ข้ามไปเนื้อหา

ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 2/ส่วนที่ 1

จาก วิกิซอร์ซ
พระไอยการลักษณผัว
เมีย
[1]

ในลักษณผัวเมียนี้มีบาฬีในคำภีรพระธรรมสาตรกล่าวดั่งนี้ ชายมฺปติกสฺส วิปตฺติเภทา แปลเนื้อความว่า วิปฺตติเภทา อันว่าปรเพทแห่งผัวเมียอันจะบังเกิดอธิกรเปนมูลวิวาทต่าง ๆ นักปราชพึง[2] รู้โดยสาขะคดี[3] มีประการอันมาก อันบุราณราชกระษัตรมีพระราชบัญญัติจัดเปนบทมาตราสืบ ๆ มาดั่งนี้

ศุภมัศดุะ ๑๙๐๔ ศกชวดนักสัตวเดีอน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำจันทวาระ มีพระราชโองการมานะพระบันทูลพระราชอาาสมเดจพระเจ้ารามาธิบดีศรีบรมจักรพรรดิราชาบพิตรเปนเจ้าอยู่หัวให้ตราพระราชกฤษฎิกาบัญญัติคำนับเผดิยงแก่เสนาพฤฒามาตยราชมนตรีภิริโยธามุขทุกกระทรวงทบวง[4] การทหาร[5] พลเรีอนซ้ายขวาประชาราษฎรทังหลายสมสังกัดพรรคอันมีในแว่นแคว้นพระนครศรีอยุทธยามหาดิหลกภพนพรัตนราชธานีบุริรมย ตั้งแต่นี้สืบไปเมื่อหน้า

อันว่าลักษณเมียนั้นมี ๓ ประการ ๆ หนึ่งหญิงอันบิดามานดากุมมือให้เปนเมียชาย ได้ชื่อว่าเปนเมียกลางเมือง

ประการหนึ่งชายฃอหญิงมาเลี้ยงเปนอนุภรรยาหลั่นเมียหลวงลงมา ได้ชื่อว่าเมียกลางนอก

ประการหนึ่งหญิงใดมี[6] ทุกขยาก ชายช่วยไถ่ได้มา เหนหมดหน้าเลิ้ยงเปนเมีย ได้ชื่อว่าเมียกลางทาษี

ถ้าชายใดทำชู้ด้วยเมียกลางเมือง ให้ไหมจงเตมโดยพระราชกฤษฎิกา ถ้าชายใดทำชู้ด้วยเมียกลางนอก ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกาเดิม ทำ ๕ ส่วน ยกเสียส่วน ๑ เอา ๔ ส่วน ถ้าชายใดทำชู้ด้วยเมียกลางทาษี ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา ทำ ๕ ส่วน ยกเสีย ๒ ส่วน เอาสามส่วน

ส่วนหญิงอันร้าย ให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกฉบาแดงสองหู[7] ร้อยดอกฉะบาเปนมาไลยไส่ ศีศะ
ฅอ
ให้นายฉะมองตีฆ้องนำหน้าประจานสามวัน ถ้าจไถ่โทาประจาน ให้ไถ่ตามกระเสียรอายุศมหญิงเปนข้าหย้าช้างหลวง ถ้าชายผัวมันยังรักเมียมันมิให้ประจานไซ้ ให้เอาสีนไหมเข้าพระคลังหลวง

ถ้าหญิงนั้นยังทำชู้ด้วยชายผู้เดียวนั้นถึงสองถ่าเล่าไซ้ ให้ไหมทวีคูน ถ้าทำชู้เปลี่ยน[8] ชายอื่น ให้ไหมชายชู้นั้นโดยปรถมผิดเมีย ส่วนหญิงนั้นให้โกนศีศะเปนตะแลงแกงเอาขึ้นขาหย่างประจาน แล้วให้ทเวนรอบตลาด แล้วให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๐ ที ถ้าผัวมันยังรักเมียมันแลมีให้ลงโทษแก่เมียมันไซ้ ให้เอาสินไหมเฃ้าพระคลังหลวง ถ้าหญิงนั้นมันยังทำชู้ด้วยชายอื่นเล่าไซ้ ท่านมิให้ไหมชายชู้นั้นเลย ส่วนหญิงนั้นให้ลงโทษดุจเดียว แล้วให้สักรูบ ชาย
หญิง
ไว้ในแก้ม ถ้าชายผัวมันยังรักเมียมันแลมีให้ลงโทษไซ้ ให้สักทัง หญิง
ชาย
นั้นแล

อันว่าลักษณผิดภรรยาท่านยังมิถึงชำเรามี ๕ ประการ ประการหนึ่งชายยุดมือถือนมหยอกเมียท่าน ประการหนึ่งษามีท่านหมิอยู่ ขึ้นไปหาเมียท่านถึงในเรือน ประการหนึ่งไปหาเมียท่านในที่ลับ ประการหนึ่งชายลักลอบพูดจาด้วยเมียท่าน ประการหนึ่งไปหาเมียท่านถึงในห้องที่นอน ๕ ประการนี้ได้ชื่อ[9] ว่าผิดภรรยาท่านยังมิถึงชำเรา ให้ปรับไหมโดยอันดับ

1

๑ มาตราหนึ่ง ชายใดข่มขืนภิริยาท่านถึงชำเรา ให้ไหมโดยประถมผิดเมียทวีคูน ถ้าข่มขืนมิได้ถึงชำเรา ให้ไหมโดยปรถมผิดเมีย

2

๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเล้าโลมจับมือถือนมกอดจูบเมียท่านก็ดี ผัวท่านไม่อยู่ ไปหาเมียท่านถึงในเรือนแลในสถานที่ลับ ไม่มีผู้ใดอยู่ด้วยเปนคำนับก็ดี ไปหาเมียท่านถึงที่นอนในห้อง อยู่แต่สองต่อสองก็ดี ท่านให้ไหมชายนั้นกึ่งเบี้ย[10] ปรถมผิดเมีย ถ้าผู้ใดกล่าวคำแพละโลมเมียท่านก็ดี ลักลอบพูดจาด้วยเมียท่านก็ดี พิจารณาเปนสัจไซ้ ให้ไหมชายนั้นกึ่งเบี้ย[11] ชักมือถือนมกอดจูบนั้น

3

๓ มาตราหนึ่ง ผู้ใดไปการณรงคสงครามก็ดี โดยเสดจพระผู้เปนเจ้าก็ดี ไปราชการก็ดี อยู่พายหลังมีผู้มาทำชู้ด้วยเมียท่านไซ้ ให้ไหมทวีคูน

4

๔ มาตราหนึ่ง ชายใดทำชู้ด้วยเมียท่านไซ้ ให้ไหมโดยปรถมผิดเมีย ถ้ามีผู้ชักสื่อ ให้ไหมผู้ชักสื่อกึ่งผู้ผิดเมีย ถ้าผู้ใดเปนใจสมรู้ให้ทำชู้ด้วยเมียท่าน ให้ไหมกึ่งผู้ชักสื่อ ถ้าเจ้าไช้ให้ข้าชักสื่อ ท่านว่าข้าเถียงเจ้ามิได้ อย่าให้ไหมทาษนั้นเลย ให้ไหมเจ้ามันนั้นโดยชักสื่ออีกลาหนึ่ง

กล่าวลักษณเมีย ๓ ประการแลปรับโทษผิดเมียโดยสงเขบแต่เท่านี้

5

๕ มาตราหนึ่ง หญิงอันแรงทำชู้เหนือผัว ผัวมันเอาสีนไหมถึง ๒ ถ่าแล้ว มันยังทำชู้สู่ชายเหนือผัวมันอีกเล่าไซ้ ท่านว่ามิให้ไหมชายชู้นั้นเลย

6

๖ มาตราหนึ่ง ชายใดสู่ฃอเอาหญิงคน ขับ
รำ
เที่ยว[12] ฃอทานเลิ้ยงชิวิตรแลหญิงนคระโสเพนีมาเลิ้ยงเปนเมีย ทำชู้เหนือผัวก็ดี หญิงใดทำชู้เหนือผัวดุจดั่งอำแดงอู[13] ผู้เปนเมียพระจุลาไภยร้างกันอยู่ หลวงราชรินเปนผัวเล่า ครั้นผิดกับหลวงราชรินร้างกันอยู่ มาเอาเจ้าชาดเปนผัวเล่า พระจุลาไภยผัวเก่าทำฎีกาทูลเกล้าฯ ถวาย หาความหลวงราชรินเจ้าชาต ถ้าหญิงใดดุจดังอำแดงอู[13] นี้ก็ดี ผัวรู้ด้วยประการใด ๆ พิจารณาเปนสัจไซ้ ท่านให้ผจาน หญิง
ชาย
นั้นด้วยไถนา ส่วนหญิงอันร้ายให้เอาเฉลวปะหน้า ทัดดอกฉบาแดงทังสองหู ร้อยดอกฉบาแดงเปนมาไลยไส่ ศีศะ
ฅอ
แล้วให้เอาหญิงนั้นเข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง ชายชู้เทียมแอกข้างหนึ่ง ผจานด้วยไถนา ๓ วัน ถ้าแลชายผู้ผัวนั้นยังรักเมียอยู่มีให้ผจานไซ้ ท่านให้เอาชายผู้ผัวนั้นเข้าเทียมแอกข้างหนึ่ง หญิงอยู่ข้างหนึ่ง อย่าให้ปรับไหมชายชู้นั้นเลย

7

๗ มาตราหนึ่ง หญิงใดทำชู้นอกใจผัว มันเอาชายชู้นั้นมาร่วมประเวนีในวันเดียว ๒ คนขึ้นไป ท่านว่าเปนหญิงแพศยา มิให้ปรับไหมชายชู้นั้นเลย ให้เอาปูนเฃียนหน้าหญิงร้ายนั้นเปนตราง ร้อยดอกฉะบาเปนมาไลยไส่ ศีศะ
ฅอ
แล้วเอาขึ้นฃาหย่างผจานโดยพระราชกฤษฎีกา ส่วนชายนั้นให้จำฅา ให้นั่งไต้ฃาหย่างผจาน ๓ วัน แล้วให้ทวน ชาย
หญิง
โดยสกันมิสกัน

กล่าวลักษณแห่งหญิงแพศยาปรับมิได้โดยสงเขบยุติแต่เท่านี้

8

๘ มาตราหนึ่ง หญิงนอกใจผัว ผัวจับหญิงนอนหงายชายนอนคว่ำ ถ้าจฆ่าชายนั้นเสียไซ้ ให้ฆ่าหญิงนั้นเสียด้วย อย่าให้ฆ่าแต่ผู้เดียว ถ้าฆ่าแต่หญิงไซ้ ให้ไหมผัวตามบันดาศักเปนพิในยหลวง

9

๙ มาตราหนึ่ง หญิงใดทำชู้เหนือผัว ผัวจับชู้ได้ มิทันพิจารณา บันดาลโกรธตีด่าฆ่าฟันแทงชายชู้นั้นตายไซ้ ให้พิจารณา ถ้าเปนสัจว่าชายทำชู้ด้วยเมียมันจริง มิให้เอาโทษแก่ชาย[14] เจ้าเมียนั้นเลย ถ้าชายผู้ผัวบทันฆ่าตีหญิง หญิงหนีรอดไซ้ ให้เอาหญิงนั้นเปนคนหลวง ท่านจให้ลงโทษประการใด ตามพระราชอาาท่านนั้นแล

10

๑๐ มาตราหนึ่ง หญิงใดทำชู้นอกใจผัว พิจารณาเปนสัจ ให้ปรับไหมชายหญิงโดยพระราชกฤษฎีกา แลโคกระบือช้างม้าเรือเกวิยรแลทาษกำมกรชายหญิงสี่งสรรพทรัพทังปวงมีมากน้อยเท่าใดก็ดี ท่านว่าให้แก่ชายผัวเก่าจงสิ้น ถ้าชายผัวไม่สมักเลิ้ยงหญิงต่อไปไซ้ ให้หญิงนั้นไปแต่ผ้านุ่งผืนหนึ่งผ้าห่มผืนหนึ่ง

11

๑๑ มาตราหนึ่ง ชายทำชู้ด้วยเมียผู้มีบันดาศักดิก็ดี หาบันดาศักดิมิได้ก็ดี ผัวมันจับได้ ฟันแทงชายชู้นั้นตาย ยังแต่หญิง ให้เอาหญิงนั้นเปนคนหลวง ถ้าฟันแทงหญิงนั้นตาย ยังแต่ชายชู้ ให้ไหมชายชู้โดยปรถมผิดเมียทวีคูน เอาเปนพีในหลวง

12

๑๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใดว่าชายชู้ผู้หนึ่งทำชู้ด้วยเมียตน เอาแต่ชายซึ่งว่าเปนชู้นั้นไปฆ่าฟันตาย ถ้าเปนสัจว่าผิดเมียมันจริงก็ดี มันเลมิด ให้ลงโทษโดยโทษาณุโทษ แลให้ไหมโดยตีคนตาย คนซึ่งไปด้วยให้ไหมจงท่วนคน ถ้ามิได้ผิดเมียมันไซ้ ให้ฆ่ามันคนร้ายซึ่งทำแก่ท่านให้ตก[15] ไปตามกัน

13

๑๓ มาตราหนึ่ง ชายใดทำชู้ด้วยเมียท่าน ท่านจับได้ทัง หญิง
ชาย
ถ้าจเอาสินไหม ให้เอามายังแพ่ง[16] ให้พิจารณา ถ้าเจ้าผัวเหนว่าสินไหมนั้นน้อย จฃอฟันแทงเสีย ท่านมิให้ฟัง

14

๑๔ มาตราหนึ่ง หญิงใดผัวไปราชการแลไปด้วยกิจทุระค้าขายต่างเมือง อยู่พายหลังมีชู้สู่ชายอื่น[วซ 1] แลพี่น้องแห่งผัวจับชายชู้นั้นได้ไซ้ ท่านว่าให้กฎหมายไว้ยังแพ่งแห่งสุภาจ่า[17] เมืองให้รู้ ต่อเมื่อใดผัวมาจหาความ ให้หาโดยขนาด ถ้า พ่อแม่
พี่น้อง
ชายผู้ผัวด่าตีฟันแทงชายชู้มีบาดเจบไซ้ ให้ไหมโดยด่าตีบาดเจบ ถ้าถึงตาย ให้ฆ่าผู้ฟันแทงนั้นให้ตกไปตามกัน

15

๑๕ มาตราหนึ่ง หญิงใดทำชู้นอกใจผัว ผัวรู้เหนประการใด[18] ให้สุภาตระลาการพิจารณา เมื่อสวน[19] สับขับแท้เปนสัจว่าชายทำชู้ด้วยเมียมันจริงไซ้ ยังมิได้ทอดสินไหมพิใน แลชายผู้ผัวนั้นได้สู่หาเมียตนในกระลาการไซ้ ท่านว่าชายผู้ผัวนั้นมิชอบระบอบความเมืองท่าน แลให้พระสุภาวดีไหมชายชู้นั้นจงเตม แลสินไหมชึ่ง[วซ 2] เจ้าผัวจได้นั้น อย่าให้แก่เจ้าผัวเลย ให้ส่งเข้าพระคลังหลวงจงสิ้น เพราะมันยังรักเมียมัน จะมาหาความแก่ท่านเยิยใด ชายชู้ผู้ผิดนั้นไซ้อย่าให้เคยทำร้ายเมียท่านอันอยู่ในแผ่นดินแห่งพระเจ้าอยู่หัว

16

๑๖ มาตราหนึ่ง หญิงใดนอกใจผัวมีชู้ ชายชู้ตีฟันแทงชายผู้เปนผัวตาย ท่านว่าให้ฆ่าชายชู้แลหญิงนั้นให้ตกไปตามกัน ถ้ามิตายแต่บาดเจบไซ้ ให้ไหมชายชู้เปนปรถมผิดเมียทวีคูน แล้วให้ไหมโดยบาดเจบนั้นอีกโสดหนึ่ง ส่วนหญิง[20] ไซ้ให้ประจานโดยพระราชกฤษฎีกา

17

๑๗ มาตราหนึ่ง หญิงใดมีผัวแล้วมันไปถึงเย่า[21] เรือนชาย ๆ ทำชู้ด้วยหญิงนั้น ผัวมันรู้ว่าชายทำชู้ด้วยเมียมัน พิจารณาเปนสัจไซ้[22] ท่านให้ไหมชายชู้ให้แก่เจ้าเมีย แลให้ผจานหญิงนั้นโดยพระราชกฤษฎีกา

18

๑๘ มาตราหนึ่ง หญิงทำชู้เหนือผัว ไหมชายชู้ให้แก่เจ้าเมียนแล้ว เจ้าเมียมิเลี้ยงหญิง จะขายหญิงนั้นเล่าไซ้มิได้ ท่านว่าชายเจ้าผัวได้สีนไหมแล้ว จมาฃายหญิงเล่า ชายผู้ผัวจะได้สองส่วนดั่งนั้นมิชอบ มิควรยิน ให้ชายผู้ผัวได้แต่สีนไหมเท่านั้น ถ้าชายช่วยหญิงนั้นมาเลี้ยงเปนเมีย มีข้าตัวมากน้อยเท่าใด หญิงหาบุตรมิได้ ก็ให้หญิงนั้นส่งข้าตัวจงถ้วน แล้วเวนตัวหญิงแก่พ่อแม่พี่น้องพวกพ้องพงษพันธุ์เจ้างานหมื่นขุนมุนนายหญิงนั้น

19

๑๙ มาตราหนึ่ง ชายใดผิดภรรยาท่าน ทอดสินไหมพิในแล้วหาอันจะเสียมิได้ ตกในกระลาการก็ดี ยอมไปเปนทาษแห่งชายเจ้าผัวแทนสินไหมก็ดี อยู่มาชายผู้ผัวนั้นถึงแก่มรณภาพแล้ว ชายชู้นั้นพ้นจากทาษแห่งท่าน ลูกหลานญาติพี่น้องผู้ได้มรดกจะว่า[23] ชายชู[วซ 3] ผู้นั้นเปนทาษแห่งบิดามานดาญาติพี่น้องนั้นมิได้ เพราะเหดุว่าผู้เปนอิศระภาพนั้นถึงแก่มรณภาพหาโทษมิได้แล้วไช่ทรัพยสินไถ่กู้ยืม[24] แห่งผู้มรณภาพนั้น

20

๒๐ มาตราหนึ่ง หญิงมีสามีเกิดบุตรด้วยกัน แลหญิงนั้นหนีผัวไปในสถานที่ ใกล้
ไกล
ก็ดี หญิงนั้นไปมีผัวไหม่เกิดบุตรก็ดี หาบุตรมิได้ก็ดี ให้ปรับไหม ชาย
หญิง
โดยพระราชกฤษฎีกา ถ้าหญิงนั้นอยู่ด้วยผัวเก่า ยังหาบุตรมิได้ แลหนีผัวไปมีผัวอื่น เกิดบุตรแต่คนหนึ่งสองคน ให้ไหมชายหญิงโดยปรถมผิดเมีย ถ้าหญิงมีบุตรด้วยผัวไหม่ตั้งแต่สามคนขึ้นไป จะปรับไหมเอาโทษ ชาย
หญิง
นั้นมิได้ ถ้าผัวเก่าสู่ฃอมี สีนสอด
ขันหมาก
ก็ดี ช่วยไถ่ได้มาก็ดี แลหญิงนั้นเกบเอาทรัพยสีงฃองแห่งชายผัวเก่าไปด้วยก็ดี ให้หญิงนั้นส่ง[25] สีนสอด
ขันหมาก
แลสินไถ่แลทรัพยสิ่งของซึ่งเกบเอาไปนั้นจงถ้วน ตัวหญิงนั้นให้สิทแก่ผัวไหม่

21

๒๑ มาตราหนึ่ง ชายใดภาเมียท่านไปสำนักเรือนญาติพี่น้องเพื่อนฝูงมัน แลมันทำชู้สู่หญิงนั้น เจ้าเรือนรู้เหนเปนใจให้สำนัก มิได้บอกแก่เจ้าผัวแลนาย บ้าน
เมีอง
ให้ท่านรู้ด้วย[26] ประการใด พิจารณาเปนสัจไซ้ ท่านให้ลงโทษกึ่งผู้ชักสื่อ

22

๒๒ มาตราหนึ่ง เมียท่านหนีมาอยู[วซ 4] ด้วยบิดามานดาพี่น้อง ๆ เอาหญิงนั้นไว้แต่เดีอนหนึ่ง ถ้าแลเอาไว้พ้นเดือนหนึ่งไซ้ ท่านว่ามิชอบ ให้ส่งหญิงนั้นให้แก่เจ้าเมีย ถ้าแลชายผัวมาถามหา อำรพางไว้ก็ดี ซุ่มซ่อนเสียก็ดี เสีอกไสไปเสียด้วยประการใด ๆ ก็ดี ให้ไหมผู้นั้นเปนข้อเลมิด เหดุมิได้ว่ากล่าวตามผิดแลชอบ เอาเมียท่านไปเสีอกไส้เสียให้ยากแก่ความเมีองท่าน

23

๒๓ มาตราหนึ่ง หญิงหนีผัวไปต่างเมีอง มีผู้เอาไปฃายถึงสามประทวนขึ้นไป ถ้าเจ้าเมียไปภบไซ้ ท่านว่าฃายไปถึงสามประทวนแล้ว เจ้าเมียมิรู้ ท่านว่าฃาดแก่ผู้ไถ่ ถ้าเจ้าเมียจะเอาเมียตัวมาไซ้ ให้ไถ่เอามาตามมากแลน้อย แล้วให้หญิงนั้นนำไปหาความแก่ผู้ฃาย ถ้าผู้ฃายตายก็ดี หนีก็ดี เปนอาพับแก่เจ้าเมียนั้นแล

24

๒๔ มาตราหนึ่ง เมียท่านหนีมาอยู่ด้วยในเรือนผู้ใด เจ้าเรือนเอาเมียท่านไว้ ถ้าแลเจ้าเมียมาตามหา แลอำพรางว่าหาได้มาอยู่ไม่ อยู่มาเจ้าเมียมาพบในเรือนตนเล่า ท่านให้ไหมเสมอลักภาเมียท่าน

25

๒๕ มาตราหนึ่ง ผู้ใดทำชู้ด้วยเมียท่าน แลชายชู้นั้นจะเอาเมียท่านมาเปนเมียตน ท่านว่าอย่าพึง[27] ให้ ให้ส่งหญิงนั้นให้แก่ผัวมันจงได้ ข้าเมียแลบาดเบี้ยเท่าใด ให้ไหมเท่านั้นให้แก่เจ้าผัวจงสี้น

26

๒๖ มาตราหนึ่ง ชายใดเมียมิได้มีชู้ ว่ามีชู้ จับชู้มิได้ ตีเมียช้ำแตกหักสาหัดสากรรจ์ ท่านให้ไหมชายนั้นดั่งตนดั่งท่าน ถ้าชายกับหญิงมิเสียกันไซ้ สีนไหมนั้นให้แก่ พ่อแม่
พี่ป้า
น้าอา
แห่งหญิงนั้น เพราะว่าเขาเลี้ยงหญิงนั้นมายาก[28]

27

๒๗ มาตราหนึ่ง หญิงใดไปสู่ผัวท่าน แลมันอ้างสำหาวด่าทอทนงศักดีแก่หญิงเจ้าผัว ฟ้องให้เรียกเจ้าผัวก็ดี เจ้าผัวฟ้องให้เรียกหญิงนั้นก็ดี แลมันเถียงว่ามิได้ว่าร้าย ถึงถามแลมันจนแก่พิจารณาไซ้ ท่านให้ฉีกผ้ามันเท่า ๔ นี้ว ให้มันนุ่งคาดเตี่ยว เอาเฉลวปะหน้าผากมัน เอาขึ้นฃาหย่างไว้ แล้วจึ่งให้ปลงลงตีด้วยไม้หวาย ๓ ลำทีหนึ่งโดยโทษอันมันเถียงเจ้าผัวนั้นแล

28

๒๘ มาตราหนึ่ง ชายประมาทเมียท่านว่าหญิงนี้เปนชู้กูก่อน เมื่อพิจารณามีเปนสัจว่าชายนั้นเปนชู้ด้วยหญิงนั้นไซ้ ท่านให้ไหมชายนั้นกึ่งตัวหญิง ถ้าเปนสัจว่าหญิงนั้นเปนชู้ด้วยชายนั้นก่อนจริงไซ้ ท่านให้ไหมชายนั้นแต่กึ่งนั้นลงมาเล่า เพราะชายมากล่าวคำประมาทหญิงเหล้นแต่ภอจะให้หญิงนั้นได้อายมิชอบ

29

๒๙ มาตราหนึ่ง หญืงหนีผัวไปต่างเมีองในขอบขันทเสมาจังหวัด ๑๖ หัวเมืองซึ่งกำหนฎไว้นั้น แลหญิงนั้นโลเลมิบอกชายว่ามีผัวหนีผัวมา ชายมิรู้ทำชู้ด้วยหญิง หญิงทำชู้ด้วยชายต่อหนึ่งสองต่อขึ้นไป แลจะเอาโทษแก่ชายนั้นมิได้ ถ้าชายรู้ว่าหญิงนั้นมีผัวอยู่หนีผัวมา รู้ด้วย[29] ปรการใด ๆ แล้วทำชู้ด้วยไซ้ ให้ไหมชายชู้โดยพระราชกฤษฎีกา แลให้เอาโทษหญิงนั้นโดยสกรรมิสกรร เหดุหญิงมิได้ว่ากล่าวตามผิดแลชอบว่าผัวเลี้ยงดูเปนธรรมมิเปนธรรมแล้วแลหนีไป

30

๓๐ มาตราหนึ่ง ผัวตายหงายไว้ทังโลง[30] สภยังอยู่กับเรือน หญิงเมียนั้นน้ำตาตกแลคล้อยใจกำหนัดชักเอาชายมานอน แลผีตายหงายรับกันอยู่ดั่งนั้น ถ้าพี่น้องชายผู้ตายรู้เหนเอาความมาร้องฟ้อง เมื่อสวนสับขับแท้แพ้จริงไซ้ ท่านให้สานกะตร้อตากลวยครอบศีศะหญิงนั้นลงเพียงตา ให้ทะเวนรอบเรือนที่ผีผัวอยู่นั้นสามรอบ แล้วให้ไหมชายชู้เปนเบี้ย ๑๐ แสนให้แก่ญาติพี่น้องเผาผีผู้ตาย

31

๓๑ มาตราหนึ่ง บุทคนผู้ใดภาบุตรภรรยาไปถานที่ไกล แลเกิดอุบัดิเหดุเปนจุลาจลการณรงคสงคราม แลบุทคนซึ่งภาบุตรภรรยาไปนั้นพรัดพรากกัน มีผู้ใดภาไปพ้นณรงคสงคราม ครั้นอยู่มาเฃามาพบลูกเมียเฃาไซ้ ท่านให้ผู้ได้นั้นคืนให้ัแก่เจ้าบุตรภรรยา ท่านว่าให้เจ้าผัวมันนั้นให้บำเหนจแก่ผู้ได้นั้นโดยควร

32

๓๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใดไปรบศึกได้หญิงเชลยมาเลิ้ยงเปน ภรรยาหลวง
อณุภรรยา
ทาษภรรยา
ก็ดี ชายใดมาทำชู้ด้วยหญิงนั้น มีโทษ[31] ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา

33

๓๓ มาตราหนึ่ง หญิงข้าก็ดี ไทก็ดี มาฃออาไศรยอยู่ด้วยชายก็ดี ชายรับประกันไว้ก็ดี แลชายเลี้ยงหญิงนั้นไว้ให้มันกีน ถ้ามันจะไปจากไซ้ จะคิดเอาข้าเฃ้าแก่มันนั้นมิได้ เพราะได้ใช้มันแล้ว ถ้าชายไปมาหาสู่มัน เกิดลูกด้วยมัน มันนอกใจมีชู้ ให้ไหมชายชู้แลหญิงนั้นโดยฉันอณุภรรยา

34

๓๔ มาตราหนึ่ง หญิงใดว่าหญิงอื่นมักผัวตน แลวานพี่น้องลูกหลานเพื่อนฝูงไปช่วยด่าหญิงซึ่งว่ามักผัวตนนั้น ถ้าพิจารณาเปนสัจว่ามักผัวมันไซ้ อย่าให้ไหมหญิงต้นเหดุเลย เหดุเฃาเปนต้นปรเวนี ให้ไหมแต่พวกเพื่อนโดยพระราชกฤษฎีกา ถ้าถึงตบตีฟันแทง พิจารณาเปนสัจว่ามักผัวมันไซ้ ให้ไหมหญิงต้นเหดุแลพวกเพื่อนลาหนึ่งโดยพระราชกฤษฎีกา ถ้ามิเปนสัจว่ามักผัวตนไซ้ ให้ไหมหญิงต้นเหดุแลพวกเพื่อนทวีคูน

ถ้าหญิงชู้มาทำชู้ด้วยผัวตนถึงเรือนตน แลหญิงเจ้าผัวด่าตีหญิงชู้มิถึงษาหัดไซ้ อย่าให้ไหมหญิงเจ้าผัวนั้นเลย เหดุหญิงชู้ดูถูกหญิงเจ้าผัว ถ้าหญิงเจ้าผัวตบตีฟันแทงหญิงชู้มีบาดเจบถึงสาหัดไซ้ ให้ไหมหญิงเจ้าผัวให้แก่หญิงชู้โดยบาดเจบนั้นลาหนึ่ง ให้ไหมชายเจ้าผัวอีกโสดหนึ่งโดยพระราชกฤษฎีกา เปนข้าญ่าสาร เหดุชายปราบเมียตนมิได้

35

๓๕ มาตราหนึ่ง หลานทำชู้ด้วยเมียลุงตาปู่อาวอาน้าพี่ตนเอง มันผู้มิกลัวเกรง มันมิอายแก่บาบดั่งนั้น ให้เอามันคนร้ายจำใส่ ตรวน
ขื่อ[32]
ฅา
เอาน้ำมึกศักหน้าทัง หญิง
ชาย
เอาเชือก[33] หนังผูกฅอ เอาฆ้องตีทะเวนรอบตลาด แล้วเอาขึ้นขาหย่าง ยิงด้วยลูกสันโดด แลให้ตีด้วยลวดหนังคละ ๒๕
๕๐
ที แล้วให้ทำแพลอยเสียนอกเมือง อย่าให้ดูเยี่ยงกัน ถ้าจะไถ่ลูกสันโดดมิให้ยิง เล่มละ ๓๐๐๐๐

36

๓๖ มาตราหนึ่ง พ่อแม่ลูกพี่น้องยายหลานตาหลานลุงน้าหลานทำชู้กันไซ้ ให้ทำแพลอยผู้นั้นเสียในชะเล[34] ให้เจ้าพ่อแม่พี่น้องพลีเมืองท่านทัง ๔ ประตู ไก่ ๘ ตัว ให้พระสงฆพราหมณาจารยสวดมนตรทำพิทธีการระงับอุบาทวจันไร น้ำ ฟ้า
ฝน
จึ่งจะตกเปนประโยชนแก่คนทังหลาย ฝ่ายพ่อแม่พี่น้องรู้ว่าลูกหลานทำมิชอบ มิได้ว่ากล่าว ท่านว่าเลมิด ให้ลงโทษโดยโทษาณุโทษ

37

๓๗ มาตราหนึ่ง สามีมีศรัทธาในพระสาศนา สละภรรยาแลทรัพยสิ่งสีนสรรพเหดุออกบวดเปน ภิษุ
สามเณร
แล้ว สีนเดิมสีนสมรศของชายสิทธแก่หญิง พ่อแม่พี่น้องชายจะเอาอย่าพึงให้เลย ถ้าเมื่อ[35] แรกจะบวดนั้น ชายแหวกแบ่งปันทรัพยสิ่งใดไว้ จึ่งได้ ถ้าหญิงยังครองตัวอยู่ถ้าผัว ผัวศึกออกมาอยู่กินด้วยหญิงอีกเล่าไซ้ บุตรภรรยาแลทรัพยสิ่งของทังปวงนั้นก็สิทธิแก่ชาย เหดุว่าเรือนท่านเคยอยู่ อู่ท่านเคยนอน หมอนท่านเคยเรียง เสบียงท่านเคยกิน ถ้าหญิงทำชู้นอกใจผัวไซ้ ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา

38

๓๘ มาตราหนึ่ง หญิงชายราษฎรอยู่กินเปนผัวเมียกัน สามีสรัทธาสละภรรยาแลทรัพยสิ่งของบวดเปน ภิษุ
สามเณร
แล้ว แลสึกออกมาจะคืนอยู่กินด้วยหญิงอีกไซ้ ถ้าหญิงมิสมักเปนภรรยาชายนั้นต่อไป ก็ตามใจหญิง เหดุว่าบวดแล้วขาดจากผัวเมียกัน ถ้าชายถูลากข่มขืนหญิงนั้น ท่านให้ไหมชายดุจทำแก่หญิงม่ายนั้น

39

๓๙ มาตราหนึ่ง ภิริยาลาสามีจะไปบวด สามีก็ยอมให้ภิริยาไปบวด ท่านว่าสามีภิริยาขาดจากผัวเมียกัน ถ้าภิริยาสึกออกมาจมีสามีอื่นไซ้ ท่านว่าหาโทษมิได้ ถ้าสามีมิได้สละให้บวด ภิริยากระทำความผิดแล้วหนีไปบวด ถ้าสึกออกมามีชู้มีผัวไซ้ ให้ไหมโดยขนาด เพราะเหดุว่าสามีเฃามิได้สละให้ไปบวด

40

๔๐ มาตราหนึ่ง พระครูภิขุสำมเณรผิดเมียท่านถึงชำเรา ชื่อว่าปราชิก ให้สึกออกเสีย แล้วให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา

41

๔๑ มาตราหนึ่ง ถ้าพระครูภิษุสำมเณรผู้อยู่ในศีลทำทุราจานผิดกิจวิไนยทำร้ายด้วยหญิงหาผัวมิได้ถึงชำเรา เปนสัจไซ้ ชื่อว่าปราชิก ให้สึกออก ลงโทษ ๒๐
๒๕
ที ส่งตัวลงญ่าช้างหลวง ส่วนหญิงนั้นให้ทำโทษดุจหญิงทำชู้นอกใจผัวนั้นแล

กล่าวลักษณมูลวิวาทแห่งผัวเมียด้วยเหดุต่างต่างโดยสงเขบแต่เท่านี้

42

๔๒ มาตราหนึ่ง เจ้าสมจรด้วยเมียข้าคนตนเองไซ้ ท่านให้ไหมให้ผัวมันเปนไท ส่วนเมียมันไซ้ให้ไปแก่ผัวมันด้วย ถ้าหญิงนั้นมิไปด้วยผัวมันไซ้ ให้เจ้าเงีนคิดข้าตัวให้แก่ผัวมันด้วยตามบทพระไอยการ

43

๔๓ มาตราหนึ่ง ชายช่วยไถ่หญิงมาเปนทาษ แลหญิงนั้นมีผัวอยู่ เจ้าเงินเอาหญิงทาษนั้นเปนเมีย ท่านว่าให้มีโทษแก่ชายเจ้าเงินนั้นโดยกระบิลผิดเมีย เหดุว่าเมื่อ[35] ตนไถ่มิได้ว่ากล่าวให้ขาดจากชายผัวนั้นก่อน

44

๔๔ มาตราหนึ่ง ชายไทพึงใจด้วยข้าสาวท่าน มิได้กล่าวฃอ ทำชู้ด้วยกัน แลชายไทยมิได้เอาขันหมากไปให้นายเงินแลให้พ่อแม่หญิงเล่าไซ้ ท่านว่าชายหาคำรพนายเงินแลพ่อแม่หญิงนั้นมิได้ ถ้าชายร้างหญิงเสียไซ้ ให้เอาเบี้ยเงินในข้าตัวทำเปน ๓ ส่วน ให้คงอยู่แก่หญิงตัวเบี้ย ๒ ส่วน ให้ชายไช้ส่วนหนึ่ง เพราะชายบังอาจทำชู้เลี้ยงข้าท่าน มิได้สะมาแก่เจ้าเงินแลพ่อแม่หญิง

45

๔๕ มาตราหนึ่ง ชายไทพึงใจด้วยข้าสาวท่าน มิได้ช่วยไถ่ คบเอาข้าสาวท่านไว้ณะเรือนเลี้ยงเปนเมีย มิส่งข้าท่านให้แก่เจ้าเงินไซ้ เกีดลูกก็ดี มิได้เกิดลูกก็ดี แลเอาข้าท่านไว้ให้ป่วยการท่านไซ้ ท่านว่าชายผู้นั้นบังอาจ์ มิได้กลัวเกรงพระราชบันยัตกระบิลความเมืองท่าน ท่านให้ไหมลาหนึ่ง แล้วให้เอาเงินข้าตัวหญิงทำ ๓ ส่วน[36] ให้ชายซึ่งเอาหญิงข้าท่านไว้ไช้ส่วนหนึ่ง ไว้แก่หญิงตัวเบี้ย ๒ ส่วน ถ้าลูกเกิดด้วยชายนั้น ให้ได้แก่แม่มัน เพราะเกิดในเรือนเบี้ยท่าน

46

๔๖ มาตราหนึ่ง เจ้าเงินก็ดี พี่น้องลูกหลานแห่งเจ้าเงินก็ดี ข่มขืนหญิงทาษถึงชำเรา หญิงร้องแรกมีสักขิพญาณไซ้ ท่านให้แบ่งข้าตัวหญิงนั้นเสียกึ่งหนึ่ง ๆ ให้มันส่งให้แก่เจ้าเงิน ถ้าจับมือถือนมกอดจูบข่มขืนไม่ถึงชำเรา พิจารณาเปนสัจ ให้แบ่งข้าตัวเปน ๔ ส่วน ลดส่วน ๑ ให้แก่เจ้าเงิน ๓ ส่วน ถ้ามันยอมด้วยไซ้ อย่าให้แบ่งทุนเฃานั้นเสียเลย ถ้ามันมิสมักอยู่ด้วย แลมันจะหย่าไซ้ มันยังหาเกิดบุดรด้วยเจ้าเงินแลพี่น้องลูกหลานแห่ง[37] เจ้าเงินไม่ จึ่งให้มันส่งข้าตัวจงถ้วน

47

๔๗ มาตราหนึ่ง นายเงินหาความแก่ทาษฝากว่าผิดเมีย ทาษ
ไท
ตนไซ้ ถ้าเปนสัจ ให้ไหม ถ้าหาสินไหมจะเสียมิได้ ให้ทวนด้วยลวดหนังแทนเบี้ยปรับไหมนั้น ถ้าแล[38] นายเงินหามิเปนสัจไซ้ ให้ทาษฝากออกเปนไท จะให้ไหมดุจท่านไซ้มิได้ เหดุว่ายังเปนไทครึ่งทาษครึ่ง

48

๔๘ มาตราหนึ่ง ข้าสมจรด้วยกัน พ่อแม่แลเจ้าข้ามิให้ แลมันภากันหนีไปไกล หญิงนั้นยังมิเปนเมียชาย เปนแต่ชู้กัน แม้นชายผู้ใดมาทำชู้ด้วยหญิงนั้นเล่า จะไหมชายชู้พายหลังนั้นมิได้ เพราะว่าย่อมเปนชู้ทังสอง แลทรัพยสิ่งสีนแห่งหญิงนั้นมิให้ชายชู้ริบเอาเลย แม้นชายชู้นั้นมิฟัง เอาทรัพยสิ่งของหญิงนั้นไว้ ท่านให้ลงโทษชายด้วยลวดหนังนั้น

กล่าวลักษณมูลวิวาทด้วยทาษภิริยาโดยสงเขบแต่เท่านี้

49

๔๙ มาตราหนึ่ง ชายอยู่ทางวัน ๑ แลทาง

๑๕
วันเดือนหนึ่ง มาสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่านเปนเมีย อยู่กินด้วยกัน วิวาทด่าตีกันด้วยประการใด ๆ ชายลงจากเรือนละหญิงไว้ ถ้าชายอยู่ทางวันหนึ่ง ให้ผัดแต่ใน ๓ เดือน ถ้าชายอยู่ทาง ๓ วัน ให้ผัดแต่ใน ๖ เดือน ถ้าชายอยู่ทาง ๗ วัน ให้ผัดแต่ใน ๘ เดือน ถ้าชายอยู่ทาง ๑๕ วัน ให้ผัดแต่ในปีหนึ่ง ถ้าชายอยู่ทางไกลเดือน ๑ ให้ผัดแต่ในปีหนึ่งกับ ๔ เดือน ถ้าชายมิได้มาสู่หาหญิงพ้นกำหนฎสามเดือน
เดือนปีหนึ่งแลปีหนึ่งกับ ๔ เดือนตามระยะทางไซ้ ให้หญิงหาผู้ เถ้า
แก่
แลกำนันพันนายบ้านร้อยแขวงกรมการแลผู้มีบันดาศักดิผู้ใดผู้หนึ่งให้ช่วยส่ง ทุน
สีนสอด
ขันหมาก
แลสิ่งของเดิมแห่งชาย

ถ้าพบชาย ๆ รับก็ดี มิรับก็ดี ท่านว่า[39] ขาดจากผัวเมียกัน เหดุชายละหญิงไว้ แกล้งจะให้หญิงฉุกละหุกในโลกี แล้วจะให้ยากแก่ความเมืองท่าน ถ้าไม่พบชาย ให้ส่งแก่ บิดา
มานดา
ญาติพี่น้องแห่งชาย ถ้า บิดา
มานดา
ญาติพี่น้องแห่งชายมิรับ ให้หญิงนั้นไปบอกแก่กำนันพันนายบ้านผู้เถ้าผู้แก่ร้อยแขวงกรมการและผู้มีบันดาศักดิผู้ใดผู้หนึ่งว่าตนได้ส่งทุนสีนสอดขันหมากแลสิ่งของเดิมให้ชายเปนคำนับแล้วมิพบชาย แลได้ส่งแก่บิดามานดาผู้ เถ้า
แก่
ญาติพี่น้องแห่งชายเปนคำนับ หารับไม่ ท่านว่าหญิงชายจึ่งขาดจากผัว[40] เมียกัน

ถ้า หญิง
ชาย
อยู่ด้วยกัน หาทุนสีนสอด[41] ขันหมากมิได้ก็ดี แลมีทุนสีนจำหน่ายจ่ายสี้นไปด้วยกันก็ดี ให้หญิงไปบอกกล่าวไว้เปนคำนับ แล้ว หญิง
ชาย
ขาดจาก ผัว
เมีย
กัน

ถ้าแลหญิงมิได้ส่ง ทุน
สีนสอด
ขันหมาก
แลสิ่งของเดิม มิได้[42] ไปบอกกล่าวไว้เปนคำนับ ท่านว่าหญิงชายยังมิขาดจากผัวเมียกัน ถ้าหญิงมีชู้ผัวไซ้ ให้ไหมโดยปรถมผิดเมีย

อนึ่งเกิดบุตร หญิง
ชาย
ด้วยกัน ท่านมิให้ส่ง สีนสอด
ขันหมาก
ให้ส่งแต่ทุนแลสีนเดิมแก่ชายจงถ้วน หญิง
ชาย
จึ่งขาดจากผัวเมียกันโดยพระราชกฤษฎีกา

50

๕๐ มาตราหนึง ผัวเมียอยู่ด้วยกัน หญิงนั้นหาความผิดมิได้ แลชายนั้นโกรธหญิง เกบเอาทรัพยสีงสีนตนลงจากเรือนไป แลชายนั้นมิได้ไปมาเปนช้านานถึง

๑๐
๑๑
เดือนตามระยะทางพ้นกำหนฎแล้ว จึ่งให้หญิงเอา สีนสอด
ขันหมาก
ทุนทรัพยของชาย
นั้นไปส่งให้แก่ชายแล พ่อ
แม่
ชายนั้นเปม[วซ 5] ต้นเปนประทานแล้ว ชาย
หญิง
จึ่งฃาดจากผัวเมียกัน

อนึ่งถ้าชายไปด้วยสามาทโทโสมาแขก ครั้นหายโกรธแล้ว มันเสียเมียมันมิได้ แลกลับมาหาเมียมันด้วยสุภาพสุจริต แลให้ทรัพยสิ่งของเยี่ยมเยิยนแต่ใน

๑๐
๑๑
เดือนก็ดี ปีหนึ่งก็ดี ถ้าหญิงนั้นมิสมักรักชาย แกล้งค่อนคับ[43] กลับด่าชายเปนอันหมีดี มิให้ชายนั้นไปมาอีกเล่าไซ้ ท่านว่าจะให้มันฃาดจากผัวเมียกันนั้นมิได้ ท่านว่าหญิงนั้นมันทุจริต คิดเอาใจออกนอกใจผัว[44] มัน ถ้าหญิงมีชู้ผัว ให้ปรับไหมโดยพระราชกฤษฎีกา

51

๕๑ มาตราหนึ่ง ภิริยาสามีครึ่งโกรธทุ่งเถียงเคิยดกัน แลชายโกรธแก่หญิง เกบเอาสีนเดิมแลทรัพยสิ่งของลงจากเรือนหนีหญิง แล้วเอามีดพร้าขวานฟันเสาเรือนเสาหอหญิงเสีย แลชายไปอยู่ณะเรือนบิดามานดาก็ดี พี่น้องพ้องพันธุ์แห่งชายก็ดี ท่านว่าชายไปวันเดียวนั้นฃาดจากผัวเมียกัน ท่านมิให้หญิงนั้นส่งขันหมากเลย ท่านว่าชายนั้นเอาใจออกหากจากหญิงแล้ว ถ้าหญิงนั้นจมีชู้มีผัว ท่านว่าหาโทษมิได้เลย

ถ้าชายนั้นโกรธหญิง แลลงจากเรือนหนีหญิง มิได้เกบเอาสินเดิมแลทรัพยสิ่งของไป แลชายนั้นเอามีดพร้าขวานฟันเสา เรือน
หอ
หญิงเสีย ไปแต่ตัว ไปอยู่เรือน บิดา
มานดา
พี่น้องพ้องพันธุ์แห่งชายได้ ๑๕ วันก็ดี ๓๐ วันก็ดี ชายมิได้กลับมา ให้หญิงนั้นส่งสีนเดิมให้แก่ชายจงถ้วน ถ้าชายหาสีนเดิมมิได้ ท่านว่าชายหญิงฃาดจากผัวเมียกัน[45]

ถ้าแลชายลงเรือนหนีหญิงไป แลมิได้ฟันเสา เรือน
หอ
แลมิได้เกบเอาทรัพสิ่งของไป แลมาอยู่ณเรือน บิดา
มานดา
พี่น้องพ้องพันธุ์แห่งชาย แลมิได้กลับมาอยู่ด้วยหญิงพ้นกำหนฎ ให้หญิงส่งขันหมากสีนสอดสีนเดิมให้แก่ชายจงเตม ให้คิดสีนสมรศให้แก่ชายตามส่วนผู้ชายตามส่วนผู้หญิงนั้น

52

๕๒ มาตราหนึ่ง ถ้าชายหญิงมี[6] ทุนสีนด้วยกัน อยู่กินเปนผัวเมีย[46] แลวิวาทเคียดฟุนกัน ชายไปจากเรีอนหญิง มิได้นำภาช้านานพ้นกำหนฎ แลทรัพยสิ่งของ ๆ ชายยังระคนปนกันอยู่ณะเรือนหญิง ชายมิได้เอามา ท่านว่าชายยังรักหญิงอยู่ จึ่งมิได้เอาทรัพยสีงของไป ท่านว่าชายเลมิด เปนแต่โทโสมาแฃก จะเอาเปนขาดจากผัวเมียกันนั้นมิได้ ถ้าหญิงนั้นทำนอกใจมีผัวอื่นไซ้ ให้ไหมชายชู้โดยผิดเมียร้าง ถ้าแลพ่อแม่พี่น้องหญิงนั้นยอมด้วยไซ้ ให้ไหมพ่อแม่พี่น้องหญิงโดยชักสื่อ

53

๕๓ มาตราหนึ่ง ผัว
เมีย
ตีด่ากัน หญิงลงเรือนหนี[47] ไปอยู่ด้วย พ่อ
แม่
ลุงตาญ่ายายพี่ป้าน้าอา แลชายไปเริยกหาจรับคืนมา หญิงมิมา ถ้าหญิงมีชู้ผัวไซ้ ให้ไหมโดยขนาด

54

๕๔ มาตราหนึ่ง ผัวเมียตีด่าวิวาทกัน แลหญิงเคิยดลงเรือนไปอยู่บ้านเรือนพ่อแม่ลุงตา แลชายตามแข่งหน้าไปสู่หาพ่อแม่ลงุตาแห่งหญิงนั้น แล พ่อ
แม่
ลุงตาหญิงมิเรืยกหา มิเอาหมากพลูมาสู่กิน แลหญิงนั้นมีชู้ผัวไซ้ ท่านไห้[วซ 6] ไหมชายชู้แล พ่อ
แม่
ลุงตาหญิงด้วยโดยพระราชกฤษฎีกา

55

๕๕ มาตราหนึ่ง ชาย
หญิง
อยู่กินเปนผัวเมียกัน แลชายคิดเอาใจออกนอกใจหญิง ยักย้ายทรัพยสิ่งของเกบเอาสีนเดิมสีนสมรศไปไว้แก่ บิดา
มานดา
ญาติพี่น้องแห่งตน ไปมีเมียอื่นก็ดี แลเกบเอาทรัพยสิ่งของไป มิได้มีเมียอื่น ร้างหญิงไว้พ้นกำหนฎก็ดี แลชายแกล้งขับไล่หญิงเสีย เกบเอาทรัพยสิ่งของไว้แต่ผู้เดียวก็ดี หญิงมาร้องฟ้อง พิจารณาเปนสัจ ท่านว่าชายนั้นเลี้ยงหญิงมิเปนธรรม ให้ชายส่งทรัพยสิ่งของซึ่งเกบไปนั้นมาจงถ้วน ควนให้ปันสีนเดิมให้แก่หญิงแก่ชายตามเดิม สีนสมรศซึ่งชายเกบเอาไปแลหญิงได้ไว้มีมากน้อยเท่าใด ปันให้แก่ชายหญิง[48] คละกึ่ง ให้ ชาย
หญิง
ขาดจากผัวเมียกัน เหดุชายมิได้เลิ้ยงหญิงโดยธรรม

56

๕๖ มาตราหนึ่ง ชายใดทำชู้ด้วยเมียร้าง ท่านให้ไหมชายชู้กึ่งปรถมผิดเมียเปน สีนไหม
พิไนย
กึ่ง ส่วนหญิงร้ายให้มี[6] โทษผจานจงเตมตามบท[49] พระไอยการเดิม เหดุหญิงลเมิดมิทำตามพระราชกำหนฎ มันจะสมักอยู่แก่ผู้ใดก็ตามใจหญิงนั้นแล

กล่าวลักษณ ผัว
เมีย
วิวาทร้างกันโดยสงเขบยุติแต่เท่านี้

57

๕๗ มาตราหนึ่ง ชายใดไปเลิ้ยง ลูกสาว
หลานสาว
ท่าน ให้ยำเกรงพ่อแม่ผู้ เถ้า
แก่
แลญาติพี่น้องแห่งหญิงเสมอพ่อแม่ผู้ เถ้า
แก่
แลญาติพี่น้องแห่งตน อย่าให้ทำความสปรมาทอันมิชอบ ถ้าชายนั้นวิวาท ผู้ ด่า
ตี
ภรรยา แลจับหอกดาบธนูน่าไม้สรรพอาวุททังปวงจะฟันแทงภรรยา พ่อตาแม่ยายญาติพี่น้องหญิงห้ามมิฟังก็ดี แลชายหยาบช้า ด่า
ตี
ทุบถองฟันแทง พ่อ
แม่
ผู้เถ้าผู้แก่แห่งหญิงเจบปวดไม่ถึงสาหัดก็ดี ท่านว่าชายนั้นอุกอาจนัก ให้เอาสิ่งสีนแลของ ๆ มันคืนให้แก่มัน ถองส่งขับมันเสีย อย่าให้บาดไหมดั่งฉันผู้อื่น ถ้ามันยังรักเมียมันอยู่ มันฃอลุกะโทษว่าตัวมันผิดแล้ว ให้มันแต่งเฃ้าตอกดอกไม้ธูปเทียนผัาหัวหนึ่งเล่าเข้าเปดไก่ไหว้ พ่อตา
แม่ยาย
สมักสมาแล้ว จึ่งให้มันอยู่กินด้วยลูกสาวสืบไป

ถ้ามันชกตีฟันแทงทุบถอง พ่อตา
แม่ยาย
ผู้เถ้าผู้แก่แห่งหยิงมีบาดเจบถึงษาหัดสากรรจก็ดี และมันเปนโจรผู้ร้ายก็ดี ท่านว่าชายนั้นทุจริตหยาบช้าหามารยาตมิได้ดูบังเหดุ ให้พ่อตาแม่ยายริบเอาทรัพยสิ่งของของชายนั้นไว้ให้แก่หญิงจงสิ้น ให้ขับมันเสีย อย่าให้มันอยู่ด้วยลูกสาวสืบไป จะได้ความฉิบหายเสีย ถ้าลูกสาวยังรักผัวมัน จะตามผัวมันไป ก็ตามใจมัน ทรัพยสิ่งของทังนั้นอย่าให้มันเลย ถ้ามันมีลูกไซ้ ให้เอาทรัพยนั้นไว้แก่ลูกมัน เพราะมันมีรู้จักคุณท่านแล

58

๕๘ มาตราหนึ่ง ชายไปเลี้ยงลูกสาวท่าน ให้ยำเกรงพ่อแม่ผู้เถ้าผู้แก่แลญาติแห่งหญิง ถ้าชายมี[6] พยดกินเล่ามักด่าตีเมียตน พ่อตาแม่ยายห้ามปรามมิฟัง มันว่ากล่าวเกินเลยหยาบช้า แลให้เครื่องอันมิดีแก่พ่อตาแม่ยายก็ดี แลมันฉุกละหุกตีเมียไปต้องพ่อตาแม่ยายก็ดี ให้มันแต่งเฃ้าตอกดอกไม้ธูปเทียนสะมาพ่อตาแม่ยาย แล้วให้เรียกเอาทานบนไว้ พี่เมียน้าเมียดุจเดียวกันแล

59

๕๙ มาตราหนึ่ง ผัวเมียวิวาทตีกันจับหอกดาบแหลนหลาวธนูน่าไม้มีดพร้า แลมีผู้ช่วยห้าม ภอต้องผู้ช่วยห้ามนั้นบาดเจบไซ้ ให้ไหมเปน สีนไหม
พิไน
กึ่ง

60

๖๐ มาตราหนึ่ง สามีภิริยาอยู่ด้วยกัน ภิริยามีความผิด สามีจะปราบปรามตีโบยหญิง หญิงจะเอาโทษแก่สามีนั้นมิได้ ถ้าภิริยาด่าว่าหยาบช้าแก่สามี ให้ภิริยาเอาเฃ้าตอกดอกไม้ฃอโทษแก่สามีจึ่งควร

61

๖๑ มาตราหนึ่ง ชายไปเลิ้ยง ลูก
หลาน
สาวท่าน แลมีสิ่งสีนไปด้วยเปนคำนับ ถ้าชายหยาบช้าต่อ ด่า
ตี
พ่อตาแม่ยายแลผู้เถ้าผู้แก่แห่งหญิง แลชายนั้นไม่ทำทานบนให้ก็ดี ไม่สะมักสมา พ่อตา
แม่ยาย
ผู้เถ้าผู้แก่ก็ดี หญิงว่ามิอยู่เปนเมียชายนั้นสืบไป ให้เอาทรัพยสิ่งของทังปวงแห่งชายซึ่งยังบริคนอยู่นั้นส่งให้แก่ชายนั้นเสีย เหดุว่าทรัพยสิ่งสีนทังนี้เปนที่คำนึงพึงใจเสน่ห[50] แก่ทวยราษฎรทังหลาย ท่านจึ่งว่าให้เอาส่งเสียแก่มันจงแล้ว อย่าให้เอาทรัพยสิ่งของมันไว้ให้เปนบริคนสืบไปเลย แล้วให้ขับมันเสีย อย่าให้มันอยู่ด้วยลูกสาวสืบไป ถ้าแลทรัพยสิงสีนแห่งมันยังบริคนอยู่แก่หญิง หญิงมิส่งให้แก่มันไซ้ ท่านว่าหญิงนั้นยังเปนเมียชายนั้นอยู่แล

กล่าวลักษณผัวเมียวิวาทกันเกินเลย พ่อตา
แม่ยาย
โดยสงเขบแต่เท่านี้

62

๖๒ มาตราหนึ่ง ผัวไปค้าแต่จังหวัดหัวเมืองพระราชเสมามณฑลเมีองขึ้นแห่งพระเจ้าอยู่หัว แม้นไปพ้นกำหนดปีหนึ่งชายมิมา ท่านว่าหญิงชายขาดจากผัวเมียกัน ถ้าชายมิมา ฝากของมาถึงเมียตนก็ดี ให้หนังสือมาบอกศุขทุกไข้เจบให้รู้กังวลแห่งตนก็ดี กำหนด ๓ ปี ถ้าพ้นกำหนด ชายมิมา พระราชกฤษฎีกาว่าหญิงนั้นมิได้เปนเมียชายนั้นเลย หญิงมีชู้เอาผัวหาโทษมิได้ ทังชายผู้ผัวไหม่นั้นก็หาโทษมิได้เลย ถ้าชายผู้ใดเอาหญิงเปนชู้เปนเมียแต่ในกำหนดนั้น คือเมียท่านแล ให้ไหมโดยขนาด ถ้าแลพ้นกำหนดแล้วหญิงมีชู้ผัว[51] แลชายผัวเก่านั้นมาทำร้ายแก่ชายก็ดี หญิงก็ดี ท่านว่ามันล่วง[52] อาาท่าน ให้ไหมทวีคูน

แม้นว่าชายไปเมืองจีนไปชะแลไปเชียงไหม่ไปพังค่า[53] ไปชะวาผาแดงดั่งนั้นไซ้ ท่านให้หญิงอยู่ถ้าสามปี ถ้าได้ข่าวว่าสลัดจับชายผัวไปได้ แลสำเภาสลัดไปตกข้าศึก ให้หญิงอยู่ถ้าเจดปี ถ้าพ้น
ปีแล้ว หญิงมีชู้ผัว มิให้มีโทษแก่หญิงชายนั้นเลย ถ้าชายผัวเก่ามาทำร้ายแก่เฃาทังสองไซ้ ท่านให้ไหมดุจเดียวแล

63

๖๓ มาตราหนึ่ง ถ้าพระผู้เปนเจ้าไช้ไปการณรงคสงคราม แลไปสื่อเมีองปลอมเมีองใก้ลก็ดี ไกลก็ดี พายหลังถ้าภรรยาขัดสนกังวลทุขยากประการใด ให้บอกมุนนาย[54] อนาพญาบาลให้ช่วยกราบทูลพระเจ้าอยู่หัว ถ้าหญิงมีชู้ผัวไซ้ ให้ไหมจัตุรคูนให้แก่เจ้าผัวจงสิ้น แล้วให้ลงโทษ ชาย
หญิง
นั้นโดยขนาด

กล่าวลักษณผัวไปค้าแลไปราชการกำหนดให้หญิงอยู่ถ้าโดยสงเขบแต่เท่านี้

64

๖๔ มาตราหนึ่ง ชายก็ดี หญิงก็ดี ได้ทาษเปนทรัพยมรฎกแห่ง พ่อแม่
พี่น้อง
มาก็ดี ไถ่มาก็ดี แลได้รับพระราชทานพัทยาไร่นาอากร เมื่อเฃาผัวเมียยังอยู่ด้วยกันไซ่ ให้เอาเปนสมรศ

อนึ่งข้าเดิมแห่งหญิงก็ดี แห่งชายก็ดี มาอยู่เกิดลูกเมื่อเขาผัวเมียอยู่ด้วยกันนั้นแล้ว แลผัวเมียจะหย่ากันไซ้ ให้ปันเอาลูกทาษนั้นเปนสมรศ แลตัวข้าเดิมนั้นให้คงตามเดิมแห่งหญิงชายนั้น

65

๖๕ มาตราหนึ่ง สามีภิริยาวิวาทจะหย่ากัน สามีให้หนังสือแก่ภิริยา ภิริยาให้หนังสือแก่สามี ต่อหน้าผู้เถ้าผู้แก่ ท่านว่าฟังเอาหนังสือสามีภิริยานั้นได้ เขาสามีภริยาฃาดจากผัวเมียกัน

66

๖๖ มาตราหนึ่ง สามีภิริยาวิวาทกัน สามีให้หนังสือหย่าแก่ภิริยา มี[55] ผู้ลุกนั่งรู้เหนหนหนึ่งแล้ว สามีกลับคืนไปอยู่แก่ภิริยา ภิริยาก็อยู่กินด้วยสามีสืบไป แล้วมีผู้รู้เหนว่าเขาคืนดีด้วยกันไซ้ ท่านว่าเฃาเปนสามีภิริยากันอยู่ ถ้าภิริยานั้นมีชู้ผัว ให้ลงโทษโดยขนาด

67

๖๗ มาตราหนึ่ง ภิริยาสามีมิชอบเนื้อพึงใจกัน เฃาจะหย่ากันไซ้ ตามน้ำใจเฃา เหดุว่าเฃาทังสองนั้นสิ้นบุญกันแล้ว จะจำใจให้อยู่ด้วยกันนั้นมิได้

68

๖๘ มาตราหนึ่ง ผัวเมียอยู่ด้วยกัน ต่างคนต่างผิดใจกัน จะหย่ากันไซ้ ให้หญิงส่งสีนสอดขันหมากแก่ชาย ถ้ามีลูกด้วยกันไซ้ ท่านมิให้ส่งสีนสอดขันหมากแก่ชายเลย ให้เรียกสีนเดิมทังสองข้าง สินสมรศไซ้ให้แหวกปันเปนสามส่วน ให้ชายสองส่วน ให้แก่หญีงส่วนหนึ่ง ถ้าหญิงนั้นเขามีทุนเดิมซื้อ[วซ 7] ฃายจ่ายได้กำไร[56] แลชายหาทุนเดิมมิได้ไซ้ ท่านให้ปันสีนสมรศนั้นสามส่วน ได้แก่หญิงสองส่วน ได้แก่ชายส่วนหนึ่ง เพราะชายหาทุนมิได้ ชายได้ไปหารักษาจึ่งได้

69

๖๙ มาตราหนึ่ง สามีภิริยาวิวาทจะหย่ากัน ให้บิดามานดาผู้เถ้าผู้แก่ไถ่ถามไต่สวนดูให้รู้ว่าผู้ใดผิดผู้ใดชอบ ถ้าผู้ชายผิด ลุกะโทษ ชายให้หนังสือสัญญาทานบนไว้แก่ผู้เถ้าผู้แก่บิดามานดาพี่น้องแห่งหญิงแล้ว แล้วชายนั้น[57] แปรปากหลากคำ มิได้ทำตามหนังสือสัญญาทานบนให้ไว้นั้น ถ้ามันยังกระทำความชั่ว ว่ากล่าวมิฟังอีกเล่าไซ้ ท่านว่าให้กระทำตามหนังสือสัญญาทานบนซึ่งทำให้ไว้แก่ท่านั้น

๗๐ มาตราหนึ่ง ผัวเมียอยู่ด้วยกัน ผัวไปค้าได้เมียใหม่มาด้วย ชายทำเคียดแก่เมียก่อนแลจะอย่ากันไซ้ ให้แบ่งสีนนั้นกึ่ง เพราะเมียก่อนนั้นหาโทษมิได้ ผู้ชายนั้น[59] อาธรรม

71

๗๑ มาตราหนึ่ง ชายใดข่มขืนหญิงม่ายถึงชำเรา ให้เอาเบี้ยในประถมผิดเมียทำ ๕ ส่วน ยกเสียส่วน ๑ เอา ๔ ส่วน ตั้งไหมเปนสีนไหมกึ่งพิในกึ่ง ถ้าข่มขืนมิถึงชำเรา ให้ไหมกึ่งถึงชำเรา

ศุภมัศดุะ ๑๙๐๕ ศก ฉะหลูนักสัตว เดือน ๑๐ ขึ้นแปดค่ำ พุทวาระ สมเดจ็พระเจ้ารามาธิบดีศรีบรมจักรพรรดิราชาบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสดจ็ในบังอาศน์โดยทิศประจิมมหาสระ จึ่งพระสุภาวดีศรีมลทาตุราชบังคม[60] ทูลพระกรรุณาด้วยขุนไกรณราย[61] แลแม่นางเกิดบุตรพรมนาจารยสมรศด้วยกัน แลทำบริคนให้กันไว้ว่า เดิมแม่นางเกิดมีข้าหญิงชายช้างม้าโคกระบือแก้วแหวนเงินทองผ้าผ่อนแพรพรรณสรรพทรัพยสิ่งของทังปวงเปนเงิน + ส่วนสีนเดิมข้างขุนไกรณราย[61] เอาไปเหล้นเบี้ยเสีย ส่วนสีนเดิมแม่นางเกิดแต่งไปค้าเมืองนอกเสีย ยังแต่สีนสมรศ แลเฃาจอย่ากัน ดั่งนี้จะควรประการใด ข้าพระพุทธเจ้าฃอเรียนพระราชปรนณิบัต จึ่งมีพระราชโองการมาณพระบันทูลให้มลตรีมุขแลนักปราชราชบันทิตยทังหลายพิภากษาให้แต่งพระราชกฤษฎีกาไว้สืบไปเมื่อหน้า

72

๗๒ มาตราหนึ่ง สองสมรศด้วยกัน มีบริคนทังสองข้าง คือว่ามีข้าคนช้างม้าโคกระบือแก้วแหวนเงินทองผ้าผ่อนแพรพรรณสรรพทรัพยสิ่งใด ๆ ก็ดี แลตัวทรัพยเดิมนั้นหนีตายก็ดี เรือล่มไฟไหมก็ดี เล่นเบี้ยเสียก็ดี แต่งไปค้าขายขาดทุนก็ดี แลสีนเดิมนั้นฉิบหายด้วยประการใด ๆ ก็ดี ท่านให้เอาสีน[62] สมรศใช้เดิมอันฉิบหายนั้นจงถ้วน เหลีอนั้นเปนสมรศ

ถ้าสีนเดิมแต่เฃียนหนังสือไว้เปล่าว่าเปนสีนบิดามานดาให้มาก็ดี แลโคกระบือสรรพทรัพยทังปวงนั้นหนีตายฉิบหายโจรลักด้วยประการใด ๆ ก็ดี ท่านมิให้เอาสีนสมรศใช้สีนเดิมเลย ถ้าแม้นต้นอาาเปนถ้อยความก็ดี ต้องมรฎก[63] แลท่านให้เอาเดิมเปนมรฎกก็ดี อย่าเอาสีนสมรศใช้เดิมนั้นเลย เพราะโทษเกิดแก่ตนเอง ถ้าเอาเดิมตนให้ลูกหลานพี่น้องพ้องพันธุไป ก็เสมอดุจเดียว

ถ้าแลเอาสมรศใช้เดิมไซ้ ใครมากให้ได้มาก ใครน้อยให้ได้น้อย ถ้าสมรศหามิได้ เปนภัพเขาทัง ๒ ฝ่าย ถ้าหาสมรศมิได้ มีแต่สีนเดิมข้างหนึ่งยังมากไซ้ ให้เอาใช้เดิมฃ้างฃาดนั้นตามส่วนมากแลน้อย เพราะเฃาอยู่กินด้วยกัน ถ้าสีนเดิมหญิงก็ดี เดิมชายก็ดี แห่งเฃาทังสองสิ้นเสียด้วยกัน ท่านมิให้ว่าแก่กันเลย

อนึ่งเขาแรกเลิ้ยงกันเปน ผัว
เมีย
ย่อมจ่ายเปนข้าเล่า แลหวานเปนบริคนทังสองข้าง มีผู้เถ้าผู้แก่รู้เหนแลให้ทำหนังสือบริคนข้างชาย[64] ไว้แก่บิดามานดาพี่น้องข้างหญิง ให้ทำหนังสือบริคนข้างหญิงไว้แก่ บิดา
มานดา
พี่น้องข้างชาย จึ่งจะชอบ ถ้ามีสีนเดิมทังสองข้าง แลมีหนังสือบริคนอยู่แต่ข้างเดียวไซ้ สิ่งสีนในบริคนบมิเปนบริคนเลย ถ้าข้างหนึ่งพิพาษไซ้ ให้แล่งเอากึ่งเปนเดิม ถ้าเขารับเอกสารแก่กันให้เอาคงเปนเดิม ถ้าข้างหนึ่งหาทุนมิได้ ควรให้ข้างผู้มีทุนนั้นเรียกเอาหนังสือว่าหาทุนมิได้ไว้เปนคู่บริคนกัน ถ้าข้างหนึ่งว่าเดิมข้างหนึ่งว่าสมรศแลหาสักขิพญาณมิได้ ให้เอาเปนเดิมกึ่งสมรศกึ่ง ถ้าบริคนหญิงอยู่หนชาย บริคนชายอยู่หนหญิงไซ้ ให้เอาโดยบริคนนั้น ถ้าข้างหนึ่งมีบริคน ข้างหนึ่งหาบริคนมิได้ ข้างหาบริคนมิได้มาว่าจะเอาสีนโดยบริคนนั้นมิได้

อนึ่งบิดามานดาพี่น้องลูกหลานหนหญิงก็ดี ชายก็ดี แลเขาล้มตายไซ้ หนชายได้สิ่งสีนมากน้อยเท่าใดก็ดี หนหญิงได้สีงสีนมากน้อยเท่าใดก็ดี ท่านว่าเฃาผัวเมียได้ด้วยบุญเขา ให้เอาเปนสีนสมรศ แม้น บิดา
มานดา
ญาติหนหญิงให้สีงสีนแก่หญิงก็ดี บิดา
มานดา
ญาติหนชายให้แก่ชายก็ดี เมื่อวันมีแขก ให้เอาเปนเดิม ถ้าให้เมื่อมาอยู่เปนผัวเมียกันแล้ว ให้เอาเปนสมรศ แม้นได้ไร่นาอากรเมื่ออยู่เปนผัวเมีย [วซ 8] ให้คิดเอาเปนสมรศ

อนึ่งสีนที่นอนแลเล่าเข้าของกินเลิ้ยงผู้เถ้าผู้แก่วันมีแขกมี[65] ภอจะเอาแก่กัน ถ้าจะอย่ากันก็ดี ตายจากกันก็ดี ท่านให้ยกเสีย

73

๗๓ มาตราหนึ่ง บริคนไปอยู่กับเมียแล้ว แลว่ามีสีนบริคนมาก เมื่อดูไซ้ หาสีนใน[66] บริคนมามิได้ แลมีแต่น้อยนั้นก็ดี แลมันเฃ้าในระวางอำพราง ถ้าอำพรางท้าวพระญา ให้ตัดปาก ถ้าอำพรางขุนนางผู้ใหญ่ ให้ตีด้วยลวดหนังโดยสกรรแลมีสกรร ถ้าอำพรางผู้เถ้าผู้แก่ไซ้ แม้นชายทำสมรศได้เท่าใด ให้ไว้แก่หญิงจงสิ้นเปนโทษแก่ชายแล แม้นหญิงทำสมรศได้เท่าใด ให้ไว้แก่ชายจงสิ้นเปนโทษแก่หญิงผู้พรางนั้น แม้นเขาทำบริคนพรางทังสองข้างไซ้ ให้ปันกันแต่คลกึ่ง อย่าปันดั่งสมรศนั้นเลย

74

๗๔ มาตราหนึ่ง ราษฎรทังหลายในแว่นแคว้นเสมามณทล ให้เลิ้ยงดูลูกเมียพี่น้องพ้องพันธุจงชอบโดยธรรม บางคนมีเมีย สอง
สาม
คนก็ดี เมื่อเกิดลาภได้ไร่นาเรือกสวนสรรพทรัพยทังหลาย ควรให้แก่เมียเดิมสองส่วน ให้แก่เมียกลางส่วนหนึ่ง ให้แก่เมียสุดกึ่งส่วน

75

ศุภมัศดุะ ๑๑๖๖ ชวดนักสัตว ฉ้อศก ผะคุณมาศ กาลปัก ทัศะมีดิถี จันทวาระ กาลบริเฉทกำหนฎ พระบาทสมเดจ์บรมนาถบรมบพิตรอดิศรธรรมมฤกมหาราชาธิราชพระพุทธเจ้าอยู่หัวผู้ดำรงพิภพถะวัลราชกรุงเทพทวาราวะดีศรีอยุธยามหาดิหลกภพนพรัตนราชธานีบูรีรมเสดจออกณพระธินั่งบุษบกมาลามะหาจักรพรรดิพิมาน พร้อมด้วยพฤธามาตย์ราชกระวีมนตรีมุขลูกขุนทังหลาย ทรงพระอุสาหะชำระพระราชกฤษฎีกาบทพระอายการลักษณผัวเมียว่าด้วยขุนไกรณราย[67] กับแม่นางเกิดบุตรพรมนาจารยจะอย่ากัน มีบทพระอายการเดิมไว้ว่า ถ้า ชาย
หญิง
จะเลิ้ยงกันเปนผัวเมีย แม้นมีสีนเดิมมากน้อยเท่าใด ให้ทำหนังสือบริคนไว้ต่อกันทังสองฝ่าย จึ่งจะเชื่อฟังได้ ครั้นจะอย่ากันก็ให้แบ่งปันสีนเดิมสีนสมรศตามมีหนังสือบริคนนั้น

จึ่งมีพระราชโองการมาณพระบันทูลสูระสิงหนาทดำรัษแก่มนตรีมุขลูกขุนผู้พิภากษากิจคดีอนาประชาราษฎรทังปวงว่า ซึ่งมีบทพระอายการอันโบราณราชกระษัตร[68] บัญญัติไว้ให้แบ่งปันสีนโดยบริคนนั้น เหนเปนยุติธรรมอยู่ จะเลิกฤ้ๅเสียมิชอบ ให้คงไว้ ครั้นจะให้ใช้หนังสือบริคนตามบทพระอายการบุราณเล่า ทวยราษฎรทุกวันนี้ บิดา
มานดา
ประกอบ บุตรา
บุตรี
ให้มีสามีภิริยา แลให้ วิญาณกะทรัพย
อวิญาณกะทรัพย
เปนทุนก็มี แต่ผู้เถ้าผู้แก่มานั่งรู้เหนเปนคำนับ จะได้ทำหนังสือบริคนให้ไว้แก่กันตามประเพณีบุราณนั้นหามิได้ หย่างทำเนียมบุราณเสื่อมสูญไปช้านานแล้ว ครั้นจะประกาษแก่ราษฎรให้ฤ้ๅทำหนังสือบริคนดั่งแต่ก่อนนั้นก็เปนอันยาก ก็ให้ใช้ตามกระบิลเมืองที่เคยใช้มา จะไม่มีหนังสือบริคน[69] ก็ตามเถิด ถ้าแลเขาผัวเมียจะอย่ากัน จะปันสีนเดิมสีนสมรศนั้น ให้แพ่งพึงพิจารณาโดย สัจ
ธรรม
ได้ทรัพยฝ่าย ชาย
หญิง
มากน้อยเท่าใดไซ้[วซ 9] ก็ให้แบ่งปันตามส่วนสีน เดิม
สมรศ
โดยพระอายการอันบุราณราชกระษัตรบัญญัติให้แบ่งปันนั้นเถิด

กล่าวลักษณมูลวิวาทแห่ง ผัว
เมีย
จะอย่ากันโดยสงเขบแต่เท่านิ้

76

อันว่าหญิงอันชายมิได้คำนับสู่ฃอ แลชายกระทำทุราจารให้มีโทษนั้นมี ๗ ประการ

มาตุรกฺขิตา ประการหนึ่งคือหญิงอันอยู่ด้วยมานดา ๆ หากรักษา

ปิตุรกฺขิตา ประการหนึ่งคือหญิงอันอยู่ด้วยบิดา ๆ หากรักษา

มาตาปิตุรกฺขิตา ประการหนึ่งคือหญิงอันอยู่ด้วย บิดา
มานดา
ๆ หากรักษา

โคตรกฺขิตา ประการหนึ่งคือหญิงอันอยู่ด้วยโคต ๆ หากรักษา

ภาตุรกฺขิตา ประการหนึ่งคือหญิงอันอยู่ด้วย พี่ชาย
พี่สาว
ๆ หากรักษา

สารกฺขิตา ประการหนึ่งคือหญิงอันอยู่ด้วยท่านผู้ใดผู้หนึ่ง ท่านหากรักษาป้องกันไว้

หญิง ๗ ประการนี้ ถ้าชายผู้ใดมิได้คำนับสู่ฃอ แลอุกอาจ์ไปกระทำ[70] ทุราจารหญิงก็ดี แลชายไปลอบลักทำชู้แลข่มขืนแลชักพาหญิงไปก็ดี ท่านว่าชายนั้นมีโทษ ถ้าหญิงนั้นไปหาชายถึงเคหะสะถานบ้านเรือนชาย ยอมให้ชายทำชู้ด้วยไซ้ แลจะกล่าวโทษ[71] แก่ชายนั้นมิได้เลย

77

๗๕ มาตราหนึ่ง บุรุศผู้ใดจับฃ้อมือหยอกบุตรีท่านก็ดี ขึ้นไปถึงที่นอนบุตรีท่านก็ดี แลฉุดลากบุตรีท่านไปจูบกอดทำชู้แลทำประการใดก็ดี ท่านว่าชายนั้น[72] ผิด ให้ลงโทษโดยโทษาณุโทษ

78

๗๖ มาตราหนึ่ง ชายใดมีเมียแล้วข่มขืนลูกสาวหลานสาวท่านถึงชำเรา ให้ไหมชายนั้นกึ่งประถมผิดเมีย ถ้าข่มขืนมิถึงชำเรา ให้ไหมกึ่งถึงชำเรา

79

๗๗ มาตราหนึ่ง ชายหาเมียมิได้ ข่มขืนลูกสาวหลานสาวท่านถึงชำเรา ให้ไหมชายนั้นกึ่งเบี้ยชายมีเมียแล้ว ถ้าข่มขืนมิถึงชำเรา ให้ไหมกึ่งถง[วซ 10] ชำเรา

80

๗๘ มาตราหนึ่ง ชายใดข่มขืนหญิงเดกไม่รู้เดียงษามิถึงชำเรา ให้ไหมเถ้าเบี้ยประถมผิดเมีย ถ้าข่มขืนถึงชำเราโลหิดไหล ให้ไหมเท่าเบี้ยประถมผิดเมียทวีคูน ถ้าตบตีหญิงทำให้มี[73] บาดเจบด้วย ท่านให้ไหมชายนั้นโดยบาดเจบอีกโสดหนี่ง[วซ 11]

กล่าวลักษณหญิง ๗ ประการแลปรับโทษชายข่มขืนหญิงโดยสงเขบแต่เท่านี้

81

๗๙ มาตราหนึ่ง บุตรีท่าน บิดา
มานดา
ยังมิได้ประกอบสามีภิริยาให้ไซ้ บิดา
มานดา
นั้นเปนอิศรแก่บุตร ถ้าชายใดพึงใจด้วยบุตรีท่าน ให้คำนับ บิดา
มานดา
ตามประเพณี ถ้า บิดา
มานดา
ยกให้สามีจึ่งเปนอิศระแก่ภิริยา ถ้าชายมิไปสู่ฃอคำนับ บิดา
มานดา
หญิง ๆ ชายลอบรักใคร่ทำชู้กันในสะถานบ้านเรือน บิดา
มานดา
หญิง บิดามานดาหญิงจับได้ตีโบายทำโภยชายมิได้ถึงษาหัด จะเอาโทษแก่บิดามานดาหญิงนั้นมิได้ ถ้าชายได้ไปสู่ฃอมีคำนับ บิดา
มานดา
หญิงแล้ว พ่อแม่ญาติพี่น้องหญิง[74] แกล้งตีโบยชายไซ้ ให้ลงโทษแก่ บิดา
มานดา
แลญาติพี่น้องแห่งหญิงโดยพระราชกฤษฎีกา

82

๘๐ มาตราหนึ่ง ชายใดมิได้สู่ฃอหญิงเปนคำนับ แลลอบทำชู้ด้วยลูกสาวท่าน ๆ จับได้ ท่านมิให้ฆ่าฟันชาย แต่ให้ผูกมือไว้ว่ากล่าวกันตามกระบิลความเมืองท่าน

83

๘๑ มาตราหนึ่ง ชายลอบลักสมรักทำชู้ด้วยลูกสาวท่านก็ดี หญิงทาษท่านก็ดี แล พ่อ
แม่
เจ้าเงินแห่งหญิงมิรู้ ชายมิรับ หญิงมีครรภตาย พิจารณาเปนสัจว่าชายลอบลัก[75] ทำชู้ด้วยหญิงจริงไซ้ ท่านให้ไหมชายจงเตมข้าตัวหญิงสกันแลหญิงทาษนั้น แล้วให้ลงทันทโทษ ๓๐
ที

84

๘๒ มาตราหนึ่ง ชายใดลอบไป[76] ทำชู้ด้วยลูกสาวหลานสาวท่าน มิได้กล่าวถาม แล พ่อ
แม่
หญิงรู้ชู้ขึ้นลงไปมาหาลูกตนดั่งนั้นไซ้ ท่านว่าคือเมียมัน ให้มันแต่งสะมาพ่อแม่หญิง พึงให้ พ่อ
แม่
หญิงรับสะมาให้มันอยู่เปนคู่สังวาษ เพราะเฃาทังสองเปนคู่ส้างกันมาแต่กาลก่อน เปนสัตรีภาพอย่าให้มีชายสัมผัดถูกต้องตัวถึงสอง ถ้าชายมิแต่งมาสะมาพ่อแม่ผู้เถ้าผู้แก่หญิง แลมิได้เลิ้ยงหญิงดั่งท่านเลิ้ยงลูกเมียท่านทังหลาย แลมันทำชู้แล้วมันทอดหญิงนั้นเสีย ท่านว่ามันทำให้ลูกหลานท่านนมบกอกพร่อง ให้ไหมชายผู้เลมิดพ่อแม่ผู้เถ้าผู้แก่นั้นโดยขนาฎ ถ้าชายแต่งมาสมา พ่อ
แม่
หญิงมิรับแลพรากลูกสาวไปให้แก่ชายอื่นให้เสียประเวนีธรรมไซ้ ท่านว่าผู้มาเอาเมียมันแล พ่อ
แม่
ทำมิชอบนั้น ท่านให้ไหม พ่อ
แม่
หญิงแลชายผู้มาเอาเมียมันโดยขนาฎ

85

๘๓ มาตราหนึ่ง บุตรหญิงมีชู้สั่งให้ชายชู้มาหาก็ดี แลชายมาหาหญิงเองก็ดี พ่อ
แม่
พี่น้องหญิงมิรู้แปลกตัวว่าเปนโจรขะโมยฟันแทงชายชู้นั้นตาย ท่านให้ขายหญิงนั้นให้แก่ พ่อแม่
พี่น้อง
ผู้ตายนั้นส่วนหนึ่ง ๆ ไซ้ไว้แก่ พ่อแม่
พี่น้อง
หญิงนั้น ถ้า พ่อ
แม่
พี่น้องหญิงรู้อยู่แล้วแกล้งฆ่าฟันชายนั้นตายไซ้ ท่านให้เอาข้าตัวชายนั้นตั้งไหมแล้วให้ขายหญิงทอดตลาดได้เถ้าใดส่งให้ พ่อ
แม่
ชายปลงสภยผู้ตายนั้นแล

86

๘๔ มาตราหนึ่ง สองลอบสมรักด้วยกันมิได้สู่ฃอมีขันหมากเปนคำนับ แล พ่อ
แม่
หญิงมิรู้ ต่อมี[77] ท้องลูกจึ่งรู้ ถ้าชายนั้นชั่วชาติทรพน พ่อแม่หญิงมิให้ ก็ตามใจ พ่อ
แม่
หญิง ถ้าพ่อแม่หญิงนั้นตาย ถ้าชายหญิงสมักอยู่ด้วยกัน เกิดลูก ชาย
หญิง
ท่านว่าลูกนั้นเปนขันหมาก หญิงทำซู้ไช้ ท่านให้ไหมชายชู[วซ 12] นั้นให้แก่ชายทรพนซึ่งเปนผัวนั้น แลให้ริบเอาทรัพยสีงสีนให้แก่ชายผู้เปนผัวนั้นด้วย

87

๘๕ มาตราหนึ่ง ฝูงไพร่ฟ้าข้าคนทังหลายหาขันหมากมิได้ รักใคร่กันอยู่ด้วยกันเปล่า ๆ พ่อแม่
พี่น้อง
แห่งหญิงรู้มิได้ร้องฟ้อง[78] ว่ากล่าว แลมันปลูกเรือนบ้างต่างเรือนแฝงอยู่กินด้วยกันโดยฉันผัวเมียหาบุตรมิได้ก็ดี หญิงสิทธิเปนเมียชาย ถ้าแลผู้ใดมิได้ปลูกเรือนอยู[วซ 13] มิได้ทำเลิ้ยงกันโดยฉันผัวฉันเมีย[79] ท่านว่า

88

๘๖ มาตราหนึ่ง ฝ่าย ทหาร
พลเรือน
ไพร่ฟ้าทังปวงเฃาสมรศด้วยกันหาขันหมากมิได้ พ่อ
แม่
หญิงรู้ว่ามิได้อยู[วซ 14] ก็ดี แลมันปลูกเรือนอยู่กินด้วยกันก็ดี ยังมิทันได้ปลูกก็ดี แลมันเลิ้ยงดูอยู่กินด้วยกันโดยฉันผัวเมีย แลเกิดลูก หญิง
ชาย
สายสืบดั่งนั้น ท่านว่าเกิดลูกเปนขันหมากแล้วหญิงเปนเมียสิทธิแก่ชาย แม้นหญิงทำชู้สู่ชาย ท่านว่าให้ไหมชายชู้ให้แก่ชายผู้เปนผัวโดยขนาฎ

89

๘๗ มาตราหนึ่ง ผู้ใดชักชู้ให้แก่ลูกสาวหลานสาวท่าน พ่อแม่แห่งหญิงมิรู้ แลอยู่นานมาจึ่งรู้ ท่านให้ไหมชายโดยยดถาศักดิพ่อแม่หญิง แลมันผู้ชักสื่อนั้นให้ทวนด้วยหวายโดยสกรรมิสกรร เพราะมันเหนแก่ลาภเอาสีนจ้างสีนบน ทำให้ลูกสาวท่านเสียตัว

90

๘๘ มาตราหนึ่ง ชายใดมิได้สู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน แลบังอาจว่าตนเรื่ยวแรงผู้เดียวก็ดี ภาพวกเพื่อนไปด้วยก็ดี เข้ากุมเกาะเบาะฉะแลงลูกสาวหลานสาวแลเมียท่านไปด้วยแรงตน หญิงนั้นร้องแรกขัดขวาง มีคนรู้เหนได้ยิน ข่มขืนหญิงนั้นได้ถึงชำเราก็ดี มิได้ถึงชำเราก็ดี หญิงนั้นมาหาความเปนสัจไซ้ ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกาเดีม ถ้าข่มขืนหญิงมีบาดเจบ ให้ไหมโดยบาดเจบอีกโสตหนึ่ง พวกซึ่งไปด้วยนั้นให้ไหมกึ่ง ถ้าชายหลายคนข่มขืนโทรมเอาหญิงนั้นไซ้ ให้ลงโทษแก่ชายนั้นด้วยลวดหนังคล ๖๐ ที ให้ไหมตามบันดาศักดิทวีคูน เพราะมันบังอาจ์หยาบช้าต่อแผ่นดินเมืองท่าน

91

๘๙ มาตราหนึ่ง หญิงคนเดียวทำชู้ด้วยชายสองคน แลชายนั้นมาภบกัน วิวาทตีด่าฟันแทงกันมีบาทเจบไซ้ ท่านให้ไหมหญิงแลชายผู้ฟันแทงนั้นให้แก่ชายผู้บาทเจบนั้นโดยความเมืองท่าน

92

๙๐ มาตราหนึ่ง หญิงคนเดียวมันทำชู้ด้วยชายคนหนึ่งก่อน แล้วหญิงนั้นมา[80] ทำชู้ด้วยชายคนหนึ่งเล่า ชู้ก่อนมันฟันแทงชู้หลังตายก็ดี ชู้หลังมันฟังแทงชู้ก่อนตายก็ดี ท่านว่าเปนหญิงร้าย ให้ทวนมัน ๓๐ ที แล้วให้โกนศรีสะหญิงนั้นเปนตะแลงแกงทัดดอกฉะบาสองหูขึ้นขาหย่างประจาร ๓ วัน แล้วให้ฆ่าชายชู้ฟันแทงนั้นให้ตกไปตามกัน ถ้าทรงพระกรรุณามิให้ฆ่าตีไซ้ ผู้ทำต่ำนา ๔๐๐ ลงมา ให้ปรับไหมทวีคูนโดยพระราชกฤษฎีกา สีนไหมให้แก่ บิดา
มานดา
ญาติพี่น้องแห่งชายชู้ผู้ตาย

93

๑๐๐[81] มาตราหนึ่ง หญิงใดมีชู้ พ่อแม่แห่งหญิงได้ว่า[82] กล่าวแก่ พ่อ
แม่
ผู้ชาย ถ้าชายนั้นไปสู่หาหญิง แล พ่อ
แม่
 หญิงฟันแทงชายนั้นตาย ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา แลส่วนหญิงนั้นให้ขายเผาผีผู้ตาย

94

๑๐๑ มาตราหนึ่ง ชายใดพูดจาเกี้ยวพานหญิง แลชายใส่กลฬ่อลวงหญิง ๆ ยอมเปนเมียชาย ๆ ลวงเอาแต่ทรัพยเข้าของ ๆ หญิงแล้วฆ่าหญิงเสียไซ้ ท่านว่าชายนั้นหาสัจมิได้ ให้ฆ่าชายนั้นเสียให้ตกไปตามกัน

กล่าวลักษณ หญิง
ชาย
ลอบทำชู้มิได้สู่ฃอแลชายฬ่อลวงหญิงเปนมูลวิวาทโดยสงเขบแต่เท่านี้

95

๑๐๒ มาตราหนึ่ง ชายฃอลูกสาวท่านถึงหลบฝากยังแต่จะทำงาน แล พ่อ
แม่
หญิงให้ชายฝากบำเรอ แลทำกินอยู่ด้วยกันเปน
ปี แล พ่อ
แม่
หญิงให้ชายอยู่ด้วยกันไซ้ ท่านว่าเปนเมียสิทธิแก่เจ้าผัวเสมีอนเมียทำงาน ถ้าแลชายผู้ใดทำชู้ด้วยเมียดั่งนิ้ณะถิ่น[83] ถานใดก็ดี แลชายเจ้าผัวฟันแทง ชาย
หญิง
ซึ่งทำชู้ด้วยกันตายทังสองไซ้ ท่านว่าอย่าเอาโทษแก่ชายผู้ฟันแทงเลย เพราะผู้ตายนั้นทำนอกประเวนีแผ่นดินท่าน

96

๑๐๓ มาตราหนึ่ง ชายมาสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน พ่อแม่หญิงให้หญิงนั้นแก่ชาย ยังมิได้มีขันหมากก็ดี พ่อแม่หญิงมิให้หญิงแก่ชายก็ดี แลชายนั้นไปมาหาสู่พูดจาว่ากล่าวเกิ้ยวเฉิยง หญิงอ่อนใจเชื่อฟังคำชาย ๆ ได้สมักสังวาดด้วยหญิง พ่อ
แม่
หญิงมิรู้ ชายหญิงร่วมประเวนีกันก่อนยังมิได้แต่งการงานบริคน[84] นั้น[85] ท่านว่าให้ชายนั้นแต่งสะมายุมแปลงไห้ว พ่อ
แม่
แห่งหญิงนั้นโดยคำนับ ถ้าแลหญิงนั้นมิได้สะมักสังวาศด้วยชาย ๆ หากกุมเกาะเบาะฉะแลงถูลากเอาหญิงนั้นไป ท่านว่าชายนั้นเลมิด แลหาคำนับ บิดา
มานดา
มิได้ ถ้าแล บิดา
มานดา
มิให้หญิงแก่ชายก็ได้ ให้ไหมชายพวกเพื่อนชายซึ่งไปด้วยโดยพระราชกฤษฎีกา

97

๑๐๔ มาตราหนึ่ง ชายสู่ฃอลูกสาวท่าน ชายนั้นทำอาสายังมิได้แต่งการมงคน ชายหญิงสมรักกัน พ่อ
แม่
หญิงรู้ แลชายอื่นมาทำชู้ด้วยหญิงนั้นเล่า พ่อแม่หญิงมิรู้ หญิงไปอยู่กินด้วยชายชู้ภายหลังนั้น ท่านว่าหาโทษแก่ พ่อ
แม่
หญิงนั้นมิได้ ส่วนชายชู้หลังนั้นให้ไหมเสมอผิดเมียท่าน

98

๑๐๕ มาตราหนึ่ง ชายให้สู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน บิดา
มานดา
หญิงยิงยอมให้ชายได้มีขันหมากหมั้นนัดจะทำการ[86] ยังมิได้ทำการ ชายอื่นบังอาจ์ว่าตนเรื่ยวแรง กุมเกาะเบาะฉะแลงหญิงนั้นด้วยแรงตน ข่มขืนหญิงนั้นถึงชำเราก็ดี มิได้ถึงชำเราก็ดี พิจารณา[87] เปนสัจไซ้ ท่านว่าล่วงพระราชอาาความเมืองท่าน ให้ส่งหญิงนั้นให้แก่บิดามานดา แล้วให้ทวนชายต้นเหดุด้วยลวดหนัง ๕๐ ที ถ้ามีพวกไปด้วย ให้ทวนคล ๒๕ ทีจงทุกคน ให้ไหมชายต้นเหดโดยผิดเมียท่านในขันหมากนั้นจึ่งควร

99

๑๐๖ มาตราหนึ่ง ชายใดให้ไปสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน ชายได้ให้สีนสอดแลไปขันหมากใหญ่แล้ว ยังมิได้อยู่กินด้วยกัน ชายลอบทำทุราจารแก่หญิง ๆ นั้นฟันแทงตายไซ้ หาโทษมิได้ แลขันหมากสีนสอดเครื่องอันแต่งมานั้นให้ได้แก่ผู้เปนพ่อแม่หญิงนั้น

100

๑๐๗ มาตราหนึ่ง ชายสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน ๆ ว่าชายนั้นมีพยศ ท่านมิให้หญิงแก่ชาย ๆ ทำทานบนให้ต่อหน้าผู้ เถ้า
แก่
ว่าจะละความร้ายไม่เล่นเบิ้ยแลคบหาด้วยโจรแล้ว บิดา
มานดา
หญิงจึ่งยกหญิง[88] ให้เปนเมียชาย ถ้าสืบไปเมื่อหน้ามันมิละความร้ายไซ้ ให้ฃับมันเสีย ให้เวนทุนแลขันหมากแก่มันจงแล้ว เพราะมันทำผิดต้องด้วยหนังสือทานบนมันเองดั่งนั้นแล

101

๑๐๘ มาตราหนึ่ง ชายมาสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน ๆ ให้หญิงเปนเมียชายแล้วชายนั้นคบหาโจรผู้ร้ายก็ดี ท่านว่ามันเปนคนพาล ให้ พ่อตา
แม่ยาย
ขับมันไป อย่าให้อยู่ด้วยลูกสาวหลานสาว ไปเมื่อหน้าจะฉิบหายเสีย ให้เวนทุนแลฃันหมากแก่มันจงแล้ว ถ้าชายรับก็ดี มิรับก็ดี ให้ไปบอก บิดา
มานดา
ญาติพี่น้องแห่งชายแลนายบ้านนายอำเพอร้อยแขวงกรมการแลผู้มีบันดาศักดิผู้ใดผู้หนึ่งให้รู้ว่าชายคบหาโจรผู้ร้าย แล้ว หญิง
ชาย
ขาดจากผัวเมียกัน

102

๑๐๙ มาตราหนึ่ง ชายใดฃอลูกสาวหลานสาวท่านเปนเมีย ชายได้ให้สีนสอดแล้วยังมิได้แต่งการมงคล ชายนั้นยังมิได้ไปอยู่กินหลับนอนด้วยหญิง แลชายนั้นตาย ท่านให้ทำสีนสอดนั้นเปนสองส่วน คืนให้ชายส่วนหนึ่ง ตกอยู่แก่หญิงส่วนหนึ่ง ถ้าหญิงตาย ท่านว่าสีนสอดนั้นให้ไว้แก่ บิดา
มานดา
หญิงจงสิ้น ถ้าหญิงได้เสียตัวแก่ชาย ๆ ตาย สีนสอดนั้นให้ตกอยู่แก่หญิงจงสิ้น เพราะว่าสีนนั้นเปนสีนหัวบัวนางให้ไว้แก่หญิงแล

103

๑๑๐ มาตราหนึ่ง ผู้ใดให้ไปสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน บิดา
มานดา
ญาติแห่งหญิงตกปากให้ ได้กินฃันหมากท่านแล้ว ชายหาผิดมิได้ บิดามานดาญาติแห่งหญิงคิดกินแหนงแคลงใจ แกล้งจะมิให้หญิงนั้นแก่ชาย แปรปากหลากคำ หาที่กลัวมิได้ ครั้นชายผู้อื่นมาสู่ฃออีก บิดา
มานดา
หญิงนั้นก็รับ กลับกินฃันหมากชายนั้นเล่า ถ้าชายทังสองเปนความกัน ท่านว่าให้ลูกสาวนั้นแก่ชายผู้มาสู่[89] ฃอก่อน แล้วให้เอาขันหมากชาย[90] ภายหลังนั้นตั้งไหม บิดา
มานดา
หญิงทวีคูน ยกทุนให้เจ้าฃอง เหลือนั้นเปนสีนไหมกึ่งพิในกึ่ง[91] แล้วให้ไช้ค่าฤทชาทำเนียม[92] ให้แก่ชายภายหลังด้วย เพราะมันทนงศักดิสำหาวล่วงความเมืองท่าน ถ้า บิดา
มานดา
หญิงตกปากให้บุตรีเปนภรรยาชาย บิดามานดาหญิงรับสีนสอดขันหมากแห่งชายไว้แล้ว แลกลับถ้อยคำ[93] มิให้เล่าไซ้ ให้คิดเอาข้าตัวหญิงนั้นตามกระเสิยรอายุ แล้วให้คืนสีนสอดนั้นจงท่วน เหดุพลั้งปากเสิยสีน พลาดตีนตกต้นไม้

104

๑๑๑ มาตราหนึ่ง ชายใดสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่านเปนเมีย ชายมิเอาเปนเมีย แลไปสู่ฃอหญิงอื่นเปนเมียเล่า แลหญิงซึ่งสู่ฃอไว้ก่อนนั้นไป ตี
ด่า
หญิงภายหลังไซ้ ท่านว่าหญิงคนร้ายสำหาว ให้ไหมหญิงผู้ตีด่านั้นให้แก่หญิงผู้บาทเจบโดยพระราชกฤษฎีกา

105

๑๑๒ มาตราหนึ่ง ชายใดมีเมียแล้วพรางว่าหาเมียมิได้ ให้สู่ฃอหญิงอื่นมาเปนเมีย แลเมียก่อน ตี
ด่า
หญิงซึ่งสู่ฃอมาเปนเมียนั้นเจบปวดไซ้ ถ้าหญิงผู้เจบมิสมักอยู่ด้วยชายนั้น ก็ให้ว่ากล่าวยังสุภากระลาการให้ขาดจากผัวเมียกัน จึ่งให้ไหมชายผู้พรางเถ้าฬ่อลวง[94] ท่านแลให้ไหมผู้ช่วยกล่าวฃอนั้นกึ่งชายผู้พรางให้แก่หญิงผู้บาทเจบ เหดุหญิงเสิยตัวเพราะชายฬ่อลวง ถ้าหญิงเกิดบุตรด้วยชายนั้นแล้ว ให้สิทธิเปนเมียชาย หญิงจะว่ากล่าว อย่าพึง[95] ฟังมันเลย

106

๑๑๓ มาตราหนึ่ง ชายใดไปสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน บิดา
มานดา
หญิงให้หญิงผู้บุตรผู้หลานแก่ชาย ๆ ยังมิได้คำนับทำงาน บิดา
มานดา
หญิงยังมิได้เวนสาดหมอนก่อน หญิงยังสิทธิอยู่แก่บิดามานดา ถ้าชายนั้นสำหาวคบพวกเพื่อนไปถูลาก ลูกสาว
หลานสาว
ท่านมา ท่านว่าเลมิดล่วงพระราชอาาความเมีองท่าน ๆ ให้ส่งหญิงนั้นให้แก่ บิดา
มานดา
แล้วให้ไหมชายต้นเหดุโดยพระราชกฤษฎีกา แล้วให้ทวนชายต้นเหดุนั้นด้วยลวดหนัง ๓๐ ที ส่วนพวกซึ่งไปด้วยกันนั้นให้ทวน[96] ด้วยลวดหนังคล ๑๕ ทีโดยเลมิดพระราชอาานั้น ถ้าจะไถ่ลวดหนัง ๓ ทีต่อแสนเปนแต่พีในหลวง

107

๑๑๔ มาตราหนึ่ง ชายใดให้สู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน แลเอาขันหมากสามขันไปกล่าวถาม พ่อ
แม่
พี่น้องหญิงรับเอาไว้ว่าให้ลูกสาวหลานสาวแก่ท่าน ๆ คำนับไว้ในกำหนฎซึ่งว่ากล่าวกันไว้นั้นยังเปนเมียชาย ถ้าชายใดทำชู้สู่หญิงนั้น ท่านว่าผิดเมียท่านในขันหมาก ท่านให้เอาขันหมากตั้งไหมขันหมากกล่าวถามนั้น ๑๑ ขัน ๆ หมากหมั้น ๕๐ ฃัน เปน ๖๑ ฃัน ให้ตีค่าฃันหมากกล่าวถามนั้นฃันละเฟื้อง ให้ตีฃันหมากหมั้นนั้นฃันละสะหลึง เอาฃันหมากทังนั้นบวกกันเฃ้าแล้วให้ไหมทวีคูน ยกทุนให้เจ้าฃอง เหลือ[97] นั้นเปนสีนไหมกึ่งพีในกึ่ง ถ้าถึงกำหนฎซึ่งว่ากล่าวนัดหมายกันไว้นั้น ชายมิได้เอาฃันหมากใหญ่มาแต่งงานตามสันญานัด ท่านว่าหญิงนั้นมิได้เปนเมียชายเลย หญิงมีชู้ผัวอื่น หาโทษมิได้ แลฃันหมาก ๓ ฃันนั้นชายจะคืนเอามิได้ เหดุว่าพ้นกำหนฎซึ่งว่ากล่าวกันนั้นแล้ว

108

๑๑๕ มาตราหนึ่ง ชายให้มีขันหมาก ๓ ขันไปสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน พ่อ
แม่
หญิงกับผู้เถ้าผู้แก่ฝ่ายข้างชายยิงยอมพูดจาขึ้นลงปลงใจแลให้หญิงอยู่ด้วยกันก็ดี แลชายช่วยทุขยากหญิงด้วยประการใด ๆ ก็ดี พ่อ
แม่
หญิงยกหญิงผู้เปนลูกหลาน[98] ให้เปนภรรยาชายก็ดี แล ชาย
หญิง
สะมะเลกัน พ่อ
แม่
หญิงรักชาย ยกลูกหลานให้เปนภิริยาก็ดี ท่านว่าหญิงนั้นสิทธิเปนเมียชาย แลชายผู้ใดมาทำชู้ด้วยหญิงนั้น ให้ไหมชายชู้ตามบันดาศักดิให้แก่เจ้าผัวโดยพระราชกฤษฎีกา

109

๑๑๖ มาตราหนึ่ง ชายให้สู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่านถึงหลบฝาก แลหญิงมีชู้ด้วยชายอื่นก็ดี ตามชายอื่นไปก็ดี ท่านว่าให้ชายผู้สู่ฃอคิดเอาค่าฃันหมากแต่แรกมาสู่ฃอเถ้าถึงฃันหมากหมั้น[99] เอาหนึ่งเปนสอง ถ้าชายผู้สู่ฃอเหนหญิงทำชู้ด้วยชายอื่น ฟันแทง หญิง
ชาย
บาทเจบถึงตายไซ้ ท่านว่าชายผู้สู่ฃอนั้นเลมิด ให้ลงโทษตามพระอายการผู้ร้ายฟันแทงโดยบาทเจบถึงตายนั้น

110

๑๑๗ มาตราหนึ่ง ชายสู่ฃอหญิง แลชายเข้ามาฝากบำเรอ แล้วมันละเสียไปได้เมียอื่น มันกลับมาทำหนังสือกล่าวความเปนประมาทประจาร พ่อ
แม่
หญิงให้เรียกให้ส่งหญิงนั้น แลหญิงนั้น พ่อ
แม่
ยังมิได้ทำงานเวนสาดหมอน หญิงนั้นยังสิทธิอยู่แก่ บิดา
มานดา
จะส่งหญิงให้แก่มันนั้นมิได้เลย

111

๑๑๘ มาตราหนึ่ง ชายสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่าน แลชายได้ไปฝากบำเรอ ยังมิได้ทำงานเวนสาดหมอนก่อน ชายผู้นั้นมันทำทนงองคอาจ์หยาบช้าผลักไสข่มเหงลูกสาวท่าน มันมิเกรง พ่อตา
แม่ยาย
แลพี่น้องหญิงจริงไซ้ ท่านให้ขับไล่มันผู้นั้นเสีย อย่าให้ลูกสาวแก่มัน

112

๑๑๙ มาตราหนึ่ง ชายใดพึงใจลูกสาวหลานสาวท่าน ให้ผู้ เถ้า
แก่
ไปสู่ขอเปนคำนับแก่[100] บิดา
มานดา
หญิง บิดา
มานดา
หญิงยกลูกสาวหลานสาวนั้นให้แก่ชายผู้สู่ฃอทำการมงคลแล้ว ชายนั้นมีกิจราชการไป ยังมิได้มาอยู่ด้วยหญิง ถ้าชายกลับมาไซ้ ท่านให้ส่งตัวหญิงนั้นให้แก่ชาย

113

๑๒๐ มาตราหนึ่ง ชายใดให้ไปสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่านต่อ บิดา
มานดา
พี่น้องพ้องพันแห่งหญิงเปนคำนับ แลชายนั้นยังมิได้อยู่กินด้วยหญิง มีชายอื่นมาทำชู้ด้วยหญิงลักภาเอาหญิงนั้นไป พ่อ
แม่
หญิงมิได้รู้ ท่านว่าอย่ามีโทษแก่ พ่อ
แม่
พี่น้องหญิงนั้นเลย ส่วนชายชู้ผู้ลักภาไปนั้นท่านให้ไหมเสมอ[101] ผิดเมียท่านในฃันหมาก

114

๑๒๑ มาตราหนึ่ง ชายใดให้มีฃันหมากไปสู่ฃอลูกสาวหลานสาวท่านเปนคำนับ พ่อ
แม่
หญิงมิให้หญิงนั้นแก่ชาย ๆ หญิงเปนชู้กัน พ่อ
แม่
หญิงมิรู้ ชายหญิงมันภากันหนีท่านไปเกิดบุตรด้วยกันก็ดี หาบุตรมิได้ก็ดี ถ้าชายมันมาฃอสมายุมแปลงบิดามานดาหญิง พ่อ
แม่
หญิงยกให้ หญิงจึงสิทธิเปนเมียชาย ถ้าชายมิได้สมักสมา บิดา
มานดา
หญิง บิดา
มานดา
หญิง มิได้ยกให้ หญิงไม่สิทธิเปนเมียชาย เปนแต่ชู้กัน ถ้าหญิงนั้นนอกใจมีชู้ ให้ไหมชายชู้นั้นเปนข้าญ่าช้าง ด้วย บิดา
มานดา
หญิงมิได้ยกหญิงนั้นให้แก่ชายนั้นแล[102]

115

๑๒๒ มาตราหนึ่ง ชายสู่ฃอบุตรีท่าน ๆ แต่งให้มีเรือนอยู่กินด้วยกันต่างหากแล้วอยู่มา[103] บตรีท่านเกิดอุบัดิโรค แลษามีนั้นเอามาส่งให้แก่ บิดา
มานดา
หญิง บิดา
มานดา
หญิงรักษาโรคบุตรีมันถอยคลายหายไซ้ บิดา
มานดา
จะเอาหญิงนั้นไปยกให้เปนภรรยาชาย[90] ผู้อื่นนั้นมิได้ บิดา
มานดา
หญิงรักษาโรคนั้นสิ้นทรัพยเท่าใด ให้ษามีนั้นไช้ทรัพยให้แก่ บิดา
มานดา
หญิงเท่านั้น เหตุบุตรบุตรีทังหลายเมื่อน้อย บิดา
มานดา
ครั้นมีเรือนแล้วผู้เปนษามีหากรักษา

กล่าวลักษณแห่งชายสู่ฃอ ลูกสาว
หลานสาว
ท่านโดยสังเขบแต่เท่านี้

116

๑๓๓ มาตราหนึ่ง ชายพูดจาเกิ้ยวพาลฬ่อลวงลูกสาวหลานสาวท่านภาไปทำชู้เมีย แลพ่อแม่พี่น้องหญิงมีรู้ มันคืนเอาหญิงนั้นมาไว้เรือน ถ้าชายนั้นมาสู่ฃอสะมายุมแปลงท่าน ๆ ให้ จึ่งได้ ท่านมิให้ อย่าให้มีโทษแก่ชายนั้นเลย ถ้าชายเอาหญิงนั้นไว้ ให้มาสู่ฃอหญิง แลพ่อแม่หญิงมิให้หญิงนั้นแก่ชาย หญิงนั้นหนีชายมายัง พ่อ
แม่
พี่น้องหญิง แล้วชายมาถูลากเอาหญิงนั้นไปก็ดี หญิงนั้นหนีมายัง พ่อ
แม่
พี่น้องหญิง ชายนั้นให้มาสู่ฃอหญิง พ่อแม่หญิงมิให้ ชายนั้นมาถูลากเอาหญืงนั้นไปก็ดี ท่านว่าเลมิด ให้ทวน ถ้ามีพวกเพื่อนไปด้วย ให้ทวนกึ่งจงทุกคน แล้วให้ไหมให้แก่หญิงนั้นอีกโสตหนึ่งโดยพระราชกฤษฎีกา

117

๑๒๔ มาตราหนึ่ง หญิงตามชายไป แลชายมิได้สะมักสะมาไห้ว พ่อ
แม่
หญิง แลชายเอาหญิงนั้นไว้เปนเมียอยู่บ้านเรือนอื่นบ้านละคืน ๒ คืนถึง
บ้านแล้ว แลชายมิเลิ้ยงหญิง เอาหญิงนั้นมาส่งให้แก่ พ่อ
แม่
หญิงเล่าไซ้ ท่านว่าชายบังอาจเอาลูกสาวท่านไปเร่เลิ้ยงประจาร ถ้าเอาไปเลิ้ยงสองบ้าน ให้เอาค่าตัวหญิงนั้นตั้งไหมทวีคูน ถ้าเอาไปเลิ้ยงสามบ้านขึ้นไป ให้ไหมตรีคูล เปนสีนไหมกึ่งพีในกึ่ง

118

๑๒๕ มาตราหนึ่ง ชายลักภาลูกสาวหลานสาวท่านหนีไปต่างบ้านต่างเมีองถึงสิบปี แล้วมันเอาลูกสาวหลานสาวท่านคืนมาบ้านเมีองเล่าไซ้ หญิงไม่สะมักอยู่ด้วยชาย ให้ชายเวนลูกสาวให้แก่ พ่อ
แม่
หญิง บ่อพึง[104] ให้มีโทษแก่ชายนั้นเลย เหตุชายภาหญิงนั้นกลับมาเอง

119

๑๒๖ มาตราหนึ่ง ชายหญิงสะมักรักใคร่เปนชู้กัน พ่อ
แม่
หญิงมิรู้ ชายหญิงมันภากันไป ชายมิได้มาสมักสมาพ่อแม่หญิงไซ้ ให้ส่งหญิงให้แก่บิดามานดา แล้วให้ไหมชายผู้หาคำนับมิได้ภาหญิงไปเปนข้อเลมิดให้แก่ บิดา
มานดา
หญิง

120

๑๒๗ มาตราหนึ่ง ถ้าหญิงตามผู้ชายไซ้ ให้หวนหญิงด้วยไม้หวายโดยสกรรมิสกรร แล้วให้ส่งหญิงให้แก่ บิดา
มานดา
หญิง แลชายนั้นหาคำนับ บิดา
มานดา
มิได้ ให้ไหมโดยพระราชกฤษฎีกา

121

๑๒๘ มาตราหนึ่ง ชายภาลูกสาวท่านไปทำชู้ อยู่มาหญิงนั้นมีคัรภ พ่อ
แม่
[105] หญิงมีรู้ หญิงนั้นตาย ท่านให้ชายใช้ค่าหญิงนั้นจงเตม แล้วให้ลงโทษแก่ชายนั้นเปนข้อเลมิดอีกโสตหนึ่ง

122

๑๒๙ มาตราหนึ่ง ชายภา ลูกสาว
หลานสา
ท่านไป บิดามานดา
พี่ป้าน้าอา
ได้สมักรักกัน ให้ชายส่งหญิงนั้นคืนมาให้แก่
หญิง ให้ชายสะมายุมแปลงแต่งการงานโดยสมควรตามประเวณี[106] พึงให้ชายหญิงอยู่กินเปนผัวเมียกัน ถ้าชายมิได้มีความร้ายเปนข้อมหันตะโทษแลเปนคนทุศีล บิดามานดา
พี่ป้าน้าอา
หญิงมิเตมใจติโทษแต่ว่าชายมีพยศเล่นเบี้ยกินเล่าหยาบช้าประการใดก็ดี ท่านให้ บิดามานดา
พี่ป้าน้าอา
หญิงเรียกเอาทานบนชาย แล้วให้ชายหญิงอยู่กินเปนผัวเมียกัน เหตุ ชาย
หญิง
ได้สมรักกันก่อนแล้ว จะตัดประเวณีเฃานั้นมีชอบ

อะนึ่งถ้าชายส่งหญิงให้แก่ บิดามานดา
พี่ป้าน้าอา
หญิง ชายได้มาสะมายุมแปลงเปนคำนับ บิดามานดา
พี่ป้าน้าอา
หญิงมิรับ แกล้งว่าอุบายด้วยประการใด ๆ แลเอาหญิงนั้นไปยกให้เปนเมียชายอื่น ท่านว่า บิดามานดา
พี่ป้าน้าอา
หญิงนั้นมิชอบ ให้ไหมชายชู้โดยประถมผิดเมีย ไหมผู้ยกให้กึ่งชายชู้ ถ้าชายมิส่งหญิงให้ไปสมาแต่ภอเปนที บิดามานดา
พี่ป้าน้าอา
หญิงมิรับ ชายบังอาจเอาหญิงไว้ ให้ทวนชายหญิงคล ๓๐ ที แล้วให้ไหมชายนั้นเปนข้อเลมิดโดยศักดิ[107] บิดา
มานดา
หญิง ๆ มิได้สิทธิเปนเมียชาย ถ้าชายสมรักลักภาหญิงไปขายหญิงเสิยเล่า ท่านให้ไหมชายนั้นเปนลักภาโดยขนาฎ หญิงมิได้สิทธิเปนเมียชาย ให้เร่งเอาเงินแก่ชายส่งให้นายเงินจงท่วน แล้วให้ทวน ชาย
หญิง
๕๐
๒๕
เหตุหญิงร้ายชายพาลให้ยากแก่ความเมืองท่าน

123

๑๓๐ มาตราหนึ่ง ชาย
หญิง
พรหมจารีรักใคร่กัน พ่อ
แม่
มิรู้ แลชายอื่นมาสู่ฃอหญิงนั้น พ่อ
แม่
ยกให้แก่ชายผู้สู่ฃอ ได้แต่งการมีขันหมาก ครั้นถึงกำหนฎให้หญิงนั้นลงเรือน แลหญิงนั้นมิลง แลชายชู้ซึ่งพ่อแม่หญิงมิได้ยกให้นั้นภาเอาหญิงไป แลมันเกบเอาทรัพยสีงของไปด้วยชายชู้นั้น ท่านให้เอาขันหมากนั้นตั้งไหม พ่อ
แม่
หญิงทวีคูน แล้วใช้ข้าหอแลสิ่งของท่านจงเตม เพราะ พ่อ
แม่
หญิงมิได้ถามลูกสาวตน ส่วนชายผู้ภาไปนั้น ให้ไหม พ่อ
แม่
หญิงนั้นเปนเบี้ยสะมายุมแปลง ให้หญิงสิทธิแก่ชายผู้ภา เพราะหญิงชายนั้นรักใคร่กันอยู่ก่อนแล้ว

124

๑๓๑ มาตราหนึ่ง หญิงชายตามกันไป แลชายเอาหญิงไว้ก็ดี แลชายเอาหญิงมายังแพ่ง ๆ หมายไป แลพ่อแม่หญิงตกสีนสอดไปแก่ พ่อ
แม่
ชายก็ดี ตัวชายเองก็ดี เงินมากน้อยเท่าใด ๆ แล พ่อ
แม่
ชายก็ดี ตัวชายก็ดี รับกันแล้ว ชายเอาลูกสาวท่านไปฃายเสีย เอาเงินไปให้เจ้าลูก[108] สาวผู้ตกมานั้นไซ้ ท่านว่าชายบังอาจ์ ให้เอาเบี้ยซึ่งชายฃายหญิงนั้นตั้งไหมทวีคูนเปนสีนไหมกึ่งพีในกึ่ง แล้วให้ขับชายนั้นเสิย อย่าให้เลิ้ยงหญิงสืบไป

125

๑๓๒ มาตราหนึ่ง ชายหญิงรักไคร่เปนชู้กัน แล พ่อ
แม่
หญิงมิรู้ มันภากันไปอยู่ณเรือน พ่อ
แม่
พี่น้องพ้องพันธุ์ชาย แลหญิงภาเอาทรัพย์สิ่งของพ่อแม่หญิงไปด้วย พ่อแม่หญิงจะเอาทรัพยคืน ท่านให้คืนให้แก่พ่อแม่หญิงนั้นจงเตม เพราะว่ามันมิได้อยู่ในโอวาทพ่อแม่ มิควรให้ทรัพยแก่มัน

126

๑๓๓ มาตราหนึ่ง ชายหญิงลอบลักสมรักด้วยกัน บิดามานดาหญิงนั้นมิร้ ชายลักภาหญิงหนีไปอยู่ณเรือนพ่อแม่พี่น้องแห่งชายในที่ ใก้ล
ไกล
ก็ดี แลปลูกเรือนอยู่ก็ดี มีลูกก็ดี หาลูกมิได้ก็ดี ท่านว่าหญิงไม่มีสิทธิแก่ชาย เปนแต่ชู้กัน แม้นหญิงทำชู้สู่ชายอื่นไซ้ ให้ปรับไหมหญิงแลชายชู้ภายหลังนั้นโดยประถมผิดเมีย เหตุชายชู้ลักล่วงประเวณี ท่านให้เอามีนไหมพิในเปนข้าญ่าช้างหลวง แล้วให้หญิงสิทธิแก่บิดามานดาหญิง จะให้สิทธิเปนเมียชายผู้ลักภานั้นมืได้ เหดุชายหาคำนับแก่บิดามานดาหญิงมิได้ แลทรัพยสีงของหญิงนั้น ท่านมิให้ริบเอาไว้ แม้นชายชู้ก่อนริบเอาสีงสีนหญิงนั้นไว้ไซ้ เสมอกันโชกแผ่นดินท่าน ท่านให้ทวนด้วยลวดหนังตามบันดาศักดิ ถ้านา ๒๐๐ ขึ้นไป ท่านให้จำไส่ฅาไว้ตามบันดาศักดิโดย[109] มากแลน้อย

127

๑๓๔ มาตราหนึ่ง ชายใดลักภาลูกสาวหลานสาวท่านไปทำชู้เมีย ครั้นพ่อแม่พี่น้องพ้องพันธุหญิงนั้นรู้ ชายนั้นมันคืนเอาหญิงมาไว้บ้านเรือนไซ้ ท่านว่าใช่ขโมย เพราะว่า[110] มันรักไคร่กันภากันไป มันมิได้เสิยถิ่น[111] ถานบ้านเรือนของพ่อแม่ มันภากันมาเอง ท่านให้สมายุมแปลงพ่อแม่ปู่ญ่าอาวอาหญิงนั้น

128

๑๓๕ มาตราหนึ่ง ถ้าชายภาลูกสาวท่านไปมิได้คำนับ ให้ปรับโดยถานเลมิดพระราชอาา ทำสามส่วน ลดเสียส่วนหนึ่ง เอาสองส่วนเปนเลมิดให้แก่บิดามานดาหญิง

กล่าวลักษณหญิงชายสมรักลักภากันไปโดยสังเขบแต่เท่านี้

129

๑๓๖ มาตราหนึ่ง บุตรหญิงโกรธ บิดา
มานดา
ไปอาไสอยู่ณเรือนท่านในสถานที่ไกล เจ้าเรือนนั้นแต่งบุตรท่านให้มีสามี ครั้นอยู่มาบิดามานดารู้ ท่านจะคืนเอาบุตรของท่านมา[80] ไซ้ ท่านว่าคืนเอาหญิงนั้นมาได้ ชายผู้ผัวนั้นจะกล่าวเอาโทษบิดามานดา[112] มิได้เลย เพราะว่าเปนบุตรท่าน ๆ มิได้ตกแต่ง แลสีนสอดผ้าไหว้นั้นท่านให้ผู้ตกแต่งคืนให้แก่เขา

130

๑๓๗ มาตราหนึ่ง บุทคลผู้ใดเอาบุตรีแห่งญาติมาอยู่ณเรือนด้วย แลประกอบสามีให้แก่บุตรีนั้น ถ้าบิดามานดารู้เฃามิพึงภอ[113] ใจ เอาสัตรีนั้นคืนไปได้ สามีนั้นจะเอาโทษแก่บิดามานดาสัตรีว่าลักเอาภรรยาไป ว่ามิได้ ควรให้ผู้ตกแต่งนั้นคืนสีนแห่งชายนั้นให้แก่ชาย เพราะสามีมิ[114] รู้ว่าสัตรีนั้นมิได้เปนบุตรีแห่งญาติผู้ตกแต่ง ถ้าผู้เปนญาตินั้นเอาบุตรีท่านมาประกอบให้อยู่แก่บุตรตน แลทรัพยสีนสอดนั้นควรให้แก่บิดามานดาแห่งบุตรีนั้นกึ่งหนึ่ง เพราะเหดุบิดามานดารักษาบุตรนั้นมิได้

131

๑๓๘ มาตราหนึ่ง บุตรีผู้ใดบิดามานดาตกแต่งให้มีเย่าเรือนทำมาหากินอยู่ต่างหาก อยู่มาภรรยาสามีอย่ากัน ปันทรัพยต่อผู้เถ้าผู้แก่แล้ว ภายหลังสามีแลภรรยาซึ่งหย่ากันนั้นกลับยอมดีคืนมาอยู่ด้วยกันนั้น[115] เล่า หาโทษมิได้ ถ้าภรรยามันไปอยู่ณเรือนบิดามานดา ๆ มิได้ยิงญอมให้อยู่กินด้วยกัน แม้นตัวหญิงยิงยอมก็ดี ท่านว่าหญิงนั้นไม่สิทธิ[116] เปนภรรยา เพราะหญิงกลับมาอยู่ในเรือนบิดามานดาแล้ว สิทธิแก่บิดามานดา

132

๑๓๙ มาตราหนึ่ง บิดามานดาหญิงเลิ้ยงหญิงผู้บุตรมาเติบใหญ่ได้ทุกขยากประการใด จเอาบุตรสาวไปฃายเอาเงินแก้ความยาก แลหญิงบุตรนั้นมันไม่รู้จักคุณ[117] นอกใจพ่อแม่ตามชายไปมิได้มาสะมาไห้วพ่อแม่ ๆ ได้ความเจบอายนั้น ให้คิดเอาค่าน้ำนมเฃ้าป้อนค่าเลิ้ยงรักษาแก่มัน แลชายซึ่งภาเอาหญิงไปเลิ้ยงนั้นให้มันช่วยหญิงเสียกึ่งหนึ่ง ถ้ามันภากันมาร้องฟ้องยังโรงสาร ให้เร่งว่าให้แก่มันจงเสรจ[118] อย่าให้บาทไหมมัน เพราะมันเปนพ่อลูกแม่ลูกกันอยู่ ถ้ามันเกิดลูกหลานไปภายหน้า จะมาญินดีกันเล่า

133

๑๔๐ มาตราหนึ่ง บุทคลผู้ใดให้บุตรีเปนภรรยาท่านแล้ว อยู่มาภายหลังได้คิดจะกลับคืนเอาบุตรีมาเล่าไซ้ ท่านว่าจะคืนเอานั้นมิได้เลย

134

๑๔๑ มาตราหนึ่ง หญิงใดมีทุกขยาก ชายว่าจะช่วยทุกขยากหญิง ๆ เชื่อฟังคำ ได้ร่วมประเวณีด้วยชาย ๆ ช่วยทุกขยากหญิงได้ หญิงนั้นคงสิทธิเปนเมียชาย ถ้าชายฬ่อลวงหญิง ๆ ร่วมประเวนีเสียตัวแก่ชาย ๆ มิได้ช่วยทุกขยากหญิง ๆ มิสะมักแก่ชายนั้น ให้ร้องฟ้องว่ากล่าวยังสุภากระลาการ ๆ พิจารณาเปนสัจว่าชายลวงหญิงจริงไซ้ ให้ไหมชายผู้ฬ่อลวงเท่าค่าตัวหญิง แล้วยกให้หญิงกึ่ง ๆ หนึ่งนั้นเปนสีนไหมกึ่งพิในกึ่ง เหดุ[119] ชายลวงหญิง ให้ชายหญิงขาดจากผัวเมียกัน

ถ้าชายได้เสียเงินช่วยทุกขยากหญิงนั้นบ่างแต่ภอเปนที มิได้ช่วยหญิงให้พ้นจากทุกขจากยากโดยสุจริต หญิงยังหาบุตรมิได้ ไม่สมักอยู่ด้วยชายไซ้ ให้หญิงคืนเงินซึ่งชายเสียนั้นให้แก่ชายจงท่วน ชายหญิงจึ่งขาดจากผัวเมียกัน ถ้าชายได้เสียเงินช่วยทุขยากหญิงนั้นบ้าง แลหญิงได้เกิดบุตรด้วยชายนั้นแล้ว หญิงนั้นคงสิทธิเปนเมียชาย

ถ้าชายมิได้ช่วยทุขยากหญิง ลวงทำชู้ให้หญิงเสียตัว แล้วเอาหญิงไปฃายผูกดอกเบี้ยก็ดี ขายให้เข้าไช้ต่างดอกเบี้ยก็ดี แลหญิงคิดฉุกใจว่าชายช่วยทุขยากมิได้ แลมิสมักอยู่ด้วยชายไซ้ ท่านให้เรียกเอาเงินแก่ชายนั้นส่งให้นายเงินจงครบ แล้วให้ทวนหญิง ๑๐ ที เหดุหญิงใจเบายอมด้วยชายก่อนแล้วให้ชายขายต่อไปจึ่งได้ยากแก่ความเมีองท่าน ๆ ให้หญิงชายฃาดจากผัวเมียกันโดยพระราชกฤษฎีกา

กล่าวลักษณแห่งบิดามานดาหญิงแลชายอันให้เกิด[120] มูลวิวาทโดยสังเขบแต่เท่านี้


  1. เขียนเป็นสองเล่ม เล่ม ๑ นี้เหลือฉะบับหลวงแต่ฉะบับเดียว คือ L10.1 กับฉะบับรองทรง
  2. ต้นฉบับ: พึ่ง
  3. ต้นฉบับ: คติ
  4. ต้นฉบับ: ทบอง
  5. ฉะบับรองทรง: ฝ่ายทหาร
  6. 6.0 6.1 6.2 6.3 ต้นฉะบับ: มิ
  7. ฉะบับรองทรง: ทังสองหู
  8. ต้นฉะบับ: เปลียน
  9. ต้นฉะบับ: ชือ
  10. ต้นฉะบับ: กึงเบี่ย
  11. ต้นฉะบับ: เบี่ย
  12. ต้นฉะบับ: เทียว
  13. 13.0 13.1 ฉะบับรองทรง: อู่
  14. ฉะบับรองทรง: คำว่า ชาย ไม่มี
  15. ฉะบับรองทรง: แก่ท่านนั้นให้ตายตก
  16. ต้นฉะบับ: แพง
  17. ต้นฉะบับ: จา
  18. ฉะบับรองทรง: ด้วยประการใด ๆ
  19. ต้นฉะบับ: ส่วน
  20. ฉะบับรองทรง: หญิงนั้น
  21. ในต้นฉะบับ คำว่า แล้วมันไปถึงเย่า ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  22. ในต้นฉะบับ คำว่า เปนสัจไซ้ ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  23. ต้นฉะบับ: วา
  24. ต้นฉะบับ: ยิม
  25. ต้นฉะบับ: สง
  26. ฉะบับรองทรง: รู้เหนด้วย
  27. ต้นฉะบับ: พึ่ง
  28. ฉะบับรองทรง: มากยาก
  29. ฉะบับรองทรง: แลรู้ด้วย
  30. ฉะบับรองทรง: ข้างโลง
  31. ในต้นฉะบับ คำว่า นั้นมีโทษ ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  32. ต้นฉะบับ: ขือ
  33. ต้นฉะบับ: เชื่อก
  34. ในต้นฉะบับ: คำว่า ในชะเล ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  35. 35.0 35.1 ต้นฉะบับ: เมือ
  36. ฉะบับรองทรง: ทำเปนสามส่วน
  37. ฉะบับรองทรง: คำว่า แห่ง ไม่มี
  38. ฉะบับรองทรง: คำว่า แล ไม่มี
  39. ในต้นฉะบับ คำว่า ท่านว่า ตกไป เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  40. ต้นฉะบับ: ผ้ว
  41. ต้นฉะบับ: คำว่า สอด ตกไป เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  42. ฉะบับรองทรง: แลมิได้
  43. ฉะบับรองทรง: ค้อนขับ
  44. ฉะบับรองทรง: นอกผัว
  45. ในต้นฉะบับ คำว่า ผัวเมีย ตกไป เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  46. ฉะบับรองทรง: ผัวเมียกัน
  47. ฉะบับรองทรง: คำว่า หนี ไม่มี
  48. ฉะบับรองทรง: แก่ชายแก่หญิง
  49. ในต้นฉะบับ คำว่า บท ตกไป เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  50. ฉะบับรองทรง: คำนึ่งพึ่งใจเสน่หา
  51. ฉะบับรองทรง: มีชู้มีผัว
  52. ต้นฉะบับ: ลวง
  53. ฉะบับรองทรง: พังคา
  54. ฉะบับรองทรง: แก่มุนนาย
  55. ในต้นฉะบับ คำว่า มี ตกไป เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  56. ต้นฉะบับ: กำไร่
  57. ฉะบับรองทรง: แห่งหญิงแล้วชายนั้น
  58. ต่อจากนี้เข้าอยู่ในเล่ม ๒ เหลือฉะบับหลวงแต่ฉะบับเดียว คือ L10.2 กับฉะบับรองทรง
  59. ฉะบับรองทรง: ชายผู้นั้น
  60. ฉะบับรองทรง: มลทาดุลราชกราบบังคม
  61. 61.0 61.1 ฉะบับรองทรง: นาราย
  62. ในต้นฉะบับ คำว่า เอาสีน ลบเสีย เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  63. ฉะบับรองทรง: ต้องมรฎกก็ดี
  64. ฉะบับรองทรง: ชายนั้น
  65. ฉะบับรองทรง: มิ
  66. ต้นฉะบับ: ไน
  67. ฉะบับรองทรง: นารายน์
  68. ฉะบับรองทรง: โบราณกระษัตร
  69. ฉะบับรองทรง: คำว่า บริคน ไม่มี
  70. ฉะบับรองทรง: ไปทำ
  71. ฉะบับรองทรง: กล่าวเอาโทษ
  72. ฉะบับรองทรง: ท่านว่าผู้นั้น
  73. ฉะบับรองทรง: คำว่า มี ขาดไป
  74. ฉะบับรองทรง: พี่น้องญาติหญิง
  75. ฉะบับรองทรง: ลักลอบ
  76. ฉะบับรองทรง: คำว่า ไป ไม่มี
  77. ฉะบับรองทรง: หญิงมี
  78. ฉะบับรองทรง: คำว่า ฟ้อง ไม่มี
  79. ฉะบับรองทรง: ฉันผัวเมิย
  80. 80.0 80.1 ฉะบับรองทรง: คำว่า มา ไม่มี
  81. ฉะบับรองทรงลงเลข ๙๐ เรียงลำดับตามมาตราก่อน เพราะฉนั้น เลขลำดับมาตราในฉะบับหลวงและฉะบับรองทรงจึงคลาดเคลื่อนกันอยู่เป็นจำนวน ๙ ทุก ๆ มาตราไปจนกระทั่งมาตราสุดท้าย
  82. ฉะบับรองทรง: มิได้ว่า
  83. ต้นฉะบับ: ถีน
  84. ฉะบับรองทรง: แต่งงานการบริคน
  85. ต้นฉะบับ: นัน
  86. ฉะบับรองทรง: ทำงาน
  87. ต้นฉะบับ: พี่จารณา
  88. ฉะบับรองทรง: หญิงนั้น
  89. ฉะบับรองทรง: คำว่า สู่ ไม่มี
  90. 90.0 90.1 ฉะบับรองทรง: คำว่า ชาย ไม่มี
  91. ต้นฉะบับ: เปนสีนไหมพิในกึ่ง ส่วนฉะบับรองทรงว่า เปน สีนไหม
    พิไนย
    กึ่ง
  92. ฉะบับรองทรง: ค่าฤทชาค่าทำเนียม
  93. ฉะบับรองทรง: กลับถ้อยคืนคำ
  94. ต้นฉะบับ: ล่วง
  95. ต้นฉะบับ: พึ่ง
  96. ต้นฉะบับ: ท่วน
  97. ต้นฉะบับ: เหลี่อ
  98. ฉะบับรองทรง: เปนลูกเปนหลาน
  99. ฉะบับรองทรง: คำว่า หมั้น ขาดไป
  100. ฉะบับรองทรง: คำว่า แก่ ไม่มี
  101. ต้นฉะบับ: เส่มอ
  102. ฉะบับรองทรง: นั้นเลย
  103. ฉะบับรองทรง: แล้ว ๆ มา
  104. ต้นฉะบับ: พึ่ง
  105. ฉะบับรองทรง: บิดา
    มานดา
  106. ฉะบับรองทรง: ประเพณีย์
  107. ต้นฉะบับ: คัก แก้ตามฉะบับรองทรง
  108. ฉะบับรองทรง: แก่เจ้าลูก
  109. ฉะบับรองทรง: คำว่า โดย ไม่มี
  110. ฉะบับรองทรง: คำว่า ว่า ไม่มี
  111. ต้นฉะบับ: ถีน
  112. ฉะบับรองทรง: แก่ บิดา
    มานดา
  113. ต้นฉะบับ: ภ่อ
  114. ต้นฉะบับ: คำว่า มิ ตกไป เพิ่มตามฉะบับรองทรง
  115. ฉะบับรองทรง: คำว่า นั้น ไม่มี
  116. ฉะบับรองทรง: ไม่เปนสิทธิ
  117. ฉะบับรองทรง: ไม่รู้คุณ
  118. ฉะบับรองทรง: ให้เร่งว่าแก่มันให้จงเสรจ์
  119. ฉะบับรองทรง: เหตุว่า
  120. ฉะบับรองทรง: บังเกิด
  1. มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: อืน” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  2. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ชึ่ง” เป็น “ซึ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  3. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ชู” เป็น “ชู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  4. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อยู” เป็น “อยู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  5. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “เปม” เป็น “เปน” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  6. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ไห้” เป็น “ให้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  7. มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: ชื้อ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  8. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ก” เป็น “ก็” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  9. มีใบบอกแก้คำผิดให้เพิ่มเชิงอรรถดังนี้ “ต้นฉะบับ: ไช้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  10. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ถง” เป็น “ถึง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  11. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “หนี่ง” เป็น “หนึ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  12. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ชู” เป็น “ชู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  13. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อยู” เป็น “อยู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
  14. มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “รู” เป็น “รู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)