ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๑

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๑

จดหมายเหตุเรื่อง เจรจาความเมืองระหว่างไทยกับพม่า

สมเด็จพรระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช โปรดให้พิมพ์ ในงานศพพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข) เจ้ากรมเมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๔๖๔

พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร



สารบาน

ประวัติพระนาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข) เจ้ากรม

อธิบายเรื่องพม่าเจรจาความเมืองกับไทย น่า ๑

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๑ " ๓

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๒ " ๖

หนังสือพระยากาญจนบุรีมีถึงเจ้าเมืองเมาะตะหมะ " ๖

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๓ " ๙

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๔ " ๑๑

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๕ " ๑๔

หนังสือเสนาบดีพม่าถึงเสนาบดีไทย " ๑๕

คำแปลศุภอักษรที่จารึกแผ่นทอง " ๑๘

คำพระยาพิมพิสาร พม่าส่งมา " ๒๐

คำพระยาพิมพิสาร มาให้การต่อไทย " ๒๓

ศุภอักษรเสนาบดีไทย ตอบเสนาบดีพม่า " ๓๒

หนังสือพระยากาญจนบุรี ตอบเจ้าเมืองเมาะตะหมะ " ๓๕

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๖ " ๔๔

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๗ " ๕๗

หนังสือเดินทางของทูตพม่า " ๕๗

หนังสือเสนาบดีพม่า ถวายเสมเด็จพระสังฆราช " ๕๙

ลิขิตพระพรหมมุนี ตอบเสนาบดีพม่า " ๖๘




พระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช  (แย้ม สินศุข)  เจ้ากรมในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช.(ผ.ท.บ.)


ประวัติพระยาภาณุพันธวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข)

พระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เจ้ากรมในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธ์วงศ์วรเดช มีนามเดิมว่า แย้ม นามสกุลว่า สินศุข สืบสาโลหิตมาจากสกุลนักรบอันสูงศักดิ์สกูล ๑ คือ
เปนบุตรเจ้าพระยายมราช (ศุข ) ๆ เปนบุตรพระยากลาโหมราชเสนา (ทองอิน ) ๆ เปนบุตรเจ้าจุ้ยกรมขุนอินทรพิทักษ์ ซึ่งเปนโอรสของขุนหลวงตากเจ้ากรุงธนบุรี

เจ้าพระยายมราช (ศุข) จะได้เปนตำแหน่งใดแต่เดิมไม่ปรากฎๆแต่เมื่อเปนพระยาเพชรบุรีในรัชกาลที่ ๓ แต่เข้าใจว่าเห็นจะเคยราชการทัพศึกมาแต่ครั้งพระยากลาโหมราชเสนาผู้บิดาเปนแม่ทัพไปรักษาเมืองถลางเมื่อรัชกาลที่ ๒
เพราะฉนั้นจึงได้เปนนายทัพน่าคราวพระยาศรีพิพัฒน์ (ทัด ) คือ สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ, ปราบแขกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๘๑ ซึ่งปรากฎอยู่ในหนังสือเรื่อง "จดหมายเหตุหลวงอุดมสมบัติ " นั้น
ภายหลังพระยาเพชรบุรี (ศุข) ได้เปนพระยาสุรเสนา
ครั้นที่ถึงรัชกาลที่ ๔ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เปนเจ้าพระยายมราช เจ้าพระยายมราช (ศุข) มีบุตรและธิดาอันเกิดแต่เอกภรรยาและอนุภรรยาต่างกันมากหลาย อนุภรรยาผู้ ๑ ชื่อ สาด
เปนชาวเพชรบุรีบุตรและธิดาที่มีกับภรรยาผู้นี้ ๔ คน คือ ที่ ๑นายบัวเปนมหาดเล็กหลวงที่ ๒ นายเอม เปนมหาดเล็กหลวง ที่ ๓ นางเจียนบุนนาก อนุภรรยา


ของพระยามนตรีสุริยวงศ์ (ชุ่ม บุนนาก ) ซึ่งเปนมาดาพระยารำไพพงศ์ บริพัตร (จิตร บุนนาก ) ที่ ๔ นายแย้ม คือพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดชนั้น เจ้าพระยายมราช (ศุข )
มีคฤหสถานตั้งอยู่ณตำบลใกล้ปากคลองตลาดฟากตวันออกในกำแพงพระนคร เมื่อเจ้าพระยายมราช (ศุข ) ถึง อสัญญกรรมแล้ว บรรดาบุตรและธิดาซึ่งยังไม่ได้แยกบ้านเรือนไปอยู่ณะที่อื่นก็รวบรวมกันอยู่ในที่นั้นเปนส่วน ๆ
อยู่ในความครอบครองอุปการของพระยาเพชรฎา (นก ) ผู้เปนบุตรใหญ่ในท่านผู้หญิง, ได้ปกปักรักษาสกุลวงศ์สืบต่อมา
พระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข ) เกิดที่บ้านตำบลปากคลองตลาดนี้ เมื่อวันพุฒที่ ๑๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๓๙๑ เมื่อบิดาถึงอสัญญกรรมมีอายุได้ประมาณ ๗ ขวบ
จึงอยู่ในความปกปักรักษาของพระยาเพชรฎา (นก) ๆ ได้อุปการบำรุงมาจนเติบโตถึงคราวบวช, ได้อุปสมบทอยู่ณวัดราชบุรณะ
ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๑๖ เปนเวลาที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช แต่เมื่อยังดำรงพระยศเปนสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภาณุรังษีสว่างวงศ์,
เสด็จประทับอยู่ในพระบรมมหาราชวัง ณหอราชพิธีกรรม ริมประตูศรีสุนทร พระยาเพชรฎา (นก ) พาตัวนายแย้มน้องชายผู้ซึ่งมีอายุได้ ๒๕ ปี เข้าถวายตัวเปนมหาดเล็กในพระองค์
ขณะนั้นได้ทรงรับพระสุพรรณบัตรเฉลิมพระนามเจ้าฟ้าแล้ว ตามพระราชประเพณีก็เหมือนว่าได้ทรงกรมแล้ว จึงมีตำแหน่งข้าหลวงประจำกรม คือเจ้ากรม



ปลัดกรมสมุห์บาญชี ทั้ง ๓ มีนามบรรดาศักดิ์เปนหมื่น และมีจางวาง นายเวรปลัดเวรสารวัดเต็มตามอัตราอย่างเจ้าฟ้าทรงกรมเต็มที่ แต่หาได้ใช้นามกรมต่อท้ายพระนามเดิมไม่ ตำแหน่งข้าหลวงน้อยในกรมนี้,เมื่อทรงเห็นว่าผู้ใดสมควรรับตำแหน่ง ก็ทรงตั้งแต่งขึ้นตามลำดับ, ขณะนี้ได้ทรงตั้งให้นายแย้มมหาดเล็กเปนนายเวรตำรวจขึ้นนาย ๑ ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๑๙ ถึงเวลาเสด็จออกไปประทับอยู่ณะพระราชวังสราญรมย์, โปรดให้นายแย้มนายเวรเปนจางวางฝีพาย รับราชการ ทั้งในหลวงและในกรมกับทั้งการในพระองค์เรียบร้อยตามน่าที่มาช้านานตลอดถึงกาลที่ได้เสด็จประทับอยู่ณะวังบูรพาภิรมย์ และได้ทรงรับกรมเปนกรมหลวงทั้งเมื่อเลื่อนขึ้นเปนกรมพระภายหลังแล้ว จางวางแย้มสินศุข ก็ยังคงอยู่ในตำแหน่งนี้ตลอดมา เพราะเหตุว่าตำแหน่งจางวางฝีพายมีน่าที่กิจการยานพาหนะ และควบคุมกำลังผู้คนที่เกี่ยวแก่การนั้นสมัยก่อน ๆ กำลังพาหนะเปนสิ่งสำคัญอย่าง ๑ ซึ่งเปนต้องมีต้องใช้สำหรับราชการในหลวงและในกรม เพื่อประดับพระเกียรติยศ เช่นในการเรือกระบวนพระกฐินและเรือประพาศหัวเมืองเปนต้น ตลอดจนการที่ต้องกะเกณฑ์แห่แหนและทำการโยธาทั้งหลาย อันต้องการ ผู้ซึ่งรับตำแหน่งนี้เปนคนซื่อสัตย์กล้าหาญมั่นคงแขงแรงอดทนต่อน่าที่จางวางแย้ม สินศุข ทำกิจการอันนี้ดีมีประโยชน์เหมาะแก่ตำแหน่งแม้มีที่เสด็จไปในทางไกลหรือกันดารปานใด ได้เคยไปตามเสด็จและทำการตามน่าที่โดยกวดขัน ถึงจะได้รับความลำบากตรากตรำปานใด ฆ ก็มิได้บ่อท้อ, ทั้งนี้ก็เพราะเปนผู้ที่มีใจจงรักต่อเจ้านายของตนติดสันดานทั้งมีร่างกายกำลังวังชาแขงแรง และมีนิสัยชอบการเตร็จเตร่แต่เดิมมาด้วย ได้เคยไปเที่ยวหัวเมืองหลายจังหวัดแทบมณฑล ที่ชำนาญมากทางตวันตกและตวันออก ครั้ง ๑ เมื่อพระยาศักดาภิเดชวรฤทธิ์ ( ดั่น อัมรานนท์ ) ออกไปเปนข้าหลวงเทศาภิบาลมณฑลเขมร ได้ทูลขอจางวางแย้ม สินศุข ต่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพรภาณุพันธุวงศ์วรเดชให้ออกไปราชการครั้งนั้นด้วย เพื่อได้ช่วยจัดเรื่องเกวียนราษฎรที่เกี่ยวแก่การพาหนะในมณฑลนั้น , ทรงเห็นว่ากิจการในน่าที่จางวางฝีพายในกรมชั้นหลัง ๆ ขณะนั้นเบาบางไม่สำคัญเหมือนชั้นก่อน ๆ แล้วจึงทรงอนุญาต ภายหลังเมื่อจางวางแย้ม สินศุข กลับเข้ามาแล้ว ก็คงรับราชการในกรมตามน่าที่จางวางฝีพายอยู่ตามเดิม เพราะตำแหน่งที่สูงขึ้นไปกว่ายังไม่มีว่าง ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๔๖ เจ้ากรมในขณะนั้นซึ่งยังมีบรรดาศักดิ์เปนพระภาณุพันธ์ธุวงศ์วรเดชอยู่นั้นมีความทุพพลภาพ หลวงภูเบศรบริบาลปลัดกรมต้องทำการในน่าที่เจ้ากรม จึงโปรดให้จางวาง แย้ม สินศุข ทำการในน่าที่ตำแหน่งปลัดกรม, ถึงพ.ศ. ๒๔๔๘ เลื่อนขึ้นทำการในน่าที่ตำแหน่งเจ้ากรมต่อมา ครั้นถึงรัชกาลปัตยุบันนี้เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๔ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ดำรงพระอิศริยยศเลื่อนขึ้นเปนสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยา ตำแหน่งข้าหลวงน้อยประจำกรมก็เลื่อนบรรดาศักดิ์ตามลำดับ คือเจ้ากรมเปนพระยา ปลัดกรมเปนพระสมุห์บาญชีเปนหลวง จึงโปรดตั้งให้เจ้ากรมแย้ม สินศุขเปนพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช รับราชการในหลวงและในกรมสมตำแหน่งน่าที่เปนอันดี ได้รับตำแหน่งนี้คงที่ตลอดมาจนถึงแก่กรรม ง เมื่อจะกล่าวถึงครอบครัวของพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข ) ในชั้นหลัง ซึ่งได้แยกนามสกุลว่า สินศุข ขึ้นแล้วนั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ พระยาภาณุพันวงศ์วรเดช แต่ยังเปนนายแย้มจางวางอยู่นั้น ได้ทำการสมรสกับนางเพียนธิดาพระอนันตคีรี ( แก้ว ) ผู้ว่าราชการเกาะพงัน (เดิมขึ้นจังหวัดไชยา ) มีบุตรคน ๑ ชื่อ หลง เกิด เมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๐ มีธิดาคน ๑ ชื่อ เยื้อน เกิดเมื่อ พ.ศ. ๒๔๓๗ ครั้นนายหลงมีอายุได้๑๕ปีบิดาได้ส่งเข้าเปนนักเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๕ ออกจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก เมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ได้รับยศทหารบกชั้นสัญญาบัตรจิ่มาตามลำดับ ส่วนบรรดาศักดิ์ได้เปนหลวงอาวุธสิขิกร เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้ออกไปศึกษาวิชาอากาศยาน ณประเทศฝรั่งเศส ๓ ปี กลับเข้ามารับราชการในกรมอากาศยานทหารบก สืบมา ในเวลานี้ได้มียศทหารบกเปนนายพันโท มีบรรดาศักดิ์เปนพระพิเศษสุรฤทธิ์ ตำแหน่งผู้อำนวยการโรงงานกรมอากาศยานทหารบก เมื่อว่าถึงสถานที่อยู่ ได้กล่าวไว้แล้วว่า พระยาภาณุพันธุวงศ์วเดช ( แย้ม สินศุข ) เกิดที่บ้านบิดาณะตำบลปากคลองตลาด เมื่อเจ้า พระยายมราช ( ศุข ) บิดาถึงอสัญญกรรมมีอายุยังเยาว์ จึงอยู่ในความปกครองของพระเพชรฎา (นก ) ผู้เปนพี่ใหญ่ บรรดาญาติผู้ใหญ่ ๆ นอกจากที่ได้แยกกันไปอยู่ณตำบลอื่นแล้ว ต่างก็แยกที่อยู่กันเปนส่วน ๆ ในบ้านนั้น เมื่อถึงเวลาล่วงลับกับไปตามลำดับ ที่บ้านนั้น ก็เปลี่ยนแปลงไปตามกาล เมื่อนายแย้ม สินศุข มีอายุขึ้นมากแล้ว , จ ก็ได้ครอบครองบ้านเรือนส่วน ๑ ณตำบลปากคลองตลาดนั้นตลอดมาครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๔๑ทางราชการจะต้องการที่บ้านตำบลนี้สร้างตึก และตัดถนนริมคลองตลาดฟากตวันออก ถูกในส่วนซึ่งจางวางแย้ม สินศุข ตั้งอยู่ต้องขายที่นั้นแก่รัฐบาล เปนอันจะต้องรื้อเรือนไปหาที่ปลูกสร้างใหม่, สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระภาณุพันธุวงศ์วงเดชทรงสงสาร โปรดประทานอนุญาตให้จางวางแย้ม สินศุข รื้อเรือนเดิมมาปลูกอาศรัยอยู่ในที่ดินนอกกำแพงพระนครอันเปนเขตรน่าวังบุรพาภิรมณ์สืบต่อมา ในระหว่างเวลารื้อเรือนปลูกเรือนใหม่ โปรดให้ยกครอบครัวมาอาศรัยศาลาหมู่ ๑ ในวังบูรพาภิรมณ์ชั่วคราว เมื่อสร้างเรือนใหม่เสร็จแล้ว ได้ออกอยู่ในที่นั้น ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ เกิดเพลิงไหม้ขึ้นที่โรงเลื่อยไม้น่าวังบูรพาภิรมย์ เขตรเรือนจางวางแย้ม สินศุข อยู่ใกล้ชิด โรงเลื่อย เพลิงไหม้บ้านเรือนหมด โปรดให้ยกครอบครัวเข้ามาอยู่ในวังบุร พาภิรมย์เช่นก่อน จางวางแย้ม สินศุข นั้น นอกจากหมด กำลังที่จะสร้างบ้านเรือนขึ้นใหม่อีกแล้ว ยังเต็มใจที่จะอาศรัยอยู่ในวังสืบไป โดยเหตุว่าเปนการสดวกแก่น่าที่ซึ่งภายหลังต้องมีต้องทำอยู่ใกล้ชิดพระองค์ยิ่งขึ้น ที่ดินเดิมซึ่งจางวางแย้ม สินศุข ได้ตั้งบ้านเรือนเพลิงไหม้ว่างเปล่าอยู่นั้น, โปรดให้ผู้อื่นเช่าสร้างบ้านเรือนอาศรัยอยู่ต่อไป ภายหลังผู้เช่าต้องออกจากบ้านนั้น ทูลขอขายเรือนต่าง ๆ ที่ปลูกสร้างไว้ เมื่อได้ทรงรับซื้อเรือนทั้งหมู่เปนสิทธิของพระองค์แล้ว จึงโปรดให้พระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข )ไปอาศรัยอยู่ณะเรือน

ฉ หลังใหญ่ เพื่อได้ดูแลรักษาบ้านเรือนหมู่นั้น เรือนหลังเล็ก ๆ ผู้อื่นได้อาศรัยอยู่ตามควร ได้ยกครอบครัวไปอยู่ในที่นั้นตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๑ ครั้นถึง พ.ศ. ๒๔๖๓ มีเหตุเพลิงไหม้ขึ้นอีกในที่นั้น เรือนทุกหลังในบ้านนั้นเปนอันตรายหมด ขณะนั้นพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข) ก็อยู่ในฐานอันชราภาพและมีความเจ็บป่วยประจำตัวอยู่เสมอๆไม่สามารถที่จะทำกิจการในน่าที่ได้เต็มบริบูรณ์, ทั้งที่อาศรัยเดิมในวังบุรพาภิรมย์ก็ได้เปลี่ยนแปลงเปนอย่างอื่นไปเสียแล้ว, การที่จะเข้ามาอยู่ในวังเช่นแต่ก่อนแม้แต่จะจัดหาที่อื่นได้ ก็จะเปนที่เล็กไม่สมฐานของผู้ใหญ่ ทั้งจะได้ความลำบากแก่ผู้ชราภาพซึ่งป่วยเจ็บอยู่ด้วย, เพื่อที่จะให้เกิดความศุขสำราญและดำรงชีพยืนยาวสืบไป เมื่อนายพันโทพระพิเศษสุรฤทธิ (หลง สินศุข ) ผู้บุตรชายคนเดียวของพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข) ทูลขอรับบิดาไปไว้ยังบ้านตนซึ่งตั้งอยู่ ณริมถนนพญาไทตำบลพญาไทนั้นแล้ว จึงโปรดประทานอนุญาตเพราะ ทรงเห็นว่าจะเปนผลอันดีซึ่งจะได้รับอากาศบริสิทธิ เปนเครื่องเกื้อกูลแก่การรักษาความป่วยเจ็บ, เพื่อยังชีวิตให้เปนยืนยาว เมื่อพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข ) ไปอยู่ที่บ้านนายพันโท พระพิเศษสุรฤทธิแล้ว ก็หาได้ลืมความกตัญญูต่อเจ้านายของตนไม่ แม้ว่ามีกิจการในกรมที่จำเปนพอสามารถจะมาได้ ก็อุตสาหะมาทำตามน่าที่อยู่เนืองๆ ลำดับนี้ได้โปรดประทานอภัยให้พักรักษาตัวอยู่ยังบ้านบุตรเปนอันได้รับความศุขสบายดียิ่งขึ้นกว่าแต่ก่อน แต่นั่นและสังขารไม่เปน ช ของเที่ยง ความป่วยเจ็บอันเนื่องจากชราภาพก็เกิดเบียนยิ่งขึ้นจนมีอาการหนักลง ครั้นถึงวันจันทร์ที่ ๑๐ มกราคม พ.ศ. ๒๔๖๓ เวลา ๖ นาฬิกา พระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข ) เจ้ากรม ถึงแก่กรรมที่บ้านพระพิเศษสุรฤทธิ์นั้น มีอายุได้ ๗๓ ปี วันที่ ๑๐ มกราคม มีการอาบน้ำศพ ได้รับพระราชทานน้ำหลวงและหีบทองทึบ เปนเกียรติยศศพตามบรรดาศักดิ์ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช เสด็จไปเปนประธานในการอาบน้ำศพนี้ ได้ตั้งหีบศพไว้ณบ้านพระพิเศษสุรฤทธิ,และได้มีการบำเพ็ญกุศลต่อมาตามวาระอันควร บัดนี้คุณหญิงเพียน ภาณุพันธุวงศ์วรเดช กับนายพันโทพระพิเศษสุรฤทธิ์ (หลง สินศุข ) ผู้บุตร ทูลสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ว่ามีความปรารถนาจะใคร่ทำการฌาปนากิจศพสามี และบิดา, มีการบำเพ็ญกุศลเริ่มงานที่บ้านพระพิเศษสุรฤทธิแล้วยกหีบศพไปสู่เมรุริมบรมบรรพตวัดสระเกษ, บำเพ็ญกุศลพิเศษเสร็จแล้วพระราชทานเพลิง เมื่อสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช ได้ทรงพระอนุญาตแล้วทรงรำพึงว่า, พระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข) เปนข้าในกรมเก่าแก่มาช้านานถึง ๔๗ ปี ได้กระทำความดีต่อพระองค์เปนอเนกประการ มีคุณสมบัติหลายอย่างตั้งต้นแต่เปนผู้มีชาติตระกูลอันดี มีนิสัยความประพฤติดี ตลอดถึงความดีซึ่งได้กระทำน่าที่ในตำแหน่งมาเปนลำดับ ดังได้กล่าวลเอียดไว้ข้างต้นแล้ว ในการฌาปนกิจศพเจ้ากรมในพระองค์ครั้งนี้ นอกจากที่จะทรงบำเพ็ญพระกุศล ซ ในทางพระศาสนาแล้ว จะทรงพิมพ์หนังสือแจกตามธรรมเนียม ได้ทรงทูลขอให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ สภานายกกรรมการหอพระสมุดสำหรับพระนคร ทรงเลือกเเรื่องที่เปนสาระประโยชน์เกี่ยวแก่การทหาร, เพื่อสมกับนิสัยของผู้มรณภาพอันเนื่องมาจากสกุลนักรบ กรมพระดำรงราชนุภาพได้ทรงแนะนำให้พิมพ์หนังสือจดหมายเหตุ เรื่องเจรจาความเมืองในระหว่างไทยกับพม่า หนังสือเรื่องนี้ถึงเปนเรื่องการเมืองก็เกี่ยวแก่การยุทธ อาจเปนประโยชน์แก่ผู้ที่รับราชการทหาร ความบรรยายเเรื่องหนังสือเปนอย่างไรแจ้งอยู่ในคำนำนั้นแล้ว หนังสือโปรดให้พิมพ์ขึ้น ๑๐๐๐ เล่ม เพื่อเปนเครื่องหมายเชิดชูความดี และไว้อาลัยในพระยาภาณุพันธุวงศ์วรเดช (แย้ม สินศุข ) เจ้ากรม ผู้เปนข้าเก่าเจ้าเลี้ยงอันร่วมทุกข์ศุขตลอดมา ทรงอุทิศส่วนพระกุศลที่ได้ทรงสร้างหนังสือนี้แก่ผู้มรณภาพ, เพื่อสำเร็จผลเผยแผ่นามและความดีปรากฎอยู่สืบไปชั่วกาลนาน.

วังบุรพาภิรมย์ วันที่ ๗ พฤษภาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๔


เรื่องพม่าเจรจาความเมืองกับไทย[แก้ไข]

ไทยกับพม่าได้ทำสงครามขับเคี่ยวกันมาแต่ก่อนอย่างไร เรื่องราวได้รวบรวมไว้แล้วในหนังสือหลายเรื่อง คือหนังสือพระราชพงศาวดาร แลหนังสือพงศาวดารเรื่องเรารบพม่าเปนต้น แต่ยังมีเรื่องเนื่องด้วยการที่ไทยรบพม่าพม่าอิกส่วน ๑ คือซึ่งไทยกับพม่าเจรจาความเมืองเพื่อจะเลิกรบพุ่งกลับเปนไมตรีกัน ซึ่งเคยมีมาหลายครั้ง ยังหาได้รวบรวมเรื่องราวเข้าไว้ด้วยกันเหมือนอย่างเรื่องที่ทำสงครามกันนั้นไม่ เรื่องราวที่ไทยกับพม่าเจรจาความเมืองกันในสมัยเมื่อกรุงศรีอยุธยายังเปนราชธานี มีปรากฎอยู่เพียงในหนังสือพงศาวดาร ไม่มีจดหมายเหตุที่แปลกออกไปกว่านั้น แต่เรื่องเจรจาความเมืองกันในชั้นกรุงรัตนโกสินทร์นี้ มีจดหมายเหตุแลสำเนาหนังสือที่โต้ตอบกับปรากฏอยู่หลายฉบับ พิมพ์แล้วบ้างยังไม่ได้พิมพ์บ้าง ที่เปนพระราชนิพนธ์ก็มี เปนหนังสือน่าอ่าน สมควรจะรวบรวมพิมพ์รักษาไว้มิให้สูญเสีย ด้วยเหตุทั้ง ๒ ประการที่กล่าวมา จึงได้รวบรวมเรื่องไทยเจรจาความเมืองกับพม่าเข้าเปนประชุมพงศาวดารภาคอันหนึ่ง ซึ่งพิมพ์ในสมุดเล่มนี้ ๑

๒ ตามความที่ปรากฏมาในชั้นกรุงรัตนโกสินทรนี้ ไทยกับพม่าได้เจรจาความเมืองกัน ๗ ครั้ง คือ :- ครั้งที่ 1 เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๒๗ ในรัชกาลที่ ๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๓๖ ในรัชกาลที่ ๑ ครั้งที่ ๓ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๔๕ ในรัชกาลที่ ๑ ครั้งที่ ๔ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๔๙ ในรัชกาลที่ ๑ ครั้งที่ ๕ เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๕๑ ในรัชกาลที่ ๑ ครั้งที่ ๖ เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๕๖ ในรัชกาลที่ ๒ ครั้งที่ ๗ เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๒๗ ในรัชกาลที่ ๔ การที่เจรจาความเมืองกันทั้ง ๗ ครั้งที่ปรากฏมานี้ ฝ่ายพม่ามาขอเจรจาก่อนทุกครั้ง พิเคราะห์ดูเรื่องราวในจดหมายเหตุบางครั้งดูประหนึ่งประสงค์จะดีกันจริง ๆ จนถึงแต่งราชทูตไปมาปฤกษาข้อความที่จะตกลงเปนไมตรีกันก็มี บางครั้งเปนแต่มีหนังสือโต้ตอบกันก็มี แลบางครั้งพม่ามาขอเจรจาความเมือง ไทยขับไล่ทูตพม่าไปเสียด้วยไม่ไว้ใจ ไม่ยอมเจรจาด้วยทีเดียวก็มี การที่ได้เจรจากันทั้ง ๗ ครั้งนั้น คงมีข้อขัดข้องอย่างหนึ่งอย่างใดทุกครั้ง จึงไม่เป็นผลถึงที่จะเปนไมตรีกันได้ จนกระทั่งพม่าเสียบ้านเมืองแก่อังกฤษ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ไทยกับพม่าได้เจรจาความเมืองกันอย่างใด แลมีเหตุขัดข้องอย่างใด จึงไม่เปนไมตรีกันได้ แจ้งอยู่ในรายการที่จะพรรณาต่อไปข้างน่า แต่จดหมายเหตุเรื่องเจรจาความเมืองกับพม่าที่ปรากฏอยู่ บางคราวก็พิศดารบางคราวก็ย่นย่อพอแต่รู้เค้าเรื่อง ความที่กล่าวต่อไปจะไม่พิศดารได้เหมือนกันทุก ๆ คราว ขอบอกไว้ให้ทราบเสียก่อน ๓

เจรจาความเมืองครั้งที่ ๑ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๗ ในรัชกาลที่ ๑[แก้ไข]

เรื่องที่ไทยกับพม่าเจรจาความเมืองกันครั้งนี้ หามีในหนังสือพระราชพงศาวดารไม่ ไปปรากฏอยู่ในหนังสือพระยากาญจนบุรีตอบครั้งพม่าขอเปนไมตรี เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๓๖ ว่า "เมื่อปีมะโรง (จุล) ศักราช ๑๑๔๖ (พ.ศ. ๒๓๒๗) พม่ากับไทยก็ได้เจรจากันณตำบลอังงิวปลายน้ำปิลอก ตำบลด่านพระเจดีย์สามองค์ ว่าจะเปนทางพระราชไมตรีจนถึงได้ให้ของตอบแทนกัน ในเดือนนั้นพม่าก็มาจับเอาคนทางเมืองเพ็ชรบุรีไป ๙ คน ครั้น (จุล) ศักราช ๑๑๔๗ (พ.ศ. ๒๓๒๘ คือแต่เจรจากันมาได้ปี ๑ ) พระเจ้าอังวะก็ยกทัพมา ฝ่ายกรุงเทพ ฯ ตั้งอยู่ในกรุณาการุญแก่ประชากรพวกพลทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อจะให้พ้นชีวิตันตรายจึงให้นายขานสร้อย ตองสินสู่ซึ่งเปนพม่าด้วยกันถือหนังสือออกมาว่ากล่าวก็มิฟัง" มีเรื่องราวปรากฎในจดหมายเหตุเพียงเท่านี้ แต่เมื่อพิเคราะห์ดูเรื่องพงศาวดารทั้ง ๒ ประเทศในสมัยนั้น เห็นพอจะอธิบายเหตุการณ์ที่พม่าขอเปนไมตรีครั้งนั้นได้โดยทางสันนิษฐานคือ :- เมื่อพระเจ้ามังระครองแผ่นดินพม่า ให้มาตีกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๓๑๐ ต่อมาฝนไม่ช้าขุนหลวงตากก็กลับตั้งเมืองไทยเปนอิศรภาพอิก พม่าพยายามให้กองทัพมารบพุ่งปราบปรามหลายครั้งก็แตก

๔ พ่ายแพ้ไทยไป ไทยกับตีมณฑลภาคพายัพข้างตอนใต้ มีเมืองเชียง ใหม่เปนต้น อันเปนของพม่าอยู่แต่ก่อนได้มาเปนของไทย ในที่สุดพระเจ้ามังระให้อะแซหวุ่นกี้เปนแม่ทัพคนสำคัญของพม่า ยกกองทัพใหญ่เข้ามาตีเมืองไทยอิกครั้งหนึ่งก็ไม่สำเร็จ พอพระเจ้ามังระสิ้นพระชนม์ จิงกูจาราชโอรสได้รับรัชทายาทก็เกิดขบถขึ้นในแผ่นดินพม่า มังหม่อง ชิงราชสมบัติพระเจ้าจิงกูจา แล้วตะแคงปดุงซึ่งเปนอาว์ชิงราชสมบัติจากมังหม่อง พวกประเทศราชแลเมืองขึ้นของพม่าเห็นการในราชธานีเปนจลาจลก็พากันกระด้างกระเดื่อง พระเจ้าปดุงได้ราชสมบัติต้องทำสงครามปราบปรามเมืองขึ้นอยู่หลายปี เมื่อปีมะโรง พ.ศ.๒๓๒๗ พระเจ้าปดุงจะยกกองทัพไปปราบปรามเมืองยะไข่ ซึ่งเคยเปนประเทศราชขึ้นเมืองพม่าอยู่ทางทิศตวันตก ในเวลานั้นพระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเสด็จปราบดาภิเศกได้ ๒ ปี พระเจ้าปดุงคงคิดเกรงว่าในเวลายกกองทัพหลวงไปตีเมืองยะไข่ ไทยได้ช่องจะยกกองทัพออกไปตีเมืองพม่าข้างหลัง จึงให้มาขอเปนไมตรีเพื่อจะมิให้ไทยยกไปตีเมืองพม่า การที่พระเจ้าปดุงให้มาขอเปนไมตรีครั้งนั้น จะเปนแต่อุบายกลศึกประสงค์เพียงจะเจรจาความเมืองหน่วงไว้มิให้ไทยทำร้าย ในเวลาพม่าเสียเปรียบ ฤๅจะตั้งพระหฤไทยที่จะเปนไมตรีกับไทยโดยสุจริตก็อาจเปนได้ทั้ง ๒ สถาน แต่ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลังมาชานให้เห็นว่าพระเจ้าปดุงมิได้ตั้งพระไทยที่จะเปนไมตรีให้ยืดยาว ถ้าได้ทีเมื่อใดก็คงจะทำร้ายไทยอิก ฝ่ายข้างไทยก็เห็นจะรู้เท่าพม่ามาแต่แรก

๕ แต่ในเวลานั้นกำลังของไทยยังไม่พอที่จะไปตีเมืองพม่า เพราะพม่ากวาดเอาผู้คนไปเสียเมื่อครั้งตีกรุงศรีอยุธยาเปนอันมาก จึงเห็นประโยชน์ ในการที่จะลองเจรจากับพม่า ถ้าหากพม่าจะเปนไมตรีจริงก็คงจะต้องผ่อนผันให้พอใจไทย จึงแต่งข้าราชการให้ไปเจรจาความเมืองกับข้าราชการพม่าที่ปลายแดน ที่ไม่ยอมให้ทูตพม่าเข้ามาราชธานีนั้นก็ตามประเพณีที่จะมิให้เห็นการในพระนครด้วยยังเปนข้าศึกกัน ข้อความที่เจรจากันครั้งนั้นก็ดูเหมือนพอจะคาดได้ว่า ว่ากันด้วยข้อใด คือข้างไทยคงเกี่ยงว่า ถ้าพม่าจะเปนไมตรีจริงก็ให้คืนผู้คนแลทรัพย์สมบัติซึ่งพม่าเก็บกวาดเอาไปเมื่อครั้งตีกรุงศรีอยุธยามาให้ก่อนจึงจะเปนไมตรีด้วย ความคงไม่ตกลงกันในข้อนี้ ครั้นพระเจ้าปดุงตีเมืองยะไข่ได้กลับมีอำนาจเหมือนเมื่อครั้งพระเจ้ามังระ ก็ยกกองทัพมาตีเมืองไทยในรุ่งปีขึ้น คือคราว " ลาดหญ้า " ที่พม่ายกมาทุกทิศทุกทางนั้น เข้าใจว่าเรื่องราวที่ไทยกับพม่าเจรจาความเมืองกันครั้งที่ ๑ จะเปนดังแสดงมา ๖

เจรจาความเมืองครั้งที่ ๒ ในรัชกาลที่ ๑ เมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๓๖[แก้ไข]

เรื่องเจรจาความเมืองกับพม่าครั้งที่ ๒ นี้ มีเนื้อความปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อเดือน ๓ ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๓๖ พระเจ้า ปดุงให้พม่าเจ้าเมืองเมาะตะหมะ ซึ่งเปนเทศาภิบาลมณฑลหัวเมืองมอญที่ต่อแดนไทย มีหนังสือให้เนรายะยันกิสูพม่าคน ๑ กับพระยามอญคน ๑ ถือมาถึงพระยากาญจนบุรี ๆ บอกส่งหนังสือเจ้าเมืองเมาะตะหมะ เข้ามายังกรุงเทพ ฯ แปลได้ความว่าพม่าชวนให้ไทยเปนไมตรีกัน แต่พลความในหนังสือที่พม่ามีมาจะว่าอย่างไร ไม่ได้ลงสำเนาไว้ในหนังสือพระราชพงศาวดาร จึงไม่สามารถจะทราบได้ ปรากฎแต่ว่าพระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีรับสั่ง ให้พระยากาญจนบุรีมีหนังสือตอบไปยังเจ้าเมืองเมาะตะหมะสนิทลงสำเนาหนังสือตอบไว้ในพระราชพงศาวดารเต็มทั้งฉบับ ดังนี้ :- อักษรบวรสันถวมิตรสนิทเสน่หาเมตยาภิฌาไศรย ในท่านผู้ครองเมืองกาญจนบุรี มาถึงท่านผู้ครองเมืองเมาะตะหมะ ด้วยให้พม่า ๙ คนถือหนังสือเปนเรื่องราวสรรเสริญพระเกียรติคุณในพุทธจักรอาณาจักรเปนทางเจรจาความเมืองนั้น ได้ส่งหนังสือเข้าไปยังท่านอรรคมหาเสนาบดี ผู้ใหญ่ ๆ ได้แจ้งทุกประการแล้ว จึงประชุมเสนาพฤฒามาตย์ปฤกษาพร้อมกัน ว่าครั้นจะนำขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

๗ ผู้ทรงพระคุณธรรมอันประเสริฐ (ก็หาควรไม่) ด้วยเหตุว่าเปนแต่หนังสือเจ้าเมืองเมาะตะหมะ เกลือกจะเหมือนหนึ่งเมื่อศักราช ๑๑๔๖ ปีพม่ากับไทยก็ได้เจรจากันณอังงิวปลายน้ำปิลอกตำบลพรเจดีย์สามองค์ ว่าจะเปนทางพระราชไมตรีจนถึงได้ให้ของตอบแทนกัน ในเดือนนั้นฝ่ายพม่าก็มาจับเอาคนทางเมืองเพ็ชรบุรีไป ๙ คน ครั้นศักราช ๑๑๔๗ ปี พระเจ้าอังวะก็ยกทัพมา ฝ่ายกรุงเทพมหานครตั้งอยู่ในกรุณาการุญแก่ประชากรพวกพลทั้งสองฝ่าย เพื่อพ้นชีวิตอันตรายอกุศลกรรม จึงให้นาขานสร้อยตองสิงสู่ ซึ่งเปนพม่าด้วยกันถือหนังสือออกมาว่ากล่าวก็มิฟัง อันพม่ากับไทยทำศึกกันหานิยมมิได้ เหมือนน้ำกับน้ำมัน แล้วมีหนังสือกลับเข้ามาว่านาขานสร้อยตองสิงสู่ออกไปเหมือนน้ำขุ่น ครั้งนี้เหมือนเอาแก้วทิ้งลงไปให้น้ำใสนั้น ถ้าจะใสจริงชอบจะให้นาขานสร้อยตองสิงสู่ผู้ถือหนังสือเดิมถือหนังสือกลับเข้ามาถึงจะชอบ ประการหนึ่งซึ่งว่าเจ้าอังวะปรารถนาโพธิญาณเมตตากรุณาแก่สัตว์ชุบเลี้ยงท้าวพระยานายทัพนายกองให้งามดี ความข้อนี้ดีชั่วก็ไว้แต่ในใจของท่านเถิด เราแจ้งอยู่แล้ว ข้อซึ่งว่า (ถ้า) ทั้งสองพระนครปราศจากปัจจามิตรเปนทางพระราชไมตรี (ก็จะ) มีความศุขนั้น คำอันนี้เปนสัตย์จริงๆฤๅจะเปนกลอุบายถ้าจะเปนกลอุบายแล้วอย่าคิดเลยว่าพม่าจะลวงไทยได้ ถ้าจะเปนทางพระราชไมตรีกันนั้น จะให้สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทั้งสองฝ่ายร่วมเสวตรฉัตรกันฤๅ ฤๅจะให้แต่เสนาบดีผู้ใหญ่ผู้น้อยทแกล้วทหารทำสัตย์กัน ฤๅ


๘ จะไม่ทำสัตย์แล้วแต่จะไม่ทำยุทธสงครามแก่กัน ต่างคนต่างอยู่ประการใด ให้เสนาบดีเอาเนื้อความทูลแก่พระเจ้าอังวะ จะประพฤติฉันใดก็ให้แต่งขุนนางพม่าเปนทูตานุทูต (มา) กับขุนนาง (ไทย) ผู้ใหญ่ซึ่งไม่พอใจรบศึกเสียกรุง ซึ่งพม่ากวาดเอาไปไว้นั้น ถ้าผู้ใหญ่ไม่มีแล้วจนแต่หัวหมื่นมหาดเล็กก็เอาเถิด ให้มาสักสามนายสี่นายกับพระสงฆ์อันทรงศีลสังวรบริสุทธิ จะได้เปนสักขีทิพพยาน จึงจะเปนสัตย์มั่นคงได้ ถ้ากรุงอังวะแต่งมาได้ดังนี้จะบอกเข้าไปให้ท่านอรรคมหาเสนาบดีผู้ใหญ่ เอาเนื้อความกราบทูลพระบาทสมเด็จพระบรมบพิตร พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ ถ้ามิทำได้อย่าเจรจากันต่อไปเลย ต่างคนต่างประพฤติโดยยถานุฌาไศรย (เถิด) การที่พม่ากับไทยเจรจาความเมืองกันครั้งที่ ๒ ที่พรรณามาตอนนี้ น่าสงไสยว่าหนังสือพระราชพงศาวดารจะลงไว้ผิดปี เพราะเมื่อปีฉลู พ.ศ. ๒๓๗๖ นั้นเปนปีที่ไทยรบกับพม่าที่เมืองทวาย ดูไม่เปนโอกาศที่จะเจรจาความเมืองกัน โดยถ้าหากว่าพม่าจะมาชวนเปนไมตรีเมื่อเลิกการสงครามที่เมืองทวายแล้ว ก็เห็นจะต้องกล่าวถึงการที่รบกันครั้งนั้นในหนังสือด้วยมิมากก็น้อย นี่เรื่องเมืองทวายดูไม่มีวี่แววที่จะว่าในหนังสือเสียทีเดียวจึงสงไสยว่าจะเปนการก่อนปีฉลู พ.ศ. ๒๓๗๖



เจรจาความเมืองครั้งที่ ๓ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๓๔๕ ในรัชกาลที่ ๑[แก้ไข]

เรื่องเจรจาความเมืองครั้งปีจอนี้ มีเนื้อความปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารแต่ว่า เมื่อเดือน ๑๒ ปีจอนั้นมีทูตพม่ามาถึงเมืองกาญจนบุรี บอกว่าถือหนังสือเสนาบดีพม่ามาถึงเสนาบดีไทย จะขอเจริญทางพระราชไมตรีให้สองพระนครเปนทองแผ่นเดียวกันสืบไป เมืองกาญจนบุรีบอกเข้ามายังกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมีรับสั่งว่า พม่าไม่ได้ตั้งใจจะเปนไมตรีโดยสุจริต มาพูดจาจะขอเปนไมตรีทีไร ต่อมาไม่ช้าก็มีศึกพม่ามาทุกที การที่มาพูดจาเปนแต่ล่อลวงให้ตายใจจะเชื่อถือไม่ได้ ให้พระยากาญจนบุรีขับไล่ทูตพม่าไปเสีย ในหนังสือพระราชพงศาวดารกล่าวดังว่ามานี้ แต่ความไปมีปรากฎในหนังสือพระยากาญจนบุรีตอบพม่าเมื่อปีมโรง พ.ศ. ๒๓๕๑ในคราวเจรจาความเมืองครั้งที่ ๕ อ้างถึงที่พม่าได้เข้ามาพูดจาคราวก่อน ซึ่งเข้าใจว่าหมายความว่าคราวปีจอนี้เอง มีเรื่องแปลกออกไปว่า ผู้ที่เปนทูตพม่าเข้ามาถูกประหารชีวิตรคน ๑ ปล่อยกลับไปคน ๑ แลพระยากาญจนบุรีที่รับทูตพม่าก็ถูกถอดด้วย จึงสันนิษฐานว่า ทูตพม่าที่มาคราวนี้เห็นจะเปนพม่าคน ๑ เปนมอญคน ๑ พระยากาญจนบุรีส่งตัวเข้ามากรุงเทพ ฯ ทั้ง ๒ คนชรอยพม่าที่ว่าเปนทูตนั้น จะมาทำอย่างไรให้ ๒

๑๐ ปรากฏว่า ที่จริงเปนผู้มาสอดแนมสืบการในบ้านเมืองมิได้มาเพื่อจะเจรจาความเมืองโดยสุจริตจึงได้ประ หารชีวิตเสีย ส่วนมอญอิกคน ๑ เปนแต่ผู้มาด้วยจึงให้ปล่อยกลับไป ข้อที่พระยากาญจนบุรีถูกถอดนั้นก็คงเปนเพราะเหตุที่หลงเชื่อถือพม่า แลรีบส่งเข้ามายังกรุงเทพ ฯ มิได้ไล่เลียงเหตุการณ์ให้ตระหนักเสียก่อน เพราะฉะนั้นในคราวหลังต่อมาจึงปรากฎว่าซักไซ้ไต่ถามกันในชั้นก่อนส่งทูตพม่าเข้ามากรุงเทพฯ ดังจะเห็นได้ในเรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๖ ต่อไปข้างน่า. ๑๑

เจรจาความเมืองครั้งที่ ๔ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๓๔๙ ในรัชกาลที่ ๑[แก้ไข]

เรื่องที่พม่ากับไทยเจรจาความเมืองกันครั้งที่ ๔ นี้ หาได้กล่าวในหนังสือพระราชพงศาวดารไม่ ไปมีปรากฏในพงศาวดารพม่าว่า เมื่อปีขาลนั้นราชทูตไทยออกไปเมืองพม่า ได้เข้าเฝ้าพระเจ้าปดุงที่พลับพลาณเมืองเมงกูนเมื่อเดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ บอกวันเดือนมั่นคงดังนี้ แลมีจดหมายเหตุฝ่ายไทยประกอบอิกฉบับ ๑ ครั้นเฮนรีเบอรนี ทูตอังกฤษเข้ามาเมื่อต้นรัชกาลที่ ๓ ในครั้งนั้นไทยได้ช่วยอังกฤษตีเมืองพม่า ครั้นพม่าแพ้อังกฤษชวนไทยให้ทำหนังสือสัญญากับพม่า ฝ่ายไทยไม่ยอม อ้างว่าพม่าไม่มีสัตย์ ได้มาขอเปนไมตรีกับไทย แต่ก่อนมาหลายครั้ง จนในที่สุดเมื่อตอนปลายรัชกาลที่ ๑ พม่ามา ขอเปนไมตรี ไทยได้ยอมรับที่จะเปนไมตรีด้วย จนได้แต่งทูตไปมาถึงกันแล้ว ต่อมาไม่ช้าพม่าก็ลอบมาตีหัวเมืองไทยอิก ที่จะทำหนังสือสัญญากับพม่าเห็นว่าหามีประโยชน์อันใดไม่ ความที่กล่าวมานี้ ยุติต้องกับที่อ้างในพงศาวดารพม่า จึงควรเชื่อเปนหลักฐานว่า พม่ากับไทยได้เจรจาความเมืองกันเมื่อปีขาล พ.ศ.๒๓๔๙ แลครั้งนี้จวนจะได้เปนไมตรีกันจริงยิ่งกว่าครั้งอื่น จะเก็บเนื้อความเรื่องเจรจาความเมืองครั้งปีขาล ซึ่งปรากฎอยู่ในที่ต่าง ๆ รวมมาเรียบเรียงลงต่อไปนี้


๑๒ ความปรากฎในพงศาวดารพม่าว่า เมื่อพระเจ้าปดุงเสวยราชย์ครองแผ่นดินพม่ามาได้ราว ๒๕ ปี เกิดเบื่อหน่ายในการทำสงครามแปรพระอัธยาศรัยไปประสงค์จะเปนอรรคสาสนูปถัมภก ให้คิดแบบอย่างจะสร้างพระมหาสถูปที่เมืองเมงกูนองค์ ๑ จะให้ใหญ่โตยิ่งกว่าพระสถูปที่มีณะที่ไหน ๆ ทั้งสิ้น พระเจ้าปดุงให้กะเกณฑ์ผู้คนพลเมือง ทั้งในหัวเมืองพม่าแลเมืองขึ้นทั้งปวง ให้ผลัดเปลี่ยนกันไปเข้าเวรสร้างพระมหาสถูปนั้นคราวละหลายหมื่นคน ส่วนพระองค์นั้นก็มอบราชการบ้านเมืองให้พระมหาอุปราชบังคับบัญชา แล้วไปประทับพลับพลา ทรงอำนวยการสร้างพระมหาสถูปอยู่ที่เมืองเมงกูน ในระยะนี้ที่พระเจ้าปดุงให้ราชทูตเชิญพระราชสาสนเข้ามาเมืองไทย ชวนเปนไมตรีเลิกการที่จะรบพุ่งกันต่อไป ตามความที่ปรากฏในคำเสนาบดีเล่าให้เฮนรีเบอร์นีฟังกล่าวว่าข้างฝ่ายไทยในครั้งนั้นเสนาบดีคิดวิตกอยู่ว่าพระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระชราทุพลภาพมากอยู่แล้ว จึงปฤกษาเห็นพร้อมกันว่าควรจะรับเปนไมตรีกับพม่า ( กล่าวไว้เพียงเท่านี้ รายการต่อไปหาได้กล่าวไม่ จะต้องว่าต่อไปโดยสันนิษฐานตามเหตุการณ์ที่ปรากฎ ) จึงโปรด ฯ ให้ทูตไทยไปตอบแทนพม่า ทูตไทยจึงได้ไปเฝ้าพระ เจ้าปดุงที่เมืองเมงกูน เมื่อเดือน ๓ แรม ๗ ค่ำ ดังกล่าวไว้ในพงศาวดารพม่า


๑๓ ผลของการที่เจรจากันครั้งปีขาล พ.ศ. ๒๓๔๙ นี้ ทราบแต่ว่าไม่ตกลงเปนไมตรีกันได้ แต่จะเปนด้วยข้อขัดข้องอย่างไรหาทราบไม่สันนิษฐานว่าน่าจะเปนด้วยความ ๒ ข้อ คือ ฝ่ายพม่าจะให้ไทยคืนหัวเมืองลานนาไทย คือมณฑลภาคพายัพให้แก่พม่า ฝ่ายไทยไม่ยอม เพราะเห็นว่ามณฑลภาคพายัพ เปนกำลังอันสำคัญของพม่าที่จะสามารถมาตีเมืองไทย ให้คืนไปจะเปนทางเกิดภัยอันตรายแก่เมืองไทยในภายน่าอิกข้อหนึ่งนั้น ฝ่ายไทยคงเกี่ยงให้พม่าคืนผู้คนแลทรัพย์สมบัติซึ่งพม่าเก็บกวาดไปเมื่อครั้งตีกรุงเก่าพม่าไม่ยอม เห็นจะไม่ตกลงในความข้อนี้ข้อใดข้อหนึ่งฤๅทั้งสองข้อด้วยกัน แต่การที่ไม่ตกลงกันคงเปนแต่สงบการเจรจาไว้คราว ๑ ไม่ถึงกลับเปนอริกัน เพราะฉะนั้นพระเจ้าปะดุง จึงแต่งทูตมาเจรจาความเมืองต่อมาอิกครั้ง ๑ เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๕๑ ดังจะปรากฎต่อไปข้างน่า. ๑๔

เจรจาความเมืองครั้งที่ ๕ เมื่อปีมโรง พ.ศ. ๒๓๕๑ ในรัชกาลที่ ๑[แก้ไข]

เรื่องพม่ากับไทยเจรจาความเมืองกันครั้งที่ ๕ ไม่ปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารแต่มีสำเนาหนังสือซึ่งมีไปมาโต้ตอบกันอยู่ในหอพระสมุด ฯ บริบูรณ์ ยังหาได้เคยพิมพ์มาแต่ก่อนไม่ มีเรื่องราวดัง บรรยาต่อไปนี้ :- เดิมเมื่อเดือน ๑๑ ปีมโรงสัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๓๕๑ พม่าเจ้าเมืองเมาะตะหมะ ซึ่งเปนเทศาภิบาลมณฑลหัวเมืองมอญฝ่ายใต้ ให้พระยาอินทจักร, อากาปันยี ๑ ถือหนังสือเสนาบดีพม่ามีถึงเสนาบดีไทย แลคุมตัวพระยาพิมพิสารกับพรรคพวกแลสิ่งของต่าง ๆ เข้ามาที่เมืองกาญจน บุรี แจ้งความว่าพระเจ้าเชียงใหม่ (กาวิละ) แต่งให้พระยาพิมพิสารถือศุภอักษร กับเครื่องบรรณาการไปถวายพระเจ้าปะดุง จะขอเอาเมืองเชียงใหม่กลับขึ้นไปแก่พม่าอย่าเดิม พระเจ้าปะดุงทรงเห็นว่าจะรับไว้ก็จะเกิดวิวาทกับไทยจะใคร่ให้สองพระนครเปนมหามิตรกันโดยทางธรรม จึงให้ส่งตัวพระยาพิมพิสารกับศุภอักษรของพระเจ้าเชียงใหม่เข้ามาถวาย พระยากาญจนบุรีมีใบบอกเข้ามายังกรุงเทพ ฯ จึงมีท้องตราสั่งให้ส่งทูตพม่ากับพระยาพิมพิสารมาไต่สวนที่เมืองราชบุรี แล้วทำนองจะโปรดให้พระยาท้ายน้ำเปนข้าหลวงออกไปกำกับการไต่สวนด้วย จึง ปรากฎในเบื้องต้นจดหมายเหตุว่า "เมื่อณวันเสาร์ เดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ


๑๕ ปีมโรงสัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๓๕๑ พระยาท้าวน้ำคุมเอาหนังสือพม่าเขียนใส่กระดาษฝรั่งฉบับ ๑ สมุดดำ (คำให้การ) พระยาพิมพิสารฉบับ ๑ เข้ามาให้พระวิสูตรโกษา นายบุญไทย สมิงพระตะบะ นายทองคำ มองสอยอู แปลออกเปนคำไทย ได้ความ (ดังนี้) ว่า "


หนังสือเสนาบดีพม่าถึงเสนาบดีไทย[แก้ไข]

๏ บารมีอันใหญ่ยิ่งอันประเสริฐ เปนเจ้าพระยาฉัททันต์[1] บรมจักรเปนใหญ่ในขอบขัณฑเสมา เหมือนหนึ่งดอกประทุมทอง เสนาบดีรับใส่เกล้า ฯ ไว้ได้ว่ากิจราชการบ้านเมืองเข้าขอบขัณฑเสมา สมณะชีพราหมณ์ให้ตั้งอยู่ในพระสาสนา ชำระกิจศุขทุกข์ของอาณาประชาราษฎรเปนอรรคมหาเสนาบดีกระษัตริย์ศึก มาถึงอรรคมหาเสนาบดีทั้งปวงณกรุงทวารวดีศรีอยุธยาซึ่งอยู่ในยศธรรม เปนที่พึ่งแก่สมณะชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎร ข้าขอบขัณฑเสมาทั้งปวง แลเจ้าฟ้าเมืองเชียงใหม่มีราชสาสนแผ่นทองเครื่องบรรณาการกับช้าง ๔ ช้าง จะใคร่พึ่งพระบารมีจะขอให้มีความศุข แลทรัพย์สินเครื่องอัญมณีจะไม่ได้เปนอันตรายเพราะพระบารมีอานุภาพพระเจ้าฉันท์ ให้พระยาพิมพิสารคุมเอาเครื่องบรรณาการไปถวาย ได้เอาเครื่องบรรณา การข้อความกราบทูล จึงมีรับสั่งเจ้าอังวะว่าเมืองเชียงใหม่ (กับหัวเมืองลานนาไทย) ๕๗ เมืองเปนเมืองขึ้นมาแต่ก่อน ครั้งพระพี่เปนเจ้าหัวเมืองเหล่านี้หาอยู่ในสัตย์ธรรม หารู้จักคุณไม่ เปนคนชั่ว

๑๖ อนึ่งเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงเล่าเลี้ยงไว้เหมือนบุตร พระราชทานเครื่องยศศักดิ์ให้ ก็หาอยู่ในสัตย์ธรรมไม่ ละน้ำพิพัฒน์สัจจาเสียไปคบหากับพวกเมืองเชียงใหม่ เปนคนชั่วหาดีไม่ แลเมืองยองเมืองเชียงแขงนั้นเล่า เปนเชื้อวงศ์มาแต่ก่อน จึงตั้งให้เปนเจ้าฟ้า ประทานเครื่องยศศักดิ์ให้ก็หาอยู่ในสัตย์ธรรมไม่ ประทุษฐร้ายละน้ำพิพัฒน์สัจจาเสียเปนคนชั่ว เจ้าอังวะจึงว่าคนจำพวกนี้ที่จะกลับตั้งอยู่ในศีลในสัตย์เห็นไม่มี อุประมา เหมือนสุนักข์จิ้งจอกได้กินอาหารเดนพระยาราชสีห์มีกำลังมาก เชื่อถืออวดตัวว่าเปนพระยาราชสีห์ ยกย่องถือทิษฐิมานะ แลธรรมดาสุนักข์จิ้งจอกหางคด จะดัดให้ตรงได้ (ก็แต่) เมื่อขณะใส่กระบอก ครั้นชักออกมาจากกระบอกแล้วก็กลับงอเข้า แลช้าง ๔ ช้างนั้น มหาราชาเจ้าเมืองกระแซ อุปราชาผู้น้องนำบุตรสาวมาถวาย พระราชทานให้มหาราชาช้าง ๑ อุปราชาช้าง ๑ รวม ๒ ช้าง ล้มเสียช้าง ๑ ยังเหลืออยู่ช้าง ๑ ให้จัดเอาช้างหลวงในเมืองอังวะให้มาแทน ๓ ช้าง เข้ากันปน ๔ ช้าง (ให้นำ) สิ่งของกับพระยาพิมพิสารแลหนังสือแผ่นทองเข้ามาส่งทางเมืองเมาะตะหมะ แลเจ้าอังวะ (เจ้านายของ) เราทุกวันนี้ (ทรง) รักษาฝ่ายกุศลตั้งอยู่ในทศกรรมบถ ๑๐ ประการ มีช้างเผือกขาวบริสุทธิ์เหมือนพระยาฉันทันต์ กับนางช้างเผือก ๒ ช้าง แลเมืองเวสาลี เมืองมณีบุระกระแซ เมืองศรีจันท์ เมืองขันตีประเทศราช เมืองติงษาประเทศราช


๑๗ เมืองสังค้านวงประเทศราช เมืองยุงจุงประเทศราช ทั้งปวงนี้เอาเครื่องราชบรรณาการประหลาดมาถวาย เจ้าอังวะได้สั่งสอนให้โดยพุทธโอวาทแล้วให้จัดเครื่องบรรณาการพระราชทานตอบให้ตามสมควร ให้เปนทางพระราชไมตรีไปมาค้าขายถึงกัน แลพระมหามุนีพระพุทธรูปณเมืองยะไข่นั้น เจ้าอังวะแต่ก่อนสืบ ๆ มา หาอาราธนามาไว้นมัสการได้ไม่ เจ้าอังวะเราทุกวันนี้ อาราธนามาไว้นมัสการณะเมืองอังวะได้ อนึ่งพระยาสากยราชเจ้าเมืองพาราณสีสร้างพระพุทธรูปไว้มีอิทธิฤทธิ์นัก เจ้าอังวะก็ได้อาราธนามาไว้นมัสการอยู่ณเมืองอังวะด้วย แลเจ้าเมืองอังวะบุญญาธิการมาก รักฝ่ายกุศลเปนใหญ่ จะใคร่ให้อาณาประชาราษฎรสรรพสัตว์ทั้งปวงมีความศุข ถ้าหาความศุขมิได้ไม่พอพระ หฤไทยแลครั้งมังลองพระราชบิดาแลเจ้าผู้พี่เปนเจ้าอังวะได้กรุงศรีอยุทธยา ได้ลูกหลานเจ้าแลเสนาบดีกรุงศรีอยุธยาไปไว้ ก็ให้จัดแจงเลี้ยงทนุบำรุงไว้ตามตำแหน่งยศศักดิ์ หาได้ถอดยศเสียไม่ เพราะเมืองปลายด่านแดนข้าขอบขัณฑเสมาประเทศราชเปนคนชั่ว กระทำให้กรุงใหญ่ทั้ง ๒ หมองหมางวิวาทกันไม่ชอบธรรมดาอาณาประชาราษฎรทั้งปวงในโลกนี้จะได้มีความศุขก็เพราะพระมหากระษัตรยิ์ ฉันใดทั้ง ๒ พระนครจะได้เปนมหามิตรทางเงินทอง ไปมาถึงกันให้ตั้งอยู่ในธรรม อาณาประชาราษฎรทั้งปวงจะได้อยู่เย็นเปนศุข (จง) บอกมาให้รู้ ะ ๓

๑๘

คำแปลศุภอักษรที่จาฤกแผ่นทอง[แก้ไข]

๏ หริภุญไชยเมืองเชียงใหม่ เจ้าฟ้ายุจาลานนา ๕๗ หัวเมือง ทูลถานมากราบฉลองไหว้สามหาธรรมิกราชบรมบพิตร บรมราชราชาธิบ ดีมีชื่อตลธิปติบราชนาอมรบุญรัตนมหานครราชธานีบุรีรมย์อุดมราชนิเวศมหาสถาน เสวยศุขอยู่เปนเจ้าช้างเผือกบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แลเจ้าบ่อเงินบ่อทอง บ่อแก้ว ๗ ประการ ทานศีลบริจาคพร้อมทั้งราชธรรม ๑๐ ประการ สัสสเมธ ปุริสสเมธ สังคหธรรม อปริหานิยธรรม ๗ ประการ แลทรงธรรงทุกประการ ดังอมรินทราธิราช แลราชคุณธรรม ๘ ประการ สติพล ปาหุพล อมิตพล โภคพล ปัญญาพล อันว่ากำลังทั้ง ๕ ประการ สามัญโจ สักขาโก โสตุกัญจ วิชิตํ พลํ รัชชํกานิเต สัตตเตกาสยํง อันว่าปรกติสีลา ๗ ประการนั้นบริบูรณ อยู่ตนตัวแล้ว จึงอุสาหะสติ มันตสติ ปภาวสติ อันว่าธรรม ๓ ประการนั้น ยังเร่งแรงส่องเห็นด้วยทิพจักษุ มีใจโสมนัศมุทุตา กรุณาในอาณาประชาราษฎร เปนมั่นคงอยู่ทุกเพลา แลครั้งเมื่อพระเจ้าช้างเผือกตนเปนพี่นั้น มยุหง่วนพม่ามารั้งเมืองเชียงใหม่ ข้าพเจ้าทั้งปวงหาโทษมิได้ มยุหง่วนจะเอาโทษถึงตายจึงได้หนีไปพึ่งแต่พ้นไภยอันตรายก่อน บัดนี้เจ้าหอน่าตายแล้ว[2] บุตรเจ้าหอน่าทั้ง ๒ แลพระยากลาโหมปลัดหลวง แลขุนหลวงทั้งปวง ๔๐

๑๙ เศษหาโทษมิได้ก็ฆ่าเสียแล้ว ยังเมียเจ้าหอน่าก็ยังไม่ได้เปนหอเปนเรือน[3] เปนอันร้อนไหม้ไม่มั่นเที่ยงสท้านหวั่นไหวอยู่เปนนิจ ข้าพเจ้าขอทำราชการแต่พอราชรอดชีวิตร กับอย่าให้เปนอันตรายแก่สมบัติบ้านเมืองไพร่พลเมืองไม่ให้เปนศึกเปนโจร ให้ได้อยู่สวัสดี ไพร่อยู่ค้าข้าอยู่ขายตามจารีตซึ่งมีมาแต่ก่อน ซึ่งได้หนีไปพึ่งกรุงศรีอยุธยาฝ่ายใต้ล่วงไปเสียแล้วนั้น เหตุว่ากลัวเจ้าตนเปนเจ้าจึงได้ไปพึ่ง เจ้าก็เล็งเห็นด้วยปัญญาทิพย์อยู่แล้ว ไพร่ไทยอันใดพม่ามอญก็ดีไปตกอยู่ณกรุงศรีอยุธยานั้นเปนข้าเจ้าทั้งสิ้น อิก ๔ ปีภายน่าหอกดาบก็มิให้หัก ให้มารอดถึงสำนักพื้นตีนพระมหากระษัตริย์เจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าแต่งให้พระยาพิมพิสาร ท้าวอินทจักร คนที่มีชื่อทั้งปวงเปนทูตคุมเอาช้าง ๔ ช้าง กับสิ่งของดีมีหลายประการหลายสิ่งมากราบไหว้สา ก็เปนด้วยเดชะบุญเจ้าช้างเผือกตัวประเสริฐเกิดมีได้ทรงเปนเจ้าช้างเผือกแล้ว ก็ปราถนาสัพพัญญุตญาณองค์หนึ่งภายน่า จึงมีราชอาชาอันชอบแม่นแล้ว เดชะบุญตนตัวรุ่งเรืองแล้ว เขาทั้งหลายจึงมีน้ำใจชื่นชมยินดีมากราบไหว้สา ข้าพเจ้าก็จะปันลูกปันน้อง ปันมยุจาหมู่มาตยาอันชอบควรใช้สอย ลงมารอดถึงพื้นตีนเปนข้าขอกินน้ำพระพิพัฒน์สัตยาต่อเจ้าแล้ว วรพุทธสาสนาก็จะรุ่งเรือง ข้าพเจ้าไพร่ไทยใหญ่น้อยสัตวโลกทั้งหลายจะได้อยู่เย็นเปนศุข เพราะบุญพระมหากษัตริย์เจ้า ข้าพเจ้าทั้งปวงมีเจตนามาฉนี้แล ะ

๒๐

คำให้การพระยาพิมพิสารพม่าส่งมา[แก้ไข]

๏ พระเจ้าฉัตทันต์พระเจ้าช้างเผือกได้ครองราชสมบัติ ๒๕ ปีทศธิมสุตทิน ๗๔๐ ณวัน๖ ค่ำมีหนังสือแผ่นทองกับเครื่องบรรณาการมาถวาย จึงมีรับสั่งเจ้าอังวะสั่งอินแซะวังน่า เจ้าจักแกงบุตรอิงแซะเจ้าแปร เจ้าตองอู เจ้าภุกาม เจ้าปะกัน เจ้าเมืองมิต ให้จัดแจงปลูกโรง ให้ทูตอยู่ที่บ้านซุยจะเยียด แลอิงแซะวังน่า เจ้าจักแกงบุตรอิงแซะเจ้าแปร เจ้าตองอู เจ้าภุกาม เจ้าปะกัน เจ้าเมืองมิต ให้เจ้าฟ้าบ้านหม้อ เนมโยแมงละนรธา นะคานสิรินรธา เจ้าเมืองแลกัญญานรธา จเรกีนันตะสุระ อาลักราชานันตะมิตกะแซลงเจยะ สิริยนันตตะสุระ ซุยตองตองแจกตะจอ ไปถามพระยาพิมพิสารว่า (ผู้ใดใน)กรุงศรีอยุธยาใช้พระยาพิมพิสารมาครั้งนี้ ได้ความประการใดจะได้ทูลเจ้าอังวะ แลเจ้าฟ้าบ้านหม้อ เนมะโยแมงละนรธา นะคานสิริยนรธา นะเมืองแล กัญญานรธา จเรกินนันตะสุระ อาลักราชานันตะมิต กะแซลงเจยะ สิริยนันตะสุระ ซุยตองแจกะจอลาม ไปถามพระยาพิมพิสารต่อหน้าเจ้าจักแกงบุตรอิงแซะ ให้จุยกจิตจอล่ามถามแปลคำพระยาพิมพิสารจอแทงถาจะซู จองแทงนันตะซูสิริยเจยะซู เปนคนเขียนคำให้การพระยาพิมพิสาร แลพระยาพิมพิสารว่าจะถามข้าพเจ้าประการใด ข้าพเจ้าจะให้การให้สิ้นเชิง


๒๑ ถามข้อ ๑ มาทั้งนี้ด้วยความประการใด พระยาพิมพิสารว่าครั้งนี้พระเจ้าเชียงใหม่ใช้ให้ข้าพเจ้าถือราชสาสนแผ่นทองกับเครื่องบรรณาการให้ข้าพเจ้าคุมมาถวายเจ้าอังวะ ถามข้อ ๒ ว่า พระเจ้าเชียงใหม่แลบุตรภรรยาญาติแลขุนนางทั้งปวง อยู่ดีกินดีอยู่ฤๅ มาได้ทางกี่วัน พระยาพิมพิสารว่ามาแต่เมืองเชียง ใหม่ หยุดพักแรมมาบ้าง ได้เดือนหนึ่งกับ ๓ วัน เมื่อข้าพเจ้ายังอยู่เมืองเชียงใหม่นั้น พระเจ้าเชียงใหม่ญาติวงศ์แลขุนนางทั้งปวงอยู่ดีกินดีหามีอันตรายไม่ ถามข้อ ๓ ว่า พระสาสนารุ่งเรือง สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรรักษาศีลทำบุญให้ทานปรกติอยู่ฤๅ พระยาพิมพิสารว่า ณเมืองเชียงใหม่นั้น พระสาสนารุ่งเรือง สมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรรักษาศีลทำบุญให้ทานปรกติอยู่ ถามข้อ ๔ ว่า พระเจ้าเชียงใหม่ใช้มาทั้งนี้จะให้มาว่ากล่าวประการใดบ้าง พระยาพิมพิสารว่า เมื่อล้นเหล้า ฯ กรมพระราชวังบวร ฯ สวรรคตนั้น กรุงศรีอยุธยาวุ่นวายอยู่ไม่ปรกติ เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงตุง เมืองเชียงแสน เมืองยอง เมืองเชียงแขง ๕๗ หัวเมืองก็หาปรกติกันไม่ แลเมืองเหล่านี้ ละอย่างธรรมเนียมเสีย ถ้าพึ่งพระบารมี (พระเจ้าอังวะ) อาณาประขาราษฎรทั้งปวงจะได้อยู่เย็นเปนศุข จะหามีอุปัทววิบัติไม่


๒๒ ถามข้อ ๕ ว่า เมืองเชียงใหม่ เมืองเชียงตุง เมืองเชียงแสน เมืองยอง เมืองเชียงแขง ๕๗ หัวเมืองจะพึ่งบุญ (พระเจ้าอังวะ) ไม่ให้เสียอย่างธรรมเนียมนั้นก็รู้แจ้งอยู่แล้ว ซึ่งมอญพม่าอยู่ในกรุงศรีอยุธยามีอยู่เปนอันมากนั้นจะว่าประการใดเล่า พระยาพิมพิสารว่าพระเจ้าเชียงใหม่สั่งมาว่ามอญพม่าอยู่ในกรุงศรีอยุธยานั้น ถ้าจะต้องประสงค์ (จะคิดอ่านเอามาถวาย) เว้นไว้แต่เดือนกับดาว ถามข้อ ๖ ว่า คนมานี้ไพร่เท่าใด พระยาพิมพิสารว่ามาแต่เมืองเชียงใหม่ ๑๒ คน มหาขนาน (เมืองเชียงตุง) ให้มาด้วย ๒๐ คนเข้ากันเปน ๓๒ คน คุมกล่องแดงใส่ถุงผ้าแดงตีตราหงษ์ ๑ กล่องเงินหนัก ๕๗ บาท ๑กล่องทองหนัก ๕๙ บาท ๑ ลานทองหนัก ๑ ตำลึง ๒ บาทสลึงเฟื้อง ยาว ๑ ศอก ๘ นิ้ว กว้าง ๔ นิ้ว เขียนเปนอักษร ๗ บรรทัดตีตราประทับหลัง ๑ ถุงแพร ๑ ช้าง ๔ ช้าง ขันทอง ๒ ขัน ขันเงิน ๒ รวม ๔ ขัน พานทอง ๒ พานเงิน ๒ รวม ๔ พาน คนโททอง ๑ คนโทเงิน ๑ รวม ๒ คนโท กะโถนทอง ๑ กะโถนเงิน ๑ รวม ๒ กะโถน ตลับทอง ๑ ตลับเงิน ๑ รวม ๒ ตลับ ตะพานทอง ๑ ตะพานเงิน ๑ รวม ๒ ตะพาน ขอช้างหุ้มทอง ๒ หุ้มเงิน ๒ รวม ๔ ขอ เครื่องช้างทอง ๒ เครื่องช้างเงิน ๒ รวม ๔ สำรับ โหมด ๗ สี ๑๔ อย่าง แพร ๗ สี ๑๔ อย่าง จันทน์แดงจันทน์ขาวหนัก ๑๕ ชั่ง



๒๓

คำพระยาพิมพิสาร มาให้การต่อไทย

วัน ๖๑๒ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๗๐ ปีมะโรงสัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๓๕๑ ) พระยาอมรินทรฦๅไชย อภัยประเทศราช ชาติอธิบดีศรีสุริยสงคราม ผู้ครองเมืองราชบุรี ออกณโรงทำเนียบพร้อมด้วยพระยาปลัด พระยกระบัตร พระเมือง พระพล กรมการทั้งปวง จึงให้หาพระยาอินทจักร ยันโตจักกี เ ยกองปยันกี อากาปันยี สุราจักกียอนาทองถ่อป้าน พระยาจักร นันตกะยอ เข้ามาพร้อมกัน จึงให้หลวงแพ่ง หลวงสัสดี หมื่นพินิจภาษา ถามพระยาพิมพิสารว่า ตัวอยู่บ้านไหนเมืองไหน เหตุไรจึงมาอยู่ด้วยพระเจ้าเชียงใหม่ ๆ ใช้ให้ตัวถือหนังสือลานทองแลสิ่งของ ๑๑ หีบ กับช้าง ๔ ช้างไปถวายพระเจ้าอังวะ ดังหนังสือเสนาบดี เมืองอังวะบอกมานั้น จริงฤๅประการใด ให้ตัวให้การตามจริง ข้าพเจ้าพระยาพิพิสารให้การว่า เปนความสัตย์ความจริง เดิมข้าพเจ้าชื่อแสนภาพบุตรแสนเขื่อนอยู่เมืองเชียงตุง เมื่อครั้งพระเจ้าอังวะให้ราชาจอมหงษ์ลงมาตั้งอยู่ณเมืองสาด เกลี้ยกล่อมพระเจ้าเชียงใหม่ (กาวิละ) ราชาจอมหงษ์ใช้ให้ข้าพเจ้ากับพระยาวัง พระยาไชยธานี ท้าวสิงคราชา พวกราชาจอมหงษ์ แสนเขื่อนเมืองพยาดพระยาไชยเสนาเมืองเชียงแสน พระยาเทพวงศาเมืองเชียงแขง ราชาธรรมเมืองยอง ท้าววงศ์เมืองเชียงราย แสนแก้วเมืองเลน นาย ๑๐ คน ไพร่ ๕๐ คน รวม ๖๐ คน คุมเอาแพรสี ๑๒ ไม้ ม้า ป่าน ม้า ๑ ลงมาให้ ๒๔ พระเจ้าเชียงใหม่ ๆ จึงให้จำข้าพเจ้าแลนายไพร่ทั้งปวงไว้ แล้วให้อุปราชยกกองทัพไปจับราชาจอมหงษ์ลงมาได้ จึงถอดข้าพเจ้ากับนายไพร่มีชื่อออก ข้าพเจ้าก็ทำราชการอยู่ด้วยพระเจ้าเชียงใหม่ เมื่อพระบาทสมเด็จพระบรมนารถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวณกรุงศรีอยุธยา มีพระราชโองการมารพระบัณฑูรสุรสิงหนาท โปรดเกล้า ฯ ให้กองทัพไปตีเมืองเชียงแสน เมืองเชียงตุง เมืองยอง เมืองเชียงแขงสิบสองพันนาได้แล้ว นายทัพนายกองพาท้าวพระยาเจ้าเมืองลงมาถวายผู้คนระส่ำระสายบ้านเมืองไม่ปรกติ พระเจ้าเชียงใหม่จึงแต่งให้พระยากร เมืองท้าวศรีริยะ ท้าวคำ หมื่นภาพ กับข้าพเจ้าคุมไพร่ ๓๐๐ คนถือหนังสือไปเกลี้ยกล่อมเรียกหาผู้คนเมืองเชียงรุ้ง ลื้อสิบสองพันนาบ้านเล็กเมืองน้อย ให้กลับคืนเข้ามาตั้งบ้านเมืองตามภูมิลำเนาดังก่อน แล้วกลับมาหามหาขนานณเมืองยาง พระยากรเมืองบอกมหาขนานว่า ให้มหาขนานไปบอกชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวง ซึ่งจะสมัครทำราชการด้วยพระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้เข้ามา มหาขานจึงมีหนังสือแต่งให้มางเมียบ นายไพร่ ๕ คนไปบอกฟ้าแสนหวี ว่าบัดนี้พระเจ้าเชียงใหม่ให้พระยากรเมืองกับข้าพเจ้าขึ้นมาว่าบ้านเล็กเมืองน้อย บ้านใดเมืองใดพม่ามากระทำย่ำยีได้ความเดือดร้อนอู่มิได้ ให้เข้ามาหาขนานณเมืองลอยจะได้พามาหาพระเจ้าเชียงใหม่ ครั้นณวัน ๑๒ ค่ำ ปีขาลอัฐศก (พ.ศ. ๒๓๔๙) มหาเซกตอแซโปเมืองหน่ายกับฟ้าแสนหวี จัดให้จิกแจงจา พระยาเชียงแสนพม่า เชียงอู เมืองตัน ห้อม้ากอนเอา ห้อม้าไหแสง เงี้ยว กับไพร่พม่าเงี้ยว ๓๔ คน

๒๕ มาหามหาขนาน พระยากรเมืองแลข้าพเจ้าณเมืองยาง ว่าซึ่งให้หนังสือไปนั้นได้แจ้งแล้ว บัดนี้โปเมืองหน่าย ฟ้าแสนหวีใช้ให้มาถามว่าพระยากรเมือง พระยาพิมพิสารขึ้นมาจากเมืองเชียงใหม่ มีกองทัพยกขึ้นมาด้วยฤๅ ๆ จะมาคิดอ่านประการใด มหาขนานจึงบอกว่า จะได้ยกกองทัพขึ้นมาหามิได้ พระเจ้าเชียงใหม่ให้ขึ้นมาจัดแจงผู้คนบ้านเมือง จิกแจงจาจึงว่าถ้าท่านคิดอ่านปะแปงให้เปนบ้านพี่เมืองน้องอย่ารบพุ่งกันเลย ก็จะได้เปนศุขด้วยกันทั้งสองฝ่าย มหาขานว่าแต่โปเมืองหน่าย ฟ้าแสนหวีจะให้มาพูดจาอย่างนี้ไม่เว้าเปนแม่นยำได้ ถ้าจะดีต่อกันแล้วให้โปเมืองหน่าย ฟ้าแสนหวีบอกลงไปเมืองอังวะ เราก็จะบอกลงไปเมืองเชียงใหม่จึ่งจะเอาเปนแน่ได้ จิกแจงแลพระยาเชียงแสน ห้อม้าไหแสงก็กลับไปเมืองแสนหวี แต่เชียงอูเมืองตัน ห้าม้ากอนเอาไพร่ ๑๘ คนอยู่ด้วยมหาขนานณเมืองยาง. ครั้นประมาณเดือนเศษ พระยาเชียงแสน ห้อม้าไหแสงถือหนังสือเจ้าเมืองแสนหวีมาถึงมหาขนาน พระยากรเมืองว่า จะให้ขุนนางเงี้ยวลงมาถึงเมืองเชียงใหม่ ให้พาลงไปณกรุงศรีอยุธยา แลพระยาเชียงแสนห้อม้าไหแสงบอกแก่มหาขนาน พระยากรเมืองว่า เจ้าเมืองแสนหวีสั่งมาว่าจะต้องการสิ่งใดให้บอกไปจะจัดมาให้ พระยากรเมืองว่าสิ่งของทั้งปวงมีบริบูรณ์อยู่แล้ว เงี้ยวจึงว่า ถ้าไม่มีสิ่งของให้นั้นจะไปหากันนั้นไม่ควร จะต้องการสิ่งใดก็อย่าเกรงใจเลย มหาขนาน พระยา ๔


๒๖ กรเมืองจึงว่า ถ้าเจ้าเมืองแสนหวีมีใจก็ให้จัดม้าที่ดีมาสัก ๔ ม้าเถิดพระยาเชียงแสน ห้อม้าไหแสงจึงกลับไปบอกฟ้าแสนหวี ๆ ให้พระยาเชียงแสนเชียงเปียง ขุนหมื่นในแสนหวี ๓ ไพร่ ๕๐ คุมม้ากับผ้าจำพึง ๔ ผืน ผ้าไหมนุ่ง ๗ ผืน ผ้าขาวกาสา ๓ พับ กล่องลาย ๓๕ ใบมาถึงมหาขนานให้เอามาไหว้สาพระเจ้าเชียงใหม่ แล้วบอกว่าฟ้าแสนหวีจะต้อง การช้าง ๒ ช้าง มหาขนานพระยากรเมืองจึงจัดเอาช้างในกองทัพเปนช้างมหาขนานช้าง ๑ ช้างพระยาเหล็กช้าง ๑ ให้ข้าพเจ้ากับมาตสามท้าวอินทจักรจเรแก้ว รวม ๓ คน ไพร่ ๓๔ รวมเปน ๓๗ คน คุมช้างไปให้ฟ้าแสนหวี แล้วฝากจอกเงิน ๔ ใบให้ฟ้าแสนหวี ๓ ใบ ให้ปะทวยตอใบ ๑ ครั้น (ไปถึง) ท่ามอญฟากแม่น้ำคง (คือลำน้ำสาละวิน) ตวันตกพบกองทัพ ๒ ทัพ เมืองจองโปพม่าทัพ ๑ มังกลาโปเมืองแสนหวีทัพ ๑ คนประมาณ ๑๐๐๐ เศษ มังกลาโปแม่ทัพเมืองแสนหวีกับแสนหลวงชิงเปียงมาว่ากับข้าพเจ้าว่า จะไปบัดนี้จะต้องฝ่ากองทัพพม่าไป ๑ ครั้นจะบอกว่าถือราชสาสนมา ราชสาสนก็หามีไม่ จำจะใช้ให้ไปหาปะทวยตอซึ่งตั้งอยู่ณเมืองออก ให้ทำลานทองใส่ถุงปิดตราออกมาก่อน แล้ว

๑ ความตรงนี้ส่อให้เห็นว่า ในเวลาเมื่อเจ้าเมืองแสนหวีส่งบรรณาการมายังพระเจ้าเชียงใหม่แล้ว ทางโน้นไม่ช้าทัพพม่าก็มาถึงเมืองแสนหวี เกณฑ์พวกเมืองแสนหวีเข้าสมทบ จะยกลงมาขู่เหล่าเมืองที่ได้มาสามิภักดิ์ต่อไทย เจ้าเมืองแสนหวีร้อนใจคงสั่งมังกลาโปแม่ทัพเมืองแสนหวี ให้คิดล่วงทั้งพม่าทั้งไทยเอาตัวรอด มังกลาโปจึงมาคบคิดกับพระยาพิมพิสาร ตรงนี้พระยาพิมพิสารไม่กล้าออกความตามจริง จึงให้การอ้อมแอ้ม


๒๗ ถามข้าพเจ้าว่าขุนนางในเมืองกรุง ฯ ที่เปนผู้ใหญ่กั้นร่มอย่างไร กินเครื่องยศอย่างไร ข้าพเจ้าบอกว่าขุนนางผู้ใหญ่กั้นร่มแพรแดง กินกล่องเงินเครื่องทอง แม่ทัพจึงทำร่มแพรแดงคัน ๑ เสื้อแพรแดงตัว ๑ ให้แก่ข้าพเจ้า ครั้นอยู่มา ๓ วันห้อม้าช่วย ๑ กับไพร่เงี้ยว ๗ คน เอาหนังสือแผ่นทองมาส่งให้ข้าพเจ้ากับมาตสามว่า ถ้าพม่าถามจึงเอาออกให้ดูว่า เปนหนังสือเมืองเชียงใหม่ให้ไปเมืองอังวะ ครั้นมาพบกองทัพพม่า ๓ ทัพ คนประมาณ ๔๐๐๐ (เจ้า) ฟ้าสีป่อทัพ ๑ คนประมาณ ๖๐๐ คน พม่าถามข้าพเจ้ากับมาตสามว่าเปนผู้ถือราชสาสนนั้นราชสาสนาอยู่ไหนเล่า ข้าพเจ้ากับมาตสามยกเอากล่องใส่แผ่นทองออกไปให้พม่าดู พม่าว่านายทัพนายกองยังไม่พร้อมกันเอาไปกลับคืนไปไว้เสียก่อน อยู่สักครู่หนึ่งพม่ามาเรียกเอากล่องใส่แผ่นทองไปอิก ข้าพเจ้ากับมาตสาให้จเรแก้วเอาไปให้พม่า ครั้งรุ่งขึ้นเพลาเช้าปะทวยตอเงี้ยวคุมคน ๗๐๐ คน อุยินมูพม่าคุมคน ๕๐๐ คนยกมารับข้าพเจ้ากับลาวมีชื่อไปถึงเมืองออก หยุดอยู่ ๓ วัน มองปะแลกองทัพพม่าซึ่งตั้งณเมืองหน่าย ใช้พม่ามาว่าให้ข้าพเจ้าไปทางเมืองหน่าย ข้าพเจ้ากับมาตสามลาวมีชื่อไม่ไป อยู่มาอิก ๒ วันปะทวยตออุยินมูให้ตอจาโปจักกายมองยา คุมข้าพเจ้ากับลาวมีชื่อไปถึงเมืองแสนหวี ฟ้าแสนหวีจึงว่าจะคิดอ่านไปเปนไมตรี ถึงจะเสียเงินสัก ๒๐ ชั่ง ทองสัก ๑๐ ชั่งก็ตามเถิดของเมืองไทยอย่าง


๒๘ ไรจะทำไปให้เหมือนอย่างนั้น แล้วจึงซื้อช้างมาตสามที่ขี่ไปช้าง ๑ เปนเงิน ๒ ชั่ง ๕ ตำลึงซื้อช้างพระยาเชียงแสนซึ่งซื้อไปจากพระยาศรีวิไลชยช้าง ๑ เปนเงิน ๒ ชั่ง ซื้อ ๒ ช้างเปนเงิน ๔ ชั่ง ๕ ตำลึง กับช้างมหาขนาน ๒ ช้างเข้ากัน ๔ ช้างจะส่งลงไปถวายเจ้าอังวะ ฟ้าแสนหวีให้หยุดอยู่ ๑๕ วัน ฟ้าแสนหวีให้ทำเครื่องช้างแลสิ่งของกล่องทองกล่องเงิน เครื่องบรรณาการใส่หีบ ๑๑ ใบ แล้วเรียกเอากล่องใส่ลานทองคืนไป ฟ้าแสนหวีจึงเข้าไปในเมืองให้ข้าพเจ้ากับมาตสามท้าวอินทจักร ลาวมีชื่อเข้าไป แล้วบ่าวพระยาเชียงแสนซึ่งตามพระยาเชียงแสนเข้าไปกลับออกมาบอกข้าพเจ้าว่า หนังสือแผ่นทองนั้นฟ้าแสนหวี ให้พระยาเชียงแสนเขียนเปนอักษรลาวว่าจะเปนประการใดไม่รู้ ครั้นเพลาค่ำฟ้าแสนหวียกเอาหีบ ๑๑ ใบมาณโรงข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าถามฟ้าแสนหวีว่าสิ่งของในหีบมีสิ่งใดบ้าง ฟ้าแสนหวีบอกว่ามีเครื่องทอง ๒ เครื่องเงิน ๒ รวม ๔ สำรับ ขอช้างทอง ๒ ขอช้างเงิน ๒ รวม ๔ อันคนโททอง ๑ คนโทเงิน ๑ รวม ๒ คนโท ขันทอง ๑ ขันเงิน ๑ รวม ๒ ขัน สพานทอง ๑ สพานเงิน ๑ รวม ๒ สพาน แผ่นทอง ๑ แผ่นเงิน ๑ รวม ๒ แผ่น จานทอง ๑ จานเงิน ๑ รวม ๒ จาน แพรสี ๗ อย่าง จันทน์หอมหนัก ๑๕ ชั่ง จะให้ข้าพเจ้าคุมลงไปถวายพระเจ้าอังวะ ให้ว่าเปนสิ่งของมาแต่เมืองเชียงใหม่ ข้าพเจ้าว่าจะให้คุมเอาช้างแลสิ่งของหนังสือแผ่นทองลงไปเมืองอังวะนั้น ฝ่ายเมืองเชียงใหม่ยังไม่รู้กลัวจะได้ความ


๒๙ ผิดฟ้าแสนหวีว่าข้างกรุงศรีอยุธยาก็เปนพระมหากระษัตริย์ เมืองอังวะก็เปน (พระมหา) กระษัตริย์ด้วยกัน เมืองแสนหวีอยู่หว่างกลางฟ้าแสนหวีจะคิดอ่านให้เปนบ้านพี่เมืองน้องเปนไมตรีกัน ๑ ซึ่งข้าพเจ้ากลัวจะได้ผิดนั้นอย่าให้กลัวเลย จะได้ความชอบเสียอิกให้เอาไปเถิด ข้าพเจ้าคิดเห็นว่า พระเจ้าอังวะก็ให้เกลี้ยกล่อมพระเจ้าเชียงใหม่มาช้านานแล้วแม้นรู้ว่าแต่เมืองเชียงใหม่พระเจ้าอังวะก็ชื่อชมยินดี ข้าพเจ้าคิดเบาไปจึงไปด้วยฟ้าแสนหวี ครั้นไปถึงลาดเสียจึงจัดม้าให้ข้าพเจ้ากับมาตสาม ท้าวอินทจักรขี่ไปคนละม้าแล้วยกไปถึงหนองพอหยุด ๓ วันให้เงินแก่ ข้าพเจ้ากับมาตสามคนละ๑ ชั่ง ท้าวอินทจักร ๕ ตำลึง จเรแก้ว ๓ ตำลึง หมื่นภาพ ๓ ตำลึง ไพร่คนละ ๑ ตำลึงบาท แล้วยกไปนอนสี่ดาบ เจ้าเมืองแสนหวีว่าซึ่งจะไปเมืองอังวะนั้นอย่าได้กลัวสิ่งใดสิ่งหนึ่งเลย แม้นพม่าจะไต่ถาม ให้บอกพม่าว่าลุแต่กรุงศรีอยุธยา เมืองเชียงใหม่ ฟ้าแสนหวีพาข้าพเจ้าไปยังทางอิก ๒ คืนจะถึงเมืองอังวะ พม่าแต่งต้อนรับเปนอันมาก ๒ มีคนถือหอกดาบปืนยืนรายเปนแถวสองข้างทางแลขี่ช้างม้าถือทวนถือหอกซัด ตีปี่พาทย์ฆ้องกลองเวียนเนื่องกันไปจนกระทั่งถึงเมืองอังวะ ณเดือน ๔ ข้างพม่ารับข้าพเจ้าไปไว้ณโรงบ้าน

๑ ที่แท้คือ จะลวงให้พอใจด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย ๒ ตรงนี้ความส่อว่า เจ้าเมืองแสนหวีคงบอกล่วงน่าไปทูลพระเจ้าอังวะว่า จะพาทูตเมืองเชียงใหม่ไปสามิภักดิ พระเจ้าอังวะจึงจัดการรับรองให้เปนพระเกียรติยศ


๓๐ ส่วยเจียดเยียดนอกเมืองอังวะ เจ้าฟ้าบ้านหม้อ นคานตอกี ชานตอคาง วะเวหยอก จเรตอกี้ มินตอเย นายโค นายแขกไทย ออกมาถามว่ามาแต่เมืองเชียงใหม่ฤๅ ข้าพเจ้าก็ให้การตามคำฟ้าแสนหวีสอนให้ว่ามา แต่เมืองเชียงใหม่ พม่าเอาขันทองมารับหนังสือแผ่นทองกับสิ่งของแลช้างเข้าไปแล้ว ว่าแขกเมืองกะแซพานางมาถวายถึงแล้ว จึงจะให้ข้าพเจ้าเข้าไปด้วยพร้อมกัน ครั้นรุ่งขึ้นวะเวเหยอกมาบอกว่า ให้จัดคนกลับไปแจ้งราชการเมืองเชียงใหม่ ข้าพเจ้าจัดจเรแก้ว ท้าวห้าวไพร่ ๔ พม่าให้ถือหนังสือเสนาบดีเมืองอังวะกลับมาเมืองเชียงใหม่ อยู่ ๑๕ วันมองกะเลเมืองหน่ายลูกจักกายเมืองแสนหวีมหนังสือลงมาว่า พม่าพาตัวเจ้าจันทร์ลงมาเปนเจ้าเมืองเชียงรุ้ง กองทัพเมืองเชียงใหม่ (กับ) มหาขนานยกไปตี แล้วว่าพระยาพิมพิสารมิใช่มาแต่เมืองเชียงใหม่ ฟ้าแสนหวีมหาขนานคิดอ่านทำเอง พม่าก็หารับข้าพเจ้าไปไม่ อยู่มา ๑๔ วันพม่าออกมาเอาตัวข้าพเจ้ากับฟ้าแสนหวี ท้าวอินทจักรกับมาตสาม หมื่นภาพ ไพร่มีชื่อเข้าไปณเมืองอังวะ ว่าข้าพเจ้ากับลาวมีชื่อมิใช่มาแต่เมืองเชียงใหม่ เปนคนของมหาขนานให้มาดูการบ้านเมือง เจ้าอังวะให้จำตรวนข้าพเจ้ากับท้าวอินทจักร มาตสาม หมื่นภาพรวม ๔ ไพร่ ๒๔ รวมเปน ๒๘ คน ขุนนางแสนหวี ๘ รวมทั้งสิ้นเปน ๓๖ คนไว้แล้ว พม่าให้ฟ้าแสนหวีแต่งเงี้ยวไปเอาตัวปะทวยตอลงไปณเมืองอังวะ ครั้นมาถึงแล้วจำปะทวยตอเสียด้วย จำไว้ ๔ เดือนกับ ๘ วัน


๓๑ แต่ฟ้าแสนหวีนั้นป่วยอยู่ขอโทษตัว ถวานเงินเจ้าอังวะ ๒๔๐ ชั่ง ฟ้าแสนหวีหาต้องจำไม่ อยู่มา ๓ วันมีหนังสือโปเมืองหน่าย มองปะเล เจ้าจันทร์ โปกองง่วน บอกลงไปอิกว่า จันทราชา มหาขนานเข้ากันกับมหาวังเมืองเชียงรุ้งยกกองทัพไปรบโปง่วน เจ้าจันทร์ณเมืองแจ อยู่ประมาณ ๒ เดือนทองกุยบ่าวอุยินมูมาบอกว่าโปเมืองหน่าย เอาตัวอุยินมูไปฆ่าเสีย ณเมืองหน่าย แลเจ้าอังวะให้มีหนังสือขึ้นมาหาอุยินมูลงไปเมืองอังวะ โปเมืองหน่ายบอกลงไปเมืองอังวะว่าอุยินมูกระทำความผิดกลัวฆ่าตัวเสียแล้ว แล้วฟ้าเมืองจาง ชิงอูเมืองตัน ซึ่งเจ้าเมืองแสนหวีให้คุมม้าลงให้พระเจ้าเชียงใหม่หลับคืนไปว่า ข้าพเจ้ามิใช่คนมหาขนานเปนคนเมืองเชียงใหม่จริง เจ้าอังวะจึงให้ถอดข้าพเจ้านายไพร่ออกให้ปะทวยตอกลับไปเมืองแสนหวี ให้มาตสามท้าวอินทจักร นามหลวงไพร่ ๔ คนกลับไปบอกมหาขนานว่า จะให้พระยาพิมพิสารกลับไปอยู่แล้ว ให้พม่ามาส่งด้วย ๑๕ คนอยู่ประมาณ ๓ เดือนเศษ เจ้าอังวะให้ฟ้าแสนหวีแลนายไพร่กลับไปเมือง เดือน ๗ ปีมะโรงสัมฤทธิศก เจ้าเมืองเมาะตะหมะให้มองมวยไพร่ ๕ คนถือหนังสือไปเมืองอังวะ ว่าทางเหมาะตะหมะได้ให้อากาปันยีเข้ามาพูดจากับชาวด่านว่าจะเปนทางไมตรีกับไทย ๑ ให้ส่งพระยาพิมพิสาร

๑ ตรงนี้ ความจริงพระเจ้าอังวะคิดจะส่งพระยาพิมพิสารมาให้ไทยแล้ว จึงสั่งเจ้าเมืองเมาะตะหมะให้หาคนที่จะพามา เจ้าเมืองเมาะตะหมะจะคิดมาเจรจาความเมือง แต่โดยพลการนั้นใช่วิสัยที่จะเปนได้

๓๒ มาทางเมืองเมาะตะหมะ เจ้าอังวะ ท้าวอินทจัก เยกองปันยี แมงยันโตปะกีพาข้าพเจ้ากับสิ่งของ ๑๑ หีบมาทางเมืองร่างกุ้ง เมืองร่างกุ้งส่งข้าพเจ้ามาเมืองเมาะตะหมะ เจ้าเมืองเมาะตะหมะแต่งอากาปันยี ๑ จเรตอกี ๑ ทนายเจ้าเมืองเมาะตะหมะ ๒ ไพร่ ๑๘ รวม ๒๒ คนกับขุนนางเมืองอังวะพาข้าพเจ้าแลนายไพร่ ๑๔ คนมาทางพระเจดีย์สามองค์ ชาวด่านไปรับข้าพเจ้าเข้ามา สิ้นคำให้การข้าพเจ้าเปนความสัตย์จริงแต่เท่านี้

ศุภอักษรเสนาบดีไทยตอบเสนาดีพม่า

หนังสือท่านอรรคมหาเสนาธิบดินทร์นรินทรามาตย์ อันเปนสวามิประวาศบาทมุลิกากร แห่งพระบาทสมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐ ณกรุงบวรทวาราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศมหาสถาน มาถึงเสนาบดีกรุงรัตนบุระอังวะ ด้วยพระยาราชบุรี พระยากาญจนบุรี บอกปรนนิบัติเข้าไปว่าเสนาบดีกรุงรัตนบุระอังวะ มีหนังสือแต่งให้พระยาอินทจักร อากาปันยีพาเอาตัวพระยาพิมพิสารนายไพร่ ๑๔ คน กับแผ่นทองสิ่งของ ๑๑ หีบส่งเข้ามาว่าเปนบรรณาการพระเจ้าเชียงใหม่ แต่งไปถวายพระเจ้าอังวะ ๆ ไม่รับไว้นั้น พระยาราชบุรี พระยาปลัด พระยกรบัตร กรมการปฤกษาพร้อมกัน ให้เอาหนังสือแผ่นทองแลคำให้การจดหมายสอบถามพระยาพิมพิสาร สืบลาวไพร่มีชื่อต่อหน้าพระยาอินทจักร ยันโตจัคคี เยกอง

๓๓ ปยันกี อากาปันยี สุรายจักกียอ นาทองถ่อป้าน พระยาจักร นันทกะยอพม่ามอญก็ได้ยินแจ้งอยู่ด้วยกัน ได้จดหมายถ้อยคำให้การพระยาพิมพิสาร น้อยนันตาส่งให้ออกไปด้วยแล้ว แลพระยาพิมพิสารให้การยั่งยืนมั่นคงอยู่ฉนี้ ฝ่ายเสนาบดีกรุงรัตนบุระอังวะก็มีวิจารณปัญญาอยู่ ยังจะเห็นว่าหนังสือแผ่นทองสิ่งของทั้งนี้ พระเจ้าเชียงใหม่ทำไปแต่เมืองเชียงใหม่อยู่อิกฤๅ มาทแม้นพระเจ้าเชียงใหม่จะกลับไปขอขึ้นแก่กรุงอังวะจริงดังว่านั้น ไหนเลยลาวจะยกกองทัพไปกระทำสงครามกับพม่าเงี้ยวส่งลงมากรุงศรีอยุธยาอิกเนือง ๆ เล่า แลคำพระยาพิมพิสาร น้อยนันตาให้การยุติต้องกันกับพระยาหลวงไชย ซึ่งเจ้าฟ้าเมืองน่านจับได้ในกองทัพเจ้าจันทร์ แลจเรแก้วที่ถือหนังสือกลับมาแต่เมืองอังวะนั้นให้การไว้แจ้งอยู่แต่ก่อนแล้ว ๑ ข้อความทั้งนี้เมื่อพิเคราะห์ดูก็หาเห็นเปนทางพระราชสัมพันธมิตรไมตรีไม่ มีแต่นิเทศสำแดงโดยอิฏฐารมย์ตามอัธยาศรัยแห่งตนต่าง ๆ อันธรรมดาพระมหากระษัตราธิราช ซึ่งมีกฤษฎาภินิหารบารมีเปนอันมาก กอบไปด้วยทศกุศลกรรมบถ มีกุญชรพาหนะเปนตระกูลฉัตทันต์ตัวประเสริฐดังพรรณามานั้น ย่อมจะฦๅชาปรากฎไปในนานาประเทศประมาดังเสียงอสนีหากบันฦๅลั่นไปทั่วทิศานุทิศนั่นเอง หาพักต้อง

๑ ตรงนี้ส่อให้เห็นว่า เรื่องที่พระยาพิมพิสารไปเมืองพม่านั้น ฝ่ายไทยทราบอยู่ก่อนแล้ว ๕


๓๔ ประหารจึงประดุจเภรีนั้นไม่ อันกรุงศรีอยุธยากับกรุงอังวะก็เปน ปรปักษ์ปัจจามิตร ข้าศึกได้กระทำการยุทธสงครามกันมาช้านาน แต่ครั้งศักราชได้ ๑๑๔๖ ปีมโรงนักษัตรฉศก พม่ากับไทยก็ได้ปฏิสัณฐาร สนทนาในการนครกถา ว่าจะดำเนินทางพระราชไมตรีเปนมิตรสันถวะ ปฏิการ จนให้สิ่งของตอบแทนแก่กันไปมา ครั้นศักราช ๑๑๔๗ ปีมเสงนักกษัตรสัปตศก พม่ามิได้ตั้งอยู่ในสัจธรรมวาที ยกกองทัพมากระทำแก่กรุงศรีอยุธยาก็ปราไชยไปเอง แต่พม่าให้เข้ามาเจรจาความเมืองจะเปนไมตรีถึง ๓ ครั้ง ๔ ครั้งแล้ว ก็กลับมากระทำการสงครามอิกเล่า ครั้งนี้ซึ่งแต่งให้พระยาอินทจักร อากาปันยี พม่ามอญมีชื่อเข้ามาเจรจาความเมือง ว่าจะให้สองพระนครเปนสุวรรณปัถพีแผ่นเดียวกัน โดยมหามิตรราชไมตรีทางเงินทางทองนั้น เห็นหาสุจริตไม่หากไม่สมคิดจึงเคลือบแฝงแสร้งส่งเข้ามาเปนกลอุบาย หมายจะให้ช่วยโกรธฤๅ อย่าพึงสงไสยเลยว่ากรุงศรีอยุธยาจะรู้มิทัน แลซึ่งเสนา บดีกรุงรัตนบุระอังวะให้พระยาอินทจักร อากาปันยี พาตัวพระยาพิมพิสารแลหนังสือแผ่นทองสิ่งของทั้งปวง ให้เข้ามาถึงเรานั้นก็ขอบใจแล้ว แต่ตัวพระยาพิมพิสารนายไพร่ ๑๔ คนเปนข้าขอบขัณฑเสมา ได้ให้ส่งคืนขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ แลหนังสือแผ่นทองสิ่งของทั้งนี้เปนของมีเจ้าของอยู่จะรับไว้มิได้ ได้ให้พระยาอินทจักร อากาปันยี พม่ามอญมีชื่อ


๓๕ คุมคืนออกไป แต่ช้าง ๔ ช้างนั้นเปนช้างเขาตอบแทนมา เจ้าเมืองแสนหวี ๒ ช้าง เจ้าเมืองแสนหวีซื้อ ๒ ช้าง ราคาค่าช้างเขาให้กันแล้วอย่าส่งช้างเข้ามาเลย แลบัดนี้ได้ให้ของแก่พระยาอินทจักร อากาปันยี คือแพรหงอนไก่โพกแดงศีศะคนละผืน เสื้อริ้วทองคนละตัว ๑ ผ้าปูมก้านแย่งคนละผืน ๑ ให้ยันโตจันคี เยกองปันยี สุรายจักกียอ นาทองถ่อป่าน พระยาจักรนันทะกะยอ คือแพรแสโพกศีศะคนละผืน เสื้อกระบวนจีนคนละตัว ผ้าเชิงปูมคนละผืน แลไพร่ ๒๕ คนนั้นได้แจกเสื้อผ้าให้คนละสำรับทุกคนแล้ว หนังสือมาณวัน ๕ฯ๖ ๑๐ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๗๐ ปีมโรงสัมฤทธิศก ฯ หนังสือพระยากาญจนะบุรีตอบเจ้าเมืองเมาะตะหมะ

หนังสือพระยาพิไชยภักดีศรีมไหสวรรย์ มหันตเดชาวราฤทธิณรงค์ พงศ์พฤฒามาตย์ ผู้ครองเมืองกาญจนบุรีศรีรัตนอาณาเขตร ประเทศขัณฑเสมาแห่งกรุงทวาราวดี มีความขอบใจมากถึงเจ้าเมืองเมาะตะหมะ ด้วยพระยาอินทจักร อากาปันยี ถือหนังสือเข้ามาเปนใจความว่าเมืองเชียงใหม่ให้พระยาพิมพิสารนายไพร่ ๑๔ คน คุมหนังสือลานทองสิ่งของทั้งนี้มาถวายพระเจ้ากรุงรัตนบุระอังวะ ๆ ไม่รับไว้ให้ส่งเข้ามาแล้วมีมธุรปราไสยมาถึงเราเปนทางธรรมว่า ที่สำแดงรู้ซึ่งคุณแลโทษแห่งพระนครใหญ่น้อยนานาประเทศทั้งปวง อันเปนสัมมาทิษฐิก็แจ้ง ๓๖ อยู่แล้ว ซึ่งว่าสองพระนครมิได้สามัคคีรศ ยังเปนปรปักษ์ปัจจามิตรแก่กันอยู่ดังนี้ เหตุว่าเสนาบดีกรุงอังวะแต่งให้เข้ามาเจรจาความเมืองนั้น ก็หาเหมือนดังถ้อยคำที่ว่าไม่ เพราะมิได้ตั้งใจจะทนุบำรุงแผ่นดินให้วัฒนโดยสุจริตหาคิดที่จะไว้เกียรติยศสัตยานุสัตย์ไม่ แลบัดนี้ท่านผู้จะสามิภักดิ์ต่อพระมหากระษัตราธิราชทั้ง ๒ ฝ่ายมีจิตรจินตนาปรารภจะใคร่ดำเนินทางพระราชไมตรี ให้สองพระนครเปนสุวรรณปัถพีเดียวเท่านั้นก็ชอบอยู่แล้ว แต่ทว่ากลัวเกลือกจะเปนเหมือน เมื่อท่านมาครองเมืองเมาะตะหมะ ปัญญาสมิงเจ้าเมืองว่าครูปัญญาเจยะ เยหละนรา ธรรมสาริยะ อากาปันยี สิริแทง นรากะยอเข้ามาเจรจาความเมือง ฝ่ายท่านผู้ครองเมืองกาญจนบุรีแต่ก่อนก็ได้ช่วยทนุบำรุงบอกส่งเข้าไปถึงกรุงจนได้กลับออกมาครั้งหนึ่งแล้ว ท่านก็หามีชอบไม่ กลับได้ผิดจนตัวต้องราชทัณฑ์ถอดจากยศถาศักดิ์ ผู้ที่เข้าไปก็เปนโทษถึงสิ้นชีวิตร ยังเหลืออยู่แต่อากาปันยีคนนี้กับพระยาไชยะ ความนี้เราได้แจ้งก็คิดวิตกด้วยอยู่ แลบัดนี้ท่านได้กลับลงมาครองเมืองเมาะตะหมะใหม่ เราก็มีความโสมนัศยินดีด้วย อนึ่งท่านว่ามาเปนทางปรมรรถธรรม เห็นไภยเหนื่อยหน่ายในยุทธนาการ หวังวะระงับอรินราชสงครามทั้งสองฝ่าย ให้คืนคนข้างโน้นข้างนี้ซึ่งถอยทีจับไปมานั้น ถ้าสุจริตจริงก็หากจะเปนไปเอง ถึงแต่ก่อนนั้นพระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวแห่งเรา


๓๗ ผู้สืบสร้างโพธิสรรภาระณพุทธวงธางกูรวิริยาธิกกอบไปด้วยสมันตสมถานสุทธจิตจริยะ กรุณาการุณธิกะแก่สรรพสัตว์อันข้องอยู่ในอันตรายแห่งชีวิตร ก็ได้ปล่อยพม่าไปเปนอันมาก เมื่อจุลศักราช ๑๑๔๖ ปีมโรงฉศก ฝ่ายทหารตระเวรล้อมจับพม่าได้ทั้งค่ายตำบลวังราว ก็ให้ชีวิตรปล่อยไปทั้งเครื่องสาตราอาวุธครั้งหนึ่งแล้ว แลเมื่อพม่ายกกองทัพมากระทำสงครามรบพุ่งติดพันกัน จับพม่าได้ในที่รบเปนเดนอาวุธแห่งมือทหาร ก็ให้ปล่อยพม่าไปอิกหลายครั้ง แต่กำหนดจำไว้ได้ทางพระเจดีย์สามพระองค์ ๑๙ ลาดหญ้า ๑๘ กรามช้าง ๔ แม่น้ำน้อย ๓ เมืองนครลำปาง ๑๐๐ เมืองระแหง ๑๐๐ รวม ๒๔๔ คน ได้ทางเมืองเชียงใหม่ ๒ ครั้ง ๆ หนึ่งนายไพร่ ๑๐๐ ครั้งหนึ่งนายกำนันเจ้าเมืองยอหลานฟ้าแสนหวี ๑ อำมาตย์คำฦๅ ๑ ไหมเงินจเร ๑ แสนกำจิ้ง ๑ ไพร่เงี้ยว ๓ รวม ๗ คน รวม ๒ ครั้ง ๑๐๗ คน รวมทั้งสิ้นเปน ๓๕๑ คน แลท่านว่าได้ส่งน้อยอุตมะสอวคนพ่อลูกที่พม่าจับไปนั้น แต่ถ้าจะปล่อยพม่าไปทางเดียวก็ไม่ได้อิก ซึ่งแต่งให้พระยาอินทจักร อากาปันยี เข้ามานั้นก็ได้จัดแจงเลี้ยงดูช่วยทนุบำรุงบอกส่งหนังสือลานทองสิ่งของคำให้การตัวพระยาพิมพิสารลงไปยังท่านพระยาอมรินทรฦๅไชย อภัยประเทศราชชาติอธิบดีศรีสุริยสงคราม ผู้ครองเมืองราชบุรี ท่านผู้ครองเมืองราชบุรีได้หาตัวพระยาอินทจักร อากาปันยีเข้าไปณโรงทำเนียบให้เอาคำให้การสอบซักพระยาพิมพิสารนายไพร่ ก็ได้ความว่าหนังสือลานทองสิ่งของทั้งนี้เปนของเจ้าเมืองแสนหวี หาเปนเมืองเชียงใหม่


๓๘ ไม่ ต้องกันกับหนังสือท่านที่มีเข้ามาว่าความทั้งนี้ไม่จริง ฝ่ายท่านผู้ครองเมืองราชบุรีจึงเอาคำให้การทั้ง ๒ ฉบับบอกปรนนิบัติเข้าไปยังท่านอรรคมหาเสนาบดีผู้ใหญ่ ท่านอรรคมหาเสนาบดีปฤกษาพร้อมกันเห็นว่าความทั้งนี้หาจริงไม่ ด้วยแจ้งอยู่แต่ก่อนนั้นแล้วว่าเปนกลมารยาเจ้าเมืองแสนหวีล่อลวงแก่กัน หากเสนาบดีกรุงรัตนบุระอังวะไม่วิจารณ์ตรึกตรองนำเอาความเท็จมิจริงทูลเจ้านายแห่งตนให้ชื่นชมยินดี จนมีหนังสือให้จเรปแก้วถือมาปฏิสันฐารปราไสเกลี้ยกล่อมพระเจ้าเชียงใหม่พาให้เสียเกียรติยศครั้งหนึ่งแล้ว แลบัดนี้กลับย้อนส่งสิ่งของเข้ามาดังนี้เล่า ซึ่งจะรับไว้เหมือนอย่างเสนาบดีกรุงอังวะนั้นไม่ได้ ให้ส่งขึ้นไปณเมืองเชียงใหม่แลช้าง ๔ ช้างเปนของเขาตอบแทนซื้อขายแก่กัน อย่าให้ส่งเข้ามาเลย อนึ่งซึ่งสิ่งของที่จัดเข้ามาให้เราช่วยทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายนั้นเห็นไม่ชอบ ด้วยพระนครทั้งสองฝ่ายยังเปนปัจจามิตรข้าศึกแก่กันท่านก็จะเปนนอกใจเจ้า ฝ่ายเราก็จะพลอยผิดด้วย จึงคืนของทั้งนี้ไปอย่าน้อยใจเลย แลบัดนี้ท่านอรรคมหาเสนาธิบดีก็ได้มีหนังสือตอบไปอังวะด้วยฉบับหนึ่ง กับจดหมายคำให้การพระยาพิมพิสาร น้อยนันตาส่งออกไปด้วยแล้ว แลท่านพระยาอมรินทรฦๅไชยผู้ครองเมืองราชบุรี จัดได้ผ้ายกทองพื้นตองผืน ๑ เสื้อริ้วทองพื้นม่วงตัว ๑ ผ้าโพกศีศะพื้นม่วงกรองทองเทศผืน ๑ ฝากมาให้ท่านผู้ครองเมืองเมาะตะหมะด้วย ซึ่งท่านฝากของมาให้แก่เรานั้น ก็ได้รับไว้แล้ว แลบัดนี้เราจัดได้


๓๙ แพรหลินแดง ๘ พับ แพรแส ๘ พับ ปินโตสานใบ ๑ หมึก ๕๐ แท่งฝากออกมาให้แก่ท่าน แล้วแต่งให้หลวงขุนหมื่นชาวด่านออกมาส่งพระยาอินทจักร อากาปันยี พระยามอญมีชื่อ ณะพระเจดีย์สามองค์ด้วยแล้ว หนังสือมาณวันเสาร์ เดือน ๒ ขึ้นค่ำ ๑ ปีมโรงนักษัตรสัมฤทธิศก ฯ (พ.ศ. ๒๓๕๑)

หมดสำเนาหนังสือในเรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๕ ซึ่งมีอยู่ในหอพระสมุด ฯ เพียงเท่านี้ เมื่อพิเคราะห์ตามความที่ปรากฏในหนังสือเรื่องนี้ แลเห็นความในเรื่องพงศาวดาร อันยังมิได้ปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารรัชกาลที่ ๑ แจ่งแจ้งออกไป จะอธิบายไว้ในที่นี้ด้วย คือ :- เมื่อแรกไทยได้มณฑลพายัพมาจากพม่านั้น ได้แก่บรรดาเมืองที่ตั้งอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีเมืองเชียงใหม่เมืองนครลำปางแลเมืองน่านเปนต้น พม่ายังยึดหัวเมืองที่ตั้งอยู่ในลุ่มแม่น้ำโขงไว้ตัวแม่ทัพพม่าถอยไปตั้งอยู่ที่เมืองเชียงแสนริมแม่น้ำโขง พม่าได้พยายามยกลงมาหมายจะติเอาเมืองเชียงใหม่แลเมืองนครลำปางคืนเปนหลายครั้งก็ แตกพ่ายแพ้ไทยทุกทีพระเจ้าปดุง จึงเปลี่ยนอุบายคิดจะเกลี้ยกล่อมพวกเมืองเชียงใหม่ให้กลับไปเข้ากับพม่าโดยดี ทำนองราชาจอมหงษ์ซึ่งเปนเจ้าเมืองในพวกไทยมหญ่ฤๅพวกเขิน จะเปนญาติวงศ์ฤๅคุ้นเคยกับพระเจ้าเชียงใหม่ (กาวิละ) จึงรับอาสาพระเจ้า ปดุงมาเกลี้ยกล่อมเมืองเชียงใหม่ แต่การไม่สำเร็จ ๔๐ ครั้นถึงปีชวด พ.ศ. ๒๓๔๗ พระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก โปรดให้กองทัพยกขึ้นไปตีได้เมืองเชียงแสน ขับไล่พม่าหนีข้ามแม่น้ำโขงไปหมดแล้ว ทรงพระราชดำริห์ว่าถ้าปล่อยไว้ พม่าจะไปตั้งมั่วสุมในหัวเมืองไทยใหญ่แลลื้อเขินที่ติดต่อเขตรแดน แล้วยกกลับลงมารบกวนมณฑลภาคพายัพอิก การศึกเปนท่วงทีอยู่ด้วยพม่ากำลังแตกหนี จึงโปรดให้กองทัพยกตามขึ้นไปตีหัวเมืองไทยใหญ่ แลลื้อเขินอันเปนของพม่าเมื่อปลายปีชวด พ.ศ.๒๓๔๗ พวกประเทศราชเมืองลื้อในแว่นแคว้นสิบสองปันนา มีเจ้าเมือง เชียงรุ้งเปนต้น ทั้งพวกประเทศราชเมืองเขินมหาขนานเจ้าเมืองเชียงตุงเปนต้น ตลอดจนเจ้าเมืองแสนหวีไทยใหญ่ เห็นว่าพม่าพ่ายแพ้ไทยก็หวาดหวั่นครั้นคร้ามพากันมาอ่อนน้อมยอมเปนข้าขอบขัณฑเสมาโดยมาก กองทัพไทยที่ยกขึ้นไปครั้งนั้นพระเจ้าเชียงใหม่ (กาวิละ) เปนนายทัพคนสำคัญ ได้ตัวเจ้านายแลครัวลื้อเขินส่งลงถวายเปนอันมาก แต่พระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระราชดำริห์ว่าอาณาเขตรไทยใหญ่แลลื้อเขินอยู่ในระหว่างแดนไทยจีนแลพม่า ยากที่จะรักษาไว้ให้มั่นคงจึงโปรดให้เจ้านายที่มาสามิภักดิ์รับครัวกลับคืนไปครอบครองบ้านเมืองอย่างเดิม ครั้งนั้นพระราชอาณาเขตรกรุงสยามก็แผ่ขึ้นไปจนจดแดนจีนทางด้านเหนือ แลล่วงเข้าไปในแดนประเทศราชไทยใหญ่ของพม่าทางด้าน ตวันตกเฉียงเหนือด้วย


๔๑ ในตอนนี้พระเจ้าปดุงเห็นจะให้กองทัพพม่ายกขึ้นไป โดยประสงค์จะปราบปรามเมืองประเทศราชไทยใหญ่แลลื้อเขินที่โจทมาสามิภักดิ์แก่ไทย พวกเจ้าเมืองเหล่านั้นเปนญาติวงศ์เกี่ยวดองกันโดยมาก พากันรู้สึกเสมออย่างว่า "อยู่ในระหว่างเขาควาย" เกรงอันตรายทั้งสองฝ่ายจึงคบคิดกันในบางเมืองบอกไปยังราชธานี ประหนึ่งว่าได้เกลี้ยกล่อมเมืองเชียงใหม่กลับไปยอมสามิภักดิ์ต่อพม่าได้ ประสงค์จะให้พระเจ้า ปดุงพอพระหฤไทยสิ้งสงไสยพวกหัวเมืองเหล่านั้น จะได้เลิกการที่ส่งกองทัพมาปราบปราม ชั้นเดิมพระเจ้าปดุงก็หลงกลพวกประเทศราชทีหลังมาได้วี่แววจะมิใช่ความจริง จึงคิดอุบายซ้อนกลเหมือนอย่างว่า "จะขายออกตัวแก่ไทย" จึงให้ส่งพระยาพิมพิสารเข้ามาให้ไทย อ้างเอาบุญคุณให้เห็นว่ายังอยากจะเปนไมตรีกับไทย แต่ที่แท้นั้นประสงค์จะให้ที่ในกรุงเทพ ฯ เกิดแหนงกับพระเจ้าเชียงใหม่กาวิละ ถ้าถอดถอนพระเจ้ากาวิละซึ่งเปนนายทัพคนสำคัญของไทยข้างฝ่ายเหนือเสียได้ก็จะเปนประโยชน์แก่พม่า เพราะฉะนั้นการที่พม่ามาเจรจาความเมืองครั้งปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๕๑ นี้ เปนกลอุบายหาได้มาโดยสุจริตไม่ ผลของเจรจาความเมืองครั้งที่ ๕ นี้ ยังมียืดยาวต่อไปอิก ความ ปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารยุติต้องกับในพงศาวดารพม่าว่า ในการที่พระเจ้าปดุงเพลิดเพลินไปในทางที่จะเปนเอกอรรคสาสนูปถัมภกนั้นกลับเปนเหตุให้เกิดความเดือดร้อนร้ายแรง ด้วยพระเจ้าปดุงทรงจัดการแก้ไขลักทธิในสมณะมณฑลตามอำเภอพระราชหฤไทย พระสงฆ์ใน ๖

๔๒ เมืองพม่าพากันได้ความเดือดร้อนเปนอันมาก ฝ่ายราษฎรพลเมืองก็ได้ความเดือดร้อนที่ถูกกะเกณฑ์ไปสร้างพระเจดีย์ใหญ่ที่เมืองเมงกุนพากันระส่ำระสาย เสนาบดีพม่าปฤกษากันว่าจะต้องคิดอ่านให้พระเจ้าปดุงเลิกความเพลิดเพลินในการบำรุงพระสาสนาเสีย คิดเห็นกันว่าแต่ก่อนพระเจ้าปดุงโปรดทำศึกสงคราม จะต้องคิดอ่านชักชวนให้ไปคิดทำศึกสงครามจึงจะเลิกที่หลงบำรุงพระสาสนา นัยว่าเสนาบดีชวนให้ไปทำศึกทางเมืองมณีบุระข้างฝ่ายเหนือ แต่ประจวบเวลาทูตพม่าที่เข้ามาเจรจาความเมืองครั้งปีมะโรงกลับไปถึงเมืองพม่า ทำนองจะไปทูลพระเจ้า ปดุงว่าที่ในเมืองไทยแม่ทัพนายกองที่เคยทำศึกสงครามมาแต่ก่อน เช่นกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทเปนต้น หมดตัวไปเสียมากแล้ว พระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ก็ทรงพระชราทุพพลภาพพระเจ้าปดุงได้ทราบความดังนี้ จึงให้เตรียมกองทัพจะยอกมาตีเมืองไทยอิกครั้ง ๑ ให้อะเติงหวุ่นเปนแม่ทัพใหญ่ ลงมาเกณฑ์คนตามหัวเมืองพม่าแลเมืองมอญ ตลอดลงมาจนเมืองทวายเปนจำนวนคน ๔๐๐๐๐ ให้มาตั้งประชุมทัพที่เมืองเมาะตะหมะแล้วจะยกเข้ามาตีกรุงเทพ ฯ แต่เวลานั้นราษฎรในเมืองพม่ากำลังเดือดร้อนระส่ำระสาย พวกที่ถูกเกณฑ์เข้ากองทัพพากันหลบหนีเสียเปนอันมาก อะเติ่งหวุ่นแม่ทัพเกรงความผิดมีหนังสือลับขึ้นไปถึงเสนาบดีพม่าขอให้ช่วยทูลทัดทานในเรื่องที่จะยกกองทัพใหญ่เฃ้ามาตีกรุงเทพ ฯ เสนาบดีจึงไปทูลพระเจ้าปดุงว่าการที่จะไปตีเมืองไทยนั้น เกรงจะเสียพระเกียรติยศ ด้วยพึ่งโปรดให้ทูตเข้าไปเจรจาความเมืองเพื่อจะเปนไมตรีมาไม่ช้านัก ถ้ายกทัพจู่ไปก็จะเกิด

๔๓ ข้อครหา พระเจ้าปดุงเห็นชอบด้วย จึงให้มีตราสั่งเลิกกองทัพ แต่ อะเติ่งหวุ่นมีใบบอกย้อนขึ้นไปอิกว่าการเตรียมทัพได้ลงทุนไปมาก ถ้าจะไม่ยกเข้ามาตีกรุงเทพฯ ขอมาตีเมืองถลางพอให้ได้ทรัพย์สมบัติใช้ทุนคืนบ้าง ขณะนั้นประจวบเวลาพระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เสด็จสวรรคต พระเจ้าปดุงจึงให้กองทัพพม่ายกมาตีเมืองถลางเมื่อปีมะเสง พ.ศ. ๒๓๕๒ ในตอนต้นรัชกาลที่ ๒ ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือพระราชพงศาวดาร.








๔๔ เจรจาความเมืองครั้งที่ ๖ เมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๕๖ ในรัชกาลที่ ๒

เรื่องพม่ามาขอเจรจาความเมืองครั้งที่ ๖ นี้ ความปรากฎในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า เมื่อเดือนยี่ปีระกาปีรกา พ.ศ. ๒๓๕๖ พม่าเจ้าเมืองเมาะตะหมะส่งสุริยนันทสุระ เปนบุตร์จมื่นเสมอใจราชครั้งกรุงเก่าคน ๑ กับพราหมณ์ชื่อสังฆรัน (เห็นจะเปนพราหมณ์เทศ) ซึ่งเคยอยู่ในกรุงเก่าคน ๑ กับพวกรวมทั้งนายไพร่เปนจำนวน ๗๑ คน เข้ามา ยังพระยากาญจนบุรี ว่าพระเจ้าประดุงให้เปนราชทูตมาขอเจรจาความเมือง พระยากาญจนบุรีบอกเข้ามายังกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระราชดำริห์ว่า ผู้ที่มาเปนแต่ถือหนังสือเสนาบดี มิได้เชิญพระราชสาสน์มาตามประเพณีราชทูต จะ รับอย่างเปนราชทูตหาควรไม่ จึงโปรด ฯ ให้มีตราสั่งออกไป ให้ผู้ที่มาพักอยู่แต่ที่เมืองกาญจนบุรี ให้ส่งแต่หนังสือเสนาบดีพม่าเข้ามายังกรุงเทพ ฯ แปลออกเปนเนื้อความดังนี้. หนังสือเสนาบดีพม่า

หนังสืออรรคมหาเสนาบดี ผู้ใหญ่กรุงอังวะ มาถึงเสนาบดีผู้ใหญ่กรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ด้วยพระเจ้ากรุงรัตนะบุระอังวะประกอบไปด้วยสัตย์ธรรมสิบประการ แต่ได้ผ่านสมบัติรักษาแผ่นดินกรุงอังวะมาก็


๔๕ ได้ทำรายงาชยุทธการสงครามขับเคี่ยวกับกรุงพระมหานครศรีอยุธยามาถึงสองแผ่นดินแล้ว ก็ไม่แพ้ชนะกัน ทะแกล้วทหารไพร่พลช้างม้าล้มตายทั้งสองฝ่ายเหลือที่จะนับจะประมาณ จนพระชนมายุล่วงมาถึงเพียงนี้ มีความสังเวชพระหฤไทยนัก เหนื่อยหน่ายในการยุทธสงครามบัดนี้ตั้งพระไทยฝักฝ่ายในการกองกุศลหาความพยาบาทมิได้ จะใคร่ให้สองพระนครเปนมหามิตรอันเดียวกัน ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินจะได้อยู่เย็นเปนศุขไปชั่วบุตรแลหลาน จึงมีรับสั่งให้มีหนังสือมาถึงเสนาบดีกรุงพระมหานครศรีอยุธยา จึงตรึกตรองดูให้เปนผลประโยชน์ เมื่อเห็นชอบด้วยก็ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลสมเด็จพระเจ้าช้างเผือกกรุงศรีอยุธยาให้ทราบ แล้วขอตอบไปให้แจ้งด้วย สิ้นความในหนังสือแต่เท่านี้ จึงโปรด ฯ ให้ทำเปนหนังสือเสนาบดี ให้ข้าหลวงถือไปบอกให้สุริยนันทสุระ แลพราหมณ์สังฆรันนำความไปแจ้งแก่เสนาบดีพม่า ๑ ว่าเสนาบดีกรุงอังวะได้มีหนังสือมาว่าดังนี้ก็หลายครั้ง การก็ไม่จริงเหมือนถ้อยคำ ครั้งนี้ว่าพระเจ้าอังวะสั่งให้มาก็ไม่มีสลักสำคัญอันใด เปนแต่หนังสือเสนาดีมีมาเจรจาความเมือง ก็มิใช่ราชสาสน ไม่ต้องด้วยอย่างธรรมเนียมราชประเพณี พระบรมธรรมิกมหาราชาธิราชแต่ปางก่อน เมื่อพระเจ้าอังวะมีพระไทยสังเวชเกรงบาปกรรมจะติดตามไปภายน่า จะเปนทองแผ่นเดียวกับกรุงพระมหานครศรีอยุธยาจริง ก็ให้มีพระราช

๑ เรื่องเจรจากันคราวที่ ๖ นี้ ปรากฏสำเนาหนังสือบริบูรณ์แต่หนังสือพระยากาญจนบุรีถึงเจ้าเมืองเมาะตะหมะฉบับเดียว นอกนั้นกล่าวไว้แต่เนื้อความทั้งนั้น

๔๖ สาสนแต่งทูตานุทูตเชิญเข้าไปกับพระสงฆ์ไทยอันทรงศีลบริสุทธิ์ ให้ต้องด้วยอย่างธรรมเนียม แม้นมิได้ทำดังนี้ก็อย่าเจรจาต่อไปเลย ถ้อยทีหาความศุขทั้งสองฝ่ายเถิด อย่าทำอันตรายแก่กันก็แล้วกัน แล้วโปรด ฯ ให้พระยากาญจนบุรีมีหนังสือตอบไปถึงเจ้าเมืองเมาะตะหมะที่มีหนังสือมาถึงพระยากาญจนบุรีฉบับหนึ่ง หนังสือพระยากาญจนบุรีถึงเจ้าเมืองเมาะตะหมะ

อักษรวรวาทีศรีสุทธอัชฌาไศรย ในท่านผู้ครองเมืองกาญจนบุรีมาถึงท่านผู้ครองเมืองเมาะตะหมะ ด้วยให้สุริยนันทสุระกับพราหมณ์สังฆรันถือหนังสือมาถึงเรา มีเนื้อความตักเตือนจะให้เราทำนุบำรุงพระราชไมตรีแลไมตรีให้ราชธานีทั้งสองมีสมานสุจริตสนิทเสนหาแก่กันไป จะ ได้เปนที่ตั้งบวรพุทธสาสนาเย็นอกสมณะพราหมณาประชาราษฎรทั้งปวง แลมีเนื้อความเปนหลายประการ คือจะให้เรามีหนังสือส่งให้คนถือไปถึงท่าน ๆ จะได้ให้คนถือหนังสือขึ้นไปกราบทูลเจ้าอังวะ ขอให้มีทูตา นุทูตจำทูลพระราชสาสนามาถึงกรุงเทพมหานครนั้น เราได้ส่งหนังสือเขาไปกราบเรียนท่านอรรคมหาเสนาบดี ๆ ได้ชุมนุมเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตพร้อมกับปฤกษาว่า หนังสือนี้แก้เกี้ยวหาต้องกันกับข้อศุภอักษรซึ่งกรุงศรีอยุธยาให้ไปแต่ก่อนนั้นไม่ ไม่ควรจะนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ฯ ท่านจึงบังคับให้เราตอบหนังสือมาว่า ซึ่งข้อ (ความที่กล่าวในหนังสือของท่านว่า)กาลมีสองประการ คือ กาลวิบัติหนึ่ง คือ

๔๗ กาลสมบัติหนึ่ง แลกาลวิบัตินั้น คือ เกิดทุพภิกขันตรกัลป แลสัตถันตรกัลป รบพุ่งฆ่าฟันกัน โรคันตรกัลป แลกาลวิบัตินี้จะใกล้สิ้นอยู่แล้ว (ข้อซึ่ง) จะถึงกาลสมบัติบริบูรณ์ขึ้น (นั้น ก็) เพราะผลกุศลอุสาหะตั้งจิตรบำเพ็ญทานรักษาศีลภาวนาตามพระบวรพุทธสาสนาให้ยิ่งขึ้น จึงอาจจะบันดาลให้เทวดารักษาโรค นำเอาความดีมาชี้แจงดลจิตรกรุงกระษัตริย์ทั้งสองฝ่าย ตั้งอยู่ในประโยคสมบัติปรนนิบัติซื่อตรงกายแลวาจาต้องกันกับจิตรมิได้วิปริตแล้ว ก็เห็นว่ากาลวิบัติทั้งนั้นจะเสื่อมสูญ ถ้าแลตั้งอยู่ในประโยควิบัติปรนนิบัติผิดจิตรกับกายแลวาจามิต้องกันยังแผกผันอยู่ฉนี้ ก็เห็นว่าจะเกิดกาลวิบัติยิ่งขึ้นไปกว่าเก่าได้ร้อยเท่าพันทวีอีก แลข้อซึ่งว่าอยู่ณเดือนสิบสองแรมสามค่ำศักราช๑๑๕๖(พ.ศ.๒๓๓๗)ชาวด่านสมิไปลาดตระเวณถึงริมคลองมีปรัก ได้หนังสือแขวนแล้วเอาไปส่งให้เยทางนรทานายบ้านอัดรันๆจึงเอาหนังสือขึ้นไปให้เจ้าเมืองเมาะตะหมะ ๆ จึงแต่งคนให้ถือหนังสือแขวนขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าอังวะนั้น แลความข้อนี้เห็นว่าพระเจ้าอังวะจะแจ้งในหนังสือกรุงศรีอยุทธยาตัดภ้อไป ว่า ถ้าจะเปนทางพระราชไมตรีกันนั้น จะให้พระมหากระษัตริย์ทั้งสองฝ่ายร่วมเสวตรฉัตรกันฤๅ ๆ จะให้แต่เสนาผู้ใหญ่ผู้น้อย ทะแกล้วทหารทำสัตว์กัน ฤๅจะไม่ทำสัตย์แล้วแต่จะไม่ทำยุทธสงครามแก่กันต่างคนต่างอยู่ประการใด ให้เสนาบดีเอาเนื้อความทูลแก่เจ้าอังวะ ๆ จะประพฤติฉันใด ก็แต่งขุนนางพม่าเปนทูตานุทูต กับขุนนางไทยผู้ใหญ่ซึ่งไม่พอใจรบศึกเสียกรุงแก่พม่า จึงได้กวาดเอาไปไว้นั้นมา ถ้ามิ

๔๘ ได้ผู้ใหญ่แล้วจนแต่หัวหมื่นมหาดเล็กก็เอาเถิด ให้มาสักสามนายสี่นายกับพระสงฆ์อันทรงศีลสังวรบริสุทธิจะได้เปนสักขีพยาน จึงจะเปนสัตย์ธรรมมั่นคงได้ ถ้ากรุงอังวะแต่งมาดังนี้ จะบอกเข้าไปให้ท่านอรรคมหาเสนาบดีผู้ใหญ่ เอาเนื้อความกราบบังคมทูลพระกรุณาสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวแห่งเรา ถ้าทำมิได้อย่าเจรจากันต่อไปเลย แลว่าเนื้อความนี้ก็ได้กราบทูลพระเจ้าอังวะ ๆ ทราบแล้ว ไฉนจึงเจ้าเมืองเมาะตะหมะไม่มีหนังสือมาถึงเรา กลับว่าให้เรา แต่งหนังสือให้คนถือไปถึงเจ้าเมืองเมาะตะหมะๆ จะได้บอกขึ้นไปกราบทูลพระเจ้าอังวะอิกเล่า เนื้อความนี้เห็นแปลกอยู่ แลข้อว่า ให้ฝ่ายเรามีใจใสสุจริตในวัตปรหิตานุหิตประโยชน์สองประการ แลให้มีหิริโอตัปปะ แลให้ตั้งอยู่ในสัตย์สุจริตกล้าหาญมั่นคงสู้เสียชีวิตรคิดที่จะบำรุงพระมหากระษัตริย์เจ้าทั้งสอง อย่าให้ขุ่นหมองพระไทยแก่กัน ให้เปนพันธุมิตรมีพระไทยดำรงในพระราชไมตรีเปนอันหนึ่งอันเดียวสืบไป พึงหวังใจอย่าให้หดสั้น ควรกระทำให้ชอบในการที่จะได้เสวยรมย์ชมศุขไปในปัจจุบันแลอนาคตนั้น ข้อนี้อย่าพักตักเตือนเลย ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุธยาทุกวันนี้ ให้มีพระราชบัญญัติไว้ให้ข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย กรมฝ่ายน่าฝ่ายใน ให้ตั้งอยู่ในทศกุศลกรรมบถ แลสิงคาโลวาทวัฏวินัย แลให้เข้าใจปรนนิบัติในหมวดพระโพธิปักขิยธรรมสามสิบเจ็ด แลอุโบสถสี่ประการ คือ ปรกติอุโบสถ แลปฏิชาครอุโบสถ แลปฏิวิหาริยปักขอุโบสถ แลอริย


๔๙ อุโบสถ แลให้ปรนนิยัติตามอนุบบุพปติปทามีศีลขันธ์ แลพระสมาธิขันธ์ แลปัญญาขันธ์ มีพระอรหัตที่สุดฉนี้ อย่าวิตกเลยที่ฝ่ายกรุงศรีอยุธยาจะมิตั้งอยู่ในสัตย์สุจริต ที่จะมิสู้เสียชีวิตรเอาความชอบช่วยทำนุบำรุงพระมหากระษัตริย์เจ้าทั้งสอง ให้ตั้งอยู่ในคลองพระราชประเพณีอันชอบนั้น ปรารภแต่ฝ่ายข้างโน้นให้มั่นอยู่ในสัตย์สุจริตเถิด แลข้อว่ากรุงทวารดีนี้เปนกรุงอยุธยาสืบมามาแต่โบราณเปนราชธานีใหญ่สำหรับผู้มีบุญ แลกรุงมหานครอมรบุรีมีนามตามพงศาวดาร แลบรรดากรุงใหญ่มีขอบขัณฑเสมา แลกรุงสุนาปรันตะ กรุงตามพะทีปะ๑ กรุงกัมพูชา เปนที่ตั้งพระบวรพุทธสาสนาเปนสัมมาทฤษฐิ นับถือพระรัตนไตรยาทิคุณด้วยกัน แม้ว่ากรุงใหญ่ใด ๆ จะคิดประทุษร้ายกันถึงจะได้รี้พลทะแกล้วทหารช้างม้าโคกระบือร้อยพันหมื่นก็ดี ที่จะได้สำเร็จราชการเปนสิทธิ์ขาดทีเดียวนั้นหามิได้ มีแต่จะเปนเวรานุเวรสืบกันไปเปนโทษในอนาคต แลชมพูทวีปนี้กว้างถึงหมื่นโยชน์ อันกรุงสองกรุงไม่ควรที่จะเปนปรปักษ์กัน พอที่จะสำเร็จความเมืองได้ เพราะเหตุมีจิตรฉลาดชิงเชิงกันอยู่จึงมิได้สำเร็จการ แลความทั้งนี้นักปราชญ์บัณฑิตจะได้จดหมายเปนพระราชพงศาวดารไว้สืบไป แลให้เราผู้ครองเมืองกาญจนบุรีจงยำเกรงนั้น ประการนี้สมควรนักด้วยภูมิสถานทั้งสาม คือ ชมพูทวีป ๑ แลดาวดึงษ์สวรรค์เทวโลก ๑ อเวจี

๑ สูนาปรัตนตะหมายความว่าประเทศพม่า ตามพะทีปหมายความว่า ลังกาทวีป ๗

๕๐ มหานรก ๑ มีปริมณฑลกว้างขวางหมื่นประโยชน์เสมอกัน แลดาวดึงษเทวโลกนั้นก็มั่นคงไปด้วยหมู่เทพบุตรเทพธิดา มีมโนรมย์หรรษาด้วยทิพยศุขสมบัติ แต่ชมพูทวีปกับอเวจีนี้เปนคู่กัน ฝ่ายชมพูทวีป มีภูมิสถานว่างบางร้างโรย เปนที่เปล่าไม่มีหมู่มนุษย์จะไปอยู่ให้เต็มบริบูรณ์ได้ เพราะเกิดกาลวิบัติฉิบหายล้มตายด้วยประโยควิบัติปฏิบัติ มิเปนยุติธรรม มีสันดานหนาไปด้วยโลภะ โทษะ โมหะ อันเปนอกุศลมูล ช่วงชิงสมบัติพัศถานเกิดยุทธนาการแก่กัน เปนครุกรรมก่อการวิบัติฉนี้ ฝ่ายอเวจีก็มากขึ้นด้วยฝูงสัตว์เยียดยัดกันอยู่มิได้มีว่างช่องที่ห่างจากสัตว์ได้เลย ทุกขเวทนาอยู่ในพื้นเหล็กดังนั้น แลให้เจ้าเมืองเมาะตะไมะรำพึงมีเพียรพิจารณาประพฤติราชกิจโดยสัตย์สุจริตเปน แท้ที่จะทำนุบำรุงพระราชไมตรีในทไวยราชธานีให้จิรฐิติกาลเปนเกียรดิ์ไว้ชั่วกัลปาวสาน จะได้เปนพงศาวดารสืบต่อไป ฝ่ายข้างกรุงศรีอยุธยาเห็นเปนแม้เปนสัตย์ธรรมในทางสุจริตแล้ว ก็จะประพฤติตามกรุงอังวะทุกประการ

ครั้นถึงเดือนสี่จึงให้พระยากาญจนบุรีจัดเสบียงอาหาร ให้สุริยนันทสุระพราหมณ์สังฆรันนายไพร่ถือหนังสือตอบกลับออกไป แลในเดือนสี่ปีระกานั้น พม่าเอาหนังสือมาแขวนไว้ที่ต่อแดนทางด่านสิงขร๑ฉบับ ๑ เปนหนังสือนายด่านพม่าบอกความแก่นายด่านฝ่ายไทยว่า

๑ วิธีพม่ากับไทยมี หนังสือถึงกันในสมัยนั้น ใช้เอาหนังสือไปแขวนไว้ตรงหนทางที่ปลายแดน เพราะคอยจับกันอยู่ทั้งสองฝ่าย ต่อเปนทูตมาจากเมืองหลวงจึงจะกล้าล่วงแดนเข้าไปหาอิกฝ่ายหนึ่ง ๕๑ เดี๋ยวนี้พระเจ้าอังวะมีรับสั่งให้พระนครทั้งสองเปนทองแผ่นเดียวกัน ให้คนทั้งสองฝ่ายไปมาหากันได้โดยสดวกแล้ว อย่าให้กองตระเวนฝ่ายไทยจับกุมรบพุ่งพม่าสืบต่อไป เมืองเพ็ชรบุรีบอกส่งหนังสือนั้นเข้ามายังกรุงเทพ ฯ จึงโปรดให้พระยาพลสงครามจางวางด่านเมืองเพ็ชรบุรี ทำหนังสือตอบพม่าไปแขวนไว้ไปเสนอต่อพระยาเพ็ชรบุรีแล้ว สั่งให้ตอบมาว่า แต่พม่าแต่งให้คนถือหนังสือเข้ามาเจรจาความเมืองถึง ๖ ครั้ง ๗ ครั้งแล้ว ก็ไม่มีความสัตย์ความจริงไม่เที่ยงแท้ จึงแต่งให้ออกไปลาดตระเวณจับเอาผู้คนมา พม่าซึ่งไทยจับมาได้ก็ให้การรับว่าทูตซึ่งแต่งให้เข้ามาเจรจาความเมืองนั้น ไม่ได้ตั้งใจมาโดยสุจริตทั้งนั้นเพราะเหตุด้วยเมืองอังวะไม่ปรกติเหมือนแต่ก่อน กลัวไทยจะยกกองทัพไปตี จึงเกลี้ยกล่อมทำไมตรีไว้ คำพม่าว่ายุติต้องกันเช่นนี้เปนหลายคน ข้อซึ่งว่าไทยไปจับคนพม่าก็จะจับบ้าง ถ้ารบก็จะรบบ้าง ว่าเช่นนี้ ก็เปนเยี่ยงอย่างธรรมดาทหารทำการสงครามเปนประเพณีสืบมา ถึงมาทว่าเปนคนดีมีสติปัญญา ใช่ว่าจะเหาะเหินเดินอากาศได้ก็หาไม่พม่ากับไทยก็ย่อมหาบเสบียงผ่อนลำเลียงเลี้ยงชีวิตรโดยความคิดติดพันรบราฆ่าฟันกันมาก็หลายครั้งหลายหน การแพ้ชนะก็แจ้งมาแต่ก่อนแล้ว ซึ่งอวดอ้างว่าคนดีมีฤทธิ์มีปัญญามาแต่เมืองอังวะ ความคิดเช่นนี้เหมือนจะเขียนเสือให้วัวกลัวหาตกใจไม่ ซึ่งว่าจะให้ไทยคืนคนไปให้แต่ฝ่าย


๕๒ เดียวนั้นยังไม่ได้ ให้พม่าส่งคนเมืองถลางซึ่งตกค้างอยู่ณเมืองมฤตเมืองตะนาวศรีมาแลกเปลี่ยนกันโดยไมตรีจึงจะคืนไปให้ ให้ชาวด่านผู้ได้หนังสือนี้เอาไปแจ้งแก่เจ้าเมืองมฤต เจ้าเมืองตะนาวศรี ให้คิดดูแต่ตามที่ชอบ อันจะเปนประโยชน์แก่บ้านเมืองนั้นเทอญ

ต่อมาอิกปี ๑ ถึงปีจอ พ.ศ. ๒๓๕๗ พม่าเอาหนังสือมาแขวนไว้ที่ปลายด่านเมืองกาญจนบุรี เปนหนังสือตอบพระยากาญจนบุรี ที่ให้สุริยนันทสุระกับพราหมณ์สังฆรันถือไปถึงเจ้าเมืองเมาะตะไมะเมื่อปีระกานั้น เนื้อความในหนังสือพม่าว่า เนมิโยนรธาเจ้าเมืองทวาย แจ้งความมา ถึงพระยากาญจนบุรี ๑ ด้วยมีหนังสือปิดตราใส่ถุงประจำครั้งออกไปนั้นได้แต่งให้เยคองคะแยแคงปลัดเมืองทวายถือขึ้นไปเมืองอังวะด้วยกัน กับสุริยนันทสุระ กับพราหมณ์สังฆรัน ปลัดเมืองทวายกลับลงมาจากเมืองอมรบุระเมื่อเดือน ๑๑ แรม ๓ ค่ำ ปีจอ พ.ศ. ๒๓๕๗ มีหนังสืออรรคมหาเสนาบดีผู้ใหญ่ลงมาด้วยฉบับหนึ่ง ความว่าเจ้าเมืองกาญจนบุรี มีหนังสือออกไปถึงเมืองเมาะตะหมะนั้น เปนความเพียงเจ้าเมืองต่อเจ้าเมืองว่ากล่าวติดพันกัน ที่คิดตะให้เปนประโยชน์ในราชการก็ชอบอยู่แล้ว แต่ว่าจะนำขึ้นกราบทูลพระเจ้าอังวะยังไม่ควร ๒ ถ้าเปนหนังสือ ๑ คราวก่อนเมืองเมาะตะหมะเปนผู้มีหนังสือมา คราวนี้เปลี่ยนเปนเจ้าเมืองทวายจะเปนด้วยขุนนางที่เปน เจ้าเมืองทวายได้ รั้งราชการ ตำแหน่งเทศาภิบาลหัวเมืองมอญฝ่ายใต้ ฤๅจะเปนด้วยพระเจ้าปดุงให้เปลี่ยนตัวผู้ที่จะพูดจากับไทยมาเปนเจ้าเมืองทวายก็อาจจะเปนได้ทั้งสองสถาน ๒ ความที่กล่าวว่าไม่ได้นำความขึ้นกราบทูลนั้น เปนแต่สำนวนทั้งฝ่ายเราแลฝ่ายเขา ที่จริงความถึงกราบทูลทุกฉบับ แลรู้เท่ากันดีทั้งสองฝ่าย ๕๓ ออกไปจากกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา จะได้เอาขึ้นกราบทูลให้ถึงพระเจ้าอังวะ ตัวเราผู้รักษาเมืองทวายปลายด่านข้างพม่า ก็เปนต่างพระเนตรพระกรรณของพระเจ้าอังวะ ท่านผู้ครองเมืองกาญจนบุรีเล่าก็เปนที่ไว้วางพระราชหฤไทยของพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา จึงโปรดให้รักษาน่าด่านกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา เราทั้งสองควรจะช่วยกันคิดอ่านให้เปนประโยชน์แก่พระนครทั้งสองให้สนิทสนมกันจึงจะชอบ สัตว์ทั้งปวงจะได้เปนศุข พระบวรพุทธสาสนาก็จะได้รุ่งเรืองสืบไป ตัวเราผู้รักษาเมืองทวายแลท่านผู้รักษาเมืองกาญจนบุรีจงช่วยกันคิดอ่าน อย่าให้มีการจับกุมผู้คนกันสืบไป เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เมืองทวายกำลังคิดอ่านเตรียมการจะ ให้คนถือหนังสือเข้ามายังเมืองกาญจนบุรี ฝ่ายกองตระเวนกรุงเทพ มหานครศรีอยุธยา ลอบออกไปจับคนกองด่านค่ายบ้านตะแลงยามาเปนอันมากเมื่อณเดือน ๑๑ แรม ๗ ค่ำ ถ้าความข้อนี้ทราบขึ้นไปถึงพระเจ้าอังวะก็ ทำให้ความเก่าแปรปรวนไปเสีย เราทั้งสองเปนผู้ใหญ่รักษาราชการอยู่น่าด่าน อย่าทำให้เสียถ้อยคำที่ได้ว่าไว้แต่ก่อนจึงจะชอบ คนที่ไทยจับมานั้นขอให้ปล่อยกลับไปโดยเร็วอย่าให้เนิ่นช้า จะได้คิดอ่านการอันเปนประโยชน์แก่พระนครทั้งสองสืบไป หนังสือพระยาทวายฉบับนี้ ฝ่ายไทยจะได้มีตอบไปฤๅประการใดหาปรากฏไม่ สิ้นเนื้อความเรื่องเจรจาความเมืองครั้งที่ ๖ เพียงเท่านี้ เหตุที่พม่าเจรจาความเมืองในรัชกาลที่ ๒ เมื่อครั้งปีระกาที่กล่าวมานี้ ตรวจดูในพงศาวดารพม่าได้ความว่า ในปีนั้นพม่ามีสงคราม

๕๔ กับพวกกระแซทางข้างฝ่ายเหนือ แต่ก็เปนการเล็กน้อยไม่ใหญ่โตอันใด พิเคราะห์ดูเห็นว่าจะมิใช่เพราะเกรงไทยจะยกกองทัพออกไปตีเมืองพม่าจึบงมาชวนเจรจาความเมืองถ่วงไว้เหมือนเมื่อในรัชกาลที่ ๑ คงเปนด้วยเหตุอื่น เหตุอื่นที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับพม่าในตอนนั้น มีเรื่องครัวมอญอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทยในปีจอ พ.ศ. ๒๓๕๖ นั้นเปนอันมากในพงศาวดารกล่าวว่า เพราะพวกมอญถูกเจ้าเมืองเมาะตะหมะบังคับกดขี่ไม่ไหว จึงพากันอพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย สันนิษฐานว่าการที่พม่ามาขอเขรจาความเมืองเมื่อครั้งปีระกา จะเปนด้วยเหตุเรื่องมอญนี้เอง ทำนองพวกมอญจะเกิดกำเริบระส่ำระสายขึ้นเมื่อในปีระกา พระเจ้า ปดุงเกรงว่าพวกมอญจะเปนขบถขึ้นเหมือนครั้งพระยาเจ่ง แลจะได้กำลังในเมืองไทยอุดหนุน เพราะมีมอญเข้ามาอยู่ในเมืองไทยแต่ก่อนแล้วเปนอันมาก ประสงค์จะตัดกำลังมอญมิให้เปนขบถ จึงให้เข้ามาขอเปนไมตรีกับไทย เพื่อจะขู่มอญ เห็นจะเปนด้วยเหตุดังกล่าวมานี้ การ ที่แต่งให้บุตรจมื่นเสมอใจกับพราหมณ์ครั้งกรุงเก่าเปนทูตเข้ามา ก็แลเห็นได้ว่าตั้งใจจะทำให้ถูกประสงค์ของไทย ดังปรากฎว่าได้บอกไปแต่ก่อนว่า ถ้าพม่าประสงค์จะเปนไมตรีจริงให้ส่งข้าราชไทยที่พม่าได้ไปจากกรุงเก่า กับพระภิกษุสงฆ์ไทยเข้ามาพูดจาจึงจะเชื่อฟัง แต่เมื่อปีระกานั้นนับเวลาแต่เสียกรุงเก่าได้ถึง ๔๖ ปี เห็นจะหาข้าราชการแลพระสงฆ์ครั้งกรุงเก่าไม่ได้ จึงได้ส่งบุตรข้าราชการครั้งกรุงเก่ากับพราหมณ์ครั้งกรุงเก่าเข้ามาแทน ความประสงค์ของพม่าในครั้งนี้เห็นจะอยากเปนไมตรีจริงเพื่อป้องกันมิให้พวกมอญกำเริบ.

๕๕ เรื่องพงศาวดารระหว่างเจรจาความเมือง

ตั้งแต่เจรจาความเมืองกันครั้งที่ ๖ เมื่อรัชกาลที่ ๒ แล้ว พม่ากับไทยก็มิได้เจรจาความเมืองกันอิกช้านาน เปนเวลาว่างการเจรจาถึง ๔๓ ปีเรื่องพงศาวดารในระยะนี้มีเหตุการณ์บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงด้วยกันทั้งสองฝ่าย ฝ่ายพม่านั้นพระเจ้าปดุงสิ้นพระชนม์ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๖๒ จัก กายแมงราชนัดดาได้รับรัชทายาทครองแผ่นดินพม่าต่อมา เวลาเมื่อเปลี่ยนรัชกาลครั้งนั้น เมืองพม่าผู้คนพลเมืองกระด้างกระเดื่องไม่เปนปรกติ พระเจ้าจักกายแมงวิตกเกรงจะเกิดขบถขึ้นในแผ่นดิน พอได้ข่าวไปว่าในเมืองไทยเกิดไข้อหิวาตกะโรค เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๖๓ ผู้คนล้มตายระส่ำระสายมาก พระเจ้าจักกายแมงเห็นได้ทีจึงให้เตรียมกองทัพจะยกมาตีเมืองไทย หวังจะให้พวกพลเมืองพม่านับถือว่าเข้มแขงในการทัพศึกเหมือนพระเจ้าปดุงผู้เปนพระอัยกา แต่ฝ่ายไทยรู้ตัวทัน ทันเรียมกองทัพดักไว้ทุกทาง พม่าก็ไม่อาจยกมาเข้ามา พอพวกเมืองมณีบุระกำเริบขึ้นข้างเหนือ พระเจ้าจักกายแมงก็ต้องถอนกองทัพไปทำสงครามกับเมืองมณีบุระ แล้วเลยก้าวก่ายเข้าไปทางแดนอินเดีย พม่าจึงไปเกิดรบกับอังกฤษขึ้นเปนครั้งแรก เมื่อปีมะแม พ.ศ. ๒๓๖๖ แลครั้งนั้นอังกฤษมาชวนไทยให้ไปช่วยรบพม่าด้วย แต่ฝ่ายไทยยังมิทันที่จะได้ตกลงประการใดพอพระบาทสมเด็จ ฯ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยเสด็จสวรรคตเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๖๘๗ พระบาทสมเด็จ ฯ พระนั่งเกล้าเจ้า

๕๖ อยู่หัว เสด็จเถิงถวัลยราชสมบัติ เปนรัชกาลที่ ๓ จึงโปรดให้กองทัพยกไปช่วยอังกฤษรบพม่าจนถึงเมืองเมาะตะหมะ ๑ พระเจ้าจักกายแมงแพ้สงคราม เสียเมืองประเทศราชทั้งปวงทั้งหัวเมืองมอญเมืองทวายที่อยู่ใต้ปากน้ำสลวินลงมา จนเมืองมฤทเมืองตะนาวศรีแก่อังกฤษ ก็ทรงโทมนัศเลยถึงสัญญาวิปลาศต้องถูกปลงจากราชสมบัติเมื่อปีระกา พ.ศ. ๒๓๘๐ พระเจ้าแสรกแมงราชอนุชาขึ้นครองประเทศพม่าต่อมา๙ ปีเศษ สิ้นพระชนม์เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๓๘๙ พระเจ้า ภุกามแมงราชโอรสได้รับรัชทายาท ครองราชสมบัติอยู่ ๖ ปีเศษ พม่าเกิดรบกับอังกฤษเปนครั้งที่ ๒ ในเวลาเมื่อพม่าเกิดรบกับอังกฤษครั้งนี้ทางเมืองไทยพระบาทสมเด็จ ฯ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จสวรรคตเมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๓๙๔ พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเปนรัชกาลที่ ๔ พม่าแพ้สงครามครั้งที่ ๒ เสียหัวเมืองมอญแก่อังกฤษทั้งหมด พระเจ้าภุกามแมงก็ถูกปลงจากราชสมบัติ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๙๕ มินดงราชอนุชาได้ครองแผ่นดินพม่าแต่นั้นมา แล้วจึงสร้างเมืองมันดะเลขึ้น แลย้ายราชธานีไปตั้งอยู่ ณเมืองมันดะเลนั้น เรื่องพงศาวดารมีเนื้อความดังกล่าวมานี้

๑ เรื่องการสงครามคราวนี้ ได้กล่าวไว้โดยพิสดารในหนังสือเรื่องพงศาวดารเรารบพม่า


๕๗ เจรจาความเมืองครั้งที่ ๗ ในรัชกาลที่ ๔ เมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙

เรื่องที่พม่ามาจเรจาความเมืองครั้งที่ ๗ นี้มีเนื้อความปรากฏว่า เมื่อณวันศุกร์เดือน ๑๐ ขึ้น ๗ ค่ำ ๑ ปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙ มีพม่า ๔ คน ชื่องะซวยซีคน ๑ งะซวยมอง คน ๑ งะคลา คน ๑ งะทวย คน ๑ มาที่เมืองเชียงใหม่ บอกว่ามาแต่กรุงอังวะ ถือหนังสือเดินทางของเมลซอสันหะริงขุนนางในราชสำนักของพระเจ้ามินดงฉบับ ๑ กับหนังสือเสนาบดีพม่า มีถวายสมเด็จพระสังฆราชฉบับ ๑ กับเครื่องไทยธรรมสำหรับจะถวายสมเด็จพระสังฆราชกับพระสงฆ์ในกรุงเทพ ฯ อิกหลายอย่าง พระเจ้านครเชียงใหม่ จึงบอกส่งลงมายังกรุงเทพ ฯ เจ้ากระทรวงให้พระยาศรีหากเพ็ชร (เห็นจะเปนชาวเชียงใหม่ที่คุมมา) กับขุนวิเศษภาษาล่ามพม่า แปลหนังสือที่พม่าถือมาได้ความดังนี้ :-

หนังสือเดินทางพม่า

หนังสือเมลซอสันหิะริงขุนนางฝ่ายในเฝ้าอยู่เปนนิจ ให้งะซวยซี งะซวยมอง งะคลา งะทวย ถือเข้ามาณกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ด้วยได้ข่าวว่ากรุงเทพมหานครศรีอยุธยา พระพุทธสาสนารุ่งเรือง พระภิกษุ

๑ เดือน ๑๐ เหนือ ตรงกับเดือน ๘ ใต้ ๘ ๕๘ สงฆ์ประกอบศีลาสมาธิคุณ มีอุสาหะเล่าเรียนฝ่ายคันถธุรวิปัสนาธุระมีศีลบริสุทธิ์ เจ้าอังวะจึงมอบสิ่งของแลหนังสือเข้ามาให้ถวายพระสังฆราชแลพระภิกษุสงฆ์ทั้งปวง แล้วสั่งกำชับผู้ถือหนังสือเข้ามาว่า ให้ระวังรักษาหนังสือให้ดี แล้วอย่าให้เนิ่นช้าอยู่ในกลางทาง ให้รีบเร่งเข้ามาให้ถึงโดยเร็ว จะพูดจาว่ากล่าวเปนประการใด ให้ปฤกษาหารือให้พร้อมกันอย่าให้แตกร้าวได้ ถ้าถึงกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาแล้ว ก็ให้ไปสำนักอาไศรยอยู่ในที่สมควรอันชอบ จะพูดจาว่ากล่าวกินอยู่หลับนอนให้สมควรประเพณีบ้านเมืองประเทศอันใหญ่ ถ้าแลจะพูดจาว่ากล่าวประการใดให้พร้อมกันเปนคำเดียว ถ้าแลจะเข้าไปหาสมเด็จพระสังฆราช เอาหีบไขกุญแขเอาของในหีบถวายพระสังฆราชแล้วก็เอาหนังสือถวายสมเด็จพระสังฆราชด้วย ถ้าแลพระสังฆราชจะไต่ถามด้วยเรื่องราวพระสาสนาในเมืองอมรบุระอังวะ ก็ให้เรียนพระสังฆราช ว่าเจ้าเมืองอังวะเปนพระมหากระษัตริย์พระเจ้าช้างเผือกผู้ประเสริฐ ได้ครอบครองซึ่งกระษัตริย์ ทั้งหลายอันมีเสวตรฉัตรในแว่นแคว้นบ้านเมืองอันใหญ่อันเปนมหาราชผู้บำรุงพระพุทธสาสนาพระพุทธเจ้าโดยวิเศษยิ่งนัก ทรงพระราชศรัทธาถวายจตุปัจจัยแด่พระสงฆ์ทั้งหลายเปนอันมากทุกวันทุกเวลา มิให้พระสงฆ์ขขัดสนด้วยจตุปัจจัยสิ่งใดสิ่งหนึ่งเสมอเปนนิจเฃทุกเดือนทุกปีมิได้ขาด จะได้มีพระไทยย่อหย่อนต่อการบุญหามิได้ พระเจ้าช้างเผือก นั้นทรงพระราชศรัทธาอุปถัมภ์บำรุงพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลายอันเล่าเรียน


๕๙ แลทรงไว้ซึ่งพระสาสนาทั้ง ๓ คือปริยัติสาสนา ปฏิบัติสาสนา ปฏิเวธสาสนา แลพระสงฆ์ที่มีอุสาหะเล่าเรียนคันถธุระวิปัสนาธุระทั้งคามวาสีอรัญวาสีอันอยู่ในแว่นแคว้น ข้อหนึ่งว่าราษฎรชาวบ้านทั้งหลายไม่ว่าชาติใดตระกูลใด สุดแท้แต่ว่ามีศรัทธาเสื่อมใสในพระสาสนา ฟังธรรมเทศนาจำแนกแจกทานรักษาศีลจำเริญภาวนา พระเจ้าช้างเผือกก็อุปถัมภ์ค้ำชูด้วย เพราะ อาไศรยเหตุอันนั้น ชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายก็ได้ตั้งอยู่ในพระไตรสรณาคมน์ ได้ประพฤติธรรมจริยาสมจริยา ที่กรุงเทพพระมหานคร ศรีอยุธยามีพระสาสนารุ่งเรืองอยู่ พระเจ้าช้างเผือกได้ทราบดังนั้น จึงให้คนทั้ง ๔ ถือหนังสือเข้ามาร่ำเรียน ด้วยในกรุงศรีอยุธยามีพระสงฆ์ ซึ่งเล่าเรียนประพฤติในพระสาสนาสักเท่าใด พระไตรปิฏกที่นับถือเล่าเรียนมีสักเท่าใด จะต้องการหนังสือพระไตรปิฏกอย่างใด ในกรุงศรีอยุทธยาจะต้องการพระไตรปิฏกสักเท่าใด ก็ให้ร่ำเรียนจดหมายให้มั่นคงแล้ว อย่าให้เนิ่นช้าอยู่ ให้รีบกลับออกมาโดยเร็ว อย่าได้อวดอ้างอื้ออึงไปในระหว่างหนทางที่ไปมา คนที่มาด้วยกันนั้นอย่าให้วิวาทกัน ถ้ามีวิวาทแตกร้าวขึ้นแล้วสืบไปภายหลังจะมีโทษจงหนัก หนังสือเสนาบดีพม่า

ข้าพเจ้ามหาเมลซีซู ซึ่งเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ ได้กินบ้านเมืองหมอ เปนข้าหลวงเดิมฝ่ายในแห่งพระเจ้าช้างเผือกอันประเสริฐ ซึ่งได้เปนใหญ่บังคับบัญชากระษัตริย์ทั้งหลายทั้งปวง อันมีเสวตรฉัตรครอบ

๖๐ ครองเมืองใหญ่ มีต้นว่าสุนาปรันตประเทศ ตามพทีปประเทศ ซึ่งมีบ่อเงิน บ่อทอง บ่อแก้วบ่อ กาเยนทั้งหลายต่าง ๆ แลมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ แลเปนเจ้าน้ำเจ้าดินอันมีจักราวุธอันประเสริฐ ลองฝ่าพระบาททั้งสองเหมือนหนึ่งเกสรประทุมชาติ์ เหตุการณ์บ้านเมืองซึ่งมีเปนอันมาก ข้าพเจ้าได้กราบทูลอยู่เปนนิจ ข้าพเจ้ากราบทูลสมเด็จพระสังฆราชให้ทราบความว่า แต่ต้นวิวัฏฐายีภัทกัลป จำเดิมแต่พระบรมโพธิสัตว์ลงมาบังเกิดเปนพระเจ้ามหาสมมุติราช เสวยสมบัติอยู่ในชมพูทวีปสืบต่อมาเปนกระษัตริย์ได้ ๒๕๒,๕๕๖ พระองค์ ภายหลังในมัชฌิมประเทศกบิลพัสดุ์ เทวะทหะ โกลิยะ ได้ตั้งบ้านเมืองใหญ่ในมัชฌิมประเทศ คือเมืองกบิลพัสดุ์ เมืองเทวะทหะ เมืองโกลิยะ ๓ เมือง พระยาโอกากมุขอันมีเปลวเพลิงพลุ่งออกจากปาก บุตรพระยาโอกากมุขชื่อว่าพระยาจันทิมะ บุตรแห่งพระยาจันทิมะชื่อว่าพระยาจันทมุข บุตรแห่งพระยาจันทมุข ชื่อว่าพระยาสญชัย บุตรแห่งพระยาสญชัยชื่อว่าพระยาเวสสันดร อันเปนเจ้าของแห่งพระยามหาปัจจัยนาค บุตรพระยาเวสสันดรบรม กระษัตริย์ชื่อว่าพระยาชาลี บุตรพระยาชาลีชื่อว่าพระยาสีหวา บุตรพระยาสีหวาชื่อพระยาสีหัสร จำเดิมแต่พระยาสีหัสรมาเปนกระษัตริย์ ๘๒,๐๑๐ กระษัตริย์สืบต่อมาเปนที่สุด เมื่อนางกัจจานีผู้เปนพระราชบิดาแห่งพระเจ้าเทวะทหะอภิเศกด้วยพระเจ้าสีหหณุราช อันเปนบุตรแห่งพระยาชัยเสนแล้ว จึงได้


๖๑ พระราชบุตรทรงพระนามชื่อว่า พระเจ้ากรุงศิริสุทโธทน์ เมื่อพระศิริ มหามายาผู้เปนพระราชธิดาแห่งพระอัญชนราช ราชาภิเศกด้วยพระเจ้ากรุงศิริสุทโธทน์แล้ว จึงได้พระโอรสทรงพระนามว่า พระสิทธารถราชกุมารบรมโพธิสัตว์ ครั้นพระชนมายุได้ ๑๖ พรรษา แวดล้อมเพลิดเพลินไปด้วยนางทั้งหลายทั้งปวง ๔๐,๐๐๐ มีนางยโสธราราชเทวีเปนต้น เสวยราชสมบัติอยู่ในปราสาททั้งสาม ชื่อราม ชื่อศุภ ชื่อ สุรามปราสาท ในเมื่อพระชนมายุได้ ๒๙ ปีได้เห็นซึ่งนิมิตรอันใหญ่ ๔ ประการ คือเห็นคนแก่ประการ ๑ คนเจ็บประการ ๑ คนตายประการ ๑ รูปสมณะประการ ๑ แล้วได้ธรรมสังเวชสละเสียซึ่งราชสมบัติแลปราสาททองอันใหญ่ เสด็จออกไปทรงผนวชแล้วไปประพฤติ ซึ่งทุกรกิริยาถึง ๖ ปี ทรงชนะซึ่งมารทั้ง ๕ ประการในควงไม้พระมหาโพธิมณฑล ครั้นเมื่อได้ตรัสเปนพระพุทธเจ้า ไม่มีใครเสมอในภูมิทั้งสาม ทรงตรัสเทศนาซึ่งอมฤยรศธรรมโปรดเวนัยสัตว์ทั้งหลายอันล่มจมอยู่ในสงสารสาคร เมือได้ ๔๕ พรรษา พระชนมายุภายในเต็ม ๘๐ (ก็เสด็จดับขันธปรินิพพาน) ภายหลังเมื่อ (พระพุทธองค์) เสด็จเข้าสู่พระนิพพาน สาสนาก็รุ่งเรืองในมัชฌิม (ประเทศแล) สีหฬประเทศ สมเด็จพระพุทธเจ้าเห็นว่า พระพุทธสาสนาจะรุ่งเรืองยืดยาวในประเทศพม่าทั้งสอง คือประเทศสุนาปรัตน ประเทศตามพทีป เมื่อครั้งสมเด็จพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่นั้น เสด็จไปสู่พระวิหารอันมหาบุญ จุลบุญ พี่น้องคนกระทำ

๖๒ ด้วยไม้แก่นจันทน์แดงเนือง ๆ จำเดิมแต่ได้เทศนาอมฤตยรศธรรม โปรดซึ่งสัตว์อันควรจะพ้นทุกข์เปนลำดับไม่ขาดแถวจนกระทั่งถึงความรุ่ง เรือง ประเทศพม่าเมืองสุเรเขตรา เมืองปูกาม เมืองเมงจัน เมืองจะกัน เมืองปัญญ เมืองรัตนบุร เมืองรัตนสิงขร จนกระทั่งถึงเมืองอมรบุร กระษัตริย์พม่าตั้งแต่พระเจ้าปู่ชวดแลสมเด็จพระเจ้าปู่เปนสุริยวงศ์ อสัม ภินขัติย ได้ตั้งบ้านเมืองเสวตรฉัตรปราสาททองครอบครองสืบกันมาชวนกันได้รับความเจริญในพระพุทธสาสนา แลได้ความเจริญแก่อาณาประชาราษฎรทั้งสิ้น พระยาทรงธรรมอันเปนเจ้าพิภพแลเปนเจ้าแห่งพระยาช้างฉัททันต์ ก็ได้ครอบครองซึ่งบ้านเมืองแว่นแคว้นกับด้วยปราสาททองเสวตรฉัตร กับด้วยเมืองอมรรัตนบุรอังวะสืบต่อกันมา สมเด็จพระเจ้าปู่ก็ได้ทรงขอพรอันประเสริฐ ถึงว่าได้ครอบครองบ้าน เมืองอันใหญ่ก็ไม่หลงลืมในการกุศล ได้รักษาศีลเปนนิจ เหมือนกับพระยาศีลว พระยาทัศนจักร พระยาเนมี พระยาเวสสันดรโพธิสัตว มีความอดใจจำแนกแจกทานรักษาศีลเมตตากรุณาแก่อาณาประชาราษฎร แลบังคับตัดสินขัดข้องราษฎรผู้ใดผิดก็ทำตามผิดผู้ใดชอบก็ทำตามชอบ มิได้เห็นแก่หน้าบุคคล ผู้ใดมีความอุสาหะในความเจริญโลกีย์แลโลกอุดร มีสติ ๓ ประการ คือชุมนุมปฤกษาด้วยอำมาตย์ผู้มีปัญญาวันละ ๓ ครั้ง สัส์สเมธ ส่วย ๑๐ ส่วนเอาแต่ส่วน ๑ ปุริสเมธ ให้เสบียงอาหารแก่ข้าราชการ ๖ เดือนครั้ง ๑ สัมมาปาส ให้ทุนรอนแก่ราษฎรชาวบ้านชาวเมืองถึง ๓ ปี แล้วจึงเรียกเอาคืน


๖๓ วาจาเปยย กล่าวซึ่งถ้อยคำอันเพราะเปนที่รัก สังคหะธรรม ๔ ประการกายพล บริบูรณ์ไปด้วยกำลังกายแลกำลังมือ ปาหุปาล บริบูรณ์ไปด้วยรัตนทั้งปวงมีเงินทองเปนต้น เปนโภคพล มากไปด้วยหมู่อำมาตย์ พลทหารเปนอมัจจพละ เปนอสัมภินสากยวงศ์ไม่ขาดแถว จำเดิมแต่พระยามหาสันทปฐมกัลปมีพระญาติวงศาเปนอันมาก เปนอภิชัจจพล มีพระปัญญาอันคมว่องไวเปนปัญญาพล มีกำลัง ๔ ประการ ขมา มีความอดไว้ ชาคริย ตื่นอยู่ในความเพียร อุฏฐาน มีความหมั่นลุกขึ้น สํวิภาค อาจในที่จำแนกทาน ทยา มีความเอ็นดู อิก์ขนา พิจารณาดูในการทั้งปวงนี้ เปนนายกคุณ ๖ ประการ สันนิปาต เสด็จออกปฤกษาด้วยการบ้านเมืองวันละ ๓ ครั้ง สมัคค พรักพร้อมไปด้วยราชวงศ์ราชบุตรแลเสนาอำมาตย์ ปฏิปัชชน ไม่ละเสียซึ่งข้อบัญญัติบุราณไม่แต่ง จัดเสียใหม่ นิวาตวุตติ กระทำเคารพแก่คนผู้มีอายุอันสูง มีคุณอันใหญ่ อปสัย์ห ไม่ข่มขี่เอาบุตรหญิงชายชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลาย พลีกรทำการบวงสรวงบูชาตามบุราณ คุตติ สร้างกุฏิให้สมณทั้งหลายอันมาถึงแล้วให้เพลิดเพลิน ระวังรักษาสมณทั้งหลายซึ่งยังมิได้ นี้เปนอปริหานิยธรรม ๗ ประการ จำแนกแจกทานเพื่อจะให้เปนภูมิแก่อิธโลก ปรโบก ทาน กิริยาที่จำแนกแจกทาน ศีล กิริยาที่รักษาศีล ๕ ประการ อาชชว ซื่อตรงประดุจเขาพระสุเมรุราช มัททว กายแลน้ำจิตรอ่อนโยน ตป รักษาอุโบสถศีล อโกธ ไม่โกรธ มีเมตตาจิตรเปนเบื้องน่า อวิสิงห ไม่เบียดเบียนให้กรุณาจิตรบังเกิดขันติ อดใจเหมือนดัง


๖๔ แผ่นพระธรณี อวิโรธน ไม่รบกวนราษฎรกระทำตามสมควร เปนราช ธรรม ๑๐ ประการ แลประพฤติธรรมในบิดามารดาแลบุตรภรรยาญาติทั้งหลาย ประพฤติธรรมในข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยอันเปนมิตร ในหมู่พลโยธาหาญสมณชีพราหมณ์อาณาประชาราษฎรทั้งปวง แลสัตว์จตุรบาททวิบาททั้งปวง บรรดาอาศรัยอยู่ในน้ำในบก แลสัตว์ที่บินได้ในอากาศเปนชาติเดรฉานทั้งสิ้น ประพฤติธรรมให้คุ้นเคยชำนิชำนาญไม่ให้หลงลืมในราชธรรม ๑๐ ประการ แลอุปถัมภ์ค้ำชูพลโยธาหาญ แลบำรุงรักษาราชตระกูลมิให้เสื่อมถอย แลอุปถัมภ์ข้าราชการฝ่ายน่าฝ่ายในทั้งปวง แลอุปถัมภ์สมณชีพราหมณ์ แลเนื้อนกสัตว์เดรฉานชาติทั้งหลาย แลอุปถัมภ์ค้ำชูซึ่งชนชาวนิคมชนบทน้อยใหญ่ทั้งหลาย แลห้ามปรามคนทั้งหลายในแว่นแคว้นอาราเขตรมิให้กระทำความชั่วแลความผิด เกื้อหนุนให้ทุนรอนแก่ราษฎรที่ยากจน ให้ประกอบการหากินเลี้ยงบุตรภรรยาโดยผาสุก แลหมั่นพูดจาธรรมสากัจฉาในสำนักสมณพราหมณาจารย์ในเหตุอันไม่ควรจะผูกใจอยากได้ ก็ไม่ผูกใจอยากได้ ไม่อยากได้ทรัพย์สิ่งของ ๆ คนอื่น อันไม่ควรจะพึงได้ อันนี้เปนข้อปฏิบัติของมหาจักรพรรดิ ๑๒ ประการ ประพฤติในราชธรรมทั้งหลายดังที่กล่าวมาแล้วนั้นทั้งกลางวันแลกลางคืน ทรงอภิบาลรักษาดูแลซึ่งราษฎรทั้งหลายทั้งปวง ดังหนึ่งว่าบุตรอันเกิดในอุทร เหมือนดังพระยาอชาตศัตรู อันได้ครอบครองราชคฤห์ในมัชฌิมประเทศ เหมือนหนึ่งพระยากาลาโศก อันได้ครอบครองเมือง


๖๕ เวสาลีอันใหญ่ เหมือนพระยาศรีธรรมาโศก อันได้ครอบครองเมือง ปาตลีบุตรอันใหญ่ เหมือนหนึ่งพระยาเทวานัมปิยดิศ อันได้ครอบครองเมืองลังกาสีหฬ เหมือนอย่างพระยาทุฏฐคามินีแลกระษัตริย์อื่น ๆ อันได้บำรุงพระสาสนาให้รุ่งเรือง มีความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนไตรยทั้งสาม มีความอุสาหะจัดแจงพระเจดีย์ที่บรรจุพระบรมธาตุแห่งพระพุทธเจ้าไว้เปนที่ไหว้สักการะบูชา แลจัดแจงซ่อมแปลงกถฏิวิหารที่หักพังให้คืนดีดังเก่า ให้สมณที่มีศีลวิสุทธิบริบูรณ์ไปด้วยสมาธิคุณต่าง ๆ แลรู้พระไตรปิฏกควรนับถือบูชา ตั้งไว้ให้เปนสังฆราชเพื่อจะให้พระสาสนารุ่งเรือง องค์แห่งอลัชชี ๓ ประการ ควรอันภิกษุสงฆ์จะละเว้นมีต้นว่ากุหก ๙๓ ประการ กุลโทสก ๘ ประการ อเนสน ๒๑ ประการ ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ไม่ให้ประพฤติ สมเด็จพระพุทธเจ้ามีประสงค์บัญญัติไว้ซึ่งจาตุปาริสุทธศีลสิกขาบท ๒๒๗ ประการ คือ คันถธุระวิปัสนาธุระให้ประพฤติสิกขาบทตามวินัยบัญญัติของพระพุทธเจ้าบัญญัติไว้ พระพุทธสาสนาก็จะรุ่งเรืองวิเศษยิ่ง ๆ ขึ้นไป ที่เมืองอมรปุรมีพระอารามชื่อมหาสีวการาม ซึ่งพระสังฆราชอยู่ กับอารามนอกนั้นมีอยู่ ๗๐ อารามเศษ มีพระภิกษุสามเณรประมาณหมื่นรูปเศษนั้น ได้ถวายจัตุปัจจัยทั้งสี่แลนิตยภัตรมิได้ขาด แล้วได้ถวายจตุปัจจัยกับพระสงฆ์สามเณร ซึ่งอยู่ในพระอารามนอกพระนคร บรรดาอยู่ในเขตรแดนเมืองอมรปุรทั้งสิ้น แลได้เกลี้ยกล่อมเจ้าเมืองกรมการแลราษฎรชาวบ้านให้ถวาย ๙


๖๖ จตุปัจจัยด้วย กับได้ประกาศให้ราษฎรชาวบ้านชาวเมืองรักษา ศีล ๕ ศีล ๘ ทุกวันอุโบสถ เพื่อจะให้เปนหนทางสวรรค์ทางนิพพาน ด้วยอำนาจผลทานศีลภาวนา บ้านเมืองก็อยู่เย็นเปนศุข ฝนก็ตกตามฤดูราคาเข้าก็ถูก ภัยอันตรายก็ไม่มีกับบ้านเมือง พระสงฆ์ก็ได้ปฏิบัติเล่าเรียนสัทธรรมทั้ง ๓ อย่าง คือ ปริยัติธรรม ปฏิบัติธรรม ปฏิเวธธรรม พระสาสนาก็จะรุ่งเรือง ดังหนึ่งว่าพระพุทธเจ้ายังมีพระชนม์อยู่ได้ทำการพระสาสนาถึงเพียงนี้แล้ว ก็ยังไม่สมดังพระไทยปราถนาอิก พระสาสนาในลังกาทวีป เมืองอมรบุระ ในกรุงศรีอยุธยาก็รุ่งเรืองบริบูรณ์ทั้ง ๓ แห่ง พระสงฆ์ก็ประกอบไปด้วยศีลาจารวัตรสมาธิคุณเนื้อความก็แผ่ซ่านเลื่องฦๅไปถึง ว่าในกรุงพระมหานครศรีอยุธยา พระสงฆ์ก็ตั้งอยู่ในโอวาทคำสั่งสอนพระสังฆราช ที่ให้ถือหนังสือเข้ามาทั้งนี้ เพื่อจะรู้ว่าพระสงฆ์ในกรุงศรีอยุธยาจะมีสักเท่าใด หนังสือพระไตรปิฏกมีอยู่เท่าใด จะต้องการหนังสือพระไตรปิฏกเท่าใด ให้เอาไทยทานเข้าไปถวาย แล้วให้ทูลถามพระสังฆราชดู ขุนนางฝ่ายในชื่อเมลซอสันหะริงได้ทูลพระเจ้าทรงธรรมอันเปนเจ้าพิภพว่า จะให้งะซวยชี งะซวยมอง งะคลา งะทวย ๔ คน ถือหนังสือแลคุมสิ่งของมาสู่สำนักพระสังฆราช ไทยทานที่ถวายเข้ามานั้น ประคำยางไม้กาเยน ๔๐ สายให้มอบถวายพระสังฆราช พระยาธรรมราชพระเจ้าช้างเผือกนั้น เปนพระยามหาธรรมราชสาสนทายก แต่พอได้ฟังสารคดีเหตุกิติศัพท์กิติคุณแห่งพระสังฆราช


๖๗ ก็มีความยินดีศรัธทาเลื่อมใสนัก พระสงฆ์ที่เล่าเรียนพระไตรปิฏก มีมากน้อยเท่าใด จะต้องการหนังสือพระไตรปิฏกสักเท่าใด ให้พระสังฆราชแจ้งความมากับคน ๔ คนที่ถือหนังสือนี้เถิด ตัวข้าพเจ้าขอเปนศิษย์อันสนิทในกุฏิ เหมือนอย่างศิษย์ตั้งแต่เล็ก ๆ มา ไม่ว่าปัจจัยอันใด เปนต้นว่าหนังสือพระไตรปิฏกบรรดาที่ต้องการนั้น ก็จะให้คนที่เดิมใช้ไปนั้นเอากลับมาถวาย ข้าแต่พระสังฆราชดังข้าพเจ้ากราบทูลมา

ในเวลานั้นสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส ซึ่งดำรงตำแหน่งสมเด็จพระมหาสมณะเจ้าสังฆปรินายกสิ้นพระชนม์เสียแล้ว พระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้พระพิมลธรรม (ยิ้ม) เมื่อยังเปนที่พระพรหมมุนีมีลิขิตตอบ ๑ ให้พวกพม่าที่มาถือกลับไปยังเสนาบดีพม่าดังนี้.

๑ ลิขิตนี้ เปนพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เปนแน่ไม่มีที่สงไสย.




๖๘ ลิขิตพระพรหมมุนี

? ลิขิตพระพรหมมุนี คัมภีรญาณนายก ตรีปิฏกคุณาลังกรณ์มหาคณฤศรบวรสังฆรามคามวาสี สถิตย์ณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลา นรามราชวรมหาวิหารพระอารามหลวง เปนอัพภันตรายภายในกำแพงพระนคร ตั้งอยู่ณทิศทักษิณแห่งพระบรมมหาราชวัง ณกรุงเทพ มหานครอมรรัตนโกสินทร์ มหินทรายุธยาบรมราชธานี อันประดิษฐานตั้งในบางกอกประเทศ ขอแสดงความมายังท่านที่มีชื่อในหนังสือซึ่งผู้ถือหนังสือเข้ามาอ้างให้เราได้ยินว่ามหาเมลซีซู เสนาบดีผู้ใหญ่ซึ่งได้ครองเมืองบ้านหมอ แลคนอื่น ๆ ที่ควรจะอ่านแลรู้ความในหนังสือทั้งปวงให้ทราบ. ด้วยเมื่อณเดือนภัทรบทมาศ ปรมโรงนักษัตอัฐศก จุลศักราช ๑๒๑๘ ปีมีพวกพม่า ๔ คนเข้ามาทางเหนือนครเชียงใหม่ ลงมากับด้วยเจ้านายแลขุนนางเมืองนครเชียงใหม่ เมืองนครลำปางซึ่งลงมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท สมเด็จพระปรเมนทรมหามงกุฏพระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามครั้งนี้ ถึงกรุงเทพมหานครขึ้นพักอยู่ที่วัดราชาธิวาศ เปนพระอารามน้อยขึ้นกับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหารพระอารามหลวงจึงขึ้นไปหาพระสงฆ์ในพระอารามนั้น เล่าความให้ฟังว่า มาเพื่อจะพบพระสงฆ์ที่เปนใหญ่ในพระพุทธสาสนา พระสงฆ์ในพระอารามนั้นจึงพาตัวมายังสำนักเราณวัดพระเชตุพน ฯ พม่า ๔ คนจึงแจ้งว่า


๖๙ คนหนึ่งชื่องะซวยซี คนหนึ่งชื่องะซวยมอง คนหน่งชื่องะคลา คนหนึ่งชื่องะทวย แลว่าเจ้าแผ่นดินกรุงอังวะให้เข้ามานมัสการสมเด็จพระสังราช ซึ่งเปนผู้ใหญ่ในพระพุทธสาสนาณกรุงสยาม แลได้ยื่นหนังสือให้แก่เราเปนอักษรพม่าฉบับ ๑ แลได้ถวายไทยธรรม คือประคำกาเยนยางไม้ใหญ่ ๒๙ สาย เล็ก ๑๐ สาย รวม ๓๙ สาย หีบกำมลอ ๑ กล่อง อย่างเงี้ยวใหญ่ ๒ เล็ก ๒ รวม ๔ โอลายอย่างเงี้ยว ๒ แหนบ ๒ กระจก ๑ เปนของ ๘ สิ่งให้แก่เรา กับไทยธรรมอื่นอิก คือ กล่องอย่างเงี้ยว ๔๔ โอลายอย่างเงี้ยว ๔๔ แหนบ ๔๔ กระจก ๔๔ ได้ถวายพระเถรานุเถรอื่นอิก ๔๔ รูปแล้ว เราทั้งหลายพร้อมกันได้กระทำอนุโมทนาให้ต่อหน้าพม่า ๔ คน ในวัน ๔ ๑๐ ค่ำนั้นแล้ว เราได้หาล่ามพม่ามาให้อ่านแปลหนังสือนั้นออกเปนภาษาไทยก็ได้ความไพเราะวิจิตรด้วยกิติคุณการสรรเสริญเจ้าแผ่นดินกรุงอังวะมหาราชธานีแดนพม่า ฟังก็หน้าเพลิดเพลินใจ เราจึงคิดว่าถ้าคนเหล่านี้เปนคนซึ่งผู้มีอิศริยยศบันดาศักดิ์ในเมืองใหญ่ใช้เข้ามาจริง เราก็มีความประสงค์เพื่อจะให้ท่านผู้ที่ใช้เข้ามานั้น ได้เชื่อด้วยสลักสำคัญเปนแน่ นอนว่าผู้ที่รับใช้เข้ามานั้นได้มาถึงเราแล้วจริง หนังสือกับสิ่งของไทยธรรมได้มอบให้แก่เราแลถวายแก่พระเถรานุเถรอื่น ๆ ตามจำนวนของนั้นตามบังคับมาแล้วจริง เราจึงรจนาการลิขิตขึ้นมาให้เปนสำคัญ ถ้าท่านผู้ใช้มามีตัวจริงแล้วเราขออวยพรอนุโมทนาทาน ด้วยปราถนา ความเจริญ อายุ วรรณ สุข พล ปฏิภาณ แลสวัสดิมงคลผลอย่าง

๗๐ อื่น ๆ แลความประสงค์สิ่งไรของท่านซึ่งเปนกุศลไม่มีโทษ จงสำเร็จทุกประการ เทอญ เพราะเราได้รับธรรมบรรณาการ ความรำพันพรรณาถึงเจ้ากรุงอังวะเปนมหาราชกระษัตริย์แลสรรเสริญสมบัติทั้งพระเกียรติยศธรรม คุณต่าง ๆ ยืดยาวนักหนา เราก็ควรจะต้องกล่าวความในกรุงสยามประเทศนี้แสดงออกไปเปนปฏิบรรณาการตอบแทนให้ท่านฟังบ้าง แต่ปรกติไทยชาวกรุงสยามประเทศนี้ย่อมรู้ประมาณในทางกถา ความใด ๆ ถึงจะจริงแท้ แต่ถ้าเปนความไกลตาเห็นว่าเปนคนไกล ๆ จะเชื่อยากก็ไม่อยากกล่าวยืดยาวไปด้วยเห็นว่าไม่มีประโยชน์ แลคำยกยอว่ากระษัตริย์มหาสมมุติราชวงศ์ อสัมภินขัติยพงศ์บริสุทธิมาเนือง ๆ ในพระบาฬีแลอรรถกถาฎีกาต่าง ๆ นั้นคนทั้งปวงชาวประเทศต่าง ๆ ได้ทราบทั่วกันว่า เปนคำยกย่องของคนโบราณใช้ในมัธยมประเทศ ที่ได้รู้อยู่บัดนี้ว่าฮินดูสถาน เพราะบาฬีเปนของสังคายนาในมัธยมประเทศนั้น แลอรรถกถาฎีกาก็เปนคำกล่าวแก้บาฬี แต่การในมัธยมประเทศไม่ได้ว่าด้วยการประเทศอื่น ๆ แลคนบางพวกในประเทศนั้นได้ชื่อว่ากระษัตริย์ เพราะเนื่องด้วยขัติยชาติตามเชื้อชาติสืบตระกูลเปนลำดับมาดังนี้ ชาติอื่น คือพราหมณ์ แพสย์ สูท จัณฑาล เนศาท ปกุส, เปนต้น ซึ่งถือกันต่าง ๆ ในประเทศนั้น แลคนที่ใช่ชาติกระษัตริย์เดิมจะชื่อว่ากระษัตริย์ด้วยเปนเจ้าแผ่นดินก็หาไม่ แลเจ้าแผ่นดินในประเทศนั้นคนทั้งหลายย่อมนับถือให้ได้ราชาภิเศกเฉภาะแต่ขัติยชาติเปน

๗๑ ธรรมเนียมมา ชาติอื่นแม้มีอำนาจว่าการแผ่นดินก็ไม่ได้ราชาภิเศก แต่ถ้าจะว่าโดยธรรมราชวงศ์แล้ว แม้นถึงในประเทศอื่นผู้ที่ได้ครอบครองราชสมบัติเปนเจ้าแผ่นดินในประเทศนั้น ๆ เมื่อประพฤติถูกต้องความมูลนิติขัติยธรรม เหมือนกระษัตริย์ในมัธยมประเทศ ซึ่งเปนต้นแบบอย่างกฏหมายบ้านเมืองต่าง ๆ สืบมา ก็จะพึงกล่าวได้บ้าง โดย ที่ได้ตั้งอยู่ในธรรมราชวงศ์ของกระษัตริย์ แต่ก็หาสู้ต้องการนักไม่ ด้วยชื่อว่ากระษัตริย์ขัติยนี้ เมื่อความดีมีอยู่แล้วก็เปนความดี แลข้อซึ่งว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์นั้น ๆ มีชาติบริสุทธิ์ไม่บริสุทธิ เจือปนนักไม่เจือปนมาแต่เดิมนั้น ถึงจะว่าจริงก็เปนการไกลห่างล่วงมาแล้วนานก็เชื่อยาก จะเอาเปนประมาณไม่ได้ ด้วยว่า สพ?เพ สง?ขารา อนิจ?จา สังขาร ทั้งหลายทั้งปวงเปนของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนยักย้ายไปเปนธรรมดาเพราะฉะนั้นคำเกิน ๆ เช่นนี้ เราจะขอยกเสียไม่เลียนตามว่าตาม ซึ่งไม่ว่านั้นเพราะจะเห็นว่าพระเจ้ากรุงสยามของเราต่ำตระกูลกว่าเจ้านายในกรุงอังวะบัดนี้นั้นก็หามิได้ ด้วยว่าต้นเชื้อวงศ์ในประเทศพม่าแลไทยซึ่งใกล้เคียงกัน ก็มีสืบมาในพระราชพงศาวดารแลคำให้การคนไปมาเนือง ๆ ความจริงอย่างไรก็ย่อมแจ้งแก่คนทั้งสองประเทศที่พอใจฟังโดยจริงอยู่ด้วยกัน จะขอว่าแต่การที่ควร อันนี้เปนธรรมเนียมคนทั้งปวงทุกประเทศ ย่อมนับถือเจ้านายที่มีชาติภาษาแลกูลจารีตธรรมลัทธิเสมอกันมากกว่าชาติอื่นภาษาอื่น เพราะฉะนั้นฝ่ายข้างกรุงสยามนี้ถึงเมื่อบ้านเมืองได้เปนระส่ำระสายยักย้ายไป ต้องอยู่ในอำนาจชาติอื่นภาษาอื่น


๗๒ แลความลำบากยากเข็ญซึ่งเปนมาแล้วแต่หลัง ดังครั้งจุลศักราช ๑๑๒๙ ปีนั้นก็ดี ก็ยังได้รวบรวมประดิษฐานราชตระกูล มีเจ้านายที่สมณพราหมณาจารย์ประชาราษฎร์ทั้งปวงนับถือวงศ์ตระกูลแลคุณธรรมแต่เดิมมานั้น ขึ้นดำรงรักษาพระราชอาณาจักรเปนพระเจ้าแผ่นดินเอกราชไม่ต้องพึ่งเมือง อื่น ครอบครองแผ่นดินสืบมาแลพระราชวงศ์นี้มิใช่โจรราชอาณาจักร คือใครกล้าแขงกว่าผู้อื่นแล้วก็ขึ้นเปนใหญ่โดยลำพังพลานุภาพเท่านั้น อันพระราชวงศ์นี้เปนบรมวงศ์มหาราชอาณาจักรดำรงราชตระกูลมาด้วยความยินดียอมพร้อมเพรียงแห่งคนทั้งปวงซึ่งได้รับพระเดชพระคุณ แลนับถือสืบมาในราชตระกูลแลอมัจจาตระกูล สืบมาได้สี่ลำดับพระเจ้าแผ่นดินนับกาลก็เกือบได้ร้อยปีมาแล้ว พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามพระองค์นี้เปนบรมนัดดาธิราชของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม พระองค์ เปนปฐมพระบรมราชวงศ์นี้ แลเปนพระบรมราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม ซึ่งได้เถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระบรมราชวงศ์มาเปนที่สอง แลเปนบรมขนิษฐาธิราชของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินสยาม ซึ่งได้เถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระบรมราชวงศ์ลงมาเปนที่สาม แลพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามพระองค์นี้ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติเปนที่สี่ ใน พระบรมราชวงศ์นี้ไม่มีคนตระกูลอื่นขัดคั่นแทรกแซงให้เสื่อมทราม เสวยราชสมบัติมาได้ ๗ ปีทั้งปีนี้ เมื่อก่อนยังไม่ได้เถลิงถวัลยราชสมบัตินั้นพระองค์ก็ได้ทรงศึกษาเล่าเรียนในพระคัมภีร์พระพุทธศาสนาเปนอันมาก บัดนี้ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติแล้วก็ได้ดำรงรักษาสยามราชอาณาจักร


๗๓ ทั้งประเทศราชทั่วทุกทิศ ให้มีความศุขสำราญโดยราชวิธานกิจนั้น ๆ แลได้ทรงอนุเคราะห์พระราชวงศานุวงศ์ข้าทูลลอองธุลีพระบาททั้งปวงให้มีอิศริยยศบริวารยศโดยถานานุศักดิ แลทรงทำนุบำรุงพระพุทธสาสนาให้รุ่งเรืองดำรงอยู่เปนปรกติ แลทรงบำเพ็ญพระราชกุศลต่าง ๆ ทรงอุปถัมภ์พระภิกษุสงฆ์สามเณรทั้งปวงโดยสมควรแก่ศีลคุณสุตคุณ พระนครนี้เจริญรุ่งเรืองเปนศุขสำราญนิราศอุปัทวอันตราย อนึ่งเพราะคำซึ่งมีมาในหนังสือ ว่าพม่าซึ่งมาครั้งนี้มานมัสการพระสังฆราชซึ่งเปนพระมหาเถรเจ้า เปนประธานในพระพุทธสาสนาในสยามประเทศนี้ แลพม่าพวกซึ่งมาครั้งนี้หาได้พบพระมหาเถรที่เรียกชื่อดังนั้นไม่ ก็ด้วยเหตุนั้นท่านผู้ใช้มาจะเข้าใจว่าในกรุงสยามบัดนี้การพระพุทธสาสนาจะไม่มีผู้ใหญ่บังคับบัญชา เพราะฉะนั้นจะขออธิบาย ชี้แจงมาให้ทราบ ด้วยตำแหน่งพระสังฆราชนั้น เดิมแต่ก่อนอย่างธรรมเนียมในสยามประเทศนี้แลเมืองอื่น ๆ ใกล้เคียงกัน บรรดาเปนเมืองมีพระสงฆ์อยู่เปนที่นับถือ โดยปรกติคนในพื้นบ้านเมืองนั้นย่อมมีจารีตมา คือ พระมหาเถรเจ้าองค์ใดซึ่งพระเถรานุเถรผู้น้อยผู้ใหญ่ เจ้าหมู่เจ้าคณะในพระพุทธสาสนาเปนอันมากพร้อมใจกันนับถือบูชา เปน ผู้ประกอบด้วยศีลแลปัญญาศรัทธาธิคุณ ควรจะเปนประธานที่พึ่งแก่พระสงฆ์ทั้งปวงแลราชตระกูลทั้งราษฎร ในการสั่งสอนแนะนำให้ปฏิบัติการกุศลในพระพุทธสาสนาได้ด้วยดีแล้ว ในพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกับ


๗๔ ความคิดท่านเสนาบดีก็ย่อมแต่งตั้งพระมหาเถรเจ้าองค์นั้นให้มีอิศริยยศ บันดาศักดิอย่างใหญ่อย่างสูงกว่าพระสงฆ์ทั้งปวง เรียกนามว่าพระสังฆราช เยี่ยงอย่างนี้มีมานาน ครั้นเมื่อถึงรัชกาลแผ่นดินปัจจุบันนี้ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามได้ทรงสังเกตการเก่าที่มีมาในพระบาฬีอรรถกถาโดยเลอียดแล้ว ทรงปฤกษาด้วยพระสังฆเถรา นุเถรผู้รู้พระปริยัติธรรม แลนักปราชญ์ราชบัณฑิตเปนอันมาก เห็นพร้อมกันว่า คำว่าราชานี้ไม่ควรจะใช้เปนชื่ออันควรจะเรียกจะให้แก่บรรพชิตอื่น นอกจากองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเลย เพราะในบาฬีแลคัมภีร์อรรถกถาฎีกา ใช้แต่พระนามสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าองค์เดียว เรียกบางแห่งว่าธรรมราชา ถึงฤาษีมุนีนอกจากพระสาสนาจะชื่อว่าราชิสีก็มีแต่พระเจ้าทัฬหเนมี พระเวสสันดรเปนต้น ซึ่งเปนพระเจ้าแผ่นดินมาแต่ก่อนแล้วออกทรงผนวช จึงได้นามเดิมมาเรียกบ้างอย่างในจักรวัตติสูตรแลชาดกว่าราชฤาษี แต่ในพระพุทธสาสนาแล้วถึงท่านที่เปนเจ้าแผ่นดินมาแต่เดิม อย่างพระเจ้ามหากบิลราชพระเจ้าภัททิยราช พระเจ้าปุกกุสาติราชเปนต้น เมื่อได้ออกทรงบรรพชาแล้วมีแต่นามว่า พระมหากบิลเถร พระภัททิยเถร พระปุกกุสาติภิกษุ ไม่ได้ปรากฏนามว่าราชาเลย ตั้งแต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานมาแล้วถึงพระมหากัสสปพระสัพพกามิเถรแลพระโมคลีบุตรดิศเถร ซึ่งเปนใหญ่เปนประธานในการปญมทุติยตติยสังคายนายก็ดี พระมหินทเถรซึ่งเปนพระราชโอรสของพระเจ้าอโศกมหาราช ออกไป


๗๕ ประดิษฐานพระพุทธสาสนาในลังกาทวีปก็ดี ก็ไม่ได้เรียกว่าสังฆราชเลยเพราะฉนั้นจึงพร้อมกันให้ยกตั้งนามว่าสังฆราชนั้นเสีย ไม่ได้ตั้งท่านองค์ใดเปนที่พระสังฆราชเลย แลในการแรกตั้งแผ่นดินปัจจุบันนี้ พระบรมวงศ์เธอพระองค์หนึ่งเปนพระราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม พระองค์เปนปฐมในพระบรมราชวงศ์นี้ เปนขนิษฐาธิบดีของสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม ซึ่งได้เถลิงถวัลยราชสมบัติสืบพระบรมราชวงศ์มาเปนที่สอง ได้ทรงผนวชในพระพุทธศาสนาแต่ทรงพระเยาว์มา จนทรงพระเจริญพระชนม์ได้หกสิบพรรษา ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามพระองค์นี้ เมื่อยังทรงพระเยาว์อยู่นั้นได้ทรงศึกษาอักขระวิธีแลพุทธวจนะ แลวิชาการคดีโลกอื่น ๆ ในสำนักแห่งพระบรมวงศ์เธอพระองค์นั้นมา ครั้นเมื่อได้เถลิงถวัลยราชสมบัติ จึงทรงปฤกษาด้วยพระบรมวงศานุวงศ์แลเสนาบดีผู้ใหญ่ แลพร้อมด้วยอนุมัตยาภิชฌาไศรยแห่งพระเถรานุเถรเจ้าหมู่เจ้าคณะทั้งปวงด้วยกันแล้ว ได้สถาปนาพระบรมวงศ์เธอพระองค์นั้นให้มีพระนามจารึกในพระสุพรรณบัตรว่า กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส เปนพระสมณุตมมหาสังฆ ปรินายกอันใหญ่ยิ่งกว่าสงฆบริสัชทั่วทั้งสกลราชอาณาจักร กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสเจ้านั้นจึงได้ทรงจัดแจงมอบคณะฝ่ายเหนือให้ขึ้นแก่สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สถิตย์ณวัดสุทัศนเทพวราราม คณะใต้ให้ขึ้นแก่สมเด็จพระวันรัตน สถิตย์ณวัดอรุณราชวราราม คณะกลางคือพระสงฆ์ในเขตรแดนพระนครนี้แบ่งกันบังคับว่ากล่าวเปน ๓ คณะ คือขึ้น


๗๖ ณวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามโดยมาก ขึ้นในพระบวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบวรรังษีสุริยพันธุ์ สถิตย์ณวัดบวรนิเวศวรวิหารบ้าง ขึ้นแก่สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ สถิตย์ณวัดมหาธาตุบ้างตามที่คุ้นเคย กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสได้เสด็จดำรงอยู่ได้ ๓ พรรษาก็ทรงพระประชวรสิ้นพระชนม์ล่วงไป ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินกรุงสยาม จึงโปรดให้จัดแจงการถวายพระเพลิงกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโรสเสร็จแล้ว ก็ยังทรงพระอาไลยถึงยิ่งนัก จึงได้โปรดให้ประดิษฐานพระอัฐิธาตุไว้ณพระตำหนักซึ่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสนั้นได้เสด็จอยู่เหมือน ยังมีพระชนม์ มิได้ทรงตั้งแต่ท่านผู้ใดเปนที่พระสังฆราชต่อไปอิกเลย มีแต่ท่านที่เปนมหาเถรผู้ใหญ่เปนเจ้าคณะทั้งห้าว่ากล่าวตามคณะจนบัดนี้ ฝ่ายเราเปนเชษฐันเตวาสิกในกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส จึงได้มาปฏิบัติเฝ้าพระอัฐิ แลรักษาหมู่คณะอยู่ณพระอารามนี้ตามอย่างเมื่อ กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสยังทรงพระชนม์อยู่ เพราะฉนั้นเมื่อพม่า ๔ คนมาถึงวัดราชาธิวาศ ไต่ถามพระสงฆ์ว่าจะมาหาพระสังฆราชพระสงฆ์ในพระอารามนั้นจึงได้พาพวกพม่ามายังสำนักเราณวัดพระเชตุพนฯ ซึ่งเคยเปนที่สถิตย์แห่งกรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรสนั้นดังนี้ แลการพระพุทธสาสนาในกรุงสยามนี้ถึงจะไม่มีสมเด็จพระสังฆราชตามอย่างเดิม เจ้าหมู่คณะทั้ง ๕ ก็มีสมัครสโมสรพร้อมกันปฤกษาว่ากล่าวการทั้งปวงให้เรียบร้อยเปนปรกติ การปฏิบัติเล่าเรียนก็บริบูรณ์อยู่ทุกประการ


๗๗ แลแต่ก่อนมาจนบัดนี้ คนชาวกรุงสยามประเทศนี้ได้รู้ทั่วกันมานาน ว่าพม่าเปนข้าศึกกับไทย เมื่อก่อนแต่นี้ไปภายน่าใน ๒๐๐ ปีลงมาพม่าได้กล่าวไทยว่าเปนอย่างไรกับพม่านั้น การที่จริงที่แท้อย่างไรใน คำนั้นก็ดีพม่าได้ทำกับเมืองไทยอย่างไรก็ดี การทั้งปวงนั้นก็แจ้งอยู่กับใจของไทย แลบุตรหลานของไทยที่ตกอยู่ณเมืองพม่า ฤๅแต่ตัวพม่าที่เปนคนซื่อสัตย์มักสืบสาวการโบราณ รู้เรื่องราวราชพงศาวดาร แต่ก่อนอันจริงนั้นทุกประการแล้ว อย่าให้เราผู้เปนสมณต้องกล่าวถึงความบ้านเมืองแต่หลังมานั้นเลย ในแผ่นดินพระเจ้ากรุงสยามแต่ก่อนๆครั้งนี้ขึ้นไปนั้น มีพวกพม่าได้เข้ามาถึงกรุงเทพพระมหานครหลายครั้งแล้ว มาอวดอ้างว่าเปนขุนนางทูตพระเจ้าแผ่นดิน แลเสนาบดีพม่าใช้มาบ้าง ว่าตัวเปนคนมีชาติมีตระกูลเปนเชื้อเจ้านายบ้าง เข้ามาขอเจริญทางพระราชไมตรีผูกพันสองพระนครให้เปนทองแผ่นเดียวกันบ้าง ฤาว่าจะหนีไภยช้างเมืองโน้นมา ฤๅขอให้ช่วยตัวด้วยกำลังอื่น ๆ บ้าง แลการ ที่คนเหล่านั้นให้การไว้อย่างไร ครั้นสืบฟังไปการก็เปนอย่างอื่นเปนเท็จแท้ไม่เปนจริงดังนั้น ภายหลังมามีพม่าบางพวกบางคนเข้ามาอิก มาพูดจากันต่าง ๆ เช่นนั้นอิกก็ไม่มีใครเชื่อฟัง ผู้มีบันดาศักดิ์ย่อมมีความสงไสยว่าเปนคนสอดแนมเที่ยวสืบข่าวการบ้านเมือง ฤๅหลอกลวงจะเอาลาภผลรางวัลด้วยเล่ห์กลท่านจึงจับตัวกักขังไว้บ้าง จองจำทำโทษเสียบ้าง มิได้ปล่อยให้ไปมาตามสบาย ครั้นข่าวนี้ทราบออกไปในเมืองพม่า คนในเมืองพม่าแม้ถึงเปนคนดีมีศรัทธาซื่อตรงประสงค์จะเข้ามาเที่ยวนมัสการ


๗๘ พระเจดีย์แลทำบุญให้ทาน ด้วยเห็นแก่พระพุทธศาสนาฝ่ายเดียว ไม่เกี่ยวข้องด้วยราชการบ้านเมืองก็ดี ก็มีความสดุ้งเกรงกลัวจะต้องกักขังตัวไว้ จึงหาได้ไปมาถึงกันไม่นานแล้ว แต่บัดนี้พระเจ้าแผ่นดินกรุงสยามพระองค์ นี้ ทรงพระกรุณาเมตตาแก่คนชาติมนุษย์ทุกประเทศที่ถือพระพุทธสาสนา ตั้งแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติมาก็ทรงพระราชดำริห์ว่าเมืองต่าง ๆ ที่เปนข้าศึกมาแต่ก่อนก็สงบเงียบมาช้านานแล้ว คนชาติอื่นภาษาอื่นที่ถือพระพุทธสาสนาถูกต้องกัน คือพระสงฆ์สามเณรแลคฤหัสถ์จะเที่ยวชนบทจาริกแสวงหาข้อปฏิบัติ แลนมัสการพระเจดีย์โดยความประสงค์ประโยชน์ชาติน่าก็ดี ฤๅลูกค้าวานิชเที่ยวค้าขายหมายผลประโยชน์ชาตินี้ก็ดี เมื่อไม่มีข้อเหตุต่าง ๆ ขัดขวางต่อการแผ่นดิน มาตามตรงไปตามตรงแล้ว ก็ทรงพระมหากรุณาโปรดให้สำเร็จความประสงค์ของคนพวกนั้นจะมาให้มาจะไปก็ให้ไปตามสบายไม่ได้ห้ามหวงยึดหน่วงเอาตัวไว้ แลครั้งนี้เราได้เห็นพม่าพวกนี้เปนคนถือพระพุทธสาสนาเหมือนกัน เราได้ให้ล่ามไต่ถามพูดจาฟังดูก็เห็นว่าไม่มีความเกี่ยวข้องขัดขวางการแผ่นดิน แต่อย่างหนึ่งอย่างใด เราจึงได้รับรองโดยปรกติตามวิสัยสมณะ แลได้รับไทยธรรมของท่านโดยหารังเกียจมิได้ดังว่ามาแล้วแต่หลัง อนึ่งเราขอแจ้งความมาให้ท่านเชื่อว่า ในกรุงเทพพระมหานคร บัดนี้พระพุทธสาสนาก็รุ่งเรืองดำรงอยู่ พระเถรานุเถรผู้ทรงคุณธรรมครอบครองหมู่คณะสั่งสอนพระสงฆ์สามเณรแลคฤหัสถ์ให้เล่าเรียนพระคัมภีร์ใหญ่น้อย แลได้ตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติบำเพ็ญกุศลต่าง ๆ ก็มีอยู่มาก


๗๙ ทั้งภายในภายนอกพระนคร แลคัมภีร์พระพุทธวจนะ คือบาฬีอรรถกถาฎีกาทั้งปวงก็มีบิรบูรณ์ในกรุงเทพมหานครนี้ เราทั้งหลายคือพระภิกษุสงฆ์ขออนุโมทนาเจริญเมตตาอวยพรมาถึงท่าน ขอท่านจงมีความศุขสัวสดิเจริญ แลประกอบความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยให้มั่น จงบำเพ็ญการกุศลทานศีลภาวนาสัมมาปฏิบัติ เพื่อเปนอุปนิสัยแก่ทางสุคติสวรรค์นฤพาน ให้บริบูรณ์ทุกประการ เทอญ ฯ ลิขิตมาณวัน ฯ คำปีมเสงนักกษัตรนพศก (พ.ศ. ๒๔๐๐) เหตุที่พม่ามาเจรจาความเมืองในรัชกาลที่ ๔ ไม่เกี่ยวข้องแก่การที่ชวนเลิกรบพุ่งกันเหมือนครั้งก่อน ๆ ที่ได้พรรณามาแล้ว ด้วยล่วงมาถึงสมัยนี้พม่าเสียอาณาเขตรแก่อังกฤษเสียเปนอันมาก หัวเมืองที่ต่อแดนไทยอันเปนหนทางแลทำเลที่รบพุ่งกันแต่ก่อนตกไปเปนหัวเมืองขึ้นของอังกฤษ คั่นแดนไทยกับพม่าตลอดข้างตอนใต้แดนไทยกับพม่ายังต่อติดกันแต่ทางเมืองประเทศราชไทยใหญ่ของพม่ากับมณฑลภาคพายัพข้างฝ่ายเหนือ เพราะฉนั้นทูตพม่าที่มาคราวนี้จึงมาทางเมืองเชียงใหม่ มิได้มาทางเมืองกาญจนบุรีดังครั้งก่อน ๆ ความประสงค์ของพม่าที่แต่งทูตเข้ามาปรากฎกล่าวในหนังสือของเสนาบดีพม่าถวายสมเด็จพระสังฆราชว่า ให้เข้ามาสืบการพระสาสนาด้วยได้ข่าวเล่าลือไปว่าการพระสาสนาในเมืองไทยเจริญรุ่งเรืองมาก ความข้อนี้เห็นจะเปนมูลเหตุที่จริงส่วนหนึ่ง กิติศัพท์ซึ่งพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสามารถรอบรู้พระไตรปิฏก แลได้ทรงสอบ


๘๐ สวนลักทธิพระธรรมวินัย วางระเบียบข้อวัตรปฏิบัติของพระภิกษุสงฆ์ให้เคร่งครัด มีผู้ศรัทธาประพฤติตามเปนอันมากมาแต่ครั้งยังทรงผนวชคงเลื่องฦๅออกไปถึงเมืองพม่า พระเจ้ามินดงจึงอยากทราบว่าเมื่อพระบาทสมเด็จฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จผ่านพิภพแล้ว จะทรงจัดการฝ่ายพระพุทธเจ้าต่อมาประการใดบ้าง เพราะในเวลานั้นพระเจ้ามินดงกำลังปรารภจะบำเพ็ญเปนพุทธสาสนูปถัมภก ให้เปนพระเกียรติยศแก้การที่พระเจ้าแผ่นดินพม่ารัชกาลก่อนแพ้สงครามอังกฤษ แต่เห็นจะยังมีความข้ออื่นอิกซึ่งเปนมูลเหตุให้พม่าแต่งทูตเข้ามาครั้งนั้น เพราะการที่แต่งทูตมาทาวงไกบต้องลงทุนรอนมาก การอันใดที่ทูตจะทำให้เปนประโยชน์ได้คงจะสั่งให้มาทำด้วยทั้งนั้น พิเคราะห์ดูกิจการอย่างอื่นซึ่งอาจจะเปนความมุ่งหมายขอบพม่าที่แต่งทูตมาครั้งนั้น สัน นิษฐานว่าเห็นจะมีการที่พระเจ้ามินดงให้ทูตพม่ามาสืบอิก ๒ อย่าง คือ อย่างที่ ๑ เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๓๙๗ ไทยได้ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับอังกฤษ แลต่อมาในต้นปีมะโรง พ.ศ. ๒๓๙๙ ได้ทำหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกับอเมริกันกับฝรั่งเศสอิก ๒ ชาติข่าวนี้คงทราบไปถึงเมืองพม่า ฝ่ายพม่าได้เคยทำหนังสือสัญญากับอังกฤษแต่เปนสัญญาทำเมื่อแพ้สงครามครั้งแรก มาเมื่อแพ้สงครามอังกฤษครั้งที่ ๒ พระเจ้ามินดงไม่ยอมทำหนังสือสัญญา อ้างว่าพระเจ้า ภุกามแมงที่ถูกปลงจากราชสมบัติเปนผู้ทำสงคราม พระเจ้ามินดง


๘๑ หาได้เปนผู้ทำสงครามไม่ การก็ค้างกันอยู่เพียงนั้น พระเจ้ามินดงคงอยากจะทราบว่า ไทยทำหนังสือสัญญากับฝรั่งโดยมิตรภาพได้ถึง ๓ ชาตินั้น ด้วยอุบายอย่างใด แลฝรั่งที่มาเปนไมตรีกับไทยนั้นมาทำอย่างไรบ้าง จึงแต่งคนมาสืบสวนความข้อนี้อย่าง ๑ อย่างที่ ๒ นั้น แต่ก่อนไทยกับพม่าไปมาบ่วงแดนกันไม่ได้ด้วยต่างเกรงว่าผู้ที่ไปมาจะสอดแนมการในบ้านเมืองโดยฐานปัจจามิตร ถ้าคนฝ่ายไหนล่วงแดนฤๅแม้แต่ไปใกล้ชายแดนก็มักถูกจับกุม ครั้นการสงครามสงบมา การที่จับกุมกันก็เสื่อมซาไป แต่ยังไม่บอกเลิกกันทั้ง ๒ ฝ่าย พม่าอยากจะเข้ามาค้าขายทางมณฑลภาคพายัพ พระเจ้ามินดงจึงแต่งให้คนมาสืบสวนถึงการที่ไทยจะยอมให้พม่ามายังเมือวไทยได้โดยสดวกฤๅยัง พม่าที่เข้ามาคงถามความข้อหลังนี้ที่พระพรหมมุนี จึงปรากฎกล่าวในลิขิตตอบว่า พระราชทานอนุญาตให้ผู้ที่จะไปมาโดยสุจริต ไปมาค้าขายถึงกันได้ไม่ห้ามปรามดังแต่ก่อน แลความข้อนี้ยังมีผลต่อมา ตั้งแต่ทูตพม่าเข้ามาคราวนั้นแล้ว ก็มีการค้าขายทางมณฑลภาคพายัพติดต่อกับแดนพม่า ต่อมาพระเจ้าเชียงใหม่กาวิโลรสสุริยวงศ์ แต่งคนไปซื้อของที่เมืองพม่า พระเจ้ามินดงก็ให้รับรอง จนถึงได้เข้าเฝ้าแทน แล้วพระเจ้ามินดงประทานสังวาลทองคำ อันเปนทำนองเครื่องราชอิศริยาภรณ์ขอบพม่า มาให้



๘๒ พระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์สาย ๑ เปนเหตุให้พวกลูกหลานพระเจ้าเชียง ใหม่องค์ก่อนฟ้องหาว่าพระเจ้ากาวิโลรสสุริยวงศ์เอาใจออกหากไปเข้ากับพม่า ถึงต้องมีข้าหลวงขึ้นไปไต่สวน พระเจ้ากาลิโลรสก็แก้คดีตามการที่เปนมา แล้วลงมายังกรุงเทพ ฯ เอาสังวาลนั้นมาถวายพระบาทสมเด็จ ฯ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชดำริห์เห็นว่าพระเจ้ากาวิโลรส ฯ หาได้คิดทรยศไม่ แต่สังวาลนั้นไม่ทรงรับไว้ เรื่องราวการที่ไทยกับพม่าได้เจรจาความเมืองกันมาแต่ก่อนหมด เนื้อความเพียงเท่านี้

เชิงอรรถ[แก้ไข]

  1. คำว่าเจ้าพระยาฉัททันต์ตรงนี้ หมายความว่า " พระเจ้าช้างเผือก"
  2. คำว่าเจ้าหอน่าตรงนี้ หมายความว่ากรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท
  3. ที่ว่าเมียเจ้าหอน่าตรงนี้ เห็นจะหมายความว่า เจ้ารจจาซึ่งเปนน้องของพระเจ้าเชียงใหม่ กาวิละ

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก