ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 1/ส่วนที่ 3
- นตฺวา ชินาหํ ปวรํ มุนินฺทํ
- ธมฺมญฺจ สํฆํ วรอตฺถสาธํ
- วกฺขามิ เสฏฺฐํ วรอินฺทภาสํ
- ปรมฺปราภตฺตกถานุสารํ
อหํ อันว่าข้าพระพุทธเจ้า นตฺวา ถวายนมัศการแล้ว ชินํ ซึ่งสมเดจพระพุทธเจ้าอันชนะแล้วซึ่งมาระทัง ๕ มีเทวะบุตรมาระเปนต้น มุนินฺทํ อันเปนนักปราช
เปนใหญ่ยิ่งกว่าหมู่ปราช
ทังปวง เสฏฺฐํ ประเสริฐ ปวรํ มีพระสันดานอันอุดมด้วยศิลคุณเปนต้นกว่าไตรโลกย จม น เกวลเมว ใช่ข้าจะไหว้แต่สมเดจพระพุทธิเจ้าเท่านั้นหามิได้แล ข้านั้นโสด นตฺวา ถวายนมัศการแล้ว ธมฺมํ ซึ่งพระนพโลกุตรธรรม ๙ ประการ สิบกับทังพระบริยัติ จม น เกวลเมว ใช่ข้าจะไหว้แต่พระธรรมเจ้าเท่านั้นหามิได้ นตฺวา ถวายนมัศการแล้ว สํฆํ ซึ่งหมู่แห่งพระอริยสงฆ วรอตฺถสาธํ อันให้สำเรจซึ่งประโยชอันประเสริฐ วกฺขามิ จักกล่าวบัดนี้ คณฺฐํ ซึ่งคำภีร อินฺทภาสํ อันมีนามชื่อว่าอินทภาษ เสฏฺฐํ อันประเสริฐ ปรมฺปราภตฺตกถานุสารํ อันระฦกตามถ้อยคำอันอาจารยนำสืบ ๆ มา วรํ อันกะทำให้เปนคุณแก่บุทคลผู้พิภากษา
แลเรื่องราวในคำภีรอินทภาษนี้มีเนื้อความตามอธิบายอันโบราณาจารยรจนาลิขิตไว้ว่า ดั่งจะรู้มา มีทิพพิมานอันหนึ่งประดิษถานอยู่ในชั้นจาตุมหาราชิกะเทวะโลกย เปนอากาศวิมาน แลวิมานนั้นแล้วไปด้วยทองประดับทิพรัตน มียอดได้แลพัน งามไปด้วยบุษบกบันไบระกาแก้วแล[2] มุขมาสบราลี มีระเบียบไพรทีทองเปนถ้องแถวแนวเสาโสมกาบกาญจนขะจิตร ชะวลิตไปด้วยแสงศรีสัดตะมะณีภาศสว่างรุ่งเรือง ใช่แต่เท่านั้น เพรียกเพราะไปด้วยเสียงกระดึงพรวนทองทิพ แลวิมานั้นบริบูรรณไปด้วยนางเทพอับษรตรุนิศนารีอันทรงซึ่งวิจิตรวิลาศมีกายอันประดับด้วยทิพยอาภรสังวารวิภูษิตได้ละหมื่นนาง บ้างขับขานประสานสับทะดุรียางคดนตรีนี่สนั่น มิได้สงัดเปนนิจกาลทุกเมื่อ แลทิพยพิมานนั้นงามไปด้วยสวนสระโบกขระณีมีกระแสสินธุสิตบริตยาใจ เดียรดาษไปด้วยเบญจพิธปทุมะเบิกบานผะกาก้านเกสรโรยร่วงเสาวะคนธ์ฟุ้งตระหลบ ริมรอบขอบสระนั้นมีพรรณทุมามาศมิ่งไม้พื้นดรุณรุ่นขึ้นเรียงเรียบเปนระเบียบ ใบก้านกิ่งยอดอรชรบานแบ่ง[3] ซึ่งเกสรกลีบกลิ่นทิพบุบผาหอมขจรรื่นรอบบริเวณทิพยพิมานสถาน ควรจะทัศนาการจำเริญใจ แลวิมานนั้นจะได้มีมะเหสักขะเทพบุตรพระองคใดเปนใหญ่อยู่เสวยทิพารมณสมบัดิหามิได้
อยู่มาไสมยคาบหนึ่ง สมเดจอำมรินทรเทวราชเสดจสถิตยเหนือบัณทุกำพลสีลาอาศนใต้ร่มไม้ทิพยป่าริกทชาติ พร้อมไปด้วยหมู่เทพนิกรเทวะบุตรเฝ้าบริมนฑลเดียรดาษ สมเดจ์อำมรินทรทอดพระเนตรโดยอำพรวิถี ก็เหนวิมานนั้นประภัศสรโอภาษสว่างมาปรากฏดั่งดวงพระจันทรเทวบุตร จึ่งมีเทวะโองการตรัสแก่ฝูงเทพยทังปวงว่า ดูกรท่านทังหลายผู้นิฤทุกข ท่านจงเลงแลดูซึ่งวิมานอันโน้น มีรัศมีอันสว่างรุ่งเรืองงามยิ่งนัก
ขณะนั้นมีเทพบุตรพระองคหนึ่ง มีนามมิได้ปรากฏ อยู่ในระวางเทพยดาทังหลาย จึ่งยอกรกราบบังคมทูลว่า ข้าแต่พระองคผู้เปนเจ้าแก่เทพยทังสองชั้นฟ้า ดั่งข้าพระองคคำนึง ข้าพระพุทธเจ้านี้มีความปราถนาซึ่งทิพยพิมานนั้น ประการใดจะพึงได้ซึ่งพิมานโพ้น ฃอพระองคจงโปรดให้สำเรจ์มะโนรถข้าพระองค์นี้เถิด สมเดจ์อำมรินทรจึ่งมีเทวบันชาตรัสว่า ดูกรเทพบุตร แม้นท่านปราถนาจะได้ซึ่งพิมานนั้น จงไปบังเกิดในมนุษย์โลกย์ เปนคนบันชาความของหมู่มะนุษยหญิงชายให้ซื่อสุจริตเปนยุติธรรมบมิได้ผิดแล้ว เมื่อใดดับชีวิตรจากชาติเปนมนุษย์นั้นแล้ว ท่านก็จะพึงได้ซึ่งวิมานโพ้นสำเรจ์ความปราถนาเปนเที่ยงแท้ เทพบุตรเมื่อได้สดับเทวะบันหารตรัสดั่งนั้นมีความโสมนัศยิ่งนัก ภอเปนบุญไขยจะขาดชีวิตรตินทรียจากเทวะอาตมาภาพ ก็รับเทวะบันชาว่าสาธุ แล้วกราบถวายบังคมลามายังเทวะสถานของตนแล้ว ก็แวดล้อมไปด้วยเทพบุตรเทวธิดาอันเปนบริจาริก เสดจไปยังสวนอุทยาน ฝ่ายฝูงเทวบริวารแลนางทังหลายก็ชวนกันบำเรอให้เทวบุตรพระองคนั้นพิศวงด้วยทิพารมณต่าง ๆ เทพบุตรนั้นก็จุติลงมาถือเอาซึ่งปะติสนธิในครรภภรรยามหาอำมาตยผู้หนึ่งเปนผู้พิภากษาความในเมืองพาราณะศรี ถ้วนทศมาศก็คลอดจากครรภมานดา ค่อยจำเริยไวยวัฒนา มีปรีชาอันฉลาดในเหตุแลใช่เหตุ ครั้นบิดามะหัลกาชะราแล้ว ก็ได้ที่แทนบิดา บันชาความอนาประชาราษฎรโดยยุติธรรม มิได้วิปริต อยู่มาอำมาตยผู้นั้นจึ่งตำริะว่า ทำไฉนอาตมานี้จะพิภากษาคดีการของอนาประชาราษฎรให้ถ่องแท้เปนธรรมสุจริตโดยพระราชสาตรธรรมสาตรให้บริสุทธิได้ อาตมาจะได้ธรรมสิ่งใดเปนบันทัดตัดสีนคดีการ จึ่งหมู่พฤฒิพราหมณมหาอำมาตยผู้พิภากษาความแต่ก่อนจะเหนซึ่งสุจริตของอาตมา
ขณะเมื่ออำมาตยปะริวิตกดั่งนั้น จึ่งบันดาลดนพระไทยสมเดจ์อำมรินทราธิราชให้ทรงพระอะนุสรคำนึงถึงเทพบุตรซึ่งจุติลงไปนั้น จึ่งทรงพระอาวัชนาการพิจารณาด้วยทิพจักษุก็แจ้งว่า ลงไปบังเกิดเปนบุตรมหาอำมาตย ได้พิภากษาความของประชาราษฎรทังปวง บัดนี้มีความปราถนาจใคร่ได้ซึ่งคลองธรรมอันปรเสริฐให้เปนหลักฉโลงจิตร แล้วจได้พิจารณาความให้เปนยุติธรรมบริสุทธิ ผิฉนั้นอาตมาจะลงไปช่วยบำรุงใจให้วิสารทะชาญฉลาดในธรรมอันเปนของสับปรุษให้ตั้งอยู่ในสันดานประดูจหลักทิพมณีอันบริสุทเปนที่ยุดหน่วง แล้วจยังบุรุษนั้นให้ไต่ตามหลัก กล่าวคืออุเบกขาธรรมอันปรเสริฐ ทรงพระดำริะดั่งนั้นแล้วก็เสดจจากไพชยนตทิพพิมานลงมาประดิษฐานฉเภาะหน้ามหาอำมาตยนั้นด้วยเพศอันเปนมนุษ จึ่งมีเทวะโองการตรัสว่า ดูกรมานพผู้จำเริญ ตัวท่านมีปราถนาจะใคร่ได้ซึ่งคลองธรรมอันสุจริตประดูจหลักปักไว้ให้เปนบันทัดถานสำหรับผู้จะพิภากษาคดีการอนาประชากรสืบไปในอนาคตกาลนั้น ตัวเรานี้มีความยินดีด้วย มาบัดนี้ปราถนาจะช่วยท่านบำรุงซึ่งคลองธรรมอันสุจริตไว้ให้เปนหลักฉะโลงใจมิให้ผู้พิภากษาเอียงเอนไปในอะคะติธรรมได้
เมื่อสมเดจ์อำมรินทรมีเทวะบันชาดั่งนั้น ฝ่ายบุตรมหาอำมาตยฟังสูระเสียงเกลี้ยงกลมไพเราะ พิจารณาดูรูปก็ปลาด มีจักษุมิได้พริบ เงากายก็ไม่ปรากฏเหมือนมนุษยทังปวง ก็แจ้งด้วยปัญาของตนว่า บุรุษผู้นี้ใช่มนุษย ชรอยเปนเทพยดาผู้ทรงมะเหสักขะภาพเที่ยงแท้ จึ่งถามตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้จำเริญ ท่านมาด้วยความกรรุณาว่าจะช่วยเราแต่งซึ่งหลักกล่าว คือธรรมอันเปนจัตุรัศเที่ยงสำหรับโลกยนั้น เรานี้มีความยินดียิ่งนัก ดั่งข้าพเจ้าถามท่านนี้มีวาจาอันองอาจ์ปราศจากย่อท้อ ท่านมีชาติเปนดั่งฤๅ เทวะโองการจึ่งตรัสว่า ดูกรมานพ เรานี้คืออำมรินทรเทวะราชเปนใหญ่ในสองชั้นฟ้า ลงมาหวังจะเอานามแห่งเราใส่เข้าในกองธรรม์ ให้มีนามชื่อว่าหลักอินทะภาษปรากฏไปชั่วกัลปาวะสาน
เมื่อมีเทวะโองการดั่งนี้แล้ว จึ่งตรัสประกาศแก่หมู่เทพยดาทังปวงด้วยพระสุระเสียงอันดังว่า ดูกรฝูงเทพนิกรทังหลาย ท่านจงมาประชุมกันในที่นี้เลงแลดูเราจะประดิษฐานซึ่งคลองธรรมอันบริสุทธให้เปนหลักไว้สำหรับผู้พิภากษาคดีการแห่งหมู่มนุษยทังหลาย ขณะนั้นพระสุรเสียงสมเดจ์อำมรินทราธิราชแผ่นพ่านได้ยินไปทั่วหมื่นจักรวาฬ ฝ่ายฝูงเทพนิกรทังปวงก็มาประชุมพร้อมกันยังสำนักนิสมเดจ์อำมรินทรา มีกายมิได้ปรากฏแก่ฝูงชนมนุษย ขณะนั้นสมเดจ์ท้าวสหัสไนยเทวราชจึ่งมีเทวะบันหารดำรัสแก่บุตรมหาอำมาตยว่า ดูกรมานพ ซึ่งบุทคลจะแสวงหาซึ่งคลองธรรมอันจัตุรัศเปนหลักฉะโลงใจไว้สำหรับผู้พิภากษาตัดสีนคดีการแห่งฝูงมนุษยนิกรให้บริสุทธมิให้กองกำม์ทุจริตแทรกเข้าในสันดานได้นั้น พึงมะนะสิการะเรียนเอาซึ่งอุปะเทศวิธีอันเราจะกล่าวนี้ไว้ให้สถิตยในสันดานอย่ารู้มละลืม กระทำประดูจหลักเปนที่ยุด[4] หน่วง ก็จะนำให้ดำเนินไปมิได้พลัมพลาด เมื่อสมเดจ์ท้าวเทวราชจะตรัสซึ่งธรรมอันเปนหลักสำหรับผู้พิภากษา จึ่งตรัสด้วยพระคาถาดั่งนี้
- อภิวฑฺฒติ ตสฺส ยโส สุกฺกปกฺเข ว จนฺทิมา
- ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา โย ธมฺมํ อติวตฺตติ
- นิหิยติ ตสฺส ยโส กาลปกเข ว จนฺทิมา
ในเทวะอรรถาธิบายนั้นว่า ดูกรมานพ โย ปุคฺคโล อันว่าบุทคลผู้ใดจะเปนผู้พิภากษาตัดสีนคดีการแห่งฝูงมนุษยนิกรทังหลาย นาติวตฺตติ บมิได้ล่วงเสีย ธมฺมํ ซึ่งสุจริตรธรรมอันเปนของแห่งสับปรุษ ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา เหตุโลภแลโกรธแลกลัวแลหลง ยโส อันว่าอิศิริยศแลบริวารยศ ตสฺส ปุคฺคลสฺส แห่งบุทคลผู้นั้น อภิวฑฺฒติ ก็จจำเริญยิ่งขึ้น อิว จนฺทิมา ประดูจดั่งพระจันทร อภิวฑฺฒติ อันจำเริญขึ้น สุกฺกปกฺเข ในวันสุกปัก โย ปุคฺคโล อันว่าบุทคลผู้ใด อติวตฺตติ ล่วงเสียมอะว่าละเสีย ธมฺมํ ซึ่งสุจริตธรรมอันเปนของแห่งสับปรุษ ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา เหตุโลภโกรธกลัวแลหลง ยโส อันว่าอิศิริยศแลบริวารยศ ตสฺส ปุคฺคลสฺส แห่งบุทคลผู้นั้น นิหิยติ กจะเสื่อมสูญไป อิว จนฺทิมา ประดูจพระจันทร นิหิยติ อันเสื่อมลับไป กาลปกฺเข ในวันกาลปักษ
ในเทวะอรรถาธิบายว่า บุทคลผู้ใดจะเปนผู้พิภากษาตัดสีนคดีการแห่งมนุษยนิกรทังหลาย พึงกระทำสันดานให้นิราศ[7] ปราศจากอะคติธรรมทังสี่ คือฉันทาคติ ๑ โทษาคติ ๑ ภะยาคติ ๑ โมหาคติ ๑ ทังสี่ประการนี้เปนทุจริตธรรมอันมิได้สอาด มิได้เปนของแห่งสับปรุษ แลธรรมทังสี่เรียกว่าอะคตินั้นด้วยเหตุเปนดั่งฤๅ อะคตินั้นแปลว่ามิได้เปนที่ดำเนินแห่งสับปรุษ แลฉันท ๑ โทษะ ๑ ไภยะ ๑ โมหะ ๑ ธรรมทังสี่นี้นักปราช
มิควรถึงมิควรตำเนินไปตาม แลฉันทะนั้นถ้าจัดตามภูมก็เปนอัญสะมานะราษี เจตสิกกุศลก็เกิดได้ ฝ่ายอะกุศลก็เกิดได้ แต่ทว่าเอามาจัดเข้าในอะคตินี้ฉันทนั้นเปนอะกุศลจิตรโดยแท้ แลโทษะไภยะโมหะสามดวงนี้เปนอะกุสลเจตสิกฝ่ายเดียว
แลซึ่งว่าให้ผู้พิภากษาปราศจากฉันทาคะตินั้นคือให้ทำจิตรให้นิราศขาดจากโลก อย่าให้เหนแก่ลาภะโลกามิศสีนจ้างสีนบน อย่าได้เข้าด้วยฝ่ายโจทฝ่ายจำเลยเปนเหตุจะได้วิญาณพัศดุะแลอะวิญาณะพัศดุะ ให้กระทำจิตรให้เปนจัตุรัศเที่ยงแท้เปนท่ามกลางดั่งตราชูอันยกขึ้น อย่าให้กดขี่ฝ่ายโจทก ยกยอฝ่ายจำเลย ยกข้างฝ่ายโจท กดขี่ฝ่ายจำเลยให้พ่ายแพ้แก่กันลงด้วยอำนาจของตน ถึงมาทว่าผู้ต้องคดีนั้นจะเปนเผ่าพันธุ เปนต้นว่าบิดามานดาตนก็ดี อย่าพึงเข้าด้วยสามาถฉันทาคติอันมิควรจะพึงไป จงทำจิตรให้ตั้งอยู่ในอุเบกขาญาณ จึ่งได้ชื่อว่าเปนองคตุลาการ มีอาการอันเสมอเหมือนด้วยตราชู ให้พิจารณาไต่ไปตามธรรมสาตรราชสาตรอันโบราณบัณฑิตยชาติแลกระษัตรแต่ปางก่อนบัญญัติไว้ อย่าให้พลั้งพลาด แลผู้พิภากษากระลาการไต่ไปโดยคลองธรรมดั่งกล่าวมานี้ได้ชื่อว่าปราศจากฉันทาคติ คืออะคติเปนปถม ๑
แลให้ปราศจากโทษาคตินั้นคือให้ผู้พิพากษากระลาการกระทำจิตรให้เสมอ อย่าได้ไต่ไปตามอำนาจ์โทษาพญาบาทจองเวรว่าผู้นี้เปนคนปะฏิปักขข้าศึกผิดกันกับอาตมา อย่ากระทำซึ่งความโกรธแลเวระพญาบาทเปนเบื้องหน้าแล้วแลพิจารณากดขี่ให้ฝ่ายแพ้ ถึงมาทว่าฝ่ายโจทฝ่ายจำเลยก็ดีจะเปนคนข้าศึกผิดกันกับตนอยู่ในกาลก่อน ก็อย่าได้ปล่อยซึ่งจิตรให้ไต่ไปตามอำนาจ์โทษาคะติ พึงดำเนินไปตามธรรมสาตรราชสาตร แลตั้งจิตรไว้ในมัชฌะตุเบกขาให้แน่แน่ว แล้วจึ่งพิจารณาตัดสีนเปนท่ามกลาง อย่าให้ฝ่ายโจทฝ่ายจำเลยแพ้ชนะกันด้วยอำนาจ์โทษจิตรจองเวรแห่งตน เมื่อกระลาการผู้พิภากาษผู้ใดประพฤฒิได้ดั่งกล่าวมานี้ ได้ชื่อว่าผู้พิภากษากระลาการผู้นั้นปราศจากโทษาคติ มิได้ไปตามอะคติเปนคำรบสอง
ซึ่งว่าให้กระลาการแลผู้พิภากษาปราศจากภะยาคะตินั้นคือให้ผู้พิภากษากระลาการกระทำจิตรให้มั่นคง อย่าได้หวั่นไหวแต่ไภยความกลัวฝ่ายโจทแลฝ่ายจำเลย อย่าสดุ้งหวาดเสียวว่าผู้นี้เปนอธิบดีมียศถาศักดิแลเปนราชตระกูลประยูรอันใหญ่ยิ่ง ถ้าอาตมาพิภากษาควรแพ้แลแพ้ลงบัดนี้ ก็จะทำให้อาตมาถึงซึ่งความฉิบหายด้วยเหตุอันใดอันหนึ่งเปนมั่นคง อนึ่งอย่าพึ่งกลัวว่าผู้นิ้มีวิทยาคมแลฝีมือกำลังกายแกล้วกล้า ถ้าพ่ายแพ้ลงก็จะเคียดโกรธอาตมา แล้วจทำความวินาศอันใดอันหนึ่งให้ถึงเรา เพราะเหตุเราบังคับบันชาให้พ่ายแพ้ในที่อันควรจะแพ้ พึงกระทำจิตรให้องอาจ์ อย่าได้หวาดไหวแต่ไภยความกลัวอะธิบดีตระกูล[8] แต่เหตุอันใดอันหนึ่ง พึงยุดหน่วงซึ่งหลักคือสุจริตธรรม แล้วไต่ไปตามธรรมสาตรราชสาตรอันเปนบันทัดถาน อย่าให้นิกรชนฝูงปราช
ผู้ดำเนินด้วยญาณคติตำริติตนได้ว่าเปนคนมารยาสาไถย ถึงมาทว่าผู้ต้องคดีการจะเปนอะธิจะกระกูลประกอบด้วยยศศักดิอันสูงประการใด ก็อย่าพึงกลับคดีการอันแพ้ให้ชนะด้วยสามาถภะยาคติคือความกลัว แลผู้พิภากษากระลาการผู้ใดประพฤฒิได้ดั่งกล่าวมานี้ ก็ได้ชื่อว่าผู้พิภากษากระลาการผู้นั้นปราศจากภะยาคติ มิได้ตำเนินไปตามอะคติเปนคำรบสาม
แลให้ปราศจากโมหาคตินั้น โมหะเจตสิกดวงนี้คือตัวอะวิชา มีลักษณอันมืดไปในที่ทังปวง มิได้รู้จักกองทุกข แลทุกขสมุทย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีฝ่ายโลกียการเล่า โมหะตัวนี้ถ้ามากในสันดานผู้ใดแล้ว ก็ให้มืดมัวหลงไหลไปมิได้รู้จักบาปบุญคุณแลโทษ ประโยชนแลใช่ปรโยชน มิได้รู้จักผิดแลชอบ มีแต่ให้มืดคลุ้มหุ้มไปด้วยโมหันทะการะเปนนิจ ดั่งนี้เปนลักษณแห่งโมหะ แลผู้พิภากษากระลาการพึงมละเว้นเสียซึ่งโมหะนั้นให้ปราศจากสันดาน จะพิภากษาคดีการประชาราษฎรนั้นพึงพึจารณาด้วยอุบายะปรีชาอันบริสุทธิ อย่าให้ทุจริตจเข้าระคนได้ คดีใดควนแก่แพ้ก็พึงพิจารณาให้เหนด้วยปัญาว่าควรแพ้ คดีใดจะพึงชนะก็สอดส่องให้เหนด้วยปัญาโดยแท้ว่าควรจะชนะ อย่าบังคับ[9] บันชาด้วยโมหาคติอันมืดหลงใหล ถ้าเหลือสติปัญาตนก็พึงเทียบทานถามซึ่งบัณฑิตยเสวะกามาตยผู้มีปัญาชาญฉลาดในราชบัญญัติแลเคยในกิจคดีตัดสีนพิภากษามาในกาลก่อน อย่าทะอึงอวดตนด้วยอุณตมานะอันโมหาเหนเปล่าล้วนแต่หลงใหล พึงยุดหน่วงซึ่งหลักคือสุจริตธรรมอันมีลักษณละอายบาปกลัวบาป แล้วพึงไต่ไปตามธรรมสาตรราชสาตร อย่ากลับซึ่งคดีอันแพ้ให้ชนะ กลับคดีชนะให้แพ้ ด้วยอำนาจแห่งโมหะคือความหลง ถ้าผู้พิภากษากระลาการผู้ใดประพฤฒิได้ดั่งกล่าวมานี้ กระลาการผู้นั้นได้ชื่อว่าปราศจากโมหาคะติ มิได้ไต่ไปตามอะคติเปนคำรบสี่ แลเสวะกามาตยหมู่ใดมละเสียซึ่งอะคติธรรมทังสี่นี้ให้นิราษขาดจากสันดานได้ ตสฺส ยโส อภิวฑฺฒติ[10] อันว่าอิศีริยศแลบริวารยศแห่งเสวะกามาตยหมู่นั้นก็จะวัฒนาการจำเริญภิญโยยิ่งรุ่งเรืองไป สุกกปกฺเข ว จนฺทิมา ประดูจพระจันทรอันเพญผ่องรุ่งเรืองสว่างในนภางควิถีในวันสุกะปักขนั้น
สมเดจ์อำมรินทราธิราชเมื่อจะตรัสสำแดงซึ่งคลองธรรมอันเปนฝ่ายข้างทุจริตแห่งบุทคลอันไปตามอะคติให้พิศฎารยิ่งขึ้นไป จึ่งตรัสว่า ดูกรมานพ อันว่าบุทคลอันไปตามฉันทาคตินั้นคือพิจารณาความถึงซี่ง[วซ 1] อำนาจ์แห่งโลภ เหนแก่ลาภะโลกามิศ ยินดีในสีนจ้างสีนบน เข้าด้วยฝ่ายโจทฝ่ายจำเลย เปนเหตุจะได้ซึ่งวิญาณกะทรัพยแลอะวิญาณกะทรัพย ถ้าผู้ต้องคดีฝ่ายใดบนบานให้ทรัพยแก่ตนแล้ว ถึงคดีผู้นั้นจะแพ้ ก็ไม่ละอายแก่บาป เบือนหน้าเสียจากสุจริตธรรม์ กดขี่ผู้ที่ไม่บนนั้น กลับเอาคดีอันชนะเปนแพ้ เอาแพ้เปนชนะ มิได้ไปตามธรรมสาตรราชสาตร ดั่งนี้ชื่อว่าไปตามฉันทาคติ ตั้งอยู่ในอะคติเปนปถม
แลประพฤฒิโดยโทษาคตินั้นคือบุทคลมากไปด้วยความโกรธ พิจารณาความฟุ้งซ่านไปด้วยอำนาทโทโสอันมีลักษณอันร้าย ถ้าผู้ต้องคดีผู้ใดเปนคนผิดกับตนในก่อนแล้ว ถึงมาทว่าผู้นั้นจะชนะ ก็กดขี่ให้พ่ายแพ้ด้วยกำลังพยาบาทจองเวร มิได้คิดละอายเกลียดกลัวแก่[11] บาป ละเสียซึ่งโบราณราชนิติสาตรอันเปนบันทัดถาน ทำได้ด้วยสามาถแห่งโทษจิตร ดั่งนี้ได้ชื่อว่าตั้งอยู่ในโทษาคติ ประพฤฒิตามอะคติเปนคำรบสอง ฯ
แลบุทคลอันถึงซึ่งภะยาคะตินั้นคือพิจารณาความมีจิตรอันหวาดไหวแต่ไภยความกลัวฝ่ายโจทฝ่ายจำเลย ถ้าผู้ต้องคดีผู้ใดเปนคนอะธิบดีมียศถาศักดิแลคนมีวิทยาคมกำลังกายแลฝีมือ[12] กล้าแล้ว ก็เขดขามคร้ามกลัว ถึงมาทคดีผู้นั้นจะแพ้ ก็กดขี่ผู้น้อยนาศักดิ[13] แลผู้หาวิทยาคมกำลังกายมิได้ซึ่งมีคดีควรชนะนั้นกลับให้อับประภากพ่ายแพ้แก่ผู้มียศศักดิ มิได้ดำเนินโดยธรรมสาตรราชสาตรอันเปนหลัก ทำด้วยสามาถความสดุ้งกลัวดั่งนี้ ชื่อว่าประพฤฒิตามภะยาคติตั้งอยู่ในอะคติเปนคำรบสาม
แลบุทคลอันถึงซึ่งโมหาคตินั้นคือพิจารณาความมีโมหะหลงละเมอเปนเบื้องหน้า มีแต่มืดโมหันทะการครอบงำโดยรอบคอบ มิได้รู้จักว่าสิ่งนี้เปนบาปบุญคุณโทษ สิ่งนี้เปนประโยชนแลใช่ประโยชน ทังธรรมสาตรราชสาตรแลราชนิติคดีใดก็มิได้รอบรู้ เมื่อพิภากษานั้น ผู้ใดจะแพ้ ผู้ใดจะชะนะ ก็มิได้รู้ บันชาไปตามอำนาจโมหะคืออะวิชา เอาแพ้เปนชนะ กลับชนะเปนแพ้ จเหนแก่ทรัพยสีนจ้างแลกลัวเกรงโกรธผู้ใดก็หามิได้ กระทำด้วยกำลังหลงดั่งนี้ชื่อว่าประพฤฒิตามโมหาคติ ตั้งอยู่อะคะติธรรมเปนคำรบสี่ ธรรมที่กล่าวมานี้ชื่อว่ากัณหะธรรม มิควรบุทคลอันสอาดจะพึงถึง ถ้าผู้ใดเสพสันนิจยาการประพฤฒิเนือง ๆ แล้วเมื่อใด ตสฺส ยโส นิหิยติ อันว่าอิศิริยศแลบริวารยศแห่งบุทคลผู้นั้นก็จะเสื่อมสูญไปประดูจดั่งพระจันทรเมื่อวันกาลปักข แลผู้นั้นครั้นดับชีวิตรตินทรียแล้ว ก็จะไปเสวยเวทนาสาหัศอยู่ในอบายภูมอันหาโอกาศแห่งความศุกขมิได้
เอวมฺปิ โปโส อคตึ คจฺฉนฺโต ดูกรมานพ อันว่าบุรุษเมื่อไปสู่อะคติธรรมด้วยประการดั่งกล่าวมานี้ สนิคฺคโห โส อยโส อลาโภ อันว่าบุรุษผู้นั้นประกอบไปด้วยโทษคือเปนที่ติเตียนแก่ผู้มีปัญา จะนิราศขาดจากยศจากลาภในทิฐะธรรมเหนประจัก ดับชีวิตรสังขารแล้วก็มีแต่จะไปเสวยทุกขในอบายเปนเบื้องหน้า ตสฺมา วินิจฺเฉยฺย ธิโร สปญฺโญ เหตุดั่งนั้นบทคล[วซ 2] ผู้เปนปราช
มีพยายามแลปัญาอันมากจะเปนผู้พิภากษากระลาการพึงแวะเว้นเสียซึ่งอะคติธรรทังสี่อย่าให้มีในสันดานได้ แล้วพึงวินิไฉยคดีการของประชาราษฎรให้ต้องโดยคลองยุติธรรมตามธรรมสาตรราชสาตร
เมื่อสมเดจ์อำมรินทรจะตรัสสำแดงซึ่งโทษแห่งบุทคลอันบังคับความอันมิได้ซื่อ[14] สุจริตว่ามีผลเปนอัน[15] หนักสืบไป จึ่งตรัสด้วยพระคาถาว่า
- โย ขตฺติโย เจปิ มหาปุริโส
- อิทฺธานุภาโว วรเตชวนฺโต
- สทฺโธ ปสนฺโน วรสาสนมฺหิ
- กาเรติ โสวณฺณมเย จ ถูเป
- ชมฺพูทิปสฺมึ สกเล ปฺรตฺริเม[16]
- วชฺชิรวเรน จ มณฺฑิเต เต
- วสูหิ ปูเช วิวิเธหิ สตฺต
- สทฺโธ นิกํโข พหุการิ ธมฺเม
- นานปฺปกาเรน ททาติ ทานํ
- ปุญฺญาภิสนฺทํ ปน อปฺปเมยฺยํ
- น มกฺขิ ปาปํ อคตีหิ ชาตํ
- หนฺติ นารีสหสฺสานิ หนฺติ พฺราหฺมสตานิ จ
- หตฺถิ ควสหสฺสานิ น สมํ ตสฺส ปสฺสติ
ในอรรถาธิบายตามแปลพระบาฬีนั้นว่า ดูกรมานพ อันว่าบุทคลผู้ใดแม้นเปนมหาบุรุษอันอุดมถึงที่บรมกระษัตร กอปรด้วยพระฤทธิศักดานุภาพแลวรเดโชพล มีพระสันดานอันกอปรด้วยศรัทธาเลื่อมใสในบวรพุทธสาศนา กาเรติ โสวณฺณมเย จ ถูเป ให้กระทำซึ่งพระสถูปทองเปนถ่องแถวเตมติดกันไปในสกลชมพูทวีป แล้วก็รจนาซึ่งพระบรมปติมากรแก้วประดับด้วยวิเชียรรัตนบันจุใส่ในพระสถูป วสูหิ ปูเช วิวิเธหิ สตฺต กระทำสักการบูชาด้วยสดตะ[วซ 3] พิธมะณี แลมีพระราชหฤไทยนั้นปราศจากกังขาสงไสยในการกองกุศล ทรงบริจากทรัพยบำเพญทานมีประการต่าง ๆ อันว่าผลานิสงษอันไหลมาแต่บุญอันพระองคทรงส้างนั้นจะนับจะประมาณมิได้ น มกฺขิ[17] ก็ไปบมิอาจ์จะกลบลบได้ซึ่งกองบาปกองกำม์ อคตีหิ ชาตํ อันเกิดแต่บังคับความบมิตรง เหตุ[18] อะคติทังสี่ หนฺตินารีสหสฺสานิ อนึ่งแม้นบุทคลใจบาปจพิฆาฏฆ่าเสียซึ่งหมู่นิกรนารีนางอันหาผิดมิได้ได้แลพัน ฆ่าพราหมณอันทรงพรตพรหมจรรยได้แลสิบร้อย ฆ่าคชสารโคคาวีก็ได้ถึงพัน แลกองบาปกองกำม์นั้นก็เปนอันหนัก น สมํ ตสฺส ถึงฉนั้นก็ไม่ทันเท่าบาปกำม์อันบุทคลบังคับความมิเที่ยงตรง
เหตุดั่งนักปราช
ผู้[19] กอประด้วยปรีชาญาณพึงเว้นเสียซึ่งอะคติคะมะนะอันเรากล่าวมานี้แล้ว พึงเลงแลดูซึ่งราชสาตรอันวินิไฉยมหาอำมาตยแต่โบราณดำริะตริตรองด้วยปรีโชบายแล้วแลตั้งไว้เปนบันทัดตัดสีนความสืบ ๆ มาโดยบริยายโวหารว่า ผู้พิจารณาคดีการแห่งหมู่นิกรชนทังปวงนั้น เมื่อโจทจำเลยมาพร้อมกันแล้ว ให้กระลาการเอาพระธรรมสาตรอันมะโนสารอำมาตยนำมาแต่เขาจักรวาฬมาส่องต่างแว่น เมื่อจะพิจารณานั้น พึงตั้งจิตรไว้ในการญุภาพแก่คู่ความทังสองให้เสมอกันประดูจบิดาอันเหนซึ่งบุตรแห่งตน แล้วพึงคำนึงดูหลักอินทภาษอันกล่าวไว้นั้นต่างเนตร จึ่งเปรียบเทียบซึ่งข้อความแห่ง โจท
จำเลย ตามผิดแลชอบ ถ้า โจท
จำเลย เปนคนมากไปด้วยโมหะ มิได้รู้ซึ่งผิดแลชอบ คุณแลโทษ ไม่ประนอมยอมกัน ก็ให้อำมาตยผู้พิจารณาถามจำเลยตามฟ้อง แล้วสอบ โจท
จำเลย ต่อกันเปนสองสถาน จึ่งเอาข้อฟ้องที่จำเลยมิรับมาถามจำเลย ถ้าจำเลยมิรับกลับสอบโจท ๆ มีแต่อ้างแลต่อถึงพิสูทแล้วจึ่งเอาคำซึ่งจำเลยให้การมาถามโจท ถ้าโจทมิรับกลับสอบจำเลย ๆ มีแต่อ้างแลต่อถึงพิสูท ครั้นถามแล้วจึ่งให้ผู้พิจารณาบังคับในชี้สองสถานโดยพระธรรมสาตรว่า ข้อโจทหาจำเลยแก้ โจท
จำเลย รับคำหาคำแก้แก่กันในสำนวน ฟังได้ ที่ข้อโจทหาจำเลยให้การมิรับกัน โจท
จำเลย อ้าง ให้นำไปท้าวถามคำพญาณมาประกอบกับสำนวนจงทุกข้อ ๆ โจทหาจำเลยให้การมิรับกัน โจท
จำเลย ขันพิสูทต่อกัน ให้งดไว้ เมื่อจะไปท้าวถามคำพญาณนั้น ให้ผู้พิจารณาแช่งชักพญาณแลให้ษาบาลตัวจำเภาะพระรัตนไตรยตามคำภีรพระธรรมสาตร แลให้เร่งพิจารณาเอาความเท็จแลจริงแห่ง โจท
จำเลย จงได้ดูจหนึ่งพรานเนื้ออันยิงเนื้อ มีบาฬีว่า
- ยถา ปิ สลฺเลน มิคฺโค จ วิทฺโธ
- ปลายิโต นิลฺลิยิ กานนสฺมึ
- ลุทฺโท[20] จ โลหิตมนุคฺคเมนฺโต
- เอวํ ปิ อฏฺฏาธิการํ นิสมฺเม
- วากฺยานุสาเรน ปธารยนฺโต
- อฏฺฏาวิจาโร วรเปกฺขธิโร
- ทณฺฑํ กโรนฺโต วูปสนฺตรุทฺโธ
- ยุตฺโต สเม เว วิสเม วิวชฺเช
มีเนื้อความตามบาฬีว่า นายพรานเมื่อเหนตัวเนื้อแล้วปล่อยปืนซึ่งปืนไปต้องเนื้อเข้า บางทีต้องที่สำคัญตายกับที่ บางทีมิได้ต้องสำคัญ เนื้อนั้นปลาศหนีไปเร้นอยู่ในราวป่า แลนายพรานนั้นก็สกดตามไปโดยรอยเท้าและสายโลหิตอันหยดย้อยไปกว่าจะสุดรอยเท้าแลสุดสายโลหิต ก็พบซึ่งตัวเนื้ออันยิงลำบากนั้น มีอุประมาประดูจใด วากฺยานุสาเรน ปธารยนฺโต ให้สุภากระลาการตั้งใจหมายหมั้นพิจารณาให้ถูกต้องตาท้องสำนวน เอาความเท็จแลจริงให้ได้ถ่องแท้ ถ้าได้ความ จริง
เท็จ แต่ในข้อโจทหา จำเลยให้การ แลคำศักขิพญาณนั้น ก็ให้คัดเอาสำนวนไปชี้แก่ผู้พิภากษา ถ้าพิจารณาในสำนวนยังหาได้ จริง
เท็จ ไม่ ก็ให้เร่งไต่สวนตามท้องสำนวน โจท
จำเลย ให้สิ้นสุดเงื่อนสายกระแสความ ก็จะได้ จริง
เท็จ เปนอันแท้ ดั่งนายพรานตามเนื้อไปแลพบซึ่งตัวเนื้อนั้น ครั้นได้สำนวนแล้ว จึ่งเรียงคำ โจท
จำเลย แลคำศักขิพญาณขึ้นชี้แก่ผู้พิภากษา ๆ เหนว่าจะเดดสำนวนขาดยังมิได้ จึ่งจะให้ โจท
จำเลย พิสูทต่อกันสืบไป
อนึ่งอำมาตยผู้พิภากษาตัดสีนคะดีนั้นพึงพิเคราะห์สอดส่องสำนวนความแห่ง โจท
จำเลย จงละเอียด ให้รู้ว่าข้อหาแลให้การข้อน้้นพิรูท[วซ 4] ข้อนั้นมิได้พิรูท[วซ 4] ข้อนั้นเปนใจความ ข้อนั้นเปนพลความ ถ้าใจความพิรุทแลสำนวนอั้นอยู่บมิแจ้งจริง ควนซักให้ซัก ควนสืบให้สืบ เอาความจริงมาประกอบสำนวนจงได้
อนึ่งให้พิเคราะห์ดูคำพญาณจะต้องในมูลความประเดนข้ออ้างหฤๅไม่ต้อง ที่ต้องนั้นจะพิรูท[วซ 4] หฤๅไม่ จะเปน ทิพ
อุดร
อุตรี พญาณต้องค้านต้องติงฟังได้มิได้ประการใด ก็ให้พิภากษาชำระให้ต้องที่ตามคำภีร์พระธรรมสาตร
อนึ่งให้ผู้พิภากษาจัดเอาฟ้องแห่งโจทแลคำให้การแห่งจำเลยเปนที่ตั้งแห่งต้นไม้ เอาข้อหาให้การซึ่งรับกันในสำนวนนั้นเปนรากแก้ว ข้อที่มิรับกันเปนใจความ โจท
จำเลย ระบู[วซ 5] อ้างนั้นเปนค่าคบอันใหญ่ ที่ข้อมิรับกันเปนพลความ โจท
จำเลย ระบุอ้างนั้นเปนษาขากิ่งก้านเลกน้อย เอาคำศักขิพญาณซึ่งสมในมูลคดีข้ออ้างนั้นเปนแก่น เอากระแสความซึ่งมีในสำนวนนั้นเปนใบ เอาถ้อยคำติงทุเลาเปนที่จะอุดหนุนเพิ่มเติมสำนวน ควนจะซักจะสืบนั้นเปนเปลือก เอาถ้อยคำติงทูเลานอกสำนวน มิควนจะไต่สวนนั้นเปนไม้กาฝาก แลข้อหาให้การมิรับกัน โจท
จำเลย ต่อพิสูทนั้นดูจไม้อันผุะ ให้งดไว้ ต่อเมื่อใดสำนวนมิแจ้งจะพิภากษาให้ไต่สวนสืบเอาความจริงมิได้แล้ว จึ่งให้พิสูทต่อกัน
อนึ่งให้อำมาตยผู้พิภากษาใคร่ครวนดูสำนวนแห่ง โจท
จำเลย ให้เหนข้อแพ้ข้อชนะจงประจักแจ้ง แล้วจึ่งพิภากษาตัดสีนข้อคดีนั้น ประดูจอาการแห่งเสนะคือเหยี่ยวอันร่อนอยู่ในอากาศคอยแลดูหมู่มัจฉาชาติในมหานัที แลเหยี่ยวนั้นครั้นเหนปลาอันว่ายอยู่ประจักแก่จักษุแล้ว ก็ร่อนลงมาโฉบฉาบเอาปลาได้ต้วย[วซ 6] กรงเล็บของตน เหยี่ยวนั้นก็ได้บริโภคเปนภักษาหาร แลมีอุปรมาฉันใด ให้ผู้พิภากษาเลงดูกะทงใจความซึ่งจะแพ้แลชะนะ หมายให้แม่นแท้แก่ใจแล้ว ให้จับเอากะทงความนั้นขึ้นวินิไฉย แลข้อความอันใดเปนแต่ใบกิ่งก้านกาฝากษาขา ให้พิภากษาชำระตัดรอนเสียให้ย่อย แล้วจับเอาแต่ใจความแลสถานรากแก้วยึดได้แล้วจึ่งจะพิภากษาฆ่าความนั้นตายได้
อนึ่งให้ผู้พิภากษาถือเอาซึ่งแว่นแก้วคือหลักอินทภาษนี้ แล้วเอาพระธรรมสาตรเปนจักษุ ซ้าย
ขวา เอาพระราชกฤษฎีกาเปนเขาพระสุเมรุราชหลักโลกยอันมั่นคง จงมีใจองอาจ์ สิโห ยถา กระทำอาการประดูจพญาไกรสรสีหราชอันออกจากสุวรรณคูหา ธรรมดาพญาราชสีหเมื่อออกไปพายนอกยืนอยู่ยังหน้าถ้ำแก้วแล้ว ย่อมเลงแลดูทิศานุทิศน้อยใหญ่ หยัดกายสบัดซึ่งเกสรแล้ว ก็เปล่งออกซึ่งสุระสิงหะนาทแผดผาดสำเนียงเปนอันดัง ยังสัตวให้สยบสยอง แล้วก็เผ่นโผนโจนไปจับเอาสัตวเปนภักษาหารได้โดยฤทธิอำนาจ์ แลมีอุประมาประดูจใด ให้อำมาตยผู้วินิไฉยเลงแลดูถ้อยคำสำนวนจงทั่ว หยิบใจความแลกลพิรุทอันเปนมณทิลนิลโทษแห่ง โจท
จำเลย นั้นให้ได้ อาไศรยเขาพระสุเมรุคือพระราชกฤษฎีกาแล้ว จึ่งพิภากษาจับเอา จริง
เท็จ แห่งโจทจำเลยออกสำแดงให้ปรากฏแจ้งแก่คนทังหลายให้เหนผิดแลชอบโดยสำนวน จะควนทอด สีนไหม
พิไนย แลลงโทษแก่ผู้กระทำผิดฉันใด ก็ให้พิภากษาเดดขาดดั่งสีหนาทแห่งพญาราชสีห ให้ตัดสีนคดีโดยพระธรรมสาตร
อันว่าเสวะกามาตยเมื่อประพฤฒิตั้งอยู่ในคลองยุติธรรม์ แลตัดเสียซึ่งอะคะติทังสี่ มีฉันทาคะติเปนต้น ให้ขาด แลบันชาความดั่งไนยอันเรากล่าวมานี้ อันว่าความศิริสวัสดิ[21] สถาผลมงคลปรโยชนแลอิศิริยศบริวารยศก็จะอุบัดิวัทนาการจำเริญมีแก่เสวะกามาตยผู้นั้น ประดูจพระจันทรเมื่อวันสุกะปักขะสิบห้าค่ำ ดูกรมานพ อันว่าธรรมทังสี่ประการ คือให้เสวะกามาตยเว้นเสียจากฉันทาคะติเปนต้น อันเรากล่าวในปถม กับทังบริยายโวหารอันพรรณานี้ ได้ชื่อว่าเปนหลักอันประเสริฐสำหรับผู้พิภากษากระลาการ แลนามของเราชื่อว่าอินท กับทังถ้อยคำอันเรากล่าวนี้ประกอบกันเข้า ชื่อว่าหลักอินทภาษ จงถาวรวัฒนายืดยืนไปตราบเท้ากัลปาวะสาน
ฝ่ายมานพบุตรมหาอำมาตย เมื่อได้สดับซึ่งเทวะโองการดำหรัดดั่งนั้น มีความปะสันโสรมนัสยิ่งนัก จึ่งยอกรกราบถวายบังคมรับเอาซึ่งเทวะโอวาทด้วยสุจริตภักดีประฏิบัดิ สมเดจ์อำมรินทรเสดจ์นิวัตยังเทวะนิเวศไพชยนต์ทิพยพิมานสถาน ชมสมบัดิแสนสุรางคบริวารบรมศุข ฝ่ายบุตรมหาอำมาตยนั้นตั้งอยู่ในเทวะโอวาท พิภากษาบันชาความทวยนิกรประชาราษฎรโดยยุติธรรม์ตามกระบิลแบบท้าวสหัสไนย ประสาดมิได้พลาดพลั้ง ตราบเท้าอายุศมาวะสานสิ้นชีวิตร เดชะด้วยผลสุจริตบันชาความอันซื่อตรง แลผลทานการกุศลต่างต่าง ก็ได้ไปบังเกิดในทิพรัตนพิมานมาศนั้นอันแสนสนุกด้วยมหัศดาทิพารมณรูปรศกลิ่นเสียงสำผัศอันโอฬาริกปะณีตกระเษมศุขสมมะโนรถที่ปราถนาไว้ในชาติเมื่อเปนเทพยดานั้น
- ↑ พิมพ์ตามฉะบับหลวง L2y ยังเหลืออยู่อีกสองฉะบับ ตามเดิมคือ L2 (ก) และ L2x (ข)
- ↑ ก และ ข: คำว่า แล ไม่มี
- ↑ ต้นฉะบับเขียนว่า แบง แก้ตาม ก แล ข
- ↑ ต้นฉะบับเขียนว่า หยุด แก้ตาม ก และ ข
- ↑ ทั้งสามฉะบับเขียนว่า สมุทฺธ
- ↑ ก: มนนฺตํ
- ↑ ข: คำว่า นิราศ ไม่มี
- ↑ ต้นฉะบับเขียนว่า กระกูล แก้ตาม ก และ ข
- ↑ ข: อันบังคับ
- ↑ ทั้งสามฉะบับว่า ภิวฑฺฒติ
- ↑ ต้นฉะบับว่า แต่ แก้ตาม ก และ ข
- ↑ ก: มีฝีมือ
- ↑ ต้นฉะบับเขียนว่า ศัก แก้ตาม ก และ ข
- ↑ ต้นฉะบับเขียนว่า ซื้อ แก้ตาม ก และ ข
- ↑ ข: คำว่า อัน ขาดไป
- ↑ ควรจะเปน ปฏิเม แต่ทั้งสามฉะบับเขียนตามที่พิมพ์นี้
- ↑ ข: น มกฺขิ ปาปํ
- ↑ ข: เพราะ
- ↑ ข: คำว่า ผู้ ขาดไป
- ↑ ทั้งสามฉะบับเขียนว่า ลุทฺโธ
- ↑ ต้นฉะบับเขียนว่า สวัดิ แก้ตาม ก แล ข
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ซี่ง” เป็น “ซึ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “บทคล” เป็น “บุทคล” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “สดตะ” เป็น “สัตตะ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ 4.0 4.1 4.2 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “พิรูท” เป็น “พิรุท” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ระบู” เป็น “ระบุ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ต้วย” เป็น “ด้วย” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)