ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 1/ส่วนที่ 5
ในลักษณพระธรรมนูนเปนมูลคดีแห่งกระลาการ มีพระบาฬี[2] ในพระธรรมสาตรดั่งนี้
- โย กิญฺจาปิ วิจารโณ ธมฺมานุรูปลญฺจนํ
- อวหาราทฺยตฺถานํ โส ธมฺมานุญฺโญ ติ วุจฺจเร
แปลว่า โย สภาโว อันว่าสภาวะอันใด วิจารโณ พิเคราะดู ธมฺมานุรูปลญฺจนํ ซึ่งกิริยาอันประทับฟ้องโดยสมควรแก่กระทรวงแล้วแลส่งไป อวหาราทฺยตฺถานํ แก่กระทรวงความทังหลาย มีกระทรวงนครบาลเปนต้น กิญฺจาปิ แม้นโดยแท้ โส สภาโว อันว่าสะภาวะประทับความควรแก่กระทรวงโดยธรรมนั้น วุจฺจเร อันมะโนสาราจารยกล่าวไว้ ธมฺมานุญฺโญ ฮิติ ชื่อว่าพระธรรมนูน
ทีนี้จะแก้เปนสาขะคดีมีโดยพระราชบัญญัติอันบุราณราชกระษัตรคำนึงตามคำภีรพระธรรมสาตร แล้วตั้งเปนบทกำหนดกระทรวงสืบ ๆ กันมาดั่งนี้
ศุภมัศดุ ๑๕๔๔ ศกชวดนักสัตวเชทมาศศุขปักดิฤษถีอาทิตยวาร พระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนารรถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัววเสดจ์ในพระธินั่งมงกุฏพิมานสถานพิมุกขไพชณรัตนมหาประสาท จึ่งมีพระราชโองการมานพระบันทูลจำเพาะพระศรีภูริปรีชาธิราชเสนาบดีศรีสาลักษณให้ตราพระราชบัญญัติแก่สารกำนันการทังปวงเหตุกระทรวงการว่า ตั้งแต่นี้ไปเมื่อหน้า ซึ่งผู้ได้ว่าราชการทุกกรมอันหาโรงสานมิได้ ใช่กระลาการที่จะพิจารณาความบังคับอรรถคดีอนาประชาราษฎรผู้เปนข้าแผ่นดิน แลอย่าให้ผู้หา โรง
สาร มิได้นั้นรับหนังสือเอามาไถ่ถามเอง ถ้าแลราษฎรจะร้องฟ้องไซ้ ให้มุนนายอนาพญาบาลนำเอามาว่าตามกระทรวงรูปความซึ่งบันดามีโรงสาน จะได้พิจารณาเนื้อความทังปวงนั้น ให้พิจารณาตามกระทรวง
๑ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ทวยราษฎรจะร้องฟ้องหาอุธรแก่กระลาการแลโรงสานกรมใด ๆ ว่ามิเตมใจให้พิจารณาก็ดี ว่าพิภากษาความผิดสำนวรก็ดี แลหากระลาการผู้ถามความแลผู้ถือสำนวรว่าเปนใจด้วยลูกความ แลถามความให้ผิดด้วยสำนวรมิได้เปนธรรมก็ดี มิรับเขียนเอาว่ารับก็ดี ให้การต้องข้อมิเขียนเอาก็ดี แลเขียนแล้วลบกลับสำนวรเสียก็ดี แลดัดแปลงไบสัจก็ดี แลอั้นสำนวรเสียมิชี้ให้สิ้นสำนวรก็ดี มิได้เผชิญท้าวคำพญาณตามสำนวร แลอั้นคำค้านเสียมิได้ถามพญาณ แลอั้นคำท้วงติงทุเลาเสีย แลอั้นโจทจำเลยเสียมิได้เอามาว่า แลแนะนำเสี้ยมสอนลูกความ ทำชู้ด้วยลูกความ แลเรียกค่าริดชาให้ล้ำเหลือ แลอำยวนเนื้อความไว้ให้ช้าพ้นพระราชกำหนด แลผิดตระทรวงล่วงกรม แลฟ้องคำกฎมิได้ใส่พระธรรมนูนก็ดี อนึ่งกล่าวหาว่าพญาณ[3] เข้าด้วยข้างหนึ่ง มิได้ว่าตามรู้ตามเหน แลรู้เหนแล้วอ้างมิรับ แลซึ่งมิได้รู้เหนเข้ารับเอาสมอ้างเปนพญาณอาษาติดใจมิฟังก็ดี ทังนี้เปนตระทรวงอุธร สานหลวงได้พิจารณา ถ้าหัววเมืองไซ้ เปนตระทรวง สานหน้าโรงผู้รักษาเมืองได้พิจารณา
๒ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ถ้าหาอาช
าแก่กันว่ามิได้มีฉะโนฏบาดหมายทำข่มเหงเกาะกุมยื้อชักผลักไสเอาท่านมามัดผูกทุบถองตีด่าจำจองโส้ตรวนขื่อคาใส่กัลง[วซ 1] ไว้โดยพะละการเอง ลงเอาทรัพยสิ่งสีนสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาไว้เปนอนาประโยชนแก่อาตมา แลทำข่มขืนลูกความก็ดี ทังนี้เปนตระทรวงอาช
า สานราช[4] ได้พิจารณา ถ้าหัวเมือง ขุนปลัดรองปลัดได้พิจารณา ถ้าจำลเยมิได้เปนกระลาการ เปนอาช
านอก เปนตระทรวงขุนประชาเสพได้พิจารณา ถ้าจำเลยเปนสมใน ขุนอินอาช
าได้พิจารณา
๓ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ถ้าหากันว่ามิได้เปนญาติพี่น้องว่าเปนญาติพี่น้องประกันเข้าว่าเนื้อความต่างกันราษฎรก็ดี แต่งคารมเขียนหนังสือให้แก่ราษฎรร้องฟ้องหาความกันประการนี้ เปนตระทรวงอาช
าจักรได้พิจารณา ถ้าหวัวเมือง สารอาช
าได้พิจารณา
๔ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ถ้าหากันว่าปล้นสดมฉกลักเอาทรัพย์สิ่งของทองเงีนฆ่าเจ้าเรือนตายกลางวันกลางคืน แลลักลูกเมียไพร่ฟ้าข้าคนท่าน ลักช้าม้าเรือเกวียนโคกระบือเข้าของผ้าผ่อนแพรรพรรณเส้นผักวักถั่วเปดไก่สิ่งใดก็ดี ทำชู้ด้วยเมียท่าน ฆ่าฟันกัน แลจะกละกระสือกระหาง แลทำยาแฝดยาเมารีดลูกเสียสรรพทำประการใดให้ตายไซ้ เปนตระทรวงนครบาล ถ้าเนื้อความไม่ถึงตาย จำเลยเปนสมใน ขุนพรหมสุภาได้พิจารณา ถ้าแลหัววเมือง ขุนแขวงหมื่นแขวงได้พิจารณาแต่เบี้ยต่ำแสน
๕ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า หากันว่าด่าสประมาทประการใดก็ดี แพละโลมยิกยอก[5] ล้วงแย่งเมียท่านลูกสาวหลานสาวท่าน แลข่มขืนมิได้ถึงชำเราก็ดี แลทุบถองตบตีด้วย ไม้
มือ มิได้ถึงสาหัศก็ดี กู้นี่ยืมสีน ซื้อ
ขาย ของสิ่งใด ๆ ก็ดี ราษฎรทังหลายไปมาอาไศรย แลมักลักเอาผู้คนช้างม้าโคกระบือทรัพยสิ่งใดของท่านเจ้าเรือนซึ่งมิได้ให้อาไศรยมาฟ้องหาเจ้าเรือนผู้ให้อาไศรยก็ดี ผัวเมียหย่ากันแบ่งสิ่งของ แลผัวลักของเมีย ๆ ลักของผัว พ่อ
แม่ พี่น้องลูกหลานลักของลูก เขย
สใพ้ ๆ ลักของ บิดา
มานดา ฝ่ายผัวฝ่ายเมีย แลรุก ที่
แดน เรือกสวน แลซัด เรือน
รั้ว แลชวนท่านไปฆ่าฟัน มีผู้มาอาไศรยของท่านหายแลของตกก็ดี แลรับสิง[วซ 2] ของฝากเช่า[6] จำนำแลบังกัดค่า[7] ขายคนแก่ท่านก็ดี แลเอาช้างม้าโคกระบือเรือเกวียนสิ่งใดไปมิได้บอกแก่เจ้าของแลพรางว่าได้ แลฃอไถ่ข้าท่านตีกันถึงสาหัศ ข้าลักของเจ้าไปฝากมีผู้รับก็ดี แลของท่านหายมีผู้ออกเจบก็ดี ถ่มน้ำลายรดหัววท่านต้องท่าน แลสิ่งอันโสกโครกต้องท่าน ผัวท่านมิ[8] อยู่ ตนขึ้นไปหาเมียท่านลูกท่านหลานท่านถึงชำเราก็ดี สมคบ[9] เมีย
ข้า ท่านก็ดี กล่าวมาทังนี้เปนตระทรวงแพ่ง ถ้าจำเลยเปนสมใน คือในกรมพระเจ้าลูกเธอพระเจ้าหลานเธออันหากรมมิได้ แลกรมฝ่ายใน กรมแสงใน กรมแสงนอก กรมคลังใน กรมคลังวิเสศ สิบสองพระกำนัน ซ้าย
ขวา แลดาบเกย ซ้าย
ขวา ครัวเข้าต้น แลกรมสนมพลเรือน ซ้าย
ขวา กรมรักษาองค ซ้าย
ขวา กรมตำรวจใน ซ้าย
ขวา กรมสารภากอรใน แลกรมมรฎก กรมช่าง ทอง
สนะ ข้าพระวัดศรีสาระเพช
วัดเชตุพล วัดรามวาด วัดธรรมมึกราช วัดวังไช แลวัดสวนหลวง แลวัดพระเมรุ แลวัดราชประดิศถาน แลวัดกะดีทอง แลวัดโลกสุทธา วัดสบสวรรค วัดอินทาราม ถ้าจำเลยในกรมทังนี้ เปนตระทรวง แพ่ง
อาช
า
นครบาล ก็ดี กรมวังได้พิจารณา ถ้าหัววเมือง เปนตระทรวง ขุนสุพมาตรา
รองสุพมาตรา ได้พิจารณา
๖ อนึ่งพระผู้เปนเจ้ากล่าวไว้ในพระธรรมนูนว่า พระผู้เปนเจ้าเลี้ยงให้มีศักดิแต่นา ๔๐๐ ขึ้นไปถึงนา ๑๐๐๐๐ ได้รับพระราชทานเครื่องพัทยา แลผู้มีบันดาศักดิ[วซ 3] ถึงแก่ อนิจกรรม
อสันกรรม
มรณสัน จึ่งให้ทำมรฎกหลวง แลให้ผู้รักษาทรัพยมรฎกทำบาญชีฎีกามรฎกมายื่นแก่กรมมรฎกโดยสัจ อย่าให้เบียดบังอำพรางไว้สักอัน ถ้าต่ำนา ๔๐๐ ลงมาถึงนา ๑๐ ไร่ แลหาทรัท[วซ 4] มรฎกแก่กัน ให้ขุนศรีราชบุตรเอามาพิจารณาว่ากล่าว ให้ผู้รักษามรฎกทำบาญชียมายื่นแต่โดยสัจโดยจริงตามพระธรรมนูนท่านกล่าวไว้นี้ ถ้าหัววเมือง กรมมรฎกหัววเมืองได้พิจารณา
๗ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ถ้าชาวกรุงก็ดี ต่างประเทษก็ดี หาพิพาทคดีถ้อยความแก่ฝารั่งอังกฤตวิลันดาแขกประเทษแขกฉวามะลาอยูมักะสันญวนจีนซึ่งเข้ามาสู่พระบรมโพธิสมภารไซ้ เปนตระทรวงขุนพินิจใจราชปลัดได้พิจารณาว่ากล่าว ถ้าหัววเมือง ยุกระบัดได้พิจารณา
อนึ่งต่างประเทษสพไสมยเข้ามาอยู่ในประเทษเมืองใด มีคดีถ้อยความ ให้พิจารณาว่ากล่าวตามราชประเพณีจารีตเมืองนั้น
๘ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า มีผู้มาร้องฟ้องว่าช้างม้าโคกระบือปล่อยปละเสียไปกินเข้าเปนผลต้นแลรวงกลุ่มลอมลานแลที่นา วิวาทเถียงกันด้วย โค
กระบือ ก็ดี ด่าตีกันด้วยเคียวไม้กะตักแลไม้กะดองหายไม้หาบเข้าแลเชือกในที่ นา
ลาน ก็ดี แลไถเข้าเปนต้นเสีย ไถที่ทับกันแลเกี่ยวคาบกัน แลเขนเกวียนเลื่อนลากชักชนเข้าก็ดี โจรลักเมดเข้า ๆ ต้น
ราง แลเข้าในที่กลุ่มที่ ลอม
ลาน ก็ดี ไม้หาบไม้กวาดเชิงโลงไม้ทิ้งนาก็ดี แลจุดเพลิงไหม้ที่นาต้นเข้าเสียก็ดี แลไหม้เข้าสุมลอมในที่ ลาน
นา แลเมดเข้าไหม้เสียก็ดี เปนตระทรวงแพ่งอาญานครบาล[10] กรมนาได้พิจารณา ถ้าหัววเมือง เปนตระทรวงขุนหมื่นกรมนาได้พิจารณา
๙ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า มีผู้กู้นี่[11] ยืมทรัพสีนในท้องพระคลัง แลหากันด้วยขนอนตะหลาดค่าน้ำเชิงเรือนบันดาขึ้นณะท้องพระคลัง เปนมูลคดีพระคลังได้พิจารณา
๑๐ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ถ้ากระหัดหาความพระสงฆเถรเนนว่าต้องอัทธิกรด้วยสัตรีภาพก็ดี รูปชีเสพเมถุนณธรรมด้วยพระสงฆเถรเนรกระหัดก็ดี ทำผิดสิ่งใด ๆ ในสิกฃา เปนตระทรวงธรรมการได้พิจารณา ถ้าหัววเมือง เปนตระทรวงธรรมการหัววเมืองได้พิจารณา
๑๑ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า หากันว่าด่าสประมาทประการใดก็ดี แพละโลมยิกยอก[5] ล้วงแย่งเมียท่านลูกสาวหลานสาวท่าน แลข่มขืนมิได้ถึงชำเราก็ดี ทุบถองตบตีด้วยไม้ด้วยมือมิได้ถึงสาหัศ กู้นี่ยืมสีนซื้อขายสิ่งของสิ่งใด ๆ ก็ดี ราษฎรทังหลายไปมาอาไศรย แลมันลักเอาผู้คนช้างม้าโคกระบือทรัพสิ่งใดของท่านเจ้าเรือนซึ่งมิได้ให้อาไศรยมาฟ้องหาเจ้าเรือนผู้ให้อาไศรยก็ดี ผังเมียหย่ากันแบ่งสิ่งของ แลผัวลักของเมีย ๆ ลักของผัว พ่อแม่พี่น้องลูกหลานลักของลูก เขย
สไพ้ ๆ ลักของบิดามารดาฝ่ายผัวฝ่ายเมีย จำเลยเปนสมนอก เปนตระทรวงแพ่งกลางได้พิจารณา ถ้าหัววเมือง รองแพ่งได้พิจารณา
๑๒ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า หากันว่ารุก ที่[12]
แดน เรือกสวน แลซัด เรือน
รั้ว[13] แลชวนท่านฆ่าฟันมีผู้มาอาไศรยของท่านหายของตกก็ดี แลรับเข้าของฝากเช่าจำนำแลบังกัดค่า[14] ขายคนแก่ท่านก็ดี แลเอาช้างม้าโคกระบือเรือเกวียนสิ่งใดไปมิได้บอกแก่เจ้าของแลพรางว่าเองได้แลขอไถ่ค่าท่านตีกันถึงสาหัศ ข้าลักของเจ้าไปฝากมีผู้รับก็ดี แลของท่านหายมีผู้ออกเจบก็ดี ถ่มน้ำลายรดหัววท่านต้องท่าน แลสิ่งอันโสโครกต้องท่าน ผัวท่านมิ[8] อยู่ ตนขึ้นไปหาเมียท่านถึงที่นอน ทำชู้ด้วยเมียท่าน แลข่มขืนกอดจูบเมียท่านลูกหลานท่านถึงชำเราก็ดี สมคบ เมีย
ข้า ท่านก็ดี ถ้าจำเลยเปนสมนอก เปนตระทรววงแพ่งกระเสม ถ้าหัววเมือง ขุนแพ่งได้พิจารณา
๑๓ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ถ้าพิพาทกันด้วยบ่าวไพร่เลวข้าเลวไทแลปันหมู่ไซ้ กรมศัศดิได้พิจารณาบาญพะแนก ถ้าหัววเมืองเปนพนักงาน ขุนสัศดี
รองสัศดิ ได้พิจารณาว่ากล่าว
๑๔ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า หากันว่าเปนกระสือจะกละกระหางฉมบกฤษดิยาอาคมใส่หว้านยา แลทำเสน่หทำยาแฝดยาเมา แลรีดลูกเสียสารพัดทำทังปวงประการใดแต่ที่หมีถึงตายนั้นก็ดี พราหมณาจารยอาทารโยคีกิริยมเหศ[15] เทษสารตรีทังปวงเปนโจทก็ดี เปนจำเลยก็ดี หาความกัน เปนแพ่งอาช
าประการใดก็ดี เปนตระทรวงแพทยาได้พิจารณา ถ้าหัววเมือง เปนตระทรวงขุนหมื่นกรมแพทยาหัววเมืองได้พิจารณา
๑๕ อนึ่งมีพระธรรมนูนไว้ว่า ผู้ใดจะร้องฟ้องหาความแก่ผู้มีบันดาศักดิ แลจะใช้บาดหมายด้วยกิจราชการสิ่งใด ๆ ให้ว่าให้สิ้นต้นชื่อ ถ้าจะใช้ตราไปด้วยราชการสิ่งใด เมือง๑
๒
๓
๔ ให้สิ้นปลายชื่อตามบันดาศักดิในทำเนียบนั้น ถ้าผู้ใดจะบาดหมายเรียกชื่อร้องฟ้องหาความแก่กัน แลใช้ตราขาดชื่อไซ้[16] เปนพนักงานพันพานณุราชหัววพันมหาดไทได้เอาตัวผู้มีชื่อมาพิจารณาเอาตัวเปนโทษปรับไหมตามบันดาศักดิเอาพิไนจ่ายเปนค่าอ้อยช้างหลวง
กล่าวลักษณพระธรรมนูนใส่ตระทรวงความสงเขปสิ้นแต่เท่านี้
ศุภมัศดุ ๑๕๕๕ ศกกุญนักสัตวอาสุชมาศกาลปักษทัศมีดิดถีพุทธวาร พระบาทสมเดจเอกาทธรฐอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวเสดจ์ในพระวิหารสมเดจ์ฝ่ายบูรรพอิสารทิศแห่งไพชนมหาปราสาท จึ่งมีพระราชโองการมานพระบันทูลจำเพาะแก่พระศรีภูริปรีชาธิราชเสนาธิบดีศรีสาลักษณให้ตราพระราชกฤษฎีกาประหยัดประเดียงแก่เจ้าพญาแลพญาพระหลวงหัววเมืองมนตรีมุกขลูกขุนราชนิกูลหัววหมื่นหัววพันสรรพกำนันทังปวงทุกตระทรวงฝ่ายทหารพลเรือนซ้ายขวา ตั้งแต่นี้ไปเมื่อหน้า ถ้าแลกรมใดแลจะใช้ตราด้วยราชการ แลกิจการสถารสพมาตรา แลตั้งขุนหมื่นแลเรียกค่าไร่นาอากอรสมภักษรขนอนตลาดน้ำลหารหัวป่าค่าที่เชิงเรือน ให้ใช้ตามตระทรวงซึ่งได้ใช้ คือตรามหาดไท ตรากะลาโหม แลตราจัตุสดมทังสี่ ตราพญาพระเสดจ ตราพญาเดโช ตราพญาท้ายน้ำ ตราพระอาลักษณ ตราพระโหราธิบดี ตราพญาราชภักดี ตราพระศรีพิพัท ตราพระราชสุภาวดี ตราพระสุรัสวดี ซ้าย
ขวา ตราสารภากอน ใน
นอก ตราหลวงอำมาต ตราหลวงธรรมไตรโลก ตราขุนหลวงพระไกรศรี ตราขุนกระเสม ตราขุนเทพอรชุน ตราขุนราชนิกูล ตราขุนธรเนน ตราขุนเทเพน ตามตระทรวงซึ่งมีในพระธรรมนูน
๑[17] ตราพระราชสีห เจ้าพญาจักกรีศรีองครักษสมุหะนายกอัคมหาเสนาธิบดีอไภยพิรีบรากรมภาหุได้ใช้ คือผู้มีอรรถคดีมิเตมใจในคำพิภากษาณะกรมใด ๆ แลกระลาการณโรงสานทังปวงมาฟ้องหาอุธรแก่กระลาการณกรมใด ๆ ก็ดี ในโรงสารทังปวงก็ดี ว่ากระลาการยังมิได้ถามเปนสำนวรก็ดี ถามแล้วกระลาการยังมิได้พิภากษาสำนวรนั้นให้สำเรจ์ก็ดี แลทำอุบาทขาดเหลือแก่สำนวรเขาประการใดก็ดี แลพิจารณาพิพากษามิเปน สัจ
ธรรม ก็ดี เปนใจด้วยลูกความก็ดี แลเรียกค่าริดชาล้ำเหลือก็ดี อำญวรความไว้ให้เนีนนานก็ดี ให้เรียกกระลาการแลเบิกสำนวนมาพิจารณา ถ้าโจทจำเลยอยู่ณะหัววเมืองทังปวงแลแขวงจังหวัด ก็ได้ใช้ตราพระราชสีหไปเอาคู่ความ
อนึ่งหาว่ากระลาการบังอาจ์เอาทรัพยสีนท่านมาเปนประโยชนแห่งตน แลยื้อชักฉุดคร่าลูกเมียข้าคนท่านมาเปนข้าคนตนก็ดี มัดผูกตบถองตีด่าจำใส่ตรวนขื่อคาใส่กลังเอาเชือกเอาผ้าเอาเถาวัลเอาหนังมัดผูกใส่ปลอกผูกเท้าผูกมือลงเอาเงินทอง ก็ได้ใช้ตราพระราชสีหไปให้กรมการแลแขวงส่งมาพิจารณา
อนึ่งถ้าโจรตีปล้นสดมก็ดี ตีด่าฟันแทงกันตายก็ดี ลักวัวควายช้างม้าข้าคนเรือเกวียนก็ดี ข้าหนีเจ้าไพร่หนีนายกู้นี่มรดกว่ากันประการใด ๆ ก็ดี แลมีหนังสือร้องฟ้องไซ้[16] ก็ได้ใช้ตราพระราชสีหไปเอาคู่ความมาพิจารณา
อนึ่งถ้ามีพระราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไป รั้ง
ครอง เมืองณหัววเมืองทังปวงบันดาขึ้นแก่เจ้าพญาจักรี คือเมืองพิศณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองศุกโขไท เมืองกำแพงเพช
เมืองพิไช เมืองนครสวรรค เมืองพิจิตร เมืองมโนรม เมืองไชนาฎ เมืองอุไทธานี เมืองอินทบุรี เมืองพรหมบุรี เมืองสิงคบุรี เมืองสรรคบุรี เมืองลพบุรี เมืองสรบุรี เมืองวิเศศไชยชาญ กรุงเก่า เมืองนครนายก เมืองประจิม เมืองฉเชิงเทรา เมืองสุพันทบุรี เมืองนครไชศรี เมืองราชบุรี เมืองการบุรี เมืองเพช
บูรร เมืองท่าโรง เมืองบัวชุม เมืองไชบาดาน เมืองกำพราน เมืองนครราชศรีมา ก็ได้ใช้ตราพระราชสีห แลใช้ไปให้หัววเมืองทังปวงบันดาขึ้นแก่มหาดไทส่งคู่ความมาพิจารณา แลไปด้วยกิจราชการทังปวง แลมีตราพระราชสีหไปตั้งเจ้าเมืองแลปลัดรองปลัด นำตราเจ้าพนักงานซึ่งตั้งกรมการแลตั้งนายอากอรขนอนทังปวงบันดาขึ้นแก่กรมมหาดไท
แลตราพระราชสีหเจ้าพญาจักรีได้ใช้แต่เท่านี้
อนึ่ง[18] ตราจักรเจ้าพญาจักรีนั้นได้ใช้ประทับตรา[19] พระราชสีห
พระคชสีห
บัวแก้ว ไปลงพระราชอาช
าประหารชีวิตรกรมการแลผู้ต้องโทษถึงตายณะหัววเมืองทังปวงบันดาขึ้นแก่ มหาดไท
กะลาโหม
กรมท่า
ตราจักรเจ้าพญาจักรีได้ใช้แต่เท่านี้
๒ ตราพระคชสีห พญามหาเสนาธิบดีวิริยภักดีบดินสุรินทฤๅไชยอไภยพิรีบรากรมภาหุสุมหะพระกะลาโหมได้ใช้ คือโจทหาว่ามิได้มีหนังสือร้องฟ้องหาสมพักนักการมิได้ แลเกาะกุมไปลงเอาทรัพยสิ่งของสิ่งใด ๆ[20] เปนอุก เข้ารวางข่มเหง ก็ได้ใช้ตราพระคชสีหไปเอาลูกความมาพิจารณา
อนึ่งถ้ามีพระราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไป รั้ง
ครอง เมืองณะหัววเมืองบันดาขึ้นแก่กรมพระกระลาโหม คือเมืองนครศรีธำมราช เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไชยา เมืองชุมพอน เมืองเพช
บุรีย เมืองกุย เมืองปราน เมืองคลองวาน เมืองบางตพาน เมืองถลาง เมืองตกั่วทุ่ง เมืองตกั่วป่า เมืองตนาวศรี เมืองมฤต เมืองทวาย แลเมืองสามโคก ก็ได้ใช้ตราพระคชสีหไปให้กรมการส่งกระทงความหมู่แลไพร่[วซ 5] ในกรมวิวาทแก่กันแลเรียกเงินหาทรัพยมรดกมาพิจารณาตามตระทรวง
อนึ่งใช้ตราไปตั้งเจ้าเมืองปะหลัดรองปะหลัด แลนำตราเจ้าพนักงานไปตั้งกรมการแลตั้งนายอากอรนายขนอนทุกหัววเมืองบันดาขึ้นแก่กรมพระกะลาโหม
แลตราพระคชสีหเจ้าพญากะลาโหมได้ใช้แต่เท่านี้
๓ ตราเจ้าพระยาธรรมราชเดชชาติอำมาตยานุชิดพิพิทวรวงษพงษภักตยาธิเบศวะราธิบดีศรีรัตนราชโกษาธิบดีอไภยพิริยบรากรมภาหุ ได้ใช้ตราบัวแก้ว ถ้ามีพระราชโองการให้ข้าราชการผู้มีความชอบไป รั้ง
ครอง เมืองณะหัววเมืองขึ้นแก่โกษาธิบดี คือเมืองจันทบูรรณ เมืองตราด เมืองระยอง เมืองบางลมุง เมืองนนทบุรี เมืองสมุทประการ เมืองสมุทสงคราม เมืองสาครบุรี มีตราไปตั้งเจ้าเมืองปะหลัดรองปะหลัดณะหัววเมืองซึ่งขึ้นแก่โกษาธิบดีนั้น แลมีตราไปเอากิจราชการแลกิจศุขทุกขถ้อยความณะหัววเมืองซึ่งขึ้นแก่โกษาธิบดีนั้น แลนำตราเจ้าพนักงานไปตั้งกรมการแลตั้งนายอากอรนายขนอนทังปวง แลมีตราไปเอากระทงความอันวิวาทด้วยอากอรขนอนหัววป่าค่าที่เชิงเรือนน้ำลหารทังปวงแก่ผู้ใด ได้ใช้ตราโกษาธิบดีแลนำตราพระอุเทนไปพระราชทานอากอนให้นั้น
อนึ่งฝารั่งอังกฤษวิลันดาจีนญวนยี่ปุ่นแขกประเทษมลายูแลต่างประเทศทังปวงซึ่งบันดาขึ้นแก่โกษาธิบดี แลมีกิจถ้อยความโรงสายใด ๆ ณะหัวเมืองขึ้นแก่โกษาธิบดีทังปวง โจทก็ดี จำเลยก็ดี มิ[21] ยอมให้ว่า แลทำหนังสือร้องฟ้องให้เบิกมาว่าณะกรมพระคลังตามตระทรวง ได้ใช้เบิกสำนวนแลคู่ความมา
อนึ่งพระราชทานจังกอบขนอนแก่ผู้ใดใดไซ้ มีตราโกษาธิบดีไปห้ามมิให้เอาจังกอบขนอนตามพระราชทานนั้น
ตราโกษาธิบดีได้ใช้แต่เท่านี้
อนึ่งเบิกสำเภาเรือใหญ่ทังปวงไปมาณะปากใต้ แลมีตราพระจุลาราชมนตรีแลตราพระโชดึกราชเศรษฐีเบิกไปมาตามได้พนักงานนั้น
๔ ตราพระยมราชขี่สิง พญายมราชอินทราธิบดีศรีโลกากรทันทราธรกรมพระนครบาลอไภยพิรีบรากรมภาหุได้ใช้นั้น ตั้งขุนจ่าเมืองหมื่นรองจ่าเมืองณะเมืองปากใต้[22] ฝ่ายเหนือทังปวง ประการหนึ่งได้ตั้งขุนแขวงหมื่นแขวงสิบร้อยอายัดณะแขวงจังหวัด แลมีตราไปเอาโจรโทษถึงตาย แลข้าหนีเจ้า แลเรียกส่วยหัววเมืองเลกทั้งปวง แลมีตราไปเอาโจรผู้ร้ายแลตระทรวงความโจรผู้ร้ายณะหัววเมือง แลหากันว่าเปนจักกละขบกันให้ตายก็ดี เปนกระสือกินกันให้ตายก็ดี สรรพกระทำให้ตายก็ดี หากันว่าจับหอกดาบฆ่าฟันแทงกันถึงตายตีกันตายกลางวันกลางคืนก็ดี ใช้ไปณะหัววเมืองเลกทังปวงแลแขวงจังหวัดเอาพิจารณา
ประการหนึ่งตราขุนเทพณรายใช้ไปเรียกสพมาตราญ่าช้าง แลทำเรือใช้จำนำเมือง แลขุนจ่าเมืองแลหัววเมืองทังปวง แลขุนแขวงจังหวัดทังสี่
ตราขุนเพช
ดาใช้ไปเรียกส่วยอาช
าศักมาจ่ายลวดหนังพัทการขุนจ่าเมืองณะหัววเมืองเลกทังปวงแขวงจังหวัด
ตราพญายมราช ตราขุนเทพณราย ตราขุนเพช
ดา ได้ใช้แต่เท่านี้
๕ ตราเทพดาขี่พระนนธิการ เจ้าพญาธรมาธิบดีวิริย[23] ภักดีบดินทรเดโชไชยมไหยสุริยาธิบดีรัตนมลเทียรบาลอัคมหาเสนาธิบดีอไภยพิริยบรากรมภาหุได้ใช้ คือเรียกหัววป่าค่าที่ซึ่งขึ้นสำหรับพลับพลาไชย มีตราออกไปเอาตระทรวงความแต่ในกรมพระเจ้าลูกเธอพระเจ้าหลานเธอ กรมฝ่ายใน แลกรมพระแสงใน พระแสงนอก แลพระคลังใน พระคลังวิเสศ แลสิบสองพระกำนันซ้ายขวา แลดาบเกยซ้ายขวา แลครัวเข้าต้น แลกรมพระสนมพลเรือนซ้ายขวา ตำรวจในซ้ายขวา แลกรมรักษาพระองคซ้ายขวา แลกรมษารภากอรใน แลกรมช่างทอง กรมช่างสนะ แลข้าสำหรับวัดพระศรีสรรเพช
แลข้าวัดพระเชตุพล แลโยมวัดพระรามวาศ วัดธรรมมึคราช วัดสังกะธา วัดวังไช วัดสวนหลวง วัดพระเมรุ์ วัดราชประดิศถาน วัดกุฎีทอง วัดโลกสุทธา วัดสพสวรรค วัดอินทาราม ถ้าแลทวยราษฎรผู้มีคดีร้องฟ้องด้วยตระทรวงความแลสานอาช
าไน[วซ 6] ก็ดี แลนครบาลในก็ดี แพ่งในก็ดี มรดกก็ดี สานกลางขุนยศเสก็ดี ถ้าแลกรมทังนี้เปนจำเลยไซ้ จึ่งมีตราออกไปแก่กรมการแลแขวงจังหวัดทังสี่ให้ส่งคู่ความนั้นเข้ามาพิจารณา แลมีตราไปแก่กรมการตั้งขุนยุกระบัตรหัววเมืองโท หัววเมืองตรี เมืองจัตวา แลหัววเมืองเลก แลมีตราไปตั้งขุนสุพมาตรา รองสุพมาตรา ขุนวัง รองวัง ณะหัววเมืองแขวงจังหวัดปากใต้ฝ่ายเหนือ แลมีตราไปเรียกส่วยสนองคนใช้แก่ขุนวัง ขุนสุพมาตรา ณะหัววเมืองทังปวง
ตราพญาธรรมาใช้เท่านี้
ตรว[วซ 7] จะหมื่นจงซ้ายขวาได้ตั้งธรรมรงณะหัววเมืองทังปวงตามตำแหน่งซ้ายขวา ตราจะหมื่นจงซ้ายขวาได้ใช้แต่เท่านี้
๖ ตราพญาพลเทพเสนาบดีศรีไชยนพรัตนกระเสดตราธิบดีอไภยพิรียบรมกรมภาหุได้ใช้ ๙ ดวง
ตราพิทยาธรถือดอกจงกลนีดวง ๑ สำหรับใช้ไปเปนตรานำสัตร[24] แลใช้ไปจ่ายนาซึ่งพระราชทานนั้น อะนึ่งใช้ไปตั้งขุนหมื่นเสนาหมื่นนาพันนาทังปวง แลใชไปเอาลูกความซึ่งวิวาทกันด้วยนา แลใช้ไปเร่ง เข้า
เบี้ย หลวง แลใช้ไปตั้งกรมการในกรมนา
ตราพระไพสพราชทรงเครื่องยืนบลแท่นดวง ๑ สำหรับใช้ไปด้วยพระราชทานที่กัลปนา
พระพิรุณขี่นาคทรงเครื่องยันหลังนาคราชดวงหนึ่ง[25] สำหรับใช้ไป วิดน้ำเข้านา
ขุดบึงบางคลองไขน้ำ
ตราเทพยุดาทรงเครื่องยืนบนแท่นถือเส้นเชือก ใช้ไปรังวัดนาแลชันสูทนาซึ่งวิวาทกัน แลใช้ไปพระราชทานนาให้แก่ผู้มีบำเหนจ์ความชอบ
ตรานักคลีอังคันรูปพราหมณทรงเครื่องแบกไถดวงหนึ่ง สำหรับใช้ไปเลีกรั้งป่าดงพงแขม
ตราเทพยุดาทรงเครื่องถือไม้กะตักยืนบนแท่น ใช้ไปเอา โค
กระบือ จ่ายญ่า
ตราเทพยุดาทรงเครื่องนั่งในบุษบกหลังหงษ ใช้ปลงกฏเรียกหางเข้าเร่งเข้าค้างบันดาเข้าเบี้ย ๔ แขวงหัววเมือง
ตราพระกาลทรงเครื่องขี่นาคราชมือขวาถือจักรมือซ้ายถือพระขรรค์ ใช้ไปประหารชีวิตรกรมนาเสนาหัววเมือง
ตราดอกจงกลนี ปิดประจำปากบอก
ตราเจ้าพญาพลเทพได้ใช้แต่เท่านี้
๗ ตราพระเสดจสุรินทราธิบดีศรีศุภราชพิริยภาหุ ได้ใช้ตราเสมาธรรมจักรไปด้วยพระสังฆราชคามวาศรีอรัญวาศรีเอาสงฆรูปใดเปนสังฆราช แลเปนสังฆราชา แลพระครูหัววเมือง ก็ได้ใช้ไปแก่กรมการหัววเมือง ใหญ่
เลก ทังปวง อนึ่งด้วยพระราชทานสวนแลอากอร แลมีตราพระอุเทนทรประกับไปถึงกรมการแลหลวงแก้วคฤหะบดีรัตน มีตราเสมาธรรมจักรไปแก่กรมการตั้งขุนหมื่นธำมการ อนึ่งคฤหัดหาความแก่ภิกษุก็ดี ราษฎรวิวาทแก่กันด้วยภิกษุก็ดี อนึ่งภิกษุต้องอทิกรด้วยสัตรีภาพก็ดี ก็มีตราเสมาธรรมจักรไปแก่กรมการแลแขวงจังหวัดให้ส่งมาพิจารณา
ตราพระเสดจได้ใช้แต่เท่านี้
๘ ตราหณุมาณแผลงฤทธ พญาศรีราชเดโชไชยอไภยพิริยบรากรมภาหุได้ใช้ไปตั้งขุนพลณะหัววเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี หัววเมืองเลกแต่ฝ่ายขวา
ตราพญาศรีราชเดโชได้ใช้แต่เท่านี้
๙ ตราองคต[26] ถือพระขรรค์ พญาศรีราชเดชะไชยพญาท้ายน้ำได้ใช้ไปตั้งขุนพลณะหัววเมืองเอก เมืองโท เมืองตรี หัววเมืองเลกแต่ฝ่ายซ้าย
ตราพญาศรีราชเดชะไชยใช้แต่เท่านี้
๑๐ ตราเทพดา[27] ถือจักรถือพระขรรค์ พระศรีภูริยปรีชาธิราชเสนาธิบดีศรีสาลักษณะได้ใช้ ถ้าพระราชทานให้ไว้พระตำราแลข้าพระโยมสงฆไร่นาอากรแก่ผู้ใด ๆ ไซ้ ให้ปิดตราในต้นพระตำรานั้น ปิดงบครั่งประจำนอกพระลุ้งพระราชสารไปกรุงปากกิ่ง แลตั้งอักษรเลกขณะหัววเมืองทังปวง
ตราพระศรีภูริปรีชาได้ใช้แต่เท่านี้
๑๑ ตราทวาทศราศรี พระโหราธิบดีศรีจันทรภารได้ใช้นั้น คือจะเบิกบ่าวไพร่เข้าใช้ราชการหลวง จะเอาคู่ความโจทจำเลยเปนบ่าวไพร่กรมเองก็ดี จะตั้งขุนหมื่นโหราสำหรับหัววเมืองเลกแลแขวงจังหวัด
ตราพระโหราได้ใช้แต่เท่านี้
๑๒ ตราราชสีหะ หลวงอำมาตยาธิบดีได้ใช้ไปเอาบ่าวไพร่ลูกหมู่หม้ายหมู่ณะกรมมะหาดไทนอกไปแก่กรมการหัววเมืองเลกทังปวงแลแขวงจังหวัด
ตราหลวงอำมาตยได้ใช้แต่เท่านี้
๑๓ ตราคชสีหะ หลวงธรรมไตรโลกเสนาบดี[28] ศรีสมุหะพระกลาโหมได้ใช้ไปเอาบ่าวไพร่ณะหมู่องครักษ แลลูกหมู่หม้ายหมู่ตำรวจนอกซ้ายขวา แลกรมพระกะลาโหมนอกทังปวงไปแก่กรมการ แลหัววเมืองทังปวง แลแขวงจังหวัด
ตราหลวงธรรมไตรโลกได้ใช้แต่เท่านี้
๑๔ ตราปักษาวายุภักษ พญาราชภักดีศรีรัตนราชสมบัดิบดีพิริยภาหะได้ใช้ไปตั้งนายรวางหัววเมือง แลได้มีตรากำกับตราเจ้าจำนวน ตั้งนายอากอรในกรุง แขวงจังหวัด แลหัววเมืองสุราบ่อนเบี้ยสมภักษรขนอนตลาดค่าน้ำเตาน้ำตานเรือจ้าง แลเร่งเงินติดค้างนายอากอรณะหัววเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือทังปวง
ตราพญาราชภักดีได้ใช้แต่เท่านี้
๑๕ ตราพญาศรีพิพัทรัตนราชโกษาได้ใช้สองดวง คือเทพยุดาถือพระขรรค์นั่งแท่น ได้ใช้ไปจัดซื้อฝางแลสีนค้าณะหัววเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือแลเมืองเลกทังปวง ตราคนถือคันชั่ง ใช้ไปเบิกสีนค้าแลสิ่งของในกรุง
ตราพญาศรีพิพัทได้ใช้แต่เท่านี้
๑๖ ตราพระสุภาวดีทรงเครื่องยืนบนแท่นมือ ซ้าย
ขวา ถือสมุด พระราชสุภาวดีศรีสัจตเทพณรายสมุหะมาตยาธิบดีศรีสุเรนทราวาเมสวนพระสุรัศวดีกลางได้ใช้ไปตั้งสัศดีกลางณะหัววเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือ แลมีรับสั่งให้ไปเอาเลกณหัวเมือง ได้มีตรากำกับไปด้วย
ตราพระราชสุภาวดีได้ใช้แต่เท่านี้
๑๗ ตราพระศรีสุเรนทราธิบดีพิริยพรหมเทพราชมาตยาธิบดีศรีกะลาสมุหะพระสุรัศวัดี ได้ใช้ตรา ๕ ดวง
ตราคนถือหนังสือมือขวาไปเบิกเชิงเรือนทหารพลเรือนตามพระราชกำหนฏ แลทหารพลเรือนร้องฟ้องพิพาทบ่าวไพร่เลวไทเลวทาษซึ่งอยู่ณเมืองโท เมืองตรี แลเมืองเลก แลแขวงจังหวัด แลมีตราไปเอามาพิจารณาบาลพแนกตามกรม แลตั้ง ขุนสัศดี
รองสัศดี ภูดาษแต่ฝ่ายขวา แลนำพระราชโองการไปมอบหัววเมืองใหญ่ แลมีตราไปมอบเมืองโท แลเมืองตรี เมืองเลก ด้วยกิจราชการทังปวง ถ้ามีตราไปส่งคนประกับด้วยตราพระคชสีห ตราพระราชสีห ไปเบีกญ่าช้างสุพมาตราณะหัวเมืองทังปวง
ตราวิชิพ[29] เทพยุดาทรงเครื่องนั่งแท่นมือขวาถือฉัตร นำตรา พระราชสีห
พระคชสีห
บัวแก้ว ไปพระราชทานให้ไว้พระตำราข้าพระโยมสงฆ แลใช้ปิดขนบพระตำรานั้น
แลตราหาบโพล่บ่าขวานั้นเบิกด่านขนอนผู้ไปทางเรือนอกด่าน
แลตราหงษมีมรฎบได้เบิกขนอนไปทางเรือชาวด่าน
ตราบัวนั้นได้เบิกสิ่งของซึ่งบันดาได้เรียกส่วยราชการ
แลได้ใช้ตราทังนี้แต่บันดาขวา
ตราออกพระศรีกะลาสะมุทได้ใช้แต่เท่านี้
๑๘ ตราพระเทพาธิบดีศรีเทพณรายสมุหะมาตยาธิบดี ได้ใช้ตรา ๕ ดวง
คือตราคนถือหนังสือมือซ้ายไปเบิกเชีงเรือนทหารพลเรือนตามพระราชกำหนฎ แลทหารพลเรือนร้องฟ้องพิพาทบ่าวไพร่เลวไทเลวทาษแก่กันซึ่งอยู่ณะหัววเมือง ๒
๓ แลเมืองเลกแขวงจังหวัด แลมีตราไปเอามาพิจารณาบาลพแนกตามกรม แลนำพระราชโองการไปมอบเมืองใหญ่ แลมีตราไปมอบหัววเมือง ๒
๓ แลเมืองเลกไปตั้งขุนสัศดี รองสัศดี แลภูดาษแต่ฝ่ายซ้าย แลไปมาด้วยกิจราชการทังปวง ถ้ามีตราไปให้ส่งคนประกับตรา พระราชสีห
พระคชสีห
บัวแก้ว แลเบิกญ่าช้างสุพมาตราณะหัววเมืองทังปวง แลเบิกขนอนเรือตราพิชิพเทพยุดาทรงเครื่องนั่งแท่นมือซ้ายถือฉัตรนำตราพระราชสีหนำตราพระคชสีหนำตราบัวแก้วไปพระราชทานให้ไว้พระตำราข้าพระโยมสงฆแลได้ปิดขนบพระตำรานั้น
ตราคนหาบโพล่บ่าซ้ายนั้นได้เบิกขนอนด่านผู้ไปทางบกนอกด่านทังปวงนั้น
ตราเรือหงษมีมรฎบนั้นให้เบิกขนอนด่านผู้ไปทางเรือนอก ถ้านอกด่านนั้น
ตราบัวนั้นได้เบิกสิ่งของซึ่งบันดาได้เรียกส่วยราชการ
แลได้ใช้ตราทังนี้แต่บันดาฝ่ายซ้าย
ตราออกพระเทพได้ใช้แต่เท่านี้
๑๙ ตราพระอุเทนราธิราชกุมารดีดพินสามสายหลวงอินทมนตรีศรีจันทกุมารสมุหะพระสำรวดสารภากอรนอกประกับด้วยตราเพช
พญาทรแลตราบัวแก้วไปแก่กรมการแลเสนานายอากอรแลแขวงจังหวัดด้วยพระราชทานไร่นาอากอรสมภักษรขนอนตลาตน้ำลหารหัววป่าค่าที่เชิงเรือนแลหัววจังกอบ
อนึงพระราชทานไร่นาอากอรแลสั่งให้ทำตำราไว้ไปเมื่อหน้าไซ้ ตราพระอุเทนได้ปิดตราประจำพระตำรานั้น
อนึ่งมีตราไปแก่กรมการแลเสนาอากอรแลแขวงจังหวัดด้วยกิจไร่นาอากอรซึ่งสั่งให้เรียก แลสั่งให้เบิกคู่ความซึ่งวิวาทด้วยไร่นาอากอรทังปวง
อนึ่งมีตราไปแก่กรมการตั้งขุนหมื่นแลเรียกพิไนย ๆ สารแลหัววเมืองเลกมาจ่ายราชการสุพมาตราในกรมสาระภากอรนอก
แลตราหลวงอินทมนตรีได้ใช้แต่เท่านี้
๒๐[30] ตราพระอุเทนทราธิราชนั่งแท่นดีดพินสามสาย หลวงมงคลรัตนราชมนตรีศรีสมุหะพระสำรวจ์สาระภากอรในใช้[31] ไปแก่หลวงแก้วคฤหบดีรัตนด้วยพระราชทานอากอรสวน แลมีตราเสมาธรรมจักรไปประกับด้วย
อนึ่งใช้ไปเร่งเงินอากอรสวนแก่หลวงแก้วคฤหะบดีรัตน
อนึ่งถ้าพระราชทานอากอนสมภักษรหัวป่าค่าที่เชิงเรือนน้ำลหารซึ่งประมูนคงสาระภากอรในไซ้ มีตราไปแก่กรมการ
อนึ่งตั้งขุนหมื่นนายรวางแลนายกำนันต้องพิจารณาด้วยสวนไซ้ มีตราไปแก่หลวงแก้วคถหะ[วซ 8] บดีรัตนให้ส่ง
อนึ่งพระราชทานไร่นาอากอนสมภักษรน้ำลหารหัวป่าค่าที่เชิงเรือนซึ่งประมูนในพระคลังในก็ดี แลจะไปถึงขุนหมื่นพขนอนห้าม แลมีตรานางพระธรณีพระราไชยสวรรค์รักษาก็ดี แลตราคนชูโคมขุนสมบัดิบาลนั้นก็ดี แลมีตราพระอุเทนทไปด้วย
อนึ่งพระราชทานประมูนสาระภากอรในนั้น มีตราเพช
พญาทรแลตระเสตราธิบดี[32] แลตราพระอุเทนทไปด้วย
ตราหลวงมงคลรัตนราชมนตรีได้ใช้แต่เท่านี้
๒๑[33] ตราเทพยุดาถือดุลย ขุนหลวงพระไกรศรีราชสุภาวะดีได้ใช้ไปตั้งแพ่งผู้ปรับณะเมือง ๒
๓ ตามพนักงาน แลตั้งหมื่นแพ่งหมื่นสุภา แลเรียกค่าญ่าช้างสพมาตราแก่หมื่นแพ่งหมื่นสุภา
ตราขุนหลวงพระไกรศรีได้ใช้แต่เท้านี้
๒๒ ตราสิงฆทรงเครื่องยืน[34] บนแท่น ขุนกระเสมราชสุภาวะดีได้ใช้ไปตั้งแพ่งผู้ปรับณะเมือง ๑
๒
๓ ตามพนักงาน แลตั้งขุนแพ่งขุนสุภา แลเรียกค่าญ่าช้างสพมาตราแก่ขุนแพ่งขุนสุภาณะเมืองปากใต้ฝ่ายเหนือ
ตราขุนกระเสมได้ใช้แต่เท่านี้
๒๓ ตราม้า ขุนราชนิกุลนิตยภักดีได้ใช้ด้วยญ่าช้างสพมาตราณะหัววเมืองเลกแลแขวงขุนศรีมงคลตามอัถตราแต่ก่อน แลคนเรวถือหนังสือไปด้วยกิจราชการ แลให้กรมการแขวงเลี้ยงดูคนเรวแลส่งไปเบิกด่านขนอนไปมา
ตราขุนราชนิกุลนิตยภักดีได้ใช้แต่เท่านี้
๒๔ ตราเลียง[35] ผา ขุนเทพวรชุน[36] ราชปลัดได้ใช้ด้วยญ่าช้างสพมาตราณะหัววเมืองเลกแลแขวงจังหวัดตามอัตราแต่ก่อน แลคนเรวถือหนังสือไปด้วยกิจราชการ แลให้กรมการแขวงเลี้ยงดูคนเรว แลส่งไปแลเบีกด่านขนอนไปมา
ตราขุนเทพวรชุน[36] ได้ใช้แต่เท่านี้
๒๕ ตราคนมือขวาถือฆ้องระวัง ขุนเทเพนทรเทพบดีศรีสมุหะพระตำรวจกลางได้ใช้ไปแก่กรมการแลหัววเมืองเลกเรียกสิ่งยาสิ่งดีเลือดมันตับพุง แลยางแต้วหางยูงรางปืนหวายพโอง แลหนังหมีหนังกระบือ แลส่วยสนองคนใช้ส่วยหมันชันน้ำมันสำหรับเรือใช้ แลมอบเลก แลเรียกส่วยหลวงทังปวงตามทำเนียมแต่ในอัตรา
ตราขุนเทเพนทรได้ใช้[37] แต่เท่านี้
๒๖ ตราคนมือซ้ายถือฆ้องระวัง ขุนธรเนนทรเทพบดีศรีสะมุหะพระตำรวจกลางได้ใช้ไปแก่กรมการแลหัววเมืองเลกเรียกสิ่งยาสิ่งดีเลือดมันตับพุง แลยางแต้วหา[วซ 9] ยูงรางปืนหวายพโอง แลหนังหมีหนังกระบือ แลส่วยสนองคนใช้ส่วยหมันชันน้ำมันสำหรับเรือใช้ แลมอบเลก แลเรียกสาวยหลวงทังปวงตามทำเนียมแต่ในอัตราสาระภากอร แลสิ่งของซึ่งจะได้เปนราชการทังปวง
ตราขุนธรเนนทร[38] ได้ใช้แต่เท่านี้
๒๗ ถ้าแลเจ้ากรมไปราชการก็ดี หาตัวหมิได้ก็ดี แลฝากที่แก่ผู้ใด ๆ ไซ้ ให้ฟังตราผู้นั้นแต่ตามทำเนียมเจ้ากรมนั้นได้ใช้
อนึ่งทวยราษฎรผู้มีคดีทำหนังสืออุธรแก่ท้าวพญามหาเสนาราชมนตรีแลกระลาการในกรมใด ๆ มิใช่[39] พนักงานตระทรวงได้พิจารณา แลอย่าให้ท้าวพญามหามนตรีแลขุนโรงสารในใด ๆ รับเอาความอุธรนั้นว่า
๒๘ อนึ่งแขวงทังสี่จะได้ว่าอรรถคดีทังปวงไซ้แต่เบี้ยต่ำแสนลงไป แลทวยราษฎรผู้มีคดีเอาอรรถคดีเบี้ยพ้นแสนไปให้แขวงทังสี่ว่าอรรถคดีนั้นไซ้ อย่าให้แขวงว่า แต่ว่าให้กุมไว้ ถ้าแลกรมใด ๆ มีโรงสานแลได้จ่ายญ่าช้างสพมาตราแลขุนราชนิกุลนิตยภักดีซึ่งได้จ่ายญ่าช้างเถื่อนนั้น จึ่งให้เบิกความเบี้ยพ้นแสนนั้นไปพิจารณาตามตระทรวง ถ้าแลอรรถคดีผิดตระทรวงไซ้ อย่าให้เบิกอรรถคดีนั้นไปพิจารณา ถ้าแลกรมใด ๆ ซึ่งหาโรงสานมิได้จะเบิกเอาอรรถคดีมาพิจารณา อย่าให้แขวงส่ง ถ้ามีตรากรมใด ๆ ซึ่งมีในพระธรรมนูนให้ใช้นี้ แลใช้ตราล่วงกรมบังคับบังชาไปมาแปลกพระธรรมนูนนี้ไซ้[วซ 10] อย่าให้ฟัง ให้บอกเข้ามายังมหาดไท ถ้ามีตรามหาดไทใช้ตราล่วงกรมบังคับบังชาไปแปลกพระธรรมนูน อย่าให้ฟัง ให้บอกถึงพระศรีภูริปรีชา
อนึ่งถ้ามีตรากรมใด ๆ นอกพระธรรมนูนนี้ไปแก่กรมการแลแขวงจังหวัดให้เรียกส่วยสาอากอรสมภักษรขนอนตลาดน้ำลหารหัวป่าค่าที่เชิงเรือน แลผู้คนซึ่่งมีอรรถคดี แลตั้งขุนหมื่น แลด้วยสารพะประการใด ๆ อย่าให้ฟัง แลให้กรมการแลแขวงจังหวัดคุมเอาผู้ถือตราแลตรานั้นเข้ามายับมหาดไท แลให้ทำตามบันหยัดไว้นี้ แลรับตรานอกพระธรรมนูนนี้ก็ดี ใช้ตราล่วงพระธรรมนูนนี้ไซ้[16] จะให้ลงพระราชอาช
าแก่ผู้นั้นจนสี้นชีวิตร
ศักราช ๙๙๗ กุรสัพศก
๒๙ อนึ่งถ้าจะเอาตราไปวางนั้น ให้ไปดูขุนหมื่นกรมการผู้จะรับตราพร้อมกันอยู่ณะศาลากลางแล้ว จึ่งให้ข้าหลวงผู้ถือตราเอาเซื่อ[40] เกี้ยวพุงถือตรานั้นสองมือชูเพียงนมวางต่อมือพระหลวงขุนหมื่นผู้รับตรานั้นวางไว้ที่อื่น ถ้านั่งเรือนแห่งใด ๆ อย่าวางตรานั้น ถ้ายังมิได้วางตรา อย่าให้ไหว้ขุนหมื่นผู้นั้น มิชอบ ต่อวางตราแล้วถ้าจะไหว้ก็ตามเถิด ถ้ากรมการผู้รับตรานั้นจะต้องว่าความเมืองใด ให้ว่าเมืองนั้นตามพระราชกำหนฏ แลตอบว่าประการใด ๆ มิส่งนั้น ถ้าจะรับเอาไปมิได้ ด้วยมีสารตรามานั้น จะให้ข้ารับตอบนั้นมิได้ ถ้าตอบส่งจะรับไป ถ้าจะตอบให้เจ้าจอมรู้ ก็ให้แต่งทนายถือตราตอบซึ่งมิส่งนี้ขึ้นไป จึ่งจะชอบด้วยราชการ แลให้ว่ากรมการจงดี แลเกาะเอาคนกรมการนัน[วซ 11] มาจำเอาคู่ความ ถ้าแลจำมิออก ให้เอาตัวคนนั้นขึ้นมาจงได้แล
ลักษณพระธรรมนูนใช้ตราสงเขบสิ้นแต่เท่านี[วซ 12]
- ↑ พิมพ์ตามฉะบับหลวง L3 ยังเหลืออีกฉะบับหนึ่ง คือ L3x (ก)
- ↑ ก: บาฬี
- ↑ ต้นฉะบับ: กล่าวหาพญาณว่า แก้ตาม ก
- ↑ ก: สาลราษ
- ↑ 5.0 5.1 ก: หยิกหยอก
- ↑ ต้นฉะบับ: เช้า แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ค้า แก้ตาม ก
- ↑ 8.0 8.1 ต้นฉะบับ: มี แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: สมขบ แก้ตาม ก
- ↑ ก: นครบาลนา
- ↑ ต้นฉะบับ: นี้ แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ที แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: รัว แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ค่า ไม่มี เพิ่มตาม ก
- ↑ ก: วิริยมเหศ์ร์
- ↑ 16.0 16.1 16.2 ต้นฉะบับ: ใซ้ แก้ตาม ก
- ↑ ต่อจากนี้ ก ไม่ได้ลงเลขต่อไป เว้นแต่บทที่ 38 และ 39 สองบทเท่านั้นที่ลงเลขอีก
- ↑ ก: ต้นฉะบับ: อนึง
- ↑ ต้นฉะบับ: ตราพระ ราชสีห
คชสีห
บัวแก้ว แก้ตาม ก - ↑ ก: สิ่งของใด ๆ
- ↑ ต้นฉะบับ: มี แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ใต่ แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: วิริยษ
- ↑ ก: สัตว
- ↑ ต้นฉะบับ: นึ่ง
- ↑ ก: องคช
- ↑ ก: เทพยุดา
- ↑ ก: เสนาธิบดี
- ↑ ก: วิชีพ
- ↑ ก: ลงเลข ๑๗
- ↑ ต้นฉะบับ: ไช้ แก้ตาม ก
- ↑ ก: พญาธรแลกระเสดตราธิบดี
- ↑ ก ลงเลข ๑๘
- ↑ ต้นฉะบับ: ยื่น แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: เลี้ยง แก้ตาม ก
- ↑ 36.0 36.1 ก: อรชุน
- ↑ ต้นฉะบับ: ขนเทเพนใช้
- ↑ ก: ธรเนน
- ↑ ต้นฉะบับ: ใช้ แก้ตาม ก
- ↑ ก: เสื้อ
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “กัลง” เป็น “กลัง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “สิง” เป็น “สิ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: ศัก” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ทรัท” เป็น “ทรัพ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: ใพร่ แก้ตาม ก” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ไน” เป็น “ใน” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ตรว” เป็น “ตรา” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “คถหะ” เป็น “คฤหะ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “หา” เป็น “หาง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉบับ: ใซ้ แก้ตาม ก” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “นัน” เป็น “นั้น” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “นี” เป็น “นี้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)