ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๖

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑๖

พงษาวดารเมืองพระตะบอง ของเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์

พระอภัยพิทักษ์ (เลื่อม อภัยวงศ์) พิมครั้งแรก

ในงานปลงศพ

นางสงวน อภัยพิทักษ์

ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒

พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

คำนำ พระอภัยพิทักษ์ ( เลื่อม อภัยวงศ์ ) มาแจ้งความแก่กรรมการ หอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครว่า จะทำการปลงศพนางสงวน อภัยพิทักษ์ ภรรยา มีความศรัทธาจะสร้างหนังสือเปนของแจกในงาน ศพสักเรื่อง ๑ ขอให้ช่วยเลือกหาเรื่องหนังสือให้ ข้าพเจ้าเลือกพบ หนังสือเรื่องพงษาวดารเมืองพระตะบอง เห็นว่าเหมาะแก่การ จึงได้ จัดให้พิมพ์เป็นประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๖ หนังสือพงษาวดารเมืองพระตะบอง ที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ เจ้า พระยาคทาธรธรณินทร์ ( เยีย ) ผู้เปนปู่ของพระอภัยพิทักษ์ แต่งทั้ง ๒ เรื่อง เรื่อง ๑ เมื่อในรัชกาลที่ ๔ พระยาอภัยภูเบศร์ ( นอง ) ถึง อนิจกรรม เจ้าพระยาคทาธร ฯ ยังเปนพระคทาธร ฯ เข้ามาเฝ้า ทูลลอองธุลีพระบาท มีรับสั่งให้พระราชเสนาถามลำดับวงศ์สกุลผู้สำเร็จ ราชการเมืองพระตะบองแต่ก่อนมา เจ้าพระยาคทาธร ฯ จึงชี้แจง ให้จดเนื้อความทูลเกล้า ฯ ถวาย เมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๔๐๓ อิกเรื่อง ๑ นั้น แต่งเมื่อในรัชกาลที่ ๕ เวลาเจ้าพระยาคทาธร ฯ เปนพระยาผู้สำเร็จ ราชการเมืองแล้ว ในสมัยนั้นพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้รวบรวมหนังสือพงษาวดารต่าง ๆ อันปรากฎได้พิมพ์มาใน ประชุมพงษาวดารแล้วหลายเรื่อง เช่นพงษาวดารเมืองหลวงพระบาง นั้นเปนต้น แลครั้งนั้นพระยาราชเสนามีราชการออกไปเมืองพระตะบอง ทำนองจะทรงพระกรุณาโปรด ฯ ให้ไปหาหนังสือพงษาวดารเมืองพระ ตะบองเข้ามาถวายด้วย จึงปรากฎสว่าเจ้าพระยาคทาธร ฯ ได้เรียบ


( ๒ ) เรียงหนังสือพงษาวดารเมืองพระตะบอง มอบให้พระยาราชเสนานำ เข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวายอิกเรื่อง ๑ จึงเปน ๒ เรื่องด้วยกัน ในการ ที่พิมพ์ ข้าพเจ้าให้เอาเรื่องแต่งทีหลังพิมพ์ไว้ข้างน่า เพราะเห็นเปน เรื่องพงษาวดารเมือง ส่วนเรื่องที่แต่งก่อน ว่าด้วยวงศ์สกุลของผู้ สำเร็จราชการเมือง จึงให้พิมพ์ไว้ข้างหลัง น่าเสียดายแต่เปนหนังสือ สั้นอยู่สักน่อย แต่แต่งไว้เท่านี้ ก็ต้องพิมพ์เพียงเท่าที่แต่ง ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งพระอภัย พิทักษ์ได้จัดการปลงศพนางสงวน อภัยพิทักษ์ ผู้ภรรยา แลได้พิมพ์ หนังสือเรื่องนี้ให้ ได้อ่านกันแพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายที่ได้รับ สมุดเล่มนี้ไปอ่าน คงจะอนุโมทนาด้วยทั่วกัน

สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๒




พงษาวดารเมืองพระตะบอง

ข้าพระพุทธเจ้า พระยาคทาธรธรณินทร์ ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง ของพระราชทานทำเรื่องพงษาวดารกระษัตริย์กรุงกัมโพชา ธิบดี กับลำดับเจ้าเมืองพระตะบอง ส่งให้พระยาราชเสนานำน้อมเกล้า ฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว ทราบฝ่าลอองธุลีพระบาท เดิมเมื่อครั้งกรุงธนบุรี เจ้าองค์ตน เปนสมเด็จพระอุไทยราชา เจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี ภายหลังสมเด็จพระอุไทยราชาให้เจ้าองค์ราม น้องต่างมารดาขึ้นครองราชสมบัติเปนสมเด็จพระรามาธิบดี สมเด็จพระอุไทยราชาลดลงมาอยู่ที่สมเด็จพระมหาอุปโยราช ครั้งศักราช ๑๑๔๒ปีชวดโทศก ( พ.ศ. ๒๓๒๓ ) สมเด็จพระมหาอุปโยราชถึงแก่พิราไลยฝ่ายสมเด็จพระรามาธิบดี เจ้ากรุงกัมโพชาประพฤติการไม่เปนยุติธรรมเสียประเพณีบ้านเมืองไป ฟ้าทะละหะชื่อมู พระยาจักรีชื่อฟาง พระยาเดโชชื่อแทน เจ้าเมืองกะพงสวายพี่น้อง ๓ คน กับพระยากลาโหมชื่อชูขุนนางเหล่านี้เปนฝักฝ่ายของสมเด็จพระอุปโยราช คิดก่อการกำเริบได้สมัคพรรคพวกมาก จับสมเด็จพระรามาธิบดีเจ้ากรุงกัมโพชาสำเร็จโทษเสีย แล้วไปรับราชบุตรแลราชธิดาสมเด็จพระอุปโยราชมาแต่เมืองบาพนม คือ องค์เอกชาย ๑ องค์เมญ ๑ องค์อี ๑ องค์เภา ๑ ๑


๒ หญิง ๓ คนมาไว้เมืองพุทไทเพ็ชร แล้วฟ้าทะละหะตั้งตัวเปนเจ้าฟ้ามหาอุปราช พระยาจักรีตั้งตัวเปนพระองค์แก้ว พระยากลาโหมตั้งตัวเปนสมเด็จเจ้าพระยา แต่พระยาเดโชเปนเจ้าเมืองกะพงศวายอยู่ตามเดิมฝ่ายพระยายมราชชื่อแบน แลพระยาพระเขมรทั้งปวงซึ่งเปนข้าสมเด็จพระรามาธิบดีก็พากันหนีเข้ามาณเมืองพระตะบอง บอกข้อราชการบ้านเมืองซึ่งเกิดจลาจลเข้ามาณกรุงธนบุรี ณเดือนยี่ ปีชวดโทศก ในแผ่นดินตาก ครั้นศักราชได้ ๑๑๔๔ ปีขาลจัตวาศก ( พ.ศ. ๒๓๒๕ ) แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฝ้าจุฬาโลกย์ โปรดเกล้า ฯ ให้พระยายมราชแบนออกไปปราบปรามกรุงกับโพชาเรียบร้อยแล้ว พระยายมราชแบนจึงส่งเจ้าองค์เองชาย ๑ เจ้าองค์เมญ ๑ เจ้าองค์อี ๑ เจ้าองค์เภา ๑ หญิง ๓ เข้ามาณกรุงเทพ ฯ เวลานั้นเจ้าองค์เองยังเยาว์อยู่ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระยายมราชแบนเปนฝ้าทะละหะ ให้อยู่รักษากรุงกัมโพชาธิบดี ตั้งทัพใหญ่อยู่ณเมืองอุดงมีไชย ครั้งศักราชได้ ๑๑๕๖ ปีขาลฉศก ( พ.ศ. ๒๓๓๗ ) พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์โปรดเกล้า ฯ อภิเศกให้เจ้าองค์เองออกไปเปนสมเด็จพระรามาธิบดีครองกรุงกัมโพชา จึงทรงขอแยกเมืองพระตะบอง เมืองนครเสียมราฐมาขึ้นแก่กรุงเทพ ฯ แล้วโปรดให้ฟ้าทะละหะแบนพาขุนนางพระยาพระเขมร พรรคพวกเข้ามาตั้งอยู่ณเมืองพระตะบอง โปรดเกล้า ฯ ตั้งให้ฟ้าทะละหะเปนที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์

๓ ผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง (๑) เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ได้ถวายบุตรชายคน ๑ ชื่อนายรศมาเปนมหาดเล็กรับราชการอยู่ณกรุงเทพ ฯ สมเด็จพระรามาธิบดีพระองค์เองไปครองกรุงกัมโพชานั้น มีราชบุตรชื่อเจ้าองค์จัน ๑ เจ้าองค์สงวน ๑ เจ้าองค์อิ่ม ๑ เจ้าองค์ด้วง ๑ แต่เจ้าองค์จันกับเจ้าองค์สงวนร่วมมารดากัน เจ้าองค์อิ่มกับเจ้าองค์ด้วงร่วมมาคดากัน สมเด็จพระรามาธิบดีองค์เองครองกรุงกัมโพชาได้ ๓ ปีถึงแก่พิราไลย จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งเจ้าองค์จันเปนสมเด็จพระอุไทยราชาตั้งเจ้าองค์สงวนเปนมหาอุปโยราช ตั้งเจ้าองค์อิ่มเปนพระมหาอุปราชแต่เจ้าองค์ด้วงน้องสุดท้องนั้นยังเล็กอยู่ แลเจ้าองค์จันเมื่อครั้งโปรดเกล้า ฯ ให้ออกไปเปนสมเด็จพระอุไทยราชาครองกรุงกัมโพชานั้น ชนมายุได้ ๑๖ พรรษา เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน เปนเจ้าเมืองพระตะบองได้ ๑๖ ปีถึงแก่กรรม ครั้นณปีมะเมียโทศก แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพทุธเลิศหล้านภาไลย จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้พระยาพิบูลย์ราชแบนเปนขุนนางในเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ เปนที่พระยาอภัยภูเบศร์ เจ้าเมืองพระตะบอง (๒) ทรงตั้งนายรศมหาดเล็ก บุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน เปนพระวิเศษสุนทร ผู้ช่วยราชการ ฝ่ายกรุงกัมโพชาธิบดี สมเด็จพระอุไทยราชากับมหาอุปโยราชเกิดร้าวรานบาดหมางกัน สมเด็จพระอุไทยราชาให้จับพระยาจักรีชื่อแบนฆ่าเสีย ว่าเปนฝักฝ่ายข้างมหาอุปโยราช ๆ มีความรังเกียจ จึงพาพระมหาอุปราชกับเจ้าองค์ด้วงแลพระยาพระเขมรพรรคพวกเข้าพึ่ง

๔ พระบรมโพธิสมภารอยู่ณกรุงเทพ ฯ ฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชาก็ลงเรือพาพระยาพระเขมรไปพึ่งเจ้าเวียดนามเมืองญวน ขอกองทัพญวนขึ้นมารักษากรุงกัมโพชาธิบดี ครั้งนั้นหัวเมืองเขมรที่ต่อแดนเมืองพระตะบองคงขึ้นอยู่กับกรุงเทพ ฯ แลที่เมืองโพธิสัตว์คล้องได้พระยาช้างเผือกพระยาสวรรคโลกชื่อเวดเจ้าเมืองโพธิสัตว์จึงส่งเข้ามาถวายณกรุงเทพ ฯ พระราชทานนามว่า พระยาเสวตรกุณชร พระยาสวรรคโลกมีความรังเกียจกับสมเด็จพระอุไทยราชา ก็พาครอบครัวเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารณกรุงเทพ ฯ พระยาพิบูลย์ราชเปนที่พระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบองได้ ๕ ปี ถึงแก่กรรมเมื่อปีจอฉศก ( พ.ศ. ๒๓๕๗ )จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระวิเศษสุนทร รศ บุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเปนพระยาอภัยภูเบศร์ เจ้าเมืองพระตะบอง (๓) พระยาอภัยภูเบศร์รศ เปนเจ้าเมืองได้ ๑๓ ปี ณปีกุญนพศก ( พ.ศ. ๒๓๗๐ ) ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระยาอุดมภักดีชื่อเชด กับพระยาปลัดกรรมการเมืองพระตะบองบอกกล่าวโทษพระยาอภัยภูเบศร์ รศเข้ามาณกรุงเทพ ฯ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เอาตัวพระยาอภัยภูเบศร์ รศเข้ามาตั้งเปนพระพิพิธภักดีรับราชการณกรุงเทพ ฯ ตั้งพระยาอุดมภักดี เชด เปนพระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบอง (๔) ต่อมา ฝ่ายเจ้าองค์สงวนซึ่งเปนพระมหาอุปโยราชเข้ามาอยู่ณกรุงเทพ ฯ ถึงแก่พิราไลย ครั้นณปีมะเสงเบญจศก ( พ.ศ. ๒๓๗๖ ) จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ ที่สมุหนายก เปนแม่ทัพใหญ่ยกออกไป


๕ ตีกรุงกัมโพชา สมเด็จพระอุไทยราชาก็ลงเรือหนีลงไปเมืองไซ่ง่อนกองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ ยกติดตามไปจนถึงเปียมเนา มีกองทัพญวนขึ้นมาป้องกัน ได้รบกับกองทัพไทยหลายเวลา กองทัพไทยติดตามเอาตัวสมเด็จพระอุไทยราชาไม่ได้ กองทัพเจ้าพระยาบรดินทรเดชา ฯ ก็เลิกกลับเข้ามาตั้งอยู่ณเมืองพระตะบอง ครั้นปีมะเสงฉศก พระยาอุดมภักดีซึ่งเปนพระยาอภัยภูเบศร์เจ้าเมืองพระตะบองได้ ๘ ปี ถึงแก่กรรม ฝ่ายสมเด็จพระอุไทยราชาซึ่งหนีลงไปพึ่งเจ้าเวียดนามณเมืองญวนกลับเข้ามาถึงกรุงกัมโพชาก็ถึงแก่พิราไลย สมเด็จพระอุไทยราชามีราชธิดา ๔ องค์ ชื่อเจ้าองค์แบน ๑ ชื่อเจ้าองค์มี ๑ ชื่อเจ้าองค์เภา ๑ ชื่อเจ้าองค์สงวน ๑ ต่างมารดากันทั้ง ๔ องค์ เจ้าเวียดนามจึงตั้งเจ้าองค์มีบุตรสมเด็จพระอุไทยราชาที่ ๒ ให้ครองกรุงกัมโพชาธิบดี ถึงปีจอสัมฤทธิศก ( พ.ศ. ๒๓๘๑ ) โปรดให้ก่อกำแพงเมืองพระตะบอง ทรงตั้งเจ้าองค์อิ่มพระมหาอุปราชาเปนเจ้าเมืองพระตะบอง(๕ ) ตั้งพระยาปลัดชื่อรศให้เปนพระยาวิเศษสุนทร มีเครื่องยศพานทองกระบี่บั้งทอง กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ ก็เลิกเข้าไปณกรุงเทพ ฯ ณปีกุญเอกศก ( พ.ศ. ๒๓๘๒ ) มีท้องตราโปรดออกไปที่เมืองพระตะบอง ว่าให้ยกเปนกระบวนทัพไปสอดแนมจับพวกด่านเมืองโพธิสัตว์เข้ามาณกรุงเทพ ฯ จะได้ไต่ถามด้วยข้อราชการกรุงกัมโพชาธิบดี เจ้าองค์อิ่มเจ้าเมืองพระตะบองจึงจัดให้พระพิทักษ์บดินทร์ พระ


๖ นรินทรโยธาคุมกองทัพยกไปตั้งณเมืองระสือคอยจับคนเมืองโพธิสัตว์อยู่ภายหลังเจ้าองค์อิ่มคิดกระบถ จับพระยาปลัดพระยกรบัตรกับกรม การแลกวาดต้อนครอบครัวลงเรือหนีไปเมืองพนมเปน แต่ครัวที่กวาดต้อนไปทางบกนั้น กองทัพพระพิทักษ์บดินทร์พระนรินทรโยธาจับไว้ได้จึงบอกข้อราชการเข้ามาณกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงขัดเคืองเจ้าเขมร จึงโปรดเกล้า ฯ ให้จำเจ้าองค์ด้วงไว้ที่ ณทิมกรมพระตำรวจ ภายหลังพระยาศรีสหเทพ ( เพ็ง ) การบบังคมทูลพระกรุณาว่าเจ้านายฝ่ายเขมรหมดเชื้อสาย เหลือแต่นักองค์ด้วงองค์เดียวดุจแก้วหาค่ามิได้ ถ้านักองค์ด้วงเปนอันตรายเมืองเขมรจะทำการไม่ตลอด ขอรับพระราชทานนักองค์ด้วงไปคุมไว้ที่บ้านพระยาศรีสหเทพจะได้ทนุบำรุงมิให้เปนอันตรายได้ จึงทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้พระยาศรีสหเทพรับตัวไป ให้ขุนจำนงอักษรเปนผู้ดูแลอุปถัมภ์บำรุงนักองค์ด้วงไว้ที่บ้านพระยาศรีสหเทพ นักองค์ด้วงจึงได้ยกนักโถน้องนักเทพ ซึ่งเปนญาติฝ่ายมารดานักองค์ด้วงให้เปนภรรยาขุนจำนงอักษร ฝ่ายกรุงกัมโพชาธิบดี องเตียงกุนแม่ทัพญวนให้ส่งเจ้าองค์มีผู้ครองกรุงกัมโพชาธิบดีกับเจ้าหญิงราชธิดาสมเด็จพระอุไทยราชา แลขุนนางพระยาพระเขมรผู้ใหญ่ ซึ่งเปนเสนาบดีผู้สำเร็จราชการหลายนายไปไว้ณเมืองเว้ ส่วนเจ้าองค์อิ่มพระมหาอุปราช ซึ่งเปนกระบถจับกรมการเมืองพระตะบองแลครอบครัวออกไปกรุงกัมโพชาธิบดีนั้น องเตียงกุนก็ให้คุมตัวส่งไปไว้ณเมืองเว้ แต่กรมการเมืองพระตะบอง


๗ ที่มีชื่อเสียงเปนคนแขงแรง ญวนให้ฆ่าเสียณกรุงกัมโพชาธิบดีบ้างแยกย้ายไปไว้ตามหัวเมืองญวนซึ่งขึ้นกับเมืองเว้บ้าง องเตียงกุนแม่ทัพก็คิดจัดการจะครอบครองเอากรุงกัมโพชาธิบดี เปนหัวเมืองของญวนขุนนางพระยาพระเขมรหัวเมืองซึ่งขึ้นกับกรุงกัมโพชาธิบดี แลไพร่บ้านพลเมืองก็ได้ความเดือดร้อน ก็พากันคิดก่อการกำเริบลุกลามฆ่าฟันกองทัพญวน กองทัพญวนยกมาปราบปรามเขมร ๆ กับญวนก็เปนข้าศึกกันขึ้น เจ้าพระยาบดินทรเดชาจึงบอกข้าราชการเข้ามาณกรุงเทพ ฯ ขอเจ้าองค์ด้วงออกไปณเมืองพระตะบอง แล้วเจ้าพระยาบดินทรเดชาก็ยกกองทัพพาเจ้าองค์ด้วงไปจากเมืองพระตะบอง ไปตั้งทัพใหญ่อยู่ณเมืองอุดงมีไชย องเตียงกุนก็ยังตั้งทัพอยู่ณเมืองพนมเปนรบพุ่งกันต่อมาญวนยกขึ้นมาตีเมืองอุดงมีไชย เจ้าพระยาบดินทรเดชาตีกองทัพณวนแตกไป องเตียงกุนเห็นจะปราบปรามเมืองเขมรไม่ได้ก็เสียใจ จึงให้เลิกกองทัพลงเรือถอยไปจากเมืองพนมเปน แล้วองเตียงกุนแม่ทัพก็กินยาพิศม์ตาย เจ้าพระยาบดินทรเดชาก็เลื่อนกองทัพลงไปตั้งอยู่เมืองพนมเปน เจ้าเวียดนามจึงตั้งให้องคำทรายเปนแม่ทัพใหญ่มาตั้งอยู่ที่ณเมืองโชฎก แล้วให้มาพูดจาขอเลิกสงครามเปนไมตรีกัน ญวรยอมให้เจ้าองค์ด้วงเปนเจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี แลยอมส่งเจ้าองค์มี กับเจ้าองค์เภาเจ้าองค์สงวน ขุนนางแลเสนากรุงกัมโพชาธิบดีแลครอบครัวเมืองพระ


๘ ตะบอง ซึ่งเจ้าองค์อิ่มกวาดต้อนเอาไปนั้นคืนมาให้กองทัพไทยณกรุงกัม โพชาธิบดี ขอแต่ให้เจ้าองค์ด้วงส่อเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงเวียดนาม ๓ ปีครั้ง ๑ ตามธรรมเนียม ญวนก็จะไม่มาเบียดเบียนกรุงกัมโพชาธิบดีต่อไป ก็เปนการตกลงเลิกรบกัน แต่เจ้าองค์แบนเปนราชธิดาสมเด็จพระอุไทยราชานั้น ญวนมีความสงไสยว่าเปนบุตรนักเทพหลานเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์จึงให้ประหารชีวิตรเสียณเมืองเว้ เจ้าองค์อิ่มพระมหาอุปราชก็ถึงแก่พิราไลยที่ณเมืองญวน ถึงปีมะแมนพศก ( พ.ศ. ๒๓๙๐ ) พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ตั้งองค์ด้วงเปนสมเด็จพระหริรักษ์รามามหาอิศราธิบดี เจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี กองทัพเจ้าพระยา บดินทรเดชาก็เลิกกลับเข้ามาณกรุงเทพ ฯ แล้วโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระนรินทรโยธาชื่อม่วง ให้เปนพระยาอภัยภูเบศร์ เจ้าเมืองพระตะบอง( ๖ ) แล้วองค์สมเด็จพระหริรักษ์ ฯ ถวายเจ้าองค์ราชาวดี ๑ เจ้าองค์ศรีสวัสดิ ๑ เจ้าองค์วัตถา ๑ เข้ามารับราชการณกรุงเทพ ฯ ครั้งถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งเจ้าองค์ราชาวดี เปนองค์พระนโรดมพรหมบริรักษ์มหาอุปราช ตั้งเจ้าองค์ศรีสวัสดิ เปนองค์พระหริราชดไนยไกรแก้วฟ้าไปช่วยราชการองค์สมเด็จพระหริรักษ์ ฯ ณกรุงกัมโพชาธิบดี แต่เจ้า องค์วัตถาให้อยู่รับราชการณกรุงเทพ ฯ ทรงตั้งหลวงอภัยพิทักษ์ ชื่อเยียบุตรพระยาอภัยภูเบศร์ เปนพระคทาธรธรณินทร์ ผู้ช่วยราชการเมืองพระตะบอง


๙ องค์สมเด็จพระหริรักษ์ ฯ ครองกรุงกัมโพชาธิบดีได้ ๑๓ ปี ถึงปีวอกโทศก ( พ.ศ. ๒๔๐๓ ) ก็ถึงแก่พิราไลย ฝ่ายพระยาอภัยภูเบศร์บิดาพระคทาธรธรณินทร์ เปนเจ้าเมืองพระตะบองได้ ๑๓ ปีก็ถึงอนิจกรรมจึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระคทาธรธรณินทร์เยีย ให้เปนผู้รั้งราชการเมืองพระตะบอง ครั้งนั้นโปรดเกล้า ฯ พระราชทานอนุญาตให้เจ้าองค์วัตถาออกไปเยี่ยมศพสมเด็จพระหริรักษ์ ฯ ณกรุงกัมโพชาธิบดี องค์สมเด็จพระนโรดมกับเจ้าองค์วัตถาก็เกิดร้าวรานบาดหมางถึงรบพุ่งกัน เจ้าองค์วัตถาแตกหนีมาทางเมืองกะพงสวายเข้ามาณเมืองนครเสียมราฐจึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าเมืองพระตะบองรับเจ้าวัตถาส่งเข้ามาณกรุงเทพ ฯ ภายหลังพระยาพระเขมรที่เปนพรรคพวกเจ้าองค์วัตถาคิดกอการกำเริบลุกลามขึ้น ยกเปนกระบวนทัพไปรบกับกองทัพองค์สมเด็จพระนโรดม ฯ กองทัพองค์สมเด็จพระนโรดมแตก องค์สมเด็จพระนโรดมก็พาครอบครัวพระยาพระเขมรหนีเจ้ามาเมืองพระตะบอง แล้วก็บอกข้อราชการเข้ามาณกรุงเทพ ฯ จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เจ้าพระยามุขมนตรีคุมกองทัพออกไปตั้งอยู่ณเมืองพระตะบอง คิดระงับเหตุการณ์ที่กรุงกัมโพชาธิบดี แต่กองค์สมเด็จพระนโรดมนั้นให้เข้ามาเฝ้าทูลลออง ฯ ณกรุงเทพ ฯ ต่อมากองทัพเจ้าพระยามุขมนตรีเลื่อนออกไปตั้งอยู่ณเมืองอุดงมีไชยแล้วโปรดเกล้า ฯ ให้ส่งองค์สมเด็จพระนโรดมออกไปทางเรืองขึ้นที่เมือง ๒


๑๐ กำปอด ไปณเมืองอุดงมีไชย กองทัพเจ้าพระยามุขมนตรีก็เลิกกลับเข้ามาณกรุงเทพ ฯ ถึงปีกุญเบญจศก ( พ.ศ. ๒๔๐๖ ) จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งองค์พระนโรดมให้เปนองค์สมเด็จพระนโรดม เจ้ากรุงกัมโพชาธิบดี ครั้นปีชวดฉศก ( พ.ศ. ๒๔๗๐ ) โปรดเกล้า ฯ ตั้งพระคทาธรธรณินทร์เยียบุตรพระยาอภัยภูเบศร์ เปนที่พระยาคทาธรธรณินทร์ เจ้าเมืองพระตะบอง ( ๗ ) คิดลำดับกระษัตริย์ซึ่งครองกรุงกัมโพชาธิบดี เจ้าองค์ตนซึ่งเปนสมเด็จพระอุไทยราชาที่ ๑ เจ้าองค์รามเปนสมเด็จพระรามาธบดีที่ ๒ เจ้าองค์เองเปนสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๓ เจ้าองค์จันทร์เปนสมเด็จพระอุไทยราชาที่ ๔ เจ้าองค์มีบุตรหญิงเจ้าองค์จันทร์ที่ ๕ เจ้าองค์ด้วงเปนสมเด็จพระหริรักษ์ที่ ๖ เจ้าองค์ราชาวดีเปนองค์สมเด็จพระนโรดมที่ ๗ ลำดับกระษัตริย์ครองกรุงกัมโพชาธิบดีสิ้นเท่านี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ แบน ยกจากกรุงกัมโพชาธิบดีตั้งอยู่ณเมืองพระตะบองเมื่อจุลศักราช ๑๑๕๖ ปีขาลฉศก ( พ.ศ. ๒๓๓๗ ) ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ครั้นศักราชได้ ๑,๒๐๐ ปีจอสัมฤทธิศก ( พ.ศ. ๒๓๘๑ ) แผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา ฯ ที่สมุหนายก ออกมาตั้งหลักเมืองก่อกำแพงเมืองพระตะบอง คิดลำดับเจ้าเมืองพระตะบอง เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ แบน ที่ ๑ พระยาพิบูลย์ราชชื่อ แบน เปนพระยาอภัยภูเบศร์


๑๑ ที่ ๒ พระยาวิเศษสุนทรชื่อ รศ เปนพระยาอภัยภูเบศร์ที่ ๓ พระอุดมภักดีชื่อ เชด เปนพระยาอภัยภูเบศร์ที่ ๔ เจ้าองค์ อิ่ม พระมหาอุปราชเปนเจ้าเมืองพระตะบองที่ ๕ พระนรินทรโยธาชื่อ ฟอง เปนพระยาอภัยภูเบศร์ที่ ๖ พระคทาธรธรณินทร์ชื่อ เยีย เปนพระยาคทาธรธรณินทร์ที่ ๗ เมืองพระตะบอง แต่งต่อมาเมื่อจะพิมพ์หนังสือนี้

ถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้เลื่อนเกียรติยศพระยาคทาธร ฯ เยีย ขึ้นเปนเจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์เมื่อปีเถาะตรีศก ( พ.ศ.๒๔๓๔ ) เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ถึงอสัญกรรมปีมโรงจัตวาศก ( พ.ศ. ๒๔๓๕ ) ทรงตั้งพระอภัยพิทักษ์ ชุ่ม บุตรเจ้าพระยาคทาธร ฯ เยีย เปนพระยาคทาธรธรณินทร์ ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นับเปนที่ ๘ ต่อมาถึงปีวอก พ.ศ. ๒๔๓๙ โปรดให้รวมหัวเมืองเขมร ๔ เมือง คือ เมืองพระตะบอง ๑ เมืองนครเสียมราฐ ๑ เมืองพนมศก ๑ เมืองศรีโสภณ ๑ เข้าเปนมณฑลเรียกว่า มณฑลบุรพา โปรดให้พระยาศักดาภิเดชวรฤทธิ ดั่น เปนสมุหเทศาภิบาลคนแรก ต่อมาทรงตั้งพระยาคทาธรธรณินทร์ ชุ่ม เปนสมุหเทศาภิบาลรับราชการมาจนรัฐบาลไทยทำหนังสือสัญญากับรัฐบาลฝรั่งเศส ยอมคืนหัวเมืองเขมรให้แก่กรุงกัมโพชาเมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๔๕๐ พระยาคทาธรธรณินทร์ชุ่มไปสมัคไปอยู่กับต่างประเทศ ขออพยพเข้ามาเปนข้าทูลลอองธุลีพระบาทอยู่ในพระราชอาณาจักร จึงทรงพระกรุณา

๑๒ โปรดเกล้า ฯ ตั้งเปนเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่เมือง ปราจิณบุรีจนบัดนี้. วงศ์สกุลผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบอง

วันพฤหัศบดี เดือนยี่ ขึ้นค่ำ ๑ จุลศักราช ๑๒๒๒ ปีวอกโท ( พ.ศ. ๒๔๐๓ ) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พระราชเสนาเรียงพงษาวดารเมืองพระตะบองทูลเกล้า ฯ ถวาย พระราชเสนาได้หาตัวพระคทาธรธรณินทร์ แลกรมการผู้ใหญ่ในเมืองพระตะบองมาถาม ให้การว่า เมื่อครั้งแผ่นดินเจ้าตาก ขุนนางเขมรจับองค์สมเด็จพระรามาธิบดีฆ่าเสียแล้ว พระยายมราชแบนเข้ามา ณกรุงเทพ ฯ ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์มีพระราชโองการโปรดเกล้า ฯ ให้พระยายมราชแบนออกไปปราบปรามเมืองเขมรสำเร็จแล้ว พระยายมราชส่งนักพระองค์เองกับเจ้าผู้หญิงเข้ามาณกรุงเทพ ฯ จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระยายมราชแบนเปนฟ้าทะละหะเปนผู้รักษากรุงกัมพูชาธิบดีอยู่เมืองไฝทเพ็ชร์ประมาณ สี่ห้าปี จึงโปรดเกล้า ฯ ให้เศกนักพระองค์เอง เปนองค์สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีออกไปครอบครองเมืองไผทเพ็ชร์ ฟ้าทะละหะแบนเข้ามาเฝ้าทูลลออง ฯ ณปีขาลฉศก จุลศักราช ๑๑๕๖ ปี ( พ.ศ. ๒๓๓๗ ) โปรดเกล้า ฯ ให้ตั้งบ้านสังแกขึ้นเปนเมืองพระตะบอง ทรงตั้งฟ้าทะละหะแบนเปนเจ้า

๑๓ พระยาอภัยภูเบศร์ผู้สำเร็จราชการ ให้ยกเอาเมืองนครเสียมราฐมาเปนเมืองขึ้นเมืองพระตะบองด้วย เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนถวายบุตรหญิงชื่อนักอยู่ ชายชื่อนายรศ เข้ามาทำราชการอยู่ณกรุงเทพ ฯ พระองค์จันทรบุตรสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีเปนองค์สมเด็จพระอุไทยราชา ธิราช ครอบครองกรุงกัมพูชาณเมืองไผทเพ็ชร์ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนยกนักเทพบุตรหญิง ให้เปนห้ามองค์สมเด็จพระอุไทยราชาธิราชคนหนึ่ง ให้นายมาบุตรเปนมหาดเล็กคนหนึ่ง พระอุไทยราชาธิราชตั้งนายมาบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนเปนขุนนางหลายที่ จนมาเปนที่พระองค์แก้ว นักเทพมีบุตรหญิงกับพระอุไทยราชาธิราชคนหนึ่ง ชื่อนักองค์แป้น เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบนว่าราชการได้ ๑๖ ปี ถึงแก่กรรมณปีมะเสงเอกศก พ.ศ. ๒๓๕๒ ณปีมะเมียโทศก พ.ศ. ๒๓๕๓ ถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรงตั้งพระยาพิบูลย์ราชชื่อแบน เปนพระยาอภัยภูเบศร์ ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบองนับเปนที่ ๒ ทรงตั้งนายรศ มหาดเล็กบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน เปนที่พระวิเศษสุนทร ผู้ช่วยราชการ ทรงตั้งนายเตียงบุตรพระยาพิบูลยราชแบน เปนที่พระภักดีบริรักษ์ ผู้ช่วยราชการ ทรงตั้งนายองบุตรเลี้ยงพระยาพิบูลยราชแบนเปนที่พระวิชิตสงคราม ปลัดเมืองนครเสียมราฐ พระยาอภัยภูเบศร์แบนว่าราชการได้ ๕ ปีถึงอนิจกรรมเมื่อเดือน ๑๐ปีจอฉศก ( พ.ศ. ๒๓๕๗ ) ครั้นณเดือน ๑๒ ปีจอฉศกนั้น โปรดให้


๑๔ พระมหาเทพนำเครื่องยศออกไปตั้งพระวิเศษสุนทรรศ บุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน เปนพระยาอภัยภูเบศร์ ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบองนับเปนที่ ๓ ตั้งพระภักดีบริรักษ์เตียงบุตรพระยาอภัยภูเบศร์พิบูลย์ เปนพระยาวิเศษสุนทร ตั้งนายศรีน้องชายพระยาวิเศษสุนทรเตียง เปนพระภักดีบริรักษ์ผู้ช่วย ครั้นณปีกุญสัปตกศก ( พ.ศ. ๒๓๕๘ ) พระยาสังขโลกนองเจ้าเมืองโพธิสัตว์ยกกองทัพมาตีเมืองพระตะบอง ๆ สู้รบจับพระยาสังขโลกนองได้ส่งเข้ามาณกรุงเทพ ฯ แล้วพระยาจักรีเชดเมืองพระตะบองถวายบุตรชายชื่อนายศุข บุตรเขยชื่อนายแก้ว เข้ามาเปนมหาดเล็ก จึงทรงตั้งนายแก้วบุตรเขยพระยาจักรีเชดเปนพระรัตนวาที ครั้นถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว พระภักดีบริรักษ์น้องชายพระยาวิเศษสุนทรเตียงถึงแก่กรรม โปรดให้เลื่อนพระรัตนวาทีแก้ว เปนพระพิทักษ์บดินทร ผู้ช่วยราชการเมืองพระตะบองทรงตั้งพระยาจักรีเชด เปนที่พระยาอุดมภักดี อยู่มาพระพิทักษ์บดินทรแก้วป่วยถึงแก่กรรม พระยานครเสียมราฐเข้ามาเฝ้าทูลลออง ฯ ก็ป่วยถึงแก่กรรม จึงโปรดเกล้า ฯ ตั้งพระวิชิตสงครามองบุตรเลี้ยงพระยาอภัยภูเบศร์แบน เปนที่พระยานครเสียมราฐ แต่พระยาอภัยภูเบศร์รรศว่าราชการได้ ๑๓ ปี ณเดือน ๔ ปีกุญนพศก ( พ.ศ. ๒๓๗๐ ) พระยาอุดมภักดีเชด พระยาปลัดรศกรมการเมืองพระตะบองบอกกล่าวโทษพระยาอภัยภูเบศร์รศเปนเนื้อความหลายข้อ มีตราให้หาตัวพระยาอภัยภูเบศร์ รศเข้ามาอยู่ณกรุงเทพ ฯ แล้วทรงตั้งเปนพระยาพิพิธภักดี อยู่รับราชการ

๑๕ ในกรุง ฯ แล้วตั้งพระยาอุดมภักดีเชด เปนพระยาอภัยภูเบศร์ ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบองนับเปนที่ ๔ ทรงตั้งนายศุขบุตรพระยาอภัยภูเบศร์เชด เปนพระภักดีบริรักษ์ ตั้งนายโสมบุตรพระยาอภัยภูเบศร์เชด เปนพระพิทักษ์บดินทรเมืองพระตะบอง ทรงตั้งพระวังนองบุตรเขยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์แบน เปนพระยามโนไมตรีเจ้าเมืองระสือ ครั้นณปีขาลโทศก ( พ.ศ. ๒๓๗๓ ) พระองค์แก้วบุตรเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ แบน หนีเข้ามา โปรดให้เปนเจ้าเมืองสวายเจียก ถึงปีเถาะตรีศก ( พ.ศ. ๒๓๗๕ ) พระยามโนไมตรี นอง เกลี้ยกล่อมได้พระยาสังขโลกกด เจ้าเมืองโพธิสัตว์เข้ามาณกรุงเทพ ฯ ณปีมะเสงเบญจศก เจ้าพระยาบดินทรเดชายกออกไปเมืองพนมเปน แล้วกลับมาเมืองพระตะบอง เมื่อปีมะเมียฉศก ( พ.ศ. ๒๓๗๗ ) พระยาอภัยภูเบศร์ เชด ถึงอนิจกรรม โปรดเกล้า ฯ ตั้งองค์อิ่มเปนผู้สำเร็จราชการเมืองพระตะบองนับเปนที่ ๕ พระราชทานพานทองพระยาปลัดรศตั้งพระยามโนไมตรี นอง บุตรเขยเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ แบน เปนพระ นรินทรโยธา ตั้งพระยานครเสียมราฐ เปนพระยานุภาพไตรภพเจ้าเมือง ให้ยกเมืองนครเสียมราฐมาขึ้นกรุงเทพ ฯ แต่นั้น แล้วทรงตั้งพระยาวิเศษสุนทร เตียง เปนเจ้าเมืองอรัญประเทศ แล้วเจ้า พระยาบดินทรเดชากลับเข้ามากรุงเทพ ฯ ถึงเดือนอ้าย ปีกุญเอกศก (พ.ศ. ๒๓๘๒ ) นักพระองค์อิ่มเปนขบถ จับพระยาปลัดรศ พระยกรบัตรกรมการ แล้วพาหนีไปหา


๑๖ ณวน ครั้นเจ้าพระยาบดินทรเดชายกออกไปถึงเมืองพระตะบอง ให้พระพิทักษ์ดินทร โสม บุตรพระยาอภัยภูเบศร์ เชด ว่าที่เจ้าเมืองให้พระนรินทรโยธา นอง ว่าที่ปลัด ให้นายโสมบุตรพระนรินทรโยธา นองเปนที่หลวงอภัยพิทักษ์ ให้พระมหาดไทย จัน บุตรพระพิทักษ์บดินทรแก้ว เปนพระยามโนไมตรี แล้วคิดทำศึกกับญวนได้ ๒ ปี พระพิทักษ์ บดินทร โสม ถึงแก่กรรม พระนรินทรโยธา ได้รั้งราชการเมืองพระตะบอง ครั้นณปีวอกโทศก ( พ.ศ. ๒๓๙๓ ) ทรงตั้งพระนรินทรโยธา นองบุตรพระยาธิราชวงศา เปนพระยาอภัยภูเบศร์ ผู้ว่าราชการเมืองพระตะบอง นับเปนที่ ๖ แลทรงตั้งหลวงอนุรักษ์มนตรี เกต เปนที่ปลัดเมืองมาจนในแผ่นดินปัตยุบันนี้ ( คือในรัชกาลที่ ๔ ) ครั้นพระปลัด เกตเปนโทษ ทรงตั้งพระยามโนไมตรี ตัน พี่ชายพระปลัด เกต เปนที่พระยาปลัด ตั้งพระปลัด เกต เปนที่พระสุพรรณพิศาล จางวางส่วยทอง พระยาอภัยภูเบศร์ นอง ว่าราชการเมืองมาได้ ๑๒ ปี ณวันศุกรเดือน ๑๐ แรม ๗ ค่ำ ปีวอกโทศก ( พ.ศ. ๒๔๐๓ ) ถึงอนิจกรรม เจ้า พระยาอภัยภูเบศร์ แบน มีบุตรชายหญิงรวม ๑๖ คน มีรายชื่อดังนี้ พระยาอภัยภูเบศร์ รศ ๑ พระองค์แก้ว มา ๑ พระนรินทรบริรักษ์ อุ่ม ๑ พระยกรบัตร คม ๑ หลวงเมือง เม้า ๑

๑๗ หลวงสัจจาคม เมืองโตนด ๑ นางกอง ๑ นายเกต ๑ รวมบุตรชาย ๘ หม่อมอยู่ ๑ นักเทพห้ามนักพระองค์จัน ๑ อำแดงมีภรรยาพระสุพรรณพิศาล ๑ อำแดงปก ๑ อำแดงแป้น ๑ อำแดงนวม ๑ อำแดงเมียด ๑ อำแดงแก้ว ๑ รวมบุตรหญิง ๘ คน พระยาอภัยภูเบศร์ แบน ( ที่ ๒ ) มีบุตรชายหญิงรวม ๙ คนมีรายชื่อดังนี้ พระวิเศษสุนทร เตียง ๑ พระภักดีบริรักษ์ ศรี ๑ พระยานุภาพไตรภพ อง บุตรเลี้ยง ๑ หลวงอาสาประเทศ ๑ นายเสือ ๑ รวมบุตรชาย ๕ คน ๓

๑๘ อัมพา ทำราชการอยู่ในกรุง ๑ อำแดงแป้น ๑ อำแดงมก ๑ อำแดงเมน ๑ รวมบุตรหญิง ๔ คน พระยาอภัยภูเบศร์ รศ มีบุตรชายหญิงรวม ๑๐ คน มีรายชื่อดังนี้ พระพิทักษ์สรไกร อยู่เมืองนครราชสิมา ๑ นายแก้ว ๑ นายเมียก ๑ นายฉิม ๑ นายเพ็ชร ๑ รวมบุตรชาย ๕ คน เอม ภรรยาพระยานุภาพไตรภพ เมืองนครเสียมราฐ ๑ กอง ภรรยาเจ้าพระยานครราชสิมา ๑ แป้น ภรรยาพระยาราชสุภาวดี ๑ ทัพ ภรรยาพระยายมราช เมืองอุดงมีไชย ๑ อำแดงแย้ม ๑ รวมบุตรหญิง ๕ คน พระยาอภัยภูเบศร์ เชด มีบุตรชายหญิงรวม ๔ คน มีรายชื่อดังนี้ พระภักดีบริรักษ์ ศุข ๑


๑๙ พระพิทักษ์บดินทร โสม ๑ รวมบุตรชาย ๒ คน อำแดงแก้ว ภรรยาพระยาพิทักษ์บดินทร แก้ว ๑ อำแดงกอง ภรรยาพระเสนาธิบดี เมืองพระตะบอง ๑ รวมบุตรหญิง ๒ คน นกพระองค์ อิ่ม มีบุตรชายหญิงรวม ๓ คน มีรายชื่อดังนี้ นักองค์ทิม ชาย ๑ นักองค์ มี หญิง ๑ นักองค์ ดารา หญิง ๑ พระยาอภัยภูเบศร์ นอง มีบุตรชายรวม ๕ คน มีรายชื่อดังนี้ หลางอภัยพิทักษ์ เปนพระคทาธรธรณินทร์ เยีย ๑ นายทองอยู่ ๑ นายขำ ๑ นายบัว ๑ นายยศ ๑ แต่งใหม่เมื่อจะพิมพ์หนังสือนี้

เจ้าพระยาคทาธรธรณินทร์ เยีย มีบุตรชายหญิงรวม ๔ คน มีรายชื่อดังนี้ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ชุ่ม ๑ คุณหญิงขลิบ ภรรยาพระยาณรงค์เรืองฤทธิ บุตรเจ้า พระยามุขมนตรี ๑

๒๐ นางเทศ ภรรยาพระโยธาธิราช ทองคำ บุตรเจ้าพระยา มุขมนตรี ๑ นางสมบุญ ภรรยาหม่อมเทวาธิราช ม. ร. ว. แดง อิศรเสนา ณกรุงเทพ ๑ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร์ ชุ่ม อภัยวงศ์ มีบุตรชายหญิงหลายคน บุตรภรรยาหลวงรวม ๔ คน คือ พระอภัยพิทักษ์ เลื่อม แต่งงานกับนางสาวสงวน สิงหเสนี ธิดาพระยาณรงค์เรืองฤทธิกับคุณหญิงขลิบ ๑ นายช่วง อภัยวงศ์ ๑ หม่อมเชื่อม ท.จ. ในพระองค์เจ้าจรูญศักดิกฤดากร ๑ นางรื่น ภรรยาพระสวรรคโลก เชียร กัลยาณมิตร บุตรเจ้าพระยาสุรสีห์วิสิษฐศักดิ ๑


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก