ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๒๘

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๘ เรื่องพงศาวดารญวน แล ประวัติพระนาบีมหะหมัด

พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ

อำมาตย์เอก พระยาประมูลธนรักษ์ เมื่อปีกุญ พ.ศ. ๒๔๖๖

พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

คำนำ มหาอำมาตย์ตรี พระยาภักดีนฤเบศร เจ้ากรมตำรากระทรวงศึกษาธิการ มาแจ้งความยังหอพระสมุดวชิรญาณสำหรับพระนครว่า ในการพระราชทานเพลิงศพ อำมาตย์เอก พระยาประมูลธนรักษ์ (ผูก ผโลประการ) ตช. ตม. ตจว. เจ้าภาพงารศพมีความประสงค์จะพิมพ์หนังสือเปนมิตรพลีสักเรื่อง ๑ ขอให้กรรมการช่วยเลือกเรื่องหนังสือให้ ข้าพเจ้ารู้สึกอยู่ว่าพระยาประมูลธนรักษ์ผู้นี้เปนมิตรเก่าในส่วนตัว โดยได้วิสสาสะกันมาแต่ครั้งเมื่อพระยาประมูลฯ ยังบวชได้เปนฐานา นุกรมอยู่วัดบรมนิวาส ตลอดมาจนเมื่อลาสิกขามารับราชการ อิกประการ ๑ พระยาประมูลฯ เปนผู้มีคุณต่อหอพระสมุดสำรับพระนครด้วยได้เอาใจใส่โดยลำภังศรัทธาเสาะหาหนังสือต่าง ๆ ซึ่งโดยมากเปนหนังสือเรื่องดี ๆ มาถวายไว้ในหอพระสมุดฯ หลายเรื่อง เปนเหตุให้หอพระสมุด ฯ มีความอาลัยเสียดายพระยาประมูลอยู่เปนอันมากเมื่อเจ้าภาพมาขอให้หาเรื่องหนังสือ จึงรับธุระด้วยความเต็มใจ แลได้เลือกหาในจำพวกหนังสือซึ่งพระยาประมูลฯ ได้นำมาถวายไว้ ได้คำให้การเก่า ๒ เรื่อง คือคำให้การเรื่องพงศาวดารญวนเรื่อง ๑ คำให้การเรื่องประวัติพระมหะหมัดเรื่อง ๑ ซึ่งเดิมเปนหนังสือในทางราชการรัฐบาลได้ถามคำชี้แจงของผู้รู้ไว้



พงศาวดารญวนนั้นปรากฏในบานแพนกว่าได้เก็บรวบรวมจากฉบับเก่าซึ่งได้จดไว้แต่ปีฉลู พ.ศ. ๒๓๓๖ ส่วนประวัติเรื่องพระนาบีมหะหมัดนั้น ปรากฏในบานแพนกว่ารวบรวมเมื่อวันอังคารเดือนยี่ขึ้น ๒ ค่ำปีฉลูพ.ศ. ๒๔๐๘ ในรัชกาลที่ ๔ แต่ฉบับที่มีก็ไม่จบ ถึงกระนั้นเรื่องราวเพียงที่นี่อยู่ก็น่าอ่าน จึงได้รวมพิมพ์เปนประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๘ สำหรับแจกในงานพระราชทานเพลิงศพพระยาประมูลธนรักษ์ กรรมการหอพระสมุดฯ ขออนุโมทนากุศลบุญราศีทักษิณานุปทานซึ่งเจ้าภาพงารศพพระยาประมูลธนรักษ์ได้บำเพ็ญเปนปัตติทานมัย แลที่ได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลาย.

สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๓๐ มีนาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๖





ประวัติสังเขปของพระยาประมูลธนรักษ์ ___________________ พระยาประมูลธนรักษ์ (ผูก ผโลประการ) ตช, ตม, ตจว, รจพ, เกิดณวันพฤหัสบดีที่ ๓๐ เมษายน ปีมะเส็ง พ.ศ. ๒๔๐๐ ชาติภูมิเดิมอยู่ตำบลอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม เมื่ออายุครบอุปสมบท ได้มาอุปสมบทอยู่ในสำนักพระพรหมมุนี (เหมือน) เมื่อยังเปนพระเทพโมลีได้รับตำแหน่งเปนพระครูใบฎีกา แล้วเลื่อนขึ้นเปนพระครูสังฆวิชิตตำแหน่งถานานุกรมของพระพรหมมุนี (เหมือน) นั้น อุปสมบทอยู่ ๗ พรรษา เมื่อลาสิกขาแล้วตั้งเคหสถานอยู่ริมวัดบรมนิวาส เริ่มเข้ารับราชการอยู่ในกรมพระคลังมหาสมบัติ ๑๘ ปี จึงย้ายมารับราชการอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เปนขุนหิรัญกิจโกศลเมื่อ พ.ศ. ๑๔๔๗ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๔ ได้เลื่อนขึ้นเปนหลวงหิรัญกิจโกศล แลได้รับพระราชทานยศเปนอำมาตย์ตรีในปีนั้นด้วย ถึง พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้รับพระราชทานสัญญาบัฏเลื่อนขึ้นเปนพระประมูลธนรักษ์ ต่อมาอีกปี ๑ ถึง พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้รับพระราชทานยศเลื่อนขึ้นเปนอำมาตย์โท ถึง พ.ศ. ๒๔๕๙ ได้รับพระราชทานยศเลื่อนขึ้นเปนอำมาตย์เอก ถึง พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้รับพระราชทานสัญญาบัฏเลื่อนเปนพระยาประมูลธนรักษ์ พระยาประมูลธนรักษ์รับราชการอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการตั้งแต่เปนพนักงานเบิกจ่าย แล้วได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นโดยลำดับ ในที่สุด


ได้เปนผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงศึกษาธิการ ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิศริยาภรณ์มาเปนลำดับ นับชั้นสูงที่สุดซึ่งได้รับพระราชทานคือช้างเผือกชั้นที่ ๓ ตริตาภรณ์ มงกุฏสยามชั้นที่ ๓ ตริตาภรณ์ แลตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ กับทั้งเหรียญจักรพรรดิมาลาแลเหรียญที่รฦก ในงารพระราชพิธีต่าง ๆ ตามบรรดาศักดิ์อีกหลายประการ พระยาประมูลธนรักษ์ได้แต่งงารกับคุณหญิงพิน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ มีบุตรด้วยกัน ๖ คน คือ ๑. นายผึ่ง ผโลประการ ๒. นายเจ๊ก ผโลประการ ถึงแก่กรรมแล้ว ๓. นายเนื่อง ผโลประการ ถึงแก่กรรมแล้ว ๔. นายปุ่น ผโลประการ ๕. นายเปล่ง ผโลประการ ๖. นายสมบุญ ผโลประการ ถึง พ.ศ. ๒๔๖๕ พระยาประมูลธนรักษ์ป่วยเปนโรคเรื้อรังอยู่หลายเดือน ในระหว่างป่วยมารับราชการบ้างหยุดบ้าง ภายหลังอาการโรคนั้นกำเริบหนักขึ้น ถึงวันที่ ๘ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๖๕ ก็ถึงแก่กรรมคำนวณอายุได้ ๖๕ ปี สิ้นประวัติพระยาประมูลธนรักษ์เท่านี้




พงศาวดารญวน ___________ เจ้าคุณผู้ช่วยกรมท่า เก็บเรื่องความเมืองญวนแต่ก่อนมาเรียบเรียงเข้าไว้ไม่สู้เลอียดแจ่มแจ้งนัก ด้วยฉบับเดิมเจ้าพนักงานแต่ก่อนรักษาต่อ ๆ กันมาให้ฉบับหายเสียบ้าง ปลวกกินเสียบ้าง ได้ความประการใดก็เรียงไว้พอเปนของสำหรับแผ่นดินไปเบื้องหน้า ค้นหาได้ความว่าเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าจุฬาโลกนั้น มีรับสั่งให้ขุนราชมนตรี ขุนศรีเสนา ขุนราชาวดี ล่ามแปลคำองเปดกลึง องเปด จัดพวกองไชสือไว้ เมื่อ ณ วันเดือน ๙ ขึ้น ๓ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๕๕ ปีฉลูเบญจศก ได้ความว่าเดิมเมืองญวนนั้นเมืองตังเกี๋ยเปนเมืองหลวง เจ้ากินเปนเจ้าเมืองสืบกระษัตริย์ได้ ๖ องค์ กระษัตริย์ ในที่ ๖ ชื่อหุงเมือง ครั้งนั้นพระเจ้ากรุงปักกิ่งให้ขุนนางชื่อเลียวท่าง เปนแม่ทัพมาตีเมืองตังเกี๋ยได้ เลียวท่างจับหุงเมืองแลพวกพ้องฆ่าเสียสิ้น แล้วเลียวท่างก็อยู่รักษาเมืองตังเกี๋ย ๆ ก็ขึ้นแก่เมืองจีนตั้งแต่นั้นมา ครั้นนานมาเกิดญวนผู้มีบุญชื่อเลเลยอยู่ณบ้านลำเซินเลเลยฝันเห็นว่าเทวดามาบอกว่าเลเลยจะได้เปนเจ้าแผ่นดิน ชายผู้หนึ่งชื่อเวียนกรายจะได้เปนมหาอุปราช ดวงตรากับกระบี่สำหรับกระ ษัตริย์อยู่ที่ตำบลหวยนำ ครั้นเพลาเช้าเลเลยก็ไปเที่ยวดูที่ตำบลหวย นำก็ได้เห็นดวงตรากับกระบี่สมคำที่เทวดาบอก จึงเอาดวงตรากับกระบี่ ๑


๒ มาเก็บไว้ที่บ้าน ฝ่ายเวียนกรายนั้นเที่ยวมาอาศรัยนอนอยู่ในศาลเทพารักษ์ มีเทวดาบอกในฝันว่าชายชื่อเลเลยจะได้เปนเจ้าแผ่นดินในเมืองญวน ตัวท่านจะได้เปนมหาอุปราช ถ้าท่านจะใคร่พบเลเลยก็ให้ไป ณ บ้านลำเซิน ถ้าไม่รู้จักเรือนเลเลยเพลากลางคืนให้ดูรัศมีสว่างอยู่ที่เรือนใด เรือนนั้นแลเปนเรือนเลเลย ครั้นตื่นชิ้นเพลาเช้าเวียนกรายก็ออกจากศาลเทพารักษ์ เดิรมาถึงบ้านลำเซินพอเพลาค่ำ จึงคอยดูเห็นเรือนหนึ่งรัศมีสว่างสมกับคำเทวดาบอก เวียนกรายก็เข้าไปหาเลเลย ๆ กับเวียนกรายพบกันแล้ว ก็ไถ่ถามชื่อเสียงรู้จักกันสมกับความฝันทั้งสองฝ่าย เวียนกรายขอดูดวงตราแลกระบี่ของเลเลย เลเลยก็ให้ดู เวียนกรายไม่มีความสงสัยแน่แก่ใจแล้ว จึงว่าเราทั้งสองคงจะได้เปนใหญ่ในเมืองตังเกี๋ย จึงให้เลเลยตั้งกองเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่ที่บ้านลำเซิน ตัวเวียนกรายจะไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมคนในแขวงเมืองตังเกี๋ย ครั้นเกลี้ยกล่อมคนเข้าด้วยมากแล้ว เวียนกรายกับเลเลยก็เปนกระบถ คุมคนยกเข้าตีเอาเมืองตังเกี๋ยได้ จับเจ้าเมืองฆ่าเสีย เลเลยก็ตั้งตัวขึ้นเปนเจ้า ตั้งเวียนกรายขึ้นเปนมหาอุปราช ฝ่ายพระเจ้ากรุงจีนรู้ว่าเลเลยกับเวียนกรายฆ่าเจ้าเมืองตังเกี๋ยเสียจึงแต่งกองทัพไปตีเมืองตังเกี๋ย เลเลยกับเวียนกรายเห็นกองทัพจีน ยกมามากนักจะสู้รบมิได้ จึงเอาทองคำทำเปนรูปเจ้าเมืองตังเกี๋ยกับเครื่องราชบรรณาการ ให้ทูตคุมไปให้กับแม่ทัพเมืองจีน ขอโทษตัวยอมเปนเมืองขึ้นตามเดิม แม่ทัพจึงมีหนังสือบอกขึ้นไปณเมือง


๓ หลวง พระเจ้ากรุงจีนจึงมีหนังสือตอบมา ให้แม่ทัพตั้งเลเลยเปน เจ้าเมืองตังเกี๋ยเถิด แม่ทัพทำตามหนังสือรับสั่งแล้วก็ยกทัพกลับไปเลเลยจึงให้เวียนกรายผู้เปนมหาอุปราช เปนผู้สำเร็จราชการบ้านเมืองทั้งปวง แลเวียนกรายนั้นนมีบุตรหญิงคนหนึ่งชื่องกงจัว บุตรชายคนหนึ่งชื่อจัวเตียน บุตรหญิงนั้นยกให้เปนภรรยาตื่นเฮกยิ่ม ซึ่งเปนเสนาบดีในเมืองตัวเกี๋ย ครั้นนานมามหาอุปราชจึงทูลลาเจ้าเมืองตังเกี๋ย ว่าตัวแก่ชราแล้วจะขอลาออกจากราชการ จะขอให้ตีนเฮกยิ่มบุตรเขยเปนที่อุปราชแทนตัวไปกว่าจัวเตียนบุตรชายจะใหญ่ขึ้น ถ้าบุตรใหญ่แล้วจะขอให้บุตรเปนมหาอุปราชสืบไป เจ้าเมืองตังเกี๋ยก็ยอมให้ ครั้นเวียนกรายอุปราชตายแล้ว ตีนเฮกยิ่มบุตรเขยก็คิดจะฆ่าจัวเตียนน้องภรรยาเสีย นางกงจัวพี่สาวรู้ความจึงกระซิบบอกน้องชายให้รู้ตัว ให้น้องชายทำเปนบ้าเสีย จัวเตียนก็ทำตามคำพี่สาว ๆ จึงคิดอุบายบอกแก่ตีนเฮกยิ่มผู้ผัวว่า จัวเตียนเปนบ้าไปแล้ว จะเลี้ยงไว้ก็ขายหน้า ขอให้ขับไปเสียให้พ้นบ้านพ้นเมืองเถิด ตีนเฮกยิ่มไม่ ทันคิด จึงไปทูลกับเจ้าเมืองตังเกี๋ย ให้ขับจัวเตียนเสียจากเมืองเจ้าเมืองตังเกี๋ยก็ยอมตาม ตีนเฮกยิ่มจึงแต่งเรื่องแลคนให้คุมตัวจัวเตียนลงมาส่งข้างทิศใต้ให้ขึ้นที่ป่าชื่อโว๊จอ ที่นั้นเปนแดนข่า ถ้าจะเดิรมาแต่เมืองตังเกี๋ยประมาณ ๑๕ วันจึงถึง คนที่มาส่งนั้นก็อยู่ด้วยจัวเตียนหากลับขึ้นไปไม่ จัวเตียนจึงตั้งช่องเกลี้ยกล่อมผู้คนอยู่ที่นั้น ครั้นได้คนมากขึ้นก็สร้างเมืองขึ้นที่ป่าโวจ๊อ ให้ชื่อว่าเมืองเว้ ฝ่าย


๖ รักใคร่ก็ได้พวกพ้องเปนอันมาก ฝ่ายองยากพี่ชายองตามน้องชายก็คุมไพร่พลอยู่ในป่า จึงพูดจาว่าองเทิงกวางเจ้าเมืองเว้คนนี้หาอยู่ในยุติธรรมไม่ เราจะคิดกำจัดเสีย จะยกหวางคนซึ่งเปนบุตรองดิกหมูขึ้นเปนเจ้าจึงจะควร แลองหวางตนคนนี้มีคนรักมาก เพราะดังนั้นคนทั้งปวงก็เห็นด้วยพี่น้องทั้งสาม ๆ ก็ตั้งแขงเมืองกวางนำไว้ ความรู้ไปถึงเจ้าเมืองเว้ ๆ จึงให้องก้อมาเปนแม่ทัพ คุมกองทัพมาตีเมืองกวางนำ องบายผู้สำเร็จราชการเมืองกวางนำก็มีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมองก้อมาเปนแม่ทัพ ว่าจะคิดเอาราชสมบัติให้กับองหวางตน องภ้อมาแม่ทัพก็เห็นด้วย จึงยอมเข้าด้วยองบาย ๆ ก็มีหนังสือไปถึงองยากพี่ชาย องดามน้องชายให้ยกพวกโจรแลคนเข้าเกลี้ยกล่อมเข้าสมทบกับกองทัพองภ้อมา องบายก็เปนแม่ทัพคุมคนเมืองกวางนำไปด้วย ก็เข้าตีเอาเมืองเว้ได้ องเทิงกวางเจ้าเมืองเว้แลองเชียงฉุนน้องชาย กับองยาบา องไชสือ องหมัน ก็ลงเรือหนีมาอยู่เมืองไซ่ง่อน แต่องหวางตนไม่หนีเพราะรู้ข่าวว่าเขาจะยกตัวขึ้นเปนเจ้าองทั้งสามได้เมืองเว้แล้ว ก็ให้เอาตัวองหวางตนไปไว้เมืองกุยเยินองหวางตนเห็นว่าองทั้งสามไม่สุจริต คิดเปนอุบายจเอาราชสมบัติเอง ก็ไม่ไว้ใจจึงหนีลงมาอยู่เมืองไซ่ง่อนกับองเทิงกวางด้วยกัน องเทิง กวางปรึกษากับพี่น้องแลขุนนางทั้งปวงว่าจะยกองหวางตนผู้หลานขึ้นเปนเจ้าเมืองไซ่ง่อน จะได้เกณฑ์กองทัพไปตีเอาเมืองเว้คืน กองทัพเมืองไซ่ง่อนยังไม่ทันจะยกไป องทั้งสามก็ยกทัพมาตีเอาเมืองไซง่อน


๗ ได้ จับองเทิงกวาง องหวางตนฆ่าเสีย องเซียงฉุนนั้นหนีมาตั้งอยู่เมืองพุทไธมาศ องเซียงฉุนมีบุตรชายชื่อองกลัด บุตรหญิงชื่อหมูเสพวกไทยเรียกว่าโกเงิน ขณะนั้นเจ้ากรุงไทยคือเจ้าตากยกกองทัพออกไปตีเมืองพุทไธมาศ องเซียงฉุนกับพวกพ้องก็เข้ามาฝากตัวอยู่กับเจ้าตากณกรุงเทพฯ ครั้นภายหลังคิดจะหนีกลับไปเมืองญวน เจ้าตากรู้ ให้ประหารชีวิตองเซียงฉุนกับพวกพ้องเสีย ฝ่ายองยาบาพี่ องหมันน้อง กับองไชสือ หนีอยู่ในป่าแขวงเมืองไซง่อน องทั้งสามสืบรู้ให้ไปจับได้องยาบา องหมันพี่น้องสองคนให้ประหารชีวิตเสีย แต่องไชสือหนีไปได้ องยากได้เมืองไซ่ง่อนแล้วก็ตั้งตัวขึ้นเป็นเจ้าชื่อองไกรเซินครองราชย์สมบัติอยู่ณเมืองกุยเยิน องบายน้องกลางเป็นเจ้า ชื่อบากบินเวืองเปนใหญ่อยู่เมืองไซ่ง่อน องดามน้องน้อยเปนเจ้าชื่อล่องเยืองอยู่รักษาเมืองเว้ ฝ่ายองล่องเยืองซึ่งเปนเจ้าเมืองเว้ คิดจะไปตีเมืองตังเกี๋ย จึงทำอุบายเขียนชื่อองไชสือหลานเจ้าเก่าลงในธงให้ทหารพูดจากันว่าทัพองไชสือยกมา เจ้าเมืองตังเกี๋ยแลขุนนางราษฏรก็ยินดี สำคัญว่าเปนทัพองไชสือจึงเปิดประตูเมืองรับ องลองเยืองเข้าเมืองตังเกี๋ยได้ ให้จับแต่บรรดาพี่น้องเจ้าเมืองฆ่าเสีย ตัวเจ้าเมืองตังเกี๋ยวนั้นรากเลือดตาย มหาอุปราชก็เชือดคอตาย องลองเยืองจึงตั้งใต้องเจียวทุงบุตรองกวางตรีหลานเจ้าเมืองตังเกี๋ย ให้เปนเจ้าเมืองตังเกี๋ย องล่องเยืองก็เก็บเอาทรัพย์สิ่งของปืนใหญ่น้อยเครื่องศัสตราวุธมาเสียสิ้น องเจียวท่งคิดแค้นก็มีหนังสือขึ้นไปให้


๘ กราบทูลเจ้าเมืองกรุงจีน ๆ ให้จงตกเปนแม่ทัพมารบกับองลองเยือง ๆ ก็ยกไปตีทัพเมืองจีนแตกไป องเจียงท่งเจ้าเมืองตัวเกี๋ยกับพรรคพวกก็อพยพหนีไปอยู่ ณ เมืองจีน องลองเยืองจึงตั้งองกะวิบุตรหัวปีของตัวให้เปนเจ้าเมืองตังเกี๋ย แล้วองลองเยืองก็กลับลงมาอยู่เมืองเว้ ครั้นภายหลังองลองเยืองป่วยตาย เสนาบดีจึงยกองกลัดบุตรที่ ๒ ขึ้นเปนเจ้าเมืองเว้สืบวงศต่อไป ฝ่ายองไชสือเมื่อแตกทัพนั้นพลัดกันกับพี่น้อง จึงหนีไปอยู่ที่บ้านป่าชื่อบ้านไกเต๋า เปนบ้านเขมรลับแลขัดสนด้วยเสบียงอาหา จึงใช้อ้ายจูผู้เปนบ่าวสนิทให้ไปเที่ยวหาเสบียงอาหารมาสู่กันกิน อ้ายจูลงเรือไปที่เมืองเตกเชียะ จึงไปบอกกับองตรีเจ้าเมืองเตกเชียะ ว่าองไชสือมาอาศรัยอยู่ที่บ้านไกเต๋าอยู่ในป่าอดอยากลำบากนัก องตรีเจ้าเมืองเตกเชียะครั้นรู้ความก็จัดแจงเสบียงอาหารให้อ้ายจูมา แล้วจึงสั่งอ้ายจูว่าถ้าสิ้นเสบียงเมื่อไร ก็ให้มาเอาอีกจะจัดแจงให้ มิให้ขัดสน แต่องไชสือมาอาศรัยอยู่ที่บ้านเขมรลับแลนั้นประมาณ ๓ ปี ๔ ปี พวกญวนไปเที่ยวตีผึ้งในป่าหลายพวกรู้ว่าองเซียงสือลูกหลานเจ้านายมาอยู่ที่บ้านนั้นได้ความลำบาก ก็ชวนกันแบ่งเสบียงอาหารไปให้ทุกพวก ส่วนจีนทัดกับพวกญวนตีผึ้งคิดอ่านกันว่า องไกรเซินคิดกระบถจับเจ้านายเราฆ่าเสีย ตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าเมืองเว้ บัดนี้องไชสือหลานเจ้านายเราหนีมาออาศรัยอยู่ในป่าได้ความลำบากนัก เราจะคิดอ่านตีเอาบ้านเอาเมืองคืนให้องไชสือจงได้ จีนทัดจึงคิดอ่านเกลี้ยกล่อมชักชวนพวกจีนพวกญวนในเมืองไซ่ง่อน ครั้น


๙ ได้พวกพ้องมากก็ยกเข้าตีเมืองไซ่ง่อนได้ องบากบินเวืองเจ้าเมืองหนีขึ้นไปเมืองกุยเยิน จีนทัดก็ตั้งตัวขึ้นเปนองกงเซิน แล้วแต่งให้คนไปรับองไชสือเข้ามาให้เปนเจ้าเมืองไซ่ง่อน องไชสือจึงตั้งจีนทัดซึ่งเปนองกงเซินนั้น ให้เลื่อนขึ้นเปนองเทืองกงขุนนางผู้ใหญ่ ๆ กลับเปนกระบถ คิดกันกับจีนที่เปนพวกพ้องของตัวจะชิงเอาสมบัติเปนเจ้าในเมืองไซ่ง่อน ฝ่ายอ้ายจูบ่าวองไชสือเสพสุราเมาไปเที่ยวนอนอยู่โรงจีน ได้ยินพวกจีนเล่าให้กันฟัง ว่าบัดนี้องเทืองกงจะคิดฆ่าองไชสือเสีย อ้ายจูจึงรีบเอาความมาบอกกับองไชสือ ๆ รู้ตัวแล้ว จึงคิดเปนอุบายให้กั้นม่านไว้ที่ตนอยู่สามชั้น แล้วให้คนสนิทถืออาวุธเตรียมอยู่ในม่านประมาณ ๒๐๐ คน องไชสือทำเปนป่วยนอนอยู่ในม่าน แล้วสั่งคนสนิทว่าถ้าองเทืองกงเข้ามาเยี่ยมถึงม่านชั้นใน ถ้าคิดกระบถจริงก็คงจะมียาพิษมาให้เรากิน เราก็จะรับถ้วยยาเทเสียในกระโถน แล้วจะดีดเคาะกระโถนเข้าเปนสำคัญ ท่านทั้งปวงจงรุมกันเข้าจับตัวองเทืองกงฆ่าเสียเถิด ฝ่ายองเทืองกงรู้ว่าองไชสือป่วยก็ทำยาพิษใส่ถ้วยถือไป หมายจะให้องไชสือกินจะให้ตายเสีย พอเข้าไปถึงม่านชั้นใน องไชสือจึงทักว่าท่านมาเยี่ยมเราฤา องเทืองกงตอบว่า ข้าพเจ้ารู้ความว่าท่านป่วยจึงขึ้นมาเยี่ยม จะเอายามาให้กินด้วยท่านจึงจะหายโดยเร็ว ครั้นว่าแล้วจึงส่งถ้วยยาให้องไชสือ ๆ ก็เห็นความจริงเหมือนอย่างคิดไว้ จึงรับเอาถ้วยยามาเทเสียแล้วเคาะ ๒


๑๐ กระโถนขึ้นตามสัญญา คนสนิทได้ยินแล้วก็เข้ามากลุ้มรุมจับองเทืองกงได้แล้วเอาไปฆ่าเสีย แล้วองไชสือจึงสั่งว่า แต่บรรดาจีนที่เปนพวกองเทืองกงนั้นให้จับฆ่าเสียให้สิ้น ฝ่ายจีนแจจีนเล็กเปนพ่อค้าผู้ใหญ่อยู่ในเมืองไซ่ง่อน จึงมาว่ากับองไชสือว่า ซึ่งท่านจะให้ฆ่าพวกจีนในเมืองไซ่ง่อนเสียนั้นนานไปพวกจีนจะกลัวจะไม่มาค้าขายในเมืองไซ่ง่อน บ้านเมืองจะร่วงโรยไป กับประการหนึ่งพวกจีนในเมืองไซ่ง่อน ถ้ารู้ว่าท่านสั่งให้จับฆ่าแล้วก็จะชักชวนกันเปนกระบถขึ้น การศึกข้างองไกรเซินก็ยังติดพันกันอยู่ ขอให้ท่านเอาใจพวกจีนเหล่านี้ไว้ก่อน องไชสือก็เห็นชอบด้วยจึงให้งดไว้ ครั้นอยู่มาองไกรเซิน จึงจัดขุนนางนายทหารคุมพล ๓๐๐๐ ยกมาทางบก จะตีเมืองไซ่ง่อนจังองไชสือฆ่าเสีย องไชสือรู้ตัวก็ให้จัดเรือเสาเรือใบพาครอบครัวหนีมาจากเมืองไซ่ง่อน จะเข้ามาพึ่งพระบารมีอยู่ ณ กรุงเทพฯ ครั้นมาถึงเกาะกระบือได้ความว่าองเซียงฉุนซึ่งเปนอาของตัวเข้าไปอยู่ณกรุง เทพฯ เจ้าตากฆ่าเสีย องไชสือก็กลัวหาอาจเข้า ณ กรุงเทพฯ ไม่จึงยั้งอยู่ที่เกาะกระบือแขวงเมืองกระโพงสม ครั้นอยู่มาพระยาชลบุรีกับพระระยองออกไปตามปังกะลิมาแขกซึ่งหนีออกไปแต่กรุงฯ ไปถึงเกาะกระบือจึงพบกับองไชสือ ๆ เล่าความให้พระยาชลบุรี พระระยอง ๆ จึงชวนองไชสือเข้ามากรุง ฯ องไชสือจึงตอบว่ากลัวจะเข้าไปตายเสียเหมือนองเซียงฉุน พระยาชลบุรี พระระยองจึงว่า บัดนี้ที่กรุงเทพฯ เปลี่ยนแผ่นดินใหม่ เจ้าตากนั้นตายเสียแล้ว พระเจ้าอยู่หัวพระองค์


๑๑ ใหม่ของเรามีพระไทยโอบอ้อมแก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินแลนานาประเทศทั้งปวง ท่านจงเข้าไปเถิดหาเปนอันตรายไม่ องไชสือจึงหมายว่าพระยาชลบุรีจะเปนที่พึ่งได้ จึงฝากตัวเปนบุตรเลี้ยงพระยาชลบุรี องไชสือนั้นปีมะเมียอายุ ๓๓ ปี พระยาชลบุรี พระระยอง จึงพาองไชสือกับครอบครัวเข้ามากรุงฯ ในเดือน ๔ ปีขาลจัตวาศก จึงแจ้งความกับท่านเสนาบดี ว่าองไชสือคนนี้เปนหลานเจ้าเมืองเว้ บ้านเมืองเสียแก่องไกรเซิน จะขอเข้ามาพึ่งพระบารมีกับครอบครัวชายหญิงใหญ่น้อย ๑๕๐ คน ครั้นเสนาบดีเอาเนื้อความขึ้นกราบทูล จึงโปรดให้องไชสือกับพวกพ้องลงไปตั้งบ้านตั้งเรือนอยู่ ณ ตำบลต้นสำโรงคอกควาย พระราชทานเบี้ยหวัดให้ปีละ ๕ ตำลึง แลเครื่องยศ พานหมาก คนโท กลดคันสั้น ชุบเลี้ยงเหมือนเจ้าเขมร ให้เฝ้าข้างพระเฉลียงท้องพระโรงด้านตะวันตก นั่งขัดสมาธิ์ตางเพศญวนเสมอหน้ากับเจ้ากรมพระตำรวจ มารดาองไชสือกับองโดยองดาขุนนางซึ่งเข้ามาด้วยนั้น ก็ได้รับเบี้ยหวัดตามสมควร แล้วโปรดตรัสสั่งไปถึงเจ้าเมืองกรมการด่านปากน้ำ ว่าพวกญวนจะเข้าอกไปมาหากินตามท้องชเล อย่าให้กักขังห้ามปรามเปนอันขาด ครั้งองไชสือเข้ามาอยู่ได้ ๒ ปี ถึงปีมะโรงศักราช ๑๑๔๖ จึงตรัสสั่งให้จัดกองทัพเรือ ให้พระเจ้าหลานเธอ กรมหลวงเทพหริรักษ์เปนแม่ทัพกำกับองไชสือไปด้วย ให้พระยานครสวรรค์เปนทัพหน้า ยกออกไปตีเมืองญวน เข้าทางปากน้ำเมืองนำก๊กตีทัพพวกองไกรเซินเตกขึ้นไปจนถึงคลองว่ำ


๑๒ น่าว ฝ่ายพระยานครสวรรค์แม่ทัพหน้าคิดมิชอบเปนใจกับพวกญวน จึงมีตราให้หาเข้ามา ณ กรุงฯ ให้ประหารชีวิตเสีย ส่วนกองทัพไทยตั้งอยู่คลองว่ำน่าวนั้น พวกญวนตัดหลังมาทางคลองวงเจิงเปนทัพกระหนาบ กองทัพเรือไทยเห็นพวกญวนปิดไว้ทั้งต้นคลองทั้งปลายคลอง กลัวจะออกไม่ได้ ทั้งขัดเสบียงอาหารลงด้วยก็ทิ้งเรือใบเรือไล่เสียขึ้นบกหนีมาทางเมืองเขมร ครั้นถึงปีมะเส็งศักราช ๑๑๔๗ เสด็จไปตีเมืองทวายทั้งสองพระองค์ มีรับสั่งให้องไชสือไปในกองทัพด้วย ครั้นเลิกทัพกลับมากแล้ว องไชสือเข้ามาอยู่ณกรุงฯ ได้ ๕ ปี จึงใช้องกวาน องยี ไปตั้งต่อเรือที่เกาะสีชังลำหนึ่งปากประมาณ ๓ วา องไชสือจึงกำชับองกวาน องยี ว่าต่อเรือเสร็จแล้วเราจะออกไปคิดการศึกคืนเอาบ้านเอาเมืองให้จงได้ ท่านทั้งสองจงจัดแจงเชือกเสาเพลาใบบรรทุกอัยเฉาไว้ให้พร้อม ให้ทอดสมอคอยอยู่ที่เกาะสีชัง ครั้นถึงเดือนยี่ปีมะเมีย ๑๑๔๘ องไชสือก็พาครอบครัวกับญวนเก่าที่กรุงฯ องเกาโลเจ้ากรมช่างหล่อ รวม ๓ คน แล้วองไชสือให้หาตัวนายจัน นายเมือง นายอยู่ ตำรวจกรมหลวงเทพหริรักษ์ ๓ คน กับนายบัวบุตรจีนมารดาเปนญวนคนหนึ่ง คนเหล่านี้ชอบกันกับองไชสือ ๆ จึงให้หาไปเลี้ยงสุรา แล้วให้แพรย่นสีทับทิมคนละผืน ครั้นนายบัว นายจัน นายเมือง นายอยู่เมาแล้ว องไชสือแกล้งพาลเอาผิด ให้จับคนทั้ง ๔ มัดมือใส่ลงในท้องเมือปิดฝาจับโพล่เสียแล้ว ก็ให้ถอน


๑๓ สมอล่องเรือไปจากกรุงฯ ในเพลากลางคืน เปนเรือ ๔ ลำด้วยกัน คนประมาณ ๑๕๐ คน ครั้นเรือออกปากอ่าวเมืองสมุทปราการแล้วขัดลมใช้ใบไปไม่ได้ องไชสือจึงจุดธุปจุดเทียนเผากระดาษบูชาเทวดาแล้ว จึงเอาเครื่องยศกลดขึ้นตั้งบนท้ายเรือ จึงอธิษฐานว่าถ้าข้าพเจ้าออกไปทำศึก จะคืนเอาบ้านเอาเมืองได้สมความปรารถนาแล้ว ขอให้มีลมพัดส่งให้ได้ไปโดยสดวก ลมยังไม่ทันพัด องไชสือเห็นเรือพระที่นั่งกรมพระราชวัง กับเรืองข้าหลวงตามออกไปเปนอันมากก็กลัวจะตามทันจึงซักตายออกจะเชือดคอตายเสีย องภูเว้กระโดเข้าชิงเอาดาบไว้ได้ ปลายดาบบาดเอาปากองภูเว้ องไชสือก็ทิ้งดาบเสียสักครู่หนึ่งลมตะวันตกก็พัดกกล้ามา จึงได้ใช้ใบไปหาเรือใหญ่ที่องกวาน องยีต่อไว้ณเกาะสีชัง องไชสือก็พาครอบครัวขึ้นบนเรือใหญ่ แล้วถามองจองว่าจะไปพักอยู่ที่ไหนดี องจองว่าให้ไปพักอยู่เกาะกูดเถิดด้วยที่เกาะนั้นมีน้ำจืด เรือใหญ่ก็เข้าออกได้ ส่วนนายบัวกับนายจัน นายเมือง นายอยู่ก็ไปลำเดียวกับองไชสือ เรือเล็ก ๔ ลำนั้นองเหยิม เจ้ากรมช่างสลักขี่ลำ ๑ องหับเจ้ากรมช่างไม้ขี่ลำ ๑ องเกาโล เจ้ากรมช่างหล่อขี่ลำ ๑ กับเรือเล็กขององไชสือขี่ลงไปแต่กรุงฯ นั้น องไชสือให้บ่าวไพร่ของตัวขี่ไป เข้ากันเปนเรือ ๕ ลำ ใช้ใบไป ๗ วัน ๗ คืนถึงเกาะกูด ๆ นั้นอยู่กลางชเลฦกไม่มีผู้คน องไชสือจึงอาศรัยอยู่ที่เกาะกูด แต่หามีเข้ากินไม่ ได้กินแต่เนื้อเต่าเนื้อปลา กับมันกับกลอย ครั้นอยู่มาองไชสือเห็นเรือแล่นเข้ามาที่เกาะลำหนึ่ง


๑๔ ก็ตกใจให้พาครอบครัวเข้าไปซ่อนอยู่ในป่า แล้วใช้ให้องจองลงเรือเล็กไปถามว่าเรือนี้มาแต่ไหน จีนหุ่นผัวอำแดงโคกอยู่เมืองจันทบุรีบอกว่าบรรทุกเข้าสารมาแต่เมืองจันทบุรี ๓๐ เกวียน จะไปขายที่เมืองเขมร เมืองเตกเชียะ ต้องพยุเรือซัดออกไป องจองจึงบอกจีนหุ่นว่า องไชสือหนีออกมาอยู่ที่เกาะนี้ ให้จีนหุ่นขึ้นไปหาองไชสือด้วยกัน ครั้นจีนหุ่นขึ้นไป องไชสือว่า แต่เรามาอยู่มาอยู่ที่เกาะกูดนี้ได้ ๗ เดือนแล้ว ผู้คนหามีเข้าจะกินไม่ เรือจีนหุ่นซัดออกมามีเข้าสารก็ดีแล้ว เงินซึ่งพระเจ้ากรุงไทยประทานให้เราแลมารดาของเรา ๆ เก็บประสมไว้เปนเงินตรา ๑๗ ชั่ง ๑๐ ตำลึง เราจะขอซื้อเข้าสารตามแต่จะขายให้เถิด จีนหุ่นจึงว่ากับองไชสือว่า ท่านมาจอดอยู่ที่กันดารอดอาหารนักเข้าสาร ๓๐ เกวียนนั้นข้าพเจ้าจะให้เปล่าทั้งสิ้นไม่คิดเอาราคาเลย องไชสือก็ขอบคุณจีนหุ่น จึงเขียนหนังสือสัญญาปิดตรารูปมังกรให้ไว้ว่า ถ้าเราออกไปตึได้บ้านได้เมืองของเราสมความคิดแล้วให้จีนหุ่นออกไปหาเถิดจะแทนคุณให้ถึงขนาดจีนหุ่นจึงให้ขนเข้าสารขึ้นแล้วลาองไชสือกลับมาณเมืองจันทบุรี องไชสืออยู่ที่เกาะกูดนั้น ๗ เดือน ๘ เดือน จึงให้องจองเข้ามาสืบราชการ ณ เมืองญวน เกลี้ยกล่อมผู้คนที่เมืองปาสักก็ได้พวกพ้องเปนอันมาก องจองกก็พาองไชสือเข้ามาอาศัยอยู่ปากน้ำเมืองปาสัก ครั้นภายหลังองโฮ่เตืองกิต องทางพี่น้อง พาครอบครัวมาทางเมืองลาว เข้ามาตามองไชสือ ณ กรุงเทพฯ เข้าเฝ้าสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงมีรับสั่งบอกว่าองไชสือหนีกลับ


๑๕ ออกไปจากกรุง ฯ แล้ว ตรัสสั่งให้องโฮ่เตืองกิต องทาง พาครอบครัวไปอยู่ที่บ้านบางโพก่อนเถิด แล้วพระราชทานเรือรบที่กรุง ฯ ให้องโฮ่เตองกิตลำ ๑ องทางลำ ๑ ออกไปตามองไชสือ องโฮ่เตืองกิต องทาง ออกไปพบองไชสือ ที่ปากน้ำเมืองปาสัก ก็พากันไปตีเมืองสแดก เมืองล่องโฮ เมืองสมิทอได้โดยง่าย แล้วยกไปตีเมืองไซ่ง่อน องชมทหารองไกรเซินซึ่งอยู่รักเมืองไซ่ง่อนกลัวองไชสือก็ยอมยก เมืองไซ่ง่อนให้ แลองชมก็อยู่ทำราชการด้วยองไชสือ ครั้งองไชสือได้เมืองไซ่ง่อนได้ ๗ วัน แล้วจึงไปต่อเรือที่คลองบางแง่ องฮั่นบ่าวองชมเปนตำรวจนำองไชสือไป จึงทูลองไชสือว่า องชมเข้าชิงเอาหอกในมือข้าพเจ้า องไชสือว่าองชมทำทั้งนี้ผิด ท่วงทีจะเปนกระบถ จึงสั่งให้เอาองชมไปฆ่าเสีย.

หมดฉบับเท่านี้





๑๖ ประวัติเรื่องพระนาบีมหะหมัด

ณวัน ๓๒ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๒๗ ปีฉลูสัปตศก ข้าพระองค์ได้เชิญโต๊ะอันตนีแขกมาถามถึงเรื่องพงศาวดารมหะหมัด ผู้เปนที่นับถือ ของพวกแขกได้ความว่า มหะหมัดนั้นเกิดที่เมืองมะกา บิดาชื่ออับดุลตะหล่า ตาชื่ออับดุลนะมุตะเหล็บ บิดามารดาเปนพลเรือน ครั้นมารดามีครรภ์ได้ ๗ เดือน บิดาก็ถึงแก่กรรม มหะหมัดอยู่ในครรภ์ ๙ เดือนจึงคลอด ครั้งนั้นตาของมหะมหัดมานมัสการพระพุทธรูป อยู่ที่วิหาร พระที่อับดุลนะมุตะเหล็บไหว้นั้นก็ล้มลง แลมีผู้มาบอกว่า อัมมินาคลอดบุตรแล้ว ตาก็วิ่งไปดูเห็นหลานเปนชาย จึงให้ชื่อว่า มหะหมัด ครั้น มหะหมัดอายุได้ ๓ ขวบมารดาก็ถึงแก่กรรม ตากับอาจึงเอามหะหมัดไปเลี้ยงไว้ แล้วจึงจ้างแม่นมให้เลี้ยงมหะหมัด แม่นมนั้นชื่อว่าหะลีมา ๆ จึงรับเอาไปเลี้ยงที่บ้านอันต่างเมือง มาวันหนึ่ง มหะหมัดก็ไปเลี้ยงแพะกับบัตรแม่นม ยิบราเอล คือเทวดาผู้ใหญ่ ก็ลงมาจับเอาตัวมหะหมัดขึ้นไปบนภูเขา ให้นอนหงายผ่าท้อง จึงควักเอาเลือดก้อนหนึ่งออกทิ้งเสียว่าเปนส่วนของมาร แล้วจึงเอาน้ำสะด่ำล้างเสีย แล้วจึงปิดท้องไว้ดังเก่า แล้วมหะหมัดจึงเดิรลงมาจากภูเขามีหน้าเปนแสง จึงบุตรแม่นมจูงมือมาบ้าน แลถามว่าเจ็บฤๅไม่ มหะหมัดว่าไม่เจ็บดอก ครั้นแม่นมรู้ความนั้นแล้วจึงว่าลูกคนนี้มีผู้ ฤษนยาเอาไว้ไม่ได้จึงส่งมาให้กับตา ครั้นอยู่กับตาได้ ๓ ปี ตาก็จวนจะ


๑๗ ถึงแก่กรรมจึงให้หาบรรดาญาติพี่น้องมาพร้อมกันถามว่า มหะหมัดจะอยู่กับใครดี จึงวางมหะหมัดไว้ท่ามกลาง มหะหมัดก็ลุกขึ้นไปกอดคออับปูมะตะเหล็บผู้เปนลุง อับปูมะตะเหล็บจึงเอาไปเลี้ยงไว้ ครั้น มหะหมัดเจริญวัยได้อายุ ๑๕ ปี อาตะดาผู้เปนอาหญิงไปหาลุงว่า มหะหมัดเติบใหญ่แล้วจะคิดอ่านอย่างไรดี ให้มีภรรยาเสียเถิดฤา ครั้นจะให้มีภรรยาก็ยังหามีทรัพย์สินอะไรไม่ จึงให้ไปรับจ้างดาดะชะผู้เปนหญิงหม้ายเปนคนมั่งมีค้าอูฐ ครั้นดาดะชะเห็นมหะหมัดก็จิตร์รักใคร่ แล้วก็เปิดเต้าเหร็ดคือคัมภีร์พวกยูดายดู เห็นว่ามหะหมัดนี้และจะเปนครูสอนศาสนาในประเทศอาหรับ ด้วยเห็นมีเมฆคุมตัว มหะหมัดอยู่ ดาดะชะจึงว่าให้คอยท่าพ่อค้าดูฐเขามาอีกทีเถิด แล้วจึงสั่งให้พาตัวมหะหมัดมาดูว่าจะทำการได้ฤาไม่ได้ อาจึงพามหะหมัดมาให้แก่หญิงหม้าย มหะหมัดจึงอยู่กับหญิงหม้ายได้ ๗ วัน จะเดิรไปไหนก็หอมเนื้อไม้ไปที่นั่น ครั้นอยู่ได้ ๗ วันแล้วจึงส่งคืนไปหาอา ครั้นอยู่มาพ่อค้าอูฐก็กลับมา หญิงหม้ายจึงให้คนไปบอก มหะหมัดว่า พ่อค้าอูฐกลับมาแล้ว จะรับจ้างก็มาเถิด อาก็ส่ง มหะหมัดมาให้หญิงหม้าย ๆ จึงเตรียมการจะให้เปนลูกจ้างไปค้า ณเมืองส่ำ แต่บรรดาคนที่รับจ้างเหล่านั้น มีญาติพี่น้องมาเยี่ยมเยียน แต่มหะหมัดหามีพี่น้องผู้ใดมาเยี่ยมเยียนไม่ อารู้ดังนั้นแล้วก็ร้องไห้ ฝ่ายหญิงหม้ายจึงให้ผ้าทองสองผืน ผ้านุ่งผืน ๑ ผ้าห่มผืน ๑ ๓


๑๘ แก่มหะหมัด แล้วสั่งระหัสนายอูฐว่า ถ้าไปถึงที่หยุดแล้วให้มหะหมัดนุ่งห่มเถิด มหะหมัดจึงว่าคนทุกวันนี้ ถึงจะมีคนรักสัก ๑๐ คน ก็คงจะมีคนซังสักคนหนึ่ง มหะหมัดก็ไม่ยอมนุ่งผ้านั้น ครั้นไปถึงเมืองส่ำก็ได้กำไร ด้วยไปถูกวันที่ชาวเมืองส่ำทำบุญเปนการใหญ่ มหะหมัดจึงพักอูฐอยู่ตรงหน้ากระฏีเมืองส่ำ พอมหะหมัดแลดูในกระฏีนั้น บรรดาโคมแลเครื่องบูชาก็แตกดับไปหมด แลสมภารในกระฏีนั้นจึงเปิดดูในตำรา แจ้งว่าจะมีผู้มาล้างศาสนาเมืองส่ำ จึงคิดจะจับ มหะหมัดฆ่าเสีย ครั้นนายอูฐรู้ความนั้นแล้ว จึงให้มหะหมัดถือหนังสือเร็วมายังหญิงหม้าย ขณะนั้นหญิงหม้ายขึ้นอยู่บนที่นั่งเย็น พอเห็นมหะหมัดมาก็ดีใจ มหะหมัดก็ส่งหนังสือนั้นให้หญิงหม้ายแล้วก็เลยมาหาลุง ฝ่ายสมภารเจ้ากระฏีณเมืองส่ำนั้น ก็ค้นดูในเหล่าพวกพ่อค้า ไม่เห็นมีใครที่ต้องในตำรานั้น จึงหาได้จับใครมาไม่ แล้วหญิงหม้ายก็ให้มหะหมัดถือหนังสือมาถึงพ่อค้าอูฐให้กลับ จึงพวกพ่อค้าอูฐพากันกลับมา มหะหมัดก็ไปบ้านลุง ฝ่ายหญิงหม้ายก็จัดแจงดูในสินค้าอันมาแต่เมืองส่ำนั้น ครั้นอยู่มาอาของมหะหมัดไปหาลุงถามว่า เปนอย่างไรหญิงหม้ายหาได้ให้เงินค่งจ้างนั้นไม่ ลุงห้ามว่าอย่าเพ่อไปขอเลย ครั้นมาหลายวัน อาจึงไปถามอิก ลุงจึงว่าไปเถิดแต่อย่าออกชื่อว่าเปนค่าจ้างค่าขาย แล้วอาก็ไปหาหญิงหม้าย แต่พอหญิงหม้ายเห็นก็ดีใจต้อนรับพาเข้าไปยังที่นอนแล้ว จึงถามถึง มหะหมัดว่าสบายอยู่ดอกฤๅ อาว่าสบายอยู่ดอก แต่ฉันมาจะขอเงิน


๑๙ ค่าจ้างของมหะหมัด หญิงหม้ายจึงถามว่า จะต้องประสงค์เงินไปทำอะไร อาว่าจะเอาไปทำสินสอดหาภรรยาให้มหะหมัด หญิงหม้ายจึงถามว่า จะให้มหะหมัดแต่งงารกับฉันไม่ได้ฤๅ เอาได้ฟ้งดังนั้นก็ร้องไห้สำคัญว่าหญิงหม้ายนั้นพูดประชด หญิงหม้ายก็ร้องไห้ด้วย แล้วบอกว่าฉันไม่ได้พูดประชดดอก ฉันรักจริง ๆ ฉันรู้อยู่ว่า มหะหมัดจะได้สร้างศาสนาในอิศลาม อาจึงว่าถ้าอย่างนั้นให้บิดาท่านจัดแจงยกให้ตามธรรมเนียม ฝ่ายบิดานั้นไม่ยอม หยิบหม้ายจึงเอาสุราให้บิดากินจนเมาถึงขนาด หญิงหม้ายจึงอ้อนวอนบิดาให้ยอมอยู่ด้วยกัน บิดาจึงยอมให้ด้วยกำลังเมาสุรา แล้วมหะหมัดจึงได้เปนสามีภรรยากับหญิงหม้าย ครั้นอยู่มามหะหมัดจึงว่าแก่ภรรยาว่า ทรัพย์สินทั้งปวงนี้จะเอาไปข้างไหน จะพาให้บริสุทธิ์ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ ดาดะชะผู้ภรรยาจึงได้สละทรัพย์ของตัวให้เปนทานแก่คนทั้งปวงที่มารับกะลีมา มหะหมัดนั้นตั้งแต่อายุ ๑๕ ปีจนถึงอายุ ๔๐ ปี ในระหว่างนั้น ยิบราเอล ลงมาเตือน มหะหมัด ให้ห่างไกลจากของที่ห้าม ยิบราเอลเมื่องลงมาที่แรกนั้นได้ว่ากะมหะหมัดด้วยคำว่า "ฮี" ว่าเปนคำของพระผู้เปนเจ้า แล้วว่า "อะหวัน" คำแรกนั้นเปนคำอะไร เฮ้ยมหะหมัดเองอ่านไป มหะหมัดจึงถามว่าจะให้ข้าอ่านอะไร แต่นั้นไปมหะหมัดจะไปข้างไหน ยิบราเอลก็ตามไปด้วย อยู่มาภายหลังก็ไปซ่อนตัวถือศีลอดอยู่ที่ภูเขายับปันโนน เวลาเย็นทุกวัน ๆ ไม่บริโภคสิ่งใด ยิบราเอลจึงลงมาอีกทีหนึ่งจึงเตือนว่า คำนั้นเปนคำมั่นคงนัก แล้วจึงส่งให้ไปจำศีลที่เขาหะรอ


๒๐ ว่าทำในทีนี้ชาวเมืองมะกาเขาจะรู้เข้า มหะหมัดจึงไปอยู่เขาหะรอเพลากลางคืน ให้เอาเสบียงไปด้วยบ้าง มหะหมัดไปอยู่ยังที่นั้นแล้วก็กลับมาหาภรรยายังเรือน ยิบราเอลจึงลงมาบอกอิกว่า ผู้เปนเจ้านั้นยิ่งยวดนัก สั่งให้เองเที่ยวสอนศาสนาแก่คนทั้งปวง ยิบราเอลว่าเท่านี้แล้วก็หายไป ครั้งนั้นมหะหมัดจิตรใจหวั่นไหวไป จึงกลับเข้าไปนอนคลุมศีร์ษะอยู่ในที่นอน ยิบราเอลจึงลงมาว่า เฮ้ย คนนอนคลุมหัวอยู่นั้น ลุกขึ้นไปกราบพระทั้ง ๕ องค์เสีย เมื่อจะกราบนั้นให้เอาน้ำละหมาดล้างหน้า หน้านั้นจะเปนแสง เมื่อไปเฝ้าผู้เปนเจ้า ชำระมือเพียงข้อศอกแทนกำไล ชำระศีร์ษะแทนมงกุฏ ล้างหูแทนจอนหู ล้างเท้าแทนรองเท้า เมื่อจะไหว้กราบพระให้ตั้งอยู่ในธาตุทั้ง ๔ คือยืนเปนธาตุไฟ ก้มลงเปนธาตุลม กราบลงเปนธาตุน้ำ นั่งลงเปนธาตุดิน จะไหว้พระเพลาเช้าตรู่ ให้ไหว้นาบีอาดัม เวลาบ่ายไหว้นาบียิบราเอล เวลาเย็นไหว้นาบีนุด เวลาพลบให้ไหว้นาบีมุชา เวลาจะเข้านอนให้ ไหว้นาบีอิชา แล้วยิบราเอง จึงลงมาบอกอีกว่า เฮ้ย มหะหมัดเองนั้นพระเจ้าให้เองเกิดมาด้วยเลือดก้อนหนึ่ง ให้เองตั้งศาสนาในอิศลาม ให้รับกะลีมาสองกลีมา อาลอพระองค์เดียวที่เองไหว้ แล้วอย่าไหว้เปนสองเปนสาม เอ็งเปนผู้รับใช้ของพระอาลอ ให้เองสร้างคัมภีร์กรอ่าม แล้วยิบราเอลจึงว่าอิกว่าศาสนาเองเข้มแข็งนักใครนับถือได้ ยิบราเอลจึงบันดาลให้บรรดาสัตว์ทั้งหลาย ให้มานอนยอมตัวเปนภักษาหารแก่มหะหมัด ก็มีสัตว์


๒๑ ลางอย่างที่หาได้มาไม่ คือ เสือ ช้าง แรดเปนต้น ก็สัตว์มิได้มานั้นใครจะมากินก็บาป เว้นแต่สัตว์ที่ทำอันตรายแก่มนุษย์นั้นฆ่าไม่บาป ตั้งแต่นั้นมามหะหมัดก็เที่ยวไปเกลี้ยกล่อมสั่งสอนชาวเมืองมะกาว่า ยิบราเอลลงมาบอกให้ตนสร้างศาสนาในอิศลาม ให้รับกะลีมาสองกะลีมา ครั้งนั้นชาวเมืองบางจำพวกก็ได้มารับ บางพวกหาได้รับไม่ พวกที่ ไม่รับนั้นพากันหนีจากเมืองมะกาไปอยู่เมืองอื่น ฝ่ายว่าอาบูบาฮัมผู้เปนลุงมหะหมัด เห็นมหะหมัดทำดังนั้นไม่เชื่อไม่ชอบด้วย กลัวความผิดจะมี จึงไปฟ้องกับเจ้าเมืองมะกาว่า มหะหมัดเที่ยวออกตัวว่าเปนคนใช้ของพระเปนเจ้า สำคัญอะไรก็ไม่เห็นมี นาบี แต่ก่อน ๆ มีสำคัญสำหรับตัวทุกคน นาบีอาดัมมีสำคัญคือได้สร้างลูกหลานมา นาบุนุดได้ต่อกำปั่นใหญ่นาบียิมอบราเฮมตำรวจเจ้าเมืองเอาทิ้งในไฟก็ไม่ตาย นาบีมุชามีรองเท้าเปนนาคไม้เท้าเปนแมลงป่อง นาบีอีชาพูดกะคนตายได้ แต่มหะหมัดนี้ไม่มีสำคัญอะไรเลย เจ้าเมืองมะกาจึงว่าให้หาตัวมหะหมัดเข้ามา ให้ผ่าดวงเดือนลองดู ท่านจะเห็นเปนอย่างไร ลุงจึงว่าชอบแล้วที่ไหนมันจะทำได้ ลุงจึงเตรียมมูลอูฐมูลฬามูลม้าไว้ หมายว่ามหะหมัดทำไม่ได้ แล้จะทำตอบ มหะหมัดด้วยมูลสัตว์เหล่นั้นให้อายเขา เจ้าเมืองจึงให้หาตัวมหะหมัดมา สั่งให้ผ่าดวงเดือนให้ดู มหะหมัดจึงเอื้อมมือไปหยิบดวงเดือนมาผ่าออกเปนสองซีกแล้วทิ้งไปตะวันออกซีกหนึ่ง ทิ้งไปตะวันตกซีกหนึ่งแล้วหยิบดวงเดือนนั้นให้ต่อติดกันเข้าดังเก่า แล้วเข้าตามมือเสื้อ


๒๒ โดยแขนซ้ายออกแขนขวา แล้วให้ดวงเดือนรับกะลีมาว่า ผู้เปนเจ้ามีแต่องค์เดียวดอกไม่มีเปนสองสาม เจ้าเมืองได้เห็นดังนั้นยังไม่เชื่อแต่เมืองมีบุตรไม่เปนรูปมนุษย์ เปนลูกฟักอยู่ เจ้าเมืองจึงให้ มหะหมัดลอ ทำบุตรลูกฟักนั้นให้เปนมนุษย์ขึ้น มหะหมัดจึงเอาน้ำละหมาดสวดขอพร ลูกฟักนั้นก็กลายเปนมนุษไป เจ้าเมืองได้เห็นจริงมีความเชื่อ ก็ยอมเข้าในศาสนาอิศลาม แต่ลุงของมหะหมัดนั้นโกรธแล้ว จึงหนีไปเสีย แต่นั้นมามหะหมัดก็เที่ยวสั่งสอนคนทั้งปวงได้ศิษย์ที่สนิท ๔ คน ชื่อกูมาดา ๑ กูมาร ๑ อุสมาร ๑ อาลี ๑ ศิษย์ ๔ คน นี้ก็รับเปนผู้ช่วยสั่งสอน ชาวเมืองมะกาที่ไม่รับคำสอนมหะหมัดโดยเห็นว่าเปนคนโกหกหลอกลวงคิดจะจับฆ่าเสีย มหะหมัดรู้ตัวก็หนีไปอยู่เมืองมะไดนา ชาวเมืองมะกาที่รับคำสอนก็พลอยตามไปด้วย มหะหมัดก็เที่ยวสั่งสอนชาวเมืองมะไดนา มีคนเข้ารีดด้วยมาก มีกำลังขึ้นจึงกลับเข้ามารบเมืองมะกา ได้เมืองมะกาแล้วจึงยกไปตีเมืองมะเซน ได้เมืองมะเซนแล้วยกไปตีเมืองหรุ่ม แล้วมหะหมัดก็ตั้งตัวเปนใหญ่ จึงตั้งลูกศิษย์ ๔ คน เปนเสนาบดีผู้ใหญ่ บ้านใดเมืองใดที่ไม่เชื่อก็ใช้ศิษย์ทั้ง ๔คนนั้นไปเที่ยวปราบปรามบ้านนั้นเมืองนั้น อยู่มาคืนหนึ่งยิบราเอลพามหะหมัดขึ้นไปบน ๗ ชั้นฟ้า ไปถึงชั้นอารัดเฝ้าพระเปนเจ้า พระเปนเจ้าจึงสั่งมหะหมัดให้กราบพระทั้ง ๕ องค์ ๆ ละ เวลา ๆ ดังกล่าวมาแล้วก่อน แล้วมหะหมัดก็กลับลงมาจาก ๗ ชั้นฟ้า แต่นั้นมาถ้ามีผู้มาถามด้วยข้อความสิ่งใด มหะหมัดก็เคลิ้มหลับไป


๒๓ แล้วมีอักษรผุดขึ้นที่ตัว ศิษย์ทั้ง ๔ คนก็เข้ามาอ่านดูแลถามความในใจที่ยิบราเอลลงมาบอกนั้นเห็นถูกต้องกันแล้ว จึงจาฤกลงไว้เปนคัมภีร์หนึ่ง ก็แลคัมภีร์เดิมนาบีอาดัมลงไว้ ๑๐ เล่มในภาษาเทศ นาบีเซดลง ๕๐ เล่มในภาษีจีน อิดดริศลงไว้ ๓๐ เล่ม อิบราเฮมลงไว้ ๑๐ เล่ม นาบีมุชา ๑ เล่ม ชื่อเต้าเหร็ดลงเปนร้อยคัมภีร์ นาบีดาอุดลงไว้ ๑ เล่มในภาษาอิบรานี ชื่อว่าดาวโปน นาบีอิชาลงไว้ ๑ เล่ม ชื่ออินเซม มหะหมัดลงไว้ ๑ เล่มชื่อกรอ่าม มหะหมัดมีกำลังมากขึ้นก็ให้ศิษย์ผู้ใหญ่ทั้งสี่คนเที่ยวปราบปรามบ้านเมืองทั้งปวง ฝ่ายใต้ฝ่ายเหนือตะวันตกตะวันออก จนถึงแผ่นดินฮินดูสุลต่านตลอดถึงชวามะลายู ผู้ใดรับคำสอนก็ไว้ชีวิต ผู้ใดไม่เชื่อด้วยก็ฆ่าเสียไว้แต่เด็ก ๆ ให้ครูสอนศาสนาต่อไป มหะหมัดมีภรรยา ๑๒ คน คือนางดาดะชะบุตรีรวยลิบ ๑ นางสุดะบุตรีดำอะ ๑ นางอาวิชาบุตรีอาปุดาอา ๑ นางซับฟาฮาบุตรีกุมาร ๑ นางโจมหะมีนาบุตรีอามิศฟีอาน ๑ นางเดนับบุตรีบดิมา ๑ นางยาหาศบุตรียาเรีย ๑ นางเดนับอีกคน ๑ นางอุไมสะลามา ๑ นางอุไมมุนา ๑ นางซับเฟียบุตรีฮูไย ๑ นางมาเรีย ๑ มหะหมัดมีบุตร ๗ คน เปนชาย ๓ คน ชื่อเดาแซน ๑ ชื่อฮับดาลา ๑ ปอเฮระ ๑ บุตรหญิง ๔ คน ชื่อนางนัด ๑ นางรอตียะ ๑ นางอุไมดละชุน ๑ นางฟอตีมา ๑ บุตรชายถึงแก่กรรม มหะหมัดเหลือแต่บุตรหญิง มหะหมัดนั้นมีชื่ออีกว่าระสู่หลุ่นหล่า ๆ ยกนางฟอตีมาให้เปนภรรยาอาลี ๆ เกิดบุตรชาย ๒ คน ชื่ออมัมมะฮูซันคน ๑ อิมัมมะฮูเซนคน ๑ มหะหมัด


๒๔ ไม่มีบุตรชายรักหลานทั้งสองนัก เมื่อหลานทั้งสองเจริญขึ้น อุ้มขึ้นนั่งบนตักแล้วก็สวดขอพระอาลา ๆ จึงสั่งให้ยิบราเอลเอาเสื้อสวรรค์ลงมาประทานให้ ๒ ตัว มหะหมัดจึงรับเสื้อให้แก่หลาน อิมัมมะฮูซัน ได้เสื้อเขียว อิมัมมะฮูเซนได้เสื้อแดง แล้วยิบราเอลจึงทำนาย่วาอิมัมมะฮูซันจะตายด้วยยาพิษ อีมัมมะฮูเซนจะตายด้วยอาวุธ แล้วยิบราเอลเอื้อมมือไปหยิบเอาดินที่ทุ่งกะตะบาลามาก้อนหนึ่งให้ไว้ว่า ดินนี้แดงดังโลหิตเมื่อใดแล้ว อมัมมะฮูเซนจะตาย เมื่อมหะหมัดประชวรหนักใกล้จะถึงแก่กรรม พวกซูนีเขาว่า มอบไม้เท่ากับแหวนตะละฟาดให้อัลกูบาดาว่าตะละฟากแทนตัวต่อไป ข้างพวกมะหนเขาว่ามหะหมัดสั่งให้อาลีผู้บุตรเขย ว่าตะละฟาดแทน ซึ่งอับกูบาดาได้ไม้เท้ากับแหวนนั้น เพราะบุตรหญิงอับกูบาดาชื่อนางมะริยาเปนภริยามหะหมัดลักเอามาให้ บิดาอับกูบาดาจึงได้ว่าตะละฟาดต่อมา เมื่อมหะหมัดถึงแก่กรรมอายุได้ ๖๓ ปี ศพมหะหมัดเขาฝังไว้ที่เมืองมะกา อับกูบาดาได้เปนเจ้าแผ่นดิน ครั้นป่วยหนัก อุมัศคิดกระบถเอาหมอนทับจมูกอับกูบาดา ๆ ถึงแก่กรรม แล้วก็ได้เปนเจ้าแผ่นดินว่าตะละฟาดอยู่ได้ ๘ ปี ออกไปที่สุเร่าจะทำละหมาด ลูกความคนหนึ่งชื่ออับปูเล็กลอบไปแทงอุมัศถึงแก่กรรม แลอุศมานได้เปนเจ้าแผ่นดินว่าตะละฟาดได้ ๑๒ ปี จึงตั้งบุตรอับกูบาดาชื่อมหะหมัดให้เปนเจ้าเมืองมะเซนแล้วมะอะวิยามะระวานหะติมผู้เปนคนโกงระสู่หลุ่นหล่าไล่เสียแต่ก่อนนั้น กลับเข้ามาทำราชการแทนตัว คนสองคนนี้เปนคนอริอยู่กับมหะหมัด


๒๕ มาแต่ก่อน ครั้นอุศมานเข้าไปในห้องถ่ายอุจจาระถอดแหวนตะละฟาด วางไว้ที่โต๊ะ จึงลักเอาแหวนนั้นประทับหนังสือไปถึงเจ้าเมืองมะเซนคนเก่าว่า ถ้ามหะหมัดมาถึงให้จับฆ่าเสีย มหะหมัดจับหนังสือลับได้ ก็โกรธอุศมานว่าแกล้งล่อลวง จึงยกทัพเจ้าเมืองมะไดนาอุศมานไม่สู้เข้าที่สวดคุลีอาน มหะมหัดก็ฆ่าอุศมานเสีย โลหิตกระเดนไปถูกสมุดคุลีอานเปื้อนไป ทุกวันนี้พวกสูนีเขาจึงประชาดคัมภีร์คุลีอาน ครั้นถึงแก่กรรมแล้ว พวกขุนนางจึงไปเชิญอาลีขึ้นเปนเจ้าแผ่นดิน ครั้งนั้นมะอะวิยากับมะระวานหะติมพากันหนีไปจากเมืองมะไดนา ไปตั้งเกลี้ยกล่อมอยู่ที่เมืองส่ำ ได้เปนใหญ่ในเมืองส่ำแล้ว ก็ยกทัพมารบกับอาลีที่เมืองมะไดนาถึง ๒๓ ครั้งก็ไม่ได้เมือง ภายหลังจึงคิดอุบายให้หญิงรูปงามไปล่อลวงอะปะตะระดาน ๆ เปนคนเลี้ยงม้าของอาลี อะปะตะระดานอยากได้หญิงรูปงาม ก็รับทำการแทนฆ่าอาลีเสียในสุเหร่า เมื่ออาลีเข้าไปทำละหมาด เมื่ออาลีถึงแก่กรรมนั้นครองเมืองมะไดนาได้ ๔ ปี กับ ๙ เดือน ครั้นมะอะวิยาได้เปนใหญ่ในเมืองส่ำ มีอำนาจมาก ตั้งให้มะระวานหะติมเปนเสนาบดีผู้ใหญ่ที่เมืองส่าน อิมัมมะฮูซันอิมัมมะฮูเซนที่น้องว่าราชการเมือง ม ะไดนาไม่ไปขึ้นต่อมะอะวิยา ครั้นมะอะวิยาถึงแก่กรรมแล้ว ยะหริษได้เปนเจ้าแผ่นดินในเมืองส่ำคิดจะฆ่าอิมัมมะฮูซันอิมัมมะฮูเซนเเสียด้วยความอาฆาฎ แต่ก่อนยะหริษไปขอนางไชนัน อิมัมมะฮูซันจึงไปขอ ๔


๒๖ เอามาเปนภริยาเสีย ครั้งหนึ่งอุมัศจะให้นางซะระบานูเลือกผัว เป่าร้องเจ้านายแลขุนนางฝ่ายทหารพลเรือนแลบุตรเจ้าขุนนางเศรษฐีขึ้นมาเรียงตัวกันเปนลำดับ นางชะระบานูก็ไม่ชอบใจผู้ใด ครั้นมาอิมมัมะฮูเซนแลยะหริษมาถึงเข้า นางชะระบานูก็รักอิมัมมะฮูเซน เอาแหวนแลพลอยต่าง ๆ ขว้างสาดไปเปนสำคัญ ชาวประโคมก็ประโคมขึ้น ยะหริษเห็นดังนั้น ก็ขัดใจเปนข้ออาฆาฎกันมา แลนางชะระยานูนี้รูปงามนัก หญิงทั้งแผ่นดินอาหรับปะตานไม่มีใครเสมอ ถึงจะมีบุตรสักเท่าไรก็ดูไม่ชรา ยะหริษคิดจะฆ่าอิมัมมะฮูซัน อิมัมมะฮูเซนนั้นเสีย จึงแต่งให้คนลอบไปบนภรรยาน้อยอิมัมมะฮูซันชื่อนางยะดา ให้วางยาพิษอิมัมมะฮูซันเสีย การสำเร็จแล้วจะรับไปเลี้ยงเปนภรรยา แล้วอิมัมมะฮูเซนผู้เปนน้องก็ได้เปนใหญ่อยู่ในเมืองมะไดนา ยะหริษจัดกองทัพจะมาตีเมืองมะไดนา จะชิงเอานางชะระบานูซึ่งเปนภรรยาอิมัมมะฮูเซน เห็นว่าอิมัมมะฮูเซนมีกำลังแข็งแรงมาก เมื่ออายุ ๗ ขอบฟันช้างสูง ๗ ศอกทีเดียวขาดลงเปน ๒ ท่อน เห็นกำลังพะลังเจ้าเซนมาก จะมาตีเอาเมืองก็เกรงอยู่ จึงมีหนังสือไปถึงอับดระสิยาศเจ้าเมืองกูฝ่า ให้ล่อลวงอิมัมมะฮูเซนออกไปเสียจากเมืองมะไดนาให้ได้ อับดระสิยาศเจ้าเมืองกูฝ่า จึงมีหนังสือไปถึงอิมมัมะฮูเซนใจความว่า ที่เมืองมะไดนาทแกล้วทหารแลเสบียงอาหารก็น้อย ถ้ายะหริษยกทัพใหญ่ไปจะสู้ไม่ได้ ขอเชิญเสด็จมาอยู่เมืองกูฝ่าเถิด ทหารก็มีถึง ๗๐๐๐๐ เสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ถ้ายะหริษยกทัพมาก็พอจะต่อสู้ได้ อิมัมมะฮูเซนก็เชื่อ จึงอพยพครอบครัวของระสู่หลุ่นหล่าแลของบิดาของตัวออกจากเมืองมะไดนาไปถึงทุ่งกะตะบาลา ยะหริษ ๒๗ แต่งให้อุไมสเอศไมสลุนเปนแม่ทัพมาสุ้มอยู่ ครั้นเห็นเจ้าเซนยกทัพมาถึงทุ่งกะตะบาลาแล้ว ก็เข้าล้อมไว้แน่นหนา ปิดธารน้ำเสียหมด แลกองทัพเมืองกูฝ่าก็ยกมาช่วยอุไมสเอศไมสลุนด้วย เจ้าเซนอดน้ำอยู่ถึง ๑๐ วัน ออกสู้รบจนตัวตายในล้อม แลศพนั้นเขาก็ตัดเอาศีรษะไปให้แก่พระยายะหริษ มือนั้นเขาก็ตัดเพียงข้อทิ้งไว้ริมตัวเหลืออยู่แต่ม้าวิ่งมาหาครอบครัว ๆ ๘๐๐ คน เขาก็กวาดต้อนเอาไปเมืองซามหมด แลนางชะระบานูพวกมะหรุ่มว่าขึ้นม้า ม้าพาเหาะหนีไปบนอากาศ พวกสุหนี่ว่าพระยายะหริษจะเอาเปนภรรยา นางชะระบานูไม่ยอมก็จำกรากกรำไว้ พอถัดนั้นมาพวกแขกเจ้าเซนก็มาถือว่า ไซดินาอาลีอิมัมมะฮูซันอิมัมมะฮูเซน เปนเจ้าแผ่นดินเปนนายเปนพระของตัว ครั้นเดือนมหรัมก็ถือวาเปนเดือนสะยิด คือเดือนสิ้นพระชนม์ของเจ้าเซน ก็ทำการฉลองคุณทั้งสามองค์ ประจานตัวเอาเลือดหัวออกบูชาเจ้านาย ตบอกร้องไห้แซ่งซักพวกศัตรู เต้นโลดไป ทำเปนมือเจ้าเซนแลเปนเครื่องอาวุธของเจ้าเซนขึ้นอยู่ปลายไม้ นับถือว่าเปนมือเปนเครื่องอาวุธของเจ้าเซน ทำสบัดขึ้นเปนที่ไว้มะยัศ คือศพแลเอาม้านั้นมาแห่ด้วย ทำดังนี้ถือว่ากตัญญูฉลองคุณเจ้าเซน

หมดฉบับเพียงนี้


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก