ประมวลกฎหมายรัชกาลที่ 1 จุลศักราช 1166 พิมพ์ตามฉะบับหลวงตรา 3 ดวง/เล่ม 2/ส่วนที่ 4
จะกล่าวลักษณมูละวิวาทอันมีในคำภิรพระธรรมสาตรนั้นว่า อธมฺมทายชฺชวิภตฺตภาคํ คือว่าส่วนที่จะแจกมรฎกแก่กันมิได้เปนธรรมเกิดแต่เอกุณดึงษมูลวิวาท ๒๙ ประการอันมโนสาราจารย์กล่าวไว้ ฝ่ายสมเดจ์บรมกระษัตราธิราชเจ้าผู้ผ่านพิภพถวัลราชในกรุงเทพมหานครทรงตราพระราชบรรญัติจัดเปนบทพระไอยการชื่อว่าสาขะคดีมีมาตราออกไปโดยยุติธรรมควรแก่บุทคลที่จะได้สีนเดิมสีนสมรศอันเปนทรัพยมรฎกแห่งผู้มรณภาพโดยมีบันดาศักดิ์แลหาบันดาศักดิ์มิได้ ตามพระราชกฤษฎีกาอันสืบ ๆ มาดั่งนี้
ศุภมัศดุศักราช ๒๑๕๕ ศุกระสังวัดฉระเชฐมาศศุกะปักเขเอกาทัศมีดิดถียังคูรวาร พระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวผู้ทรงทศพิธราชธรรมอนันตะสมภาราดิเรกเอกอุดมบรมพุทธางกูรจุลจักรพรรดิศรธรรมมฤกราชาธิราชบรมบพิตรเสดจ์สถิตยในพระธินั่งพระพลับพลาทองโดยอุดราภิมุกขพระมหาวิหารพระไชยวัดธนารามบำเพญพระราชกุศลถาปนาพระมหาวิหารแลพระเชตุพลและพระมหาธาตุไว้ให้รุ่งเรืองในวรพระพุทธสาศนาไปเมื่อหน้าตราบเท้าถึงห้าพันพระวสา จึ่งพญาสมบัดิบาลอนันตมไหยสวรรยาธิภักดีพิริยภาหะกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวว่า มรดกพญาศุกโขไทผ้[วซ 1] ถึงแก่อนิจกรรม แลพระราชทานให้แบ่งปันแก่บิดามานดาบุตรภรรยาญาติพี่น้องทังปวง แลส่งสัดไปให้ธรรมาธิกอรใส่ด้วยพระราชกฤษฎีกา[2] ตามรวางว่า ลูกหญิงชาย บิดา
มานดา แต่งทรัพยสิง[วซ 2] ของแลทาษชายหญิงให้มีเรือนแล้ว แล บิดา
มานดา ตาย แลบุตรชายหญิงซึ่ง บิดา
มานดา แต่งให้มีเรือนแล้วนั้นยัง จะเข้าส่วนแบ่งปันได้อีกฤๅมิได้โดยพระราชกฤษฎีกา[2] ว่า ราษฎรทังหลายอันมีบุตรหญิงชาย ครั้นใหญ่ บิดา
มานดา แต่งทรัพยสิ่งสีนให้ไปมีเรือนแล้วนั้น จะเข้ามาปันเอาทรัพยสิ่งสีน บิดา
มานดา ซึ่งมรณภาพอีกนั้น ท่านมิให้ปันให้ แลทรัพ[วซ 3] นั้นให้ปันให้แก่ลูกหลานผู้มิได้ทรัพยนั้น ถ้าหาลูกหลานหมิได้กว่านั้นไซ้ จึ่งให้ปันทรัพยนั้นแก่บุตรผู้มีเรือนแล้ว จึ่งพระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวทรงพระกรรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมมีพระราชโองการมาณพระบันทูลจำเพาะแก่พญามหาอุปะราชชาติวรวงษพงษภักดีบดินทสุรินทเดโชไชยมไหยสุรศักดิแสนญาธิราช แลพระราชครูบโรหิตาจารยราชสุภาวะดีศรี[3] บรมหงษวงษบุรุโสดมพรหมพฤฒาจารย แลพระยาพระคลังศรี[3] ธรรมราชเดชชาติอำมาตญานุชิตรพิพิชรัตณราชโกษาธิบดีอภัยพีรียบรากรมพาหุ ให้แต่งพระราชกฤษฏิกาแต่นี้ไปเมื่อหน้า
๑ ถ้าแลผู้มีบันดาศักดิตั้งแต่นา ๔๐๐ ขึ้นไปถึงแก่มรณภาพ แลจะแบ่งปันทรัพยมรดกเปนส่วนซึ่งจะได้แก่บิดามานดาแลญาติพี่น้องบุตรภรรยาหลานเหลนลื่อนั้นโดยได้รับราชการแลมิได้รับราชการแลมีบำเน็จบำนาญแลหาบำเน็จบำนาญมิได้ ให้ทำเปนส่วนดั่งพระผู้เปนเจ้ากล่าวไว้นี้
๒ มาตราหนึ่ง ผู้มรณภาพนั้นหาบำเน็จบำนาญแก่ราชการมิได้ ให้ทำทังพัทยาแลมรดกคงไว้ทังสองสถาน ถ้าผู้มรณภาพนั้นมีบำเหน็จแก่ราชการแลหาบำนาญมิได้ อย่าให้ทำมรดกเลย ให้ทำแต่พัทยาคงไว้ ถ้าผู้มรณภาพนั้นมีบำนาญแก่ราชการแลหาบำเหน็จมิได้ อย่าให้ทำมรดกเลย ให้ทำแต่พัทยาเถิด ถ้าผู้มรณภาพนั้นมีทังบำเหน็จบำนาญแก่ราชการไซ้ อย่าให้ทำพัทยาแลมรดกเลย ให้เอาทรัพยอันเปนสะวิญาณกะทรัพแลอะวิญาณกะทรัพทังสองประการนั้นแบ่งปันให้แก่บิดามานดาแลลูกหลานชายหญิงแห่งผู้มรณภาพนั้น ถ้าแลหาบิดามานดาแลลูกหลาน ชาย
หญิง มีได้ อย่าให้ทำมรดกพัทยาเลย ให้คงไว้แก่ญาติพี่น้องผู้มรณภาพนั้นเถิด
อนึ่งผู้มรณภาพนั้นเอาสะวิญาณกะทรัพแลอะวิญาณกะทรัพไปฝากไว้ยังอารามก็ดี แลสั่งไว้ให้ทำบูญให้ทานก็ดี แลจำเภาะให้แก่เจ้าภิกษุองคใดก็ดี ผู้ใดจะเอาออกจากอารามนั้นมิได้ ท่านว่าผู้นั้นมิพ้นจัตุราบาย
๓ มาตราหนึ่ง เสนาบดีมลตรีมุกขลูกขุนเจ้าราชนิกุญขุนหมื่นพันทนายผู้มีบันดาศักดิทังปวงแลบิดามานดาแต่งให้มีเรือนแต่อายุสมควรจะมีเรือน แลคนทังนั้นมีทรัพยสิ่งสินด้วยผลราชการอันพระราชทานให้ก็ดี แลมีทรัพยสิ่งสีนขึ้นด้วยทำมาหากีนด้วยกันก็ดี แลผู้นั้นถึงแก่มรณภาพลง ให้เอาเครื่องสรรพาวุธช้างม้าเครื่องพัทยาบ่าวไพร่แลเรือยาวแต่ ๗ วาขึ้นไปยกไว้เปนหลวง แลทรัพยสิ่งสีนทาษกรรมกร ชาย
หญิง เรือกสวนไร่นานั้นยังมากน้อยเท่าใดให้ประมวนไว้ ถ้าแลผู้มรณภาพนั้นมีนี่มากน้อยเท่าใดก็ดี ให้บิดามานดาบุตรภรรยาเอาทรัพยนั้นไช้นี่จงครบก่อน ถ้าแลผู้มรณภาพหานี่มิได้ก็ดี ให้เอาทรัพยสิ่งของทังปวงซึ่งยังอยู่นั้นแบ่งออกเปนส่วน ให้ทำเปนสี่ภาก ๆ หนึ่งเข้าพระคลังหลวง ภากหนึ่งในแก่บิดามานดา ถ้าแลบิดาถึงแก่มรณภาพ ยังแต่มานดา ให้มานดานั้นได้ทรัพยทังส่วน ถ้ามานดามรณภาพ ยังแต่บิดา ให้บิดานั้นได้ทรัพยทังส่วน ถ้าบิดามานดาหย่าร้างกันแล้ว ให้ได้ทรัพยคนละกึ่งส่วน แลภาคหนึ่งให้แก่พี่น้องลูกหลานแลญาติกาผู้ถึงมรณภาพ ภาคหนึ่งให้แก่พิริยา ถ้าแลผู้มรณภาพนั้นหาแม่เจ้าเรือนมิได้ ให้ยกไว้เปนหลวง
๔ มาตราหนึ่ง ถ้าบิดามารดาผู้มรณภาพนั้นหามิได้ แลทรัพยสิ่งของทาษกรรมกรชายหญิงอันเปนเครื่องบริโภคทังปวงนอกกว่าเครื่องสรรพาวุธพัทยาที่เปนของหลวงนั้นให้แบ่งปันออกเปนสามภาค ๆ หนึ่งเข้าพระคลังหลวง ภาคหนึ่งให้แก่พี่น้องลูกหลานแลญาติผู้ถึงมรณภาพ ภาคหนึ่งให้แก่พิริยา ถ้าแลผู[วซ 4] มรณภาพนั้นหาแม่เจ้าเรือนมิได้ ให้ยกไว้เปนหลวง
๕เมียก่อน มาตราหนึ่ง ผู้มีบันดาศัดิ[วซ 5] ถึงแก่มรณภาพ มีภิริยาอันสู่ฃอมีขันมากบิดามานดายกให้อยู่ด้วยกันก็ดี แลมีภิริยาอันทรงพระกรรุณาพระราชทานให้ด้วยมีบำเหน็จแก่ราชการก็ดี แลมีภิริยาอันทูลฃอแลพระราชทานให้ก็ดี แลมีนานาภิริยาก็ดี แลมีภิริยาทัง ๔ จำพวกนั้นได้อยู่กีนด้วยกันตั้งแต่สามขวบขึ้นไป แลได้รักษาไข้ปลงศภไซ้ ภิริยาอันทรงพระกรรุณาพระราชทานนั้นให้ได้ทรัพย ๓ ส่วนกึ่ง ภิริยาอันสู่ฃอมีขันมากบิดามานดายกให้นั้นให้ได้ทรัพย ๓ ส่วน เหตุภิริยาอันพระราชทานให้นั้นสูงศักดิกว่าพิริยาอันมีขันมากบิดามานดายกให้ ภิริยาอันทูลฃอพระราชทานให้ แลนานาภิริยา คือว่าอนุภิริยานั้น ให้ได้ทรัพยสองส่วนกึ่ง
ถ้าแลภิริยา ๔ จำพวกนั้นอยู่ด้วยกันแต่สามขวบลงมา แลได้รักษาไข้ปลงศภไซ้ ให้ได้ทรัพยคนละกึ่งส่วนซึ่งแบ่งไว้ในเดิมนั้น แลทรัพยซึ่งแบ่งไว้กึ่งหนึ่งนั้นให้เอาไปเพิ่มเข้าในทรัพย ๓ ภาค ถ้าแลภิริยาทัง ๔ จำพวกนั้นมิได้รักษาไข้ปลงศภ อย่าให้ได้ส่วนแบ่งปันเลย
๖ มาตราหนึ่ง ถ้าพิริยาอันพระราชทานให้ได้รับราชการ ให้ได้ทรัพย ๔ ส่วนกึ่ง แลภิริยาอันมีขันมากสู่ฃอบิดามานดายกให้ได้รับราชการ ให้ได้ทรัพย ๔ ส่วน ภิริยาอันทูลฃอพระราชทานให้แลนา ๆ ภิริยานั้น ถ้าได้รับราชการ ให้ได้ทรัพย ๓ ส่วนกึ่ง
๗ อนึ่งถ้าผู้มรณภาพนั้นมีทาษภิริยาเกิดลูก หญิง
ชาย ด้วยกัน แลลูกนั้นตายก็ดี ยังก็ดี อย่าให้เอาทาษพิริยานั้นเข้าส่วนแบ่งปันเลย ให้แต่ตัวมันรอดเปนไท ถ้าผู้มรณภาพนั้นให้ทรัพยสิ่งของทาษหญิงชายแก่ลูกซึ่ง[4] เกิดด้วยทาษภิริยานั้น แลลูกนั้นตายแล้ว แลทรัพยสิ่งของทาษหญิงชายซึ่งให้นั้นมากน้อยเท่าใด ให้ได้แก่ทาษภิริยาซึ่งเกิดลูกด้วยผู้มรณภาพนั้น
๘ธรรมสาตร แลลักษณบุตรอันจะได้ทรัพยมรดกนั้นคือบุตรอันเกิดด้วยภิริยาสู่ฃอแลภิริยาพระราชทาน ๑ เกิดด้วยอนุภิริยา ๑ เกิดด้วยทาษีภิริยา ๑ แลบุตรมาด้วยสามี ๑ มาด้วยภิริยา ๑ แลบุตรบูญธรรมฃอท่านเอามาเลี้ยงแต่น้อย ๑ แลบุตร ๖ จำพวกนี้ควรจะได้ส่วนแบ่งปันทรัพมรดกแห่งบิดามานดา
๙ มาตราหนึ่ง บุตร ชาย
หญิง อันเกิดด้วยภิริยาซึ่งบิดามานดาสู่ฃอแลเกิดด้วยภิริยาพระราชทาน ถ้าได้รักษาไข้แลปลงศภ
| บุตรได้ทรัพย ๓ ส่วน | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๔ ส่วน | ||
| หลานได้ทรัพย ๒ ส่วน | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๓ ส่วน | ||
| เหลนได้ทรัพยส่วน ๑ | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๒ ส่วน | ||
| ลื่อได้ทรัพย[5] กึ่งส่วน | ถ้าได้รับราชการ ได้ส่วน ๑ |
๑๐ มาตราหนึ่ง บุตร หญิง
ชาย อันเกิดด้วยอนุภิริยาแลภิริยาอันทูลฃอพระราชทานให้ ถ้าแลได้รักษาไข้แลปลงศภ
| บุตรได้ทรัพย ๒ ส่วนกึ่ง | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๓ ส่วนกึ่ง | ||
| หลานได้ทรัพยส่วนกึ่ง | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๒ ส่วนกึ่ง | ||
| เหลนได้ทรัพยส่วน ๑ | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๒ ส่วน | ||
| ลื่อได้ทรัพยกึ่งส่วน | ถ้าได้รับราชการ ได้ส่วน ๑ |
๑๑ มาตราหนึ่ง บุตรหญิงชายอันเกิดด้วยทาษภิริยา ถ้าได้รักษาไข้แลปลงศภ
| บุตรได้ทรัพย ๒ ส่วน | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๓ ส่วนกึ่ง | ||
| หลานได้ทรัพยส่วนกึ่ง | ถ้าได้รับราชการ ได้[6] ๒ ส่วนกึ่ง | ||
| เหลนได้ทรัพยส่วน ๑ | ถ้าได้รับราชการ ได้ ๒ ส่วน | ||
| ลื่อได้ทรัพยกึ่งส่วน | ถ้าได้รับราชการ ได้ส่วน ๑ |
ถ้าหมิได้รักษาไข้ปลงศภแล อย่าให้มันทังนั้นได้ส่วนแบ่งปันทรัพยมรดกเลย
๑๒ มาตราหนึ่ง บุตรบุญธรรมอัน[7] ตัดสายสะดือมาเลี้ยงได้ทนุกบำรุง
| แต่เดิอนหนึ่งถึงขวบ | ได้ทรัพยส่วนกึ่ง | ถ้าได้รับราชการ | ได้ทรัพย ๒ ส่วน | ||||
| แต่สองขวบถึง[8] ๔ ขวบ | ได้ทรัพยส่วน ๑ | ถ้าได้รับราชการ | ได้ทรัพยส่วนหนึ่ง | ||||
| แต่ ๕ ขวบถึง ๗ ขวบ | ได้ทรัพยกึ่งส่วน | ถ้าได้รับราชการ | ได้ทรัพยส่วน ๑ |
แลบุตรบุญธรรมอันตัดสายสะดือมาเลี้ยง ๓ ประการนี้จะแก้คดีต่าง พ่อ
แม่ เลี้ยงก็ได้เหมือนกันกับลูกหลงไปเกิดอื่น ถ้าพ้น ๗ ขวบ อย่าให้ปันทรัพยมรดกให้ เพราะว่าใหญ่รู้ความแล้ว ท่านเอามาเลี้ยง ท่านไม่มีอาไลย จะว่าคดีแก้ต่างมิได้เลย
๑๓พระธรรมสาตร มาตราหนึ่ง ชายม่ายมีบุตรได้หญิงม่ายมีบุตรติดมาเปนภรรยาเกิดบุตรด้วยกัน ถ้า บิดา
มานดา ตาย บุตรอันเกิดด้วยกันนั้นได้ทรัพย ๕ ส่วน บุตรอันมาข้าง สามี
ภิริยา นั้นได้ส่วนหนึ่ง เหตุใดจึ่งกล่าวดั่งนี้ เหตุว่าบิดามานดาถึงแก่วิบัดิสิ่งใดใด บุตรผู้มาข้าง สามี
ภิริยา นั้นก็จะถึงแก่วิบัดิด้วยบิดามานดา
๑๔ มาตราหนึ่ง บุตรอันเกิดด้วยกันนั้นมีเย่าเรือนเลี้ยงชีพเองแล้ว ให้เอาทรัพยมรดกนั้นทำเปนห้าส่วน ให้แก่บุตรอันเกิดด้วยกันนั้นสี่ส่วน ให้แก่บุตรอันมาข้าง สามี
ภิริยา นั้นส่วนหนึ่ง ถ้าบุตรอันมาข้าง สามี
ภิริยา นั้นมีเย่าเรือนเลี้ยงชีพเองแล้ว เมื่อบิดามานดาตาย แลจะเอาทรัพยมรดกนั้นมิได้เลย บุตรอันเกิดด้วยกันนั้นได้ทรัพยมรดกแต่ผู้เดียว ถ้าบุตรอันเกิดด้วยกันนั้นหามิได้ แลมีแต่ลูก ชาย
หญิง ซึ่งมาข้าง สามี
ภิริยา แลลูกนั้นควรได้ทรัพยมรดกสองส่วน ให้ได้แก่ญาติเผ่าพันธุอันจะสืบไปนั้น ๓ ส่วน ถ้าบุตรอันเกิดด้วยกันก็ดี แลลูกอันมาข้าง สามี
ภิริยา ก็ดี แลญาติพี่น้องพ้องพันธุก็ดี หามิได้ มีแต่บุตรอันฃอท่านมาเลี้ยงที่ควรจะได้มรดกนั้น ให้ได้ทรัพยส่วนแบ่งปันสองส่วน แลทรัพยสามส่วนนั้นให้ส่งเข้าท้องพระคลัง ถ้าหาบุตรชายหญิงญาติพี่น้องมิได้ ก็ให้เอาทรัพยนั้นส่งเข้าพระคลังหลวงทังสิ้น
๑๕ มาตราหนึ่ง ถ้าทรัพยบิดามานดายกให้แก่บุตรผู้หนึ่งแล้ว อยู่มาบิดามานดาถึงแก่มรณภาพ แลบุตรทังหลายจะปันเอาทรัพนั้นหมิได้ ควรปันได้แต่ทรัพซึ่งอยู่แก่บิดามานดานั้นให้แก่บุตรทังหลาย
๑๖ มาตราหนึ่ง ถ้าผู้มรณภาพมีพี่น้อง แลได้รักษาไข้ปลงศภ ให้ปันแก่พี่น้อง
| บิดามานดาเดิยวกัน | ได้ทรัพ ๓ ส่วน | ได้รับราชการ | ได้ทรัพ ๔ ส่วน | ||||
| บิดาเดิยว ต่างมานดา | ได้ทรัพ ๒ ส่วน | ได้รับราชการ | ได้ทรัพ ๓ ส่วน | ||||
| มานดาเดียว ต่างบิดา | ได้ทรัพส่วนกึ่ง | ได้รับราชการ | ได้ทรัพ ๒ ส่วน |
๑๗ มาตราหนึ่ง ปู่หญ้าตายายผู้มรณะงานเดิยวกัน ได้ทรัพยมรดกส่วนกึ่ง ถ้าผู้มรณภาพมีสังฃาญาติฝ่ายปู่หญ้าก็ดี แลญาติฝ่าย ตา
ยาย ก็ดี แลได้รักษาไข้ปลงศภ ให้ได้ทรัพยนั้นกึ่งส่วน ถ้าได้รับราชการ ได้ทรัพยมรดกส่วนหนึ่ง
| อนึ่ง | ลุงป้าอาวอาผู้มรณงานเดียว | ได้ทรัพย ๒ ส่วน | ได้รับราชการ | ได้ทรัพย ๒ ส่วนกึ่ง | ||||
| ลูกลุงป้าน้าอาวอาผู้มรณะ | ได้ทรัพยส่วนกึ่ง | ได้รับราชการ | ได้ทรัพย ๒ ส่วน | |||||
| หลานห่าง มิได้รับราชการ ได้รักษาไข้ | ได้ทรัพยส่วนหนึ่ง | ได้รับราชการ | ได้ทรัพยส่วนกึ่ง | |||||
| เหลนห่าง มิได้รับราชการ ได้รักษาไข้ | ได้ทรพยกึ่งส่วน | ได้รับราชการ | ได้ทรัพยส่วนหนึ่ง |
๑๘ มาตราหนึ่ง บิดา
มารดา แต่งให้บุตรหญิงชายมีเรือนแล้ว แต่ทว่าได้ให้ทรัพยสิ่งสีนนั้นน้อย แลบิดามารดานั้นามรณภาพ ทรัพยสิ่งสีนยังมีมาก ให้แบ่งปันทรัพยนั้นให้แก่บุตรอันมีเรือนแล้วแต่กึ่งส่วนบุตรหญิงชายซึ่งยังมิได้แต่งให้มีเรือนนั้น อนึ่งถ้าบิดามารดาแต่งให้บุตรหญิงชายมีเรือนแล้ว ได้ให้ทรัพยสิ่งสีนนั้นมาก ทรัพยสิ่งสีนนั้นยังน้อย อย่าให้แบ่งปันทรัพยนั้นให้แก่ลูกหญิงชายซึ่งมีเรือนแล้วนั้นเลย
๑๙ มาตราหนึ่ง ถ้าแลหลานเลนก็ดี ปู่หญ้าตายายแต่งให้มีเรือน แลให้ทรัพยสิ่งสีนนั้นน้อย แลปู่หญ้าตายายนั้นมรณภาพ ทรัพยสิงสินนั้นยังมีมาก ให้หลานเหลนผู้มีเรือนแล้วนั้นได้ทรัพยแต่กึ่งส่วนหลานเหลนซึ่งยังมีได้แต่งให้มีเรือนนั้น อนึ่งถ้าแลหลานเลนก็ดี ปู่หญ้าตายายแต่งให้มีเรือนแล้ว แลให้ทรัพยนั้นมาก ปู่หญ้าตายายนั้นมรณภาพ ทรัพยสิ่งสีนนั้นยังน้อย อย่าแบ่งปันทรัพยนั้นให้แก่ หลาน
เหลน ซึ่งมีเรือนแล้วนั้นเลย
๒๐ มาตราหนึ่ง บุตร
บุตรี ผู้ใดแล บิดา
มารดา ประกอบให้ สามี
ภิริยา แล้ว แลยังอยู่กินด้วยกันกับเรือน บิดา
มารดา ยังไปเกิดบุตรด้วยกัน แลบุตรบุตรีผู้นั้นถึงแก่อุบัติเหตุ แลทรัพยมรดกแห่งผู้มรณนั้นมีมากน้อยเท่าใด ควรให้แก่ บิดา
มารดา ผู้มรณนั้น
อนึ่งถ้าบุตรีผู้ใดยังอยู่กับเรือนบิดามารดา ๆ ให้ทรัพยแก่บุตรีผู้นั้นแล้วแลคืนเอาก็ได้เล่า เหตุบุตรีอยู่กับเรือน บิดา
มารดา บิดามารดานั้นเปนอิศระแก่บุตรี ถ้าบุตรีนั้นออกไปจากเรือน บิดา
มารดา แล้ว บิดามารดามิได้เปนใหญ่แก่บุตรีผู้นั้นเลย สามีนั้นได้เปนอิศราแก่บุตรีนั้นแล
๒๑ มาตราหนึ่ง หญิงชายสมรศด้วยกัน แลเฃานั้นตายจากกัน ท่านให้ยกสินเดิมให้แก่ญาติพี่น้องเฃาตามมากตามน้อย แลศมรศทำได้ด้วยกันเท่าใด ให้แบ่งปันโดยพระราชกฤษฎีกา
๒๒ มาตราหนึ่ง บุตรีผู้ใดบิดามารดามิได้ประกอบเย่าเรือนแลสามีให้ บุตรีนั้นสมักไปอยู่ด้วยสามีเองก็ดี อนึ่งผู้ข่มเหงเอาไปก็ดี แลบุตรีนั้นยังไปเกิดบุตร อยู่มาบุตรีผู้นั้นถึงแก่กรรม แลทรัพยแห่งบุตรีนั้นมีควรได้แก่สามีนั้นเลย แลทรัพยนั้นควรได้แก่บิดามารดาบุตรีนั้นแล
๒๓ มาตราหนึ่ง ถ้าบุตรหญิงชายใจหยาบช้ากล้าแขง บิดา
มารดา สั่งสอนหมิฟัง แลขับเสีย หมิได้นับว่าบุตร หมิได้ให้หยู่ณ บ้าน
เริอน แลบิดามารดานั้นมรณภาพ แลจะกลับมาเอาส่วนแบ่งปันเล่า ท่านว่าอย่าให้แบ่งปันทรัพยนั้นให้เลย
๒๔ มาตราหนึ่ง ถ้าหลานหญิงชายแลสาขาญาติอันใจหญาบช้ากล้าแขง แลปู่หญ้าตายายสั่งสอนหมิฟัง ขับเสีย หมิได้นับว่าเปน หลาน
สาขาญาติ หมิได้ให้อยู่ณะบ้านเรือน แลปู่หญ้าตายายนั้นมรณภาพ แลจะกลับมาเอาส่วนแบ่งปัน ท่านว่าอย่าให้แบ่งปันทรัพยนั้นให้เลย
๒๕ มาตราหนึ่ง บุตรหญิงชายละบิดามารดาไปอยู่ต่างเมืองแลบิดามารดาตาย จะกลับคืนมาเอาทรัพยสิ่งสีนที่เย่าเรือนเล่า ท่านว่าอย่าให้เลย ท่านว่าให้แก่ผู้อยู่ปรินิบัดิบิดามารดานั้น
๒๖ มาตราหนึ่ง ถ้าพี่น้องลูกหลานแลสาขาญาติอยู่ต่างเมืองก็ดี อยู่ณแขวงจังหวัดทัง ๔ ก็ดี แลผู้นั้นได้มารักษาไข้ปลงศภ ให้ได้ทรัพยตามสว่นแบ่งปันซึ่งจะได้นั้น ถ้ามาหมิทันรักษาไข้ แต่ได้ชว่ยปลงศภ ให้ได้ทรัพยกึ่งสว่น ถ้ามาทันได้รักษาไข้ แต่หมิได้ช่วยปลงศภ ให้ได้ทรัพยมรดกนั้นกึ่งสว่น ถ้าหมิได้รักษาไข้ปลงศภ อย่าให้ได้สว่นแบ่งปันนั้นเลย
๒๗ มาตราหนึ่ง ถ้าแลพี่น้องลูกหลานสาขาญาติไปรับราชการอยู่เมืองไกล ให้เอาทรัพยซึ่งเปนส่วนแบ่งปันแห่งผู้จะได้นั้นให้ผู้ได้พิจารณาจดหมายไว้ แล้วให้มอบทรัพยนั้นไว้แก่ญาติอันสหนิดกว่าผู้นั้นจะมาแต่ราชการ จึ่งให้เอาทรัพนั้นส่งให้
๒๘ มาตราหนึ่ง พี่น้องลูกหลานเหลนลื่แลสาขาญาติได้รับราชการอยู่ในพระราชวัง จะออกไปรักษาไข้ปลงศภมิได้ ให้แบ่งทรัพยนั้นให้ตามส่วนซึ่งจะได้นั้น
อนึ่งถ้าพี่น้องลูกหลานเหลนหลื้สาฃาญาติไปรับราชการอยู่ณะเมือง เอก
โท
ตรี
จัตวา แลแขวงจังวัดไซ้ ให้แบ่งทรัพยบันดาส่วนซึ่งจะได้นั้นไว้ณะพระคลังก่อน ถ้าผู้นั้นมาแต่ราชการแล้ว จึ่งเอาทรัพยซึ่งไว้ณะพระคลังนั้นให้
อนึ่งถ้าพี่น้องลูกหลานเหลนหลื้สาขาญาติอยู่รับราชการณกรุงเทพมหานคร แลบิดามารดาปู่ญ่าตายายไปอยู่รับราชการณเมือง เอก
โท
ตรี
จัตวา แลแขวงจังวัดถึงแก่มรณภาพ แลพี่น้องลูกหลานเหลนหลื้ได้รับราชการ แลจะไปรักษาไข้ปลงศภมิได้ ก็ให้ได้ส่วนแบ่งปันตามส่วนซึ่งจะได้นั้น
๒๙ มาตราหนึ่ง ญาติผู้ใดป่วยไข้ แลลูกหลานญาติพี่น้องผู้ไข้นั้นอยู่บ้านเดียวกันก็ดี อยู่ต่างบ้านในแขวงจังหวัดเฃ้ามาก็ดี แลมันมิได้รักษาไข้ปลงศภก็ดี แลไปรักษาไข้มิได้ปลงศภก็ดี แลได้แต่ปลงศภมิได้รักษาไข้ก็ดี ท่านว่าอย่าให้มันได้ส่วนแบ่งปันเลย เหตุว่ามันหมิได้อยู่ช่วยรักษาไข้ปลงศภโดยสุจริต คิดแต่จะเอาทรัพมรดกแห่งผู้มรณภาพนั้นถ่ายเดียว
๓๐ มาตราหนึ่ง ผู้ไข้อยู่หัวเมืองเลกแขวงจังหวัดทัง ๔ แลลูกหลานพี่น้องญาติหมิได้ออกไปรักษาไข้ปลงศภ แลหมิได้แต่งให้มีผู้ออกไปช่วยรักษาไข้แลปลงศภ แลญาติออกไปจะแบ่งปันเอาทรัพยมรดกนั้น ท่านว่าหมิให้ได้ส่วนแบ่งปันทรัพยมรดกนั้น ถ้าให้มีผู้ออกไปช่วยรักษาไข้แลช่วยปลงศภ ให้ได้ส่วนแบ่งปันทรัพยมรดกนั้น ถ้าผู้ไข้อยู่ในกรุงเทพมหานคร แลลูกหลานพี่น้องญาติผู้ไข้นั้นไปราชการก็ดี ไปครองเมืองก็ดี ไปรั้งเมืองก็ดี ไปเปนกรมการก็ดี ใช้ไปราชการสิ่งใดสิ่งหนึ่งก็ดี แลผู้นั้นหมิได้ช่วยรักษาไข้ แลหมิได้ช่วยแต่งการปลงศภญาติผู้มรณภาพนั้น ท่านให้ได้ส่วนแบ่งปันทรัพยมรดกญาติผู้มรณภาพนั้น เพราะญาตินั้นไปติดราชการท่านแล
๓๑ มาตราหนึ่ง ถ้าผู้ใดไถ่ญาติหลานเหลนสาขาญาติเปนทาษ ถ้าแลผู้ไถ่นั้นมรณภาพ ให้พิจารณาสีนซึ่งไถ่นั้นให้รู้จักมากแลน้อย ถ้าแลสีนไถ่นั้นควรด้วยส่วนแบ่งปันแก่ญาติหลานเหลนแลสาฃาญาตินั้นแล้ว ให้ญาติหลานเหลนสาขาญาติผู้เปนทาษรอดเปนไทย แลอย่าให้ส่วนแบ่งปันนั้นเลย ถ้าสีนไถ่นั้นมากกว่าส่วนแบ่งปันเท่าใด ให้เรียกเอาสีนไถ่ซึ่งเหลือกว่าสีนแบ่งปันนั้นปันแก่ญาติทังปวง ถ้าสีนไถ่นั้นน้อยกว่าส่วนซึ่งจะได้แบ่งปันนั้น ให้อิกจงครบตามส่วนญาติลูกหลานเหลนสาฃาญาติซึ่งจะได้นั้น
๓๒ มาตราหนึ่ง ถ้าหญาติหลานเหลนสาขาญาติกู้เงิน แลญาติผู้เจ้าเงินนั้นมรณภาพลง ให้พิจารณาทรัพยอันกู้นั้นมากน้อยเท่าใด แลให้ยกไว้แก่ญาติหลานเหลนสาขาญาติแต่ตามจะได้ส่วนแบ่งปันนั้น แลดอกเบี้ยนั้นอย่าให้คิดเอา ถ้าแลต้นเงินซึ่งกู้นั้นมากกว่าส่วนแบ่งปันซึ่งจะได้นั้น ให้เอาแต่เหลือนั้นมาแบ่งปันแก่ญาติทังปวงนั้น ถ้าทรัพยอันกู้นั้นน้อยกว่าส่วนแบ่งซึ่งจะได้นั้น ให้แบ่งปันเพิ่มจนครบส่วนญาติซึ่งจะได้นั้นแล
๓๓ มาตราหนึ่ง สมเดจ์พระพุทธิเจ้าอยู่หัวพระราชทานผู้คนช้างม้าแลทรัพยสิ่งของแก่ผู้ใดก็เปนสิทแก่ผู้รับพระราชทานนั้น ถ้าแลเมื่อหน้าไปข้าคนซึ่งพระราชทานนั้นเกิดลูกชายหญิงสืบไป ก็ให้เปนสิทแก่ผู[วซ 6] นั้น แม้นเฃาผู้ได้รับพระราชทานสีนทรัพยพัทยานั้นล้มตาย แลพี่น้องลูกหลานเฃายัง แลข้าคนสีนทรัพยซึ่งมีมากน้อยเท่าใดนอกกว่าเครื่องพัทยานั้น ก็ให้เปนสิทแก่ผู้เปนพี่น้องลูกหลานนั้น
๓๔ มาตราหนึ่ง พระราชทานเมียให้แก่ขุนมูนนายผู้ใด แลเมียพระราชทานนั้นล้มตาย ท่านว่าหญิงผู้ตายนั้นเปนข้าหลวง ท่านให้เอาทรัพยเดิมแลสีนสมรศแห่งหญิงผู้ตายนั้นแบ่งออกเปนสามภาค ๆ หนึ่งยกไว้เปนหลวง ภาคหนึ่งไว้ให้แก่ผัว[9] ภาคหนึ่งไว้แก่ญาติหญิงผู้ตายนั้น
๓๕ มาตราหนึ่ง ภรรยาข้าราชการผู้สูงนา ๔๐๐ ขึ้นไป ถ้าเปนภรรยาพระราชทานถึงมรณภาพ ญาติพี่น้องผู้ตายฟ้องหาทรัพยมรดก ให้รับพิจารณาตามกฎหมาย ถ้าเปน ภรรยาหลวง
อนุภรรยา มีทุนแลสินเดิมมาอยู่กิน หญิงตาย ฝ่ายญาติพี่น้องแห่งหญิงมาฟ้องหาทรัพยมรดก ท่านให้แบ่งปันแต่ทุนแลสีนเดิมแห่งหญืงนั้นให้แก่ญาติพี่น้องผู้ตาย ถ้าทุนแลสีนเดิมจำหน่ายสิ้นแล้ว จึ่งให้เอาสีนสมรศคิดใช้สีนเดิม แลสมรศเหลือมากน้อยเท่าใดให้คงไว้แก่ชาย ถ้า ภรรยาหลวง
อนุภรรยา หาทุนแลสีนเดิมมิได้ อย่าให้แบ่งปันทรัพยมรดกนั้นเลย ให้คงอยู่แก่ชายจงสิ้น เหตุทรัพยนั้นจะได้เปนกำลังราชการแก่ชายผัวสืบไป
๓๖ มาตราหนึ่ง ภิกษุจุติจากอาตมภาพ แลคหัถจะปันเอาทรัพยมรดกนั้นมิได้ เหตุว่าเขาเจตนาทำบุญให้แก่เจ้าภิกษุเปนของอยู่ในอารามท่านแล้ว ถ้าเจ้าภิกษุอุทิศไว้ให้ทานแก่คหัถ ๆ จึ่งรับทานท่านได้
อนึ่งถ้าคหัถมรณภาพ บิดา
มารดา ญาติพี่น้องลูกหลายเปนเจ้าภิกษุอยู่ในสิกฃาบทแล้ว จะปันเอาทรัพยมรดกคหัถนั้นมิได้ เหตุว่าเปนบุตรพระเจ้าแล้ว ถ้าคหัถผู้มรณภาพนั้นอุทิศไว้ถวายสวิญาณกะทรัพยแลอะวิญาณกะทรัพย์แก่เจ้าภิกษุผู้เปนญาติพี่น้องลูกหลาน จึ่งรับเอาทรัพยทังนั้นเปนของเจ้าภิกษุได้ ถ้าเจ้าภิกษุจุติจากอาตมภาพ ทรัพยนั้นคงเปนของในอาราม ผู้ใดจะว่ากล่าวเอา ท่านว่าหมิได้เลย
๓๗ มาตราหนึ่ง ลูกหลานเหลนลื่ผู้ใดบวดตัวเปนสามเณร แลบิดามารดาปู่หญ้าตายายถึงแก่มรณภาพไซ้ ควรให้ได้ทรัพยส่วนแบ่งปันตามพระราชกฤษฎีกาให้เปนจัตุปใจยแก่เจ้าสามเณรนั้น
๓๘ มาตราหนึ่ง พรามณผู้มีบันดาศักดิ์แลบิดามารดาแต่งให้มีเรือนแต่อายุควรจะมีเรือน แลคนทังสองนั้นได้ด้วยผลราชการพระราชทานแลทำมาหากีนด้วยกัน แลมีทรัพยสิ่งสีนเกิดลูกชายหญิงด้วยกันก็ดี พรามณผู้นั้นถึงแก่มรณภาพ บุตรภรรยาพี่น้องแต่งการปลงศภแล้วล่วงเข้าสามวันเจตวันสิบวันแล้ว แลบ่าวไพร่ช้างม้าเครื่องพัทยาทังปวงให้ยกไว้เปนหลวงก่อน ถ้าแลพรามณผู้มรณภาพนั้นมีนี่มากน้อยเท่าใดไซ้ ให้บุตภรรยาใช้นี่จงครบ แลทรัพยสิ่งสีนทาษกรรมกรชายหญิงยังเหลืออยู่เท่าใดให้ปันเปนสามภาค ๆ หนึ่งให้แก่บิดามารดา ภาคหนึ่งให้แก่พี่น้องลูกหลานญาติ ภาคหนึ่งให้แก่ภิริยา ถ้าบิดาตาย ยังแต่มารดา ให้มารดาได้ทรัพยนั้นทังส่วน ถ้าแลมารดาตาย ยังแต่บิดา ให้บิดาได้ทรัพยนั้นทังส่วน ถ้าบิดามารดาอย่าร้างกัน ให้บิดามารดาได้ทรัพยนั้นคนละกึ่งส่วน
๓๙ มาตราหนึ่ง พรามณผู้มรณภาพนั้น แลบิดามารดาหามิได้ ให้แบ่งปันทรัพยสิ่งของนั้นเปนสองภาค ๆ หนึ่งให้แก่พี่น้องลูกหลานแลญาติผู้มรณภาพ ภาคหนึ่งให้แก่ภิริยาตามส่วนแบ่งปันนั้น
๔๐ มาตราหนึ่ง หญิงม่ายมีผัวคนหนึ่ง แลอยู่ด้วยกัน เกิดบุตรหญิงชายก็ดี หมิได้เกิดบุตรหญิงชายก็ดี แลอยู่ด้วยกันเปนช้านานพ้นสามขวบขึ้นไป แลหญิงนั้นได้เลิ้ยงราชการ พ่อเจ้าเรือนนั้นมรณภาพ ให้เอาทรัพยยกไว้เปนหลวงกึ่งหนึ่ง แลทรัพยกึ่งหนึ่งนั้นให้ได้แก่หญิงม่าย
๔๑ มาตราหนึ่ง หญิงม่ายมีผัวคนหนึ่งอยู่ด้วยกันแต่สามขวบลงมา แลพ่อเจ้าเรือนนั้นมรณภาพ อย่าให้ได้ส่วนแบ่งปันมรดกนั้นเลย
๔๒ มาตราหนึ่ง หญิงม่ายชายม่ายแลบิดามารดาสู่ฃอให้อยู่ด้วยกัน เกิดบุตรหญิงชาย แลบุตรนั้นยังอยู่ พ่อเจ้าเรือนมรณภาพ ให้ภิริยานั้นได้ทรัพยทังส่วน ถ้าแลบุตรซึ่งเกิดด้วยกันนั้นตาย ให้ได้ทรัพยนั้นแต่กึ่งส่วน
๔๓ มาตราหนึ่ง หญิงม่ายมีผัวสองคน หญิงม่ายมีผัวสามคน หญิงม่ายมีผัว ๔ คน อย่าให้หญิงนั้นได้ทรัพยมรดกพราหมผู้มรณภาพนั้นเลย เหตุใดจึ่งหมิได้ทรัพยส่วนแบ่งปัน เหตุว่าหญิงนั้นเปนแพศยา มีผัว ๒
๓
๔ คนแล้ว มิควรแบ่งปันส่วนนั้นให้ ๆ คงแต่ทรัพยของหญิงที่เอามานั้น
ศุภมัศดุ ๒๑๕๕ ศุกรสังวัจฉะระเชฐามเสเอกาทัศมีดิถียังพุทธวาระ พระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวผู้ทรงทศพิธราชธรรมอันมหาประเสริฐเสดจ์ในพระธินั่งท้องพระโรงตรีมุกขบังตราฝ่ายบูรรทิศพร้อมด้วยหมู่เสนาพฤฒามาต[10] ราชมลตรีกระวีมุกขลูกขุนทังหลายเฝ้าพระบาท สมเดจ์บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัว จึ่งทรงพิภากษาด้วยพฤฒามาตราชมนตรีทังปวงว่า
เสนาพฤฒามาตย์ราชมนตรีผู้มีบันดาศักดิ์ก็ดี แลเสษฐีคฤหบดีอันมีอยู่ในพระมหานครบันเข้าเฝ้าก็ดี มิได้เข้าเฝ้าก็ดี มีแก้วแหวนทองเงินสรรพทรัพยสิ่งใด ๆ แลเครื่องพัทยาทังปวงเปนอันมาก แลผู้มีบันดาศักทั้งนี้เปนโรคอาพาธหนักถึงแก่อนิจกำก็ดี มรณาสรรณก็ดี ถึงแก่กรรมก็ดี ให้มีสะมุหะมรดกโดยกระทรวงการนั้นทำบาญชียมรดกพัทยา แลบาญชียแก้วแหวนทองเงินสรรพทรัพยสิ่งใด แลบาญชียสมพลโดยขนาดตามสัตยานุสัจ แล้วให้เอามากราบบังคมทูลพระกรรุณาฯ ถ้ามีพระราชโองการมาณพระบันทูลตรัสพระราชทานให้แต่งให้แก่ลูกหลานพี่น้องพ้องพันธุผู้ถึงมรณภาพนั้นฉันใด ให้สมุหะมรดกตราไว้โดยตรัสสั่งนั้น แล้วให้สมุหะมรดกเรียกพี่น้องบุตรภิริยาผู้รักษาแก้วแหวนเงินทองพัทยาทังปวงนั้นออกมาตราเอาคำผู้รักษาของนั้นไว้ แล้วให้ทำบาญชียมรดกแลบาญชียสมพล ให้จ่าเสมียรเอาหนังสือทานบนแก่ผู้รักษามรดกไว้จงหมั้นคง ให้ญาติพี่น้องบุตรภรรยาทำบาญชียทรัพยมรดกมายื่นแก่สมุหะมรดก ให้ทำบาญชียสมพลมายื่นแก่พระสุภาวะดีโดยสัตยานุสัจ
ถ้าแลญาติพี่น้องบุตรภิริยาทำบาญชียมรดก แลมรดกนั้นแก้วแหวนทองเงินสรรพทรัพยสิ่งใดมากก็ดี แลเครื่องสรรพาวุธพัทยาแลสมพลทังปวงนั้นมากก็ดี แลผู้รักษาทรัพยมรดกนั้นยักย้ายเบียดยังไว้ทำบาญชียมรดกนั้นน้อย แลสมุหะมรดกนั้นสืบสวนเปนสัจว่าคงมีบาญชียมรดกโดยมาก บุตรภิริยาญาติพี่น้องหากยักย้ายซ่อนเนบไว้ให้บาญชียคงแต่น้อย ท่านว่ามันโลก หมิซื่อตรงต่อญาติพี่น้อง มันจึ่งยักย้ายอำพรางเบียดบังเอาไว้ว่าสิ่งของนั้นน้อย ท่านว่าอย่าให้ได้ส่วนแบ่งปันซึ่งแบ่ง[11] ไว้นั้นเลย
ถ้ามีบาญชียสมพลมายื่นน้อย ให้ไปเผชิญบาญชียพระสุภาวะดีสอบ ถ้าได้สมพลนอกกว่าบาญชียมายื่นแล้ว ให้ส่งออกมาพิจารณาโดยสัตยานุสัจ จึ่งให้เอากราบบังคมทูล ถ้ามีพระราชโองการมาณะพระบันทูลประการใด พึงให้กระทำตามรับสั่ง แลสมุหะมรดกขุนมุนนายจ่าเสมียรนั้น ถ้าพี่น้องบุตรภิริยาแห่งพฤฒามาตราชมลตรีผู้มีบันดาศักดิ์เศษฐีคฤหบดีถึงแก่มรณภาพ เขาบอกบาญชียมรดกโดยสัตยานุสัจแก่ชาวมรดกก็ดี แก่ขุนมุนนายจ่าเสมียรรู้แล้วมิได้ทำบาญชียมรดกไว้ก็ดี แลผู้รักษามรดกทำบาญชียยักย้ายบังมรดกไว้ก็ดี แลมิได้มาบอกบาญชียแก่ชาวมรดกก็ดี ท่านว่าเลมิด ให้ไหมไถต้นฅอโดยบันดาศักดิ์
แลเศษฐีคฤหบดีผู้มีบันดาศักดิ์ก็ดี หาบันดาศักดิ์มิได้ก็ดี ถึงแก่อาพาธแล้วมรณภาพ แลญาติพี่น้องบุตรภิริยามาช่วยรักษา ไข้
ศภ แลญาติพี่น้องบุตรภิริยายังมิได้ช่วยปลงศภเผาผีก่อน แลญาติพี่น้องบุตรภิริยาเกบเอาแก้วแหวนเงินทองทาษกรรมกรหญิงชายช้างม้าโคกระบือสรรพทรัพยสิ่งใดไปก่อนยังมิได้ปลงนั้น แลพี่น้องบุตรภิริยาซึ่ง[12] เกบเอาทรัพยมรดกไปก่อนจะคืนมาหาทรัพยจะปันเอาอีกนั้น ท่านว่าอย่าให้เลย เหตุมันโลภจะใคร่ได้ของท่าน ไม่คำนับเปนฉันญาติ ถ้าทรัพยที่มันเกบเอาไปนั้นน้อยกว่าส่วนมันจะได้ ก็อย่าให้อีกเลย ถ้าแลมันผู้เกบเอาทรัพยมรดกไปกอ่นมิได้ปลงศภนั้นเอาไปมากกว่าส่วนแบ่งปัน ท่านให้เรียกเอาคืนมาปันให้ญาติพี่น้องบุตรภรรยาซึ่งยังมิได้รับส่วนแบ่งปันนั้น ให้ปันให้โดยพระราชกฤษฎีกา
๔๔ มาตราหนึ่ง ญาติพี่น้องบุตรภรรยาผู้มรณภาพได้ช่วยกันปลงศภแล้ว แลจะปันทรัพยมรดกแก่กันนั้น เขาผู้ญาติพี่น้องบุตรภรรยายิงยอมพร้อมมูลกัน มีผู้ลุกนั่งเปนคำนับ แลเอาทรัพยมรดกแก้วแหวนทองเงินทาษกรรมกรหญิงชายช้างม้าโคกระบือสรรพทรัพยสิ่งใดมาแบ่งปันกันแล้ว ถ้าแลญาติพี่น้องบุตรภิริยาซึ่งได้ส่วนแบ่งปันแล้วก็ดี ยังมิได้ส่วนแบ่งปันก็ดี รู้ว่าทรัพยมรดกผู้มรณภาพนั้นได้แบ่งปันกันแล้วยังมิสิ้น แลผู้รักษาทรัยพมรดกนั้นยักย้ายไว้ เขามาหาทรัพยมรดกว่ายังอยู่อีก ถ้าแลพิจารณาสืบสาวเปนสัจว่ายังเหลืออยู่อีกไซ้ ท่านให้เอาทรัพยนั้นออกแบ่งปันให้ท่วนตัวญาติตามบทพระไอยการ แลผู้ยังมิได้ส่วนแบ่งปันนั้นจะควนได้เท่าใดก็ให้เท่านั้น แลส่วนซึ่งญาติอันได้แล้วนั้น ท่านว่าอย่าให้แก่มันเลย ให้เอามาปันเปนสามส่วน ทรัพยสองส่วนนั้นให้ทำบุญส่งไปแก่ผู้มรณภาพ ทรัพยส่วนหนึ่งนั้นให้สมุหมรดกเอากราบบังคมทูลถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวโดยกระทรวงการที่ได้พิจารณา ถ้าไพร่ฟ้าอะนาประชาราษดร ก็ให้ทำดุจเดียวกัน
๔๕ มาตราหนึ่ง ปู่หญ้าตายายก็ดี พ่อแม่พี่น้องป้าอาวอาสังฃาญาติแบ่งปันแก้วแหวนเงินทองทรัพยสิ่งสีนข้าคนสิ่งใด ๆ ให้แก่ญาติพี่น้องลูกหลานแก่กันเองก็ดี เปนสิทธแก่ผู้รับนั้นจะคืนเอาอีกเล่า ท่านว่าอย่าคืนให้เลย เหตุว่าเขาได้แบ่งปันให้แก่กันเองแล้ว
๔๖ มาตราหนึ่ง ญาติพี่น้องบุตรภิริยาซึ่งได้รักษาใข้ปลงศภนั้นหามรดกแก่กัน โจทหาว่าสิ่งของนั้นมาก ผู้รักษาสิ่งของมรดกมิได้ยักย้ายเนบซ่อนไว้ทำสิ่งของโดยคงนั้นน้อย พิจารณาเปนสัจโดยจริงไซ้ ท่านให้ปันให้แก่ญาติพี่น้องซึ่งผู้จะได้ทรัพยมรดกแต่โดยคง ถ้าพิจารณามิเปนสัจ ท่านมิให้ปรับไหมมีโทษผู้หามรดกให้แก่กันเลย เพราะว่าเปนเขยตะไภ้ยญาติพี่น้องพ้องพันธุ์กันเอง แลหาสีนมรดกนั้นดุจดั่งบ้าหอบฟาง ท่านจึ่งมิให้ตั้งไหมให้แก่กัน
๔๗ มาตราหนึ่ง ผู้เปนลูกหลานญาติพี่น้องแห่งผู้มรณภาพหมิได้เข้าชื่อกันกล่าวหาทรัยพมรดก แลรู้เหนว่าญาติคนใดคนหนึ่งร้องฟ้อง ยังพิจารณาอยู่ก็ดี พิจารนาสำนวนเสจ์จะได้ส่วนแบ่งปันอยู่แล้วก็ดี มันจึ่งมาบอกสุภากระลาการว่าเปนญาติแห่งผู้มรณภาพได้รักษาไข้ปลงศภ จะฃอเข้าชื่อในส่วนแบ่งปันด้วย ท่านว่าอย่าให้มันได้ส่วนแบ่งปันเลย
๔๘ มาตราหนึ่ง เศษฐีคหฤบดีผู้มีทรัพยสิ่งสีน แลถึงแก่มรณภาพ หาญาติพี่น้องพงษามิได้ ท่านให้เอาทรัพยสิ่งสีนแก้วแหวนเงินทองช้างม้าข้าคนเครื่องบริโภคทังปวงนั้นเข้าท้องพระคลังหลวง ถ้าเศษฐีคหฤบดีผู้มีทรัพยสิ่งสีนถึงแก่มรณภาพ แลมีญาติพี่น้องพงษาเอาทรัพยสิ่งสีนช้างม้าข้าคนเครื่องบริโภคทังปวงมาถวาย ท่านให้เอาทรัพยทังปวงนั้นทำเปนส่วน ให้แบ่งปันทรัพยมรดกนั้นโดยสัตยานุสัจให้แก่ญาติพน้อง[วซ 7] บุตรชายหญิงลูกอ้ายลูกเอื้อยลูกยี่ลูกอี่อีกหลานเหลนลื่ ลูกอ้ายลูกเอื้อยกิน ๔ ลูกยี่ลูกอี่กีน ๒ ลูกอามลูกสามกีนส่วนกึ่ง นอกกว่านั้นปันแก่เขาให้เสมอกันโดยอันดับ ลูกหลานอยู่ในครรภให้ปันไว้แก่มันส่วนหนึ่ง เหตุใดจึ่งปันให้ลูกอ้ายลูกเอื้อยกิน ๔ นั้น คือว่าผู้ใดหัววงานเอาราชการคุ้มญาติพี่น้องทังหลายได้ ผู้นั้นคืออ้ายแลเอื้อย แลอันว่ายี่อี่นั้นเหตุใดจึ่งได้กินสอง ท่านว่ามันประมูลราชการ ผู้นั้นชื่อว่าญี่อี่ แลลูกสามนั้นเหตุใดจึ่งได้กีนส่วนกึ่ง เหตุว่ามันช่วยปกครองรักษาข้าคนทรัพยสิ่งของเขาทังสองไว้ ผู้นั้นจึ่งได้ชื่อว่าลูกสามแลลูกอาม ลูกหลานอยู่ในครรภนั้นเหตุใดมันจึ่งได้ส่วนหนึ่ง เหตุว่าเปนอยู่ในลูกหลานมันได้มาเกิดปฏิสนธิแล้ว แม้นบิดามารดาเขาตายเหตุประการใด ๆ ก็ดี ให้สมุหมรดกแลพระสุภาวดีปันทรัพยสิ่งของให้แก่เขาพี่น้องลูกหลานเหลนลื่ดั่งนี้เถิด
ศุภมัศดุ ศักราช ๒๑๕๘ พยักฆสังวัจฉะระษาวะณมาเสกาลปักเขเนาวะมีดิถิยังเสารวาร พระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวผู้ทรงทศพิธราชธรรมอนันตสัมภาราดิเรกเอกอุดมบรมพุทธางกูรอดูลจักระพรรดิธรรมมฤคราชาธิราชเจ้าผู้ประเสริฐเสดจ์[13] ในพระที่นั่งพลับพลาทองโดยอุตราภิมุขพร้อมด้วยหมู่มาตยามนตรีกระวีชาติราชปะโรหิตาจารย์เฝ้าพระบาท จึ่งเสนาบดีมนตรีมุขทังปวงกราบบังคมทูลพระกรรุณาว่า เสนามนตรีมุขลูกขุนแลอนาประชาราษฎรอยู่ในขอบขันทเสมากรุงเทพมหานครบวรทวาราวะดีศรีอยุทธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานณีบุรีรมยมีทรัพยสิ่งของช้างม้าข้าคนไร่นาเรือกสวนได้ด้วยผลราชการแลทำมาหากีน แลเสนามลตรีมุกขลูกขุนแลอนาประชาราษฎรเกิดโรคอาพาธไข้เจบ แลเฃาทังนี้มีทรัพยสิ่งของวัวควายช้างม้าข้าคนไร่นาเรือกสวร แลเฃาเปนเจ้าแก่สมบัดิเอง แลเฃาเอาทรัพยสิ่งของช้างม้าข้าคนไร่นาเรือกสวนแลสรรพทรัพยสิ่งใด ๆ เรียกออกมาทำพิไนยกันไว้ให้ทำบุญให้ทานให้แก่เจ้าไทยพระสงฆก็ดี แลทำพิไนยกันไว้แก่บุตรภรรยาสาขาญาติ เมื่อขณะอาพาธอยู่นั้น ลางคาบได้เรียกเอาทรัพยมาให้ถึงมือ ลางคาบมิได้เรียกเอาทรัพยมาให้ถึงมือ ได้ทำแต่พิไนยกันไว้นั้น ข้าพระพุทธิเจ้าทังปวงขอพระราชทานประนิบัดิคำนับไว้ให้เปนพิไนยกันแต่นี้สืบไปเมื่อหน้า จึ่งพระบาทสมเดจ์เอกาทธรฐอิศวรบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธิเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการมาณพระบันทูลแก่เสนามลตรีมุกขลูกขุนแลอนาประชาราษฎร ให้มีพระราชกฤษฎีกาพระราชบันหญัดให้ทำพิไนยกันไว้ว่า
เสนามลตรีมุขลูกขุนแลอนาประชาราษฎรมีทรัพยสิ่งสีน แลมันเปนเจ้าแก่สมบัดินั้น เรียกเอามาทำบุญให้ทานแก่เจ้าไทยพระสงฆ แลให้แก่บุตรภิริยาสาขาญาตินั้น ให้รู้จักลักขณะทำพิไนยกันมี ๕ ประการ
| คือ | พระสงฆผู้รู้ธรรม | หนึ่ง | จะทำพิไนยกันให้ | |||
| พราหมณ | หนึ่ง | |||||
| เสนาบดี นา ๑๐๐๐๐ | หนึ่ง[14] | |||||
| มุกขมนตรี นา ๑๐๐๐ ลงมาถึงนา ๔๐๐ | หนึ่ง[14] | |||||
| ขุนหมื่นพันทนายประชาราษฎร | หนึ่ง[14] |
| แก่เจ้าไทยพระสงฆแลบุตรภรรยาสาขาญาติซึ่งทำพิไนยกันไว้ประการต่างต่างนั้น ให้มีเจ้าไทยพระสงฆลุกนั่งตามมีพระราชกฤษดีกาพระราชบัญญัติไว้แต่นี้สืบไปเมื่อหน้า |
๔๙ มาตราหนึ่ง ผู้อาพาธหนักจะทำพิไนยกันไว้แก่ศิศโยมแลสาขาญาติ แลทำบุญให้ทานให้แก่เจ้าไทยพระสงฆก็ดี
| ถ้าเปนพิไนยกันของ | พระสงฆ | ให้มีผู้เถ้าผู้แก่นั่ง | ๓ ๔ |
คน | |||||
| พราหมณ | ให้มีพระสงฆแลพราหมณนั่ง | ๔ ๕ |
คน | ||||||
| ผู้มีบันดาศักดินา ๑๐๐๐๐ | ให้มีผู้นั่ง | ๙ ๑๐ |
คน | ||||||
| ผู้นา ๑๐๐๐ ถึงนา ๘๐๐ | ให้มีผู้นั่ง | ๗ ๘ |
คน | ||||||
| ถ้าเปนพิไนยกันแห่ง | ผู้มีนา๖๐๐ ถึงนา ๔๐๐ | ให้มีผู้นั่ง | ๕ ๖ |
คน | |||||
| ขุนหมื่นพันทนาย | ให้มีผู้นั่ง | ๔ ๕ |
คน | ||||||
| ไพร่เปนดี | ให้มีผู้นั่ง | ๓ ๔ |
คน |
แลให้ผู้นั่งนั้นให้เลงดูผู้อาพาธนั้นหนักหฤๅเบา ถ้อยคำผู้อาพาธซึ่งทำพิไนยกันนั้นยังปรกติอยู่หฤๅฟั่นเฟือน แลให้ผู้นั่งทังนี้ถามผู้อาพาธนั้นก่อน ถ้าผู้อาพาธนั้นถ้อยคำมิได้เปนปรกติฟั่นเฟือนอยู่ ท่านมิให้คงเปนพิไนยกันได้เลย ถ้าแลผู้นั่งนั้รนถามผู้อาพาธหนักถึงสามมื้อสามหน ถ้อยคำผู้อาพาธนั้นปรกติมิได้ฟั่นเฟือน แลทำพิไนยกันไว้แก่บุตรภิริยาญาติพี่น้องให้ทำบุญให้ทานให้เจ้าไทยพระสงฆ ถ้ามีผู้นั่งดั่งกล่าวไว้นี้ ท่านให้ฟังเอาได้เปนสิทคงโดยพิไนยกัน
ถ้าผู้นั่งทั้งนี้มิได้ถามผู้อาพาธ ๆ ทำแต่พิไนยกันไว้แก่บุตรภิริยาญาติพี่น้อง เมื่อผู้อาพาธอยู่นั้นกำหนฎท่านไว้ดั่งนี้
| ถ้า | ผู้มีบันดาศักดินา ๑๐๐๐๐ ทำพิไนยกันไว้ | พ้นเดือนหนึ่งกับ ๑๕ วัน | จึ่งถึงอนิจกัม | ||||
| พราหมทำพิไนยกันไว้ | พ้นเดือน ๑ กับ ๑๐ วัน | จึ่งถึงมรณภาพ | |||||
| ถ้านา ๑๐๐๐ มาถึงนา ๘๐๐ ทำพิไนยกันไว้ | พ้นเดือน ๑ กับ ๕ วัน | ||||||
| ถ้านา ๖๐๐ ถึงนา ๔๐๐ ทำพิไนยกันไว้ | พ้นเดือน ๑ กับ ๓ วัน | ||||||
| พันทนายไพร่เปนดีทำพิไนยกันไว้ | พ้นเดือน ๑ | จึ่งตาย |
| ท่านว่าฟังเอาพิไนยกันนั้นได้ อย่าได้เรียกเอามาแบ่งปันเลย เพราะว่าผู้อาพาธนั้นถึงแก่มรณภาพพ้นกำหนฎ ถ้าแลผู้อาพาธนั้นทำพิไนยกันไว้แก่ญาติพี่น้อง แลถึงแก่มรณภาพยังมิพ้นกำหนฎดั่งกล่าวไว้นี้ ท่านมิให้ฟัง ท่านว่าเพราะผู้นั่งมิได้ถามผู้อาพาธ ๆ สติฟั่นเฟือน ท่านให้เรียกคืนเอาทรัพยสิ่งของช้าม้าข้าคนไร่นาเรือกสวรในพิไนยกันนั้นแบ่งปันให้บุตรภิริยาญาติพี่น้องพ้องพันธุตามพระราชกฤษฎีกา ถ้าผู้นั่งนั้นถามผู้อาพาธ ๆ มีปรกติถ้อยคำยั่งยืนอยู่ถึง ๓ มื้อ ๓ หน แลผู้อาพาธถึงแก่มรณภาพแต่ใน ๒ ๓ ก็ดี ท่านว่าทรัพยนั้นคงเปนสิทแก่ผู้รับนั้น |
ถ้าแลผู้อาพาธนั้นได้ทำพิไนยกันให้ทำบุญให้ทานแก่เจ้าไทยพระสงฆ แลผู้อาพาธนั้นมรณภาพลงยังมิพ้นกำหนฎดั่งกล่าวมานี้ ท่านว่าอย่าให้เรียกเอาทรัพยนั้นคืนเลย เปนสิทแก่เจ้าไทยพระสงฆ แลทรัพยของเขาผู้มรณภาพนั้นให้ทำบุญให้ทานแก่เฃา
๕๐ มาตราหนึ่ง ผู้อาพาธนั้นมีทรัพยสิ่งของแก้วแหวนเงินทองสรรพทรัพยสิ่งใด ๆ แลเรียกเอาทรัพยนั้นออกมายื่นให้ถึงมือบุตรภรรยาญาติพี่น้องพ้องพันธุมิศหายทาษกรรมกรชายหญิง แลให้ทานทรัพยกับมือผู้อาพาธเองไซ้ แลบุตรภรรยาญาติพี่น้องพ้องพันธุมิศหายได้รับเอาทรัพยนั้นไปจากมือผู้อาพาธนั้นแล้ว แลมีเจ้าไทยพระสงฆผู้เถ้าผู้แก่ลุกนั่งรู้เหนด้วยเปนคำนับ ท่านว่าเปนสิทแก่ผู้ได้ทรัพยนั้น ถ้าแลผู้อาพาธถึงแก่มรณภาพไซ้ ท่านมิให้เรียกเอาทรัพยนั้นมาแบ่งปันเลย
๕๑ มาตราหนึ่ง ต่ำนา ๔๐๐ ลงมาถึงนา ๑๐ ไร่ตายไซ้ ให้ปันทรัพยมรดกเปน ๓ ภาค ๆ หนึ่งให้แก่ บิดา
มานดา ผู้ตาย ภาคหนึ่งให้แก่ ษามี
ภิริยา ผู้ตาย ภาคหนึ่งให้แก่ญาติพี่น้องลูกหลานเหลนลื่ผู้ตายซึ่งได้รักษาไข้ปลงศภตามสนิจแลห่าง
- ↑ เหลือฉะบับหลวงฉะบับเดียว คือ L16
- ↑ 2.0 2.1 ต้นฉะบับ: กฤษฎีา
- ↑ 3.0 3.1 ต้นฉะบับ: ศีร
- ↑ ต้นฉะบับ: ชึ่ง
- ↑ ต้นฉะบับ: ทร้พย
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า ได้ ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: คำว่า อัน ตกไป
- ↑ ต้นฉะบับ: ถึ่ง
- ↑ ต้นฉะบับ: ผ้ว
- ↑ ต้นฉะบับ: พฤฆามาต
- ↑ ต้นฉะบับ: แบง
- ↑ ต้นฉะบับ: ซรึ่ง
- ↑ ต้นฉะบับ: เสจ์
- ↑ 14.0 14.1 14.2 ต้นฉะบับ: หนึง
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ผ้” เป็น “ผู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “สิง” เป็น “สิ่ง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ทรัพ” เป็น “ทรัพย” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ผู” เป็น “ผู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ศัดิ” เป็น “ศักดิ ” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “ผู” เป็น “ผู้” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)
- ↑ มีใบบอกแก้คำผิดให้แก้ “พน้อง” เป็น “พี่น้อง” (เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ)