คำนำประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔

จาก วิกิซอร์ซ
คำนำประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔
โดย: สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ พระราชพงษาวดาร ความเก่า ตามต้นฉบับหลวงเขียนครั้งกรุงธนบุรี เมื่อจุลศักราช ๑๑๓๖
คัดจากประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔ อำมาตย์เอก พระยาศรีสำรวจ (ชื่น ภัทรนาวิก) ม.ม, ท.ช, รัตน ว,ป,ร.๔ พิมพ์แจกในงานศพ พัน ภัทรนาวิก ผู้มารดา เมื่อปีเถาะสัปตศก พ.ศ. ๒๔๕๘


คำนำ


อำมาตย์เอก พระยาศรีสำรวจ (ชื่น ภัทรนาวิก) ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ จะทำการปลงศพสนองคุณท่านพัน ภัทรนาวิก ผู้มารดา ประสงค์จะพิมพ์หนังสือเปนของแจกในงานศพมาหารือกรรมการหอพระสมุดวชิรญาณ แลแสดงความพอใจจะใคร่พิมพ์หนังสือเรื่องเนื่องในทางพงษาวดาร กรรมการจึงได้แนะนำให้พิมพ์หนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๔ ต่อจาก ๓ ภาคซึ่งได้พิมพ์แล้วแต่ก่อน หนังสือประชุมพงศาวดารที่ได้พิมพ์มาแล้ว คือ:-

  • ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑ สมเด็จพระนางเจ้าพระมาตุจฉาได้โปรดให้พิมพ์เปนของแจกในงานศพหม่อมเจ้าดไนยวรนุช ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงษ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗
  • ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๒ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานศพฟักทองราชินิกูล เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗
  • ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๓ เจ้าพระยาอภัยราชามหายุติธรรมธร พิมพ์แจกในงานศพหม่อมเจ้าอรชร ในพระเจ้าบรมวงษ์เธอชั้น ๑ กรมหมื่นไกรสรวิชิต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗

หนังสือที่เรียกชื่อว่าประชุมพงษาวดารนี้คือหนังสือพงษาวดารเกร็ดต่าง ๆ ทั้งเก่าแลใหม่ ซึ่งกรรมการเห็นว่าเปนหนังสือเรื่องดีหรือความแปลกจึงเก็บมารวบรวมพิมพ์ไว้ เพื่อรักษาหนังสือหายากมิให้เปนอันตรายหายสูญ แลให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ศึกษาโบราณคดีทั้งปวง โดยได้มีโอกาศอ่านทราบแลสอบสวนหนังสือซึ่งลี้ลับอยู่ให้สดวกทั่วกัน หนังสือพงษาวดารเกร็ดต่าง ๆ นี้หอพระสมุด ฯ หาได้อยู่เนือง ๆ ถ้ามีเรื่องพอจะรวมเปนเล่มพิมพ์ได้ก็รวบรวมพิมพ์เสียคราว ๑ เพราะเหตุนี้จึงต้องจัดแบ่งเปนภาค ๆ ดังพิมพ์มาแล้ว แลต่อไปก็ตั้งใจจะทำเช่นนี้ เห็นว่าดีกว่าจะรอไว้คอยไปไม่มีกำหนด จนรวบรวมร้อยกรองให้สำเร็จเปนเรื่องใหญ่แล้วจึงพิมพ์เฉภาะเรื่อง

หนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๔ นี้ มีพระราชพงษาวดารกรุงเก่าตามต้นฉบับหลวง เขียนครั้งกรุงธนบุรี เมื่อปีมเมียฉศก จุลศักราช ๑๑๓๖ พ.ศ. ๒๓๑๗ หรือที่เรียกกันในหอพระสมุด ฯ โดยย่อว่า " ฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ " เรื่อง ๑ พงษาวดารเมืองละแวก ฉบับสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดี (นักพระองค์เอง) พระเจ้ากรุงกัมพูชาทูลเกล้า ฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกเรื่อง ๑ พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ฉบับหม่อมอมรวงษ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเนจร ณ กรุงเทพ) ปลัดมณฑลอิสาณแต่ง เรื่อง ๑ รวมเปน หนังสือพงษาวดาร ๓ เรื่องด้วยกัน หนังสือ ๓ เรื่องที่รวมพิมพ์ในภาคที่ ๔ นี้ มีคุณวิเศษต่างกัน ควรอธิบายไว้ให้ผู้อ่านทราบในคำนำ นี้เสียก่อน

พระราชพงษาวดารฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ นายเสถียรรักษา (กองแก้ว มานิตยกุล) ต.จ. บุตรเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต ให้แก่หอพระสมุด ฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้มาแต่เล่ม ๓ เล่มสมุดไทยเดียว ซ้ำตัวหนังสือในเล่มสมุดนั้นลบเลือนก็หลายแห่ง ว่าโดยเรื่องพระราชพงษาวดาร ผิดกับฉบับอื่น มีฉบับพระราชหัตถเลขาเปนต้น แต่เล็กน้อย ข้อสำคัญของหนังสือฉบับนี้อยู่ที่สำนวนหนังสือเปนสำนวนแต่งครั้งกรุงเก่า เปนโครงเดิมของหนังสือพระราชพงษาวดารที่เราได้อ่านกันในชั้นหลัง พิมพ์ไว้ให้ผู้ศึกษาโบราณคดีเห็นหลักฐานในทางประวัติของการแต่งหนังสือพระราชพงษาวดารว่าเดินโดยอันดับมาอย่างไร ประวัติของหนังสือพระราชพงษาวดาร ข้าพเจ้าเคยได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับพระราชหัดถเลขา เมื่อพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๕ แลเมื่อพิมพ์เล่ม ๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อพ.ศ. ๒๔๕๗ ต่อมาข้าพเจ้าได้ตรวจสอบหนังสือพระราชพงษาวดารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหอพระสมุด ฯ เห็นความที่กล่าวไว้แต่ก่อนจะเคลื่อนคลาศอยู่บ้าง ตามการที่ได้สอบสวนมาจนเวลานี้ เข้าใจว่าเรื่องประวัติหนังสือพระราชพงษาวดารจะมีมาเปนชั้น ๆ ดังนี้ คือ :-

๑. หนังสือพระราชพงษาวดารฉบับแรก แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชเมื่อปีวอกโทศก จุลศักราช ๑๐๔๒ พ.ศ. ๒๒๒๓ หนังสือพระราชพงษาวดารฉบับนี้เรียกในหอพระสมุด ฯ ว่าฉบับหลวงประเสริฐ แลได้พิมพ์ไว้ในหนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑ แล้ว

๒. ต่อมาในชั้นกรุงเก่านั้น เข้าใจว่าเห็นจะเปนในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ มีรับสั่งให้แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารขึ้นอิกฉบับ ๑ คือฉบับที่พิมพ์ในหนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๔ นี้ ที่รู้ได้ว่าเปนหนังสือแต่งครั้งกรุงเก่า เพราะสำนวนที่แต่งเปนสำนวนเก่า ใกล้เกือบจะถึงสำนวนที่แต่งพระราชพงษาวดารฉบับหลวงประเสริฐ แต่มิใช่ฉบับเดียวกัน ด้วยเรื่องซ้ำกัน แลความในฉบับหลังพิศดารกว่าฉบับหลวงประเสริฐหนังสือพระราชพงษาวดาร ๒ ฉบับนี้ เปนหลักฐานให้เข้าใจว่า เมื่อครั้งกรุงเก่านั้นมีหนังสือพระราชพงษาวดาร ๒ ฉบับ ๆ ความย่อแต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชฉบับ ๑ ฉบับความพิศดาร แต่งเมื่อราวแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐฉบับ ๑ ฉบับความย่อตั้งต้นเรื่องตั้งแต่สร้างพระเจ้าพนัญเชิง ฉบับความพิศดารจะตั้งต้นเรื่องตรงไหนรู้ไม่ได้ แต่ฉบับที่มีอยู่ในหอพระสมุด ฯ เล่ม ๓ สมุดไทย ความกล่าวในตอนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตอนปลาย เอาความข้อนี้เปนหลักสันนิฐานว่าฉบับพิศดารตั้งเรื่องตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุทธยาเห็นจะไม่ผิด

๓. เมื่อกรุงเก่าเสียแก่พม่าข้าศึก บ้านเมืองเปนจลาจล หนังสือเปนอันตรายหายสูญเสียครั้งนั้นมาก ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีกลับตั้งเปนอิศรได้ จึงให้รวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงเก่าทั้ง ๒ ฉบับ ที่กล่าวมาแล้ว ฉบับย่อที่แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราช หาฉบับได้ในครั้งกรุงธนบุรี สิ้นเรื่องเพียงสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความที่กล่าวข้อนี้มีหลักฐาน ด้วยหอพระสมุด ฯ ได้หนังสือพระราชพงษาวดารความย่อนั้นไว้ ๒ ฉบับ ฉบับ ๑ ฝีมือเขียนครั้งกรุงเก่า หลวงประเสริฐหามาได้ อิกฉบับ ๑ เปนตัวฉบับหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรี กรมพระสมมตอมรพันธุ์ประทาน เอาหนังสือ ๒ ฉบับนี้สอบกันดู ความขึ้นต้นลงท้ายเท่ากัน จึงรู้ได้เปนแน่ว่า ครั้งกรุงธนบุรีหาฉบับได้เพียงเท่านั้นเอง ส่วนฉบับความพิศดารนั้น จะหาได้ในครั้งกรุงธนบุรีกี่เล่มทราบไม่ได้ เพราะหอพระสมุด ฯ หาได้แต่ ๓ เล่ม แต่มีหลักฐานมั่นคง รู้ได้ว่าในครั้งกรุงธนบุรีรวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงเก่าไม่ได้ฉบับครบ แลเข้าใจว่าพระเจ้ากรุงธนบุรีเปนแต่ได้รวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารไว้ ถ้าจะได้แต่เพิ่มเติมในครั้งกรุงธนบุรีบ้างก็แต่เล็กน้อย

๔. มาจนในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร เมื่อปีเถาะสัปตศกจุลศักราช ๑๑๕๗ พ.ศ. ๒๓๓๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จึงได้ทรงชำระหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับกรุงเก่า แลแต่งเติมที่บกพร่อง มีหนังสือพระราชพงษาวดารสำหรับพระนครบริบูรณ์ขึ้น ในครั้งนั้น หนังสือพระราชพงษาวดารชุดนี้มีบานแพนกบอกปีแลการที่ทรงชำระหนังสือพระราชพงษาวดารไว้เปนหลักฐาน การชำระหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งรัชกาลที่ ๑ เอาฉบับครั้งกรุงเก่าทั้งฉบับย่อแลฉบับพิศดารเปนหลัก เห็นจะระวังรักษาเรื่องของเดิมมาก ในตอนข้างต้นที่ไม่มีฉบับพิศดารจึงคัดเอาฉบับย่อลงเต็มสำนวนโดยมาก ตอนที่มีฉบับพิศดารก็เปนแต่เอาฉบับเดิมมาแก้ไขถ้อยคำ เพื่อจะให้เปนสำนวนเดียวกับที่ต้องแต่งใหม่ แต่ประโยคต่อประโยคยังคงกันอยู่โดยมาก ความที่กล่าวนี้ถ้าผู้ใดเอาหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับหลวงประเสริฐ แลฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๔ นี้ ไปสอบกับพระราชพงษาวดารความพิศดาร จะเปนฉบับที่หมอบรัดเลพิมพ์ก็ตาม ฉบับพระราชหัดถเลขาก็ตาม จะแลเห็นจริงได้ดังข้าพเจ้าว่า เพราะหนังสือพระราชพงษาวดารความพิศดารที่พิมพ์ทั้ง ๒ ฉบับนั้น ที่จริงเปนแต่แก้ไขหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับรัชกาลที่ ๑ ในที่บางแห่งเท่านั้น ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่าข้าพเจ้าพลาดไป ในความวินิจฉัยแต่ก่อนนั้นคือที่ไปเข้าใจว่าได้แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงธนบุรี เมื่อมาพิจารณาหนังสือมากเข้า เห็นว่าครั้งกรุงธนบุรีเปนแต่ได้รวมฉบับหนังสือครั้งกรุงเก่าที่พลัดพรายเข้าไว้ในหอหลวง ที่ได้มาแต่งให้พระราชพงษาวดารมีขึ้นบริบูรณ์สำหรับพระนครดังแต่ก่อนเปนการในรัชกาล ที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ควรเฉลิมเปนพระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ได้ทรงรวบรวมแลชำระหนังสืออันเปนตำราสำหรับบ้านเมืองสำเร็จถึง ๓ อย่าง คือสังคายนาพระไตรปิฏกอย่าง ๑ ชำระพระราชกำหนดกฎหมายอย่าง ๑ ชำระพระราชพงษาวดารอย่าง ๑ พระราชพงษาวดารที่ชำระในรัชกาลที่ ๑ นั้น ไม่ใช่แต่ซ่อมแซมของเก่าที่ฉบับขาดอย่างเดียว ได้แต่งเรื่องพระราชพงษาวดารต่อลงมาจนถึงเสียกรุงเก่าด้วยอิกตอน ๑

๕. ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๓ จะเปนในปีใดยังไม่พบ จดหมายเหตุพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนาสมเด็จกรมพระ ปรมานุชิตชิโนรส แต่ยังดำรงพระยศเปนกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ให้ทรงชำระเรื่องพระราชพงษาวดารอิกครั้ง ๑ พระราชพงษาวดารที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระสำเร็จรูปเปนฉบับที่หมอบรัดเลพิมพ์ สังเกตดูทางสำนวนในตอนข้างต้นที่แต่งมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ แล้วนั้น เปนแต่แก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำให้เพราะขึ้น ส่วนตัวเรื่องพระราชพงษาวดารได้แต่งต่อมาอิกตอน ๑ เริ่มแต่พระเจ้ากรุงธนบุรีหนีออกจากกรุงเก่า จดไว้ในหนังสือฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ว่าแผ่นดินพระเจ้าตาก (สิน) แต่งเรื่องตลอดรัชกาลกรุงธนบุรีแลต่อมาในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร จนถึงเจ้าพระยายมราชยกกองทัพออกไปเมืองทวาย เมื่อปีชวดจัตวาศกจุลศักราช ๑๑๕๔ พ.ศ. ๒๓๓๕ ความที่กล่าวตอนนี้ไม่ต้องอ้างหลักฐานด้วยบรรดาผู้ศึกษาโบราณคดีทราบอยู่ทั่วกันแล้ว

๖. ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ ราวปีเถาะสัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงช่วยกันชำระหนังสือพระราชพงษาวดารอิกครั้ง ๑ ความข้อนี้มีปรากฏในพระราชหัดถเลขาถึง เซอ ยอนเบาริง ในปีนั้น มีสำเนาพิมพ์ไว้ในหนังสือเรื่องเมืองไทยที่เขาแต่งเล่ม ๒ น่า ๔๔๔ การชำระครั้งรัชกาลที่ ๔ แก้ไขถ้อยคำเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนตัวเรื่องก็ได้ทรงแก้ไขเพิ่มเติมในตอนที่แต่งมาแล้วหลายแห่ง แต่ไม่ได้ทรงแต่งเรื่องต่อ สำเร็จรูปเปนหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับพระราชหัดถเลขา ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดชทรงพิมพ์เปนครั้งแรก เมื่อปีชวดจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๔๗ พ.ศ. ๒๔๕๕

๗. ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านพิภพเมื่อปีมโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ พ.ศ. ๒๔๑๑ ในปีนั้นเอง มีรับสั่งให้เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ บุนนาค) แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรต่อจากที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสได้ทรงแต่งค้างไว้ เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ท่านเก็บรวบรวมจดหมายเหตุต่าง ๆ เปนต้นว่า หมายรับสั่งแลท้องตรา ใบบอกหัวเมือง ซึ่งมีอยู่ตามต่างกระทรวงไปรวบรวมแต่งพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรขึ้น ทั้ง ๔ รัชกาล แต่งแล้วถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ทรงตรวจอิกชั้น ๑ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หนังสือพระราชพงษาวดารที่เจ้าพระยาทิพากรวงษ์แต่งทำเร็วเปนอัศจรรย์ หนังสือราว ๑๐๐ เล่มสมุดไทย แต่งแล้วได้ถวายภายใน ๒ ปี ต่อมาถึงปีฉลูตรีศกจุลศักราช ๑๒๖๓ พ.ศ .๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะให้พิมพ์หนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร ทรงพระราชดำริห์ว่าหนังสือที่เจ้าพระยาทิพากรวงษ์แต่งไว้เปนด้วยรีบทำ ยังไม่เรียบร้อยควรแก่การพิมพ์ทีเดียว จึงมีรับสั่งให้ข้าพเจ้ารับน่าที่ตรวจชำระหนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร สำหรับการที่จะพิมพ์ตามพระราชประสงค์ ข้าพเจ้าได้ตรวจชำระส่วนรัชกาลที่ ๑ สำเร็จ แลได้พิมพ์แต่ในปีนั้นรัชกาลที่ ๑ ครั้นตรวจมาถึงรัชกาลที่ ๒ เห็นฉบับเดิมบกพร่องมากนัก เรื่องราวเหตุการณ์ในรัชกาลที่ ๒ ยังมีอยู่ในหนังสืออื่น เปนหนังสือต่างประเทศโดยมาก ควรจะรวบรวมเรื่องตรวจเสียใหม่ แล้วจึงค่อยพิมพ์จึงจะดี ด้วยเหตุนี้ประการ ๑ ประกอบกับที่ข้าพเจ้าติดธุระในตำแหน่งราชการมากด้วยอิกประการ ๑ การที่จะตรวจชำระหนังสือพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ จึงได้ค้างมา แต่ก็มิได้เสียเวลาเปล่า ด้วยในระหว่างนั้นข้าพเจ้าได้เอาเปนธุระเสาะแสวงหาแลรวบรวมหนังสือต่าง ๆ ซึ่งเนื่องด้วยพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ มาโดยลำดับ พึ่งมาได้ลงมือแต่งเมื่อปีฉลูเบญจศกจุลศักราช ๑๒๗๕ พ.ศ. ๒๔๕๖ เดี๋ยวนี้หนังสือนั้นกำลังพิมพ์อยู่ ท่านทั้งหลายคงจะได้อ่านในไม่ช้านัก ประวัติของหนังสือพระราชพงษาวดารเท่าที่ข้าพเจ้าทราบความมีดังอธิบายมานี้

หนังสือพงษาวดารเมืองละแวกนั้น ที่จริงเปนเรื่องพงษาวดารกรุงกัมพูชา มิใช่พงษาวดารเมืองละแวก ที่เรียกชื่อหนังสือเรื่องนี้ว่าพงษาวดารเมืองละแวก จะเปนด้วยได้หนังสือนี้มาจากเมืองละแวก หรือมิฉนั้นเรียกตามคติโบราณเมื่อเมืองละแวกเปนราชธานีของกรุงกัมพูชา เริ่มแต่สมัยเมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชครองกรุงศรีอยุทธยาเรียกเมืองละแวกหมายความอันเดียวกันว่ากรุงกัมพูชา เหมือนอย่างเรียกกรุงศรีอยุทธยา หมายความว่ากรุงสยามทั่วไปฉนั้น ถึงในหนังสือพระราชพงษาวดารของเราที่แต่งมาแต่ครั้งกรุงเก่า ก็เรียกชื่อโดยนิยมอย่างว่านี้ เช่น พระยาละแวกยกกองทัพเข้ามากวาดครัวแลรบพุ่งถึงในเมืองไทยครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แลที่กล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จยกกองทัพหลวงลงไปตีเมืองละแวก จับพระยาละแวกได้ให้ทำพิธีปฐมกรรม ก็หมายความว่ากรุงกัมพูชาทั้งนั้น

หนังสือพงษาวดารเมืองละแวกที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๔ นี้ มีบานแพนกปรากฎรู้ได้ว่านักพระองค์เอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเปนพระราชบุตรบุญธรรมมาแต่ยังเยาว์ แลพระราชทานอภิเศกเปนสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดี ศรีสุริโยดม บรมสุรินทรา มหาจักรพรรดิราช บรมนารถบพิตร ออกไปครองกรุงกัมพูชาเมื่อปีขาลฉศก จุลศักราช ๑๑๕๖ พ.ศ. ๒๓๓๗ สมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีออกไปอยู่กรุงกัมพูชา ส่งหนังสือพงษาวดารฉบับนี้เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดให้แปลเปนภาษาไทยสำเร็จเมื่อณวันพฤหัศบดี เดือน ๗ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมโรงอัฐศก จุลศักราช ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ คิดสันนิฐานดูเข้าใจว่า ในเวลานั้นหนังสือพงษาวดารเขมรจะไม่มีฉบับที่ดีอยู่ในกรุงเทพ ฯ เมื่ออภิเศกสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดีออกไปครองเมือง เห็นจะมีรับสั่งออกไปให้สืบหาหนังสือพงษาวดารเขมรส่งเข้ามาถวาย ในเวลานั้นกรุงกัมพูชาก็กำลังยับเยิน ด้วยถูกข้าศึกภายนอกเข้าไปตี แลเกิดเหตุจลาจลภายในติดต่อกันมากว่า ๒๐ ปี สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีเทียวสืบเสาะหาหนังสือพงษาวดาร จึงได้แต่ฉบับนี้มาถวายเปนฉบับอย่างย่อแลข้อความไม่ถูกถ้วน แต่เชื่อได้ว่าเปนหนังสือพงษาวดารเขมรฉบับแรกที่ได้มาในครั้งกรุงรัตนโกสินทรนี้ ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้นักพระองค์ด้วง โอรสสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดี ซึ่งได้เปนสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี สืบเสาะหาหนังสือพงษาวดารเขมรถวายอิกครั้ง ๑ สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีส่งพงษาวดารเขมรเข้ามาถวายอิกฉบับ ๑ เนื้อความถ้วนถี่ถูกต้องพิศดารดีกว่าพงษาวดารเมืองละแวกที่ได้มาเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ เข้าใจว่าจะถึงรวบรวมหนังสือเก่าที่หาได้ แลมาประชุมพระยาพระเขมรแต่งเรื่องเพิ่มเติมต่อมากเพราะมีเรื่องพงษาวดารลงมาจนถึงปีขาลสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๘๐ พ.ศ. ๒๓๖๑ ตรงสมัยในรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทรนี้ หนังสือพงษาวดารเขมรฉบับที่ได้มาในรัชกาลที่ ๔ นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้แปลเปนภาษาไทย สำเร็จเมื่อณวันพฤหัศบดี เดือน ๘ บุรพาสาธ แรม ๖ ค่ำ ปีเถาะสัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ แลได้พิมพ์แล้วในหนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๑

ต่อมาเมื่อหาหนังสือรวบรวมเข้าหอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อตั้งเปนหอพระสมุดสำหรับพระนคร ข้าพเจ้าได้ให้สืบสวนที่กรุงกัมพูชาจะหาหนังสือพงษาวดารเขมรอิก ได้ความว่าฉบับที่แปลครั้งรัชกาลที่ ๔ นี้ เปนฉบับดีที่สุดที่เขามีอยู่ เขากลับถามว่าที่ในกรุงเทพฯ นี้ มีหนังสือพงษาวดารเขมรฉบับอื่นที่ดีกว่าฉบับนั้นบ้างหรือไม่ ถ้ามีขอให้ช่วยคัดให้ไปไว้สำหรับกรุงกัมพูชา ตามความที่ปรากฎดังแสดงมานี้ เปนยุติได้ว่า หนังสือพงษาวดารเขมรที่แปลเมื่อในรัชกาลที่ ๔ นั้น เปนพงษาวดารเขมรที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในเวลานี้

หนังสือพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ที่พิมพ์ในหนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๔ นี้ เปนหนังสือใหม่ ทั้งการที่รวบรวมเรื่อง แลการที่แต่ง หม่อมอมรวงษ์วิจิตรเปนนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบชั้นแรก ได้เรียนวิชาความรู้สอบได้เต็มที่แล้ว จึงออกไป รับราชการ มีตำแหน่งอยู่ในกระทรวงอื่นก่อน แล้วย้ายมาอยู่กระทรวงมหาดไทยสมัคออกไปรับราชการในมณฑลอิสาณ คือที่แบ่งเปนมณฑลอุบลราชธานี แลมณฑลร้อยเอ็จทุกวันนี้ แต่ครั้งพระเจ้าบรมวงษ์เธอกรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ยังเปนข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการรวมเปนมณฑลเดียวกัน ได้เปนตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยขึ้นไปจนได้เปนปลัดมณฑล ถ้าหากอยู่มาจนปานนี้ ไม่สิ้นชีพเสีย ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า คงจะได้รับพระราชทานเกียรติยศ แลบันดาศักดิสูงขึ้น แม้กล่าวในเหตุที่หม่อมอมรวงษ์วิจิตรสิ้นชีพผู้อ่านก็จะแลเห็นได้ว่า หม่อมอมรวงษ์วิจิตรเปนผู้มีอัชฌาไศรยอย่างไร คือเมื่อปีมแมนพศก จุลศักราช ๑๒๖๙ พ.ศ. ๒๔๕๐ มีราชการเกิดขึ้นทางชายแดนซึ่งจำจะต้องส่งข้าราชการผู้รู้ราชการออกไปพบปะกับข้าหลวงฝรั่งเศส เวลานั้นเปนฤดูฝน ทางที่จะไปต้องไปในดงที่ไข้ร้าย หม่อมอมรวงษ์วิจิตรรับอาสาออกไป ก็ไปเปนไข้กลางทาง แต่ไม่ยอมกลับ ทำแคร่ให้คนหามออกไปราชการทั้งเปนไข้จนสำเร็จราชการแล้ว ขากลับมาหมดกำลังทนพิศม์ไข้ไม่ได้ สิ้นชีพในระหว่างทางที่มา เมื่อณวันที่ ๑๑ ตุลาคม ปีวอกสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๗๐ พ.ศ. ๒๔๕๑ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงยกย่องความชอบของหม่อมอมรวงษ์วิจิตร ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทว่า เมื่อหม่อมอมรวงษ์วิจิตรมีชีวิตรอยู่ ได้แบ่งเงินเดือนส่งเข้ามาเลี้ยงหม่อมเจ้าเมฆินทร์ผู้บิดาเสมอ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ พระราชทานเงินพระคลังข้างที่เลี้ยงหม่อมเจ้าเมฆินทร์ เท่าที่ได้เคยรับจากหม่อมอมรวงษ์วิจิตรทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้ ก็พระราชทานต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนภรรยาของหม่อมอมรวงษ์วิจิตร ก็ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญเต็มตามพระราชบัญญัติ ฐานที่สามีไปสิ้นชีพในเวลาทำราชการ ยังหม่อมหลวงอุรา (คเนจร ณกรุงเทพ) ซึ่งเปนบุตรชายใหญ่ของหม่อมอมรวงษ์วิจิตร บิดาได้ถวายเปนมหาดเล็กข้าหลวงเดิมไว้ ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้ ก็ทรงพระกรุณาชุบเกล้าชุบกระหม่อมเลี้ยง เวลานี้มียศเปนจ่า มีบันดาศักดิเปนที่ พระทรงพลราบ รับราชการอยู่ในกรมพระอัศวราช

หนังสือพงษาวดารมณฑลอิสาณนี้ไม่ได้มีผู้ใดสั่งให้หม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่ง หม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่งโดยอำเภอใจในเวลาว่างราชการ ด้วยรักวิชาความรู้ แลเจตนาจะให้เปนประโยชน์ต่อราชการบ้านเมือง เที่ยวสืบถามตามผู้รู้ในเวลาเที่ยวตรวจหัวเมืองบ้าง ดูจากหนังสือราชการที่มีอยู่ในมณฑลบ้าง แลอาไศรยหนังสือพงษาวดารต่าง ๆ ที่จะซื้อหาได้บ้าง เมื่อแต่งได้สักหน่อย ๑ หม่อมอมรวงษ์วิจิตร มีราชการเข้ามากรุงเทพ ฯ ได้พาหนังสือเรื่องนี้มามอบไว้ให้ข้าพเจ้าตรวจ ข้าพเจ้าตรวจแล้วส่งกลับไปให้หม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่งต่อจนสำเร็จ ได้ส่งเข้ามาให้ข้าพเจ้าครั้งหลังเมื่อก่อนหม่อมอมรวงษ์วิจิตรจะสิ้นชีพสักหน่อย ๑ ยังไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะได้ทำอย่างไร เปนแต่ให้เก็บรักษาหนังสือนั้นไว้ในกระทรวงมหาดไทย ครั้นเมื่อได้ข่าวว่าหม่อมอมรวงษ์วิจิตรสิ้นชีพ มารฦกขึ้นได้ถึงหนังสือเรื่องนี้ จำไม่ได้ว่าส่งเข้ามาแล้วหรือยัง ให้ค้นหาในกระทรวง บังเอิญหนังสือนี้ไปซุกอยู่เสียผิดที่หาไม่ได้ ให้ถามออกไปยังมณฑลก็ไม่ได้ความ จึงทอดธุระว่าจะหายสูญ มีความเสียดายมาช้านาน พึ่งมาค้นพบหนังสือนี้เมื่อก่อนข้าพเจ้าจะออกจากกระทรวงมหาดไทยไม่ช้านัก จึงได้ส่งต้นฉบับมารักษาไว้ในหอพระสมุดสำหรับพระนคร เพื่อจะได้พิมพ์ในโอกาศที่สมควร มีโอกาศจึงได้พิมพ์ในครั้งนี้

ข้าพเจ้ารู้สึกว่าคำนำนี้ออกจะยืดยาวไปสักหน่อย การแต่งคำนำที่ข้าพเจ้าได้ทำมาไม่เคยกำหนดข้อสั้นยาว แล้วแต่เรื่องจะพาไป บางเรื่องก็ยาว บางเรื่องก็สั้น ดูไม่อยู่ในอำนาจแม้ตัวข้าพเจ้าผู้ที่แต่งเองจะกำหนดได้ว่าจะให้สั้นให้ยาวเพียงใด แต่ได้ถือเปนคติตั้งใจรักษาคลองกุศลธรรม อันเปนเจตนาของผู้พิมพ์หนังสือมิให้เสื่อมเสีย หนังสือประชุมพงษาวดารภาคที่ ๔ นี้ พระยาศรีสำรวจพิมพ์ด้วยประสงค์จะแจกในงานทำบุญปลงศพสนองคุณมารดา เปนการกุศลอันบริสุทธิซึ่งมิได้เลือกหน้าว่าผู้ใด เมื่อทราบแล้วคงจะอนุโมทนาความกตัญญูกตเวทีของพระยาศรีสำรวจ ในส่วนบำเพ็ญการกุศลปลงศพมารดาตามน่าที่ของบุตร ยังส่วนประโยชน์กล่าวคือความรู้ซึ่งจะได้แก่ผู้อ่านหนังสือนี้ ก็เปนกุศลนับในธรรมทานที่พระยาศรีสำรวจได้บำเพ็ญอิกอย่าง ๑ เรื่องราวกล่าวประวัติของหนังสือ แม้จะยาวก็เปนส่วนข้างให้ความรู้ข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวเล่าประวัติของหม่อมอมรวงษ์วิจิตรผู้แต่งหนังสือพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณนั้น การที่ยกย่องตัวอย่างข้าราชการที่ทำความดีมาให้ปรากฎ ก็เห็นว่าเปนกุศลธรรม แม้ผู้ใดได้อ่านแลทราบความจากหนังสือนี้ แลไปประพฤติตาม ก็ชื่อว่าหนังสือนี้ได้ทำประโยชน์ แต่ยังมีอิกข้อ ๑ ซึ่งข้าพเจ้ามีความประสงค์โดยเฉภาะ ที่เอาเรื่องหม่อมอมรวงษ์วิจิตรมากล่าวในที่นี้ ด้วยทุกวันนี้ข้าราชการที่ได้เล่าเรียนมีความรู้ออกไปรับราชการมีตำแหน่งอยู่ตามหัวเมืองก็มาก ถ้าใช้เวลาว่างในทางสืบเสาะพงษาวดารแลโบราณคดี หรือแม้จะเปนขนบธรรมเนียมในท้องที่ ๆ ไปอยู่ จดขึ้นไว้เล่นเช่นหม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่งพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ถึงจะทำได้ไม่มาก ทำเพียงเท่าที่รู้ที่เห็น เอาเวลาว่างใช้ในทางที่จะเกิดประโยชน์อย่างนี้บ้างดูก็จะดี ถึงอย่างต่ำก็ไม่มีโทษในที่ทั้งปวง.

ดำรงราชานุภาพ
หอพระสมุดวชิรญาณ
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๘

กลับไปหน้าหลัก
ถัดไป Gtk-go-forward-ltr.svg