ประชุมพงศาวดาร/ภาคที่ 61

คุณแม่เป็นภรรยาพระราชพินิจจัย (โสฬส โสฬสจินดา) เกิดเมื่อวันจันทร์ เดือน ๘ ปีวอก จัตวาศก พุทธศักราช ๒๔๑๕ ณบ้านเดิมตำบลหน้าวัดตึก พระเสนาพิพิธ (เสม สุเรนทรานนท์) บุตรพระยาสุเรนทรราชเสนา (มา สุเรนทรานนท์) เป็นบิดา ท่านพ่วงเสนาพิพิธ ธิดาพระยาราชสุภาวดี (ปาล สุรคุปต์) ราชินิกุลในรัชกาลที่ ๕ เป็นพระมารดา.
บุตรและธิดาของคุณแม่ที่มีอยู่ในเวลานี้คือ:–
๑คุณหญิงอารีดรุณพรรค (พิศ อิศรางกูร ณอยุธยา)
๒นายชะลอ โสฬสจินดา
คุณแม่ได้ป่วยถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๗๘ คำนวณอายุได้ ๖๓ ปี
ท่านเป็นสตรีที่มีชีวิตแห่งความเป็นอยู่อย่างเรียบ ๆ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเว้นที่จะเสียที่จะเขียนประวัติของท่านโดยพิศดาร
ท่านได้มาสู่โลกนี้ในลักษณะของแม่ และท่านได้จากพวกลูกไปสู่สุคติภพแล้วอย่างไม่มีวันกลับ แต่สิ่งที่พิมพ์ใจลูกเตือนให้ระลึกถึงพระคุณอันหนักมิมีวันลืมได้ ก็คือ ท่านได้จากโลกนี้ไปในลักษณะของแม่ที่ดีอันควรแก่การเคารพสักการอย่างยิ่ง
ท่านได้อบรมทนุถนอมบำรุงเลี้ยงข้าพเจ้าและน้องมาจนเติบใหญ่ ล่วงพ้นภยันตรายต่าง ๆ อันจะมีขึ้นตามวัยและเวลา
ความดีหรือความเจริญทั้งหลาย ถ้าหากข้าพเจ้าและน้องจะมี ก็ขอยกให้เป็นส่วนที่ได้รับถ่ายทอดมาจากท่านเป็นปฐม ท่านได้กระทำแล้วซึ่งหน้าที่ของมารดาเป็นอย่างดีที่สุดที่ท่านจะทำได้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะหาถ้อยคำอันใดมากกล่าวสดุดีคุณของท่านได้เป็นไปได้ดีเท่ากับความรู้สึกอันเกิดจากความสุจริตใจของข้าพเจ้า
เมื่อท่านได้ล่วงลับไปแล้ว ข้าพเจ้าไม่มีหนทางอะไรที่จะทดแทนพระคุณให้สมกับที่ท่านได้ฟักฟูมมา ทั้งอีกประการหนึ่งที่เป็นที่รับรองกันอยู่แล้วอย่างแน่นอนโดยไม่มีปัญหาว่า จะโดยประการใด ๆ ก็ดี การที่จะคิดใช้หนี้บุญคุณของบุพการีเพื่อให้ลบล้างไปนั้นย่อมเป็นไปไม่ได้ เมื่อเช่นนี้แล้ว ตามคตินิยมที่เหลืออยู่ อันข้าพเจ้าจะพึงทำสนองคุณได้ ก็คือ บำเพ็ญกุศลอุททิศไปยังท่าน ถ้าและท่านจะสถิตอยู่ในสุคติภพใดก็ดี แม้มีญาณวิถีใด ๆ ที่สามารถจะหยั่งทราบได้ ขอได้โปรดอนุโมทนากัลปนาผลซึ่งบรรดาญาติมิตรและท่านผู้เคารพนับถือทั้งหลายได้พร้อมกันมาร่วมบำเพ็ญกุศลในวาระนี้ด้วย
ขอคุณแม่จงได้รับกุศลทักษิณานุปทานทั้งมวลอันลูกได้ตั้งใจอุททิศให้ด้วยความรักความอาลัยอย่างสุดซึ้ง
ขอกุศลนี้จงบันดาลดลให้เป็นเครื่องนำสนองแด่พระคุณแม่ จงประสพแต่อิฎฐารมณ์ในสัมปรายิกภพทุกเมื่อเทอญ.
๑๙ เมษายน ๒๔๗๙
ในงานฌาปนกิจศพนางราชพินิจจัย (ชื่น โสฬสจินดา) ผู้เป็นมารดา นายชลอ โสฬสจินดา ได้มาแจ้งความยังกรมศิลปากรว่า เจ้าภาพศรัทธาจะพิมพ์หนังสือสำหรับเป็นธรรมทานที่ระลึกสักเรื่องหนึ่ง ตั้งความจำนงได้ว่าจะใคร่ได้เรื่องที่เนื่องด้วยพงศาวดาร อันจะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่การค้นคว้าหาความรู้เรื่องราวของชาติ กรมศิลปากรขออนุโมทนาในกุศลเจตนานี้ ขณะที่นายชลอ โสฬสจินดา มาแสดงความประสงค์ ประจวบกับเวลาที่กรมศิลปากรกำลังสอบสวนและทำบัญชีทะเบียนพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ที่ว่าด้วยดินแดนทางภาคเหนือของสยามและที่ถัดขึ้นไป มีแคว้นลานนาไทย ลานช้าง สิบสองพันนา และสิบสองจุไทย เป็นต้น ซึ่งเป็นดินแดนที่อยู่ของชาติไทยก่อนยกลงมาอยู่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ในการสอบสวนคงปรากฏอยู่อย่างหนึ่งว่า พงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ที่ว่าด้วยแคว้นเหล่านี้มีฉะบับเป็นตัวเขียนรักษาไว้ในหอสมุดแห่งชาติเป็นจำนวนมาก บางเรื่องก็มีหลายฉะบับ ความในบางแห่งก็ไม่ตรงกัน ที่เป็นตัวอักษรไทยเหนือยังไม่ได้ถอดออกเป็นภาษาไทยสยามก็มีอยู่มากฉะบับ หนังสือเหล่านี้ ถ้าได้มีโอกาสพิมพ์เผยแผ่ขึ้น ก็จะเป็นเครื่องมือของนักศึกษาได้เป็นอย่างดี เพราะจะได้ใช้เปรียบเทียบสอบหาเอาความรู้ต่อไป กรมศิลปากรได้อธิบายถึงความข้อนี้แก่นายชลอ โสฬสจินดา และแนะนำให้พิมพ์พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน เพราะเป็นเรื่องราวกล่าวถึงชาติไทยสมัยก่อนที่ยกลงมาเป็นใหญ่ในลุ่มน้ำเจ้าพระยา สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ คือพระเจ้าอู่ทองที่ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ก็ปรากฏว่าสืบเชื้อพระวงศ์ไปจากพระเจ้าพรหมกษัตริย์เมืองเชียงแสนพระองค์หนึ่งที่ทรงอานุภาพมากในสมัยโบราณ ถึงบรรดาพงศาวดารและตำนานเมืองต่าง ๆ ในแคว้นลานนาส่วนมากก็เนื่องไปจากเมืองเชียงแสนนี้ก่อนทั้งนั้น พงศาวดารเมืองเชียงแสนจึงเป็นดั่งบันไดขั้นแรกทีนักศึกษาเรื่องราวของชาติไทยควรทราบ นายชลอ โสฬสจินดา มีความเห็นพ้องด้วย ตกลงรับเอาต้นฉะบับไปจัดพิมพ์ ภายหลังมาแจ้งความเพิ่มเติมว่า ต้นฉะบับที่รับไปพิมพ์มีเรื่องน้อยนัก ไม่จุใจแก่ศรัทธา ขอให้จัดหาเรื่องสำหรับพิมพ์เข้าชุดกันอีกสักเรื่องหนึ่ง กรมศิลปากรมีความยินดีเลือกเรื่องสิงหนวติกุมารให้พิมพ์
สิงหนวติกุมารเป็นตำนานกล่าวถึงเรื่องเมืองเชียงแสนอีกความหนึ่ง มีเรื่องราวและอายุของเรื่องเก่าขึ้นไปกว่าตำนานเมืองเงินยางเชียงแสน ซึ่งที่ถูกควรจะพิมพ์ตำนวนสิงหนวติกุมารไว้ก่อนพงศาวดารเงินยางเชียงแสน แต่ว่าได้จัดพิมพ์พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนเสียก่อนแล้ว จึงต้องพิมพ์ตำนานสิงหนวติกุมารต่อไว้ข้างหลัง
หนังสือ ๒ เรื่องนี้ กรมศิลปากรรวมเข้าไว้ในหนังสือชุดประชุมพงศาวดาร และจัดเล่มนี้เป็นประชุมพงศาวดารภาคที่ ๖๑ ประชุมพงศาวดารเป็นหนังสือชุดที่มีผู้นิยมกันมาก ไม่ใช่แต่ในหมู่นักศึกษาสนใจในเรื่องพงศาวดารเท่านั้น ถึงผู้อ่านตามธรรมดาก็ชอบ เพราะเป็นเรื่องให้ความรู้แปลก ๆ และเรื่องก็ต่าง ๆ กัน ถึงกับเสาะแสวงหาเข้าชุดไว้ให้ครบ ทุกวันนี้หนังสือประชุมพงศาวดารบางภาคก็เป็นฉะบับที่หายาก มีผู้ต้องการกันอยู่เสมอ หากได้มีผู้ศรัทธาพิมพ์ขึ้นไว้ ก็จะเป็นธรรมทานสำคัญอย่างหนึ่ง มูลเหตุที่จะเกิดมีหนังสือชุดนี้ขึ้น คือ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงรวบรวมหนังสือพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ๖ เรื่อง มาพิมพ์ขึ้นเป็นเล่มเดียวกัน แล้วประทานชื่อหนังสือนั้นว่า “ประชุมพงศาวดารภาคที่ ๑” ได้ทรงอธิบายไว้ว่า การศึกษาหาความรู้พงศาวดารและตำนานการเก่าย่อมถือกันว่าเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในการศึกษาทั่วประเทศ ในประเทศสยามนี้ แม้แต่โบราณมา ท่านผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน เป็นต้นแต่สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินในรัชกาลก่อน ๆ มา ก็ย่อมทรงเป็นพระราชธุระทนุบำรุงความรู้พงศาวดารตลอดมาแทบทุกรัชกาล ส่วนหนังสือพงศาวดารและตำนานในภาษาไทย ที่พิมพ์แล้วก็มี ที่ยังไม่ได้พิมพ์แพร่หลายก็หลายเรื่อง บางเรื่องยาว ซึ่งควรจะพิมพ์ฉะเพาะเรื่อง บางเรื่องเป็นเรื่องดีแต่ไม่สู้ยาว ซึ่งควรรวบรวมหลายเรื่องพิมพ์เป็นเล่มเดียวกันได้ ถ้าพิมพ์ขึ้นให้แพร่หลายได้หมด ก็จะเป็นคุณแก่การศึกษาไม่น้อยทีเดียว เพราะบรรดาผู้ศึกษาจะได้มีโอกาสพบเห็นทำการสอบสวนค้นคว้าได้สะดวก มูลเหตุของหนังสือชุดประชุมพงศาวดารมีดังนี้ ต่อมาได้มีผู้นิยม ก็ได้ทรงรวบรวมตำนานและพงศาวดารต่าง ๆ พิมพ์ต่อไปอีกเป็นภาคที่ ๒ ที่ ๓ ต่อกันไปโดยลำดับ ไม่มีกำหนดว่ากี่ภาค หรือเรียบเรียงเรื่องเป็นลำดับอย่างไร แล้วแต่จะหาเรื่องพงศาวดารได้พอรวบรวม ถ้ามีผู้ศรัทธาว่าจะสร้าง ก็พิมพ์เป็นภาคหนึ่ง ๆ เป็นลำดับไป กรมศิลปากรก็ได้เจริญรอยตามนี้สืบต่อมา จนบัดนี้หนังสือประชุมพงศาวดารจึงเป็นภาคที่ ๖๑ คือ ฉะบับที่พิมพ์นี้ ส่วนที่พิมพ์มาแล้วแต่ต้นมีเรื่องอะไรบ้าง ได้ให้เจ้าหน้าที่รวบรวมจัดทำเป็นบัญชีรายชื่อขึ้นไว้เป็นพิเศษส่วนหนึ่ง ดังแจ้งอยู่ในบัญชีที่พิมพ์ไว้ต่อท้ายคำนำนี้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่ต้องการจะทราบว่าภาคใดมีพงศาวดารและตำนานเรื่องอะไรบ้าง ก็จะได้สอบค้นดูได้สะดวก
ก่อนอธิบายถึงพงศาวดารและตำนานที่มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เห็นสมควรเล่าเรื่องชาติไทยไว้แต่ย่อ ๆ พอให้ทราบเรื่องติดต่อกัน
ย่อมเป็นที่ทราบอยู่แล้วว่า ไทยเราแต่เดิมมามีชาติภูมิอยู่ในแว่นแคว้นแดนดินที่เรียกในทุกวันนี้ว่า ประเทศจีนตอนใต้ เป็นชาติใหญ่ชาติหนึ่งมาแต่ก่อนพุทธกาล จำเนียรกาลต่อมาไทยบางพวกได้ยกลงมาในแหลมอินโดจีน ในชั้นต้นได้มาตั้งถิ่นฐานลงทางตอนเหนือของประเทศสยาม แต่แรกที่ยกลงมา ถ้าจะสันนิษฐานตามตำนานและพงศาวดารทีมีอยู่ เช่นเรื่องราวทีมีอยู่ในหนังสือเล่มนี้เป็นต้น คงจะแยกกันอยู่เป็นเมืองเล็ก ๆ ตั้งอยู่เป็นอิสระแก่กันก่อน คือต่างคนต่างอยู่เป็นเมือง ๆ ไป ในสมัยที่กล่าวนี้ดินแดนตอนใต้ของแหลมอินโดจีนตกอยู่ในอำนาจของชนสองชาติซึ่งอยู่ในตระกูลภาษาเดียวกัน คือมอญและขอม ส่วนที่เหนือขึ้นไป ว่าทางแคว้นลานนา อำนาจของชาติทั้งสองนี้จะแผ่ไปถึงแต่บางคราวบางสมัยเท่านั้น เขตต์สูงสุดตามที่ปรากฏในตำนานก็เพียงเมืองหริภุญไชย ส่วนทางแคว้นลานช้าง อำนาจขอมแผ่ไปถึงดินแดนที่เรียกในตำนานว่า เมืองอุมงค์เสลา
พวกไทยที่ยกลงมาปกครองบ้านเมืองในแว่นแคว้นลานนา ที่นับว่าเป็นเมืองสำคัญก็มีเมืองหริภุญไชย คือ นครลำพูน เมืองเงินยางเชียงแสน และเมืองพะเยา เมืองหริภุญไชย รวมทั้งนครเขลางค์ คือนครลำปางนั้น เป็นดินแดนที่เชื้อวงศ์นางจามเวที (เป็นชาติขอม บางที่ก็ว่าเป็นมอญ แต่ดูเหมือนยังไม่ยุติกัน) ปกครองสืบสันตติวงศ์ลงมาหลายชั่วกษัตริย์เป็นเวลาช้านานกว่า ๙๐๐ ปี ภายหลังสิ้นเชื้อพระวงศ์เพราะต้องเสียดินแดนแก่พระยาเมงรายกษัตริย์ในราชวงศ์เชียงแสน ดังมีเรื่องแจ้งอยู่ในหนังสือจามเทวีวงศ์ และหนังสือชินกาลมาลินี ซึ่งหอสมุดแห่งชาติได้พิมพ์แล้ว ส่วนทางเมืองเชียงแสน และเมืองพะเยา มีกษัตริย์ชาติไทยปกครอง ข้อสำคัญในเรื่องราวของกษัตริย์ไทยในแคว้นลานนา ก็ที่ในชั้นแรกเมื่อตั้งเมืองขึ้นแล้ว ต่อมาเมื่อมีกำลังอำนาจขึ้น ก็ขยายเขตต์ให้ใหญ่โตออกไป สุดแล้วแต่กษัตริย์องค์ใดมีอภินิหารมากและน้อย เพราะฉะนั้น การขยายเขตต์แดนจึงเป็นไปตามเวลาของผู้เป็นใหญ่ผู้นั้นเท่านั้น มิได้ยืดยาวถาวรต่อไป เพราะเขตต์แดนที่ปกแผ่ออกไปถึง ก็มักให้ราชบุตรออกไปครอง โดยเหตุที่ราชบุตรเหล่านั้นบางทีก็แตกร้าวกัน จึงต้องแยกย้ายให้ไปอยู่เสียห่างไกลกัน ครั้นต่อมาบุตรหลานที่ไปกินเมืองสืบต่อมาก็มักตั้งตนเป็นอิสสระ ไม่ปรองดองรวมกันให้เป็นปึกแผ่นแน่นหนาเป็นประเทศใหญ่ให้ยั่งยืนขึ้นได้ ช้า ๆ นาน ๆ เกิดผู้มีบุญขึ้นที่เมืองใดเมืองหนึ่ง ผู้มีบุญนั้นก็แผ่อาณาเขตต์ออกไปกว้างขวาง อย่างพระเจ้าพรหมและพระเจ้ามังรายในราชวงศ์เชียงแสนเป็นต้น ครั้นสิ้นผู้มีบุญแล้ว เมือง ต่าง ๆ ในราชอาณาเขตต์ก็กลับแยกกันอีก จะเร็วและช้าก็แล้วแต่เหตุการณ์ เหตุนี้บ้านเมืองในแคว้นลานนาที่แยกกันอยู่เป็นอิสสระเป็นแคว้น ๆ จึงมักเป็นว่านเครือเชื้อชาติเดียวกันมาแต่เดิม อย่างที่เรียกกันเป็นสามัญว่า บ้านพี่เมืองน้องเกี่ยวเนื่องกัน ความสนิทสนมจึงมีอยู่ต่อกัน เช่นพระเจ้าเมงรายแห่งเมืองเชียงแสน ขุนงำเมืองแห่งเมืองพะเยาซึ่งเป็นกษัตริย์มีอานุภาพผู้หนึ่ง และพระร่วงเจ้าแห่งกรุงสุโขทัย จึงปรากฏในตำนานว่าได้เป็นมหามิตรสนิทสนมกันมาก ทั้งนี้ ก็เพราะมีชาติเชื้อเนื้อไขเป็นไทยด้วยกัน พงศาวดารและตำนานเมืองต่าง ๆ ก็มักมีเรื่องร่วมกันในตอนต้น จะผิดแปลกกันบ้างก็ในส่วนที่เป็นพลความ ทั้งนี้ ก็ด้วยเหตุที่ในชั้นเดิมร่วมวงศ์กันมาด้วยอีกประการหนึ่ง แล้วต่อมาจึงได้แยกเรื่องไปคนละทาง อย่างเช่นพระเจ้าชัยศิริซึ่งเป็นต้นพระวงศ์พระเจ้าอู่ทอง และสืบเชื้อวงศ์ไปจากพระเจ้าพรหม ก็มีเรื่องแยกออกไปจากตำนานเชียงแสน ในพงศาวดารและตำนานเมืองอื่น ๆ ก็เป็นทำนองเดียวกัน
อนึ่ง เป็นการสมควรที่จะกล่าวไว้ในที่นี้ด้วยว่า เรื่องราวอันเป็นตอนต้นของพงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ของเก่า มักเป็นเรื่องเกี่ยวไปในทำนองนิยายนิทานไม่น่าเชื่อ เป็นการยากที่จะถือเอาเป็นหลักฐานได้แน่นอน ศักราชก็ดี ชื่อบุคคลและชื่อภูมิประเทศบ้านเมืองก็ดี ก็มักมีต่างๆ ไม่ตรงกัน ชื่อบุคคลคนเดียวกันก็อาจมีหลายชื่อ บางทีเรื่องก็สับตอนกัน แต่เรื่องอย่างนี้มีความเป็นธรรมดา มีอยู่ทั่วไปทุกประเทศ เพราะเป็นเรื่องดึกดำบรรพ์นมนาน ได้อาศัยสืบต่อปากกันมาตามที่มีเล่ากันอยู่ในพื้นเมือง ธรรมดาว่าเรื่องราวที่สืบต่อปากกันมาในหมู่มนุษยชาติ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใด โดยมากย่อมจะมีมูลแห่งความจริงปนอยู่เสมอ เรื่องชะนิดนี้จึงอาจแบ่งได้เป็นสองส่วน คือส่วนหนึ่งมีความจริงเป็นพงศาวดาร อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องปรัมปราที่เกิดจากความคิดนึกของมนุษย์ เรื่องทั้งสองชนิดนี้ย่อมมีประโยชน์ด้วยกัน แต่เป็นคนละทาง เรื่องเหล่านี้บางทีอาจรักษาเอาความทรงจำแต่ครั้งสมัยดึกดำบรรพ์ไว้ได้ต่อมา บางทีเรื่องราวที่จำไว้ได้มีอยู่ในประเทศถิ่นต่าง ๆ เป็นเรื่องราวอย่างเดียวกัน ก็อาจสืบสาวราวเรื่องถึงทางติดต่อกันแห่งประเทศถิ่นเหล่านั้นได้ ข้อลำบากยากยิ่งก็อยู่ที่รู้จักแยกเอาความจริงในเรื่องออกมาเรื่องที่คิดนึกอันไม่เป็นความจริงเท่านั้น หาใช่ว่าเรื่องทั้งหมดเหลวใหลไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว เพราะฉะนั้น หน้าที่ของผู้อ่านผู้ศึกษาจึงไม่ใช่อยู่ที่อ่านข้อค่อนขอดคอยจับผิด แต่อยู่ที่จะค้นคว้าหาความจริงที่มีอยู่ในเรื่องว่าจะได้มาเป็นประโยชน์มากหรือน้อยเท่านั้น เมื่อทราบความสำคัญดังกล่าวนี้แล้ว การอ่านเรื่องก็ย่อมจะได้ประโยชน์ดียิ่งขึ้น
บัดนี้จะได้กล่าวถึงเรื่องราวที่มีอยู่ในพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนและตำนานสิงหนวติกุมารโดยเฉพาะ
พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสนเริ่มด้วยเรื่องเทวบุตรชื่อลาวจก หรือลวะจังกราช จุติมาครอบครองเมืองหิรัญญนครเงินยาง ซึ่งภายหลังได้ชื่อว่าเมืองเชียงแสน เชื้อพระวงศ์พระเจ้าลาวจกได้สืบต่อกันมาหลายชั่วกษัตริย์ และบางองค์ก็แยกย้ายไปปกครองเมืองต่าง ๆ เป็นหลายสาย เรื่องไปหมดอยู่ตอนแผ่นดินพระเจ้าเมงราย พงศาวดารเชียงแสนฉะบับนี้สังเกตุดูว่าย่อมาก และชื่อในเรื่องไม่สู้ตรงกันนัก เห็นจะเป็นเพราะคัดลอกกันมาหลายทอด ไม่ได้สอบทาน เรื่องลวะจังกราชเทวบุตรในตอนต้นของพงศวดารเชียงแสนฉะบับนี้ ย่อมมีปรากฎอยู่ในพงศาวดารเมืองอื่น ๆ มีพงศาวดารเมืองเชียงใหม่ น่าน และพะเยา เป็นต้น ใจความก็เป็นอย่างเดียวกัน จะแปลกกันก็แต่พลความ คือบางฉะบับก็กล่าวเรื่องว่า พระเจ้าอนุรุธแห่งกรุงภุกามได้ประชุมเชิญท้าวพระยานานาประเทศในชมพูทวีปไปลบศักราช ยังขาดอยู่แต่แคว้นลานนาไทย เพราะในสมัยนั้นยังว่างกษัตริย์อยู่ พระเจ้าอนุรุธจึงไปเฝ้าขอร้องต่อพระอินทร์ ๆ ก็ให้ลวะจังราชเทวบุตร (บางฉะบับก็เขียนว่าลวะจักราชบ้าง ลาวจกบ้าง) จุติมาเป็นกษัตริย์เมืองหิรัญญนครเงินยาง เห็นได้ว่า เรื่องลาวจกนี้มีมูลที่มาแห่งเดียวกัน บางทีจะมีเค้ามูลความจริงในพงศาวดาร แต่จะเป็นเรื่องโบราณนมนานไกล ทรงจำกันได้สืบมาอย่างมัว ๆ จะไม่ใช่เป็นเรื่องในสมัยเดียวกันพระเจ้าอนุรุธดังที่บางฉะบับกล่าวไว้ ซึ่งตกอยู่ใน พ.ศ. ๑๖๐๐ เพราะในตำนานสิงหนวติกุมารก็มีเรื่องลาวจกเหมือนกัน แต่กล่าวไว้ว่า เป็นหัวหน้าชาวป่าชาติละว้า เรียกว่าปู่เจ้าลาวจก หาใช่เป็นเทพบุตรที่จุติลงมาเป็นท้าวพระยามหากษัตริย์ไม่ และว่า เป็นเรื่องอยู่ในสมัยต้นพุทธกาล ก่อนเรื่องลาวจกในพงศาวดารเงินยางเชียงแสนมากมาย ปู่เจ้าลาวจกนี้ ในพงศาวดารโยนกของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) ว่า ที่ชื่อเช่นนั้นเพราะเป็นหัวหน้ามีจก คือจอบขุดดิน มากกว่า ๕๐๐ ขึ้นไป และในตำนานพระธาตุดอยธุงก็กล่าวเช่นเดียวกันว่า “มีมิลักกยูผู้ผัวชื่อว่าเจ้าลาวจก ผู้เมียชื่อย่าเจ้าลาวจก และบุคคลทั้งสองผัวเมียมีจกเช่าและคนและ ๕๐๐ ลูก ลวดได้ชื่อว่าลาวจก” ถ้าจกหมายถึงจอบขุดดินแล้ว เรื่องเทพบุตรลาวจกในพงศาวดารเชียงแสนจะแปลว่าอะไร ได้มีผู้สันนิษฐานว่า บางทีจกคำนี้จะเป็นคำเดียวกับโจกที่แปลว่าหัวหน้าได้บ้างกระมัง ลาวจกก็แปลว่าหัวหน้าของพวกละว้า แต่อย่างไรก็ดี คำว่าจกนี้มีแปลกอยู่อย่างหนึ่งที่ไปพ้องเข้ากับชื่อของแคว้นเสฉวน หรือตอนหนึ่งของเสฉวนในภาคใต้ของประเทศจีนต่อจากแคว้นยูนนานขึ้นไป แต่โบราณมาแคว้นเสฉวนมีชื่อว่าสกหรือจก และว่าเป็นชื่อของชาติหนึ่งในแคว้นนั้นด้วย ซึ่งบางทีก็เรียกว่าปาจก พระเจ้าเล่าปี่ในเรื่องสามก๊กที่ได้มาปกครองแคว้นเสฉวน ก็ได้พระนามว่าพระเจ้าจกฮั่นฮ่องเต้ แปลว่าพระเจ้าแคว้นจกแห่งราชวงศ์ฮั่น ดินแดนที่อยู่ในตอนใต้ของแคว้นเสฉวนแต่โบราณมา ย่อมเป็นที่อยู่ของชนชาติไทยส่วนหนึ่งเหมือนกัน บางทีจกจะเป็นชื่อของชาติไทยที่เรียกว่าอ้ายหง้ายลาวก็รู้ไม่ได้ หากลาวหรือความข้อนี้จะเป็นได้บ้าง ก็น่าจะเกี่ยวเนื่องมาถึงคำว่าลาวจกในตำนานทางลานนาด้วย
ตำนานสิงหนวติกุมารดำเนินเรื่องว่า สมัยต้นพุทธกาล สิงหนวติกุมาร โอรสพระเจ้าเทวกาลแห่งนครไทยเทศ คือเมืองราชคฤห์นครหลวง และสืบเชื้อสายมาจากไทยเมือง เสด็จอกจากเมืองราชคฤห์มาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้จนใกล้แม่น้ำโขง ถึงแคว้นซึ่งแต่เดิมเรียกว่าเมืองสุวรรณโคมคำ เป็นเมืองร้างมาแต่เก่าก่อน (มีตำนานเรื่องเมืองสุวรรณโคมคำส่วนหนึ่ง) แดนนั้นเป็นที่อยู่ของพวกละว้า มีปู่เจ้าลาวจกเป็นหัวหน้า เจ้าสิงหนวติกุมารได้สร้างเมืองลงแถวถิ่นนั้น ให้ชื่อว่าเมืองนาคพันธุ์สิงหนวตินคร หรือโยนกนครราชธานีไชยบุรีศรีช้างแสน สืบพระเจ้าแผ่นดินมาหลายชั่วกษัตริย์ จนเมืองโยนกนาคพันธุ์สิงหนวตินครถล่มทะลายกลายหนองไป เพราะเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินและราษฎรไปกินปลาตะเพียนเผือก (ในพงศาวดารโยนกว่าปลาไหลเผือก ในตำนานเมืองหนองหานก็มีเรื่องเป็นตำนานคล้าย ๆ กัน แต่ว่าเป็นกะรอกเผือก) สิ้นเชื้อวงศ์เจ้าสิงหนวติกุมารเพียงเท่านี้ ตอนต่อไปกล่าวถึงเรื่องลวะจังกราชเทวบุตรรับอัญเชิญพระอินทร์จุติมาเป็นกษัตริย์ เป็นเรื่องตอนเดียวกับพงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน แต่มีข้อความพิสดารกว่ามาก ในการพิมพ์ตำนานสิงหนวติกุมารคราวนี้ ต้องแปลออกจากต้นฉะบับหนังสือไทยเหนือมาเป็นภาษาไทยสยามเสียชั้นหนึ่ง และทำในเวลาเร่งร้อน กำหนดงานมีวันจำกัด ไม่มีเวลาชำระสอบทานได้ละเอียด เพราะแปลเสร็จเท่าใด ก็ต้องรีบส่งไปลงพิมพ์ทันที จึงน่าจะมีที่บกพร่องอยู่บ้างไม่มากก็น้อย ในการแปลคราวนี้ ได้รักษาสำนวนโวหารของเดิมไว้บริบูรณ์ คำและประโยคใดที่ฟังไม่ได้ชัดในภาษาไทยสยาม ก็ได้จัดแปลและอธิบายเป็นบรรทึกใต้ไว้เท่าที่จะสามารถจัดทำได้ ส่วนบางคำที่เป็นคำสามัญใช้อยู่ในภาษาทางเหนือ ได้จดตามสำเนียงในภาษานั้นให้ดูเป็นตัวอย่างในหน้าต้น ต่อไปได้เปลี่ยนเป็นภาษาไทยสยามเพื่อไม่ให้เกิดความรุงรังตาในเวลาอ่าน ส่วนชื่อปีและศกตามที่นับกันอยู่ทางเหนือก็ได้จัดพิมพ์ไว้เป็นพิเศษอยู่ต่อไปนี้ สำหรับการตรวจสอบได้สะดวก
อนึ่ง พงศาวดารและตำนานต่าง ๆ ทางแคว้นลานนามักแต่งขึ้นในสมัยที่พระพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรือง เหตุนี้จึงต้องมีเรื่องราวทางพระพุทธศาสนาแซกไว้ด้วยตลอดไป ในตำนานสิงหนวติกุมารนี้เริ่มต้นก็กล่าวถึงพระพุทธประวัติ ต่อเป็นลำดับมาจนเสด็จดับขันธปรินิพพาน แล้วถึงตำนานสังคายนา พิมพ์คราวนี้ได้ตัดเรื่องที่กล่าวเหล่านี้ออก เพราะไม่เกี่ยวกับเรื่องโดยตรง ทั้งใจความก็กล่าวซ้ำ ๆ ซาก ๆ ตามโวหารที่นิยมกันสมัยนั้น ถึงจะตัดออกก็ไม่ทำให้เสียเนื้อถ้อยกระทงความอย่างไร
ขออนุโมทนากุศลบุญราศีที่เจ้าภาพได้พิมพ์หนังสือเรื่องนี้แจกเป็นวิทยาทานจงบรรลุผลดลบรรดาลแก่นางราชพินิจจัย (ชื่น โสฬสจินดา) ให้ดำรงอยู่ในคติสุขทุกเมื่อเทอญ.
วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๔๗๘
- พงศาวดารเหนือ
- พงศาวดารกรุงเก่า ฉะบับหลวงประเสริฐ
- กรุงสุโขทัยตามศิลาจารึก
- พงศาวดารเขมร
- พงศาวดารพะม่ารามัญ
- พงศาวดารล้านช้าง
- เรื่องตั้งเจ้าพระยานครศรีธรรมราช
- พงศาวดารเมืองถลาง
- พงศาวดารเมืองไทรบุรี
- พงศาวดารเมืองตรังกานู
- พงศาวดารเมืองกลันตัน
- พงศาวดารเมืองปัตตานี
- พงศาวดารเมืองสงขลา
- พงศาวดารเมืองเชียงใหม่
- พงศาวดารความเก่า ฉะบับ จ.ศ. ๑๑๓๖
- พงศาวดารเมืองละแวก ฉะบับสมเด็จพระนารายณ์รามาธิบดี (นักองค์เอง)
- พงศาวดารมณฑลอิสาณ ฉะบับหม่อมอมรวงศ์วิจิตร (ม.ร.ว. ปฐม คเณจร ณกรุงเทพฯ)
- จดหมายเหตุจีน ว่าด้วยกรุงสยามแต่โบราณ
- เรื่องศักราชรัชกาลครั้งกรุงศรีอยุธยาตามที่สอบใหม่
- พงศาวดารลาวเฉียง ของพระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค)
- พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง
เรื่องไทยรบพะม่าครั้งกรุงเก่า
- คำให้การจีนกั๊ก เรื่อง เมืองบาหลี
- คำให้การเถ้าสา เรื่อง หนังราชสีห์
- คำให้การขุนโขลน เรื่อง พระพุทธบาท
- คำให้การนายจาด เรื่อง เหตุการณ์ในเมืองพะม่าเมื่อพระเจ้ามินดงทิวงคต
- จดหมายเหตุโหร
- จดหมายของหมื่นเก่งศิลป์
- พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉะบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด)
- พระราชนิพนธ์รัชกาลที่ ๔ เรื่อง ปฐมวงศ์
- ตำนานพระโกศ
- พงศาวดารเมืองเชียงรุ้ง
- พงศาวดารเมืองไล
- พงศาวดารเมืองแถง
- พงศาวดารเมืองเชียงแขง
ราชวงศ์ปกรณ์ พงศาวดารเมืองน่าน
พงศาวดารเมืองหลวงพระบาง
จดหมายเหตุของราชทูตฝรั่งเศสเข้ามาในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ และจดหมายเหตุของหมอบรัดเล
- ตำนานวังหน้า
- เทศนาบวรราชประวัติ
- พระนามเจ้านายในพระราชวังบวร
- คำให้การมะยี่หวุ่นแม่ทัพพะม่า
- คำให้การพระมหาโค มหากฤช เรื่อง เมืองพะม่า
เรื่องเมืองพัทลุง
พงศาวดารเมืองพระตะบอง
ตำนานเลิกหวยและบ่อนเบี้ยในกรุงสยาม
- เรื่องราชการค้าขายในกรงุสยามครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์
- เรื่องราวเจ้าพระยาวิชาเยนทร์
- เรื่องทูตานุทูตของสมเด็จพระนารายณ์ออกไปกรุงฝรั่งเศสครั้งสุดท้าย
- จดหมายเหตุหอสาตราคม
- จดหมายเหตุของเจ้าพระยาทิพากรวงศ์ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่หว้ากอ
- แปลจดหมายหตุของเซอร์แฮรีออดเจ้าเมืองสิงคโปร์ผู้มาเฝ้าที่หว้ากอ
- กระแสรับสั่งครั้งที่รัชกาลที่ ๔ เรื่อง สุริยุปราคาเมื่อปีมะโรง พ.ศ. ๒๔๑๑
จดหมายเหตุทางไมตรีระหว่างกรุงศรีอยุธยากับญี่ปุ่น
จดหมายเหตุเจรจาความเมืองในระหว่างไทยกับพะม่า
พงศาวดารเมืองหัวพันห้าทั้งหก
- ตำนานเกณฑ์ทหาร
- ตำนานกรมทหารบกราบที่ ๔
จดหมายเหตุกองทัพปราบฮ่อ
เรื่องสถานที่และวัตถุซึ่งสร้างในรัชกาลที่ ๔
ตำนานวังเก่า
เรื่องไทยกับฝรั่งเศสเป็นไมตรีกันครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
- พงศาวดารญวน
- ประวัตินาบีมะหะหมัด
อธิบาย เรื่อง ราชทูตไทยไปยุโรปกับจดหมายเหตุเรื่องราวราชทูตไทยไปประเทศอังกฤษในรัชกาลที่ ๔
เรื่องราชทูตไทยไปประเทศฝรั่งเศสในรัชกาลที่ ๔
จดหมายเหตุ เรื่อง มิชชันนารีอเมริกันเข้ามาประเทศสยาม
จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
บุรพภาคพระธรรมเทศนาเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ว่าด้วยหนังสือสัญญาค้าขายระหว่างประเทศสยามกับฝรั่งเศสในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเพทราชา
จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าเสือและแผ่นดินพระเจ้าท้ายสระ
จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าบรมโกศ
จดหมายเหตุของคณะบาดหลวงฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินพระเจ้าเอกทัศ กับครั้งกรุง ธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทรตอนต้น
จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๑
จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๒
จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๓
จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๔
จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๕
จดหมายเหตุ เรื่อง ทูตไทยไปประเทศอังกฤษเมื่อ พ.ศ. ๒๔๑๐
จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๖
จดหมายเหตุของคณะพ่อค้าฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาตั้งครั้งกรุงศรีอยุธยา ตอนแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ภาค ๗
จดหมายเหตุของมองซิเออร์เซเบเรต์ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ตอนที่ ๒
จดหมายเหตุมองซิเออร์เซเบเรต์ราชทูตฝรั่งเศสซึ่งเข้ามาเจริญทางพระราชไมตรีในกรุงสยามครั้งแผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช
ตำนานเมืองระนอง
จดหมายเหตุ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต
จดหมายเหตุ เรื่อง พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต
- พงศาวดารเมืองสงขลา
- พงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช
- พงศาวดารเมืองพัทลุง
พงศาวดารเรื่องอิเหนา
ว่าด้วยอังกฤษเข้ามาทำสัญญากับไทย
ว่าด้วยเหตุการณ์เมืองเขมรตอนเสร็จสงครามไทยกับญวน
โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๑
โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๒
โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๓
โกษาปานไปฝรั่งเศส ภาค ๔
- พงศาวดารเมืองเงินยางเชียงแสน
- ตำนานสิงหนวติกุมาร
| ชื่อปีในหนังสือเล่มนี้ | ||
| ไจ้ | ชวด | |
| เป๊า | ฉลู | |
| ยี่ | ขาล | |
| เม้า | เถาะ | |
| สี | มะโรง | |
| ไส้ | มะเส็ง | |
| ซง้า | มะเมีย | |
| เมด | มะแม | |
| สัน | วอก | |
| เล้า | ระกา | |
| เสด | จอ | |
| ไก๊ | กุน | |
| ชื่อศกที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้ | ||
| กาบ | เอกศก | |
| ดับ | โทศก | |
| ระวาย | ตรีศก | |
| เมิง | จัตวาศก | |
| เบิก | เบ็ญจศก | |
| กัด | ฉอศก | |
| กด | สัปตศก | |
| ลวง | อัฏฐศก | |
| เต้า | นพศก | |
| กา | สัมฤทธิศก | |
วิธีนับปี ทางไทยเหนือเอาศกไว้หน้า เช่น ปีชวด เอกศก ใช้ว่า “กาบไจ้” ปีฉลู โทศก ใช้ว่า “ดับเป๊า” ดังนี้เป็นต้น และใช้นับศกตามอย่างข้างจีน มิได้นับศกตามจุลศักราช จุลศักราชที่เราใช้กันอยู่ ตัวเลขท้ายตรงกับศกเสมอ เช่น ปีชวด เอกศก ตัวเลขท้ายจุลศักราชต้องเป็น ๑ มิได้เปลี่ยนเป็นอื่นเลย ส่วนในหนังสือเล่มนี้เพราะเหตุที่ใช้นับศกอย่างข้างจีน และใช้จุลศักราชอย่างไทย ศกจึงมิได้ตรงกับเลขตัวท้ายของจุลศักราช เช่น กาบไจ้ มิได้ตรงกับ ๑
| สารบัญ | |||
| หน้า | ๑ | ||
ลวะจังกราชเนรมิตบันไดเงิน |
” | ๑ | |
ลวะจังกราชและบริวารลงมาตามบันไดเงิน |
” | ๑ | |
ตำนานเมืองเชียงสา |
” | ๒ | |
พระยาตรีจักษุตัดศักราช |
” | ๒ | |
ลวะจังกราชอุปบัติ |
” | ๒ | |
ลวะจังกราชครองเมืองเงินยาง |
” | ๓ | |
เจ้าเมืองยวนถวายบรรณาการ |
” | ๓ | |
พระมเหษีลวะจังกราชอธิษฐานขอโอรส |
” | ๔ | |
ประสูติโอรส |
” | ๔ | |
ประสูติลาวเกลาแก้วมาเมือง |
” | ๕ | |
โอรสทั้ง ๓ ไปจับปู |
” | ๕ | |
ลวะจังกราชให้โอวาทโอรสทั้ง ๓ |
” | ๖ | |
ลาวเกลาแก้วมาเมืองยกพลไปฆ่าปู |
” | ๖ | |
ลาวเลาแก้วมาเมืองทูลบิดาให้แยกกันไปอยู่คนละเมือง |
” | ๗ | |
ลาวเกลาแก้วมาเมืองเสวยราชย์ |
” | ๘ | |
ลาวเคียงสร้างเมืองเงินยาง |
” | ๘ | |
สันตติวงศ์ของลาวก่อ ลาวเถือะ พี่ลาวเกลาแก้วมาเมือง |
” | ๙ | |
ขุนจอมธรรมไปเสวยเมืองภุกามยาว |
หน้า | ๑๐ | |
ขุนจอมธรรมทรงสุบินนิมิตต์ |
” | ๑๑ | |
ขุนจอมธรรมรู้นิมิตต์ |
” | ๑๒ | |
จดหมายกำหนดคน |
” | ๑๓ | |
อปริหานิยธรรม ๗ ประการ |
” | ๑๔ | |
ขุนเจียง ขุนจอม เกิด |
” | ๑๘ | |
ขุนเจียงเรียนวิชา |
” | ๑๙ | |
ขุนเจียงเสวยราชย์ |
” | ๒๐ | |
ขุนเจียงรบกับพระยาแกว |
” | ๒๑ | |
เหตุที่จะเกิดศึกพระยาแกว |
” | ๒๒ | |
ถวายพระนามขุนเจียงว่าพระเจืองฟ้าสธรรมิกราช |
” | ๒๓ | |
พระยาธรรมิกราช (ขุนเจียง) ส่งโอรสทั้ง ๕ ไปครองเมือง |
” | ๒๕ | |
อัครเทวีพระยาธรรมิกราชเห็นอัศจรรย์ ๑๐ ประการ |
” | ๒๖ | |
พระยาแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนฆ่าพระยาธรรมิกราช |
” | ๒๖ | |
สันตติวงศ์ขุนจองเมืองพระยา |
” | ๒๗ | |
พระยางำเมืองเกิด |
” | ๒๗ | |
พระยางำเมืองเรียนวิชา |
” | ๒๘ | |
พระยางำเมืองเสวยราชย์ |
” | ๒๘ | |
เชื้อวงศ์พระยามังราย |
” | ๒๘ | |
พระยามังรายสร้างเมืองเชียงราย |
” | ๒๙ | |
พระร่วงเข้าหาเทวีงำเมือง |
หน้า | ๓๐ | |
พระยางำเมืองตามจับพระร่วงได้ |
” | ๓๑ | |
พระยามังรายตัดสินความพระยางำเมืองกับพระร่วง |
” | ๓๒ | |
พระยามังรายแผ่อำนาจ |
” | ๓๓ | |
พระยามังรายสร้างเมืองเชียงใหม่ |
” | ๓๓ | |
สันตติวงศ์พระยางำเมือง |
” | ๓๕ | |
สองยายตาสร้างพระประธาน |
” | ๓๖ | |
ตำนานการสร้างพระประธาน |
” | ๓๘ | |
นิทานเค้ามูลทุ่งเอี้ยง หนองเอี้ยง |
” | ๔๘ | |
คำถามคำตอบ |
” | ๕๑ | |
| หน้า | ๕๖ | ||
เทวกาลเสวยราชย์เมืองนครไทยเทศ |
” | ๕๖ | |
โอรสธิดาของเทวกาล |
” | ๕๖ | |
สิงหนวติกุมารไปหาที่ตั้งเมือง |
” | ๕๖ | |
สิงหนวิตกุมารสร้างเมืองนาคพันธุ์สิงหนวตินคร |
” | ๕๙ | |
สิงหนวติกุมารได้เมืองอุโมงคเสลา |
” | ๖๐ | |
พระยาอชุตราชเสวยราชย์เมืองโยนก |
” | ๖๑ | |
พระยาอชุตราชได้นางปทุมวดีเป็นมเหษี |
” | ๖๒ | |
มหากัสสปเถรเจ้านำพระมหาธาตุเจ้ามายังเมืองโยนก |
หน้า | ๖๓ | |
พระยาอชุตราชพระราชทานที่แก่มหาธาตุเจ้า |
” | ๖๔ | |
พระยาอชุตราชให้ช่างคำมาหล่อรูปกัมมโลฤาษี |
” | ๖๕ | |
มหากัสสปเถรเจ้าเสด็จเข้าสู่นิพพาน |
” | ๖๕ | |
มหากัจจายนเถรเจ้านำมหาธาตุเจ้ามาสู่โยนกนคร |
” | ๖๕ | |
พระยาอชุตธรรมิกราชตาย |
” | ๖๗ | |
พระมังรายราชโอรสเสวยราชสมบัติแทน |
” | ๖๗ | |
มหาวิชรโพธิเจ้ากับฤาษีนำพระบรมธาตุจากเมืองราชคฤห์มาสู่เมืองโยนก |
” | ๖๗ | |
พระมังรายราชเจ้าซื้อมิลักขุรักษาพระบรมธาตุ |
” | ๖๘ | |
พระมังรายราชเจ้ามีราชบุตร ๒ คน ราชธิดา ๒ คน |
” | ๗๐ | |
พระมังรายราชเจ้าแบ่งราชสมบัติ |
” | ๗๐ | |
ตั้งเวียงไชยนารายณ์ |
” | ๗๑ | |
สันตติวงศ์พระมังรายราชเจ้า |
” | ๗๒ | |
เสียเมืองโยนกนครแก่พระยาขอมดำ |
” | ๗๘ | |
พระองค์พังเจ้าถูกขอมขับไปอยู่เวียงศรีทวง |
” | ๗๙ | |
เทวีพระองค์พังประสูติโอรส |
” | ๗๙ | |
คำอธิษฐานของสามเณร |
” | ๘๐ | |
ความฝันแห่งเทวีของพระยาศรีทวง |
” | ๘๑ | |
เทวีศรีทวงประสูติโอรสให้ชื่อว่าพรหมกุมาร |
” | ๘๒ | |
ความฝันของพรหมกุมาร |
หน้า | ๘๓ | |
พรหมกุมารได้ช้างตามฝัน |
” | ๘๔ | |
พรหมกุมารห้ามบิดาไม่ให้ส่งส่วยพระยาขอม |
” | ๘๔ | |
พรหมกุมารเตรียมสู้พระยาขอม |
” | ๘๕ | |
พรหมกุมารยกพลมาต่อรบพระยาขอมดำ |
” | ๘๖ | |
พระยาขอมดำพ่ายหนีแก่พรหมกุมาร |
” | ๘๖ | |
พระยาอินทร์เนรมิตกำแพงหิน |
” | ๘๗ | |
พระองค์พังเจ้าได้ครองเมืองโยนกครั้งที่ ๒ |
” | ๘๘ | |
พรหมกุมารยกให้ทุกขิตตนพี่เป็นอุปราชา |
” | ๘๘ | |
พรหมกุมารได้เทวี |
” | ๘๙ | |
พรหมกุมารกับเทวีไปสร้างเวียงไชยปราการ |
” | ๘๙ | |
พุทธโฆษาจารย์มหาเถรเจ้าชำระพระธรรม |
” | ๘๙ | |
บรรจุพระมหาธาตุเจ้าไว้กลางเวียงไชยนารายณ์ |
” | ๙๐ | |
การสืบสันตติวงศ์พระองค์พัง |
” | ๙๑ | |
พระองค์ไชยศิริโอรสได้ครองเวียงไชยปราการต่อจากพระองค์พรหมราชเจ้า |
” | ๙๑ | |
กษัตริย์เมืองสุธรรมวดีเมืองเมงยกรี้พลมารบเวียงไชยปราการ |
” | ๙๒ | |
พระองค์ไชยศิริเจ้าเสียเวียงไชยปราการ |
” | ๙๓ | |
พระองค์ไชยศิริสร้างเมืองกำแพงเพ็ชร์ |
” | ๙๔ | |
พระองค์มหาไชยชนะเจ้าราชโอรสเป็นกษัตริย์เมืองโยนก |
” | ๙๔ | |
ชาวโยนกนครกินปลาตะเพียนเผือกตัวใหญ่ |
หน้า | ๙๔ | |
ความพินาศของเวียงโยนก |
” | ๙๕ | |
ขุนลังได้เป็นใหญ่ |
” | ๙๗ | |
การสืบต่อกันมา |
” | ๙๘ | |
พระอินทร์ได้ลวะจังกราชเทวบุตรลงมาเป็นเจ้า |
” | ๑๐๐ | |
ลวะจังกราชตัดศักราช |
” | ๑๐๑ | |
ลวะจังกราชสร้างเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสน |
” | ๑๐๒ | |
ญาณรังสีมาหาเถรเจ้านิมนต์มหาธาตุเจ้ามายังเวียงเหรัญญนครเงินยางเชียงแสน |
” | ๑๐๓ | |
เวียงฝาง |
” | ๑๐๔ | |
เวียงเชียงราย เวียงเชียงของ |
” | ๑๐๕ | |
ลวะจังกราชมีโอรส ๓ องค์ |
” | ๑๐๕ | |
โอรสทั้ง ๓ ไปจับปู |
” | ๑๐๖ | |
โอรสทั้ง ๓ ไปกินเวียง |
” | ๑๐๖ | |
ลวะจังกราชตาย |
” | ๑๐๗ | |
เจ้าลาวเก้าเสวยราชสมบัติแทน |
” | ๑๐๗ | |
สันตติวงศ์ของลวะจังกราช |
” | ๑๐๘ | |
ท้าวกีคำลานเจ้าเมืองน่านฆ่าพระยาลาวจังกวาเรือนคำแก้วตาย |
” | ๑๐๘ | |
พระยาควักวาวโอรสพระยาลาวจังกวาเรือนคำแก้วฆ่าท้าวกีคำลานตาย |
” | ๑๐๙ | |
พระยาควักวาวได้ครองเมืองเงินยางเชียงแสน |
หน้า | ๑๑๐ | |
ขุนเทืองโอรสครองเมืองต่อมา |
” | ๑๑๐ | |
ขุนเทืองได้นายแอกไค่ |
” | ๑๑๑ | |
นางแอกไค่ให้บุตรแก่ขุนเทือง |
” | ๑๑๒ | |
ขุนทึงโอรสได้กินเมืองแทน |
” | ๑๑๒ | |
นางแอกไค่ได้เห็นโอรส |
” | ๑๑๒ | |
ขุนทึงได้ของวิเศษจากปู่ย่าตายาย |
” | ๑๑๓ | |
ขุนทึงสร้างเวียงเชียงเรือง |
” | ๑๑๓ | |
ขุนทึงประกาศไม่ให้ทำร้ายสัตว์ |
” | ๑๑๔ | |
จอมผาเรืองหลานครองเมืองแทนขุนทึง |
” | ๑๑๕ | |
โอรสของเจ้าจอมผาเรือง |
” | ๑๑๕ | |
ธิดาของพระยาลาวชิน |
” | ๑๑๖ | |
พระยาอ้ายเจืองกับเจ้าอุปราชาขุนเจืองชนช้างชนะ |
” | ๑๑๗ | |
เจ้าขุนเจืองได้อัครมเหษี |
” | ๑๑๘ | |
เจ้าขุนเจืองได้เป็นพระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชาเสวยราชสมบัติเมืองเหรัญญนครไชยบุรีเงินยางเชียงแสน |
” | ๑๑๙ | |
พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชได้เครื่องบรรณาการและเมืองต่าง ๆ |
” | ๑๑๙ | |
พระยาเจืองฟ้ารู้ข่าวศึก |
” | ๑๒๐ | |
พระยาเจืองฟ้าธรรมิกราชส่งบุตรไปครองเมือง |
” | ๑๒๑ | |
ลาง ๑๐ ประการปรากฎแก่อัครเทวีขุนเจือง |
” | ๑๒๑ | |
พระยาแมนตาตอกขอกฟ้าตายืนฆ่าพระยาธรรมิกราช |
หน้า | ๑๒๒ | |
สันตติวงศ์ต่อจากพระยาธรรมิกราช |
” | ๑๒๓ | |
โอรสพระยาลาวเมง |
” | ๑๒๓ | |
คำทำนายของปัทมังกรฤาษีเกี่ยวกับโอรส |
” | ๑๒๔ | |
มังรายราชโอรสครองเมืองเชียงราย |
” | ๑๒๔ | |
มังรายได้เศวตฉัตรในเวียงเงินยางเชียงแสน |
” | ๑๒๕ | |
ฤาษี ๔ ตน ลูกพระยาวองตีฟางโพธิญาณ |
” | ๑๒๕ | |
ฤาษีทั้ง ๔ สรงเกศาธาตุแห่งพระพุทธเจ้า |
” | ๑๒๖ | |
ฤาษีแยกกันกระทำสมณธรรม |
” | ๑๒๙ | |
ผู้เป็นใหญ่ในเมืองจอมตุงค์ |
” | ๑๓๑ | |
ท้าวมังรายทรงสร้างรูปไว้ที่ดอยจอมหงส์ |
” | ๑๓๒ | |
ท้าวมังรายทรงไล่กวาง |
” | ๑๓๓ | |
ท้าวมังรายรบกับชาวลวะ |
” | ๑๓๕ | |
มางคุ้มมางเคียนทำอุบายเอาชะนะลวะไว้ |
” | ๑๓๖ | |
ท้าวมังรายให้อุตรพราหมณ์มาดูที่จะสร้างเมือง |
” | ๑๓๗ | |
เหตุผลในการตั้งชื่อเมืองต่าง ๆ |
” | ๑๓๘ | |
ท้าวมังรายให้มางคุ้มมางเคียงกินเมือง |
” | ๑๓๙ | |
โอรสธิดาของพระยามังราย |
” | ๑๔๐ | |
พระยามังรายใช้ให้หมื่นฟ้าทำกลศึก |
” | ๑๔๑ | |
พระยายีบาเมืองลำพูนหลงเชื่อเลี้ยงหมื่นฟ้าไว้ |
” | ๑๔๒ | |
การกระทำต่าง ๆ ของหมื่นฟ้า |
หน้า | ๑๔๓ | |
พระยามังรายได้เมืองลำพูน |
” | ๑๔๔ | |
พระยามังรายครองเมืองหริภุญไชย |
” | ๑๔๕ | |
พระยามังรายกับพวกรบชะนะพระยายีบากับพวก |
” | ๑๔๖ | |
พระยามังรายให้โอรสครองเมืองต่าง ๆ |
” | ๑๔๗ | |
พระยามังรายให้หมื่นฟ้าครองเมืองหริภุญไชย |
” | ๑๔๗ | |
พระยามังรายออกไปอยู่ไชยปราการ |
” | ๑๔๘ | |
พระยาแสนพูหลานไปแต่งเมืองเชียงราย |
” | ๑๔๙ | |
เขตต์แดนเมืองเชียงแสน |
” | ๑๕๒ | |
พระยาแสนพูได้พระบรมธาตุ |
” | ๑๕๗ | |
บริจาคที่ให้แก่พระบรมธาตุ |
” | ๑๕๘ | |
เขตต์แดนพันนาเชียงราย |
” | ๑๖๐ | |
เขตต์แดนพันนาเงินยางเชียงแสน |
” | ๑๖๐ | |
พวกฮ่อรบเมืองเขินเชียงตุง |
” | ๑๖๒ | |
ฮ่อพากันพ่ายหนีไป |
” | ๑๖๓ | |
เจ้าน้ำน่านกินเมืองเชียงตุงแทนพระยาน้ำท่วม |
” | ๑๖๔ | |
ฟุงตายังแก้วฮ่อยกพลมารบเมืองเขินเชียงตุง |
” | ๑๖๔ | |
ฟุงตายังแก้วตายในสนามรบ |
” | ๑๖๕ | |
ฮ่อพ่ายหนี |
” | ๑๖๕ | |
พระยาแสนพูนสร้างเวียงเงินยางเชียงแสนใหม่ |
” | ๑๖๗ | |
พระยาแสนพูให้โอรสครองเมืองต่าง ๆ |
หน้า | ๑๗๐ | |
พระยาแสนพูตาย |
” | ๑๗๐ | |
สันตติวงศ์ต่อจากพระยาแสนพู |
” | ๑๗๑ | |
ท้าวมหาพรหมสร้างวัดและเจดีย์บรรจุพระมหาธาตุ |
” | ๑๗๒ | |
พระราชเจ้ากือนาผู้ครองเมืองพิงเชียงใหม่รบชะนะฮ่อ |
” | ๑๗๓ | |
พระมหาเถรเจ้าศิริวังโส |
” | ๑๗๔ | |
ฮ่อยกมารบลานนา |
” | ๑๗๕ | |
ศิริวังโสมหาเถรเจ้าเป็นราชครู |
” | ๑๗๕ | |
พระยาสามปะยาให้ขุนแสงรบฮ่อ |
” | ๑๗๗ | |
สามพระยาทำสัตย์สาบานกัน |
” | ๑๗๗ | |
อุปัฎฐากมหาธาตุเจ้าจอมยอง |
” | ๑๗๗ | |
ขุนแสงได้เป็นพระยาสุวรรณคำลานนาครองเมืองไชยบุรีนครเชียงแสน |
” | ๑๗๘ | |
หมื่นพร้าวได้ครองเมืองเชียงแสน |
” | ๑๘๒ | |
หมื่นเชียงสงหรือหมื่นพร้าวสร้างวัด |
” | ๑๘๒ | |
หมื่นงั๊วหลานอติโลกราชได้ครองต่อมา |
” | ๑๘๒ | |
หมื่นงั๊วสร้างวัด |
” | ๑๘๓ | |
พระยาอติโลกราชเป็นพระยาหลวงเมืองสาด |
” | ๑๘๓ | |
การครองเมืองเชียงแสนสืบต่อกันมา |
” | ๑๘๕ | |
เจ้าฟ้ามังทลารบได้เมืองเชียงใหม่ |
” | ๑๘๘ | |
เจ้าฟ้ามังทลาให้เจ้าฟ้าสาวัตถีมากินเมืองเชียงใหม่ |
หน้า | ๑๘๘ | |
พระหัวระมังทลาครองเมืองเชียงใหม่ |
” | ๑๘๙ | |
เจ้าฟ้าสุทโธเกิดทะเลาะกันกับเจ้าอุปราชามังแลจ่อเจ่า |
” | ๑๙๑ | |
แสนหลวงเรือดอนเป็นเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตร |
” | ๑๙๑ | |
เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรถูกจับขัง |
” | ๑๙๒ | |
เจ้าฟ้าสุทโธธรรมราชตีได้เมืองฝาง |
” | ๑๙๓ | |
จิมฟ้าหมวกคำลูกเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรได้ครองเมืองเชียงแสน |
” | ๑๙๔ | |
เจ้าฟ้าหลวงทิพเนตรกับเจ้าฟ้าหมวกคำลูกได้เป็นใหญ่ในลานนาทั้งมวล |
” | ๑๙๕ | |
วัดในเวียงไชยบุรีเชียงแสนทั้งหลาย |
” | ๑๙๕ | |
วัดนอกเวียงไชยบุรีเชียงแสนทั้งหลาย |
” | ๑๙๗ | |
วัดที่ดอนมูลกวาว |
” | ๑๙๘ | |
พระเจ้าศรีสุทโธธรรมราชตาย |
” | ๑๙๙ | |
นัญชะได้เป็นกษัตริย์แทน |
” | ๑๙๙ | |
การสืบต่อกันมาของเจ้าฟ้าหลวงทิพเนตร |
” | ๑๙๙ | |
ศึกฮ่อมาติดเมืองอังวะ |
” | ๑๙๙ | |
พระเจ้าเมืองเบ่พ่ายแก่ชาวอโยธยา |
” | ๒๐๐ | |
เอกาทศรถปราบได้เมืองเชียงใหม่ |
” | ๒๐๐ | |
การครองเมืองเชียงแสนสืบต่อกันมา |
” | ๒๐๑ | |
โปแมงชาระเจ้าเมืองเชียงใหม่ฆ่ามณีหงวนเชียงแสน |
” | ๒๐๓ | |
มหาธรรมครองเมืองเชียงแสน |
หน้า | ๒๐๓ | |
เมืองเชียงตุงคืนเป็นข้าม่าน |
” | ๒๐๔ | |
ฉลองธาตุเจ้าจอมกิตติ |
” | ๒๐๕ | |
เจ้าฟ้าลักทีกินเมืองเชียงแสน |
” | ๒๐๕ | |
พระเจ้าหาญวังตีนตีทัพเชียงใหม่แตก |
” | ๒๐๗ | |
พระยาหาญเมืองพงครองเมืองเชียงแสน |
” | ๒๐๘ | |
องค์นกได้เป็นเจ้าเมืองเชียงใหม่ |
” | ๒๐๘ | |
เชียงใหม่เป็นอิสสระ |
” | ๒๐๘ | |
งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
- ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
- เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณางานนั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
- ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
- ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
- แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก
Public domainPublic domainfalsefalse
