยานคำกั้งห่ม (ร่ม) ขาวยากสองดวง (คัน) แลผู้ใดฆ่าพ่อจิจุมตัดศรีมหาโพธิได้ขี่ช้างเครื่องคำกั้งฮ่ม (ร่ม) ๓ ดวง (คัน) แล อายุยืนปานเห็ดละโงกนั้นแล ตายได้ตกนรกก็บเกิดสักเทือแล ตายหมดถ้วนแล แม่ฮ้าว ๆ ย้ายที่ออกจากตมหมดถ้วนแล้ว เทวดาก็ทุกข์ใฮ้เข้าฆ่าฟันกันถ้วนแล้ว ไม้ไผ่บ้านเป็นขีแล้ว น้ำสระหนองบกแห้งหมดถ้วนแล้ว สัตว์สิงกวนกินกันหมดแล้ว วังเป็นหาด ๆ เป็นวังหมดถ้วนแล้ว เสนาพระยาครุธในเมืองลุ่มก็หนี เทวดาก็หนีหมดถ้วนแล้ว ผีทุกข์กระเซิบเข้าสูนคนหานี้ให้เบิ่งบาฬีสี่พันหมื่น เหตุว่าคนกระทำบาปหนักหนา บ้านเมืองบดีแล ฝูงนี้พระยาให้พิจารณาดูเทอญ ให้รักษาธรรมสามัวนี้เทอญ พื้นเมืองลานช้างเฮาแล ฯ

สิทธิการ จักกล่าวตำนานบ้านเมืองเฮานี้ เมื่อศักราชได้ ๙๔๑ ตัวเดือน ๗ ขึ้น ๑๓ ค่ำ ยังมีเจ้าระษี ๓ ตน ๆ หนึ่งชื่อว่านาคคระษี ตนหนึ่งชื่อว่าบรรพตระษี ตนหนึ่งชื่อว่าอชิตระษี ๔ ตน กับเจ้าสัมณคุทธะเถรมาประสุมชุมกันที่ดอยสิงคุตราชแล้วจากันว่า เมืองทั้งสองคือว่าเมืองเชียงใหม่แลเมืองลานช้างจักเป็นอลหนนัก เจ้าระษีแลมหาเถรเจ้าจึงพิจารณาดูบ้านเมืองทั้งมวลแล้ว จึงทำนวยไว้แก่คนทั้งหลายให้แจ้งแล้ว จึงว่าเมืองเชียงใหม่จักเป็นอนตายเมื่อศักราชได้ ๙๔๒ ปีกดยีนั้น เจ้าหน่อเมืองจักได้มาเสวยราชในเมืองลานช้าง ปางนั้นจักมีอานุภาพมากนักแล อยู่บ่นานท่อใดชาวหงษาจักมาอยู่เมืองเชียงใหม่จิงซ้ำตกประเทศอื่นแล้วแตกมาเมืองลานช้างแล เมื่อเสวยราชย์ได้ ๑๒ ปีจุติตายไปหั้นแล เมื่อศักราชได้ ๙๕๔ ตัวปีฮวยสัน ยังมีผู้หนึ่งชื่อว่าขุนหลวงจักได้เสวยชาวลาวลานช้างอยู่เมืองเชียงใหม่ จักแตกมาเมืองลานช้างปางนั้น เมืองเชียงใหม่จักเป็นอันตรายมากนักหั้นแลชาวเชียงใหม่จักแตกมาเมืองลานช้างปางนั้นแล คนผู้บาปจิงเอาคำธาตุน้ำพูนหนีมาตกเมืองลานช้างปางนั้นแล ศักราชได้ ๙๖๐ ตัวปีกัดใค้พระยาคนหนึ่งเสวยราชย์คั้งนั้นยังมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่ามะละอักตัญญูจิกำจัดพ่อ ชื่อว่าขุนหลวงละหนีมาเมืองเชียงใหม่ แดนแต่ชาวเมืองลานช้าง จักฆ่ากันเพื่อเหตุคำธาตุน้ำพุนไปตกเมืองลานช้าง พระยากตัญญูจักเสวยราชได้ ๙ เดือนจักตายไปตามกรรมหั้นแล ศักราชได้ ๙๘๔ ตัวปีเต่าสัน ยังมีพระยาตนหนึ่งเข้าสู่อำนาจพระยาธรรมจักเกิดท่งย่างเมืองขวางหั้นแล หลักหนึ่งแม่นหงษาหลักหนึ่งแม่นลานช้างหลักหนึ่งเมืองศรียุธยา ในสามเมืองนี้เป็นเมืองเดียวกัน พระยาจึงใส่ชื่อว่าเมืองลานช้างตามราชภูบาลแล พระยาลายตีนเป็นกงจักรรักษาเมืองอินทปัถนคร พระยาไตพระยาลิ้นก่านรักษาเมืองอังวะ พระยาป่าลิไลยรักษาเมืองสาวดี พระยาสบฮุ้ง (รุ้ง) เอิกออง (อกนูน) รักษาเมืองศรียุธยา สี่พระยานี้เป็นใหญ่กับพระยาธรรมเจ้าแล พระยาธรรมทรงเมือง (ครอง) ท่งย่างเมืองฝางหั้น (นั้น) แล บ่อนอยู่คนทั้งหลายได้ซื้อคำสุกฮ้อยหนึ่งแล แต่ผาสาทแก้วฮุ่งได้ ๑๐๐ วาแล เมือหน้าหากแม่นพ่อพระเจ้าเมตไตแล พระยาธรรมนี้แม่นพระยาปัดเสนลอกดาบมาลงเลิกศาสนาอยู่ยามซิขึ้นเมือสู่คาบตนแล้ว จึงปลุกนางฟ้าทั้งหลายจิงว่าพอให้ผู้ขาทั้งหลายฮู้เมื่อไปดอม (ด้วย) แม่นางฟ้าทั้งหลายว่าดังนั้นแล้ว

ศาสนาพระกุกกุสนให้พระยาปัดเลีกศาสนาไว้ ถ้าพระโกนาตะมะนะ พระโกนาคะมะนะนิพพานไปแล้ว พระยาธรรมผู้ตามเลิกศาสนาไว้ถ้าพระเจ้ากัสปะ พระกัสปะนิพพานไปแล้ว พระยาสะราสเลิกศาสนาไว้ถ้าพระโคตะมะ พระโคตะมะนิพพานไปแล้ว พระยาธรรมแต่งเลิกศาสนาไว้ถ้าพระเมไตรเจ้าหั้นแล พระยาตนมีบุญสมภารมากกว่าพระยาธรรม ตนสี่องค์นั้นบมิตาทั่วทิศะแล พระยาธรรมตนนี้จักมิตาทั่วทิศะแล ในร้อยเอ็ดเมืองนี้จะมาเป็นบริวารพระยาเจ้าเสี้ยง (หมด) แล หมดเช่นพระเจ้าเมตไตรแล้วศาสนาบมีแล หมดพระยาจักรแลพระปัจเจก เทวทัดเกิดมาเป็นพระปัจเจกวันนี้แล้วนิพพาน ไปไหว้ธาตุพระปัจเจก เสด็จเข้าพระเจ้า ๕ พระองค์อยู่กับพระปัจเจกเทศนาตั้งอยู่ ๗ วัน ๗ คืน อนึ่งแล้วจึงขึ้นเมือยอดฟ้านิพพานก้ำตะวันออก แลศาสนาชื่อว่าปัจเจกพัดแล คำสุขในเมืองลานช้างเท่าเม็ดข้าวเปลือกหนึ่งแล คำสุขในเมืองศรีอยุธยาเท้าเม็ดข้าวสารหักท่อง (ครึ่ง) หนึ่งแล คำสุขในเมืองอังวะเท่าเม็ดพันธุ์ผักกาดหนึ่งแล คำสุขในเมืองฮ่อหลวงท่อในหมากหลอดหนึ่งแล คำสุขในเมืองแกวปะกันเท่ากับเม็ดงาหนึ่งแล คำสุขในเมืองลังกาทวีปเท่าใยบัวหนึ่งแล คำสุขในเมืองโกสัมภีท่อเส้นผมตัดมนหนึ่งแล คำสุขในเมืองละแวกท่อเข้าปลายเบียนหนึ่งแล เจ็ดวันหนึ่งปลาอยู่น้ำออกมาแห้งอิถีอยู่ก้ำตะวันออกมาเป็นพระยาได้ ๕ ปี ๆ ถ้วน ๖ นั้นอนิจเสียหั้นแล เมื่อศักราชได้ ๙๘๙ ตัวปีเมิ่งเม้า ยังมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าสุรมิตศักจักมาเสวยราชย์ ๙ ปีตายแล ศักราชทุก ๑๐๐๐ ปียังมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าสุริยกุมารจักมาเสวยราชย์บ้านเมือง ตั้งอยู่ทศราชตามธรรม ๑๐ ประการตามฮีดพระกษัตริย์ ๕๔ คน คือว่าพระยาสามแสนและพระยาพระธิสารแลพระยาไชยเชษฐาธิราชอายุ ๖๙ จักได้เมืองใหญ่ ๑๓ เมืองจักมาส่วยจักได้เสวยราชย์เป็นพระยาใหญ่กว่าท้าวพระยาฟากน้ำสมุทรนี้ทั้งมวล อายุได้ ๘๖ เมืองลานช้างจักอิ่มเต็มปางนั้นแล ศักราชได้ ๙ ตัวเมืองล้านช้างจักฆ่าฟันกันมากนัก เพื่อว่าคำธาตุน้ำพูนมาเมืองล้านช้างเฮานี้ เป็นคำสองแสนสามหมื่นหกพันปาย ศักราชได้ ๕๗ ตัวปีฮับได้ ยังมีเสนาผู้หนึ่งชื่อว่าพระมละจักโลภเอาเมือง เสวยราชได้ ๖ เดือนตายไปตามกรรมหั้นแล ศักราช ๕๘ ตัวปีฮวยใจ้ ยังมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่าโสมนัศราชจักมาเสวยราช คือว่าตั้งอยู่ในธรรม ๑๐ ประการแท้ ดังนั้น เทวดาทั้งหลายจักเอาเข้ามาใส่ให้เต็มฉางแล้วดังนั้น เสวยราชได้ ๕๘ ปีตายหั้นแล เมื่อศักราชได้ ๘๔ ตัวปีกาเม่า ยังมีพระยาตนหนึ่งอยู่หนอิสาณ ชื่อว่ากบิละพัฒน์จักผากดแล้วอยู่เสวยราชจักมีลูกผู้หนึ่งแล ลูกท้าวกบิละพัฒน์จักได้ไปสร้างทรายฟองหั้นแล เมืองลานช้างจักอิ่มเต็มปางนั้นมากนักแลตั้งแรกแต่นั้นสืบไปบางพ่อง ๓ ปีตาย บางพ่อง ๔ ปีตายก็มีแล แต่เช่นพระยา ๖ ตนนั้นสืบมาทั้งมวลได้พระยาแล ศักราชได้ ๘ ตัวปีสะง่า ยังจักมีพระยาตนหนึ่งมีบุรมสมภารอันมาก จักได้เสวยราชคนทั้งหลายจักมีสุขดอมพระยาเจ้าตนนั้นแล แต่นั้นศักราชได้ร้อยปายสองตัวเดือน ๘ เพ็งวันพุธ พระเจ้าแก่นจันทน์แดงอยู่เมืองฮ่อหลวงมาหาพระบางพระแก้วพระแซกคำเจ้ามาโฮมเมืองลานช้างได้ ๑๖ ปีแล้ว กล่าวศักราชได้สองร้อยปายแปดตัวพระเจ้าแก่นจันทน์แดง พระแก้ว พระบางพระแซกคำเจ้าจิงหนีไปเมืองลังกาทวีปพุ้นแล ในพระพุทธฮูปเจ้า ๔ องค์นี้ หนีจากเมืองลานช้าง เมื่อใดหาสังฆเจ้าพอเป็นบริวาสกรรมได้แล ศักราชล่วงไปได้ ๔๘๖ ตัวนั้นหาสังฆ เจ้าพอสั่งสอนบ่ได้แลเมืองลานช้างจักเป็น ๔ หมู่ ๕ หมู่ ๖ หมู่ไปแล คาเนนติ คนทั้งหลายจักฆ่าฟันกันมากนัก มนุสสาชาเนนติยักขา อันว่ายักษ์ทั้งหลายออกมากินคนบาปปางนั้นเสียแล้ว พระยาธรรมเจ้าจักเกิดมาสังฮอม คนบุญทั้งหลายให้รักษาศิลภาวนา ผู้เว้นจากบาปจักเห็นหน้าพระยาธรรมเจ้า เมื่อศักราชได้ ๒๕๐ ตัวนั้นแล สูบ่เชื่อคำระษี ๓ ตน ๔ กับทั้งมหาสมุณรุทธเถร เจ้าตนอรหันตาแท้ดังนั้นจักเถิงมันผู้นั้นแล ตายไปได้ตกอบายทั้ง ๔ พุ้นแล บุคละไผ่เชื่อใสยังจักได้เมื่อเกิดในชั้นฟ้าสวรรค์เทวโลกพุ้นแล ตำนานเมืองหมดเท่านี้แล


  1. จ.ศ. ๑๒๕๗
  2. ต้นฉะบับเป็น ๒๐๑๓
  3. " " ๒๒๑๔
  4. " " ๑๐๑๕
  5. " " ๑๐๑๖
  6. " " ๑๐๑๗
  7. ต้นฉะบับเป็น ๑๐๑๘
  8. " " ๑๐๑๙