ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 2/ส่วนที่ 10
แล้วทรงพระกรรุณาตรัสเหนือเกล้าฯ สั่งให้ค้นหาพระบาฬีทวะดึงษกรรมกร ๓๑ ประการนั้น ได้พระบาฬีว่า
ตเมนํ ภิกฺขเว ยโม ราชา เอวมาห อมฺโภ ปุริส น ตฺวํ อทฺทส มนุสฺเสสุ ราชาโน โจรํ อาคุํ จารึ คเหตฺวา วิวิธานิ กมฺมกรณานิ กโรนฺเต กสาหิ ปิ ตาเฬนฺเต เวตฺเตหิ ปิ[2] ตาเฬนเต[วซ 1] อทฺธทณฺฑเกหิ ปิ ตาเฬนฺเต หตฺถมฺปิ ฉินฺทนฺเต ปาทมฺปิ ฉินฺทนฺเต หตฺถปาทมฺปิ ฉินฺทนฺเต กณฺณมฺปิ ฉินฺทนฺเต นาสมฺปิ ฉินฺทนฺเต กณฺณนาสมฺปิ ฉินฺทนฺเต มุขมฺปิ ฉินฺทนฺเต พิลงฺคถาลกมฺปิ กโรนฺเต สํขมุณฺฑกมฺปิ[3] กโรนฺเต ราหูมุขมฺปิ กโรนฺเต ปโชติมาลกมฺปิ กโรนฺเต หตฺถปโชติกมฺปิ กโรนฺเต เอรกวตฺติกถมฺปิ กโรนฺเต จิรกวาสิกมฺปิ กโรนฺเต เอเณยฺยกมฺปิ กโรนฺเต พฬิสมํสิกมฺปิ กโรนฺเต กหาปาณิกมฺปิ กโรนฺเต ขาราปฏิจฺฉกมฺปิ กโรนฺเต ปลิฆปริวตฺตกมฺปิ กโรนฺเต ปลาสปิถกมฺปิ กโรนฺเต ตตฺเตน ปิ เตเลน โอสิญฺจฺเต สุนเหขหิ ปิ ชาทาเปนฺเต ชิวนฺตฺมปิ สุเล อุตฺตาเสนฺเตร อสินา ปิ สิสํ ฉินฺทนฺเต อุรํ ปิ ผาเลนฺเต สตฺติปฺปหารํ[4] กโรนฺเต สงฺคลิกาทีหิ ปญฺจหิ พนฺธเนหิ พนฺธิตฺวา พนธนาคารปฺปเวสนํ กโรนฺเต นาภิมฺปมาเณสุ อาวาเตสุ นิขณาเปตฺวา ปลาเสหิ ปฏิจฺฉาทาเปตฺวา อคฺคึ ทเปตฺวา จมฺมทฑฺฒกาเล[5] อยนงฺคเลหิ กสาเปตฺวา ขณฺฑาขณฺฑิกํ หิราหิรํ กโรนฺเต สรีรโต[6] ปิ ติกฺขเณเนว สตฺเถน ฆนฆนฏฺฐาเนสุ มํสํ อุปฺปาเฐตฺวา เตเลน ปกฺกํ อุทนํ อาโรเปตฺวา ปุเว วิย ปจฺจาเปตฺวา ตเมว ชาทาเปนฺเต
มีตำเนินเนื้อความตามในพระบาฬีว่า สมเดจ์บรมราชกระษัตรแต่ปางก่อนลงราชทัณแก่ผู้กระทำผิดเปน อุกฤษฐ
คะรุ
ละหุ โทษต่าง ๆ กัน จึ่งมีพระราชโองการมาณพระบันทูลสุรสีหนาทดำรัสเหนือเกล้าฯ ว่า ประเพณีโบราณราชกระษัตรสืบมาย่อมกระทำทัณทาณุทัณทโทษ น้อย
ใหญ่ แก่คนอันกระทำโจรกรรมแลล่วงพระราชอาช
ากระทำทุจริต[7] ผิดจากพระราชบรรญัติล่วงพระราชกำหนฎกฏหมาย ควรด้วย อุกฤษฐ
มหัน
คะรุ
มฉิม
ละหุ โทษประการใด ก็ลงโทษตามทวะดึงษกรรมกร ๓๒ ประการดุจประเพณีโบราณราชกระษัตรสืบ ๆ มา ก็ให้ตราพระราชบัญญัติจัดโทษโดยควรแก่กรรมกร ผ่อนตามหนักแลเบาแก่นักโทษผู้กระทำทุจริต เปนพระราชกฤษฎีกาว่า แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า ถ้าผู้ใดใจทนงองอาจ มักใหญ่ไฝ่สูงศักดิ์ คิดกระบถประทศร้ายต่อสมเดจ์พระพุทธิเจ้าอยู่หัว จะปลงพระองคลงจากเสวตรฉัตรก็ดี แลโจรคุมพักพวกถือสรรพสาตราวุทเข้าปล้นตีเมืองเผาจวนก็ดี ปล้นตีพระนครเผาพระราชนิเวศมนเทียรสถานวังคลังฉางก็ดี ปล้นตีอาวาศเผาพระอุโบสถแลสังฆาราม จับ พระสงฆ
สามเณร แลกระหัถชาวบ้านมัดผูกฟันแทงลนด้วยคบเพลิงปิ้งย่างเอาแหลนหลาวเสียบร้อยกระทำกำมสาหัศเร่งรัดเอาทรัพยสิ่งของโดยทารุณทาระกำหยาบช้า[8] ฆ่า สมณ
สามเณร แลเจ้าทรัพยด้วยประการใดก็ดี ผู้ใดใจฉกรรจ์ฆ่า[9] บิดา
มารดา คณาญาติครูอุปัชฌาจารยตายก็ดี แลคนร้ายใจเปนมฤทฉาทิฐิเอา องคพระพุทธรูป
พระสธรรม มาทุบตีเหยียบย่ำทำทุราจารการลามกประการใดก็ดี แลโจรลักทารกไปมิได้กลัวแก่บาปหยาบช้าสาหัศตัด มือ
เท้า ตัดฅอทารกถอดเอากำไลแลเครื่องประดับก็ดี ท่านว่ามันจำพวกนี้เปนผู้ร้ายยิ่งโจร ให้ลงโทษกรรมกร ๒๑ สถาน ๆ หนึ่งคือให้ต่อยกระบานศีศะเลิกออกเสียแล้วเอาคิมคีบก้อนเหลกแดงใหญ่ใส่ลงให้มันสะหมองศีศะพลุ่งฟูขึ้นดั่งม่อเคี่ยวน้ำส้มพะอูม สถานหนึ่งคือให้ตัดแต่หนังจำระเบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทังสองข้างเปนกำหนด ถึงหมวกหูทังสองข้างเปนกำหนด ถึงเกลียวฅอชายผมเบื้องหลังเปนกำหนด แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทังสิ้น เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกถอนคลอนสั่นเพิกหนังทังผมนั้นออกเสีย แล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรี[10] สังข์ สถานหนึ่งคือให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้วตามประทีบไว้ในปาก ไนยหนึ่งเอาปากสิ่วอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหูทังสองข้าง แล้วเอาฃอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเตมปาก สถานหนึ่งคือเอาผ้าชุ่มน้ำมันพันให้ทั่วกายแล้วเอาเพลิงจุด สถานหนึ่งคือให้เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วมือสิ้นทัง ๑๐ นิ้วแล้วเอาเพลิงจุด สถานหนึ่งคือเชือดเนื้อให้เปน แร่ง
ริ้ว อย่าให้ขาด ให้เนื่องด้วยหนังตั้งแต่ใต้ฅอลงไปถึงข้อเท้า แล้วเอาเชือกผูกจำให้เดิรเหยียบย่ำริ้ว เนื้อ
หนัง แห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดิรไปกว่าจะตาย สถานหนึ่งคือเชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเปน แร่ง
ริ้ว แต่ใต้ฅอลงมาถึงเอว แล้วเชือดแต่เอวให้เปน แร่ง
ริ้ว ลงมาถึงข้อเท้า กระทำเนื้อเบื้องบนนั้นให้เปนริ้วตกปกคลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้าคากรอง สถานหนึ่งคือเอาหว่งเหลกสวมข้อสอกทังสองข้างข้อเฃ่าทังสองข้างให้หมั้น แล้วเอาหลักเหลกสอดลงในวงเหลกแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงลนให้รอบตัวกว่าจะตาย สถานหนึ่งคือเอาเบดใหญ่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วกายเพิกหนังเนื้อแลเอน น้อย
ใหญ่ ให้หลุดขาดออกมากว่าจะตาย สถานหนึ่งคือให้เอามีดที่คมเชีอดเนื้อให้ตกออกมาจากกายแต่ทิละตำลึงกว่าจะสิ้นมังสะ สถานหนึ่งคือให้แล่สับฟันทั่วกาย แล้วเอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดครูดขุดเซาะหนังแลเนื้อแลเอน น้อย
ใหญ่ ให้ลอกออกมา[11] ให้สิ้น ให้อยู่แต่ร่างกระดูก สถานหนึ่งคือให้นอนลงโดยข้าง ๆ หนึ่ง แล้วให้เอาหลาวเหลกตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดิน แล้วจับเท้าทังสองหันเวียนไปดังบุทคลทำบังเวียน สถานหนึ่งคือทำมิให้เนื้อพังหนังขาด เอาลูกศีลาบดทุบกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทังสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเปนกองเปนลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับทังกระดูกนั้นทอดวางไว้ ทำดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งวางไว้เชดเท้า สถานหนึ่งคือเคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่านแล้วรดสาดลงมาแต่ศีศะกว่าจะตาย สถานหนึ่งคือให้กักขังสูนักขร้ายทังหลายไว้ให้อดอาหารหลายวันให้เตมหยาก แล้วปล่อยออกให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า สถานหนึ่งคือให้เอาขวายผ่าอกทังเปนแหกออกดั่งโครงเนื้อ สถานหนึ่งคือให้แทงด้วยหอกทีละน้อย ๆ กว่าจะตาย สถานหนึ่งคือให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลอกด้วยเพลิงภอหนังไหม้ แล้วไถด้วยไถเหลกให้เปนท่อน น้อย
ใหญ่ เปนริ้ว น้อย
ใหญ่ สถานหนึ่งคือให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมันเหมือนทอดขนม ให้กินเนื้อตนเอง สถานหนึ่งคือให้ตีด้วยไม้ตะบอง สั้น
ยาว เปนต้น สถานหนึ่งคือให้ทวนด้วยไม้หวายทังหนาม แลโทษทังนี้ควรด้วยสถานใดให้เอาแต่สถานหนึ่ง
ถ้าผู้ใดล่วงพระราชอาช
าพระราชบัญญัติแลพระราชกำหนฎบทพระไอยการกฎหมายประการใดกดี แลเปนโจรปล้นบ้านเรือนสะกดสะดมย่องเบาตีชิงล้วงลักสรรพโจรลักฉกทรัพยสิ่งของประการใด ๆ ก็ดี ท่านให้ลงโทษกรรมกร ๑๑ สถาน สถานหนึ่งคือให้ทวนด้วยหวาย สถานหนึ่งคือให้ตัดนิ้ว สถานหนึ่งคือให้ตัดเท้าทังสองข้าง สถานหนึ่งคือให้ตัด มือสองข้าง
เท้าของข้าง สถานหนึ่งคือให้ตัดหูทังสองข้าง สถานหนึ่งคือให้ตัดจะหมูกเสีย สถานหนึ่งคือให้ตัด หูทังสองข้าง
จะหมูก เสีย สถานหนึ่งคือให้ตัดปากแหวะปากเสีย สถานหนึ่งคือให้เสียบเปน สถานหนึ่งคือให้ตัดศีศะเสีย สถานหนึ่งคือให้จำห้าประการใส่คุกไว้ จะควรด้วยสถานโทษประการใดก็ให้ลงโทษโดยอาช
าอันมีในพระราชกฤษฎีกาแลพระราชกำหนดกฎหมายทังปวงอันสมเดจ์พระบรมราชกระษัตรบัญญัติไว้โดยไนยมาตราสืบ ๆ มานี้เถิด
กล่าวลักษณโทษทวะดึงษกรรมการ ๓๑ ประการยุติแต่เท่า[12] นี้
จะกล่าวข้อความมูลคดีอันมีในคำภีรพระธรรมสาตรเกิดแต่ เอกุณตึง มูลวิวาท แจกออกโดยพระบาฬีว่า สงฺคามโทสา ปิ จราชทุฏฺโฐ คือผู้ต้องโทษในงานพระราชสงคราม แลผู้ประทุษร้ายต่อพระบาทสมเดจ์บรมนารถบรมบพิตร อดิศรเดชเชษฐมาตยา มหาประชากรธิบดี ศรีวิสุทธิอุดมบรมนราธิเบศ พระพุทธิเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระเดชคุณานุภาพปกแผ่ไปเปนอันมากแก่หมู่วิมลมุขมาตยานราราชคามนิคมเขตประเทษอวสาณะอาณาจักร เปนหลักแก้วก่อกิจศุขทั่วทุกทวยราษฎรบริสา อุประมามหาจักรวาฬพิสาลศีขเรศ กันประเทษธรณี มิให้มีจุลาจล วิกลลายไหลเลื่อน[13] ลงสู่มหาสมุทได้ สรรพสัตวอาไศรยเปนศุขทุกทิวาราตรีกาล ดั่งพิษฎารคุณสุนธเรศพิเศศอดุล ด้วยทรงพระราชอาณาจักรกำหนดตรา เพื่อกำลังพระเมตาเปนมหาบุพภาคบุเรจาริกไว้เปนพระโลกรรถจริย หวังให้ฉัมภิดตะโลมหังษชาติ มิให้ประมาทในหมู[วซ 2] พระคุณได้ จึ่งทรงพระราชบัญญัติจัดเปนบทมาตรา ชื่อว่าสาขคดี อันมีสืบ ๆ กันมาดั่งนี้
ศุภมัศดุ ศักราช ๑๓๗๓ กุกกุฏสังวัจฉระเชษฐมาศกาลปักเขปัญจมีดฤษถีพุทธวารกาลบริเฉทกำหนฎ พระบาทสมเดจ์บรมนารถบรมบพิตรสิทธิสุนทธรธรรมเดชามหาสุริวงษองคบุรุษโสดมบรมมหาจักรพรรดิศรบวรธรรมฤกมหาราชาธิราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันมหาประเสริฐเสดจ์ออกณะพระธินั่งดิลกมาลามหาไพชนปราสาทรัตนากาษเบื้องบุรพาภิมุขพร้อมด้วยหมู่มุขมนตรีกระวีชาติราชเสวกากรมาตยามหาราชครูบโรหิตบัณฑิตยาจารยเฝ้าพระบาทสมเดจ์บรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว จึ่งมีพระราชโองการมาณพระบันทูลสุรสีหนาทดำรัสให้ตราพระราชบัญญัติเผดียงโฆษนาการแก่ชาวเจ้าเง่ายุพราชนาฏปิโยรสาพระภาคีไนยราชมาตยาภิมุขมนตรีกระวีราชกุญขุนหมื่น[14] พันทนายฝ่าย ทหาร
พลเรือน ไพร่ฟ้าข้าขอบขันทเสมาอาณาจักรสมสังกัดพันอันมีในพระราชอาณาเขตพระนครศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมยอุดมราชนิเวศอุตมังคมหาสถานตั้งแต่นี้สืบไปเบื้องหน้า
๑ มาตราหนึ่ง ผู้ใดใจใหญ่ไฝ่สูงศักดิ์ มันกระบถประทศร้าย จะต่ำพระองคลดลงจากกำภูฉัตร อนึ่งทำร้ายพระองคด้วยโหรายาพิศแลด้วยเครื่องสาตราสรรพยุทให้ถึงสิ้นพระชนม์ อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวให้ผู้ใดไปรั้งเมืองครองเมือง แลมิได้เอาสุวรรณบุบผาแลภัทยาเข้ามาบังคมถวาย แลแขงเมือง อนึ่งผู้ใดเอาใจไปแผ่เผื่อข้าศึกศัตรู นัดแนะให้ยกเข้ามาเบียดเบียนพระนครขอบขันทเสมาธานีน้อยใหญ่ อนึ่งผู้ใดเอากิจการบ้านเมืองแลกำลังเมืองแจ้งให้ข้าศึกฟัง ถ้าผู้ใดกระทำดั่งกล่าวมานี้ โทษผู้นั้นเปนอุกฤษฐโทษ ๓ สถาน ๆ หนึ่งให้ริบราชบาทฆ่าเสียให้สิ้นทังโคต สถานหนึ่งให้ริบราชบาทฆ่าเสีย ๗ ชั่วโคต สถานหนึ่งให้ริบราชบาทแล้วให้ฆ่าเสีย โคตนั้นอย่าให้เลี้ยงสืบไปเลย เมื่อประหารชีวิตรนั้น ให้ประหารให้ได้ ๗ วันจึ่ง[15] ให้สิ้นชีวิตร เมื่อประหารนั้น อย่าให้โลหิตแลอาศภตกลงในแผ่นดิน ให้ใส่แพลอยเสียตามกระแสน้ำ แผ่นดินหนา ๒๔๐๐๐๐ โยชน ทรงพระเจ้าได้ถึง ๕ พระองค แลมิอาจทรงผู้อักตัญูหาความสัจมิได้นั้น
ถ้าบุคลกล่าวมานี้ถึงมีบำเหนจ์ความชอบเท่าใด ท่านมิให้เอาบำเหนจ์ความชอบมาปูนโทษเลย ถ้าผู้ใดผิดเปนมหันตโทษ ๆ ถึงตายนอกกว่ากล่าวนี้ ถ้ามี[16] บำเหนจ์ความชอบอยู่ ให้เอาบำเหนจ์ความชอบนั้นมาปูนโทษก่อน ถ้าโทษนั้นเปนมหันตโทษต้อง อุกฤษฐ
ครุ
ลหุ โทษก็ดี ให้กรรุณาครั้ง ๑
๒ ครั้งก่อนตามโทษ หนัก
เบา นั้นเถิด
๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใดรู้ว่าใคร่ ๆ ทำความร้ายในแผ่นดินด้วยประการใดใด ท่านให้ผู้รู้นั้นออกมาว่ากล่าวโดยคดีเสาวภาพตามเนื้อความอันรู้นั้น ท่านมิให้ทำบัดสนเท่ห์แขวนแลทิ้งไว้ในสถานสักอันเลย ถ้าผู้ใดทำ จับผู้นั้นได้ท่านให้ฆ่าเสีย ส่วนผู้ริให้แหวะปาก แลผู้เขียนนั้นให้ตัดมือเสีย ผู้รู้ด้วยท่านให้ทวนด้วยลวดหนัง ๒๕ ที
๓ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเหนบัดสนเท่ห์ใน กระดาษ
ใบตาล
สมุท อันตกอยู่ในสถานใด ๆ ก็ดี ผู้ใดได้ ท่านให้ฉีกเสียในที่นั้น ท่านมิให้หยิบไปอ่านดู มิให้เอามาให้[17] ผู้อื่นอ่าน จะให้ตัดมือผู้เอามานั้นเสีย ถ้าผู้ใดหยิบมา ให้กุมเอาตัวมันผู้เอามานั้นจำไว้ ให้หาผู้ทำบัดสนเท่ห์นั้นจงได้ ถ้ามิได้ ให้จำมันไว้สามเดือน แลให้ทวนด้วยไม้หวาย ๕๐ ที เพราะว่าท่านมิให้เอามาสักอันเลย
๔ มาตราหนึ่ง ถ้าผู้ใดแลรู้เหนว่า ผู้ใดคิดกระบถด้วยประากรใดใด แลกระทำทุจริตผิดพระราชบัญญัติท่าน แลว่าจะเอาตัวรับรองยศแผ่นดินสมเดจบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวดั่งนั้น ให้ทำหนังสือฎีกาายื่นร่ำเรียนแก่สมุหนายกให้พิดทูลแก่พระเจ้าอยู่หัว คือว่าผู้นั้นมีคุณแก่แผ่นดิน มีบำเหนจ์แก่ราชการท่าน ๆ มิให้ทำหนังสือบัดสนเท่ห์ลอบลักทอดไว้ในสถานแห่งใดใด เพราะว่าพระราชกฤษฏีกาเดิมท่านห้าม แลผู้ใดมิได้ฟังพระราชบัญญัติดั่งนี้ บังอาจ์กระทำบัดสนเท่ห์ลอบลักทอดไว้ ท่านรู้ด้วยประการใดใดก็ดี ท่านให้ลงโทษโดยสาหัศ
๕ มาตราหนึ่ง เปนข้าพระเจ้าอยู่หัวเลี้ยงให้มียศถาศักดิ์ แลมันโมหะจิตรคิดใหญ่ใจใคร่ฝ่ายสูงศักดิ์ทำกระบถประทุศร้ายต่อรบพุ่งเมืองท่าน ทำดั่งนั้นท่านว่าโทษหนัก ให้ฆ่าเสียสิ้นทังโคต
๖ มาตราหนึ่ง นา ๑๐๐๐๐ ลงมาถึงนา ๘๐๐ รู้เหนว่าผู้ใดเปนกระบถก็ดี ญาติสมักพักพวกเปนกระบถทำความร้ายในแผ่นดินประการใด ๆ ก็ดี แลเหนชอบเข้าด้วยผู้กระบถ แลมิได้ว่ากล่าวพิดทูลแก่พระเจ้าอยู่หัว ผู้นั้นเปนกระบถด้วย
๗ มาตราหนึ่ง เจ้าเมืองทังหลายอันอยู่ในพระราชเสมาอณาเขต เปนข้าพระเจ้าอยู่หัวในแว่นแคว้นอันขึ้นแก่กรุงศรีอยุทธยาเมืองใหญ่น้อย ให้เจ้าเมืองหานายผู้จะเปนหมื่น แพ่ง
นครบาล หมื่น วัง
คลัง
นา ให้รักษาเมืองท่าน อย่าให้เกิดอุบัด
อนึ่งให้ตั้งหมื่น ด่าน
แขว ตั้งนายขนอนคอยด่านทางให้หมั้น ดูจงพ้นแดนโดยรอบอย่าให้ข้าศึกสัตรูเข้ามาแปลกปลอม ถ้าพบข้าศึกสัตรูมากเหนซ้ำเติมเข้ามา ให้เร่งขับครัวเข้าเมือง หับประตูเมืองอยู่ถ้าพระเจ้าอยู่หัว ให้แต่งพลทหารสอดแนม[18] ดูเอาทางข้าศึกจงได้ แม้นข้าศึกถอยไป ให้ตามจงพ้นแดน จะมีบำเหนจ์แก่เจ้าเมือง
๘ มาตราหนึ่ง หัวเมืองเสมอกันรักกัน แลเจ้าเมืองหนึ่งไปหาเจ้าเมืองหนึ่ง ให้มีโทษสามประการ
อนึ่งถ้าข้าศึกมีมา ให้ท้าวพญาลูกขุนมนตรีมุขนั่งประชุมณะศาลากลาง ผู้ใดมิได้มา[19] เปนโทษกระบถ ให้ปรับตามโทษ
๙ มาตราหนึ่ง เมือง ปากใต้
ฝ่ายเหนือ ซึ่งขึ้นแก่กรุงเทพมหานครให้มาอ่อนน้อมนำดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณาการมาถวายตามราชประเพณีแต่ก่อน ถ้าเมืองใดมิได้กระทำตามประเพณี แขงบ้านเมืองไว้ให้เปนจุลาจลในแผ่นดินท่านไซ้ ท่านว่าโทษถึงตาย
๑๐ มาตราหนึ่ง ราชสัตรูแปลกปลอมเข้ามาในขอบขันทเสมาก็ดี แลมันคิดทนงองอาจ์ทำร้ายให้เปนจุลาจลในแผ่นดินท่านก็ดี แลชาวประเทษต่างเมืองเข้ามาอยู่ในขอบขันทเสมาแล้ว แลมันคิดร้ายแก่แผ่นดินท่านก็ดี แลข้าศึกต่างประเทศมันทำกลอุบายคิดร้ายแก่แผ่นดิน แลมันมิได้เกรงกลัวแปลงปลอมเข้าไปในพระราชวัง แลไปถึงพลับพลาหน้าพลานฉานคลี แลเข้าไปถึงท้องพระโรงมุขบานพระแกล แลไปที่สถานแห่งใด ๆ ก็ดี แลจับได้มันผู้ทนงองอาจ์แปลกปลอมเข้าไปนั้น ให้ถามเอาถ้อยคำมันจงถ่องแท้ แลให้เอาตัวมันผู้แปลกปลอมเข้ามานั้นลงโทษ ๓ สถาน แลซึ่งผู้รู้เหนคิดอ่านว่าชอบเข้าด้วยมันนั้น ให้สับแลเถือเนื้อ แล้วให้ฆ่าเสีย ให้ริบเอาทรัพยสิ่งสีนมันผู้ทำจุลาจลในแผ่นดินเข้าพระคลังหลวงจงสิ้น
๑๑ มาตราหนึ่ง ผู้ใดเปนข้าพระเจ้าอยู่หัว ๆ ชุบย้อมตั้งแต่งเปนพยาพระหลวงขุนหมื่น ท่านให้ผู้นั้นมีน้ำใจสาพิภักซื่อตรงต่อพระเจ้าอยู่หัว ท่านมิให้เอาใจออกหากจากพระเจ้าอยู่หัว ท่านให้ผู้นั้นเอาใจใส่ดูผิดแลชอบการงานพระราชวังทังปวง ให้รักษาพระเจ้าอยู่หัวจงคำนับ ถ้าแลประเทษใด ๆ จะเข้ามาทำจุลาจล ให้ผู้นั้นกะเกนผู้คนบ่าว[20] ไพร่ขอบขันทเสมานั้น ให้มารักษาพระเจ้าอยู่หัวให้ต่อรบด้วยราชสัตรูให้มีไชยชำนะแก่ราชสัตรูจงได้ แล้วให้เอาใจดูหูใส่ตรวจตราดูผู้คนซึ่งจะเข้ามาสัพประหยุดด้วยราชสัตรูนั้น ถ้าเหนว่าผู้ใดมิได้ซื่อตรงต่อพระเจ้าอยู[วซ 3] หัว มันแนะนำให้ข้าศึกปลอมเข้ามาถึงกรุงก็ดี มันคิดร้ายด้วยประการใด ๆ ก็ดี รู้แล้วให้เอาเนื้อความกราบบังคมทูลพระเจ้าอยู่หัวให้แจ้ง ห้ามมิให้เปนใจด้วยคนผิด ถ้าผู้ใดมีความชอบในแผ่นดิน ฃอให้ตั้งแต่งพระราชทานยศถาศักดิ์แก่ผู้นั้นโดยสมควร
๑๒ มาตราหนึ่ง ผู้ใด[21] เปนข้าพระเจ้าอยู่หัว ๆ ทรงพระเมตาพระราชทานเงินทองเสื้อผ้าชุบย้อมตกแต่งเปนถึงขุนหมื่น ครั้นอยู่มาเกิดจุลาจลมีราชสัตรูเข้ามารบเอาบ้านเมือง แลมันผู้ซึ่งท่านตั้งแต่งเปนขุนหมื่นนั้นมิได้คิดถึงคุณซึ่งท่านชุบย้อม คิดกระบถชักภาแนะนำราชสัตรูเข้ามาถึงพระนครให้รบเอาบ้านเมืองของพระเจ้าอยู่หัว สืบสวนเปนสัจ ท่านให้ลงโทษโดยมันคิดร้าย
๑๓ มาตราหนึ่ง ข้าศึกต่างประเทษเข้ามาปลอมบ้านปลอมเมืองท่าน แลผู้ใด ๆ ให้เข้ามาอยู่อาไศรยใน บ้าน
เรือน ตน ท่านรู้ด้วยประการใดแลเปนสัจ ท่านให้ลงโทษแก่ผู้ให้ข้าศึกอาไศรยนั้นถึงสิ้นชิวิตร ส่วนเพื่อนรู้เหนมิได้บอกกล่าวพิดทูล ให้ฆ่าเสียด้วย ส่วนคนผู้ปลอม ให้สืบเอาพวกเพื่อนแล้วให้ฆ่าเสีย
๑๔ มาตราหนึ่ง ผู้ใดพระเจ้าอยู่หัวตั้งแต่งให้มียศถาศักดิ์ แลเปนนายหมวดนายกองทแกล้วทหารไพร่ฟ้าข้าแผ่นดิน มีการณะรงสงครามมิได้อย่[วซ 4] ช่วยราชการ ภาครอบครัวอพยบหนีไปเข้าด้วยข้าศึกแลไปซุม[วซ 5] ซ่อนอยู่ป่าดง ท่านว่าเปนกระบถ ให้ฆ่าเสียสิ้นทังโคติ อย่าให้ดูเยี่ยงหย่างกันต่อไป
จุลศักราช ๗๙๖ ฉ้อศกนักสัตวพยัฆสังวัจฉระไพสาขมาศศุกะปักษยอรรถมีดฤษถีระวิวารกาลบริเฉทกำหนด พระบาทสมเดจ์พระบรมไตรโลกนารถนายกดิลกผู้เปนเจ้าเกล้าภูวมลทณสกลอาณาจักรอัคบุริโสดมบรมสวรรยาธิปไตยมไหยสุริยวงษบรมหงษวิสุทธิพุทธางกูรบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวเสดจ์ออกพระธินั่งเบญจรัตนมหาปราสาทสุริโยภาษวราโดยบูรรพาภิมุขเถลิงอาศน์ จึ่งมีพระราชโองการมาณพระบัณทูลสุรสิหนาทตราพระราชบัญญัติแก่ชาวเจ้าเหง้ายุพราชนาฏปิโยรสาภาคีไนยนัดามาตยาภิมุขมนตรีกระวิชาติราชนิกุญเมืองขุนหมื่นสมสังกัดพันอันมีในขอบขันทเสมาอาณาเขตแว่นแคว้นแดนพระนครทวาราวะดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีว่า แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า
ถ้าเสดจ์โดยพยู่หบาตรยาตราทับไปการณรงสงครามนั้น ให้ยุกระบัตทับแลปีก ซ้าย
ขวา ถืออาช
าต้อนพลทังปวง แลให้นายกองยุกกระบัดเกียกกายกองหน้าหลังปีก ซ้าย
ขวา แต่งขุนหมื่นต้อนพลจงทุกกอง แลให้แต่งลูกหลานอันไว้ใจได้นั้นต้อน[22] พลทังปวงหลังยุกรบัดเปนขนัด
อนึ่งแลให้แต่งองครักษอันบันดาได้ประจำทับไว้ด้วยยุกรบัดในปีก ซ้าย
ขวา นั้น แลให้กฎหมายให้แก่ยุกรบัดในปีก ซ้าย
ขวา แลขุนหมื่นบันดาถืออาช
าสิทต้อนพลทังปวงโดยพนักงาน ถ้าผู้ใดต่อรบด้วยราชสัตรู มิฟังบังคับ ย่อท้อในที่รบ ฝั้นเฟือนจากกระบวนทับประการใด ถ้ามีบันดาศักดิ์แต่นา ๘๐๐ ลงมาถึงไพร่ไซ้ โทษหนักเท่าใด ให้ลงโทษโดยโทษานุโทษนั้น ถ้าบันดาศักดิ์นา ๑๐๐๐ หนึ่งขึ้นไป ให้กุมเอาตัวไปส่งแก่นายกองยุกรบัดเกียกกายให้ลงโทษโดยโทษานุโทษนั้น แลให้เกียกกายบันดาถืออาช
าต้อนพลกฏหมายเอาโทษนั้นไปบอกแก่นายกองแลยุกระบัดเกียกกายให้พิจารณาโดยโทษ แลเมื่อยุกระบัดแลขุนหมื่นจะลงโทษผู้ฝั้นเฟือนในกลางสงครามนั้น ถ้าแลฝั้นเฟือนลงมาถึงช้างม้านายกอง ให้ลงโทษจงหนัก เร่งต้อนเข้าให้รบ ถ้าแลถอยหลังลงมาจากนายทับนายกอง ให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิตร
อนึ่งนายกองได้ชนช้างแลได้ตลุมบอน ลูกกองทังปวงมิได้ตลุมบอนด้วย ให้ลงโทษจงหนัก แลให้ต้อนเข้ารบ ถ้าแลฝั้นเฟือนลงมาจากกระบวน แลละนายทับนายกองให้เปนอันตะราย[23] ให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิตร
อนึ่งถ้าพญาแลพระหลวงขุนหมื่นผู้บันดาได้ชนช้างได้ตลุมบอน แลขุนหมื่นผู้คุมพลแลนายสิบมิได้ประจันบานมิได้ตะลุมบอนด้วย ให้ลงโทษจงหนัก แลให้ต้อนเข้ารบ ถ้าแลฝั้น[24] เฟือนลงมาจากท้าวพญาพระหลวงเมืองขุนหมื่นก็ดี ละให้เปนอันราย[25] ให้ลงโทษแก่ผู้นั้นถึงสิ้นชิวิตร
อนึ่งถ้าแลพญาพระหลวงขุนหมื่นผู้บันดาขี่ช้างแลได้ชนช้างได้ตะลุมบอน แลขุนหมื่นผู้คุมพลแลนายร้อยนายสิบมิได้ประจันบานมิได้ตะลุมบอนด้วย ให้ลงโทษจงหนัก แล้วให้ต้อนเข้ารบ ถ้าแลฝั้นเฟือนลงมาจากท้าวพญาพระหลวงขุนหมื่น แลให้เปนอันตะราย ให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิตร
แลเมื่อขุนหมื่นผู้ถืออาช
าต้อนพลทังปวงจะลงโทษแก่ผู้เลมิดพระราชอาช
าในการพระราชสงครามนั้น ถ้าแลโทษนั้นหนักแลจะถึงสิ้นชีวิตร ให้ยุกระบัตลงโทษโดยโทษานุโทษ ถ้าแลเมื่อได้รบด้วยราชสัตรู ผู้ใดได้ชนช้างใด้ตะลุมบอนแลมี[16] บำเหนจ์บำนานก็ดี เปนใจอาษาราชการด้วยใจษาพิภักก็ดี แลมิได้เปนใจอาษาราชการแลย่อท้อในการราชสงครามด้วยประการใด แลจะลงโทษหนักก็ดี ถึงสิ้นชีวิตรกดี ให้ยุกระบัดแลลูกหลานนายกองยุกระบัดเกียกกายกฏหมายเอาบำเหนจ์แลโทษแลชื่อผู้เลมิดพระราชอาช
าในพระราชสงครามจงหมั้น[26] คงโดยพนักงาน ครั้นเสรจ์การแล้ว ให้เอามาว่าแก่นายกองแลยุกระบัดเกียกกายโดยบำเหนจ์แลโทษนั้น ครั้นแลราชสัตรูแตกฉานพ่ายแพ้แล้วไซ้ ให้ติดตามเอานายกองนายทับแลพลจงได้
อนึ่งมีภูผาป่าดงพงเขาแลจะดาช้างม้าริ้พลเปนขบวนโดยมีพระราชกำหนฏนั้นมิได้ ให้เอาภูมสถานเปนประมาณ แลให้ผ่อนปรนดา[27] ช้างม้าพลตามควรด้วยภูมสถานนั้น
อนึ่งถ้าราชสัตรูตั้งค่ายแลขุดคูอยู่เปนอันมั่นคง ให้นายกองแลยุกระบัดเกียกกายกองหน้าหลักปีก ซ้าย
ขวา แลท้าวพญาพระหลวงหัวเมืองทังปวงพิภากษาเอาการนั้นเปนประมาณ ให้ตกแต่งโดยการนั้น ถ้าแลเหนควรที่จะตีทับข้าศึกให้แตกฉานในกลางคืนนั้นได้ ก็ให้ตีทับข้าศึกให้แตกฉานในกลางคืนนั้นจงได้ แล้วให้ส่งข่าวอย่าให้ขาด
อนึ่งถ้าแลจะเกนเอาคนไปจ่ายเท่าใด เมื่อทำออกเศดมากน้อยเท่าใด ให้เรียกเอาแก่ยุกระบัดให้ครบตามเกน
อนึ่งยกไปรบข้าศึกก็ดี ข้าศึกยกมาเอาเมืองก็ดี แลท้าวพญาหัวเมืองขุนหมื่นมนตรีมุขเสนาอำมาตยราชโยธานายทับนายกองกอง หน้า
หลัง ร้อย
พัน
หมื่น[28]
แสน แลยก ช้าง
ม้า ดั้งดาบเสโลปืนไฟน่าไม้ธนูหอกทวนยกไปต่อยุทด้วยราชสัตรู ยังมิทันได้รบ ถอยออกมาชั่วตัวช้างหนึ่ง ให้ใส่ตรุไว้ ถ้าผู้ใดถอยออกมาสองชั่วตัวช้าง ให้เอาตัวลงหญ้าช้าง ถอยออกมาสามชั่วตัวช้าง ให้ตะเวนแล้วให้ตัดศีศะตัดเท้าเสียบไว้หน้าทับ
อนึ่งถ้าตัวยุทด้วยราชสัตรูอยู่ ผู้ใด[21] ถอยออกมาชั่วตัวช้างหนึ่ง ให้ลงโทษทะเวน แล้วให้ตัดตีนสีสะเสียบไว้หน้าทับ
อนึ่งผู้ใดอยู่ใน ทับ
ศึก มิได้รักษาช้างม้าไว้ให้หมั้นคงให้ลุ่ยหลุดจากหลักแหล่ง ให้ทะเวนรอบทับ แล้วตัดเท้าตัดศีศะเสียบไว้
อนึ่งผู้ใดอยู่ทับศึกประทำน่าที่ ให้ข้าศึกปลอมเข้ามาได้ ให้ลงโทษทะเวนรอบทับ ตัด เท้า
ศีศะ เสียบไว้
อนึ่งผู้ใดอยู่น่าที่[29] ให้ข้าศึกฝ่าค่ายเข้ามาได้ ให้ทะเวนรอบทับ ให้ตัด เท้า
ศีศะ เสียบไว้
อนึ่งผู้ใดอยู่กองแลซัดกองเสีย ให้ทะเวนรอบทับ ให้ตัด ศีศะ
เท้า เสียบไว้
อนึ่งผู้ใดอยู่นอนน่าที่ในกอง ทับ
ศึก ให้ไฟไหม้ค่าย ให้ลงโทษทะเวนรอบทับ ตัดศีศะเสียบไว้
อนึง[วซ 6] ผู้ใดนอนน่าที่ก็ดี นอนค่ายก็ดี แลสัศดีมหาดไทกระลาโหมไปตรวจแลนอนหลับอยู่ ให้เอาหอกร้อยขาประจาน
อนึ่งผู้ใดทำให้ผู้คนช้างม้าท่านตื่น[30] จากหลักแหล่ง ให้ทะเวน ตัดศีศะเสียบไว้หน้าทับ
อนึ่งทับศึกกระบวนเรีอยกเข้าไปต่อยุทด้วยราชสัตรูอยู่ ถ้าถอยเรือออกมาชั่วลำเรือหนึ่ง ให้ลงโทษทะเวน แล้วให้ตัด ศีศะ
เท้า เสียบไว้
อนึ่งทับศึกกระบวนเรือยกเข้าไปจะต่อยุทด้วยราชสัตรู ถ้าถอยออกมาชั่วลำหนึ่ง ให้ใส่ตรุไว้ ถ้าถอยสองชั่วลำเรือ ให้ถอดลงหญ้าช้าง ถอยสามชั่วลำเรือ ให้ทะเวน แล้วให้ตัด เท้า
ศีศะ เสียบไว้หน้าทับ
อนึ่งผู้ใดลักเสื้อผ้าเครื่องสาตราวุธในกลางพลเมื่อตรวจพล ท่านให้ฆ่าผู้นั้นเสีย ถ้าแลผู้ลักนั้นยังมีบำเหนจ์แก่ราชการ ท่านให้ริบเรือนเอาทรัพทังปวงเข้าพระคลังหลวง
๑๕ มาตราหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวใช้ผู้ใดไปราชการแห่งใด อยู่ภายหลังข้าศึกเข้ามารบพระนคร ให้เร่งรีบมาเข้ากระบวนทับต่อรบด้วยข้าศึกเอาใชยชำนะจงได้ ถ้าผู้ใดหลบหลีกหนีมิมา ท่านว่ามันเอาใจออกหาก ให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิตร
๑๖ มาตราหนึ่ง ถ้าการพระราชสงครามยกไปก็ดี ข้าศึกยกมาถึงเมืองก็ดี แลท้าวพญาหัวเมืองมุขมนตรีเสนาโยธามาตผู้เปนนายกองนายทับยกช้างม้ารี้พลดั้งดาบเขนเสโลปืนไฟน่าไม้ธนูหอกทวนเปนปีกออกไปกลางแปลง แลนายกองนายทับผู้ใดออกไปได้รบแลมีไชยชำนะแก่ข้าศึก แลให้ยุกระบัดทับกฏหมายมา ได้รางวันเจียดทองเสื้อสะหนอบแลเปลี่ยนที่อื่นฝากลูกหลานให้เลี้ยงดูตามบำเหนจ์
ถ้าผู้ใดชนช้างชะนะ บำเหนจ์หมวกทองเสื้อสะหนองทองปลายแขนยกขึ้นถึงนา ๑๐๐๐๐ แล้วให้ร่มขันทองคานหามทอง
ถ้าผู้ใดชนช้างมีไชย แลข้าศึกขาดหัวช้าง ได้บำเหนจพานทองหมวกทองร่มขันทองแลเมียนาง ถ้าได้ตัวท้าวพญา บำเหนจ์เท่ากัน
ถ้าพลหอกดาบดั้งเสโลพลเท้าได้ช่วยด้วยช้าง แลผ้[วซ 7] ชนช้างนั้นมี[16] ไชยเพราะพลเท้า ยกพลนั้นขึ้นเปนขุน รางวันเงินลากทองลากลูกหลานเลี้ยงสืบไป ฝ่ายผู้ชนช้างนั้นรางวันดุจเดียว
ถ้าผู้ขึ้นม้ารบแลได้หัวมา[31] บำเหนจ์ขันทองเสื้อผ้ายกที่ขึ้น ถ้าพลเท้าได้หัว รางวันขันเงินเสื้อผ้า ถ้าพลเท้าได้ม้า รางวันขันทองเสื้อผ้า
ถ้าแต่พลไพร่องครักษรายขึ้นไปถึงนา ๔๐๐ ได้ตัวท้าวพญา[32] บำเหนจ์เงินลากทองลากได้กินเมืองได้เมียนาง ถ้าได้ตัวช้าง บำเหนจ์เงินชั่งหนึ่งตลับทองเสื้อผ้า
ถ้าไพร่พลชาวเลือกรองตัดช่องโจมทับหลวงฟันข้าศึกหนีจากทับ ให้เงินชั่งหนึ่งตลับทองเสื้อผ้าตั้งขึ้นเปนขุน อาสาผู้ใดฟันแย้งด้วยข้าศึกแลชะนะ เงินห้าตำลึง
ผู้ใดสู้สองคนแลแก้ตัวรอดมา รางวันขันทองเสื้อผ้า ถ้าผู้ใดไปสองคนรอดตัวออกมา ได้ทังอาวุธข้าศึกมาด้วย บำเหนจ์ขันทองเสื้อผ้าตั้งให้เปนขุน
๑๗ มาตราหนึ่ง พญาพระหลวงขุนหมื่นทแกล้วทหารทวยราษฎรทังหลายเปนข้าขอบขันทเสมา พระเจ้าอยู่หัวดำรัสกะเกนใช้ให้ไปการณรงสงคราม แลมันผู้ไปนั้นหลงเข้าไปในทับศึกฝ่ายข้างหนึ่ง แลมันสับประหยุทสู้รบด้วยราชสัตรู แลมันแก้ชิวิตรมันมารอด ท่านว่าผู้นั้นมีความชอบในแผ่นดิน
อนึ่งผู้ใดเปนข้าพระเจ้าอยู่หัว ๆ ใช้ไปการณรงสงคราม แลมันผู้ไปการณรงสงครามนั้นมีน้ำ[34] ใจษาพิภักต่อพระเจ้าอยู่หัว มันเอาใจต่อรบด้วยราชสัตรู ๆ หนีไปมีไชยชำนะ ท่านว่าผู้นั้นมีความชอบในแผ่นดิน ท่านว่าให้บำเหนจ์รางวันแก่ผู้นั้นโดยควร เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหดุว่าผู้นั้นรู้จักคุณพระเจ้าอยู่หัว
อนึ่งผู้ใดเปนข้าพระเจ้าอยู่หัว ๆ ตั้งแต่งให้เปนถึงพญาพระหลวงขุนหมื่นแล้ว ครั้นอยู่มามีราชสัตรูแต่งกระบวนเข้ามารบเอาพระนคร แต่ยังมิเข้ามา แลผู้นั้นอาจษามาทอาษาพระเจ้าอยู่หัวไปต่อสับประหยุทด้วยราชสัตรู ราชสัตรูแพ้พ่ายอำนาทหนี ผู้นั้นมีไชยชำนะ ท่านว่าผู้นั้นมีความชอบ ท่านให้บำเหนจ์รางวันโดยสมควร
อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวเสดจ์อยู่ในพระนครก็ดี แห่งใดใดก็ดี ไปการสงครามก็ดี ข้าศึกยกมารบ แลผู้ใดมิได้อยู่ต่อสู้ด้วยข้าศึกสัตรูหลบหลีกหนีไป ท่านว่าผู้นั้นละเสดจ์ไว้ ให้ฆ่าเสีย
๑๘ มาตราหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวตรัสใช้ให้ข้าทูลอองฯ ผู้ใดไปโดยเสดจ์การณรงสงครามก็ดี พระสุภาวะดีมุกขะมนตรีกะเกนผู้ใดให้คุมสมักภักพวกไปการณรงสงคราม ตัวก็มิไป สมักภักพวกก็มิให้ไปก็ดี ตัวไป สมักภักพวกมิให้ไปก็ดี สมักภักพวกไป ตัวมิไปก็ดี ไปถึงกลางทางแล้วหนีกลับมาก็ดี ท่านว่าผู้นั้นเข้าด้วยข้าศึกสัตรู กระบถต่อแผ่นดิน
อนึ่งข้าศึกมาล้อมเมือง พระเจ้าอยู่หัวเสดจ์ต่อด้วยข้าศึกทำณรงสงครามก็ดี แลเกนให้ทแกล้วทหารไพร่พลไป ผู้ใดหมีไปก็ดี ไปถึงกลางทางกลับมาละเสดจ์เสียก็ดี ท่านว่าโทษถึงตาย
อนึ่งพระผู้เปนเจ้าใช้ให้ผู้ใดไปการณรงสงคราม ท่านว่าให้เอาชีวิตรเปนแดนแทนพระเดชพระคุณ อย่าย่อหย่อนถอยท้อต่อราชสัตรูสักอันเลย ให้เอาไชยชำนะจงได้ ถ้าผู้ใดหนีละตาทับเสีย ให้ฆ่าเสียอย่าให้ดูเยี่ยงหย่างกัน แลบุตรภรรยาทรัพยสิ่งของให้เอาเปนหลวง
๑๙ มาตราหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวใช้ให้มุกขมนตรีราชนิกุญขุนหมื่นหัวพันไปรบเมืองใด ได้นางพญาพระราชบุตรีพระราชนัดดามา ให้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายพระเจ้าอยู่หัว ถ้าผู้ใดได้มิได้เอามาถวายเบียดบังไว้ ให้ชุมนุมมุกขมนตรี แล้วให้ฆ่าเสีย
๒๐ มาตราหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวเสดจ์กรีธาพลไปตีประเทษเมืองใดก็ดี ให้เสนามุกขมนตรียกพลไปก็ดี ข้าศึกยกทับมาไปต่อด้วยข้าศึกก็ดี พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานบำเหนจ์รางวันให้แก่ผู้มีบำเหนจ์ความชอบในการณรงสงครามก็ดี อนึ่งพระราชทานสะเบียงอาหารแก่นายทับนายกองไพร่ในกองทับ[35] แลนายหมวดนายกองช่อบังไว้มิให้ก็ดี เอาไปขายเปนอนาปรโยชน์ก็ดี อนึ่งไพร่กองทับหนีหายล้มตายด้วยประการใดขาดจากจำนวร นายหมวดนายกองเบิกช่อเอาเสบียงอาหารไปมากกว่าจำนวรไพร่พลก็ดี เอาไปขายเปนอนาปรโยชน์ก็ดี โทษ ๓ สถาน สถานหนึ่งให้ตัดศีศะเสีย สถานหนึ่งให้ทวน ๓๐
๖๐ ที สถานหนึ่งให้เอาสิ่งของซึ่งช่อแขวนฅอประจานแล้วให้ทำราชการแก้ตัว[36] ควรด้วยสถานใดให้เอาแต่สถานหนึ่ง
๒๑ มาตราหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวยกจัตุรงค์พลพยู่ห์ไปด่านแดนน้อยใหญ่ขอบขันทเสมาประจามิตรข้าศึกได้สมพลเลียบทับเดิรทับตั้งค่ายประชิดติดค่ายเวียงพระนะครก็ดี ข้าศึกยกมา ยกทับไปต่อด้วยข้าศึกก็ดี พระเจ้าอยู่หัวใช้ให้ผู้ใดเอาเครื่องราชบริโภคไปประสาตรางวันแลเครื่องอัญมานีเสบียงอาหารไปพระราชทานนาย ทับ
กอง ยกกระบัตรเกียกกายไพร่ทังปวง แลผู้คุมเอาทรัพยสิ่งของไปมิได้ไปประสาตตามพระเจ้าอยู่หัวสั่ง เอาสิ่งของอันชั่วผลัดเปลี่ยนเอาของดีไว้ก็ดี มากให้แต่น้อยบังเอาไว้เปนอนาประโยชน์ตนเองก็ดี ให้ลงโทษ ๔ สถาน เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหดุว่ามันบังไว้จะให้ข้าทะแกล้วทหารถอยกำลังในการณรงสงครามเสียราชการท่าน
อนึ่งผู้ใดเปนข้าพระเจ้าอยู่หัว ๆ ตั้งแต่งเปนอัคมหาเสนาบดีผู้ใหญ่แลเสนาบดีผู้น้อยก็ดี ตั้งแต่งเปนพระหลวงขุนหมื่นก็ดี พระเจ้าอยู่หัวใช้ให้ไปการณรงสงครามมี[16] ไชยชำนะแก่ราชสัตรู ให้พระราชทานบำเหนจ์รางวัลเงินทองเสื้อผ้ากินบ้านผ่านเมืองตามผู้มีชื่อกระทำความชอบนั้น ถ้าแลพระผู้เปนเจ้าใช้ไปการณรงสงครามอีกแล้ว[37] มิได้ซื่อตรงเอาใจใส่ให้มีไชยชำนะแก่ราชสัตรู ให้ราชสัตรูแปลกปลอมเข้ามา มิได้เปนใจต่อรบด้วยราชสัตรู ท่านให้ลงโทษแก่ผู้นั้นโดยโทษานุโทษ
๒๒ อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวดำรัสตรัสใช้ไปตั้งค่ายคูรบข้าศึก หมีได้ทำก็ดี ทำมิแล้วทอดทิ้งเสียก็ดี ให้ตัดศีสะเสียบไว้หน้าทับ
อนึ่งข้าศึกแตกฉาน ให้ไปติดตาม หมีไปก็ดี ไปถึงกลางทางกลับมาข้าศึกหนีไปได้ก็ดี ไห้[วซ 8] ตัดศีศะเสียบไว้
๒๓ อนึ่งผู้ใดบอกข้อการณรงสงคราม ให้สืบสวนจงแน่จึ่งให้บอก ถ้าผู้ใดเอาเทจ์หมีจริงบอกข่าวราชการ ท่านว่าให้ตัดศีศะเสียบไว้
๒๔ อนึ่งนายทับนายกองใช้ผู้ใดไปเอากิจราชการสิ่งใดใด ผู้นั้นหลบลี้หนีให้เสียราชการไป ท่านให้ตัดศีศะเสียบไว้
๒๕ อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวใช้ให้ผู้ใดทำการณรงสงคราม แลมันหลบหลีกหนีละการณรงสงครามเสีย ให้ตัดศีศะเสียบไว้ ถ้าพระเจ้าอยู่หัวงดโทษ ให้ไปต่อรบข้าศึกแก้ตัว ถ้าแก้ตัวได้ คุ้ม[38] โทษ ถ้าไม่แก้ตัวได้ โทษคุงตาย บุตรภรรยาอย่าเลี้ยง
ศุภมัศดุ ๑๓๗๔ ศกจอนักสัตวเชษฐมาศศุกะปักเขทัศมีดฤษถีพฤหัศบดีวาระ พระบาทสมเดจ์บรมมหาจักรพรรดิศรรามาธิบดีเสดจ์สถิตย์ในพระธินั่งสุวรรณมหาปราสาทโดยบุรพาภิมุข พร้อมด้วยมุกขมนตรีกระวีชาติราชบโรหิดตาจารย์ มีพระราชหฤไทยใคร่กรรุณาเพื่อจะระงับดับทุกขข้าทแกล้วทหารแลผู้มีบำเหนจ์บำนานผู้มีภัทยาแลผู้รั้งเมืองครองเมือง จึ่งมีพระราชโองการมาณพระบันทูลให้ตราพระราบัญญัติ[วซ 9] คำนับไว้
ผู้ใดทำราชการมีบำเหนจ์บำนานภัทยาทังสามนี้ ถ้าจะประสาทรางวันแลที่ยศถาศักดิ์พญาพระหลวงให้เปนเอก อุ
มอ
สอ แลเครื่องอุประโภคบริโภกตามยศถาศักดิ์ ถ้าเปนพระหลวง รั้งเมืองครองเมืองเอกโทตรีจัตวา ถ้าบำเหนจ์เปนลหุ ให้เลื่อนที่ ถ้าบำเหนจ์เปนมะชิมมะ ให้ล่วงที่ ถ้าบำเหนจ์เปนอุกฤฐ ให้หลั่นที่ ถ้าผู้มีบำนานเปนมชิม ให้เลื่อนที่ ถ้าเปนแต่ลหุ ก็ให้ประสาทแต่รางวัลตามยศถาศักดิ์
๒๖ มาตราหนึ่ง ถ้าผู้มีบำเหนจ์บำนานทังสองนี้ทำราชการเลมิดแลกระทำอุบาทขาดเหลือเปนมหันตโทษถึงตายเปน อุกฤฐ
คะรุ
ลหุ โทษประการใด ๆ ก็ดี ควรให้พระมหากระษัตราธิราชเจ้าผู้ครองพิภพไปภายหน้ากรรุณาแก่ข้าทแกล้วทหารผู้มีบำเหนจ์บำนานครั้งหนึ่งสองครั้งก่อน ถ้าผู้มีบำเหนจ์ทำผิดเปนอุกฤฐโทษ ควรให้เลื่อนโทษ ถ้าโทษเปนครุโทษ ให้ล่วงโทษ ถ้าโทษเปนแต่ลหุโทษ ให้หลั่นโทษ ถ้าผู้มีบำนานต้องคะรุโทษ ให้เลื่อนโทษ ถ้าโทษเปนลหุโทษ ให้ล่วงโทษ ถ้าผู้มีภัทยาต้องคะรุโทษ ให้เอาตามโทษนั้นเถิด ถ้าต้องแต่ลหุโทษ ควรให้เลื่อนโทษ ถ้าผู้มีบำเหนจ์ทำผิดต้องอุกฤฐโทษครุโทษมชิมโทษถึงตายก็ดี ก็ให้กรรุณาผู้มีบำเหนจ์ครั้งหนึ่งสองครั้งก่อน เหด[วซ 10] ว่าผู้มีบำเหนจ์เอาชีวิตรแลโคติแลกความชอบไว้ในแผ่นดิน ถ้าผู้มีบำนานนั้นทำผิดต้อง ครุ
มชิม
ลหุ โทษถึงตาย ให้กรรุณาครั้งหนึ่งก่อน เหตุว่าผู้มีบำนานเอาชีวิตรเปนแดนแลกความชอบไว้ในแผ่นดิน ถ้าผู้มีบำเหนจ์ทังสองนี้ยังกระทำอุบาทขาดเหลือเลมิดต้อง คะรุ
มชิม
ละหุ โทษถึงตาย ต้องโทษสิ่งใดใดก็ดี ควรจะ เลื่อน
ล่วง
หลั่น โทษตามโทษนั้นเถิด ถ้าผู้มีบำเหนจ์บำนานย่ามบกลัวยังทำอีกเล่า ถ้าโทษต้องด้วยสถานใด ๆ ให้เอาตามสถานนั้นเถิด
๒๗ อนึ่งผู้มีบันดาศักดิ์แต่นา ๔๐๐ ขึ้นไปต้องโทษ ๘
๗
๖
๕
๔
๓ สถาน ถ้าต้องไหมจัตุรคูนตรีคูนทวีคูนลาหนึ่งก็ดี อย่าให้ไหมเลย เหตุสมบูรรณด้วยทรัพย ให้ทวนเสียตามกำลังเบี้ย จึ่งจะหลาบจำ
๒๘ อนึ่งอัคมหาเสนาธิบดีแลมุกขมนตรีผู้ใดพิภากษาผู้มี บำเหนจ์
บำนาน
ภัทยา แลผู้เลมิดล่วงพระราชบัญญัติกระทำอุบาทขาดเหลือต้อง อุกฤฐ
ครุะ
มชิม
ลหุ โทษก็ดี ให้เลงดูเปน อุกฤฐ
คะรุ
มชิม
ละหุ โทษ ก็ควรแต่ เลื่อน
ล่วง
หลั่น ตามความชอบบำเหนจ์บำนานภัทยานั้นเถิด ถ้าอัคมหาเสนาบธิบดีแลสมุหมนตรีปฤกษาโทษจะลงทัณทกำม์ผู้ผิดแลจะประสาดรางวันสิ่งใดแก่[37] ผู้มีความชอบต้องด้วยพระราชบัญญัตินี้แล้ว แลพระมหากระษัตราธิราชเจ้ามิได้บันชา ถ้าทรงพระกรรุณาตรัสประการใดเปนประสิทธิ ถ้ามิได้ต้องด้วยพระราชกำหนฎกฎหมาย ก็ให้อัคมหาเสนาธิบดีมุกขมนตรีเอาชีวิตรแลกความชอบไว้ในแผ่นดิน ให้เอารับสั่งนั้นบังคมทูลพระเจ้าอยู[วซ 4] หัวถึง ๓ ครั้งก่อน ถ้ายังหมีบันชาอีกเล่า จึ่งให้พระญาติพระวงษพระอัคมเหษีบังคมทูลในที่ระโหถาน ถ้ายังหมีบันชา จึ่งให้พระสังฆราชถวายพระพร ถ้ายังหมีทรงพระกรรุณา จึ่งให้ตราเปนพระราชกฤษฎีกาไว้
๒๙ อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวยกจัตุรงคพยูห[วซ 11] พลมิได้เปนอันตราย บำเหนจ์นน[วซ 12] เปนคะรุ
อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวให้ผู้ใดไป[39] รั้งเมืองครองเมืองแลตรวดตราด่านทางมิให้ข้าศึกหักด่านทางเข้ามาได้ แลรับรองป้องกัน บำเหนจ์นั้นเปนละหุ
๓๐ อนึ่งอาสางานพระราชสงครามเข้าในกองทับหลวง ชนช้างง้างพลายรบกัน มีไชยชำนะแก่ราชสัตรู บำเหนจ์เปนคะรุ
๓๑ อนึ่งพักพวกพี่น้องอาสาพระเจ้าอยู้หัวสู้เสียชีวิตรรบพุ่ง[40] สามาท บำเหนจ์นั้นเปนละหุ
๓๒ อนึ่งผู้ใดอาสาพระเจ้าอยู่หัวเปนนายทับนายกองก็ดี เข้าแปลกปลอมพลข้าศึกแตกฉานก็ดี แลเอาการคุยหระหัศมาพิดทูลแก่พระเจ้าอยู่หัวก็ดี ร่ำเรียนแก่นายทับนายกองก็ดี บำเหนจ์ผู้นั้นเปนมชิม
๓๓ อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวใช้เปนนายทับนายกองไปการณรงสงคราม ได้รบพุ่งด้วยข้าศึก แลจับได้นายทับนายกองผู้ใหญ่ ได้เครื่อง[41] สรรพยุธ บำเหนจ์เปนอุกฤฐ
๓๔ อนึ่งพระเจ้าอยู่หัวสถิตยอยู่ในพระนคร แลมุกขมนตรีผู้พิภากษาคดีอนาประชาราษฎรมิได้เดือดเนื้อร้อนใจ บำเหนจ์นั้นเปนละหุ
๓๕ อนึ่งป่าดงทุ่งว่างร้างเทรหาผู้อยู่ทำมาหากินมิได้ แลผู้ใดชักชวนราษฎรให้เข้ามาทำมาหากินเอาส่วยสาอากอนขึ้นพระคลัง บำนานเปนลหุ
๓๖ อนึ่งส่วยสาอากอนขนอนตลาดซึ่งขึ้นพระคลังมีผู้เบียดบังไว้จำนวนมากว่าน้อย แลผู้ใดพิจารณาเอาพระราชทรัพยขึ้นคงจำนวน บำนานเปนลหุ
๓๗ อนึ่งส่วยสาอากอนขนอนตลาดแลฝางกฤษนางาช้างผ้าผ่อนท่อนแพรบันดาของพระเจ้าอยู่หัวซึ่งอยู่ในพระคลังสิ่งใดใดก็ดี เจ้าพนักงานพยาบานไว้ แลเจ้าพนักงานตั้งลดปลดทอน มากว่าน้อย ยาวว่าสั้น ใหญ่ว่าน้อย ถ้าผู้ใดพิจารณาได้ บำนานเปนลหุ
๓๘ อนึ่งส่วยสาอากอนสมพักสอนขนอนตลาดห้วยลหาร แลผู้ใดไปเรียกหมีได้ขาดจากจำนวน ภัทยานั้นเปนมุทุ
๓๙ อนึ่งทรัพยสิ่งของทองเงินวิญญาณกะทรัพย คือช้างม้าโคกระบือสรรพสิ่งใด ๆ ก็ดี ซึ่งท่านให้พยาบานมิได้ขาดเหลือ แลผู้นั้นชื่อว่าภัทยามุทุ
ศุภมัศดุ ศักราช ๙๕๕ พยัฆสังวัจฉระมาฆมาศกาลปักษยเอกาทัศมีดฤษถีคุรุวารกาลบริเฉทกำหนด พระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวเสดจ์ออกณพระธินั่งมงกุฏพิมานสถานภิมุขไพชนมหาปราสาท มีพระราชโองการมาณพระบันทูลสุรสีหนาทดำรัสสั่งแก่พญาศรีธรรมาว่า พระหลวงเมืองขุนหมื่นข้าทูลอองทุลีพระบาทฝ่าย ทหาร
พลเรือน เกนเข้ากระบวนทับ ได้รบพุ่งด้วยสมเดจ์บรมบาทบงกชลักษณอัคบุริโสดมบรมหน่อนราเจ้าฟ้านเรศเชษฐาธิบดีมีไชยชำนะแก่มหาอุปราชาหน่อพระเจ้าไชยทศทิศเมืองหงษาวดีนั้น ฝ่าย ทหาร
พลเรือน ล้มตายในการณรงค์สงครามเปนอันมาก แลรอดชีวิตรเข้ามาได้ก็เปนอันมากนั้น ทรงพระกรรุณาพระราชทานปูนบำเหนจ์ แลซึ่งขุนหมื่นนาย อากอน
พาศรี แลนายหมวดข้าส่วยขึ้นณะพระคลังหลวง แลส่วนสาอากอนติดค้างนั้น เข้าการณรงค์รบพุ่งล้มตายในที่รบเปนอันมาก จึ่งทรงพระกรุณาตรัสประภาศว่า มันทำการณรงค์สงครามมีบำเหนจ์ความชอบอยู่นั้น ถ้าแลหนี้สีนส่วยสาอากอนขึ้นแก่พระคลังหลวงติดค้างอยู่มากน้อยเท่าใด ให้ยกไว้ มีลูกหลานให้รับราชการแทนเลี้ยงไว้สืบไป ถ้าแลขุนหมื่นนาย อากอน
พาศรี
ข้าส่วย ซึ่งขึ้นพระคลังติดค้างอยู่ ก็ให้ยกเปนบำเหนจ์ผู้ตายในการณรงค์ผู้เปนเจ้าแล้ว อย่าให้บุตรภรรยาใช้หนี้เลย ถ้าแลมีพี่น้องลูกหลาน ให้เลี้ยงเปนข้าเฝ้าแลเลี้ยงไว้ในที่[42] ทหารใช้ราชการสืบไป
อนึ่งผู้ใดมีน้ำใจจัดแจงแต่งลูกหลานพี่น้องอาสาเข้ากองทับ ได้รบพุ่งล้มตายในที่รบ ถ้าหาหนี้สีนณะพระคลังหลวงติดค้างมิได้ ให้พระราชทานบุตรภรรยาโดยพระราชกฤษฎีกา ถ้าหนี้สีนพระคลังหลวงติดค้าง ก็ให้ยกพระราชทานให้แก่บุตรภรรยา มิให้เอาเลย แลรอดคืนมาหาหนี้สีนหลวงติดค้างมิได้นั้น ให้พระราชทานโดยพระราชกฤษฎีกาเลี้ยงไว้ในที่ทหาร
๔๐ อนึ่งถ้าแลเงินส่วยสาอากอนณะพระคลังหลวงติดค้างอยู่มิทันส่ง เกิดราชสัตรูข้าศึกการณรงค์ แลผู้ทำส่วยสาอากอนแลพาศรีป้องกันรบพุ่งราชศัตรูฆ่าศึกจนตายก็ดี จับเอาไปฆ่าฟันเสียก็ดี แลรอดตัวอยู่ก็ดี แลฃ้าศึกศัตรูเกบเอาเผาเคหาเย่าเรือนเสีย ท่านให้ยกเสีย หมีให้เอาเลย เพราะว่าเกิดกุลีแผ่นดิน
อนึ่งถ้าแลข้าศึกราชศัตรูมาแต่เมืองไกล พระผู้เปนเจ้าให้ไปรบพุ่งมีไชยแล้ว แลข้าศึกราชศัตรูบุกรุกเข้ามาเกบเอาทรัพย์สิ่งของแลเงินทองส่วยสาอากอนแลเผาถิ่นถานบ้านเรือนเสีย ท่านให้ยกเสีย มิให้เอาแก่ขุนหมื่นนายอากอนเลย
อนึ่งถ้าข้าศึกมารบพุ่งเอาบ้านเมือง แลข้าศึกเอาพระ ญาติ
วงษ ไป จับเอานายพนักงานชาวพระคลังไปด้วยก็ดี แลจับเอาผู้กระทำส่วยสาอากอนไปด้วยก็ดี ถ้าแลทรัพยสิ่งของพระคลังหลวงส่วยสาอากอนเปนเหตุแลติดค้างแก่ขุนหมื่นนายอากอนแลนายพนักงานตายกดี[วซ 13] แลกลับคินมาด้วยพระ ญาต
วงษ ของท่าน ให้ยกเสีย มิให้เอาแก่ผู้นั้นเลย
๔๑ อนึ่งผู้ทำพาศรีอากอนทังปวงยังหมีทันจำหน่านส่งอากอนเข้าพระคลัง ภอมีข้าศึกาเกบริบเอาเผาเคหาเย่าเรือนเสีย ท่านให้ยกเสีย มิให้เอาเลย เพราะว่าเกิดศึกมาแต่เมืองไกล
วันพฤหัศ เดือนแปด ขึ้นเก้าค่ำ มเสงนักสัตว เอกศก สมเดจบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวมีพระบันทูลดำรัสแก่ขุนศรีภูริปรีชาให้ตราพระราชบัญญัติไว้ดั่งนี้ ด้วยลูกขุนหัวหมื่นพันอันสมเดจ์บรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัวใช้ไปราชการแลงานพระราชสงครามก็ดี ไปรั้งเมืองครองเมืองก็ดี ท่านมิให้ชวนกันเล่นเบี้ยแลเล่นสรรพพะนันขันต่อสักอันเลย ถ้าแลเล่นเบี้ยได้ก็ดี เสียก็ดี ท่านมิให้ผู้เสียให้แก่ผู้ได้[43] มิให้ผู้ได้เอาแก่ผู้เสีย ส่วนโทษท่านจะให้ลงโทษแก่ผู้เลมิดพระราชอาช
าซึ่งไปเล่นนั้น
๔๒ มาตราหนึ่ง ผู้ไปโดยเสดจ์แห่งใด ๆ กดี[วซ 14] ไปศึกก็ดี แล ช้าง
ม้า ข้าคนตนละเสียในหนทาง มุนนายมิรู้ว่าป่วย มีผู้เอามารอด ท่านให้ขัดค่าผู้คนช้างม้าเปนสามส่วน ให้บำเหนจ์แก่ผู้เอามารอดนั้นส่วนหนึ่ง ถ้าแลมุนนายรู้ว่าช้างม้าข้าคนบ่าวไพร่ตนไข้ มิได้ให้คนไว้รักษาครอบครองมาละเสีย มีผู้เอามารอดไซ้ ท่านว่าให้ขัดค่าผู้คนช้างม้านั้นเท่าใด ให้ขุนมุนนายไถ่เอากึ่งค่า
๔๓ อนึ่งผู้ใดภาบุตรภรรยาทรัพยสิ่งสีนเงินทองไปสถานที่ไกล เกิดอุบัดเหตุจุลาจลณรงสงคราม บุตรภรรยาทรัพยสิ่งสีนพรัดพรากลุ่ยหลุดตกหายมีผู้ได้ ถ้าไปพ้นณรงสงคราม เขามาพบลูกเมียทรัพยสิ่งของไซ้ ท่านให้ผู้ได้นั้นคืนให้แก่ท่านเจ้าบุตรภรรยาทรัพยสิ่งของนั้น ให้บำเหนจ์แก่ผู้ได้นั้นโดยควร เหดุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหตุว่าเขาภาบุตรภรรยาทรัพยสิ่งของไปพ้นจากความทุกขยาก ชอบให้บำเหนจ์แก่เขาโดยควร
๔๔ มาตราหนึ่ง ม้าหลวงจำนำขุนมุนนายละเมินทิ้งเสียให้ปล่อยไปได้ทังเชือกทังบังเหียรแลขลุมแคบหมอนมีผู้จับได้นอกกองทับ ให้ผู้รักษาให้บำเหนจ์รางวันแก่ผู้ได้สามตำลึง ถ้าแลหาเชือกบังเหียรขลุมแคบหมอนมิได้ ให้เงินสองตำลึงเปนบำเหนจ์แก่ผู้จับได้
๔๕ มาตราหนึ่ง ม้าปล่อยทังบังเหียรทังขลุมแคบหมอนทังเชือกนอกค่าย แลมีผู้ได้ ให้ผู้รักษาให้เงินสองตำลึงเปนบำเหนจ์แก่ผู้ได้ ถ้าหาเชือกขลุมแคบหมอนบังเหียรมิได้ ให้เงินสี่ตำลึงเปนบำเหนจ์แก่ผู้ได้
๔๗ มาตราหนึ่ง ม้าปล่อยในกองทับทังบังเหียรขลุมแคบหมอน แลมีผู้ได้ ให้บำเหนจ์เล่าขวดหนึ่ง ถ้าแลเชือกแคบหมอนบังเหียรหามิได้ ให้ให้ผ้าอาบผืนหนึ่งเล่าขวดหนึ่งเปนบำเหนจ์แก่ผู้ได้ แม้นกลางวันกลางคืน ท่านให้ทำชำนิเดียวนี้ ถ้าม้าราษฎรทังหลายก็ดี ท่านให้ ๆ บำเหนจ์ดุจเดียวนี้แล
๔๘ มาตราหนึ่ง ช้างประทุกช้างแล่นแลช้างประทุกของหลวงท่านอีกช้างเรือนราษฎรทั้งหลายอันปล่อย แลมีผู้ได้ในกองทับนอกกองทับในคอยนอกคอย ท่านให้ผู้ซึ่งท่านไว้เปนจำนำแลประจำช้างให้ให้บำเหนจ์ผู้ได้ประดูจดั่งม้านั้น ส่วนช้างอันมีปลอกแลกระพัดรัศคนชะนักเชือกห้อยหู ให้เสียดุจม้าอันมีบังเหียรขลุมแคบหมอนนั้นแล
๔๙ มาตราหนึ่ง ช้างม้าวัวควายแลคนหนี แลเจ้าของติดตามไป แลมันยังจะติดตามเอาได้ อย่าให้ผู้อื่นชักจับเอาแต่ผู้ไปตามมันสักอัน อนึ่งเจ้าของตามจริง แต่ว่าคลาดไกลแล่นมิทันจับมิได้ จึ่งให้ผู้อื่นจับเอาไว้ ถ้าผู้ใดใครอ้างสำหาวอ้างเรี่ยวอ้างแรงแลผลักใสเจ้าของเสียแลชิงเอาดั่งนั้น ท่านให้เอาช้างม้าวัวควายข้าคนนั้นให้แก่เจ้าของคืน แลท่านมิให้ ๆ บำเหนจ์แก่ผู้ชิงเอานั้นเลย ถ้าช้างม้าวัวควายอันปล่อยไปแลมีผู้ได้[44] ถ้าได้ในกลางพลไปนั้น ท่านให้ถือเสมอได้นอกกองทับ ผิได้นอกพลอันท่านให้ไปแซงเปนค่ายสองข้างนั้น ท่านให้ถือเสมอว่าได้นอกคอย แลส่วนอันบำเหนจ์ ท่านให้ตั้งโดยดั่งท่านกล่าวมาแล้วนั้น
๔๙ มาตราหนึ่ง เมื่อท่านเสดจ์เคลื่อนพลไป แลช้างม้าวัวควายข้าคนนั้นเจ้าของทิ้งเสีย แลมีผู้เอามาถึงที่อยู่ ท่านให้พิกัดค่าช้างม้าวัวควายข้าคนนั้น แลให้เจ้าของให้บำเหนจ์ครึ่งตัวแก่ผู้เอามานั้น ถ้าแลขุนมุนนายผู[วซ 15] ใดรู้ว่าไพร่ไข้ป่วย แลมิให้คนอยู่เพื่อนเคร่าครองเอามาถึงที่อยู่ แลมีผู้เอามาได้ ให้พิกัดข้าเปน ๔ ส่วน แลให้ขุนมุนนายให้บำเหนจ์แก่ผู้ไข้มาให้เอามาถวาย ท่านจะขอบใจผู้เอามานั้น ถ้าช้างม้าจำนำขุนมุนนายมิได้เคร่าครองเอามาละเสีย มีผู้เอามา ก็ให้ขัดค่าช้างม้านั้น แลให้ผู้เจ้าช้างม้าจำนำนั้นให้บำเหนจ์แก่ผู้เอามานั้นกึ่งตัว ถ้า ช้าง
ม้า หลวง แลบันทุกเครื่องของหลวงทุกสิ่ง แลมุนนายผู้พยาบานทิ้งเสียก็ดี แลเอาแต่เครื่อง ช้าง
ม้า ก็ดี แลมีผู้เอามาถึงที่อยู่ ให้ผู้ทิ้งเสียนั้นให้บำเหนจ์แก่ผู้เอามานั้นกึ่งค่า ช้าง
ม้า นั้นแล
- ↑ เขียนเป็น ๒ เล่ม เล่ม ๑ นี้พิมพ์ตามฉะบับหลวง L25.1 ยังเหลืออีกฉะบับหนึ่ง คือ L251.x (ก)
- ↑ ก: คำว่า ปิ ขาดไป
- ↑ ต้นฉะบับ: มูณฺฑกมฺปิ แก้ตาม ก
- ↑ ทั้งสองฉะบับเขียน สติปฺปหารํ
- ↑ ทั้งสองฉะบับเขียน ทฒฺฒกาเล
- ↑ ทั้งสองฉะบับเขียน สิริรโต
- ↑ ทั้งสองฉะบับเขียน ทุจริจ
- ↑ ต้นฉะบับ: ข้า แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ฆา แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ศีร แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า มา ตกไป เพิ่มตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า เท่า ตกไป เพิ่มตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: เลือน แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: หมืน แก้ตาม ก
- ↑ ก: จง
- ↑ 16.0 16.1 16.2 16.3 ต้นฉะบับ: มิ แก้ตาม ก
- ↑ ก: คำว่า มาให้ ขาดไป
- ↑ ต้นฉะบับ: แนบ แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ผู้ใด้มิได้มา ก: ผู้ใดมีมา
- ↑ ต้นฉะบับ: บาว แก้ตาม ก
- ↑ 21.0 21.1 ต้นฉะบับ: ผู้ใด้ แก้ตาม ก
- ↑ ทั้งสองฉะบับเขียน ด้อน
- ↑ ต้นฉะบับ: อันตะร้าย แก้ตาม ก
- ↑ ทั้งสองฉะบับเขียน ฝั่น
- ↑ ก: อันร้าย
- ↑ ต้นฉะบับ: หมัน แก้ตาม ก
- ↑ ทั้งสองฉะบับเขียน ด่า
- ↑ ต้นฉะบับ: หมืน แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ที แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: ดื่น แก้ตาม ก
- ↑ ก: หัวม้า
- ↑ ก: คำว่า พญา ไม่มี
- ↑ ต่อจากนี้ไปเข้าอยู่ในเล่ม ๒ พิมพ์ตามฉะบับหลวง L25.2 ยังเหลืออีกฉะบับ L25.2x (ก)
- ↑ ต้นฉะบับ: นำ แก้ตาม ก
- ↑ ก: ไพร่ในนายกองทับ
- ↑ ก: แก่ตัว
- ↑ 37.0 37.1 ก: แล
- ↑ ก: คุม
- ↑ ก: ผู้ใดได้
- ↑ ต้นฉะบับ: พุ้ง แก้ตาม ก
- ↑ ต้นฉะบับ: เครือง แก้ตาม ก
- ↑ ก: คำว่า ที่ ขาดไป
- ↑ ต้นฉะบับ: ผู้ใด้ ก: ผู้ใด
- ↑ ต้นฉะบับ: ใด้ แก้ตาม ก
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ตาเฬนเต” เป็น “ตาเฬนฺเต” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “หมู” เป็น “หมู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อยู” เป็น “อยู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ 4.0 4.1 มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อย่” เป็น “อยู่” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ซุม” เป็น “ซุ่ม” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “อนึง” เป็น “อนึ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ผ้” เป็น “ผู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ไห้” เป็น “ให้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ราบัญญัติ” เป็น “ราชบัญญัติ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “เหด” เป็น “เหดุ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “พยูห” เป็น “พยู่ห” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “นน” เป็น “นั้น” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “กดี” เป็น “ก็ดี” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “กดี” เป็น “ก็ดี” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ผู” เป็น “ผู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)