ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๘

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๘

เรื่องจดหมายเหตุในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช

พิมพ์แจกในการศพ นางเขียน ปีมะแม พ.ศ. ๒๔๖๒

พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร


คำนำ[แก้ไข]

ด้วยนายฮี้น ผู้พี่ กับนางเพียร พิทยาศาสตร์ ผู้น้อง ได้มาแจ้งความต่อกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครว่า จะทำการปลงศพสนองคุณนางเขียนผู้มารดา มีความศรัทธาจะรับพิมพ์หนังสือในหอพระสมุดฯ เปนของแจกในงานศพสักเรื่อง ๑ แลอยากจะให้เปนเรื่องในทางโบราณคดี ข้าพเจ้าจึงได้รวบรวมหนังสือในพวกโบราณคดี เข้าเปนประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๘ ให้นายฮี้น กับนาง เพียรพิทยาศาสตร์ พิมพ์ตามประสงค์ เรื่องหนังสือซึ่งรวมมาพิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑๘ นี้ ๓ เรื่องด้วยกัน ล้วนเปนเรื่องราวในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ แลแปลมาจากหนังสือซึ่งชาวต่างประเทศแต่งทั้งนั้น คือ

เรื่องที่ ๑ เรื่องการค้าฃายกับต่างประเทศครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ เรื่องนี้ผู้ใดจะแปลเปนภาษาไทยหาทราบไม่ ต้นหนังสือเดิมเข้าใจกันว่าเปนรายงานของพ่อค้าอังกฤษคน ๑ ชื่อยอช ไฮวต์ บอกไปยังบริษัทอิสอินเดียอังกฤษ ยอช ไฮวต์คนนี้ มีเรื่องราวปรากฎในหนังสืออื่นว่า เปนผู้พาวิชเยนทรเข้ามาในเมืองไทย ด้วยเดิมวิชเยนทรรับจ้างเปนคนใช้ของยอช ไฮวต์อยู่หลายปี ยอช ไฮวต์ เข้ามาเมืองไทยพาวิชเยนทรเข้ามาด้วย ครั้นเมื่อ ยอช ไฮวต์ จะกลับไป ให้วิชเยนทรอยู่ดูการค้าขายต่างตัว วิชเยนทรจึงเลยอยู่ในเมืองไทยจนกระทั่งได้ทำราชการ ส่วนความในรายงานการค้าขายที่ยอชไฮวต์เขียนนั้น น่าเสียดายอยู่ที่ต้นหนังสือเดิมของยอช ไฮวต์ ชำรุดบุบสลายเสียมาก อังกฤษผู้ที่แรกพบหนังสือนั้นไม่ได้พบเต็มฉบับ จึงเขียนแต่เท่าที่พบ ถึงกระนั้นลักษณการ


ค้าขายกับต่างประเทศครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ เพียงเท่าที่ปรากฎในหนังสือที่ได้พิมพ์นี้ ก็เปนความรู้โบราณคดีน่าอ่านมาก

เรื่องที่ ๒ เรื่องประวัติวิชเยนทรนั้น ใครแต่งหาปรากฎไม่ ผู้ที่แปลเปนภาษาไทย ดูเปนสำนวนเดียวกันที่แปลเรื่องการค้าขายที่กล่าวมาแล้ว อันประวัติของวิชเยนทรมีปรากฎหลายความ ถ้าพวกบาดหลวงแต่งมักจะสรรเสริญว่าวิชเยนทรเปนคนซื่อตรงฉลาดเฉลียว ถ้าพวกพ่อค้านายทหารแต่ง มักจะติเตียนว่าเปนคนโกงปอกปลิ้น แต่สังเกตดูเข้าใจว่าจะกล่าวเกินไปด้วยกัน จะเชื่อฟังว่าจริงแท้ทีเดียวไม่ได้ด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย

เรื่องที่ ๓ เรื่องจดหมายเหตุราชทูตไทยไปยุโรป ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ครั้งที่สุด เปนหนังสือพวกบาดหลวงแต่ง พระสารสาสน์พลขันธ์ เยรินี อาจารย์โรงเรียนนายร้อยทหารบกเปนผู้แปล เรื่องราชทูตไทยไปยุโรปครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์ไปถึง ๔ ครั้งด้วยกัน ไปครั้งแรกเรือแตก ทูตจมน้ำตายหายสูญไปหมด ครั้งที่ ๒ ผู้ที่ไปเปนแต่ไปสืบข่าวราชทูตที่หายไป ครั้งที่ ๓ โกษาปานเปนราชทูตไป โกษาปานกลับมาถึงแล้ว เมื่อราชทูตฝรั่งเศสที่มากับโกษาปานจะกลับไป สมเด็จพระนารายน์จึงทรงแต่งราชทูตให้ไปกับราชทูตฝรั่งเศสอีกครั้ง ๑ เปนครั้งที่สุด ซึ่งปรากฎเรื่องราวในสมุดเล่มนี้ เวลาทูตที่ไปคราวนี้อยู่ในยุโรป ทางนี้สมเด็จพระนารายน์สวรรคต สมเด็จพระเพทราชาขับไล่ฝรั่งเศสไปเสียจากเมืองไทย แต่เอาตัวสำคัญไว้


เปนตัวจำนำ จนฝรั่งเศสพาราชทูตไทยที่ไปคราวนี้กลับมาส่ง จึงได้ปล่อยตัวจำนำไป หนังสือ ๓ เรื่องซึ่งพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ มีเค้าเงื่อนดังแสดงมา ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งนายฮี้น กับ นางเพียร พิทยาศาสตร์ ทำการปลงศพสนองคุณมารดา ด้วยความกตัญญูกตเวที ทั้งได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้ได้อ่านกันแพร่หลาย เชื่อว่าท่านทั้งหลายที่ได้รับสมุดเล่มนี้ไปอ่าน คงจะอนุโมทนาทั่วกัน


สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๑๔ มกราคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๒

สารบาน[แก้ไข]

๑. รายงานการค้าขายในกรุงสยาม ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์..............................น่า ๑

๒. เรื่องราวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์.........................................................................น่า ๑๘

๓. เรื่องทูตานุทูตของสมเด็จพระนารายน์ออกไปกรุงฝรั่งเศสครั้งสุดท้าย.........................น่า ๒๖

รายงานการค้าขายในกรุงสยาม ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์[แก้ไข]

รายงานการค้าขายกรุงสยาม ได้เขียนในปีคฤศตศักราช ๑๖๗๘ ฤๅ จุลศักราช ๑๐๔๐ แปลจากหนังสืออังกฤษ เกี่ยวข้องด้วยกรุงสยามครั้งโบราณ ใช้ด้วยตัวอักษร แลตัวสกดผิดกว่าปัตยุบันนี้ เมื่อเทียบสมัยตามศักราช ก็ตกเปนในปลายแผ่นดินพระนารายน์มหาราช ครั้งกรุงทวาราวดีศรีอยุทธยาโบราณ ๒๑๕ ปีมานี่แล้ว

ผู้เขียนหนังสือเรื่องการค้าขายในกรุงสยามฉบับนี้ (หมายเลขที่ แลตัวอักษร โอ.ซี. ๔๖๙๖ ) เปนลายมือเดียว เหมือนกันกับหนังสือ ฉบับหมาย โอ.ซี. ๔๖๔๑, กล่าวความว่า ตัวเขาได้รับอนุญาตให้เข้ามาทำการในบริษัทอินเดียทิศตวันออกแล้ว, แลว่าตัวเขาได้อยู่ในกรุงศรีอยุทธยามาสี่ปีแล้ว บุทคลผู้เดียวเท่านั้น ที่ต้องเปนคนเขียนหนังสือฉบับนี้ก็คือยอช ไวต์(), แลการข้อนี้อาจที่จะชี้แจงให้เห็นชัดได้ว่าเหตุใดจึงได้เห็นว่า หนังสือทั้งสองฉบับนั้น เปนลายมือคนเขียนผู้เดียวกัน ถึงท่านผู้สมควรเปนที่เคารพนับถือ โรเบอต ปาเกอ ผู้รับธุระสำหรับกิจการต่างของบริษัทอินเดียทิศตวันออก อังกฤษ อันมีเกียรติยศที่ประชุมปฤกษา ตั้งอยู่ ณ เมืองบันตัม() ไม่ได้ลงวัน

.   ยอช ไวต์ คนนี้ เปนผู้พาวิชเยนทรเข้ามาเมืองไทย
.   เมืองบันตัมอยู่ที่เกาะชวา เปนที่ตั้งห้างของอังกฤษในสมัยนั้น


๒: ดูกรท่านผู้สมควรเปนที่เคารพนับถือ แลมีชื่อเสียงเกียรติยศเจ้าข้า

ท่านได้มีกรุณาอนุเคราะห์ตามน้ำใจที่ข้าพเจ้าสมัคอาสาเข้าทำการในบริษัท อันมีเกียรติยศของข้าพเจ้า โดยการที่อนุญาตให้ข้าพเจ้าเข้าทำการงานของท่านทั้งหลายนั้น ชักให้ข้าพเจ้ายินดีที่จะพากเพียร ใช้ความพยายามอุสาหะของข้าพเจ้า เพื่อจะให้เกิดคุณประโยชน์แก่ท่านทั้งหลาย ทวียิ่งขึ้นไป, แลข้าพเจ้าจะทำการโดยซื่อสัตย์สุจริต, แลตั้งใจมั่นเอาใจใส่ทำการน่าที่สำคัญ โดยเต็มกำลังแลสติปัญญาสามารถของข้าพเจ้า เปนอย่างดีที่สุด, เพราะฉนั้นก่อนที่ข้าพเจ้าจะสามารถ ยื่นรายงานสำคัญ ที่จะได้เปนเครื่องให้ท่านเห็นความสวามิภักดิ์ของข้าพเจ้า ดีกว่านี้ขึ้นไปอิกบ้าง, ครั้งนี้ข้าพเจ้าขอส่งรายงานเรื่องการค้าขายทั้งปวง ในพระราชอาณาจักรสยามนี้มากำนันท่านก่อน, หวังใจว่ารายงานฉบับนี้ คงจะเปนคุณบ้างในทางดำริห์หารือเรื่องกิจการของบริษัท มีเกียรติยศในที่นี้, ล้วนเปนความจริงแท้ทุกข้อความตามที่ข้าพเจ้าได้สืบสวน, แลสังเกตตลอดเวลาสี่ปีที่ข้าพเจ้าได้อยู่ที่นี่นั้น ทำให้ข้าพเจ้าได้ทราบ

( ข้อแรกเขากล่าวด้วยเรื่องเงินตราสำหรับบ้านเมือง, แลถ้อยคำของเขาพรรณาในการข้อนี้ ปรากฎยาวกว่าสองสามน่ากระดาษ แต่อ่านเอาความไม่ได้, ด้วยว่าหนังสือนั้นชำรุดเสียมาก, แท้จริงกระดาษทั้งห้าน่าที่เขียนรายงานเต็มไปนั้นชำรุดเสียมาก เพราะชื้น ฤๅ เพราะ


๓: เพลิงในตอนล่างกึ่งหนึ่ง, แลยังต้องปิดกระดาษใหม่ทับให้แน่นหนา ก็ทับตัวอักษรเสียน่าหนึ่งอีกด้วย)

สินค้าที่เกิดขึ้นในบ้านเมือง เมืองสยามนี้บริบูรณ์ด้วยสิ่งสินค้าต่างๆ ซึ่งเปนประโยชน์ แลมีค่าอย่างยิ่งเกิดขึ้นในบ้านเมืองเอง การบรรทุกสินค้าออกไปจำหน่าย ถึงหัวเมืองต่างประเทศนั้น, อาจที่จะทำการค้าขายที่นี่ได้มากทีเดียว, สิ่งสินค้าต่างๆนั้น คือเนื้อไม้, หมาก, ดีบุก, ฝาง, ช้าง, เกลือสินเธาว์, ตะกั่ว, งาช้าง, สินค้าทั้งปวงเหล่านี้พระมหากระษัตริย์รวบรัดเอาเสียหมด, แลมอบให้เจ้าพนักงานคลังสินค้าของพระองค์ เปนผู้จำหน่ายขาย คนอื่นทั้งปวงนอกนั้นห้ามอย่างกวดขันมิให้ซื้อสินค้าเหล่านั้นจากมือคนอื่น, แลข้าพเจ้าได้เห็นการลงโทษอย่างแรง ได้ทำแก่ราษฎรบางคน ในการที่บังอาจล่วงพระราชโองการ, แต่ถ้าคนต่างประเทศล่วงละเมิดเช่นนั้นบ้าง เจ้าพนักงานมักจะทำเปนไม่รู้ไม่เห็นเสียโดยความกรุณา

เนื้อไม้ เนื้อไม้เมืองนี้เปนอย่างเอก ที่ฝรั่งเรียกกันว่าเนื้อไม้บันนาเปนอย่างวิเศษ นับถือกันยิ่งกว่าเมืองไหนในโลกนี้หมด, เครื่องหอมอย่างอุดมนี้มีในป่าใกล้เขตรกัมโพชา, การค้าเนื้อไม้นี้ ตกอยู่ในเงื้อมมือแขกเปอเซียนผู้มีบันดาศักดิ์ผู้หนึ่ง ซึ่งได้รับยศเปนที่ออกพระศรีมโนราช เปนคนพระมหากระษัตริย์ทรงชุบเลี้ยง, แลได้ทรงพระกรุณาโปรดพระ


๔: ราชทานอนุญาตให้ทำการค้าขายเฉภาะสินค้าอย่างนี้ ได้พ้นจากเปนของต้องห้ามนับในสินค้าของหลวงมาหลายปี, แต่ต่อมาก่อนเวลาท่านที่ล่วงแล้วถึงแก่กรรม การรับผูกขาดนั้นต้องคืน, แลการค้าเนื้อไม้ เดี๋ยวนี้เปนน่าที่เจ้าพนักงานคลังสินค้าของพระเจ้าแผ่นดิน ค้าขายเปนของหลวง เนื้อไม้นี้พวกแขกมัรส์ใช้กันมากในเมืองฮินดูสตาน เมืองไฮโดรบัด แลเมืองเบงคอล, แต่ในเมืองเตอกี แลซีอาเรเบียยังยิ่งใช้ มากขึ้นไปอิก, แลการที่เฉภาะต้องใช้มากนั้น ก็คือในการบูชาพระมะหะหมัดในเมืองเมดีนา, แลเมืองเมกกะ ( ฤๅ ที่แขกเมืองไทยเรียกว่า กบิลพัสดุ์ ) ท่านออกพระใช้จำหน่ายขายเปนราคาต่างๆ สุดแท้แต่ชนิดเนื้อไม้ดีเพียงใด อย่างดีที่สุดนั้นราคาหาบละ ๑๖ ชั่ง เนื้อไม้ที่ยังไม่ได้จำหน่ายอีกมาก ข้าพเจ้าได้ทราบว่า ส่งไปขายที่เมืองโมกาในทเลแดง เปนราคาแฟรสเสลต่อ ๓๐๐ ปอนด์ จำนวนนี้เกือบตรงต่อหาบละ ๑๕๐๐ ปอนด์ ( ต่อไปในน่านี้ยังมีความอิกมาก ว่าด้วยเรื่องต้องการดีบุก, แต่ลบเลือนไปเสียหมด เอาความติดต่อกันไม่ได้ ถัดนั้นไปสังเกต เค้าว่าด้วยเรื่องช้าง พรรณาถึงการบรรทุกลงกำปั่นที่เมืองตะนาวศรี, แต่ก็อ่านไม่ได้ถนัดอิก, เรื่องหมากนั้นเปนข้อความที่กล่าวถัดนั้นไป .)

หมาก หมากนั้น มีที่สวนสำหรับเปนที่เพาะปลูก ในระหว่างเมืองนนทบุรี ( ชื่อเมืองนี้สงไสยสำเนียงไม่ชัดแต่ใกล้กว่าอื่น ) นี้แลปากแม่น้ำ ใกล้เมืองบางกอก ในสวนเหล่านี้ เก็บได้ปีหนึ่งประมาณ ๒๕๐๐๐ หาบ เจ้าของสวนนั้นถูกบังคับอย่างกวดขัน ต้องให้ขายหมากของตัวทั้งสิ้น


๕: แก่พระมหากระษัตริย์ เปนราคาหาบละ ๖ สลึง แลพระองค์โปรดให้ ขายอีกต่อหนึ่ง เปนราคาหาบละ ๑ ตำลึง ให้แก่โปตุเกตที่เมืองมะเกา, แลจีนที่เมืองกึงตั๋ง. มีเรือกำปั่นมาจากท่าเมืองทั้งสองนี้ปีละ ๕ ฤๅ ๖ ลำ แลรับบรรทุกสินค้าต่าง ๆ มีสินค้าอย่างนี้เปนสินค้าสำคัญ, แลยังมีพ่อค้าราษฎรในเมืองนี้อิกบ้างทำการค้าขายอย่างนั้นด้วย

ฝาง ไม้ฝางนั้น มีชุกชุมในหัวเมืองต่างๆ ในพระราชอาณาจักรสยามมาก สินค้าอย่างนี้บรรทุกออกไปจำหน่ายเมืองยี่ปุ่น, แลเมืองจีน พระมหากระษัตริย์ทรงรับซื้อจากราษฎรของพระองค์, ราษฎรขนมาส่งที่คลังสินค้าของพระเจ้าอยู่หัวเปนราคาหาบละ ๒ สลึง ๑ เฟื้อง แลพระองค์โปรดให้จำหน่ายขายอิกเปนราคาตามธรรมดาหาบละ ๖ สลึง, แต่ในปี คฤศตศักราช ๑๖๗๗ ( ฤๅ จุลศักราช ๑๐๓๙) พระองค์โปรดให้ขึ้นราคาเปนหาบละ ๒ บาท ด้วยทราบข่าวว่าราคาในเมืองจีนขึ้น, ครั้นต่อมาก็กลับลดราคาลงอีกคงเท่าราคาเดิม ๖ สลึง

เกลือสินเธาว์ เกลือสินเธาว์ของเมืองนี้นั้น เปนชนิดอย่างดีทีเดียว, แลทำมาอย่างดีตั้งแต่ข้าพเจ้าเคยเห็น, พระมหากระษัตริย์ ขายพระราชทานแก่ราษฎรของพระองค์เปนราคาหาบละ ๕ บาท แต่เมื่อจำหน่ายจากพระเจ้าอยู่หัว สินค้าอย่างนี้เปนราคาถึง ๑๗ บาท ราคานี้เปนพิกัดราคาหลวง, แลตามราคานั้นได้ขายไปทุกๆ ปีๆ ละมากๆ ให้แก่นาย


๖: ห้างหลวงของเจ้าแผ่นดินที่เมืองเอ้หมึง, แลเมืองสำหรับให้เจ้าในเมืองนั้นใช้ในการสงคราม ที่รบพุ่งกันติดต่อในระหว่างเมืองเอ้หมึง แลพวกตาด, แลเมืองญวน กับเมืองตั้งเกีย

ตะกั่ว ตะกั่วในเมืองนี้มีไม่สู้มาก เหมือนดีบุกเปน ( อ่านไม่ออก ) มีพิกัดราคาหาบละ ๑๐ บาท

งาช้าง งาช้างนั้น ราษฎรเที่ยวแสวงหากันในป่า ( อ่านไม่ออก ) ปีหนึ่งพาลงมายังพระนครประมาณ ๖๐๐ ฤๅ ๗๐๐ หาบ ผู้ที่พาลงมา ( อ่านไม่ออก ) โดยเจ้าพนักงานคลังสินค้าของพระองค์ เปนราคาดังต่อไปนี้ คือ

งา...๒...กิ่ง ราคาหาบละ.....๑๖...ตำลึง

."....๓.........."...............๑๔......"

."....๔.........."...............๑๒......"

."....๕.........."...............๑๐......"

."....๖..........".................๘......"

( ต่อไปนี้อีกสามบรรทัดอ่านไม่ออกทีเดียว ) สินค้าที่เลวลงไปดังต่อไปนี้นั้น คนทั้งปวงมีอิศรภาพที่จะค้าขายได้ คือ เหล็ก น้ำตาล ไม้ซุง เกลือ น้ำมันมะพร้าว เชรูน ( ไม่รู้ว่าอะไร ) เขาสัตว์


๗: เหล็ก แร่เหล็กนั้น มีในแขวงเมืองเหนือ อันเปนพระราชอาณาจักร ราวแถบเมืองศุโขไทย แลเมืองพิศณุโลก ทำได้พอใช้สอยในบ้านเมือง, แลปีหนึ่งๆ ยังได้บรรทุกออกไปจำหน่าย ณ เมืองมะนิลาบ้าง ราคาตามธรรมดานั้น ๖ ถึง ๗ บาทต่อหาบ

เข้า เมืองนี้เปนเมืองอุดมสำหรับการเพาะปลูก ถ้าไม่ดีกว่าเมืองอื่นๆ หมดทั่วพิภพบรรดาที่บริบูรณ์ด้วยพืชพรรณ ก็นับเปนเมืองที่มีเข้ามากอย่างยิ่ง, หัวเมืองที่ใกล้เคียงแถบแหลมมลายูก็ได้ใช้เข้าเมืองนี้ทุกๆ ปี จำหน่ายออกไปไกลจนกระทั่งเมืองมะลิกา, แลเมื่อปีใดพเอิญเข้ามีน้อย, แลเข้าแพงไปถึงเมืองชวา เหมือนเช่นได้เคยมีในปีคฤศตศักราช ๑๖๗๖ แล ๑๖๗๗ ( ฤๅ จุลศักราช ๑๐๓๘ แล ๑๐๓๙ ) นั้น ชาววิลันดา แลชาติอื่นๆ พากันพาเรือกำปั่นเข้ามาบรรทุกเข้าในเมืองนี้ ออกไปจำหน่ายเปนหลายลำ, สินค้าอย่างนี้ขายกันที่นี่ตามมาตราอย่างหนึ่ง เรียกกันว่าภารา ๘๐ ภารา เปน ๑ เกวียน ถ้าคิดเปนน้ำหนักพอตรงกันกับ ๓๐ หาบพอดี, ว่าตามธรรมดาที่เคยมาราคาอยู่ในเกวียนละ ๑๐ ตำลึง ๑๒ บาท, แต่ปีนี้ราคาเข้าขึ้นมากแพงถึงอิกเท่าตัว แลการบรรทุกออกไปจำหน่ายในหัวเมืองต่างประเทศ ห้ามขาดอย่างกวดขันทีเดียว, เพราะว่าน้ำท่วมครั้งนี้มากเกินที่เคยได้พบได้รู้ในความจำของมนุษย์, ทำให้เข้าซึ่งได้หว่านไว้แล้วในแผ่นดินฉิบหายไปเสียมาก.


๘: น้ำตาล น้ำตาลนั้น ทำกันชุมมาก ที่เมืองพิศณุโลก เมืองกำแพงเพ็ชร แลเมืองศุโขไทย ได้บรรทุกไปจำหน่าย ณ เมืองยี่ปุ่น แลเมืองมะลากา ทุกๆ ปี เปนอันมาก ราคาธรรมดานั้นหาบละ ๒ บาท ๓ สลึง

ไม้ซุง เมืองนี้เปนเมืองที่ในป่าทั่วไป (อ่านไม่ออก ) เต็มไปด้วยไม้ซุง ที่ล่องมาแล้ว ( อ่านไม่ออก ) พวกวิลันดาบรรทุกเอาออกไปจำหน่ายเมืองมะลากา ( อ่านไม่ออก ) ( ต่อนี้ไปอิกสิบเอ็ด ฤๅ สิบสองบรรทัด มีเค้าตัวอักษร แต่อ่านไม่ออกแท้ทีเดียว )

เขาสัตว์ เขากระบือ, โค, เนื้อ แลกวางลงมาจากเมืองข้างเหนือ ๆ มาก, แลพวกวิลันดาเขากว้านซื้อเอาหมด ด้วยเขาได้รับผูกขาดที่จะเปนผู้ซื้อได้คนเดียว

เรือกำปั่นที่ใช้ในการค้าขาย เรือกำปั่นที่ใช้นั้นพวกต่างประเทศที่คุ้นเคยไปมาค้าขายต่อท่าเมืองนี้ ก็คือมาจากเมืองกึงตั๋ง, เมืองมะเกา, เมืองเอ้หมึง, เมืองญวน, เมืองสุรัต, แลเมืองคอร์แมนเดล

เมืองกึงตั๋ง แลเมืองมะเกา สิ่งสินค้าที่บรรทุกมาจากเมืองกึงตั๋ง แลเมืองมะเกานั้น คือ ไหมดิบ แลแพรไหม, ปรอท, ทองขาว, ถ้วยชาม, ทองแดงแท่ง, แลเครื่องเหล็ก เปนกะทะแลอื่น ๆ


๙: ไหมดิบ ไหมดิบนั้นตามธรรมเนียมขายกัน ประมาณราคาหาบละ ๕๐๐ บาท จนถึงคราวเข้ามามากเกินธรรมดา เช่นมีมาเมื่อปีกลายนี้ ทำให้ราคาถูกลง คงหาบละ ๔๕๐ บาท, สินค้าอย่างนี้ พระมหากระษัตริย์, แลพ่อค้าจีนรับซื้อไว้สำหรับเปนสินค้าส่งไปเมืองยี่ปุ่น, ที่ใช้ในพระราชอาณาจักรนี้นั้นน้อยทีเดียว, ถึงแพรก็เหมือนกันอย่างนั้น, คือแพรหนังไก่, แพรต่วน, แพรดอก, แลแพรหลิน, ก็บรรทุกออกไปด้วยเหมือนกัน

ทองขาว เครื่องทองเหลืองทองขาว ก็บรรทุกออกไปจากเมืองนี้สู่ตลาดเมืองนั้นด้วยเหมือนกัน แต่ที่บรรทุกสิ่งสินค้าอย่างนี้ออกไปจำหน่ายมากนั้น มักบรรทุกไปพร้อมกันกับปรอท, แลเครื่องถ้วยชามอย่างดีนั้นไปเมืองสุรัต, เมืองคอร์แมนเดล, แลเมืองเบงคอล

ทองแดงแท่งแลเครื่องเหล็ก ทองแดงแท่งนั้น, ใช้ทำของหลายอย่าง เช่น ขันน้ำ, แลโตกถาดสำหรับใช้เปนเครื่องเรือน เหมือนดังเครื่องเหล็ก ก็ใช้เปนเครื่องเรือนกันด้วยเหมือนกับที่เมืองนี้ แลบรรทุกออกไปจำหน่ายยัง หัวเมืองแขกมลายูด้วย

ส่งสินค้าจากเมืองนี้ สินค้าต่างๆ ที่ส่งออกไปจำหน่ายเมืองกึงตั๋ง แลมะเกา นอกจากสิ่งสินค้าที่เกิดในพื้นบ้านพื้นเมืองนั้นๆ ซึ่งกำปั่นเหล่านี้ต้องการบรรทุก,


๑๐: ตามที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว, เขาก็ซื้อสิ่งสินค้าต่างๆ บรรทุกออกจากเมืองนั้นๆ เหมือนเช่น กฤษณาจากเมืองตีมอร์, พริกไทย, การะบูน, แลรังนก, ( อ่านไม่ออก ) จากที่นี้ โดยพวกแขกมลายูในเรือสำเภาย่อมๆ, แลผ้าต่างเมืองสุรัตบ้าง ( อ่านไม่ออก ) ก็ซื้อโดยจีนเมืองกึงตั๋งด้วยเหมือนกัน ( อ่านไม่ออก )

ค้าขายต่อเมืองเอหมึง เรามีปีหนึ่ง ๒ ฤๅ ๓ ลำ สำเภามาจากเมืองเอหมึง ( ต่อไปนี้อ่านเอาความไม่ได้เลย )

ค้าขายกับเมืองญวน เรือกำปั่นที่มาจากเมืองญวนนั้น เปนของกษัตริย์เมืองนั้น, มาเพราะมุ่งหมายเพื่อจะซื้อเกลือสินเธาว์, แลตะกั่ว, สินค้าที่เขาพามานั้น มักเปนทองคำ, กับมีลำพักบ้าง ไม้อย่างนี้ใช้อบร่ำเปลืองมากกว่า เนื้อไม้, ใช้กันมากในเมืองยี่ปุ่น, ขายได้ที่นั้นแพง ๒ ฤๅ ๓ หนัก กว่าน้ำหนักเงิน

ค้าขายกับอินเดีย เรือกำปั่นที่มาจากเมืองสุรัต, แลเมืองคอร์แมนเดลนั้น, บรรทุกสินค้าผ้าต่างๆ หลายชนิดสำหรับใช้ในบางเมืองนั้นๆ แลบรรทุกไปยังเมืองยี่ปุ่น, เมืองจีน, แลเมืองมนิลา, ซึ่งเขาแลกเอาดีบุก ทองแดง, ทองเหลือง, ทองขาว, แลเครื่องถ้วยชาม, แต่ผ้าเปนอันมากที่เรือกำปั่นเหล่านี้บรรทุกมายังท่านั้นๆ, พระมหากระษัตริย์เมืองนี้โปรดให้เอามา แลยังมีเรือกำปั่นเปนหลายลำของพวกแขกมัวร์ มา


๑๑: จากเมืองเบงคอล, แลเมืองเมตชเลปะตัน มายังท่าเมืองตะนาวศรี, ถึงแล้วขนขึ้นเดินบกมายังเมืองนี้, แลการค้าขายอย่างนี้ เดี๋ยวนี้ ตกอยู่ในเงื้อมมือพวกแขกเปอเซียน แลพวกแขกมัวร์รวบรัดทำเสียหมด, ด้วยพวกแขกเหล่านี้ เขากำลังมีอำนาจเปนเจ้าเปนนายเมืองแถบนั้นเสียทีเดียว เปนทั้งเจ้าการค้าขายด้วย การที่เขามีกำลังขึ้นได้ก็เพราะ ความกรุณาเกื้อหนุนของท่านออกพระศรีมโนราช ซึ่งข้าพเจ้าได้เอ่ยถึงนามท่านมาแล้ว, ท่านผู้นี้ ๓๐ ปีมานี่แล้ว, ได้เปนที่ปฤกษาราชการแผ่นดินของพระมหากระษัตริย์กรุงสยาม, ท่านตั้งความเพียรพยายามเปนอย่างยิ่งยวด ถึงจะเปนการเสียหายแก่ตัวท่านเองอย่างไรบ้างก็ไม่ว่า คิดแต่จะช่วยให้คนร่วมชาติในบ้านเมืองเดิมของท่าน ค้าขายดีทวีผลประโยชน์ยิ่งขึ้นอย่างเดียว, แลทั้งตั้งใจอุดหนุนแขกพวกที่นับถือสาสนามะหะหมัดด้วยกัน, ความมาดหมายของท่านสำเร็จได้ดีทีเดียว, หัวเมืองที่ท่านตั้งใจเพาะปลูกพวกชาติของท่านลงไว้ในเมืองแถบนั้น จนมีผู้คนมากมายเกือบจะเท่ากับพลเมืองเดิม แต่ยังยิ่งดีกว่าพลเมืองขึ้นไป เสียอิกโดยขบวนมีทรัพย์สมบัติแลอำนาจ ผู้สำเร็จราชการเมือง ตะนาวศรีแล ( อ่านไม่ออก ) แลเมืองมะริดก็เปนแขกชาวเปอเซียน, แลยังหัวเมืองใหญ่ๆ แถบนั้น ทางที่จะผ่านเข้ามาศรีอยุทธยา เช่น เมืองเพ็ชรบุรี, เมืองปราณบุรี, เมืองกุยบุรี, แลเมืองอื่น ๆ ก็เปนแขกเปอเซียนด้วย นายเรือของพระมหากระษัตริย์ ที่ใช้ใบจากเมืองตะนาวศรีไปยังเมืองมะเกาแลเมืองเบงคอล ก็เปนแขกเปอเซียน, นาย


๑๒: ห้างของพระเจ้ากรุงสยาม ซึ่งโปรดให้ไปอยู่ในเมืองโน้นๆ สำหรับเปนธุระดูแลราชภาระ ก็เปนแขกเปอเซียนอิกด้วย. การที่จะเอาใจให้ มีมานะอุสาหะทเยอทยานหาความชอบให้ได้ราชการนั้น ทรงยกย่องให้มีเกียรติยศเปนถึงที่ราชทูต (อ่านไม่ออก) ในเมืองนนทบุรี (สงไสย) ที่นี้ก็มีพ่อค้ามาก (อ่านไม่ออก) (ต่อนี้ไปอีกประมาณหลายสิบบรรทัด, เลือนเต็มทีเหลือนิไสยซึ่งจะอ่านเอาความได้)

มีเรือสำเภาปีละลำหนึ่งบ้างสองลำบ้าง ส่งไปยังเมืองยี่ปุ่น, แลเมืองกึงตั๋ง, แลบางทีไปยังเมืองเอ้หมึง, แต่พระมหากษัตริย์แต่ ชั่วส่งไปยังเมืองมนิลาปีละหนึ่งลำทุกปี, การแต่งเรือทั้งการเดินเรือ แลการค้าขายนั้น ให้จีนจัดการทั้งที่ในเมืองนี้ก็เหมือนกันกับที่เมืองต่างด้าว ผู้จัดการนั้น เปนนายห้างต้นเรือน ฤๅ ผู้รับใช้อีกต่อหนึ่ง ท่านเจ้าพนักงานใหญ่นั้น เปนข้าราชการของพระมหากษัตริย์ เปนคนมีบุญอำนาจวาศนามาก ตำแหน่งยศของท่านนั้นออกยาศรีพิพัฒน์

เรือสำเภาอื่นๆ ในท่าเมืองนี้ เปนของเจ๊กแทบทั้งสิ้น เว้นไว้แต่ ๒ ลำ ฤๅ ๓ ลำ เปนของพ่อค้าชาติอื่น

เรือสำเภาที่ไปเมืองยี่ปุ่นนั้น ออกในเดือนมิถุนายนแลกลับในเดือนมกราคม สินค้าที่เกิดในเมืองนี้ที่บรรทุกระวางเรือนั้น ก็ตามที่ได้กล่าวแล้ว, คือฝาง, น้ำตาล, เชรูน, (ไม่รู้ว่าอะไร) งาช้าง, แลเขาต่างๆบ้าง พวกจีนก็สามารถที่จะหาอำนาจแย่งพวกบริษัทวิลันดา ที่ผูกขาดได้บ้างเหมือนกัน, นอกนั้นยังบรรทุกผ้าต่าง ๆ


๑๓: เมืองสุรัต แลเมืองคอร์แมนเดลไปเปนอันมาก, แลเกือบจะขนสรรพสิ่งทั้งปวงที่ทำในประเทศยุโรป ส่งเข้ามาที่นี่กลับทวนส่งออกไปด้วยหมด, เมื่อขากลับเขาบรรทุกสินค้ายี่ปุ่นมา, คือโกแปง (ไม่รู้ว่าอะไร) ทองคำ, ทองแดง, แลเครื่องถ้วยชาม

โกแปง (ไม่รู้ว่าอะไร) ทองคำ ราคาโกแปง (ไม่รู้ว่าอะไร) ทองคำที่เมืองนี้นั้น ตกอยู่ในระหว่างท่อน ฤๅ อันละ ๑๓. แล ๑๔. บาท

ทองแดง ทองแดงของพวกพ่อสำเภานั้น มักเคยถูกเวลาจำเปนที่ต้องรีบร้อนขายจะได้ซื้อสินค้าอื่น รีบกลับให้ทันฤดูกาล, เมื่อแรกๆ มา ถึงอาจที่จะซื้อได้หาบละ ๖ ตำลึง ๑ บาทเปนเงินสด, แลในเวลาเดียวกันเรียกราคาหาบละ ๘ ตำลึง ในการที่จะแลกกับสินค้าอื่นๆ, แลสินค้าอย่างนี้เคยราคาขึ้นในการซื้อขายด้วยเงินสดอิกทุกคราว เมื่อถึงฤดูที่จะขึ้นในปีหนึ่งปีหนึ่ง, คือเมื่อเวลาจะบรรทุกสินค้าอย่างนี้ ออกไปจำหน่ายที่เมืองสุรัต แลเมืองคอร์แมนเดล, แต่ก่อนพระมหากษัตริย์ทรงรวบกว้านซื้อสินค้าอย่างนี้เอาเสียพระองค์เดียวมาก, แลใช้สินค้าแลกเปลี่ยนต่อสินค้าอย่างอื่นเปนราคาหาบละ ๑๒ ตำลึง, แต่ต่อมาอิกสองปี ออกพระศรีมโนราชกราบทูลให้พระพุทธเจ้าอยู่หัว ลดพิกัดราคาลงเปนหาบละ ๘ ตำลึง แลยอมอนุญาตให้คนทั้งปวง มีอำนาจซื้อขายได้ โดยใจปราถนา, แลคิดใช้พระราชทรัพย์ที่ขาดไปนี้


๑๔: ด้วยจัดเปนวิธีชักภาษีสิบลดหนึ่ง เอาตามทองแดงทั้งปวงที่บรรทุก เข้ามา

เครื่องถ้วยชามเมืองยี่ปุ่น เดี๋ยวนี้ พวกพ่อค้าสำเภา เขาพากันบรรทุกเครื่องถ้วยชามเมืองยี่ปุ่นเข้ามามาก ข้าพเจ้าได้เลือกเอาเครื่องถ้วยชามอย่างดีต่ออย่างดี ฤๅ เลวต่อเลวด้วยกัน มาเทียบกันกับของเมืองจีนปีก่อน เห็นปรากฎชัดได้ว่าดีสู้ของจีนไม่ได้เลย แลเมื่อปีก่อนนี้พากันแตกตื่นบรรทุกเข้ามามากมายผิดปรกติ ราคาตกถูกลงมากทีเดียว

เมืองมะนิลา เรือสำเภาของพระมหากษัตริย์ ที่แต่งไปเมืองมะนิลาปีละครั้งนั้นบรรทุก ( อ่านไม่ออก ) ของเมืองสุรัต แลเมืองคอร์แมนเดล ไหมดิบ แลแพรต่างๆ ของเมืองจีน ( อ่านไม่ออก ) เหล็ก, แลขากลับบรรทุก ( ต่อนี้ไปมีสองบรรทัดอ่านไม่ออก ) ในเมืองนี้ไม่มีภาษีเข้าออกที่ต้องเสีย, จะบรรทุกสินค้าอะไรเข้ามา, ฤๅ บรรทุกสินค้าอะไรออกไปก็ได้ เว้นไว้แต่สิบลดที่ได้ชักเอาแต่ทองแดงเมื่อก่อนนี้มาแล้ว, แต่ไทยได้เรียนวิธีมาจากจีน ที่จะเก็บภาษีวัดปากเรือ ไม่ว่าใครต้องเสียภาษีหมด เว้นไว้แต่อังกฤษกับวิลันดา

บริษัทวิลันดาค้าขาย พวกบริษัทวิลันดา เข้ามาทำการค้าขายในเมืองนี้ราวปี คฤศตศักราช ๑๖๗๐ (ฤๅจุลศักราช ๑๐๓๒), ที่พักของเขาตั้งห้างอยู่ริมแม่


๑๕: น้ำ, มีคนไว้ใจเชื่อถือเขามาก, แลคุ้นเคยกันอย่างธรรมเนียมบ้าน เมืองเรียบร้อยดีทีเดียว จำนวนฝรั่งในห้างของเขามีประมาณ ๒๕ คน, คนเหล่านี้เปนจำพวกช่าง แลคนเรือเสียกว่าครึ่ง, แลนายห้างของเขามีช่วงออกไปตั้งอยู่ที่ท่าอิกเมืองหนึ่ง ในพระราชอาณาจักรของพระมหากษัตริย์สยาม เรียกกันว่าเมืองนครศรีธรรมราช ห่างกรุงศรีอยุทธยาออกไปทางทิศใต้ประมาณราว ๑๒๐๐๐ เส้น

การค้าขายในเมืองนี้ แต่ก่อนเปนผลประโยชน์แก่พวกวิลันดามาก, เขาบรรทุกผ้าต่างๆ เปนอันมากมาจากเมืองสุรัต, แลเมืองคอร์แมนเดล ขายได้รวดเร็วมีกำไรมาก, แลทั้งได้กำไรในสินค้าดีบุกที่เขากว้านจัดซื้อเตรียมไว้ที่เมืองนี้ สำหรับบรรทุกกลับออกไปจำหน่ายในท้องตลาดเมืองนั้นๆ, แต่กำไรที่หาได้ในสินค้าทั้งสองอย่างนี้เสื่อมโทรมลง, ด้วยสินค้าผ้าต่างๆ ก็จืดจาง เพราะการค้าขายของพวกแขกมัวร์เมืองตะนาวศรีทวียิ่งขึ้น, แลเรือกำปั่นออกจากเมืองสุรัต ก็ใช้ใบตรงมาเมืองนี้ทีเดียว, แลซ้ำทำให้มีผ้ามากมายหลายอย่างต่าง ๆ นา ๆ เหลือเฟือเกินปราถนา, แลลดตัดราคาลงต่ำกว่าผ้าพวกวิลันดาสั่งมาจากเมืองบะเตเวียมาก ทั้งได้ทราบว่าผ้าของชาววิลันดาที่ส่งเข้ามา ก็ยังกำหนดราคาให้ขายราคาเท่านี้เท่านั้น สู้การค้าขายของพวกแขกเขาไม่ไหว, ข้าพเจ้าได้ทราบความจากผู้ควรเชื่อถือได้แน่ว่า จำนวนเงินที่เขาขายผ้าได้ทั้งปีเดียวนี้ไม่คุ้มค่าต้นทุนเสียอิก ( ต่อนี้ไปอิกกว่าสิบเจ็ดบรรทัด, ลบเลือนเสียหมดอ่านไม่ออกมากเอาความไม่ได้เลย )


๑๖: เขามีอำนาจผิดกว่าคนสามัญ ในการที่จะให้การค้าขายของเขามีผลได้, อำนาจเหล่านั้น หัวข้อก็ผูกขาดปิดซื้อปิดขายดีบุก ที่เมืองนครศรีธรรมราช, แลมีอำนาจที่จะซื้อดีบุกจากราษฏรที่นี่ เปนราคาภาราละ ๑๕ ตำลึง ๒ บาท ซึ่งทำให้เขารวยมากด้วยอำนาจรังแกราษฎรนี้ เขาได้ด้วยความเกื้อหนุนของออกยาพิชิต (สงไสย) แต่ได้เท่านี้ยังไม่พอโลภเจตนาของเขา, ด้วยว่า เขายังได้พยายามอิกเปนหลายครั้งหลายครา เพื่อจะเขยิบอำนาจเอื้อมออกไปอิก, แลอยากที่จะตั้งตัวเปนเจ้าการค้าขายทั้งปวงเสียทีเดียว, เขากราบทูลวิงวอนรบกวนพระเจ้าอยู่หัว จะให้โปรดบังคับให้ดีบุกหลวงทั้งปวงตกมาเปนของเขาด้วย, ตั้งแต่ข้าพเจ้ามาอยู่ในกรุงศรีอยุทธยาแล้ว ครั้งหนึ่งเขากราบทูลขอรับเหมาซื้อดีบุกทั้งบ้านทั้งเมือง บรรดาที่จะถลุงได้เปนราคาภาราละ ๑๖ ตำลึง เปนเงินสด ฤๅ ภาราละ๑ ชั่ง กำหนดใช้เงินต่อปีหนึ่ง, แลการรับเหมานี้ จะขอสัญญาติดต่อไปสิบปี, แต่พระมหากษัตริย์ไม่ทรงรับ, แลกลับเปนเคราะห์ดีของเขาในการที่พระเจ้าอยู่หัวทรงปฏิเสธเสีย, ด้วยสินค้าอย่างนั้นราคาตกลงมาก ที่เมืองสุรัตแลเมืองอื่นๆ เปนการสุดกำลัง ไม่มีทางที่เขาจะหากำไรได้เลย, แต่เปนบุญที่เขายังมีสติพอ ที่ไม่คิดพยายามที่จะรวบซื้อเอาคนเดียวหมดในคราวนี้ ข้าพเจ้าซ้ำได้ทราบว่า เขาบอกเปิดไม่รับซื้อดีบุกที่ผู้มาขายให้เสียอิก, จำนวนดีบุกที่เขาได้จัดซื้อที่นี่, แลที่เมืองนครศรีธรรมราชมีอยู่แล้วไม่เกิน ๘๐๐ ภารา, ซื้อที่เมืองนครศรีธรรมราชราคาภาราละ ๑๕ ตำลึง, แต่ซื้อที่นี่เคยซื้อเปนพิกัดราคา


๑๗: ภาราละ ๑๕ ตำลึง ๒ บาท จนถึงเวลานี้ นายห้างจึงขอร้องลดราคาลง ทั้งที่เมืองนครศรีธรรมราชด้วย, แลยังได้ยินพูดว่าจะต้องลดราคาที่นี่ แลที่โน่นลงอิก, ข้าพเจ้าตรองเห็นอยู่แล้วว่าเปนการสำคัญของเขา จำเปนจริงๆ ที่จะต้องทำเช่นนั้น เพราะราคาที่ซื้อที่นี่ภาราละ ๑๕ ตำลึงแลที่สุรัตปอนด์ละ ๙ รูปี, ฤๅ ๒๙ ปะโกดาส์ แกนดีที่เมืองเมตช เลเปตัน ( ด้วยว่าในบัดนี้เปนราคาในท้องตลาดเมืองเหล่านั้น ) คงจะไม่ใคร่พอที่จะเขม็ดแขม่ เสียค่าระวาง นอกนั้นยังถูกค่าที่ซื้อด้วยเงินสดดองไว้อิก เดี๋ยวนี้พวกวิลันดาเขากำลังลงเงินลงทองซื้อเขาต่าง ๆ ซึ่งยังคงเปนกำไรให้ทำการค้าขายใหญ่อยู่ที่นี่ ได้แทนการค้าใหญ่ ? สองอย่างที่ไม่เปนผล ( อ่านไม่ออก ) ( เหลือนี่อ่านไม่ออกทีเดียว )

เรื่องราวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์[แก้ไข]

๑๘: แปลจากหนังสือเรื่องอังกฤษ มาเกี่ยวข้องกับกรุงสยามครั้งโบราณ ที่ได้รวบรวมหนังสือที่คนในครั้งนั้นแต่ง ซึ่งยังรักษาไว้ในศาลากลางเมืองอินเดียบ้าง ตีพิมพ์ขึ้นไว้เปนเล่มบ้าง

เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ นามเดิมคอนสะแตนต์ ฟอลกอน นั้น เปนคนเคราะห์ดี ในไม่ช้าได้มีบุญวาศนาบารมี เปนอรรคมหาเสนาบดีในกรุงสยาม ได้มีหนังสือไปมากับพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ พระเจ้าแผ่นดินฝรั่งเศส ได้รับพระราชสาส์นตอบตรัสเรียกฟอลกอนนั้นว่า "สหายที่รัก" แลได้ส่งบรรณาการไปมาถวายพระเจ้าเยมส์ที่ ๒ ราคาราว ๖๐๐ ชั่ง โดยสมัค เมื่อพิจารณาถึงเกียรติยศอย่างสูงของท่านแล้ว ก็เปนพยานให้เห็นการที่ฝรั่งได้เปนใหญ่กว่าเจ้าของเมือง

มีหนังสือได้ตีพิมพ์เล่าถึงเรื่องวงศ์ตระกูลของฟอลกอนนั้น เปนอันมากต่างแผกเพี้ยนกัน บ้างก็ว่าท่านเปนเทือกเถาเหล่ากอชาติกรีกชาติเยนัว แลชาวเวนิศ แต่ถึงมาทว่าบิดามารดาของท่านจะเปนเทือกเถาเหล่ากอชาติไหนก็ตามเถิด เปนแต่รู้แน่ได้ว่า ตัวของท่านได้เกิดที่ หมู่บ้านคัสโตดในเกาะเชฟโลเนียร ในปีคฤศตศักราช ๑๖๔๐ ฤๅ จุลศักราช ๑๐๑๒ เปนบุตรนายโรงเข้าแกงย่อมๆ ท่านทิ้งบ้านอาไศรยไปในเรือกำปั่นใบอังกฤษเมื่ออายุท่านได้ ๑๐ ขวบ แลปรากฎว่าอยู่ในอิงแคลนด์ จนปีคฤศตศักราช ๑๖๗๐ ฤๅจุลศักราช ๑๐๓๒ เมื่อท่านมายังประเทศแถบตวันออกนี้ ท่านเปนบ่าวสำหรับวิ่งเต้นรับใช้สอยในเรือกำปั่นใบของยอช ไวต์ ๆ เที่ยวค้าขายอยู่ห้าปี ในระหว่าง แหลม


๑๙: โกโรแมนเดล แลอ่าวเปอเซียน ในเวลานั้นก็ดูเหมือนฟอลกอนจะยังคงรับใช้อยู่กับยอช ไวต์ ด้วย แลในปีคฤศตศักราช ๑๖๗๕ ฤๅ จุลศักราช ๑๐๓๗ ได้เข้ามายังกรุงศรีอยุทธยากับยอช ไวต์ ด้วย แลได้ช่วยทำการค้าขายเปนนายห้างของไวต์ โดยอุบายนี้แล ฟอลกอนจึงค่อยสามารถที่จะเขม็ดแข่มเงินไว้ได้บ้าง ก่อนที่ไวต์ไปจากกรุงศรีอยุทธยานั้น ฟอลกอนเก็บรวบรวมเงินของตนไว้ได้พอซื้อเรือชื่อเมรีได้ลำหนึ่ง แลรู้วิชาวิธีเดินเรือ แลคุ้นเคยชำนิชำนาญในการที่ตนได้เคยเดินเรือกับไวต์มาแต่ก่อนบ้าง ท่านก็เปนนายเรือของท่านเองแล่นออกทเล แต่ถูกคลื่นลมจัดซัดกลับเข้ามาเสีย แลถูกคลื่นลมปัดกลับเข้ามายังปากน้ำถึงสองครั้ง แต่มิได้มีอันตรายอย่างใด ฟอลกอนมานะแล่นเรือฝ่าคลื่นฝืนลมออกไปในทเลอิกครั้งหนึ่ง ถูกเรือแตกอับปางลงในคราวที่สาม แต่ยังอุสาหพยายามรักษาเงินไว้รอดได้จากฉิบหายในคราวเรือแตกนั้น ๒๐๐๐ เหรียญ การครั้งนี้เปนเคราะห์ร้ายจวนแจแก่ฟอลกอน ทีเดียว ต้องทนลำบากยากเย็นไหนจะระวังตัวระวังทรัพย์ ทั้งเหน็ดเหนื่อยอ่อนเปลี้ยก็แสนแล้ว ท่านล้มหลับอยู่บนฝั่งทเลวันหนึ่งแลนิมิตรฝันว่า ท่านได้เห็นคนผู้หนึ่ง ท่าทางอย่างมหากระษัตริย์ เสด็จมาประทับทอดพระเนตรดูตัวท่าน แสดงพระอาการยิ้มแย้มออกพระโอษฐตรัสว่า "กลับไปกลับไปยังที่ๆ เจ้ามา" คำนี้แลทำให้ซึมซาบ หัวใจฟอลกอนอยู่มิรู้ลืม ท่านมิได้หยุดที่จะคิดถึงความฝัน จนท่านคิดที่จะจำหน่ายเงินของท่าน ๒๐๐๐ เหรียญ หาซื้อเรือกำปั่นที่จะพาท่านกลับมายังกรุงสยามได้ ณ วันรุ่งขึ้นกำลังท่านเดินอยู่ตามฝั่งทเล


๒๐: ท่านแลไปเห็นคนผู้หนึ่งเดินตรงเข้ามาหาท่าน ผ้าผ่อนเปียกน้ำหมดมอลอมอแก ทั้งหน้าตาก็ซีดเศร้าสลด การข้อนี้แลทำให้เห็นชัดได้ว่า คงจะเปนคนถูกเรือแตกเหมือนตัวท่านเข้าอิก แต่คงไม่ใช่คนอื่นไกลนอกจากราชทูตของพระมหากระษัตริย์กรุงสยาม ผู้ถูกเรือแตกเมื่อขากลับมาจากเมืองเปอเซีย เพราะฟอลกอนพูดภาษาไทยได้ ท่านก็พูดจาไถ่ถามคนผู้นั้นด้วยภาษาอันเปนลิ้นของเขา จึงได้ทราบความยากเข็ญของท่านราชทูตผู้นั้น ฟอลกอนจึงชวนให้ราชทูตกลับไปกรุงสยามพร้อมกับตัวท่าน โดยเรือที่ท่านตั้งใจจะซื้อใหม่ ท่านราชทูตสยามเห็นด้วยโดยขอบอกขอบใจเปนล้นพ้น เมื่อมาถึงกรุงศรีอยุทธยาแล้ว ท่านราชทูตก็พาฟอลกอนไปหาเจ้าพระยาพระคลัง แลได้กล่าวคำสรรเสริญคุณความดีของฟอลกอนมาก ตั้งแต่นั้นมาฟอลกอนก็ฝากตัวรับใช้สอยพระยาพระคลังต่อมา จนเปนที่รักใคร่ไว้ใจอย่างสนิทสนม แลชมเชยเอาไว้ใช้สอยการในกรมของท่าน ภายหลังได้อุดหนุนให้ฟอลกอนได้เปนเจ้ากรมพระคลังสินค้า ของพระมหากระษัตริย์ ได้รับผิดชอบในน่าที่ราชการตำแหน่งนี้มา ไม่ทันนานก็เปนคั่นศิลาที่จะก้าวขึ้นไปยังอำนาจสำคัญในทางราชการ ซึ่งท่านพยายามยกตัวของท่านขึ้นเชิดชูได้ โดยความประพฤติบากบั่น เมื่อกำลังรับราชการอยู่ในตำแหน่งนี้ ท่านทำการค้าขายสำหรับตัวท่านเองด้วยเหมือนทำการสนองพระเดชพระคุณ ในราชการของพระมหากระษัตริย์ ฉนั้น ทำไม่รู้ไม่เห็นเรื่องที่พวกบริษัทอินเดียทิศตวันออก เอื้อมคิดทำการโดยเห็นแก่ตัวเปนประมาณ คิดแต่จะรวบรัดทำการค้าขายใน


๒๑ ทิศตวันออกเสียพวกเดียว ในอุบายเช่นนี้ท่านกล้าทำได้ ด้วยได้ เคยรับคำสั่งสอนของยอชไวต์ซึ่งเปนศัตรูตัวสำคัญของบริษัทนั้น ผลของการที่ทำนี้ทำให้พวกบริษัทแค้นเคือง เหมาว่าท่านเปนคนอวดดี ตั้งตนขึ้นด้วยถูกโชคเหมาะ แลเที่ยวประจานลำเลิกว่า ท่านได้เคย เปนบ่าวสำหรับรับใช้ในห้องเรือของยอชไวต์ ฤทธิ์ที่ทำการพลาดพลั้งกลับเปนช่องหาชื่อเสียงได้มิใช่เพราะเปนการคดโกงไวต์ เปนผู้มีความ รู้ในเรื่องการค้าขาย ในประเทศทิศตวันออก ความเห็นอันเปนที่ พอใจของไวต์นั้น คือชอบหัวข้อการที่ปล่อยให้ค้าขายเปนอิศร ซึ่ง สมควรจะต้องอุดหนุนแลลงมือกระทำวิธีนี้ ได้ศึกษาจับสันดานฦกซึ้งมาจากหัวใจของชาวกรีก ฟอลกอนได้รับราชการตำแหน่งที่เจ้ากรม พระคลังสินค้ามาได้อย่างดี เปนที่พอพระไทยพระมหากระษัตริย์ จนเมื่อเจ้าพระยาพระคลังถึงแก่พิราไลย ในปีคฤสตศักราช ๑๖๘๓ ฤๅ จุลศักราช ๑๐-๔๕ พระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะใคร่ยกย่อง ฟอลกอน (ซึ่งเปนพระวิชาเยนทร์) ให้มีเกียรติยศเปนเจ้าพระ ยาพระคลัง เสนาบดีว่าการต่างประเทศ แต่ฟอลกอนไม่เต็มใจรับพระราชทานเกียรติยศ ด้วยท่านกลัวว่าถ้าแม้นท่านขืนรับตำแหน่งสำคัญขึ้น ตัวท่านจะเปนผู้จุดให้ความอิจฉาแลเกลียดชังของขุนนางทั้งหลาย ลุกลามรุมเผาเอาตัวท่านผู้เดียว แต่ถึงจะอย่างไรต่อ ๆ มาท่านก็เลยหมดความกลัวเกรง พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเลือกตั้งแต่ง ให้เปนเจ้าพระยา ว่าราชการตำแหน่งพระคลังต่างพระเนตรพระกรรณ ทั้งเปนสมุหนายกอรรคมหาเสนาบดี ว่าการหัวเมืองฝ่ายเหนือรวมทั้งเมืองตะนาวศรี

๒๒ ด้วย เมื่อท่านได้รับราชการในตำแหน่งสูงสุดเช่นนี้ พวกบริษัทอินเดียทิศตวันออกเขาพากันพูดถึงท่านว่า "ท่านอรรคมหาเสนาบดีของ พระมหากระษัตริย์กรุงสยาม" ตามคำที่พวกบริษัทอินเดียทิศตวันออกเขาว่านั้น กล่าวกันว่าฟอลกอนได้ออกไปยังเมืองอินเดีย เปนนาย ครัวเรือของบริษัทลำหนึ่ง เรือลำนั้นชื่อโฮปเวลแลฟรานซิสเดเวนปอตได้ไปกับท่านด้วย ยอชไวต์นั้นว่าถ้าไม่เปนกับตันก็คงเปนนายดูแล สินค้าเท่านั้น มีเรื่องราวที่ได้พรรณา ถึงอาการกิริยาอัธยาไศรยของฟอลกอนเปนอันมาก ผู้แต่งหนังสือเล่มหนึ่งก็ว่าฟอลกอนฤๅเจ้าพระยาวิชา เยนทร์ เปนคนหละหลวมปลิ้นปล้อนเจ้าเล่ห์เพโทบาย แลเปนคน กลับกลอกโกงปลิ้นปล้อน ทำอะไรก็ชุ่ย ๆ ใจง่าย ยอมทำทุกอย่าง ไม่เลือกดีเลือกชั่ว แลลิ้นตวัดง่าย ๆ เที่ยวยุแหย่ข่มเหงก่อโพยไภย มาก แลเพราะเปนคนนิไสยไม่ร้อนรี้ร้อนรน ที่จะแสวงทางซึ่งเปน ที่สุดของตนโดยอุบายที่ชอบที่สุจริตอันเปนที่เย็น แต่ถึงจะถูกติเตียนปานใดแล้วก็ยังต้องยอมว่าตัวฟอลกอน เปนคนมีสติปัญญาสามารถที่จะกลับให้เปนอย่างไรก็เปนได้ คำพรรณาถึงฟอลกอนที่ผิดกันตรงกับฉบับนี้ก็ยังมีอิกโดยหนังสือของฝรั่งชื่อกิมป์เฟอ ผู้ซึ่งได้มาเยี่ยมเยียนกรุงศรีอยุทธยาสองปี ภายหลังเมื่อท่านฟอลกอนถึงแก่กรรมแล้ว ถูกเวลาเมื่อความฤษยาในการที่ท่านทำราชการตั้งตัวได้สำเร็จดี ซึ่งระดมกันรุมล้อมอยู่รอบทุกด้าน ในขณะยังมีชีวิตอยู่เสื่อมสูญไปเสียหมด แล้ว ยังคงเหลืออยู่แต่ส่วนความดีของท่านอย่างเดียวนั้น กิมป์เฟอ

๒๓ พรรณาถึงฟอลกอนว่าท่านเปนคนมีความรู้เข้าใจการงานมาก กิริยา อัธยาไศรยก็น่าสรรเสริญแลเฉลียวฉลาดในโวหารในเชิงพูดจา ถึง มาทว่าท่านจำเริญขึ้นด้วยมิได้ศึกษาก็จริงอยู่แล แต่ทว่าท่านได้เปลืองชีวิตรตอนหนุ่มของท่าน อยู่ในทเลระหว่างมนุษย์ชาติต่าง ๆ แต่อยู่ในพวกอังกฤษมากนั้น ท่านรู้ภาษาต่าง ๆ หลายชาติ อนึ่งท่านเปนคนมีสติปัญญาสามารถยวดยิ่ง แลคงเปนคนรู้ประหยัดบังคับความประพฤติตนสรรแต่ที่ดีได้โดยไม่ต้องสงไสย เพราะอาจที่จะประคองตัว ตั้งแต่ ยังแสนขัดสนเปนบ่าวสำหรับช่วงใช้ในห้องเรือ แลภายหลังเปนพ่อครัวในเรือกำปั่นค้าขาย จนยกตัวของตัวเองเชิดชูขึ้นเปนถึงอรรคมหาเสนาบดีในเมืองต่างประเทศแปลกจากชาติของตัวเอง ได้แหวกว่ายกระแสฤษยากีดกันของข้าราชการ ในราชสำนักต่างประเทศได้โดย สดวก การที่จะได้มีวาศนาบันดาศักดิ์ ในตำแหน่งสูงถึงเพียงนี้นั้น ฟอลกอนคงต้องพากเพียรพยายาม โดยความมานะอุสาหเปนอย่างยวดยิ่ง แลยังต้องประกอบด้วยความทเยอทยาน แลเชื่ออำนาจของ ตนเองอย่างอึกทึกด้วย นั่นแลบางทีถูกโชคเหมาะจึงจะได้สมมุ่งมาด ปราถนา ความสามารถจัดการของท่าน แลความพยายามในการ ทำการค้าขายส่วนในตัวของท่าน แข่งขันประชันแย้งต่อผลประโยชน์ของบริษัทใหญ่ ๆ อันมีอำนาจแลกำลังมากก็ถึงสองบริษัท เหมือนเช่นบริษัทอินเดียทิศตวันออก แลบริษัทอินเดียทิศตวันออกชาติวิลันดา หะแรก ก็ทำให้เขาพากันเพ่งตาเขม็งอยู่แล้ว แลยังการที่สำเร็จเปนประโยชน์ แก่ท่านขึ้นเพียงไรทำให้เปนที่เสียผลประโยชน์ของบริษัทลงเพียงนั้น ๆ

๒๔ ไม่ต้องสงไสยเลยคงต้องเปนเหตุให้บริษัททั้งสองรายนี้ตั้งฤษยาอย่างร้ายแรง แลเกลียดชังอาฆาฏท่านไม่มีที่สุด ยังส่วนการที่ท่านรับราชการของพระมหากระษัตริย์ ก็อิกเรื่องหนึ่งยิ่งทำให้เปนข้อแค้นเคืองมุ่งร้ายหมายขวัญ ของพวกบริษัทเหล่านั้นหนักมือขึ้น แลเมื่อบริษัทฝรั่งเศส มาปรากฎขึ้นในพระนครศรีอยุทธยา ข้างท่านฟอลกอนก็นิยมชมชื่น คิดที่จะอุดหนุนเกื้อกูลประโยชน์ของฝรั่งเศส การค้าขายของบริษัทอินเดียทิศตวันออกแลวิลันดาที่หยั่งลงฦกเสียแล้วในทีแรกยากที่จะเพิกถอนได้ แต่ก็ยังไม่มีความเย่อหยิ่งในความคิดของบริษัทพวกนั้น ซึ่งจะนึกว่าท่านไม่สามารถจะทำแก่พวกตนได้ เมื่อฟอลกอนได้เปนสมุหนายกอรรคมหาเสนาบดีขึ้น ความยากลำบากในตำแหน่งของท่านก็ทวีขึ้นเพราะว่าพระมหากระษัตริย์ของท่าน เปนพ่อค้าใหญ่ในพระราชอาณาจักรของพระองค์เอง บรรดาการซื้อขายทั้งปวง ต้องให้กระทำต่อนายห้างหลวงฤๅกรมพระคลังสินค้า แลทั้งฟอลกอนตกหนักเปนเป้าที่จะ คิดอ่านการค้าขายของพระมหากระษัตริย์ จะควรแบ่งปันแจกให้ในจำพวกชาติต่าง ๆ ผู้ที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารฉันใดดี ตัวท่านต้องเปนผู้รับความเกลียดชังจากพ่อค้าทั้งปวง บรรดาที่คิดว่า ความประสงค์ขอร้องของตัวมิได้รับจากฟอลกอนสมควรที่ตนจะพึงได้อนุเคราะห์แลท่านฟอลกอน ยังได้สั่งสมความคิดของท่านต่างออกไปอิก คือใช้อุบายอยากจะให้ฝรั่งเศสได้เปนใหญ่กว่าอำนาจฝรั่งอื่น ๆ บรรดาที่เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารอยู่ในพระราชอาณาจักร เพราะการที่ฟอลกอนคิดมิชอบเองเช่นนี้จริงด้วย จึงยิ่งทำให้เจ็บร้อนพลุ่งพลั่งขึ้น ในหัวอกชาว

๒๕ อังกฤษแลวิลันดา ท่านฟอลกอนเกิดเห็นชอบยึดเอาอุบายนี้ตามความ ปราถนาของพวกบาดหลวงเยซูอิต การข้อนี้แลเปนข้ออ่อนแอของท่านแต่สติปัญญาความวินิจฉัยของท่าน ดูเหมือนตัวท่านเองจะเห็นว่าจะถูกต้องตามพระราชประสงค์ ของพระเจ้าหลุยที่ ๑๔ พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสด้วยเห็นทรงยกย่องพระราชอาณาจักรสยาม โดยจะคิดทรงอุดหนุนผิดกว่าชาติอื่น ๆ โดยพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทรงพระปราถนา เพื่อจะเพิ่มภูลเฉลิมพระเกียรติยศพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงศรีอยุทธยา ในการส่งราชทูตแลเครื่องมงคลราชบรรณาการ เข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีถึง พระราชสำนัก เปนวิธีที่รู้อย่างใหม่ขึ้นแก่กรุงสยาม ในการที่จะคบค้าสมาคมกับอำนาจในประเทศยุโรป ฯ

เรื่องทูตานุทูตของสมเด็จพระนารายน์ออกไปกรุงฝรั่งเศสครั้งสุดท้าย[แก้ไข]

๒๖: ทูตานุทูตฝรั่งเศส ที่มาเจริญทางพระราชไมตรีกรุงสยาม กับราชทูตสยาม มีคุณปานเปนต้นนั้น คือราชทูตฝรั่งเศสชื่อ มองสิเออ ลาลูแปร์ ๑ อุปทูตชื่อ มองสิเออร์เสเบเร ๑ ครั้นสิ้นราชการงานแล้ว อุปทูตฝรั่งเศสจึงทูลลากลับไปทางเมืองกุยบุรีโดยทางบก จนถึงเมืองมะริด แล้วลงกำปั่นรบฝรั่งเศสที่นั้น กลับไปกรุงฝรั่งเศส แต่ราชทูตฝรั่งเศสนั้น ยังรอคอยทูตานุทูตสยามสำรับใหม่ซึ่งจะออกไปกรุงฝรั่งเศสด้วย จึงช้าอยู่หลายเวลา เพราะฉนั้น ราชทูตฝรั่งเศสจึงป่วยไม่สู้สบายจึงได้ไปขอลาต่อท่านเสนาบดีสยาม ว่าขอให้กราบบังคมทูลพระกรุณาด้วยจะรีบกลับไปกรุงฝรั่งเศสโดยเร็ว เสนาบดีสยามได้ขึ้นไปกราบบังคมทูลสมเด็จพระนารายน์ ที่ทเลชุบศรกรุงลพบุรี ขณะนั้นสมเด็จพระนารายน์ก็ไม่สู้จะทรงสบายพระองค์ แต่ทรงทราบว่าราชทูตฝรั่งเศสจะทูลลา จึงเสด็จเข้ามาทรงรับลาราชทูตฝรั่งเศสที่ในพระราชวังกรุงลพบุรี แล้วทรงฝากทูตานุทูตสยามสำรับใหม่ให้เชิญพระราชสาส์น ๒ ฉบับ กับเครื่องมงคลราชบรรณาการ ๒ สำรับ แลบาดหลวงล่ามผู้หนึ่งออกไปกับราชทูตฝรั่งเศสครั้งนี้ด้วย เครื่องราชบรรณาการที่ส่งไปกรุงฝรั่งเศสครั้งนี้ เปนของวิเศษต่างๆ มีลูกช้างอย่างย่อม ๓ ช้างพระราชทานไปเปนพาหนะพระที่นั่งสำหรับพระราชโอรสพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสทั้ง ๓ พระองค์ กับแรด ๒ แรด เปนต้น พระราชสาส์นถวายพระเจ้า


๒๗: กรุงฝรั่งเศสนั้น ดำเนินความต้นว่า พระราชสาส์นสมเด็จพระเจ้ากรุงเทพทวาราวดีมหานครมหิศราธิปตัยในสยามประเทศ เจริญทางพระราชไมตรีมาถึงสมเด็จพระเจ้ากรุงฝรั่งกาแล เนาวะรา มหาราชาธิราชในประเทศฝรั่งเศส ความในสุดท้ายมีว่า "เราผู้เปนมิตรสหายอันสุจริตแลเปนที่รักที่สุดของพระองค์ท่าน" แล้วทรงประทับพระราชลัญจกรสำหรับราชการแผ่นดิน เปนรูปพระมหาอุณาโลมสถิตย์อยู่ในบุษบก มีฉัตรตั้งเคียงข้างละ ๒ คัน พระราชสาส์นส่งไปแต่พระราชวังกรุงลพบุรีลง ณ วันเดือนอ้าย ขึ้นสามค่ำ ปีเถาะนพศก พุทธศักราช ๑๒๓๑ ตรงกับจุลศักราช ๑๐๔๙ ปี ในที่สุดท้ายในพระราชสาส์นนั้นลงชื่อว่า "โฟกอง" คือ ( เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ )

พระราชสาส์นอิกฉบับหนึ่งส่งไปถวายโปป ณ กรุงโรม ดำเนินความต้นแลลงท้ายคล้ายๆ กันกับฉบับถวายพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส สำเนาพระราชสาส์นทั้ง ๒ ฉบับนั้น เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ได้แปลเปนภาษาโปรตุเกศ แลประทับพระราชลัญจกรลงชื่อเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ เหมือนต้นพระราชสาส์น ครั้น ณ วันเดือนอ้าย ขึ้น ๑๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๐๔๙ ปีเถาะนพศกนั้น ทูตานุทูตสยามพร้อมด้วยราชทูตฝรั่งเศสที่รออยู่ ลงกำปั่นรบฝรั่งเศส ที่คุณปานกลับมานั้น ใช้ใบออกไปจากปากอ่าวสยาม ทูตานุทูตสยามสำรับใหม่นี้สามนาย มีออกขุนชำนาญ เปนต้น มีบาดหลวงล่ามคน ๑ ชื่อตาชาต มีบุตรขุนนาง ๕ นาย ซึ่งพระเจ้ากรุงสยามทรงฝากออก


๒๘: ไปเรียนหนังสือฝรั่ง แลวิชาต่างๆ ในโรงเรียนหลวงสำหรับบุตรขุนนาง แลบุตรผู้มีตระกูลสูง ซึ่งตั้งอยู่ในกรุงฝรั่งเศส ชื่อโรงเรียนพระเจ้าลูอิสมหาราชนั้น เดิมพระเจ้ากรุงสยามทรงพระราชดำริห์ไว้ว่า จะส่งบุตรขุนนางออกไปเปนนักเรียน ณ กรุงฝรั่งเศส ๑๒ นาย แต่เลือกคัดจัดส่งไปไม่ทัน ๗ นาย คงส่งไปแต่ ๕ นาย ผลัดเปลี่ยนเวียนกัน ส่งไปแลกลับเข้ามาเสมอทุกคราวที่ควรจะไปมาได้ ทั้งหวังพระราชหฤไทยว่า ถ้านักเรียนครั้งแรกกลับเข้ามาเล่าการดีให้บิดามารดาฟังแล้ว จะได้ไม่เปนที่หวั่นหวาดแก่บิดามารดา ผู้จะยอมให้บุตรออกไปเปนนักเรียนนั้น ชาวสยามซึ่งไปราชการกรุงฝรั่งเศสในครั้งนี้ คือทูตานุทูต ๓ นาย นักเรียน ๕ นาย รวมเปน ๘ นาย กับขุนนางพนักงานแลคนใช้สอยตามสมควร กำปั่นรบที่รับทูตานุทูตสยามใช้ใบไปประมาณ ๒ เดือนเศษ จึงถึงน่าแหลมเข็ม ซึ่งกำปั่นรบโปรตุเกศได้มาแตกที่ตรงนี้ เมื่อออกขุนชำนาญได้เห็นแหลมนั้น ก็รฦกถึงการเก่า ซึ่งได้มีความลำบากในที่นี้เปนอันมาก

ครั้นถึง ณ เดือนห้า ขึ้นหกค่ำ ปีมะโรงยังเปนนพศก เวลาบ่าย ๕ โมง กำปั่นไปถึงอ่าวแหลม เคปออฟกุดโฮป ได้ทอดสมอในที่นั้น พักอยู่ ๑๐ วัน แล้วก็ใช้ใบต่อไปถึง ณ เดือน ๘ ขึ้นสิบห้าค่ำ ปีมะโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๐๕๐ กำปั่นไปถึงอ่าวเมืองบเรศต์ ทูตานุทูตสยามได้ขึ้นจากกำปั่นรบที่ไปนั้นแล้วเปลี่ยนไปลงกำปั่นรบเล็กๆ ลำใหม่ ใช้ใบต่อไปจนถึงเมืองรุเอ็น


๒๙: แล้วขึ้นรถเทียมม้าต่อไปหลายวันจนถึงกรุงปารีศได้พักอยู่ที่ตึกรับแขกเมืองหลายวัน คอยว่าเครื่องราชบรรณาการจะไปถึง จึ่งจะเข้าเฝ้า พระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ ครั้นเครื่องราชบรรณาการซึ่งเจ้าพนักงาน ฝรั่งเศส ขนส่งไปถึงกรุงปารีศแล้ว ทูตานุทูตสยามได้ขอต่อเสนา บดีฝรั่งเศสว่า จะขอเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส ๆ หาได้ประทับอยู่ในกรุงปารีศไม่ เสด็จไปประทับแรมอยู่ที่พระราชวังในเมืองฟอนเตนโปล นอกกรุงปารีศ ครั้นพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสได้ทรงทราบว่า ราชทูตสยามมาถึงแล้วจึงมีรับสั่งกำหนดว่า จะเสด็จออกรับราชทูตสยาม ที่พระราชวังณเมืองเวอร์ไซล์ เปนที่ทรงพระประพาศนอกกรุงปารีศ ณเดือน อ้ายขึ้นเจ็ดค่ำ ปีมะโรงสัมฤทธิศก ตรงกับวันที่ ๑๕ เดือนดีแซมเบอร์คือเดือนธันวาคมข้างน่านั้น ครั้นได้ทรงทราบว่าราชทูตสยาม จะต้องไปถวายพระราชสาส์นต่อโปปกรุงโรมด้วย จึงมีพระราชดำรัสสั่งเสนา บดีให้มาแจ้งความแก่ราชทูตสยามว่า ถ้าจะรอคอยเฝ้าตามวันกำหนดนั้น ก็จะไม่ทันไปเฝ้าโปปกรุงโรม แลจะไม่ทันฤดูลม ที่จะกลับไป กรุงสยามได้ เพราะฉนั้น ให้ทูตานุทูตสยามรีบไปเฝ้าโปปณกรุงโรมก่อนแล้วจึงกลับมากรุงฝรั่งเศส จึงจะได้เข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสพร้อมกัน แล้วจะได้กลับไปกรุงสยามให้ทันฤดูลม ครั้นทูตานุทูตสยาม ได้ทราบพระราชดำรัสพระเจ้ากรุงฝรั่งเศสนั้นแล้ว เมื่อถึงวันที่ ๕ เดือนโนเวมเบอร์ คือเดือนพฤศจิกายนตรง กับเดือน ๑๑ แรม ๑๑ ค่ำในปีนั้น ทูตานุทูตสยามก็ขึ้นรถออกจาก

๓๐ กรุงปารีศพร้อมด้วยบาดหลวงล่ามผู้กำกับ แลชาวสยามคนใช้ ๒ นายไปจนถึงเมือง ( กัน ) อันอยู่ชายทเล ได้ลงเรือใบ ๒ ลำซึ่งเสนาบดี ผู้ว่าราชการต่างประเทศสั่งให้จัดมารับใช้ใบออกจากเมืองนั้นต่อไป จนถึงปากอ่าวเมืองเยนูวาประเทศอิตาลีพักอยู่ที่นั้นสองสามวัน ก็ใช้ใบเลียบฝั่งต่อไปอิก ได้พักตามหัวเมือง (จิวิตา เวกเกีย ) รายทางใน ทเลหลายเมือง ถึงปากอ่าวเมืองชีวิตเวกวียะ ซึ่งเปนปากอ่าวของ กรุงโรม ในวันที่ ๒๐ เดือนธันวาคม ตรงกับเดือนอ้ายขึ้น ๑๒ ค่ำ ในปีนั้น เรือสองลำได้เข้าไปในลำน้ำวัน ๑ ก็ถึงน่ากรุงโรม ได้ขึ้น รถเล่ม ๑ เทียมม้า ๓ คู่ ซึ่งท่านมหาสังฆราชผู้ว่าราชการต่างประเทศกรุงโรมได้จัดมารับทูตานุทูตสยาม ๆ ได้พักในที่ตึกใหญ่โตระโหฐานเปนที่สำราญมาก ซึ่งท่านมหาสังฆราชจัดไว้รับรองแลมีการเลี้ยงอย่างบริบูรณ์วันละ ๒ เวลา มีทหารรักษาพระองค์ของโปปมาประจำรักษาประตูที่พักนั้นด้วย ครั้นถึงวันที่ ๒๓ เดือนธันวาคมในปีนั้น กำหนดวันที่ทูตานุทูตสยามพร้อมกันจะได้เข้าเฝ้าโปปนั้น ฝ่ายโปปได้ทรงทราบว่าทูตานุทูตสยามถือสาสนาต่างกัน จะมีความรังเกียจในธรรมเนียมที่ต้องจูบพระบาท ซึ่งแสดงความนับถือต่อโปป ตามจารีตประเพณีของโรมันแต่โบราณ สืบมา เพราะฉนั้นจึงโปรดให้ยกเลิกธรรมเนียมที่ราชทูตจะต้องจูบพระบาทนั้นเสีย โปรดให้เข้าเฝ้าตามธรรมเนียมปรกติมิได้ต้องจูบ ครั้นถึงเวลากำหนดนั้น ท่านมหาสังฆราชผู้ว่าราชการต่างประเทศจัดให้ขุนนางที่ ๒ ของเสนาบดีคน ๑ กับบาดหลวง ๑ คุมรถที่นั่งของ

๓๑ โปป ๒ รถ ไปรับทูตานุทูตสยาม ตามธรรมเนียมราชทูตใหญ่ฝ่ายเมืองเอกราชรับราชทูตสยามมาในรถ ๆ มาตามถนน มีชาวกรุงโรม มาคอยดูราชทูตสยามตามถนนเปนอันมากเหลือที่จะประมาณ รถทูตานุทูตสยามถึงประตูพระราชวังโปปนั้น มีพลทหารรักษาพระองค์เปนอันมากมายยืนรับสองข้างถนน ตั้งแต่ประตูพระราชวังจนถึงในพระราชวัง รถทูตานุทูตสยามเข้าในพระราชวังจนถึงเชิงบันไดท้องพระโรงจึงลงจากรถ ขณะนั้นมหาสังฆราชชื่อจีโบ เปนตำแหน่งอรรคมหาเสนาบดีผู้ใหญ่มายืนคอยรับราชทูตสยามอยู่ที่เชิงบันไดท้องพระโรงด้วย เวลานั้นมีพระสังฆราชแลบาดหลวงผู้ใหญ่ แลข้าราชการฝ่ายฆราวาศเปนอันมาก ยืนอยู่ตามท้องชาลาน่าท้องพระโรง แลสองข้างบน ท้องพระโรงเต็มแน่นอัดแอกันไม่มีช่องจะเดินได้ เพราะฉนั้นนายทหารรักษาพระองค์ที่นำน่าราชทูตสยาม จึงไล่คนที่ยืนตามบันไดให้หลีก เปนช่องทาง ให้ราชทูตสยามเดินขึ้นไปได้ ในท้องพระโรงนั้น ราชทูตเชิญพานแว่นฟ้าทองคำรับราชสาส์น ๆ จารึกลงในแผ่นสุพรรณบัตรกว้าง ๖ นิ้ว ยาวศอกเศษ ม้วนบรรจุไว้ในผะอบทองคำลงยาราชาวดีอย่างใหญ่ พระสุพรรณบัตรกับผะอบรวมน้ำหนักประมาณทอง ๒ ชั่ง มี ถุงตาดเทศดวงทองหุ้มผะอบ แลมีสายรัดผูกปากถุง มีภู่ทองสอง ภู่ติดที่ปลายสายรัดด้วย ผะอบนั้นตั้งอยู่ในหีบถมตะทอง ๆ ตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้าทองคำ อุปทูตเชิญเครื่องมงคลราชบรรณาการ มีถุงตาดตาตั๊กกะแตนหุ้มตั้งบนพานทองคำชั้นเดียว ตรีทูตเชิญของถวาย เจ้าพระยาวิชา

๓๒ เยนทร์อรรคมหาเสนาบดีกรุงสยาม มีถุงเข้มขาบพื้นเขียวหุ้ม๑ ถุง ตั้งบนพานถมตะทองสำหรับถวายโปป ทูตานุทูตสยามทั้ง ๓ นาย แต่งกายเต็มยศตามธรรมเนียมสยาม คือนุ่งยกทองพื้นเขียวสวมเสื้อสักหลาดแดงขลิบทอง คาดเข็มขัดสายทองคำนอกเสื้อ เหน็บกระบี่ฝักแลด้ามทองคำ สวมพอกเกี้ยวกระจังทองคำสูงสามนิ้ว ปักดอก ไม้ไหวเพ็ชร มีสายสร้อยทองคำผูกนอกรัดคางเหมือนกันทั้ง ๓ นายเดินเข้าไปในท้องพระโรง พร้อมด้วยบาดหลวงล่ามผู้กำกับไปจากกรุงสยามนั้น ฝ่ายโปปทรงพระนามว่าพระเจ้าอินนอเซนต์ที่ ๑๑ เอกอรรคมหาชนกาธิปตัยในกรุงโรม เสด็จออกประทับบนพระแท่นในท้อง พระโรง มีมหาสังฆราชนั่งบนเก้าอี้ต่อน่าพระที่นั่งออกมาสองข้าง ๆ ละ ๔ รูป ราชทูตสยามเชิญพานพระราชสาส์นเดินตรงเข้าไปตั้งไว้ บนโต๊ะตรงน่าพระแท่น แล้วเดินถอยหลังออกมาพักนั่งที่เฝ้า ขณะ นั้นบาดหลวงล่ามผู้กำกับ จึงเดินเข้าไปตรงพระแท่นในน่าท้องพระโรง ก็คุกเข่าลงถวายคำนับครั้งหนึ่ง แลลุกเดินเข้าไปถึงกลางท้องพระโรง ก็คุกเข่าลงถวายคำนับเปนครั้งที่ ๒ แล้วลุกเดินเข้าไปถึงน่าพระแท่นคุกเข่าลงถวายคำนับเปนครั้งที่ ๓ แล้วจึงจูบพระบาทยุคล ฝ่ายโปป จึงโปรดให้บาดหลวงล่ามนั้นยืนขึ้น ๆ แล้วจึงก้มศีศะถวายคำนับ แล้วก็เดินถอยหลังออกมาห่างจากน่าพระแท่น แต่พอถึงที่สุดท้ายเก้าอี้ มหาสังฆราชทั้ง ๘ ท่านนั้น จึงถวายคำนับอิกครั้งหนึ่ง แล้วทูลเบิกทูตานุทูตสยามเข้ามาเฝ้า กล่าวด้วยพระราชดำริห์ของสมเด็จพระนารายน์มหาราชเจ้า ทรงพระปรารภจะใคร่เจริญทางพระราชไมตรีต่อ

๓๓ กรุงโรมเปนข้อต้น แลการที่ทรงพระมหากรุณาทำนุบำรุงบาดหลวงทั้งหลาย ที่สั่งสอนคฤสตสาสนาอยู่ในกรุงสยามด้วย แลกล่าวการ ที่เปนมงคลอิกหลายประการ ฝ่ายโปปจึงตรัสตอบทรงแสดงความชื่นชมยินดีเปนอันมาก บาดหลวงล่ามจึงเชิญพานพระราชสาส์นไปจากโต๊ะ นำไปถวายต่อพระหัดถ์โปป โปปทรงรับพระราชสาส์นนั้นแล้ว ก็ทรงคลี่ออกทอดพระเนตรทราบสิ้นทุกประการ บัดนี้จะขอกล่าวข้อความในพระราชสาส์นแต่ย่อ ๆ พอเปนสังเขปใจความว่า "พระราชสาส์นสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุทธยามหาขัติยราช ขอเจริญทางพระราชไมตรีมาถึงสมเด็จพระมหาสังฆราชาธิราชเจ้ากรุงโรม ทรงพระนามว่าโปปอินนอเซนต์ที่ ๑๑ ทรงทราบด้วย ตั้งแต่เรา ได้ขึ้นครองราชสมบัติในกรุงศรีอยุทธยามหานครแล้ว ได้มีความปรารภ ปราถนาจะใคร่ได้รู้จักกับพระเจ้าแผ่นดินใหญ่ทั้งหลายในประเทศยุโรปแลจะได้ผูกพันทางพระราชไมตรีมีพระราชสาส์นไปถึงกันแลกัน เพื่อความประสงค์ของเราจะชักนำสรรพวิทยาคุณในประเทศยุโรป มาทำนุบำรุงกรุงสยามให้เปนความสว่างรุ่งเรืองแก่อาณาประชาชนทั้งปวง ด้วยฝ่ายเรารำพึงอยู่อย่างนี้แล้ว แต่ยังไม่ทันจะแต่งพระราชสาส์นให้ราชทูตออกมายังท่าน (เฮโยโปลิส์) ท่านก็ใช้บิชอบออฟเอลิออโปลิส เชิญพระราชสมณสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการส่งเข้ามาถึงก่อน เรา

๓๔ ได้รับโดยความชื่นชมยินดีเปนอย่างยิ่ง แล้วได้แต่งทูตานุทูตสยามสำรับหนึ่ง เชิญพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการของเราออกไปถวายท่าน เปนการแสดงความสนองโดยคลองพระราชไมตรีของท่านให้สนิท ดุจดังเนื้อสุวรรณธรรมชาติในแผ่นเดียวกัน แต่เรามีความ เสียใจเปนอย่างยิ่ง ที่ทูตานุทูตของเราไปหาถึงท่านไม่ เปนเหตุด้วยกำปั่นแตกที่แหลมเคปออฟ กุดโอป พระราชสาส์นกับเครื่องมงคลราชบรรณาการจมน้ำเสียในกลางทเลทั้งสิ้น ทูตานุทูตของเราที่แต่งไปในครั้งนั้นจึงไปไม่ถึงท่าน เพราะฉนั้นในกาลบัดนี้เราจึงได้ให้บาดหลวงชื่อตาชาตนำทูตานุทูตสยาม เชิญพระราชสาส์นแลเครื่องราชบรรณาการครั้งที่ ๒ ออกมาถวายท่านครั้งนี้ เปนการแสดงความสามัคคีรศที่เราจะใคร่ได้ผูกพันทางพระราชไมตรี สืบเนื่องราชทูตของเราที่เสียไปในครั้งก่อน ทั้งจะได้ทูลท่านให้ทราบว่า เราตั้งหฤไทยจะใคร่ทำนุบำรุงพวกบาดหลวงที่เขามาตั้งสั่งสอนคฤสตสาสนาอยู่ในประเทศสยาม แลชนทั้งปวงที่นับถือคฤสตสาสนาด้วย ในข้อนี้เราขอรับเปนภาระธุระเองขอท่านอย่าได้มีความปริวิตกเลย แลเราได้สั่งบาดหลวงตาชาตให้ทูลความต่างๆในกรุงสยามให้ท่านทรงทราบทุกประการ ขอท่านจงรับเครื่องราชบรรณาการของเราที่มีความยินดีส่งออกไปถวาย โดยการแสดงทางพระราชไมตรีอันสนิทเสนหาถาวรชั่วฟ้าแลดิน อนึ่งเราขออำนาจสิ่งซึ่งเปนใหญ่เปนประธานในสกลโลกนี้ จงโปรดให้ท่านมีพระชนมายาวยืน จะได้ทำนุบำรุงพระสาสนาของท่าน


๓๕ โดยช้านาน ให้รุ่งเรืองแผ่ไพศาลทั่วพิภพโลกทั้งปวง ความปราถนาอันสุจริตของเรามีดังนี้เปนต้น เราเปนมิตรที่สัตย์ซื่อของท่าน ( ที่ประทับพระราชลัญจกร ) ( ลงชื่อ โฟกอง คือ เจ้าพระยาวิชาเยนทร์ ) พระราชสาส์นส่งมาแต่พระราชวังลพบุรี ณเดือนอ้ายขึ้นสามค่ำปีเถาะนพศก พุทธศักราช ๒๒๓๑ ครั้นโปปทรงทอดพระเนตร พระราชสาส์นของพระเจ้ากรุงสยามเสร็จแล้ว จึงพระราชทานคืนกลับให้แก่บาดหลวงตาชาต ๆ มอบส่ง ให้บาดหลวงเจ้าพนักงานกรมวัง ๆ เชิญพระราชสาส์นนั้นไปเก็บไว้ในห้องทรงพระอักษรของโปป แล้วบาดหลวงตาชาตจึงไปรับเครื่องราชบรรณา การสิ่งสำคัญที่อุปทูต แลของถวายออกยาวิชาเยนทร์ ที่ตรีทูตนำ มาถวายต่อพระหัดถ์โปป ๆ ทรงรับไว้ ราชบรรณาการในถุงที่อุปทูต ถือมานั้น คือหีบทำด้วยลวดทองคำถักเปนฝีมือช่างชาวสยามอย่างละเอียดงามที่สุด หนักทองสามตำลึง ของออกยาวิชาเยนทร์ฝากมาถวายนั้น คือหีบเงินหนักประมาณ ๕ ชั่ง เปนฝีมือช่างชาวยี่ปุ่นทำจำหลักลายกุดั่นเปนรูปนกไม้แลลายต่าง ๆ มีพานเงินรองหีบหนักประมาณ ๕ ชั่ง เปนฝีมือช่างจีนด้วย ลวดถักอย่างงามดี ครั้นโปปทรงรับเครื่องราชบรรณาการแลของถวายแล้ว จึงรับสั่งให้บาดหลวงเรียกทูตานุทูตสยามเข้ามาใกล้พระองค์ ขณะนั้นทูตานุทูต

๓๖ สยามคลานมาสองสามก้าวก็หยุดถวายบังคม ๓ หนครั้ง ๑ แล้วก็คลานเข้าไปอีกสองสามก้าวก็หยุดถวายบังคม ๓ หนอิกครั้ง ๑ แล้วคลานเข้าไปอีกสองสามก้าวใกล้พระแท่น แล้วจึงถวายบังคม ๓ หนอิก ครั้ง ๑ ในครั้งที่สุดท้ายนั้น ราชทูตถวายบังคมก้มศีศะลงให้ยอดลำ พอกจดชายฉลองพระองค์ทั้งสามครั้ง แล้วคลานถอยหลังออกมาห่างพระแท่นถึงท้ายเก้าอี้มหาสังฆราชทั้ง ๘ รูป แล้วอุปทูตตรีทูตก็ผลัด กันคลานเข้าไปทำเช่นราชทูตนั้นทุกคนแล้ว จึงคลานออกมาเรียงอยู่ตามลำดับตำแหน่งยศทูตานุทูตในกลางท้องพระโรงนั้น ฝ่ายบาดหลวงตาชาตจึงเข้าไปคุกเข่าตรงน่าพระแท่น แล้วจึงก้มศีศะลงจูบที่ฉลองพระบาทยุคลแล้ว เดินถอยหลังออกมายืนเฝ้า อยู่หลังราชทูตสยามตามเดิม ในขณะนั้นมหาสังฆราชผู้หนึ่ง เดินเข้ามาหยุดยืนอยู่ตรงน่าพระแท่น แล้วจึงปลดพระภูษาที่คล้องพระสอทับนอกฉลองพระองค์นั้นออกแล้ว โปปจึงตรัสพระราชทานพระพรแก่ทูตานุทูตสยามตามธรรมเนียมเสร็จแล้วจึงเสด็จขึ้น ฝ่ายทูตานุทูตสยามกับบาดหลวงล่ามผู้กำกับพร้อมกันถวายคำนับแล้วเดินออกจากท้องพระโรง แลมหาสังฆราชอรรคมหาเสนาบดี ชื่อชิโบ ก็นำทูตานุทูตสยามลงไปยังห้องที่พักแห่งตน เชิญให้นั่ง เก้าอี้มีพนัก แล้วจัดการต้อนรับโดยความยินดีเปนอันมากแลสนทนากับทูตสยามตามสมควรแล้ว ทูตานุทูตสยามก็ลาออกจากห้องนั้นมา

๓๗ ขึ้นรถพระที่นั่งดังเดิม กลับไปยังที่พักของราชทูต ขณะนั้นทหารแตรก็เป่าแตรทำเพลงสรรเสริญ รับรองราชทูตสยามตามธรรมเนียม ขณะเมื่อราชทูตานุทูตสยามพักอยู่ในกรุงโรมนั้น ได้ไปเที่ยวชมถิ่นฐานบ้านเมืองแลตึกใหญ่น้อยแลวัดวาอารามทุก ๆ แห่ง ในจังหวัดกรุงโรม แลได้ไปดูสิ่งของโบราณมีตึกแลโบถวิหารเปนต้นหลายแห่งเปนที่พิศวงน่าชมล้วนประหลาดยิ่งนัก ครั้นถึงวันที่ ๒๔ เดือนธันวาคม ในปีนั้นซึ่งเปนวันจ่ายตรุษฝรั่ง คือ วันก่อนวันพิธีคฤศตมาศ เปนวันประสูตรพระเยซูเจ้า ทูตานุทูตสยาม ก็ได้ไปดูพวกบาดหลวงสวดบูชานมัสการพระเปนเจ้าฝ่ายฝรั่ง ในโบถพระอารามหลวงในพระราชวังของโปป ซึ่งเปนพิธีใหญ่แลเปนการประชุมของมหาชน ที่มีความเลื่อมใสศรัทธาในพระคฤศตสาสนาโรมันกาทอลิกเปนอันมาก ครั้นวันที่ ๔ เดือนมกราคม คฤศตศักราช ๑๖๘๙ ปี เปนกาลขึ้นปีใหม่ของชาวประเทศยุโรป ตรงกับจุลศักราช ๑๐๕๐ ปีมะโรงสัมฤทธิศกทูตานุทูตสยามพร้อมด้วยบาดหลวงล่ามผู้กำกับ ขึ้นรถไปเฝ้าโปป ถวายบังคมลาในท้องพระโรงเหมือนเมื่อแรกเฝ้านั้น โปปจึงพระราชทานพระราชสาส์นสนองพระเจ้ากรุงสยามฉบับหนึ่ง พระราชสาส์นนั้นเชิญลงสถิตย์ในหีบทองคำหนาแขงแรงหีบ ๑ แล้วพระราชทานเครื่อง ราชบรรณาการตอบแทนต่อพระเจ้ากรุงสยาม คือ ประคำทองคำประดับ เพ็ชรสายหนึ่ง กับทองคำเหรียญ ๑ น่าหนึ่งจำหลักเปนพระราชฉายา

๓๘ ลักษณของโปป แลมีเพ็ชรใหญ่ ๒ เม็ดราคามากประดับในดวงขอบเหรียญนั้น อิกน่าหนึ่งจำหลักเปนรูปพระวิญญาณสมมติว่า พระ มหากรุณา แลรอบขอบเหรียญนั้นมีอักษรเปนภาษาละตินดังนี้ "นน เกวริด แกว ซูอา ซูนต์" แปลก็เปนใจความว่า ไม่ได้ไถ่ถามว่าผู้ใด อธิบายขยายข้อความว่า " ความกรุณาของพระผู้เปนเจ้ามีแก่สัตว์ทั้งปวงทุกชาติทุกภาษา เมื่อพระผู้เปนเจ้าทรงพระกรุณาแก่ สัตว์ทั้งหลายไม่เลือกหน้า เปนสาธารณะพระมหากรุณาแก่ชนทั้งปวงทั่วไป" แล้วพระราชทานประคำทองคำสองสาย กับเหรียญทองคำ สองเหรียญ สำหรับพระราชทานตอบแทนเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ แลภรรยาเจ้าพระยาวิชาเยนทร์ด้วย แลพระราชทานเหรียญทองคำแลเหรียญเงิน แก่ทูตานุทูตสยามทั้งสามนาย ๆ ละ ๒ เหรียญ คือ เหรียญทองเงินเหมือนกับที่ถวายพระเจ้ากรุงสยาม เว้นแต่ไม่ได้ประดับเพ็ชร์ อนึ่งพระราชดำรัสสั่งให้พระราชทานเหรียญเงินดังเช่นพระราชทานแก่ราชทูตนั้น ให้แจกแก่ชาวสยามที่มาด้วยราชทูตทั่วทุกนาย ๆ ละ ๓ เหรียญ แลทรงพระราชปฏิสัณฐารปราไสแก่ทูตานุทูตสยามตามสมควรแล้วก็เสด็จขึ้น ครั้นถึงวันที่ ๗ เดือนมกราคม ทูตานุทูตสยามก็ออกจากกรุงโรม มีความยินดีที่โปปทรงรับรองแขงแรงสมแก่เกียรติยศดังนั้น แล้ว ก็โดยสานลงเรือไปวันหนึ่ง จึงถึงเมืองชีวิตะเวกกิยะหัวเมืองปากอ่าว

๓๙ ชายทเลของกรุงโรม ผู้รักษาเมืองนั้นก็ออกมาต้อนรับพร้อมด้วยกรม การแลพลทหารที่ประจำเมืองทั้งปวง แลกำปั่นของโปปที่ทอดสมอ ในอ่าวนั้น จึงยิงปืนใหญ่คำนับทูตานุทูตสยามเปนการเอิกเกริกใหญ่ ยิ่ง ผู้รักษาเมืองก็พาทูตานุทูตสยามไปพักในจวนเมืองนั้น แล้วจัด การเลี้ยงราชทูตสยามที่บนทำเนียบตามสมควร รุ่งขึ้นวันอาทิตย์เปนวันที่ ๙ เดือนมกราคม ทูตานุทูตสยามกับบาดหลวงล่ามผู้กำกับพร้อมกัน ลงเรือกำปั่นใบชาวเกาะมระตาใช้ใบไปยังกรุงฝรั่งเศส

( เซ็น ) เยรินี แปลแลเรียบเรียง.


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก