ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕๓

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๕๓ พงษาวดารเมืองสงขลา พงษาวดารเมืองนครศรีธรรมราช พงษาวดารเมืองพัทลุง

นางสวิง เสวตะทัต พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพ นายพันตำรวจเอก พระยาอาชญาพิทักษ์ (เกษ สุนทรรัตน์) เมื่อปีมะเมีย พ.ศ. ๒๔๗๓

โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร

คำนำ นางสวิง เสวตะทัต จะทำการปลงศพสนองคุณ นายพัน ตำรวจเอก พระยาอาชญาพิทักษ (เกษสุนทรรัตน์) ผู้เป็นบิดา ให้แจ้งความมายังราชบัณฑิตยสภา ขออนุญาตพิมพ์หนังสือเรื่องพงศาว ดารเมืองสงขลา พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช และพงศาวดารเมืองพัทลุง ซึ่งราชบัณฑิตยสภาได้เตรียมเรื่องส่งไปเรียงพิมพ์ ไว้นานแล้ว ราชบัณฑิตจึงอนุญาตให้ตามประสงค์ หนังสือพงศาวดารทั้ง๓เรื่องนี้ ที่เป็นสำนวนเรื่องอื่นราชบัณฑิตยสภา ได้รวมพิมพ์แล้วก็มี เช่นเรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช พิมพ์แล้ว ในประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒ พงศาวดารเมืองสงขลาพิมพ์ในประชุมพง ศาวดารภาคที่ ๓ พงศาวดารเมืองพัทลุง พิมพ์เป็นประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑๕ แต่สาํนวนและข้อความมีผิดแผกแปลกกันทุกสาํนวน ผู้สนใจในทางโบราณคดีอาจได้ความรู้แปลกออกไปเมื่อได้อานประชุมพงศาวดารเล่มนี้ การพิมพ์ประชุมพงศาวดารเล่มนี้ได้พิมพ์ไว้ตามโวหารสาํนวนของ ผู้แต่งเดิมมิได้เปลี่ยนแปลงแก้ไข ข้อความใดที่ผิดจากพระราชพง ศาวดาร สมเด็จกรมพระยาดาํรงราชานุภาพได้ทรงบันทึกไว้ตามเชิง กระดาษ ข้อความที่ควรอธิบายให้เด่นชัดขื้น ก็ได้ทรงบันทึกไว้ เหมือนกัน อนึ่งในการพิมพ์หนังสือเรื่องนี้ เจ้าภาพได้เรื่องประวัติของผู้ มรณะส่งมาขอให้พิมพ์ไว้เป็นที่ระลึกดว้ย จึงได้พิมพ์ไว้ต่อคำนำนี้ไป

ราชบันฑิตยสภา วันที่ ๒๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๓


นายพันตำรวจเอก พระยาอาชญาพิทักษ์(เกษ สุนทรรัตน์) ต,จ,ว ต,ม บ,ช ร,จ,ม

ประวัติ นายพันตำรวจเอก พระยาอาชญาพิทักษ์ (เกษ สุนทรรัตน์ ) ต,จ,ว, ต,ม, บ,ช, ร,จ,ม, พระยาอาชญาพิทักษ์ เกิดวันที่ ๕ เดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๒๑ ตรงกับปีขาล วันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๙ จุลศักราช ๑๒๔๐ ณบ้าน หลังวัดอนงคาราม จังหวัดธนบุรี เป็นบุตร์นายแก้ว นางสุ่น เมื่อปฐมวัยได้เข้าศึกษาหนังสือไทยที่โรงเรียนวัดพิไชยญาติการามสอบได้ชั้นประโยค ๑ แล้วย้ายไปเรียนหนังสืออังกฤษที่โรงเรียนวัด มหรรณพาราม สอบได้ชั้น ๕ ภาษาอังกฤษ เมื่ออายุครบอุปสมบท ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดอนงคาราม ครั้นลาสิกขาบทแล้วจึงเข้าสมัคเป็นนักเรียนนายร้อยตำรวจภูธรที่จังหวัด นครราชสิมา เมื่อวันที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ ได้รับเงินเดือน ๆ ละ ๑๒ บาท ถึงวันที่ ๑ สิงหาคม ปีนั้นได้รับยศเป็นนายร้อยตำราจตรี ไป ประจำที่สถานีอำเภอพะเยา จังหวัดเชียงราย ได้รับพระราชทาน เงินเดือน ๆ ละ ๘๐ บาท วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๖ ได้ย้ายมาเป็นผู้บังคับการโรงเรียน นายร้อยตำราจภูธร ที่จังหวัดนครปฐม ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๑๒๐ บาท




(๒) วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๗ ได้ย้ายไปเปนผู้บังคับการตำรวจภูธร มณฑลปัตตานี ถึงเดือนมิถุนายนในปีนั้น ได้รับพระราชทาน บรรดาศักดิ์เป็นขุนอาชญาพิทักษ์ และเลื่อนยศเป็นนายร้อยตำรวจเอก วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๘ กลับเข้ามารับราชการณกรุงเทพ ฯ ในตำแหน่งปลัดกรม ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๒๐๐ บาท พ.ศ. ๒๔๔๙ กลับไปรับราชการเป็นผู้บังคับการที่มณพลปัตตานี ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๒๒๐ บาท ถึง พ.ศ. ๒๔๕๑ ได้รับพรราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๒๖๐ บาท และ ได้เลื่อนยศเป็นนายพันตำรวจตี เมื่อวันที่ ๑๖ กรกฎาคมปีนี้ วันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๕๒ ได้เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นหลวง ในราชทินนามเดิม วันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ย้ายจากมณฑลปัตตานีไปเป็น ผู้บังคับการตำรวจภูธรมณฑลภูเก็จ ครั้นวันที่ ๙ เมษายน ศกนั้น ได้ เลื่อนยศเป็นนายพันตำรวจโท ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๓๐๐ บาท วันที่ ๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๕๖ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นพระ ในราชทินนามเดิม พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๕๐๐ บาท วันที่ ๒๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๑ ได้รับพระราชทานยศเป็นนายพันตำรวจเอก วันที่ ๒๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๓ ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิเป็นพรยาอาชญาพิทักษ์


(๓) พ.ศ. ๒๔๖๔ ได้รับพระราชทานเงินเดือน ๆ ละ ๕๕๐ บาท จน พ.ศ. ๒๔๖๙ ได้เลื่อนขึ้นเป็นเดือนละ ๖๐๐ บาท วันที่ ๓๑ พฤษาคม พ.ศ ๒๔๖๙ ได้ย้ายไปเป็นผู้บังคับการ ตำรวจภูธรมณฑลนครศรีธรรมราช พ.ศ. ๒๔๗๐ ได้ย้ายไปเป็นบังคับการตำรวจภูธรมณฑลนครสวรรค์ ในเดือนตุลาคม พ.ศ. ๒๔๗๒ กลับจากตรวจราชการ ได้ป่วยเป็นไข้มาลาเลีย ภายหลังออาการหนักพิษกำเริบขึ้นสมอง ลงมารักษาตัว ที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อาการมีแต่ทรงกับทรุด ครั้นถึงวันที่ ๑๒ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๒ เวลาเที่ยงกับ ๒๕ นาที ได้ ถึงอนิจจกรรม ที่โรงพยาบาลนั้น สรุปอายุได้ ๕๒ ปี ในราชการเสือป่า ได้รับพระราชทานยศขั้นต้นเป็นนายหมู่ตรี เป็น ลำดับขื้นไปถึงเป็นนายกองโท ราชการพิเศษ เมื่อวันที่ ๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๔๕ ไปปราบพวก เงี้ยวทำการจลาจลที่จังหวัดแพ่ร ในหน้าที่ผู้บังคับหมวด แล้วไปรักษา การอยู่จังหวัดลำปาง และเป็นผู้บังคับกองอยู่จังหวัดพะเยา พ.ศ. ๒๔๕๕ ไปปราบพวกที่แสดงตนอวดอ้างว่าเป็นผู้วิเศษที่ จังหวัดยะลา และสืบจับหัวหน้าผู้ก่อการจลาจลได้ เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้เป็นผู้สมทบจับชนชาติ ศัตรู ( เยอรมัน ) เคื่รองราชอิสสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทาน มงกุฎสยามชั้น ๕ ช้างเผือกชั้น ๔ มงกุฎสยามชั้น ๔ ช้างเผือกชั้น ๔ มงกุฎสยามชั้น ๓


(๔) ตติยจุลจอมเกล้าวิเศษ นอกจากนั้นยังได้รับพระราชทานเหรียญ รัชชมงคล เหรียญรัชชมงคลาภิเษก เหรียญบรมราชาภิเษก รัชชกาลที่ ๖ เหรียญจักรมาลา เหรียญบรมราชาภิเษกรัชชกาลปัจจุบัน และเหรียญศารทูลมาลา พระยาอาชญาพิทักษ์ ( เกษ สุนทรรัตน์ ) เป็นผู้หนึ่งที่มีความ บากบั่นตรากตรำในหน้าที่ราชการไม่มีความท้อถอย เป็นผู้ที่ผู้น้อยซึ่งอยู่ ใต้บังคับบัญชานับถือและยำเกรง และเป็นผู้มีอัธยาศรัยกว้างขวาง มีมิตรสหายมาก เมื่อถึงอนิจจกรรมคงมีบุตรและบุตรี เกิดด้วย คุณหญิงอาชญาพิทักษ์ ( สุด ) หลานพระยาสุรเสนา ( บุญคง บุณยเกียรติ ) ๒ คน คือ สวิง ภรรยานายร้อยตำรวจตรี พุฒ เสวตะทัด และนายสมนึก และมีบุตรีเกิดด้วยนางม้วนอีกคน ๑ ชื่อเด็กหญิงกมล







พงษาวดารเมืองสงขลา ของเจ้าพระยาวิเชียรศรีบุญสังข์ ตอนที่ ๑ แต่งเมื่อปีเถาะ จุลศักราช ๑๒๐๗

? วันอาทิตย์เดือนอ้ายแรมสิบสามค่ำ จุลศักราชได้ ๑๒๐๗ ปีเถาะนักษัตรสัปตศก เพลา ๓ โมงเช้า พระยาวิเชียรคิรี ศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รวมภักดี พิริยพาหะ ผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลาที่ ๔ นั่งณจวน พร้อมดัวยกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อย ปรารภถึงวงษ์สกูลว่า ได้ครองเมืองสงขลามาแต่ครั้งไหน สักกี่ชั่ว มาแล้ว หามีผู้ใดจะเล่าได้ไม่ กรมการผู้ใหญ่ผู่น้อยที่สูงอายุ เมื่อครั่งพณหัวเจ้าท่าน เจ้าพระยาอินคิรีศรีสงคราม ผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลา ก็ล่วงไปสิ้น เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการให้สืบหาผู้ มีชื่อที่ได้ทำราชการครั่ง ฯ พณ ฯ เจ้าพระยาสงขลาจะมีอยู่แห่งใดบ้าง จะได้สืบเรื่องราวราชการบ้านเมืองแต่ก่อน บุตรหลานจะทำราชการ ไปเมือน่าจะได้ ว่าวงษ์สกูลรับราชการว่ารั้งเมืองสงขลาแต่ครั้งนั้น ได้ความว่าขุนพรหมเสนา ตั้งเรือนอยู่บ้านมะม่วงหวาน เช่นกรมการ คั้งเจ้าพระยาสงขลาที่ ๑ มีอยู่คนหนึ่งอายุได้ ๘๕ ปี ได้เอาตัว ๑




๒ ขุนพรหมเสนามาสืบ ขุนพรหมเสนาเล่าว่า บิดาขุนพรหมเสนาเป็น หลวงยกบัตร ตั้งเรือนอยู้บ้านหัวเขาคุมไพร่ส่วยดีบุก เมื่ออายุ ขุนพรหมเสนาได้ ๑๑ ปี ๑๒ ปี ขุนพรหมเสนาได้ยินหลวงยกรบัตรบิดาขุนพรหมเสนาเล่าว่า ครั้งแผ่นดินเจ้าฟ้าดอกเดือ ตั้งเมืองที่ กรุงเก่า เมือพม่ายกกองทัพมาตีกรุงเก่าได้ ( เมื่อจุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุญนพศก ) พม่าตีแตกมากระทั่งเมืองชุมพรไชยา พวกกอง ทัพมากวาดเอาครอบครัวไทยไปเปนอันมาก เมื่อครั้งนั้นเมืองนคร ตั้งตัวขึ้นเปนเจ้า ให้เจ้าไชยฤทธิน้องเขยเจ้านครเปนวังน่า เมือง ถลาง เมืองตะกั่วทุ่ง เมืองตะกั่วป่า เมืองพัทลุง เมืองสงขลา ขึ้นกับเมืองนคร เมื่อครั้งกรุงเก่ายังไม่เสียแก่พม่า ว่าให้จีน เมืองไทยเปนพระยาเมืองตาก ครั้นกรุงเก่าเสียแก่พม่า ขณะนั้น พระยาตากพาอพยพหนี ครั้นพม่ายกกองทัพกลับไป กรุงศรีอยุธยา หามีผู้ใดว่าราชการบ้านเมืองอยู่ไม่ พระยาตากคิดอ่านเกลี้ยกล่อม ซ่องสุมผู้คนได้มาก จึงพระยาตากตั้งตัวขึ้นเปนเจ้า ( ลงมาตั้งกรุง ธนบุรีเปนราชธานี ) ฝ่ายปากใต้เมืองชุมพรเมืองไชยาขึ้นเจ้าตาก เมืองนครหาขึ้นกับเจ้าตากไม่ เจ้าตากแต่งให้คนมาสู่ขอบุตรผู้หญิง เจ้านคร ๆ ไม่ยอมให้ เจ้าตากเคืองมาก จึงจัดกองทัพเรือทัพบก ยกมาตีเมืองนคร ขณะนั้นหลวงวิเถียนเปนญาติกับเจ้านคร ๆ ให้ หลวงวิเถียนมาเปนพระยาสงขลา เจ้านครมีมาตรามาถึงพระยาพัทลุง

๑ ที่จริงเจ้าฟ้าเอกทัศจึงจะกูล


๓ พระยาสงขลา ว่ากองทัพเจ้าตากยกมาตีเมืองนคร ให้พระยาพัทลุง พระยาสงขลายกกองทัพไปช่วย พระยาพัทลุงพระยาสงขลายกกอง ทัพไปเมืองนคร คนในเมืองนครมาก กองทัพเจ้าตากน้อยเข้าหักโหมเอาไม่ได้ รอทัพอยู่ กองทัพเจ้าตากขัดเสบียงอาหารลง ยกกองกลับไปเมืองประทัพอยู่ไชยา เจ้านครเห็นว่ากองทัพเจ้าตากกลับเเล้ว เจ้านครมีงานเล่นลครให้พระยาพัทลุง พระยาสงขลาดู เจ็ดวันเสร็จงานแล้ว สั่งให้พระยาพัทลุงพระยาสงขลายกกองทัพกลับไปบ้านเมือง ? ขณะนั้นเจ้าไชยฤทธิ ที่เจ้านครให้เป็นวังน่า เดิมเป็น ชาวกรุงเทพพระมหานคร คุ้นเคยกันกับเจ้าตาก ตรอกเห็นว่าถ้าเจ้าตากตีเมืองนครได้แล้วจะขอเป็นเมืองนคร เจ้าไชยฤทธิจึงแต่ง ให้คนถือหนังสือไปถึงเจ้าตาก ว่ากองทัพเมืองพัทลุงเมืองสงขลาเลิกกลับไปแล้ว คนในเมืองมีอยู่แต่น้อย ให้เจ้าตากยกกองทัพไปตีเอาเมืองนครเห็นจะได้โดยง่าย เจ้าตากเห็นการจะสำเร็จ จึงยกทัพมาตีเมืองนคร เจ้านครเห็นว่าผู้คนน้อยตัวสู้ไม่ได้ พาอพยพหนีมาเมืองสงขลา เลยพ้นไปแขวเมืองเทพา เจ้าตากเข้าตีเอาเมืองนครได้ จัดแจงเมืองนครเสร็จแล้ว เจ้าตากก็ยกทัพมาเลย เมืองสงขลา ตั้งพระตำหนักอยู่ที่ทุ่งบ่อเตย เจ้าตากให้หาพระยา สงขลาวิเถียนมาเฆี่ยนจำใว้ ให้กองทัพยกมาตามเจ้านครไปเมืองเทพา

๒ เมื่อตีไม่ได้คราวแรกนั้น พระเจ้ากรุงธนบุรีมิได้เสด็จเอง


๔ จับตัวเจ้านครแลบุตรภรรยาได้มาจำไว้ที่เมืองสงขลา เจ้าตากให้ถอด พระยาสงขลาวิเถียนออกจากราชการ ตั้งนายโยมบิดานายรองเปนพระยาสงขลา ให้อยู่กับเมืองนคร เจ้าตากมาประทับอยู่ที่เมือง สงขลา จอมแหลมสนบิดาเจ้าพระยาสงขลารับทำอากรรังนกเกาะห้า รับอากรมาแต่ผู้ใดจะเปนเงินส่วยเท่าใดขุนพรหมเสนาไม่แจ้ง จอมแหลมส่นมีบุตรผู้ชายห้าคน พี่ผู้ใหญ่ที่หนึชื่อเยี่ยน ที่สองชื่อหนูที่สามชื่อซินเสง ที่สี่ชื่อเถียนเซง ที่ห้าชื่อยกเซง รวมกันห้าคนจอมแหลมสนถวายตัวทำบาญชีรายบุตรภรรยาข้าทาษชายหญิงทรัพย์ สิ่งของทูลเกล้า ฯ ถวายเจ้าตาก ๆ ดำรัสว่ามาหลายบ้านมาหลายเมืองแล้ว หามีผู้ใดจะมาสามีภักดิเหมือนอย่างนี้ไม่ รับสั่งว่าสิ่งของ ทั้งนั้นคือให้จอมแหลมสนเอาไว้เปนทุนค้าขายเถิด ให้รับเอาแต่ ยาแดงห้าลังแจกให้นายทัพนายกอง กับขอเอาบุตรผู้ชายชื่อซินเสงน้องที่สามไปใช้สอยคนหนึ่ง แล้วรับสั่งกับชันกับนายทัพนายกองว่าอย่าให้พวกกองทัพไปทำอันตรายสิ่งหนึ่งสิ่งใดในบ้านแหลมสน ครั้นเสร็จราชการกองทัพกลับเข้าไปฌกรุงเทพมหานคร เอาตัวเจ้านคร พระยาสงขลาวิเถียนบุภรรยาเข้าไปด้วย ? ครั้งนั้นพอซินเสงเปนมหาดเล์กติดไปกับเจ้าตาก เจ้าตากกลับเข้าไปถึงกรุงเทพมหานคร เจ้าตากเอาบุตรเจ้านครเปนห้ามคนหนึ่ง แล้วรับสั่งให้ภาคทัณฑ์โทษเจ้านครไว้ โปรดให้เจ้านครออกมาเปนเจ้านครต่อไป พระยาสงขลาวิเถียนติดคุกอยู่ณกรุงเทพ



๕ พระมหานคร โปรดให้แต่หม่อมเหมภรรยากลับมาเมืองสงขลา หม่อมเหมมาตั้งเรือนอยู่บ้านแหลมสน พระสงขลาโยมบิดาหลวงรอง นั้นตั้งเรือนอยู่เมืองเก่าเรือนหนึ่ง หัวเขาเรือนหนง อยู่สองปีรับสั่งให้สมเด็จเจ้าพระยาเปนแม่กองออกมาศักเลขแขนซ้ายเมืองนคร เมืองพัทลุง เมืองสงขลา ครั้งนั้นพเยียนศักเปนหลวงเปนอินทคิรีนายกองเก็บส่วยรังนกเกาะห้า ศักครั้งนั้นถ้าเปนหลวงปลัดศักว่าหลวงปลัด เปนหลวงยกรบัตรศักว่าหลวงยกรบัตร ๓ เสร็จการศักแล้ว สมเด็จเจ้าพระยากลับเข้าไปณกรุงเทพมพระหานคร ? ครั้งนั้นจอมแหลมสนแต่งเรือศีศะญวน ให้หลวงอินทคิรีคุมเงินส่วยรังนก แลของถวายเข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายทุกปีมิใด้ขาด รับสั่งกับข้าราชราชการว่าหลวงอินทคิรีคนนี้เปนข้าหลวงเดิมสามิภักดิมาช้านาน ควรที่จะชุบเลี้ยงให้เปนเจ้าบ้านเจ้าเมืองใหญ่ใด้ รับสั่งว่าพระสงขลาโยมก็ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงให้เปนเจ้าบ้านเจ้าเมือง ผู้ใหญ่ จะเอาราชการสิ่งใดก็ไม่ได้ เปนคนทุเหตุอเหตุ หาคิดถึงพระเดชพระคุณไม่ จะให้เปนผู้รั้งทำราชการไม่ได้แล้ว รับสั่งให้ตั้งหลวงอินทคิรีเปนพระสงขลา ตั้งพ่อหนูเปนพระอนันตสมบัติ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ขึ้นอยู่กับเมืองนคร มีตราออกมาหาตัวพระสงขลาโยมเข้าไปณนครกรุงเทพพระมหานคร ถอดเสียจากราชการ พระ ๓ ความที่กล่าวตรงนี้ ประหนึ่งจะศักชื่อลงไว้ที่แขนน่าสงไสย เห็นจะเปนแต่ลงทะเบียน



๖ สงขลาตั้งให้นายฉิมบุตรพระสงขลาโยมเปนหลวงรองราชมนตรี คุมไพร่ส่วยดีบุกจนะเกาะหมาก ทำราชการอยู่ในพระสงขลา ๆ ให้ หลวงเข้าไปราชการณกรุงเทพพระมหานคร หลวงรองกลับมา แต่กรุง ตั้งเรือนอยู่บ้านหัวเขา ? ขณะนั้นเจ้านครมีหนังสือมาเกณฑ์ไพร่เมืองสงขลาเข้าไป ทำดีบุกที่เขาสูงเมืองนครปีหนึ่ง ได้ดีบุกเจ้านครบอกส่งเข้าไปกรุงเทพพระมหานคร เจ้านครมีหนังสือแต่ให้กรมการมาเก็บเอา ผู้หญิงช่างหูกแลลูกสาวราษฎรชาวเมืองสงขลา พาเข้าไปเมืองนคร เปนอันมาก ? ครั้งนั้นพระสงขลาแต่เรือเข้าไปกรุงเทพพระมหานคร เข้าเฝ้ากราบทูลว่า เจ้านครแต่กรมการไปเก็บเอาผู้หญิงช่างหูกแล ลูกสาวราษฎรชาวเมืองสงขลาเข้าเมืองนคร ราษฎรชาวเมือง สงขลาได้ความเดือดร้อนนัก รับสั่งใฃห้มีตรามาถึงเจ้านครว่า เมือง นครกับเมืองสงขลาวิวาทกันไม่รู้แล้ว ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับ กรุงเทพพระหมานครเถิด พระสงขลาทูลลากลับออกมาเมืองสงขลาปกติอยู่สองปี พอเจ้าตากเสียพระจิตร พระยาสรรค์เปนขบถจับเจ้าตากขังไว้ ? ลุศักราช ๑๑๔๔ บีขาลจัตวาศก เจ้านครก็ถึงอาสัญกรรมปีนั้น พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ได้ปราบดาภิศก

๔ ผิด เจ้านครต้องเอาตัวกลับเข้าไปไว้กรุงเทพ ฯ เมือบีมโรงจุลศักราช ๑๑๔๖


๗ เถลิงถวัลยราชสมบัติผ่านพิภพขึ้น จึงเลิกมาสร้างพระนครข้างแม่น้ำฝ่ายบูรพ์ พระเจ้าน้องยาเธอ เปนกรมพระชารวังบวรสถานมงคลโปดรเกล้าโปรดระหม่อมให้บุตรเขยเจ้านครเปนเจ้าพระยานคร กรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบทูลแด่พระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ว่าเจ้าพระยานครใหม่กับพระสงขลารักใคร่กัน ขอให้เมืองสงขลาขึ่นกับเมืองนครตามเดิม โปดรเกล้าโปดรกระหม่อมให้มีตราออกามถึงเมืองสงขลาว่า ให้ยกเมืองสงขลาขึ้นกับเมืองนครเหมือนแต่ก่อน เมืองสงขลาก็ทำราชการขึ้นอยู่กับเมืองนคร ครั้งนั้นโปดรเกล้าโปรดกระหม่อมให้เจ้าพระยาเปนแม่กองออกามศักเลขเมืองนคร เมืองพัทลุง เมืองสงขลา ศักแขนขวา ตั้งโรงศักที่บ้านหัวเขา ศักได้เลขสมเจ็ดพันหกร้อยเจ็ดสิบสองคน ศักเลขเสร็จแล้วเจ้าพระยากลับเข้ากรุงเทพพระมหานคร อยู่บีหนึ่งเกณฑ์ไพร่เมืองพัทลุง เมืองนครเมืองสงขลาขึ้นทำทองบางตะพาน เมืองสงขลาต้องเกณฑ์ไพร่พันหนึ่ง พระสงขลาให้หลวงบำรุงคุมไพร่ ไปทำทองที่บางตะพานบีหนึ่งได้ทอง แต่น้อยไม่สมกับลงทุนทำ โปดรเกล้าโปดรกระหม่อมให้มีตราเลิกออกมา แต่หลวงบำรุงถึงแก่กรรมที่บางตะพาน ? ขณะนั้นปรกติอยู่ปีหนึ่ง มีตราออกมาถึงเมืองนคร เมือง พัทลุง เมืองสงขลา ให้ต่อเรือหูช้างปากสองวายาวเก้าวาสำหรับรักษาพระนคร เมืองสงขลาต้องเกณฑ์สามสิบลำ เกณฑ์ไพร่



๘ ตัดไม้ควญเคี่ยมมาตั้งต่อเรือที่ค่ายมะม่วง ต่อเรือไม่ทันเสร็จ รับสั่งให้พระเจ้เาน้องยาเธอ กรมหลวงจักรเจษฎา เสด็จออกมาเร่งเรือ ประทับอยู่ที่เมืองนครห้าเดือน เสด็จมาครองใน ประทับอยู่เมืองพัทลุงเดือนเศษ เลยมาถึงเมืองสงขลา ตั้งทำเนียบอยู่บ่อเตย พระสงขลากับกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อยไปนอนรักษาอยู่พร้อมกัน ณเดือนอ้ายฝน ตกนักเจ็ดวันเจ็ดคืนน้ำท่วม ชาวบ้านบ่อเตยพายเรือไปจอดที่บ่อพลับ พระสงขลาเข้าเฝ้า ดำรัสว่าฝนตกหนักลมกล้าหนาวเหลือทน พระสงขลากราบทูลว่าเดือนสิบสองเดือนอ้ายเปนเทศกาลฝน ณเดือนยี่เดือนสาม ตกแล้ง แต่ขณะเมื่อฝนตกหนักนั้นการต่อเรือก็หาเล็กไม่ ต่อเรือยังไม่เสร็จเสด็จไปยังกรุงเทพมหานคร ? อยู่ปีหนึ่งพม่ายกกองทัพมาตีเมืองนคร เจ้าพระยานครพา อพยพหนีไปอยู่นอกเขา กองทัพพม่าเก็บเอาครอบครัวไปเปนอันมาก โปดรเกล้าโปดรกระหม่อมให้กรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพ หลวงออก มาตีเอาเมืองคืนได้ กองทัพพม่าแตกหนีไป ขณะนั้นอายุขุนพรหมเสนาได้ ๑๘ บี ๑๙ บี ขุนพรเหมเสนารู้ว่าพระสงขลา ขอปลัดไอ้มาแต่เจ้าพระยานครใช้สอยอยู่ การสิ่งหนึ่งสิ่งใดพระสงขลาไว้ใจกับปลัดไอ้เปนอันมาก หลวงรองเคียงใจกับปลัดไอ้ กราบเรียนพระสงขลากล่าวโทษปลัดไอ้หลายข้อ พระสงขลาหาชำระให้ไม่ หลวงรองขัดใจพระสงขลา หลวงรองรู้ความว่าเมืองนครเสียแก่พม่า หลวงรองคิดจะตีเอาค่ายบ่อยาง รวมผู้คนบ่าวไพร่ในกองหลวงรองตำดินดำที่บ้านหัวเขา พระสงขลารู้ความว่า


๙ หลวงรองคิดขบถ จึงแต่กรมการไปกวาดคนในแขวงเมือง สงขลาฝ่ายปละท่ามาทางบกทางเรือ หลวงรองให้คนไปคอยชิงเอา คนแลเรือที่เขาเขียว ทางบกไปชิงเอาคนที่ศาลาขรัวปานทางเขา แดง ได้คนแลเรือมาแล้วมารวมกันที่บ้านหัวเขา พระสงขลา เห็นว่าหลวงรองรวมผู้คนได้มาก คนในค่ายน้อย จึงจัดแจงผ่อนบุตรภรรยาขนเข้าของลงเรือใหญ่ไปทอดอยู่ที่เกาะหนูสองลำ หลวง รองให้ทิศเพ็ดคุมไพร่พันเศษ หลวงรองจัดคนลงเรือคุมไพร่ พันเศษ เพลาช้าเข้าตีค่ายบ่อยาง กองนายทิศเพ็ดเข้าด้านทักษิณ กองหลวงรองเข้าด้านริมน้ำ พระสงขลาอยู่ในค่ายบีนคาบศิลา ยิงถูกหลวงรองแต่ไม่บาดเจ็บ ถูกไพร่ในรำเรือกองหลวงรอง บาดเจ็บตกน้ำตายหลายคน หลวงรองล่าไปอยู่แหลมฝาด คน รักษาค่ายด้านทักษิณเข้าด้วยหลวงรอง เบิดประตูให้ทิศเพ็ดเข้าในค่าย พระสงขลาเห็นการจะสู้หลวงรองไม่ได้ จึงลงเรือยายับไปลงเรือใหญ่ที่เกาะหนูใช้ ใบเข้าไปกรุงเทพมหานคร ? ขณะนั้น หลวงรองว่ารั้งเมืองสงขลาอยู่สี่เดือนห้าเดือน พระสงขลาเข้าไปถึงกรุงเทพมหานคร เข้าเฝ้ากราบทูล ( แด่สมเด็จพระพุทยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ) ว่าหลวงรองขบถตีเอาเมืองสงขลา ได้ รับสั่งว่ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล ยกกองทัพหลวงไป ประทัพอยู่เมืองนครแล้ว ให้พระสงขลาตามไปที่เมืองนครเถิด ๒



๑๐ โปดรเกล้าโปดรกระหม่อมให้พระสงขลาโยมนอกราชการบิดาหลวง รองออกมาด้วย พระสงขลาให้บุตรภรรยาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร พระสงขลา กับพระสงขลานอกราชการ ออกมาเรือลำเดียวกัน มาถึงเมืองนคร กับพระสงขลาขึ้นเฝ้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล กราบทูลว่าหลวงรองเป็นขบถตีเอาเมืองสงขลาได้ รับสั่งว่าให้พระสงขลาออกมาทำพระตำหนักไว้ที่เมืองสงขลาก่อน เสร็จราชการเมืองนคร แล้วจะเสด็จมาเมืองสงขลา พระสงขลากราบทูลลามาเมืองสงขลา ขึ้นอยู่บ้านแหลมสน พระสงขลานอกราชการขึ้นอยู่บ้านหัวเขา พวก จีนไทยแขกเมืองสงขลาเข้าหาพระสงขลาทั้งสิ้น ขณะนั้นหลวงรองทิดเพ็ด ก็ตั้งเรือนอยู่ณบ้านหัวเขา หาเข้าหาพระสงขลาไม่ พระสงขลาให้นายหมวดนายกองเกณฑ์ไพร่มาทำตำหนักที่บ่อพลับ หลวงรองก็มาช่วยทำพระตำหนักอยู่ด้วย อยู่สิบเจ็ดสิบแปดวันกรมพระราชวังบวรสถานมงคลยกกองทัพมาถึงเมืองสงขลา ขึ้นประทัพอยู่ที่ตำหนักบ่อพลับ พระสงขลา กับพระสงขลานอกราชการแลหลวงรองเข้าเฝ้า ดำรัสปราไสตามธรรมเนียม ? ขณะนั้นเจ้าพระยานครซึ่งอพยพหนีพม่าไปอยู่นอกเขา พาบุตรภรรยากลับมาไว้ที่เมืองนครแล้ว เจ้าตัวพระยานครตามเสด็จ กรมพระราชวังกรมสถานมงคงออกมาเมืองสงขลา เข้าเฝ้า รับสั่งว่า ศึกอ้ายพม่าครั้งนีแขงแรงนัก โทษเจ้าพระยานครซึ่งพาอพยพหนีทิ้ง เสียบ้านเสียเมืองนั้นให้ภาคทัณฑ์โทษไว้ครั้งหนึ่ง รับสั่งให้มีตราไปหาเจ้าพระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน พระยาตานี มา


๑๑ ให้พร้อมที่เมืองสงขลา จะได้ทรงจัดแจงบ้านเมืองให้เรียบร้อย เจ้า พระยาไทร พระยาตรังกานู พระยากลันตัน แต่งให้บุตรหลานศรีตวันกรมการนำพาสิ่งของเข้ามาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย พระยาตานีแขงตัวอยู่ ทรงขัดเคืองพระยาตานี รับสั่งว่าให้ยกทัพหลวงยกไป เหยียบเมืองตานีเสียให้ยับเยิน ขณะแขกเมืองตานีพาเรือมาค้า ขายเมืองสงขลาลำหนึ่ง รับสั่งให้ยุดเอาคนแลเรือไว้ มอบให้หลวงรองเปนผู้คุม ? ครั้งนั้นนายจันทองเพื่อนสิบครัว ไทยเดิมเมืองนครตกไปอยู่เมืองตานีช้านาน พาบุตรภรรยาหนีเข้ามาณเมืองสงขลา นายจันทองเรียนพระสงขลาว่า พระยาตานีรู้ความว่ากองทัพหลวงจะยกไปตีเมืองตานี ให้เกณฑ์ไพร่ทำค่ายบางน้ำจืดแลบ้านพักพระยาตานีมั่นคง กวาดเอาผู้คนใส่ค่ายไว้มาก นายจันทองเห็นเรือกองทัพไทยทอดอยู่ปากน้ำเมืองตานีเจ็ดลำ แขกเมืองตานีเห็นเรือกองทัพไทยไปทอดอยู่น่าเมืองตกใจกลัว พวกแขกประชุมกันพูดจาว่า ตายายสั่งไว้ว่าศึกมาแต่ทักษิณให้สู้ ศึกมาแต่อุดรอย่าให้สู้เลย เรือกองทัพหลวงมาทอดอยู่น่าเมืองแล้ว ให้คิดอ่านพาอพยพหนีแต่ยาว แขกเมืองตานีพูดจาอย่างนั้น นายจันทองกลัวพระยาตานีจะฆ่าบุตรภรรยาเสีย นายจันทองคิดอ่านสอดแนมเข้าไปฝังการบ้านพระยาตานี ได้ยินพระยาตานีปฤกษากับศรีตว้นกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อย ว่ากองทัพไทยยกมาทอดอยู่ปากน้ำแล้จะคิดอย่างใด นายจันทองรับอาสากับพระยาตานีว่า นายจันทองขอเปนแม่กองคุมพวก


๑๒ นายจันทองแลแขกมีชื่อลงไปรักษาปากน้ำเมืองตานี ไม่ให้ กองทัพไทยเข้ามาเมืองตานีได้ จะขอบืนใหญ่น้อยกระสุนดินดำเสบียงอาหารกับปากห้าศอกสักลำหนึ่ง ถ้านายจันทองยิงเรือกองทัพไทยจมลง นายจันทองจะได้ลงเรือไปจับเอาพวกกองทัพ ไทยโดยง่าย พระยาตานีก็เห็นด้วย จึงจัดเสียงอาหารกระสุนดินดำ เรือใหญ่ลำหนึ่ง ไปส่งให้นายจันทองที่ค่ายบางน้ำจืด นายจันทองเพื่อนนายจันทองจัดแจงเรือพร้อมแล้ว เพลากลางคืนนาย จันทองเพื่อนนายจันทองลอดเข้าไปในเมืองตานี ขึ้นไปเรือนขนเข้า ของแลบุตรภรรยาลงเรือมาทอดอยู่ที่ค่ายปากน้ำ เพลาเช้านายจัน ทองเพื่อนนายจันทองแต่ตัวเปนภาษาไทยออกเรือยกธงเข้ามาใกล้เรือ กองทัพไทย นายจันทองร้องบอกเรือกองทัพไทยว่าให้ยิงบืน เถิด พวกแขกในเมืองตานีจัดแจงจะพาบุตรภรรยาหนีอยู่แล้ว พวก ญวนกองทัพไทย ให้นายจันทองแอบเรือเข้าจะได้สืบข่าวราชการ นายจันทองบอกความว่า พระสงขลาแต่ให้มาสืบราชการข่าวเมืองตานี ได้ความแล้วจะช้าอยู่ไม่ได้ จะเร่งรีบกลับไป นายจันทองก็แจวเรือมาเมืองสงขลา สักครู่หนึ่งพวกเรือกองทัพไทยยิงบืนใหญ่ พวกแขก ในค่ายยิงบืนใหญ่รับนัดหนึ่ง พวกแขกออกจากค่ายเข้าเมืองตานี แขก ในเมืองแตกตื่นพากันอพยพออกจากเมืองเปนอันมาก พวกญวนกองทัพไทยเห็นแขกทิ้งเสียค่าย กองทัพไทยลงสำปั้นขึ่นบนตลิ่งเข้าอยู่ใน

๕ ญวนนี้คือพวกองเชียงสือ ที่เข้ามาพึ่งพระบารมี


๑๓ ค่ายบางน้ำจืด นายจันทองมาพบเรือกองทัพที่น่าเมืองเทพาสามลำ นายจันทองบอกว่ากองทัพไทยตีค่ายบางน้ำจืดเมืองตานีได้แล้ว ให้เร่งรีบไปเถิด นายจันทองเลยมาถึงบ้านแหลมซ้ายปากน้ำเมืองสงขลา พวกข้าหลวงกองตระเวณซึ่งรักษาปากน้ำเมืองสงขลา เรียกให้นาย จันทองหยุดเรือ นายจันทองบอกว่าเรือสืบราชการร้อนเร็วจะอยู่ช้า อยู่ไม่ได้ นายจันทองแจวเรือเร็วมาในเมืองสงขลา พระสงขลาได้ความอย่างนั้น พาตัวนายจันทองเข้าไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรสถานมงคล พระสงขลากราบทูลว่า พระสงขลาแต่งเรือเล็กให้นายจันทอง เพื่อนสี่คนสื่อล่อเข้าไปสืบราชการเมืองตานี ได้ความว่าแขกเมืองตานีไม่คิดจะสู้ คิดจะหนีทั้งสิ้น นายจันทองแวะบอกเรือกองทัพไทย ซึ่งตกไปอยู่น่าเมืองตานีให้ยิงบืนใหญ่ พวกแขกได้ยินเสียงบืนออกจากค่ายเข้าในเมือง กองทัพไทยซึ่งชิงเอาค่ายปากน้ำเมืองตานีได้แล้ว แขกในเมืองตานีพาอพยพหนีเปนอันมาก ดำรัสว่าพระสงขลานี้มีสติปัญญาอุสาหะแต่ง ให้คนไปสืบราชการเมืองตานีได้ความ มาชัดแจ้งอย่างนี้ สิ้นพระวิตกสบายพระไทยนัก รับสั่งให้เร่ง จัดแจงกองทัพยกไประดมตีเมืองตานี จับเอาตัวพระยาตานีให้จงได้พระสงขลากราบทูลว่า แขกเรือเมืองตานีซึ่งให้หลวงรองคุมไว้พา เรือหนีไปได้ รับสั่งให้ประหารชีวิตหลวงรองเสียในวันยกทัพ แต่ ทิดเพ็ดนั้นเข้าหาพระยากระลาโหม ๆ กราบทูลกรมพระราชวังบวร สถานมงคลว่าทิดเพ็ดเปนคนได้ราชการ โปดรเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ภาคทัณฑ์โทษไว้ เมื่อกองทัพหลวงยกไปล้อมเมืองตานีทิดเพ็ด



๑๔ ไปด้วย ทิดเพ็ดพบเงินแขกเมืองตานีฝังดินไว้พันเหรียญ ทิดเพ็ด เอาเงินให้พระยากระลาโหมทั้งพัน ? ขณะนั้นกองทัพหลวงจับตัวพระยาตานีได้ จำสังเข้ามา เมืองสงขลา กรมพระราชวังสถานมงคลเสด็จลงไปประทัพอยู่ เมืองตานี ศรีตวันกรมการเมืองตานีได้นำความบังคมทูลว่า บืนใหญ่ชื่อนางพระยาตานีมีอยู่บอกหนึ่ง พระยาตานีสั่งให้ฝังดินไว้ รับสั่งให้กองทัพกะฉ้อบืนใหญ่ลงเรือ กะฉ้ออยู่หลายวันไม่เลื่อน จากที่ เสด็จไปทอดพระเนตร รับสั่งให้เฆี่ยนนางพระยาตานีแล้ว กะฉ้อลงเรือได้๖ จัดแจงราชการเมืองตานีเสด็จแล้ว อยู่เดือนเศษเสด็จกลับมาประทับอยู่เมืองสงขลา รับสั่งว่าเมืองไทร เมืองตรังกานู เมืองตานี ให้ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ๆ ขึ้นกับเมืองนคร กรมพระราชวังบวรสถานมงคลอยู่ที่เมืองสงขลาสองปีเศษ ได้ให้ปักหลักเมือง สงขลาที่บ้านบ่อยางลงไว้ จัดแจงการเสร็จแล้วเสด็จกลับเข้าไปกรุงเทพ มหานคร พาพระสงขลากับพระยาตานีขบถเข้าไปกรุงเทพมหานคร ทิดเพ็ดก็ตามพระยากระลาโหมเข้าไปด้วย พระสงขลาเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ทรงพระโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนพระสงขลาขึ้นเปนพระยาสงขลา ตั้งพ่อซีนเปน พระพิเรนทร์ ตั้งพ่อเถียนเซงเปนพระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการให้พระอนันตสมบัติเปนเจ้าเมืองขนะ พระยาสงขลากราบบังคมลา ๖ ที่ว่าเฆี่ยนบืน เห็นจะเปนเรื่องโจทกันจะให้เปนอัศจรรย์


๑๕ พาบุตรภรรยากลับออกมาเมืองสงขลา มาเรือสองลำ ต้องพยุที่ หัวถนอมจมเสียลำหนึ่ง เสียผู้คนเข้าของไปเปนมาก เรือพระยาสงขลาแล่นเลยมาถึงเมืองสงขลา อยู่สองบีพระอนันตสมบัติถึง แก่กรรม ได้ฝังศพพระอนันตสมบัติไว้ณเขาแหลมสน จาฤกอักษร ไว้ในศิลาน่าศพแล้ว ๆ พระยาสงขลาบอกเข้าไปให้นำขึ้นกราบบังคม ทูลว่า พระอนันตสมบัติถึงแก่กรรม บุตรชายพระอนันตสมบัติมี อยู่สามคน ดำรัสว่าจะได้ผู้ใดเปนเจ้าเมืองจนะ พระยากระลาโหมกราบทูลขอให้ทิดเพ็ดเปนพระจนะ คุมไพร่สว่ยดีบุกขึ้นกับเมืองสงขลา โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งทิดเพ็ดเปนพระจนะ ออกมาอยู่ เมืองจนะ ? ขณะนั้นเจ้าพระยาไทรวิวาทด้วยที่พตงการำ ว่าเขตรแดน เมืองไทร เจ้าพระไทรบอกไปเจ้าพระยานคร ๆ มีหนังสือมา ถึงเจ้าพระยาสงขลา ๆ ตอบหนังสือไปว่าที่พตงการำเปนเขตรแดนเมืองสงขลา เจ้าพระยานครบอกส่งต้นหนังสือเมืองสงขลาเมืองไทรเข้าไป ให้นำกราบทูลพระกรุณา ว่าที่พตงการำเปนเขตรแดนเมืองสงขลา หาเปนเขตรเมืองไทรไม่ รับสั่งว่าให้เจ้าพระนครจัดแจงเสีย ตามเดิม ความก็เงียบกันมา อยู่ประมาณสองบีสามปี โต๊ะแส มาแต่ฝ่ายทเลตวันตก มาคิดอ่านกับพระยาตานีเปนขบถ ยกทัพมาตีเมืองสงขลาจนกะทั่งปลักแรด พระยาสงขลาให้ขึ้นตั้งค่ายมั่น ๗ ที่เรียกว่าโต็ะแสนี้ คือ โต็ะสยัด ที่ว่าเปนเชื้อวงษ์พระนาบีมหมัด



๑๖ ที่ครองลำโรงแล้ว พระยาสงขลาบอกหนังสือเข้าไปเมืองนคร เจ้า พระยานครยกกองทัพมาตั้งอยู่บ่อเตย เจ้าพระยานครบอกกองทัพ มาตั้งค่ายอยู่น่าค่ายบ่อบางบ่อยาง กองทัพเมืองนครนัดกันกับกองทัพเมืองสงขลาว่า กำหนดจะเข้าตีค่ายอ้ายโต๊ะแสที่ปลักแรด รุ่งขึ้นเพลา เช้ายังไม่ทันจะยกไป พวกแขกกองทัพอ้ายโต๊ะแสยกมาตามทาง บางกระดานถึงน่าค่ายบ่อยาง พวกกองทัพนครเอาปืนตับใส่หลังช้าง ยิงรับพวกแขกตายประมาณสองร้อยสามร้อยคน พวกแขกแตกล่า ไป กองทัพเมืองนครเมืองสงขลาไล่ติดตามไปฟันแทงตายในคลอง สำโรงเปนอันมาก แล้วไล่ไปถึงค่ายปัลกแรด แขกแล่นเข้าค่าย อ้ายโต๊ะแสทำน้ำมนต์ประพวกแขกประตูค่าย กองทัพเมือง นคร เมืองสงขลา เข้าแหกค่ายระดมยิงถูกอ้ายโต๊ะแสตาย พวกแขกในค่ายก็ตายเปนอันมาก พวกแขกแตกหนีไป เจ้าพระยานคร กับพระยาสงขลาอยู่ที่เมืองสงขลา ให้พวกกองทัพเมืองนครเมือง สงขลาไล่ไปกะทั่งเมืองตานี ตีเอาเมืองตานีได้แล้ว กองทัพ เมืองนครเมืองสงขลา กลับมาอยู่ที่เมืองสงขลาประมาณสี่วันห้าวัน กองทัพหลวงยกมาถึงเมืองสงขลา หาทันได้สู้รบกับแขกไม่ อยู่ที่ ในเรือ พวกญวนกองทัพกรุงเทพมหานครขึ้นมาเที่ยวเล่นที่น่าค่าย บ่อยาง วิวาททุบตีกันกับพวกกองทัพเมืองนคร พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา รู้ความว่ากองทัพวิวาทกันออกไปจะห้ามปรามก็ไม่ทัน วิวาทกันแล้วต่างคนต่างไป พวกเมืองนครไป กราบเรียนเจ้าพระยานคร ว่าพวกญวนกองทัพกรุงเทพมหานคร


๑๗ ข่มเหงทุบตีพวกนครบาดเจ็บหลายคน พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วย ราชการเมืองสงขลาอยู่ด้วยไม่ห้ามปราม จึงเจ้าพระยานครเคือง พระยาสงขลา แลพระสุนทรนุรักผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ว่าไม่ ห้ามปรามช่วยเหลือ ปล่อยให้พวกญวนทำข่มเหงกองทัพเมืองนคร เจ้าพระยานครว่าพระยาสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ จะเอาเปนพวกพ้อง ไม่ได้ เจ้าพระยานครแลกองทัพกรุงเทพมหานคร อยู่ที่เมือง สงขลา ๖-๗ เดือน เสร็จราชการแล้วกองทัพยกกลับไป ปลัดไอ้ ก็ไปกับเจ้าพระยานครด้วย เจ้าพระยานคร ปลัดไอ้ เข้าไปกรุงเทพ มหานคร ครั้งนั้นเจ้าพระยาสงขลาเข้าไปกรุงเทพมหานครด้วย เจ้า พระยานคร ปลัดไอ้ เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ เจ้าพระยานครกราบทูลกล่าวโทษพระสงขลา ว่าพระยาสงขลา ทำข่มเหงพระยาไทร ยกเอาที่ตรงการำเขตรแดนเมืองไทร ( ที่ตรงนี้ต้นฉบับลบขาดเนื้อความอยู่ตอน ๑ ) ? กองทัพออกมาเมืองสงขลา ให้หลวงนายฤทธิบุตร พระอนันตสมบัติเปนผู้กำกับออกมาด้วย เจ้าพระยาพลเทพจัดให้ กองทัพเมืองพัทลุง เมืองสงขลา สมทบกับกองทัพหลวงยกไปตี ดาตูเจ้าเมืองยะหริ่ง จับตัวดาตูได้พาตัวเข้ามาณเมืองสงขลา เสร็จ ราชการแล้วเจ้าพระยาพลเทพบุนนาค พระยาวิเศษโกษา หลวง นายฤทธิ พาตัวดาตูเข้าไปณกรุงเทพมหานคร อยู่สองบีพระบาทสมเด็จ ๓



๑๘ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์สวรรคต แลสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา โลกย์ ได้เสวยราชสมบัติ ๒๘ ปี ? ครั้นณปีมเสงเอกศกลุศักราช ๑๑๗๑ พระบาทสมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาไลย ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติขึ้น ๖-๗ เดือน พม่ายกกองทัพเรือ ๒๐๐ ลำมาตีเาเมืองถลางได้ ?ครั้งนั้นพระบาทสมเด็จบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัว พระพุทธเลิศหล้านภาไลย รับสั่งให้เจ้าพระยายมราชยก กองทัพหลวงออกมาทางเรือ ขึ้นเดินบกที่เมืองชุมพร มีตราให้หลวง นายฤทธิเชิญมาถึงพระยาสงขลา ว่าเมืองไทรไว้ใจไม่ได้ ให้เจ้า พระยาสงขลายกไปถ่วงเมืองไทรไว้ ให้หลวงนายฤทธิกับเจ้าพระยา ยมราชยกไปอยู่เมืองตรัง เจ้าพระยาไทรเกณฑ์ไพร่เมืองไทรได้พัน หนึ่ง เรือสามสิบลำ ให้พระยาปลัดเมืองไทรยกไปรวมกันที่เมือง ตรัง เจ้าพระยายมราชให้กองทัพเมืองนคร เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไทร เมืองตรัง สมทบกับกองทัพหลวงยกไปเข้าตีเมืองถลาง อ้ายพม่าแตกหนีไป เจ้าพระยายมราชเกณฑ์ไพร่เมืองนคร เมือง พัทลุง เมืองสงขลา ให้รักษาเมืองถลางอยู่สามปี เจ้าพระยายมราช ยกมาอยู่เมืองตรัง แล้วยกกลับเข้าไปกรุงเทพมหานคร ภายหลัง อ้ายพม่ายกทัพเรือมาจะตีเอาเมืองถลางอิก มาทางทเลต้องพยุ เรือแตกเสียหลายลำ อ้ายพม่าตายเปนอันมาก คนแลเรือซัดขึ้น



๑๙ ที่เกาะถลาง กองทัพเมืองนครจับได้ส่งเข้าเมืองนครหลายคน เจ้าพระยานครบอกส่งเข้าไปกรุงเทพมหานคร กองทัพเมืองนคร เมืองพัทลุง เมืองสงขลา กลับมาบ้านเมือง แลเมืองตรังนั้นหลวง นายฤทธิ์ให้หลวงช่วยบุญเพ็ดอยู่ว่าราชการ หลวงนายฤทธิกลับเข้ามา ณเมืองสงขลาเข้าไปณกรุงเทพมหานคร อยู่หกเดือนเจ็ดเดือนถวาย พระเพลิงสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์เสร์จแล้ว ขณะนั้น เมืองสงขลาเปนปรกติอยู่สามปี แลเจ้าพระยาสงขลาได้สร้างพระอุโบสถแลโรงธรรมไว้ณวัดมัชฌิมาวาศ แลพระอุโบสถวัดยางทอง โรงหนึ่ง กับได้สร้างสำเภาห้าลำ เรือปากใต้เปนหลายลำ แลเจ้า พระยาสงขลาเมื่อครั้งยังเปนพระสงขลาแลเปนพระยาสงขลาก็ช้านาน ไม่ยกปีขึ้นว่า ยกขึ้นว่าแต่เมื่อได้เปนเจ้าพระยาอินทคิรีศรีสมุทสงคราม เจ้าพระยาสงขลา ยกเมืองมาจากเมืองนคร สร้างเมืองสงขลาอยู่ ๓-๔ ปี แล้วถึงอาสัญกรรม ได้ฝังศพไว้ณเขาแหลมสนจาฤกศิลาไว้ในหน้าศพนั้นแล้ว ๆ โปรดเก้ลาโปรดกระหม่อมให้ตั้งหลวงนายฤทธิ ( จ๋อง ) บุตรพระอนันตสมบัติ เปนพระยาวิเศษภักดีศรีสุรสงคราม พระยาสงขลา เลื่อนพระภิรมย์สมบัติขึ้นเปนพระสุนทรนุรักษ์ ณวันเดือนหกปีวอกจัตวาศก จัดแจงเผาศพเจ้าพระยาสงขลาแล้ว ๘ ในพระราชพงษาวดารว่า พม่ามาล้อมเมืองถลางคราวแรกตีไม่ได้ ทำ อุบายถอยไป ไทยออกหาเสบียงอาหาร พม่าจู่มาใหม่ตีเมืองได้ ทัพกรุงไปถึง จึงจับพม่าได้



๒๐ อยู่ปีหนึ่ง โปรดเก้ลาโปรดกระหม่อมให้พระยาศรีสุริยพาห จางวาง กรมม้า เปนแม่กองออกมาศักเลขเมืองสงขลา ตั้งโรงศักที่ทุ่ง บ่อเตย ศักเลขเสร็จแล้วกลับเข้าไปกรุงเทพมหานคร ? พระยาไทรขัดใจกับพระยาสงขลา ยกเมืองไปขึ้นกับ เมืองนคร เจ้าพรยานครบอกเข้าไปให้นำกราบทูลว่า เมืองไทรจะ ขอขึ้นอยู่กับเมืองนคร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เมืองไทรขึ้น กับเมืองนคร รับสั่งว่าเจ้าพระยานครอายุมากแล้ว โปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ผู้ช่วยเมืองนครเปนผู้รั้งเมืองนครอยู่ปีหนึ่ง พระยา ตรังกานูาวิวาทกับพระยากลันตัน ๆ เข้ามาเมืองสงขลา กราบเรียนพระยาสงขลาว่า พระยากลันตันไม่สมัคไปขึ้นกับเมืองตรังกานู จะมาขอขึ้นกับเมืองสงขลา พระยาสงขลาว่ากับพระยากลันตันว่า เมื่อครั้งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ยกทัพหลวงออกมาประทับอยู่ที่เมืองสงขลา ทรงจัดแจงไว้ให้ขึ้นกับเมืองตรังกานู ๆ ให้ขึ้นกับ เมืองสงขลา จะให้ชักถอนเลิกลางไม่ได้ พระยากลันตันมีความ น้อยใจ ลาพระยาสงขลาไปเมืองกลันตัน ครั้นพระยากลันตันจะไป ขึ้นกับเมืองตรังกานูเหมือนแต่ก่อนเล่ามีความอายนัก พระยากลันตัน เข้าไปหาเจ้าพระยานคร ว่าพระยากลันตันจะขอมาขึ้นกันเมืองนครเจ้าพระยานครบอกเข้าไปนำกราบทูลพระกรุณา ว่าพระยากลันตัน ๙ ในพระราชพงษาวดารแลจดหมายเหตุอื่น เมืองไทรไม่เคยขึ้นสงขลา เดิม เมืองแขกขึ้นเมืองนครนั้น ภายหลังจึงให้หัวเมืองแขกทเลท่าในขึ้นเมืองสงขลา



๒๑ วิวาทกับพระยาตรังกานู ไม่สมัคจะขิ้นกับเมืองตรังกานู รับสั่งให้มี ตรงมาถึงพระยาสงขลาฉบับหนึ่ง เจ้าพระยานครฉบับหนึ่ง ว่าพระยา กลันตันสมัคมาขึ้นกับเมืองนครนั้น อย่าให้พระยาสงขลาหน่วงเหนี่ยว ไว้เลย ให้พระยากลันตันไปขึ้นกับเมืองนครตามใจพระยากลันตัน สมัคนั้นเถิด พระยากลันตันก็ไปขึ้นอยู่กับเมืองนคร ? ขณะนั้นพระยาสงขลาเข้าไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ให้ พระยาศรีสมบัติอยู่เมือง ณวันเดือนหกปีฉลูนพศก ศักราช ๑๑๗๙ พระยาศรีสมบัติจางวางถึงแก่อนิจกรรม กรมการบอกเข้าไปให้นำขึ้น กราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทแล้ว รับสั่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อนให้พระยาสงขลาออกมาจัดแจงทำศพพระยา ศรีสมบัติ พระยาสงขลากลับออกมาจัดแจงทำเมรุยังไม่เสร็จ ให้ ป่วยไข้ ณวันเดือนสามปีฉลูนพศก พระยาสงขลาถึงแก่อนิจกรรม ครั้งนั้นให้หลวงพิทักษ์ราชากองนอก บุตรพระอนันตสมบัติอยู่เมือง พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วย ถือบอกเข้าไปให้นำขึ้นกราบบังคมทูลแด่ พระบาทบรมบพิตร สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยทรงทราบแล้ว โปดรเกล้าโปดรกระหม่อมให้พระสุนทรนุรักษ์ออกมาว่าราชการเมือง สงขลา พระราชทานออกมาเพลิงออกมาเผาศพพระราชสมบัติจางวาง แลพระยาสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ กับนายพลพ่ายมหาดเล็ก บุตรพระยาศรีสมบัติจางวางออกมาทำเมรุ ณวันเดือนเจ็ดปีขาล สัมฤทธิศกศักราช ๑๑๘๐ ได้เผาศพพระยาศรีสมบัติ พระยาสงขลา



๒๒ เสร็จแล้ว ได้ฝังศพพระยาศรีสมบัติแลพระยาสงขลาไว้ที่เขาแหลมสน แห่งเดียวกัน ได้จาฤกอักษรไว้ในศิลาแล้ว แลพระยาศรีสมบัติได้สร้างพระอุโบสถแลโรงธรรมวัดโพไว้ พระยาสงขลา หลวงนายฤทธิ ได้ครองเมืองสงขลาเจ็ดปี ได้สร้างอุโบสถไว้วัดสุวรรณคิรี แล้วทำนุบำรุงพระบวรพุทธสาสนาให้สถาปนารุ่งเรืองสืบมา กับสร้าง สำเภาไว้ลำหนึ่ง ต่อมาถึงอนิกรรมครั้งนั้น นายพลพ่าย หลวงพิทักษ์ราชากับพ่อแพะบุตรพระสุนทรนุรักษ์ ถือบอกถวายพระราชกุศลเข้าไป ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลทรงทราบแล้ว โปดรเกล้าโปดรกระหม่อม ให้ตั้งพระสุนทรนุรักษ์ (เซง) เปนที่พระยาวิเชียนคิรี ศรีสมุท วิสุทธิ ศักดา มหาพิไชยสงคราม รามภักดี พิริยะพาหะ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา เลื่อนนายพลพ่ายมหาดเล็กเปนที่หลวงสุนทรนุรักษ์ เลื่อนหลวงพิทักษ์ราชาเปนพระพิเรนทรภักดี ตั้งพ่อแพะเปนหลวง สมบัติภิรมย์ ผู้ช่วยราชการออกมา ภายหลังจึงโปดรตั้งพ่อเหม เปนที่หลวงอนุรักษ์ภูเบศ์ร พ่อยกเซ่งเปนที่หลวงอุดมบริรักษ์ พ่อหมี เปนที่หลวงพิทักษ์สุนทร แลในปีขาลสมฤทธืศกศักราช ๑๑๘๐ นั้น พระยาถลางบอกเข้าไปให้กราบบังคลทูลพระกรุณา ว่าพม่ามาตั้ง ต่อเรืออยู่ที่เมืองมฤท เมืองตะนาวสองร้อยลำ แต่หารู้ว่าจะยก ไปแห่งใดไม่ ทรงทราบแล้วไม่ไว้พระไทย โปรดเกล้าโปรด ๑๐ ที่แหลมสนมีที่ฝังผู้ว่าราชการเมืองสงขลา เข้าใจว่าฝังแต่ศพเจ้าพระยาสงขลา คนแรก ต่อมาเผาศพ แล้วฝังอิฐ



๒๓ กระหม่อนให้พระยาศรสำแดง คุมไพร่สองร้อยคนออกมาตั้งอยู่ที่ เมืองสงขลา ให้พระยาพิชัยสงคราม คุมไพร่สองร้อยคนออก มาอยู่ที่เมืองพัทลุง พระยาวิชิตณรงค์คุมไพร่สองร้อยคนมาตั้ง อยู่ที่เมืองนคร พระยากระลาโหมราชเสนาคุมไพร่ห้าร้อยคนมาตั้ง อยู่ที่เมืองถลาง แลเกณฑ์ไพร่เมืองพัทลุง เมืองสงขลา ให้ ข้าหลวงไปตั้งกำกับต่อเรือที่เมืองสตูล เมืองนคร ข้าหลวงกำกับ ตั้งต่อเรืออยู่ที่เมืองตรัง ขณะนั้นพระยาศรสำแดงออกมาอยู่ที่เมืองสงขลาปีหนึ่ง ครั้งณบีเถาะเอกศกสักราช ๑๑๘๑ ราชการสงบ แล้ว พระยาศรสำแดงกลับเข้าไปกรุงเทพมหานคร เมืองสงขลา ปรกติอยู่ปีหนึ่ง ? ณเดือนห้าปีมโรงโทศก ลุศักราช ๑๑๘๒ บังเกิดความไข้ ผู้คนล้มตายเปนอันมาก สงบความไข้แล้วเป็นสบายปรกติอยู่ปีหนึ่ง ณปีมเสงตรีนิศกศักราช ๑๑๘๓ เจ้าพระยานครศีรธรรมราชเข้าไป เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท กราบถวายบังคบทูลพระกรุณา ว่าเจ้า พระยาไทรเปนคนดื้อดึงจะเอากิจราชการสิ่งใดก็ไม่ได้ ไม่ฟังบังคับบัญชา จะขอยกทัพไปตีเมืองไทร โปรดเกล้าโปรดกระหม่อม มีตราออกมาเกณฑ์ทัพเมืองนคร เมืองชุมพร ไชยา เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ยกไปตีเมืองไทร พระยาไทรพาอพยพหนีลงเรือไป ๑๑ เหตุที่จะตีเอาเมืองไทรปรากฎว่าในหนังสือจดหมายหลวงอุดมสมบัติ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ ชัดเจน




๒๔ อยู่เมืองเกาะหมาก กองทัพไทยกวาดเอาครอบครัวเมืองไทรส่ง เข้าไปกรุงเทพมหานครเปนอันมาก เจ้าพระยานครบอกเข้าไปให้ นำกราบทูลพระกรุณา ขอให้นายแสงบุตรเจ้าพระยานครเปนพระยาเมืองไทรบุรี โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีตราตั้งนายแสงออกมา เปนที่พระยาอภัยธิเบศร์ มหาประเทศราชธิบดินทร์ อินทรไอสวรรย์ขัณฑเสมา มาตยานุชิต สิทธิสงคราม รามภักดี พิริยพาหะ พระยาไทรบุรี ปรกติอยู่สามปี ? ณวันเดือนแปดลุศักราช ๑๑๘๖ ปีวอกศก สมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาไลยสวรรคต แลสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ได้เสวยราชสมบัติ ๑๖ ปี ครั้งนั้นพระราชโอรสผู้ใหญ่ กรมหมื่น เจษฎาบดินทร์ ได้เถลิงถวัลยราชสมบัติผ่านพิภพขึ้น กรมหมื่น ศักดิพลเสพ เปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ณปีรกาสัปตศก พระยาสงขลาเข้าไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ถวายพระเพลิงเสร็จแล้ว ทูลลากลับออกมาณเมืองสงขลา ปรกติอยู่สองปี ? ณเดือนห้าลุศักราช ๑๑๘๙ บีกุญนพศก อนุเวียงจันท์ เปนขบถยกกองทัพมาตีเอาเมืองลาว เมืองนครราชสิมาได้ เลยมา ถึงเมืองลพบุรี โปรดเกล้าโปดรกระหม่อมให้มีตราเกณฑ์ทัพเมือง นคร เมืองพัทลุง เมืองสงขลา พระยาสงขลากรมการเกณฑ์ไพร่ พันเศษ ยกกองทัพเข้าไปถึงกรุงเทพมหานคร พอกองทัพกรุงเทพ มหานครตีเอาเมืองเวียงจันท์ได้คืน กองทัพเมืองสงขลาต้องทำป้อม



๒๕ ปากน้ำเมืองสมุทปราการอยู่ปีหนึ่ง เสร็จราชการแล้ว พระยาสงขลา ทูลลากลับออกมาณเมืองสงขลา ? ณปีชวดสัมฤทธิศก ลุศักราช ๑๑๙๐ มีท้องตราโปรด เกล้า ฯ ออกมาให้ต่อเรือศีศะเง้า ๓๐ ลำ พระยาสงขลาให้หลวง สุนทรนุรักษ์คุมไพร่ ๑๐๐๐ คน ไปตั้งต่อเรือที่เมืองเทพาอยู่จนถึงปี ฉลูเอกศก แลในปีฉลูเอกศกนั้นฝนน้อยเข้ากล้าในท้องนาพรบ ม้านเสียมาก แลในปีขาลนั้นเข้าแพง พระยาสงขลาให้เลิก การต่อเรือเข้ามา แล้วมีท้องตราโปรดเกล้า ฯ ให้หมื่นสนันพันทูล เชิญออกมาศักเลขที่เมืองสงขลา ให้พระยาสงขลาเปนแม่กอง โรงศักที่ศาลากลาง กับมีท้องตราโปรดเกล้า ฯ ให้ข้าหลวงเสนา แปดนายออกมาประเมินนาวางตราแดงแก่ราษฎร ณวันเดือนสี่ปีขาล โทศก พระยาสงขลาให้เกณฑ์ไพร่ขึ้นไปต่อเรืออีก ต่อเรือยังไม่ ทันแล้ว ? ครั้นณวันเดือนหกปีเถาะตรีศก ตนกูเดนหลานเจ้าพระยา ไทร ซึ่งพาบุตรภรรยาหนีไปเมืองเกาะหมาก คิดอ่านซ่องสุมผู้ คนได้มากยกมาตีเอาเมืองไทร สมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรง ทราบแล้วไม่ไว้พระไทย ๑๒ กลัวการศึกจะใหญ่ไป โปรดเกล้า ๑๒ ด้วยคราวนั้นพวกแขกเมืองตานีกำเริบขึ้นด้วย เมืองตรังกานูแลกะลันตัน ก็ให้กำลังมาช่วยพวกตานี ๔



๒๖ โปดรเกล้าโปดรกระหม่อมให้เกณฑ์ทัพ เจ้าพระยาพระครัง ว่าที่สมุหพระกระลาโหมเปนแม่ทัพใหญ่ยกออกมาถึงเมืองสงขลา ณวันเดือนห้า ขึ้นสี่คำ ลุศักราช ๑๑๙๔ บีมโรงจัตวาศก ตั้งทำเนียบที่บ่อพลับ พระยาตานี พระยาบาโงย ตุวันสนิปากแดง รู้ความว่ากองทัพ หลวงยกออกมาถึงเมืองสงขลา พระยาตานี พระยาบางโงย ตุวันสนิปากแดง เห็นการจะสู้รบไม่ได้ พากันลงเรือหนีไปเมืองกลันตัน ครั้งนั้นพระยากลันตัน หลวงกะโน หนองจิก หลวงตะงา พาอพยพหนีไปอยู่บ้านนาที่มะโลม ต่อแดนกับแประ พระยาสงขลานายทัพ เห็นพระยาตานี พระยาหนองจิกพาครอบครัวหนีไปแล้ว เข้าตั้ง อยู่เมืองตานี เจ้าพระยาพระคลังผู้ว่าที่สมุหพระกระลาโหม ให้ หลวงปลัดสุกกับกรมการอยู่เมือง ให้หลวงสุนทรนุรักษ์ออกไปตั้ง รวมเสบียงอาหารอยู่ที่เมืองตานี ให้หาพระยาสงขลานายทัพนาย กองเข้ามาณเมืองสงขลาปฤกษาราชการ แล้วเจ้าพระยาพระคลัง ผู้ว่าที่สมุหพระกระลาโหมแม่ทัพใหญ่ กับเจ้าพระยานคร พระยาสงขลา นายทัพนายกอง ยกออกไปตั้งอยู่ที่บางน้ำจืดแขวงเมือง ตานี ฯ พณ ฯ แม่ทัพใหญ่โปดรใช้ให้หลวงสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วย ราชการเมืองสงขลา คุมไพร่ไทยแขกสามพันตามอ้ายพระยา รามันหนองจิกไปถึงบ้านนาที่มะโลมต่อแดนกับแประ ได้ตัวอ้ายพระยา รามันแลครอบครัวอ้ายพระยารามันทั้งสิ้น แต่อ้ายพระยาหนองจิก ออกต่อสู้รบพวกกองทัพ ๆ ยิงอ้ายพระยาหนองจิกตาย ตัดเอา



๒๗ ศีศะอ้ายพระยาหนองจิก แล้วเอาบุตรภรรยาครอบครัวอ้ายพระยา หนองจิกลงมาสั่ง ฯ พณ ฯ แม่ทัพใหญ่ที่บางน้ำจืด แลพระยารามัน ฯ พณ ฯ แม่ทัพใหญ่ให้พาตัวเข้าไปเฝ้าณกรุงเทพ ฯ ครอบ ครัวพระยารามันทั้งนั้นให้กลับไปอยู่เมืองรามันตามเดิม แต่บุตร ภรรยาครอบครัวอ้ายพระยาตานี อ้ายพระยาหนองจิกทั้งนั้น ฯ พณ ฯ แม่ทัพใหญ่ให้พาตัวเข่าไปณ กรุงเทพ ฯ ทั้งสิ้น เสร็จราชการแล้ว ฯ พณ ฯ แม่ทัพใหญ่กลับเข้ามาณเมืองสงขลา จัดแจงก่อพระ เจดีย์ไว้ที่เขาเมืองสงขลาองค์หนึ่ง กับทำเก๋งไว้ริมน้ำชายทเลค่าย ม่วงไว้แห่งหนึ่ง เสร็จแล้วกับเข้าไปกรุงเทพ ฯ ? แลในบีเถาะตรีศก ฝนตกหนักน้ำท่วมท้องนาของราษฎร ทำไร่นาเข้าผุเบื่อยเสียไม่ได้ผลรับประทาน ราษฎรรอดอย่างกระส่ำระสายล้มตาย ยกตามอาหารไปต่างบ้านต่างเมืองเปนอันมาก ลูกค้าชาว กรุงเทพ ฯ บรรทุกเข้าสารมาจำหน่ายที่เมืองสงขลา ราคาเข้าสาร เกวียนละห้าสิบเหรียญ เข้าแพงมาตั้งแต่บีขาลโทศก บีเถาะตรีศก จนถึงบีมโรงเดือนอ้าย ราคาเข้าสารในบีมโรงเดือนอ้ายนั้นเกวียน ละสามร้อยเหรียญ ? ขณะนั้นเจ้าพระยาสงขลาเข้าไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท พา ตัวพระยารามันพระยาระแงะเข้าไปด้วย โปดรเกล้า ฯ ให้ภาค ทัณฑ์โทษพระยารามัน พระยาระแงะ ไว้ครั้งหนึ่ง พระยาสงขลา

๑๓ พระยารามันนั้นว่า ฯ พณ ฯ พาไปแล้ว นี่จะเปนพระยายะลาดอกกระมัง


๒๘ ทูลขอซื้อเข้าสารจะได้พาออกมาเจือจานราชการ แลจ่ายให้ไพร่บ้าน พลเมือง ๑๐๐๐ เกวียน โปรดเกล้า ฯ พระราชทานภาษีให้ พระยาสงขลาทูลลาพาตัวพระยารามันออกมาด้วย แต่พระยาระแงะเปนไข้ ฝีดาดตายเสียที่กรุงเทพ ฯ ภายหลังกรมพระราชวังบวรสถานมงคลสวรรคต พระยาสงขลาออกมาถึงเมืองสงขลา ณวันเดือนยี่ปี มโรงจัตวาศก ในบีมโรงนั้นราษฎรทำไร่นาฟ้าฝนก็บริบูรณ์ ณปีมเสงเบญจศกเข้าในท้องนาก็ได้ผลรับประทานทั่วกันเหมือนแต่ก่อน ? ครั้นเดือนห้าศักราช ๑๑๙๕ ปีมเสงเบญจศก หลวงสุนทร นุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาเข้าไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ณกรุง ฯ พณ ฯ สมุหพระกระลาโหมแม่ทัพใหญ่กราบบังคมทูลว่า ได้หลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ติดตามพระยา รามัน ได้ตัวพระยารามันแลครอบครัวอ้ายพระยาหนองจิก อ้ายพระยาตานีเข้ามามีความชอบอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้เลื่อน ขึ้นเปนพระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา แล้วกราบถวายบังคมลาออกมาเมืองสงขลา ? ครั้งนั้นเมืองสงขลาปรกติอยู่สามปี ครั้งณปีวอกอัฐศก ลุศักราช ๑๑๙๘ มีตราโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมออกมาให้ต่อก่อ กำแพงเมืองสงขลา พระราชทานเงินส่วยอากรเมืองสงขลา ให้ พระยาสงขลาใช้จ่ายในการก่อกำแพงสองร้อยชั่ง พระยาสงขลา กะเกณฑ์ให้ไพร่เมืองสงขลาก่อกำแพงด้วยศิลายังไม่เสร็จ พระยา



๒๙ สงขลาพระยาตานี พระยายะหริ่ง พระยาสายบุรี พระยาระแงะ พระยารามัน แขกหัวเมือง เข้าไปถวายพระเพลิงสมเด็จพระพันปี เจ้าพระยานครพาแขกหัวเมือง ซึ่งขึ้นกับเมืองนครไปอยู่ที่กรุงเทพ พระมหานคร ในบีจอสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๐๐ ? ตนกูมัดสาอัดหลานเจ้าพระยาไทร ซึ่งหนีไปอยู่เมือง เกาะหมาก ซ่องสุมผู้คนได้มากยกตีเอาเมืองไทรได้ พระยาไทร บุตรเจ้าพระยานคร พาอพยพหนีเข้ามาอยู่ที่ทุ่งหาดใหญ่แขวงเมือง สงขลา พระสุนทรนุรักษ์แต่งให้ขุนต่างตาขุนหมื่นมีชื่อ คุมไพร่ ห้าร้อยคนไปตั้งค่ายมั่นรักษาแขตรแดนเมืองสงขลาในที่พะตรงในที่การำ ไว้ แลพระสุนทรนุรักษ์บอกให้เข้าไปนำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ว่าตนกูมัดสาอัดมาตีเอาเมืองไทรได้ทรงทราบแล้ว ครั้งนั้นเจ้าพระยา นครอยู่ณกรุงเทพมหานคร โปดรเกล้าโปดรกระหม่อมขับให้เจ้าพระยา นคร พระยาสงขลาเร่งรีบออกมา พระยาสงขลากราบทูลลากลับออกมาถึงเมืองสงขลา ณเดือนสิบสอง พระยาสงขลาเกณฑ์ทัพยกไป ตั้งอยู่ที่หาดใหญ่ ให้พระสุนทรนุรักษ์อยู่เมือง แล้วมีหนังสือไปถึง หัวเมืองแขกซึ่งขึ้นกับเมืองสงขลาให้ยกทัพมาช่วยกันระดมตีเมืองไทร พระยาตานี ทองอยู่ พระยะหริ่ง พ่าย พระยาสาย ระดะ พระจะนะบัวแก้ว ยกกองทัพไปรวมกันที่หาดใหญ่ พระยาสงขลาแต่งให้ พระยายะหริ่ง พระยาตานี พระยาสายบุรี พระจนะ หลวงนา หลวงพล ขุนต่างตา คุมไพร่ขึ้นไปรบกับพวกอ้ายตนกูมัดสาอัดที่ค่าย



๓๐ ทุ่งโพ อ้ายตนกูมัดสาอัดรวมผู้คนได้มาก ตัดหลังเข้ามาทางสบาเพน เผาบ้านเมืองราษฎรแขวงเมืองจนะ จนมากะทั่งบ้านจนะ แขกนาย ไพร่ในเมืองจนะเข้าด้วยตนกูมัดสาอัดเมืองไทรทั้งสิ้น พวกไทยใน เมืองจนะพาบุตรภรรยาหนีเข้ามาณเมืองสงขลา พระยาสงขลาเห็นว่าแขกเมืองจนะ เมืองเทพา เมืองหนองจิก เมืองตานี ยะหริ่ง กำเริบจะไว้ใจไม่ได้ พระยาสงขลาจัดให้พระยาตานี พระยายะหริ่ง พระยาสายบุรี พระจนะ คุมไพร่ตั่งค่ายรักษาทางพตงการำ ให้ หลวงพลหลวงไชยสุรินทร์คุมไพร่ห้าร้อยคน ยกไปตั้งค่ายรักษาทาง เมืองจนะ ให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์เปนกองลำเลียงอยู่ที่หาดใหญ่ พระยาสงขลากลับลงมาแต่งเมืองสงขลากำชัยมั่นคงแล้ว ให้หลวง ยกรบัครคุมไพร่ไปตั้วค่ายมั่นที่ปลักแรดค่ายหนึ่ง ที่เกาะถำค่ายหนึ่ง เขาเกาเสงค่ายหนึ่ง พวกแขกไทรตัดหลังเข้ามาเผาบ้านเรือนราษฎร ในที่พตงการำ กองพระยาตานี พระยายะหริ่ง พระยาสายบุรี เห็นพวกแขกไทรตัดหลังเข้ามาได้ จึงพระยาตานี พระยายะหริ่ง พระยาสายบุรี ยกกองทัพล่าเข้ามาถึงทุ่งน้ำจาย กองพระยาสายบุรี ปะกับพวกแขกเมืองไทร สู้รบกับพวกแขกไทรตายหลายคน พวกแขกไทรเสียทีเร้นเข้าป่า กองพระยาสายเลยมาตั้งค่ายมั่นที่เขา ลูกช้าง พระยายะหริ่ง พระยาตานี ตั้งค่ายเขาเกาเสง แต่กองหลวงไชยสุริทร์หลวงพลซึ่งยกไปตั้งอยู่ทางจนะนั้น พวกแขก เมืองจนะเข้าหาพวกแขกกองทัพเมืองไทร ตัดหลังเข้ามาเผาบ้าน



๓๑ เรือนราษฎรแลบ้านพระจนะ กองหลวงไชยสุรินทร์ หลวงพล จะ เที่ยวหาเสบียงอาหารก็ขัดสน หลวงพล หลวงไชยสุรินทร์ ล่าลง มาตั้งค่ายมั้นอยู่ที่ปลักแรดพร้อมกัน พวกแขกเมืองไทรเมืองจนะ ไล่มาถึงหน้าค่ายปลักแรด พวกแขกยังไม่ทันตั้งค่าย พระสุนทรนุรักษ์ยกกองทัพไปรับที่ค่ายปลักแรด พระสุนทรนุรักษ์แต่งให้พวกจีนเปน กองหน้าสีทงสมทบกับกองหลวงพล หลวงไชยสุรินทร์ สู้รบกับพวก แขกที่หน้าค่ายปลักแรด พวกกองจีนสู้รบยิงฟันกับพวกแขกเมืองไทร เมืองจนะแตกยับเยิน พวกแขกหนีไป พวกกองจีนตัดเอาหัวแขกไทร แขกจนะมาได้ พระยาสงขลารางวัลให้หัวละห้าเหรียญ ครั้นจะยก กองทัพไล่ติดตามพวกแขกไปเล่า ผู้คนในเมืองน้อยตัวจะจะไว้ใจไม่ได้ จึงให้ตั้งค่ายมั่นลงไว้ที่ปลักแรด พระยาสงขลากรมการบอกให้ หลวงพัฒนสมบัติ กังโปย ถือบอกเข้าไปกรุงเทพมหานคร ให้นำ ขึ้นกราบบังคมทูลแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ว่าแขก เมืองจนะ เมืองเทพา หนองจิก คิดขถบเข้าหาพวกแขกไทรทั้งสิ้น คนในเมืองสงขลาน้อยตัว ทรงทราบแล้วโปดรเกล้า ฯ ให้พระยา วิชิตณรงค์ พระราชรินทร์ กรมพระตำรวจ คุมไพร่ห้าร้อยคนเปน กองน่าล่วงออกมาก่อน ให้พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษา จางวาง พระคลังสินค้า เปนแม่ทัพใหญ่ เจ้าพระยายมราช พระยาเพร็ชบุรี ไพร่สามพันเศษยกตามมาภายหลัง ๑๔ กองพระยาวิชิตณรงค์

๑๔ เรื่องยกกองทัพคราวนี้ มีความพิศดารอยู่ในหนังสือเรืองจดหมายหลวงอุดมสมบัติ


๓๒ พระราชรินทร์ยกมาถึงเกาะหนู พระสุนทรนุรักษ์ยกออกไปปลัดแรด ให้ทำปี่พาทย์บนเขาเกาะถำ แล้วให้ยิงบืนส่งเข้าไปในค่ายแขก พวกแขกแตกหนีไปในเพลาวันนั้น พระยาสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ กลับเข้ามาณเมืองสงขลา พระยาวิชิตณรงค์ พระราชรินทร์ ก็ขึ้น มาจากเรือ ปฤกษาราชการกับพระยาสงขลาพร้อมกัน ว่าพวก กองทัพแขกแตกไปแล้ว เมืองตานี เมืองยะหริ่ง เมืองสาย ตัว เจ้าเมืองติดอยู่ที่เมืองสงขลา หารู้ว่าจะเปนอย่างไรไม่ ให้พระยาตานี พระยาสายบุรี พระยายะหริ่ง ล่วงหน้าไปเสียก่อน ให้พระสุนทรนุรักษ์อยู่เมืองสงขลา พระยาสงขลา พระยาวิชิตณรงค์ พระราชรินทร์ ยกลงไปตั้งอยู่ที่เมืองตานี แขกเมืองไทรซึ่งเปนขบถก็แตกทัพพากันหนี ลงเรือไปอยู่เกาะหมาก ส่วนกองทัพเจ้าพระยานครยกเข้าไปตั้งอยู่ใน เมืองไทรได้ พระยาสงขลา พระยาวิชิตณรงค์ พระราชรินทร์ลงไปจัดแจงอยู่เมืองตานีเดือนเศษ กองทัพพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพ ใหญ่ เจ้าพระยายมราช พระยาเพ็รชบุรี ยกกองทัพมาถึงเมืองสงขลา ณวันเดือนหกศักราช ๑๒๐๑ ขึ้นแปดค่ำปีเอกศก ขึ้นตั้งทำเนียบ อยู่ที่บ่อพลับ พระยาศรีพิพัฒน์มีหนังสือไปหาตัวพระยาไทร พระยา สงขลาที่ตั้งอยู่เมืองตานี ให้เข้ามาที่เมืองสงขลา จะได้ปฤกษา ราชการ พระยาสงขลา พระยาไทร ได้แจ้งตามหนังสือแล้ว พระยาสงขลาให้พระยาวิชิตณรงค์ นายเม่นมหาดเล็ก จัดแจง ราชการอยู่เมืองตานี พระยาสงขลากับพระราชรินทร์กลับเข้ามา ณเมืองสงขลา พระยาไทรบุตรเจ้าพระยานครยกมาตั้งอยู่ที่ท่าอ้าน


๓๓ ? ขณะนั้นพระยากลันตัน กับพระยาจางวาง ตนกูปษา วิวาทกัน พระยากลังตันบอกเข้ามาให้กราบเรียนเจ้าคุณศรีพิพัฒน์ แม่ทัพใหญ่ ขอให้กองทัพไทยลงไปช่วยพระยากลังตัน พระยา ศรีพิพัฒน์เเจ้งในหนังสือพระยากลังตันแล้ว ไม่รู้ว่าการจะผันแปร ประการใด จึงแต่งให้หลวงสรเสนีปลัดกรมอาสาจามขี่กำปั่นลงไป ห้ามปรามำพรยะากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปษา อย่าให้วิวาทกันหลวงสรเสนีบอกเข้ามาว่า หลวงสรเสนีลงไปห้ามปรามพระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปษา ว่าให้รื้อสนามเพลาะเสีย อย่าให้วิวาทกัน พระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปษา หารื้อสนามเพลาะให้ไม่ พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพใหญ่เห็นว่า พระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปษา ยังดื้อดึงอยู่ จึงจัดให้พระยาเพ็รชบุรี พระสุนทรนุรักษ์ คุมไพร่สองพันเศษลงไปตั้งถ่วงไว้ที่ญากังแขวงเมืองสาย มีหนังสือ ให้หลวงโกชาอิศหากล่ามณกรุงเทพมหานครลงไปหาตัวพระยากลันตัน ตนกูปษา เข้ามาเมืองสงขลา หลวงโกชาอิศหากพาตัวพระยากลันตัน ตนกูปษา เข้ามาถึงเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาแม่ทัพ ว่ากล่าวระงับให้พระยากลันตัน ตนกูปษา สามัคคีรศดีกันได้แล้ว พระยากลันตัน ตนกูปษา ก็ลากลับไปเมืองกลันตัน แต่เมืองไทร พระยากลันตัน ตนกูปษา ก็ลากกลับไปเมืองกลันตัน แต่เมืองไทร นั้นพระยาศรีพิพัฒน์รัตนราชโกษาแม่ทัพใหญ่ ให้พระยาไทรรักษา เมืองอยู่ตามเดิม ให้ตนก็เดวาว่าราชการเมืองสตูนลงู ให้ขึ้น ๕


๓๔ อยู่กับเมืองสงขลา ให้พระปลัดเมืองพัทลุงว่าราชการเมืองพัทลุง ให้ยกที่พะโคะแขวงเมืองพัทลุงมาให้ขึ้นกับเมืองสงขลา แล้วให้มี หนังสือไปหาพระยาเพ็ชรบุรี พระสุนทรนุรักษ์กลับเข้ามาณเมือง สงขลา ครั้งนั้นพระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพใหญ่ ให้พระยาวิชิตณรงค์อยู่ช่วยรักษาเมืองสงขลา พระยาศรีพิพัฒน์แม่ทัพใหญ่ได้ก่อพระ เจดีย์ที่เขาเมืองข้างฝ่ายทักษิณพระเจดีย์เก่าหนึ่ง แล้วได้ยกที่พะโคะเขตรแดนเมืองพัทลุงให้มาเปนแขตรแดนแขวงเมืองสงขลา เสร็จ ราชการแล้ว พระยาศรีพิพัฒน์กลับเข้าไปกรุงเทพ ฯ พระยาศรี พิพัฒน์กราบบังคมทูลพระกรุณา ว่าเมืองไทรนั้นจะให้ไทยเปนเจ้า เมืองต่อไปไม่ได้ จะเกิดศึกวุ้นวายไม่รู้แล้ว ต้องแบ่เมืองไทร ออกเปนสามเมือง เหมือนอย่างเมืองตานี จึงจะเปนปรกติลงได้ขอให้ยมตวันมาเปนเจ้าพระยาไทรตามเดิม ให้ตนกูอานุมเปน พระยากะปังปาสู ให้ตนกูเสดอาเสนเปนพระยาปลิศ ให้ตนกูเดวา เปนพระยาสตูน ขึ้นอยู่กับเมืองสงขลา ๑๕ ให้พระปลัดเมืองพัทลุง เปนพระยาพัทลุง พระยาพัทลุงบุตรเจ้าพระยานครพาเข้ามาเปนขุนนาง ในกรุงเทพมหานคร แต่เมืองพังงานั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรม โปรด ๑๕ ตรงนี้คลาศเคลื่อน ความจริงครั้งนั้นทรงตั้งตนกูอานุมเปนพระยาไทร ตนกู อาสันเปนพระยากะบังปาสู ตนกูหมัดอาเก็บเปนพระยาสตูน ต่วนเสดอุเซนเปนพระยา ปลิศ ต่อมาพระยากะบังปาสูถึงแก่กรรม เจ้าพระยาไทรปะแงรันเข้ามาสารภาพรับผิด จึงโปรดให้ย้ายตนกูอานุมมาเปนพระยากะบังปาสู ให้เจ้าพระยาไทรกลับมาครองเมือง ไทร เมืองที่แบ่งใหม่ทั้ง ๔ นั้นคงขึ้นเมืองนคร มิได้ขึ้นสงขลา



๓๕ เกล้าโปรดกระหม่อมให้พระยาไทรบุตรเจ้าพระยานครไปเปนที่พระยา บริรักษ์ภูธร บวรสวามิภักดิ ศักดิเสนามาตยาธิบดี พิริยพาหะ พระยาพังงาให้พระยาเสนานุชิตเปนที่พระยาตะกั่วป่า แต่เมืองไทร เมือง พัทลุงนั้น โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้มีตราตั้งเจ้าเมืองออกมา ตามพระยาศรีพิพัฒน์จัดแจงไว้ ? ครั้งนั้นเปนปกติอยูปีหนึ่ง พระสุนทรนุรักษ์เข้าไปเฝ้า ทูลลองธุลีพระบาท พระยาสงขลาแต่งเรือศีศะฝรั่งให้พระปลัดเมือง พัทลุง พระยาวิชิตณรงค์ ข้าหลวงเข้าไปกรุงเทพมหานคร พร้อม ด้วยพระสุนทรนุรักษ์ พระปลัดเมืองพัทลุง เข้าเฝ้าทูลลองธุลี พระบาทพร้อมกัน รับสั่งถามพระสุนทรนุรักษ์ด้วยข้อราชการเสร็จ แล้ว ดำรัสว่าให้พระสุนทรนุรักษ์เปนพี่เลี้ยงช่วยบำรุงพระปลัดเมือง พัทลุงด้วย แล้วรับสั่งว่าให้ตั้งพระปลัดเปนพระยาพัทลุง๑๖ เสร็จ ราชการแล้ว พระสุนทรนุรักษ์กราบถวายบังคมลากลับออกมาณเมืองสงขลา อยู่สองบีมีตราโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมออกมาเมืองสงขลา ว่าพระยากลังตัน พระยาจางวาง ตนกูปษา วิวาทกันพี่น้อง ให้ พระยาเสนหามนตรีบุตรเจ้าพระยานคร พระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วย ราชการเมืองสงขลา พระยาท้ายน้ำ ลงไปเมืองกลันตัน ช่วย ระงับว่ากล่าวให้พระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปษาสามัคศีรศ ประนบประนอมกันพี่น้อง อย่าให้แตกร้าวมัวหมองกัน ถ้าเห็นว่า ๑๖ พระยาพัทลุงคนนี้ชือ จุ้ย เปนบุตรพระยาพิไชยราชาครั้งรัชกาลที่ ๑



๓๖ พระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกปูปษา แตกร้าวประสานไม่ได้แล้ว ให้พระสุนทรนุรักษ์เกลี้ยกล่อมตนกูปษามาไว้เมืองแขกซึ่งขึ้นกับเมือง สงขลา ให้พระยาเสนามนตรีพาตัวพระยาจางวางเข้ามาไว้เมือง นครตามท้องตรา พระยาเสนหามนตรี พระยาสุนทรนุรักษ์ พระยา ท้ายน้ำ ก็ยกไปเมืองกลันตัน ได้ระงับว่ากล่าวพระยากลันตัน พระยาจางวาง ตนกูปษา ให้สามัคคีรศกันเหมือนพี่น้อง พระยากลันตัน ตนกูปษา หาง้องอนกันไม่ จึงพระยาสุนทรนุรักษ์พูดจาเกลี้ยกล่อม ตนกูปษา ๆ สมัคมากับพระยาสุนทรนุรักษ์ ๆ พาตัวตนกูปษากับบุตร ภรรยาทาษชายหญิงผู้คนบ่าวไพร่ตนกูปษามาไว้ที่เมืองตานนี พระยา เสนามนตรีพาตัวพระยาจางวาง บุตรีภรรยาทาษชายหญิงไปไว้ เมืองนคร พระยาท้ายน้ำก็เข้าไปกรุงเทพมหานคร ?ณปีขาลจัตวาศก (จุลศักราช ๑๒๐๔) โปรดเกล้าโปรด กระหม่อมให้จัดแจงฝังหลักเมืองสงขลา โปรดพระราชทานเทียนไชย หลักไชยพฤกษ์กับเครื่องไทยทาน อาราธนาสมเด็จพระเจ้าอุดมปิฏก พระสงฆ์อันดันแปดรูป เปนประธาน พระครูอัษฎาจารย์ พราหมณ์ มีชื่อแปดนาย ออกมาให้พระยาสงขลาฝังหลักเมือง พระยาสงขลา ได้จัดแจงทำโรงพิธีกลาง แลโรงพิธีสี่มุมเมืองกับโรงพิธีพราหมณ์ เสร็จแล้ว ณวัน ๔ ค่ำ ปีขาลจัตวาศก ได้ตั้งกระบวนหลัก ไชยพฤกษ์เทียนไชยไปเข้าโรงพิธี อาราธนาพระสงฆ์จำเริญพระปริต สามวันเสร็จแล้ว ได้เชิญหลักไชยพฤกษ์ฝังลงไว้ ณวัน ๔ ค่ำ



๓๗ เพลาเช้าโมง ๒ บาท ลุศักราช ๑๒๐๔ ปีขาลจัตวาศก แล้วสมโภช หลักไชยพฤกษ์ มีลคร, งิ้ว , หุ่น , ชาตรี ๕ วัน พระยาสงขลาได้ ถวายผ้าไตรจีวรเครื่องบริขารแก่พระสงฆ์เสมอทั้ง ๒๒ รูป แลได้ต่อ ก่อตึกโรงหลักเมืองขึ้นไว้สามหลัง ทำโรงเสื้อเมืองขึ้นๆไว้หลังหนึ่ง เสร็จราชการฝังหลักเมืองแล้ว พระยาสงขลาจัดแจงให้ไปส่งสมเด็จ เจ้าอุดมปิฏก แลพระครูอัษฏาจารย์ พราหมณ์มีชื่อเจ้าเข้าไปกรุงเทพ มหานคร ?ครั้นปีมโรงศกศักราช ๑๒๐๖ อยู่สองปีถึงกำหนดงวด ส่งดอกไม้ทองเงินเมืองสตูนลงูจะเอาสิ่งใดก็ไม่ได้ พระยาสงขลา ต้องทำดอกไม้ทองเงินรวงให้ตนกูเดวา ๆ พาดอกไม้ทองเงินเครื่อง ราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตั้งตนกูเดวาเปนพระยาสตูนออกมา พระยาสตูนกับ พระยาปลิศวิวาทด้วยเขตรแดน มีตราออกมาให้กรมการเมืองนครเมืองสงขลากำกับกันไปชำระปักหลักลงไว้ให้มั่นคง พระยาสงขลา เห็นว่าพระยาสตูนเปนคนดื้อดึงจะเอาจิดราชการก็ขัดสน หาเปนผล เปนประโยชน์สิ่งใดไม่ จึงยกเมืองสตูนให้ขึ้นกับเมืองนคร ? ครั้นณปีเมียอัฐศก พระยาสงขลาเปนไข้ พระราชทาน ขุนภักดีโอสถหมอยา พันเมืองหมอนวด ออกมาพยาบาลอาการก็ หาคลายขึ้นไม่ ณวัน ๓ ๔ ค่ำลุศักราช ๑๒๐๙ ปีมแมนพศก เพลาสามโมงเช้า พระยาสงขลาถึงแก่อนิจกรรม พระสุนทรนุรักษ์



๓๘ ญาติพี่น้องจัดแจงศพพระยาสงขลาไว้ในเตียงน่าจวน พระสุนทรนุรักษ์ บอกเข้าไป ให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระยาสงขลา ถึงแก่อนิจกรรม พระสุนทรนุรักษ์ให้หลวงไชยสุรินทร์คุมเงินเข้าไป ทูลเกล้ากระหม่อมถวายหมื่นเหรียญ หลวงไชยสุรินทร์กลับออก มาณวันเดือนเก้าปีวอกสัมฤทธิศก พระสุนทรนุรักษ์เข้าไปทูลลออง ธุลีพระบาท โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระสุนทรนุรักษ์ (บุญสังข์) ว่าที่พระยาสงขลา ออกมาจัดแจงทำศพพระยาสงขลา พระสุนทร นุรักษ์ กราบถวายบังคมลากลับออกมา พระราชทานผ้าไตร ๓๐ ไตร กับเครื่องไทยทาน แลศิลาน่าเพลิง กับพระราชทานหมื่นตะมัง นายช่างทหารในออกมาเปนช่างทำเมรุคนหนึ่ง พระสุนทรนุรักษ์จัด แจงทำเมรุยังไม่เสร็จ ? ในปีนั้นมีตราโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระยาวิชิต ณรงค์เปนแม่กองออกมาศักเลข ตั้งโรงศักที่บ่อพลับ ได้ลงมือศัก เลขบ้างแล้ว พระสุนทรนุรักษ์ผู้ว่าที่พระยาสงขลา ญาติพี่น้อง ได้ ทำเมรุเผาศพพระยาสงขลาแล้วเสร็จแต่ณวันเดือนเจ็ด ศักราช ๑๒๑๑ ปีรกาเอกศก ได้ฝังศพพระยาสงขลาไว้ที่เขาแหลมสน จาฤกไว้ ในศิลาน่าศพแล้ว อยู่สองวัน ฯ พณ ฯ ว่าที่สมุหพระกระลาโหม ออกมาสำเร็จราชการในการศักเลขเมืองปากใต้ ฯ พณ ฯ ว่าที่สมุห พระกระลาโหมยกมาถึงเมืองสงขลาขึ้นตั้งทำเนียบอยู่บ่อพลับ ฯ พณ ฯ ว่าที่สมุหพระกระลาโหมจัดแจง ศักเลขอยู่ที่เมืองสงขลาสามเดือนเสร็จ



๓๙ ราชการ (ฉบับลบ ) แล้วเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาที่ ๓ ได้ครองเมืองสงขลา ๓๐ ปี ได้สร้างพระวินัย ๖๖ คัมภีร์ พระสูตร ๒๒๙ คัมภีร์ พระอภิธรรม ๘๗ คัมภีร์ สัททาวิเศษ ๒๔ คัมภีร์ ( ฉบับลบ ) พระไตรปิฎกเปนเงินตรา ๕๐ ชั่ง ได้สร้างสำเภาไว้ ๓ ลำ แล้วก่อกำแพงศิลาเมืองสงขลาขึ้นไว้แล้วถึงอนิจกรรม แลได้จัด (ฉบับลบ) พระสุนทรนุรักษ์ ผู้ว่าที่พระยาสงขลาเข้าไปเฝ้าทูลลออง ธุลีพระบาท ขณะนั้นพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าทรงพระประชวร หมอพยาบาลพระอาการก็หาคลายขึ้นไม่ ครั้นณวัน ๕ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๑๓ ปีกุญตรีศก พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าสวรรคต แผ่นดินพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเถลิงถวัลยราชสมบัติผ่านพิภพขึ้น สมเด็จพระเจ้า น้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนอิศเรศรังสรรค์ เปนกรมพระราชวังบวร สถานมงคล รับสั่งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้เลื่อนพระสุนทร นุรักษ์ (บุญสังข์) บุตรพระยาศรีสมบัติจางวาง ขึ้นเปนที่พระยา วิเชียรคิรี ศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รามภักดี พิริยพาหะ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โปรดให้ตั้งนายจ่าเรศ (เม่น) มหาดเล็ก บุตรพระยาสงขลาฤทธิ เปนพระสุนทรรักษ์ ผู้ช่วย ราชการ พระยาสงขลา พระสุนทรนุรักษ์ ได้รับตราตั้งณวันพุฒ เดือนหกแรมสิบสามค่ำศักราช ๑๒๑๓ ปีกุญตรีศก ทำราชการฉลอง พระเดชพระคุณเปนปรกติมา



๔๐ พงษาวดารเมืองสงขลา ของเจ้าพระยาวิเชียรคิรี บุญสังข์ ตอนที่ ๒ แต่งเมื่อปีวอก จุลศักราช ๑๒๒๑ ? วันเสาร์เดือนสิบเอ็ดขึ้นห้าค่ำ ปีมแมนักษัตรเอกศก จุลศักราช ๑๒๒๑ เพลา ๔ โมงเช้า นั่งพร้อมกันณจวน พระสุนทรนุรักษ์ ๑ พระสมบัติภิรมย์ ๑ หลวงนุรักษ์ภูเบศร์ ๑ หลวงวิเศษภักดี ๑ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ๔ หลวงเพ็ชรคิรีราชสงครามปลัด ๑ หลวงเทพนรินทร์อินทร์เดชะ ยกรบัตร ๑ หลวงเทพสุรินทร์อินทรเสนา จ่ามหาดไทย ๑ หลวงพลฤทธิพิไชย ๑ หลวงเทพมณเฑียร น่าวัง ๑ หลวงพิทักษ์ โกษา คลัง ๑ หลวงทิพมนตรีศรีราชสมโภช กรมนา ๑ หลวง เพ็ชรบุรีศรีราชวังเมือง นครบาล ๑ หลวงพิไชยเสนา สัสดีกลาง ๑ หลวงเทพเสนา สัสดีขวา ๑ หลวงไชยปัญญา สัสดีซ้าย ๑ หลวง ไชยสุรินทร์ มหาดไทยกลาง ๑ หลวงอินทรอาญา นครบาลใน ๑ หลวงเพ็ชรพยาบาล กรมช้าง ๑ หลวงพิทักษ์โยธา ๑ หลวงบำรุง ชลธาร์ ๑ หลวงท้ายวัง ๑ หลวงบำรุงอากร ๑ ขุนเทพอาญา มหาดไทยศาลา ๑ ขุนเทพสุภาแพ่ง ๑ ขุนสรพากร ๑ ขุนแก้วเสนา ๑ กรมการ ๒๒ หลวงศรีปดุการายามฆาหลี ๑ หลวงสุริยวังษา ๑ หลวง ฤทธิเทวา ๑ ขุนวิเศษวาที ๑ ล่ามเมืองสงขลา ๔ รวมกัน ๓๐ ชื่อ

๔๑ ? เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โปรดสั่งว่า เรื่องราว การเมืองสงขลาแต่ก่อนได้จัดแจงทำขึ้นไว้ เมื่อครั้งพณหัวเจ้าท่าน เจ้าพระยาอินทรคิรีสมุทสงครามเจ้าพระยาสงขลา ( บุญฮุย ) ที่หนึ่ง๑ ตั้งแต่เปนพระยาสงขลาแลเปนพระยาสงขลามาหลายปีมิได้นับ ๆ แต่เมื่อ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมเลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยาอินท คิรีสมุทสงคราม เจ้าพระยาสงขลา ได้ยกเมืองมาจากเมืองนคร แล้วครองเมืองสงขลาอยู่ ๓๔ ปี ต่อถึงอาสัญกรรม แลพระยาวิเศษ ภักดีสุรสงคราม ( จํอง ) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาที่ ๒ ครอง เมืองสงขลาได้ ๗ ปี แล้วถึงอาสัญกรรม แลพระยาวิเชียรคิรี ศรี สมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รามภักดี พิริยพาหะ ( เซ่ง ) ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาที่ ๓ ได้ครองเมืองอยู่ ๓๐ ปี แล้วถึง อาสัญกรรม มีแจ้งอยู่ในเรื่องราวแต่ก่อนนั้นแล้ว ? ครั้งนี้ได้ให้หลวงศรีสมบัติก๋งโบย หลวงศุภมาตราเซง จัดแจงจดหมายเรื่องราวการเมืองสงขลาไว้ฉบับหนึ่ง เมื่อครั้งเจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาที่ ๔ ยังประถมไวยอยู่ อายุได้ ๑๖ ปี เข้าไปถวายตัวเปนมหาดเล็กอยู่ในเวรเดช ก็ตั้งใจทำราชการฉลอง พระเดชพระคุณในพระบาท สมเด็จพระบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระพุทธเลิศหล้านภาไลย เปนมหาดเล็กเลวอยู่ ๒ ปี ๑ ตอนนี้ว่าด้วยประวัติของเจ้าพระยาสงขลาบุญสังข์


๔๒ ที่จะได้เพลิดเพลินไปในข้อที่ไม่เปนประโยชน์หามิได้ ละวัน ๆ ครั้น เพลา ๓ โมงเช้า ก็เข้าไปเฝ้าทูลลอองธุรีพระบาทฟังราชการจน เพลา ๔ โมงเช้า ตรัสประภาษด้วยราชการแล้วเสด็จขึ้น กลับมาบ้านครั้นเพลาบ่าย ๒ โมงเศษ ลงเรือไปทำรายงานสำเภาหลวงที่คอกกระบือ แลบ้านที่อยู่กับอู่ต่อสำเภานั้น พายเรือล่องลงมาแต่เพลา บ่าย ๒ โมงเศษ เที่ยวดูรายงานเสร็จแล้ว กลับเข้าไปถึงบ้านพอ เพลาพลบค่ำ เพลาทุ่มเศษ เข้าไปเฝ้าทูลลอองธุรีพระบาทถวาย รายงานซึ้งอากึ่งชันหมันต่อสำเภาว่าเพลาวันนี้ได้ทำงานสิ่งนั้น ๆ จน สิ้นทุกข้อ แล้วก็เฝ้าฟังราชการจนเสด็จขึ้น เพลา ๔ ทุ่มเศษจึง ได้กลับมาบ้าน แต่ทำราชการขวนขวายอยู่อย่างนี้ทุก ๆ วันมิได้ขาดถึงสองปี รวมกันสี่ปี ณเดือนเจ็ดปีกุญ ( จุลศักราช ๑๑๗๗ ) กราบถวายบังคมลากลับออกมาเยี่ยมบิดามารดา ณวันเดือนสิบสองข้าง แรมพระราชทานเบี้ยหวัดแก่ข้าทูลลอองธุรีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยณกรุง เทพพระมหานคร ภายหลังสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย ทรง พระกรุณาโปรดเก้ลาโปรดกระหม่อม ตั้งแต่งเลื่อนขึ้นเปนที่พลพ่าย หุ้มแพรนายยามอยู่เวรสิทธิ แต่ตัวยังอยู่เมืองสงขลา แล้วมี รับสั่งออกมาให้เข้าไปณกรุงเทพพระมหานคร ครั้นณเดือนหกปีชวด ( จุลศักราช ๑๑๗๘ ) เข้าไปณกรุงเทพพระมหานคร รับทำราชการ อยู่ในที่พลพ่ายหุ้มแพรสองปี ครั้นณเดือนยี่ปีฉลู ( จุลศักราช ๑๑๗๙ )เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาที่ ๒ ถึงแก่อนิจกรรม โปรดเลื่อน



๔๓ พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาขึ้นเป็นผู้สำเร็จราชการเมือง สงขลา แล้วตั้งให้นายพลพ่ายมหาดเล็กเป็นหลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ ว่วยราชการเมืองสงขลา ? ปีขาลสัมฤทธิศก (จุลศักราช ๑๑๘๐) หลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาถวายบังคมลาออกมาทำราชการด้วย เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา สมเด็จพระพระพุทธเลิศหล้านภาไลยอันได้ปราบดาภิเสวยราชสมบัติได้ ๑๖ ปีแล้วสวรรคต กรมหมื่น เจษฎาบดินทร์ พระราชโอรสผู้ใหญ่ ได้ราชาภิเศกเถลิงถวัลย์ราชสมบัติในเดือนแปดปีวอกฉศก (จุลศักราช ๑๑๘๖) ? ครั้นปีมโรงจัตวาศก (จุลศักราช ๑๑๙๔ ) อ้ายพระยา ตานี หลวงปสา เปนขบถ โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พณหัวเจ้าท่านเจ้าพระยาคลังว่าที่สมุหพระกระลาโหม ยกกองใหญ่ออกมา แล้วเลยลงไปตั้งอยู่ที่บางน้ำจืดแขวงเมืองตานี จัดแจงราชการเมือง ตานี เมืองหนองจิก เมืองรามัน เสร็จแล้วกลับเข้าไปณกรุงเทพ พระมหานคร แลข้อความเมืองตานีเปนขบถนั้น มีแจ้งอยู่ในฉบับต้น ซึ่งจัดแจ้งไว้แต่ก่อนนั้นแล้ว ? ครั้นณเดือนห้า ปีมเสงเบญจศก ( จุลศักราช ๑๑๙๕) หลวงสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา เข้าไปเฝ้าทูลลออง ธุลีพระบาทณกรุงเทพพระมหานคร พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระลาโหม แม่ทัพใหญ่กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ได้ให้หลวงสุนทรนุรักษ์



๔๔ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาติดตามอ้ายพระยารามัน ได้ตัวอ้ายพระยารามันแลครอบครัวอ้ายพระยาหนองจิกพระยาตานีมา มีความ ชอบอยู่ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้เลื่อนขึ้นเปนพระสุนทรนุรักษ์ ผุ้ช่วยราชการเมืองสงขลา แล้วกราบถวาย บังคมลากลับออกมาณเมืองสงขลา ? ครั้นเดือนสี่ ปีมแม (จุลศักราช ๑๒๐๙ ) เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลา ( เซ่ง ) ถึงแก่อนิจกรรม มีท้องตราโปรด เกล้าโปรดกระหม่อมออกมา ให้พระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการ เมืองสงขลาว่าที่พระยาสงขลา แล้วให้จัดแจงทำศพเจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลาให้สมควรด้วยยศถาศักดิ แลพระสุนทรนุรักษ์ ได้เปนผู้ช่วยราชการเมืองสงขลามา จนเจ้าคุณสำเร็จราชการ เมืองสงขลาถึงแก่อนิจกรรมได้ ๓๑ ปี แล้วพระสุนทรนุรักษ์ผู้ว่าที่ พระยาสงขลาได้จัดแจงศพเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ใช้ จ่ายเปนเงินยี่สิบพันมีเศษหกร้อยสี่สิบเหรียญ แล้วเสร้จแต่ในปีรกา เอกศก เจ้าพระยาพระคลังว่าที่สมุหพระกระลาโหม แลพระยา วิชิตณรงค์ ออกมาศักเลขอยู่บีหนึ่งเสร็จแล้วกลับเข้าไปณกรุงเทพ พระมหานคร ? ครั้งนั้นเดือนหก ปีจอโทศก ( จุลศักราช ๑๒๑๒ ) พระสุนทร นุรักษ์ว่าที่พระยาสงขลาเข้าไปเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทณกรุงเทพพระ มหานคร ยังหาได้ชุบเลี้ยงตั้งแต่งให้เปนที่พระยาสงขลาไม่ (ใน



๔๕ ระหว่างนี้มีอ้ายจีนสลัดมาจับหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ซึ่งอยู่รักษาราชการ เมือง ๆ สงขลา ) พอสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร ครั้นณวันเดือนห้าขึ้นค่ำหนึ่ง ปีกุญตรีนิศก ( จุลศักราช ๑๒๑๓ ) เสด็จสวรรนคต แลสมเด็จพระนั้นเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสวยราชสมบัติอยู่ ๒๘ ปี สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าฟ้ามงกุฎ พระองค์ใหญ่ได้ขึ้นเสวยราช สมบัติ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน นามสัญญาบัตรให้พระสุนทรนุรักษ์เลื่อนขึ้นเปนที่พระยาวิเชียนศิรี ศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รวมภักดี พิริยพาหะ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ถือศักดินา ๕๐๐๐ แล้วพระราชทานพานหมากทองคำเหลี่ยมเครื่องในแปดสิ่งสำรับ ๑ กะโถนทองคำ ๑ คนโททองคำ ๑ ลูกดิ่งทองคำสาย ๑ แหวนพุทธธำมรงค์หัวพระมาร วิไชยวง ๑ ตะกุดทองคำสามดอกสาย ๑ กระบี่บั้งทองเล่ม ๑ หมวกตุ้มปี ๑ เสื้อทรงประพาศ ๑ โต้ะเงินเท้าช้างคาว ๑ หวาน ๑ ๒ สำรับ สัปทนปัศตูคัน ๑ แลของสำหรับยศทั้งปวงตามบันดาศักดิตั้งแต่ณวันพุฒเดือนหกแรมสิบสามค่ำบีกุญตรีนิศกราช ๑๒๑๓ ปี เสร็จแล้ว กราบถวายบังคมลากลับออกมาณเมืองสงขลา เข้าเมืองแล้วขึ้นบนจวนณวันพฤหัศบดีเดือนสิบเอ็ดขึ้นสิบสี่ค่ำเพลาเช้า ๔ โมง เศษ ฤกษ์ราชาพระอาทิตย์อยู่ราษีกันย์ พระจันทร์อยู่ราษีมิน พระอังคารอยู่ราษีเมถุน พระพุฒ พระพฤหัศบดีอยู่ราษีกันย์ พระศุกร



๔๖ อยู่ราษีกันย์ พระเสาร์ราษีเมษ พระราหูอยู่ราษีกรกฎ ลักษณา อยู่ราษีกันย์ ? เมื่อณวันเสาร์เดือนห้าแรมหกค่ำบีชวดจัตวาศก ( จุล ศักราช ๑๒๑๔ ) เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา กรมการ พร้อมกันบอกเข้าไปให้นำขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณา ขอรับพระราช ทานครูทหารบืนใหญ่ออกมาให้มาฝึกหัดทหารบืนใหญ่ไว้สำหรับราชการ เมือง โปรดเกล้าโปรดกระหม่อมหมื่นชำนาญอาวุธ นายขำ ชาติพุทเกตครูทหารบืนใหญ่ออกมาณเมืองสงขลา ได้ฝึกหัดปืน ใหญ่น้อยสำหรับเมืองชำนาญได้ราชการแล้ว ๆ บอกส่งหมื่นชำนาญ อาวุธ นายขำครูทหารปืน เข้าไปณพระกรุงเทพมหานคร ? ครั้งณวันศุกรเดือนสิบขึ้นหกค่ำ บีชวดจัตวาศก ได้ทำ การศพฉลองคุณ ๆ มารดาหกวัน เปนพระสงฆ์สำแดงธรรม พระสงฆ์สวดพระธรรม พระสงฆ์บังสกุล เปนพระสงฆ์สองพันมีเศษ ห้าร้อยสามสิบเจ็ดรูป ถวายไตรจีวรเครื่องบริขาร ๔๕๓ ไตร ถวายไตรจีวรแลสบงย่ามทุกรูปสองพันมีเศษแปดสิบสี่รูป ได้ทำโรงทานไทยจีนแขกไว้ พระสงฆ์อาคันตุกะซึ่งมาฉันในโรงทาน แลไทยจีนแขกซึ่งมารับทานหกรายวันเปนพระสงฆ์ ๒๐๘๖ รูป ไทยจีนแขก สิบเอ็ดหมื่นมีเศษแปดพันสิบสามคน เงินใช้จ่ายของเบ็ดเสร็จในการ ศพคุณมารดา เงินแปดพันมีเศษห้าร้อยหกสิบสองเหรียญสอง



๔๗ สลึง แล้วได้สร้างพระอุโบสถวัดเทพชุมนุม แลโรงธรรมศาลา บาตหอระฆัง กับทั้งตึกกุฎีใหญ่น้อยทั้งปวงแลโรงฉัน คิดเปน เงินสามพันมีเศษห้าร้อยสิบห้าเหรียญ ครั้งณวันเดือนสี่ขึ้นสิบเอ็ด ค่ำ จุลศักราช๑๒๒๑ ปีมแมเอกศก ได้นิมนต์พระสงฆ์สำแดง พระธรรม ๕ รูป พระสงฆ์เจริญพระปริต ๓ วันแล้วผูกพัทธเสมา ๕๒ รูป ถวายไตรจีวรแพรจีวรผ้ารูปละ ๕๗ ไตร กับเครื่องบริขารในการฉลองลงทุนใช้จ่าย ๕ รายวัน คิดเปนเงินพันเจ็ดร้อยเจ็ดสิบหกเหรียญครึ่ง กับได้ช่วยทาษไว้ให้เปนไวยาวัจกรสำหรับ สงฆ์ใช้สอยสองครัว ๆ ละสามสิบห้าเหรียญ เปนเงิน ๓๐ เหรียญ รวมกันที่ได้บริจาคไว้ในวัดเทพชุมนุมสามรายคิดเปนเงินห้าพันเหรียญ ครึ่ง แล้วได้บุรณปฎิสังขรณ์วัดโพเงิน ๓๖๑ เหรียญ วัดศิริวนาวาศ ๕๐๓ เหรียญ รวมกันเป็นเงิน ๙๓๔ เหรียญ แล้วได้จำเริญอายุศมถวายไทยทานแก่พระสงฆ์ แลให้ทานแก่ไทยจีนแขกเป็นใช้จ่าย ห้าพันมีเศษเจ็ดร้อยสามเหรียญ ได้สร้างคัมภีร์สิกขาบทสิบคัมภีร์แลสร้างคัมภีร์พระสารสังคหะวินิจฉัยจนจบ เปนเงินร้อยมีเศษสิบเอ็ดเหรียญ แล้วได้ทนุบำรุงยกย่องพระบวรพุทธสาสนา จ้างให้อาจารย์ผู้รู้ธรรมมาบอกพระไตรปิฎิกแก่พระสงฆ์ณหอภายในกำแพงจวนมุมหรดิ ปฎิบัติพระสงฆ์ดว้ยน้ำชาแลเภสัชเปนต้น แลเงินนิตยภัยสำหรับถวายพระสงฆ์สำแดงพระปาติโมกข์ทุกดับทุกเพ็ญ ๑๒ อาราม ๆ ละ เหรียญเปนเงินเดือนละ ๑๒ เหรียญมิได้ขาด



๔๘ ? แล้วได้จัดแจงซ่อมแซมำแพงเมืองแลประตูเมืองตึกดิน แลในจวนนอกจวนต่อก่อร่อถมทรายปลูกฉางใส่เข้าไว้สำหรับราชการ ๒ ฉาง แลต่อก่อตะพานลองขวางแลป้อมรักษาขอบเขตที่ปากน้ำแหลมซายป้อมหนึ่ง ต่อก่อสระศิลาไว้ที่น่าโรงศาลเจ้ามาจ่อ ปลูกบัวสัตบงกชไว้ให้ดอกให้รากให้ผลเปนใบทานตามแต่ผู้จะปรารถนา คิดค่าเปนเงินใช้จ่ายตกแต่งกำแพงเมืองประตูหอรบตึกดินแลในจวน นอกจวน แลต่อก่อตะพานคลองขวางแลป้อมแหลมซาย คิดเปนเงินใช้จ่ายหมื่นมีเศษพัน แลที่ลงธนทรัพย์ใช้จ่ายตกแต่งซ่อมแปลงแลบริจาคทำบุญให้ทานในการกุศลใหญ่น้อยทั้งปวง เมื่อครั้งเจ้าคุณยังไม่เปนผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาก็หาได้ยกขึ้นไม่ว่า ยกขึ้นว่าแต่เมื่อเจ้าคุณเปนผู่สำเร็จราชการเมืองสงขลาแล้ว โดยยกขึ้นว่าเจ้าคุณเปนผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาแล้วก็ดี ยกขึ้นว่าแต่การที่ตกแต่งซ่อมแปลงแลบริจาคทำบุญให้ทานในการใหญ่ ๆ จึงยกขึ้นว่า ที่ตกแต่งซ่อมแปลงแลบริจาคทำบุญให้ทานเล็ก ๆ น้อย ๆ ต่าง ๆ ตามธรรมเนียมนั้นก็มีอยู่มาก หาได้ยกขึ้นว่า ไม่ แล้วเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ที่ประพฤติซึ่งการ ทั้งปวงแต่ล้วนจะให้ประโยชน์แก่ตนแลผู้อื่นแล้วจึงทำ แล อุสาหะชักนำกระทำสงเคราะห์แก่ญาติ แลกรมการชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวงให้ชวนกันทำบุญให้ทาน แลช่วยกันทำทนุบำรุงพระบวรพุทธสาสนา ให้ทำไร่นาค้าขายหากินแต่โดยสุจริต มิให้คิดลอบลัก



๔๙ ฉ้อขายซึ้งกันแลกันให้ได้ความยากแค้น ย่อมว่ากล่าวสั่งสอนชักนำ ให้เปนประโยชน์ในแผ่นดินสมเด็จพระจอมเก้ลาเจ้าอยู่หัวด้วยกันทั้งสอง ฝ่าย กรมการทั้งหลายก็พร้อมเพรียง ราษฎรชาวบ้านชาวเมือง ลูกค้าวานิชทั้งปวงได้ทำไร่นาค้าขายหากินก็ชุกชุม จะมั่งมียากจน ก็สุดแต่บุญกรรมของบุคคลนั้นเอง มิได้เบียดเบียนฉ้อกระบัดเอา พัศดุเงินทองเข้าของ ๆ ผู้หนึ่งผู้ใดให้ได้ความเดือดร้อนหามิได้ ? เมื่อณวันเดือนหกแรมสิบค่ำปีขาลฉศก จุลศักราช ๑๒๑๖ ได้ต่อกำปั่นวิเชียรคิรีลำหนึ่งใช้จ่ายเงินสิบหกพันมีเศษหกร้อยสี่สิบสอง เหรียญ กำปั่นมณีกลอกสมุทลำหนึ่งเงินหกพันมีเศษห้าร้อยหกสิบ เหรียญ ณวันเดือนแปดปีมโรงอัฐศก จุลศักราช ๑๒๑๘ ได้สร้าง อุโบสถแลบุรณปฎิสังขรณ์กำแพงศิลาวัดมัชฌิมาวาศ ลงทุนทรัพย์ ใช้จ่ายเปนเงิน ฯ ลฯ ? แลเมื่อณวันเดือนห้าแรมสองค่ำ ปีมเมียสัมฤทธิศก หลวงสวัสดิภักดีซึ้งให้เข้าไปรับราชการอยู่ณกรุงเทพพระมหานคร มี หนังสือออกมาถึงเมืองสงขลาว่าพณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระลาโหมมี พระปราสาทสั่งว่า ณเดือนแปดเดือนเก้าปีมเมียสัมฤทธิศก พณหัวเจ้าท่านพระสมุหพระกระโหมจะออกมาตราจดูปากน้ำฝ่ายเมืองปากใต้ แล้วจะมาพักที่เมืองสงขลา ให้จัดแจงปลูกทำเนียบไว้ เจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาจัดแจงจากไม้ปลูกทำเนียบไว้คอยรับพณหัว ๗



๕๐ เจ้าท่านสมุหพระกระลาโหมที่แหลมซาย ครั้นณวันเดือนเจ็ดแรมสิบค่ำปีมเมียสัมฤทธิศก เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาจัดแจงกำปั้นวิเชียรคิรีให้ขุนพิทักษ์นาเวศเปนนายลำ กำปั้นมณีกลอกสมุทให้หมื่นประสิทธิคงคาเปนนายลำ ให้หลวงอำนาจกำแหงซึ่งเปน หลวงศรีปดุกาคุมกำปั่นวิเชียรคิรี ให้ขุนพรมมนตรี ขุนเสตียน เตหวา คุมกำปั้นมณีกลอกสมุท เข้าไปรับพณหัวเจ้าท่านสมุห พระกระลาโหมณกรุงเทพพระมหานคร ณวันเดือนแปดทุติยาสาธุ ขึ้นค่ำหนึ่งปีมเมียสัมฤทธิศก พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระลาโหมขี่กำปั่นเสนินทรประดิษฐออกมาถึงเมืองสงขลา ได้ขึ้นพักอยู่ทำเนียบ ซึ่งปลูกไว้คอยรับ ผู้คนซึ้งติดตามพณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระลาโหมออกมา ๕๐๐ คนเศษ เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้ตั้งโรงครัวคาวหวานทำของเลี้ยงวันละสามเพลามิให้ขัดสน พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระลาโหมเที่ยวตรวจดูป้อมกำแพงเมืองทั่วแล้ว ๆ มี พระประสาทสั่งกับเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ว่าณเดือนแปดเดือนเก้าปีมแมเอกศก พระบาทสมเด็จบรมนาทรบรมบพิตรพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินออกมาทรงทอดพระเนตร ฝ่ายเมืองปากใต้ ให้จัดแจงปลูกพลับเพลาไว้คอยรับเสด็จ พณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระโหมพักอยู๋ที่เมืองสงขลา ๗ ราตรีกับ ๖ ทิวา เอากระบี่ด้ามทองฝักทองอย่างลอนดอนเล่มหนึ่ง เข็มขัดสายหนึ่ง ให้เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา กับยกที่กำแพงเพ็ชรแขวง



๕๑ เมืองพัทลุงให้เปนเขตรแดนแขวงเมืองสงขลา ครั้งณเดือนแปดทุติยาสาธขึ้นเจ็ดค่ำบีมเมียสัมฤทธิศก เพลา ๔ โมงเช้าพณหัวเจ้าท่าน สมุหพระกระลาโหมลงกำปั่นไฟกลับเข้าไปณกรุงเทพพระมหานคร ? ณวันเดือนยี่แรมสิบสี่ค่ำบีมเมียสัมฤทธิศก พระวิเศษ วังษา ผู้ช่วยราชการเมืองยะหริ่ง เชิญตราพระคชสีห์ออกมาถึง เมืองสงขลา ในท้องตราโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมออกมาว่า มีพระบรมราชโองการมานพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้าเหนือกระหม่อมสั่งว่า จะเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารค ทรงเรือพระที่นั่งกลไฟออกไปประพาศทรงทอดพระเนตรตามอ่าวคุ้งหัวเมือง ปากใต้ฝ่ายทเลตวันตก ให้สำราญพระราชหฤไทย ไปจนถึง เมืองสงขลา ให้เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาจัดแจงปลูก พลับพลาที่ข้างน่าข้างใน ที่สรงที่เสวย ที่ลงพระบังคน แลท้องพระโรงไว้คอยรับเสด็จ ณวันเดือนยี่แรมห้าค่ำบีมเมียสัมฤทธิศก เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ให้หลวงพิไชยภัคดีเมืองวังชิง หลวงสรประสิทธิเมืองพตง หลวงนุชิตพิทักษ์เมืองการำ หลวงพิไชยสมบัติเมืองรัตภูมี หลวงอภัยภักดีเมืองพวง คุมไพร่พันเศษขึ้นไป ตัดไม้เครื่องพลับพลาที่ควนคลัง จากเกณฑ์หัวเมืองฝ่ายปละท่า ต้องในหลวงเมือง หลวงนา หลวงสิทธิประการจทิงพระ หลวงภักดี บริบาลเมืองพโคะ หลวงรโนฎ เปนจากสิบหมื่น



๕๒ ? ณวันเดือนสามแรมสิบสี่ค่ำบีมเมียสัมฤทธิศก นายกลั่น มหาดเล็กถือหนังสือพระยาศรีเสาวราชภักดีศรีสมุหพระกระลาโหม ฝ่ายพลำพังออกมาฉบับหนึ่ง ในหนังสือนั้นว่าพณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระลาโหมมีบัญชาสั่งว่า พระบาทสมเด็จบรมนารถบรมพิตรพระ จอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินออกมาประพาศทรงทอดพระเนตรฝ่ายหัวเมืองปากใต้ไปจนถึงเมืองสงขลา กำหนดจะเสด็จพระราชดำเนินมาถึงเมืองนครศรีธรรมราชเมืองสงขลาในเดือนเก้าข้าง ขึ้นปีมแมเอกศก ให้เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา มีหนังสือ ไปหาตัวพระยาแขกหัวเมืองซึ่งขึ้นกับเมืองสงขลา ให้จัดแจงหาของถวายขึ้นมาเฝ้าทูลลอองธุลีพระบาท ให้พร้อมกันที่เมืองสงขลาจง ทุกเมือง ในหนังสือพระยาศรีเสาวราชภักดีศรีสมุหพระกระลาโหมฝ่ายพลำพังมีเปนหลายประการ ? ณวันเดือนสี่ขึ้นเจ็ดค่ำจุลศักราช ๑๒๒๐ ปีมเมียสัมฤทธิศก เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลากรมการ จัดแจงเกณฑ์ไพร่ ห้าร้อยคน ให้หลวงสมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา นายกลั่นนายกิ่ง มหาดเล็ก เปนผู้กำกับตรวจตราดูแล ให้หลวงคิรีสมบัติเปนนายช่าง หลวงเทพนรินทร์อินทรเดชะ ยกรบัตร เปนแม่กอง หลวงขุนหมื่นคุมไพร่แจกจ่ายกันทำ เข้าสารเบิกจ่ายให้ไพร่ทำงาน พระราชวังแหลมซายทั้งนั้น เปนของเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาทั้งสิ้น



๕๓ ? หลวงคิรีสมบัติทำท้องพระโรงใหญ่ ๗ ห้อง ๆ ละ ๗ ศอก ขื่อศอก เสา ๔ วา ๒ ศอกใหญ่ ๔ กำกึ่ง พื้นต่อก่ออิฐถม ทรายปูกระเบื้องน่าวัวเฉลียงสามด้าน เสาหุ้มผ้าแดงเลือดนก มีบัว ปลายเสาทุกเสา เฉลียงฝาเซี้ยมเมืองจีนมีประตู ๘ ประตู ลับแล เมืองจีนประตูละอัน ๘ อัน มีน่าต่างรูปไข่ ๘ น่าต่าง ฝาชั้นใน ประทับผ้าลายต่างสี อัฒจันทร์ขึ้นลงต่อก่ออิฐปูกระเบื้องน่าวัว เพดานผ้าขาวมีระบาย ๓ ชั้น พัดแพรชักวาตา ๒ อัน มีช่อฟ้าหางหงษ์ ใบระกากะจังจวน หลังคาแลน่าจั่วหุ้มผ้าแดง ? หลังเสวย ๕ ห้อง ๆ ละศอก ขื่อ ๓ วา เสา ๔ วา ๒ ศอก ใหญ่ ๔ กำกึ่ง เฉลียง ๒ น่า พื้นสูง ๒ ศอก ต่อก่อถมดิน ปูกระเบื้องน่าวัว ฉากกระจกกั้นห้อง อัฒจันท์ขึ้นลงลาดดีบุกฝา กะแชงอ่อน บานประตูบานน่าต่างแมฝาไม้สายบัว ผ้าลายต่างสีประทับฝาชั้นใน มีประตู ๔ ประตู น่าต่าง ๘ น่าต่าง เสาหุ้มผ้าแดงเพดานผ้าขาวมีระบาย ๓ ชั้น พัดชักวาตา ๒ อัน มีช่อฟ้าหางหงษ์ใบระกากะจังล้วน หลังคาหน้าจั่วหุ้มผ้าแดงหลังท้องพระโรงกลาง ๓ ห้อง ๆ ละ ๗ ศอก ขื่อ ๑๐ ศอก เสายาว ๔ วา ๒ ศอกใหญ่ ๔ กำกึ่งเฉลียง ๒ ด้าน พื้นสูงศอกคืบต่ออิฐถมทรายปูกระเบื้องน่าวัวอัฒจันท์ขึ้นลง ๒ ด้านต่อก่ออิฐปูกระเบื้องน่าวัว ฝากะแชงอ่อน บานประตูน่าต่าง เช็ดน่าประตูเช็ดน่า ๆ ต่าง แม่ฝาไม้ลายบัว ผ้า ลายต่างสีประทับฝาชั้นในเสาหุ้มผ้าแดงมีประตู ๒ ประตู น่าต่าง ๔



๕๔ น่าต่าง เพดาผ้าขาวมีระบาย ๓ ชั้นหลังคาหุ้มผ้าแดงมีช่อฟ้า ใบระกากะจังรวน หลังประธม ๕ ห้อง ๆ ละ ๗ ศอก เฉลียง ๓ พื้น ด้านสูงสองศอกต่อก่ออิฐ อัฒจันท์ขึ้นลงต่อก่ออิฐลาดดีบุกมีราวเหล็ก ฝาเซี้ยมกั้นห้องประธมฝากะแชงอ่อน บานประตูบานน่าต่าง เช็ดน่าประตูเช็ดน่า ๆ ต่าง แม่ฝาไม้ลายบัว ชั้นในประทับผ้าลาย ต่างสี ประตู ๓ ประตู น่าต่าง ๑๐ ต่าง เสาหุ้มผ้าแดง เพดาผ้าขาวมีระบาย ๓ ชั้น พัดแพรชักวาตา ๒ อัน หลังคาน่าจั่วหุ้มผ้าแดง มีช่อฟ้าใบระกาหางหงษ์กะจังรวน กำแพงกระเบื้องปรุกำแพงแก้ว กำแพงประตูหูช้างทาปูนวาดเขียน เสาธงแลศาลเทพารักษ์ต่อก่ออิฐแทนปูน หลังจอมข้างใน ๔ หลัง ๆ ละ ๓ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก มีกระดานปั้นลมฝากะแชงอ่อน กับประตูปันยะปละบูรพ์ประตูหนึ่ง ต้องหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ให้ขุนสมุห์บาญชีคุมไพร่ทำ ? หลังเจ้าจอมผู้น้อยด้านบูรพ์ด้านปัจจิม ๒ หลัง ๆ ละ ๗ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก กับโรงราชยานข้างประตูฉนวน ปละบูรพ์โรงหนึ่ง ข้างประตูย่ำค่ำโรงหนึ่ง โรงละ ๕ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก เสา ๙ ศอก ขื่อ ๖ ศอก ต้องหลวงวิเศษภักดีผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ให้นายกองญวนคุมไพร่ทำ ? โรงใส่ของ ๒ หลัง ๆ ละ ๖ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก มีเฉลียงน่ามีปั้นลมทุกหลัง ฝากะแชงอ่อน กับ



๕๕ ประตูปันยะข้างปัจจิมต้องนายกลั่นมหาดเล็ก ให้ขุนจำนงโยธีคุม ไพร่ทำ ? หลังเจ้าจอมหม่อมแม่ลคร แลหลังเถ้าแก่ผู้ใหญ่หลังหนึ่ง สองหลัง ๆ ละ ๕ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก มีเฉลียงน่าทุกหลัง กับประตูปันยะโรงหัวโตก ต้องหลวงอภัยภักดีเมืองพวงให้ขุนศรีอาญาทำ ? หลังเฉลียงสองชั้นสี่ห้องหลังหนึ่ง เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก กับประตูปันยะด้านทักษิณต้องนายคงทำ ? ท้องพระโรงข้างในหลังหนึ่ง ๓ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก มี เฉลียงรอบ เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก มีช่อฟ้าใบระกาหางหงษ์ กะจังรวน กับประตูปันยะฉนวน โรงประตูปันยะย่ำค่ำ ต้องนายกลัด บุตรหลวงพิทักษ์จัตุรงค์ทำ ? หอพระคลังหนึ่งเสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๔ ศอก ลดมุขหัวท้าย มีเฉลียงข้างน่า มีช่อฟ้าใบระกาพร้อมกับประตูชานปัจจิมต้องขุนเทพ อาญาทำ ? หอเครื่องหลังหนึ่ง เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๔ ศอกลดมุข หัวท้าย มีช่อฟ้าหางหงษ์เฉลียงน่า กับประตูชานข้างบูรพ์ต้อง นายเวียงมหาดเล็กทำ ? หลังลงพระบังคนหลังหนึ่งเสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๔ ศอก ลด มุขหัวท้าย มีช่อฟ้าหางหงษ์มีเฉลียงน่า กับประตูน่าประตูหลัง ๆ ประธมต้องหลวงเพ็ชรบุรีศรีราชวังเมืองนครบาลทำ


๕๖ ? หลังสรงหลังหนึ่งเสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๔ ศอกลดมุขหัวท้าย มีเฉลียงน่า มีช่อฟ้าหางหงษ์ ต้องนายเรืองมหาดเล็กทำ ? ที่นั่งเย็น ๓ ห้องหลังหนึ่งเสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๕ ศอกลดมุข หัวท้ายมีช่อฟ้ากันสาดกะแชงอ่อนรอบต้องขุนปลัดนังทำ ? หลังหอสาตราคม ๓ ห้องหลังหนึ่ง เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๔ ศอกลดมุขหัวท้ายมีช่อฟ้ากันสาดกะแชงอ่อนรอบ หลวงเทพนรินทร์อินทรเดชะยกบัตรให้ขุนอักษรทำ ? โรงวิเศษหลัง ๑ กับโรงต่อกันไปหลังหนึ่งหลังละ ๓ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก หลังคาปันยะมีเฉลียงน่า กับประตูปันยะข้างบูรพ์ต้องขุนต่างใจทำ ? โรงข้างบูรพ์โรงหนึ่งต่อเนื่องกันโรงหนึ่ง ๒ หลัง หลัง ละ ๓ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก เสา ๙ ศอกขื่อ ๖ ศอก กับโรงทหารปันยะ หลังหนึ่ง ๓ ห้อง ๆ ละ ๖ ศอกเสา ๙ ศอก ขื่อ ๗ ศอก กับโรง ทหารปันยะหลังหนึ่ง ๓ ห้อง ๆ ละ ๖ ศอก เสา ๙ ศอก ขื่อ ๗ ศอก มีเฉลียงน่าต้องขุนกลางวังทำ ? โรงโตกหนึ่ง ๓ ห้อง ๆ ละ ๗ ศอก เสา ๙ ศอก ขื่อ ๙ ศอก กับโรงม้า ๒ โรง ต้องขุนศิริโยธาทำ ? ประตูใหญ่ฝ่ายบูรพ์ฝ่ายทักษิณฝ่ายปัจจิมแลประตูยกยอด หลวงเทพนรินทร์อินทรเดชะยกรบัตรให้ขุนหมื่นทำ ? ค่ายรั้วแตะตรางชั้นนอกทั้งนั้น พระมหานุภาพปราบสงครามพระจนะเปนผู้ส่งไม้ ไม้ไผ่กะแตะชั้นในแลตีเรือกตะพาน


๕๗ ทั้งสามตะพานไม้ไผ่แม่ฝา นายกล่อมผู้ว่าราชการเมืองเทพาเปน ผู้ส่ง ประตูค่ายใหญ่ชั้นนอกเสาสามวาสองศอกเนื้อใหญ่ ๓ กำกึ่ง ในเหลื่อมสูง ๑๐ ศอก กว้าง ๕ ศอกอยู่ท้องพระโรงทำ ?แลศาลาลูกขุนซ้างขวาหลังคาปันยะมีเฉลียงรอบ เสา ๙ ศอกขื่อ ๖ ศอกสองหลัง ๆ ละ ๓ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอก หลวงเทพ นรินทร์อินทรเดชะยกบัตรให้ขุนหมื่นทำ ? สระโบกขรณีทั้งนอกทั้งในแลโรงมอญชั้นนอกชั้นในระดม กันทำ ? แลค่ายชั้นนอกที่ล้อมพระราชวังด้านขื่อ ๓ เส้น ด้าน แปห้าเส้น วางหัวเข็มอุดรหางเข็มทักษิณ พลับพลาน้ำหลังหนึ่ง ๓ ห้อง ๆ ละ ๕ ศอกเสา ๙ ศอก ขื่อ ๖ ศอกเฉลียงรอบ มีช่อฟ้า ใบระกากะจังรวน กับตพานฉนวนรับเสด็จยาวเส้นห้าวา ต้อง หลวงเพ็ชรคิรีศรีราชสงครามปลัดให้ขุนอักษรเสน่ห์ทำ ?ตะพานฉนวนเจ้าจอมหม่อมข้างในต้องหลวงพลฤทธิพิไชย ทำ ?แลถนนตั้งแต่ประตูใหญ่พระราชวังฝ่ายอุดรกว้าง ๗ ศอก ยาว ๓ เส้นปูอิฐตลอดถึงฉนวนน้ำต้องขุนศิริโยธาทำ ?ระยะทางสถลมารคตั้งแต่ประตูพระราชวังฝ่ายบูรพ์ ตลอด ไปถึงตีนเขาตังกวน ๑๒ เส้น ตั้งแต่ตีนเขาตังกวนถึงพลับพลา



๕๘ กว้าง ๘ เส้น กับพลับพลากลางหลังหนึ่ง ๓ ห้อง ๆ ละ ๖ ศอก เสา ๙ ศอกขื่อ ๗ ศอก เฉลียงรอบมีช่อฟ้าใบระกากะจังรวนต้อง หลวงระโนฎทำ ? ตั้งแต่พลับพลากลาง ถึงพลับพลาพระเจดีย์ ๒ เส้น กับ พลับพลาบนเขาพระเจดีย์หลังหนึ่ง เสายาว ๗ ศอก ขื่อ ๔ ศอกคืบ เฉลียงรอบมีช่อฟ้าใบระกากะจังรวน ต้องหลวงเทพมณเฑียรน่า วังทำ ? แลระยะทางสถลมารค เขาเก้าเสงตั้งแต่พลับพลาน้ำริม ทเลฝ่ายบูรพ์ตลอดไป ถึงพลับพลาตีนเขาเก้าเสง ๑๓๑ เส้น ตั้ง แต่พลับพลาตีนเขาเก้าเสงถึงพลับพลาบนเขา ๒ เส้น ตั้งแต่พลับพลา ตีนเขาเก้าเสงถึงพลับพลาภารสำโรง ๑๘ เส้น ตั้งแต่พลับพลาภาร สำโรงถึงประตูไชยยุทธชำนะ ๘๐ เส้น รวมกันสองร้อยมีเศษ สิบแปดเส้น กับพลับพลาบนเขาเก้าเสงหลังหนึ่ง ตีนเขาเก้าเสงหลังหนึ่ง พลับพลาข้างอุดร ตะพานคลองสำโรงหลังหนึ่ง เสายาวเก้าศอกขื่อ ๖ ศอก ๓ ห้อง ๆ ละ ๖ ศอก เฉลียงรอบมีช่อฟ้าใบ ระกากะจังรวน ต้องหลวงเทพสุรินทร์อินทรเสนาจ่ามหาดไทยทำ ? แลระยะทางสถลมารค ตั้งแต่ประตูพระราชวังฝ่ายบูรพ์ ตลอดมาถึงช่องเขาตังกวน ๑๙ เส้น ตั้งแต่ช่องเขาถึงประตูพยัคฆ นามเรืองฤทธิ ๒๔ เส้น ตั้งแต่ประตูพยัคฆนามเรืองฤทธิถึงประตู วัดมัชฌิมาวาศ ๒๔ เส้น ตั้งแต่ประตูวัดมัชฌิมาวาศถึงทางตลาด



๕๙ สี่กั๊ก ๕ เส้น ตั้งแต่ทางตลาดสี่กั๊กถึงประตูพุทธรักษา ๑๘ เส้น ตั้งแต่ประตูพุทธรักษาถึงป้อมเทเวศร์บริรักษ์ ๕ เส้น ตั้งแต่ป้อม เทเวศร์บริรักษ์ถึงทางถนนวัดแจ้ง ๖ เส้น รวมกัน ๑๐๑ เส้น มีเศษ ๑๕ วา ต้องหลวงพิทักษ์โกษาคลังจัดแจงปันน่าที่ให้ช่วยกันทำ ?แต่ทางน่าวัดมัชฌิมาวาศตลอดมาถึงทางสี่กั๊กกลางตลาด ใหญ่เนื่องมาจนถึงป้อมเทเวศ์รบริรักษ์ ขุดคูสองข้างต่อก่อด้วยศิลา กลางมรคาประสมดินแดงปูนทรายตีพื้นราบเลี่ยนเตียนสอาดจนถึงป้อม เทเวศ์รบริรักษ์เจ้าน่าที่น่าร้านช่วยกันกระทำ ? แลผ้าหุ้มหลังคาผ้าแดงเลือดนกห่อเสาผ้าขาวเพดานมี รบายสามชั้น ผ้าลายผ้าขาวบีดฝาชั้นในพลับพลาใหญ่น้อยทั้ง ๒๒ หลังแลผ้าแดงผ้าเขียวผ้าเหลืองตัดบังพนัก ต้องหลวงเพ็ชรพยาบาลคุมพวกช่างกระดาษทำ ? พัดแพรชักวาตาหลังท้องพระโรงหลังประธมหลังเสวย หลังละ ๒ พัด รวมกัน ๖ พัด ต้องหลวงบำรุงชลธาร์จัดแจงให้จีน เยียนสายไส้หู้ทำ ? แลทำเนียบเจ้าคุณกระลาโหมหอนั่งเสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๘ ศอกเฉลียงรอบ ห้องนอน ๓ ห้อง ๆ ละ ๖ ศอก เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๗ ศอกหลังหม่อม ๒ หลัง หลังละ ๕ ห้องมีเฉลียงน่าทุกหลัง เสา ๑๑ ศอก ขื่อ ๖ ศอก โรงของคารวของหวานสองหลัง ๆ ละ ๓ ห้อง โรงอาบน้ำโรงทุ่งพื้นดินพื่นฟาก ฝาตีแผงกะแชงอ่อนโรง



๖๐ มอญเล็กน้อย กแตะรั้วประตูตรางชั้นในชั้นนอก ด้านขื่อ ๒ เส้น ด้านแป ๓ เส้น น่าทำเนียบไปบูรพ์ แลตำหนักเจ้าต่างกรม แลเจ้าหากรรมมิได้ สองตำหนักนี้อยู่ปละบูรพ์ ผินหน้าพระตำหนักมาปัจฉิม ทำอย่างเดียวกันกับทำเนียบเจ้าคุณกระลาโหม เครื่องประดับประดาสารพัดก็เหมือนกัน แลที่อยู่ท้าวพระยาราชการที่ตามเสด็จ ออกมาก็มีอยู่มาก ? ด้านบูรพ์เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาจัดให้หลวง ระโนฎ ขุนเทพอาญา ขุนปลัดนัง คุมขุนหมื่นนายไพร่ ๒๕๐ คนก่อเพลิงรายล้อมประจำรักษา ? ด้านทักษิณหลวงทิพมนตรีศรีราชสมโภช กรมนา หลวง พิไชยชาญณรงค์ ขุนเทพสุภาแพ่ง คุมขุนหมื่นนายไพร่ ๒๕๐ คนก่อเพลิงประจำรักษา ? ด้านปัจจิมหลวงพลฤทธิพิไชย ขุนศิริโยธา ขุนไชยชาญ ยุทธ คุมขุนหมื่นทหารนายไพร่ ๒๕๐ คนก่อเพลิงประจำรักษา ? ด้านอุดรหลวงภักดีบริบาลพโคะ ขุนต่างใจ ขุนอักษร คุมขุนหมื่นทหารนายไพร่ ๒๕๐ คนก่อเพลิงประจำรักษา ? ถัดออกมาทำเนียบเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลพระสุนทรรักษ์ หลวงสมบัติภิรมย์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวง วิเศษภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา แลหลวงเทพนรินทร์อินทร เดชะยกรบัตร หลวงพิไชยเสนา อยู่คอยตรวจตรา หลวงพิทักษ์



๖๑ โยธา ขุนสรรพากร เปนผู้ถือบาญชีรายสิ่งของทั้งปวง หลวงเทพเสนาเปนกองส่งน้ำสรงน้ำเสวย แลไม้พืน น้ำในกำปั่น ต้องหลวงไชยาประชาเปนผู้จัดแจงเร่งเลขส่ง ขุนท่าชลชี เปนกองเรือสำหรับบรรทุกของขึ้นลงในเรือ ขุนแก้วเสนาคุมไพร่ ๔๐ คน เปนผู้รับผู้จ่าย ผักปลาแลส่งพืนน้ำในครัวทุกโรง ? ของเสวยแลของเจ้านาย ขุนจิตรโภชนาเปนพ่อครัว โรงหนึ่ง โรงครัวจีนเลวลงมา หมื่นจรวารี หมื่นศรีสาคร หมื่นเทพพานิช เปนผู้จัดแจงเลี้ยงรักษาโรงหนึ่ง โรงครัวไทยของคาวครัว หนึ่ง ของหวานโรงหนึ่ง โรงหมากพลูโรงหนึ่ง สามโรงสำหรับ เลี้ยงเจ้านายแลเจ้าจอมข้างใน คุณแม่เนียว คุณจอมจัน๒ คุณกลิ่น แม่นุ่ม เปนผู้จัดแจงเลี้ยงรักษา โรงครัวไทยเลวโรงหนึ่งสำหรับเลี้ยงรักษาไพร่ พวกทหาร จ่าทวนเปนผู้จัดแจงเลี้ยงรักษา โรงครัวไทย ของคาวโรงหนึ่งของหวานโรงหนึ่ง สองโรง สำหรับเลี้ยงกรมการ แลพวกประจำน่าด้าน พวกใช้การเบ็ดเสร็จทั้งปวงต้องคุณเรือนออก เปนผู้จัดแจงเลี้ยงรักษา โรงไต้โรงเทียนโรงน้ำมันโรงน้ำชา ขุน อินทรมณเฑียร ขุนอักษรเลข เปนผู้เบิกจ่าย โรงครัวแขกของคาว ของหวานโรงหนึ่ง หวันแหมะภรรยาพระยายะหริ่ง หลวงศรีปดุกา หลวงสุริยาวังษา หลวงฤทธิเทวา ขุนหมื่นพวกล่ามเลี้ยงรักษา รวมกัน ๙ โรง เข้าสารเงินทองใช้จ่ายซื้อกับเข้าซื้อสรรพสิ่งของทั้งนั้น ๒ คุณจันนี้เจ้าจอมในรัชการที่ ๓ อยู่มาจนรัชการที่ ๕



๖๒ หลวงบำรุงอากร กิมสุย ขุนภักดีบวร ยกเสง แลเสมียนมาจองเปน ผู้เบิกจ่ายให้ใช้สอย แต่สิ่งของเงินทองทั้งนั้นเปนของเจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลาทั้งสิ้น ? เครื่องจีนแลเครื่องลอนดอนสรรพสิ่งของเครื่องประดับใน ท้องพระโรง กำมะหยี่โหมดแพรปัศตูอัดตลัด ผ้าลายสีต่างกัน ผ้าส่าน ผ้าแดง ผ้าขาว ผ้าดำ ผ้าเขียว ผ้าปิดโตก ผ้ารองโตก แลเตียงนอน ฝาเซิ้ยมไม้ ฝาเซิ้ยมกระจก แลกระจกฉาก กระจก เงา กระจกแขวน โคมหวด โคมหม้อ โคมฝา โคมลำโพงจอกแก้ว กระดาษอังกฤษปิดฝา ทองคำเปลวปิดใช้ ทองคำทรายทำเป๋า ทองคำใบก้าไหล่ท่าโตก ทากะโถน ทองคำแท่งทองคำทรายถวาย ดีบุกทำประทุมธาราแลแผ่นลาดทำอัฒจันท์ขึ้นลง ตาปูเหล็กทองใหญ่น้อย ไหมปอป่านลูกด้ายใช้สอย เข็มอังกฤษเข็มจีนสำหรับกลัดเย็บ โตกเก้าอี้อังกฤษสำหรับนั่งตั้งของเลี้ยงข้าราชการ แลพัดใบชักโบกวาตา เสื่ออ่อน เสื่อลาย เสื่อหวาย เสื่อกระจูด เสื่อตรังกานู มุลี่ไม้ไผ่แฮมุย แลเครื่องวาดเครื่องเขียน น้ำประสานทอง น้ำปรอท น้ำรัก น้ำมันตังอิ๋ว ชัน ดินแดง กระเบื้องปรุ กระเบื้องน่าวัว ปูน อิฐ ศิลาอ่อน บรรดาของประดับประดาใช้จ่ายคิดรายรวมเปนเงินยี่สิบเจ็ดพันเหรียญมีเศษร้อย ? ที่ท้องพระโรงน่า ท้องพระโรงใน หลังเสวย หลัง ประธม หลังพระที่นั่งเย็น หอสาตราคม หอพระ หอเครื่อง



๖๓ หอสรง หอลงพระบังคน แลหลังพระนางนาฎราชเทวี หลังเจ้าจอม ผู้ใหญ่ผู้น้อย หลังพวกหม่อมแม่ลคร หลังท้าววรจันทร์ ท้าวสมศักดิ โรงพระตำรวจซ้ายขวา โรงทแก้ลวทหาร เจ้ากรม ปลัดกรม โรง ราชยาน โรงประตูย่ำค่ำ โรงวิเศษ โรงหมอ โรงเครื่อง โรงภูษา มาลา คลังซ้าย คลังขวา คลังวิเศษ คลังมหาสมบัติ ศาลาลูกขุน ซ้ายชวาบรรดาอยู่ในพระราชวัง ตลอดไปถึงทำเนียบเจ้าคูณกระลาโหม แลพระตำหนักเจ้าต่างกรมแลเจ้าหากรมมิได้ แลที่อยู่ท้าวพระยา ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยบรรดาที่ตามเสด็จมา เครื่องประดับประดา สรรพสิ่งของเบิกใช้จ่ายเปนของเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาทั้ง นั้น จนถึงวันเสด็จพระราชดำเนินมาจนเสด็จพระราชดำเนินกลับ จะได้กะเกณฑ์เอาสรรพของกินใช้แก่ราษฎรชาวบ้านชาวเมืองหามิได้ ? ครั้นณวันเดือนแปดแรมสิบสี่ค่ำ เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการ เมืองสงขลา ให้หลวงสมบัติภิรมย์ ผู้ช่ายราชการเมืองสงขลา กับ นายทัดมหาดเล็ก แลหลวงเทพมาลา ขุนพรหมมนตรี กรมการ ขี่กำปั่นวิเชียรคิรีลำหนึ่ง กำปั่นมณีกลอกสมุทลำหนึ่ง กำปั่นหิรัญ ปักษาลำหนึ่ง ไปรับเสด็จพระราชดำเนิน หลวงสมบัติภิรมย์ ผู้ช่วย ราชการเมืองสงขลา นายทัดมหาดเล็ก๓ หลวงเทพมาลา ขุน

๓ หลวงสมบัติภิรมย์คนนี้ เปนบุตรเจ้าพระสงขลา บุญสังข์ ชื่อ ชุ่ม ในรัชกาลที่ ๕ ได้เปนพระยาสมบัติภิรมย์ แล้วเปนพระยาสงขลา ต่อเจ้าพระยา สงขลา เม่น นายทัด มหาดเล็กนั้น เปนบุตรเจ้าพระยาสงขลา บุญสังข์ ในรัชกาลที่ ๕ ได้เปนพระยาหนองจิก


๖๔ พรหมมนตรี ได้ไปเฝ้ารับเสด็จสมเด้จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เขา เลาหมวก๔ แล้วเจ้าคุณกระลาโหมให้หลวงสมบัติภิรมย์ ผู้ช่วย ราชการเมืองสงขลา นายทัดมหาดเล็ก ขึ้นอยู่เรือเสนินทรประดิษฐ กับพณหัวเจ้าท่านเจ้าคุณกระลาโหมตามเสด็จมาถึงเมืองนครศรีธรรม ราช ให้ขุนพรหมมนตรีพากำปั่นวิเชียรคิรีกลับมากราบเรียนเจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้ทราบ ขุนพรหมมนตรีมาถึงเมือง สงขลาณวันเดือนเก้าขึ้นสิบสามค่ำ ขุนพรหมมนตรีกราบเรียนว่าทรง กำหนดว่า ณวันเดือนเก้าขึ้นสิบสองค่ำจะให้ถึงเมืองนครศรีธรรม ราช จะทรงประทับอยุ่เจ็ดราตรี แล้วจะเสด็จพระราชดำเนินมาณ เมืองสงขลา เจ้าคุณผุ้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ทราบความ ตามขุนพรหมมนตรีกราบเรียนแล้ว โปรดสั่งกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อย แลเจ้าน่าที่พนักงานบรรดาถูกต้องในตำแหน่งที่ จัดแจงตระเตรียม ไว้ให้ลงไปอยู่รับราชการอยู่ที่แหลมซายด้ายเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการ เมืองสงขลา ให้หลวงเพ็รชคิรีศรีราชสงครามปลัดคุมขุนหมื่นนอน เฝ้าประจำรักษารับราชการอยู่ณศาลากลาง ให้หลวงอินทรอาญา นครบาลในคุมไพร่ทำร่มโรงก่อเพลิงคอยระวังรักษาประตูพยัคฆนาม เรืองฤทธิ ให้หลวงศุภมาตรา หลวงนุชิตพิทักษ์ จางวางเวรทนาย ขุนบุรีรักษ์ราชกิจ นอนรักษาอยู่บนจวน ? ครั้นณวันเดือนเก้าขึ้นสิบห้าค่ำเวลาเช้า หลวงสมบัติภิรมย์ ๔ อยู่ใกล้เกาะหลัก แขวงประจวบคิรีขันธ์



๖๕ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลามาถึงเมืองสงขลา กราบเรียนเจ้าคุณผู้ สำเร็จราชการเมืองสงขลาว่า สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจะเสด็จ พระราชดำเนินมาถึงปากน้ำเมืองนครศรีธรรมราชณวันเดือนเก้าขึ้นสิบ เอ็ดค่ำ ทรงประทับอยู่ในเรือพระที่นั่งสองราตรี ณวันเดือนเก้าขึ้น สิบสองค่ำเสด็จพระราชดำเนินขึ้นประทับที่พลับพลาเมืองนครศรีธรรม ราช ๆ ทำพลับพลายังไม่แล้วเสร็จเกิดความาวุ่นวาย๕ ทรงคัดเคือง อยู่มาก เจ้าคุณกระลาโหมก็เอาพวกตำรวจแลพวกทหารในให้ช่วย ระดมกันทำทั้งกลางวันกลางคืนจนเสร็จ แล้วทรงกำหนดว่าณวัน เดือนเก้าแรมหกค่ำจะเสด็จมาประธมที่เรือพระที่นั่ง ณวันเดือนเก้า แรมเจ็ดค่ำจะเสด้จพระราชดำเนินมาให้ถึงเมืองสงขลา สิ่งอันใดที่ ยังไม่พร้อมให้จัดแจงเสียให้พร้อม พอเวลาบ่าย ๕ โมง หลวงวิเศษ ภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา มาถึงเมืองสงขลาอิกเล่า กราบ เรียนว่าเจ้าคุรกระโหมให้ รีบมาบอกว่าให้ปลูกโรงลครพลับพลา จะทรงลคร กับวอสำหรับเจ้าจอมจะขี่ไว้สัก ๑๕ วอ เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลากับพวกกรมการทั้งนั้น ให้ระดมกันทำโรงลครแลพลับพลาทรงลคร กับวอ ๑๕ วอ ทั้งกลางวันกลางคืน สอง วันแล้วเสร็จ

๕ เวลานั้นเจ้าพระยานคร น้อยกลาง ป่วยเปนอัมพาตมารับเสด็จไม่ได้ ผู้น้อย จัดการจึงวุ่น ที่สงขลาเอาใจใส่สืบสวนร้ายดี เนื่องในความอริกันระหว่าง ๒ เมือง ดังอธิบายไว้ในเรื่องจดหมายบอกข่าวเจ้าพระยานคร ซึ่งพิมพ์ไว้ต่อไปในสมุดเล่มนี้ ๙


๖๖ ? แลในณวันเดือนเก้าขึ้นสิบห้าค่ำราตรีคืนนั้นประมาณ ๔ ทุ่ม เปนจันทรอุปราคาจับมาแต่ทิศอิสาณจนหมด เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาแลกรมการทั้งนั้นกำลังรีบเร่งทำงานอยู่ หาทันได้ดูเมื่อพระจันทร์เปนอุปราคาไม่ ต่อได้ยินเสียงบืนอึกกะทึกขึ้นว่าเปนจันทรอุปราคาจึงรู้ ณวันเดือนเก้าแรมค่ำหนึ่ง พวกกองญวนซึ่งได้ตาม พระยากลันตันมาถึงเมืองสงขลา ณวันเดือนเก้าแรมสองค่ำจ่ากลั่น๖ ตำรวจกองตรวจลว่งน่ามาถึงเมืองสงขลา เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการ เมืองสงขลาให้นำจ่ากลั่นตำรวจเที่ยวตรวจสิ้นทุกแห่ง จ่ากลั่นตำรวจตรวจดูว่าถูกถ้วนงามดีทั้งสิ้น ณวันเดือนเก้าแรมสามค่ำหลวงสวัสดิภักดีมาถึงเมืองสงขลา กราบเรียนเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาว่า มีผู้ไปกราบเรียนเจ้าคุณกระลาโหมที่เมืองนครศรีธรรมราชว่า ท้องพระโรงเปนช่องอยู่หลายแห่งหามีบานปิดไม่ ให้เร่งทำ เสียให้แล้ว ถ้าไม่แล้วเสร็จมาถึงจะเกิดความ เจ้าคุณกระลาโหม ให้วิตกถึงเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาอยู่มากจึงให้รีบมา เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้หลวงคิรีสมบัตินำหลวงสวัสดิภักดี ไปตรวจดู เห็นบานประตูมิดชิดงามดี หาเหมือนผู้ไปกราบเรียน เจ้าคุณกระลาโหมไม่ ณวันเดือนเก้าแรมสี่ค่ำคอยกำปันไฟอยู่วันหนึ่ง ?ณวันเดือนเก้าแรมห้าค่ำเรือศีศะญวนกรมหมื่นวรจักร กับ เรือท้าวพระยาข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยมาถึงหลายลำ ณวันเดือนเก้า ๖ จ่ากลั่นคนนี้เปนที่ที่จ่าชำนาญทั่วด้าว



๖๗ แรมเจ็ดค่ำเพลาเที่ยง กำปั่นไฟเสนินทรประดิษ์เจ้าคุณกระลาโหม มาทางนอกเกาะหนูทอดลง เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลกรมการผู้ใหญ่ผู้นอ้ยลงไปรับ เจ้าคุณกระลาโหมลงเรือล่องบด ขึ้นตามฉงวนกลาง ดูพลับพลาริมน้ำแล้วก็เลยเข้าไปดูในทอ้งพระโรงข้างหน้าแลข้างในแลเครื่องประดับประดาจบแล้ว ก็เดินยิ้มออกไปทำเนียมที่เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาปลูกไว้คอยรับ เจ้าคุณ กระลาโหมดูทั่วแล้วออกมานั่งที่น่าหอ เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ชว่ยราชการเมืองสงขลา แล ขุนหมื่นมีชื่อยกโตกใส่เครื่องเกาเหลาตั้งไว้ เจ้าคุณกระลาโหม เปิดฝาชีขึ้นดู ว่ามาถึงเมืองสงขลาแล้วจะกินเข้าสักที เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศษ์ ผู้ช่วยราชการ เฝ้าดูอยู่จนแล้ว ครู่หนึ่งพระยามนตรีสุริยวงษ์แลท้าวพระยาราชการผู้ใหญ่ ผู้น้อยมาถึงหลายลำ พอเพลาบ่าย ๕ โมงเศษ เรือพระที่นั่งกำปั่นกลไฟมณีเมขลาถึงเกาะหนูเพลาบ่าย ๕ โมงเศษ ทรงประทับอยู่แต่ทิวาจนพลบค่ำ ถึงเพลาห้าโมงเศษรับสั่งให้หาเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ๆ ก็ลงไปเฝ้า ตรัสถามว่ามาแล้วฤๅ เขาบอกข้าว่า ทำแขงแรงนักหนา ลงทุนใช้จ่ายเงินทองมากมาย เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลา กราบบังคมทูลว่าสิ้นเขตรแดนเพียงนี้แล้วทรงเสด็จพระราชดำเนินมา ควรทำฉลองพระเดชพระคุณให้เต็มมือแล้วตรัสถามว่าเจ้าชีวิตรแต่ก่อน ๆ ใครห่อนมาถึงเมืองสงขลาบ้างฤๅ



๖๘ เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลากราบบังคมทูลว่ายังไม่เคยเสด็จมาถึง เสด็จแต่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล เสด็จมาประทับที่เมืองสงขลาแล้วเลยลงไปตีเมืองตานี ได้บืนนางพระยาตานีเข้าไปณกรุงเทพพระมหานครนานแล้ว เกล้ากระหม่อมจำมิได้ แล้วตรัสว่านี่ข้า อุส่ามาให้ถึง ครั้นทำหนักหนาดังนี้ มาจะเรียกวังสงขลาเสียเถิดแล้วทรงพระสรวล ถามถึงพระครูญาณโมฬีว่าคณะมีอยู่ไหน กราบบังคมทูลว่าอยู่วัดดอนแย้ แล้วถามถึงพระยายะหรึ่งแตง แลพระวิเศษวังษา ผึ้ง ว่าลูกพระยายะหริ่งทองอยู่เข้ามาถึงแล้วฤๅ เจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลากราบบังคมทูลว่าเข้ามาถึงแล้ว พวกพระยาแขกหัวเมืองก็เข้ามาพร้อมทั้งสิ้น แล้วตรัสถามเมืองพัทลุงแลทเลสาบอยู่ข้างไหน กราบบังคมทูลว่าอยู่ไปข้างปัจจิม แล้วตรัสว่าเรือตกอยุ่ข้างหลังมากยังมาไม่ถึงพร้อม วันพรุง่นี้เช้าข้าจะขึ้นไป แล้วเสด็จเข้าที่ประธม เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา กราบถวายบังคมลากลับมา ทรประทับอยู่ในนาวาตรีหนึ่ง ? รุ่งขึ้นณวันอาทิตย์เดือนเก้าแรมแปดค่ำเพลาเช้า เจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการเมือง สงขลา แลนายกล่อมผู้ว่าราชการเมืองเทพา ยกเครืองเกาเหลา ลงไป กับสำรับเจ้าจอมหม่อมข้างใน แลราชการที่อยู่ในเรือ พระที่นั้น ๒๐ สำรับ พระนายศรีสรรเพธ๗ ก็ยกเครื่องเกาเหลาเข้าไป ๗ คือเจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง



๖๙ ถวาย ทรงเสวยแล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่นล่องบดลงไปทอดพระเนตร ศิลาเสร็จโลหมู่๘ แล้วเสด็จกลับมา เพลาบ่ายโมงเศษยามพฤหัศบดีฤกษ์ ๓ พระอาทิตย์อยู่ราษีสิงห์ พระจันทร์อยู่ราษีเมษ พระอังคารอยู่ราษีกรกฎ พระพุฒอยู่ราษีสิงห์ พฤหัศบดีอยู่ราษีเมถุน พระศุกรพระเสาร์อยู่ราษีกรกฎ พระราหูอยู่ราษีมังกร ลักษณาอยู่ราษีธนู ยิงปืนเรือพระที่นั่ง แลเรือกำปั่นที่ล้อมวง ๒๑ นัด จึงเสด็จพระราช ดำเนินลงเรือพระที่นั่งล่องบดลงมาประทับที่ฉนวนครู่หนึ่ง แล้วเสด็จ พระราชดำเนินไปทอดพระเนตรปากน้ำแหลมซาย แล้วเสด็จกลับ มาประทับที่ฉนวน จึงเสด็จขึ้นทรงพระยานุมาศกับพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ชาวพนักงานก็ตีกลองทองเหลืองเครื่องประโคมแตรซอขลุ่ย ทหาร พวกสิป่ายชายหญิงแบกปืนปลายหอก เจ้ากรมปลัดกรมพระตำรวจซ้ายขวาขัดกระบี่บั้งทอง ตำรวจเลวซ้ายขวาถือหวายนำแห่เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระราชวัง ทรงประทับที่เกยโต๊ะน่ากำแพงแก้วกับเจ้าพระหน่อ ๖ องค์ แล้วเสด็จลงดำเนินเข้าไปในท้องพระโรง ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงก็ตามเสด็จเข้าไปเฝ้าทูลลอองธุรีพระ บาทพร้อมกันในท้องพระโรง พระองค์ทอดพระเนตรโตกเครื่อง กาแฟกะโถนเก้าอี้ แล้วตรัสเรียกพระยาพัทลุงให้ดูว่าของเขาทำดีทรงลูบคลำว่างดงาม แล้วตรัสกับเจ้าคุณกระลาโหม ว่าเครื่อง กาแฟแต่ก่อนเขาให้สำรับหนึ่งแล้ว แต่โตกที่หล่อนั้นทำตามตัวอย่าง ๘ เปนศิลาใต้น้ำ ศิลาแปรงหมู ฤๅศิลามมิหร่า ก็เรียก



๗๐ เก้าอี้ ทองที่ทาบางอยู่สักหน่อย แล้วทรงประทับบนเก้าอี้พระหัดถ์ลูบคลำไปมา ตรัสกับเจ้าคุณกระลาโหมว่า จากไม้ที่เขาใช้ เอามาแต่แห่งใด เจ้าคุณกระลาโหมถามเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ๆ กราบทูลว่าเอามาแต่เมืองจนะ เมืองเทพา เมืองตานี เปนแต่ไม้ขยาเลยไม่สู้ดี ถ้าจะใช้ไม้ดีต้องไปเอาอาไศรยใช้ไม้ที่เมืองพัทลุง จึงตรัสว่าเมืองสงขลาแผ่นดินน้อยนักนิดเดียว ถ้าเอาแผ่นดินเมืองพัทลุงมาเปนอันเดียวกับเมืองสงขลาเห็นจะดี พระยาพัทลุงเฝ้าอยู่ด้วย๙ แล้วตรัสว่าพระแท่นเขาทำแขงแรงกะทัดรัดดีอยู่แต่เปนอย่างมอญ แต่ระบายเพดานั้นทรงตรัสว่าพระกลดวังน่าเจ็ดชั้น พระกลดวังหลวงเก้าชั้น ระบายเพดาน ๓ ชั้นทั้งสิ้น ระบายเพดานนี้ ๕ ชั้นเปนอย่างใหม่ดี แล้วตรัสว่าบัวเขาทำกันอะไร เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา กราบบังคมทูลว่าทำกันราง ทรงพระสรวลว่าอย่างใหม่ แล้วตรัสถามเจ้าคุณกระลาโหมว่า ฝาเซี้ยมแลลับแลไปซื้อมาแต่จีนฤาซื้อมาเมื่อใด เจ้าคุณกระลาโหมกราบทูลว่าเมื่อเจ้าคุณกระลาโหมออกมาได้ว่าไว้ให้ทำพลับพลา จึงเจ้าคุณผู้สำเร็จาชการเมืองสงขลาจัดแจงไปซื้อมาแต่เมืองแฮมุย ทรงทอด พระเนตรลับแลแล้วตรัสว่าเขียนเรืองสามก๊กสนุกดี แล้วเสด็จขึ้นเที่ยวทอดพระเนตรหลังเสวย หลังท้องพระโรงกลาง หลังประธมแล้วเสด็จลงมาตามอัฒจันท์ประตูหลังอันลาดด้วยดีบุก ชมสวนที่ ๙ พระยาพัทลุงทับ



๗๑ ชานหน้าท้องพระโรงข้างใน ทรงเด็ดเอาพลูมาสองใบทรงถือออกมาน่าท้องพระโรงอีกเล่า ตรัสบอกเจ้าคุณกระลาโหมว่าข้างในหลังเสวยหลังท้องพระโรงกลาง หลังประธม เขาทำหมดจดงามดี มีสวนมีพลูสนุกสนานทำแขงแรง ลงทุนลงแรงใช้จ่ายเงินทองมากมายนักหนาแล้วเสด็จขึ้น เจ้าคุณกระลาโหม แลเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ท้าวพระยาข้าทูลลอองธุรีพระบาททั้งนั้นกลับออกมา พอฝนตกลง ครั้นฝนหายแล้ว เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ก็จัดแจงเลี้ยงขุนนางท้าวพระยาซึ่งตามเสด็จพระราชดำเนินมาทั้งสิ้น เจ้าต่างกรมแลหากรมมิได้ทั้งนั้น ให้ยกของใส่โต๊ะเงินไปถวายตามที่อยู่จนสิ้นทุก ๆ องค์ พอเพลาพลบค่ำทุ่มเศษ เสด็จลงไปพลับพลาน้ำกับเจ้าคุณกระลาโหมในที่มืด ตรัสกับเจ้าคุณกระลาโหมเบา ๆ ไม่ ได้ยิน แล้วเสด็จกลับมาทรงประทับที่ประตูใหญ่พระราชวังชั้นนอก ตรัสว่าเมืองตวันตกตวันออกข้างปากใต้ฝ่ายเหนือที่ไปแล้ว ๆ จนมาถึง เมืองนี้ เมืองเขาสนุกสนานผู้คนมั่งคั่งมาก มีแต่จะจำเริญขึ้นไป เมืองอื่นขยับจะสู้เขาไม่ได้ แล้วเสด็จเขามาชมศิลาที่ปากสระว่าเปน โมรางามดี ๑๐ ต่อเมือจะกลับไปให้ขอไปบ้าง แล้วเสด็จเข้าท้อง พระโรง ตรัสเรียกชาตรีไปทรงที่ริมกำแพงกระเบื้องปรุชั้นใน ทรงประทับเหนือกำแพงกระเบื้องปรุ นายบุญคงบุตรหลวงปลัดเมืองสงขลาส่องเทียนให้ทรงทอดพระเนตรชาตรีถึง ๒ ยาม แล้วทรงพระ ๑๐ ลาอย่างนี้ เอามาจากเกาะสี่เกาะห้าในทเลสาบ



๗๒ ราชทานเงินตราให้พวกชาตรีปันกัน ๔๐ บาท ให้สร้างเครื่อง ๔๐ บาท เสร็จแล้ว เสด็จเข้าข้างใน รับสั่งเรียกพระยาไภยนุฤทธิ๑๑ จางวาง เจ้ากรมพระตำรวจเข้าไป ให้พระยาไภยนุฤทธิส่องเทียนนำเสด็จ พระราชดำเนินเที่ยวทอดพระเนตรตามท้องพระโรงในแลเรือนพระนาง นาฎราชเทวี แลเรือนเจ้าจอมหม่อมแม่ลคร แลเรือนท้าววรจันทร์ แลท้าวสมศักดิ เรือนเถ้าแก่ผู้ใหญ่ผู้น้อยข้างนอกข้างในข้างหลัง จบแล้ว เสร็จลงไปทอดพระเนตรที่สวนสระปลูบูรพ์ปัจจิมปละทักษิณค่ายชั้นนอก เรือนมอญตำรวจในทหารพวกรักษาอยู่จบแล้ว ตรัสว่า กับพระยาไภยนุฤทธิว่า เราไปทุกบ้านทุกเมืองหลายเมืองมาแล้ว ยังไม่เห็นใครทำได้อย่างนี้ นี่ทำแขงแรงลงทุนลงรอนใช้จายเงินทอง มากมาย ไม่ใช่ทำฉันราชการ ทำโดยจิตรรักใคร่เราจริง ๆ บ้านเมืองเขาก็น้อยนิดเดียว จะตอ้งชุบเลี้ยงเขาให้บ้านเมืองเราเปนใหญ่เปนโตขึ้นหนึ่งจงได้ แล้วเสร็จขึ้นมาบนห้องสรงทรงสถิตย์เหนือ เตียงศิลากว้างศอกหนึ่งยาวสองศอก พื้นใต้เตียงลาดดีบุก ผิน พระภักตร์ไปบูรพ์ พระยาไภยนุฤทธิก็บิดก็อกไขประทุมธารา น้ำพระ สุคนธรศก็ไหลหลั่งถั่งถาออกมาจากปากมังกร ตกลงเหนือพระ ปฤษฎางค์เบื้องหลงสำราญพระองค์เสร็จแล้ว ผลัดภูษาทรงยืนทัศนาประทุมธาราว่ากระทำหมดจดงามดี ถ้าทำกับเงินจะขอเอาไปใช้ นี้ทำกับดีบุกอย่าเอาไปเลย แล้วเสด็จขึ้นห้องประถมได้ยินเสียงคุณ ๑๑ คือเจ้าพระยายมราช เฉย



๗๓ จอมจันพูดกับหม่อมสิลา ตรัสถามลงมาว่าพูดกับใคร เจ้าจอม พนักงานที่อยูข้างในกราบทูลว่าพูดกับแม่จันทรงตรัสว่าเขาเคยอยู่ ข้างในจึงวางที่ทอดพระแสงถูก แล้วสระเด็จทรงประถมบนพระแท่นตั้งไว้เบื้องบูรพ์พระเศียรสู่บุริมทิศ ? ณวันจันทร์เดือนเก้าแรมเก้าค่ำเพลาเช้า เสด็จทรงสถิตย์อยู่ในพระราชวังแหลมซาย พวกจีนลูกค้าชาวตลาดเมืองสงขลาทูลถวายหมูเป็ดไก่แลหมากพลูผลไม้ต่าง ๆ ร้อยโตะ ทรงปราไสกับ พวกจีนถวายของแล้ว พระราชทานสุราด้วยพระหัดถ์ให้พวกจีนรับ พระราชทานคนละจอกเสร็จแล้วเสด็จขึ้น เพลาบ่าย ๔ โมงเศษทรงทอดพระเนตรแกะแลโคชนกันแล้ว ทรงลครฝรั่งอยู่ครู่หนึ่ง เสด็จ ทรงพระยานุมาศกับพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ เสด็จไปตีนเขาตังกวนลงจาก พระยานุมาศแล้ว เสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทขึ้นบนเขาถึงเสาธง ที่เสมอ ขึ้นทรงพระยานุมาศกับพระเจ้าหน่อ ๖ องค์อิก ไปถึงที่จะขึ้นบนพระเจดีย์ เสด็จลงทรงพระดำเนินด้วยพระบาทขึ้นไปพระเจดีย์แล้ว เสด็จที่ประทับที่พลับพลาหลวงเทพมฌเฑียรน่าวังทำไว้รับเสด็จข้าง อุดรพระเจดีย์ ทรงทอดพระเนตรดูเมืองดูเขาดูคลอง แล้วชี้ พระหัดถ์ตรัสถามพระสุนทรนุรักษ์๑๒ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ตั้ง ๑๒ เข้าใจว่า เจ้าพระสงขลาบุญสังข์ทุพลภาพไปตามเสด็จประพาศไม่ได้ด้วย ตนเอง พระสุนทรนุรักษ์จึงเปนผู้ตามเสด็จ พระสุนทรนุรักษ์นี้ชื่อเม่น ได้เปนพระยาสงขลาต่อมา ครั้งถึงรัชกาลที่ ๕ ได้เปนพระยา ๑๐


๗๔ แต่เขาแดงเขาค่ายม่วงเขาแหลมสนเขาเกาะยอเขาอ้ายเหลาจนกระทั่ง ถึงเขาเก้าเสง แล้วถามถึงในกำแพงเมืองแลจวนเจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลา แลวัดเทพชุมนุม พระสุนทรนุรักษ์ ผู้ช่วย ราชการเมืองสงขลา ทูลถวายชื่อจนสิ้นตามตรัสถาม แล้วตรัสว่าบ้านเมืองมีราษีจำเริญสนุกสนาน ผู้คนมั่งคั่งแน่นหนา เขาแลคลอง น้ำดูดีเหมือนเขียนในฉากกระจก แล้วถามถึงพระเจดีย์ที่เขาค่ายม่วง องค์ว่ามีมาแต่โบราณฤๅ พระสุนทรนุรักษ์ทูลว่าพระเจดีย์ข้างอุดรของสมเด็จองค์ใหญ่ เจดีย์ข้างทักษิณของสมเด็จองค์น้อย ป้อม ที่ริมน้ำเขาค่ายม่วงสมเด็จองค์ใหญ่ ทำพร้อมกับพระเจดีย์บนเขา แต่ป้อมที่เขาแดงมีมาแต่ก่อน แล้วตรัสถามว่าจะไปเมืองพัทลุงทางไหนกราบทูลว่าไปทางทเลสาบ แล้วตรัสว่าจะไปสตูนไปไทรไปทางไหน กราบทูลว่าไปทางหว่างหรดี ตรัสถามว่าภูเขากันมิดจะไปอย่างไรได้ กราบทูลว่าไม่มิด ภูเขาบีดบังกันอยู่ ทางเดินมี สตูนไปทางด่านทาง รอบ ไทรไปตามการำ แล้วตรัสว่าจะไปเมืองตานีทางไหน กราบทูลไปว่าไปทางข้างทักษิณทางเมืองจนะเมืองเทพา ถ้าจะทางเรือไปทางทเลก็ได้ แล้วตรัสว่าบ้านเมืองสนุกสนานนักหนา แต่รักษาข้าศึก ศัตรูยาก ข้างปากน้ำถึงกว้างก็มีหาดมีดอน เรือใหญ่เรือโต โดยจะเข้ามาก็ไม่ได้โดยง่าย แต่ข้างน่าเมืองถ้าต่อก่อป้อมที่หัวเขาน้อยสักป้อม ที่กลางสักสามป้อม แต่กระสุนยิงไปมาอย่าให้ประกันเห็นจะดี ทรงประทับอยู่จนอัษฎงคต ทอดพระเนตรเห็นไฟราษฎร



๗๕ ตามไต้ตามโคมทั้งสี่ด้าน ตรัสชมว่าดูงามประหลาดตาเหมือนดาว นักขัตฤกษ์ในอากาศ แล้วเสด็จลงจากเขาสู่พระราชวังแหลมซาย เสด็จขึ้นสู่ห้องเสวย ทรงสถิตย์เหนือเก้าอี้วิลาศ ผินพระภักตร์ สู่ทักษิณ พระนายศรีสรรเพธเชิญเครื่องเสวยวางเหนือโต๊ะวิลาศ ทรง เสวยอยู่ ได้ยินเสียงข้าราชการซึ้งเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ให้เลี้ยงเสียงอื้ออึง รับสั่งให้พระยาไภยนุฤทธิมาบอกเจ้าคุณกระลาโหม ว่า เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาเลี้ยงขุนกันแขงแรงดังนี้จะ พากันยากจนเสีย ให้เจ้าคุณกระลาโหมจัดแจงเสียใหม่ เจ้าคุณกระลาโหมว่ากับพระยาไภยนุฤทธิให้กราบทูลว่าไม่เปนไร เข้าของ เขาจัดแจงเตรียมไว้มาก จะรับเลี้ยงฉลองพระเดชพระคุณให้เต็มมืออย่าวิตกถึงเขาเลย ครั้นทรงเสวยพระบวรกระยาหารสำเร็จแล้วจึงเสด็จขึ้น ในวันนั้นราษฎรในเมืองนอกเมืองตั้งโตกบูชาไว้วันหนึ่ง ? ณวันอังคารเดือนเก้าแรมสิบค่ำเพลาเช้าเสด็จออกท้อง พระโรง เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลพระสุนทรนุรักษ์หลวงสมบัติภิรมย์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศ์ร หลวงวิเศษภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ตั้งของถวาย พระยาเทพวรชุนกราบทูลถวายของเจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา โต๊ะกาไหล่ทองคำหนึ่ง เครื่องกาแฟ กาไหล่ทองคำสำรับหนึ่ง เก้าอี้กาไหล่ทองคำหนึ่ง กะโถนกาไหล่ ทองคำหนึ่ง ทรายคำทรายหนักชั่งตราสังข์หนึ่ง ทองคำก้อนหนัก หกตำลึงสองบาทสองสลึงเฟื้อง เป่าทองคำสามสิบเป่า ของพระ



๗๖ สุนทรนุรักษ์ทองคำทรายหนักสิบห้าตำลึงแขก ผ้ายกทองสีต่างกัน สองผืน ของพระสมบัติภิรมย์ ของหลวงอนุรักษ์ภูเบศณ์ เป่าทองคำคนละเถา ๆ สามเป่าหกเป่า ผ้ายกทองซ้ำสีต่างกันคนละสองผืน สี่ผืน ผ้าลายนอกอย่างคนละยี่สสอบผืนสี่สอบผืน ของหลวงวิเศษภักดีเป่าทองสองเป่า ผ้ายกทองผืนหนึ่ง ม้าผ่านดำสูงสองศอกคืบสามนิ้วม้าหนึ่ง แล้วพวกสูกค้าชาวตลาดทูลถวายหมูเป็ดไก่แลหมากพลู ผลไม้ต่าง ๆ ร้อยโต๊ะ ทรงพระราชทานสุราด้วยพระหัดหถ์ให้พวกพ่อค้า รับพระราชทานคนละจอกแล้วเสด็จขึ้น คุณหญิง คุณจอมจัน คุณกลิ่นเข้าเฝ้าตั้งของถวายข้างใน เจ้าคุณตำหนักใหม่กราบทูลถวายของ คุณหญิง ตะไหรศีศะหงศฺขาทองคำยี่สอบเล่ม ขานากยี่สิบเล่ม ขากาไหล่ยี่สิบเล่ม รวมกันร้อยเล่ม มีดพับห้าโลสิน ตะไกรกริบห้าโลสิน ผ้าแพรเก็บน่ากว้างสามคืบยี่สิบผืน ผ้าพื้นด้านสีต่างกัน ร้อยผืน ผ้าลายนอกอย่างร้อยผืน กระบุงเชี่ยนหมากร้อยใบ เทียนใหญ่ร้อยเล่ม เทียนน้อยห้าร้อยเล่ม ส้มตรังกานู พลูหอม หมากดิบ สิ่งละสี่โต๊ะ รวมกันสิบสองโต๊ะ คุณจอมจัน คุณกลิ่น ถวายผ้าขาวดอกแปดสิบศอกคนละสิบพับ รวมกันยี่สิบพับ ? ครั้นเพลาย่ายสี่โมงเศษ เสด็จทางชลมารคด้ายเรือ พระที่นั่งกำปั่นสยามอรสุมพลกลไฟเข้าในคลอง มาถึงน่าจวนเจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา เห็นน่าท่าผาสูกสอาด ทรงประสาทพระพรให้พลางทางขึ้นจวนแลฉางใหม่ แลบ้านเรือนราษฎรริมกำแพง



๗๗ เมืองถึงเตาเผาอิฐที่บ่อพลับ เรือพระที่นั่งถึงน่าบางขุนทองและเกาะยอทรงพระกล้องส่องทอดพระเนตรไปเห็นริมป่าน่าป่าขาดป่าร่อ ตรัสถามพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาตามกล้องส่องถึง พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา กราบทูลถวายตามรับสั่งถามแล้วตรัสถามว่าบ้านช่องแน่นหนา เกาะยอลอยอยู่กลางแม่น้ำสนุก สนาน ตรัสว่าทเลสาบเลี้ยวป่านี้ก็จะถึง พระยาพัทลุงบอกว่าทางสองคืนขี้ปด๑๓ พอฝนตกลงที่เกาะยอ เสด็จกลับมาประทับที่ตะพานน่าจวนเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาคอยท่ารับเสด็จอยู่ เสด็จขึ้นจาก เรือพระที่นั่งกับพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ พวกชาวพนักงานที่ท่ารับเสด็จก็ตีกลองทองเหลืองเครื่องประโคมแตรซอขลุ่ย ตำรวจซ้ายขวาถือ หวายนำ พวกทหารสิป่ายชายหญิงแบกปืนปลายหอกพร้อมเพรียง ถึงน่าประตูพุทธรักษา ตรัสถามว่านี่ฤๅบ้านพระยาสงขลา แล้ว เสด็จเข้ามาตามประตูมรคาพิทักษ์ เสด็จขึ้นไปทรงประทับอยู่บนป้อมพิทักษ์เขื่อนขันธ์ ตรัสภาทว่าโรงเตาทำสิ่งไร เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลา กราบบังคมทูลว่าโรงกลวงสูบน้ำทองแดงหล่อโตก แล้วตรัสถามถึงโรงสุรา แลศาลากลาง คลองขวาง เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลากราบบังคมทูลถวายตามตรัสถาม แล้วตรัสว่า กำแพงบ้านพระยาสงขลาถึงกำแพงเมืองข้างหลังฤๅไม่ เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลากราบทูลไม่ถึง ตรัสถามว่าตึกดินมี ๑๓ ที่พระยาพัทลุงกราบทูล ฯ หมายเอาทเลสาบในตอนทเปนแขวงเมืองพัทลุง



๗๘ ฤๅไม่ กราบทูลว่ามีอยู่ภายในกำแพงเมืองใกล้ประตูสนามสงคราม ฝ่ายบูรพ์ ทรงประทับอยุ่บนป้อมพิทักษ์เขื่อนขันธ์ครู่หนึ่ง แล้วเสด็จ กลับไปสู่พระราชวังแหลมซาย เพลาวันนั้นกรมการผู้ใหญ่ผู้น้อย แลราษฎรในเมืองนอกเมมืองทั้งปวงตั้งโตกบูชาซักธงทั่วกัน เพลาค่ำ เรือกำปั่นเหล็กเจ้าพระยากลไฟ ซึ่งเจ้าคุณกระลาโหมจัดแจงให้ กปิตันฉุน๑๔ ลงไปจัดซื้อสิ่งของเมืองสิงคโปร์ พาน้ำแขงกับครอบ ทองแดงวิสาศมาถวาย แล้วพระองค์ทรงจัดของให้กปิตันฉุนพาเข้าไปกรุงเทพพระมหานคร พระราชทานให้สมเด็จพระบิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว กับลายพระราชหัดถเลขาฉบับหนึ่ง เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมือง สงขลา ให้หลวงนาพาของลงไปส่งถึงก่ำปั่น แล้วเจ้าคุณกระลาโหม ให้พระนายไวยวรนารถ๑๕ พาน้ำแขงมาให้เจ้าคุณสำเร็จราชการเมือง สงขลาลาว่า ให้จัดแจงเรือลงไปบรรทุกพระยาม้าพระที่นั่งกับเครื่อง ลครที่เรือกำปั่นราชรังสฤษดิขึ้นมา พรุ่งนี้เช้าจะเสด็จพระราชดำเนินเข้าเมือง ? ณวันที่ ๔๙ ค่ำเพลาเช้า พระนางนาฎราชเทวี แล พวกเจ้าจอมหม่อมลคร แลพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ ทรางช้างกูบวองพังพลาย ๒๐ ช้าง กับวอใส่ม่านทองม่านผ้าลาย ๑๕ วอ ไปชมเขาเก้าเสง ๑๔ กปิตันฉุนนี้ แล้วเปนขุนจรเจนทเล ถึงรัชกาลที่ ๕ เปนพระชลธารพินิจจัย ๑๕ คือเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์



๗๙ ภายหลังสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการดำรัส สั่งกับพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ให้พาหลวงวิสูตรโยธามาตย์ ๑๖ เจ้ากรมทหารใน ไปดูตึกดินเสร็จแล้ว ๆ กลับมากราบทูล มีรับสั่งให้พระสุนทรนุรักษ์ขุดบ่อใส่โซ่เหล็กไว้กันฟ้าข้างละสอง บ่อ ๔ บ่อ ครั้นเพลาบ่าย ๒ โมงพระนางนาฎราชเทวี กับเจ้าจอม หม่อมลคร แลพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ กลับมาแต่เขาเก้าเสง กราบทูล ว่าที่สนุกสนานอยู่ รับสั่งว่าพรุ่งนี้เช้าจะเสด็จไปทอดพระเนตรดูบ้าง ครั้นเพลาบ่าย ๔ โมงเสด็จพระราชดำเนินเข้าเมือง เจ้ากรมปลัดกรมพระตำรวจต่างคนต่างจัดแจงตามน่าที่พนักงาน พวกกรมนครบาลเอาธงแดงแลปืนขานนกยางไปจุกช่องปักะงระวังรักษาอยู่ทุกช่องทุกตรอก พวกทหารปืนใหญ่ลากปืนใหญ่ไปน่า วางม้าตาริ้วสองแถว ถัดมา ทหารหามปืนขานกยาง ตำรวจน่าซ้ายขวาถือหอกคร่ำทอง เจ้ากรม ปลัดกรมพระตำรวจซ้ายขวาขัดกระบี่บั้งทอง ทนายสิป่ายถือธงมงกุฎ ใหญ่เดินกลาง ทนายสิป่ายถือหอกใหญ่เดินน่า พวกทหาร สิป่ายแบกปืนปลายหอกสองแถว ตำรวจเลวซ้ายขวาถือหวายมัด นำน่าสองแถว พวกผู้หญิงทหารสิป่ายเดินน่าม้าพระที่นั่งสองแถว พระนายศรีสรรเพธแลพวกรักษาองค์เดินเคียงม้าพระที่นั่ง พระองค์ เสด็จทรงพระยามณีศรีสลับม้าพระที่นั่ง พระยาระยับยอแสงม้าพระ ที่นั่งรอง หลวงมาลาภูษิตเชิญพระกลด ทหารผู้หญิงรักษาองค์ ๑๖ ชื่อโหมด ในรัชกาลที่ ๕ เปนพระยากสาปน์กิจโกศล



๘๐ สี่คนขี่ม้าเคียง พวกเจ้าจอมหม่อมแม่เจ้าท้าวนางข้างใน กับพระเจ้าหน่อ ขิ่วอม่านทอง ม้าประเทียบ ม้ารองพระที่นั่ง แลทนายเชิญเครื่องแลข้าทูลลอองธุลีพระบาททั้งปวง มีเสด็จพระ เจ้าน้องยาเธอ แลพระเจ้าลูกยาเธอ พระบวรราชวงษ์เธอ มี เสด็จกรมหลวงวงษาธิราชสนิทเปนประธาน เจ้าพระยาแลพระยา ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อย มีพณหัวเจ้าท่านเจ้าคุณกระลาโหมเปนต้น ติดตามเสด็จพระราชดำเนินโดยลำดับเปนสองแถวดูสง่างาม เจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ให้หลวงเพทนรินทร์อินทรเดชะยกรบัตร หลวงพลฤทธิพิไชย นำน่ากระยวนแก่มาตามทางสถลมารคข้างเขาตังกวนโดยขนัด พวกชายหญิงชาวบ้านชาวเมืองทั้งหลายก็โสมนัศเยียดยัดเข้ากันมาหมอบเฝ้าอยู่สองข้างมรคาตลอดเมืองตามสถลมารค จนถึงพระราชวังแหลมซาย ต่าง ๆ ยกมือขึ้นถวายบังคมชมพระ บรมโพธิสมภารอยู่ถ้วนหน้า พระสงฆ์ซึ่งอารามอยู่ริมทางที่ทรง เสด็จพระราชดำเนินมาทั้งนั้น ประชุมกันตั้งโตกบุชาถวายพระพร ไชยโตทุกอาราม เสด็จมาถึงประตูพยัตฆนามเรืองฤทธิ แล้วเสด็จทองพระเนตรดูกำแพงไปถึงป้อมป้องกันศัตรู แล้วกลับมาถึงประตูพยัคฆนามเรืองฤทธิ ทอดพระเนตรเห็นหนทางราบเลี่ยนเตียน สอาด ทรงประสาทพระพรมงคลว่า ให้บ้านเมืองถาวรจำเริญ ๆ จึงเสด็จพระราชดำเนินเข้ามาตามประตูพยัคฆนามเรืองฤทธิ ทางคลองขวางราษฎรริมทางชักธงตั้งโตกถวายบูชาต่อเนื่องกัน ข้าม



๘๑ ตะพานคลองขวางมาถึงน่าวัดดอนแย้ ตรัสถามว่าพระครูหมีอยู่นี่ฤๅ แล้วเสด็จมาถึงน่าวัดมัชฌิมาวาศ ทรงทอดพระเนตรดูพระอุโบสถแล้วตรัสว่าช่อฟ้าดูไม่ได้ ให้ช่างกรุงมาแก้เสียใหม่ ถึงโรงสุเหร่า ตรัสถามว่านี่โรงอะไร กราบทูลว่ากฎีมลายู แล้วเสด็จเลี้ยวลง ทางตลาดใหญ่ ตรัสว่าตึกร้านบ้านตลาดค้าขายสุกสนาน พวก ชาวบ้านชาวเมืองตั้งโตกบูชาประกาดขันกันแขงเรง เสด็จพระราช ดำเนินทอดพระเนตรดูสองข้างทลาถึงศาลเจ้ามาจ่อ ตรัสถามพระนาย ศรีสรรเพธว่าโรงอะไร กราบทูลว่าโรงศาลเจ้ามาจ่อ ถึงป้อม พิทักษ์เขื่อนขันธ์เสด็จขึ้นประทับกับพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ ทรงขึ้นไป บนใบสีมาแต่พระองค์ แล้วลงมาสถิตย์หว่างใบสีมาปละปัจจิม ทรงพระบริจาคโปรยเงินเฟื้องกับพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ ให้แก่ราษฎรพันเฟื้องหมดแล้ว ๆ คว่ำพานสุวรรณที่ใส่เงินให้ราษฎรดูว่า เงินหมดแล้ว แล้วตรัสว่าเงินที่จมทราบแลลงในน้ำอยู่มาก คอยเอาตะกร้ามาร่อนเอา แล้วเข้ามาประทับบนเตียงพระที่นั่ง ตรัสให้พวกพ่อค้าชาวร้านตลาดมีผ้าผ่อนแพรพรรณสิ่งใดประหลาดให้พาเข้ามาขายจะทรงซื้อ พวกพ่อค้าผ้าพาแพรเข้าไปตามรับสั่ง ทรงทอดพระเนตรผ้าแลแพร โปรดผ้าชุบอาบยกตานกเขา แลผ้าชุบอาบลายต่าง ๆ แล้วตรัสว่าราคาขายกันอย่างไร พ่อค้าเจ้าผ้าทูลถวายราคาว่า ผ้าชุบอาบตานกเขาผืนละสามบาท ผ้าชุบอาบเลวผืนละสองบาท ตรัสว่า ๑๑



๘๒ เจ้าของเต็มใจทั้งสิ้นแล้วฤา เราไม่ต่อ เราซื้อให้ตามว่า เจ้าคุณ กระลาโหมกราบบังคมทูลว่า เมื่อเพลาเช้าวันนี้เกล้ากระหม่อมให้ คนเอาเงินมาเที่ยวซื้อทั้งตลาดทุกร้านไม่มี ครั้นล้นเกล้าล้นกระหม่อมเสด็จมาจะทรงซื้อผ้าอย่างดีสีต่าง ๆ มีขึ้นมาก เสด็จกรมหลวงวงษาธิราชสนิทกับเจ้าคุณกระลาโหมขอปันซื้อ ทรงโปรดให้ นอกแต่นั้นซื้อเอาทั้งหมด พระเจ้าหน่อ ๖ องค์ต่างองค์ต่างชิงกันทรงพระสรวล แล้วตรัสถามพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา ว่าดินดำสำหรับเมืองได้ดินที่ไหนใช้ กราบทูลว่าแต่ก่อนใช้ดินดำตำเอาเอง ในเดี๋ยวนี้ลูกค้าชาวเมืองสิงคโปร์พาดินดำเข้ามาค้าขายมาก จัดซื้อดินดำนอกไว้ใช้ รับสั่งว่าซื้อดินดำนอกไว้มใช้ดีแล้วดินดำตำเอาเองสู้เขาไม่ได้ ถึงกรุงเทพพระมหานครก็เลิกเสียแล้วซื้อดินดำนอกไว้ใช้เหมือนกัน ตรัสว่าให้ซื้อไว้สำหรับบ้านเมืองให้พอใช้ จะหักเอาเงินส่วยอากรภาษีรายใดก็ตามเถิด แล้วตรัสอื่นต่อไป เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้หลวงสมบัติภิรมย์หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการ ยกที่พระสุธารศร้อนไปถวายเจ้าต่างกรมแลเจ้าหากรมมิได้ มีเสด็จกรมหลวงวงษาธิราชสนิทเปนต้นแลเจ้าคุณกระลาโหม เสร็จแล้ว ทรงประทับอยู่จนพลบค่ำ เสด็จลงเรือพระที่นั่งสยามอรสุมพลกลไฟสู่พระราชวังแหลมซาย ครั้นเพลาพลบค่ำรับสั่งให้เอาชาตรีเข้าไปเล่นที่โรงลคร ทรงทอดพระเนตรชาตรีถึงสองยามจึงเสด็จขึ้น



๘๓ ? ณวันพฤหัศบดีเดือนเก้าแรมสองค่ำเพลาเช้า เสด็จออก ท้องพระโรง พระยากลันตัน๑๗ แลพวกศรีตวันกรมการเมืองกลันตัน ตั้งของถวาย พระยาเทพวรชุนกราบทูลถวายของพระยากลันตัน ทองคำทรายหนักสองชั่งตราสังข์ กับของศรีตวันกรมการเสร็จแล้ว เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา จัดให้หลวงเทพนรินทร์อินทรเดชะยกรบัตรนำทางชลมารค ทอดเรือช่วงต่อเนื่องกันไปจนถึงเขาเก้าเสงสิบลำ เพลาบ่ายสองโมงเศษเสด็จลงเรือพระที่นั่งกำปั่นสยามอรสุมพลกลไฟ กับกำปั่นมณีเมขลา ไปทอดพระเนตรเขาเก้าเสงถึงเขาแล้วประทับเรือพระที่นั่งที่ฉนวน เสด็จพระราชดำเนินขึ้นบนเขาเก้าเสง แล้วเลยไปทอดพระเนตรพระเจดีย์บนยอดเขาดูไปทั้งสี่ทิศแล้วเสด็จลงมาประทับในพลับพลาที่หลวงเทพสุรินทร์เสนาจ่ามหาดไทย ทำไว้รับเสด็จที่บนเขา ตรัสถามเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ว่าเจดีย์ใครทำเมื่อใด เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลากราบ บังคมทูลว่า เกล้ากระหม่อมได้จัดแจงซื้อศิลามาแต่เมืองแฮมุย ทำไว้ได้สามสิบปีแล้ว แล้วหลวงชาติสุรินทร์กราบทูลถวายของจีนหุยพ่อค้าชาวเมืองสงขลาร้อยโต๊ะ ของจีนฮันลูกค้าชาวเมืองสงขลาของใส่ชลอมใส่กะชะหามหาบแบกกองไว้ ของพวกจีนส่วยทองเกาะยอสิบโต๊ะมีแจ้งในราย แล้วตรัสว่าหมูเป็ดไก่ของสดให้เอา

๑๗ พระยากลันตันคนนี้ ชื่อต่วนสนิปากแดง เปนมาแต่ในรัชกาลที่ ๓ มี เรื่องในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ แล้วได้เลื่อนเปนพระยาเดชานุชิตจางวาง แขก ยกยศเปนสุลต่าน


๘๔ ไปให้พวกที่อยู่รักษาเรือ นอกกว่านั้นให้แจกให้พวกตำรวจพวกทหาร พวกตามเสด็จกินเสีย เจ้าคุณกระลาโหมก็แจกให้ทั่วกัน แล้ว พระนายศรีสรรเพธเชิญที่พระสุธารศเข้าไปถวาย ทรงเสวยเสร็จแล้ว ขึ้นทรงพระยามณีศรีสลับม้าพระที่นั่ง พระยาระยับยอแสงม้าพระ ที่นั่งรอง ตั้งกระบวนวางตาริ้วสองแถว หลวงพลฤทธิพิไชย หลวงพิไชยชาญณรงค์ นำเสด็จตามทางสถลมารคชายคลองสำโรง ปละอุดรรีบมาถึงประตูไชยยุทธชำนะ ลงทางสุเหร่า ทรงดำเนิน ช้า ๆ มาตามตลาด ทอดพระเนตรดูโตกตั้งบูชาแลราษฎรค้าขาย จ่ายตลาด ทอดพระเนตรดูเลอียดถี่ถ้วนทุกสิ่ง แล้วเสด็จมาออก ประตูพิทักษ์มรคาน่าจวน มาถึงประตูจันที่พิทักษ์ คุณหญิงหมอบเฝ้าอยู่ที่โตกตั้งบูชา หยุดม้าพระที่นั่งตรัสถามคุณหญิงว่าประตูบ้านออกนี่ฤๅ คุณหญิงการบทูลว่าประตูออกตรงนี้ แล้วเสด็จตามทางสถลมารคช่องเขาตังกวนสู่พระราชวังแหลมซาย เพลาพลบค่ำ โหมโรงมีลคร (หลวง) ให้พวกพระยาแขกหัวเมืองแลพวกราษฎรดู จนสามยามจึงเสด็จขึ้น ? ณวันศุกรเดือนเก้าแรมสิบสามค่ำเพลาเช้า เสด็จออก พลับพลาทรงถวายบิณฑบาตทานแก่พระครูญาณโมฬี พระครูธรรม โมฬี ๒ รูป พระครูปลัด ๒ รูป พระครูวิริยสังวรรูป ๑ เสร็จแล้ว ถวายไตรแพร ๓ ไตร ไตรผ้า ๒ ไตร รวมกัน ๕ ไตร กับย่าม รูปละใบ ครั้นพระครูทั้งนั้นกลับแล้ว เสด็จทรงลครให้พวก พระยาแขกแลพวกราษฎรดู เพลาบ่าย ๒ โมงทรงพระราชทาน เงินตราแลเสื้อผ้าแก่เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลพระ


๘๕ สุนทรนุรักษ์ หลวงสมบัติภิรมย์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงวิเศษ ภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา พระราชทานให้เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลาเงินตราสามสิบชั่ง กับเสื้ออย่างน้อยผ้าชาติ เยี่ยรบับตัว ๑ ลูกดุมทองคำสายหนึ่งเจ็ดใบ ผ้าปูมเขมรผืน ๑ แพรขาวเพลาะ ๑ พระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเงินตราห้าชั่ง กับ เสื้อเยี่ยรบับตัว ๑ ลูกดุมทองคำสำรับ ๑ ผ้าปมเขมรผืน ๑ แพรขาว เพลาะ ๑ หลวงสมบัติภิรมย์ ลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงวิเศษภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาเงินตราคนละชั่งสิบตำลึง เสื้อเข้มขาบ คนละตัว ผ้าม่วงคนละผืน แพรขาวคนละเพลาะ เสร็จแล้วเสด็จขึ้น ทรงพระราชทานเงินผ้าข้างในให้คุณหญิงเงินตราสองชั่งสิบตำลึง กับ ผ้าห่มนอนเข้มขาบผืน ๑ คุณจอมจันเงินตราชั่งห้าตำลึง คุณกลิ่นเงินตราชั่ง ๑ คุณอินภรรยาพระสุนทรนุรักษ์ผู้ช่วยราชการเมือง สงขลาเงินตราชั่ง ๑ กับผ้าห่มนอนเข้มขาบผืน ๑ เสร็จแล้ว เสด็จ ออกพลับพลาข้างน่าทรงลครอิกเล่า เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมือง สงขลาทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายเงินเหรียญให้ทรงพระราชทาน เจ้าจอมหม่อมลครสี่ร้อยเหรียญ พระสุนทรนุรักษ์ หลวงสมบัติภิรมย์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงวิเศษภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองสงชลา ถวายคนละห้าสิบเหรียญ พวกแขกหัวเมือง พระยาสาย พระยายะหริ่ง พระยาตานี พระยาระแงะ พระยารามัน พระยายะลา พระยาหนองจิก ตนกูโนะเมืองตรังกานู คนละห้าสิบ คุณหญิงห้าสิบ คุณอินสามสิบ รวมกันเปนเงินพันแปดสิบเหรียญ เสร็จแล้วเสด็จขึ้น ครั้นเพลาค่ำทรงลครอิกเล่า จนถึงสองยามจึงเสด็จขึ้น


๘๖ ? ณวันเสาร์เดือนเก้าแรมสิบสี่ค่ำ เพลาเช้าออกท้องพระโรง พระยาเทพวรชุนทูลถวาย นายทัด นายเรือง นายมิ่ง นายพงษ์ นายกิ่ง นายเสือ นายพุ่ม นายเวียง เปนมหาดเล็ก ตรัสถามว่า คนนั้นบุตรใคร หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ชี้ตัวถวายให้ทรงทราบว่าคนนั้นเปนบุตรคนนั้น ๆ ทุกคนเสร็จแล้วเสด็จขึ้นอยู่ครู่หนึ่งเสด็จออก พระยาสายบุรี พระยายะหริ่ง พระยาตานี พระยารามัน พระยาระแงะ พระยา ยะลา พระยาหนองจิก แลพระวิเศษวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองยะหริ่ง พระจนะ หลวงพิทักษ์สงคราม ปลัดจนะ นายกล่อมผู้ว่าราชการ เมืองเทพา แลตนกูโนะ ตนกูอาสัน ซึ่งพระยาตรังกานูแต่งให้มาเข้าเฝ้าตั้งของถวาย พระยาเทพวรชุนกราบทูลถวายของ พระยา สายบุรีเปาทองคำหกเปา ทองคำทรายสิบตำลึงแขก พระยายะหริ่ง เป่าทองคำสามเป่า กฤชด้ามทองฝักทองเล่ม ๑ ทองคำทรายสิบตำลึง แขก กะรอกเหลืองกรง ๑ พระยาตานี กฤชด้ามทองเล่ม ๑ หนัก ๕ ตำลึง ทองคำทรายสิบตำลึงแขก พระยารามัน ทองคำทรายหนัก ๒๐ ตำลึกแขก เนื้อลายตัวผู้ ๑ ผู้หญิงหัวพริก ๒ คน๑๘ พระยาระแงะ

๑๘ ที่เรียกว่าผู้หญิงหัวพริกในหนังสือนี้ ที่จริงคือแขกดำชาวอาฟริกา เข้าใจ ว่าพวกมลายูที่ออกไปเมกกะ จะไปซื้อเด็ก ๆ คนพวกนี้มาจากพวกแขกอาหรับ จงมัก จะมีแขกดำชาวอาฟริกาอยู่ตามเมืองมลายูไม่ใคร่ขาด แม้จนทุกวันนั้น ที่เอามาถวาย ๕ คน ครั้นนี้เปนเด็ก ๆ ทั้งนั้น ในหนังสือนี้ว่าเปนผู้หญิงทั้ง ๕ คน แต่ที่จริงมีผู้ชายคน ๑ เมื่อเข้ามาอยู่ในกรุงเทพเรียกกันว่า "อ้ายยิ" โตขึ้นได้เปนตำรวจถือมัดหวายนำเสด็จ มาจนในรัชกาลที่ ๕ ที่เปนผู้หญิงนั้นอยู่ในวัง ข้าพเจ้าเคยเห็น แต่พึ่งรู้ว่าเปนคนถวาย ครั้งเสด็จสงขลาเมื่อในรัชกาลที่ ๔ ต่อเมื่อได้อ่านหนังสือเรื่องนี้ สอบถามผู้หลัก ผู้ใหญ่ก็ได้ความสมจริง


๘๗ สมุกทองทำ ๑ เป๋าทองคำเป๋า ๑ ทองคำทราย ๑๐ ตำลึงแขก คน หัวพริกชายหญิง ๒ คน พระยาหนองจิก เป๋าทองคำ ๒ เป๋า ทองคำ ทรายหนัง ๕ ตำลึง พระยายะลา เป๋าทองคำ ๖ เป๋า ทองคำทรายหนัก ๔ ตำลึง พระวิเศษวังษา ผู้ช่วยราชการเมืองยะหริ่ง เป๋าทองคำ ๒ เป๋า นกเขาชาวาขาว ๑ นกเขาใหญ่ลาย ๑ พระจนะทองคำทรายหนัก ๔ ตำลึงคนหัวพริกคน ๑ หลวงพิทักษ์สงคราม ปลัดจนะ ทองคำทราย หนัก ๔ ตำลึง ผ้าขาวยาวแปดสิบศอกสิบพัน นายกล่อมผู้ว่าราชการเมืองเทพา ทองคำทรายหนัก ๒ ตำลึง ผ้าขาวดอกสีต่างกัน ๔ พับ ของพระยาตรังกานู ผ้ายกอย่างแขก ๔ ผืน หอกตอทองเถลิงทอง ห้าคู่ ไม้เท้าปลายหอก ๕ เล่ม ม้าสีฝ้าย ๒ ม้า เสร็จแล้วทรง พระดำรัสว่าจะเสด็จออกมาเที่ยวทอดพระเนตร ตามหัวเมืองปากใต้ให้สบายพระหฤไทยดอก พวกแขกหัวเมืองมีน้ำใจพากของเข้ามาถวาย ทั้งนี้ก็ขอบใจอยู่ แล้วทรงพระราชทานพรแลเสื้อหมวกให้แก่พระยา แขกหัวเมืองทุกคน แต่พวกแม่กองปังอลูได้เสื้อปัศตูเขียวอย่าง แขกคนละตัว พวกไพร่ซึ่งมาด้วยสิ้นทั้นนั้นพระราชทานเงินเสมอ คนละบาท คนแปดร้อยสี่คนเปนเงินตราสิบชั่งตำลึง แล้วทรง พระราชทานพวกนายงานที่ทำพระราชวังแหลมซาย หลวงศรีสมบัติ เงินตรา ๕ ตำลึง กับเสื้อแร่จีนเจาตัว ๑ หลวงเพ็ชรคีรีศรีราช สงครามปลัด หลวงเมือง หลวงน่าวัง หลวงเพ็ชรพยาบาล หลวงระโนฎ หลวงศรีปดูกา หลวงฤทธิเทวา ได้เสื้อแพรจีนเจาคนละตัวหลวงเทพนรินทร์อินทรเดชะยกรบัตร หลวงเพทสุรินทร์อินทรเสนา


๘๘ จ่ามหาดไทย หลวงพลฤทธิพิไชย หลวงพิไชยเสนา หลวงเทพเสนา หลวงไชยประชา ได้เสื้อแพรจีนเจาคนละตัว เงินตราคนละ ๓ ตำลึง ขุนแก้วเสนา ขุนสรรพากร ขุนศรีโยธา ขุนกล้าอาสา ได้เสื้อผ้า ต่างสีคนละตัว เงินตราคนละ ๒ ตำลึง ขุนเทพอาญา ขุนต่างใจ ขุนอักษร ขุนไชยชาญยุทธ ขุนปลัด ขุนพิพักษ์ ขุนอักษร ขุนภักดีอักษร ขุนจิตรอักษร ขุนฤทธิอักษร ขุนจำนงโยธี ขะนจำนงวาที ขุนชำนาญอักษร ขุนสมุหบาญชี ขุนรองแพ่ง ขุนรองมหาดไทย ขุนกลางวัง ขุนทิพวิจารณ์ ขุนอินทรอาญา ขุนศรีพิทักษ์ ขุนอินทรอักษร ๒๐ คนนี้ ได้เสื้อผ้าต่างสีคนละตัว หมื่นพลภักดี หมื่นราช นุกิจ หมื่นชิตรักษา หมื่นเสนาะวาที หมื่นศรีภักดี หมื่นศรีรักษา หมื่นวิสุทธิพล หมื่นวิจิตรเลขา หมื่นบรรจงพินิจ หมื่นวิจิตร บรรจง ๑๐ คนนี้ ได้เสื้อผ้าต่างสีคนละตัว นายเทด นายมง นายมาก ช่างไม้ได้เสื้อแพร่จีนเจาคนละตัว เงินตราคนละ ๒ ตำลึง ช่างไม้ เลว ๓๑ คน พระราชทานเสี้อผ้าขาวดอกคนละตัว เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมื่องสงขลาเพิ่มเงินให้คนละเหรียญ เสร็จแล้วทรงลครให้ พวกพระยาแขกหัวเมืองดู เพลาบ่าย ๒ โมงเศษ ทรงพระบริจาคทานเงินบาทด้วยพระหัดถ์กับพระเจ้าหน่อ ๖ องค์ แก่ผู้เถ้าผู้แก่ชายหญิงที่สูงอายุแต่ ๕๐ ปีเศษขึ้นไปถึงอายุ ๖๐ ปี ๗๐ ปี ๘๐ ปี เสมอคนละบาทคนที่มารับพระราชทาน ๘๑๙ คน คิดเปนเงินตรา ๑๐ ชั่ง ๔ ตำลึง ๓ บาท แต่ขุนจำเริญวัจนโหนงรับพระราชทานเงินแล้ว ยกมือถวายบังคมให้



๘๙ พรว่าขอให้พระทูลกระหม่อมแก้วจำเริญ พระชนมายุเสวยราชสมบัติยืน ได้ร้อยพันวษา เสด็จพ้นไปแล้วเสด็จกลับมาตรัสว่า นับถือข้าฤๅนะ ทูลว่านับถือเกล้ากระหม่อม แล้วเสด็จขึ้น ครั้นเพลาค่ำรับสั่งให้เอา ลครสำหรับเมืองสงขลาเข้าไปเล่น ทรงทอดพระเนตรแล้วทรง พระสรวล ทรงพระราชทานเงินให้พวกลครปันกัน ๖๐ บาท จน ถึง ๒ ยามต่อเสด็จขึ้น ฯ ? ณวัน ๑ ๑ ๑๐ ค่ำ เพลาเช้ามีรับสั่งออกมาว่าจะเสด็จไป ทอดพระเนตรเกาะยอ ด้วยเรือพระที่นั่งสยามอรสุมพลกลไฟ เพลา เที่ยงเสวยแล้วรับสั่งเรียกคุณจอมจัน ๆ ขึ้นไปหมอบเฝ้าอยู่ที่บันได ประตูทักษิณหลังเสวยข้างใน ทรงตรัสถามคุณจอมจันว่าเสด็จออกมาครั้งนี้ พวกข้าราชการซึ่งตามเสด็จออกมาไปข่มเหงยื้อแย่งชาวบ้าน ชาวเมืองบ้างฤๅ คุณจอมจันกราบทูลว่า เดชะพระบารมีปกเกล้า ปกกระหม่อม พวกข้าราชการทั้งปวงซึ่งตามเสด็จพระราชดำเนิน มาหาได้ข่มเหงชาวบ้านชาวเมืองไม่ แล้วดำรัสถามว่าชาวบ้าน ชาวเมืองทั้งปวงได้เห็นลนครข้างใน พูดจากันอย่างไรบ้าง คุณจอมจันกราบทูลว่า ชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวงที่ได้เห็นชวนกันชม แล้วพูดว่าเหมือนหนึ่งนางเทพอับศรชาวสวรรค์ลงมาทีเดียว แล้วตรัส ถามว่าลครที่เล่นคืนนี้ฤๅที่เล่นรับแขกบ้านแขกเมือง คุณจอมจัน กราบทูลว่า ลครนั้นแลเกล้ากระหม่อม แล้วทรงพระสรวล เสด็จออก ๑๒



๙๐ จากท้องพระโรง พระครูธรรมโมฬี พระครูญาณโมฬี พระถานา ๑๑ รูป ที่นั่งคอยท่าจะถวายพระพรไชยันโตอยู่ที่พระที่นั่งเย็น ก็ถวายไชยันโต ขึ้น เข้าใจว่าจะเสด็จลงเรือ ยกพระหัดถ์ขึ้นห้ามว่ายังไม่ไปก่อน พระครูถานาทั้งนั้นก็หยุดอยู่ เสด็จลงไปวัดแดดที่น่าพลับพลาน้ำ เสร็จแล้ว กลับขึ้นมาทรงประทับที่พระที่นั่งเย็นกับพระครูธรรมโมฬี พระครูญาณโมฬี พระถานาทั้งปวง ทรงตรัสว่าเมืองนี้รู้จักแต่พระครู หมีองค์เดียว เมืองนครรู้จักมหาจู มหารุ่ง แลขรัวแก้ว หลายองค์ วัดวาอารามเมืองนครมาก แต่ชำรุดหักพังไม่มีผู้จะบุรณปฏิสังขรณ์ คร่ำคร่าเสียมาก อารามที่เมืองสงขลาดูก็เปนใหม่ปนเก่าอยู่บ้างแล้วตรัสถาทหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ผู้ช่วยราชการเมืองสงชลา ว่ากระเบื้องถ้าให้ตัวอย่างมาอย่างใดทำได้เหมือนอย่างนั้นฤๅ กราบทูลว่าทำได้ แล้วตรัสกับเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาว่า ถ้าก่อพระเจดีย์เสร็จแล้ว เรือกำปั่นไฟก็มี จะออกมาฉลองพระเจดีย์ สักทีก็ได้ แต่รับรองเลี้ยงขุนกันแขงแรงดังนี้จะพากันยากจนเสีย เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลากราบทูลว่า พระบารมีปกเกล้า ปกกระหม่อมอยู่แล้วไม่ยากจนมิได้ ทรงพระสรวลแล้วเสด็จขึ้น รับสั่งเรียกเอาเป๋าทองคำ ที่เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาถวาย แลเป๋าหลวงสมบัติภิรมย์ หลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ หลวงวิเศษภักดี ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา แลเป๋าพระยาแขกหัวเมืองทั้งปวงถวาย เอามากองลงที่ท้องพระโรง แล้วตรัสว่าจะออกมาเที่ยวทอดพระเนตร



๙๑ ตามหัวเมืองปากใต้ให้สบายพระหฤทัย ท้าวพระยาแลแขกหัวเมือง ทั้งปวงมีน้ำใจเอาเข้าของมาให้มากมาย จะเอาไว้แต่ผู้เดียวมิชอบ ควรจะเอาแจกปันแก่พระบวรวงษาให้ทั่วกัน แล้วทรงเอาเป๋าแยก ออกเปนสองส่วน ๆ หนึ่งจะเอาไปแจกพระบวรวงษาที่กรุง ฯ ส่วนหนึ่ง จะปันให้พระบวรวงษาที่ตามเสด็จมา แล้วทรงยถาด้วยพระองค์เอง พระเจ้าหน่อ ๖ องค์ก็รับสัพพีติโยจนจบ แล้วหยิบเป๋าแจกให้ไปตาม ผู้ใหญ่ผู้น้อย แล้วเสด็จขึ้น เจ้าคุณกระลาโหมเอาตัวอย่างพระเจดีย์ มาให้ถึงทำเนียบเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา เพลาบ่าย ๓ โมงเศษ เสด็จออกจะลงเรือพระที่นั่งกำปั่นสยามอรสุมพลกลไฟ ไปทอดพระเนตรเขาเกาะยอ พระครูธรรมโมฬี พระครูญาณโมฬี แลพระครูถานาทั้งปวงซึ่งนั่งอยู่ที่พระที่นั่งเย็น ๑๑ รูปถวายพระพรไชยัน โตขึ้น เสด็จลงเรือพระที่นั่งสยามอรสุมพลกลไฟ น้ำลงแห้งเรือ พระที่นั่งมาติดที่แหลมซาย เสด็จลงเรือพระที่นั่งล่องบดเข้าในคลอง ถึงน่าบ่อพลับ ลมพัดกล้าเสด็จกลับมาสู่พระราชวังแหลมซาย เพลากลางคืน ๕ ทุ่มเศษ ยามศุกร ฤกษ์ ๑๐ พระอาทิตย์แลพระจันทร์อยู่ราษีสิงห์ พระอังคารอยู่ราษีกรกฎา พระพุฒอยู่ราษีสิงห์ พระพฤหัศบดี อยู่ราษีเมถุน พระศุกร์พระเสาร์อยู่ราษีกรกฏ พระราหูอยู่ราษีมังกร ลักษณอยู่ราษีพฤศภ เสด็จออกท้องพระโรง พระยาไทรบุรีถวาย เครื่อง ( ทหาร ) สิป่ายตัวนายาสองสำรับ ไพร่สองร้อยสำรับ กับกระบี่อย่างนอก ๒ เล่ม พระยาเทพวรชุน พระวิชิตสรไกร พระเสนหามนตรี



๙๒ แลเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาเฝ้าอยู่ด้วย แล้วตรัสกับเจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลพระวิชิตสรไกร พระเสนหามนตรีว่า ข้าจะลาก่อน ค่อยอยู่ให้เปนศุข ๆ เถิด แล้วเสด็จมาประทับลงตรง หน้าเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แล้วจับมือเจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลา ทรงพระราชทานพรว่า ให้เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาอยู่เปนศุข ๆ เถิด แล้วตรัสเรียกพระเจ้าหน่อ ๖ พระองค์ ว่าให้เข้ามาจับลาท่านสงขลาเสีย พระเจ้าหน่อ ๖ องค์ เข้ามาจับมือเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ๆ ( ถวายพระพร ) ว่า ให้ทรงพระไวยจำเริญ ๆ ทุก ๆ พระองค์เถิด แล้วเสด็จลงเรือพระที่นั่ง มณีเมขลากำปั่นกลไฟ ประทับอยู่ถึงเจ็ดทุ่ม ติดไฟไขกุญแจเปิดจักร เรือพระที่นั่ง เสด็จพระราชดำเนินจากเกาะหนู เรือพระที่นั่งสยาม อรสุมพลกลไฟ แลเรือพระที่นั่งมงคลเทพ๑๙ ใช้ทั้งใบทั้งจักร เรือเจ้า ต่างกรมแลเจ้าหากรมมิได้ แลเรือท้าวพระยาข้าทูลอองธุลีพระบาททั้งจาม เรือแงซาย เรือฉลอง เรือช่วง เรือเก๋ง เรือญายับ รูปเรือ ต่าง ๆ ถ้าจะคณนานับ ( เรือ ) ได้พันเศษ ก็แวดล้อมเปนยศศักดิบริวารไปในท้องทเล ในเพลาราตรีวันนั้นพระจันทร์ลับเหลี่ยมพระสุเมรุราช ท้องทเลราบรื่นหาคลื่นบมิได้ สว่างด้วยแสงประทีปแก้วบนปลายเสา แลประทีปแก้วรายแคมตลอดรอบลำเรือพระที่นั่ง สีขาวสีเขียว สีเหลืองสีแดงสว่างส่องแสงในทางชลมารค แลเมื่อสมเด็จพระจอม ๑๙ มหาพิไชยเทพ



๙๓ เกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จลงเรือพระที่นั่งกลับไปแล้ว ภายหลังหลวง สมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาเข้าไปในท้องพระโรง เห็น ลายพระราชหัดถเลขาเปนอักษรอังกฤษทรงไว้ที่ประตูลับแล ข้าง ปัจจิมที่หนึ่ง แล้วหลวงสมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชการมากราบเรียน เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ๆ ให้กปิตันเหียงอังกฤษ ไป จำลองลายพระราชหัดถเลขาขึ้นไว้แล้ว โปรดให้กบิ่นตันเหียงแปลออกเปนคำสยามภาษาได้ความว่า ประเทศนี้อยู่ดี อากาศร้อนกว่าอากาศ เมืองนครสองดิกรี ร้อนเหมือนอากาศกรุงเทพพระมหานคร ผู้คน อยู่ดีแต่มักเจ็บไข้ ถ้าเจ็บไข้มากอยู่ข้างร้อน แต่เขาแลไม้คลอง น้ำดี ดูป่าแลเขาคลองน้ำพอสว่างคลายไปได้ กบิ่นตันเหียงแปลออกความแต่เท่านี้ ?แลเมื่อสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวผู้ทรงพระคุณธรรม อันมหาประเสริฐ ทรงสถิตย์อยู่ในพระราชวังแหลมซายที่เมือง สงขลาได้เก้าราตรีกับแปดทิวา ด้วยอำนาจอานุภาพพระเดชพระคุณ พระบุญบารมี อาจประพฤติเปนไป ให้หมู่มัจฉาชาติเกลื่อนกลาด นำฝูงเทกันมา จึงมัจฉมังษาผลาหารสรรพทุกสิ่งก็มากมีบริบูรณ์ ไม่ขัดสน แล้วเสด็จทรงเที่ยวประพาศทอดพระเยตรตามอ่าวคุ้งโดยชลมารคแลสถลมารคในเมืองนอกเมืองทุกที่ทุกตำบล มีพระกมล หฤทัยชื่นชมโสมนัศ จะได้ทรงขัดเคืองตำหนิติเตียนเจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลา แลกรมการราษฎรชาวบ้านชาวเมืองทั้งปวง ก็หามิได้ แลข้าทูลลอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่น้อยชายหญิงซึ่งตาม


๙๔ เสด็จพระราชดำเนินออกมามากมายนักหนา เจ้าต่างกรมแลเจ้า หากรมมิได้ พระเจ้าลูกยาเธอ พระเจ้าราชวรวงษ์เธอ แลพระ บวรวงษ์เธอ แลพระเจ้าน้องยาเธฮมีเสด็จกรมหลวงวงษาธิราชสนิท เปนต้น แลำพวกเจ้าจอมหม่อมแม่ลครข้างในทั้งปวง มีพระนาง นาฎราชเทวีมเหษีเปนประธาน หลวงแม่เจ้าเถ้าแก่จ่าชาวที่ทนาย เรือนโขลน มีท้าววรจันทร์ ท้าวสมศักดิเปนต้น เจ้าพระยาแลพระยาพระหลวงขุนหมื่นทั้งปวง มีเจ้าคุณกระลาโหมเปนประธาน แลส่วย ซ่องกองช้างตราภูมค้มห้าม ไพร่สมแลสังกัดพันซึ่งตามเสด็จออกมาประชุมพร้อมกันที่เมืองสงขลา เมืองสมุทสงคราม เมืองราชบุรี เมืองเพ็ชรบุรี เมืองปราณ เมืองกุย เมืองบางนารม ๒๐ เมืองกำเนิด นพคุณ เมืองปทิว เมืองชุมพร เมืองสวี เมืองตะโก เมืองหลังสวน เมืองกระ เมืองไชยา เมืองท่าทอง เมืองนครศรีธรรมราช เมืองพัทลุง เมืองปูเหลียน เมืองตะกั่วทุ่ง ตะกั่วป่า เมืองถลาง เมืองตรัง เมืองภูเก็จ เมืองไทร เมืองปลิศ เมืองกะบังบ่าสู เมืองสตูน เมืองกลันตัน เมืองตรังกานู เมืองจนะ เมืองเทพา เมืองตานี เมืองยะหริ่ง เมืองสาย เมืองระแงะ เมืองจนะ เมืองรามัน เมืองยะลา เมืองหนองจิก ฝายตวันออก เมืองสมุทปราการ เมืองพนัศนิคม เมืองชลบุรี เมืองบางลมุง เมืองระยอง เมืองจันทบุรี เมืองตราด มาประชุมพร้อมกันกับคนที่เมืองสงขลา ถ้าจะคณนาได้สี่หมื่นเศษ ๒๐ คือประจวบคิรีขันธ์



๙๕ ? ครั้นณวันเดือนสิบเอ็ดขึ้นสามค่ำปีมแมเอกศก เจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาจัดแจงกำปั้นมณีกลอกสมุทลำหนึ่ง เรือ ศีศะญวนสองลำ ให้หลวงสมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลาหลวงพิทักษ์โยธา หลวงสวัสดิภักดี ขุนพรหมมนตรี กรมการ คุมดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการ เข้าไปทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวาย ๒๑ แลคุมเงินส่วยสาอากรสำหรับเมืองเข้าไปส่งเจ้าพนักงาน ณกรุง ฯ กำปั่นมณีกลอกสมุท เรือศีศะญวน สองลำได้ใช้ใบจาก ปากน้ำเมืองสงขลา แต่ณวันเดือนสิบเอ็ดขึ้นสามค่ำบีมแมเอกศกครั้นณวันพฤหัสบดีเดือนสามขึ้นสามค่ำบีมแมเอกศก หลวงสมบัติ ภิรมย์ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา หลวงพิทักษ์โยธา ขุนพรหมมนตรีกรมการซึ้งคุมดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการเข้าไปทูลเกล้า ทูลกระหม่อมถวาย แลคุมสว่ยสาอากรเข้าไปส่งเจ้าพนักงาน ณกรุงเทพพระมหานคร เชิญตราพระคชสีห์แลนามสัญญาบัตรออก มาลุวางเมืองสงขลา ในท้องตราซึ้งพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมออกมานั้นว่า เสด็จพระราชดำเนินออกไปประพาศชมบ้านเมืองฝ่ายทเลปากใต้ถึงเมืองสงขลา พระยาสงขลากรมการ ได้จัดแจงที่ประทับพลับพลารับเสด็จพระราชดำเนิน แล้วจัดแจงรับ พระวงษานุวงษ์ข้างน่าข้างในกับข้าราชการทั้งปวง ซึ้งตามเสด็จ พระราชดำเนินได้ความศุขสบายด้วยกันทั้งสิ้นมิได้ขัดสน ทรงทอด พระเนตรเมืองสงขลาเปนเมืองไชยภูมิลูกค้าพานิชซื้อขายไปมาคล่อง

๒๑ แต่กอนเมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา ต้องถวายต้นไม้ทองเงิน เลิกในรัชกาลที่ ๕ เมื่อจัดมณฑลเทศาภิบาล

๙๖ สดวกสนุกสบาย คนไทยคนจีนก็มีมาก หัวเมืองแขกขึ้นก็มีอยู่ หลายเมือง ควรจะจัดเปนเมืองใหญ่จะได้เปนสง่าขึ้นกับพระนครเมือง หนึ่ง หลวงสมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชเปนบุตรพระยาสงขลา ใหญ่ กว่าบุตรทั้งปวง อายุอานามก็ควรจะชุบเลี้ยงให้มีชื่อเสียงยศถาศักดิ ยวดยิ่งขึ้นไป จะได้ช่วยว่ากล่าวราชการรักษาบ้านเมือง เปนสง่า งามกับนานาประเทศราชทั้งปวง แต่ตำแหน่งที่กรมการผู้ใหญ่ก็หา ว่างเปล่าไม่ จึงโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พระราชทานนามสัญญา บัตรเลื่อนหลวงสมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชการบุตรพระยาสงขลาขึ้นเปนที่ พระสมบัติภิรมย์ ผู้ช่วยราชการ ถือศักดินา ๑๐๐๐ ไร่ ให้พระราชทานถาดหมากคนโทกาไหล่ทองคำสำรับหนึ่ง ลูกประคำทองสาย ๑ กะโถนเงินกาไหล่ทองคำใบหนึ่ง เสื้อเข้มขาบพื้นแดงตัวหนึ่ง ส่าน ไทยผืนหนึ่ง แพรขาวผืนหนึ่ง ผ้าปูมผืนหนึ่ง ออกมาทำราชการ ฉลองพระเดชพระคุณให้เปนเกียรติยศแก่บ้านเมืองสืบต่อไป แลให้ พระสมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชการฟังบังคับบัญชาพระยาสงขลา ให้ กรมการผู้น้อยฟังบังคับบัญชาพระสมบัติภิรมย์ผู้ช่วยราชการแต่ที่ชอบ ด้วยราชการ อย่าให้ถือเปรียบขัดแก่งแย่งให้เสียราชการไปแต่สิ่ง หนึ่งสิ่งใดได้ ตามท้องตราซึ้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมตั้งออกมา แต่ก่อนจงทุกประการ ? ครั้นณวันศุกรเดือนหกขึ้นค่ำหนึ่ง พระยาศรีเสาวราช ภักดีศรีสมุหพระกระลาโหมฝ่ายพลำพัง มีหนังสือออกมาถึงเมือง



๙๗ สงขลา ในหนังสือนั้นว่าพณหัวเจ้าท่านเจ้าพระยาศรีสุริยวงษ์ สมันต พงษ์พิสุทธิ มหาบุรุษรัตโนดม ว่าที่สมุหพระกระลาโหม มี พระประสาทสั่งว่า ให้เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาเข้าไป เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณกรุงเทพ พระมหานคร ในเดือนหกเดือนเจ็ดนี้จงได้ แล้วจะได้กลับออกมา รับเสด็จสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมือง สงขลาทราบความแล้วจัดแจงกำกับปั่นวิเชียรคิรี ให้ขุนวิเศษพานิชเปน นายกำปั่น กะปิตันเหียงอังกฤษเปนตันหน พาหลวงอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการเมืองสงขลา หลวงนา หลวงเทพมาลา ขุนหมื่นมีชื่อ เข้ไปด้วยหลายคน ครั้นณวันเสาร์เดือนหกแรมสิบค่ำปีวอก โทศก เพลา ๕ โมงเช้าได้ศุภฤกษ์ ให้ถอกสมอใช้ใบกำปั่นวิเชียร คิรีออกจากเกาะหนูไปสามวันครึ่ง ถึงเมืองสมุทปราการ ณวัน พฤหัศบดีเดือนเจ็ดขึ้นห้าค่ำวางปั่นล่องขึ้นไปถึงคอกระบือ นาย กลั่นมหาดเล็กซึ่งเข้าไปรับราชการอยู่ณกรุงเทพพระมหานครรู้ความ แล้ว กราบเรียนพณหัวเจ้าท่านสมุหพระกระลาโหมโปรดให้ทราบ พณหัวเจ้าท่านสมุทพระกระลาโหมโปรดให้เรือสำปั้นเก๋งลงไปรับเจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลาที่ก่ำปั่น ณวันเดือนเจ็ดขึ้นหกค่ำเพลาเช้าเจ้าคุณไปที่บ้านเจ้าคุณกระลาโหม ๆ ถามว่ามากี่วัน เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลากราบเรียนว่ามาสามวันครึ่งถึงหลังเต่า เจ้าคุณ ๑๓



๙๘ กระลาโหมว่ามาไวหนักหนาทีเดียว แล้วเรียกคุณหญิงพันมาบอก ว่าเจ้าคุณสงขลามาถึงแล้ว ให้คุณหญิงพันรับรองเอาเปนธุระอัชฌาไศรยทำของคาวของหวานส่งอย่าให้ขาดเพลาได้ ด้วยเมื่อเจ้าคุณกระลาโหมออกไปพักอยู่ที่เมืองสงขลา คุณสงขลาปฎิบัติไม่ได้ขัดสนสิ่งใด เจ้าคุณกระลาโหมปราไสกับเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาตาม ธรรมเนียม แล้วถามเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาว่ามีสิ่งใด เข้ามาทูลเกล้าทูลกระหม่อมมาถวาย เจ้าคุณผูสำเร็จราชการเมืองสงขลากราบเรียนว่าได้ทำประทุมธาราด้วยเงินใบหนึ่ง หีบถมตะทองทาหีบ หนึ่ง กับส้มตรังกานู ผลจำมะดะ กุ้งไม้ เข้ามาถวาย แล้ว พระยาศรีเสาวราชกราบเรียนเจ้าคุณกระลาโหมว่า จะโปรดให้เฝ้า ในเพลาค่ำวันนี้ฤๅสุดแล้วแต่จะโปรด เจ้าคุณพระกระโหมมีพระ ประสาทสั่งว่าจะเฝ้าเพลากลางคืนเขาจะข้ามไปไหวฤๅ ให้เฝ้าเสีย ในเพลาเย็นวันนี้ เจ้าคุณกระลาโหมจะเข้าไปด้วย เจ้าคุณผู้สำเร็จ ราชการเมืองสงขลาออกจากบ้านเจ้าคุณกระลาโหมเลยไปเฝ้าเสด็จ กรมหลวง ๆ ปราไสตามธรรมเนียม แล้วเจ้าคุณผู้สำเร็จราชการ เมืองสงขลากราบลาลงมากำปั่น จัดเเจงของถวาย เพลาบ่ายโมงเศษ เจ้าคุณผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาให้พาของไปคอยท่าอยู่ที่ริมดาบ ใหม่ เพลาบ่ายสามโมงเศษ เสด็จออกท้องพระโรงพระที่นั่งอนันต สมาคม เจ้าคุณกระลาโหมข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยเข้าเฝ้า เจ้าคุณ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา แลพระยาเสาวราชเข้าไปภายหลัง ยกประทุมธาราแลหีบถมเข้าไปตั้ง ทรงทอดพระเนตร


๙๙ ? เรื่องพงษาวดารของเจ้าพระยาสงขลา บุญสังข์ หมด ฉบับที่ได้มาเพียงเท่านี้ ความที่ยังขาดก็เห็นจะไม่เท่าใด ด้วย ปรากฎข้างต้นว่าหนังสือพงษาวดารตอนนี้ว่า แต่เมื่อเดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำบีมเมียจุลศักราช ๑๒๒๑ เนื้อเรื่องในฉบับมาหมดเพียงพระยาสงขลา บุญสังข์ เข้ามากรุงเทพ ฯ เข้าเฝ้าเมื่อวันเดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำในปีมแมนั้น ก่อนเวลาแต่งเพียง ๔ เดือน น่าเเข้าใจว่าทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อน ยศขึ้นเปนเจ่พระยาในคราวที่เข้ามาเฝ้านี้ ครั้นกลับออกไปถึงเมือง ฉลองตราแล้ว จึงให้แต่พงษาวดารเมืองสงขลาตอนหลัง เนื่องไป ในการฉลองตรา พงษาวดารตอนนี้จึงเปนทำนองประวัติของเจ้าพระยาสงขลาบุญสังข์ จดหมายเหตุอาลักษณมีประกาศตั้งเจ้าพระยาสงขลา บุญสังข์ แต่ในจดหมายเหตุลงเปนบีวอก มีความตามประกาศดังนี้ มีพระบรมราชโองการดำรัสว่า เมืองสงขลาได้ว่าเมืองแขก มลายูประเทศราชขึ้นหลายเมือง ตั้งอยู่สุดเขตรแดนหัวเมืองที่ถือ น้ำพระพิพัฒน์สัตยา ฝ่ายปากใต้ต่อแดนเมืองแขกมลายูหลายทิศ หลายทาง เมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ล่วง มาแล้ว ได้ทรงพระมหากรุณาชุบเลี้ยงตั้งพระยาผู้สำเร็จราชการ เมืองสงขลา เปนแหน่งเจ้าพระยาถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ ในครั้งที่ ๑ เปนอย่างมาแล้ว บัดนี้เมืองสงขลาก็รุ้งเรืองจำเริญเปนที่ไปมาค้าขาย ของลูกค้าต่างประเทศ แลลูกค้าในเมืองก็ตั้งตัวทำมาหากินค้าขาย



๑๐๐ แลทำสิ่งของต่าง ๆ เจริญขึ้นมากกว่าแต่ก่อน ป้อมแลกำแพงเมือง ก็ได้สร้างขึ้น แลทำนุบำรุงใว้ดีงามเปนสง่าก่วาเมืองปากใต้อยู่แล้ว พระยาวิเชียรคิรีศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงครามรามภักดี พิริยพาห บุญสังข์ คนนี้ ได้เปนผู้สำเร็จราชการเมืองมาได้ ๙ ปีแล้ว มีความชอบต่าง ๆ เปนคุณแก่ราชการมาก แลไม่มีถ้อยความถูก อุทธรณ์ฟ้องร้องแต่กรมการผู้น้อย แลไพร่บ้านพลเมือง แลหัวเมือง แขกประเทศราชแต่สักครั้ง ๑ ก็เห็นว่าเปนความชอบมากอยู่แล้ว ควรจะเลื่อนที่ให้สูงขึ้นตามอย่างแต่ก่อน เพราะฉนั้น บัดนี้ให้ พระยาวิเชียรคิรีศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงครามรามภักดี อภัยพิริยพาห ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลา ชื่อตัวว่า บุญสังข์ คนนี้ เปนเจ้าพระยาวิชัยคิรี ศรีสมุทวิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงคราม รามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ถือศักดินา ๑๐,๐๐๐ จงมีอำนาจได้ว่ากล่าวสิทธิขาดในราชการ ทั้งปวงตลอดแขวงเมืองสงขลา ในครั้งแผ่นดิน พระบาทสมเด็จพระพุทะยอดฟ้าจุฬาโลกย์นั้นจงทุกประการ จงเว้นการ ควรเว้น หมั่นประพฤติการควรประพฤติ สมควรแก่ตำแหน่งทุก ประการ แลรักษาความซื่อสัตย์สุจริตต่อกรุงเทพมหานคร ตาม อย่างธรรมเนียมคนที่ทรงพระมหากรุณาชุบเลี้ยงทั้งปวง ขอให้สิ่ง ซึ่งเปนประธานในโลก คือคุณพระพุทธาทิรัตนไตรย แลอานุภาพ




๑๐๑ เทพยดาที่มีมเหศวรศักดิจงรักษา ให้เจ้าพระยาวิเชียรคีรี ศรีสมุท วิสุทธิศักดา มหาพิไชยสงครามภักดี อภัยพิริยบรากรมพาหุ ผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาอยู่เป็นศุข มีความเจริญอายุวรรณ ศุขพละปฏิภาณ ศุภสุนทรสวัสดิสิ้นกาลนาน เทอญฯ ตั้งมาวัน ๖๘ ค่ำ ปีวอกโทศก เปนปีที่ ๑๐ ของตราดวงที่ประทับนี้ ประจำการแผ่นดินสยาม ศักราช ๑๒๒๒ เปนวันที่ ๓๓๒๗ ในรัชกาลปัจจุบันนี้









๑๐๒ พงษาวดารเมืองนครศรีธรรมราช ของหลวงอนุสรสิทธิกรรม ( บัว ณนคร )

? เมื่อครั้งกรุงเก่า ในแผ่นดินเจ้าฟ้ากรมขุนอนุรักษ์มนตรี เสวยราชสมบัติ พระยาสุภาวดีมาเปนพระยาศรีธรรมาโศกราช เจ้าเมืองนครศรีธรรมราช โปรดให้หลวงนายสิทธินายเวรมหาดเล็ก๑ มาเปนพระปลัดเมืองนคร ฯ ภายหลังพระยานครศรีธรรมราชถูก อุทธรณ์ต้องกลับเข้าไปกรุงเทพ ฯ ถอดจากเมือง เวลากรุงเก่า เสียแก่พม่านั้นหามีเจ้าเมืองไม่ มีแต่พระปลัดเปนผู้รักษาราชการ เมือง จึงตั้งตัวขึ้นเปนเจ้านคร ยกกองทัพไปตีเมืองชุมพร, เมืองปทิว, ไชยา, หลังสวน, กระ, ระนอง, ตะกั่วทุ่ง, ตะกั่วป่า, พังงา, เมืองพัทลุง, สงขลา, ตานี, หนองจิก, เทพา, ยะหริ่ง, เมืองไทร, ปลิศ, สตูน, ภูเก็จ, รวมทั้งเมืองตรัง, กระบี่, กาญจนดิฐ, มาขึ้นเจ้านคร เจ้านครตั้งเปนชุมนุม ๑ ไม่ขึ้นต่อกรุงเทพ ฯ ๒ ? เมื่อปีฉล฿เอกศกจุลศักราช ๑๑๓๑ เจ้ากรุงธนบุรีมีอำนาจ จึงแต่งให้พระยาจักรี (แขก) ๑ พระยายมราช ๑ พระยาพิพัฒน์ ๑ พระยาเพ็ชรบุรี ๑ ยกกองทัพมาตีชุมนุมเจ้านครศรีธรรมราช แม่ทัพ ๑ หลวงสิทธินายเวรคนนี้ เข้าใจว่าชื่อ หนู ด้วยมีในคาถาประกาศพิธีตรุศเมืองนคร ใช้คำว่า มุสิก ในที่ขานนามเมื่อเปนเจ้านคร ฯ เห็นจะเปนเชื้อข้าราชการเก่าในเมือง นครศรีธรรมราช. ๒ ชื่อหัวเมืองต่าง ๆ ที่กล่าวนี้ไม่ถูกตามจริง ด้วยเปนเมืองตั้งทีหลังครั้งเจ้า นครหลายเมือง แลที่รู้เปนแน่นั้น เมืองไทรแลเมืองตานี ตั้งเปนอิศระเหมือนกัน มิได้ ขนนครศรีธรรมราช ครั้งเจ้านคร ฯ

๑๐๓ ทั้งปวงต่างก็ยกไปแล้ว ภายหลังทรงเห็นว่ากองทัพที่ยกไปอ่อนแอนัก พระเจ้ากรุงธนบุรีจึงยกกองทัพหลวงหนุนออกมาตี เมืองชุมพร, เมืองไชยา, แตกเปนลำดับ เจ้านครให้อุปราชตั้งค่ายต่อสู้ที่ท่าหมาก ๑ ค่าย คลองปากนคร ๑ ค่าย คลองศาลาสี่หน้า (คือปากพยา) ๑ ค่าย กองทัพกรุงธนที่กมาตีแตก หลวงสงขลา (วิเถียน) พา เจ้านครกับครอบครัวอพยพหนีไปอยู่เมืองตานี พระเจ้ากรุงธนบุรีก็ยก กองทัพเข้าเมืองนครศรีธรรมราช ดำรัสให้พระยาจักรี พระยาพิไชย ราชา กกองทัพเรือติดตามเจ้านครไป ? ฝ่ายพระยาแตกตานีเกรงพระเดชานุภาพ ก็จับเจ้านครแลครอบครัวส่งมาถวายแต่โดยดี ? ขณะนั้นโปรดให้ต่อเรือรบขึ้นที่นั่น ๑๐๐ ลำเศษ แลพระ ราชทานพระราชทรัพย์ให้ข้าราชการทั้งปวงทำการสถาปนาซ่อมแปลง พระอารามที่เมืองนครศรีธรรมราชขึ้นหลายอาราม ? ครั้นทรงจัดบ้านเมืองเสร็จแล้ว ก็เสด็จยกทัพกลับ กรุงธนบุรี แลให้เชิญพระไตรปิฏกที่เมืองนครธรรมราชมาจาน จำลองไว้ที่กรุงธนบุรีด้วยทั้งจบ ครั้นแล้วจึงเชิญต้นฉบับมาส่งไว้ อย่างเดิม ? แต่ตัวเจ้านครกับครอบครัวนั้น เมื่อเลิกทัพกลับมาก็คุม เข้ามายังกรุงธนบุรีด้วย แต่ทรงพระราชดำริห์ว่า เจ้านครไม่มี ความผิดพระองค์ ซึ่งได้รบพุ่งกันก็เพราะต่างคนถือว่าตัวเปนใหญ่



๑๐๔ จะลงเห็นว่าเจ้านครเปนขบถนั้นไม่ได้ จึงโปรดพระราชทานให้พ้นโทษ ให้รับพระราชทานน้ำพระพิพัฒน์สัตยาอยู่เปนข้าราชการในกรุงเทพ ฯ ต่อไป ? แล้วโปรดให้พระเจ้าหลานเธอ เจ้านราสุริวงษ์ อยู่ครอง เมืองนครศรีธรรมราชได้ ๗ ปี เจ้านราสุริวงษ์ถึงแก่พิราไลยที่เมืองนครศรีธรรมราช ณปีวอกอัฐศก จุลศักราช ๑๑๓๘ ฝ่ายเจ้านครเข้า มาอยู่ในกรุงธนบุรี ได้รับราชการตามเสด็จไปทัพศึก เจ้ากรุงธนบุรี ไว้วางพระทัยในเจ้านคร จึงให้นครกลับออกไปครองเมืองนคร ศรีธรรมราชเมื่อปีวอกอัฐศก จุลศักราช ๑๑๓๘ ได้รับสุพรรณบัตรเปน พระเจ้ารนครศรีธรรมราช เจ้าขัณฑสิมา ๓ ได้รับสุพรรณบัตรเปนพระเจ้า ประเทศราช ตั้งพระยาอรรคมหาเสนาแลจตุสดมภ์สำหรับเมืองนครได้ คล้ายกรุงธนบุรี ที่ว่าราชการเมืองนครของเดิม เรียกว่าท้องพระโรง ซึ่งก่อด้วยอิฐอยู่หลังศาลากลางงจังหวัดทุกวันนี้ ๔

๓ เรื่องพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงตั้งเจ้านครเปนเจ้าประเทศราช อ้างเหตุในสาร ตราอิกข้อ ๑ ว่า ได้ถวายธิดาทำราชการ แลธิดานั้นมีพระราขโอรส พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชวิจารณ์ว่า ทำนองพระเจ้ากรุงธนบุรีจะได้ทรงปรารภ เรื่องสืบสันติวงษ์ พิเคราะห์ตามความมุ่งหมาย ดูเหมือนตั้งพระไทยจะให้กรมขุน อินทรพิทักษ์ ลูกเธอพระองค์ ๑ ครองกรุงกัมพูชา ให้เจ้าทัศพงษ์ลูกเธอ ซึ่งภายหลังเปนพระพงษ์นรินทร์ ซึ่งเปนหลานเจ้านคร ครองเมืองนครศรีธรรมราช ส่วนกรุงธนบุรีนั้น จะมอบราชสมบัติประทานเจ้าฟ้าสุพันธวงษ์ ที่เรียกว่า เจ้าฟ้าเหม็น ด้วยเปนพระราชนัดดาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ ด้วยเหตุนี้ จึงตั้งเมืองนครศรีธรรมราช เปนเมืองปรเทศราชไว้ ๔ ตึกหลังนี้ข้าพเจ้าได้เคยเห็น เปนตึกเล็ก ๆ ทำค้าง สงไสยว่ามิใช่ท้อง พระโรง แลเปนของที่สร้างทีหลัง อาจจะสร้างตรงที่ท้องพะรโรงเจ้านคร จึงเลยเรียกว่า ท้องพระโรง ครั้งเจ้านครนั้น แม้ในกรุงธนบุรีท้องพระโรงก็ยังไม่เปนตึก ๑๐๕ เจ้านครมีหม่อมชื่อทองเหนี่ยว เปนบุตรสาวจีนปาด จีนปาด เปนพี่จีนบวย จีน ๒ คนพี่น้องเปนเศรษฐีมั่งมีมาก ศพจีนปาดฝัง อยู่ที่ริมคลองที่จะไปท่าแพ เรียกว่า ก๋ง ทุกวันนี้ เจ้านครมีธิดาด้วยหม่อมทองเหนี่ยว ๒ คน ชื่อ คุณชุ่ม ๑ คุณปราง ๑ แลเจ้า นครมีบุตรด้วยภรรยาน้อย คือ ชื่อหม่อมทองอยู่ ๑ พระกำแหง แม่ม่วง ๑ คุณชุ่มได้เปนภรรยาเจ้าพัฒน์ เจ้าพัฒน์นี้เปนบุตรปลัด มี พี่สาวคน ๑ ชื่อคุณชี คุณชีไม่มีสามี มารดานั้นเรียกว่า คุณหญิง ๆ สร้างวัดประดู่ คุณชีสร้างวัดแจ้ง ที่อยู่ตำบลท่าวังเดี๋ยวนี้ คุณปรางนั้น เมื่อเจ้านครเข้าไปถูกกักอยู่กรุงเทพ ฯ ได้ถวายเปนพระสนมเจ้า กรุงธนบุรี ๕ ๕ ชื่อลูกเมียเจ้านครไม่เคยปรากฎชัดเจนในที่อื่น ในบาญชีนี้ขาดคุณฉิมพี่ คุณปรางไปคน ๑ คุณฉิมนั้นที่บิดาได้ถวายพระเจ้ากรุงธนบุรี ได้เปนพระสนมเอก ปรากฎในหนังสือพระราชวิจารณ์ว่า เทียบที่กรุงบริจาภักดีศรีสุดารักษ์ มีลูกเธอ ๒ องค์ ชื่อเจ้าทัศนพงษ์ ภายหลังได้เปนพระพงษ์นรินทร์องค์ ๑ เจ้าทัศภัย ภายหลังได้เปน พระอินทรอภัยองค์ ๑ คุณปรางน้องคุณฉิมที่กล่าวว่า ถวายตัวในพระเจ้ากรุงธนบุรีนั้น ตามเรื่องราวที่ปรากฎ เห็นจะไม่ได้เปนพระสนมอยู่ก่อน ด้วยปรากฎว่า เจ้าพระยา พิไชยราชาให้เถ้าแก่ไปขอต่อเจ้าจอมมารดาฉิม พระเจ้ากรุงธนบุรีทราบ ทรงพระ พิโรธ ว่าเจ้าพระยาพิไชยราชาบังอาจจะมาเปนเขยน้อยใหญ่กับพระองค์ ถึงให้ประหารชีวิตเจ้าพระยาพิไชยราชา แต่คุณปรางนี้อยู่วังต่อมามีครรภ์ขึ้น พระเจ้ากรุง ธนบุรีจึงพระราชทานแก่เจ้าพัฒน์ อุปราชเมืองนครรับไป คลอดบุตรเมื่อปีมะเมีย จุลศักราช ๑๑๓๖ บุตรคือเจ้าพระยานคร น้อย จึงเชื่อกันว่า เจ้าพระยานคร น้อย เปนลูกกระเจ้ากรุงธนบุรี ๑๔


๑๐๖ ? ครั้นพระบาทสมเด็จพีะเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๑ ได้เสด็จเถลิง ถวัลยราชสมบัติ ทรงพระราชดำริห์ว่า ที่เจ้ากรุงธนบุรีเจ้านคร ขึ้นเปนพระเจ้าประเทศราชนั้นเปนการเหลือเกินไป จึงโปรดให้ลด บันดาศักดิลงเปนเจ้าพระยานคร แลให้ลดตำแหน่งเสนาบดีเมืองนคร ลงเปนกรมการเมืองหัวเมืองอื่น ๆ แลให้ยกยเมืองสงขลาซึ่งขึ้น เมืองนครอยู่นั้นเปนหัวเมืองขึ้นกรุงเทพ ฯ ด้วย ? ต่อมาเจ้านครศรีธรรมราชแก่ชราว่าราชการบ้านเมืองฟั่น เฟือนไป เจ้าพัฒน์บุตรเขยเข้าไปเปนโจทย์ ฟ้องกล่าวโทษเจ้านครมีตราให้หาเจ้านครก็บิดพลิ้วเสียหลายครั้ง แล้วจึงได้ตัวเข้ามา กรุงเทพ ฯ โปรดให้เอาออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการเมืองนครศรี ธรรมราช เข้ามาอยู่ในกรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดตั้งเจ้าพัฒน์อุปราชบุตรเขยเจ้านคร ให้เปนเจ้าพระยานครศรีธรรมราช เมื่อปีมะโรงฉศก จุลศักราช ๑๑๔๖ แลครั้นนั้นพระยาสงขลามีความผิด จึงโปรดให้เมืองสงขลากลับไปเปนเมืองขึ้นเมืองนครศรีธรรมราชดังแต่ ก่อน เจ้านครถึงอนิจกรรมที่กรุงเทพ ฯ เจ้าพระยานคร พัฒน์ กับ คุณหญิงชุ่มได้เก็บอัฐิเจ้านคร กับอัฐิหม่อมทองเหนี่ยวมาก่อเจดีย์ ทำตึกบรรจุไว้ที่วัดแจ้งเมืองนคร ? ครั้นเมื่อเจ้าตากออกจากราชสมบัติแล้ว เจ้าพระยานคร ศรีธรรมราช (พัฒน์) กับคุณหญิงชุ่ม จึงได้รับคุณปรางซึ่งเปนพระ สนมเจ้าตาก พาออกมาจากกรุงเทพ ฯ แต่เวลานั้นมีครรภ์ได้ ๓ เดือน แล้วมาคลอดที่เมืองนคร บุตรเปนชายให้ชื่อว่า คุณชายน้อย๖ พระยา

๖ ตรงนี้ผิด ที่จริงคุณปรางออกไปแต่ครั้งกรุงธนบุรีดังกล่าวมาแล้ว.

๑๐๗ ศรีธรรมราช พัฒน์ มีบุตรหญิงกับคุณหญิงชุ่ม ๑ ชื่อคุณหญิง ใหญ่ ๑ (คุณหญิงเล็ก ๑)๗ แลมีบุตรชายกับภรรย้อย ที่ได้รับ สัญญาบัตร คือ นายยจ่ายงมหาดเล็ก ๑ พระราชภักดี (ร้าย) ยกรบัตร เมืองนคร ๑๘ บุตรหญิงชื่อหนู ภรรยาเจ้าพระยาทิพากรวงษ์ ๑ ชื่อทิม ๑ ทิมนี้เมื่อรัชกาลที่ ๒ ได้เข้าไปอยู่ที่วังกรมหมื่นศักดิพลเสพ ครั้นรัชกาลที่ ๓ กรมหมื่นศักดิพลเสพได้รับพระราชทานเกียรติยศเปน กรมพระราชวังบวร ฯ ทิมก็ตามเสด็จไปอยู่ในกรมพระราชวังบวร ฯ ด้วย ครั้นกรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพสวรรคตแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้ทิมมารับราชการในพระบรมมหาราชวัง ครั้นรัชกาลที่ ๔ ทิมกลับ ไปรับราชการเปนพนักงานเฝ้าหอพระอัฐิฝ่ายพระวังบวร ฯ ได้รับ พระราชทานเบี้ยหวัดปีละ ๑ ชั่ง ครั้นวันที่ ๑๙ ธันวาคม ร.ศ. ๑๑๐ ทิมถึงแก่กรรม ? เมื่อพม่ายกทัพบกทัพเรือมาทางเมืองมฤทในเดือนอ้าย แก่งแหว่งแมงยี่เปนแม่ทัพใหญ่ แต่งให้ยี่หวึ่นเปนแม่ทัพ ยกทัพเรือ ไปทางทเลเมืองถลาง แล้วให้เนมโยคุงนรัดเปนทัพน่า ตัวแก่งหวุ่น แมงยี่เปนแม่ทัพ ยกมาตีเมืองชุมพร, เมืองไชยา, เจ้าเมืองทั้งสอง เห็นว่าพม่ายกมามากไม่สามารถจะสู้รบได้ จึงเทครัวเข้าป่าทิ้งเมือง

๗ ที่เรียกว่า คุณหญิง นี้ เปนคำพวกชาวนครเรียก แต่เรียกกันในกรุงเทพ ฯ ว่า คุณนุ้ยใหญ่ คุณนุ้ยเล็ก ๘ บุตรเจ้าพระยานคร พัฒน์ นอกจากบาญชีนี้ ได้ความว่าชื่อ ฉิม เปนพระยา ภักดีภูธร อยู่วังน่าคน ๑ ชื่อนายเริกคน ๑ นายกุนคน ๑ ไม่ได้ทำราชการ


๑๐๘ เสีย พม่าก็เอาไฟเผาบ้านเมืองเสียทั้ง ๒ เมือง แล้วยกมาตีเมืองนครศรีธรรมราช ? ขณะนั้น เจ้าพระยานคร พัฒน์ ได้ข่าวว่า เมืองชุมพร. มืองไชยา เสียแก่พม่าแล้ว จึงแต่งให้กรมการคุมพลพันเศษมาตั้ง ขัตตาทัพพม่าอยู่ที่ท่าต่อแดนเมืองไชยา ครั้นพม่ายกไปยังไม่ได้รบ พม่าคิดอุบายให้คนชาวเมืองไชยาไปร้องบอกลวงชาวเมืองว่า กรุง บางกอกเสียแก่พม่าแล้วอย่าสู้รบเลย ให้ออกมาเสียโดยดีเถิด กรมการนำความไปแจ้งแก่นคร พัฒน์ เจ้านคร พัฒน์ สำคัญว่า จริง เพราะมิได้เห็นทัพกรุงออกไปช่วย ด้วยในเวลานั้นกรุงทเพ ฯ ยังรบติดพันกัยพม่าทางเมืองกาญจนบุรีอยู่ จึงยังมิได้ยกไปช่วยเจ้าพระยานคร พัฒน์ จึงทิ้งเมืองเสีย หาพรรคพวกครอบครัวหนีไป อยู่นอกเขาตำบลจันดีปลายคลองคุดด้วน แขวงอำเภอฉวาง ที่ซึ่งเจ้าพระยานคร พัฒน์ ไปตั้งทับอาไศรยอยู่ เรียกว่าทับเจ้าพระยา ยังปรากฎอยู่จนทุกวันนี้ พม่าได้เมืองนครศรีธรรมราชก็เข้าตั้งอยู่ใน เมือง ให้รวบรวมรี้พลกองทัพจะยกไปตีเมืองพัทลุง เมืองสงขลา ต่อไป ? ฝ่ายข้างเมืองพัมลุง เจ้าเมืองกรมการได้แจ้งว่า เมือง ชุมพร เมืองสงขลา เมืองนครศรีธรรมราช เสียแก่ข้าศึกแล้ว จึง ปฤกษากันคิดจะยกครอบครัวหนี ยังมีพระสงฆ์องค์ ๑ ชื่อมหาช่วย เปนเจ้าอธิการใดในแขวงเมืองพัทลุง สำแดงวิชาเวทมนต์ลงเลขยันต์



๑๐๙ กะตุดประเจียดมงคลให้แก่กรมการนายบ้านชาวเมืองทั้งปวง คน เหล่านั้นก็นิยมยินดี ถือมั่นเอาสิ่งนั้นเปนเครื่องป้อมกันสาตราวุธ พา ให้ใจกล่าวขึ้นถึงอาจสู้รบพม่าได้ กรมการจึงจัดพลได้พันเศษ แล้วเชิญท่านมหาช่วยอาจารย์ขึ้นคานหาม (ไนยหนึ่งว่าขี่ช้างมาในกองทัพด้วย) ยกออกมาตั้งคอยรบพม่าอยู่กลางทางห่างเมืองพัทลุง พระมหาช่วยมีปืน ๒ กระบอกยัดดินส่งให้ศิษย์เดินยิงมาน่าช้าง พม่าข้าศึกดูเห็นเปนกองทัพใหญ่ยกมาก็แตกหนีไป ? ครั้นเมื่อกรมพระราชวังบวร ฯ เสด็จยกกองทัพเรือมาถึง เมืองชุมพร ตั้งค่ายหลวงประทับอยู่ในเมือง จึงมีพระบัณฑูรดำรัสสั่ง ให้พระยากลาโหมราชเสนา พระยาจ่าแสนยากร กองน่า ยกทัพบก ล่วงออกไปตั้งอยู่ ณ เมืองไชยาเปนหลายค่าย ? ฝ่ายกองทัพพม่า แจ้งว่าทัพกรุงยกออกไป แม่ทัพจึงให้ เนมโยคุงนรัดกองน่า ยกกองทัพมารับทัพกรุง แก่งหวุ่นแมงยี่แม่ทัพ ก็ยกหนุนมา พอทัพน่ายกมาปะทะทัพไทยที่เมืองไชยายังไม่ทันจะตั้งค่าย ไทยก็ยกเข้าล้อมพม่าไว้รอบ ขุดสนามเพลาะรบกันกลางแปลงแต่เช้าจนค่ำ พอฝนตกห่าใหญ่ลงมา พม่าจึงแหกออกจากที่ล้อมหนีไปได้ พลทหารไทยไล่ติดตามพม่าไปในเวลากลางคืน พม่า มิได้หยุดรอรบ แตกกระจัดพลัดพรายไปทีเดียว ฝ่ายแม่ทัพพม่ารู้ว่า กองน่าแตกก็มิได้มารบ เลยยากทางหนีไปข้างตวันตก



๑๑๐ ? ฝ่ายยี่หวุ่นแม่ทัพเรือซึ่งไปตีเมืองถลาง ไปตีเมืองตะกั่วป่า เมืองตะกั่วทุ่งแตกแล้ว ก็ยกเลยไปถึงเกาะถลาง ให้พลทหารขึ้น ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ ขณะนั้นในเมืองถลาง พระยาถลางถึงแก่กรรม ลง แต่ภรรยาพระยาถลาง ชื่อจัน กับนเองสาวอิกคนหนึ่ง (ชื่อมุก) ทั้งชายหญิง ออกตั้งค่ายรบกับพม่านอกเมือง ยิงปืนใหญ่น้อย โต้ตอบสู้รบกันอยู่ทุกวัน จนประมาณได้เดือนเศษ พม่าก็หักเอา เมืองมิได้ ไพร่พลในกองทัพก็ขัดเสบียงอาหารลง ก็จำเปน ต้องเลิกทัพกลับไป ? ขณะนั้นเจ้าเมืองกรมการตามหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงซึ่ง หนีพม่าไปนั้น ก็กลับมาเฝ้ากรมพระราชวังบวร ฯ ทั้งสิ้น ทรงโปรด มิให้เอาโทษ เพราะเห็นว่าศึกหนักเหลือกำลังที่จะสู้รบ จึงให้ไป รวบรวมไพร่บ้านพลเมืองมาอยู่ตามภูมิลำเนาเดิม แล้วเสด็จยกทัพ หลวงไปจัดราชการบ้านเมืองในหัวเมืองในหัวเมืองเหล่านั้นทุกเมือง เมื่อเสด็จมาถึงเมือวนครศรีธรรมราช ให้ตามได้ตัวเจ้าพระยานครศรีธรรมราช พัฒน์ มา ทรงพระกรุณาโปรดกรุณาโปรดยกโทษให้ อนึ่งทรงพระราชดำริห์เห็นว่า พระมหาช่วยซึ่งได้ช่วยป้องกันเมืองพัทลุงนั้น เปนผู้ได้ ราชการมีความชอบมาก แต่ถ้าจะพิจารณาไปข้างน่าที่สมณะก็เห็น ว่ามัวหมองอยู่ จึงให้สึกออกจากบรรพชิต แล้วตั้งให้เปนพระยา ทุกขราษฎร์ ผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง ทำราชการฝ่ายฆราวาศ



๑๑๑ แล้วทรงพระราชดำริห์ว่า บรรดาเมืองแขกมลายูที่ตั้งอยู่ชายทเล ตวันตกทั้งปวง ยังมิได้อ่อนน้อมยอมขึ้นแก่กรุงสยาม ควรจะไปดีเอามาขึ้นเสียให้จงได้ พระราชอาณาเขตรสยามจะได้แผ่ไพศาล ไปในประเทศปากใต้ฝ่ายตวันตก จึงโปรดให้แม่ทัพน่ายกไปก่อน ทัพหลวงก็ยกหนุนไปตีเมืองตานีที่เปนเมืองใหญ่ได้ แลเมืองอื่น ๆ คือ เมืองตรังกานู เมืองกลันตัน เมืองไทร เปนต้นเหล่านี้มายอมสวามิภักดิโดยดี กับหัวเมืองแขกเล็กนอยทั้งปวงก็ตีได้อิกหลาย เมือ ที่ยอมขึ้นไม่ต้องตีก็มี แล้วมีพระบัณฑูรดำรัสสั่งให้แต่ง หนังสือบอกข้อราชการเข้ามากราบบังคมทูลพระกรุณาทรงทราบ จึงโปรดให้มีตราหากองทัพกลับ กรมพระราชวังบวร ฯ ทรงจัดราชการหัวเมืองฝ่ายตวันตกเรียบร้อยแล้ว ก็เสด็จยกทัพหลวงกลับคืนกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้มีตราออกไปเลื่อนยศผู้รักษาเมืองกรมการผู้มีความชอบ แล้วตั้ง จัน ภรรยา พระยาถลางซึ่งได้ช่วยรบสู้กู้บ้านเมืองไว้ได้นั้น ขึ้นเปนที่ท้าวเทพ กระสัตรี ตั้ง (มุก) น้องสาวคนหนึ่งเปนที่ท้าวศรีสุนทร อยู่ในเมือง ตานี ๒ กระบอก ยาว ๓ วาศอกคืบ ๒ นิ้วกึ่งกระบอก ๑ ยาว ๕ ศอกคืบ ๙ นิ้วกระบอก ๑ กระบอกใหญ่ให้จาฤกบอกว่า พระยาตานี โปรดให้หล่อขึ้นเปนคู่กันอิกกระบอก ๑ จาฤกชื่อว่า นารายน์สังหาร แล้วให้หล่อขึ้นอิก ๖ กระบอก ใหญ่รองเปนคู่ ๆ ลงมา



๑๑๒ ? เมื่อในรัชกาลที่ ๑ นั้น เจ้าพระยานครศรีธรรมราช พัฒน์ ถวายคุณหญิงนุ้ยใหญ่ ธิดา ทำราชการในพระราชวังหลวง มีพระเจ้า ลูกเธอ พระองค์เจ้าอรุณไทย ได้เปนกรมหมื่นศักดิพลเสพ แล้ว ต่อมาได้เปนกรมพระราชวังบวร ฯ มีพระองค์เจ้าหญิงปัทมราช คุณชายน้อยถวายเปนมหาดเล็ก ได้เปนที่นายศัลวิไชย มหาดเล็ก หุ้มแพร แล้วเลื่อยเปนพระอนุรักษ์ภูเบศร์ ผู้ช่วยราชการเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นถึงรัชกาลที่ ๒ เจ้าพระยาศรีธรรมราช พัฒน์มีความชราทุพพลภาพ โปรดให้เลื่อนบันดาศักดิขึ้นเปนเจ้าพระยา สุธรรมมนตรี เจ้าพระยาจางวาง เปนผู้ตกแต่งบ้านเมือง พระอนุรักษ์ ภูเบศร์ได้เลื่อนขึ้นเปนพระยาศรีธรรมราช สำเร็จราชการเมืองนคร เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ได้แต่งกำแพงด้านเหนือแลสร้างพระอุโบสถ หอไตรสามหลังที่วัดท่าโพธิ อุโบสถวัดสำฤทธิไชย พระวิหารหลวง ในวัดพระบรมธาตุ กับได้ปฏิสังขรณ์วัดแจ้ง วัดประดู่อิกด้วย แต่ทับเกษตรรอบองค์พระบรมธาตุของเดิมชำรุด พระครูการามเจ้าวัดสระเรียงเปนผู้ปฏิสังขรณ์ ครั้นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรีถึงแก่อสัญ กรรม พระยาศรีธรรมราช น้อยได้เลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยา ๙ ภรรยา ชื่อท่านผู้หญิงอิน เชื้อเจ้ามาแต่กรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระ

๙ เปนเจ้าพระยาต่อในรัชกาลที่ ๓



๑๑๓ นั่งเกล้าทรงเรียกว่า พี่อิน๑๐ ท่านผู้หญิงอินมีบุตรธิดากับเจ้าพระยา นครน้อย ๖ คน คือ ๑ เจ้าจอมมารดา น้อยใหญ่ ในรัชกาลที่ ๓ เปนเจ้าจอม มารดาพระองค์เจ้าเลิมวงษ์ ๒ เจ้าจอม น้อยเล็ก ในรัชกาลที่ ๓ ๓ เจ้าพระยามหาศิริธรรม ชื่อน้อยใหญ่ เรียกอิกชื่อ ๑ ว่า เมือง ถวายตัวเปนมหาดเล็ก ได้เปนนายศัลวิไชย เข้าใจว่าเมื่อใน รัชกาลที่ ๒ ถึงรัชกาลที่ ๓ เปนพระเสนามนตรี ปลัด แล้วเลื่อน เปนพระยาพัทลุง แล้วเข้ามาเปนพระยาอุไทยธรรม รับราชการ อยู่ในกรุงเทพ ฯ ถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เปนเจ้าพระยามหาศิริธรรม ผู้รักษากรุงเก่า ๔ เจ้าพระยานคร น้อยกลาง ในรัฃกาลที่ ๓ เปนพระเสนหา มนตรี ปลัดเมืองนคร ได้เปนพระยานครต่อเจ้าพระยานคร น้อย ถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เลื่อนขึ้นเปนเจ้าพระยานคร

๑๐ มีในจดหมายเหตุของนายพันโท โล อังกฤษแต่งเรื่องเมืองนครเมื่อครั้ง รัชกาลที่ ๓ ว่า ท่านผู้หญิงอินนี้เปนราชินีกูล ข้อที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้า อยู่หัวดำรัสเรียกว่า พี่อิน นั้นก็เนปความจริง มีปรากฎอยู่ในจดหมายหลวงอุดม สมบัติ สืบถามได้ความจากนางสาวกลาง ณนคร ธิดาเจ้าพระยานคร น้อยกลาง ว่า ท่านผู้หญิงอินนั้นเปนธิดาพระยาพินาศอัคคีตระกูลทางบางช้าง พระยาอภัยสงครามที่ได้ไปเปนพระยากลางเปนน้องท่านผู้หญิงอิน ๑๕


๑๑๔ ๕ พระยาเสนหามนตรี ชื่อน้อยเล็ก ฤๅเอียด ในรัชกาล ที่ ๓ เปนหลวงฤทธินานเวรมหาดเล็ก แล้วเลื่อยเปนพระยา เสนหามนตรี ๖ คุณน้อยหญิง อยู่เมืองนคร ไม่ได้ทำราชการ เจ้าพระยานคร น้อย มีบุตรธิดาด้วยภรรยาอื่นอิกหลายคน สืบได้รายชื่อ คือ ส่วนบุตร ๑ ชื่อแสง ได้เปนพระยาไทรบุรี แล้วมาเปนพระยาพังงา เมื่อในรัชกาลที่ ๓ ๒ ชื่อนุด เปนพระยาเสนานุชิต ผู้ว่าราชการเมืองตะกั่วป่า ๓ ชื่อกล่อม เปนพระยาวิชิตสรไกร ปลัดเมืองนครศรีธรรม ราช ในรัชกาลที่ ๔ ๔ ชื่อพุ่ม เปนพระยากาญจนดิฐบดี ในรัชกาลที่ ๕ ๕ ชื่อม่วง เปนพระอุไทยธานี ผู้ว่าราชการเมืองตรัง ๖ ชื่อหงษ์ เปนพระวิชิตสรไกร รับราชการอยู่ในกรุงเทพ ฯ ๗ ชื่อฉิม เปนพระเจริญราชภักดีบุรีธรรมพิพัฒน์ ผู้ว่า ราชการเมืองสมุย ๘ พระราชานุรักษ์ ชื่อไรสืบไม่ได้ความ รับราชการอยู่ทางเมืองไชยา ๙ ชื่อเสม เปนหลวงศรีสุพรรณดิฐ ปลัดเมืองกาญจนดิฐ



๑๑๕ ๑๐ นายเถื่อน ๑๑ นายเดช

ส่วนธิดา ๑ คุณพัน ๒ คุณตลับ ๓ คุณทิม ๔ คุณปราง ๕ คุณแย้ม ๖ คุณพุ่ม ๗ คุณอิ่ม ทั้ง ๗ นี้ถวายตัวทำราชการในพระบรมหมาราชวัง เมื่อ รัชกาลที่ ๓ ๘ คุณกลิ่น ถวายตัวทำราชการในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ รัชกาลที่ ๓ ได้เปนท้าวศรีสัจจาในรัชกาลที่ ๕ ๙ คุณบัว ถวายตัวทำราชการในพระบรมมหาราชวัง เมื่อ รัชกาลที่ ๔ เปนเจ้าจอมมารดา มีลูก เธอ ๕ พระองค์ คือ กรมขุน ศิริธัชสังกาศ แลกรมขุนมรุพงษ์ศิริพัฒน์เปนต้น ๑๐ คุณเอม ไม่ได้ทำราชการ เวลานั้นเมืองไทรบุรี กับเมืองปลิศ สตูน แขงเมืองไม่ขึ้น กรุงเทพ ฯ เจ้าพระยาศรีธรรมราช (น้อย) รับอาสาไปตีเมืองไทร มีทหาร คือ พระณรงค์วิชิต ๑ พระมหาจัตุรงค์ ๑ เปนแม่ทัพ หลวง


๑๑๖ เทพเสนา หลวงชาญพลรบ ทหารรอง ครั้นตีเมืองไทรแตกแล้ว เจ้าพระยาศรีธรรมราชได้เลื่อนยศขึ้นเปนเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช๑๑ ให้พระบริรักษ์ภูธร (แสง) พระเสนานุชิต (นุด) ซึ่งเปนบุตรใน หม่อมช่วยทั้ง ๒ อยู่รักษาราชการเมืองไทรบุรี ? เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชตั้งต่อเรือปาก ๓ วาที่บ้านดอน เข้าไปถวายพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานนามว่า เรือ พระที่นั่งอมรแมนสรรค์ แลเวลานั้น (เจ้าพระยานครเข้าไปอยู่กรุงเทพ ฯ ) ให้พระณรงค์ชลธีอยู่รักษาราชการเมืองนคร ฯ ? ฝ่ายตุงกูเดนหลานพระยาไทร ซ่องสุมกองทัพแล้วให้ นายแท่นเอาเหล็กมาลอบ อุดรูชนวนปืนใหญ่ที่เมืองตรัวเสียหมดทุก กระบอก นายแท่นนี้เดิมเปนบุตรหลวงแพ่งกรมการเมืองตรัง ไปเข้าแขกเปลี่ยนชื่อเปนตุงกูงาม ๑๒ แล้วตุงกูเดนตีได้เมืองไทรอิก พระบริรักษ์ภูธร พระเสนานุชิต บุตรเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช น้อยผู้รักษาราชการเมืองไทร กาพันอพยพหนีมาเมืองนคร ฯ ต้องอาวุธ พวกแขกเจ็บสาหัส เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช น้อย ผู้บิดาโกรธ สั่งให้ลงโทษเฆี่ยนหลังบุตรทั้ง ๒ นั้นอิกคนละ ๓๐ แล้วยกทัพไปตีเมือง

๑๑ ชื่อพระยานครตามทำเนียบเดิมเปน "พระยาศรีธรรมโศกราช ฯ" เปนเจ้าพระยาฤๅเปนพระยาก็เหมือนกัน พึ่งเปลี่ยนเปนพระยาศรีธรรมราชเมื่อในรัชกาลที่ ๔. ๑๒ นายแท่นคนนี้ทราบว่า ทีหลังกลับมาอยู่เมืองตรังอิก อยู่มาจนในรัชกาลที่ ๔ สมเด็จเจ้าพระยามหาศรีสุริยวงษ์ออกปไปตรวจราชการ ได้ความว่ายังคบโจร ผู้ร้าย จึงให้ประหารชีวิตรเสีย อ้างโทษถึงครั้งเปนขบถด้วย.


๑๑๗ ไทร ทัพตุงกูเดนแตก ครั้งนี้ให้พระมหาจัตุรงค์อยู่รักษาราชการ เมืองไทรบุรีต่อไป ? คุณศัลวิไชยบุตรที่ ๓ ของเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช (น้อย) ซึ่งไปรักษาราชการที่เมืองพัทลุงกลับมาเมืองนครแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้ไปเปนเจ้าพระยามหาศิริธรรมพโลปถัมภ์ ฯ ผู้สำเร็จ ราชการกรุงเก่า๑๓ เจ้าพระยามหาศิริธรรมพโลปถัมภ์มีมีภรรยาชื่อ คุณหญิง เผือก บุตรสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงษ์ มีบุตร ๓ คือ พระยาบำเรอบริรักษ์ หนูใหญ่ ๑ พระยาศรีสรราช หนูเล็ก ๑ คุณหนูชี ๑ คุณหนูชีถวายตัวในวังหลวงในรัชกาลที่ ๔ มีบุตรกับ หม่อมทับทิม (บุตรหลวงกะเตาบ้านลำแบน) คือ คุณหญิงใหญ่ ๑ พระนราธิราช ๑ คุณพลับ ๑ คุณพลับถวายตัววังหลวงในรัชกาลที่ ๔ เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราชได้ถวายพระแท่นถมตะทอง ๑ พระราช ยานถม๑ ๑๔ เจ้าพระยานคร (น้อย) เปนโรคลมให้อาเจียนน้ำลายเหนียว เสมหะปะทะน่าอก ป่วยมาแต่ณวัน ๖ ค่ำ ครั้นณวัน ๖ ค่ำ ปีกุญ จุลศักกราช ๑๒๐๑ โรคกำเริบขึ้น ให้หอบเสมหะดังครอก ๆ ให้มือเท้าเย็นนิ่งแน่ไป ครั้นเวลา ๕ ทุ่มเศษ เจ้าพระยาศรีธรรมา โศกราช (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรม เมื่อเจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ๑๓ ตรงนี้เข้าใจผิด เรื่องจริงปรากฎอยู่ในจดหมายหลวงอุดมสมบัติ คือ เมื่อ เจ้าพระยานคร น้อย ถึงอสัญกรรมในรัชกาลที่ ๓ ทรงพระราชดำริห์ว่า พระยาพัทลุง จะครองเมืองนครศรีธรรมราชไม่ได้ จึงย้ายเข้ามาเปนพระยาอุไทยธรรมอยู่ในกรุงเทพ ฯ ได้เปนเจ้าพระยาต่อในรัชกาลที่ ๔ ๑๔ เข้าใจว่าพระราชยานถมนั้น เจ้าพระยานคร น้อยกลาง ทำถวายเมื่อใน รัชกาลที่ ๔

๑๑๘ (น้อย) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว พระเสนหามนตรี (น้อยกลาง) ได้เปนพระยาศรีธรรมราช ผู้สำเร็จราชการเมืองนครศรีธรรมราชต่อมาถึงรัชกาลที่ ๔ โปรดให้เลื่อนยศขึ้นเปนเจ้าพระยา เจ้าพระยาศรี ธรรมราช (น้อยกลาง) มีท่านผู้หญิงคือหม่อมราชวงษ์หญิง หม่อม ราชวงษ์หญิงมีบุตรชาย ๑ คุณพร้อม ๒ คุณถัด ๓ คุณเอี่ยม หญิง คือ ๑ คุณอิ่ม ๒ คุณกลาง ๓ คุณสว่าง กับบุตรหญิงอิกคน ๑ เปนไข้ ทรพิศม์ ถึงแก่กรรมเสียแต่ยังเด็ก บุตรภรรยาน้อย ชาย นายบัว มารดาชื่อบัว ๑ นายเกด มารดาชื่อเกด ๑ เมื่อเจ้าพระยานคร (น้อยกลาง) ถึงแก่อสัญกรรมแล้ว คุณพร้อมเดิมเปนพระเสนหา มนตรี แล้วได้เลื่อนขึ้นเปนพระยารศรีธรรมราช ผ้ว่าราชการเมืองนคร คุณถัดเดิมเปนพระเสนหามนตรี แล้วเลื่อนเปนพระศิริธรรมบริรักษ์ ปลัดเมือง คุณเอี่ยมเดิมเปนพระภักดีดำรงฤทธิ ผู้ช่วยราชการ เมืองนคร แล้วเลื่อนเปนพระยาตรังคภูมาภิบาล ผู้ว่าราชการ เมืองตรัง ภายหลังกลับจากเเมืองตรังมาเปนผู้ช่วยพิเศษเมืองนคร แลเปนพนักงานคลังเมืองเมื่อษก ๑๒๑ ได้รับพระราชทานสัญญาบัตร เลื่อนเปนพระยาบริรักษ์ภูเบศร์ คุณอิ่มได้ถวายเปนเจ้าจอมใน รัชกาลที่ ๔ เมื่อสิ้นรัชกาลนั้นแล้วกลับมาอยู่เมืองนครศรีธรรมราช ถึงแก่กรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ คุณกลางไม่ได้ถวายแลไม่มีสามี คุณสว่างถวายเปนเจ้าจอมในรัชกาลที่ ๕ นายบัวเปนหลวงอนุสร สิทธิกรรม นายอำเภอสิชล แม่บัวมารดาหลวงอนุสรนั้น เปนบุตรีเจ้าพระยานคร น้อย


๑๑๙ จดหมายบอกข่าวถึงเจ้าพระยานคร ฯ

อธิบาย ? จดหมายฉบับนี้ เปนจดหมายมีบอกข่าวราชการใน กรุงเทพ ฯ ถึงเจ้าพระยานคร น้อย แต่ยังเปนพระยานคร ฯ อยู่เมื่อ ในรัชกาลที่ ๒ สมเด็จพระน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนพลบุรี ราเมศวร์ ได้มาจากเมืองนครศรีธรรมราช ประทานไว้ในหอพระสมุด วชิรญาณ เทื่อบีมโรง พ. ศ. ๒๔๕๙ ตัวจดหมายเปนสมุดดำเขียนด้วยเส้นดินสอ สังเกตผีมือเห็นว่าเขียนเมื่อในรัชกาลที่ ๒ จึงเข้าใจว่าจะเปนตัวต้นจดหมาย ด้วยครั้งนั้นจดหมายไปมาถึงกัน ใช้ทั้งกระดาษเพลาแลสมุดดำ ถ้าเปนจดหมายไปรเวตมักจะเขียนสมุดดำ ด้วยเขียนง่ายไม่ต้องร่าง มีตัวอย่างดังเช่นจดหมายหลวงอุดมสมบัติ มีถึงสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ เมื่อยังเปนพระยาศรีพิพัฒน์เปนแม่ทัพลงไปเมืองสงขลา ซึ่งได้พิมพ์แล้วนั้น ต้นหนังสือก็เขียน ในสมุดดำทั้งนั้น ? จดหมายฉบับนี้ ลักษณ์ที่ใช้ตัวอักษรแลถ้อยคำ เปนชาว นครเขียน ตัวเขียนคงเปนชาวนครซึ่งเข้ามารับราชการอยู่ใน กรุงเทพ ฯ แต่มิใช่คนชั้นเลว เพราะเปนผู้ที่เข้าเฝ้าแหนได้ใกล้ พระองค์ อาจจะได้ยินกระแสรับสั่ง ทั่งในเวลาเสด็จประพาศ แล เวลาเสด็จออกว่าราชการในท้องพระโรง ดังปรากฎอยู่ในจดหมาย ถ้าสันนิฐานตามตัวคนซึ่งเคยได้ยินชื่อเสียง ข้าพเจ้าเข้าใจว่า น่าจะ


๑๒๐ เปนจดหมายของเจ้าพระยามหาศิริธรรม ฯ บุตรคนใหญ่ของเจ้าพระยา นคร ฯ เวลานั้นเข้ามารับราชการอยู่ในกรุง ฯ เปนที่นายศัลวิไชยหุ้มแพรมหาดเล็ก เสียดายนักที่ได้จดหมายฉบับนี้มาแต่ตอนกลาง ตอนต้นแลตอนท้ายขาดหายไปเสีย แต่ถึงกระนั้นเห็นควรจะพิมพ์ รักษาไว้ไม่ให้สูญ ด้วยนับว่าเปนหนังสือสำคัญในทางที่จะให้ความรู้โบราณคดีแก่ผู้ซึ้งจะได้อ่านในปัจจุบันนี้ จึงได้พิมพ์ไว้ท้ายพงษาวดารเมืองนครศรีธรรมราชฉบับนี้ด้วย ? เรื่องราวอันเปนมูลเหตุแห่งจดหมายนี้นั้น คือเมื่อแรก ตั้งกรุงรัตนโกสินทร เมืองสงขลายังเปนเมืองขึ้นอยู่กับเมืองนคร ศรีธรรมราช มาจนปีจอ จุลศักราช ๑๑๕๒ แขกเมืองตานีเปนขบถขึ้นเวลานั้นเจ้าพระยานคร พัฒน์ ผู้เปนต้นสกุลณนคร สำเร็จราชการ เมืองนครศรีธรรมราช เจ้าพระยาสงขลา บุนฮุย ผู้เปนต้นสกุลสงขลา เปนพระยาสงขลา เมืองสงขลามีความชอบในการปราบปรามแขกขบถ เมื่อสำเร็จการปราบปรามแล้ว ทรงพระราชดำริห์ว่า เมืองนครตรวจ ตรากำกับราชการหัวเมืองแขกไม่ได้ทั้วถึง จึงโปรดให้ยกเมือง สงขลาเปนหัวเมืองใหญ่ ขึ้นกรุงเทพ ฯ เลื่อนยศพระยาสงขลา บุนฮุยขึ้นเปนเจ้าพระยา แต่นั้นพระยานคร ฯ กับพระยาสงขลาก็ไม่ชอบกัน ลงมาทั่วทุกชั้นบุรุษ เพราะเมืองทั้งสองพรมแดนติดต่อกัน แต่ก่อน เมืองนคร ฯ เคยมีอำนาจแต่เมืองเดียว ฝ่ายข้างเมืองสงขลาทำเล ท้องที่เหมาะแก่การค้าขายทางทเล ด้วยอยู่ปากน้ำ สินค้าเมืองพัทลุง



๑๒๑ แลเมืองนครข้างฝ่ายใต้ต้องออกทางนั้น สกุลณสงขลาเปนพ่อค้า เข้าใจแสวงหาผลประโยชน์ทั้งที่จะได้จากการค้าขาย แลเกลี้ยกล่อมผู้คนพลเมืองที่อยู่ใกล้เคียง เข้าไปตั้งภูมิลำเนาในพื้นเมืองให้มากขึ้นฤๅถ้าจะว่าโดยย่อ ก็คือ ตั้งแต่เมืองสงขลาได้เปนหัวเมืองใหญ่แล้ว ก็ตั้งหน้าแข่งเมืองนครเรื่อยมา ข้างเมืองนครก็ขัดขวาง ด้วยจะรักษาอำนาจแลป้องกันผลประโยชน์ เหตุอันนี้มีอยู่เสมอ พระยาทั้ง ๒ เมือง จึงไม่เข้ากัน อริกันไปจนในราชการ เช่นปรากฎอยู่ในหนังสือ จดหมายหลวงอุดมสมบัตินั้นเปนตัวอย่าง ทั้ง๒ฝ่ายต้องคุมเชิง ระวังผิดชอบไม่ให้เสียแต้มคูกัน ด้วยเหตุนี้ ทั้งพระยานครแลพระยาสงขลาต่างสั่งลูกหลานที่เข้ามารับราชการอยู่ในกรุงเทพ ฯ ให้คอย สืบสวนข่าวคราว โดยเฉภาะที่เกี่ยวด้วยเมืองสงขลาฤๅเมืองนคร บอกไปให้ทราบกันเสมอ ไม่ใช่สืบแต่ข้างเมืองนครฤาเมืองสงขลา ฝ่ายเดียว ข้าพเจ้าเคยได้เห็นต้นจดหมายเจ้าพระยาสงขลา เม่น แต่เมื่อเปนจ่าเรศในราชการที่ ๓ มีบอกข่าวไปเมืองสงขลาฉบับ ๑ แต่ข้อความไม่สำคัญถึงควรจะพิมพ์ไว้ เช่นจดหมายฉบับนี้ ? ผู้ที่ได้อ่านจดหมายหลวงอุดมสมบัติ ย่อมต้องออกปากชม ว่ากระบวนจำของหลวงอุดมสมบัติเปนอย่างดี ด้วยจดจำได้จนถึงถ้อย คำที่รับสั่งว่าอย่างไร ๆ ถ้าใครอ่านจดหมายฉบับนี้ จะได้รู้ความอิก อย่างหนึ่งว่าวิธีจดจำอย่างนั้น เปนวิธีเขียนจดหมายกันในครั้งนั้น ๑๖



๑๒๒ เพราะจะได้เห็นในจดหมายฉบับนี้ ว่าเขียนในทำนองเดียวกันกับจดหมายหลวงอุดมสมบัติ แต่หากได้ต้นฉบับมาน้อยไม่พอจะอธิฐานได้ว่า ความจดจำของผู้เขียนจดหมายฉบับนี้ดีเพียงไร ? ถ้าว่าเฉภาะเนื้อเรื่องที่ปรากฎในจดหมายฉบับนี้ ที่กล่าวถึงเรื่องคนหนี้เข้าไปอยู่ในเขตรสงขลา ข้าหลวงออกไปศักเลข พระยาสงขลา เซ่ง ซึ้งเปนตำแหน่งขึ้นใหม่ในเวลานั้น ไม่ขับต้อนผู้คนมา ให้ข้าหลวงศักนั้น พอจะเข้าใจได้ว่าด้วยเหตุใด เพราะพระราช กำหนดอยู่ว่า คนหมู่เมืองไหน ถ้ามิได้รับอนุญาตหักโอนให้ไปอยู่ ต่างเมือง ไม่ขาดจากสังกัดเมืองเดิม ข้างพระยาสงขลาตั้งใจเกลี้ยกล่อมคนเมืองนคร เมืองพัทลุง เอาเข้าไปไว้เมืองสงขลา ข้างพระยา นครอยากจะได้คนกลับมา ข้อนี้เองเปนเหตุให้ซ่อนเร้นผู้คน พระยา สงขลา เซ่ง นี้อยู่มาจนถึงรัชกาลที่ ๓ คนเดียวกับพระยาสงขลา ที่ปรากฎในเรื่องจดหมายหลวงอุดมสมบัติ






๑๒๓ ตัวความในจดหมาย

( ข้างต้นฉบับขาด ) กราบทูลว่า ซึ้งโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้พระยาสุรเสนา พระยาพิไชย ออกไปชำมระไทยแขกซึ่ง หนี กับเลขต่างเมืองแลเลขหนีตาทัพไปอยู่เมืองสงขลา แลเมองแขก ขึ้นแกาเมืองสงขลานั้นหาได้ไม่สักคน หลวงเทพเสนีอ่านหนังสือบอก ใบของท่านพระสุรเสนาแต่ต้นจนจบ แล้วอ่านหนังสือพระยาไชยสงครามถวายต่อไป อ่านแต่เทียมข้อซึ้งว่าได้ชำมระเลขต่างเมือง ได้เมืองนครเมืองพัทลุงเมืองไชยา ซึ่งชำมระได้แลยังมิได้ชำมระ จนจบ แต่ต้นหนังสือนั้นอ่านถวายไม่ ครั้นอ่านหนังสือจบแล้ว พระโองการตรัสว่าเมื่อกระนั้นแล้วจะให้อยู่ไปที่ไหนได้ เอาเข้ามาเสีย เมื่อไม่เห็นแก่ราชการแผ่นดินเปนแต่อย่างนี้ ถ้ามีราชการทัพศึก จะหมีเสียไปฤๅ ไม่เปนใจทำการก็เอาตัวเข้ามาเสียกรุง, จะให้คน อื่นออกไปเปนก็ได้ แล้วตรัสถามขุนวิเศษภัคดีว่ามาแต่สงขลาเมื่อ ใด ขุนวิเศษภักดีกราบทูลว่ามาแต่เดือนสิบเอ็จ มาลงเรือที่เมืองนคร มาถึงเมืองชุมพรต้องพยุลมว่าว ขึ้นเดินบกมาแต่เมืองชุมพรเดือนเศษพระโองการรับสั่งถามว่าพระยาสุรเสนายังอยู่เมืองสงขลาฤๅ ขุน วิเศษภักดีกราบทูลว่ายังอยู่ที่เมืองสงขลา แล้วพระโองการตรัสว่า เมื่อพระยาสงขลาออกไปก็ได้ว่ากล่าวออกไปแล้ว ก็ยังเปนได้อย่างนี้ ไทยแขกหนีไปอยู่เปนหนักเปนหนา แต่สักคนหนึ่งก็ไม่ได้ ด้วย ไม่เปนใจที่จะให้เปนราชการ แต่ตรัสเคืองพระยาสงขลาอยู่หลายครั้ง


๑๒๔ แต่มิได้ตรัสกับผู้ใด ด้วยลอองพระบาท๑ แลเจ้านายอื่นก็ไม่ได้ไปเฝ้า ขุนนางผู้ใหญ่ก็หามีผู้ใดไม่ แล้วรับสั่งว่าจะข้ามไปวัดแจ้งแล้ว เสด็จขึ้น เมื่อวันถวายหนังสือเพลาเช้าที่พระแกลนั้นกรมการเมือง สงขลาหามีผู้ใดไปเฝ้าหมีได้ แต่หลวงรักษาสมบัติพวกกรมท่าไป เฝ้าที่พระแกล ครั้นพระโองการเสด็จขึ้นแล้ว เอาความไปกราบทูลพระเจ้า ลูกเธอ๒ ที่วัง ตามข้อความในหนังสือพระยาสุรเสนา พระยาพิไชย สงคราม แลในพระโองการตรัสเคืองแก่พระยาสงขลา แล้วพระเจ้า ลูกเธอเสด็จไปวัดแจ้ง ไปพบกับลอองพระบาทที่วัด ลอองพระบาท กรมเจศก็หมีได้ถาม ลอองพระบาทกรมหมื่นศักดิ์ก็หมีได้ตรัสบอก ลอองพระบาทกรมเจศ แลเมื่อข้าพเจ้าลงเรือตามเสด็จลอองพระบาท กรมหมื่นศักดิ์ไปวัดแจ้ง ข้าพเจ้าไปข้ามตรงแพพระยาสงขลา ซึ่ง ( ผู้ ) ช่วยราชการอยู่ เห็นพระศรีสมบัตินั่นพูดกันอยู่กับ ( ผู้ ) ช่วยราชการ ที่แพ ครั้นเพลาสามโมงเช้าพระโองการเสด็จข้ามไปวัดแจ้ง เจ้านาย แลขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อยไปดูทำการอยู่ที่วัดแจ้ง พระเจ้าลูกเธอชวน ลอองพระบาทจะลงมารับเสด็จพระโองการที่พลับพลา ลอองพระบาท ตรัสกับพระเจ้าลูกเธอว่าคอยรับเสด็จอยู่ที่นี่เถิด ลอองพระบาทแล พระเจ้าลูกเธอก็หาลงไปรับเสด็จพระโองการไม่ ครั้นพระโองการเสด็จ ๑ ลอองพระบาทตรงนี้เข้าใจว่ากรมหมื่นศักดิ์พลเสพ. ๒ พระเจ้าลูกเธอตรงนี้ หมายว่ากรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ คือพระบาทสมเด็จ พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว.


๑๒๕ เที่ยวทอดพระเนตรกุฎีแลกติ เสด็จมาถึงที่ลอองพระบาท แลพระเจ้าลูกเธอ เจ้าพระยาอภัยภูธร เจ้าพระยาพระคลัง พระยาศรีพิพัฒน์คอยเฝ้าอยู่ พระโองการเสด็จมาถึงตรัสว่าจะนั่งด้วย พระโองการ ก็เสด็จอยู่บนพระที่นั่งเก้าอี้ ตรัสคิดแต่ที่จะทำกุฎีทำกติ ทำหอไตร ทำโรงฉัน ตรัสไปแต่ด้วยการวัดทั้งนั้น ด้วยหนังสือซึ่งพระยา สุรเสนา พระยาพิไชยสงคราม บอกเข้าไปนั้นพระโองการหาตรัสที่ วัดไม่ แล้วพระโองการเสด็จกลับ ครั้นเพลาค่ำ พระโองการเสด็จออก รับสั่งถามด้วยราชการ แล้วอ่านรายการปากน้ำปากลัดถวาย แล้วจึงรับสั่งถามลอองพระบาท ว่าเปนอย่างไหรย ซึ่งพระยาสุรเสนาออกไปชำมระไทยแขก แต่สัก คนหนึ่งก็ไม่ได้ ลอองพระบาทนิ่งเสียไม่กราบทูลสิ่งใด พระโองการ ตรัสเคืองแก่พระยาสงขลา ว่าข้าหลวงออกไปอยู่แขกไทยก็ไม่ ชำมระส่งให้ แล้วว่าไปที่สตูนจะจัดแจงกรมการคนใดให้อยู่ชำระ กับข้าหลวงก็หาไม่ ๆ กลัวไม่เกรง๓ เมื่อเจ้าของบ้านไม่เปนใจด้วย จะได้ที่ไหน จะให้ข้าหลวงไปเที่ยวหาเอาแล้วจะกลับว่าข้าหลวงไปทำให้คนแตกตื่นหนีไปเสียอย่างนี้ ถ้ามีราชการทัพศึกจะหมีเสีย ราชการไปฤๅ ที่จะให้เปนเจ้าบ้านเจ้าเมืองไปนั้นที่ไหนจะให้เปนไป ได้ เอาตัวเข้ามาไว้ณกรุงเสีย ใครเห็นกไหรเล่า แต่พระโองการตรัสเคืองแก่พระยาสงขลาปนอยู่เปนมาก เจ้านายแลขุนนางมิได้ ๓ ตรงนี้ทำให้เข้าใจว่า เมืองสตูนขึ้นเมืองสงขลาในเวลานั้น บางทีจะมาขึ้นอยู่ ชั่วคราวแต่ไม่นาน.


๑๒๖ กราบทูลรับพระโองการหาหมีได้ จึงมีพระโองการตรัสว่าชวนกัน เกรงใจพระยาสงขลาเสียสิ้นไม่มีใครจะพูดด้วย เมื่อเปนอย่างนี้ จะหมีเสียงานเสียกการไปฤๅ แล้วพระโองการตรัสว่าลอองพระบาทกรมหมื่นศักดิ์เล่าครั้นจะว่าออก เปนพวกนครว่าออกไม่ได้๔ ครั้นจะ ว่าออกเล่าเปนเข้าข้างหนึ่งจะว่านั้นยาก จึงรับสั่งถามพระเจ้าลูกเธอ ว่าลอองพระบาทกรมหมื่นศักดิ์พูดออกไม่ได้เปนพวกนคร พระเจ้า ลูกเธอเปนคนกลางแล้วก็ไม่เข้าพวกไหนกระไหรยเล่า พระเจ้าลูกเธอกราบทูลว่ากะไหรยไม่ แต่เมื่อ ( ผู้ ) ช่วยราชการเข้ามา ทราบอยู่ว่า แขกนั้นพระยาสงขลาจัดแจงไว้อยู่บ้างอยู่แล้ว ( ผู้ ) ช่วยราชการสงขลา เห็นได้ทีกราบทูลอ่อน ๆ แต่พอพระโองการได้ยินว่าแขกนั้น พระยา สงขลาจัดได้ไว้ร้อยเศษ เอาไปสงให้พระยาสุรเสนา ๆ ไม่รับ พระโองการทรงทราบแต่หาตรัสว่าประการใดไม่ ตรัสบ่นเคืองแก่ พระยาสงขลาต่อไป ว่าเปนผู้น้อยไม่ยำเกรงผู้ใหญ่ เปนอย่างนี้ ถ้ามีราชการทัพศึกที่ไหนจะเอาการได้ ข้าหลวงซึ่งให้ออกไปไม่ใช่ผู้น้อย เปนถึงพระยาสุรเสนา ก็ไม่มีความเกรงแล้วจะให้ใครไปอิกเล่า แล้วไทยแขกผู้คนก็ไม่ใช่ไพร่บ้านพลเมืองของตัว คนเขาอื่นต่างหาก แกล้งเกียจกันไว้แต่พออย่าให้ได้เปนการ จะทำ ๆ นองเหมือน พระยาสงขลาพี่ชาย๕ นั่นเปนลูกศิษย์หมื่นไวย พูดจากกลับลอก ๔ เจ้าจอมมารดารกรมหมื่นศักดิ์เปนธิดาเจ้าพระยานครพัฒน์. ๕ คือพระยาสงขลา จํอง.



๑๒๗ จริตอย่างนั้นเกลียดนักหาชอบไม่ พระยาสงขลาคนนี้ดูแต่ก่อน แลเหมือนว่าจะ ( เปนคนตรง ) อยู่ ประเดี๋ยวนี้ได้เข้าหาสำนักไหนอิกเล่า หฤๅว่า ( รับมรฎก ) ต่อมาแต่พี่ชาย แล้วตรัสว่าทำนองพระยาสงขลาที่ตายชักนัก น้องแก่เปนไป.......... แล้วตรัสว่าพระยาพัทลุง............. ดูแต่แรกเมื่ออยู่............ ( ฉบับที่ได้มาเท่านี้ )










๑๒๘ พงษาวดารเมืองพัทลุง

? ได้เรียนถามคุณ ( จอม ) มารดากลิ่นแลคุณฉิม๑ แล้ว เรียงเรื่องไว้เมื่อณเดือน ๑๐ บีจอโทศก ( จุลศักราช ๑๒๑๒ ) ปลาย แผ่นดินสมเด็จพระนั่นเกล้า สมเด็จพระยาองค์น้อย ไล่ถาม เอาพงษาวดารเมืองพัทลุง ด้วยจะตั้งพระยาพัทลุง ( ทับ ) ข้าพระพุทธเจ้าหมื่นสนิทภิรมย์ปลัดกรมในกรมหมื่นไกรสรวิชิต ขอรับพระราชทานเรียบเรียงไว้เปนรายเรื่องนี้ เดิมเมื่อครั้งกรุงเก่ายังดำรงอยู่โปรดเกล้า ฯ ให้มรหุมแขก เปนพระยาแก้วโกรพ ว่าราชการเมืองพัทลุง ตั้งเมืองที่เขาพิไชย บุรี ๑๕ ปี ครั้นมรหุมถึงอนิจกรรมแล้ว บุตรมรหุมชื่อตะตา ได้ รับพระราชทานเปนพระยาราชบังสัน ว่าราชการเมืองพัทลุงได้ ๑๔ ปี พระยาราชบังสันถึงอนิจกรรม พระภักเเสนาบุตร พี่ชายพระยา ราชบังสัน ได้ว่าราชการเมืองพัทลุงอยู่ ๕ ปี ถึงอนิจกรรม ครั้น เมืองนครศรีธรรมราชตั้งเปนเจ้าขึ้น ให้หลานชายพระยานครเปน พระยาพัทลุง ตั้งเมืองที่ตำบลท่าเสม็ด จึงเรียกว่าพระยาท่าเสม็ด ต่อมา ว่าราชการเมือง ๒ ปี ถึงอนิจกรรม แล้วพระยาพิมลหลาน ท้าวเทพกระสัตรีเมืองถลางมาเปนพระยาพัทลุง ตั้งเมืองที่ตำบลควน ๑ เจ้าจอมมารดากลิ่น เปนเจ้าจอมมารดา กรมหมื่นไกรสรวิชิต คุณฉิมเปน น้องสาวเจ้าจอมมารดากลิ่น ทั้ง ๒ คน เปนธิดาพระยาพัทลุง ( ขุน ) ครั้งกรุงธนบุรี



๑๒๙ มะพร้าว ว่าราชการอยู่ ๓ ปี ออกนอกราชการ ครั้นแผ่นดินเจ้า ตาก โปรดให้นายจันมหาดเล็กเปนพระยาพัทลุง ตั้งเมืองที่ตำบล บ้านม่วง ได้ว่าราชการเมืองอยู่ ๒ ปี ออกนอกราชการ แล้วโปรด ให้นายขุน บุตรพระยาราชบังสันเปนพระยาพัทลุง ที่ชาวบ้านเรียกว่า พระยาคางเหล็ก ๆ มีบุตรชาย ชื่อ นายทองขาว ๑ นายกล่อม ๑ หญิงชื่อ กลน ๑ ฉิม ๑ รวม ๔ คน ได้ถวายตัวทำราชการอยู่กรุง เทพ ฯ๓ นายทองขาวได้เปนที่หลวงศักดิ นายเวรมหาดเล็ก นายกล่อมเปนมหาดเล็ก นายเผือกน้อยชายพระยาคางเหล็ก เปนนายพลพ่ายมหาดเล็กหุ้มแพร กลิ่นเปนเจ้าจอมมารดากรมหมื่น ไกรสรวิชิต ฉิมเปนหม่อมพนักงานอยู่ในพระราชวัง พระยาพัทลุง คางเหล็ก ตังเมืองอยู่ตำบลลำชำ ได้รับพระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ นายบุญคงน้องเจ้าจอมมารดาแก้ว เปนพระทิพคำแหงสงครามปลัด พระยาพัทลุงคางเหล็กว่าราชการเมืองอยู่ ๑๓ ปี ถึงอนิจกรรม ในแผ่นดินสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกย์ โปรด เกล้า ฯ ให้พระศรีไกรลาศคนกรุง เปนพระยาพัทลุง ตั้งเมืองที่ ตำบลลำชำษิณ ลุศักราช ๑๑๕๓ ปีกุญตรีศกเดือน ๖ แขกเมืองเชียะยกกอง ทัพมาตีเมืองสงขลาแตก เจ้าเมืองสงขลาพาครอบครัวหนีไปเมือง ๒ หมายความว่า เมื่อพระเจ้ากรุงธนบุรีตีเมืองนครศรีธรรมราชได้แล้ว ๓ เข้าใจว่าถวายตัวทำราชการในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ๑๗


๑๓๐ พัทลุง พระศรีไกรลาศก็ตกใจหนีเข้าป่าไปด้วย เจ้าพระยานครยก กองทัพไปช่วยเมืองสงขลา ตีทัพแขกเชียะแตกไปแล้ว บอกข้อ ราชการเข้าไปกรุงเทพ ฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบก็ทรงพระพิโรธพระศรีไกรลาศว่าศึกไม่ทันถึงเมือง ตื่นแตกหนีทิ้งบ้าน เมืองไป ให้ลงพระราชอาญาจำคุมตัวเข้าไปกรุงเทพ ฯ แล้วให้ถอดออกจากตำแหน่ง พระศรีไกรลาศว่าราชการเมืองอยู่ ๔ ปี ออก นอกราชการ แล้วสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า ฯ โปรดเกล้า ฯ ให้นาย ทองขาวซึ่งเปนที่หลวงนายศักดิ บุตรพระยาพัทลุงคางเหล็กออกไป ว่าราชการทัพอญินเมืองตานี เมื่อขณะหลวงนายศักดิอายุ ๓๓ ปี ครั้นเสร็จราชการทัพแล้ว โปรดเกล้า ฯ ให้อยู่ว่าราชการเมืองพัทลุง ในปีกุญตรีศก รั้งเมืองอยู่ได้ ๖ ปี ถึงบีมเสงนพศกโปรดเกล้า ฯ ตั้งให้เปนพระยาพัทลุง พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ อยู่ ๑๒ ปีครั้นปีมเสงเอกศก สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าสวรรคต สมเด็จพระ พุทธเลิศหล้านภาไลยเสด็จเถลิงถวัลยราชสมบั ติ ในบีมเสงเอกศก นั้น แล้วโปรดเกล้า ฯ ให้นายกล่อมมหาดเล็กน้องพระยาพัทลุง ( ทองขาว ) เปนพระทิพคำแหงสงครามปลัด นายจุ้ย บุตรพระยาพิไชยราชาเปนหลวงเทพภักดียกบัตร ครั้นสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า ฯ เสวยราชย์ ได้ ๘ ปี พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) ถึงแก่อนิจกรรมในบีฉลูนศก อายุได้ ๕๙ ปี พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) มีบุตรผู้ชาย ชื่อ ฉิม ๑ หนู ๑ นก ๑ ทับ ๑ หุ่น ๑ ขำ ๑ เอี่ยม ๑ หงษ์ ๑ คง ๑ นิ่ม ๑



๑๓๑ ปลอด ๑ สุก ๑ เนียม ๑ รัก ๑ รุ่ง ๑ อิน ๑ รวมชาย ๑๖ คน หญิงชื่อจัน ๑ พู่ ๑ ผึ่ง๑ ทรัพย์ ๑ น้อย จีบ ๑ ฟัก ๑ กลัด ๑ รวมหญิง ๘ คน รวมทั้งชายหญิง ๒๔ คน นายนกเปนที่หลวงสัจจา ภักดี นายปลอดเปนหลวงศักดิ์สุรการผู้ช่วยราชการเมืองพัทลุง ๒ นาย นายทับ, นายนิ่ม, นายสุก, นายผึ้ง, นายน้อย, ได้ถวายตัวทำ ราชการอยู่ในกรง ผึ่งได้เปนที่ท้าวสมศักดิ์ น้อยเปนหม่อมพนักงาน ในราชวังหลวง นายทับ, นายนิ่ม, นายสุก, เปนมหาดเล็ก ครั้น พระยาพัทลุง ( ทองขาว ) ถึงอนิจกรรม โปรดเกล้า ฯ ให้นายเผือก พลพ่าย น้องพระยาพัทลุง ( ขุน ) ที่เรียกว่าพระยาพัทลุงคางเหล็ก เปนพระยาพัทลุง พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ หลวงสุรเสนีกรมการเปนหลวงเทพภักดียกบัตร ตั้งเมืองที่ตำบลลำชำ พระยา พัทลุง ( เผือก ) มีบุตรชาย ฉิม ๑ ฟัก ๑ บัว ๑ ครุธ ๑ พลับ ๑ อ้น ๑ หญิง, เกด ๑ สินลา ๑ จุ้ย ๑ จับ ๑ ลูกอิน ๑ กลัด ๑ รวมชาย ๖ หญิง ๖ เปน ๑๒ คน นายบัวเปนที่พระพลสงคราม นายครุธเปนที่หลวงพิทักษ์ราชา กรมเกณฑ์บุญ นายอ้นเปนหลวง วิชิตสงคราม ได้รับราชการ ๔ คน พระยาพัทลุง ( เผือก ) ได้ ว่าราชการเมืองพัทลุง ในแผ่นดินพระพุทธเลิศหล้า ๗ ปี ในแผ่นดิน พระนั่งเกล้า ๒ ปี รวม ๙ ปี พระยาพัทลุง ( เผือก ) ออกนอก ราชการ แล้วสมเด็จพระนั่งเกล้า โปรดเกล้า ฯ ให้พระเสน่หา



๑๓๒ มนตรี ( ใหญ่ ) บุตรเจ้าพระยานครศรีธรรมราชเปนพระยาพัทลุง พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ พระปลัดหลวงยกรบัตรคงที่อยู่ ตั้งเมืองทำตำบลลำปำ พระยาพัทลุง (ใหญ่) มีบุตรชาย นายใหญ่ เปนมหาดเล็ก ๑ นายกลางเปนพระยาบำเรอบริรักษ์ ๑ นายหนู เปนพระสุนทรนุกิจปรีชา ๑ รวมบุตรรับราชการ ๔ คน พระยา พัทลุง (ใหญ่) ว่าราชการเมือง ๑๔ ปี มีความผิด โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาพัทลุง (ใหญ่ ออกจากที่กลับเข้าไปทำราชการณกรุงเทพ ฯ ได้เปนที่พระยาอุไทยธรรมราชา ในกรมพระกลาโหม ๔ แล้วโปรด เกล้า ฯ ให่พระปลัด (จุ้ย) เปนพระยาพัทลุง ตั้งเมืองที่ตำบลลำปำ พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ นายบุญคงมหาดเล็กเปนพระ ทิพคำแหงสงครามปลัด แลนายบุญคงนั้นเปนบุตรหลวงฤทธิเสนี นายกองสรวยดิน หลวงฤทธิเสนีเปนบุตรอาพระยาพัทลุง (ทองขาว) นายทับมหาดเล็กบุตรพระยาพัทลุง ทองขาว เปนหลวงเทพภักดี ยกรบัตร พระยาพัทลุง (จุ้ย) หามีบุตรไม่ รับนายน้อยบุตรของ หลานมาไว้เมืองพัทลุง เลี้ยงเปนบุตร พระยาพัทลุง (จุ้ย) ว่าราช การเมืองในแผ่นดินสมเด็จพระนั่งเกล้า ๑๐ ปี ถึงแก่อนิจกรรม แล้วสมเด็จพระนั่งเกล้า รับสั่งให้หลวงเทพภักดียกรบัตร (ทับ) เปนพระยาพัทลุง แล้วสวรรคต ครั้นแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว หลวงเทพภักดียกรบัตร (ทับ) ได้รับสัญญาบัตรเปนพระยาพัทลุง พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ นายนิ่มบุตรพระยา ๔ ตรงนี้ถูก ดูอธิบายไว้ในตอนพงษาวดารเมืองนคร ฯ


๑๓๓ พัทลุง (ทองขาว) ซึ่งเปนหมื่นสนิทภิรมย์ปลัดกรม ในกรม หมื่นไกรสรวิชิต เปนที่หลวงเทพภักดียกรบัตร นายน้อยบุตรเขย พระยาพัทลุง (ทับ) เปนพระวรนาฎสัมพันธ์ ผู้ว่าราชการเมือง ปเหลียน พระปลัดคงที่อยู่ นายสุกบุตรพระยาพัทลุง (ทองขาว) เปนที่หลวงราชมนตรี ผู้ช่วยราชการ พระยาพัทลุง (ทับ) ตั้งเมือง ที่ตำบลบ้านลำปำ พระยาพัทลุงทับ มีบุตรชาย ชื่อ คล้าย ๑ ทองขาว ๑ หนู ๑ หญิงชื่อ ขาว ๑ ชื่อดำ ๑ รวมชาย ๓ หญิง ๒ เปน ๕ คน กับบุตรภรรยาน้อย ชายชื่อคง ๑ กล่อม ๑ ตุด ๑ เปน ๕ คน กับบุตรภรรยาน้อย ชายชื่อคง ๑ กล่อม ๑ ตุด ๑ นบ ๑ หนู ๑ หญิง ชื่อ ทิม ๑ เอี่ยม ๑ เอม ๑ เภา เป้า ๑ หลวง ๑ รวมลูกเมียน้อยชาย ๕ หญิง ๕ เปน ๑๐ คน นายคล้าย นายทองขาว ได้ถวายตัวเปนมหาดเล็ก ครั้นพระปลัด หลวงยกรบัตรถึงแก่กรรม โปรดเกล้า ฯ ให้หลวงรองราชมนตรี (สุก) เปนพระทิพคำแหง สงครามปลัด นายคล้ายมหาดเล็ก บุตรพระยาพัทลุง (ทับ) เปน หลวงเทพภักดียกรบัตร นายหนูมหาดเล็ก บุตรพระยาพัทลุง (ทับ) เปหลวงรองราชมนตรีผู้ช่วยราชการ พระยาพัทลุง (ทับ) ว่าราชการ เมือง ๑๘ ปี ถึงอนิจกรรม ในแผ่นดินสมเด็จพระจอมเกล้า แล้ว โปรดเกล้า ฯ รับสั่งให้พระวรนาฏสัมพันธ์ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียน เปนพระยาพัทลุง พระราชทานพานทองเปนเครื่องยศ ตั้งเมืองที่ ตำบลลำปำ พระปลัดหลวงยกรบัตรคงที่อยู่ นายทองขาวเปนมหาดเล็ก บุตรพระยาพัทลุง (ทับ) เปนพระบริยันตเกษตรานุรักษ์


๑๓๔ ผู้ว่าราชการเมืองปเหลียน ครั้นพระทิพคำแหงสงครามปลัด (สุก) หลวงเทพภักดียกรับตร (คล้าย) ถึงแก่กรรม หลวงภักดีโยธา (รุ่ง) บุตรพระยาพัทลง (ทองขาว) เปนพระทิพคำแหงสงครามปลัด ขุน บุรีรักษ์ (นัน) บุตรหลวงสุนันทากรปลัดเมืองปเหลียน เปนหลวง เทพภักดียกรบัตร


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก