ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๙

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๙

พิมพ์แจกในงานปลงศพ พระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากร ( เอม ณมหาไชย ) ปีมเมีย พ.ศ. ๒๔๖๑

พิมพ์ที่โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร คำนำ จางวางโท พระยาบำเรอบริรักษ์ ( สาย ณมหาไชย ) มา แจ้งความแก่กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณว่า เจ้าภาพงานศพ พระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากร ( เอม ณมหาไชย ) ข้าหลวงเดิม ในรัชกาลที่ ๕ มีความศรัทธาจะรับพิมพ์หนังสือในหอพระสมุดสำหรับพระนคร เปนของแจกในงานศพเรื่อง ๑ ขอให้กรรมการช่วยเลือก เรื่องหนังสือให้ ข้าพเจ้าจึงได้เลือกเรื่องประชุมพงษาวดารภาคที่ ๙ ให้พิมพ์ตามปรารถนา หนังสือพงษาวดารที่รวมพิมพ์ในประชุมพงษาวดารภาคที่ ๙ นี้มี ๔ เรื่อง คือ พงษาวดารเมืองเชียงรุ้งเรื่อง ๑ พงษาวดารเมืองไล เรื่อง ๑ พงษาวดารเมืองแถงเรื่อง ๑ แลพงษาวดารเมืองเชียงแขง เรื่อง ๑ เมืองเหล่านี้ล้วนเปนเมืองของชนชาติไทย อยู่ข้างเหนือ พระราชอาณาเขตร เคยมาขึ้นอยู่ในพระราชอาณาจักรสยามบางยุคบางคราวแต่ก่อนมา ในคราวที่มีท้าวพระยาผู้ใหญ่ของเมืองนั้น ๆ เข้ามาสวามิภักดิ จึงได้ถามเรื่องพงษาวดารของบ้านเมือง จดไว้เปนความรู้ในราชการ เมืองเชียงรุ้งอยู่ในแว่นแคว้นสิบสองปันนา เขตรแดนติดต่อกับประเทศจีนไทยแลพม่า โดยปรกติมักขึ้นอยู่กับจีนแลพม่าทั้ง ๒ ฝ่าย ด้วยไปมาถึงกันได้ง่ายกว่าทางประเทศสยาม พวกพลเมืองเปนไทย

(๒) จำพวก ๑ ซึ่งเรียกกันว่า "ลื้อ" ภาษาที่พูดก็เข้าใจกับเราชาวสยาม ได้ แต่ปลาดที่สำเนียงแลคำพูดคล้ายชาวนครศรีธรรมราช ข้าพเจ้า ได้เคยพูดกับพวกลื้อที่ตั้งภูมิลำเนาอยู่ในเขตรเมืองน่านจึงทราบความอันนี้ เห็นสมกับที่กล่าวไว้ในหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เมื่อ ปีจอ พ.ศ. ๑๙๗๓ สมเด็จพระราเมศวรเสด็จขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ กวาดครอบครัวลงมามาก แลครอบครัวที่ได้มาครั้งนั้นให้ลงไปอยู่ที่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองสงขลา เมืองพัทลุง ไทยที่อยู่ในแขวงเชียงใหม่สมัยนั้น คงจะเปนพวกลื้อนี้โดยมาก แว่นแคว้นสิบสองปันนาแยกกันเปนหลายเมือง ต่างมีเจ้านายปกครอง แต่อยู่ในญาติวงษ์อันเดียวกัน เจ้าเชียงรุ้งเปนหัวน่า เหตุที่จะได้เรื่องพงษาวดารเมืองเชียงรุ้งที่พิมพ์ไว้ในสมุด เล่มนี้นั้น เดิมพวกเจ้าเมืองเชียงรุ้งแย่งกันเปนใหญ่ จีนอุดหนุน ฝ่าย ๑ พม่าอุดหนุนฝ่าย ๑ พวกเชียงรุ้งเกิดรบราฆ่าฟันกัน บ้าน เมืองไม่เปนปรกติมาหลายปี ทีหลังพม่ามาเบียดเบียน เจ้านาย เมืองเชียงรุ้งจึงอพยพเข้ามาขออาไศรยในพระราชอาณาจักรเมื่อปีวอก พ.ศ. ๒๓๙๑ อุปราชามาอาไศรยเมืองหลวงพระบางพวก ๑ มหาไชยมาอาไศรยเมืองน่านพวก ๑ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้รับลงมากรุงเทพ ฯ ทั้ง ๒ คน ไต่ถามได้ความว่า เมืองเชียงรุ้งสมัคจะเปนข้าขอบขัณฑสิมา ขอพระบารมีเปนที่พึ่งต่อไป ทรงพระราชดำริห์ว่า พม่ามีอำนาจที่เมืองเชียงรุ้งก็เพราะได้กำลัง (๓) เมืองเชียงตุง ซึ่งอยู่ต่อติดกับเมืองเชียงรุ้งทางด้านตวันตก ถ้าตัด กำลังเมืองเชียงตุงเสียแล้ว พม่าก็จะทำไมแก่เมืองเชียงรุ้งไม่ได้ เวลานั้นเมืองเชียงตุงมีเหตุเปนอริอยู่กับเมืองเชียงใหม่ด้วย จึงดำรัส สั่งให้มีตราเกณฑ์กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองนครลำปาง เมือง ลำพูน ให้พระยาอุปราชเมืองเชียงใหม่เปนแม่ทัพยกขึ้นไปตีเมือง เชียงตุง เมื่อปีรกา พ.ศ. ๒๓๙๒ ตีหัวเมืองรายทางเข้าไปได้จนถึง ชานเมืองเชียงตุง แต่กองทัพไม่พรักพร้อมกัน แลไปขัดสนเสบียงอาหารจึงต้องถอยทัพกลับมา ยังมิทันที่จะได้จัดการเรื่องเมืองเชียงรุ้งต่อไปประการใด พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคต อุปราชาแลมหาไชยยังค้างอยู่ในกรุงเทพ ฯ จนถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงโปรดให้เสนาบดีปฤกษาการเรื่องเมืองเชียงรุ้ง ว่าจะควรทำอย่างไรต่อไป เสนาบดีปฤกษาเห็นพร้อมกันว่า กองทัพเมืองเชียงใหม่ยกขึ้นไปก็เกือบจะได้เมืองเชียงตุงอยู่แล้ว หากไปมีเหตุเกิดการบกพร่องจึงต้องถอยทัพ ครั้งนี้ควรจะ ให้ยกกองทัพใหญ่จากกรุงเทพ ฯ ขึ้นไปสมทบกับกองทัพหัวเมืองระดมตีเมืองเชียงตุงให้การสำเร็จดังกระแสพระราชดำริห์ในรัชกาลที่ ๓ จึงได้โปรดให้กรมหลวงวงษาธิราชสนิท กับเจ้าพระยาภูธราภัย แต่ยังเปนเจ้าพระยายมราช ยกกองทัพขึ้นไป ความพิศดารเรื่อง ยกทัพคราวนั้นแจ้งอยู่ในหนังสือ "จดหมายเหตุเรื่องทัพเชียงตุง" ซึ่งพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นไชยนาทนเรนทร โปรดให้พิมพ์แจก ในงานศพนายพลเรือตรี พระยานาวาพลพยุหรักษ์ (ม.ร.ว. พิณ สนิทวงศ์ ณกรุงเทพ) เมื่อปีมโรง พ.ศ. ๒๔๕๙ นั้นแล้ว (๔) หนังสือพงษาวดารเมืองเชียงรุ้งที่พิมพ์ในสมุดเล่มนี้ จดตาม คำให้การของมหาไชย เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๓๙๕ ในคราวเมื่อจะยก กองทัพไปตีเมืองเชียงตุงที่กล่าวมา หนังสือพงษาวดารเมืองไล แลพงษาวดารเมืองแถง ๒ เรื่องนั้น นายพลตรี พระยาฤทธิรงค์รณเฉท (ศุข ชูโต) แต่ยังเปน นายจ่ายวด เปนนายพันตรีปลัดทัพ ขึ้นไปกับเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี เมื่อปีรกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ได้ถามพวกท้าวขุนเมืองเหล่านั้นแล้วเรียบ เรียงพงษาวดาร ๒ เรื่องนี้ขึ้นไว้ เมื่อปีชวด พ.ศ. ๒๔๓๑ ในเวลา เปนที่พระพลัษฎานุรักษ์ ปลัดจางวางกรมมหาดเล็ก เมืองไลเมืองแถง อยู่ในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย กล่าว กันมาว่า แรกที่ชนชาติไทยจะอพยพลงมาสยามประเทศแต่ดึกดำบรรพ์ มาตั้งอยู่ที่แว่นแคว้นสิบสองจุไทยนี้ก่อน คำว่าสิบสองจุไทย ว่าตรงกับสิบสองเจ้าไทย เพราะแต่เดิมไทยที่ตั้งอยู่ในแว่นแคว้นนั้น อยู่ แยกกันเปนสิบสองอาณาเขตร แม้ทุกวันนี้พวกพลเมืองที่อยู่ในที่นั้น ก็เปนไทยโดยมาก เรียกกันว่า "ผู้ไทย" เขตรแดนท้องที่ ๆ พวก ผู้ไทยอยู่ในแว่นแคว้นอันนี้กว้างขวาง ข้างเหนือไปจนถึงมณฑล ฮุนหนำแดนจีน ข้างตวันออกถึงมณฑลตังเกี๋ยแดนญวน ข้าง ตวันตกต่อแดนไทยสิบสองปันนา ซึ่งขึ้นพม่าที่กล่าวมาแล้ว ข้างใต้ต่อกับกรุงศรีสัตนาคนหุต ซึ่งไทยพวกนี้เองได้ลงมาตั้งขึ้น เมื่อ กรุงศรีสัตนาคนหุตมีอำนาจ จึงได้รวมแว่นแคว้นสิบสองจุไทยซึ่งเปน (๕) พวกเดิมของตนไว้ในอาณาจักร ต่อมาเมื่ออำนาจกรุงศรีสัตนาคนหุตอ่อนลง ตั้งแต่เสียเมืองแก่พม่าครั้งพระเจ้าหงษาวดีบุเรงนองเปน ต้นมา อำนาจการปกครองหัวเมืองที่ห่างไกลก็มีน้อยลงโดยลำดับ ทีหลังมาเมื่อกรุงศรีสัตนาคนหุตแยกกันออกไปเปน ๒ อาณาเขตร คือ หลวงพระบางแลเวียงจันท์ หัวเมืองผู้ไทยก็แยกกันออกไป ที่อยู่ข้างฝ่ายตวันออกเรียกว่าเมืองพวนมีเมืองเชียงขวางเปนต้น ไปขึ้นแก่เจ้านครเวียงจันท์ หัวเมืองข้างฝ่ายเหนือรวมทั้งเมืองไลแลเมืองแถง นี้ขึ้นกับเจ้านครหลวงพระบาง ที่เปนเมืองใกล้ ๆ เจ้าหลวงพระบาง ตั้งท้าวพระยาไปเปนหัวพันปกครอง เรียกส่วนนี้ว่าเมืองหัวพันทั้งหก เมืองที่อยู่ห่างไกลออกไปคงเรียกว่าสิบสองจุไทย ให้ปกครองกันเองเปนทำนองประเทศราช เมืองไลแลเมืองแถงอยู่ในพวกหลังนี้ หัวเมืองของจีนซึ่งต่อแดนสิบสองจุไทยข้างฝ่ายเหนือก็ดี หัวเมืองของญวนซึ่งต่อแดนเมืองพวนข้างฝ่ายตวันออกก็ดี แต่เดิมมา การปกครองชายแดนก็ละหลวม กำหนดแต่ว่าเขตรแดนถึงเพียง นั้น ๆ แต่การภายในแล้วแต่พวกที่อยู่ในนั้นจะปกครองกันอย่างไร เหมือนกับทางข้างนี้ การเปนดังนี้ หัวเมืองที่พวกผู้ไทยอยู่ทั้งใน แดนจีนแดนญวน แลในแว่นแคว้นสิบสองจุไทย แลเมืองพวน จึง คล้าย ๆ กับแผ่นดินกลางมาช้านาน เมืองใดที่อยู่ใกล้ชิดข้างไหน ก็ขึ้นข้างนั้น ที่อยู่ห่าง ๆ ก็ขึ้นสองฝ่ายสามฝ่าย แล้วแต่อำนาจ ข้างไหนมาถึงตัวเมื่อใด ก็ยอมอ่อนน้อมต่ออำนาจนั้น พออย่า ให้เบียดเบียน

(๖) ส่วนผู้คนพลเมืองที่อยู่ในท้องที่ ๆ กล่าวมานี้ มีหลายชาติหลายภาษาไม่ใช่มีแต่ผู้ไทยชาติเดียว ข่าเปนพลเมืองเดิม อยู่ในท้องที่ แต่พวกไทยยังไม่เข้ามา ครั้นไทยลงมา ๆ ปราบปรามชนะพวกข่า ๆ จึงต้องยอมให้ไทยใช้สอยสืบมาจนเปนประเพณี คราวนี้ถึงสมัยเมื่อพวกเม่งจูมาได้เปนใหญ่ในเมืองจีน บังคับให้จีนไว้ผมเปียต่างมวย พวกจีนที่ไม่พอใจจะอยู่กับพวกเม่งจู ก็พากันอพยพหลบเข้ามาอยู่ในหัวเมืองเหล่านี้ มีจีนมาเปนพลเมืองอิกชาติ ๑ แต่จีนกับผู้ไทย ไม่ผิดกันนัก ไทยมากกว่า อยู่มาพวกจีนก็ปนไปกับไทย พูดภาษา แลแต่งตัวกลายเปนผู้ไทย คงแต่ถือขนบธรรมเนียมจีนอยู่บางอย่าง มีที่คงเปนจีนอยู่พวก ๑ ( จะมาแต่ครั้งใดไม่ทราบแน่ ) เรียกว่า พวกแม้ว, พวกเย้า, ซึ่งเที่ยวตั้งบ้านเรือนอยู่บนยอดเขา ไม่ลงมา อยู่ปะปนกับพวกอื่น มาในชั้นหลังเมืองญวนเกิดขบถเปนจลาจลขึ้นเมื่อในสมัยครั้งกรุงธนบุรีเปนราชธานีของประเทศสยาม มีพวกญวนอพยพหลบหนีไภยอันตราย เข้ามาอยู่ในแขวงนี้อิกพวก ๑ ผู้คน พลเมืองจึงปะปนกันหลายชาติหลายภาษา ว่าโดยเหตุการณ์ที่ปรากฎมาในพระราชพงษาวดาร ตั้งแต่ องเชียงสือกลับตั้งเมืองญวนเปนอิศระได้เมื่อรัชกาลที่ ๑ กรุง รัตนโกสินทร แต่นั้นญวนก็พยายามขยายอำนาจออกไปโดยลำดับ มาถึงในรัชกาลที่ ๒ ญวนขยายอำนาจปกคลุมเข้ามาถึงทางเมืองพวนแลแว่นแคว้นสิบสองจุไทย เอาไปอยู่ในบังคับบัญชาญวนได้เกือบหมด (๗) แล้วกำเริบเอิบเอื้อมต่อเข้ามาจนถึงเมืองเวียงจันท์ ญวนอุดหนุนให้ อนุเจ้านครเวียงจันท์เปนขบถเมื่อในรัชกาลที่ ๓ ไทยจึงเกิดรบขึ้น กับญวน ในการสงครามคราวนั้น กองทัพเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงห์เสนี) ขึ้นไปถึงเมืองพวน ขับไล่ญวนออกไปได้หมด เมื่อปราบปรามขบถเวียงจันท์ราบคาบแล้ว พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้า เจ้าอยู่หัวโปรดให้เลิกประเทศราชเวียงจันท์เสีย ให้เมืองหลวง พระบางว่ากล่าวทั้งสิบสองจุไทยแลเมืองพวน อำนาจการปกครอง หัวเมืองเหล่านั้น ก็ยิ่งอ่อนแอลง เมืองพวนอยู่ใกล้แดนญวน แลไป มาค้าขายถึงกันอยู่เสมอ ต่อมาเมื่อบ้านเมืองเปนปรกติ พวกท้าว พระยาเมืองพวนก็ไปสมัคสมานเข้ากับญวนอิก แต่ไม่ปรากฎมี เหตุการณ์สำคัญอันใดตลอดเวลาราว ๓๐ ปี จึงมาเกิดเหตุเรื่องฮ่อ แต่ก่อนมาเรามักเข้าใจกันว่า "ฮ่อ" เปนชนชาติหนึ่งต่าง หาก ข้าพเจ้ายังจำได้ เมื่อครั้งทัพฮ่อคราวแรกในรัชกาลที่ ๕ กอง ทัพพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) จับได้ฮ่อส่งลงมากรุง เทพ ฯ มีคนกระซิบกันว่า ไปจับเอาเจ๊กมาลวงว่าเปนฮ่อ ด้วยไม่รู้ว่า ที่จริงฮ่อมันก็เจ็กนั่นเอง พวกไทยทางข้างเหนือทั้งเชียงใหม่แลหลวงพระบางเขาเรียกบรรดาจีนที่มาฮุนหนำว่า "ฮ่อ" เราสำคัญเอา แต่คำที่เขาเรียก จึงเข้าใจไปว่าเปนชนชาติอื่นต่างหาก เรื่องประวัติของพวกฮ่อที่เข้ามาวุ่นวายในพระราชอาณาเขตร ข้าพเจ้าได้พบในหนังสือ ๒ ฉบับ คือ คำให้การของหลีมังคังทหารฮ่อ ซึ่งทัพพระยามหาอำมาตย์จับได้ส่งตัวลงมา สมเด็จเจ้าพระยา (๘) บรมมหาศรีสุริยวงษ์ถามคำให้การ พิมพ์อยู่ในหนังสือราชกิจจา นุเบกษา ปีชวด จุลศักราช ๑๒๓๘ (พ.ศ. ๒๔๑๙) เรื่อง ๑ คำให้การของกอยี่หัวน่าฮ่อ ซึ่งเข้ามาอ่อนน้อมต่อเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี (เจิม แสง-ชูโต) เมื่อปีจอ จุลศักราช ๑๒๔๘ (พ.ศ. ๒๔๒๙) ยังไม่ได้ ลงพิมพ์เรื่อง ๑ ความทั้ง ๒ ฉบับยุติต้องกันบ้าง ขาดเหลือผิดกัน บ้าง ข้าพเจ้าจะลองเก็บเนื้อความมาแสดงพอให้ทราบเค้าเงื่อนบ้าง เดิมเมื่อราวปีชวด พ.ศ. ๒๔๐๖ ในรัชกาลที่ ๔ กรุงรัตนโกสินทร มีจีนพวก ๑ เป็นขบถต่อพระเจ้ากรุงจีน หัวน่าเปนชาวมณฑลกังไส เรียกชื่อว่าง่ออาจง มีสมัคพรรคพวกประมาณหมื่นเศษ ใช้ ธงเหลืองเปนสำคัญ ให้ผิดกับพวกเมืองลาวกายซึ่งใช้ธงดำ เราเรียก กันว่าฮ่อธงเหลือง พวกฮ่อธงเหลืองยกกองทัพตีหัวเมืองชายแดนจีนมาจนในแดนญวน กองทัพจีนเมืองเสฉวน กับกองทัพญวนเมืองตังเกี๋ยจึงสมทบกันยกไปรบพวกฮ่อ ๆ แตก ง่ออาจงหัวน่าตายในที่รบ พวก ฮ่อธงเหลืองจึงหนีไปรวบรวมกันอยู่ที่เมืองชันเทียน อันเปนเมืองพวกแม้วอยู่บนเขาข้างชายแดน ยกน้องชายง่ออาจงขึ้นเปนหัวน่า เรียกว่า "ปวงนันซี" มีไพร่พลประมาณ ๕๐๐๐ คน ต่อมาปวงนันซีคุมสมัค พรรคพวกเที่ยวปล้นสดมบ้านเล็กเมืองน้อยทั้งในแดนจีนแลแดนญวน จีนกับญวนยกกองทัพสมทบกันมารบอิกครั้ง ๑ ปวงนันซีตีแตกไป แต่นั้นพวกฮ่อก็มีใจกำเริบ ยกเปนกองทัพเที่ยวตีบ้านเมืองหาผลประ โยชน์ แห่งใดต่อสู้ ถ้าแพ้ฮ่อ ๆ ก็เก็บริบทรัพย์สมบัติ จับผู้คนที่เปน หัวน่าฆ่าเสีย เอาลูกหลานบ่าวไพร่ไปใช้สอยเปนพรรคพวก ผู้ที่มี (๙) ทรัพย์ก็ยอมให้ไถ่ตัวไปบ้าง ถ้าแห่งใดกลัวเกรงอ่อนน้อมยอม "ทู้" ต่อฮ่อ ๆ ก็ไม่ทำอันตราย เปนแต่กะเกณฑ์เอาผู้คนแลทรัพย์สิ่งของ มาใช้สอยเปนกำลังพาหนะ ฮ่อตีบ้านเมืองเข้ามาในแดนญวน ได้ เมืองหอเยียงจิ๋วเปนที่มั่น เมื่อปีเถาะพ.ศ. ๒๔๑๐ ตั้งซ่องสุมได้ กำลังมากแล้ว แต่แรกคิดจะไปตีเมืองตังเกี๋ย แต่พวกหัวเมือง ญวนมาเกลี้ยกล่อมยอมเปนไมตรีกับฮ่อ ๆ จึงขยายอำนาจเข้ามาทางหัวเมืองสิบสองจุไทยเมื่อในรัชกาลที่ ๕ ถึงปีรกา พ.ศ. ๒๔๑๖ ฮ่อคิดจะลงมาตีเมืองลาวในพระราชอาณาเขตร จึงแต่งกองทัพให้ยกมาตีเมืองเชียงขวางในเขตรเมือง พวนก่อน เจ้าเมืองเชียงขวางไปขอกองทัพญวนมาช่วย ฮ่อตีกอง ทัพญวนแตก ได้เมืองเชียงขวางแล้ว จึงมาตั้งค่ายมั่นอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ เมื่อปีจอ พ.ศ. ๒๔๑๗ ถึงปีกุญ พ.ศ. ๒๔๑๘ ฮ่อยกลงมาจากทุ่งเชียงคำ ๒ กอง ๆ ๑ ยกลงมาทางเมืองเวียงจันท์ จะมาตีเมืองหนองคาย อิกกอง ๑ ยกไปทางเมืองหัวพัน จะไปตีเมืองหลวงพระบาง ข่าวที่ฮ่อยกกองทัพเข้ามา นี้ กรมการเมืองหนองคายได้ทราบความจากพวกท้าวพระยาเมืองพวนที่แตกหนีเข้ามา จึงบอกเข้ามายังกรุงเทพ ฯ ถึงพร้อมกับใบบอกเจ้านครหลวงพระบาง เวลานั้นพระยามหาอำมาตย์ (ชื่น กัลยาณมิตร) เปนข้าหลวงขึ้นไปสักเลขอยู่ในมณฑลอุบล จึงโปรดให้พระยามหาอำมาตย์ ฯ เกณฑ์คนมณฑลนครราชสิมา มณฑลอุดร มณฑล (๑๐) ร้อยเอ็ด แลมณฑลอุบล รวมเปนกองทัพยกขึ้นไปป้องกันเมืองหนองคายก่อน ทางกรุงเทพ ฯ โปรดให้เจ้าพระยาภูธราภัย เปนแม่ทัพยกไปทางเมืองหลวงพระบางทัพ ๑ ให้เจ้าพระยามหินทรศักดิธำรง เปนแม่ทัพยกไปทางเมืองหนองคายทัพ ๑ เมื่อกองทัพพระยามหาอำมาตย์ยกขึ้นไปถึงเมืองหนองคาย ฮ่อก็ลงมาถึงฝั่งน้ำโขงฟากโน้น ตั้งค่ายอยู่ที่วัดจันทน์ในเมือง เวียงจันท์แห่ง ๑ ที่บ้านสีถานแห่ง ๑ ที่บ้านโพนทานาเลาแห่ง ๑ ฮ่อข้ามฟากมาตีเมืองปากเหืองแตกเมือง ๑ พระยามหาอำมาตย์ กับพระยานครราชสิมา (เมฆ) พระยานครราชเสนี (กาจ สิงห์เสนี) แต่ยังเปนพระพรหมภักดี ยกรบัตรเมืองนครราชสิมา ยกขึ้นไป ได้รบพุ่งกับพวกฮ่อ ๆ ล้มตายแตกหนีไป ที่จับเปนได้ก็มาก กองทัพเจ้าพระยามหินทร ฯ จึงไม่ต้องยกขึ้นไปเมืองหนองคาย ส่วนทางเมืองหลวงพระบาง พระยาพิไชย (ดิศ) คุมกองทัพหัวเมืองเหนือยก ขึ้นไปก่อน ยกจากเมืองหลวงพระบางขึ้นไปพบกองทัพฮ่อตั้งอยู่ที่เมืองเวียงกัดในแขวงหัวพัน ได้รบกันเมื่อเดือน ๑๒ ปีกุญ แต่กำลังไม่พอ จะตีฮ่อให้แตกไป จึงตั้งมั่นรักษาด่านอยู่ ครั้นเจ้าพระยาภูธราภัย ยกขึ้นไปถึงเมืองพิไชย จึงให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (เวก บุณยรัตพันธุ์) แต่ยังเปนพระสุริยภักดีเจ้ากรมพระตำรวจ รีบยกขึ้นไปเมืองหลวงพระบาง ตามไปช่วยพระยาพิไชยรบพุ่งตีพวกฮ่อแตกพ่าย ยับเยินไป กองทัพไทยทั้งกองพระยามหาอำมาตย์ แลกองเจ้าพระยา ศรีธรรมาธิราชติดตามฮ่อไปจนทุ่งเชียงคำ ฮ่อก็พากันอพยพหลบ หนีไปจากเมืองพวน จึงเสร็จสิ้นการทัพฮ่อในคราวนั้น (๑๑) ในระยะเวลาต่อมา ๘ ปี ระหว่างนี้ทั้งจีนแลญวนยกกองทัพ สมทบกันไปรบฮ่อที่เมืองชันเทียน คราวนี้ตีเมืองได้แลฆ่าปวงนันซี ผู้เปนหัวน่าตาย พวกฮ่อที่เปนสมัคพรรคพวกไม่มีนายใหญ่ควบคุม ดังแต่ก่อน ก็แยกกันออกเปนหลายพวกหลายเหล่า บางพวกไปตั้ง ทำมาหากินแลยอมเสียส่วยให้เจ้าบ้านผ่านเมืองอย่างราษฎร บางพวกประพฤติเปนโจรผู้ร้ายเที่ยวปล้นสดมหาเลี้ยงชีพ บางพวกที่มี กำลังมาก ก็ใช้กำลังเที่ยวขู่กรรโชกฤๅรบพุ่งตามหัวเมืองที่มี กำลังน้อย แล้วแต่จะมีโอกาศหาผลประโยชน์เลี้ยงชีพได้ด้วยประการอย่างใด จึงมีฮ่อเที่ยวกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในแว่นแคว้นสิบสอง จุไทย พวกเจ้าเมืองเหล่านั้นกำลังน้อยก็เข้าเปนสมัคพรรคพวกกับฮ่อโดยมาก บางทีถึงอาไศรยจ้างวานฮ่อเปนกำลังรบพุ่งกันเองบ้างก็มี ถึงปีมแม พ.ศ. ๒๔๒๖ ฮ่อพวก ๑ ยกกองทัพกลับลงมาตั้ง ค่ายมั่นที่ทุ่งเชียงคำในแขวงเมืองพวน แล้วเที่ยวตีหัวเมืองขึ้นเมือง หลวงพระบางเข้ามาทางเขตรหัวพันทั้งหกอิก จึงโปรดให้พระยาพิไชย (มิ่ง) กับพระยารณไชยชาญยุทธ (ครุธ) แต่ยังเปนพระยาศุโขไทย คุมกองทัพหัวเมืองเหนือขึ้นไปก่อน แลให้เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช (เวก บุณยรัตพันธุ์) เวลานั้นได้เลื่อนที่เป็นพระยาราชวรานุกุล เปนแม่ทัพยกตามขึ้นไปทางเมืองหลวงพระบางทาง ๑ แลเตรียม กองทัพใหญ่ไว้ ถ้าราชการหนักแน่นประการใด จะโปรดให้สมเด็จ เจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ ซึ่งทรงสำเร็จราชการกระทรวง (๑๒) มหาดไทยเสด็จเปนแม่ทัพใหญ่ ตัวข้าพเจ้าผู้เรียบเรียงหนังสือนี้ก็จะได้โดยเสด็จด้วยในกองทัพนั้น แต่เมื่อได้ความว่าฮ่อที่ยกลงมาคราวนี้ ไม่มากมายแขงแรงเหมือนคราวก่อน ทัพหลวงจึงมิได้ยกไป กองทัพเจ้าพระยาศรีธรรมาธิราชสมทบกับกองทัพหัวเมืองยกขึ้นไป ฮ่อ ถอยหนีไปตั้งมั่นอยู่ที่ค่ายทุ่งเชียงคำ เจ้าพระยาศรีธรรมาธิราช ยกตามไปล้อมค่ายไว้ รบพุ่งกันอยู่กว่าเดือน เจ้าพระยาศรีธรรมา ธิราชถูกปืนข้าศึกเจ็บป่วย ตีเอาค่ายทุ่งเชียงคำไม่ได้ ขัดสนเสบียงอาหาร จึงต้องถอยทัพกลับมาเมืองหนองคาย ถึงปีรกา พ.ศ. ๒๔๒๘ ทรงพระราชดำริห์ว่า กองทัพที่ยกไป รบฮ่อตั้งแต่คราวแรกมาจนคราวแล้ว เกณฑ์พลเรือนไปรบตามอย่างโบราณทุกคราว ในเวลานั้นทหารอย่างใหม่ก็ได้จัดตั้งขึ้นหลายกรม แล้ว ควรจะใช้กำลังทหารปราบปรามฮ่อเสียให้ราบคาบ จึงโปรด ให้ จัดทหารบกในกรุงเทพ ฯ เข้าเปนกองทัพ ๒ กอง กอง ๑ ให้ นายพันเอก กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม แต่ยังดำรงพระยศเปน กรมหมื่น แลเปนผู้บังคับกรมทหารรักษาพระราชวัง เปนแม่ทัพ ยกไปทางเมืองหนองคาย อีกกอง ๑ ให้เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี (เจิม แสง - ชูโต) แต่ยังเปนนายพันเอก เจ้าหมื่นไวยวรนารถ แลเปนผู้บังคับกรมทหารน่า ยกขึ้นไปทางเมืองหลวงพระบาง ยก ออกจากกรุงเทพ ฯ ในเดือน ๑๑ ปีรกานั้นด้วยกันทั้ง ๒ กอง กองทัพกรมหลวงประจักษ์ฯ ขึ้นไปถึงเมืองหนองคาย ทรง แต่งให้เจ้าพระยาสุรวงษ์วัฒนศักดิ ( โต บุนนาค ) แต่ยังเปน (๑๓) นายพันตรี พระอมรวิไสยสรเดช ผู้บังคับการกองปืนใหญ่ เปน นายทัพน่า กับเจ้าพระยาบดินทรเดชานุชิต (ม.ร.ว. อรุณ ฉัตรกุล ณกรุงเทพ) แต่ยังเปนนายร้อยเอก หลวงสรวิเศษเดชาวุธ เปนปลัด คุมพลทหารกอง ๑ เป็นทัพน่า ให้พระยานครราชเสนี (กาจ สิงห์เสนี) แต่ยังเปนพระยาปลัดเมืองนครราชสิมา เปนกองลำเลียงทัพน่า ให้ พระยาอภัยรณฤทธิ (บุศย์ บุณยรัตพันธุ์) แต่ยังเปนพระราชวรินทร์ เจ้ากรมพระตำรวจเปนนายทัพ คุมทหารกอง ๑ เปนทัพหนุน ให้ พระยาอนุชิตชาญไชย (สาย สิงห์เสนี) แต่ยังเปนจมื่นไชยาภรณ์ ปลัดกรมพระตำรวจ เปนกองลำเลียงทัพหนุน ยกขึ้นไปตีค่ายฮ่อทุ่งเชียงคำ ครั้นกองทัพขึ้นไปถึงพวกฮ่อพากันอพยพหลบหนีไม่ต่อสู้ กองทัพรื้อทำลายค่ายทุ่งเชียงคำ แลยกไปจัดการเมืองเชียงขวาง เรียบร้อยแล้ว จึงกลับลงมาเมืองหนองคาย ส่วนกองทัพเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรี ไปถึงเมืองหลวงพระบางแล้ว ยกขึ้นไปตั้งทัพหลวงอยู่ที่เมืองซ่อนในเขตรหัวพันทั้งหก แต่ง กองทหารแยกย้ายออกเที่ยวปราบปรามพวกฮ่อ กองทหารที่พระยา ดัษกรประลาศ (อยู่) แต่ยังเปนนายร้อยเอก หลวงดัษกรประลาศ คุมไป แลกองทหารที่พระยาเทพาธิบดี (อิ่ม) สมุหเทศาภิบาล แต่ยังเปนนายร้อยเอก หลวงจำนงยุทธกิจ คุมไป ๒ กองนี้ได้รบพุ่ง มีไชยชนะพวกฮ่อหลายครั้ง พวกฮ่อที่เข้ามาตั้งอยู่ตามหัวเมืองขึ้น เมืองหลวงพระบางแตกหนีไปบ้าง ที่เข้ามาอ่อนน้อมต่อเจ้าพระยา สุรศักดิมนตรีก็หลายแห่ง เจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีตั้งอยู่ที่เมืองซ่อน (๑๔) พอสิ้นฤดูฝนแล้ว จึงยกขึ้นไปตั้งอยู่ณเมืองแถง จัดการหัวเมือง สิบสองจุไทย ในเวลาเจ้าพระยาสุรศักดิมนตรีขึ้นไปจัดการคราวนั้น เรียกพวกท้าวพระยากรมการตามหัวเมืองมาประชุมกัน พระยา ฤทธิรงค์รณเฉท จึงได้มีโอกาศถามคำให้การจดเรียบเรียงพงษาวดารเมืองไลแลเมืองแถง ที่พิมพ์ไว้ในสมุดเล่มนี้ พงษาวดารเมืองเชียงแขงนั้น โปรดให้พระยาราชวรานุกูล (อ่วม) แต่ยังเปนพระยาศรีสิงหเทพ ถามท้าวพระยาเมืองเชียงแขง ที่คุมต้นไม้ทองเงินเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย เมื่อปีขาล รัตนโกสินทร ศก ๑๐๙ (พ.ศ. ๒๔๓๓) เมืองเชียงแขงอยู่ในแว่นแคว้นไทยจำพวก ๑ ซึ่งเรียกว่าพวก "เขิน" คือพวกเดียวกับชาวเชียงตุง อยู่ข้างเหนือมณฑลภาคพายัพ เดิมขึ้นพม่า เจ้าเมืองเชียงแขงมีก็อยู่ในสกุลวงษ์อันเดียวกันกับ เจ้าเมืองเชียงตุง เจ้าเมืองเชียงแขงมีนามตามเกียรติยศที่พม่าตั้งว่า "เจ้าหม่อมมหาศรีสัพเพชังกูร พุทธพรหมวงษา "พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสันนิฐานว่า คือ "สรรเพชญ์ พุทธางกูร" เหตุที่จะมาถวายต้นไม้ทองเงินสวามิภักดินั้น ด้วยเดิม เมืองเชียงแขงตั้งอยู่ข้างฝั่งตวันตกลำน้ำโขง ทำเลทำไร่นาอัตคัต เจ้าเมืองเชียงแขง จึงอพยพครอบครัวข้ามฟากมาตั้งอยู่ที่เมืองสิงห์ เวลานั้นเปนอาณาเขตรขึ้นในเมืองน่าน ด้วยเจ้าเมืองเชียงแขงเกี่ยวพันในเครือญาติวงษ์กับเจ้านายเมืองน่าน แล้วจึงสวามิภักดิขอเปนข้า ขอบขัณฑสิมา (๑๕) เรื่องพงศาวดารเกร็ดต่าง ๆ ซึ่งกรรมการหอพระสมุด ฯ ได้รวมพิมพ์เปนหนังสือประชุมพงษาวดาร ได้พิมพ์มาแต่ก่อนแล้ว ๘ ภาค คือ ภาคที่ ๑ สมเด็จพระมาตุจฉา โปรดให้พิมพ์ประทานใน งานศพหม่อมเจ้าดไนยวรนุช เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ มี ๖ เรื่อง คือ (๑) พงษาวดารเหนือ (๒) พระราชพงษาวดารฉบับหลวงประเสริฐ (๓) จาฤกครั้งกรุงศุโขไทย (๔) พงษาวดารเขมร (๕) พงษาวดารพม่ารามัญ (๖) พงษาวดารล้านช้าง ภาคที่ ๒ สมเด็จพระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง มีพระราชเสาวนีดำรัสสั่งให้พิมพ์พระราชทานในงานศพ คุณหญิงฟักทอง จ่าแสนย์บดี ราชินิกูลในรัชกาลที่ ๕ เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๗ มี ๘ เรื่อง คือ (๑) เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชครั้งกรุงเก่า (๒) เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราชครั้งกรุงธนบุรี (๓) เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช (พัฒน์) (๔) เรื่องตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์ ( คือเจ้าพระยานครน้อย ) เปนพระยานครศรีธรรมราช (๕) พงษาวดารเมืองถลาง (๖) พงษาวดารเมืองไทรบุรี (๑๖) (๗) พงษาวดารเมืองตรังกานู (๘) พงษาวดารเมืองกลันตัน ภาคที่ ๓ เจ้าพระอภัยราชามหายุติธรรมธร พิมพ์แจก ในงานศพหม่อมเจ้าหญิงอรชร ในพระเจ้าบรมวงษ์เธอชั้น ๑ กรม หมื่นไกรสรวิชิต เมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๔๕๘ มี ๓ เรื่อง คือ (๑) พงษาวดารเมืองปัตตานี (๒) พงษาวดารเมืองสงขลา (๓) พงษาวดารเมืองนครเชียงใหม่ ภาคที่ ๔ พระยาศรีสำรวจ (ชื่น ภัทรนาวิก) พิมพ์แจก ในงานศพมารดา เมื่อปีเถาะ พ.ศ. ๒๔๕๘ มี ๓ เรื่อง คือ (๑) พระราชพงษาวดารความเก่า (๒) พงษาวดารเมืองลแวก (๓) พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ภาคที่ ๕ คุณหญิงหุ่น รณไชยชาญยุทธ พิมพ์แจกในงาน ศพพระยารณไชยชาญยุทธ สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครสวรรค์ เมื่อปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) จดหมายเหตุจีน ว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ (๒) ศักราชรัชกาลครั้งกรุงศรีอยุทธยา ตามที่สอบใหม่ (๓) พงษาวดารลาวเฉียง (๔) พงษาวดารเมืองหลวงพระบาง

(๑๗) ภาคที่ ๖ พระยาสีหราชฤทธิไกร พิมพ์แจกในงานปลงศพมารดา เมื่อปีมเส็ง พ.ศ. ๒๔๖๐ มีเรื่องสงครามไทยรบกับพม่า ครั้งกรุงเก่า ๒๔ ครั้ง ภาคที่ ๗ เจ้าภาพพิมพ์แจกในงานศพนายอี่ เมื่อปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐ มี ๔ เรื่อง คือ (๑) คำให้การจีนกัก เรื่องเมืองบาหลี (๒) คำให้การเถ้าสา เรื่องหนังราชสีห์ (๓) คำให้การขุนโขลน เรื่องพระพุทธบาท (๔) คำให้การนายจาด เรื่องเหตุการณ์ในเมืองพม่า เมื่อพระเจ้ามินดงทิวงคต ภาคที่ ๘ พระยาศรีภูริปรีชา พิมพ์แจกในงานศพคุณหญิง พึ่ง ศรีภูริปรีชา เมื่อปีมเสง พ.ศ. ๒๔๖๐ มี ๕ เรื่อง คือ (๑) จดหมายเหตุปูมโหร (๒) จดหมายเหตุปูมจมื่นก่งศิลป์ (๓) พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) (๔) พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ เรื่อง ปฐมวงษ์ (๕) เรื่องตำนานพระโกษฐ ประชุมพงษาวดารภาคที่ ๘ นี้ เมื่อพิมพ์แล้วมามีเหตุเปนที่ เสียใจของกรรมการปรากฎขึ้นอย่าง ๑ ด้วยในจดหมายเหตุปูมจมื่น ก่งศิลป์ ๆ จดไว้ว่า คราวชำระนายทหารเมื่อเกิดเหตุยิงคนที่พระ (๑๘) พุทธบาท กัปตันน่วมต้องถูกชำระ แล้วถูกจำคุก มาได้ความปรากฎว่า กัปตันน่วมคนนั้นคือพระยาผดุงพิพิธภัณฑ์ (น่วม ชูโต) ที่ ยังรับราชการอยู่ทุกวันนี้นั้นเอง ในคราวนั้นถูกไต่สวนจริง แต่ไม่มี ความผิด หาได้รับพระราชอาญาอย่างใดไม่ จมื่นก่งศิลป์จดลง ด้วยเข้าใจผิด เมื่อปรากฎความจริงเปนดังกล่าวมานี้ ข้าพเจ้า รู้สึกเสียใจมาก ได้พยายามแก้ไขทุกฉบับพิมพ์ที่จะพึงแก้ไขได้ แต่ ถ้าฉบับที่ยังไม่ได้แก้จะเล็ดลอดเหลืออยู่บ้างณที่แห่งใด ขอท่านทั้งหลายจงเข้าใจว่า ข้าพเจ้าขอแก้ไขด้วยความที่กล่าวตรงนี้ แลขอ อภัยแก่พระยาผดุงพิพิธภัณฑ์ด้วย ข้าพเจ้าขออนุโมทนากุศลบุญราษีทักษิณานุปทาน ซึ่งเจ้า ภาพงานศพพระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากร (เอม ณมหาไชย) ได้บำเพ็ญในการปลงศพพระยานรนารถภักดีศรีรัษฎากร แลได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้ให้แพร่หลายเปนครั้งแรก แลเชื่อว่าท่านทั้งหลายผู้ที่ ได้อ่านสมุดเล่มนี้จะพอใจแลอนุโมทนาด้วยทั่วกัน

สภานายก หอพระสมุดวชิรญาณ วันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๑ สารบาน พงษาวดารเมืองเชียงรุ้ง น่า ๑ บานแพนก " ๒๕ พงษาวดารเมืองไล " ๒๙ บานแพนก " ๗๖ พงษาวดารเมืองแถง " ๗๘ พงษาวดารเมืองเชียงแขง " ๑๑๒


พงษาวดารเมืองเชียงรุ้ง

ณปีชวดจัตวาศก (จุลศักราช ๑๒๑๔ พ.ศ. ๒๓๙๕) ได้ถามมหาไชยเมืองพง ให้การว่าเมืองพงเดิมเจ้าฟ้าน้อยปู่มหาไชยเปน เจ้าเมือง มีภรรยาคนหนึ่ง มีบุตรชายที่ ๑ ชื่อเจ้าฟ้ามอกคำ ที่ ๒ ชื่อเจ้าฟ้ากลาง ที่ ๓ ชื่อเจ้าฟ้าเหา ครั้นเจ้าฟ้าน้อยถึงแก่กรรม เจ้าฟ้ามอกคำบิดามหาไชยได้เปนเจ้าเมือง มีภรรยา ๒ คน คนหนึ่ง เปนบุตรขุนนางเมืองพง มีบุตรหญิง ๕ คน ชื่อนางอุ่น นางเทพ นางแก้ว นางยอด นางศิริพรหมา แต่นางอุ่นตาย นางเทพเปน ภรรยานายพรหมวงษ์บุตรพระยาหลวงเขื่อนเก่า นางเทพไม่มีบุตร นางแก้วเปนภรรยาเจ้าเมืองนูน มีบุตรชายคนหนึ่ง ชื่อนายไหม มหาวังตั้งเปนที่เจ้าเมืองนูน ๆ ถึงแก่กรรมปีมเมียอัฐศก ( จุลศัก ราช ๑๒๐๘ พ.ศ. ๒๓๘๙ ) นางยอดเปนภรรยาเจ้าเมืองลา มีบุตรชื่อนายมหาวงษ์ ครั้นเจ้าเมืองลาถึงแก่กรรม นายมหาวงษ์ได้เปนเจ้าเมือง นางศิริพรหมา เปนภรรยามหาวังเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ไม่มีบุตร ภรรยาคนหนึ่งชื่อนางกวยฟอง บุตรหม่อมสุวรรณเจ้าเมืองเชียงรุ้ง มีบุตรชายคือ มหาไชยอายุ ๔๕ ปี ๑ ชื่อหม่อมขัติยพรหมาอายุ ๓๐ ปี ๑ ปีขาล ๒ คน ๑


๒ เจ้าฟ้ามอกคำเปนเจ้าเมืองอายุได้ ๘๓ ปี ณเดือน ๓ ปีมแมสัปตศก (จุลศักราช ๑๑๙๗ พ.ศ. ๒๓๗๘) ถึงแก่กรรม ฮ่อ พม่า แลมหาวัง ตั้งมหาไชยเปนเจ้าเมือง มหาไชยมีภรรยา ๑๘ คน ชื่อนางกันไกร บุตรเจ้าเมืองลา มีบุตรชื่อหม่อมยวง อายุ ๑๓ ปี นางกันไกรตาย ๑ ชื่อนางอุกกา บุตรหม่อมพรหม เชื้อวงษ์หม่อมสุวรรณ เมืองเชียงรุ้ง ไม่มีบุตร ๑ ชื่อนางอุด เปนบุตรแสนมงคล มีบุตรหญิงชื่อนางเกากำ ๆ ตาย ๑ ชื่อนางแปง เปนบุตรพระยาหลวงชาย มีบุตรชื่อนางยอด กันทา อายุ ๑๐ ปี ๑ ชื่อนางปุกกำ เปนบุตรพระยาอริยะเมืองเชียงรุ้ง ไม่มีบุตร ๑ ชื่อนางคำเอ้ย เปนบุตรพระยาหลวงจันเมืองเชียงรุ้ง มีบุตร ชายตาย ๑ หญิงชื่อมลิกา อายุ ๒ ปี ๑ ชื่อนางแว่นแก้ว เปนบุตรจักกายมองอิตพม่าเมืองอังวะ มารดาเปนลื้อเมืองเชียงรุ้ง มีบุตรชาย ๑ หญิง ๑ รวม ๒ คน ตาย ชื่อนางหงษ์คำ เปนบุตรพระยาหลวงจันเมืองอูใต้ มีบุตรหญิงชื่อนางบัวทองอายุ ๑๐ ปี ๑ ชื่อนางเกงกำ เปนบุตรพระยาหลวงขัน ๑ ชาวเมืองรำ ชื่อนางคำ เปนบุตรพระยาหลวงธนัญไชย ๑ ชาวเมืองรำ ๓ ชื่อนางปิ่นแก้ว เปนบุตรมองอูพม่าเมืองอังวะ ๑ ชื่อนางอุษา เปนหลานเจ้าเมืองลา ๑ ชื่อนางบุญ ชาวเมืองรำ ชื่อนางคำ ชาวเมืองรำ ไม่มีบุตร ชื่อนางเอื่อย ชาวเมืองรำ ชื่อนางเกงคำ บุตรพระยาสมบัติเมืองหุน ๑ ชื่อนางคำโนน ชื่อนางอินแก้ว เจ้าฟ้ากลางบุตรเจ้าฟ้าน้อย ได้บุตรขุนนางเมืองพงเปนภรรยา มีบุตรชายชื่อ เจ้าไข่คำ ๑ เจ้าขนาน ๑ เจ้าไข่คำได้หญิงเงี้ยว เมืองหน่ายเปนภรรยาชื่อนางอินคำ มีบุตรชายชื่อเจ้าขนานอายุ ๒๔ ปี ๑ เจ้าไหมอายุ ๑๘ ปี ๑ ครั้นเจ้าไข่คำถึงแก่กรรมยังแต่ภรรยา เจ้าขนานบุตรเจ้าฟ้ากลางได้ภรรยาเมืองหิง จะชื่อไรมีบุตรเท่าใดไม่ทราบ เจ้าฟ้าเหาบุตรเจ้าฟ้าน้อยที่ ๓ ได้บุตรขุนนางเมืองพงเปนภรรยา มีบุตรชายชื่อนายมหาพรหมอายุ ๖๗ ปี เจ้าฟ้าเหาภรรยาตาย นายมหาพรหมได้หญิงชาวเมืองลองเปนภรรยา มีบุตรชายชื่อ นายเทพวงษ์อายุ ๔๕ ปี ๑ นายไชยวงษ์อายุ ๓๙ ปี ๑ รวม ๒ คน หม่อมขัติยพรหมาน้องมหาไชย มหาวังตั้งเปนที่เจ้าเมืองหิง ขึ้นกับเมืองเชียงรุ้ง หม่อมขัติยพรหมาได้นางเกงคำน้องสาวนาย หน่อคำเปนภรรยา มีบุตรชายชื่อนายแสนเมืองอายุ ๑๓ ปี แต่

๔ หม่อมขัติยพรหมาตกน้ำตายเมื่อปีมะเสงสัปตศก (จุลศักราช ๑๒๐๗ พ.ศ. ๒๓๘๘) เมืองเชียงรุ้งเดิมหม่อมสุวรรณเปนเจ้าเมือง หม่อมสุวรรณ มีภรรยา ๒ คน ที่ ๑ เปนบุตรเจ้าเมืองลา จะชื่อไรไม่ทราบ มีบุตรชาย หม่อมกุมาร ๑ หม่อมมหาวงษ์๑ หม่อมมหาวัง ๑ รวม ๓ ที่ ๒ ชื่อหม่อมแจเปนบุตรเจ้าเมืองหิง มีบุตรหญิงชื่อ นางกวยฟอง ไปเปนภรรยาเจ้าฟ้ามอกคำเมืองพง ๑ รวม ๔ คน ครั้นหม่อมสุวรรณถึงแก่กรรม หม่อมกุมารอายุ ๑๖ ปี ยังไม่มีภรรยา ได้เปนเจ้าเมืองไม่ถึงปี หม่อมกุมารถึงแก่กรรม แล้วหม่อมมหาวงษ์ได้เปนเจ้าเมือง ได้บุตรหม่อมลาเปนภรรยา มีบุตรชายคนหนึ่งชื่อหม่อมน้อย ๆ คลอดได้ ๓ เดือน หม่อมมหาวงษ์ ถึงแก่กรรม แล้วหม่อมมหาวังได้เปนเจ้าเมือง หม่อมมหาวังมี ภรรยา ๓ คน ที่ ๑ ชื่อนางสุริยพรหมา บุตรเจ้าฟ้ามอกคำเมืองพง พี่สาวมหาไชยต่างมารดาไม่มีบุตร ๑ ที่ ๒ ชื่อนางปิ่นแก้ว บุตร พระยาหลวงสิงเมืองเชียงรุ้ง มีบุตรชายเจ้าสุจะวรรณคือราชบุตร อายุ ๒๘ ปี ๑ เจ้าอรำมาวุทะ คืออุปราชาอายุ ๒๔ ปี ๑ รวม ๒ มีบุตรหญิง ชื่อนางพรหมจาริยอายุ ๒๖ ปี ไปเปนภรรยาเจ้าเมืองลา ไม่มีบุตร ๑ ชื่อนางแว่นแก้ว เมื่อแตกทัพตกไปอยู่กับอุปราชา ๑ รวม ๔ คน ที่ ๓ ชื่อนางแก้วจอย เปนบุตรนายพิศวงเมืองเชียงรุ้ง ไม่มีบุตร ๑

๕ แล้วมหาวังไปรับหม่อมน้อยบุตรหม่อมมหาวงษ์มาเลี้ยงไว้จนอายุหม่อมน้อยได้ ๑๘ ปี หม่อมมหาวังยกนางจามคำบุตรมหาขนานเมืองเชียงรุ้งพี่สาวนายหน่อคำเปนภรรยา มีบุตรชายชื่อนายลิ้นด่างอายุ ๒๖ ปี ๑ ชื่อมหาไชยงาดำอายุ ๒๓ ปี ๑ รวม ๒ คน หม่อมน้อยตกไปอยู่เมืองฮ่อแล้วคิดขบถต่อฮ่อ ๆ จับหนีไป ฮ่อให้มาเอาบุตร ภรรยาไปจำไว้เมืองปักกิ่ง แต่นายลิ้นด่างไปอยู่เมืองฮ่อ หม่อม มหาวังป่วยเปนไข้ถึงแก่กรรม วัน ๑๒ ค่ำ ปีชวดอัฐศก (จุล ศักราช ๑๑๗๘ พ.ศ. ๒๓๕๙) เจ้าอังวะ เจ้าปักกิ่ง ตั้งเจ้าสุจะวรรณคือราชบุตรเปนเจ้าเมืองเชียงรุ้ง มหาไชยกับท้าวพระยาลื้อไปพร้อมกัน เผาศพมหาวังแต่ ณวัน ๒ ค่ำ ปีวอกอัฐศก (จุลศักราช ๑๑๙๘ พ.ศ. ๒๓๗๙) เสร็จแล้ว อยู่มาพระยาหลวงช้าง พระยาหลวงชาญ ฦๅไชย พระยาจุมคำ ไปเข้ากับนายหน่อคำจะยกเอานายหน่อคำเปนเจ้าเมืองเชียงรุ้ง แล้วเกณฑ์กองทัพได้ ๕๐๐ จะฆ่าเจ้าเมืองเชียงรุ้งเสีย มหาไชยตกใจกลัว พาเจ้าเมืองเชียงรุ้ง เจ้าอรำมาวุทะข้าม ของไปซ่อนไว้ที่กลางป่าไกลเมืองเชียงรุ้งครึ่งวัน แล้วมหาไชยกลับ มาพร้อมกับท้าวพระยาไปรับนายหน่อคำมาเปนเจ้าเมืองได้ ๖ วัน มหาไชย พระยาแสนเชียงหา จึงคิดอุบายไปบอกนายหน่อคำว่า เจ้าเมืองเชียงรุ้ง เจ้าอรำมาวุทะหนีไป เห็นจะไปชักชวนหัวเมืองมารบเอา เมืองคืน มหาไชย พระยาแสนเชียงหาจะขอเกณฑ์กองทัพมารักษา

๖ เมืองไว้ นายหน่อคำยอมให้เกณฑ์ ๆ คนได้ ๓๐๐๐ เศษ แล้วมหาไชยพระยาแสนเชียงหา จับพระยาจุมคำ พระยาชาญฦๅไชย พระยา หลวงช้าง ฆ่าเสีย ไพร่บ้านพลเมืองตื่นตกใจ นายหน่อคำหนีไป เมืองรำ มหาไชยให้ท้าวพระยาไปรับเจ้าเมืองเชียงรุ้ง เจ้าอรำมาวุทะมาครอบครองบ้านครองเมืองตามเดิม แล้วมหาไชยกลับมาเมืองพง อยู่มาณเดือน ๘ ปีจอสัมฤทธิศก (จุลศักราช ๑๒๐๐ พ.ศ. ๒๓๘๑) พระยาแสนเชียงหามีหนังสือมาว่า นายหน่อคำไปเกลี้ยกล่อมข่าขัด ได้คน ๒๐๐๐ ว่าจะยกมาตีเมืองวัง ให้มหาไชยคุมกองทัพยกขึ้นไป มหาไชยจัดให้นายพรหมวงษ์พี่เขยคุมไพร่เมืองพง ๑๐๐ คน ยกขึ้น ไปพร้อมกับเมืองสิบสองปันนา เจ้าเมืองเชียงรุ้งให้พระยาแสนเชียงหาเปนแม่ทัพคุมทัพ ๖๐๐๐ ยกไปรบนายหน่อคำ ๆ สู้ไม่ได้แตกหนีไปเมืองเชียงตุง แล้วนายหน่อคำคุมทัพพม่าเมืองเชียงตุงมาตีเมืองเชียงลอ พระยาแสนเชียงหาได้ยกไปสู้รบอิก กองทัพนายหน่อคำแตกหนีไป พระยาแสนเชียงหาถอยทัพกลับมาเมืองเชียงรุ้ง อยู่มาขุนนาง เมืองเชียงตุงมาบอกว่า นายหน่อคำลงไปกล่าวโทษเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ต่อเจ้าอังวะสาวถีว่านายหน่อคำไม่มีความผิด เจ้าเมืองเชียงรุ้งให้ กองทัพมาจับนายหน่อคำจะฆ่าเสีย เจ้าอังวะโกรธ ให้เยนานโป พม่าขึ้นไปเอาตัวเจ้าเมืองเชียงรุ้งหาได้ไม่ อยู่มาณปีฉลูตรีศก (จุลศักราช ๑๒๐๓ พ.ศ. ๒๓๘๔) เจ้าอังวะให้ณทมเนมโยขึ้นไปเอาตัวเจ้าอรำมาวทะลงไปเมืองหน่าย พบจักกายหลวงมองชิณ ณทมมองโซ ๗ ณทมจันทบุรี มองตาลี พม่าคุมทัพเมืองอังวะ เมืองเชียงตุง เมืองหน่าย เมืองลายัท เมืองแสนหวี เมืองหมอกใหม่ นายไพร่ ๑๐๐๐๐ เศษ พานายหน่อคำขึ้นมา โปพม่าเมืองหน่ายส่งตัวเจ้าอรำมาวุทะกับมารดาน้องสาว นายไพร่ ๓๐๐ คนลงไปเมืองอังวะ แล้วนายหน่อคำนำกองทัพยกขึ้นมาเมืองเชียงรุ้ง เจ้าเมืองเชียงรุ้ง แลมหาไชยกลัว เจ้าเมืองเชียงรุ้งหนีไปอยู่เมืองฮ่อ มหาไชยหนีมาเมืองพง ไพร่บ้าน พลเมืองแตกตื่นระส่ำระสายไปสิ้น อยู่มาปีขาลจัตวาศก (จุลศักราช ๑๒๐๔ พ.ศ. ๒๓๘๕) ฮ่อเมืองลามีหนังสือมาว่าได้ลงมาพูดจากับพม่าว่า ฮ่อได้ตั้งเจ้าสุจะวรรณเปนเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ฝ่ายพม่าก็ได้ตั้งมาด้วย ทำไมจะให้นาย หน่อคำมาเปนเจ้าเมืองอิกเล่า พม่าว่าเจ้าอังวะโกรธเจ้าเมืองเชียงรุ้งไม่ฟังบังคับบัญชา จึงให้ตั้งนายหน่อคำขึ้นมา ฮ่อว่าไม่ยอม พม่าก็ว่าไม่ฟัง แล้วได้ปฤกษาท้าวพระยาสิงสองปันนาก็ไม่ยอมให้ นายหน่อคำเปน พม่าให้ไปจับพระยาหลวงสิงหไชยา พระยา หลวงวอชูเมืองแสน ฆ่าเสีย ให้มหาไชยเปนแม่ทัพคุมกองทัพ ยกขึ้นไปตีพม่าจับนายหน่อคำฆ่าเสีย มหาไชยเกณฑ์ได้คน ๗๐๐๐ ยกขึ้นไปถึงแขวงเมืองเชียงรุ้ง แล้วนัดทัพพร้อมกันณวัน ๓ ค่ำ เข้าตีทัพพม่าแต่เช้าจนบ่าย กองทัพพม่า กองทัพนายหน่อคำ แตกกระจัดกระจาย ได้ไล่ติดตามไปจนสิ้นแดนเมืองสิบสองปันนา แล้วถอยทัพกลับมาเมืองเชียงรุ้ง พร้อมกันเชิญเจ้าเมืองเชียงรุ้ง มา ครอบครองบ้านเมืองดังเก่า ตัวมหาไชยก็ยังอยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง ๘ อยู่มาณเดือน ๕ ปีเถาะเบญจศก (จุลศักราช ๑๒๐๕ พ.ศ. ๒๓๘๖) ขุนนางเมืองลองเมืองยอ มีหนังสือมาณเมืองเชียงรุ้งว่า มหาขนาน เมืองเชียงตุง ให้เจ้าเมืองกางผู้บุตร กับพระยาหลวงราชวัง ณทมจันทบุรี คุมทัพพม่า ทัพเขิน ๓๐๐๐ ยกมาตีเมืองลอง ให้มหาไชย ยกไปช่วย มหาไชยรวบรวมได้คน ๒๕๐๐ ยกไป ได้สู้รบกับเจ้าเมืองกาศ ๆ ถูกปืนคาบศิลาทีหนึ่งแตกถอยไป ครั้นณวัน ๕ ค่ำ ปีเถาะเบญจศก (จุลศักราช ๑๒๐๕ พ.ศ. ๒๓๘๖) พระมโนราชาเมืองน่าน ยกทัพขึ้นไปตั้งอยู่เมืองหลวงภูคา แต่งให้นายตุย เข้าเมืองพงพูดจาด้วยทางไมตรี กับว่าด้วยครอบครัวพระยามงคล ท้าวกฤษณา เมืองเชียงแขงซึ่งหลบหนีมาอยู่เมืองสิบสองปันนา จะขอเอาคืน มหาไชยจัดได้ม้าตัว ๑ ฬาขาวตัวหนึ่ง พรม ๔ ผืน เจียม ๔ ผืน มาคำนับเมืองน่าน แต่ฬานั้นให้พระยาลาคุมมาทูลเกล้า ฯ ถวาย แต่ ครอบครัวท้าวกฤษณา พระยามงคล เปนคนต่างหมวดต่างกองส่งให้ยังไม่ได้ อยู่มาเจ้าอรำมาวุทะ มีหนังสือมาว่าเจ้าอังวะโกรธว่า เมืองเชียงรุ้ง เมืองพง คิดขบถ เจ้าอังวะให้เอาตัวไปจำไว้ ๗ วัน มองตาเลมาทูลว่า เจ้าเมืองเชียงรุ้ง เจ้าเมืองพง หาได้คิดขบถไม่ เปนเหตุด้วยณทมมองโซพม่ากับนายหน่อคำมาจับขุนนางเมืองเชียงรุ้งฆ่าเสีย ฮ่อขัดใจจึงให้เมืองสิบสองปันนาสู้รบกองทัพพม่า เจ้า อรำมาวุทะไม่มีความผิดขอให้ถอดเสียเถิด เจ้าอังวะจึงถอดตรวนออกแล้วเจ้าอังวะให้จับจักกายหลวงมองชิณ ณทมมองโซ ณทมเนมโย

๙ ณทมจันทบุรี ๔ คนฆ่าเสีย ที่เมืองหน่าย ขอให้เจ้าเมืองเชียงรุ้ง ช่วยคิดแต่งท้าวพระยามารักษาบ้านเมือง ครั้นอยู่มาณเดือน ๖ ปีมโรงฉศก (จุลศักราช๑๒๐๖ พ.ศ. ๒๓๘๗) พระยาศรีสองเมือง พระเมืองน้อย พระอินทราชา เมืองน่าน ยกขึ้นไปตั้งอยู่เมืองหลวงภูคา มหาไชยได้ลงมาพบพูดจากัน พระยา ศรีสองเมืองขอเอาครัวเมืองเชียงแขง เมืองเชียงราย ซึ่งตกอยู่ใน เมืองสิบสองปันนา กับว่าได้จัดดอกไม้ทองดอกไม้เงินเครื่องราชบรรณาการลงมาเมืองน่าน จะได้พาลงมาเฝ้าทูลลออง ฯ มหาไชยว่าครัวเมืองเชียงแขง เมืองเชียงราย พม่ามารบกวนจะพากันหนีไป มหาไชยให้เกลี้ยกล่อมไว้ เจ้าเมืองเชียงแขงก็ได้มอบครอบครัวให้ ซึ่งพระยาศรีสองเมืองจะมาเอาไปนั้นให้ยังไม่ได้ แล้วดอกไม้ทอง ดอกไม้เงินซึ่งจะให้แต่งลงไปครั้งนี้ เมืองน่านกับเมืองสิบสองปันนา ก็ยังหาได้พูดจาปฏิญาณกันไม่ ฝ่ายพระยาสิงขะลื้อก็ลงไปค้างอยู่ เมืองน่านถึง ๑๐ ปี ท้าวพระยาในสิบสองปันนา มีความสงไสย แล้วฮ่อก็ยังไม่รู้ความ มหาไชยท้าวพระยาจะขอพระยาสิงขะนายไพร่ กับขอคำมั่นสัญญาเมืองน่านไว้ก่อน พระยาศรีสองเมืองจึงตอบว่า ครั้นจะให้ไปเอาตัวพระยาสิงขะมาก็จะช้า ฉันใดก็ดี ให้มหาไชยคิด มหาไชยจึงให้พระยาศรีสองเมืองหากระบือมาฆ่าข้างละตัวแลกกันคน ละครึ่ง แล้วปลูกศาลบวงสรวงเทพารักษ์ ขออัญเชิญเทพยดา ซึ่งรักษาเมืองน่าน เมืองสิบสองปันนา มาประชุมพร้อมกัน ถ้าเมือง ๒ ๑๐ ไหนคิดคด ขอให้พินาศฉิบหาย ได้สาบาลไว้ต่อกัน แล้วมหาไชย ขุนนางเมืองน่านขึ้นไปเมืองเชียงรุ้งคนหนึ่ง พระยาศรีสองเมือง จึงให้พระอินทราชานายไพร่ ๕๐ คนขึ้นไปพบกับมหาวังเมืองเชียงรุ้งที่เมืองยาง แล้วพม่าเมืองอังวะนายไพร่ ๒๕ คน ญวน ๘๐ คน มาอยู่ด้วย แต่ญวนตัวนายชื่อไรมาแต่เมืองไหนไม่ทราบ ว่าจะเดิน ลงไปเมืองอังวะ แต่พม่า ๒๕ คนขึ้นมาเตือนให้ลงไปรับเจ้าอะรำมาวุทะเจ้าเมืองเชียงรุ้งจึงพูดกับพระอินทราชาว่า เจ้าอะรำมาวุทะ มารดา น้องสาว ค้างอยู่เมืองอังวะ เดี๋ยวนี้พม่าก็มาอยู่เมืองยาง จะให้จัดของไปกลัวพม่าจะรู้ จะต้องไปรับเจ้าอรำมาวุทะกับมารดาน้องสาว มาเสียก่อน อยู่มาเจ้าเมืองลาให้ฮ่อลงมาพบพระอินทราชา ฮ่อบังคับให้มหาไชยพากลับมาเสีย แล้วเจ้าเมืองเชียงรุ้งให้พระยาหลวงพรหมกับฮ่อลงมา ให้มหาไชยจัดม้า ๒ ม้า จานเงิน จานทอง เปนของไมตรี กับให้จานหนังสือด้วยแผ่นเงิน ๑ แผ่นทองคำ ๒ รวม ๓ ฉบับ หนังสือกระดาษฉบับหนึ่ง ให้นายเทพวงษ์ พระยาหลวงประสาท พระยาหลวงไชยนาม พาพระอินทราชาลงมาณเมืองน่าน อยู่มาเดือนยี่ปีมโรงฉศก เจ้าเมืองเชียงรุ้งแต่งให้พระยาหลวงอจิระปัญญา พระยาหลวงไชยสงคราม นายไพร่ ๕๐ คน ถือหนังสือแลคุมเอาจานเงินหนัก ๑ ตำลึง จานทองหนัก ๑ ตำลึง ม้า ๔ ม้า ดาบฝักเงินเล่ม ๑ ดาบด้ามเงินเล่ม ๑ ทวนหุ้มเงินเล่ม ๑ เจียมลายแดง ๔ ผืน ผ้าแพรพับ ๑ ผ้าเขียวครามพับ ๑ เปนเครื่องบรรณาการลงไปถวายเจ้าอังวะ

๑๑ ครั้นณเดือนสามปีมเสงสัปตศก (จุลศักราช๑๒๐๗ พ.ศ. ๒๓๘๘) เจ้าอังวะให้อมุกิ โกตองพม่านายไพร่ ๑๕๐ คน พาเจ้าอรำมาวุทะแลมารดาน้องสาวมาส่ง ครั้นมาถึงเมืองเชียงตุง เจ้าอรำมาวุทะชอบใจบุตรสาวมหาขนานแล้วก็เลยขึ้นไปเมืองเชียงรุ้ง เจ้าอังวะตั้งมาเปนที่เจ้าศิริวรรณมหาอุปราชา ให้ของมา ใบไม้ทองคำมีประจำยาม ๓ ดอก มีสายสร้อย ๑๙ เส้นใส่เปนสังวาล ๑ เสื้อกำมะหยี่แดงติดขลิบมีไหมทองปักริมขลิบเปนคดกฤช ๓ ชั้น ๑ ร่มขาวคันยาวมีระบายห้อยใบโพเงินก้าไหล่ทองยอดปิดทอง ๔ ร่มกระดาษคันยาวปิดทองไม่มีระบายปักไหมตามซี่ ๘ ทวนไม้ด้ามทาแดงฝักปิดทองคำสำหรับแห่ พัดโบกจามร ด้ามผ้าแดงปิดทอง ๒ รองเท้าเงินก้าไหล่ทองคำ ๑ ช้างพลาย ๒ ช้างพัง ๒ ตรางาใหญ่ ๔ นิ้วเปนรูปปราสาทตั้งอยู่บนยอดเขาดวง ๑ แต่เครื่องยศนอกนั้นให้ทำขึ้น ดาบฝักทองคำ ๘ ดาบด้ามทองคำ ๘ ดาบฝักทองคำประดับพลอย ๘ ดาบด้ามทองคำประดับพลอย ๘ คนโททองคำ ๑ พานทองคำเครื่องกินทองคำสำรับ ๑ กะโถนทองคำ ๑ เครื่องม้าทองคำสำรับ ๑ เครื่องช้างทองคำสำรับ ๑ รวม ๒ สำรับพม่าอยู่ที่เมืองเชียงรุ้งเดือนเศษ เจ้าเมืองเชียงรุ้งจัดม้าผู้ม้า ๑ ผ้าสักหลาดผืน ๑ เจียมผืน ๑ เงินจอย ๗ ตำลึง ๒ บาท ให้พม่าที่มาส่งแล้วกลับไป อยู่มาเดือน ๕ ปีมเมียอัฐศก (จุลศักราช ๑๒๐๘ พ.ศ. ๒๓๘๙) อุปราชาบอกเจ้าเมืองเชียงรุ้ง ว่าไปค้างอยู่เมืองอังวะ ๕ ปี กู้เงินพม่า มาซื้อกินใช้สอยเดินเปนที่เจ้าเมืองสิ้นเงิน ๑๔๐๐ จอย คิดจอยละ ๑ ชั่ง ๑๒ ๗ ตำลึง ๒ บาท ให้ช่วยหาเงินใช้หนี้ เจ้าเมืองเชียงรุ้งให้เก็บเงิน กับพวกสิบสองปันนามา ไพร่สกรรจ์มีครัวเรือนละ ๔ ตำลึง ๒ สลึง ได้เงิน ๑๕๐๐ จอยเอาไปส่งแล้วเงินเหลือ ๑๐๐ จอยก็ยกให้ใช้สอย อยู่มาเดือน ๗ ปีมเมียอัฐศก เจ้าเมืองเชียงรุ้ง อุปราชามี หนังสือมาให้จัดม้า ๓ ศอกคืบ ๔ นิ้วม้า ๑ ให้มหาไชยคุมขึ้นไป ณเมืองเชียงรุ้ง มหาไชยป่วย แต่งให้นายพรหมวงษ์พี่เขยไปแทน ครั้นณเดือน ๑๒ นายพรหมวงษ์กลับลงมาบอกว่า เจ้าเมืองเชียงรุ้ง แต่งให้พระยาหลวงประสาท พระยาหลวงเขื่อน นายพรหมวงษ์ พากันลงไปรับนางสุนันตาบุตรมหาขนานเมืองเชียงตุงมาเปนภรรยา อุปราชา ครั้นมาถึงเมืองแล้ว นายแสนเมืองว่าม้าที่ส่งไปให้มหา ขนานนั้นเปนม้าเสียเอว เจ้าเมืองเชียงรุ้งถามพระยาหลวงประสาท พระยาหลวงประสาทบอกว่าเปนม้าเมืองพง เจ้าเมืองเชียงรุ้งอุปราชาโกรธ แล้วมีหนังสือถึงมหาไชยแลท้าวพระยาสิบสองปันนาว่า เงินที่ ให้เก็บใช้หนี้พม่าแต่ก่อนหาพอไม่ อุปราชายังเปนหนี้พม่าอยู่อิก ๕๐๐ จอย ให้มหาไชยท้าวพระยาเก็บไปส่งอิก มหาไชยไม่ยอมเก็บ พระยาแสนเชียงหาไปกล่าวโทษว่า มหาไชยไปร่วมคิดกับมหาไชย งาดำ จะยกไปตีเมืองเชียงรุ้ง เจ้าเมืองเชียงรุ้งให้เกณฑ์กองทัพ ๓๐๐๐ ให้นายพรหมวงษ์ พระยาหลวงพล พระยาหลวงประสาท เปนนายทัพจะยกลงมา มีฮ่อมาห้ามก็ไม่ฟัง ให้ยกกองทัพลงมาถึง เมืองนูน มหาไชยท้าวพระยาสิบสองปันนาเกณฑ์คนได้ ๓๒๐๐ เศษยก

๑๓ ไปได้สู้รบกัน กองทัพนายพรหมวงษ์แตกหนีไป มหาไชยยกไป เข้าเมืองเชียงรุ้ง เจ้าเมืองเชียงรุ้งอุปราชาหนีไปอยู่บ้านหว้า อยู่มามหาไชยงาดำมีหนังสือมาว่า ฮ่อได้ตั้งมหาไชยงาดำ เปนเจ้าเมืองเชียงรุ้งแล้ว ให้มหาไชยแต่งท้าวพระยาไปรับ มหาไชย ไม่ยอมไป มหาไชยงาดำโกรธคุมทัพฮ่อทัพตากุย ๑๐๐๐ เศษยกมา ถึงแขวงเมืองเชียงเจียง ๆ แต่งขุนนางไปรับ มหาไชยงาดำจับ ขุนนางฆ่าเสียสองคน ๆ หนึ่งหนีไปได้ เจ้าเมืองเชียงเจียงเกณฑ์ คนได้ ๑๐๐๐ เศษ ออกสู้รบมหาไชยงาดำแตกหนีไป อยู่มาณเดือน ๒ ปีมแมนพศก (จุลศักราช ๑๒๐๙ พ.ศ. ๒๓๙๐) ณทมโดตองพม่านายไพร่ ๓๐๐ คน มาจากเมืองหน่ายขึ้นมาสืบดู พม่าเมืองหน่ายก็อยู่ที่เมืองเชียงรุ้ง อยู่มาณเดือน ๓ ข้างขึ้นปีมแมนพศกมหาไชยงาดำไปจ้างฮ่อมาเกลี้ยกล่อมได้ข่ากุย ๑๐๐๐ เศษ ยกมาตีเมืองวัง เมืองงาด เมืองเชียงเจียง แตกกระจัดกระจาย แล้วยกไปสู้รบกับอุปราชา ที่บ้านหว้าหาแพ้ชนะกันไม่ มหาไชยงาดำถอยไปตั้งอยู่บ้านมก เมืองแจ มหาไชยให้นายพรหมวงษ์เปนนายทัพคุมคน ๓๐๐๐ ยกไป ตีมหาไชยงาดำแตกถอยไป แล้วมหาไชยกับท้าวพระยาไปเชิญ เจ้าเมืองเชียงรุ้ง อุปราชา มาครอบครองบ้านเมืองอยู่ตามเดิม อยู่มาณเดือน ๘ ปีวอกสัมฤทธิศก (จุลศักราช ๑๒๑๐ พ.ศ. ๒๓๙๑) พระยาหลวงช้างเมืองพง พาท้าวเขื่อนแก้ว ท้าวอาสาเมืองน่านคุมช้างพลายช้างพัง ๖ ช้างขึ้นไปพบมหาไชยที่เมืองรำ ๑๔ มหาไชยซื้อช้าง ๖ ช้างไว้ แล้วได้จัดม้า ๆ ๑ ผ้าไหมอย่างพม่าผืน ๑ ร่มปิดทองคัน ๑ มาให้พระยาราชบุตร อยู่มามหาไชยงาดำจ้างฮ่อแลชวนข่าได้ ๒๐๐๐ เศษ ยกมา ตั้งอยู่เมืองสูง มหาไชยอุปราชาจัดทัพได้ ๔๐๐๐ ยกไปได้สู้รบ กับมหาไชยงาดำแตกหนีไป จับได้พวกมหาไชยงาดำคนหนึ่ง ถาม ได้ความว่ามหาไชยงาดำ นายหน่อคำ ยกขึ้นไปอยู่เมืองแจ มหาไชย ยกตามขึ้นไป มหาไชยงาดำ นายหน่อคำรู้ความหนีไปเสีย อยู่มาเดือน ๑ ปีวอกสัมฤทธิศก (จุลศักราช ๑๒๑๐ พ.ศ. ๒๓๙๑) กองทัพมหาไชยงาดำ นายหน่อคำ ยกไปจุดเผาเมืองเชียงเหนือ มหาไชยอุปราชายกไปถึงเมืองยาง พบทัพมหาไชยงาดำนายหน่อคำ ได้สู้รบกันครั้งหนึ่งแตกหนีไป แล้วยกเลยมาเมืองเชียงเหนือ เมืองเชียงใต้ อยู่มาวัน ๑๑ ค่ำ เจ้าเมืองเชียงรุ้งบอกมาว่า กองทัพ มหาไชยงาดำ นายหน่อคำ ยกมาตั้งอยู่เมืองวัง มหาไชยอุปราชา ถอยทัพกลับมาถึงเมืองยาง ได้ความว่ากองทัพมหาไชยงาดำ นายหน่อคำ เข้าเมืองเชียงรุ้งได้แล้ว เจ้าเมืองเชียงรุ้งหนีมาอยู่ เมืองรำ มหาไชย อุปราชา รวบรวมกองทัพได้ ๒๕๐๐ คนยกไปเมืองเชียงรุ้ง หาพบมหาไชยงาดำ นายหน่อคำไม่ สืบได้ความว่า มหาไชยงาดำ นายหน่อคำ ยกไปทางเมืองสูง มหาไชยให้อุปราชา อยู่รักษาเมือง แล้วเกณฑ์คนเมืองพงได้ ๒๐๐๐ จะยกขึ้นไป

๑๕ ครั้นณเดือน ๒ ปีวอกสัมฤทธิศก เจ้าเมืองหลวงพระบาง แต่งให้ท้าวขุนถือหนังสือขึ้นไปเกลี้ยกล่อมให้พาครัวมาเข้าเมืองหลวงพระบาง อยู่มาอิก ๓-๔ วัน แสนหลวงเมืองกว้างเมืองเชียงใหม่ คุมเอาปืนแฝดบอก ๑ ปั้นชาเลี่ยมทอง ๑ ขึ้นไปให้ณเมืองพงพูดจาเปนทางไมตรี กับพระยาเชียงใหม่ให้ถามว่าเมืองสิบสองปันนา กับเมืองเชียงตุงยังเปนไมตรีกันอยู่ฤๅ มหาไชยตอบว่าเมืองเชียงตุง กับเมืองสิบสองปันนาไม่ปรกติ ด้วยมหาไชยงาดำ นายหน่อคำไป ชักชวนเอาพม่าเอาเขินเมืองเชียงตุงมารบ มหาขนานรู้ก็ไม่ห้ามปรามแสนเมืองกว้างว่าเจ้านายเมืองเชียงใหม่ จะยกกองทัพขึ้นมาตีเมืองเชียงตุงเมืองสิบสองปันนาจะว่าอย่างไร มหาไชยตอบว่าเมืองเชียง ใหม่จะยกมาตีเมืองเชียงตุงดีแล้ว มหาไชยจะยกมาช่วย ได้นัดทัพพร้อมกัน ณวัน ๔ ค่ำปีวอก ครั้นณเดือน ๒ ปีวอกสัมฤทธิศก (จุลศักราช ๑๒๑๐ พ.ศ. ๒๓๙๑) เจ้าเมืองเชียงรุ้งอุปราชา กับครอบครัว ๑๑ ครัวเศษหนีมาหามหาไชยณเมืองพง ว่ากองทัพมหาไชยงาดำนายหน่อคำยกมาถึงเมืองยาง เจ้าเมืองเชียงรุ้ง อุปราชา เกณฑ์ท้าว พระยาแลไพร่จะออกรบหาได้ผู้คนไม่ มหาไชยเกณฑ์คนมาเตรียมไว้ ๓๐๐๐ เศษ แล้วจัดให้พระยาคำมูลไพร่ ๒๐๐ คนยกไปรักษาด่านกิวลมทางไกลเมืองพง ๒ คืน อยู่มาณเดือน ๒ ข้างขึ้น พระยาราชบุตร พระยาคงคาเขื่อนเพ็ชรยกเข้าไปตั้งอยู่เมืองมาง เจ้าเมืองมางให้ ท้าวพระยามาบอกมหาไชย ๆ แต่งให้ท้าวพระยาหลวงบังคมลงมา พูดจาไต่ถามแลเชิญพระยาราชบุตรกับนายทัพนายกองเข้าไปณเมืองพง ๑๖ พระยาราชบุตรให้พระยาคงคาเขื่อนเพ็ชร พระยาเผด็จดัษกร พระยาไชยสงคราม นายทัพนายกองเข้าไปพูดจาเปนทางไมตรี สิ้นคำ ให้การมหาไชยแต่เท่านี้ กับมหาไชยแจ้งว่า เมื่อแตกทัพ มหาไชยงาดำ นายหน่อคำ พระยาหอน่า ให้พระไชยราชา พระเมืองราชา พระยาไชยสงคราม นายหนานธรรมไชย นายไพร่ ๕๐ คนยกไปที่เรือนมหาไชย ใช้บ่าว ไปแก้เอาม้าเอาฬาของมหาไชย ๒๐ ม้า กับมหาไชยรวบรวมสิ่งของ เงินทองใส่ต่าง ๕ หลัง มอบให้พระไชยราชา พระเมืองราชารักษาไว้ ครั้นมหาไชยไปแก้ช้างกลับมา พระยาไชยสงคราม พระเมืองราชา พระไชยราชา เอาเงินทองสิ่งของซึ่งมอบไว้ ๕ หลังมาเสีย เปนทอง รูปพรรณ กระบังหน้าทองคำปรุสำรับ ๑ ปิ่นทองคำ ๒ คันหนัก ๒ บาทเฟื้อง ตุ้มหูทองคำลงยา ๔ ดอกทองหนัก ๒ ตำลึง ๓ บาท ดอกไม้รูปหงษ์ก้าไหล่ทอง ๔ ดอก เข็มขัดทองคำ ๑ ทองหนัก ๓ บาท ๓ สลึง เข็มขัดเงิน ๑ เงินหนัก ๑ ชั่ง ๕ ตำลึง รวม ๖ สิ่ง เงินรูปพรรณ ถาดเงิน ๒ ใบเงินหนัก ๑ ชั่ง คนโทเงิน ๙ ใบ เงินหนัก ๖ ชั่ง ๑๓ ตำลึง ๓ บาท กาเงิน ๖ ใบ ขันน้ำใหญ่เล็ก ๒๖ ใบ จอก ๑๓ ใบ อับหมาก ๑๐ ใบ แอบหมาก ๑๐ ใบ พรม ๒ ผืน เจียม ๒๑ผืน จามจุรี ๑๐๐ พวง เครื่องช้างสำรับ ๑ รวม ๑๗ สิ่ง โปรดเกล้า ฯ ให้พระยาศรีสิงหเทพชำระ ได้ส่งคืนให้แก่มหาไชยแล้ว วัน ๖ ค่ำ จุลศักราช ๑๒๑๑ ปีรกาเอกศก พระยาศรี สิงหเทพ พระยาพิไชย ทำบาญชีแสนท้าวพวกลื้อเมืองพง เมืองมาง

๑๗ เมืองยวม เมืองเชียงรุ้ง ที่ได้ตัวลงมาเมืองพิไชยแลอยู่กับเมือง หลวงภูคา เปนจำนวนคน ได้ลงมาถึงเมืองพิไชย เมืองพง นาย หม่อมมหาไชยเจ้าเมือง ๑ เจ้าไชยวงษ์บุตรนามวงษ์ ๑ พระยา หลวงบังคม ๑ พระยาพรหมา ๑ พระยาอินทวิไชย ๑ พระยา ทนิยวุธ ๑ แสนบุญแพง ๑ แสนหาญ ๑ แสนปัญญา ๑ ท้าวลังกา ๑ ท้าวป่าหาร ๑ ไพร่ ๓๓ เมืองมาง พระยาไชยวงษ์ ๑ พระยาสิงขะ ๑ เมืองยวม พระยาพิศระ ๑ เมืองเชียงรุ้ง หม่อมน้อย น้องภรรยามหาไชย ๑ เจ้าพรหมวงษ์ บุตรพระยาหลวงเขื่อน ๑ เจ้านามวงษ์ ๑ เจ้าราชวงษ์ บุตรนามวงษ์ ๑ เจ้าไชยวงษ์ บุตรเจ้าพรหมวงษ์ ๑ พระยาหลวงจัน ๑ พระยาหลวงเขื่อน ๑ พระยาหลวงพิศวง ๑ พระยาหลวงวัง ๑ พระยาหลวงพรหม ๑ พระยาหลวงอำมาตย์ ๑ พระยาหลวงเทพ ๑ พระยาหลวงคำแสง ๑ พระยาหลวงราชวงษ์ ๑ พระยาหลวงปัญญา ๑ พระยาหลวงหิง ๑ พระยาหลวงวงษ์ ๑ พระยา หลวงหาญ ๑ พระยาหลวงไชยพรหม ๑ อยู่เมืองภูคา พระยาขัติยะ ๑ พระยาไชยเสนา ๑ พระยาคำมูล ๑ พระยาจำปา ๑ พระยากันทะ ๑ พระยามังคละ ๑ พระยาคำแมน ๑ พระยาปัจจะละ ๑ พระยาพรหม ๑ พระยาสมบัติ ๑ ๓ ๑๘ พระยาสุระ ๑ พระยามูล ๑ พระยาหิงเมือง ๑ พระยา วังหาร ๑ พระยาไชยวงษ์ ๑ เมืองมาง พระยาหลวงมาง ๑ เมืองเชียงราย เจ้าเมืองเชียงราย ๑ นายหนาน ๑ นายน้อย ๑ เมืองยวม พระยาหลวงยวม ๑ พระยาคำฦๅ ๑ พระชนะขม ๑ สิริ นาย ๕๕ ไพร่ ๓๓ สกรรจ์ ๓๐๐๐



๑๙ สำเนาตราพระราชสีห์

หนังสือ เจ้าพระยานิกรบดินทร ฯ มายังหม่อมมหาไชยเจ้า เมืองพง ด้วยเรามีความคิดถึงนัก เพราะแต่ก่อนเจ้ามหาอุปราชา หม่อมมหาไชย ได้เข้ามาพึ่งพระเดชพระคุณ พระบาทสมเด็จพระ นั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ตัวเจ้ามหาอุปราชา หม่อมมหาไชยได้ลงมาอยู่ในกรุงเทพ ฯ แต่ครอบครัวที่มาด้วยนั้น ให้พักอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง เมืองน่าน ตัวหม่อมมหาไชยได้ลงมาพักอาไศรยอยู่ที่เรา แต่เจ้า มหาอุปราชาอยู่ด้วยเจ้านายเมืองหลวงพระบาง ครั้งนี้โปรดเกล้า ฯ ให้ถามราชการทางเมืองเชียงรุ้ง หม่อมมหาไชยก็ให้กราบบังคม ทูลพระกรุณาตามเหตุที่เปนมา แล้วหม่อมมหาไชยให้การว่า ที่ เมืองสิบสองปันนาเกิดศึกเนืองๆ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริห์ว่า ครั้นจะโปรดให้เจ้ามหาอุปราชา หม่อม มหาไชย กลับขึ้นมาอยู่บ้านเมืองตามเดิม กลัวเกลือกฮ่อพม่าจะพาลพาโลจับฆ่าเสีย จะเปนเหตุให้เสื่อมเสียพระเกียรติยศกรุงเทพ ฯ ไป จึงได้ให้เจ้ามหาอุปราชา หม่อมมหาไชย งดรออยู่ที่กรุงเทพ ฯ ตั้งแต่ปีวอกสัมฤทธิศก (จุลศักราช ๑๒๑๐ พ.ศ. ๒๓๙๑) มาถึงปีจอ โทศก (จุลศักราช ๑๒๑๒ พ.ศ. ๒๓๙๓ ) สิ้นแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ครั้นถึงปีกุญตรีศก (จุลศักราช ๑๒๑๓ พ.ศ. ๒๓๙๔) พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ ได้พระบรมราชาภิเศกแล้ว ทรงพระราชดำริห์เห็นว่า เจ้ามหาอุปราชาหม่อมมหาไชย เปนคนหนีร้อนมาพึ่งเย็น ปราศจากชาติภูมิลำเนา

๒๐ ลงมาค้างอยู่ช้านาน ทรงสงสารยิ่งนัก โปรดให้เจ้ามหาอุปราชา หม่อมมหาไชย เข้าเฝ้าทูลลออง ฯ ทรงพระกรุณาดำรัสปราไสไต่ ถามเจ้ามหาอุปราชา หม่อมมหาไชยว่า จะใคร่อยู่ณกรุงเทพ ฯ ฤๅ ถ้าจะใคร่อยู่ก็จะจัดแจงที่ให้อยู่เลี้ยงดูไม่ให้ขัดสน ฤๅจะขึ้นไปตั้ง อยู่ณหัวเมืองแห่งใดตำบลใด ก็จะโปรดให้อยู่ตามใจสมัค เจ้ามหา อุปราชา หม่อมมหาไชย ให้กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า จะขอถวายบังคมลากลับขึ้นมาอยู่บ้านอยู่เมืองชาติภูมิตามเดิม ก็ทรงพระมหากรุณาโปรดให้ตามใจ หม่อมหาไชยจึงได้กลับขึ้นมาก่อน แต่ เจ้ามหาอุปราชายังหาได้ขึ้นมาไม่ ครั้นอยู่มาณปีมโรงอัฐศก (จุลศักราช ๑๒๑๘ พ.ศ. ๒๓๙๙) เจ้าแสนหวีฟ้าเมืองเชียงรุ้ง กับ หม่อมมหาไชย พร้อมใจกันมีอักษรสาสนแต่งให้นายพิศวงพี่น้อง หม่อมมหาไชยแลท้าวพระยาลื้อ คุมดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการลงมาทูลเกล้า ฯ ถวาย ขอเจ้ามหาอุปราชา หม่อมมหา ไชย ท้าวพระยาครอบครัวซึ่งตกอยู่ณเมืองหลวงพระบางเมืองน่าน กลับคืนไปอยู่พร้อมญาติพี่น้องกัน แล้วก็รับต่อท่านเสนาบดีทั้งปวงว่าถึงปีที่ ๓ จะจัดดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการลงไปทูลเกล้า ฯ ถวาย ขอเปนข้าทั้ง ๒ ฝ่ายฟ้า จึงพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ของเราทรงพระราชดำริห์เห็นว่า กรุงพระมหานครเขตรแดนกว้างขวางบ้านเมืองติดต่ออยู่กับเมืองจีน เมืองญวน เมืองอังกฤษแลฝรั่งชาติ อื่น ๆ ที่เปนประเทศใหญ่ ๆ มาเปนทางพระราชไมตรีอยู่หลายบ้านหลายเมือง เพราะฉนั้นควรจะประพฤติให้ปรากฎเปนเมืองใหญ่มี ๒๑ เมตตากรุณามาก เปนที่พึ่งพำนักแก่บ้านเล็กเมืองน้อยใกล้เคียง เขตรแดนทั้งปวง แลไม่ควรจะให้ต่ำหน้าทรามยศกว่าเมืองพม่า โปรดเกล้า ฯ ว่าแต่ก่อนเจ้ามหาอุปราชาลงไปค้างอยู่เมืองอังวะ เจ้าแสนหวีฟ้าคิดอ่านเดินอ้อนวอนขอแต่พม่า ได้เจ้ามหาอุปราชามา ครั้งนั้น เจ้าแสนหวีฟ้ากับเจ้ามหาอุปราชาก็ต้องเสียพัศดุทองเงิน หลายร้อยชั่ง เจ้าอังวะชุบเลี้ยงตั้งเจ้ามหาอุปราชามาอยู่เมืองเชียงรุ้ง ก็ได้แต่ชื่อกับจดหมายให้มีเครื่องยศสิ่งนั้น ๆ แต่เครื่องยศก็ต้อง มาทำเอาเอง ครั้งนี้เจ้ามหาอุปราชา หม่อมมหาไชย ได้ลงไปถึง กรุงเทพ ฯ แล้วได้ถวายสัตยานุสัตย์ต่อใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาท ทั้ง ๒ พระองค์ ครั้นจะไม่พระราชทานเครื่องยศให้บ้าง ก็เห็นไม่ สมควรกับกรุงเปนพระนครใหญ่ เพราะฉนั้นจึงโปรดเกล้า ฯ ให้ พระราชทานเจ้ามหาอุปราชา แหวนมณฑปบุษย์น้ำทองมงคลเพ็ชร ๑ แหวนมณฑปมุกดามงคลเพ็ชร ๑ ชฎา ๑ พานหมากทองคำมีเครื่องพร้อมสำรับ ๑ คนโททองคำ ๑ กระโถนทองคำ ๑ ประคำทองสาย ๑ กระบี่บั้งทองเล่ม ๑ สัปทนพื้นระบายอัดตลัดคัน ๑ เสื้อเยียรบับดอกอย่างน้อย ๑ เสื้อเข้มขาบเกล็ดพิมเสนอย่างน้อย ๑ เสื้อครุยขาว ปักทองแล่งสำรดทอง ๑ เจียรบาดสาย ๑ ผ้าเกี้ยวเขียนทองผืน ๑ เสื้อเข้มขาบริ้วดี ๑ เสื้อยี่ปุ่นแพรหงอนไก่ลาย ๑ แพรหงอนไก่ สีต่าง ๔ เพลาะ ผ้าส่านปักทองผืน ๑ ผ้าส่านวิลาศผืน ๑ ผ้าลายนอกอย่างผืน ๑ ผ้าลายวิลาศผืน ๑ ผ้าปูมไทย ๑ ผ้าปูมเขมร ๑ สนับเพลาเชิงงอน ๑ อัดตลัดดอกลายสีต่าง ๆ ๓ พับ แพรอริยา ๒ พับ ๒๒ กลีบทองใหญ่ ๒ สาย กลีบทองเล็ก ๔ สาย ผ้าลายวิลาศ ๕ พับ ผ้าแดงกุสราด ๑๐ พับ ปืนหันหกลำกล้องลำฅอเครื่องพร้อมหีบ ๑ หอกฅอทองเถลิงคู่ ๑ เงินตรา ๒ ชั่ง เปนเครื่องยศบันดาศักดิ หวังพระราชหฤไทยจะให้พระเกียรติยศปรากฎไปแก่นานาประเทศ แลทรงเห็นแก่เจ้าแสนหวีฟ้าผู้พี่แลหม่อมหาไชยด้วย ใช่จะประสงค์ ยกเอาเมืองลื้อสิบสองปันนามาขึ้นกรุงเทพ ฯ แลมีตราตั้งแต่งเจ้ามหาอุปราชามาเปนเจ้าเมืองเชียงรุ้ง จะก่อเหตุให้ต้องเสียพัศดุทองเงินเหมือนเช่นพม่าก็หาไม่ ใช่จะทรงพระราชดำริห์พระราชทานแต่ เจ้ามหาอุปราชาผู้เดียวก็หามิได้ ถึงหม่อมมหาไชยนั้นเล่า ก็ได้ โปรดเกล้า ฯ ให้จัดเครื่องยศบันดาศักดิเตรียมไว้ จะพระราชทาน หม่อมมหาไชยเหมือนกับเจ้ามหาอุปราชา แต่หม่อมมหาไชยยังไม่ ได้ลงไป การก็รอค้างอยู่ ครั้นตั้งแต่เจ้ามหาอุปราชาแลมารดา กราบถวายบังคมลาขึ้นมาถึงแดนเมืองสิบสองปันนาแล้ว ก็ได้ข่าว เล่าฦๅลงไปต่าง ๆ แต่จะฟังเอาเปนแน่ไม่ได้ ภายหลังสืบได้ความว่าเมืองสิบสองปันนาเกิดศึกฮ่อแลพม่าจับเจ้ามหาอุปราชาฆ่าเสีย ลางเมืองบอกลงไปว่า หม่อมมหาไชยฆ่าเจ้ามหาอุปราชาเสียเอง เจ้า แสนหวีฟ้าจะตกไปอยู่เมืองไหน ฮ่อพม่าฆ่าเจ้ามหาอุปราชาด้วยเหตุ สิ่งใด ฤๅพม่าจะคิดไปว่าเจ้ามหาอุปราชาขาดน้ำพระพิพัฒน์สัจจา ต่อฮ่อต่อพม่าหนีไปพึ่งกรุงเทพ ฯ โปรดเกล้า ฯ ชุบเลี้ยงพระราชทานเครื่องยศบันดาศักดิให้เกินหน้าพี่ชาย จะมีจิตรอิจฉาแกล้งฆ่าเจ้า ๒๓ มหาอุปราชาให้เปนที่เสื่อมเสียพระเกียรติยศไปอย่างไรก็ไม่ได้ความชัด แลหม่อมมหาไชยกับเราก็รักใคร่นับถือกันมาก ตั้งแต่ครั้งหม่อม มหาไชยกลับขึ้นมาก็นานหลายปี ได้ความศุขความทุกข์อย่างไร หม่อมมหาไชยก็ไม่ได้มีหนังสือบอกลงไปถึงเรา ๆ ก็ยังไม่ได้มีหนังสือมายังหม่อมมหาไชยเลย เรามีความรฦกถึงอยู่ไม่ขาด ทั้งอยาก จะทราบราชการในเมืองสิบสองปันนาให้แน่ จึงได้มีหนังสือขึ้นมา เยี่ยมเยียนไต่ถาม ขอให้หม่อมมหาไชยบอกเหตุการณ์ในเมือง เชียงรุ้งลงไปถึงเราให้ทราบความโดยเร็ว จะได้บอกกล่าวท่าน เสนาบดีทั้งปวง แลกราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทรงทราบใต้ฝ่าลออง ฯ แด่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ก่อนนั้นก็จะเปนความชอบของหม่อมมหาไชยต่อไป ถ้าแม้นฮ่อแม้นพม่าฆ่าเจ้ามหาอุปราชาเสียแล้ว เจ้าแสนหวีฟ้าก็ปราศจากบ้านเมืองจริง ฮ่อพม่าไม่สงเคราะห์หม่อมหาไชย จัดแจง ตั้งผู้ใดเปนใหญ่อยู่ในเมืองเชียงรุ้ง ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัวทรงทราบก็คงจะไม่ชอบพระราชหฤไทย แต่เรามาคิดเห็นว่าหม่อมมหาไชยก็ประกอบไปด้วยสติปัญญา ท้าวพระยาลื้อในเมือง สิบสองปันนาก็รักใคร่นับถือมาก ฉันใดหม่อมมหาไชยจะได้เปนใหญ่ ไว้ชื่อเสียงให้ปรากฎ อยู่ในแผ่นดินเมืองเชียงรุ้งก็ให้เร่งคิดการเสียให้ตลอด เมื่อหม่อมมหาไชยคิดการแต่ลำพังไม่สำเร็จ จะให้ช่วยเหลืออย่างไร หม่อมมหาไชยบอกลงไปถึงกรุงเทพ ฯ แล้ว พระบาท ๒๔ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็คงจะช่วยให้สมกับการที่ได้ทรงพระมหากรุณาเมตตา อย่าให้หม่อมมหาไชยมีความรังเกียจสิ่งใดเลย ถ้าแม้น ฮ่อพม่าคุมเหงได้ความทุกข์เหลือปัญญาหม่อมมหาไชยจะคิด หม่อมมหาไชยจะอยู่ที่เมืองสิบสองปันนาต่อไปไม่ได้ จะพาญาติพี่น้องข้าม มาอยู่ที่เมืองไหนซึ่งเปนเมืองขึ้นกรุงเทพ ฯ ก็จงมาอยู่ตามใจสมัค พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ก็จะได้ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงสืบไป หนังสือมาณวัน ๔๑๒ ค่ำ ปีมเมียสัมฤทธิศก ( จุลศักราช ๑๒๒๐ พ.ศ. ๒๔๐๑ )



๒๕ บานพแนก เมืองหลวงพระบางราชธานี ณวัน ๓๑ ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศก ๑๒๕๐ ? ข้าพเจ้า พระพลัษฎานุรักษ์ ปลัดทัพ ได้รับพระราชทาน ไต่สวนสืบเค้าความด้วยเรื่องเมืองไลแต่ต้นเดิม ซึ่งจะเปนเมืองไล ขึ้นในตำบลที่นั้น โดยจากท้าวขุนกรมการเมืองไซบ้าง จากคำให้การของคำสามคำล่าแลกรมการเมืองไลบ้าง กับเล่าความเดิมซึ่งเปน ความเล่าสืบ ๆ กันมา เก็บร้อยกรองประกอบติดต่อรวบรวมแต่ที่พอ จะเลือกฟั้นกลั่นเกลาเก็บใจความขึ้นพอเปนเรื่อง เรียบเรียงตามคำ ให้การ มีความพิศดารแต่ต้นเดิมมาว่า ในครั้งก่อนที่พวกเมืองไล บัดนี้ จะมาตั้งณที่ตำบลนี้นั้น นับประมาณกว่า ๓๐๐ ปีเศษมาแล้ว โดยประมาณตามคำให้การของท้าวขุนนั้น ครั้งนั้นมีพวกผู้ไทยเปนเจ้าเมืองอยู่ในตำบลนั้นก่อน มีนามว่า เจ้าฟ้าแค้นลม ๆ คนนี้เปนคนชอบเสพสุราแกลบ ( คือ เหล้าอุ ) มีคนใช้สนิทคน ๑ ชื่อว่าอ้ายแก สำหรับตักน้ำใส่เหล้า อ้ายแกต้อง ตักน้ำระอิดระอาก็หนีโจนน้ำแท้ลอยไป เพื่อจะให้ตายเสีย โดยคร้านการตักน้ำ แต่เวลานั้นยังเปนเวลาที่อ้ายแกจะไม่ถึงที่ตาย ก็ลอยไป ติดอยู่ริมฝั่งน้ำแท้นั้น ในเรื่องของคนโบราณ ซึ่งไม่สู้จะประมาณถึงคนภายหลังว่า จะเชื่อฤๅไม่นั้น กล่าวต่อไปดังนี้อิกว่า ครั้นอ้ายแกลอยไปติด ๔

๒๖ อยู่บนหาด สลบเจียนตายอยู่ที่หาด หารู้สติสมปฤดีไม่ ขณะนั้น ยังมีพระยานาคขึ้นมาเที่ยวเล่นที่ลำน้ำแท้เปนเขตรญวน เซ่อซ่าเข้า ไปติดโพงพางรัดตนแน่นหาอาจจะเอาออกได้ไม่ แต่มีกำลังมาก ก็เร่งลงไปยังที่อยู่แห่งตนทั้งโพงพางที่รัดตัวไว้นั้น แล้วจึงให้ บรรดานาคที่เปนบริวารมากัดแก้ก็หาออกไม่ ต้องทนทุกขเวทนาอยู่ ขณะนั้นนาคบริวารผู้ ๑ ขึ้นไปเที่ยวริมฝั่งน้ำ เห็นอ้ายแกนอนอยู่ จึงจับตัวลงไปเพื่อจะให้แก้โพงพางนั้นออกจากนาคนาย อ้ายแกจึงเข้า แก้หลุดออกได้ พระยานาคมีความยินดียิ่งนัก จึงถามว่าเจ้า จะต้องการสิ่งใด จะหาให้ตามมักตามปราถนา อ้ายแกเปนคนเขลา มิรู้ที่จะตอบว่าประการใด ก็นิ่งอยู่ ครั้นภายหลังนึกได้ว่าเขาฦๅกันว่าเปนเจ้าญวนมีอำนาจสบายมาก จึงบอกแก่พระยานาคว่าจะเปน เจ้าญวน พระยานาคก็รับคำ จึงหาเวลาได้ช่องตามธรรมเนียมของผู้ มีฤทธิ จึงจับเอาเจ้าเมืองญวนมาได้แล้ว เอาอ้ายแกไปนั่งที่แท่น ครั้นอ้ายแกเปนเจ้าญวนก็ไม่พูดสิ่งใด เสนาญวนจะถามก็พูดได้ คำเดียวแต่ว่า "เจียมเต๊า" แปลว่าให้เอาไปฆ่าเสีย เสนาก็นึก ปลาดใจ แต่ยังพากันนิ่งฟังอยู่ ครั้งนั้นฟ้าแค้นลมเจ้าเมืองผู้เปนนายอ้ายแกนั้นลงไปจะเฝ้าเจ้าญวน ไม่รู้ว่าอ้ายแกเปนเจ้าญวนขึ้น ครั้น เข้าไปพอแลเห็นอ้ายแกผู้เปนบ่าวของตัวก็ตกใจ จึงหนีเร่งกลับคืนมายังบ้านเมือง หาได้สืบทราบว่าเปนเพราะด้วยประการใดไม่ ครั้น ถึงบ้านเมืองก็อพยพครอบครัวบ่าวไพร่ออกจากตำบลที่อยู่ หนีเลย เข้ามาทางสิบสองปันนาแล้ว เลยมาตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านทินบ้านบ่อ ๒๗ ในแขวงเมืองหลวงพระบาง ที่ตำบลนั้นก็ร้างว่างเปล่ามา หามีคน ไปตั้งอยู่ไม่ มีแต่พวกข่าก้อคงตั้งอยู่ ฝ่ายทางเมืองญวนก็เปน ตัดบทไม่ทราบความว่าจะเปนประการใดต่อไป เพราะด้วยหนีมาเสียไกลแล้ว แลเพราะมีความเกรงกลัวว่าอ้ายจะติดตามมา จึง ไม่ออกชื่อเสียงต่อไปด้วยเรื่องทางเมืองญวนนั้น ในลำดับเมื่อฟ้าแค้นลมยกครอบครัวจากตำบลเดิมมาตั้งอยู่บ้านทินบ้านบ่อนั้น มีพรรคพวกรวมทั้งสิ้น ๓๐๐๐ คนเศษ แต่ที่สกรรจ์ที่เปนหญิงแลคนไม่สกรรจ์ต่างหาก จำนวนมากน้อยเท่าใดหาปรากฎไม่ ในกาลครั้งนั้นที่ตำบลนายาง ซึ่งเปนแขวงเมืองไซในบัดนี้ มีข่าแจะ เปนขบถขึ้น นายบ้านจึงไปเชิญฟ้าแค้นลมนั้นให้มาปราบปราม พวกข่าแจะก็พ่ายแพ้ไป นายบ้านนั้นจึงขอให้พวกผู้ไทย คือฟ้าแค้น ลมตั้งอยู่ที่นั้น แต่ตำบลบ้านนั้นเปนพวกลื้อ ขึ้นอยู่กับเมืองหลวง พระบางมาช้านาน ครั้นฟ้าแค้นลมมาตั้งอยู่ที่นั้นแล้ว จึงเข้ามา อ่อนน้อมต่อเจ้านครหลวงพระบาง ฝ่ายเจ้านครหลวงพระบางจึง ตั้งให้เปนผู้รักษาบ้านนายาง ซึ่งเปนเมืองไซอยู่ในปัตยุบันนี้ แต่ ฟ้าแค้นลมซึ่งเปนเจ้าเมืองไซเปนเดิมซึ่งยกบ้านนายางขึ้นนี้ ตำบล นี้ก็เปนเมืองชั้นใน แต่ฟ้าแค้นลมได้สามิภักดิเข้ามา เจ้านครหลวง พระบางครั้งนั้นจึงตั้งให้เปนเจ้าตนพระพรหมวงษาเช่นกับเมืองใหญ่ หาได้เปนหัวพันเช่นเมืองทั้งปวงไม่ ตำแหน่งผู้รักษาเมืองไซจึงติดต่อ เปนเจ้าตนพระพรหมวงษาทุก ๆ คนต่อมา จนปัตยุบันนี้ก็ยังตั้งตามตำแหน่งนั้นอยู่ แลในทุกวันนี้ผู้ใดเปนเจ้าเมืองก็เปนแซ่ตระกูลนั้น ๒๘ สืบ ๆ มา ราษฎรก็ยังเรียกผู้เปนเจ้าเมืองว่าฟ้าเมืองไซ ตาม นามเดิมฟ้าแค้นลมนั้น ครั้นภายหลังชาติผู้ไทยเดิมก็สูญสิ้นไป เพราะระคนกับลื้อ การธรรมเนียมแลแต่งร่างกายนั้นในทุกวันนี้ ก็ไม่มีผู้ไทย กลายเปนลื้อไป แต่ยังทราบทั่วกันว่า ชาติของตัวเดิม เปนผู้ไทยอยู่ด้วยกันทั้งสิ้น เครื่องสำหรับยศตามเพศแต่เดิมของฟ้าแค้นลมซึ่งเปนเจ้าเมืองแต่ก่อนนั้น คือตราเปนอักษรจีน ๑ ดาบ เรียกว่าบ้าบุ่ม ๑ เล่ม หอกคันทับฟ้า ๑ ฆ้อง ๗ กำ ๑ ฆ้องเล็ก ๑ สิ่งของทั้งนี้ก็ยังคงอยู่ที่เมืองไซจนทุกวันนี้ ความชั้นต้นซึ่งเรื่อง เหลวลอย แต่เปนเค้าเล่าสืบมาด้วยความเดิมของแดนดินเมืองไล ดังซึ่งได้เรียบเรียงนี้ เปนคำให้การของท้าวไมนามวงษ์ ซึ่งเปน กรมการ ณเมืองไซให้การ ถามสอบซ้ำที่เปนการเกินจากธรรมดาไป ถึงดังนั้นท้าวไมแลกรมการก็ยังคงยืนยันเปนแน่แท้ว่า เปนเรื่อง ของปู่ย่าตายายเล่าสืบมาดังนี้ ในความข้อนี้ก็พอเปนอุปัติเหตุตามคำให้การ จะถือว่าถูกต้องเปนแก่นสารนั้นก็ยังหาสมทุกประการไม่ แต่ข้อซึ่งว่าคนเมืองไล เดิมมาอยู่ในเมืองไซนั้น ข้อนี้เปนแน่แท้ แต่จะมาด้วยเหตุประการใด ก็หาได้ความไม่ คงเปนว่ามาตามคำซึ่งให้การของท้าวไมนามวงษ์ นั้นเอง



๒๙ พงษาวดารเมืองไล

ลำดับนี้จะได้รับพระราชทานเรียบเรียงต่อไปในตำบลซึ่งเรียกว่าเมืองไลในทุกวันนี้นั้น ครั้นเมื่อผู้ไทยเดิมอพยพมาอยู่เมืองไซ สิ้นแล้ว ที่ตำบลนั้นมีแต่ข่าก้อ เปนป่าหามีผู้คนไม่ ได้สอบถาม กรมการของเมืองไล แลคำสามคำล่าบุตรท้าวไลได้ให้การเปน ความติดต่อสืบไป ดังจะได้เรียบเรียงเรื่องเมืองไลเปนตอนที่ ๒ มี ความพิศดารต่อไป อนึ่งในข้อความตามคำให้การที่จะกล่าวต่อไปนี้ เปนเค้าเดิม ซึ่งเห็นว่าน่าจะจริงดังนั้น ด้วยธรรมเนียมของคนเมืองไล อัธยาไศรย แลกิริยาความประพฤติก็ยังคงเปนจีนอยู่ทุกประการ แปลกแต่หา ได้ควั่นเปียไม่เท่านั้น ยังติดต่อมีคงอยู่ที่เมืองไลในทุกวันนี้ ในตำบลที่นี้ก็จะต้องนับว่าเดิมจะเปนคนผู้ไทยอยู่ก่อน เช่น คำให้การของท้าวไมนามวงษ์ซึ่งเปนตระกูลเดิมของตำบลนั้น คือ เมืองไลบัดนี้แน่ ครั้นพวกนั้นจะทิ้งร้างไว้ฤๅจะต้องพ่ายแพ้ถอยมา ก็ประมาณไม่ถูกถนัด แต่คำให้การก็หากล่าวไม่ เปนแต่กล่าวว่า พวกจีนไม่ยอมพวกตาด หนีมา เห็นที่ว่างจึงตั้งอาไศรย อยู่ที่นั้น ข้อนี้ก็ต้องกับคำท้าวไมนามวงษ์ให้การว่าทิ้งตำบลเสียแล้ว ได้อพยพมาตั้งอยู่บ้านทินบ้านบ่อ ความตรงกันว่าที่นั้นว่างเปล่าอยู่ พวกจีน จึงได้มาตั้งอยู่ที่นั้น แลพวกผู้ไทยไลเดิมอพยพมาตั้งเมืองไซทั้ง ๒ พวกก็สืบชาติเชื้อมาจนถึงปัตยุบันนี้ ทั้ง ๒ ตำบล คือ ทั้งเมืองไซแลเมืองไล ในข้อความนั้นก็คงจะเปนเวลานั้น ตำบลนั้นเปนป่าชัฏไม่เปน ๓๐ ของผู้ใด แต่ที่ดินนับว่าร่วมอยู่ในกงดินเปนของเมืองหลวงพระบาง ตามแจ้งอยู่ในหลักคำนั้น แต่คนที่มาตั้งเปนเดิมคงจะเปนจีนเปนแน่ ครั้นภายหลังเมืองหลวงพระบางได้ทราบก็มิได้ว่าประการใด ด้วย บูชาจีนอยู่ด้วย คงจะเห็นว่าเปนการดีด้วยที่เปล่า ๆ อยู่ ฝ่ายหัวน่าจีนเดิมที่มาตั้งนั้น เมื่ออยู่นานได้ทราบเบาะแสว่าเปนตำบลต่อติดทั้งลาวทั้งจีนแลญวน เห็นว่าเปนเมืองใหญ่ แลเมืองทั้ง ๓ ก็นับถือไป มาหากัน ในเวลานั้นก็มิได้เปนศัตรูต่อกัน ความรู้มากหวงกัน ที่ดินซึ่งจะล่วงล้ำเขตรแขวงก็ไม่รังเกียจแก่กันด้วยที่ดินนั้น ย่อม ผันผ่อนอ่อนหาตามกำลังบ้านเมืองของตน แต่ในเวลานั้นเมืองลาวเมืองจีนแลเมืองญวนก็คงเปนมีอำนาจกว่าพวกที่มาตั้งอยู่นั้น เมืองใดขึ้นลงไปมาฤๅจะเกี่ยวการในตำบลนั้นก็ได้ทั้ง ๓ ฝ่าย ไม่ว่ากล่าวกัน แต่ฝ่ายลาวอยู่ข้างจะอ่อนกำลังกว่า แต่เปนเจ้าของที่ตำบลนั้นเปนแน่ แต่จะหลายร้อยปีมาแล้ว การเดิมคงจะเปนดังนี้ ดังนั้นหัวน่าจีนที่มา ตั้งในตำบลนั้นจะทราบการถนัด ทั้งเขตรแขวงก็ต่อติดมีทางทั้ง ๓ เมือง ครั้นเมื่อตั้งรกรากลงแล้ว จีนก็ระคนกับผู้ไทยเดิมในตำบลนั้น คงจะ คิดหาความศุขที่จะรักษาพรรคพวก จึงเข้าหาทั้ง ๓ เมือง ยกตัว ขึ้นว่าเปนเมือง ๓ ฝ่ายฟ้า เพื่อจะไม่ให้มีความเดือดร้อนถึงเท่านั้น เดิมคงจะเปนมาดังนี้ จริงอยู่ซึ่งจะเปนดังนี้แน่ แต่ถึงกระนั้นก็เพราะด้วยตำบลนั้น ไม่เปนถิ่นที่อุดมเลย ความที่ตำบลไม่อุดมนั้น จึงทำให้เมืองใหญ่ ซึ่งมีอำนาจเปนชั้นทั้ง ๓ เมือง เห็นชอบยินยอมพร้อมให้ตำบลนั้น

๓๑ เรียกว่าเมืองสามส่วยฟ้ามาได้ตามคำให้การนั้นถึง ๓๐๐ ปีเศษ มี ความตามคำให้การของกรมการแลคำสามคำล่าบุตรท้าวไล ซึ่งได้ รับพระราชทานเรียบเรียงมีความพิศดารเปนหลายประการ ดังแจ้ง ต่อไปน่าโน้น ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด

เรื่องเมืองไล

ด้วยความรู้ก่อนเกิดเรื่องเมืองไลแต่แรกเดิมนั้น ตามที่ ปู่ย่าตายายของกรมการซึ่งให้การ แลบางข้อความได้รู้ตามหนังสือ จดหมายเหตุที่ผู้เถ้าผู้แก่จาฤกไว้มีในเมืองไลนั้นบ้าง แต่ในบัดนี้ เมืองไลมีศึกศัตรูย่ำยี ถูกเพลิงไหม้บ้านเมือง หนังสือจดหมาย เหตุการณ์โบราณสำหรับบ้านเมืองนั้นเพลิงก็ไหม้เสียหมด จะค้นหาหนังสือจดหมายโบราณเหล่านั้นมาแปลสอบสวนกันก็มิได้ จึงได้ เรียบเรียงความเปนข้อ ๆ ตามคำให้การเปนลำดับกันไปเปนตอนที่ ๒ ด้วยเรื่องเมืองไลนั้นดังต่อไปนี้

ตอนที่ ๒ ใจความว่า เมื่อครั้งศักราชเม่งเฉียวในเรื่องราวพงษาวดารจีนนั้นประมาณ ๓๐๐ ปีเศษแล้ว พวกตาดยกเข้ามาย่ำยีตีได้ประเทศจีน พวกจีนที่ไม่สมัคยอมอยู่ในอำนาจตาดก็พากันอพยพหลบหนีไปอยู่ในบ้านเมืองต่าง ๆ ๓๒ ในเรื่องราวนั้นมีขุนนางจีนคน ๑ เปนแซ่ฬ่อ เรียกว่าฬ่อตายันอยู่ในเมืองลิมเจา ๆ นั้นเปนหัวเมืองขึ้นของเมืองจีน อยู่ใกล้กับเมืองกวางตุ้ง ฬ่อตายันผู้นี้ไม่สมัคยอมอยู่ในอำนาจตาด จึงเกลี้ยกล่อม ชักชวนญาติพี่น้องที่ร่วมแซ่แลต่างแซ่พร้อมใจกัน อพยพครอบครัวบ่าวไพร่ประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษออกจากเมืองลิมเจา มาตั้งอาไศรย อยู่ที่ตำบลแห่ง ๑ ใกล้ฝั่งน้ำแท้ เปนแดนดินลาวอยู่ในอาณาเขตร สยามแลเขตร จีนต่อกัน แต่ที่ตำบลซึ่งตั้งอยู่ในเวลานั้นเปนแต่ที่ ทำเลว่างพอจะตั้งอยู่ได้ มีแต่พวกข่าก้ออยู่อาไศรย ยังหาได้เรียกว่า เปนบ้านเมืองไม่ พวกจีนก็ขับไล่พวกข่าก้อให้ออกไปตั้งอยู่ตามป่า ตามเขาห่างที่นั้นออกไป แล้วพวกจีนก็ปันน่าทีช่วยกันปราบถางที่ทางลงตั้งเปนบ้านอาไศรยอยู่ในที่นั้นต่อมา ครั้นภายหลังพวกผู้ไทยขาว ผู้ไทยดำอยู่ในแดนดินสิบสองจุไทยใกล้เคียงที่นั้นก็มาอยู่ปะปนกันกับพวกจีนบ้าง จึงพากันเรียกตำบลบ้านนั้นว่าเมืองไล่ เปนภาษาผู้ ไทยขาว อาไศรยเหตุซึ่งพวกจีนมาขับไล่พวกข่าก้อให้ไปอยู่เสีย ที่อื่น เอาตำบลนั้นตั้งเปนบ้านเมืองของตัวอยู่ได้สืบมา ครั้นภายหลังคำคนที่เรียกเมืองไล่นั้นก็เพี้ยน ๆ เสียงไปว่าเมืองไลมาจนเท่าบัดนี้ แลพวกจีนมาตั้งอยู่เมืองไลแต่เดิมนั้น ก็ไว้ผมมวยเหมือน พวกจีนแต่โบราณ หาได้ควั่นเปนผมเปียเหมือนอย่างจีนทุกวันนี้ไม่ พวกจีนที่ไว้ผมเปียนั้นถือตามธรรมเนียมพวกตาด เพราะฉนี้พวกจีนเมืองไลทั้งหญิงทั้งชายก็ไว้ผมมวยตามธรรมเนียมจีนเดิมสืบๆ กันมา จนทุกวันนี้

๓๓ พวกจีนเมืองลิมเจามาตั้งเมืองไลอยู่เปนเดิม ในเวลานั้นหามีคนจีนญวนพวกอื่น ๆ มาตั้งอยู่แต่ก่อนไม่ แดนดินเมืองไล อันเปนปลายพระราชอาณาเขตรสยาม แลต่อกันกับเขตรแดนจีนแลเขตรแดนญวน มีรูปปรากฎแจ้งอยู่ใน แผนที่ซึ่งเจ้าพนักงานกรมแผนที่ได้ตรวจสอบถี่ถ้วนแลทำลงไว้เปนแบบนั้นแล้ว ที่แม่น้ำแท้นั้นเปนฝั่งฟากตวันตก ทิศเหนือจดภูฝาง ทิศใต้ จดแม่น้ำเหมิก ทิศตวันตกจดเมืองแถง เปนเขตรแดนแผ่นดินลาว ซึ่งเปนพระราชอาณาเขตรสยาม ในฟากตวันออกนั้นเปนเขตรแดนจีนข้างทิศใต้ในฝั่งตวันออกนั้นเปนเขตรแดนญวน มีแม่น้ำ ๑ ชื่อแม่น้ำม้า กั้นอยู่เปนเขตร แต่พวกราษฎรนั้นได้แยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนอยู่ตามฝั่งฟากตวันออกบ้าง ในฝั่งฟากตวันตกบ้าง ต่างคนทำไร่นาหากินอยู่สืบมา ฬอตายันซึ่งเปนหัวน่าของพวกจีนเมืองไลนั้น คิดเห็นว่าได้มาอาไศรยอยู่ในเขตรแดนแผ่นดินแล้ว จึงแต่งให้คุมสิ่งของเครื่องบรรณาการลงมาถวายเจ้านายฝ่ายลาวเมืองล้านช้างร่มขาว ซึ่งเรียก ว่าเมืองหลวงพระบางราชธานีอยู่ในบัดนี้ ขอพึ่งโพธิสมภารเปนข้า ขอบขัณฑเสมา ส่วนเจ้านครล้านช้างร่มขาวทรงเห็นว่า มีพวกจีนมาขอพึ่ง อาไศรยตั้งอยู่ในปลายแดนแผ่นดิน แลมาสวามิภักดิอ่อนน้อมดังนั้น ๕

๓๔ ก็มีพระไทยยินดี ด้วยหมายจะได้พวกจีนเหล่านั้นไว้ให้อยู่ช่วยป้องกันรักษาแผ่นดินปลายพระราชอาณาเขตรสืบไป จึงโปรดตั้งให้ฬ่อตายันหัวน่าพวกจีนเหล่านั้นเปนเจ้าเมืองไล ให้บำรุงพวกจีนแลพวกอื่น ๆ ซึ่งมาตั้งทำมาหากินอยู่ในเมืองนั้นเจริญเปนศุขสืบไป ตั้งแต่นั้นมาเจ้าเมืองไลก็นับถืออ่อนน้อมอยู่ต่อเมืองล้านช้าง ร่มขาว ยังหาได้ไปอ่อนน้อมต่อฝ่ายจีนแลฝ่ายญวนไม่ ถึงคำรบ ๓ ปี จึงแต่งคนคุมสิ่งของเครื่องบรรณาการลงมาถวายเจ้านครล้านช้าง ร่มขาวๆ ก็โปรดประทานสิ่งของต่าง ๆ ตอบแทนเครื่องบรรณาการ บ้างเปนดังนี้ต่อ ๆ มา จนเจ้าเมืองไลคนเดิมนั้นถึงแก่กรรมล่วงไป แลบุตรหลานเจ้าเมืองไลผู้ใดซึ่งจะได้เปนเจ้าเมืองไลสืบไป ก็ต้อง แต่งคนลงมาขอตราตั้งไปแต่เมืองนครล้านช้าง เจ้าเมืองนครล้านช้างก็โปรดตั้งให้ผู้นั้นเปนเจ้าเมืองไลสืบตระกูลต่อไป ครั้นภายหลังผู้ที่ได้เปนเจ้าเมืองไลสืบมาเห็นว่าพวกราษฎรเกิดเจริญทวีขึ้น แลแยกย้ายกันไปตั้งบ้านเรือนทำมาหากินอยู่ตา?ฝั่ง แม่น้ำแท้ ข้างทิศตวันออกเปนแดนดินจีนบ้าง แลเปนแดนญวนบ้าง แลภายหลังพวกตาดซึ่งเข้ามาครองประเทศจีนสืบมานั้น จัดการ บ้านเมืองให้ราษฎรอยู่เย็นเปนศุขเรียบร้อย เจ้าเมืองไลภายหลังนี้ จึงคลายทิษฐิมานะลง แลจึงได้แต่งคนคุมสิ่งของไปคำนับอ่อนน้อมฝ่ายจีนบ้าง ฝ่ายญวนบ้าง เพื่อจะได้เปนทางให้ราษฎรไปมาค้าขาย สดวก แลเพื่อจะมิให้มีการรบกวนเบียดเบียนแก่กันทั้ง ๓ ฝ่าย ด้วย ไปมาค้าขายถึงกันอยู่เนือง ๆ

๓๕ ตั้งแต่นั้นเมืองไลจึงได้ไปคำนับอ่อนน้อมต่อฝ่ายจีนแลฝ่ายญวนแลฝ่ายลาว เปนธรรมเนียมสืบมาทุก ๆ เจ้าเมืองที่ได้เปนเจ้าเมืองไล นั้น เจ้าเมืองไลเก็บเงินส่วยพวกราษฎรซึ่งทำมาหากินอยู่ในแดนดิน ทั้ง ๓ ฝ่ายนั้นได้มากน้อยเท่าใดแล้ว ก็แบ่งออกเปน ๓ ส่วน ๆ ที่เก็บ ได้ในแดนดินลาวก็ส่งมาถวายเจ้านายฝ่ายลาว ส่วนที่เก็บได้ในแดนดินจีนก็ส่งไปถวายเจ้านายฝ่ายจีน แลส่วนที่เก็บได้ในแดนดินญวนก็ส่งไปถวายเจ้านายฝ่ายญวน แลเหลือจากนั้นก็จำหน่ายใช้การบำรุงเมืองไลต่อไป การเดิมเปนมาดังนี้ ในภายหลังจึงได้เรียกกันว่าเมืองส่วย ๓ ฝ่ายฟ้าสืบมาจนทุกวันนี้ เจ้าเมืองไลแต่เดิม ๆ ในชั้นต้นนั้น จะส่งส่วยบรรณาการถวายแก่เจ้านายทั้ง ๓ ฝ่ายนั้นเปนฝ่ายละมากน้อยเท่าใดก็ไม่ปรากฎแน่ ด้วยบ้านเมืองแลเขตรแขวงพึ่งตั้งขึ้นใหม่ ๆ แลราษฎรก็ยังไม่มี เต็มภูมิลำเนาทีเดียว ต่อภายหลังราษฎรเกิดเจริญมากขึ้น แลตั้ง บ้านเรือนเปนภูมิลำเนามั่นคงลงมากแล้ว เจ้าเมืองไลในชั้นหลัง ลงมาจึงได้เก็บส่วย แลจัดเปนเครื่องบรรณาการถวายแก่เจ้านาย ทั้ง ๓ ฝ่ายนั้นเปนธรรมเนียมได้รู้กันสืบมาจนถึงบัดนี้ คือเมืองหลวงพระบางนั้นเปนส่วยเงินพันหนึ่ง บางทีเรียกว่า ๓ ปุงเศษ ปุง ๑ เปนเงินไทย ๒๕ บาท รวม ๓ ปุงเศษนั้น เปน เงินไทยชั่ง ๑ ม้า ๆ หนึ่ง เมืองจีนนั้น มีแต่ส่วยเงิน ๑๐ ปุง ๆ ละ ๒๕ บาท รวมเปน เงิน ๒๕๐ บาท เพราะมิได้มีม้า แลเก็บเงินส่วยในแดนดินฝ่ายจีนนั้น ๓๖ ได้มากกว่าฝ่ายลาวแลฝ่ายญวน เงินส่วยที่ส่งไปฝ่ายญวนนั้น ๕ ปุง เปนเงิน ๑๒๕ บาท เพราะมิได้มีม้าเหมือนกันกับส่วยฝ่ายจีน แต่ส่วยซึ่งเก็บได้ในแดนดินฝ่ายญวนแลฝ่ายลาวนั้นประมาณเท่ากัน แต่ฝ่ายลาวนั้นมีม้าเปนส่วยด้วย จึงได้หักเงินลงเปนราคาม้าเมืองไลตัวละ ๓๐ บาท แลม้าเมืองไลนั้นมีกำลังแลฝีเท้าควบขี่ขึ้น ภูเขาได้คล่องแลแขงแรง เจ้านายฝ่ายลาวจึงสั่งให้ส่งไปเปนส่วย สืบมา คิดตั้งแต่ครั้งปู่ย่าตายายเปนต้นแซ่พวกเมืองไลที่ได้ยกอพยพมาจากเมืองลิมเจาในคราวนั้น จนถึงปัตยุบันบัดนี้ นับเปนลำดับแซ่กระษัตริย์วงษ์ตาด ซึ่งยกเข้ามาตีประเทศจีนแลได้ครองเมืองจีน คือ เม่งเฉียว ๑ เยนเฉียว ๑ ตาชินเฉียว ๑ รวมเปน ๓ ชั่วแซ่กระษัตริย์วงษ์ตาด ซึ่งได้ครองประเทศจีนสืบมาจนถึงบัดนี้ นับเปนลำดับชั่วแซ่กระษัตริย์วงษ์ญวน ซึ่งได้ครองเมืองญวนคราวเดียวกัน กับลำดับเม่งเฉียวมานั้น คือ กงเฉียว ๑ เลเฉียว ๑ หลีเฉียว ๑ จั้นเฉียว ๑ เลเฉียวอิกครั้ง ๑ เอ้นเฉียว ๑ รวมเปน ๖ ชั่วด้วยกัน ประมาณ เปนปีได้ ๓๐๐ ปีเศษ ผู้ซึ่งเปนเจ้าเมืองไลสืบ ๆ กันมาตั้งแต่ฬ่อตายันเปนคนเดิมนั้น จนถึงท้าวไลบิดาคำสามคำล่าในปัตยุบันนี้มีแต่พวกจีนแซ่ฬ่อแซ่เดียว มิได้มีแซ่อื่นแซกแซงเข้ามาเปนเจ้าเมืองเลยแต่ครั้งหนึ่ง พวกจีนแต่แรกมาตั้งอยู่เมืองไลนั้น ก็ใช้หนังสือจีนอยู่ตาม เดิม ครั้นภายหลังพวกผู้ไทยขาว พวกผู้ไทยดำ ซึ่งอยู่ในแดนดิน ๓๗ สิบสองจุไทยใกล้กันนั้นมาอยู่ปะปนกัน แลพูดภาษาพวกผู้ไทยมาก แลพวกจีนเดิมเหล่านี้ได้หญิงพวกผู้ไทยขาวพวกผู้ไทยดำมาเปนภรรยาบ้าง การระคนปนกันไปมาดังนี้ ธรรมเนียมจีนแลภาษาจีนนั้นก็ใช้ พูดกันน้อยลง พูดเปนภาษาผู้ไทยไปเสียโดยมาก แลพวกจีนเดิม เหล่านั้นจึงได้ใช้หนังสือพวกผู้ไทยด้วย คนทั้งหลายก็เรียกพวกจีน เดิมเหล่านั้นว่าเปนพวกผู้ไทยขาวไปทั้งสิ้น ด้วยเห็นผิวขาวคล้าย ๆ กันแลธรรมเนียมก็ไม่ไกลกัน ตัวอักษรผู้ไทยขาวผู้ไทยดำนั้นก็มีเค้ามูลคล้ายกันกับตัว หนังสือฝ่ายลาวแลฝ่ายไทยอย่างโบราณ ดังจะมีสระพยัญชนะในต่อไป พวกจีนเมืองไลสืบต่อบุตรหลานเหลนลงมาหลายชั่วคนแล้ว ก็ใช้หนังสือผู้ไทยมากกว่าหนังสือจีน แลพูดเปนภาษาผู้ไทยไป ทั้งเมือง หนังสือจีนแลภาษาจีนเดิมนั้นก็ใช้กันแลพูดกันมีแต่ใน พวกแซ่ของตัว เมืองไลแต่เดิมนั้นตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแท้ ฝั่งฟากตวันตกใน แดนดินลาวซึ่งเปนพระราชอาณาเขตรสยาม ครั้นภายหลังประมาณปีเท่าไรนั้นไม่รู้แน่ เจ้าเมืองไลจึงยกครอบครัวข้ามไปตั้งเมืองอยู่ใหม่ ในฟากตวันออกเปนแดนดินจีน แต่ที่นานั้นอยู่ในแดนดินลาวฝั่ง ฟากตวันตกโดยมาก พวกเมืองไลก็ข้ามมาทำนาในฝั่งฟากตวันตก อยู่เสมอทุกปี ตามที่ได้เคยทำมาแต่ก่อน ตำบลบ้านใหญ่น้อยต่าง ๆ ในเขตรแดนเมืองไล เมื่อราษฎร ตั้งอยู่ทำมาหากินเปนศุขเจริญมากขึ้นแล้ว เจ้าเมืองไลก็ยกตำบล ๓๘ บ้านต่าง ๆ เหล่านั้นขึ้นเปนหัวเมืองน้อย ขึ้นแก่เมืองไลสืบต่อเนื่อง ๆ มาหลายชั่วคนแล้ว จนถึงเวลาปัตยุบันนี้ จึงเปนหัวเมืองขึ้นของ เมืองไลมีชื่อต่าง ๆ มีบ้านเรือนแลราษฎรมากบ้างน้อยบ้างดังนี้ คือ หัวเมืองที่ตั้งอยู่ในแดนดินฝ่ายลาวฝั่งฟากตวันตกแม่น้ำแท้ นั้น คือ ๑ เมืองตุง มีบ้านเรือน ๒๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ ๒ เมืองจา มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๓ เมืองนาฮี มีบ้านเรือน ๒๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ ๔ เมืองตอง มีบ้านเรือน ๑๒ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๙๐ คนเศษ ๕ เมืองแหย มีบ้านเรือน ๑๔ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๑๐๐ คนเศษ ๖ เมืองภูฝาง มีบ้านเรือน ๓๐๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๕๐๐ คนเศษ รวม ๖ เมือง หัวเมืองซึ่งตั้งอยู่ในแดนดินฝ่ายจีนฝั่งฟากตวันออกแม่น้ำแท้ข้างทิศเหนือจดแม่น้ำม้านั้น คือ


๓๙ ๑ เมืองโม้ มีบ้านเรือน ๒๕ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ ๒ เมืองบุม มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๓ เมืองแตะ มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎรชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๔ เมืองเจียงเหนือ มีบ้านเรือน ๓๐ หลังคาเศษ มีราษฎร ชายหญิง ๓๐๐ คนเศษ ๕ เมืองปากตัน มีบ้านเรือน ๒๐ หลังคาเศษ มีราษฎร ชายหญิง ๒๐๐ คนเศษ รวม ๕ เมือง หัวเมืองขึ้นเมืองไลตั้งอยู่ตามฝั่งแม่น้ำแท้ข้างทิศตวันออก เฉียงใต้ ตั้งแต่แม่น้ำม้าลงไปจดถึงแม่น้ำฟาในแดนดินฝ่ายญวนนั้น คือ ๑ เมืองน้ำม้า มีบ้านเรือน ๕๐ หลังคาเศษ มีราษฎร ชายหญิง ๖๐๐ คนเศษ เมืองนี้ยกตำบลบ้านเป้า ๑ บ้านาต่ำ ๑ รวม ๒ ตำบลขึ้น เปนเมือง รวมหัวเมืองขึ้นเมืองไลในแดนดินทั้ง ๓ ฝ่ายนั้น คือ เมือง ในแดนดิน ลาว ๖ จีน ๕ ญวน ๑ เปน ๑๒ เมืองด้วยกัน เจ้าเมืองไลแต่ก่อน ๆ มานั้น เจ้านครล้านช้างโปรดให้รับ ตราตั้งตำแหน่งยศเปนที่พระยาเหมือนอย่างยศเสนาบดีในเมืองนครล้านช้างนั้น แต่ในครั้งเจ้าแผ่นดินล้านช้าง พระองค์ใดเปนต้นเดิม

๔๐ แลศักราชเท่าไรนั้นไม่ได้ความแน่ ด้วยเมืองไลได้เคยเสียแก่ข้าศึก ต้องแตกหนีทิ้งบ้านเมืองเปนหลายครั้ง แลเมืองนครล้านช้าง ก็เคย แตกเสียแก่ข้าศึกมาหลายครั้ง กับทั้งครั้งนี้พวกฮ่อเอาเพลิงเผาบ้านเมืองยับเยินหนังสือสำหรับราชการบ้านเมืองแต่โบราณก็เสียสูญไป เสียโดยมาก จึงไม่ได้ความชัดทั้ง ๒ ฝ่าย ครั้นต่อล่วงมาเมื่อ ปู่ท้าวไลได้เปนเจ้าเมืองไลนั้น เจ้านครหลวงพระบางโปรดให้รับยศตราตั้งมีนามว่าเจ้าตนพระพรหมวงษา แลต่อมาถึงบิดาท้าวไลแล ตัวท้าวไลในปัตยุบันก็ได้รับตราตั้ง มีชื่อเดียวดังนี้ เปน ๓ ชั่วคนแล้ว เมืองสิบสองผู้ไทยนั้น คือเมืองพวกผู้ไทยขาว ๑ เมืองผู้ ไทยดำ ๑ เปน ๒ พวกด้วยกัน เมืองที่พวกผู้ไทยขาวอยู่นั้น คือ เมืองไล ๑ เมืองเจียน ๑ เมืองมุน ๑ เมืองบาง ๑ รวมเปน ๔ เมืองด้วยกัน เมืองที่พวกผู้ไทยดำอยู่นั้น คือ เมืองแถง ๑ เมืองควาย ๑ เมืองดุง ๑ เมืองม่วย ๑ เมืองลา ๑ เมืองโมะ ๑ เมืองหวัด ๑ เมืองซาง ๑ รวมเปน ๘ เมือง ๆ ผู้ไทยขาว ๔ เมืองผู้ไทยดำ ๘ เปน ๑๒ เมือง จึงเรียกว่าเมืองสิบสองผู้ไทย แต่บัดนี้เรียกว่า สิบสองจุไทยบ้าง เจ้าเมืองทั้งปวงตั้งแต่ฬ่อตายันเปนเจ้าเมืองไลคนเดิม แล บุตรหลานเหลนในแซ่ฬ่อนั้น ได้เปนเจ้าเมืองสืบต่อเปนลำดับกัน ลงมาจนถึงปู่แลบิดาของท้าวไล ซึ่งเปนบิดาคำสามคำล่าผู้ให้การ ข้อความนี้ ปู่ท้าวไลในปัตยุบันเปนเจ้าเมืองไลอยู่ได้ ๒๐ ปีก็ป่วยถึง ๔๑ แก่กรรม ฬ่อวุ่นงานผู้บุตรซึ่งเปนบิดาท้าวไลเปนเจ้าเมืองไลสืบมา อยู่ได้ ๑๐ ปีก็ป่วยถึงแก่กรรม ฬ่อวุ่นงาน มีบุตรชาย ๓ คน บุตรชายใหญ่ชื่อ ฬ่อวุ่นไท่ ๑ บุตรชายที่ ๒ ชื่อ ฬ่อวุ่นชิน ๑ บุตรชายที่ ๓ ชื่อ ฬ่อวุ่นต๋ง ๑ เปน ๓ คนพี่น้องด้วยกัน ฬ่อวุ่นไท่ผู้พี่ใหญ่กับฬ่อวุ่นต๋งผู้น้องน้อย ปฤกษากรมการแลญาติพี่น้องพร้อมกัน ยอมให้ฬ่อวุ่นชินผู้บิดาคำสาม คำล่าเปนเจ้าเมือง คือ ท้าวไลในปัตยุบันนี้ เมื่อฬ่อวุ่นชินได้เปนเจ้าเมืองไลนั้น อายุได้ ๑๙ ปี ได้รับ ตราตั้งต่อเจ้านครหลวงพระบางราชธานี เปนที่เจ้าตนพระพรหมวงษา ผู้รักษาเมืองไล ตามธรรมเนียมปู่แลบิดาสืบมาเหมือนแต่ก่อน ธรรมเนียมเจ้าเมืองไล ตั้งกรมการช่วยราชการบ้านเมืองมี ๑๒ คน คือ กวางขา ๑ ฮ่อโหลง ๑ ฮ่อจะแก๋ ๑ กวางจิ๋ง ๑ กวางโงน ๑ กวางหลิง ๑ กวางต๋า ๑ กวางวั่น ๑ กวางย่าน ๑ กวางถือ ๑ กวางเหว็น ๑ กวางเหลง ๑ รวม ๑๒ คน ไม่กำหนด ตำแหน่งว่าใครเปนใหญ่เปนน้อยกว่ากัน แลมิได้แบ่งปันว่าผู้ใดเปนฝ่ายทหารแลพลเรือน แลมิได้กำหนดให้ผู้ใดว่าการในตำแหน่งนั้น ๆ เปนนิตย์ ถ้าจะใช้ผู้ใดไปทำการฝ่ายทหารแลการพลเรือนอย่างไร ผู้นั้นก็ไปกระทำการตามสั่งได้ทุกทาง พวกกรมการเหล่านั้น เจ้าเมืองไลให้ที่นาสำหรับกิน ทุก ๆ คน กำหนดคน ๑ ได้ที่นาแห่ง ๑ ประมาณจะทำเข้า ๖

๔๒ ได้ ๒๐๐๐ ถัง ไม่กำหนดเปนไร่งานเหมือนฝ่ายไทยแลลาว แลให้ ที่แดนดินตามหัวเมืองสำหรับเก็บส่วยอิกทั้ง ๑๒ คน ตามโชคลาภ ของผู้ใด จะได้ที่ดินในหัวเมืองใด แลจะมีคนมากแลน้อยแลจะ เก็บส่วยได้เท่าใดนั้น พวกเมืองไลทำการหากินนั้น คือ นาเข้า ๑ ไร่เข้า ๑ ไร่ฝ้าย ๑ แล้วเอาสินค้าฝ้าย ๑ ลูกกระวานขาว ๑ ลูกกระวานดำ ๑ ครั่ง ๑ แลอื่น ๆ อิกเล็กน้อยไปขายทางเมืองจีนแลเมืองญวน แล ซื้อผ้าแลด้ายแลเกลือแลปลาแลเหล็กแลเครื่องใช้ต่าง ๆ แต่ เมืองจีนแลเมืองญวนมาแลกขายใช้กันที่เมืองไล แต่เข้านั้นพอทำ พอกินในบ้านเมือง มิได้ขายเปนสินค้าส่งไปเมืองอื่นเลย ธรรมเนียมใช้เงินที่เมืองไลนั้น ใช้เงินมุ่น เงินแท่ง เปนเงิน อย่างจีนแลอย่างญวนเปนพื้นเมืองมาแต่ก่อน ด้วยการค้าขายแลกซื้อระคนไปทั้งจีนทั้งญวนมาแต่เดิม แต่บัดนี้เงินบาทเงินเหรียญไทย แลเงินรูเปียแลเงินเหรียญฝรั่งแลเงินแท่งเงินก้อนใด ๆ ก็ใช้ได้ทั้งสิ้น เว้นแต่เลือกเงินปลอมดำแดง เหมือนอย่างธรรมเนียมเมือง ทั้งปวงนั้น เมื่อท้าวไลได้เปนเจ้าเมือง เจ้านครหลวงพระบางโปรดให้ รับตราตั้งตำแหน่งยศเปนเจ้าตนพระพรหมวงษาเสร็จแล้ว ฝ่ายจีน หาได้ให้ตราตั้งแก่ท้าวไลอิกไม่ ด้วยฬ่อวุ่นไท่ผู้เปนพี่ชายท้าวไล ได้ รับตราตั้งชื่อยศเปนฬ่อหูแย้ รับราชการฝ่ายจีนอยู่ที่เมืองไลนั้นแล้ว แต่ฝ่ายญวนตั้งให้ท้าวไลเปนที่กวานฟู ท้าวไลจึงให้บุตรชายทั้ง ๓ คน ๔๓ ช่วยราชการคนละฝ่าย ให้คำโหมช่วยราชการฝ่ายเมืองจีน ให้ คำสามช่วยราชการฝ่ายเมืองญวนให้คำล่าช่วยราชการฝ่ายเมืองลาว ถ้าฝ่ายใดมีราชการแลคำสั่งประการใดไปถึงเจ้าเมืองไล ก็ทำ ตามสั่งในฝ่ายนั้นให้สำเร็จข้อราชการมิได้ขัดขวาง ธรรมเนียมเจ้าเมืองไลเก็บส่วยแก่ราษฎรนั้น เก็บตามหลังคาเรือนเหมือนธรรมเนียมเมืองหลวงพระบางเก็บส่วยแก่พวกข่าแจะฉนั้นเรือนหลัง ๑ มีคนแต่สองผัวเมียไม่เก็บ ถ้ามีชายตั้งแต่ ๒ คน แลมีภรรยาแล้วทั้ง ๒ คนจึงเก็บส่วย ๒ คน เปนเงิน ๕ สลึง ถ้าชายโสด ยังไม่มีภรรยาแลชายหม้ายภรรยาตายก็ไม่เก็บส่วย ถ้าเรือน ๑ มีคู่ผัวเมียอยู่ด้วยกันหลายครอบครัวก็เก็บส่วยรวมเปนเงิน ๕ บาท เท่านั้นเปนอย่างที่สุด จะเก็บส่วยมากกว่านี้ขึ้นไปอิกไม่มี ธรรมเนียมเก็บค่านานั้น ถ้าราษฎรทำนาในเนื้อที่เปนของสำหรับเมืองสืบมาแต่เดิม ก็เก็บตามจำนวนเข้าที่ราษฎรทำได้มาก แลน้อย กำหนดพันถัง คือ ๑๐ เกวียน เปนเงิน ๑๕ บาท สองพันถัง คือ ๒๐ เกวียน เปนเงิน ๓๐ บาท ถ้าราษฎรทำได้เข้ามากหลายพันถังขึ้นไปจนถึงหมื่นถังฤๅแสนถังก็ดี ก็เก็บเพียง ๓๐ บาทเปนที่สุดเท่านั้น ถ้าชาวนามีเพียรจะโก่นสร้างป่าดอน ทำที่นาต่อออกไปอิกมากน้อย เท่าใดก็มิได้ห้าม แลจะทำเข้าในที่เนื้อนาของตัวได้มากน้อยเท่าใด ก็มิได้เก็บค่านาเลย


๔๔ คนที่ทำนาแลเสียค่านาดังนี้แล้ว ถึงอยู่เรือนเดียวกันหลายครอบครัวก็มิได้เรียกส่วยอิกเลย แลมิได้เก็บภาษีอากรอย่างอื่นอิก เก็บแต่ส่วยแลค่านา ๒ อย่างเท่านี้ ที่เมืองไลแลตามหัวเมืองขึ้นเมืองไลนั้น มีพวกข่าก้อพวก ๑ ข่าอุ่นยี่พวก ๑ ข่าอาก้าพวก ๑ เปน ๓ พวกด้วยกัน อยู่ตามป่า แลภูเขา ทำไร่เข้าแลผักฟักแฟงแลสิ่งต่าง ๆ พอแลกขายกิน พวก ๑ ประมาณทั้งชายทั้งหญิง ๑๐๐ คนบ้าง ไม่ถึง ๑๐๐ คนบ้าง แต่ปลูกตูบแลกระท่อมอยู่เปนหมู่กันบ้าง อยู่ห่างไกลกันบ้าง ข่าทั้ง ๓ พวกนั้นประมาณไม่ถึง ๓๐๐ คน พูดภาษาต่าง ๆ ไม่เหมือนกัน คล้ายกับ ภาษาจีนป่าแต่เดิม มีคนเย้าพวก ๑ คนแม้วพวก ๑ ทั้ง ๒ พวกนี้ พวกละ ๑๐๐ เศษ แล ๒๐๐ เศษ ไม่ชอบอยู่ที่ป่าดินราบ ได้ยินเสียงกบเขียดร้องไม่ได้ ไม่สบาย ชอบอยู่ตามภูเขาสูง ๆ ฤดูฝนไม่ลงมาเที่ยวตามพื้นดิน น่าแล้งจึงลงมา คนเย้าคนแม้ว ๒ พวกนี้ผิวพรรณขาว ๆ คล้ายกัน กับคนจีนแลไว้ผมกระหมวดมวยบ้าง ปล่อยกระจายปรกไปข้างหลังบ้าง เหมือนอย่างพวกจีนเดิม ลางทีก็เรียกกันว่าพวกฮ่อป่า พวก ผู้หญิงกระหมวดผมข้างน่าแลตามข้าง ๆ ผู้ชายสวมเสื้อกางเกง สั้น ๆ กว้าง ๆ ผู้หญิงสวมเสื้อยาวถึงข้อเท้าเหมือนหญิงจีนแลหญิงญวน พวกเย้าพวกแม้วนี้มีความฉลาดกว่าพวกข่าก้อข่าวุ่นยี่ข่าอาก้าเหล่านั้น เอาต้นหญ้าแลเปลือกไม้มาปั่นพอทำเสื้อผ้าได้ แต่พวก ข่า ๓ พวกนั้นทำเสื้อผ้าใช้เองไม่ได้

๔๕ พวกเย้าพวกแม้วเหล่านี้เจ้าเมืองไลเกณฑ์มาใช้ช่วยราชการ รบศึกได้บ้างเปนคราว ๆ แต่มิได้รบกวนเกณฑ์ใช้การบ้านเมือง อย่างอื่น ๆ ถ้าเจ้าเมืองเบียดเบียนไม่ชอบใจก็หนีไปอยู่เสียตามภูเขาแขวงเมืองอื่น ๆ เจ้าเมืองกรมการจึงมิได้ข่มขี่แลเบียดเบียนให้ เดือดร้อนเลย ที่เมืองไลมีศาลเจ้าสำหรับไหว้เจ้า แลพวกเมืองไลก็นับถือ ไหว้เจ้าแลเส้นผีแลถือตรุศสารทขนมเข่งขนมอี๋ครบทุกอย่างเหมือน ธรรมเนียมจีน มิได้มีวัดพระพุทธรูป แลมิได้มีวัดหลวงจีน วัดหลวงญวนเลย ธรรมเนียมเมืองไลชำระคดีที่ราษฎรฟ้องหาความแก่กัน ตัด สินเกลี่ยไกล่เปนความเถ้าแก่โดยมาก ด้วยมิใคร่จะมีความมาถึง โรงศาล ถ้าชายใดประพฤติชั่ว ไปล่วงประเวณีผิดภรรยาผู้อื่น ชายผัวจับได้ก็ฆ่าเสียทั้งเมียแลชายชู้ แล้วนำศีศะไปให้เจ้าเมืองกรมการ ๆ ให้โบยชายผัวแต่เบา ๆ ๓๐ ทีเปนข้อละเมิดฆ่าคน มิได้มาฟ้องร้องตระลาการก่อน แต่ข้อที่ฆ่าคนร้ายในบ้านเมืองเสียได้นั้น เจ้าเมือง ให้รางวัลแพรแดงพับ ๑ เงินหนัก ๘ บาท แลการผิดผัวเมียดังนี้ บางทีถึงชั่วอายุ ๑ คน จึงจะได้พบสักครั้ง ๑ ความล่วงประเวณีผัวเมียนั้นมิใคร่จะเกิดมีปรากฎขึ้นเลย ความเรื่องผู้ร้ายแลความเทลาะ วิวาทแลอื่น ๆ ก็มีแต่เล็กน้อย

๔๖ ธรรมเนียมการศพพวกเมืองไลแลพวกผู้ไทยขาวที่อยู่หัวเมืองใกล้เคียงกันนั้น หาได้เผาศพไม่ ใช้นุ่งขาวห่มขาวในการศพ แลเส้นศพเหมือนอย่างธรรมเนียมจีนทุกประกา แลทำฮงซุ้ยเช่น กับจีนด้วย แต่พวกผู้ไทยดำทั้งปวงนั้น ใช้ธรรมเนียมเผาศพแลนุ่งดำ ห่มดำในการศพ แต่เมื่อเปนการจำเปนจะต้องฝังก็ใช้ฝังบ้าง เหมือน อย่างธรรมเนียมลาวแลไทยนั้น ได้รับพระราชทานเรียบเรียงความซึ่งพวกจีนมาอยู่เมืองไลเปนเดิมสิ้นความแต่เท่านี้ ?บัดนี้จะได้เรียงคำให้การคำสามคำล่าซึ่งให้การเวลาในอายุซึ่งตัวเกิดแล้วต่อมาจนถึงเวลานี้สืบต่อเปนอันดับไป ในคำให้การว่าครั้นเมื่อณปีจอจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๒๔ เจ้าเมืองแกวมีหนังสือ มาถึงหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย ให้เกณฑ์คนลงไปช่วย เมืองแกวรบศึกฝรั่งเศส เมืองใหญ่ให้เกณฑ์คนแต่ ๑๐๐ บิดาข้าพเจ้าจึงเกณฑ์คนผู้ไทยในเมืองไลได้ ๒๐๐ คน แต่งให้ท้าวโดยนำผู้ เปนอาว์บิดาข้าพเจ้าคุมคน ๒๐๐ คนนั้นลงไปช่วยเจ้าเมืองแกว ท้าวโดยนำไม่ยอมไป จึงหนีบิดาข้าพเจ้าไปอยู่ที่บ้านเดิม ในเมืองโม้ หัวเมืองขึ้นเมืองไล ทางไกลจากเมืองไลวัน ๑ บิดาข้าพเจ้าแจ้งว่า ท้าวโดยนำหลบหนีไปอยู่บ้านเดิมดังนั้น จึงมีหนังสือไปถึงท้าวโดยนำให้มาหา ท้าวโดยนำก็หามาหาบิดาข้าพเจ้าไม่ บิดาข้าพเจ้าจึง ใช้ท้าวเหลนผู้น้องซึ่งเปนอาว์ข้าพเจ้าอิกผู้ ๑ ไปตาม ท้าวโดยนำ ๔๗ ก็ชักชวนท้าวเหลนไว้ไม่ให้มาหาบิดาข้าพเจ้า ๆ เห็นช้า จึงให้ท้าว ตอมผู้อาว์ข้าพเจ้าอิกคน ๑ ไปตามท้าวโดยนำ ๆ ก็ชักชวนเอา ท้าวตอมไว้อิก หาให้มาหาบิดาข้าพเจ้าไม่ บิดาข้าพเจ้าเห็นท้าว โดยนำท้าวเหลน ท้าวตอม ไม่มาแน่แล้ว จะช้าอยู่ก็ไม่ได้ จึงให้อาว์ข้าพเจ้าอิกคน ๑ เดิมชื่อดุง เปนที่โทไล่ปลัดเมือง คือ เปนที่ ๒ บิดาข้าพเจ้า คุมคน ๒๐๐ คนลงไปยังเมืองแกว โทไล่คุม คน ๒๐๐ คนลงไปเมืองเต้งฮึง ทางตั้งแต่เมืองไลไปเมืองเต้งฮึง ทางเรือ ๘ วันถ้าไปทางบก ๑๕ วัน แต่โทไล่ คุมคนไปทางน้ำ ๘ วัน ถึงเมืองเต้งฮึง ซึ่งเปนเมืองขึ้นแก่เมืองหลวงของแกว โทไล่ พักอยู่ช่วยราชการเจ้าเมืองเต้งฮึงได้เดือน ๑ ท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม จึงไปจ้างโปตึกเปนนายร้อยใหญ่ของพวกลื้ออยู่เมืองอู ในแขวงสิบสองปันนาให้ยกมาตีเมืองไล โปตึกผู้นี้เปนคนนักเลงใหญ่ ใจกว้าง ซ่องสุมคนลื้อคนตองซู่ไว้มาก เคยเที่ยวตีปล้นบ้านเล็ก เมืองน้อย เก็บริบเอาเงินทองแลเสบียงอาหารมาเลี้ยงพวกพล อยู่เนือง ๆ โปตึกจึงคุมกำลังพวกลื้อพวกตองซู่ประมาณ ๕๐๐ คน มาตีเมืองไล บิดาข้าพเจ้าก็คุมกำลังออกต่อสู้ต้านทานกำลังกองทัพพวกโปตึกไม่ได้ บิดาข้าพเจ้าจึงทิ้งเมืองเสีย แลอพยพครอบครัว หนีไปเมืองเต้งฮึง จึงฟ้องต่อเจ้าเมืองเต้งฮึงให้ชำระท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม เจ้าเมืองเต้งฮึงจึงแต่งให้นายทหารญวน ขึ้นมาเอาตัวท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม ลงไปว่ากล่าว เกลี่ยไกล่ให้สมัคสมานดีกันกับบิดาข้าพเจ้าเหมือนดังเก่า แล้วให้ทำ

๔๘ สัตย์สัญญาสาบาลต่อกันทั้ง ๒ ฝ่าย มิให้คิดร้ายอาฆาฏแก่กัน สืบไป ท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ยอมสมัคสมานดีกันกับ บิดาข้าพเจ้า เจ้าเมืองเต้งฮึงจึงตั้งให้ท้าวเหลนเปนที่ริเต๋งเปนผู้ช่วย ราชการเมืองไล เก็บค่าไร่ค่านาแก่ราษฎร แลตั้งให้ท้าวตอม เปนที่ทงไลช่วยราชการฝ่ายทางหนังสือจีน แต่ท้าวโดยนำนั้นให้ คงที่เปนนายทหาร ช่วยรักษาการบ้านเมืองไล บิดาข้าพเจ้า กับท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ลาเจ้าเมืองเต็งฮึงพากัน กลับมาอยู่บ้านเมืองดังเก่า ต่างปรกติดีกันไปทั้ง ๒ ฝ่าย อยู่ได้ ๕-๖ เดือน ท้าวโดยนำคิดประทุษร้ายต่อบิดาข้าพเจ้าอิก จึงให้ ท้าวตอมไปหาเจ้าเมืองอูผู้เปนลื้ออยู่ในแดนดินสิบสองปันนา ขอจ้างเอากำลังมาตีเมืองไล เจ้าเมืองอูจึงจัดพลลื้อพลตองซู่ประมาณ ๖๐๐ - ๗๐๐ คน มอบให้ท้าวตอมคุมมาตีเมืองไล ทางเดินตั้งแต่ เมืองอูมาเมืองไล ๑๒ วัน บิดาข้าพเจ้าคุมกำลังเมืองไล ประมาณ๒๐๐ คน ข้ามแม่น้ำแท้ไปฟากข้างทิศใต้ ปะทะกองทัพ เมืองอูที่ทุ่งนาเมืองไล ได้สู้รบกัน ไพร่พลล้มตายลงด้วยกันทั้ง สองฝ่าย บิดาข้าพเจ้าได้สู้กองทัพเมืองอูอยู่ได้ ๑๐ วันเศษ ต้านทานกำลังกองทัพลื้อเมืองอูไม่ได้ บิดาข้าพเจ้าจึงได้แตกหนีพาไพร่พลอพยพครอบครัวไปฝากไว้กับเจ้าเมืองเจน ระยะทางเรือไกลจาก เมืองไล ๒ วัน บิดาข้าพเจ้าจึงพาคำโหม คำเหิน พี่ชายข้าพเจ้า กับบ่าวไพร่ ๒๐ คนเศษ ลงไปพึ่งอยู่กับเจ้านครหลวงพระบาง ใน เวลานั้นคำโหมพี่ชายใหญ่ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๘ ปี คำเหินพี่ชายรอง

๔๙ ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๖ ปี เจ้านครหลวงพระบางทำนุบำรุงบิดาข้าพเจ้า ให้อยู่เปนศุขได้ประมาณปีเศษ แล้วเจ้านครหลวงพระบางจึงแต่งให้ท้าววรรณา ๑ ท้าวภาพ ๑ ท้าวเซา ๑ กับบุตรชายพระยาอาจคน ๑ ผู้แทนพระยาอาจ ให้คุมกำลังกองทัพลาวประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ คน พาบิดาข้าพเจ้าไปส่งยังเมืองไล ขณะเมื่อบิดาข้าพเจ้าแตกหนีกองทัพเมืองอูลงไปอยู่เมืองหลวงพระบางนั้น ท้าวโดยนำตั้งตัวเปนเจ้า เมืองไล ท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ช่วยกันว่าการบ้านเมืองอยู่ แล ท้าวโดยนำก็ขอเอาคนลื้อเมืองอูไว้เปนกำลังรักษาตัวบ้าง ครั้น ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม รู้ว่าเจ้านครหลวงพระบางแต่ง กองทัพให้พาบิดาข้าพเจ้าขึ้นไปจะตีคืนเอาเมืองไลดังนั้น ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม เห็นจะสู้ไม่ได้ก็พาครอบครัวแลบ่าวไพร่ หนีไปอยู่เมืองภูฝาง ๆ นั้นต่อแดนเมืองอู แต่เปนหัวเมืองขึ้น ของเมืองไล ระยะทางเดินเท้าจากเมืองไล ๘ วัน กองทัพเมือง หลวงพระบางตั้งจัดการในเมืองไล ให้บิดาข้าพเจ้ารักษาเมืองไล ดังเก่าเรียบร้อยแล้ว ก็ยกกองทัพกลับลงไปยังเมืองหลวงพระบาง บิดาข้าพเจ้ารักษาเมืองไลมาได้เดือน ๑ ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ก็ชักนำเอาพวกลื้อพวกตองซู่พวกเก่านั้น คุมกันเข้าได้ประมาณ ๒๐๐ คน ยกกลับมาตีเมืองไลอิก บิดาข้าพเจ้าไม่มีกำลัง จะต่อสู้ ด้วยกองทัพเมืองหลวงพระบางก็กลับลงมาเสียแล้ว แล บ่าวไพร่ผู้คนแต่ก่อนก็แตกซ่านเซนไปในที่ต่าง ๆ โดยมาก บิดา ๗ ๕๐ ข้าพเจ้าจึงพาบุตรภรรยาแลบ่าวไพร่ที่สนิทหนีลงไปตั้งอยู่ที่บ้านน้ำม้าริมฝั่งแม่น้ำแท้ ไกลจากเมืองไลวัน ๑ บ่าวไพร่พวกพ้องที่แตก ระบาดอยู่แต่ก่อน ครั้นรู้ก็ติดตามลงไปอยู่กับบิดาข้าพเจ้ามากขึ้น ทุกวัน บิดาข้าพเจ้าจึงให้ตั้งค่ายขึ้นแลรวบรวมคนได้ประมาณ ๒๐๐ คนเศษ เข้าอยู่ในค่ายหมายเปนที่มั่น ฝ่ายท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ก็เข้าตั้งอยู่ในเมืองไล แลเมื่อบิดาข้าพเจ้า ลงไปตั้งมั่นอยู่ที่บ้านน้ำม้านั้นได้ประมาณ เดือน ๑ เกิดขบถพวก แม้วทั่วไปในแดนดินสิบสองจุไทย พวกแม้วนั้นอาไศรยอยู่ตาม หัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย เหมือนอย่างพวกข่าแจะซึ่งหามี บ้านเมืองไม่ อาไศรยอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ดังนั้น พวกแม้ว เหล่านี้ที่อาไศรยอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ในแดนดินสิบสองจุไทย ทั้งสิ้นนั้น รวมเปนคนประมาณ ๓๐๐๐๐ เศษ พวกแม้วไม่อยาก จะยอมอยู่ในอำนาจพวกผู้ไทยแลพวกอื่น ๆ อยากจะตั้งกันเปน เจ้านายฝ่ายพวกของตน แลหาบ้านเมืองอยู่ จึงได้เปนขบถขึ้น คุมพวกกันเปนกองเปนเหล่าเที่ยวตีปล้นบ้านเล็กเมืองน้อยในสิบสอง จุไทย หัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย ต่างเมืองก็มีหนังสือบอกลง ไปทูลเจ้าแกว บิดาข้าพเจ้าก็บอกหนังสือลงไปยังเมืองแกวเหมือนกันกับหัวเมืองต่าง ๆ เจ้าแกวจึงแต่งให้ขุนนางนายทหารชื่อกวานเหลง คุมทหารญวนประมาณ ๒๐๐ คน ขึ้นมาตั้งอยู่ที่เมืองเจน แล้วยกไป ตีพวกแม้วขบถที่เมืองบาง พวกแม้วขบถสู้ไม่ได้ยอมเข้าทู้ต่อกวาน เหลงทั้งสิ้น แลพวกแม้วขบถในหัวเมืองอื่น ๆ ก็สงบราบคาบลง ๕๑ กวานเหลงก็ยกทหารกลับไปเมืองแกว เมื่อกวานเหลงไปรบพวกแม้วขบถที่เมืองบางนั้น ได้มีหนังสือบอกมาถึงบิดาข้าพเจ้าให้ยกไปช่วย บิดาข้าพเจ้าได้คุมคน ๑๐๐ คนเศษ ไปช่วยกวานเหลงตีพวกแม้วขบถ ที่เมืองบาง ยังหากลับมาไม่ ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอม ไปจ้างเอาพวกป่อง คือ ตองซู่ที่เมืองลามาตีค่ายบิดาข้าพเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่น้ำม้า เมืองลานั้นขึ้นกับเมืองจีน เจ้าเมืองแลราษฎร เปนพวกผู้ไทยขาว ระยะทางเดินเท้าจากเมืองไลไปเมืองลา ๔ วัน พวกป่องนั้นมาเปนทหารอยู่กับเจ้าเมืองลามาก ท้าวโดยนำ แล ท้าวเหลน ท้าวตอม ได้กำลังพวกป่องแล้วก็ยกเข้าตีค่ายน้ำม้า คน ซึ่งอยู่รักษาค่ายมีแต่น้อย ด้วยบิดาข้าพเจ้ารวบรวมเอาคนกำลัง ไปเสียโดยมาก หามีผู้จะช่วยต่อสู้ไม่ คนในค่ายก็พากันทิ้งค่ายเสีย หนีลงไปรวบรวมกันอยู่ที่บ้านท่าแฮะ ใต้ค่ายน้ำม้าลงไปทางเรือ ๒ วัน ท้าวโดยนำ แลท้าวเหลน ท้าวตอมก็เข้าพักอยู่ในค่ายน้ำม้า ครั้น บิดาข้าพเจ้ายกกลับมา รู้ว่าท้าวโดยนำ กับท้าวเหลน ท้าวตอม ยกมาตีค่ายน้ำม้าแตกแล้ว แลไพร่พลแตกหนีลงไปอยู่ตำบลท่าแฮะ บิดาข้าพเจ้าก็ยกตามลงไปตั้งรวมกำลังอยู่ที่ตำบลท่าแฮะนั้น ท้าว โดยนำรู้ว่าบิดาข้าพเจ้าลงไปตั้งอยู่ที่นั้นแล้ว จึงแต่งให้กวานกือ กรมการเมืองไลผู้เข้ากับท้าวโดยนำนั้นคุมคน ๑๐๐ คนเศษ ยกลงไปรบบิดาข้าพเจ้า ๆ ต่อสู้ไม่ได้ จึงพาครอบครัวแลบ่าวไพร่หนีไป อยู่เมืองลา บิดาข้าพเจ้าฝากครอบครัวไว้กับเจ้าเมืองลาแล้ว ก็พา บ่าวไพร่ลงไปฟ้องเจ้าเมืองแกว ๆ จึงแต่งให้นายทหาร ชื่อองหลิว ๑

๕๒ องโดย ๑ สองนายคุมคนแกวประมาณ ๕๐๐ คน ให้นำบิดาข้าพเจ้าขึ้นมาส่งยังเมืองไล แลจะชำระท้าวโดยนำ ๆ รู้ตัวตกใจกลัวหนีไป อยู่เมืองแตหัวเมืองขึ้นของเมืองไล ระยะทางเดินเท้าประมาณ ๗ วัน แต่ท้าวเหลน ท้าวตอมนั้น มาอ่อนน้อมยอมเข้าทู้ต่อองหลิวองโดย แลจะขอปรองดองดีกันกับบิดาข้าพเจ้า องหลิวองโดยก็ให้ท้าวเหลน ท้าวตอมสมัคสมานกับบิดาข้าพเจ้าเรียบร้อยแล้ว แลเห็นว่าท้าว โดยนำจะไม่อาจมาคิดร้ายต่อบิดาข้าพเจ้าอิกแล้ว องหลิวองโดย จึงยกกำลังกลับไปเมืองแกว บิดาข้าพเจ้าก็อยู่ปรกติมาได้ ๒ - ๓ ปี อยู่มาณปีมโรงสัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ พวกป่องซึ่ง ตั้งซ่องสุมเปนโจรอยู่เมืองภูฝาง ตัวนายชื่อโปเหลงเจ้าฟ้า โปคำผาย โปเล็ก พ่อเติน รวม ๔ คน มีไพร่พลประมาณ ๔๐๐ คนยกมาตี เมืองแถง จับกวานฟูเจ้าเมืองฆ่าเสีย รู้ไปถึงเจ้าเมืองแกว ๆ จึงแต่ง ให้กวานเหลงนายทหารคุมคนแกว ๒๐๐ คน ยกมาเกณฑ์คนใน หัวเมืองสิบสองจุไทยเพิ่มเติมอิก เปนเมืองละ ๑๐๐ คน รวมคนประมาณ ๔๐๐ - ๕๐๐ คน ขึ้นมารบพวกป่องที่เมืองอั้ง รบกันอยู่ได้ ๕ เดือน กวานเหลงนายทหารป่วยตาย ขุนทัพนายกองจึงบอก หนังสือลงไปยังเจ้าเมืองแกว ๆ จึงมีหนังสือมาถึงบิดาข้าพเจ้า ให้ยกไปช่วยรบศึกพวกป่องให้ชนะ บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งให้คำโหมพี่ข้าพเจ้า กับท้าวต่อมคุมกำลัง ๑๐๐ ยกไปรบพวกป่องที่เมืองอั้ง ได้รบ กัน ๒ ครั้ง โปเหลงเจ้าฟ้าถูกระสุนปืนตายในที่รบ พวกป่องสู้ไม่ได้ จึงออกมาอ่อนน้อมต่อคำโหม ๆ จึงจับเอาตัวโปคำผาย โปเล็ก ๕๓ พ่อเติน จำตรวนมอบให้องโดยนายทหารคุมลงไปให้เจ้าแกว พวกป่องไพร่พลก็หนีกระจัดกระจายกันไปอยู่เมืองภูฝาง อยู่มาณปีมแมตรีศก ๑๒๓๓ ท้าวโดยนำหนีไปตั้งอยู่เมืองแต จึงไปคบคิดกันกับพระยาโลงกงแก้ว ผู้เปนนายพวกป่องตั้งอยู่เมือง ภูฝางนั้นให้ยกมาตีเมืองไลอิก พระยาโลงกงแก้วจึงยกกำลังพวกป่องประมาณ ๕๐๐ - ๖๐๐ คนมาตีเมืองไล บิดาข้าพเจ้าก็คุมกำลังออกต่อสู้ต้านทานอยู่ได้เดือนเศษ บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือลงไปถึงเจ้าแกว ขอให้แต่งกำลังขึ้นมาช่วย เจ้าแกวจึงแต่งให้องหลิวผู้เปนคนฮ่อมา เปนนายทหารอยู่ที่เมืองแกว ให้คุมกำลังฮ่อธงดำประมาณ ๔๐๐ คน ขึ้นมารบพระยาโลงกงแก้ว ๆ สู้ไม่ได้ก็แตก พาไพร่พลที่เหลือตาย หนีไปพ้นเขตรแดนเมืองสิบสองจุไทย แต่ท้าวโดยนำนั้นหนีไปอยู่ เมืองแกว ปลายเขตรแผ่นดินจีน องหลิวก็คุมกำลังกลับไป เมืองแกว บิดาข้าพเจ้าจึงตั้งให้ท้าวเหลนเปนท้าวโดยเหลนแทนที่ ท้าวโดยนำ อยู่มาณปีวอกจัตวาศก ๑๒๓๔ เกิดศึกฮ่อธงเหลือง ตัวนายชื่อพนันสีอยู่เมืองฮ่อยางในระหว่างเขตรแดนจีนกับแดนญวนต่อกัน พนันสีเจ้าเมืองฮ่อยางนั้นมีไพร่พลฮ่ออยู่หลายพัน จึงแต่งให้ขุนทัพนายกองคุมกำลังพวกฮ่อธงเหลืองมาประมาณหมื่นเศษเที่ยวแยกย้ายกันไปตีหัวเมืองต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย เว้นแต่เมืองไลเมืองเดียว พวกนั้นเสียแก่พวกฮ่อธงเหลืองทุกเมือง นายพวกฮ่อธงเหลืองผู้ ๑ ชื่อ มันยี ตั้งอยู่ที่เมืองเติก มีกำลังประมาณ ๔๐๐ คน นายทัพ

๕๔ ผู้ ๑ ชื่อ ลิวกิว ตั้งอยู่เมืองทาน มีไพร่พลฮ่อประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษ แต่ตันซือฉาง ๑ แลวสือ ๑ กอมุง ๑ นายทัพฮ่อ ๓ คนนี้ตั้งอยู่ เมืองซอ มีคนฮ่อประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษตั้งอยู่ฟากน้ำแท้ข้างทิศเหนือด้วยกันทั้ง ๓ แห่ง แต่ในฝั่งฟากแม่น้ำแท้ข้างทิศใต้นั้น นายทัพฮ่อ ผู้ ๑ ชื่อ แยต้า ตั้งอยู่ที่เมืองลา มีไพร่พลฮ่อประมาณ ๒๐๐๐ คนเศษ แยต้าจึงให้ว้องซับนายฮ่อรองผู้ ๑ ไปตั้งอยู่เมืองหวัด มีคนฮ่อ ๑๐๐๐ คนเศษ แลให้ว้องจงนายฮ่อรองผู้ ๑ ไปตั้งอยู่เมืองมก มีไพร่ฮ่อประมาณ ๒๐๐ คน แลให้ลุงตุงไต ๑ กอสู ๑ กอเจิง ๑ นายฮ่อรองทั้ง ๓ คนนี้ ไปตั้งอยู่เมืองแอดในแดนดินเมืองหัวพันทั้งหก มี ฮ่อไพร่พลประมาณ ๖๐๐ คน แลให้แมวยี ๑ แจยี ๑ แจลก ๑ นายฮ่อรอง ๓ คนนี้ ตั้งอยู่ที่เมืองม่วยเมืองควาย มีฮ่อไพร่พล ประมาณ ๔๐๐ คน ให้ลิวลกตั้งอยู่ที่เมืองจีนในแดนดินสิบสองจุไทย มีฮ่อไพร่พลประมาณ ๑๐๐ คนเศษ ลอหลีนายฮ่อรองผู้ ๑ ตั้งอยู่ เมืองแถง มีคนฮ่อประมาณ ๒๐๐ คน เจ้าเมืองมกนั้นว้องจงฆ่าเสีย เจ้าเมืองลาหนีไปเมืองแกว เจ้าเมืองม่วยนั้นแยต้าจัยเอาไปฆ่าเสีย ที่เมืองลา บุตรชายเจ้าเมืองม่วยหนีมาอยู่เมืองไลกับบิดาข้าพเจ้า เจ้าเมืองเจนแลท้าวซอเมืองซอก็หนีมาอยู่เมืองไล อยู่มาณเดือน ๙ ปีเดียวนั้น มาฮ่อลิวกิวตั้งอยู่เมืองทาน นั้น จึงยกมารบคำโหมพี่ข้าพเจ้า ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลน้ำม้า คำโหม ยกกำลังออกต่อสู้อยู่ได้ ๒ - ๓ วันนายฮ่อลิวกิวสู้ไม่ได้ก็แตกหนี กลับไปเมืองทานที่อยู่

๕๕ อยู่มาณวัน ๑๑ ค่ำ ปีเดียวนั้น ตันซือฉางกับพอมุงนายฮ่อ ๒ คน ยกทัพมาตีบ้านปักตันตำบล ๑ บ้านตาพินตำบล ๑ ในเขตรแดนเมืองไล ได้ทั้ง ๒ ตำบล แล้วพากันเข้าตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านตาพิน บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งให้คำโหมคุมคน ๒๐๐ คน มารบตันซือฉางกับกอมุง สู้รบกันอยู่ได้ ๓ เดือน ตันซือฉางกับกอมุงทานกำลังไม่ได้ ก็แตก หนีพากันไปอยู่เมืองซอ ฝ่ายแยต้าซึ่งตั้งอยู่เมืองลา แต่งให้ จางตงม่านนาย ๑ ฮุยเหลือ ๑ กอทิม ๑ นายฮ่อรอง ๓ คน คุม กำลังฮ่อประมาณ ๒๐๐ คนมาตีตำบลบ้านห้วยจาในแดนเมืองไล บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งให้คำโดยผู้เปนบุตรเขยยกกำลังประมาณ ๑๐๐ ออกไปสู้รบนายฮ่อทั้ง ๓ นั้น รบกันอยู่ได้ ๒ - ๓ วัน นายฮ่อทั้ง ๓ นั้นก็แตก หนีไป อยู่มาณเดือน ๑ ปีรกาเบญจศก ๑๒๓๕ บิดาข้าพเจ้าจึง ปฤกษากับพวกข้าพเจ้าผู้เปนบุตรว่า ถ้าจะไม่คิดไปรบพวกฮ่อธงเหลือง เสียก่อน พวกฮ่อก็จะยกมารบเมืองไล จึงให้คำโหมคุมคนประมาณ ๒๐๐ คน ยกไปตีพวกฮ่อทางเมืองซอ ให้คำโดยคุมกำลัง ๑๐๐ คนเศษ ยกไปตีพวกฮ่อทางเมืองบางเมืองมุน ตีได้เมืองมุนคืน นายฮ่อชื่อ ตูเซียแตกหนีไปทางเมืองควาย คำโหมตั้งสู้รบกับตันซือฉางแล กอมุงอยู่ ๒ ปี ตันซือฉางกับกอมุงสู้ไม่ได้ก็แตกหนีพาไพร่พลไป ทางเมืองทานเมืองจัน คำโหมก็ได้เมืองซอคืน จึงบอกหนังสือลงไป ยังเจ้าเมืองแกว ด้วยเมืองซอเคยขึ้นกับเมืองแกว เจ้าแกวจึงมี หนังสือขึ้นมาตั้งบิดาข้าพเจ้าให้เปนกวานฟูเจ้าเมืองแถง ให้คิดอ่าน ๕๖ รบไล่พวกฮ่อไปเสียให้พ้นเขตรแดนสิบสองจุไทย ถ้าได้เมืองใดก็ให้ เอาเมืองนั้นเปนเมืองขึ้นของตัว คำโหมนั้นให้เปนเจ้าเมืองไล ด้วย เมืองแถงนั้นพวกป่องฆ่าเจ้าเมืองเสียแล้ว เมืองว่างเปล่าอยู่ อยู่มาณเดือนอ้าย ปีจอฉศก ๑๒๓๖ ที่เมืองแถงนั้นพวกฮ่อ ลอหลีตั้งอยู่ มีคนฮ่อไพร่พลอยู่ ๑๐๐ คนเศษ เจ้านครหลวงพระบาง จึงแต่งกองทัพลาวขึ้นไปรบพวกฮ่อลอหลี พวก่อลอหลีสู้ไม่ได้ แตกหนีไปทางเมืองลา กองทัพเมืองหลวงพระบางก็กลับลงมา จึง เกิดพวกข่าเจือง คือ พวกข่าแจะ เปนขบถทั่วไปในหัวเมืองสิบสอง จุไทย แลเมืองหัวพันทั้งหก ตัวนายข่าแจะ ชื่อล่าแสงแสนเหิน ตั้งอยู่ที่เมืองแตน พวกแม้วก็กลับกำเริบเปนขบถขึ้นเข้ากันกับข่าแจะ ตัวนายแม้วชื่อยั่งเล่าเบ๊ะ ๑ นายรองชื่อ พ่านแสนแย้ ๑ ตั้งอยู่ที่ แดนดินเมืองเมินขึ้นกับเมืองแถง บิดาข้าพเจ้ายังอยู่เมืองไล หาได้ขึ้นมาเมืองแถงไม่ จึงให้กวานตูข้าหลวงแกวขึ้นมาตั้งอยู่ เมืองแถงก่อน ครั้นเกิดพวกข่าแจะเปนเจือง กวานตูก็หนีมาอยู่ เมืองไล บิดาข้าพเจ้าจึงให้กวานตูไปว่ากล่าวกับยั่งเล่าเบ๊นายแม้ว ที่เมืองเมิน มิให้คิดการเปนขบถต่อพวกผู้ไทย ยั่งเล่าเบ๊นายแม้ว ก็ให้เอากวานตูขังไว้ ไม่ปล่อยให้กลับมา กวานตูจึงมีหนังสือมา ถึงบิดาข้าพเจ้าว่า ยั่งเล่าเบ๊นายแม้วคุมตัวไว้ บิดาข้าพเจ้าจึงให้ คำโหมคำสามคุมกำลัง ๓๐๐ คน ไปรบพวกข่าเจืองพวกแม้วเจือง ที่ตำบลบ้านน้ำเหมิกบ้านน้ำจิม ในแดนดินเมืองหลวงพระบางกับแดนเมืองแถงต่อกัน แลให้คำโดยผู้บุตรเขยคุมกำลัง ๑๐๐ เศษยกไปตี ๕๗ พวกแม้วที่เมืองเมิน ได้ตัวกวานฟูคืนมา แลพากันกลับมาตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านนาเก็ต ณวัน ๑ ค่ำปีเดียวนั้น ครั้นถึงณวัน ๑ ค่ำ มีคนแกวชื่อทงหาว เปนชาวเมืองเมินเสียแก่พวกแม้วขบถ นำว้องม่านซึ่งเปนพระสวามิภักดิสยามเขตร อยู่เดี๋ยวนี้เข้ามาหาคำโดยแจ้งความว่า ว้องม่านเปนจีนชาวเมืองกวาง ตุ้งกวางไซ มาเที่ยวค้าขายขาดทุน แล้วมาได้หญิงหม้ายที่เมืองแจง เปนภรรยา หญิงนั้นเปนหม้ายผัวตาย แต่เปนคนยังมีเงินทองอยู่พอ มีกิน เมืองแจงนั้นขึ้นกับเมืองมกในแดนดินสิบสองจุไทย แล้วพาภรรยามาตั้งอยู่กับพระยาอาจที่ตำบลน้ำงาต่อแดนเมืองแถง พระยา อาจนั้นเปนคนจีน เจ้านครหลวงพระบางตั้งให้เปนผู้ใหญ่อยู่ที่บ้านนั้น พระยาอาจถึงแก่กรรมแล้ว ตาแสงเมืองขวาได้ว่ากล่าวตำบลบ้านน้ำงา จึงตั้งให้ว้องม่านเปนเพี้ยใหม่อยู่ที่บ้านน้ำงา พวกลอหลียกไปตีบ้าน น้ำงา ว้องม่านไม่มีกำลังจะต่อสู้จึงพาบุตรภรรยาหนีขึ้นไปเมืองเมิน พวกแม้วจึงจับตัวว้องม่านกับเติงโพลีเพื่อนว้องม่าน ๒ คนด้วยกัน ว้องม่านให้เงินทองไถ่ตัวแล้ว พวกแม้วก็ปล่อยตัวเสีย แต่เติงโพลีนั้นไม่มีเงินทองจะไถ่ตัว พวกแม้วก็ฆ่าเสีย ว้องม่านแจ้งความดังนี้แล้ว ก็ว่าจะขออยู่ด้วยคำโดย ๆ ก็ยอมให้ว้องม่านอยู่ด้วย แล้วคำโดยจึงให้ ว้องม่านนำไปรบพวกแม้วที่จับตัวว้องม่าน พวกแม้วนั้นก็แตกหนี เข้าป่าไป โดยนำจึงให้เวี้ยเปากรมการพาตัวว้องม่านไปหาคำโหม ๘

๕๘ ที่บ้านน้ำเหมิก น้ำจิม แล้วคำโหมก็ยกพวกพลไปตั้งที่เมืองเมิน ว้องม่านก็ตามไปอยู่กับคำโหม ๆ จึงใช้คนมาบอกคำโหมที่บ้านนาเก็ตให้คำโดยคุมกำลังยกไปรบพวกแม้วขบถ คำโดยคุมกำลัง ๒๐๐ คน ไปรบพวกแม้ว ๆ ทานกำลังไม่ได้แตกหนีเข้าป่าไป คำโดยจับ ยั่งเล่าเบ๊ะนายใหญ่ ๑ พ่านแสนแย้นายรอง ๑ ได้แล้วก็นำตัวไปให้ คำโหมที่เมืองเมิน นายแม้ว ๒ คนยอมทู้ทำสัญญาไม่กำเริบเปนขบถ ต่อไปแล้ว คำโหมก็ปล่อยตัวไปให้ตั้งอยู่ตามเดิม คำโหมคำโดย ให้กรมการรักษาอยู่ที่เมืองเมิน แล้วก็พากันยกกลับไปเมืองไล พาว้องม่านไปด้วย คำโหมจึงพาว้องม่านเข้าหาให้รู้จักบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงตั้งให้ว้องม่านเปนโดยงิด คือนายทหารสำหรับเมืองแถง แล้วให้ ไปรับบุตรภรรยาที่เมืองเมินไปอยู่ที่เมืองแถง ครั้นณเดือน ๓ ปีชวดอัฐศก ๑๒๓๘ บิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโหมคำสาม ๒ คนคุมกำลัง ๓๐๐ คน ยกไปรบข่าเจืองที่เมืองแถง แลให้ตั้งรักษาอยู่ที่เมืองแถงด้วย คำโหมคำสามจึงยกกำลังไปตั้ง อยู่ที่ตำบลนาเคย แล้วยกกำลังเที่ยวปราบปรามพวกข่าเจืองหลายตำบลในแดนเมืองแถงสงบราบคาบแล้ว แต่พวกข่าเจืองในหัวเมือง อื่น ๆ นอกนั้นยังไม่ราบคาบ ครั้นจวนตรุศจีนคำโหมคำสามก็กลับมาทำการตรุศจีนที่ค่ายบ้านนาเคย ฝ่ายท้าวล่าแสงแสนเหินนายข่าเจืองซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแตนเมืองย่าคุมกำลังพวกข่าแจะประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษมาตีค่ายบ้านนาเคย คำโหมคำสามก็คุมกำลังออกต่อสู้อยู่ได้ ๒ - ๓ ชั่วโมง ท้าวล่าแสงแสนเหินก็แตกหนี คำโหมคำสามก็คุม

๕๙ กำลังไล่ตีกองทัพพวกล่าแสงแสนเหินแตกกระจัดกระจายกันไปพ้นตำบลบ้านสามหมื่นนอกเมืองแถง ครั้นณเดือน ๔ ปีเดียวนั้น คำโหมคำสามจึงแต่งให้ว้องม่าน กับกรมการเมืองไล ๒ คน คุมกำลังประมาณ ๒๐๐ คนยกไปตีพวก ล่าแสงแสนเหินทางเมืองแตนเมืองย่า แล้วคำโหมคำสามคุมกำลังประมาณ ๑๘๐ คน ยกไปทางเมืองฮึบในหัวพันทั้งหก ซึ่งขึ้นกับเมืองหลวงพระบาง คำโหมคำสามได้ต่อรบกับพวกข่าเจืองที่เมืองฮึบ ตัวนายข่าแจะ ชื่อ พระยาลิ้นกา ๑ เพี้ยคำ ๑ พระยาพระ ๑ สามคน พวกข่าเจืองเหล่านั้นสู้ไม่ได้ก็แตกหนีเข้าป่าไป ฝ่ายกองทัพว้องม่าน ซึ่งยกไปรบพวกล่าแสงแสนเหินทางเมืองแตนเมืองย่านั้น พวก ล่าแสงแสนเหินสู้ไม่ได้ก็แตกหนีเข้าป่าไปเหมือนกัน ฝ่ายคำโหมคำสาม ก็ถอยกองทัพไปตั้งอยู่ที่หาดเนาในลำน้ำ นัว แต่ว้องม่านกับกรมการ ๒ นาย ซึ่งรบชนะพวกข่าเจืองทาง เมืองแตนเมืองย่านั้นแล้ว ก็ยกไปตั้งอยู่สบขบเมืองวา ฝ่ายเจ้าอุปราชาเมืองหลวงพระบางยกขึ้นไประงับพวกข่าเจืองตั้งอยู่ที่เมืองงอย จึงใช้คนให้ไปหาตัวคำโหมคำสามให้ยกมาช่วยรบพวกข่าเจือง คำโหมคำสามไม่มีผู้จะไว้ใจให้อยู่รักษาค่าย จึงให้ หลีสือแย้นายทหารคน ๑ หลียันนายทหารคน ๑ คำเคมผู้น้องชาย คำโหมคำสาม ๑ คุมกำลัง ๖๐ คน มาเฝ้าเจ้าอุปราช จะช่วยรบ พวกข่าเจืองที่เมืองงอย พวกข่าเจืองสู้กองทัพเจ้าอุปราชไม่ได้ก็แตก กระจัดกระจายหนีเข้าป่าไป ๖๐ ฝ่ายคำโหมคำสามคิดเห็นจะอยู่ช้าไม่ได้ จึงรีบขึ้นไป เกลี้ยกล่อมพวกไพร่พลซึ่งแตกหนีอยู่ป่าดงนั้น ให้รวบรวมกันเข้ามา อยู่ยังเมืองแถงโดยปรกติดังเก่า ฝ่ายเจ้าอุปราชก็พาพวกกองทัพเมืองไลที่คำโหมคำสามให้ยกลงไปช่วยนั้น ลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง ๆ ให้จัดเสบียงอาหารมาแจกจ่ายแก่พวกกองเมืองไลแล้ว ก็ส่งคืนให้กลับขึ้นไปยังบ้านเมือง ฝ่ายคำโหมคำสามรวบรวมคนที่แตกหนีให้เข้ามาอยู่เมืองแถงได้ประมาณ ๑๐๐ คนเศษ ไม่มีโคกระบือจะให้ทำนา แลไม่มี มีดขวานแลจอบเสียมจะใช้ พวกข่าแจะเก็บเอาไปเสียสิ้นแต่ก่อน แลไม่มีเสบียงอาหารจะแจกจ่ายผู้คน คำโหมคำสามจึงให้ไปขอบิดาข้าพเจ้า ให้ส่งกระบือมาให้ ๓๐ กระบือ แลมีดขวานจอบเสียม รวม ๑๙๕ เล่ม มาแจกจ่ายไพร่พลแลให้คิดอ่านทำไร่นา กับเข้า ปลูกหนัก ๔๐๐๐ ชั่งจีน เปนเข้าเปลือกประมาณ ๔๐๐ ถัง เกลือ หนัก ๕๐๐ ชั่งจีน เปน ๑๐ กระทอ แจกจ่ายให้แก่ไพร่พลเหล่านั้น บิดาข้าพเจ้านับถือรักใคร่ว้องม่านเปนบุตรเลี้ยง จึงให้ว้องม่านเปน กายโตงที่ ๓ อยู่รักษาเมืองแถง แต่เดิมบิดาข้าพเจ้าจะให้คำสาม เปนกายโตงอยู่ครองเมืองแถง คำสามไม่ยอมอยู่ บิดาข้าพเจ้าจึง ให้หลีตงชาวเมืองแถงเปนผอต๋งที่ ๔ พระยาน้อยสามหมื่นเปนริเติ๋ง ที่ ๕ กวานตูนั้นก็ให้กลับมาอยู่เมืองแถงเปนที่ ๒ ที่ ๑ นั้น คือ บิดาข้าพเจ้า รวมทั้ง ๕ นายนี้เปนผู้ช่วยกันรักษาเมืองแถง


๖๑ อยู่มาณเดือน ๑ ปีฉลูนพศก ๑๒๓๙ พวกอูยีชาติ ๑ ซึ่งไว้ผมเปียคล้ายกันกับพวกแม้วตั้งอยู่ที่เมืองมูกาปลายแดนเมืองไล แต่เดิมเปนเมืองสองส่วยขึ้นกับเมืองไลบ้าง ขึ้นกับเมืองจีนบ้าง พวกอูยี กำเริบเปนขบถขึ้นต่อเมืองไล นายใหญ่ชื่อชินจิ๋นปาง มีไพร่พลประมาณ ๒๐๐๐ เศษ ยกเข้าตีหัวเมืองเล็กน้อยต่าง ๆ ซึ่งขึ้นแก่ เมืองไลได้หลายเมืองแล้ว ชินจิ๋นปางยกไพร่พลมาตีเมืองจา ยังทาง อิก ๒ วันจะถึงเมืองไล บิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโหมคำสามคุมกำลัง ๓๐๐ คน ยกไปทางเมืองบุมเมืองแตะทาง ๑ แลให้หลีสือแย้นาย ๑ เกียวกอนาย ๑ กับกรมการ ๒ นายคุมกำลัง ๒๐๐ คนยกไปทาง เมืองจาทาง ๑ ให้ช่วยกันตีพวกอูยี กองทัพเมืองไลทั้ง ๒ กอง ช่วยกันรบตีพวกอูยีซึ่งยกลงมาทั้ง ๒ ทางนั้น แตกหนีกลับไปเมืองมูกา กองทัพเมืองไลทั้ง ๒ กองก็ติดตามไปล้อมเมืองมูกาไว้ได้ประมาณ ๓ เดือน พวกอูยีอดอยากสิ้นกำลัง ชินจิ๋นปางนายอูยีจึงพาพวกพ้อง ออกมาอ่อนน้อมต่อกองทัพเมืองไล ฝ่ายท้าวโดยนำ ซึ่งหนีมาอยู่เมืองแตแต่ก่อนก็ออกมา อ่อนน้อมคำโหมคำสาม ว่าแก่ตัวแล้วจะไม่คิดขบถต่อบิดาข้าพเจ้า ต่อไป คำโหมคำสามก็รับท้าวโดยนำแลยกกองทัพกลับมาเมืองไลพร้อมกันทั้ง ๒ กอง บิดาข้าพเจ้าก็ปรกติดีกันไปกับท้าวโดยนำ เหมือนดังเก่า อยู่มาณ ๔ ค่ำ ปีเถาะเอกศก ๑๒๔๑ บิดาข้าพเจ้าจึงให้ คำโหม คำเหิน คำจี คุมกำลัง ๕๐๐ คน ยกไปทางเรือแล้ว ๖๒ ไปขึ้นบกที่เมืองซ้าย ให้ไปรบพวกฮ่อธงเหลืองที่เมืองม่วยเมืองลา แล้วให้คำสามกับกรมการ ๒ คน กับกายโตงเมืองแถงคุมคน เมืองแถงแลเมืองไล รวมกัน ๓๐๐ คนยกไปทางสบขบเมืองวา ไป รบพวกฮ่อที่ตั้งอยู่เมืองสบแอดทาง ๑ ให้คำโดยกับกรมการเมืองไล คน ๑ คุมกำลัง ๑๐๐ คนเศษยกไปทางเมืองควาย ให้ไปบรรจบ กันที่เมืองลาอิกทาง ๑ คำสามกับกายโตงไปรบพวกฮ่อธงเหลือง ที่เมืองสบแอดอยู่ได้ ๒ เดือนยังหาได้แพ้ชนะกันไม่ พอสิ้นลูกดินแล ขัดสนเสบียงอาหาร คำสามกับกายโตงจึงยกมาเข้าสมทบอยู่กับ กองทัพคำโหมที่เมืองม่วย ช่วยกันรบพวกฮ่อที่เมืองม่วย พวกฮ่อ แตกไปอยู่เมืองลา คำโหมคำสามกับกายโตงก็ยกตามไปล้อม เมืองลาไว้ปี ๑ คำโดยก็ยกมาช่วยล้อมเมืองลาด้วย ในครั้งนั้น เจ้าแกวจึงแต่งให้ขุนนางนายทหาร ชื่อกวานเดโง ๑ องเดหลิว ๑ สองนายคุมคนฮ่อแลแกวประมาณ ๒๐๐๐ มาช่วยคำโหมรบพวกฮ่อธงเหลืองที่เมืองลาแยต้านายฮ่อเห็นจะสู้ไม่ได้ จึงออกมาอ่อนน้อม ต่อกวานเดโง องเดหลิว องเดหลิวจึงกวาดเอาพวกฮ่อธงเหลือง ทั้งนายแลไพร่ทั้งหมดส่งไปไว้ยังเมืองเล่ากาย ซึ่งขึ้นกับเมืองแกว บิดาข้าพเจ้าจึงได้มาหาคำนับกวานเดโง องเดหลิว ที่เมืองลา พา พวกเจ้าเมืองต่าง ๆ ที่แตกหนีพวกฮ่อไปพึ่งอยู่เมืองไล นั้นมาคำนับนายทหารแกวทั้ง ๒ นั้นด้วย แล้วมอบเมืองต่าง ๆ ที่รบพวกฮ่อคืน ได้นั้น ให้แก่กวานเดโง องเดหลิว คือเมืองควาย ๑ เมืองม่วย ๑ เมืองเจน ๑ เมืองลา ๑ เมืองโมะ ๑ เมืองวัด ๑ รวม ๖ เมืองใน ๖๓ แดนดินสิบสองจุไทย กวานเดโงกับองเดหลิวจึงมอบให้เจ้าเมืองเก่า ที่ยังมีตัวคงรักษาอยู่ตามเดิม แต่เมืองโมะนั้นพวกฮ่อฆ่าเจ้าเมืองตายเสียแล้ว มีแต่บุตรชายยังเด็กอยู่ ว่าการบ้านเมืองยังมิได้ กวาน เดโงกับองเดหลิว จึงให้คำเหินช่วยรักษาไปก่อนสัก ๓ ปี พอบุตร เจ้าเมืองนั้นเจริญขึ้นพอรักษาบ้านเมืองได้แล้ว จึงมอบให้บุตร เจ้าเมืองนั้นรักษาเมืองต่อไป เมืองควายนั้นก็ยังหามีเจ้าเมืองไม่ กวานเดโงกับองเดหลิวก็มอบให้บิดาข้าพเจ้าช่วยดูแลอยู่ก่อน แล ช่วยดูแลรักษาเมืองอื่น ๆ ด้วยที่ตีคืนได้นั้น ฝ่ายกอเจืองเปนนายทหารพวกฮ่อผู้น้อยคน ๑ เปนพวกฮ่อธงเหลือง พวกเดียวกันกับแยต้าที่ต้องกวาดไปเมืองเล่ากายนั้น กอเจืองไม่ ยอมไป จึงพาไพร่พลประมาณ ๒๐๐ คน หนีไปตั้งอยู่ที่ทุ่งเชียงคำ ฝ่ายนายฮ่อธงเหลืองผู้ ๑ ชื่อวิสาน ตั้งอยู่เมืองเติก มีไพร่พลประมาณ ๓๐๐ คน ยังไม่มีกองทัพใดไปรบ รู้ว่าแยต้านายฮ่อใหญ่ ยอมอ่อนน้อมต่อนายทหารแกวทั้ง ๒ นั้นแล้ว จึงมาอ่อนน้อมต่อ นายทหารแกวทั้ง ๒ นายทหารทั้ง ๒ จึงให้วิสานไปอยู่ช่วยรักษา เมืองวัด ครั้นนายทหารแกวทั้ง ๒ จัดการบ้านเมืองเสร็จแล้ว ก็ ยกกลับไปบ้านเมืองแกว ภายหลังวิสานฮ่อธงเหลืองซึ่งอยู่เมืองวัด คิดขบถยกพวกพลเข้าปล้นฆ่ากอเหาพ่อค้าเปนคนขององเดหลิว นายทหารแกวซึ่งมาตั้งอยู่ที่ท่าจานในแดนเมืองหมก เก็บริบเอาเข้าของ เงินทองได้แล้วก็มาแจกปันไพร่พล แลยกเข้าตีเมืองวัดได้ เจ้าเมือง หนีลงไปฟ้องเจ้าเมืองแกว ๆ จึงให้กวานเหลง กวานวาน นายทหาร ๖๔ ๒ คน คุมกำลังประมาณ ๑๐๐๐ คน ยกมาจับตัววิสาน ๆ พาไพร่พล หนีไปอยู่ยังเมืองแอด แล้ววิสานจึงมีหนังสือไปเกลี้ยกล่อมชักชวน กอเจือง จียี่ นายฮ่อธงเหลืองที่ตั้งอยู่ทุ่งเชียงคำนั้น ให้ยกไพร่พล มาอยู่รวมเปนพวกเดียวกันที่เมืองแอดแล้ว ก็พากันยกไปอยู่สบขบเมืองวา แดนดินสบขบเมืองวาเปนเขตรแดนของเมืองแถง บิดา ข้าพเจ้าจึงให้คำเหิน คำสาม คำกุ้ย คุมกำลังประมาณ ๒๐๐ คน ไปตั้งรักษาอยู่เมืองแถง ณเดือน ๑๐ ปีมเสงตรีศก ๑๒๔๓ คำเหิน คำสาม คำกุ้ย จึงยกไปตั้งรักษาอยู่เมืองแถง แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโดยกับกรมการเมืองไล ๒ คน กรมการเมืองควาย ๒ คน คุมกำลัง ๑๐๐ คนเศษ ยกไปตั้งค่ายอยู่ที่เมืองควาย ฝ่ายคำโหม คำสาม คำกุ้ย จึงมีหนังสือลงมาทูลเจ้านคร หลวงพระบาง ขอให้แต่งกองทัพขึ้นไปช่วยรบพวกฮ่อธงเหลือง ถ้า ไม่แต่งกองทัพขึ้นไปก็ขอให้ส่งอาวุธขึ้นไปช่วย เจ้านครหลวงพระบาง ก็หาได้แต่งกองทัพขึ้นไปช่วยไม่ แลหาได้ส่งอาวุธสิ่งใดขึ้นไปช่วยอุดหนุนกำลังคำเหิน คำสาม คำกุ้ยไม่ ฝ่ายท้าวควายเปนกรมการอยู่เมืองควาย คิดเอาใจออกหากเจ้าเมืองไล จึงทำหนังสือลอบให้คนเอาไปถึงวิสานนายฮ่อซึ่งตั้งอยู่ที่ สบขบเมืองวา ให้ยกพวกฮ่อขึ้นไปรบที่ค่ายเมืองควาย วิสานนายฮ่อ ก็ยกไพร่พลฮ่อประมาณ ๓๐๐ คน ไปล้อมค่ายเมืองควายเข้าไว้จะ จับตัวคำโดย ท้าวควายมีความโกรธแค้นหลีมิงผู้พี่ชายอยู่ จึง

๖๕ ลอบตัดศีศะหลีมิงได้แล้วก็นำออกไปให้วิสานณค่ายภายนอก คำโดยเห็นดังนั้นรู้ว่าท้าวควายเปนขบถก็ตกใจกลัว จึงพาพวกพลแตก หนีออกจากค่ายไปเมืองไล พวกฮ่อก็ไล่รบติดตามคำโดยไปจนถึงตำบลบ้านปากฮามยังทางวัน ๑ จะถึงเมืองไล คำโดยก็ตั้งค่าย อยู่ต่อสู้พวกฮ่อธงเหลืองที่บ้านปากฮาม บิดาข้าพเจ้าจึงให้คำโหม คุมกำลัง ๑๐๐ คนยกไปช่วยคำโดย ได้ต่อสู้กันอยู่หลายวัน ฝ่ายคำเหิน คำสาม คำกุ้ย จึงให้กายโตงกับเพี้ยน้อย สามหมื่นอยู่รักษาเมืองแถง คำเหิน คำสาม คำกุ้ย ก็ยกกำลังมา ช่วยคำโหมคำโดยรบพวกฮ่อธงเหลืองที่บ้านปากฮาม ฝ่ายกายโตงคิดจะไม่ยอมอยู่ในอำนาจเจ้าเมืองไล จะไปรับพวกฮ่อกอเจืองจียี ซึ่งเปนนายฮ่อธงเหลืองอยู่ที่สบขบเมืองวานั้น ให้เข้ามาเมืองแถง เพี้ยน้อยสามหมื่นรู้จึงห้ามปรามกายโตง ๆ โกรธจึงฆ่าเพี้ยน้อยสามหมื่นเสียแล้ว จึงแต่งคนให้ไปรับกอเจืองจียีนายฮ่อธงเหลืองทั้ง ๒ ซึ่งมีไพร่พลรวมด้วยกัน ๖๐๐ คน เข้ามา ตั้งอยู่ยังเมืองแถง แล้วกายโตงจึงให้ว่องยี่ผู้เปนอาว์กายโตง นำ กองทัพกอเจืองจียียกไปตีเมืองไล ฝ่ายพวกกองทัพเมืองไลที่ยกไปช่วยกันรบกองทัพวิสานนายฮ่ออยู่ที่บ้านปากฮามนั้นก็อ่อนกำลัง พากันล่าถอยกองทัพเข้ามาตั้ง อยู่ที่ทุ่งนาเมืองไล พวกกองทัพวิสานก็ยกติดตามเข้ามาตั้งประชิด อยู่ที่ทุ่งนาเมืองไล ๙ ๖๖ ฝ่ายกองทัพกอเจืองแลจียีก็ยกมาทันกันเข้าที่ทุ่งนาแห่งนั้นต่างสู้รบกันเปนสามารถ ไพร่พลล้มตายลงด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่พวก ฮ่อรวมกำลังกันเปน ๒ ทัพช่วยกันระดมตีกองทัพเมืองไล ๆ อ่อนกำลัง ก็ล่าถอยกลับเข้าไปตั้งมั่นในเมืองไล กองทัพฮ่อทั้ง ๒ กองก็ยก ติดตามเข้าไปล้อมเมืองไลไว้ ได้ต่อสู้กันอยู่ทุกวันประมาณ ๒ เดือน ในเมืองไลก็ขัดสนเสบียงอาหารไพร่พลอดอยากเปนอันมาก ฝ่ายท้าวโดยนำคนเก่าแลท้าวเหลนแลกรมการ ชื่อกวาง คือ ๑ กวางย่าน ๑ ๒ คนก็พากันคิดขบถเอาใจออกหากบิดาข้าพเจ้า แล้วพากันหนีออกจากค่ายเข้าป่าไป ไม่อยู่ช่วยรบศึก บิดาข้าพเจ้า กับพี่น้องทั้งสิ้นเห็นขัดสนเสบียงอาหาร จวนจะเสียทีแก่กองทัพ พวกฮ่ออยู่แล้ว ก็พากันอพยพครอบครัวออกจากเมืองไลหนีไป อยู่เมืองแตทั้งสิ้นด้วยกัน ฝ่ายกอเจืองจียีเข้าเมืองไลได้ก็ไม่ได้ทรัพย์สิ่งของอันใด เสบียงอาหารก็ไม่มี จึงยกกลับไปทวงเอาเงินค่าจ้างกับกายโตง ๆ ไม่มี เงินค่าจ้างจะให้แก่กอเจืองจียี จึงหนีลงไปเมืองแกว แล้วมีหนังสือ ขึ้นมาถึงบิดาข้าพเจ้า ว่ามิได้คิดขบถสิ่งใดต่อบิดาข้าพเจ้า บัดนี้ สู้พวกฮ่อไม่ได้ ก็หนีมาอยู่เมืองแกวแล้ว ๆ บิดาข้าพเจ้าก็มิได้ว่า ประการใด บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือลงไปทูลเกล้าเจ้าแกว ขอกองทัพขึ้นมาช่วยรบพวกฮ่อเอาบ้านเมืองคืน แลบอกหนังสือลงไปว่ากายโตงเปนบุตรเลี้ยง ได้ตั้งให้เปนกายโตงรักษาเมืองแถง เจ้าแกวจึงแต่ง ให้องว่าง องเหลง นายทหาร ๒ คนคุมคนประมาณ ๑๐๐๐ แลพา

๖๗ กายโตงมาด้วย ยกกำลังขึ้นมาช่วยรบพวกวิสานนายฮ่อที่เมืองควาย จับวิสานนายฮ่อได้แล้วก็ฆ่าเสีย แต่จียีซึ่งมาอยู่กับวิสานนั้น ออกมาอ่อนน้อมต่อองว่างองเหลง ๆ จับตัวเจิงพงซึ่งเปนท้าวควายอยู่ที่เมืองควาย แลคิดขบถฆ่าพี่ชายเสียนั้น เอามาจำตรวนขังไว้ ฝ่ายกอเจืองนายฮ่อซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองแถงนั้น รู้ว่าจียีเข้า อ่อนน้อมต่อองว่างองเหลงแล้วก็กลัว จึงพาไพร่พลหนีไปทางเมือง ซ่อน องว่างจึงคุมกองทัพติดตามกอเจือง ๆ ก็หนีต่อไปตั้งอยู่ที่ทุ่ง เชียงคำ องว่างตามไปไม่ทัน จับได้แต่ไพร่พลฮ่อพวกกอเจืองที่ เมืองซ่อนก็ฆ่าเสียเปนอันมาก แล้วองว่างก็กลับมาตั้งอยู่ที่เมืองควาย คำโหมพี่ชายข้าพเจ้าก็ออกไปคำนับองว่างองเหลงที่เมืองควาย ฝ่ายท้าวควายนั้นก็มาอ่อนน้อมอ้อนวอนขอโทษตัวต่อองว่าง องเหลงจะไม่คิดขบถต่อไป องว่างองเหลงก็ให้ท้าวควายทำสัญญา สาบาลเสียแล้วก็ไว้ชีวิตปล่อยตัวไป องว่างองเหลงจึงถามจียีว่า เหตุใดจึงยกมารบเมืองไล จียีให้การว่าท้าวโดยนำคนเก่า ท้าว โดยเหลน กับกวางกือ กวางย่าน รวม ๔ คนมีหนังสือบอกไปให้จียี ยกมารบเมืองไล แล้วคนทั้ง ๔ นี้สัญญาว่า ถ้ารบเมืองไลได้แล้วจะ ให้เงินค่าจ้าง เปนเงิน ๓๐๐๐ เบี้ย เบี้ยละ ๑๐ สลึงไทย เปนเงิน ผู้ไทยได้ ๓๐๐๐๐ สลึง ๆ เปน ๗๕๐๐ บาทไทย ๆ เปนเงิน ๙๓ ชั่ง ๑๕ บาท ครั้นจียีตีได้เมืองไลแล้ว คนทั้ง ๔ คนนั้นก็หนีไปเสียทางเมือง หลวงพระบาง องว่างองเหลงจึงมีหนังสือไปถึงบิดาข้าพเจ้าว่า ท้าวโดยนำคนเก่า ท้าวโดยเหลน กับกวางกือ กวางย่าน ๔ คนนี้เปนขบถ ๖๘ ชั่วมาก หนีไปอยู่เมืองใดก็ให้บิดาข้าพเจ้ามีหนังสือไปขอเอาตัว มาฆ่าเสีย บิดาข้าพเจ้าสืบรู้ว่าคน ๓ คน คือ ท้าวโดยเหลน ๑ กวางกือ ๑ กวางย่าน ๑ หนีไปอยู่เมืองงอยเมืองขึ้นของเมือง หลวงพระบาง บิดาข้าพเจ้าจึงแต่งคนให้ถือหนังสือลงไปถวายเจ้า นครหลวงพระบาง จะขอเอาตัวคนขบถ ๓ คนมาฆ่าเสีย คนถือ หนังสือลงไปถึงเมืองขวา ท้าวเม้าเปนคนหนีไปตามท้าวโดยเหลน ๑ ซองกวานกงคน ๑ รวม ๒ คนจับเอาคนถือหนังสือได้ รู้ความในหนังสือแล้ว ท้าวเม้ากับซองกวานกงจึงพากันไปลอบฆ่าท้าวโดยเหลนกับกวางย่านเสียที่เมืองงอย ท้าวเม้ากับซองกวานกงจึงเก็บเอา เงินทองท้าวโดยเหลนได้ชั่ง ๑ ม้าตัว ๑ กับทั้งหนังสือของเจ้าเมืองไล ลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง ๆ จึงให้ตัวจับตัวท้าวเม้าจำตรวนไว้ซองกวานกงจึงหนีขึ้นไปเมืองไลแจ้งความต่อบิดาข้าพเจ้าทุกประการ บิดาข้าพเจ้าจึงรู้ว่าท้าวโดยนำคนเก่าหาได้หนีไปทางเดียวกันกับท้าวโดยเหลนไม่ ฝ่ายท้าวโดยนำคนเก่าหนีไปอยู่ป่ากับพวกเย้า ๆ กลัวบิดาข้าพเจ้าจะเอาโทษ จึงมาแจ้งความต่อบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงให้กรมการ คุมคนไปจับตัวท้าวโดยนำคนเก่าผู้คิดขบถนั้นฆ่าเสียที่ในป่าตำบลบ้านพวกเย้าในแดนเมืองไล ฝ่ายองว่างองเหลง จึงบอกไปให้บิดาข้าพเจ้าไปตั้งอยู่ เมืองแถง บิดาข้าพเจ้าจึงว่าในเมืองไลนี้เรือนก็ยังไม่ได้ปลูก เสบียง

๖๙ อาหารก็ยังไม่มีจะเลี้ยงกัน จึงให้กายโตงกับกวานฟองขุนนางแกว ไปตั้งอยู่เมืองแถงก่อน องว่างองเหลงก็กลับไปเมืองแกว ฝ่ายกวานฟองไปตั้งอยู่เมืองแถงกับกายโตงซึ่งเปนพระสวามิภักดิสยามเขตรนั้น อยู่ได้ ๓ เดือนกวานฟองป่วยก็กลับไปยังเมืองแกว เจ้าเมืองแกวจึงมีหนังสือมาให้บิดาข้าพเจ้าไปอยู่ดูแลรักษาเมืองแถง ถ้าไม่ไปจะเอาโทษ บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือไปถึงกายโตงให้เกณฑ์ คนปลูกที่พักคอยรับแลให้จัดทางเสียให้เรียบร้อย แลให้กายโตง ไปรับด้วย กายโตงก็ไม่ไป ครั้นณเดือน ๑๒ ปีมแมเบญจศก ๑๒๔๕ บิดาข้าพเจ้าจึงพา คำล่า คำฮุย คำจี คำโดย ผู้บุตรแลบุตรเขยกับกรมการแลบ่าวไพร่ ๑๐๐ คนเศษ ยกออกจากเมืองไลจะไปตั้งอยู่เมืองแถง จึงไปพัก นอนอยู่ที่ทุ่งนาในแดนเมืองไล พอท้าวนรสิงห์กับไพร่ประมาณ ๒๐ คนซึ่งเจ้านครหลวงพระบางแต่งให้ขึ้นไปสืบข่าวเมืองไล ขึ้นไปพบกับ บิดาข้าพเจ้าที่ทุ่งนานั้น ท้าวนรสิงห์จึงแจ้งความต่อบิดาข้าพเจ้าว่า เจ้านครหลวงพระบางแต่งให้ท้าวนรสิงห์ขึ้นไปสืบว่าเมืองไลเสียแก่ฮ่อจริงฤๅประการใด แลนายฮ่อนั้นชื่อไรบ้าง แลไปตั้งอยู่ที่เมืองใด บิดาข้าพเจ้าก็ให้ท้าวนรสิงห์จดหมายเอาถ้อยคำซึ่งบิดาข้าพเจ้าบอก ข้อความเรื่องเมืองไลเสียแก่พวกฮ่อ แลนายฮ่อมีชื่อนั้น ๆ ไปตั้ง อยู่ที่ตำบลนั้นๆแจ้งความชัดทุกประการ แล้วส่งท้าวนรสิงห์กับบ่าวไพร่ให้ลงมาทูลถวายเจ้านครหลวงพระบาง แล้วบิดาข้าพเจ้าก็ยกไป เมืองแถง กายโตงก็มิได้ปลูกที่พักรับบิดาข้าพเจ้า แลมิได้ให้ ๗๐ จัดทางแลมิได้มารับบิดาข้าพเจ้าตามที่บิดาข้าพเจ้าสั่งไปแต่ก่อน ครั้นบิดาข้าพเจ้ายกไปใกล้จะถึงเมืองแถง พวกกรมการเมืองแถง ประมาณ ๕-๖ คนพาบ่าวไพร่ออกมารับบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงถามว่ากายโตงไปแห่งใดจึงไม่ออกมารับ พวกกรมการบอกว่ากายโตงคอยรับอยู่ที่ บ้านในเมือง บิดาข้าพเจ้าก็ยกเข้าไปในเมืองแถง จึงให้คนไปหาตัว กายโตงก็หาพบไม่ ๆ รู้ว่ากายโตงหนีไปอยู่แห่งใด บิดาข้าพเจ้า รู้ว่ากายโตงหนีไปแล้วก็หาว่าประการใดไม่ บิดาข้าพเจ้าพักอยู่ดูแลรักษาเมืองแถงได้เดือน ๑ มีคนที่เมืองควายมาบอกแก่บิดาข้าพเจ้าว่ากายโตงหนีไปอยู่เมืองควาย บิดาข้าพเจ้าจึงมีหนังสือไปถึงกายโตง ให้มาหา กายโตงก็หามาหาบิดาข้าพเจ้าไม่ ครั้นณเดือน ๔ ปีเดียวกัน กายโตงกับเจิงทง ท้าวควาย ไปร่วมคิดกัน รวบรวมคนฮ่อได้ประมาณ ๒๐๐ คนยกมาตีเมืองแถง ครั้นถึงเมืองฝั่ง ยังอิกทาง ๓ ชั่วโมงจะถึงเมืองแถง กายโตงจึงมี หนังสือมาถึงบิดาข้าพเจ้าให้ออกไปรับที่เมืองฝั่ง กายโตงจะกลับมา อยู่กับบิดาข้าพเจ้า ๆ จึงให้คำกุ้ยผู้พี่ข้าพเจ้าคุมคน ๒๐ คน ออกไปรับกายโตงที่ตำบลบ้านหินดำ พอกายโตงยกมาแลเห็นคำกุ้ยกับบ่าว ไพร่ออกไป ห่างกันประมาณ ๒ เส้น กายโตงจึงเรียกให้คำกุ้ย ไปรับหนังสือ คำกุ้ยให้คนใช้วิ่งไปรับ พอคนใช้เดินใกล้เข้าไป ประมาณ ๕ วา ๖ วา พวกฮ่อกับกายโตงก็เอาปืนยิงถูกคนใช้ชื่อ โป๑ กัน ๑ ทั้ง ๒ คน แต่หาถึงเปนอันตรายไม่ คำกุ้ยรู้ว่า กายโตงเปนขบถต่อบิดาแน่แล้ว จึงเร่งบ่าวไพร่ใหัยิงปืนต่อรบกัน ๗๑ ฝ่ายบิดาข้าพเจ้าอยู่ในเมืองแถงได้ยินเสียงปืนยิงอยู่หลายนัดดังนั้นก็แปลกใจ จึงให้คำฮุยกับกรมการคน ๑ คุมคน ๔๐ เศษ ยกออกไปดู ถ้าเห็นคำกุ้ยรบอยู่กับพวกใด ก็ให้เข้าช่วยคำกุ้ยรบ คำฮุยยกออกไปเห็นคำกุ้ยรบอยู่กับพวกกายโตงแลท้าวควาย ก็เร่ง บ่าวไพร่เข้าช่วยรบอยู่จนเวลาจวนค่ำ กายโตงกับท้าวควายสู้ไม่ได้ เสียทีแตกหนี กายโตงหนีไปทางเมืองโพนไทรซึ่งขึ้นกับเมือง หลวงพระบาง ท้าวควายพาบ่าวไพร่หนีไปทางเมืองควาย ในเวลา ที่คำกุ้ยคำฮุยรบกันกับกายโตงแลท้าวควายนี้ ท้าวนรสิงห์กับตาแสงเมืองขวา แสนกวานเมืองลา ๓ คนนี้ซึ่งเจ้านครหลวงพระบางแต่ง ให้ขึ้นไปหาตัวบิดาข้าพเจ้า ยังพักอยู่กับบิดาข้าพเจ้าที่เมืองแถง ได้รู้ข้อความนี้ตลอด แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงแต่งหนังสือให้กรมการ เมืองไล ๓ นาย ถือหนังสือลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง กับม้า ผู้ ๒ ม้า พร้อมกันกับท้าวนรสิงห์ แลตาแสงเมืองขวา แสนกวาน เมืองลา ข้าหลวงซึ่งขึ้นไปนั้น ใจความในหนังสือนั้นว่า บิดาข้าพเจ้ายังติดด้วยจัดการ บ้านเมืองไม่เรียบร้อย เมื่อการบ้านเมืองปรกติเรียบร้อยแล้ว บิดาข้าพเจ้าจะลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง แลบอกลงไปว่ากายโตง เปนขบถต่อบิดาข้าพเจ้า บัดนี้หนีลงไปอยู่เมืองโพนไทรหัวเมือง ขึ้นของเมืองหลวงพระบาง กรมการ ๓ นายถือหนังสือแลคุมม้าลงมา ถึงเมืองงอย ในเวลานั้นพระยาพิไชย (มิ่ง) กับเจ้าราชวงษ์เมือง หลวงพระบางยกกองทัพขึ้นไปเมืองงอย จะไปรบพวกฮ่อทุ่ง ๗๒ เชียงคำ กรมการ ๓ นายก็นำหนังสือแลม้าผู้ ๒ ม้า เข้าไปคำนับ พระยาพิไชยแลเจ้าราชวงษ์ที่ทำเนียบเมืองงอย พระยาพิไชยกับ เจ้าราชวงษ์รับหนังสือแลม้าของบิดาข้าพเจ้าไว้ แล้วว่าจะส่งหนังสือ ลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง แล้วให้กรมการ ๓ นายกลับขึ้นไป ยังเมืองแถง พระยาพิไชยกับเจ้าราชวงษ์ จึงแต่งให้ไปรับกายโตง ที่เมืองโพนไทรลงไปไว้ยังเมืองหลวงพระบาง ณเดือน ๕ ปีวอกยังเปนเบญจศก เจ้านครหลวงพระบาง จึงแต่งให้ท้าวนรสิงห์กับบ่าวไพร่ประมาณ ๑๗ คน ขึ้นไปหาบิดาข้าพเจ้า ในขณะนั้นบิดาข้าพเจ้ากลับมาอยู่เมืองไล ให้คำฮุยเปน บังเบียน คือ เปนผู้ช่วยที่ ๒ อยู่รักษาเมืองแถง ท้าวนรสิงห์ก็พา บ่าวไพร่ไปหาบิดาข้าพเจ้าที่เมืองไล แจ้งความว่าบัดนี้เจ้านครหลวงพระบางให้คนไปรับตัวกายโตงที่เมืองโพนไทร ลงมาอยู่ที่เมือง หลวงพระบางแล้ว ให้บิดาข้าพเจ้าลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง จะได้ชำระความกันให้เห็นเท็จแลจริง บิดาข้าพเจ้าจึงจัดได้ม้า ผู้ผ่านม้า ๑ ให้ท้าวนรสิงห์นำลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบางแลให้ กราบทูลว่า ณเดือน ๑๒ ปีรกาสัปตศก บิดาข้าพเจ้าจัดการบ้านเมืองเรียบร้อยแล้วจึงจะลงไปเฝ้า ท้าวนรสิงห์ก็นำม้าลงไปถวายเจ้านครหลวงพระบาง แลกราบทูลตามคำบิดาข้าพเจ้านั้นทุกประการ ครั้น แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงแต่งคนให้ถือหนังสือลงไปทูลเจ้าแกวว่า เจิงทง ท้าวควายคิดขบถอิก คบคิดกับกายโตงยกไปรบเมืองแถง บัดนี้ กายโตงหนีลงไปอยู่ยังเมืองหลวงพระบาง แต่ท้าวควายตั้งอยู่ที่

๗๓ เมืองควายซ่องสุมพวกฮ่อไว้มาก เจ้าแกวจึงมีหนังสือตอบขึ้นมาว่า ให้บิดาข้าพเจ้าเกณฑ์กำลังเมืองสิบสองจุไทย ให้มาช่วยกันรบ ท้าวควาย ให้จับเปนจงได้ ถ้าจับเปนไม่ได้ก็ให้ฆ่าเสียทีเดียว แล้ว ตัดเอาศีศะส่งไปเมืองแกว บิดาข้าพเจ้าจึงบอกหนังสือไปถึงหัวเมือง ต่าง ๆ ในสิบสองจุไทย ให้ยกกำลังมาช่วยกันรบท้าวควายที่เมือง ควาย ท้าวควายสู้ไม่ได้หนีเข้าป่าไป แล้วบิดาข้าพเจ้าจึงบอกหนังสือ ไปยังเมืองแกวว่า ท้าวควายหนีไปจับตัวยังหาได้ไม่ เจ้าแกว จึงตั้งให้กวานแกวขุนนางญวนคน ๑ ขึ้นมาเปนเจ้าเมืองควาย แล ตั้งให้หลีตึบผู้เปนอาว์ท้าวควายนั้นเปนโพไล กรมการที่ ๒ รองเจ้าเมืองอยู่ได้เดือนเศษ ท้าวควายซึ่งหนีออกไปอยู่ป่านั้นยกกลับเข้ามาเมืองควาย จับโทไลผู้เปนอาว์ฆ่าเสีย แล้วจะจับกวานแกวผู้เปนเจ้าเมือง ฆ่าเสียด้วย กวานแกวเจ้าเมืองหนีได้จึงรอดตาย ท้าวควายก็คุม พวกฮ่อเข้าตั้งอยู่เมืองควาย ฝ่ายกวานแกวหนีลงไปฟ้องต่อเจ้าแกว ๆ จึงมีหนังสือขึ้นมาถึงบิดาข้าพเจ้า ให้คิดอ่านฆ่าท้าวควายผู้ขบถเสียให้ได้ ถ้าฆ่าไม่ได้ เจ้าแกวจะลงโทษแก่บิดาข้าพเจ้า ๆ จึงเกณฑ์กำลังเมืองไล แล เมืองขึ้นต่าง ๆ ของเมืองไลได้คน ๒๐๐ แต่งให้คำโดยกับกรมการ ๓ นายยกไปรบท้าวควายที่เมืองควาย ท้าวควายทานกำลังกองทัพ คำโดยไม่ได้ก็แตกหนีเข้าป่า เมื่อรบกันนั้นท้าวควายถูกกระสุนปืน แห่ง ๑ ที่ใต้ตาข้างซ้ายเจ็บลำบากอยู่ ญาติพี่น้องของท้าวควายผู้ ๑ ๑๐ ๗๔ ชื่ออาน ซึ่งแตกหนีไปอยู่ป่าด้วย คิดเอาใจออกหากท้าวควาย จึงมาสารภาพลุแก่โทษแจ้งความทั้งนี้แก่คำโดย แลบอกให้ไป จับตัวท้าวควาย คำโดยจึงแต่งให้ท้าวนาไทรกับกรมการมีชื่อ อิก ๒ นายคุมคน ๓๐เศษ ไปล้อมจับท้าวควายที่ตำบลห้วยกาในป่าแดนเมืองควาย ได้ตัวท้าวควายแล้วก็ฆ่าเสีย ตัดเอาศีศะมาให้ แก่คำโดย ๆ ได้ศีศะท้าวควายแล้วก็ยกกลับไปเมืองไล จึงนำเอา ศีศะท้าวควายขึ้นให้แก่บิดาข้าพเจ้า ๆ จึงให้เอาศีศะท้าวควายใส่หีบแล้วแต่งให้กรมการคุมลงไปส่งยังบ้านเมืองแถว ครั้นณปีวอกฉศก ๑๒๔๖ พระยาเมืองซ้ายขุนนางเมืองหลวงพระบางกับบ่าวไพร่ ๒๐ คน ขึ้นไปหาบิดาข้าพเจ้าที่เมืองไล บอกว่าพระยาพิไชย กับคนฝรั่งซึ่งเปนพระวิภาคภูวดลขุนนางกรุงเทพ ฯ แลเจ้าราชวงษ์เมืองหลวงพระบางขึ้นมาพักอยู่ที่เมืองแถงแล้ว ให้บิดาข้าพเจ้าลงไปคำนับพระยาพิไชยแลเจ้าราชวงษ์ที่เมืองแถง บิดาข้าพเจ้าบอกต่อพระยาเมืองซ้าย ว่าตั้งแต่ชราลงหูก็ตึงกาก็มืดมัว ให้ป่วยไปทุกวัน ลงไปมิได้ จึงให้คำกุ้ย คำล่า กับกรมการ ๔ คน คุมม้าผู้ ๔ ม้า กับบ่าวไพร่ ๑๐ คน ลงไปคำนับพระยาพิไชยแล พระวิภาคภูวดล เจ้าราชวงษ์ที่เมืองแถง พร้อมด้วยพระยาเมืองซ้าย แต่ม้านั้นให้พระยาพิไชยม้า ๑ ถวายเจ้าราชวงษ์ม้า ๑ ให้พระวิภาคภูวดลม้า ๑ แต่ให้พระยาเมืองซ้ายนั้นม้า ๑ กับเงินมุ่นหนัก ๓๐ บาทแล้วพระวิภาคภูวดลจึงชักรูปคำกุ้ย คำล่า กับกวางถือ กวางเหลง ฟูแย้เปารวม ๕ คน แล้วพระยาพิไชย แลเจ้าราชวงษ์ พระวิภาคภูวดล ๗๕ บอกแก่คำกุ้ย คำล่าว่า ณเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ ปีน่า จะให้พระยา เมืองซ้ายคุมเรือขึ้นไปที่เมืองแถง แลจะรับคำกุ้ย คำล่า กับ กรมการเมืองไลเมืองแถงบ้างลงไปเฝ้าเจ้านครหลวงพระบาง แล้ว พระยาพิไชย กับเจ้าราชวงษ์ พระวิภาคภูวดล ก็กลับลงมาเมือง หลวงพระบาง สิ้นคำให้การในตอนนี้



บานพแนก เมืองหลวงพระบางราชธานี ณวัน ๗ ฯ ๓ ค่ำ ปีชวดสัมฤทธิศก ๑๒๕๐ ? ข้าพเจ้า พระพลัษฎานุรักษ์ ปลัดทัพ ได้รับพระราชทาน หาตัวท้าวขุนกรมการแลผู้เถ้าผู้แก่ในเมืองแถง มาไล่เลียงตรวจ สอบด้วยต้นเดิมของเมืองแถงพอเปนเค้าเลา ๆ ความตามมูลเหตุเดิมเปนความปรำปรา ปู่เล่าย่าตาเล่ายายสืบกันมาบ้าง เปนเรื่องซึ่ง ในเวลาท้าวขุนได้ทราบการเห็นการเองบ้าง เก็บความร้อยกรองขึ้น พอเปนเค้าเลาความ จะเปนการถี่ถ้วนนักก็มิอาจจะสืบสวนได้ โดยถนัด เพราะด้วยในเมืองแถงเปนคนป่าดง ความที่จะจดจำ มั่นคงก็เปนท่อนเปนบั้น ฟั่นเฟือนแผกผันคลาศเคลื่อนไม่เปนต้นปลาย ด้วยเหตุนั้นความซึ่งจะบรรยายจึงไม่บริบูรณ์ถ้วนถี่ ถึงดังนั้นก็ดีพอเปนทางที่จะเห็นเค้าเงาเงื่อนได้บ้าง ซึ่งเปนต้นเดิมสืบมา ได้รับพระราชทานพิจารณาตรวจสอบโดยรอบคอบตามคำให้การ ความเดิมเบื้องต้นของพงษาวดารที่เปนความเลื่อนลอยผิดธรรมดา คือกล่าวถึง เมืองฟ้าแลเทพยดาลงมาเกิดเอากำเนิดเปนต้นชาติต้นแซ่ ความ ข้อนี้เปนแน่ที่จะหาเปนจริงดังนั้นไม่ เรียบเรียงไปตามคำให้การ มิได้เปนหลักฐานอ้างเหตุอันใด ย่อมเปนไปตามอัตโนมัติของคน ภายหลังหยิบยกมาตั้งพอเปนต้นที่จะได้เรียบเรียงต่อไป เปนอันดับ มาถึงในปัตยุบันบัดนี้


๗๗ ในข้อความซึ่งได้เรียบเรียงมีความเปนหลายประการ ที่จะเทียบเคียงพอเปนหลักฐานได้บ้าง ดังจะมีความต่อไปในภายหลัง แต่ข้อความนั้นเปนส่วนเหตุการณ์เฉภาะแต่ในเมืองแถง ความซึ่ง เมืองหลวงพระบางได้เกี่ยวข้องจัดการในเมืองแถงแต่เดิมมา แล ข้อความพิศดารด้วยเมืองแถงนี้ซึ่งเปนเดิมนั้น จะมีความแจ้งอยู่ ในพงษาวดารของเมืองหลวงพระบางเปนส่วน ๑ ส่วนของเมืองแถงนี้เปนเรื่องยืดยาวกล่าวด้วยบ้านเมืองยุคเข็ญ บางคาบญวนมาจัดการ บางคาบลาวไปจัดการ แลบางทีพม่าบ้าง ลาวพุงดำบ้างมาจัดการ คือตั้งเจ้าเมืองขึ้นเปนต้น กับข้อความซึ่งเกิดโจรผู้ร้ายมีข่าแจะเปน เจือง แลจีนโจรฮ่อมาปล้นบ้านเมือง ราษฎรทิ้งถิ่นที่เข้ามาตั้ง อยู่ในเมืองชั้นในบ้าง เข้าอยู่ในป่าดงบ้าง ตำบลบ้านทิ้งร้างว่างเปล่า มาหลายครั้งหลายหน แต่ชาติของชนผู้ไทยนั้นเปนคนตาหูสั้น เช่นสัตว์ เมื่อไม่มีอันตรายแล้วก็อพยพกันไปตั้งอิก ถือว่าเปนที่ เกิดเดิม เมื่ออันตรายคือโจรเปนต้นมีมาก็ล้มตายได้ยากแค้นระหก ระเหินต่อไป เมื่อสิ้นไภยกลับมาตั้งอยู่อิกเปนครั้งคราวดังนี้เสมอมา มิได้คิดต่อสู้ ได้รับพระราชทานเรียบเรียงข้อความแต่เบื้องต้นของเมืองแถงเปนอันดับมาจนถึงบัดนี้ ตามคำให้การของท้าวขุนเมืองแถงดังต่อไปนี้ ควรมิควรแล้วแต่จะโปรด


พงษาวดารเมืองแถง

ในหนังสือจดหมายเหตุโบราณ ของพวกผู้ไทยกล่าวความรู้ ก่อนเกิด เปนใจความว่า แต่เดิมแผ่นดินเมืองแถงนี้ เปนที่ ทุ่งว่างเปล่า มีภูเขาแลต้นไม้ตามชายทุ่งบ้าง ยังหาเปนบ้านเมือง มีคนอยู่ไม่ ในครั้งนั้นมีเทพยดา ๕ องค์อยู่ในดาวดึงษพิภพ เปน พี่น้องรักใคร่กัน จึงปฤกษาแก่กันว่า เราทั้ง ๕ นี้เสวยทิพยสมบัติ มาในสวรรค์ก็ช้านาน จวนจะจุติอยู่แล้ว ควรจะคิดพากันจุติลงไป เกิดในมนุษโลกย์ จะได้เปนต้นชาติมนุษย์ ช่วยบำรุงแผ่นดินที่เปนทุ่ง เปนป่าว่างเปล่าอยู่ ให้ตั้งเปนบ้านเปนเมืองขึ้นได้ มนุษย์จะได้ อาไศรยเกิดพืชพันธุ์สืบสายแพร่หลาย จะได้เปนที่พึ่งแก่กันต่อ ๆ ไป จนสิ้นโลกย์ เทพยดาพี่น้องทั้ง ๒ ปฤกษาเห็นชอบด้วยกันแล้ว ต่างองค์ก็ต่างปฤกษาด้วยนางเทพยดาทั้ง ๕ อันเปนบริจาริกาของตน ทุกๆ องค์ ก็เห็นชอบด้วยเทพยดาผู้สามีของตนทุก ๆ นาง ต่าง อยากจะจุติลงมาเกิดในมนุษโลกย์ เทพยดาทั้ง ๕ องค์แลนางเทพธิดา ทั้ง ๕ นาง ต่างอธิษฐานร่วมจิตรนฤมิตรเปนรูปเต้าปุง ( น้ำเต้า ) เทพยดาแลนางเทพธิดาก็เข้านั่งประชุมกันอยู่ในรูปเต้าปุง ๆ นั้นก็บันดาล ลอยไปบนฟ้า แล้วจุติตกลงมาบนภูเขาที่ทุ่งนาเตา ภูเขานั้นอยู่ เขตรแดนเมืองฝั่งข้างทิศตวันออกแห่งเมืองแถง ระยะทางเดินเท้า ไปจากเมืองแถงวัน ๑ จึงถึง แลเต้าปุงนั้นเปนภาษาพวกผู้ไทยเรียกผลน้ำเต้า ครั้นภายหลังคนทั้งหลายก็เรียกภูเขานั้นว่าภูเขาเต้าปุง มาจนทุกวันนี้

๗๙ น้ำเต้าที่เปนเทพยดาจุตินั้น ครั้นแตกออกแล้วก็เปนมนุษย์รูปกายแปลก ๆ กัน คือ ข่าแจะออกมาก่อนเปนที่ ๑ แล้วผู้ไทยดำ ออกมาเปนที่ ๒ ลาวพุงขาวออกมาเปนที่ ๓ ฮ่อออกมาเปนที่ ๔ แกวออกมาเปนที่ ๕ (แกวนั้นคือญวน) รวม ๕ แซ่ แล้วผู้หญิง ที่ออกมาด้วยเปน ๕ คนครบตัวชาย รวมเปน ๑๐ คนด้วยกัน ครั้นแล้วชายหญิงก็พากันลงจากภูเขา ไปอาบน้ำชำระกาย แลกินน้ำในหนองชื่อหนองฮกหนองฮาย ที่เชิงเขา น้ำในหนองนั้นเปนน้ำศักดิสิทธิบริสุทธิเย็นในสอาด ใครได้อาบได้กินแล้วร่างกายก็ผ่องใสสอาดงาม แลมีสติปัญญารู้คิดราชการบ้านเมืองได้ แต่ข่าแจะ ซึ่งออกมาก่อนนั้นกลัวหนาว หาลงอาบชำระกายแลกินน้ำในหนอง นั้นไม่ รูปกายจึงได้หมองคล้ำดำมัวมอมติดต่อมาจนถึงปัตยุบันนี้ ฝ่ายผู้ไทยแลลาวฮ่อแลญวนทั้ง ๔ ชาตินี้ ทั้งหญิงชาย ได้พากันลงอาบน้ำบริสุทธิในหนองฮกหนองฮาย ผิวพรรณสัณฐาน จึงได้ขาวผ่องใสเปนนวลกว่าพวกข่าแจะ แลมนุษย์ทั้ง ๕ ชาตินี้ทั้งชายทั้งหญิงเมื่อเกิดมาเปนเดิมต้นชาตินั้น เปนอุปปาติกะกำเนิด โตใหญ่เปนหนุ่มเปนสาวนทีเดียว หาได้ค่อยๆเจริญเหมือนอย่างทารก แลกุมารเช่นปัตยุบันนี้ไม่ มนุษย์หนุ่มสาวเหล่านั้นก็ได้เปนสวามีภริยาแก่กันตามแซ่แลตระกูลที่เกิดมา แต่ผู้ไทยแลลาวพุงขาวแลฮ่อ แลญวนทั้ง ๔ ชาตินี้ มีบุตรชายหญิงเกิดพืชพันธุ์สืบไป ก็มีรูปกาย แลผิวเนื้อขาวตามเพศพันธุ์บิดามารดา แต่พวกข่าแจะนั้นเกิดบุตรสืบ ๘๐ พันธุ์ต่อ ๆ ไป ผิวกายก็ดำมัวมอมไปตามเพศพันธุ์บิดามารดาต่อ ๆ มา จนถึงปัตยุบันบัดนี้ ฝ่ายผู้ไทยแลลาวฮ่อแลญวนทั้ง ๔ ชาตินี้ จึงคิดปฤกษา แยกย้ายกันไปหาถิ่นฐานตั้งบ้านเมืองต่อไปแต่ผู้ไทยตั้งตัวเปน เจ้าอยู่ณเมืองแถง มีนามว่าขุนลอคำ ส่วนลาวพุงขาวแลฮ่อแลญวน แต่เดิมนั้น จะมีนามอย่างไรอิก หามีในจดหมายเหตุของพวกผู้ไทย ไม่ แลผู้เถ้าผู้แก่คนใดก็ไม่แจ้ง แต่ข่าแจะนั้นเปนคนเกียจคร้าน หาคิดการใหญ่โตได้ไม่ จึงไม่อยากไปตั้งตัวขึ้นเปนเจ้าแผ่นดินอยู่แห่งใด ชอบอาไศรยอยู่ตามยอดภูเขา จะตัดต้นไม้ทำไร่เข้าเลี้ยงชีวิตร แลมนุษย์ทั้ง ๕ ชาตินี้ เมื่อแรกเกิดออกมาจากผลน้ำเต้าที่เรียกว่า เต้าปุงนั้น เขาก็นับถือว่าเปนพี่น้องกันทั้ง ๕ ชาติ แต่ ๔ ชาตินั้น ถือว่าชาติข่าแจะเปนพี่ใหญ่ ด้วยข่าแจะได้ออกมาก่อน แลไพร่พล ก็เกิดทวีขึ้นสำหรับบุญเจ้าแผ่นดินทั้ง ๔ ชาตินั้น บริบูรณ์ทุก ๆ เมือง แต่ขุนลอคำนี้ เดิมสร้างเมืองอยู่ที่ตำบลสามหมื่น แต่ เรียกว่าเมืองแถง ครั้งนั้นมีไพร่พลพรรคพวกอยู่สามหมื่นสามพัน ตั้งแต่นั้นมาที่ตำบลนั้นจึงเรียกว่าสามหมื่นมาจนคุ้มเท่าบัดนี้ แล้วพี่น้องทั้ง ๔ ชาตินั้นก็ปันแดนดินแก่กัน เขตรแดนเมืองแถงข้างทิศใต้ นั้น ตั้งแต่เมืองเปว ๑ เมืองซ่อน ๑ เมืองเหี้ยม ๑ เมืองกูด ๑ เมืองปันลอ ๑ เมืองซำใต้ ๑ เมืองซำเหนือ ๑ เมืองสบแอดเชียง ค้อ ๑ หัวพันทั้งหกสิบสองจุไทยข้างทิศเหนือตั้งแต่เมืองไฮ่ ๑ เมือง ซอ ๑ เมืองลา ๑ เมืองจัน ๑ จดเขตรแดนฮ่อ ข้างทิศตวันตกเฉียง ๘๑ เหนือแต่เมืองหัวอู่ ๑ เมืองภูฝาง ๑ เมืองโพนไทร ๑ เมืองอุย ๑ เปนเขตรแดนดินขึ้นแก่เมืองแถงทั้งสิ้น ต่างเมืองก็ต่างรักษาเขตร แดนไม่ได้เบียดเบียนข่มเหงแก่กัน แต่ข่าแจะพี่ผู้ใหญ่นั้นหามีบ้าน เมืองไม่ เที่ยวตั้งตูบแลกระท่อมอยู่ตามซอกเขาแลท้ายเขา ทำนา เข้าไร่อาไศรยน้ำฝนแลน้ำค้าง ปลูกพริกแลมะเขือผักต่าง ๆ พอเลี้ยงชีวิตร หารู้จักปั่นฝ้ายแลทอผ้าไม่ จึงเก็บเข้าแลผักต่าง ๆ มาแลกผ้า กับน้องลาวแลน้องผู้ไทยไปนุ่งห่ม แลพวกข่าแจะนี้อาไศรยอยู่ตาม ภูเขา ในแดนดินของน้องลาวน้องผู้ไทยโดยมาก ในแดนดินของ น้องฮ่อน้องแกวนั้น หาได้ยินว่ามีพวกข่าแจะอยู่ไม่ เหตุฉนี้พวกข่าแจะจึงต้องอาไศรยอยู่ในแดนดินของน้องลาวแลน้องผู้ไทย ได้ความทุกข์ลำบากมากกว่าน้องทั้งปวง แลเปนผู้รับทุกข์รับศุขของน้องทั้งสิ้น ครั้นภายหลังพวกน้องลาวแลน้องผู้ไทยก็เก็บรวบรวมเอาพวกข่าแจะไว้เปนบ่าว ใช้ให้ทำการหนักเหนื่อยต่าง ๆ ให้หาเข้าแลขี้ผึ้งแลชัน มาส่งส่วยทุก ๆ ปี ถ้ามีการหนักจะต้องทำ เปนต้นว่าตัดไม้ฟัน เสามาปลูกสร้างบ้านเรือน แลขนเสบียงอาหารไปในที่ใด ๆ ก็ใช้ พวกข่าแจะสำหรับการนี้ เปนธรรมเนียมต่อ ๆ มาถึงทุกวันนี้ ฝ่ายเจ้าเมืองฮ่อจึงปฤกษากับพี่น้องพร้อมกันทั้ง ๔ หัวเมือง ด้วยฮ่อนั้นเปนเมืองต้นน้ำ ถึงกำหนดปีแล้วจะคำนับผีฟ้า คือเทพยดาบนสวรรค์ เจ้าเมืองลาว เจ้าเมืองผู้ไทย เจ้าเมืองแกว ก็เห็น ขอบด้วยที่จะไหว้ผีฟ้านั้น มีเขาใหญ่แห่ง ๑ อยู่ในเมืองฮ่อสูงกว่าเขา ๑๑

๘๒ ทั้งปวง เปนที่ประชุมกันไหว้ผีฟ้าบนยอดเขาสูงนั้น เพราะเหตุฉนี้ เมืองลาวเมืองผู้ไทยเมืองแกวจึงได้จัดสิ่งของไปเมืองฮ่อ สำหรับ คำนับผีฟ้าด้วยกัน แลขอผีฟ้าให้ช่วยอวยพรพี่น้องทั้งปวงให้อยู่เย็น เปนศุขทั่วกัน จึงได้เปนจารีตสืบมา ครั้นถึงขวบ ๑ แล้ว เมืองฮ่อ จึงมาตักเตือนเมืองที่เปนพี่น้องให้จัดสิ่งของขึ้นไปไหว้ผีฟ้าพร้อมกัน แลพวกผู้ไทยเหล่านี้ จึงได้นับถือกราบไหว้ผีฟ้าสืบต่อมาจนถึงปัตยุบันบัดนี้ แต่เดิมมาจะได้เปนเมืองขึ้นเมืองออกไปเสียส่วยแก่เมืองฮ่อนั้น ก็หามิได้ ครั้นภายหลังเมืองฮ่อมาเหมาเอาว่าเปนของส่วยขึ้นแก่ เมืองฮ่อ ผู้เถ้าผู้แก่แต่โบราณได้จดหมายไว้ ให้บุตรหลานรู้ต่อ ๆ กันมาดังนี้ ครั้นอยู่มาท้าวลอคำเจ้าเมืองสามหมื่นนั้นสิ้นชีพแล้ว มี ผู้มีบุญหนักศักดิใหญ่ตน๑ มีนามว่าขุนบรมราชา มาเกิดเปนเจ้า อยู่ในเมืองแถง ขุนบรมราชานี้มีบุตรชื่อขุนลอ ได้ลงมาตั้งเมือง หลวงพระบางเปนเดิมต่อมาจนถึงปัตยุบันนี้ มีเรื่องราวขุนลอบุตร ขุนบรมราชามาสร้างเมืองหลวงพระบาง แจ้งอยู่ในเรื่องพงษาวดารของเมืองหลวงพระบางแล้ว ครั้นภายหลังล่วงมาที่เมืองแถงนั้น หลานท้าวลอคำซึ่งอยู่เมืองลา ได้มาครองเมืองแทน มีนามว่า ล้านเจือง แลเมื่อท้าวลอคำยังครอบครองเมืองอยู่นั้น มีบุตรชาย ๗ คน แต่ไปครองเมืองอื่น ๆ อยู่ทั้ง ๗ คน เปนต้นว่าเมืองพม่า ครั้นอยู่มา ล้านเจืองถึงแก่กรรม หลานลอคำซึ่งอยู่ณเมืองพม่ามาเปนเจ้าเมือง แทน มีนามว่าเจ้าม่าน ครั้นเจ้าม่านสิ้นชีพแล้ว บุตรหลานลอคำ ๘๓ อยู่เมืองน่าน แต่พวกผู้ไทยเรียกว่าญวนเมืองน่าน มาครอบครอง บ้านเมืองแทน มีนามว่าเพี้ยศรีนรคุต ๆ ถึงแก่กรรมล่วงไปแล้ว บุตรหลานลอคำซึ่งอยู่เมืองแกวมาเปนเจ้าเมืองแทน มีนามว่า ดึกเทื้อง แต่หาได้ตั้งอยู่ที่เมืองสามหมื่นไม่ ยกเลื่อนไปตั้งอยู่ที่ บ้านเชียงแล ดึกเทื้องเจ้าเมืองได้เกณฑ์ไพร่พลหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่ เมืองแถงแลคนแกวมาสร้างเมือง ขุดเปนคูยกขึ้นเปนกำแพงดิน แลปลูกต้นไม้ไผ่รอบเปนกำแพง จึงได้เรียกว่าค่ายเชียงแลอยู่จน ปัตยุบันนี้ ตั้งแต่ท้าวลอคำเจ้าเมืองสามหมื่นเปนต้น มาจนถึงดึกเทื้อง ผู้ยกเลื่อนมาตั้งเมืองอยู่ที่ค่ายเชียงแลนี้ รวมเปน ๗ เจ้าเมืองด้วยกันเจ้าเมืองผู้หนึ่ง ๆ ครองเมืองได้คนละกี่ปี แลผู้หนึ่ง ๆ มีอายุเท่าไร ก็หามีปรากฎในจดหมายเหตุฉบับ ๑ ฉบับใดไม่ แต่เพียงองดึกเทื้องมาสร้างค่ายเชียงแลนี้ จะได้สักกี่ปีมาแล้วก็ไม่ปรากฎในจดหมาย เหตุ แต่สังเกตประมาณต้นไม้ที่ขึ้นอยู่บนเชิงเทินใหญ่โตมาก จะ กว่าร้อยปีขึ้นไป เปนการช้านานมามาก ครั้นดึกเทื้องถึงแก่กรรม แล้ว บุตรหลานของดึกเทื้องจึงเอาศพดึกเทื้องฝังไว้ในค่ายหลวง กลางเมืองเปนกึ่งกลาง แล้วจึงปลูกศาลกรวมปากหลุมไว้ แล เมื่อดึกเทื้องจะถึงแก่กรรมนั้น ดึกเทื้องได้สั่งบุตรหลานไว้ว่า ดึกเทื้องถึงแก่กรรมแล้ว จะขึ้นไปอยู่กับพวกพ้องผีฟ้าด้วยกัน เมื่อจะฝังศพ นั้นให้ฆ่าสัตว์ที่เคยเปนอาหาร คือ กระบือ แพะ หมู เป็ด ไก่ เส้นศพส่งไปให้ดึกเทื้องอย่าให้อดอยากได้ แลผู้ใดจะเข้ามารักษา


๘๔ บ้านเมืองก็ให้ฆ่าสัตว์ที่เปนอาหารเส้นศพส่งไปเหมือนกัน แล้ว ดึกเทื้องจะอวยพรลงมาให้ผู้ที่ครองเมืองนั้นเจริญศุขยืนนาน แลเมื่อบุตรหลานจะทำการฝังศพดึกเทื้องนั้น หัวเมืองซึ่ง ขึ้นแก่เมืองแถงก็เข้ามาพร้อมกันช่วยทำการฝังศพ ครั้นแล้วจึงฆ่า กระบือ แพะ สุกร เป็ด ไก่ เส้นคำนับศพส่งไปให้ดึกเทื้อง ครั้น แล้วบุตรหลานศรีนรคุตซึ่งอยู่ในเมืองแถงนี้ ได้ครอบครองค่าย เชียงแลต่อไป มีนามว่าเจ้าฟ้าลูกกุน ได้ฆ่าสัตว์ทำการเส้นศพ ดึกเทื้องเหมือนดังกล่าวมาแล้ว ตั้งแต่นั้นมาผู้ใดได้เข้ามารักษา บ้านเมือง ต้องฆ่าสัตว์ทำการเส้นศพดึกเทื้องเสียก่อน ด้วยถือเข้าใจ กันว่า ดึกเทื้องสิ้นชีพแล้วไปอยู่กับหมู่ผีฟ้าบนสวรรค์แม่นแท้ถ้าใคร ได้ทำการเส้นศพดึกเทื้องตามคำสั่งของดึกเทื้องแล้ว ดึกเทื้องคงจะ อวยพรให้ครองเมืองเปนศุขยืนนาน เจ้าเมืองกรมการแลราษฎร ในพื้นเมืองแถง จึงได้นับถือเส้นศพดึกเทื้องมาจนทุกวันนี้ ครั้น เจ้าฟ้าลูกกุนถึงแก่กรรมแล้ว บุตรหลานล้านเจืองซึ่งอยู่เมืองลอ ได้มาครอบครองบ้านเมืองแทน มีนามว่าเทียนต้า เจ้าแกวตั้งขึ้นมา เทียนต้าว่าราชการอยู่ได้ ๓ ปี แล้วกลับลงไปยังบ้านเมือง เจ้าแกวจึงตั้งบานบ๊านขึ้นมาครองเมืองอยู่ที่ค่ายเชียงแลได้ ๓ ปี ก็ถอยกลับไปเมืองแกว ครั้งนี้เจ้านครหลวงพระบางตั้งให้กายเจ้าบาง เปน คนผู้ไทยอยู่เมืองฮุง มาเปนเจ้าเมืองแถงอยู่ที่ค่ายเชียงแล ว่า ราชการเมืองอยู่ได้ ๔ ปี กายเจ้าบางรับเอาช้างที่เมืองหลวงพระบาง ไปให้เจ้าแกว กายเจ้าบางก็ไปถึงแก่กรรมเสียที่เมืองแกว เจ้าแกว

๘๕ จึงตั้งให้เจียวท้าว เปนคนผู้ไทยดำอยู่เมืองฮั้วแขวงเมืองควาย มา เปนเจ้าเมืองแถงอยู่มนค่ายเมืองแล เจียวท้าวว่าราชการเมืองอยู่ ได้ ๒ ปี ถอยกลับลงไปบ้านเมือง เจ้าแกวจึงตั้งให้ตีเจ้าเตียน เจ้าเมืองควายมาเปนเจ้าเมืองแถงอยู่ในค่ายเชียงแลได้ ๓ ปี แล้ว ก็กลับไปบ้านเมือง เจ้านครหลวงพระบางจึงตั้งให้เพี้ยคำเปนคน ผู้ไทยดำอยู่เมืองฮึบ มาเปนเจ้าเมืองอยู่ที่ค่ายเชียงแล ว่าราชการ เมืองอยู่ได้ ๒ ปีก็ถึงแก่กรรม ครั้งนั้นเจ้าแกวตั้งให้กายเจ้าเติน เจ้าเมืองลา มาเปนเจ้าเมืองอยู่ในค่ายเชียงแล ว่าราชการเมือง อยู่ได้ ๕ ปี ก็ถอยกลับไปบ้านเมือง นับตั้งแต่เจ้าฟ้าลูกกุนผู้ได้ครองเมืองแถงต่อลำดับดึกเทื้องมานั้น หาปรากฎว่าครองเมืองได้กี่ปีไม่ ตั้งแต่เจ้าลูกกุนมาจนถึงกายเจ้าเตินนี้ รวมเปน ๘ เจ้าเมืองด้วยกัน ตั้งแต่เทียนต้ามาจนถึงกายเจ้าเติน รวมเปน ๗ เจ้าเมือง ในกำหนด ปีที่ผู้ครองทั้ง ๗ เปนเจ้าเมืองปรากฎมาในจดหมายเหตุของพวกผู้ไทยดังที่กล่าวมาแล้วนั้น รวมเปนปี ๒๓ ปี ขณะนั้นเมืองแถงว่างเปล่าหามีเจ้าเมืองไม่ เปนการเริศร้าง ไม่มีผู้เปนธุระทิ้งว่างเปล่า ครั้นลุจุลศักราช ๑๒๐๔ ปีเถาะเบญจศก เปนปีที่ ๒๕ ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มาจนลุจุลศักราช ๑๒๕๐ ปีชวดสัมฤทธิศก ในแผ่นดินปัตยุบันนี้ ( รัชกาลที่ ๕ ) นับเปนปีได้ ๔๖ ปี ในขณะนั้นเจ้านครหลวงพระบางก็ติดด้วยธุระราชการบ้านเมืองต่าง ๆ อยู่ หาได้เอาธุระช่วยตั้งแต่งผู้ใดให้ไปครองเมืองแถงไม่ ๘๖ ครั้งนี้เจ้าแกวจึงตั้งให้กวานฟู กวานตู ขึ้นมาจัดการบ้านเมือง ตั้งอยู่ ในค่ายเชียงแล กวานฟู กวานตู จึงตั้งพวกผู้ไทยชาวเมืองแถง เปนเจ้าเมืองกรมการรักษาบ้านเมืองอยู่ กวานหู กวานตู เปนข้าหลวงกำกับเมืองอยู่ได้ ๓ ปี ก็กลับลงไปบ้านเมือง เจ้าแกวจึงตั้งให้ กวานเกว ( คือพวกแกว ) เปนข้าหลวงขึ้นมากำกับตั้งอยู่ในค่าย เชียงแล อยู่ได้ ๓ ปีก็กลับไป เจ้าแกวจึงตั้งให้ห้องเวียน ( เดิมเปน พวกแกว ) เปนข้าหลวงขึ้นมากำกับอยู่ในค่ายเชียงแล อยู่ได้ ประมาณปี ๑ ครั้นลุจุลศักราช ๑๒๓๑ ปีมเสงเอกศก เปนปีที่ ๒ ในรัชกาล ที่ ๕ มีเจ้าองค์ ๑ เปนชาติลื้อ ชื่อเจ้าอาญาน้อย อยู่ยังเมืองฮำ ในแขวงสิบสองปันนา เกิดวิวาทรบพุ่งกันขึ้นกับพี่น้อง เพราะเหตุ แย่งชิงบ้านเมืองแก่กัน เจ้าอาญาน้อยเสียทีก็อพยพครอบครัวแล พรรคพวกไพร่พลหนีมา จึงเกลี้ยกล่อมเอาโปเลงเจ้าฟ้าตองซู่ ผู้เปนนายร้อยใหญ่ในพวกตองซู่มาด้วย โปเลงเจ้าฟ้ามีไพร่พลตองซู่อยู่ หลายร้อย มาเข้าสมทบกับพวกลื้อไพร่พลเจ้าอาญาน้อย รวมทั้ง พวกลื้อพวกตองซู่ เปนคนประมาณ ๑๐๐๐ เศษ เจ้าอาญาน้อยกับ โปเลง เจ้าฟ้าคุมไพร่พลสมทบเข้ากันมาตั้งอยู่ที่เมืองภูฝางแขวงเมืองไล เจ้าอาญาน้อยกับโปเลงเจ้าฟ้าคิดปฤกษากันจะแย่งชิงเอาเมืองไลเปนที่มั่น เจ้าอาญาน้อยกับโปเลงเจ้าฟ้าจึงแต่งขุนทัพนายกองคุมไพร่พลลงมาตีเมืองไล เจ้าเมืองไลซึ่งเปนเจ้าตนพระพรหมวงษาอยู่ในปัตยุบันนี้แต่เดิมมีชื่อว่าตาเว้าแสง เจ้าแกวตั้งให้ เปนที่เจ้าเมือง เจ้าเมืองไล

๘๗ ได้คุมไพร่พลออกต่อสู้กองทัพเจ้าอาญาน้อยแลโปงเลงเจ้าฟ้าเปนสามารถ เจ้าเมืองไลต้านทานกองทัพลื้อกองทัพตองซู่สู้ไม่ได้ ก็แตกหนีอพยพ เข้าป่าไป เจ้าเมืองไลจึงพาครอบครัวไปฝากไว้ที่เมืองลา แล้ว เจ้าเมืองไลจึงพาคำโหม คำเหิน กับคำหิง ( คือคำสาม ) บุตร ชาย ๓ คน หนีลงไปอาไศรยอยู่ยังเมืองหลวงพระบางในเวลานั้น คำโหม คำเหิน คำหิง ยังเปนเด็กพอจำความได้ ฝ่ายเจ้าอาญาน้อยก็แบ่งรี้พลออกเปนหลายพวกหลายกอง ลงทางเมืองม่วยเมืองลา เข้าตีหัวเมืองสิบสองจุไทยแตก พวก ราษฎรชาวเมืองไลก็ยอมเข้าทู้ต่อเจ้าอาญาน้อย ๆ ให้เก็บริบเอาทรัพย์สิ่งของแลเสบียงอาหารของเจ้าเมืองไลได้แล้วก็กลับขึ้นไปตั้งทัพพักอยู่ยังเมืองภูฝางดังเก่า หาตั้งอยู่ที่เมืองไลไม่ ด้วยเห็นว่าเมืองไลจะหา เปนที่มั่นได้ไม่ เจ้าอาญาน้อยจึงแต่งให้โปเลงเจ้าฟ้าคุมไพร่พลประมาณ ๘๐ คน ลงมาทางบ้านหินลำแขวงเมืองแถง ระยะทาง จากเมืองแถง ๒ ชั่วโมง องเวียนเดิมเจ้าเมืองแถงรู้ว่ากองทัพพวก ตองซู่ยกมา จึงเกณฑ์กำลังพวกผู้ไทยประมาณ ๑๕๐ คน ยกไป ถึงบ้านหินลำปะทะกองทัพโปเลงเจ้าฟ้าเข้าที่นั้น กองทัพทั้ง ๒ ฝ่าย ก็เข้าต่อรบกัน พองเวียนเดิมทานกำลังกองทัพเจ้าอาญาน้อยไม่ได้ ก็แตกหนี ไพร่พลองเวียนเดิมก็กระจัดกระจายไปสิ้น กองทัพ เจ้าอาญาน้อยก็จับตัวองเวียนเดิมเจ้าเมืองแถงได้ จึงคุมตัวมาให้ โปงเลงเจ้าฟ้าที่ค่ายเชียงแล


๘๘ ฝ่ายท้าวขุนแลกรมการแลราษฎรชาวเมืองแถงก็แตกกระจัดกระจาย ต่างอพยพครอบครัวหนีออกจากเมือง เที่ยวแยกย้ายกันไป อยู่ตามหัวเมืองสิ้น ฝ่ายโปงเลงเจ้าฟ้าจึงให้เอาองเวียนเดิม ขังไว้ แล้วว่าแก่องเวียนเดิมให้แต่งคนไปเที่ยวเกลี้ยกล่อมราษฎร ชาวเมืองแถงที่แตกหนีไปนั้น ให้กลับเข้ามาอยู่ยังบ้านเมืองตามเดิม จงสิ้นเชิง จึงจะไว้ชีวิตร ถ้าราษฎรไม่กลับเข้ามาอยู่ยังบ้านเมือง ตามเดิมก็จะฆ่าเสีย องเวียนเดิมจึงแต่งคนออกเกลี้ยกล่อมราษฎร คนใช้ก็ออกไปตรวจดูทุกแห่งทุกตำบลหาพบผู้คนแต่สักคน ๑ ไม่ จึงกลับมาแจ้งความแก่องเวียนเดิมว่า พวกราษฎรชายหญิงพากัน แตกตื่นไปสิ้นแล้วหามีตัวไม่ องเวียนเดิมจึงคิดเห็นว่า เกลี้ยกล่อมราษฎรคืนมาไม่ได้แล้วก็คงจะต้องตายด้วยอาญาของโปเลงเจ้าฟ้า องเวียนเดิมจึงเอาผ้าผูกคอตายเสีย โปงเลงเจ้าฟ้าได้แจ้งแล้วมิได้ ว่าประการใด โปเลงเจ้าฟ้าก็ตั้งทัพพักอยู่ในค่ายเชียงแลนั้น ลุจุลศักราช ๑๒๓๒ ปีมเมียโทศก พวกหัวเมืองสิบสองจุไทย ซึ่งแตกกองทัพลื้อกองทัพตองซู่ซ่อนอยู่ในป่านั้น เจ้าเทียนอี่เมืองม่วย จึงไปเกลี้ยกล่อมมาเข้ารวบรวมกันได้ ๖๐๐ คน แล้วเจ้าเทียนอี่ก็คุมกำลังยกมาล้อมค่ายเชียงแสจะจับโปเลงเจ้าฟ้าฆ่าเสีย โปเลงเจ้าฟ้า รู้ว่าเจ้าเทียนอี่คุมกำลังมามากเห็นจะต่อสู้ไม่ได้ ก็พารี้พลออกจาก ค่ายเชียงแลหนีไป ฝ่ายเจ้าเทียนอี่ก็คุมกำลังเข้าล้อมค่ายเชียงแลไว้ แต่ขุนทัพนายกองตองซู่ ชื่อโปคำผาย ๑ โปยี่ ๑ โปเล็ก ๑ สามนายยังติดอยู่ในที่ล้อม เจ้าเทียนอี่เร่งกำลังตีหักเข้าไปได้ ก็จับตัว

๘๙ ตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ได้ทั้ง ๓ คน เจ้าเทียนอี่กับไพร่พล ๓๐ คน คุมเอาตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ลงไปยังเมืองญวน ระยะทางจากเมืองแถงไปเมืองญวนนั้น ออกจากเมืองแถง ไปนอนเมืองฝั่ง ออกจากเมืองฝั่งไปนอนเมืองอั่ง ออกจากเมืองอั่ง ไปนอนเมืองฮั้ว ออกจากเมืองฮั้วไปนอนเมืองควาย ออกจากเมืองควายไปนอนเมืองม่วย ออกจากเมืองม่วยไปนอนเมืองลา ออก จากเมืองลาไปนอนตำบลตาจ่าน จากตาจ่านไปนอนตาเปิ่น ออก จากตาเปิ่นต้องข้ามน้ำแท้ไปนอนป่าเป จากป่าไปไปนอนเพียงอง จากเพียงองไปนอนบ้านเจิ่ง จากบ้านเจิ่งไปนอนเมืองกุก จากเมือง กุกไปนอนเมืองอาด จากเมืองอาดไปนอนตำบลเลียมวี จากเลียมวี ไปนอนตำบลง่ายหาย จากง่ายหายไปนอนตำบลฮงงือ จากฮงงือ ไปนอนตำบลเฟืองยาว จากเฟืองยาวไปถึงเมืองเต้งฮึง รวมระยะทางตั้งแต่เมืองแถง ๑๘ คืน ถึงเมืองเต้งฮึง เจ้าเทียนอี่จึงนำตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ๓ คนนั้นส่งให้แก่ เจ้าเมืองเต้งฮึง เจ้าแผ่นดินญวนจึงสั่งเสนาบดีให้ถามเอาปากคำว่า เหตุใดจึงพากันมาตีหัวเมืองเหล่านี้ โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก จึง ให้การว่า เดิมพวกผู้ไทยไปนำมาซื้อขายเข้าของ แล้วเกิดผิดใจ วิวาททุบตีกัน จึงได้เกิดศึกใหญ่ขึ้น เจ้าแผ่นดินญวนจึงว่าเหตุเกิดขึ้นทั้งนี้เพราะพวกผู้ไทยในพื้นบ้านเมืองไปชักนำเอาพวกลื้อพวกตองซู่เข้ามา จึงได้เกิดศึกกันขึ้น แล้วเจ้าแผ่นดินญวนจึงว่าแก่โปคำผาย ๑๒ ๙๐ โปยี่ โปเล็ก ว่าจะไม่เอาโทษอันใด แต่ให้ถอดถอนพรรคพวกของ โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ที่เข้าตั้งอยู่ในหัวเมืองสิบสองจุไทยแลเขตร แขวงบ้านเมืองเหล่านั้นไปเสียให้สิ้นเชิง จึงจะปล่อยตัวไป ถ้าไม่ ชักนำเอาพรรคพวกออกไปเสียให้สิ้นก็จะฆ่าตัวเสีย โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ก็รับว่าจะถอนเอาพรรคพวกซึ่งอยู่ตามหัวเมืองสิบสองจุไทย แลเขตรแขวงบ้านเมืองเหล่านั้นกลับไปบ้านเมืองของตัวจนสิ้นเชิง เจ้าแผ่นดินญวนจึงแต่งบังเบียนขุนนางญวน คุมตัวโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ขึ้นมาณเมืองแถง แลให้กวาดต้อนพรรคพวกลื้อ ตองซู่ที่อยู่ตามหัวเมืองแลเขตรแขวงจังหวัดเหล่านั้นให้กลับไปอยู่เมืองโยนฝ่ายสิบสองปันนาทั้งสิ้น ตั้งแต่นั้นมาราษฎรชาวเมืองแถงที่ แตกตื่นเข้าป่าไปนั้น พวกที่ซุ่มซ่อนอยู่ใกล้ก็กลับเข้ามาอยู่ยังบ้าน เมืองตามเดิมบ้าง ที่หนีเลยไปอยู่บ้านอื่นเมืองไกลก็มิได้กลับมา อยู่ยังเมืองแถงอิกบ้าง ตั้งแต่นั้นมาพวกราษฎรในพื้นเมืองแถงก็ น้อยเบาบางไป ในปีมเมียโทศกศักราช ๑๒๓๒ นั้น จะเปนเดือนใดไม่แน่ พวกท้าวขุนผู้เถ้าผู้แก่จำมิได้ เจ้านครหลวงพระบาง จันทรคุณประภาตั้งให้เจ้าเมืองไล ซึ่งแตกหนีทัพลื้อทัพตองซู่ลงไปพึ่งพระบารมีอยู่นั้นเปนเจ้าตนพระพรหมวงษา ฯลฯ เจ้าเมืองไล แล้วจึงแต่งให้ เสนาบดีคุมกำลังประมาณ ๓๐๐ คน พาท้าวไลไปให้ตั้งรักษาราชการยังเมืองไลตามเดิม เสนาบดีเมืองหลวงพระบางช่วยท้าวไลจัดการ บ้านเมืองเรียบร้อยแล้ว ก็กลับลงไปยังเมืองหลวงพระบาง ๙๑ ฝ่ายท้าวไลคิดเจ็บแค้นอยู่ ด้วยเจ้าอาญาน้อยแลโปเลงเจ้าฟ้าคบคิดกันมาตีเมืองไลต้องแตกหนีทำให้ได้ความยากแค้นนั้น ท้าวไล จึงไปเข้าเกลี้ยกล่อมนายฮ่อธงดำอยู่เมืองเล่ากายชื่อองหลิว เวลานั้น มีไพร่พลอยู่ประมาณ ๓๐๐ คนเศษ องหลิวก็พาพวกพลมาอยู่ที่เมือง ไล เจ้าเมืองไลจึงให้องหลิวคุมกำลังไปตีโปคำผาย โปยี่ โปเล็ก พวกขุนทัพตองซู่ที่เมืองโยน ระยะทางห่างจากเมืองไล ๓ คืน พวก องหลิวก็เข้าไปคุมกำลังเข้าตี โปคำผาย โปยี่ โปเล็ก ก็คุมกำลังออกต่อสู้เปนสามารถ ไพร่พลพวกตองซู่ล้มตายลงเปนอันมาก ตัวโปยี่ โปเล็ก ก็ตายในที่รบ โปคำผายก็แตกอพยพครอบครัวหนีไปอยู่เมืองล่า พวกองหลิวก็กลับมาหาเจ้าเมืองไลแจ้งความให้ฟังทุกประการ เจ้าเมืองไลจึงให้บำเหน็จรางวัลแก่องหลิวแลไพร่พลตามสมควร ในปีเดียวนั้นเจ้าอาญาน้อย ซึ่งเปนเจ้าลื้อตั้งอยู่ที่เมืองภูฝางนั้น แต่งให้คนลงมาที่เมืองไลทวงเงินค่าจ้าง ด้วยเดิมท้าวโดย นำ ท้าวเหลน ท้าวตอม เปนพรรคพวกพี่น้องของเจ้าเมืองไล คิด พร้อมใจกันอยากจะเปนเจ้าเมือง จึงจ้างเจ้าอาญาน้อยให้คุมกำลัง มาตีเมืองไล เจ้าเมืองไลจึงได้แตกหนีลงไปพึ่งอยู่ที่เมืองหลวง พระบาง ครั้นเจ้าเมืองไลกับท้าวโดยนำ ท้าวเหลน ท้าวตอม เปน ปรกติปรองดองกันเข้าแล้ว แลได้ทำความสัตย์ปฏิญาณไม่ทำร้ายแก่กันสืบไป ก็หายอมให้เงินค่าจ้างแก่เจ้าอาญาน้อยไม่ เจ้าอาญา น้อยจึงคุมกำลังประมาณ ๔๐๐ คน มาตั้งค่ายประชิดเมืองไลไว้ ระยะทางแต่เมืองภูฝางถึงเมืองไล ๓ คืน

๙๒ แต่เดิมเมืองภูฝางนี้ก็เปนเมือง ๓ ส่วยเหมือนอย่างเมืองไล เจ้าเมืองไลจึงเอากำลังฮ่อพวกองหลิวออกต่อสู้กองทัพเจ้าอาญาน้อย รบกันอยู่หลายเวลาไม่แพ้ชนะทั้ง ๒ ฝ่าย เจ้าเมืองไลจึงแต่งคนไป เอากำลังฮ่อที่เมืองมูกาแขวงฮ่อให้มาตีเมืองภูฝางที่เจ้าอาญาน้อย ตั้งอยู่ พวกเจ้าอาญาน้อยซึ่งรักษาเมืองภูฝางอยู่นั้นเบาบาง ไม่มี กำลังจะรบสู้ต้านทานพวกฮ่อเมืองมูกา เพราะว่าเจ้าอาญาน้อย เกณฑ์คนลงมาตีเมืองไลเสียเปนอันมาก เมืองภูฝางจึงได้แตก โดยง่าย พวกฮ่อเมืองมูกาก็เข้าเมืองได้ ฝ่ายพวกกองทัพเจ้า อาญาน้อยซึ่งรบติดพันกันอยู่กับเจ้าเมืองไล ครั้นรู้ว่าเมืองภูฝาง แตกฮ่อแล้วก็พากันถอยกองทัพไปทั้งสิ้น กองทัพเจ้าเมืองไลก็ไล่ ติดตามรบไปจนสุดแดน ได้ฆ่าฟันไพร่พลตองซู่ล้มตาบเปนอันมาก เจ้าอาญาน้อยจึงพาไพร่พลที่เหลือตายอยู่นั้นหนีไปยังเมืองวูมเมืองเตแขวงเมืองไล เจ้าอาญาน้อยก็ป่วยเปนไข้ถึงแก่กรรมลงไปในที่นั้น ไพร่พลลื้อของเจ้าอาญาน้อย ก็พากันแตกระส่ำระสายหารวบรวมกัน ได้ไม่ ต่างคนแยกย้ายไปอยู่ในบ้านเมืองต่าง ๆ ฝ่ายพวกฮ่อองหลิวซึ่งเจ้าเมืองไลไปเกลี้ยกล่อมเอามาเปนกำลังนั้น ก็พากันกลับไปยังเมืองเล่ากายทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลจะว่า จ้างกันมาเปนเงินมากน้อยเท่าใด พวกผู้ไทยท้าวขุนเมืองแถงหา ทราบไม่ เมืองเล่ากายนั้นขึ้นแก่เมืองญวน ตั้งแต่นั้นมาเจ้าเมืองไล ก็เอาส่วยไปขึ้นแก่เมืองเล่ากาย หาได้ลงไปเฝ้าเจ้านครหลวง พระบางไม่

๙๓ ลุจุลศักราช ๑๒๓๔ ปีวอกจัตวาศก เจ้าแกวจึงแต่งให้กวานฟู กวานตู ขุนนางญวนขึ้นมารักษาเมืองแถง กวานฟู กวานตู ก็เข้า ตั้งอยู่ในค่ายเชียงแล แล้วตั้งให้บาลือเปนกายโตงเจ้าเมืองแถง เจ้าเมืองแถงจึงตั้งให้บากองเปนองแสน คือตัวเพี้ยดีในปัตยุบันนี้ แลให้บาออนเปนองปอง ให้บาลอยเปนฮ่อหลวง ให้บาเฟืองเปน ปองกาง เจ้าเมืองแลกรมการซึ่งกวานฟู กวานตู ตั้งแต่งขึ้นเปนพวก ผู้ไทยดำในพื้นเมืองแถงนี้เอง กวานฟู กวานตู ก็เปนข้าหลวงกำกับ อยู่ที่เมืองแถง อนึ่งมีหัวเมืองขึ้นแก่เมืองแถงนั้น ข้างทิศตวันตกเฉียงใต้ คือ เมืองวา ๑ ระยะทางจากเมืองแถง ๕ คืน เมืองสกกก ๑ ระยะ ทางไกลเมืองแถง ๕ คืน เมืองล่าน ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๖ คืน เมืองแลว ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๓ คืน เมืองลอย ๑ ระยะทาง ไกลเมืองแถง ๒ คืน เมืองแทน ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๒ คืน เมืองล้น ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๓ คืน เมืองยา ๑ ระยะทางไกลเมืองแถงคืน ๑ ข้างทิศตวันออกเฉียงเหนือนั้น คือ เมืองภู ๑ ระยะทาง ไกลเมืองแถงวัน ๑ เมืองเหมือน ๑ ระยะทางไกลเมืองแถง ๒ คืน เมืองฝั่ง ๑ ระยะทางไกลเมืองแถงวัน ๑ รวมเปน ๑๑ หัวเมือง ในปีเดียวนั้นมีนายฮ่อผู้ ๑ ชื่อล่อหลีคุมพวกฮ่อประมาณ ๘๐ คน เข้ามาตั้งอยู่ที่บ้านเชียงจันแขวงเมืองแถง เจ้าเมืองแลกรมการ ๙๔ เมืองแถงทั้งกวานฟู กวานตู ข้าหลวงญวน แลพวกราษฎรตกใจ กลัว ก็ยอมเข้าทู้แก่พวกฮ่อล่อหลี ครั้นอยู่มาเพี้ยน้อยนายบ้าน สามหมื่นอยากจะเปนเจ้าเมืองแถง เพี้ยน้อยจึงไปว่าจ้างพวกฮ่อล่อหลีให้ฆ่าโดยงิดเจ้าเมืองเสีย แต่จะจ้างกันเท่าใดนั้นไม่แจ้ง พวกฮ่อ ล่อหลีรับแล้วก็พากันไปล้อมบ้านโดยงิดที่ตำบลเชียงจัน จับตัวโดยงิด ได้แล้วก็ฆ่าเสีย บุตรภรรยาโดยงิดก็แตกหนีเข้าป่าไป เพี้ยน้อย รู้ว่าพวกฮ่อล่อหลีฆ่าโดยงิดตายแล้ว กลัวฮ่อจะมาทวงเอาเงิน จึงอพยพครอบครัวหนีไปอยู่บ้านพวกเย้าที่ตำบลห้วยหอในแขวงเมืองแถง ฝ่ายพวกฮ่อล่อหลีพากันไปที่บ้านเพี้ยน้อย จะทวงเอาเงินค่าจ้างก็หาเห็นเพี้ยน้อยไม่ สืบรู้ว่าเพี้ยน้อยหนีไปอยู่ตำบลห้วยหอ พวกฮ่อล่อ หลีก็ติดตามไป เพี้ยน้อยจึงเอาพวกเย้ามาซุ่มสกัดทางอยู่ ครั้นเห็น พวกฮ่อไปก็เอาปืนยิงพวกฮ่อตาย ๓ คน พวกฮ่อที่เหลืออยู่ก็กลับมา แจ้งความแก่นายฮ่อล่อหลี ฝ่ายเพี้ยน้อยก็หนีลงไปยังเมืองหลวง พระบาง พวกฮ่อล่อหลีมีความโกรธเคืองเพี้ยน้อยเปนอันมาก ครั้น เห็นพวกผู้ไทยก็ฆ่าเสีย พวกท้าวขุนแลราษฎรในเมืองแถงก็กลัว พากันแตกหนีเข้าป่าไปโดยมาก กวานฟู กวานตู ข้าหลวงญวน ก็พากันหนีไปอยู่เมืองเหมือน กวานฟูป่วยถึงแก่กรรมในที่นั้น ฝ่าย เพี้ยน้อยจึงขอกำลังเจ้านครหลวงพระบางมารบพวกฮ่อล่อหลี เจ้า นครหลวงพระบางแต่งให้เพี้ยพรหมเปนนายทัพ เกณฑ์คนเมืองไทรเมืองแบ้ง เมืองอาย เมืองเงิน เมืองลา ๕ เมือง รวมกำลัง ประมาณ ๕๐๐ คน ยกมาตั้งอยู่ที่ค่ายสามหมื่น เพี้ยพรหมนายทัพ

๙๕ พักไพร่พลอยู่ได้ ๓ วัน ก็คุมกำลังเข้าไปตั้งประชิดค่ายฮ่อ พวก เพี้ยพรหมกับพวกฮ่อล่อหลี ได้สู้รบกันอยู่ได้ประมาณ ๙ วัน พวก กองทัพฝ่ายลาวถูกอาวุธตายสองคน แต่พวกกองทัพฮ่อถูกกระสุนปืนตาย ๘ คน พวกฮ่อล่อหลีก็สิ้นกระสุนดินดำ มิอาจที่จะอยู่ต้านทาน กองทัพเพี้ยพรหมได้ พอเวลาตวันเที่ยงก็พากันแตกหนีออกจากค่ายเชียงจัน พวกกองทัพเพี้ยพรหมก็ไล่ติดตามฆ่าฟันพวกฮ่อไปได้ ๒ วัน จับฮ่อได้คน ๑ ก็พากันกลับมาอยู่ที่ค่ายเชียงจัน เพี้ยพรหม พักอยู่ในค่ายเชียงจันได้ ๔ วัน จึงเอาไฟเผาค่ายเสีย แล้วฆ่าฮ่อ ที่จับมาได้นั้นเสียด้วย เพี้ยพรหมก็ยกกลับลงไปยังเมืองหลวง พระบาง เมืองแถงก็ว่างเจ้าเมืองอยู่ ฝ่ายยิบต้ายนายฮ่อเกอเหลือง มีไพร่พลประมาณ ๓๐๐๐ คน ตั้งตัวเปนใหญ่อยู่ณเมืองลา จึงแต่งขุนทัพนายกองพวกฮ่อเกอเหลืองให้แยกย้ายกันไปตีเมืองหัวพันทั้งหกแลเมืองพวนต่อ ๆ ไป เก็บริบเอาเสบียงอาหารเข้าของเงินทองมาแจกจ่ายเลี้ยงกำลังไพร่พลอยู่ ลุจุลศักราช ๑๒๓๘ ปีชวดอัฐศก เกิดพวกข่าแจะเปนขบถพวกลาวแลพวกผู้ไทยเรียกกันว่าข่าเจือง ๆ นั้น คือว่าเปนขบถ มี นายข่าแจะคน ๑ ชื่อล่าแสงแสนเหินอยู่ณเมืองแทนเมืองยา ได้ คุมพวกข่าแจะไปรบกับพวกฮ่อทางสบแอดเชียงค้อ ล่าแสงแสนเหิน ได้ต่อรบพวกฮ่อที่มาตีบ้านเล็กเมืองน้อยนั้นด้วยใจกล้าหาญ ล่าแสงแสนเหินมีไชยชนะแก่พวกฮ่อแล้ว จึงซ่องสุมกำลังพวกข่าแจะ ประมาณ ๕๐๐ คน ๖๐๐ คน ยกไปตั้งอยู่ที่ตำบลเพียงพุกเพียงคำ


๙๖ แขวงเมืองลา ล่าแสงแสนเหินมีใจกำเริบคิดจะตั้งตัวเปนใหญ่ จึง ทำอุบายเอาดาบเล่ม ๑ กับน้ำเต้าผล ๑ ผ้าประเจียดมีเลขยันต์เปนตัวอักษรลื้อผืน ๑ ลงไปซ่อนไว้ในหนองน้ำที่ตำบลเพียงพุกเพียงคำ เวลาเช้าวัน ๑ ล่าแสงแสนเหินออกนั่งที่น่าเรือน จึงสั่งให้หาบรรดาญาติ พี่น้องแลไพร่พลทั้งปวงมาประชุมพร้อมกันที่บ้าน ล่าแสงแสนเหิน จึงบอกแก่ญาติพี่น้องแลคนทั้งปวงว่า คืนนี้เรานอนหลับสนิทอยู่ เจ้า ตนผีฟ้าผู้ใหญ่ คือ สมเด็จอมรินทร์ลงมาปลุกสั่นให้เราตื่นขึ้น เปล่ง รัศมีสว่างทั่วห้องเรือน บอกแก่เราว่าตัวเราจะมีบุญได้เปนใหญ่ ให้ เร่งการต่อสู้กับพวกลาว ตั้งแต่นี้จะไม่ได้เปนบ่าวพวกลาวต่อไป เจ้าตนผีฟ้าผู้ใหญ่จึงบอกให้อาวุธแลสิ่งของป้องกันตัวแก่เรา ว่าซ่อน ไว้ในหนองน้ำเพื่อจะไม่ให้ลาวผู้ใดมารู้เห็นก่อน ว่าแล้วล่าแสงแสน เหินจึงลงไปในหนองน้ำ เอาดาบกับน้ำเต้าแลผ้าประเจียดนั้นขึ้นมาสำแดงให้คนทั้งปวงเห็นจริง บรรดาพวกข่าแจะที่เปนญาติพี่น้องแล ไพร่พลทั้งปวง แต่ล้วนโง่เขลาเปนชาวป่า ก็พากันเชื่อถือแลกลัว เกรงนับถือล่าแสงแสนเหินเปนอันมาก ที่เรือนล่าแสงแสนเหินอยู่นั้นเสาเรือนกลับเอาต้นขึ้นปลายลง ล่าแสงแสนเหินจึงให้ประชุมพวกพี่ น้องแลไพร่พลพร้อมกันทำการไหว้ผีตามธรรมเนียมพวกข่าแจะ แล้วล่าแสงแสนเหินจึงพูดประกาศแก่พวกข่าแจะทั้งปวงว่า เจ้าตนผีฟ้า ผู้ใหญ่ให้ผ้าประเจียดกันตัวแลดาบแก่เรา ให้เราไปฟันกันกับลาว ล่าแสงแสนเหินจึงเอาดาบกับน้ำเต้าแลผ้าประเจียดนั้น ขึ้นกระทำคำนับบูชาไว้ที่เรือน แล้วล่าแสงแสนเหินจึงตั้งพวกพ้องเปนขุนนาง

๙๗ คือพระยาว่าน ๑ พระยาพระ ๑ พระยาลิ้นก่า ๑ พระยาสำเร็จ ๑ ราชาแก้ว ๑ ราชาแม้ว ๑ ราชาคำแดง ๑ ราชาปอง ๑ ราชาหลวง ปองฟ้า ๑ รวม ๙ คน แลยังผู้มีชื่ออิกหลายคน ล่าแสงแสนเหิน จึงให้บากไม้เปนสำคัญ แจกไปตามพวกข่าแจะทุกแห่งทุกตำบล ไม้ที่เอามีดบากเปนสำคัญนั้นเปรียบดังตราพระราชสีห์ พวกข่าแจะ ทั้งปวงได้รู้ได้เห็นแล้วก็นับถือกลัวเกรงยอมเข้าด้วยทั้งสิ้น เพราะ ดังนี้พวกข่าแจะจึงได้เกิดเปนเจืองขึ้นทุกแห่งทุกตำบล ในขณะนั้น มีลื้อคน ๑ ชื่อขนานน้อย อยู่เมืองฟูงแขวงเมือง สิบสองปันนา เจ้าเมืองตั้งให้เปนท้าวหาญ ๆ ได้เข้ามาอยู่กับล่าแสงแสนเหิน ครั้นล่าแสงแสนเหินเปนเจืองขึ้นแล้ว จึงหนีไปอยู่กับท้าวอร แลแจ้งข้อความให้ท้าวอรฟังทุกประการ ในเวลานั้นราษฎรในเมืองแถงก็ต่างแตกแยกย้ายกันไป ฝ่ายพระสวามิภักดิสยามเขตร ซึ่งเปนเจ้าเมืองแถงอยู่ใน ปัตยุบันนี้ เดิมชื่อสิงหวางม่าน เปนพวกฮ่อเกอดำเที่ยวมาค้าขาย พักอยู่ที่เมืองเหมือนได้ปีเศษ ในขณะนั้นเมืองแถงว่างเจ้าเมืองอยู่ กวานตูขุนนางญวนซึ่งแตกหนีฮ่อนั้น ก็ไปอยู่ที่เมืองเหมือน จึงพูด แก่พระสวามิ์ว่าเมืองแถงทุกวันนี้เกิดศึกวุ่นวายไม่มีผู้ช่วยรบศึก ขอ ให้พระสวามิ์ไปช่วยทำศึกในเมืองแถง พระสวามิ์ก็รับคำกวานตูว่า จะไปช่วยรบศึกศัตรู กวานตูจึงตั้งให้พระสวามิ์เปนโดยงิดเจ้าเมือง ๑๓


๙๘ แถง แล้วกวานตูจึงนำพระสวามิ์ขึ้นมาณเมืองแถง พระสวามิ์จึง ยกครอบครัวขึ้นมากับกวานตู มีฮ่อพวกพระสวามิ์มาด้วย ๕ คน พระสวามิ์จึงตั้งพักอยู่ที่ค่ายเชียงจัน ขณะนั้นพวกราษฎรเมืองก็ ไปตั้งทัพรวบรวมกันอยู่ที่ตำบลเชียงจันนั้น ประมาณ ๕๐ หลังเรือน รวมคนชายหญิงเด็กผู้ใหญ่ประมาณ ๑๐๐ เศษ พระสวามิ์จึงตั้งท้าว ขุนกรมการ ให้บายอยเดิมเปนฮ่อกวางตุ้งเปนองแสน ให้บาโรย เปนองปอง ให้บาอินเปนฮ่อหลวง ให้บาเผยเปนปองกาง ให้ บาอึดเปนฮ่อกลาง ให้บาลิงเปนฮ่อแห้ ให้บาสอเปนองปอ ให้ บาแองเปนเกอไล ให้บาจอเปนเจืองวัน ให้บาอรเปนเพี้ยบ้านหนองเหลือง แล้วตั้งท้าวขุนเล็กน้อยอิกหลายคน กรมการท้าวขุนที่ พระสวามิ์ตั้งแต่งไว้นั้น เปนคนพวกผู้ไทยในพื้นเมืองทั้งสิ้น ครั้นณวัน ๗ ค่ำในปีเดียวกันนั้น ล่าแสงแสนเหินซึ่งเปนเจืองคุมไพร่พลข่าแจะประมาณ ๓๐๐ คน ยกเข้าตีเมืองแถง ตั้ง อยู่ณตำบลห้องแล พระสวามิ์แจ้งว่าพวกข่าเจืองยกเข้ามาตั้งอยู่ดัง นั้น จึงจัดท้าวขุนกรมการแลไพร่พลได้ ๑๐๐ คนเศษ พระสวามิ์ก็ ยกกำลังออกไปต่อสู้พวกล่าแสงแสนเหินที่ตำบลห้องแล ได้สู้รบกัน เปนสามารถ พวกล่าแสงแสนเหินตายในที่รบ ๘ คน แต่พวก พระสวามิ์หามีผู้ใดผู้หนึ่งเปนอันตรายไม่ พวกล่าแสงแสนเหินก็ แตกหนี พวกพระสวามิ์ก็ไล่ติดตามฆ่าฟันไป พวกข่าแจะล้มตาย ลงอิกหลายสิบคน ล่าแสงแสนเหินจึงพาไพร่พลที่เหลือตายนั้นข้าม น้ำนัวไป พระสวามิ์ก็ยกกลับมาเมือง

๙๙ ครั้นณวัน ๘ ค่ำ พวกฮ่อล่อหลีอยู่เมืองลา เปนพวกยิบต้าย นายฮ่อล่อหลีคนนี้ซึ่งเปนนายทัพมาตีเมืองแถงครั้งก่อนนั้น ยกกำลังพวกฮ่อประมาณ ๑๓๐ คน มาตีบ้านสะลือแขวงเมืองแถง จะจับตัวท้าวม่วย ด้วยท้าวม่วยผู้เปนบิดาท้าวม่วยในปัตยุบันนี้ หนีมาซุ่มซ่อน อยู่ที่นั้น พวกฮ่อล่อหลีจับได้ตัวท้าวม่วยแล้ว จึงให้คนคุมตัวส่ง ไปเมืองลา พวกฮ่อล่อหลียังตั้งอยู่ที่นั้น พระสวามิ์รู้ว่าพวกฮ่อยก เข้ามาตีในเขตรแขวงบ้านเมือง จึงคุมพวกผู้ไทยประมาณ ๓๐๐ คน ยกไปตีพวกฮ่อล่อหลีที่บ้านสะลือ ระยะทางไกลเมืองแถง ๒ คืน ได้ สู้รบกันอยู่วัน ๑ พวกฮ่อล่อหลีถูกกระสุนปืนตายในที่รบ ๕ คน พวกพระสวามิ์ถูกปืน ๒ คนแต่หาตายไม่ พวกฮ่อล่อหลีทานกำลังไม่ได้ ก็แตกหนี พวกพระสวามิ์ก็ไล่ติดตามไปจนสุดเขตรแขวงแล้วก็พา กันกลับมา พวกพระสวามิ์เกรงว่าพวกฮ่อจะรวบรวมกันยกกลับมาตีอิก จึงตั้งทัพพักอยู่ที่บ้านสะลือนั้นถึง ๘ วัน ครั้นเห็นว่าพวกฮ่อไม่กลับ มาต่อรบอิกแล้ว พระสวามิ์ก็ยกกลับมาเมืองแถง ในปีเดียวนั้นเจ้าตนพรหมวงษาเจ้าเมืองไล รู้ว่าพระสวามิ์ ทำการศึกแขงแรง จึงมีหนังสือไปยังกวานตู ให้ตั้งพระสวามิ์ซึ่ง เปนโดยงิดอยู่แล้วนั้นเลื่อนขึ้นเปนกายโตง กวานตูจึงตั้งให้โดยงิด เปนกายโตงขึ้น ลุจุลศักราช ๑๒๔๐ ปีขาลสัมฤทธิศก เจ้าเมืองไลจึงมีหนังสือมาถึงกายโตงเจ้าเมืองแถง ให้ยกขึ้นไปช่วยตีพวกฮ่อเกอเหลือง

๑๐๐ เมืองลา คือยิบต้ายเปนตัวนาย กายโตงจึงเกณฑ์ไพร่พลผู้ไทย ในเมืองแถงได้ประมาณ ๓๐๐ คน ยกขึ้นไปพร้อมกันกับเจ้าเมืองไล ถึงเมืองลา ในครั้งนั้นเจ้าเมืองไลเกณฑ์กองทัพหลายหัวเมือง เปน ต้นว่าเมืองบางก็พากันไปสมทบกองทัพเจ้าเมืองไลที่เมืองลาทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลจึงแบ่งกองทัพเข้าล้อมค่ายพวกฮ่อยิบต้ายไว้ ได้สู้รบกับพวกฮ่อเปนสามารถ ไพร่พลล้มตายลงทั้ง ๒ ฝ่ายยังไม่แพ้ไม่ชนะกัน แต่เจ้าเมืองไลตั้งล้อมค่ายฮ่ออยู่ได้ประมาณปี ๑ ก็ยังมิอาจจะยกหักเข้าตีค่ายฮ่อให้แตกได้ กอยิบต้ายจึงคิดปฤกษากับขุนทัพนายกอง ว่าจะละให้เจ้าเมืองไลตั้งล้อมเราอยู่ดังนี้ เสบียงอาหารเราก็เบาบางลงทุกวันเกลือกจะขัดสน แต่เจ้าเมืองไลมีกองลำเลียงส่งเสบียงกัน อยู่ไม่ขาด จำเราจะคิดตัดกองลำเลียงเจ้าเมืองไลเสีย ถ้าส่งเสบียง กันไม่ได้แล้ว กองทัพเจ้าเมืองไลคงจะถอยกำลังก็จะรวนเรเลิกถอน ไปเอง เราเห็นได้ทีจึงยกออกตีซ้ำเติมเอาก็เห็นจะได้ไชยชำนะเปน มั่นคง นายทัพนายกองพวกฮ่อก็เห็นด้วย กอยิบต้ายจึงแบ่งพลแต่ง ให้ขุนทัพนายกองคุมกำลังฮ่อประมาณ ๒๐๐ คน ลอบออกจากค่ายที่ล้อมได้ ไปตั้งสกัดต้นทางที่พวกกองลำเลียงจะคุมเสบียงมาส่งกองทัพเจ้าเมืองไลนั้น กองลำเลียงเมืองไลส่งเสบียงอาหารกันไม่ ได้แล้ว เจ้าเมืองไลเกรงจะเสียทีแก่กอยิบต้าย จึงมีหนังสือบอกไป ถึงเจ้าแกวฉบับ ๑ ถึงองหลิวเจ้าเมืองเล่ากายฉบับ ๑ ให้ยกมาช่วย เจ้าแกวจึงแต่งให้ขุนนางแกวชื่อแจงแล่ลกเปนนายทัพ คุมกำลังประมาณ ๕๐๐ คน องหลิวเจ้าเมืองเล่ากายคุมกำลังประมาณ ๔๐๐ คน ๑๐๑ ยกมาสมทบกันที่เมืองลา ระยะทางจากเมืองแกวถึงเมืองลา ๑๓ คืน จากเมืองเล่ากายถึงเมืองลา ๙ คืน พวกกอยิบต้ายเห็นพวกรี้พล เมืองแกวมามาก เห็นจะสู้มิได้ก็ยอมเข้าทู้อ่อนน้อมต่อแจงแล่ลกแล องหลิว ๆ ก็กวาดต้อนเอาพวกฮ่อกอยิบต้ายลงไปเมืองแกวทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลจึงเข้าไปหาแจงแล่ลก ขอทงจง กับ กอลา นายฮ่อ ๒ คน แลไพร่ฮ่อ ๓๐๐ คนไว้เปนทหารเมืองไล แจงแล่ลกกับองหลิวก็ คุมพวกฮ่อลงไปเมืองเล่ากาย เจ้าเมืองไลจึงให้กอลาคุมพวกฮ่อ ทหาร ๑๕๐ คนอยู่เมืองไล ให้ทงจงคุมพวกฮ่อทหาร ๑๕๐ คนไป อยู่เมืองบาง กองทัพหัวเมืองก็แยกย้ายพากันกลับไปบ้านเมือง กายโตงก็กลับไปเมืองแถง ลุจุลศักราช ๑๒๔๓ ปีมเสงตรีศก ทงจงนายฮ่อซึ่งเจ้าเมืองไล ให้คุมพวกฮ่อไปอยู่เมืองบางนั้น เจ้าเมืองไลหาได้ให้จ่ายเงินเบี้ยเลี้ยงแลเสบียงอาหารเลี้ยงไม่ ทงจงกับพวกฮ่อไพร่พลได้ความอดอยาก จึงไปขอเงินเบี้ยเลี้ยงที่เจ้าเมืองไล ๆ หาให้ไม่ ทงจงกับพวกพวกฮ่อไพร่พลมีใจโกรธเจ้าเมืองไล ด้วยเจ้าเมืองไลรับว่าจะให้เงินเบี้ยเลี้ยง แลค่าจ้างก็หาให้ไม่ ทงจงจึงกลับลงไปเมืองบาง ทงจงจึงใช้คน ไปฬ่อลวงหาตัวท้าวมูนบุตรเขยเจ้าเมืองไลมาได้แล้ว ทงจงก็ให้ จับตัวท้าวมูนใส่โซ่ไว้ เร่งเอาเงินค่าจ้างแลเบี้ยเลี้ยงแก่ท้าวมูน ๆ จึงมีหนังสือไปถึงเจ้าเมืองไลว่า ทงจงเอาตัวจำไว้เร่งเงินค่าจ้างแทน เจ้าเมืองไล ๆ ได้แจ้งก็โกรธ จึงเกณฑ์ไพร่พลเมืองม่วยเมืองลา หัวเมืองขึ้นเมืองไล แลบอกหนังสือไปถึงกายโตงเจ้าเมืองแถงให้

๑๐๒ ยกมาช่วย รวมกำลังไพร่พลประมาณ ๑๐๐๐ คนเศษสมทบกองทัพกันยกไปตีทงจงที่เมืองบาง จับตัวทงจงได้ก็ให้ฆ่าเสีย ถอดเอาท้าวมูน มาได้ พวกฮ่อไพร่พลทงจงก็แตกกระจัดกระจายแยกย้ายกันไป ที่เมืองแอด เจ้าเมืองไลกับหัวบ้านหัวเมืองก็พากันกลับไปยังบ้านเมืองทั้งสิ้น อยู่มาเจ้าเมืองไลมีหนังสือมาถึงกายโตงเจ้าเมืองแถงแล ท้าวขุนทั้งปวงว่า จะให้กอลานายฮ่อกับฮ่อไพร่พล ๑๕๐ คนมาอยู่เมืองแถง กายโตงปฤกษากับพวกท้าวขุนเห็นพร้อมกันไม่ยอมให้ พวกฮ่อกอลามาอยู่ในเมืองแถง กายโตงจึงลงไปหาเจ้าแกวที่เมือง เต้งฮึง แจ้งความว่าเจ้าเมืองไลมีหนังสือลงไปถึงกายโตงแลกรมการเมืองแถง ให้ปลูกเรือน ๑๒ หลัง แลให้เกณฑ์เข้า ๕๐๐๐ ถังไว้ จะให้พวกฮ่อกอลามาอยู่ เดิมพวกฮ่อเหล่านี้องหลิวจะกวาดต้อน เอาไปเมืองเล่ากายทั้งสิ้น เจ้าเมืองไลขอไว้เปนทหาร แล้วหาเลี้ยงดูพวกฮ่อไม่ พวกฮ่อได้ความอดอยากจึงเกิดศึกขึ้น เจ้าเมืองกรมการเมืองแถงไม่ยอม เจ้าแกวจึงว่าอย่าให้พวกฮ่อเมืองไลเข้ามาอยู่ใน เมืองแถง เจ้าเมืองไลรับมาไว้ก็ให้เลี้ยงดูเอง เกิดเหตุขึ้นประการใด เจ้าเมืองเต้งฮึงจะเอาโทษแก่เจ้าเมืองไล แล้วเจ้าเมืองเต้งฮึงสั่งให้ กายโตงกลับมาบ้านเมือง ฝ่ายเจ้าเมืองไลรู้ความว่า กายโตงเจ้าเมืองแถงไปกล่าวโทษ เจ้าเมืองไลแก่เจ้าเมืองเต้งฮึง เจ้าเมืองไลมีใจโกรธ จึงสั่งท้าวขุน เมืองไลที่ไว้ใจคุมคน ๓๐ คนเศษ ไปคอยสกัดทางอยู่ที่เมืองควาย

๑๐๓ ให้จับตายกายโตงฆ่าเสีย ครั้นกายโตงขึ้นมาถึงเมืองลา มีผู้ที่ชอบกัน ไปแจ้งความลับว่า บัดนี้เจ้าเมืองไลแต่งคนมาซุ่มสกัดทางอยู่ที่ เมืองควายจะคอยฆ่าท่าน อย่าไปทางนั้นเลย จงหลบหลีกเอาตัว รอดเถิด กายโตงรู้ความแล้วก็ก็ตกใจกลัวหาอาจลงมาเมืองแถง ได้ไม่ จึงกลับไปเมืองเต้งฮึง ในเดือน ๔ ปีเดียวกันนั้น พวกฮ่อกอไลที่เจ้าเมืองเลี้ยงไว้นั้น ได้ความกระจัดกระจายก็ถอยลงไปอยู่เมืองควาย จึงเกลี้ยกล่อมพวกซึ่งแตกกระจัดกระจายอยู่นั้นได้ประมาณ ๕๐๐ คน ยกเข้าตีตามหัวเมืองต่าง ๆ คือ เมืองม่วย เมืองลา เมืองควาย เปนต้น พวกหัวเมือง เหล่านี้ก็ยอมเข้าทู้แก่นายฮ่อกอลาทั้งสิ้น กอลาจึงเกณฑ์คนหัวเมือง ซึ่งยอมเข้าทู้นั้น เข้าสมทบกันกับกำลังพวกฮ่อได้ประมาณ ๓๐๐๐ คนยกเข้าล้อมเมืองไล เจ้าเมืองไลจึงยกกำลังออกสู้รบต้านทานกองทัพ กอลาอยู่ได้ ๔ เดือน ทานกำลังพวกฮ่อไม่ได้ เจ้าเมืองไลก็หนีออก จากเมือง อพยพครอบครัวไปอยู่บ้านตาฟินแขวงเมืองลา กอลา ก็ถอยทัพกลับมาอยู่เมืองควาย ในคราวเดียวนั้นเจ้าเมืองเต้งฮึง จึงแต่งให้องห้องกับกายโตงเจ้าเมืองแถง คุมกำลังพวกแกวประมาณ ๖๐๐ คน ขึ้นมาตีพวกฮ่อ กอลาซึ่งตั้งอยู่เมืองควาย องห้องกับกายโตงก็คุมพวกแกวเข้าล้อม ค่ายฮ่อ ต่อสู้กันได้วัน ๑ ไพร่พลล้มตายลงด้วยกันทั้ง ๒ ฝ่าย แต่พวกฮ่อกอลาทานกำลังไม่ได้ ก็แตกหนีไปทางเมืองซ่อน แล เมืองอื่น ๆ ในแขวงเมืองหัวพันทั้งหก เจ้าเมืองไลรู้ว่าเจ้าเมืองเต้งฮึง

๑๐๔ แต่งนายทัพขึ้นมาตีพวกฮ่อที่เมืองควายแตก เจ้าเมืองไลจึงแต่งให้ คำโหมผู้บุตรคุมไพร่ประมาณ ๕๐ คน มาเข้ากองทัพองห้องที่เมืองควาย แล้วองห้องกับกายโตงแลคำโหมก็ยกกองทัพมายังเมืองแถง แล้วก็ช่วยกันคุมกำลังติดตามรบพวกฮ่อไปทางสบขบแขวงเมืองวา เมืองซ่อน พวกฮ่อกอลาก็แตกหนีกระจัดกระจายไป องห้อง กายโตง คำโหม ก็พากันเลิกทัพกลับมา แต่องห้องกลับลงไปทางเมืองลำ ไปเมืองเต้งฮึง จึงแต่งให้กวานฟองมากับกายโตงณเมืองแถง กวานฟองจึงตั้งให้กายโตงเลื่อนขึ้นเปนเจ้าอี้เจ้าเมืองแถง ขณะนั้น เจ้าเมืองไลก็กลับมาอยู่ที่เมืองไลดังเก่า ฝ่ายคำโหมรู้ว่าบิดากลับ คืนมาเมืองแล้วก็กลับไปหาบิดายังเมืองไล ตั้งแต่นั้นการศึกฮ่อฝ่ายเมืองไลนั้นก็สงบเรียบร้อยลง ลุจุลศักราช ๑๒๔๕ ปีมแมเบญจศก ท้าวโดยเหลนมีความ ผิดหนีเจ้าเมืองไลมาอยู่เมืองงอย เจ้าเมืองไลจึงแต่งให้บาเม้าเปน ลื้อคุมไพร่ ๘ คนลงมาลอบฆ่าท้าวโดยเหลนเสียได้ที่เมืองงอย ฝ่าย เจ้านครหลวงพระบางได้แจ้งว่า บาเม้าบังอาจเข้ามาฆ่าคนในเขตร แขวง จึงแต่งให้ขุนนางคุมคนขึ้นมาจับตัวบาเม้าลงไปจำไว้ณเมือง หลวงพระบาง ลุจุลศักราช ๑๒๔๖ ปีวอกฉศก เจ้าเมืองไลคิดแค้นกายโตง เจ้าเมืองแถงอยู่ยังไม่หาย ซึ่งกายโตงลงไปกล่าวโทษเจ้าเมืองไล ต่อเจ้าเมืองเต้งฮึง นั้น แลเจ้าเมืองไลคิดอยากจะแย่งเอาเมืองแถง ให้บุตรมาอยู่ครอบครัวด้วย เจ้าเมืองไลจึงจัดกำลังคนพวกผู้ไทย ๑๐๕ ขาวชาวเมืองไลแลพวกฮ่อรวม ๒๐๐ คนได้แล้ว เจ้าเมืองไลก็ยกมา เมืองแถง หมายจะจับตัวกายโตงซึ่งเปนเจ้าอี้นั้นฆ่าเสีย ฮ่อผู้ ๑ ชื่อกอหลีมาบอกความแก่เจ้าอี้ว่า เจ้าเมืองไลคุมกำลังมาจะจับเจ้า อี้ฆ่าเสีย ด้วยสงไสยว่าเจ้าอี้จะคิดเปนศัตรู เจ้าอี้รู้ดังนั้น จึง อพยพครอบครัวไปไว้ณเมืองโพนไทร จึงสืบรู้ว่าพระยาพิไชย ( มิ่ง ) ยกกองทัพขึ้นไปอยู่ที่เมืองหลวงพระบาง เจ้าอี้คิดว่าเจ้าเมืองไลคิดเบียดเบียนข่มเหงนัก แลเจ้าอี้รู้แน่ว่าแผ่นดินเมืองแถงเปนอาณา เขตรของกรุงเทพ ฯ แท้ แต่เดิมมาเจ้าอี้หาทราบชัดไม่ เจ้าอี้จึง คิดจะเข้ามาสวามิภักดิพึ่งพระบรมโพธิสมภาร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพ ฯ แต่ฝ่ายเดียว ซึ่งเปนเจ้าของพระราชอาณาเขตร ตลอดแดนเมืองแถง ไม่อยากจะอยู่เปนเมืองเสียส่วยสามฝ่ายฟ้าเหมือนเมืองไล จึงแต่งให้โดยบาลงไปหาพระยาพิไชยที่เมืองงอย แจ้งข้อความซึ่งเจ้าเมืองไลยกมาตีเมืองแถง ให้พระยาพิไชยทราบ ทุกประการ แลขอสวามิภักดิเปนข้าแผ่นดิน พึ่งพระบรมโพธิ สมภารพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวณกรุงเทพฯ พระยาพิไฃยจึงแต่ง ให้ท้าวใหม่เมืองไทรขึ้นมารับ เอาตัวเจ้าอี้ลงไปณเมืองหลวงพระบาง ได้ถามซักไซ้ได้ความจริงแล้ว จึงมีใบบอกลงมายังกรุงเทพ ฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ มีตราขึ้นไปถึงพระยาพิไชย ให้ตั้งเจ้าอี้เปนพระสวามิภักดิสยามเขตร เจ้าเมืองแถง ให้พระยาพิไชยกับเจ้านคร ๑๔


๑๐๖ หลวงพระบาง แต่งเสนาบดีหลวงพระบางนำพระสวามิ์ขึ้นมานั่ง เมืองแถง พระสวามิ์พักรอเจ้านายอยู่ที่เมืองหลวงพระบางได้ปี ๑ เจ้านายเมืองหลวงพระบางก็ยังหาได้แต่งเสนาบดี นำพระสวามิ์ขึ้นมา ณเมืองแถงไม่ ฝ่ายพระพิไชยก็ไปรบศึกฮ่อเมืองพวนพร้อมด้วยพระยาราช วรานุกูลแม่ทัพ จึงให้พระสวามิ์ไปช่วยรบศึกด้วย การศึกษาฮ่อ เมืองพวนก็ยังหาสำเร็จไม่ ยังติดพันกันอยู่ ฝ่ายกรุงเทพ ฯ แต่งให้คนฝรั่งซึ่งเปนที่พระวิภาคภูวดลขึ้นมาทำแผนที่ในแขวงเมืองหัวพันทั้งหกแลสิบสองจุไทย พระวิภาคภูวดล จึงขอต่อท่านพระยาราชวรานุกุลแม่ทัพ ให้พระยาพิไชยเปนผู้นำทาง ไปทำแผนที่ แต่ในหัวพันทั้งหกแลสิบสองจุไทยนั้นยังกีดขวางอยู่ด้วยพวกฮ่อข้าศึก ทำยังหาสำเร็จไม่ ตกเข้าฤดูฝนพระยาพิไชยก็นำ พระวิภาคภูวดลลงไปยังเมืองหลวงพระบาง ในปีวอกฉศกนั้นเจ้าเมืองไลเห็นพระสวามิ์หนีไปแล้ว จึงตั้ง ให้คำฮุยผู้บุตรเปนบังเบียนเจ้าเมืองแถง บังเบียนก็ไปนั่งเมืองแถง อยู่ บังเบียนเก็บเอาเงินแก่พวกไพร่ราษฎรเมืองปี ๑ คนละบาท เข้าเปลือกเรือนละห้าถัง ส่งไปให้บิดายังเมืองไลทุกปี ถ้าราษฎร มีทุกข์ร้อนมาร้องฟ้องข้อความประการใด บังเบียนก็หาชำระว่ากล่าวพร้อมด้วยท้าวขุนกรมการไม่ บังเบียนบังคับว่ากล่าวกดขี่เอาตามอำเภอใจ หาได้ว่ากล่าวตามจารีตของบ้านเมืองไม่ บังเบียนไม่ชอบใจผู้ใด ไม่เลือกว่าท้าวขุนกรมการแลบุตรหลานท้าวขุนผู้ใดฤๅ ไพร่

๑๐๗ ราษฎรคนใด ถึงจะไม่มีความผิดก็ดี บังเบียนก็ให้ไปเกาะเอาตัวมาบังคับกดขี่แลให้เอาไม้ไผ่ทั้งลำแต่ต้นตลอดปลาย เอาทาบประกับ บีบน่าแข้งเข้าทั้ง ๒ ข้าง เอาเชือกรัดข้างต้นข้างปลายไว้ เร่งเอาเงินสินไหมไถ่โทษตัว คนผู้นั้นทนไม่ได้ก็เสียเงินให้ไม่เปนกำหนด มีมากเอามาก มีน้อยเอาน้อย ราษฎรมีความเดือดร้อนจะคิดหนีไป ทางไหนก็ไม่ได้ บังเบียนประกาศว่าผู้ใดถ่ายเทครอบครัวหนีออกจากเมืองแถง ไปอยู่หัวเมืองใด ๆ ก็ดี บังเบียนจะให้คนไปติดตาม จับมาฆ่าผ่าอกเสียจงได้ เมื่อบังเบียนเปนเจ้าเมืองแถง ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ตำบลเชียงจัน ในปีเดียวนั้นเจ้าราชวงษ์เมืองหลวงพระบาง กับ พระยาพิชัย แลพระวิภาคภูวดล พร้อมด้วยผู้คนบ่าวไพร่ขึ้นมาถึง เมืองแถง ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านห้องเหล็ก บังเบียนเจ้าเมืองแถงก็หา ออกไปคำนับเจ้าราชวงษ์แลพระยาพิไชยไม่ เจ้าราชวงษ์แลพระวิภาคภูวดลพากันไปค่ายเชียงจันที่บังเบียนอยู่ เดินเลียบไปห่างค่ายประมาณ ๓ วา ๔ วา บังเบียนก็หาออกมาคำนับไม่ ครั้นแล้วเจ้าราชวงษ์กับพระยาพิไชยแลพระวิภาคภูวดล ก็ถอยกลับลงมาพักอยู่ที่บ้าน หนองหลวง ฝ่ายคำกุ้ย คำล่า มาจากเมืองไล จึงพากันลงไปคำนับเจ้าราชวงษ์ พระยาพิไชย พระวิภาคภูดล ที่บ้านหนองหลวง อยู่ได้ ๒ วันเจ้าราชวงษ์ กับพระยาพิไชย แลพระวิภาคภูวดล ก็พากันล่องลงทางน้ำยมกลับไปยังเมืองหลวงพระบาง สิ้นคำให้การซึ่งได้เรียบเรียงตามท้าวขุนเมืองแถงให้การแต่ เท่านี้ ฯ

๑๐๘ กงดินเมืองแถง

กำหนดเขตรแขวงของเมืองแถง ซึ่งคงอยู่ในปัตยุบันนี้ รวมเขตรทั้งเมืองน้อยที่ขึ้นอยู่ในรวมกงดินนี้ด้วยนั้น คือดังนี้ ทิศเหนือแลต่อไปทั้ง ๔ ทิศ

ตำบลแกวหินบ่อน้อยเปนที่สุดเขตรแดนเมืองแถงต่อกันกับ แดนเมืองไล มีภูเขาใหญ่ยาวแลสูงชื่อภูแกวหิน เปนภูเขาดิน มีศิลาเกิดแกมแซมบ้างกั้นอยู่เปนสำคัญ ข้ามภูเขาภูแกวหินนั้น ขึ้นไปเปนแดนดินเมืองไล ข้ามภูแกวหินลงมาเปนแดนดินเมืองแถง มีแม่น้ำ ๑ เปนแม่น้ำน้อย ชื่อแม่น้ำหมึก ต้นน้ำไหลไปแต่แดนดิน เมืองแสนหัวเมืองชั้นในเมืองหลวงพระบาง ข้างทิศตวันตกไหลผ่าน ไปกลางเมืองเหมือนหัวเมืองขึ้นเมืองแถง ระยะทางแต่เมืองแถง ไปเมืองเหมือนถึงแม่น้ำหมึกนั้น ๒ วัน แม่น้ำนั้นไหลไปทางทิศ ตวันออกเฉียงเหนือแห่งเมืองแถง ข้ามแม่น้ำหมึกไปทางทิศตวัน ออกเฉียงเหนือนั้น มีภูเขาใหญ่ ๑ ชื่อภูหนองสามทาง สุดเขตร ภูหนองสามทางนี้ต่อแดนเมืองมนเมืองบาง ตั้งแต่ภูหนองสามทาง ไปทางทิศตวันออกนั้น ประมาณระยะทาง ๓ วัน ๔ วันถึงภูเขาใหญ่สูงแห่ง ๑ ชื่อภูเขาเขื่อง ระยะทางแต่ภูหนองสามทางไปถึงภูเขาเขื่อง ทางทิศตวันออกนั้นไม่มีบ้านเมือง เปนป่าแลภูเขาทั้งสิ้น สุดเขตร ภูเขาเขื่อง ข้างทิศเหนือนั้นต่อแดนกับเมืองควาย ตั้งแต่ภูเขาเขื่อง

๑๐๙ ไปทางทิศตวันออกนั้นระยะทางเดินประมาณ ๗ วัน ถึงห้วยน้ำเล็ก แห่ง ๑ ชื่อห้วยแซน มีภูเขา ๑ ชื่อภูย่าเฒ่า เปนภูดินไม่ใหญ่ ไม่เล็กนัก เปนภูเขาประมาณขนาดกลาง ตั้งอยู่ฟากห้วยทิศตวันออกปลายแม่น้ำเมืองฮัวะหัวเมืองของเมืองควายนั้นไหลมาบรรจบแม่น้ำ มาอยู่ข้างใต้ห้วยแซนนั้น เรียกว่าปากฮัวะมา เปนสุดเขตรแดน เมืองแถงข้างทิศตวันออก ตั้งแต่ปากน้ำชื่อปากฮัวะมานั้นไปทาง ตวันออกเฉียงใต้ ระยะทางสามวัน ถึงภูเขาใหญ่สูงแห่งหนึ่งชื่อภูคำ ตั้งอยู่ในทิศตวันออกเฉียงใต้แห่งแดนเมืองแถง สุดเขตรภูคำข้าง ทิศตวันออกเฉียงใต้นั้นต่อแดนเมืองฮั้ว ตั้งแต่ภูคำไปทางทิศใต้ระยะทาง ๓ วัน ถึงห้วยน้ำแห่ง ๑ ชื่อห้วยย่านางหินกองเปนสุดเขตรแดนเมืองแถง ต่อกันกับแดนเมืองสบแอด ซึ่งเปนเมืองหัวพันห้าทั้งหกนั้น ต้นธารห้วยย่านางนี้ก็ไหลไปแต่ในแดนเมืองแถง แลมีศิลาสากองตั้ง เปนสำคัญ ปันเขตรเมืองแถงกับแดนเมืองสบแอดจดกันที่ตำบลนั้น จึงเรียกว่าห้วยย่านางหินกองสืบมา ตั้งแต่ห้วยย่านางหินกองไปทางทิศตวันตกเฉียงใต้ระยะทางเดิน ๘ วัน ถึงภูเขาใหญ่สูงแห่ง ๑ ชื่อ ภูถ้ำหนู ตั้งอยู่ทิศตวันตกเฉียงใต้ สุดเขตรภูถ้ำหนูออกไปทาง ตวันตกเฉียงใต้นั้น ต่อเขตรแดนเมืองเป้อเมืองซ่อน ซึ่งเปนเมืองหัวพันห้าทั้งหก ตั้งแต่ภูถ้ำหนูออกไปทางทิศตวันตก ระยะทางเดินประมาณ ๖ วัน ๗ วัน ถึงภูเขาแห่ง ๑ ชื่อภูยอดน้ำแล้ง ตั้งอยู่ใน ทิศตวันตกแห่งเมืองแถง มีธารน้ำไหลออกจากเชิงภูเขานั้นอยู่เสมอ น้ำธารนั้นไหลผ่านมาในแดนดินเมืองแถง ลงในแม่น้ำกงแดนเมือง ๑๑๐ สบแอดเมืองวา นอกนั้นภูยอดน้ำแล้งออกไปต่อแดนเมืองใต้ หัวเมืองขึ้นของเมืองหลวงพระบาง ตั้งแต่ภูยอดน้ำแล้งไปทางทิศตวันตก แห่งเมืองแถง ระยะทางเดินประมาณ ๗ วัน ถึงภูเขาใหญ่สูงแห่ง ๑ ชื่อภูห้วยปุง ตั้งอยู่ในที่สุดแดนเมืองแถงข้างทิศตวันตก น้ำใน ห้วยนั้นไหลเข้ามาในเมืองลอยหัวเมืองขึ้นของเมืองแถง นอกภูห้วยปุงนั้นต่อแดนเมืองฮึบหัวเมืองขึ้นของเมืองหลวงพระบาง ตั้งแต่ภูห้วยปุงไปทางทิศตวันตก ระยะทางเดินประมาณ ๖ วัน ถึงภูเขาสูงใหญ่ แห่งหนึ่ง ชื่อภูผาปูน ตั้งอยู่ที่สุดแดนเมืองแถงข้างทิศตวันตก ต่อกันกับแดนเมืองขวา หัวเมืองขึ้นของเมืองหลวงพระบาง ศิลา ที่ภูเขานี้ขาว ๆ เหมือนสีปูนขาวทั่วไปทั้งภูเขา จึงเรียกว่าภูผาปูน ตั้งแต่ภูผาปูนไปทางทิศเหนือ ระยะทางประมาณ ๑๐ วัน ถึงแม่น้ำ น้อยแห่ง ๑ เรียกว่าน้ำจิม อยู่ใกล้ภูเขาสูงใหญ่ชื่อเมืองตีนจ้าย หาใช่เปนบ้านเมืองไม่ เปนป่าแลภูเขาทั้งสิ้น แต่เรียกว่าภูเมือง ตีนจ้ายมาแต่โบราณ ภูเขานี้ตั้งอยู่ในที่สุดแดนเมิองแถงข้างทิศเหนือ ต่อกันกับแดนเมืองแสนแลแดนเมืองไล เปนที่แบ่งแดนแยกจากกัน เปน ๓ แพร่ง น้ำจิมแห่งนี้เปนน้ำน้อย ถ้าน่าแล้งน้ำแห้งขาดเปน ห้วง ๆ เรือแพเดินไม่ได้ทั้งน่าน้ำน่าแล้ง แลน้ำนี้ปลายน้ำไหล ลงแม่น้ำหมึก น้ำหมึกนั้นไหลไปลงแม่น้ำแท้ ตั้งแต่น้ำจิมแล ภูตีนจ้ายนี้ไปทางทิศเหนือ บรรจบรอบถึงตำบลแกวหินบ่อน้อย ซึ่ง กล่าวมาแล้วแต่ข้างต้นนั้นเปนระยะทาง ๒ วัน เปนรอบแดนเมืองแถงทั้ง ๔ ทิศใหญ่ แลรวมทิศน้อยเปน ๘ ทิศด้วยกัน ตำบลเมืองน้อย ซึ่งขึ้นแก่เมืองแถงแลตำบลบ้าน ก็รวมอยู่ในส่วนเขตรนี้ทั้งสิ้น ๑๑๑ อนึ่งเมืองขึ้นของเมืองแถง ซึ่งเปนเมืองน้อยที่ร้างบ้าง ยังคง อยู่บ้างในทุกวันนี้ อันรวมอยู่ในกงดินดังกล่าวมาแล้วนั้นมี ๑๒ เมือง คือ

เมืองใหญ่ ๑ เมืองแถง เมืองน้อยที่ขึ้น คือ ๒ เมืองฟางฤๅฝั่ง ๓ เมืองเหมือน ๔ เมืองโปน ๕ เมืองยา ๖ เมืองดวน ๗ เมืองแตน ๘ เมืองดอย ๙ เมืองแลว ๑๐ เมืองสบขบ ๑๑ เมืองวา ๑๒ เมืองลาน


๑๑๒ พงษาวดารเมืองเชียงแขง

? วันที่ ๒ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ พระยาศรีสิงหเทพฯ ได้ถามถ้อยคำ พระยาราชไมตรี ราชาคำฦๅ แสนราชวัง เมือง เชียงแขง ซึ่งคุมต้นไม้ทองเงินลงมาทูลเกล้า ฯ ถวาย พระยาราช ไมตรี ราชาคำฦๅ แสนราชวัง ให้ถ้อยคำว่า เดิมเมืองเชียงแขง ตั้งอยู่ฝั่งน้ำของตวันออกเหนือเมืองเชียงแสนขึ้นไป เดินทางบกฝั่ง ตวันตกแต่เมืองเชียงแสนถึงหัวโป่ง ๒ คืน แต่หัวโป่งไปนอนเมือง เลนคืน ๑ แต่เมืองเลนไปนอนเมืองเปลวคืน ๑ แต่เมืองเปลวไป นอนเมืองเชียงราบคืน ๑ แต่เมืองเชียงราบขึ้นไปตามลำน้ำของ ๖ คืน เดินบก ๔ คืนถึงเมืองเชียงแขง แต่เมืองเชียงแขงไปเมืองเชียงตุง เดินทางบก ๘ คืน แต่เมืองเชียงแขงเดินทางบกไปข้างตวันออกถึง เมืองสิง ๒ คืน แต่เมืองสิงเดินบกมาข้างตวันตกเฉียงใต้ถึงเมือง นังวัน ๑ เดิมเมืองเชียงแขงขึ้นแก่เมืองอังวะมาช้านานหลายชั่วเจ้า เมืองมาแล้ว ครั้นถึงเจ้าเมืองเชียงแขงเถ้ามีน้องชาย ๒ คน หญิง ๒ คน น้องชายคน๑ ชื่อแจ่มเมือง ได้เปนที่อุปราชเมืองเชียงแขง น้องชายอิกคน ๑ ชื่อฟ้าเมา อยู่เมืองเชียงแขง น้องหญิงคน ๑ ชื่อ นางจามคำ เปนภรรยาเจ้าเมืองหลอยน้องหญิงอีกคน ๑ ชื่อนาง ขันคำ เปนภรรยามหาขนานเมืองเชียงตุง เจ้าเมืองเชียงแขงเถ้า มีบุตรชายชื่อ หม่อมสลิ ๑ หญิง ๑ อุปราชแจ่มเมือง มีบุตรชาย ๑


๑๑๓ หญิง ๑ นางขันคำภรรยามหาขนานเมืองเชียงตุงมีบุตรชื่อทิปนี คำ ๑ ชื่อกองไต ๑ รวม ๒ คน นางจามคำภรรยาเจ้าเมืองหลอย ไม่มีบุตร ครั้นอยู่มาฟ้าเมาน้องเจ้าเมืองเชียงแขงเถ้าวิวาทกัน ฟ้า เมาพาครอบครัวลงมาพึ่งเมืองน่าน เพราะมารดาเจ้านครเมืองน่าน เปนเชื้อสายเมืองเชียงแขง นับถือกันว่าเปนพี่น้องกัน ฟ้าเมาถึง แก่กรรมที่เมืองน่าน ภายหลังเจ้าเมืองเชียงแขงเถ้ากับอุปราชเมือง เชียงแขงถึงแก่กรรม เมืองเชียงแขงว่างเปล่าอยู่ ศักราช ๑๒๒๐ ท้าวพระยาเมืองเชียงแขงขอทิปนีคำ บุตรมหาขนานเมืองเชียงตุงมาว่าราชการเมืองเชียงแขง ๒ ปี ลงไปรับตำแหน่ง ที่เจ้าเมืองเชียงแขงที่เมืองอังวะ กลับมาถึงเมืองนายถึงแก่กรรม ท้าว พระยาเมืองเชียงแขงจึงขอกองไตบุตรมหาขนานเมืองเชียงตุงมาเปนเจ้าเมืองเชียงแขงเมื่อศักราช ๑๒๒๒ หม่อมสลิบุตรเจ้าเมืองเชียง แขงเถ้าได้เปนอุปราช เจ้าเมืองเชียงแขงว่าราชการเมืองได้ ๑๕ ปี มีบุตรชายชื่อเสือ ๑ ก้อนแก้ว ๑ หญิง ๔ รวม ๖ คน ครั้นมหา ขนานเมืองเชียงตุงถึงแก่กรรม เจ้าเมืองเชียงแขงกองไตได้เปน เจ้าเมืองเชียงตุง อุปราชเมืองเชียงแขงได้เปนเจ้าเมืองเชียงแขง อายุได้ ๑๙ ปี เจ้าเมืองอังวะตั้งนามว่า หม่อมมหาศรีสัพเพชัง กูรพุทธพรหมวงษาเจ้าเมืองเชียงแขง มีเมืองขึ้น เมืองยุ ๑ เมือง อะ ๑ เมืองโหลย ๑ เมืองและ ๑ เมืองขัน ๑ รวม ๕ เมือง ๑๕


๑๑๔ ครั้นเจ้าเมงดองเมงเจ้าอังวะสิ้นบุญไปแล้ว เจ้าสิปอบุตรได้ เปนเจ้าอังวะ พี่น้องก็แย่งชิงราชสมบัติฆ่าฟันกัน เจ้าเมืองเชียงแขงก็ หาได้ขึ้นแก่เมืองอังวะส่งต้นไม้ทองเงินเหมือนแต่ก่อนไม่ ภายหลังอังกฤษมาตีได้เมืองอังวะ เจ้าเมืองเชียงแขงก็ตั้งรักษาบ้านเมืองอยู่ตามเดิม หาได้ลงไปเมืองอังวะไม่ ครั้นศักราชได้ ๑๒๔๖ ปี เจ้าเมืองเชียงตุงกองไตถึงแก่กรรม เจ้าเสือบุตรที่ ๑ ได้เปนเจ้าเมืองเชียงตุง อายุได้ ๑๖ ปี เมื่อศักราชได้ ๑๒๔๕ ปีนั้น เจ้าเมืองเชียงแขงจึงปฤกษา ท้าวพระยาพร้อมกันเห็นว่าที่เมืองเชียงแขงที่ไร่นามีน้อย ครอบครัว ทำมาหากินขัดสนมาก จึงพาครอบครัวมาตั้งบ้านเมืองสิง ฝั่งน้ำ ของตวันออกเปนเขตรแขวงขึ้นกับเมืองน่าน หมายเอากรุงเทพ ฯ เปนที่พึ่งต่อไป เจ้าเมืองเชียงแขงอายุได้ ๔๕ ปี มีบุตรชายชื่อเจ้าองค์คำ ๑ เจ้าทิปะ ๑ หญิงชื่อประทุมา ๑ สนันตา ๑ รวม ๔ คน เจ้าเมืองเชียงแขงท้าวพระยาพาครอบครัวมาตั้งอยู่ที่เมืองสิงประมาณครัวใหญ่น้อย ๑๐๐๐ เศษ แต่ราชาธนัญไชยกับครอบครัวรักษาศาลเทพารักษ์อยู่ที่เมืองเชียงแขงประมาณ ๑๐ หลังเรือน เจ้าเมืองท้าว พระยาเมืองขึ้นทั้ง ๕ หัวเมืองนั้นยังตั้งบ้านเรือนเปนปรกติอยู่ตามเดิม เมืองขึ้นเมืองเชียงแขงตั้งอยู่ฝั่งน้ำของตวันตกทั้ง ๕ เมืองระยะทาง ไปจากเมืองแขงนอนเมืองขัน จากเมืองขันไปนอนเมืองและ จากเมืองและนอนทางคืน ๑ ถึงเมืองโหลย จากเมืองโหลยนอนเมืองยุ จากเมืองยุถึงเมืองอะคืน ๑

๑๑๕ แต่เมืองสิงเดินทางบกลงมาข้างใต้ ๔ คืน ถึงเมืองหลวงภูคา จากเมืองหลวงภูคาลงมาเมืองเชียงของ ๖ คืน แต่เมืองนังลงมาเมืองหลวงภูคา ๔ คืน แต่เมืองสิงเดินทางบกไปข้างตวันออกเฉียงเหนือ คืน ๑ ถึงเมืองพง แต่เมืองสิงเดินทางบกไปข้างเหนือ ๒ คืน ถึง เมืองล่า จากเมืองล่า ๔ คืน ถึงเมืองอู ๆ เมืองพง เมืองล่า ขึ้น เชียงรุ้งสิบสองปันนา ? วันที่ ๑๘ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ เวลา ๔ ทุ่มเสด็จออกขุนนางณพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้า ฯ สั่งว่า ซึ่งพระยาศรีสิงหเทพ มีหนังสือส่งสำเนาบอก เมืองน่าน เมืองเชียงแขง แลคำให้การพระยาราชไมตรีพลฦๅ ทูลเกล้า ฯ ถวาย ว่าจะควรให้มีศุภอักษรฤๅท้องตราตอบต้นไม้ ทองเงิน เมืองเชียงแขง นั้นเปนการเอื้อเฟื้อต่อราชการดีมาก แต่ ยังทรงสงไสยว่า แต่ก่อนเจ้าเมืองเชียงตุง มีหนังสือออกชื่อว่า ฟ้าเชียงแขงเชียงตุงนั้น เพราะเหตุอย่างไร วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ รัตนโกสินทรศก ๑๐๙ ? หลวงเสนาภักดี ได้สอบถามเจ้าราชวงษ์เมืองน่าน ราชาพรหมฦๅ ให้ถ้อยคำว่า เจ้าเมืองเชียงแขงกองไตได้เปนเจ้าเมือง เชียงตุงแทนบิดา อุปราชแจ่มเมืองผู้น้องเจ้าเมืองเชียงตุงกองไต ได้เปนเจ้าเมืองเชียงแขงต่อมา แต่ราชการบ้านเมืองในเมืองเชียง แขงนั้น เจ้าอังวะได้มอบให้เจ้าเมืองเชียงตุงเปนธุระดูแลเอาใจใส่ ๑๑๖ ราชการในเมืองเชียงแขงด้วย เจ้าเมืองเชียงตุงจึงได้ออกชื่อว่า ฟ้าเชียงตุง ฟ้าเชียงแขง เพราะได้เปนธุระว่าการในเมืองเชียงแขง ถ้าราชการในเมืองเชียงแขงขัดข้องประการใด เจ้าเมืองเชียงแขง แจ่มเมืองคนนี้ ได้ไปมาปฤกษาหารือกับเจ้าเมืองเชียงตุงกองไต ผู้พี่ชายอยู่เนือง ๆ มิได้มีความรังเกียจ เพราะเปนพี่น้องกัน แต่ หาได้เปนเมืองขึ้นแลเมืองเสียส่วยกับเมืองเชียงตุงไม่ เจ้าเมืองเชียงตุงกองไตถึงแก่กรรมแล้ว เจ้าเสือบุตรเจ้าเมืองเชียงตุงได้เปนเจ้าเมืองเชียงตุงต่อมา เจ้าเมืองเชียงแขง เจ้าเมืองเชียงตุง ได้มีหนังสือ ไปมาถึงกันอยู่เนือง ๆ หาได้ออกชื่อว่า ฟ้าเชียงตุง ฟ้าเชียงแขง เหมือนแต่ก่อนไม่ เมืองเชียงแขงเคยส่งบรรณาการเมืองอังวะสามปี ครั้งหนึ่ง ครั้นเมืองเจ้าเมืองเชียงแขงกองไตเปนเจ้าเมืองเชียงแขง ขอส่งบรรณาการ ๖ ปีครั้งหนึ่ง เจ้าอังวะก็ยอม บรรณาการเมือง เชียงแขงที่เคยส่งกับเมืองอังวะนั้นมีต้นไม้ทองหนัก ๕ บาท ๑ ต้นไม้ เงินหนัก ๕ บาท ๑ แพรต่วนอย่างดี ๒ ม้วน เจ้าเมืองเชียงแขง แจ่มเมือง ตั้งแต่เปนเจ้าเมืองมาได้ ๖ ปีก็ยังหาทันได้ส่งบรรณาการ ไปเมืองอังวะสักครั้งหนึ่งไม่


งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เนื่องจากต้องด้วยหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗

  • (๑) เป็นภาพถ่าย โสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง หรืองานแพร่เสียงแพร่ภาพ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์ขึ้นครั้งแรก (หรือวันที่มีการเผยแพร่งานครั้งแรก) แล้วแต่ว่ากรณีใดปรากฏก่อน
  • (๒) เป็นงานศิลปประยุกต์ ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับยี่สิบห้าปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๓) เป็นงานโดยผู้ไม่เปิดเผยชื่อหรือผู้ใช้นามแฝง ที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับห้าสิบปี นับแต่วันสร้างสรรค์หรือเผยแพร่ครั้งแรก
  • (๔) เป็นงานในหมวดหมู่อื่น ๆ ที่ไม่เข้าเกณฑ์ข้างต้น และผู้สร้างสรรค์คนสุดท้ายถึงแก่ความตายมากว่าห้าสิบปีแล้ว
  • (๕) เป็นกรณีที่ผู้สร้างสรรค์งานนี้ไม่ปรากฏ ผู้สร้างสรรค์งานนี้เป็นนิติบุคคล หรือตายก่อนการเผยแพร่งาน ประกอบกับงานนี้มีอายุอย่างน้อยห้าสิบปี นับแต่วันเผยแพร่งานครั้งแรก