ประวัติวัดคุ้งตะเภา

จาก วิกิซอร์ซ
ประวัติวัดคุ้งตะเภา
โดย: เทวประภาส มากคล้าย
ประวัติวัดคุ้งตะเภา (เล่าให้ฟัง) หรือ ประวัติวัดคุ้งตะเภาเล่าให้ฟัง จาก เอกสารแนะนำวัดคุ้งตะเภา
Cquote1.png

เรื่องราวที่ท่านกำลังจะอ่าน ( หรือมองผ่าน ๆ ) ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวประวัติความทรงจำของวัดคุ้งตะเภา

ซึ่งผู้เขียนได้ยินได้ฟังมาจากที่ต่าง ๆ กรรมต่างวาระกัน นำมาประมวลเป็นเรื่องเล่าต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ

วัดคุ้งตะเภาเข้าไว้ เพราะไม่อยากให้กาลเวลาลบเลือนความทรงจำเก่า ๆ อันมีคุณค่ายิ่งนี้ไป

เนื่องจากประวัติเกี่ยวกับวัดและตำบลแห่งนี้มีน้อยเหลือเกิน เพียงแค่ไม่กี่บรรทัดหนังสือ

ผู้เขียนหวังว่า การนำเรื่องเล่าเก่า ๆ ของคนรุ่นปู่ย่ามาเรียบเรียงและร้อยเรื่องเข้าไว้

อย่างน้อยก็อาจจะทำให้เราเข้าใจถึงความเป็นมาของวัดและหมู่บ้านแห่งนี้ได้ดียิ่งขึ้นก็เป็นได้

ด้วยความปรารถนาดี...

(ความผิดพลาดบกพร่องในเรื่องใด ๆ ที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้ หากมี ผู้เขียนขอน้อมรับความผิดไว้ด้วยใจจริง)


Cquote2.png
เทวประภาส มากคล้าย เปรียญ. เอกสารแนะนำวัดคุ้งตะเภา ๒๕๔๙
บรรยกาศภายในวัดคุ้งตะเภา (ภาพถ่ายเก่าปี 2536 ก่อนการบูรณะอุโบสถครั้งใหญ่)

วัดคุ้งตะเภา ตั้งอยู่ที่ ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมือง จังหวัดอุตรดิตถ์


เนื้อหา

วัดคุ้งตะเภา[แก้ไข]

วัดคุ้งตะเภา เป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าเริ่มสร้างมาแต่สมัยใด แต่สันนิษฐานว่าน่าจะเริ่มมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษามาตั้งแต่สมัยอยุธยา มีเพียงหลักฐานสืบค้นได้เพียงว่ามีพระสงฆ์มาตั้งแต่สมัยกรุงธนบุรี [1] มีอายุสองร้อยกว่าปีเศษ


วัดคุ้งตะเภาในอดีต[แก้ไข]

ชื่อวัดเดิม[แก้ไข]

วัดคุ้งตะเภา สร้างติดอยู่ริมแม่น้ำน่านฝั่งตะวันออก มีชื่อเดิมว่า "วัดคุ้งสำเภา" เนื่องจากด้วยในสมัยก่อนมีเรือสำเภาแล่นขึ้นและล่องทำการค้าขายไปทางเมืองเหนือเป็นประจำ มีอยู่ปีหนึ่งน้ำขึ้นมากประกอบกับมีพายุฝนรุนแรงจึงมีเรือสำเภาลำหนึ่งได้แล่นมาถึงบริเวณที่เป็นหลังวัดในปัจจุบันและได้เกิดอัปปางลง

ชาวบ้านอาศัยเหตุนี้เป็นนิมิต จึงเรียกชื่อแถบนี้ในอดีตว่า "คุ้งสำเภา" และต่อมาได้มีผู้คนเข้ามาอาศัยอยู่สร้างบ้านเรือนและสร้างวัดขึ้นบริเวณคุ้งน้ำที่เรือสำเภาอัปปาง ชาวบ้านจึงเรียกขานวัดนี้ว่า “วัดคุ้งสำเภา” อยู่ในเขตปกครองของตำบลท่าเสา อำเภอบางโพ แขวงเมืองพิชัย

สภาพวัดในอดีต[แก้ไข]

บรรไดหน้าศาลาการเปรียญหลังเก่า ระบุปีที่สร้าง พ.ศ. ๒๔๘๓

สมัยกรุงธนบุรีเป็นราชธานีมีศาลาการเปรียญอยู่ริมแม่น้ำหลังหนึ่ง ชาวบ้านได้อาศัยศาลาหลังนี้เป็นที่ทำการศึกษาเล่าเรียนโดยมีพระเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ต่อมาได้มีครูเป็นฆราวาสทำการสอนแทน จนต่อมาภายหลังแม่น้ำน่านได้มีปริมาณเพิ่มสูงขึ้น ในฤดูน้ำหลาก จึงทำให้น้ำ กัดเซาะตลิ่งวัดจนถึงตัวศาลาการเปรียญ ชาวบ้านจึงได้ปรึกษากัน ทำการย้ายศาลาการเปรียญหลังเก่ามาสร้างขึ้นใหม่เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ซึ่งปรากฏหลักฐานที่ขอบอ่างน้ำบันไดประตูศาลาในปัจจุบันนี้

เป็นที่น่าสังเกตว่าบันไดทางขึ้นเดิมของศาลาหันไปทางแม่น้ำ ทั้งนี้ก็เนื่องด้วยว่าในสมัยก่อนชาวบ้านใช้แม่น้ำเป็นทางสัญจรไปมา ภายหลังแม่น้ำเปลี่ยนทิศทางเดินออกไปไกลจากวัดมากเกือบ ๕๐๐ เมตร จึงเกิดแผ่นดินงอกขึ้นมาหน้าวัดซึ่งเป็นท้องน้ำเดิม ขณะเดียวกัน ก็มีเกาะเกิดขึ้นหน้าวัดด้วยตรงบริเวณหน้าค่ายปัจจุบัน (มีเกร็ดในประวัติพระยาพิชัยดาบหักว่า เมื่อคราวท่านมาฝึกมวยที่บ้านท่าเสา ก็ได้อาศัยหาดทรายเกาะกว้างที่เป็นแผ่นดินงอกใหม่บริเวณหน้าวัดคุ้งตะเภานั่นเองเป็นที่ฝึกมวย)

ความเป็นมาของชื่อคุ้งตะเภา[แก้ไข]

บ้านคุ้งตะเภา หรือชื่อบ้านคุ้งสำเภาในอดีต

“คุ้งตะเภา” ถ้านักนิรุกติศาสตร์มาศึกษาคำว่าคุ้งตะเภา ก็คงจะสันนิษฐานว่าน่าจะมาจากคำว่า คุ้งสำเภา ตามหลักภาษาศาสตรเชิงประวัติ (Historical Linguistics) หรือการเพี้ยนของภาษา ที่เมื่อเรียกคำเฉพาะใดบ่อย ๆ เมื่อเวลาผ่านไป และเพื่ออาศัยความสะดวกในการเรียกขานจึงทำให้กลายมาเป็นคุ้งตะเภา ซึ่งทำให้เรียกได้ง่ายดี ไม่ต้องมา คู้งง สามม เภา เรียกง่ายไปเลย คุ้ง!ตะ!เภา! เหมือน เราเรียก อุดดิด ง่าย ๆ ไม่ต้อง อุตรดิตถ์ นั่นละมั้ง หรือเหมือน วังสีสูบ ที่แผลงมาจาก วังผีสูบ เนื่องด้วยแต่ก่อนบริเวณคุ้งน้ำน่านตรงนั้นมีคนจมน้ำตายประจำเพราะน้ำลึกและน้ำวน นานไปคนเรียกบ้านตรงนั้นว่าผีสูบก็คงน่ากลัว ก็เลยเพี้ยนซะเลย จึงกลายเป็นวังสีสูบแทนอย่างในปัจจุบัน หรืออย่างเมืองฝางสวางคบุรี ที่แต่เดิมเรียกกันว่า เมืองขวาง เพราะเป็นเมืองหน้าด่านในสมัยสุโขทัย ที่สมัยนั้นใครจะไปหลวงพระบาง,เวียงจันทร์ ต้องมาผ่านตรงนี้ก่อน พอนานเข้าก็คงเพี้ยนเลยกลายมาเป็น ฝาง หรือไม่ก็อาจจะถือว่าคำว่าขวางมันไม่เป็นมงคล บางคนว่าต้นฝางเยอะ แต่ผมก็ดูแถบนั้นก็ไม่ค่อยเห็นซักเท่าไร จะเห็นก็แต่ตามบ้าน แต่ก็น้อยต้นเต็มที ไอ้ที่จะนำต้นฝางมาตั้งเป็นชื่อเมืองก็คงจะไม่ใช่ คิดว่าน่าจะเป็นไปตามทฤษฎีแรกละมั้ง...

ความจริงคำว่า “คุ้งตะเภา” นี่น่าจะมีที่มาจากหลายความหมาย อาจจะมาจาก โค้งสำเภาล่ม คุ้งสำเภาล่ม แต่ทำไมถึงแผลงมาเป็น คุ้ง-ตะ-เภา ได้นี่ก็น่าเป็นที่แปลกใจสำหรับผู้ไม่รู้ที่มาที่ไปอยู่ คิดว่าคงเพื่อความสะดวกปาก จึงกลายเป็น คุ้งสำเภา และเมื่อเรียกกันนานเข้าจึงแผลงมาเป็น คุ้งตะเภา และเรียกกันเช่นนี้ตลอดมา ซึ่งมีหลักฐานว่าคนทั่วไปเรียกหมู่บ้านนี้ว่า คุ้งตะเภา มาตั้งแต่สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์แล้ว ดังปรากฎในเสภาตอนหนึ่งใน ขุนช้าง–ขุนแผน ตอนสมเด็จพระพันวษา พระราชทานนักโทษฉกาจให้แก่ขุนแผนเพื่อนำร่วมทัพไปรบกับเมืองเชียงใหม่ ซึ่งมี "อ้ายกุ้ง(ชาว)คุ้งตะเภา" ปรากฎตัวในรายชื่อ 35 นักโทษด้วย (ขุนช้างขุนแผนเป็นวรรณคดีที่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 โปรดเกล้าฯ ให้แต่งขึ้นในสมัยของพระองค์ โดยมีเค้าโครงเรื่องเดิมจากสมัยอยุธยา)

การตั้งหมู่บ้าน/พื้นเพคนคุ้งตะเภา[แก้ไข]

คนคุ้งตะเภานั้นต่างจากหมู่บ้านอื่น ๆ คือคนคุ้งตะเภาเป็นคนไทยเหนือ คนแถบท่าอิฐท่าเสาก็เป็นเป็นไทยเหนือแต่ออกจะเป็นจีนซะมาก เพราะเป็นย่านค้าขายใหญ่มาแต่โบราณ

พื้นเพคนคุ้งตะเภา[แก้ไข]

ภาพถ่ายเก่าชาวบ้านคุ้งตะเภาในอดีต (บริเวณหน้าศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภาหลังเก่า) เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งในสมัยนั้นใช้เป็นโรงเรียนประชาบาลของชาวบ้านคุ้งตะเภา มีคำอธิบายภาพว่า:"คณะกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ครู สมาชิก และกรรมการตำบล ร่วมกับราษฎร หมู่ที่ ๒,๓,๔ ที่เสียสละที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์ ในการตัดถนนสายบุ่งวังงิ้ว-หาดเสือเต้น เพื่อพัฒนาการท้องถิ่น ตำบลคุ้งตะเภา"

โดยพื้นเพของคนคุ้งตะเภานั้นเป็น “คนไทยเหนือ” ตามคำปากของคนในสมัยอยุธยา[2] คือเป็นคนไทยที่อยู่แถบเมืองพิษณุโลก ชัยนาท สุโขทัย ฯ โดยคนคุ้งตะเภานั้นมีสำเนียงการพูดแบบคนสุโขทัย และคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่บอกว่าคนที่มาตั้งหมู่บ้านคุ้งตะเภาเป็นทหารจากเมืองสุโขทัยที่เดินเท้าไปรบทางลาว เมื่อเดินทัพผ่านมาทางนี้เห็นเป็นที่อุดมสมบูรณ์ดีไม่มีใครจับจอง เมื่อเสร็จศึกจึงชวนกันมาตั้งหลักแหล่งอยู่อาศัยจนกลายมาเป็นหมู่บ้านใหญ่ในปัจจุบัน (ถนนจากห้าแยกป่าขนุนลงไปทางวัดใหม่เจริญธรรมลงไปท่าทรายชลิตดานั้นในอดีตเป็นร่องลึกเมื่อน้ำหลากน้ำก็จะท่วมเสมอ ๆ เพราะว่าเป็นทางเดินทัพโบราณเวลาข้ามแม่น้ำน่านก็จะมาขึ้นที่นี่ผ่านไปเมืองฝาง เสมอ ๆ ตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนสมัยกรุงธนบุรีเมื่อคราวปราบก๊กเจ้าพระฝางที่เมืองฝางสวางคบุรี ฝางสวางคบุรี สันนิษฐานว่าสมเด็จพระเจ้าตากสินและเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (ร.๑) ก็เคยเดินทัพผ่านมาทางนี้ด้วย) เมื่อประมาณ ๕๐ กว่าปีก่อนหมู่บ้านคุ้งตะเภายังเป็นหมู่บ้านเล็กมีไม่กี่หลังคาเรือน จากการสอบถามผู้สูงอายุในหมู่บ้าน ท่านประมาณว่ามีไม่เกิน ๔๐ หลังคาเรือน และนับถือกันว่าตระกูลดั้งเดิมที่มาลงหลักปักฐานสร้างบ้านเรือนในแถบนี้ ตั้งแต่สมัยแรกเริ่มคือสกุล อ่อนคำ, มากคล้าย และ รวยอบกลิ่น ซึ่งแม้กระทั่งในปัจจุบันนี้ คนทั้ง 3 สกุล ก็ยังเป็นสกุลใหญ่ในหมู่บ้าน และทั้งหมดก็เป็นญาติพี่น้องสืบสายกันลงมาทั้งสิ้น ในอดีตเมื่อประมาณ ๕๐ กว่าปีที่แล้ว ชาวบ้านคุ้งตะเภาเคยได้ร่วมใจกันสร้างศาลาบรรพบุรุษขึ้นมาหลังหนึ่ง ที่บริเวณเหนือศาลาการเปรียญวัดคุ้ง-ตะเภา เป็นศาลาหลังเล็ก ๆ ไม่ยกพื้น ภายในติดตั้งแผ่นกระดานไม้ เขียนไล่สายเหง้าลำดับวงศ์สกุลของชาวหมู่บ้านคุ้งตะเภา ตั้งแต่เริ่มต้นลงมาจนถึงลำดับสุด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ศาลาหลังนั้นรวมทั้งแผ่นกระดานไม้ที่จารึกไว้ได้สูญหายไปเสียนานแล้ว

สภาพหมู่บ้านในอดีต[แก้ไข]

สมัยก่อนบ้านคุ้งตะเภาเป็นหมู่บ้านเล็กมีไม่กี่หลังคาเรือน มีป่าไม้ใหญ่และสัตว์ชุกชุม โดยเฉพาะต้นไม้แถบนี้จะมีจำพวก ต้นสัก, ต้นยางต้นตะแบกใหญ่ ๆ เป็นจำนวนมาก ท่านเล่าว่าในแถบกลุ่มลานเกษตรกรคุ้งตะเภาในปัจจุบันนั้น ในอดีตเคยมีไม้ยางขนาดมหึมาอยู่ต้นหนึ่ง แต่ต่อมาได้ถูกตัดไปใช้ประโยชน์ เล่ากันว่าต้องใช้ช้างกว่า ๒๐ เชือกลากไปทีเดียว ซึ่งไม้ยางต้นนั้นสามารถนำไปสร้างอาคารเรียนได้ถึง ๔ โรงเรียน เช่น อาคารเรียนโรงเรียนวัดป่ากล้วย โรงเรียนบ้านคุ้งตะเภา และโรงเรียนบ้านหาดเสือเต้น ซึ่งก็นับว่าใหญ่พอดูเหมือนกัน ในปัจจุบันยังพอหลงเหลือต้นยางใหญ่ ๆ อยู่บ้างก็เห็นจะมีอยู่ ๓ ต้น แถบทางใต้วัดคุ้งตะเภา และเคยมีกลุ่มไม้สักต้นใหญ่ ๆ อยู่แถบหน้าโรงเรียนคุ้งตะเภา ซึ่งผู้เขียนยังทันเห็นก่อนจะถูกตัดไป คาดประมาณอายุต้นใหญ่สุดคงจะไม่ต่ำกว่า ๓-๔ ร้อยปี เพราะดูแล้วใหญ่มาก ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันความเป็นหมู่บ้านป่าได้เป็นอย่างดี ระยะหลังแถบนี้มีคนอพยพมาอยู่กันมากขึ้น จนภายหลังแบ่งออกเป็นหลายหมู่บ้าน อย่างบ้านป่าขนุนนี้ก็เป็นคนคุ้งตะเภาเดิม มีเชื้อสายเครือญาติใกล้ชิดกันกว่าหมู่บ้านอื่น ก็เพราะว่าพึ่งแยกออกมาตั้งหมู่บ้านใหม่ในภายหลัง

ภาพขบวนแห่นาคประเพณีในอดีตของบ้านคุ้งตะเภา สังเกตเห็นต้นไม้รกครึ้มและถนนยังเป็นดินลูกรังอยู่ ซึ่งปัจจุบันกลายเป็นถนน ๔ เลน (ถนนเอเชีย)ไปเสียแล้ว

จนต่อมาในช่วงระยะ ๔-๕๐ ปีที่ผ่านมา มีการตัดไม้ไปเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการโรงงานวังกะพี้ ถึงขนาดมีการทำรางรถเพื่อลากไม้ในแถบนี้ไปใช้ประโยชน์ จนทำให้พื้นที่บริเวณทิศตะวันออกของหมู่บ้านซึ่งอดีตเป็นป่ารกชัฏ มีต้นไม้ใหญ่ขึ้นหนาแน่น กลายเป็นพื้นว่างปล่าว ประกอบกับมีชาวบ้านเข้าไปหักร้างถางพงแบ่งเขตทำไร่นาด้วย ซึ่งปรากฎลำเหมืองส่งน้ำชลประทานเป็นประจักษ์พยานของกิจการตัดไม้กันอย่างเป็นล่ำเป็นสันของนายทุนในอดีต


ในอดีตแต่ดั้งเดิมนั้น หมู่บ้านคุ้งตะเภาตั้งอยู่บริเวณล่างวัดริมแม่น้ำน่าน คือบริเวณด้านทิศตะวันตกของวัดในปัจจุบัน บ้านเรือนส่วนใหญ่จะสร้างติดริมแม่น้ำที่เป็นส่วนที่งอกตะกอนน้ำพัดโบราณซึ่งมีน้ำท่วมถึงในฤดูน้ำหลาก เพื่อความสะดวกในการอุปโภคบริโภคและการคมนาคม บ้านเรือนชาวบ้านที่สร้างกันริมน้ำนั้นเป็นบ้านเรือนใหญ่ ๆ มีเสาสูงขนาดสามารถตำครกกระเดื่องได้ เพื่อให้สามารถอยู่อาศัยได้แม้ในยามฤดูน้ำหลาก ส่วนพื้นที่ตั้งหมู่บ้านในปัจจุบันนั้นมีเพียงบ้าน ๒-๓ หลังคาเรือน เพราะเป็นป่าใหญ่รกชัฏมีสัตว์ป่าอาศัยมากมาย โดยเฉพาะเก้งกวาง ไปจนกระทั่งเสือและช้าง ชาวบ้านคุ้งตะเภาบางคนในสมัยนั้นก็เลี้ยงช้างไว้ใช้งานด้วย การทำมาหากินก็ตามอัตภาพวิสัยไม่ถึงกับขนาดทำนาไร่กันเป็นล่ำเป็นสันอย่างในสมัยนี้ เพราะเป็นพื้นที่ป่าเสียมาก การหุงหาเนื้อปลาก็ไม่ลำบากเพราะเดินพ้นรั้วบ้านไปก็อาจเจอเสือตัวเป็น ๆ รออยู่ก็ได้ ในสมัยนั้นบ้านเรือนจะทำบันไดยก เมื่อถึงเวลาเย็นก็จะ “ขนครัว” นำสัตว์เลี้ยงขึ้นไปไว้บนเรือนด้วย เพื่อป้องกันอันตรายจาดสัตว์ป่าที่จะมาลักไปกิน จนเมื่อ ๕๐ กว่าปีนี้ ก็ยังมีเสือพลุกพล่านอยู่ หลวงปู่อู๋เล่าให้ฟังว่าตอนท่านยังเด็กเคยมีคนลงมาทำธุระส่วนตัวในตอนกลางคืน เห็นเสือนอนหมอบอยู่คิดว่าเป็นสุนัขที่ตนเลี้ยงไว้เลยเข้าไปใกล้หวังจะลูบหัว แต่กลับได้ยินเสียงเสือขู่คำราม วิ่งขึ้นเรือนแทบเอาชีวิตไม่รอดก็มี

ในอดีตนั้นเมื่อมีการจัดงานประเพณีหรือการละเล่นต่าง ๆ ก็มักจัดกันริมหาดทราย ซึ่งในอดีตนั้นมีหาดทรายใหญ่บริเวณเหนือกลุ่มเกษตรกรคุ้งตะเภาเป็นพื้นที่หลักในการละเล่นกิจกรรมต่าง ๆ

อันตัววัดคุ้งตะเภานั้น ชาวบ้านในอดีตคงคิดสร้างโดยถือคติสร้างวัดบน ”เนิน” ซึ่งเป็นส่วนที่น้ำท่วมไม่ถึง แต่ที่จริงแล้ว ส่วนที่ตั้งวัดเป็นพื้นที่ราบ ส่วนที่ตั้งหมู่บ้านริมน้ำเป็นเพียงที่งอกตะกอนแม่น้ำพัด ที่ยื่นออกไปจากตัววัดเดิม ในบริเวณที่ตั้งหมู่บ้านเก่านั้นจะมีน้ำท่วมถึงทุกปี แถบที่ตั้งหมู่บ้านเดิม(หลังวัด)เคยมีบุ่งน้ำ ซึ่งมีน้ำขังตลอดทั้งปีและมีปลาชุกชุมกว่าที่อื่น เมื่อถึงช่วงฤดูแล้งจะมีชาวบ้านและคนจากตำบลอื่นมาจับปลากันมาก บริเวณหลังบุ่งจะมีบ่อน้ำโบราณอยู่สำหรับใช้ดื่มกินและมี สะพานไม้ยาวทอดข้ามบุ่งจากวัดคุ้งตะเภาเพื่อลงไปใช้น้ำจากบ่อน้ำนั้น

ต่อมาในช่วงประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ฝนตกมาก มีน้ำท่วมครั้งใหญ่หลายรอบ ท่านว่ามีถึง ๓ หน และแต่ละหนน้ำท่วมหลากมาหนักมาก ถึงกับพัดโรงสีข้าวและบ้านเรือนไปก็มี ชาวบ้านจึงเริ่มย้ายบ้านจากบริเวณหลังวัดซึ่งเป็นที่งอกติดแม่น้ำน่านมาอยู่บริเวณที่ราบปรกติ ซึ่งในปัจจุบันสามารถสังเกตได้ว่า บ้านหลังเก่า ๆ ที่สร้างอยู่เรียบที่ลุ่มแม่น้ำเดิมนั้นจะย้ายขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๙๓ ทั้งสิ้น

ต่อมาไฟฟ้าเริ่มเข้ามาถึงหมู่บ้านในปี พ.ศ. ๒๕๑๖ รวมทั้งทางการได้ตัดผ่านหมู่บ้านหลายสาย โดยเฉพาะถนนสายเอเชียในปี พ.ศ. ๒๕๒๘ จึงทำให้ความเจริญย้ายจากแถบถนนเรียบแม่น้ำเดิมไปอยู่ในบริเวณพื้นที่ติดถนนสายใหม่แทน และหมู่บ้านคุ้งตะเภาก็เริ่มเจริญขึ้นมาเป็นลำดับดังที่เห็นในปัจจุบัน

ถ้าสังเกตดี ๆ ไม่ต้องแปลกใจ ที่หมู่บ้านข้าง ๆ คุ้งตะเภามีชื่อเป็นหมู่บ้านป่าทั้งนั้น อย่างบ้านป่าขนุน ป่ากล้วย หรือไม่ก็เป็นดงเสืออย่างบ้านหาดเสือเต้นเพราะแต่ก่อนคุ้งตะเภามีคนอยู่มาก่อน ดูได้จากวัดที่ตั้งมานานกว่าและต้นพระศรีมหาโพธิ์คู่วัดที่ปลูกมาหลายร้อยปี มีต้นใหญ่และเก่าแก่กว่าวัดในแถบนี้ทั้งสิ้น

มีเรื่องหนึ่งที่นับว่าน่าเสียดายก็คือในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๑๓ มีการย้ายการโรงเรียนประชาบาล จากเดิมที่ทำการสอนอยู่ที่ศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภา แยกไปตั้งเป็นโรงเรียนเป็นหลักแหล่ง ในคราวนั้นมีผู้เสนอให้ใช้พื้นที่บริเวณพื้นที่ป่าหลังหมู่บ้าน ซึ่งมีพื้นที่นับร้อยไร่สร้างเป็นโรงเรียน แต่เนื่องจากสมัยนั้นบ้านคุ้งตะเภายังไม่เจริญและบริเวณนั้นยังไม่มีถนนสาย เอเชียตัดผ่าน จึงไม่ได้สร้างโรงเรียนบริเวณนั้น เพราะชาวบ้านคุ้งตะเภากลัวว่าถ้าสร้างบริเวณนั้นโรงเรียนจะอยู่ไกลบ้าน ซึ่งลูกหลานที่ไปเรียนอาจจะได้รับอันตรายจากการเดินทางได้ ก็เลยตกลงกันให้สร้างโรงเรียนอยู่หลังวัดคุ้งตะเภาติดกับป่าช้า ซึ่งมีพื้นที่เพียง ๒ ไร่ ถ้าหากสมัยนั้นตกลงกันสร้างโรงเรียนในพื้นที่สวนป่าร้อยไร่ ปัจจุบันโรงเรียนคุ้งตะเภาคงจะเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ที่สุดในอำเภอเมืองอุตรดิตถ์ไปแล้ว

การสัญจรของชาวคุ้งตะเภาในสมัยก่อน[แก้ไข]

โค้งสำเภาล่ม หลังวัดคุ้งตะเภาในปัจจุบัน เป็นที่มาของชื่อบ้านคุ้งตะเภา

แต่เดิมนั้นทางสัญจรด้วยรถยังไม่สะดวก ใช้แต่เรือสัญจรไปมาสะดวกกว่า และเพราะสมัยก่อนไม่มีประปาอย่างปัจจุบันนี้ บ้านเรือนก็เลยต้องตั้งเรียงอยู่แถบริมน้ำ รวมทั้งแถบป่าหลังวัดไปเป็นป่าใหญ่มีสัตว์ชุกชุมมีแต่อันตราย จึงตั้งบ้านเรือนกันแถบริมน้ำ สะดวกดีทั้งการกินการอยู่การเดินทาง ในสมัยกว่าห้าสิบปีมาแล้วยังคงมีเรือมอญเรือสำเภาจีนเรือสินค้าต่าง ๆ ขึ้นมาทำการค้าขายเสมอ ๆ ในช่วงฤดูน้ำหลาก ท่านเล่าว่าเรือ

สำเภาจีนจะเป็นเรือใหญ่ ผ้าใบเรือขาวโพลนมาแต่ไกล มีขอบผ้าสีเขียว เรือเหล่านี้คราวขึ้นก็อาศัยกางผ้าใบเรือรับลมใต้พัดขึ้นมา เมื่อคราวล่องก็อาศัยหุบผ้าใบล่องตามน้ำกลับ โดยจะขึ้นมาทำค้าขายถึงแค่แก่งน้ำในเขตท่าปลา เพราะเรือจะติดแก่งไม่สามารถขึ้นไปต่อได้ และจะมีการรับสินค้าขึ้นระแทะควายไปค้าขายทางเมืองน่านต่อไปจนสุดที่เมืองหลวงพระบาง

อดีตนั้นมีทางสาธารณะสำคัญอยู่เส้นหนึ่ง คือทางหลังวัดในปัจจุบัน เป็นทางดินเป็นเส้นยาวไปจนถึงป่ากล้วยพระฝาง ผู้เฒ่าผู้แก่ท่านก็ใช้ทางดินนี้สัญจรไปมาหากัน แต่ปัจจุบันเลิกใช้กันไปแล้ว แต่บางจุดก็ยังใช้กันอยู่ บางจุดก็โดนน้ำซัดจมไปกับตลิ่งแล้วก็มี ในอดีตนั้น หน้าวัดคือหลังวัดหลังวัดคือหน้าวัด การที่ประตูหลังศาลาการเปรียญซึ่งสร้างมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๒ สร้างหันไปทางแม่น้ำแทนที่จะสร้างหันมาทางที่ตั้งหมู่บ้านปัจจุบัน และถูกบรรพบุรุษเรียกว่า “หน้าศาลา” จึงไม่เป็นเรื่องแปลก

ดงสัตว์ป่าในอดีต[แก้ไข]

พระอาจารย์อู๋เล่าว่าอดีตแถบคุ้งตะเภาเป็นป่าทึบเป็นดงกวาง เหนือขึ้นไปบนเขาแถบแม่เฉยเป็นดงเสือ คนเฒ่าคนแก่เล่ากันมาว่าแต่ก่อนจะออกจากบ้านเวลากลางคืน ต้องระวังเพราะบางครั้งอาจจะได้เจอกับเสือ ซึ่งก็น่าคิด อย่างชื่อหมู่บ้านหาดเสือเต้น ในประวัติเขาเล่ามาว่า ทุก ๆ วันขึ้น ๑๕ ค่ำ จะมีคนเห็นเสือมาเต้นอยู่ริมหาดน้ำน่านเป็นประจำ ซึ่งก็น่าจะจริงในเรื่องเสือเพราะอยู่ใกล้กับเขาแม่เฉยเพียงข้ามน้ำเลยไปหน่อยเดียว

อันที่จริงการที่แต่ก่อนแถบนี้มีสัตว์ใหญ่เยอะ เพราะแต่ก่อนนั้นแถบนี้เป็นป่าทั้งสิ้น บริเวณกลางนาสุดลุกหูลุกตาในปัจจุบันอดีตเป็นป่ารังป่าแดงรกครึ้มทั้งนั้น แถบนี้แต่ก่อนต้นสักต้นยางเยอะเรียกว่าเป็นดงเลยก็ได้เรียกว่าอุดมสมบูรณ์มาก ( ต่อมาทางการมาตัดถนนสายเอเชีย ต้องโค่นต้นสักต้นยางไปไม่รู้เท่าไร แต่ละต้นท่านเล่าว่า ๒-๓ คนโอบขึ้นไปทั้งนั้น ) ถ้าสังเกตก็อย่าแปลกใจเลยว่าทำไมป่าช้าจึงมาอยู่ติดถนนใหญ่ ทำไมบ้านไม้เก่าของปู่ย่าตายายจึงมาอยู่ติดริมแม่น้ำเดิมไกลถนนใหญ่ เนื่องด้วยตัวหมู่บ้านในสมัยก่อนจะสร้างติดถนนเลียบแม่น้ำน่าน ซึ่งก็คือถนนหลังวัดในปัจจุบันนั่นเองอันเป็นเส้นทางสายหลักที่จะใช้ติดต่อไปมาหาสู่กันในอดีต


ความเจริญของหมู่บ้านและวัดในอดีต[แก้ไข]

ศาลาการเปรียญหลังเก่า

หลักฐานความเจริญในหมู่บ้านคุ้งตะเภาสมัยก่อน ปัจจุบันนี้ยังพอมีหลักฐานเป็นบ้านเก่า ๆ ของพ่อทวดปู่ทวดให้เห็นอยู่บ้าง

แต่ในวัดคุ้งตะเภาบริเวณวัดในสมัยก่อน (หลังวัดสมัยปัจจุบัน) สิ่งที่เหลืออยู่ก็คงเป็นศาลาการเปรียญหลังเดียว เนื่องจากอดีตสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ ทำด้วยไม้ เวลาผ่านไปก็ผุพังเสื่อมสลายไปตามธรรมชาติพร้อม ๆ กับการเปลี่ยนเส้นทางคมนาคมใหม่ คงจะมีแต่ศาลาการเปรียญหลังนี้หลังเดียวที่เป็นประจักษ์พยานบอกเล่าทางวัตถุของปู่ย่าตายายที่พอจะเทียบเคียงถึงความเป็นไปในอดีตเมื่อเกือบร้อยกว่าปีได้

แต่ก่อนเมื่อหลังวัดยังเป็นหน้าวัด ท่านเล่าว่ามีสะพานไม้ท่าน้ำ กุฏิพระ ศาลาการเปรียญ รวมทั้งหอสวดมนต์หลังเก่าด้วย ปัจจุบันก็เหลืออยู่สิ่งเดียวคือศาลาการเปรียญซึ่งย้ายหนีน้ำขึ้นมาข้างบน (ท่านบอกว่ามีไม้เก่าจากศาลาเดิมด้วย) และมีแต่เพียงหอสวดมนต์เก่าซึ่งปัจจุบันพังไปแล้ว ที่พอจะเทียบเคียงที่ตั้งได้ ซึ่งท่านบอกว่าเคยมีที่ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณทิศตะวันตกของศาลา บริเวณต้นตาลใหญ่ปัจจุบัน (ตาลต้นนี้เชื่อว่าน่าจะเป็นตาลที่ชาวบ้านนำมาประกอบพิธีในวัดแล้วทิ้งไว้ใกล้หอสวดมนต์) ตาลนั้นอยู่บริเวณบันไดทางขึ้นหอสวดมนต์ ลักษณะหอตามที่ได้ฟังมาเป็นเรือนไม้สักทรงไทยกว้างใหญ่ ๑๘ เสา หน้าต่างเป็นแบบสลักเลื่อนโบราณ เป็นทั้งหอฉันหอนั่งหอสวดมนต์ มีช่อฟ้าใบระกา ประดิษฐานพระพุทธรูป และมีกุฎิสงฆ์ไม้สักเข้าลิ่มแบบโบราณ รื้อทิ้งเสียนานแล้ว (น่าจะประมาณ ๔๐ กว่าปีก่อน) เพราะไม้ผุพังจนไม่สามารถบูรณะได้ หลวงปู่อู๋เล่าว่าเมื่อท่านเคยเป็นเด็กวัดเมื่อกว่าห้าสิบปีก่อน กระดานกุฎิสงฆ์ก็ชำรุดเป็นช่องโหว่ประปรายไปทั่วแล้ว ซึ่งกุฎิสงฆ์นี้ยังพอมีผนังไม้เก็บไว้ใต้ถุนศาลาไว้ให้เห็นเป็นพยานอยู่จนปัจจุบัน

ประวัติพุทธศาสนวัตถุสถานและเกร็ดเล่าขานในวัดคุ้งตะเภา[แก้ไข]

พระพุทธสุวรรณเภตรา (หรือหลวงพ่อสุวรรณเภตรา)[แก้ไข]

หลวงพ่อสุวรรณเภตรา เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ หล่อด้วยสัมฤทธิ์ปางมารวิชัย มีพุทธลักษณะสมัยสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ ณ อุโบสถวัดคุ้งตะเภา ตำบลคุ้งตะเภา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์

พระพุทธสุวรรณเภตรา ได้หล่อขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2489 โดย พระครูธรรมกิจจาภิบาล (กลม) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอยท่าเสาอยู่ในขณะนั้น ได้ปรารภให้จัดสร้างพระพุทธรูปขึ้น เพื่อนำไปประดิษฐานเป็นพระประธานในอุโบสถวัดคุ้งตะเภาที่ได้สร้างขึ้นใหม่

โดยได้ทำพิธีเททองหล่อขึ้น ณ วัดดอยท่าเสา โดยมีพระเกจิอาจารย์ที่เป็นที่นับถือเลื่อมใสในขณะนั้นนั่งปรกอธิษฐาน ในการหล่อครั้งนั้นมีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธานำโลหะมีค่าต่าง ๆ เช่นทองคำ เงิน ฯลฯ มาร่วมถวายหล่อเป็นพุทธบูชาเป็นจำนวนมาก

และเมื่อหล่อเสร็จ ก็ปรากฏว่าทองคำได้แล่นลงที่เศียรพระ มากอย่างน่าอัศจรรย์ จึงปรากฏองค์พระพุทธรูปซึ่งกอปรไปด้วยพุทธสิริศุภลักษณะมีพระพักตร์อิ่ม เอิบสุกปลั่งประดุจดั่งทองคำ (ซึ่งเมื่อผู้ใดมองไปที่พระพักตร์ขององค์ท่านก็จะทราบด้วยตนเองว่า พระพุทธรูปองค์นี้ "ยิ้มได้" อย่างน่าอัศจรรย์ )


อภินิหาร[แก้ไข]

มีเรื่องเล่าที่ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่ากันสืบมาด้วยความศรัทธาว่า ในวันที่ทำพิธีอัญเชิญหลวงพ่อมาทางน้ำเพื่อมาประดิษฐานที่อุโบสถวัดคุ้ง ตะเภา ปรากฏว่าวันนั้นมีพายุฝนรุนแรงมาก แต่เมื่ออัญเชิญองค์หลวงพ่อขึ้นฝั่งก็ปรากฏว่าฝนที่กำลังตกหนักอย่างไม่มี ทีท่าว่าจะหยุดตกกลับพลันหยุดตกทันที และเมฆฝนที่ปกคลุมอาณาบริเวณมณฑลพิธีกลับพลันสลาย และแดดกลับออกจ้าอย่างน่าอัศจรรย์ใจแก่ผู้ร่วมพิธีในวันนั้นเป็นอย่างยิ่ง

หลวงพ่อสุวรรณเภตรา หรือที่แปลว่า หลวงพ่อสำเภาทอง เป็นพระนามที่ชาวบ้านคุ้งตะเภาได้ขนานถึงด้วยความเลื่อมใสศรัทธานับถือมา ช้านาน ประวัติความเป็นมาอภินิหารความศักดิ์สิทธิ์ของพระพุทธรูปองค์นี้และวัตถุ มงคลที่สร้างขึ้นเนื่องด้วยองค์ท่าน เป็นที่นับถือเลื่องลือ เห็นได้จากการกล่าวขานเลื่องลือถึงฤทธานุภาพความศักดิ์สิทธิ์แคล้วคลาดด้วย บารมีแห่งผู้ที่เคารพบูชาวัตถุมงคล เนื่องด้วยองค์ท่านอยู่เนือง ๆ และการที่มีผู้มาบนบานและแก้บนองค์หลวงพ่ออยู่เป็นประจำมิว่างเว้น

วัตถุมงคลเนื่องด้วยพระพุทธสุวรรณเภตรา[แก้ไข]

วัดคุ้งตะเภาได้จัดสร้างวัตถุมงคลเหรียญหลวงพ่อสุวรรณเภตรา เพื่อมอบเป็นที่ระลึกแก่ผู้ร่วมสมทบทุนบูรณะอุโบสถเป็นรุ่นแรกใน ปี พ.ศ. 2538 และจัดสร้างเหรียญหลวงพ่อสุวรรณเภตราเพื่อมอบแก่ผู้มีจิตศรัทธาและพุทธ ศาสนิกชนผู้เลื่อมใสในโอกาสที่ทางวัดได้จัดให้มีงานทำบุญฉลองซุ้มประตูใหญ่ ใน ปี พ.ศ. 2545 เป็นรุ่นที่สอง

สำหรับเหรียญวัตถุมงคล รุ่นบูรณะโบสถ์ นั้นจัดสร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2538ด้วยเนื้อโลหะสุวรรณชาดรมดำ ผสมโลหะศักดิ์สิทธิ์ มี 2 แบบคือ เหรียญรูปไข่ และเหรียญทรงอาร์ม มีห่วงคล้อง


สำหรับเหรียญวัตถุมงคล รุ่นสร้างซุ้มประตู นั้นจัดสร้างเมื่อ ปี พ.ศ. 2545 ด้วยเนื้อโลหะสุวรรณชาดรมดำ มีทรงเดียวคือ เหรียญทรงอาร์ม มีห่วงคล้อง ใส่ตลับพลาสติกปั้มลายทอง

วัตถุมงคลที่วัดคุ้งตะเภาได้จัดสร้างขึ้นทั้งหมดนั้น ได้รับการปลุกจิตอธิษฐานและผ่านพิธีพุทธาภิเษกจาก พระเดชพระคุณ พระนิมมานโกวิท (หลวงปู่ทองดำ) ทุกรุ่น และทุกรุ่นมิได้จัดสร้างขึ้นเพื่อมุ่งหารายได้ ดังนั้นจึงนับได้ว่า เหรียญและล็อกเก็ตหลวงพ่อสุวรรณเภตรานี้ เป็นวัตถุมงคลที่สร้างขึ้นด้วยเจตนาอันบริสุทธิ์อย่างแท้จริง ควรค่าแก่การเคารพบูชาและนำติดตัวเพื่อเป็นขวัญกำลังใจ เป็นเครื่องเตือนสติให้พุทธศาสนิกชนผู้บูชาได้รำลึกถึงคุณของ พระรัตนตรัย และเป็นเครื่องหมายแห่งความยึดมั่นในองค์คุณแห่งผู้มีสัมมาทิฐิและเลื่อมใส ศรัทธาในพระบวรพุทธศาสนาสืบไป

ดูเพิ่มได้ที่ ประวัติหลวงพ่อสุวรรณเภตรา

พระพุทธสุโขทัยไตรโลกเชษฐ์ ฯ (หรือหลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์)[แก้ไข]

ภาพถ่ายภายในอุโบสถหลังเก่าก่อนการบูรณะ ขณะกำลังทำการบรรพชาสามเณรหมู่ ในปีพ.ศ. ๒๕๓๖ องค์หลวงพ่อสุโขทัยฯ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสัมฤทธิ์ (ไม่ปิดทอง) เคยประดิษฐานอยู่ข้างพระประธานด้านซ้ายล่าง (ในรูป) ก่อนจะถูกย้ายไปเก็บรักษาไว้ในสถานที่ปลอดภัยจนถึงปัจจุบัน เป็นภาพถ่ายเก่าขององค์หลวงพ่อเท่าที่หาได้


เมื่อเอ่ยถึง หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ คนคุ้งตะเภาหรือแม้กระทั่งคนที่เคยอยู่วัดคุ้งตะเภา ก็อาจจะสงสัยว่า เป็นพระพุทธรูปองค์ใดในวัดนี้ เพราะไม่เคยได้ยินหรือได้พบพระพุทธรูปองค์ที่ว่านี้ซักครั้ง เพราะว่าพระพุทธรูปองค์นี้อยู่ในการรับรู้ของคนเพียงไม่กี่คน ถึงแม้ว่าจะเคยประดิษฐานให้เป็นที่สักการบูชาสำหรับประชาชนทั่วไปมาชั่วเวลาหนึ่ง แต่ก็ยังไม่เคยมีการเปิดเผยว่าเป็นพระพุทธรูปโบราณอายุหลายร้อยปี

พระพุทธลักษณะวินิจฉัย[แก้ไข]

พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปโบราณ ศิลปะสมัยสุโขทัย ซึ่งควรพิจารณาจากพระพุทธลักษณะของพระพุทธรูปในตระกูลช่างสมัยสุโขทัยซึ่งมีสามยุคด้วยกัน จึงขอยกข้อความในหนังสือโบราณคดีของหลวงบุริบาลบุรีภัณฑ์ที่ท่านได้วินิจฉัยแบ่งยุคศิลปะของพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยไว้เพื่อเป็นความรู้เพิ่มเติมดังนี้[3]

"ยุคแรก นิยมทำดวงพระพักตร์กลมแบบพระพุทธรูปลังกา อย่างเช่นพระพุทธรูปลังกา ดังเช่นพระพุทธรูปพระอัฏฐารสศรีสุคตทศพลญาณบพิตร ที่ประดิษฐานอยู่บนชุกชีในพระวิหารวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร กรุงเทพมหานคร ซึ่งอัญเชิญมาจากวัดวิหารทอง เมืองพิษณุโลก

ในยุคกลาง หรือ ยุคที่ ๒ เมื่อฝีมือช่างไทยเชี่ยวชาญขึ้นจึงได้ดัดแปลงแก้ไขแบบใหม่ ทำดวงพระพักตร์ยาว พระหนุเสี้ยม เส้นพระศกขมวดก้นหอย พรงขนงโก่ง พระนาสิกงุ้ม หัวพระถันโปน ชายสังฆาฏิยาวตรงปลายเป็นสองแฉกย่นเป็นเขี้ยวตะขาบ นั่งสมาธิราบปางมารวิชัย (สดุ้งมาร)

และใน ยุคที่ ๓ หรือ ยุคหลัง สันนิษฐานว่าเนื่องจากในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไทย ซึ่งพระองค์ได้ทรงรับเอาเป็นธุระบำรุงกิจในพระพุทธศาสนายิ่งกว่าในรัชกาลก่อน ๆ จึงให้เสาะแสวงหาช่างฝีมือดีทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้มาประชุมปรึกษากันเพื่อหาหลักฐานพระพุทธลักษณะในพระคัมภีร์พระไตรปิฎกประกอบ จึงได้เกิดพระพุทธรูปแบบสุโขทัยขึ้นอีกอย่างหนึ่งคือ ทำวงพระพักตร์เป็นรูปไข่ หรือทำนองผลมะตูมคล้ายแบบอินเดียเดิม และแก้ไขพระพุทลักษณะไปตามตำราเช่นนิ้วพระหัตถ์ยาวเสมอกันทั้ง ๔ นิ้ว เป็นต้น ดังเช่นพระพุทธชินราช วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เมืองพิษณุโลก และพระพุทธชินสีห์ซึ่งได้อัญเชิญไปประดิษฐานยังวัดบวรนิเวศนิหาร กรุงเทพมหานครปัจจุบันนี้"

อาศัยข้อสันนิษฐานจากพระพุทธลักษณะขององค์หลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ประกอบกับเกณฑ์การแบ่งยุคพระพุทธรูปสมัยสุโขทัยข้างต้นนี้ จึงสันนิษฐานว่าหลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ของวัดคุ้งตะเภาองค์นี้ได้สร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยยุคที่ ๑ หรือยุคแรก ในราว พุทธศตวรรษที่ ๑๗ ถึง พุทธศตวรรษที่ ๑๘ คำนวนอายุที่สร้างองค์หลวงพ่อก็นับว่าไม่น้อยกว่า ๘๐๐ ปีมาแล้ว[4]

แต่ก็นับว่าเป็นที่น่าแปลกทั้ง ๆ ที่พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่ แล้วทำไมพระพุทธรูปโบราณที่น่าจะมีอายุไม่ต่ำกว่า ๘๐๐ ปี ขนาดนี้ จึงได้มาอยู่ในวัดที่พึ่งสร้างมาเพียง ๒๕๐ กว่าปีได้

ก็ขอร่ายนอกเรื่องทำความเข้าใจเสียก่อนว่า ในสมัยสุโขทัย ซึ่งนักศิลปะได้ยกย่องว่าเป็นยุคทองแห่งศิลปะ หรือเรียกได้ว่าเป็นยุคคลาสสิกของไทย เพราะคนสมัยนั้นมีความวิจิตรประณีตบรรจงในการสร้างสรรค์งานศิลปะขึ้น ด้วยเป็นยุคเริ่มแรกของศิลปะของไทยเรา อีกทั้งยังเป็นสมัยที่ “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” ชาวประชามีศีลธรรม จึงทำให้ “อารมณ์” แห่งความสุขเหล่านั้นปรากฏในงานศิลปะต่าง ๆ ที่สำคัญ เช่นพระพุทธรูป อย่างที่เราได้เคยเห็นพระพุทธชินราช ซึ่งมีความสวยงามและได้รักยกย่องว่าเป็นเอกอุของศิลปะชั้นสูงของไทย ซึ่งก็ได้ทำการสร้างขึ้นในสมัยสุโขทัยเช่นเดียวกัน

ดังนั้นงานด้านศิลปะ หรืองานในการสร้างพระพุทธรูปอันเป็นรูปเคารพที่สำคัญจึงเป็นสิ่งที่ถูกให้ความสำคัญมาก เพราะเป็นหนึ่งศูนย์รวมจิตใจของชุมชน ไปจนถึงระดับเมืองหลวงอย่างพระพุทธชินราช หรือพระมหาสุวรรณปฏิมากร (ซึ่งสร้างด้วยทองคำแท้) เช่นเดียวกันกับหลวงพ่อสุโขทัยสัมฤทธิ์ ของวัดคุ้งตะเภาเรา ซึ่งผู้เขียนได้เคยเห็นและได้พิจารณาดูแล้วว่ามีความงามเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวอย่างสุโขทัย และยังกอปรด้วยพุทธศิลป์ที่แฝงไว้ด้วยความเมตตา ถึงแม้พระพุทธรูปองค์นี้จะได้ผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านช่วงเวลาอันยาวนาน ผ่านการถูกปิดบังซ่อนเร้นจากข้าศึก ผ่านสงคราม และผ่านการถูกทำลายด้วยลูกระเบิดจากสัมพันธมิตรมาแล้วก็ตามที

มิแปลกเลยที่ท่านอาจจะอดสงสัยไม่ได้ว่า พระพุทธรูปองค์หนึ่งจะมีประวัติอันโชกโชนได้อย่างไร...

ประวัติ (แรกสร้างในสมัยสุโขทัย ถูกซ่อนเร้นจากผู้ศรัทธา)[แก้ไข]

ปฐมบทสันนิษฐานความเป็นมาของหลวงพ่อสุโขทัยองค์นี้น่าจะเริ่มจาก เป็นพระพุทธรูปองค์ใดองค์หนึ่งที่เป็นที่สักการะของชาวสุโขทัยในอาณาจักรสุโขทัยซึ่งมีความรุ่งเรืองและรุ่มรวยด้วยอารยธรรม ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๗ – ๑๘ เมื่อต่อมามีการสงครามรบทัพจับศึกโกลาหลจนถึงขั้นเสียเมือง ชาวบ้านที่มีใจศรัทธาไม่ต้องการให้พระพุทธรูปอันเป็นที่เคารพรักและหวงแหนตกไปอยู่ในมือของข้าศึก หรือกระทั่งถูกตัดไปหลอมเป็นยุทธภัณฑ์ จึงได้ร่วมใจกันพอกปูนลงรักไว้เพื่ออำพรางปิดบังข้าศึกมิให้รู้ว่าองค์หลวงพ่อสุโขทัยที่แท้จริงสร้างด้วยโลหะสัมฤทธิ์ เพราะสมัยนั้นโลหะเป็นที่ต้องการของบรรดาข้าศึกเป็นอย่างมากในสมัยสงคราม ที่จะนำไปตีเป็นดาบหรือกระทั่งหล่อเป็นปืนใหญ่ ซึ่งถ้าหากมิได้พอกปูนอารักขาภัยไว้ องค์พระพุทธรูปก็อาจจะประสบชะตากรรมร้ายอันมิอาจหลีกเลี่ยงก็เป็นได้ ดังนั้นจึงนับว่าเป็นความชาญฉลาดของคนโบราณในอันที่จะรักษาไว้ซึ่งสิ่งที่ตนเคารพรักและหวงแหนด้วยกุศโลบายอันแยบยล ดังนั้นหลวงพ่อสุโขทัยจึงรอดพ้นเงื้อมมือของข้าศึกมาได้ แต่องค์หลวงพ่อสุโขทัยก็ต้องถูกปิดบังความจริงเอาไว้เพื่อความปลอดภัยมานานร้อย ๆ ปี นับแต่บัดนั้น เพราะนับจากสิ้นยุคของอาณาจักรสุโขทัยอันรุ่งเรือง สมัยก็ก้าวล่วงเข้าสู่ยุคอาณาจักรอยุธยา สิ้นแสงแห่งความรุ่งเรืองแห่งยุครุ่งอรุณแห่งความสุขนับแต่นั้น พร้อม ๆ กับองค์หลวงพ่อสุโขทัยที่ถูกทิ้งร้างในโบราณสถานร้างอันรกทึบ ปราศจากคนเหลียวแล

สมัยรัตนโกสินทร์ (หลังถูกทอดทิ้ง กลายเป็นพระฯ ที่ถูกเลือก)[แก้ไข]

จวบจนยุคสมัยก้าวล่วงเข้าสู่ต้นกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชรัชกาลที่ ๑ ทรงทอดพระเนตรเห็นพระพุทธรูปซึ่งอยู่ตามหัวเมืองต่าง ๆ ทั้งที่เป็นพระปูน พระโลหะ ซึ่งถูกทอดทิ้งไว้อย่างน่าเวทนา จึงทรงมีพระราชดำริให้ชะลอพระพุทธรูปซึ่งถูกทอดทิ้งตามวัดร้างและสถานที่ต่าง ๆ ทั่วพระราชอาณาเขต นำมารวบรวมไว้ในพระนครเพื่อรอนำประดิษฐานไว้ในที่อันสมควรแก่การสักการบูชา โดยมีการอัญเชิญพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่าง ๆ มายังกรุงเทพมหานคร มากกว่า ๑,๒๔๘ องค์ (หนึ่งพันสองร้อยสี่สิบแปดองค์) ซึ่งพระพุทธรูปปูนปั้นหุ้มหลวงพ่อสุโขทัยก็คงจะถูกอัญเชิญมาในคราวเดียวกันนี้ ในการนั้น ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณ โปรดฯ ให้ประดิษฐานพระพุทธรูปจากหัวเมืองต่าง ๆ ที่ได้รวบรวมมาประดิษฐานไว้ ณ พระระเบียงวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ที่ทรงบูรณปฏิสังขรณ์เสร็จสิ้นในปี พ.ศ. ๒๓๔๔

ประดิษฐานยังวัดราชบุรณะ (วัดเลียบ)[แก้ไข]

พระปรางค์องค์เดิม(สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ ๓) วัดราชบุรณราชวรวิหาร ศาสนสถานแห่งเดียวที่รอดจากระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร

ปี พ.ศ. ๒๓๓๖ พระสัมพันธวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงเทพหริรักษ์ พระโอรสในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระศรีสุดารักษ์พระพี่นางเธอในรัชกาลที่ ๑ ทรงทำการบูรณปฏิสังขรณ์วัดเลียบเสร็จแล้วพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระราชทานนามวัดว่า "วัดราชบุรณราชวรวิหาร" ตามนามวัดราชบุรณะซึ่งเป็นวัดคู่เมืองราชธานีตลอดมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย และได้มีพระบรมราชูปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์ด้วย

กาลผ่านมาจน ในรัชกาลที่ ๒ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถอนสีมาวัดเลียบเก่า แล้วสร้างพระอุโบสถและพระวิหารใหม่ พร้อมกับทำการสร้างพระระเบียงล้อมรอบพระอุโบสถ ภายในนำพระพุทธรูปซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นำมาจากหัวเมืองรวม ๑๖๒ องค์ มาประดิษฐานไว้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือองค์หลวงพ่อสุโขทัยด้วย

รอดจากระเบิดสัมพันธมิตร[แก้ไข]

กาลล่วงเลยมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๘๘ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ ๒ วัดราชบุรณะถูกระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร[5] ทำให้พระอุโบสถ พระวิหาร และ กุฏิเสนาสนะ เสียหายมาก คณะสังฆมนตรี และคณะรัฐมนตรีขณะนั้นมีมติว่า สมควรยุบเลิกวัดเสีย จึงนำความกราบบังคมทูล และได้ยุบเลิกตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๘๘ เมื่อถูกยุบเลิก ทางวัดได้อนุญาตให้วัดต่าง ๆ ในหัวเมือง อัญเชิญพระพุทธรูปที่พระระเบียงที่รอดจากการถูกทำลาย ไปประดิษฐานยัง วัดของตนได้ตามแต่ประสงค์[6] หลังจากสงครามสงบลงในปีเดียวกัน พระพุทธรูปเหล่านั้นจึงกระจายไปอยู่ตามวัดต่าง ๆ

ชะลอขึ้นมายังอุตรดิตถ์[แก้ไข]

วัดคุ้งตะเภาซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีพระพุทธรูปสำหรับเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ จึงได้ทำเรื่องขอพระพุทธรูปไปยังกรมการศาสนาและกรมการศาสนาได้ส่งพระพุทธรูปมาถวายองค์หนึ่ง โดยได้ชะลอเคลื่อนย้ายพระพุทธรูปโบราณองค์นั้นขึ้นมายังจังหวัดอุตรดิตถ์ ในครั้งนั้นกรมการศาสนาได้ถวายพระรูปอัครสาวก ๒ องค์มาพร้อมกันด้วย (พระรูปอัครสาวกทั้งสององค์นี้ เป็นพระรูปสัมฤทธิ์ศิลปสุโขทัย[7] และอยู่คู่กับหลวงพ่อสุโขทัยมาจนประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๖ จึงได้ถูกโจรกรรมไปพร้อมกับพระพุทธรูปเก่าแก่หลายองค์ในวัด แต่เป็นที่น่าแปลกว่าขโมยไม่ได้แตะต้ององค์หลวงพ่อสุโขทัยเลย)

ระยะแรกทางวัดคุ้งตะเภาได้นำหลวงพ่อประดิษฐานเป็นพระประธานบนศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภาอยู่หลายปี ดังมีหลักฐานสำรวจบัญชีศิลปวัตถุของวัดคุ้งตะเภาที่พระอธิการท้วน โฆสโก อดีตเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา ได้ทำไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ระบุว่า "มีพระพุทธรูปปางสดุ้งมารที่กรมการศาสนาส่งมาถวายเมื่อปี ๒๔๘๙ อยู่บนศาลาการเปรียญ" แต่ต่อมาคณะสงฆ์และคณะกรรมการวัดเห็นชอบว่าวัดคุ้งตะเภายังเป็นวัดที่ห่างไกล (ในสมัยนั้น) หากมีผู้รู้ว่าทางวัดมีพระพุทธรูปโบราณล้ำค่าก็อาจจะถูกตัดเศียรไปขายและอาจถูกโจรกรรมได้ จึงได้ทำการเก็บซ่อนพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ยังสถานที่ลับต่าง ๆ ในวัด เพื่อป้องกันการโจรกรรม จนในช่วงประมาณปีหลัง พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงได้ทำการย้ายองค์หลวงพ่อสุโขทัยไปเก็บรักษาไว้ในอุโบสถที่ได้สร้างใหม่ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องและรับรู้เรื่องราวเกี่ยวกับองค์หลวงพ่อก็ไม่ทำการเปิดเผยให้ผู้ใดทราบว่าพระพุทธรูปองค์นี้คือพระพุทธรูปโบราณ จนในปี พ.ศ. ๒๕๓๗ อุโบสถหลังเก่าชำรุดทรุดโทรม วัดคุ้งตะเภาจึงได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์อุโบสถ พร้อมกับย้ายองค์หลวงพ่อสุโขทัยไปป้องกันรักษาไว้ยังสถานที่ ๆ ปลอดภัยและไม่เปิดเผยให้บุคคลภายนอกรับรู้จนถึงปัจจุบัน

พุทธลักษณะ (ทรุดโทรมแต่แฝงไว้ด้วยร่องรอยแห่งศรัทธา)[แก้ไข]

เป็นพระพุทธรูปศิลปะสุโขทัย ปางมารวิชัย หน้าตักกว้างประมาณ ๒ ศอก ๑๓ นิ้ว สูง ๓ ศอก ๗ นิ้ว เนื้อโลหะสัมฤทธิ์ มีบัลลังก์เป็นกลีบบัวคว่ำบัวหงาย พระเกศเป็นปูนที่ปั้นขึ้นใหม่ เนื่องจากพระเกศเดิมหายไปเมื่อคราวประดิษฐานอยู่ในอุโบสถฯ ที่บริเวณพระพักตร์มีรอยชำรุดตรงบริเวณพระนาสิกเล็กน้อย โดยรวมนับว่ายังมีสภาพสมบูรณ์ องค์พระและพระพักตร์ดูอิ่มเอิบสวยงามตามแบบสุโขทัยแท้ ลักษณะตัวองค์พระอิ่มเอิบคล้ายพระพุทธรูปยืนปางลีลาในพระระเบียงวัดเบญจมบพิตรดุสิตวนาราม กรุงเทพฯ ที่เป็นที่กล่าวขาน พระพักตร์ดูอิ่มเอิบคล้ายองค์พระพุทธมหาสุวรรณปฏิมากร วัดไตรมิตรฯ เพียงแต่หลวงพ่อสุโขทัยนั้นประทับนั่งขัดสมาธิแบบมารวิชัยและมีพุทธลักษณะที่สวยงามรองลงมาเท่านั้น

เกร็ด (พระพี่พระน้อง พระทองคำ)[แก้ไข]

หลวงพ่อเชียงแสน (ศิลปะสุโขทัย) องค์ที่ประดิษฐานเป็นองค์พระประธานในอุโบสถธรรมสภา วัดธรรมาธิไตย จ.อุตรดิตถ์ ได้ถูกชะลอนำขึ้นมาอุตรดิตถ์ในคราวเดียวกันกับหลวงพ่อสุโขทัยวัดคุ้งตะเภา ซึ่งองค์หลวงพ่อเชียงแสนนั้น มีพุทธลักษณะเหมือนกับหลวงพ่อสุโขทัยทุกประการ เพียงแต่หลวงพ่อเชียงแสนไม่มีร่องรอยความชำรุดเสียหาย ซึ่งผู้ที่ได้เคยเห็นพระพุทธรูปทั้งสององค์ต่างกล่าวกันว่าพระสององค์นี้น่าจะเป็นพระพี่พระน้องกันในสมัยโบราณ (พระร่วมวิหารเดียวกันและสร้างในคราวเดียวกัน)

วัดในจังหวัดอุตรดิตถ์ที่ลงไปขอพระพุทธรูปจากวัดราชบุรณะในครั้งนั้นมี ๓ วัด คือวัดคุ้งตะเภา(นำพระสัมฤทธิ์ชำรุดกลับมา) วัดธรรมาธิปไตย (วัดเจ้าคณะจังหวัดในสมัยนั้น นำพระสัมฤทธิ์สมบูรณ์กลับมา) และอีกวัดหนึ่งคือวัดสระแก้ว ซึ่งวัดที่ ๓ นี้เองที่ได้นำพระปูนปั้นโบราณกลับไป แต่ปรากฏต่อมาว่าปูนที่หุ้มพระพุทธรูปโบราณที่วัดนั้นได้นำกลับไปเกิดกะเทาะออกและปรากฏ​เป็นพระพุทธรูปทองคำบริสุทธิ์​โดยเป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะอู่ทอง ความสูงกว่า ๔๓ นิ้ว หน้าตักกว้างกว่า ๓๔ นิ้ว มีนำ้หนักทองคำบริสุทธิ์ถึง ๒๐๐ กิโลกรัม แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในปี พ.ศ. ๒๕๒๐​พระพุทธรูปองค์นั้น​ก็ถูกโจรกรรมไปจากอุโบสถวัดดงสระแก้ว เหลือไว้เพียงแต่ตำนานของหลวงพ่ออู่ทองโบราณองค์เดียวของจังหวัดอุตรดิตถ์ที่สูญหายไปแล้วอย่างน่าเสียดาย

ต้นพระศรีมหาโพธิ์[แก้ไข]

ต้นพระศรีมหาโพธิ์

ต้นพระศรีมหาโพธิ์วัดคุ้งตะเภา หรือต้นโพธิ์ใหญ่หลังศาลาต้นนี้ มีโคนต้นใหญ่และกว้างมาก บ่งบอกถึงความเก่าแก่ได้เป็นอย่างดี ต้นโพธิ์ต้นนี้จะเรียกว่าเป็นต้นโพธิ์คู่มากับวัดเลยก็ว่าได ้เพราะมีอายุนานมาก เพราะขนาดทวดยังบอกว่าตอนทวดยังเด็ก ๆ อยู่ ต้นโพธิ์ก็ใหญ่เท่านี้ ผ่านไป ๙๐ กว่าปี มันก็ยังเท่านี้ ไม่ใหญ่กว่าเดิมไปไหน

เรียกได้ว่าต้นโพธิ์ต้นนี้อยู่มานานมาก ความจริงต้นโพธิ์นั้นจะไม่โตสูงมากไปกว่านี้ ( ๑๐-๑๒ เมตร ) พอโตจนสุดแล้วจะขยายโคนออก แต่โคนต้นโพธิ์ต้นนี้ใหญ่เอามาก ๆ กว้างเกือบ ๗ เมตร ถ้าคนโอบตรงโคนต้นก็ต้องใช้คนประมาณ ๙ คนขึ้นไปอย่างต่ำ เรียกว่าตั้งแต่ผู้เขียนเกิดมาก็ยังไม่เคยเห็นต้นโพธิ์ที่ใหญ่ขนาดนี้ที่ไหนมาก่อนเลยในจังหวัดนี้ มีแต่ที่นี่ที่เดียว อายุก็น่าจะมากกว่าร้อยปีขึ้นไปแน่ ๆ ขนาดศาลาการเปรียญที่รื้อมาสร้างใหม่เมื่อ ๘๐ กว่าปีก่อน ท่านยังกะตัวศาลาให้ตรงกับต้นโพธิ์นี้เลย

สมัยก่อนชาวบ้านคุ้งตะเภาเรายังไม่มีสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรบูชาก็เห็นจะมีต้นโพธิ์ต้นนี้แหละที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ เป็นที่เคารพบูชาของชาวบ้าน

ถ้าจะว่าไปโพธิ์ต้นนี้ก็คล้าย ๆ เป็นเจดีย์อย่างหนึ่งในวัด เรียกว่าโพธิเจดีย์ ( ต้นไม้ก็เป็นเจดีย์ได้เหมือนกัน ) แต่ก่อนมีประเพณีนำไม้มาค้ำต้นโพธิ์ เอาด้ายมาพันรอบไม้หรือเอาผ้าผูกพันเป็นสีต่าง ๆ มา “วาง” ไว้รอบโคนต้นเพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ( วางพอเป็นพิธีจริง ๆ เพราะต้นใหญ่มาก กิ่งก็ใหญ่ ถ้าจะให้เอาไม้ซี่เล็ก ๆ ไป “ค้ำ” ไว้ก็เห็นจะไม่ไหว ) บางคนก็นำมาแก้บนบ้าง พอนานไปมีการสร้างโบสถ์ มีพระพุทธรูป ก็คงจะเลิกไปไม่เห็นใครนำไม้มาวางไว้ตรงต้นโพธิ์อีก จะมีก็คงจะเป็นพวกสะเดาะเคราะห์ต่อชะตาบ้างประปราย แต่น้อยเต็มที จะมีก็แต่พวกพระพุทธรูปไร้เศียร นำมาทิ้งไว้ตามซอกตามหลืบโพธิ์ ดู ๆ ไปก็ขลังดี น่ากลัวด้วย


ดวงไฟประหลาด[แก้ไข]

คนเฒ่าคนแก่มักจะเล่าให้ลูกหลานฟังว่า สมัยก่อน วันขึ้น ๑๕ ค่ำ มักจะมีคนพบดวงไฟประหลาดลอยออกจากโพธิ์ต้นนี้ไปบนท้องฟ้าอยู่เนือง ๆ ซึ่งก็นับว่าน่าอัศจรรย์ โพธิ์ต้นนี้อาจจะมีอะไรดีอยู่ก็เป็นได้ อาจจะเป็นเทวดาอารักษ์ ไม่ก็พระบรมสารีริกธาตุเจ้าสถิตอยู่ แต่ปัจจุบันนี้ไม่มีผู้ใดพบดวงไฟประหลาดอีกแล้ว


ผีต้นโพธิ์[แก้ไข]

บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์วัดคุ้งตะเภานั้น เป็นสถานที่มิค่อยมีใครย่างกรายเข้าไปนัก ทั้งด้วยความรกชัฎและกิตติศัพท์ในเรื่อง ผีดุ

คงจะมีแต่เรื่องแปลก ๆ ที่ยังมีคนเจออยู่ประจำ แต่ไม่ใช่ดวงไฟ เป็นอะไรก็ไม่รู้ลักษณะคล้ายคนแทน ( ผี! มั้ง ) เรื่องประเภทนี้ก็มีคนเห็นอยู่บ่อย ๆ เอาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็เมื่อตอนบวชเณรภาคฤดูร้อน ( เม.ย. ๔๙ ) ศีลจาริณีเด็กหญิงคนหนึ่ง นอนอยู่ที่ศาลาการเปรียญ แกบอกว่าเห็นผู้หญิงผมยาวใส่ชุดขาวอยู่ตรงต้นโพธิ์ แกก็กลัวจนร้องไห้ ต้องคอยปลอบอยู่หลายเพลา วันนั้นท่าทางแกคงจะซน ท่านเทวดาก็คงจะหมั่นไส้ เลยลอกซีนหนังผีเกาหลีมาหลอกเด็กน้อยจนแกกลัวไปเลย ( แต่ก็ดี เพราะหลังจากวันนั้นศีลจาริณีหลับเร็วขึ้นไม่วุ่นวายเหมือนวันก่อน ๆ สงสัยจะกลัวกันมาก แต่ก็ได้ไม่กี่วัน ก็กลับมาซนเหมือนเดิม )

เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๔๙ มีการรานกิ่งโพธิ์ออก ปรากฎว่าคนที่ขึ้นไปรานกิ่งเกิดเสียหลักจะตกลงมาจากกิ่งโพธิ์ แต่ปรากฎอัศจรรย์มีมือมารั้งคนนั้นไว้ทำให้ไม่ตกลงมา ซึ่งถ้าตกลงมาจริงก็คงจะต้องมีสาหัสกันแน่แท้ การณ์ก็ปรากฎว่าเป็นที่เล่าลือกันไปทั่วว่าต้นโพธิ์นี้มี "ของดี" อยู่ กอปรกับมีมีคนมาบอกว่ามีเจ้าแม่ต้นโพธิ์ไปเข้าฝันบอกเลขอยู่แล้วก็ปรากฎว่าออกตามนั้น รวยกันเป็นหลักแสน ถึงขั้นมีลิเก ผ้าป่าฉลองกันให้เอิกเริก

ชาวบ้านเรียกขาน "ของดี" ในต้นโพธิ์นี้ว่า "เจ้าแม่โพธิ์เขียว" เพราะมีคนมาบอกว่าเจ้าแม่ไปเข้าฝัน บอกให้สร้างศาลให้และให้ทำป้ายติดหน้าศาลทาสีเขียวซะด้วย ชาวบ้านก็เลยลงมติแต่งตั้ง "ของดี" ในต้นโพธิ์นี้ว่า "เจ้าแม่โพธิ์เขียว" มาตั้งแต่นั้น เจ้าแม่โพธิ์เขียวก็เลยมีศาลอยู่เป็นหลักแหล่ง และกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวบ้าน ตลอดมา

โค่นโพธิ์[แก้ไข]

มาต้นปี ๒๕๕๐ ทางวัดได้ทำการก่อสร้างศาลาการเปรียญหลังใหม่ กอปรกับท่านไวยาวัจกร พ.อ.สิงหนาท โพธิ์กล่ำ ต้องการพื้นที่เพิ่มเพื่อประกอบกิจกรรมต่าง ๆของทางวัดและชุมชน ก็เลยจัดการ "ถอน" ต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้เสีย เมื่อ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๐ เวลา ๑๕.๕๙ น. (ที่ีลง ๕๙ นาทีพอดีนี้เป็นเวลาจริงที่โพธิ์ล้ม เพราะมิได้กำหนดฤกษ์ยามแต่ประการใดไว้)

นับว่าดีที่ว่าไม่เกิดเหตุร้ายขึ้น เพราะการถอนโพธิ์ล้มเจดีย์นั้น เป็นเรื่องที่ไม่ดีเอาเสียมาก วัดอื่นก็เคยมีคนถอนโพธิ์เหมือนกัน ถึงขั้นตกโพธิ์ลงมาตายคาที่ก็มีมาแล้ว ถึงขั้นพระคุณเจ้าขึ้นไปลงมือเองก็ถึงขนาดสาหัสถึงขั้นพิการมาก็มี ทั้ง ๆ ที่โพธิ์ก็ต้นไม่ใหญ่เท่าของวัดคุ้งตะเภาเลยซักที่ จึงนับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีนักที่ีไม่มีใครเป็นอะไร แต่กลับมี "ของดี" มาอำนวยความปลอดภัยให้อีก ชาวบ้านจึงนับถือเจ้าแม่โพธิ์เขียวในเรื่องความเมตตาอีกโสตหนึ่งด้วย

เจ้าแม่สำเภาทอง[แก้ไข]

ปฐมบท[แก้ไข]

Wat Khung Taphao 009.JPG

ยังมีสิ่งประหลาดในวัดคุ้งตะเภาอีกประเภทหนึ่งคือ “เจ้าแม่สำเภาทอง” ตามนามที่ชาวบ้านเรียกขานกัน อันว่านาม “เจ้าแม่” นี้ มิใช่นามที่ชาวบ้านตั้งขึ้นมาลอย ๆ แต่ตั้งขึ้นมาก็เพราะว่าเป็นที่น่าเชื่อว่าผีตนนี้เป็น ”ผู้หญิง” การกำเนิดมีของเจ้าแม่ตนนี้ในความเชื่อของชาวบ้านก็มาจากคำเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่เชื่อกันว่าเคยมีเรือสินค้า (สำเภา) มาล่มอยู่ตรงหน้าวัดคุ้งตะเภา คือบริเวณพื้นที่ใต้ต้นโพธิ์หลังวัดที่เกิดจากแผ่นดินงอกขึ้นมาหน้าวัด (ในอดีต) ซึ่งเป็นท้องแม่น้ำน่านเดิมในปัจจุบันนี้

ตำนานเรือสำเภาล่ม[แก้ไข]

เรื่องเรือสำเภาล่มนี้เป็นตำนานเล่าขานมานานแล้ว จากการสืบค้นเอกสารพบหลักฐานที่ท่านอดีตผู้ใหญ่บุญช่วย เรืองคำ (เสียชีวิตไปแล้ว) ได้บันทึกไว้ [8] ตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ที่ท่านได้ยินมาเมื่อนานมาแล้วว่า

"...กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว... มีพี่น้องบิดามารดาเดียวกันสองคน ทำการค้าล่องเรือสำเภาค้าขายไปทางเมืองเหนือเป็นประจำทำให้มีทรัพย์สมบัติมาก หลังจากบิดามารดาเสียชีวิต จึงได้อยู่กินฉันท์สามีภรรยากัน เนื่องจากเกรงว่าทรัพย์สมบัติที่มีมากในตระกูลของตนนั้นจะตกไปอยู่กับผู้อื่น

ต่อมาได้ทำการขนสินค้าขึ้นไปค้าขายผ่านมายังแถบนี้ได้เกิดพายุฝนรุนแรง นายเรือไม่สามารถควบคุมเรือได้ เรือจึงอัปปางลง นายเรือและลูกเรือหนีรอดมาได้ แต่สองพี่น้องซึ่งอยู่ที่ท้องเรือในขณะเกิดเหตุนั้นไม่สามารถหนีออกมาได้ทัน จึงทำให้ทั้งคู่จมไปพร้อมกับเรือและทรัพย์สมบัติทั้งหมดที่นำมาด้วย..."

จากตำนานนี้ทำให้เล่าลือกันว่ามีสมบัติถูกฝังไปพร้อมกับเรือจริง ๆ และยังมีตำนานว่าเคยมีคนขุดเจอซากเรือและหีบบรรจุเหรียญเงิน แล้วก็มีอันเป็นไปต่าง ๆ นานา อันนี้ก็เป็นเรื่องเล่าที่เล่าสืบกันมาช้านาน แต่ก็ยังไม่ปรากฏว่ามีความเชื่อว่ามีเจ้าแม่แต่ประการใด

กำเนิดเจ้าแม่สำเภาทอง[แก้ไข]

มาในช่วงปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เวลาเกิดฝนตกหนัก พระที่จำวัดอยู่บนศาลาการเปรียญหลังเก่าซึ่งอยู่บริเวณหลังวัดในปัจจุบัน (พระตี๋) มักได้ยินเสียงร้องไห้ดังมาจากทางหลังวัดบริเวณต้นโพธิ์เสมอ ๆ ในช่วงแรกพระท่านก็มิได้เอะใจอันใด แต่การณ์ปรากฏว่าระยะหลัง ๆ พอฝนตกมักจะได้ยินเสียงร้องไห้บ่อยและถี่ขึ้น พระท่านจึงแปลกใจ การณ์ปรากฏต่อมาว่า เจ้าแม่ได้มาเข้าฝันพระรูปนั้นบอกว่า เป็นแม่ย่านางเรือที่มาล่มอยู่หน้าวัด ไม่มีศาลอยู่ขอให้ทำศาลให้หน่อย พระท่านก็เลยร่วมใจกับชาวบ้านสร้างศาลให้แม่ย่านางตนนั้น บริเวณต้นโพธิ์หลังวัดในปัจจุบัน และตั้งชื่อให้ว่า “เจ้าแม่สำเภาทอง”

ต่อมามีการจัดงานบุญมีการนำลิเกเข้ามาแสดงในวัด เจ้าแม่ก็ไปเข้าฝันเจ้าภาพบอกว่าอยากจะดูลิเก ก็เป็นอันรู้กันว่าเจ้าแม่ตนนี้มีใจใฝ่ในทางศิลปะการแสดงนาฏศิลป์ไทย นับแต่นั้นเป็นต้นมาเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เวลาใครจะจัดแสดงลิเกในวัดก็ต้องมีนางรำไปรำถวายท่านเสียก่อนเอาฤกษ์เอาชัย

น่าแปลกที่เจ้าแม่ท่านนี้มิใคร่จะฝักใฝ่ในการบอกใบ้ให้หวยให้โชคผู้ใด ในระยะหลัง ๆ จึงมิใคร่มีใครไปขอเลขเจ้าแม่ตนนี้เท่าใดนัก ไม่เหมือนเจ้าแม่โพธิ์เขียวที่ปัจจุบันกำลังขึ้นก่อนถูกโค่น รายนี้ไปบอกเลขในฝันกันถึงในบ้าน ซึ่งก็นับว่าเป็นบริการใบ้หวยเดลิเวรี่วอร์มเครื่องก่อนโดนโค่นให้โด่งดังกัน ระยะหลัง ๆ จึงมีคนมาขอมาไหว้เจ้าแม่โพธิ์เขียวกันถึงในวัดไม่ขาดสาย แต่สุดท้ายก็ไม่รอด ก็เลยต้องย้ายนิวาศสถานไปอาศัยอยู่ในศาลแทน แต่กระนั้นก็ยังมีผู้ได้โชคลาภจากเจ้าแม่ตนนี้เสมอ ๆ


ป่าช้าวัดคุ้งตะเภา[แก้ไข]

Khung Taphao00.gif

ธรรมดาวัดในแถบคุ้งตะเภานั้นมักจะสร้างเมรุอยู่ในบริเวณวัด เรียกว่าบางแห่งเมรุอยู่หน้ากุฎิพระเลยก็มี อันนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่วัดคุ้งตะเภาแปลกกว่าเขาตรงที่ว่าแบ่งเขตเมรุและเขตตัววัดชัดเจน ทั้งในวัดก็แบ่งเป็นพุทธาวาส (โบสถ์,เจดีย์) ธรรมาวาส (ศาลาการเปรียญ) สังฆาวาส (กุฎิพระสงฆ์)เป็นสัดส่วน ไม่ก้าวก่ายกัน ตัววัดมีรั้วรอบขอบชิดแบ่งเขตออกจากเมรุชัดเจน และเมรุนั้นก็อยู่ไกลจากวัดเสียด้วย แต่ก็เป็นที่น่าแปลกที่วัดคุ้งตะเภากลับเป็นว่ามีผีดุที่สุด ที่แปลกกว่านั้นก็คือบริเวณฌาปนสถานในปัจจุบันหรือป่าช้าเก่านั้นกลับไม่ค่อยมีใครเจอผีเลย จะมีเจออยู่บ้างก็ช่วงหลังจากล้างป่าช้าไปแล้ว แต่ก็น่าแปลกที่ล้างป่าช้าไปแล้วก็ยังมีกะโหลกกระดูกฝังหลงเหลืออยู่อีก เมื่อตอนขุดฐานสร้างเมรุใหม่ก็พบกะโหลกและกระดูกจำนวนหนึ่ง ตัวผู้เขียนคิดว่า คงฝังกันอย่างแออัดกันมาหลายรุ่น ๆ จึงล้างป่ากันไม่หมดปล่อยให้ทับถมกันมานานนับ ๆ ร้อย ๆ ปี เมื่อพูดถึงป่าช้าก็ให้นึกถึงว่าสมัยนั้นท่านจะปักหลักเขตชัดเจน ๔ ทิศ ให้รู้กันไปเลยว่าบริเวณนี้คือป่าช้าและห้ามฝังนอกเขตเป็นอันขาด และเวลาพระจะบังสุกุลท่านก็จะเอาศพใส่ไม้กระดานให้พระเหยียบ เวลาพระจะชักผ้าบังสุกุลก็เอาผ้าใส่มือศพและให้พระเหยียบไม้กระดานให้ศพเด้งขึ้นมา แล้วพระท่านก็จึงชักบังสุกุลกันต่อหน้าศพเพรียว ๆ เลยทีเดียวเชียว เรียกว่าสมัยนั้นใครจะเป็นพระต้องใจแข็งเป็นอย่างมาก

อดีตนั้นป่าช้าวัดคุ้งตะเภาอยู่บริเวณหลังวัด (ซึ่งก็คือหน้าวัดในปัจจุบัน) เป็นสถานที่คนรุ่นอายุ ๔๐ ขึ้นไป เคยได้สัมผัสกับความน่าสะพรึงของป่าช้าวัดคุ้งตะเภาทั้งสิ้น เพราะอันว่าป่าช้าของวัดนี้ในอดีตนั้น ออกจะน่ากลัว มีต้นไผ่ต้นโพธิ์ต้นไม้ขึ้นให้ครึ้มทึบไปหมดทั้งบริเวณ ใครที่จะผ่านไปมาก็มักจะทำใจให้ไม่กลัวไม่ใคร่จะได้นัก ยังดีอยู่ที่ว่าป่าวัดคุ้งตะเภามีหลักเขตแน่นอนเป็นอาณาบริเวณ เคยได้ฟังมาว่าใกล้ ๆ กับป่าช้ายังมีบ้านคนอยู่ด้วย ก็คงเป็นเพราะความชัดเจนของป่าแห่งนี้นี่เอง ทำให้มิต้องกังวลว่าจะไปปลูกเรือน "ทับ" ผู้ใดเข้า ไม่เหมือนป่าช้าของบางวัดเช่นวัดหาดเสือเต้นที่นำป่าช้าเดิมมาสร้างเป็นโรงเรียน ซึ่งเป็นเรื่องที่คนหาดเสือเต้นสมัยนี้ มักมิใคร่เล่าเรื่องนี้ให้ลูกหลานฟังนัก เพราะเดี๋ยวจะกลัว แล้วจะพาลไม่ไปโรงเรียนเอาเสียปล่าว ๆ

ปัจจุบันทางวัดคุ้งตะเภาได้ทำการล้างป่าช้าไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ก็อาจจะล้างไม่หมด เพราะเมื่อทางวัดจะก่อสร้างอะไรบริเวณนั้นเช่นศาลา เมรุใหม่ เวลาขุดลงไปก็มักจะได้ "ของดี" ติดขึ้นมาเสมอ ๆ แต่เท่าที่ดูแล้ว คนสมัยนี้ก็รู้สึกว่าจะไม่ใส่ใจอันใดนัก มาก่อสร้างร้านค้าบ้านเรือนห้องแถวติดกับป่าช้าเดิมกันอย่างสบายใจ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ไม่แปลกเพราะที่ดินบริเวณใกล้ป่าช้าเป็นทำเลทอง ติดถนนสายเอเชียซึ่งพึ่งตัดใหม่เืมื่อ ๓๐ กว่าปีมาแล้ว ไอ้ครั้นจะมากังวลเรื่องเหล่านี้ก้คงมิต้องทำมาหากินกันละมั้ง

ผีวัดคุ้งตะเภา[แก้ไข]

Wat Khung Taphao 003.JPG

ถ้าพูดเรื่องผีสมัยเมื่อ ๒๐-๓๐ ปีก่อน วัดคุ้งตะเภาก็คงจะมาเป็นอันดับหนึ่งในละแวกนี้ เรียกว่าเฮี้ยนเลยทีเดียว นับว่าเป็นที่สิ่งที่น่าภาคภูมิใจของคนคุ้งตะเภาเลยก็ว่าได้ เพราะเจอกันประจำ

หากไปถามคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ อายุ ๔๐ ขึ้นไป ก็เป็นอันว่าต้องเคยได้ยินหรือได้เห็นผีวัดคุ้งตะเภาตัวเป็น ๆ กันมาเลยทีเดียว ผีวัดคุ้งตะเภาจากเท่าที่ได้ฟัง (และได้เห็น) มา ก็สามารถจัดอันดับแบ่งประเภทได้เลย ตั้งแต่ระดับพวกเสื้อวัดทรงวัด รุกขเทวดา ไปจนผีเปรต ผีกะ นับว่าไม่ใช่น้อยเลย กระทั่งผีพระ ผีเมรุ ผีมีแต่หัว ผีลุกไฟ ผีศาลาการเปรียญ ผีต้นโพธิ์ ผีชิงช้า (อันนี้เจอกันประจำ) ผีกุฎิ ยันผีห้องน้ำก็มี นับว่าสมัยนั้นเจอผีกันเป็นที่เอิกเกริกครื้นเครงกันเลยทีเดียวเชียว

ถ้าจะให้กล่าวเรื่องผี ๆ วัดคุ้งตะเภาลงไว้ในที่นี้ให้หมดก็เห็นว่าคงจะยาวหลายหน้ากระดาษหนังสือ แต่เอาเป็นว่ามีมากจนพระที่นี่อยู่กันจนชิน ที่ว่าผีวัดคุ้งตะเภามากนั้นก็เห็นคงจะเป็นเพราะวัดนี้สร้างมานานนับร้อย ๆ ปี


ศาสนสถาน - ถาวรวัตถุ ในวัดคุ้งตะเภา[แก้ไข]

เนื้อที่ตั้งวัด ๑๔ ไร่ ๓ งาน ๘๐ ตารางวา ที่ธรณีสงฆ์ ๑ แปลง เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา ( ที่ธรณีสงฆ์ใช้ประโยชน์ในการตั้งเมรุ ศาลาธรรมสังเวช ร้านค้าชุมชน ธนาคารหมู่บ้าน ฯลฯ )

ถาวรวัตถุในวัดคุ้งตะเภาแบ่งออกเป็น ๓ เขต ดังนี้

เขตพุทธาวาส[แก้ไข]

อุโบสถวัดคุ้งตะเภา

อุโบสถ วัดคุ้งตะเภา[แก้ไข]

อุโบสถวัดคุ้งตะเภา เริ่มสร้างเมื่อปี ๒๔๙๒ แล้วเสร็จในปี ๒๔๙๘ (อาคารอุโบสถนี้เป็นอาคารปูนหลังแรกของหมู่บ้านคุ้งตะเภา) ด้านในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานมีนามว่า "พระพุทธสุวรรณเภตรา" ผู้ดำริให้จัดสร้างคือ พระครูธรรมกิจจาภิบาล (กลม สุวณฺโณ) อธิบดีสงฆ์วัดดอยท่าเสา และเกจิอาจารย์รูปสำคัญของจังหวัดอุตรดิตถ์ในสมัยนั้น

อุโบสถหลังนี้เป็นอุโบสถทรงไทยประยุกต์ ขนาดกลาง ทรงโรง ลายหน้าบันด้านทิศตะวันตกปั้นรูปพระอินทร์ถือสังข์และจักรประดิษฐานในพระ แท่นมุขย่อมุมปูนปั้นลายไทยกนกล้อม ปิดทอง ประดับกระจกสีฟ้า หน้าบันด้านทิศตะวันออกปั้นรูปเหมือนด้านตะวันออกหลังรูปปั้นพระอินทร์ ประดิษฐานพระพุทธรูปทองคำโบราณ และพระพุทธรูปอื่น ๆ ประดับศิลาอ่อนจารึกฤกษ์อุโบสถ ลายไทยกนกล้อมรอบ หลังคาอุโบสถมุงกระเบื้องขอ มีช่อฟ้า ใบระกา หางหงส์ มีเสาหานกลมทั้งสองด้าน ปูพื้นด้วยหินอ่อนทั้งด้านนอกและด้านในรวมทั้งบันได มีรูปพญานาคบันไดทางขึ้นอุโบสถ ศิลปะล้านนา ๔ ตน หน้าต่างแกะสลักลายไทยรูปเทพจำหลัก ล้อมลายกนก ลายเครือเถา ประตูด้านทิศตะวันตกจำหลักเป็นรูปนารายณ์และอิศวรเทพประทับครุฑ (นารายณ์ทรงครุฑ) ประตูด้านทิศตะวันออกจำหลักพระพุทธรูปปางประทานพร ลงรักชาด ปิดทอง

(อุโบสถหลังนี้ได้รับการบูรณะใหญ่ใน ปี ๒๕๓๗ โดยดำริของพระสมุห์สมชาย จีรุปญฺโญ (รองเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภารูปปัจจุบัน) โดยทำการบูรณะเสร็จในปี ๒๕๓๙ สิ้นงบประมาณ ๑,๖๗๕,๓๒๙.๕๐ บาท)

พระธรรมเจดีย์[แก้ไข]

บริเวณด้านหน้าอุโบสถวัดคุ้งตะเภา มีเจดีย์ก่อิฐถือปูนเก่าแก่อยู่องค์หนึ่ง มีสัณฐานแบบเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองประยุกต์ องค์เจดีย์มีซุ้มจรนัมทั้ง ๔ ทิศ ยอดปล้องไฉนนพศูรย์ ล้วนทำด้วยปูนปั้นทั้งสิ้น สัณฐานสูง ๓ เมตรโดยประมาณ ซุ้มจรนัมเจาะช่องเล็ก ๆ สำหรับไว้ช้างไม้และเครื่องบูชาปิดหน้าซุ้มด้วยแผ่นกระจก ปัจจุบันคงเหลือสมบูรณ์เพียงด้านทิศตะวันตกและทิศใต้ บริเวณคอองค์เจดีย์มีกรอบอักษรทำด้วยปูนมีอักษรจารึกว่า

:"เดือนมิถุนายน ๒๔๙๓ :นายบุตร นางไฝ ก่อพระธรรม :เจดีย์อุทิศให้เจ้าอธิการกอง"

เจดีย์นี้ชาวบ้านคุ้งตะเภารุ่นปู่ย่า เรียกว่าพระธรรมเจดีย์ หรือธรรมเจดีย์ ไว้สำหรับบรรจุใบลานธรรมสำหรับบูชา ผู้ที่ยังทันมาเห็นขณะสร้างเจดีย์กล่าวว่าผู้สร้างเจาะช่องบริเวณองค์เจดีย์ สำหรับไว้บรรจุพระธรรมใบลาน ปัจจุบันคาดว่าใบลานคงเปื่อยยุ่ยหมดแล้ว เนื่องจากความชำรุดและความชื้นขององค์เจดีย์

นอกจากนี้บริเวณทิศตะวันออกของพระธรรมเจดีย์ยังมีผู้มาสร้างเจดีย์บรรจุอัฐิบรรพบุรุษด้วย โดยลอกแบบพระธรรมเจดีย์ไปสร้าง โดยเรียงจากทิศเหนือไปทิศใต้ ท่านเล่าว่าเจดีย์องค์แรกเป็นเจดีย์รวมบรรจุอัฐิของบรรพบุรุษชาวบ้านคุ้งตะเภา โดยเคยมีซุ้มไม้กระดานเล็ก ๆ เขียนไล่สายบรรพบุรุษบ้านคุ้งตะเภาอยู่ แต่ปัจจุบันนี้ได้สูญหายไปหมดแล้ว

เขตธรรมาวาส[แก้ไข]

ศาลาการเปรียญ[แก้ไข]

ศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภา หลังเก่า สร้างในปี พ.ศ. 2472

ศาลาการเปรียญวัดคุ้งตะเภา โดยลักษณะของตัวสถาปัตยกรรมไม่มีความพิเศษอะไรมาก แต่จากที่ตั้งของตัวศาลานั้น เป็นหลักฐานสำคัญทว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดโบราณ ทำให้ทราบลักษณะการอยู่อาศัยและสัญจรของคนโบราณในแถบนี้ได้ เพราะที่ตั้งของตัวศาลาวัดในสมัยก่อนนั้นมักตั้งอยู่ริมแม่น้ำ (ปัจจุบันแม่น้ำน่านได้ตื้นเขินห่างจากตลิ่งศาลาวัดไปมากกว่า ๑ กิโลเมตร) เป็นหลักฐานยืนยันถึงความเป็นวัดและหมู่บ้านที่มีประวัติศาสตร์อัน ยาวนานกว่าวัดและหมู่บ้านอื่นในแถบนี้

เดิมทีนั้น ก่อนสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๗) ตัวศาลาเดิมตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน อันเป็นทางสัญจรคมนาคมในสมัยก่อน ไม่มีหลักฐานแน่ชัดว่าศาลาในที่ตั้งเดิมนั้นสร้างในสมัยใด (คาดว่าอาจจะสร้างมาแต่ครั้งแรกตั้งวัดในสมัยอยุธยาตอนปลาย)

จากหลักฐานบ่อน้ำข้างบันไดศาลาทำให้ทราบว่าศาลาหลังนี้ย้ายที่ตั้งขึ้นมาจากริม แนวแม่น้ำน่านเดิมบริเวณต้นโพธิ์หลังวัดมาตั้งในพื้นที่ปัจจุบัน ในปี ๒๔๗๒ โดยตัวโครงศาลาประธานในปัจจุบันที่ย้ายมานี้น่าจะมีอายุเกือบ ๑๐๐ ปีแล้ว (แต่รูปแบบโครงศาลาประธานน่าจะมีอายุเก่ากว่านั้น-ผู้เขียน)

ศาลาการเปรียญหลังนี้ (หลังเดิมก่อนบูรณะ) เป็นสถาปัตยกรรมแบบไทยภาคกลาง สร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง เสาทุกต้นเป็นเสาสี่เหลี่ยม เป็นอาคารทรงโรงขนาดกลาง หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้น หน้าบันเป็นพื้นไม้เรียบ เดิมเปิดโล่งทั้งสี่ด้าน มีชายยื่นออกมารับทางขึ้นศาลาทางทิศเหนือ (อักษรข้างบันไดศาลาระบุว่าสร้างในปี ๒๔๘๓)

ศาลาหลังนี้ใช้เป็นอาคารสำหรับบำเพ็ญกุศลหลักของวัด มีการบูรณะและต่อเติมจากตัวโครงศาลาเดิมมาเป็นระยะ ต่อมาได้มีการต่อเติมปิดทึบเฉพาะด้านหอพระ ห้องเก็บของของโรงครัวด้านทิศตะวันออกและตะวันตกบางส่วน และมีการสร้างบันไดใหม่ทางด้านทิศตะวันตกหลังจากมีการสร้างถนนสายเอเชีย ในยุคหลัง ๒๕๐๐

ในปลายปี ๒๕๔๙ ทางวัดคุ้งตะเภาได้ทำการบูรณะและต่อเติมศาลาการเปรียญครั้งใหญ่ (ปัจจุบันยังคงทำการบูรณะต่อเติมอยู่) มีการรื้ออาคารประกอบทั้งหมดออก โดยยังคงรักษาโครงไม้ตัวศาลาประธานเดิมไว้อยู่ ซึ่งหลังบูรณะเสร็จ หากมองจากภายนอกศาลาจะไม่สามารถเห็นตัวหลังคาศาลาเดิมได้อีกต่อไป เพราะการบูรณะนั้นมีการเสริมมุขและสร้างอาคารประกอบปิดรอบตัวศาลาประธานทั้งสี่ด้าน

เขตสังฆาวาส[แก้ไข]

กุฏิพระ ( ๒ ชั้น) ๓ หลัง

กุฏิพระ (เดี่ยว) ๘ หลัง

ห้องน้ำ ๓๔ ห้อง

หอสวดมนต์ ๒ ชั้น[แก้ไข]

หอสวดมนต์วัดคุ้งตะเภา เป็นอาคารสองชั้นครึ่งอิฐครึ่งปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องกาบดินเผาชนิดหนาพิเศษ ประช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้น หน้าบันประดับลายเทพพนมฝีมือพื้นบ้าน

หอสวดมนต์หลังนี้สร้างในสมัยหลัง ๒๕๐๐ ปัจจุบันนอกจากจะใช้เป็นหอสวดมนต์ประจำวัดแล้ว ยังใช้เป็นหอฉันชั่วคราว (แทนหอฉันเดิมที่ถูกรื้อเพื่อขยายพื้นที่ในการสร้างศาลาการเปรียญวัดคุ้ง ตะเภาหลังใหม่) ชั้นล่างในอดีตยังเคยใช้เป็นห้องสมุดวัดคุ้งตะเภาอีกด้วย ปัจจุบันได้รื้อบันไดหน้าหอสวดมนต์ออกแล้วเพื่อต่อเติมชายคาและติดตั้ง ประตูกระจกด้วย

หอระฆัง[แก้ไข]

หอระฆังวัดคุ้งตะเภา ตั้งอยู่บริเวณหมู่กุฎิสงฆ์ (กุฎิเจ้าอาวาส-หอสวดมนต์) สูงประมาณ ๙ เมตรจากพื้นดินโดยประมาณ เป็นอาคาร ๓ ชั้น ชั้นแรกและชั้นสองเป็นห้องน้ำสำหรับพระสงฆ์ ในชั้นสองนั้นมีบันไดเหล็กเพื่อขึ้นไปชั้นที่สาม อันเป็นที่ติดตั้งระฆังและกลองสำหรับตีประจำวัน

หลังคาเป็นแบบอุโบสถทรงโรงขนาดย่อมไม่มีเสาหาน มีสองมุข หันไปทางทิศเหนือและใต้ ประดิษฐานพระพุทธรูปยืนไม้แกะสลักปิดทอง ทาสีทองที่องค์พระพุทธรูป ล้อมประดับด้วยไม้แกะสลักลายกนกประดับกระจกสวยงาม ตัวหลังคามุงด้วยกระเบื้องขอแบบโบราณ สีเขียวแดงเลียนตามหลังคาพระที่นั่ง หลังคาประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ปูนปั้นประดับกระจก เน้นสีทองเป็นหลัก (หอระฆังวัดคุ้งตะเภา เป็นอาคารศาสนสถานหลังเดียวในวัดคุ้งตะเภาที่ใช้กระเบื้องดินขอไล่สีเหมือน หลังคาพระที่นั่ง)

ชั้นสามติดตั้งระฆังและกลองเภรีขนาดใหญ่ กลองเภรีมีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑ เมตร ๒๕ เซนติเมตร เป็นกลองเก่าแก่ของวัด ปัจจุบันชำรุด ไม่สามารถใช้งานได้


ที่ธรณีสงฆ์-กลุ่มฌาปนสถาน[แก้ไข]

ซุ้มประตู วัดคุ้งตะเภา่

ซุ้มประตูวัด ๑ ซุ้ม

ศาลาธรรมสังเวช ๑ หลัง

เมรุทรงมณฑปจัตุรมุข ๑ หลัง

ศาลาราย ๓ หลัง

ศาลาประธานทรงตรีมุข ๑ หลัง

ซุ้มประตูวัดคุ้งตะเภา[แก้ไข]

ซุ้มประตูวัดคุ้งตะเภา ตั้งอยู่บริเวณหน้าวัดริมทางแยกคุ้งตะเภา (ทางหลวงแผ่นดินหมายเลขที่ ๑๑ หรือ ถนนสายเอเชีย) ลักษณะซุ้มเป็นซุ้มประตูทรงไทยประยุกต์ศิลปะล้านนาขนาดใหญ่ ออกแบบโดยสล่าเมืองเหนือ ประยุกต์จากรูปแบบเจดีย์ล้านนา บรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่นำมาจากจังหวัดลำปาง ๓ องค์บนองค์เจดีย์บนยอดซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปที่ซุ้มจรนัมทั้ง ๔ ด้าน ประดับเสาและตัวซุ้มด้วยลวดลายปูนปั้นสัตว์หิมพานต์และลายเครือเถาศิลปะล้าน นาสวยงาม โครงซุ้มประตูทำด้วยคอนกรีตเสริมเหล็กทั้งซุ้ม ฐานเสาเข็มเทปูนแท่งเสริมเหล็กลึก ๕ เมตร ขนาดกว้าง ๕ เมตร สูง ๑๙ เมตร แล้วเสร็จบริบูรณ์สิ้นราคาค่าก่อสร้าง เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น ๑,๐๗๖,๗๖๙. บาท

ซุ้มประตูนี้เริ่มสร้างก่อฐานรากในปี ๒๕๔๐ และค้างการก่อสร้างไปหลายปี เหตุที่การสร้างใช้เวลาหลายปีเพราะภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ในสมัยนั้น แต่ก็สามารถสร้างจนแล้วเสร็จและสมโภชในปี ๒๕๔๕ โดยมีการจัดทำเหรียญวัตถุมงคลที่ระลึก รุ่นสร้างซุ้มประตู แจกแก่ผู้ร่วมสมทบทุนด้วย

กลุ่มอาคารฌาปนสถาน[แก้ไข]

กลุ่มอาคารฌาปนสถานวัดคุ้งตะเภา ตั้งอยู่เป็นเอกเทศจากเขตวัดริมทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๑ (ถนนสายเอเชีย) บนที่ธรณีสงฆ์เนื้อที่ ๒ ไร่ ๑ งาน ๕๖ ตารางวา ปัจจุบันประกอบไปด้วยอาคารธรรมสังเวชเอนกกุศลศาลาสำหรับ บำเพ็ญกุศลหลัก ๑ หลัง (ภายในอาคารมีภาพจิตรกรรมฝาผนังรูปพระมาลัยโปรดสัตว์ และภาพคติธรรม) เมรุมณฑปจัตุรมุข ๑ หลัง (หลังใหม่สร้างเสร็จในปี ๒๕๔๙) และกลุ่มศาลารายรอบเมรุอีก ๔ หลัง

นอกจากนี้บนพื้นที่ธรณีสงฆ์ยังเป็นที่ตั้งของโรงประปาหมู่บ้าน อาคารธนาคารหมู่บ้านคุ้งตะเภา ร้านค้าชุมชน และร้านค้าวิสาหกิจชุมชนหมู่บ้านคุ้งตะเภาอีกด้วย

ที่ตั้งกลุ่มอาคารฌาปนสถานวัดคุ้งตะเภาในปัจจุบันนั้น เดิมเป็นป่าช้าวัดคุ้งตะเภา และตั้งอยู่หลังวัดคุ้งตะเภา แต่หลังจากการตัดถนนสายเอเชีย ทำให้การคมนาคมย้ายจากถนนเลียบน้ำน่าน (ศาลาการเปรียญ) มาเป็นถนนสายเอเชียแทน ทำให้ฌาปนสถานมาอยู่หน้าวัดดังในปัจจุบัน

ในสมัยที่ยังมีการฝังศพ เมื่อกว่า ๕๐ ปีที่แล้วนั้น ท่านเล่าว่าบริเวณป่าช้ามีอาณาเขตจำเพาะ จะไม่มีการฝังนอกพื้นที่ ภายในป่าช้ามีต้นไม้ใหญ่ต้นไผ่ขึ้นครึ้มดูน่าวังเวง มีกองฟอนโบราณอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของป่าช้า ไว้สำหรับฌาปนกิจ สมัยก่อนนั้นบ้างเผา บ้างฝัง ทับถมในพื้นที่มาหลายรุ่นแล้ว จนเมื่อ ๓๐ ปีมานี้มีการทำบุญใหญ่ล้างป่าช้าวัดคุ้งตะเภาและสร้างเมรุ (หลังเก่า) และศาลาบำเพ็กุศลอย่างเป็นกิจจะลักษณะขึ้น พร้อมกับตัดไม้ปราบที่จนเตียน

ในปี ๒๕๔๕ ได้มีการสร้างเมรุหลังใหม่ ทดแทนหลังเดิมที่ชำรุด เป็นเมรุทรงมณฑปจัตุรมุขสร้างพร้อมอาคารประกอบ ทั้งหมดแล้วเสร็จในปี ๒๕๔๙ เป็นกลุ่มอาคารบริเวณฌาปนสถานที่สร้างครั้งหลังสุด

ภูมิปัญญาหมู่บ้านคุ้งตะเภา [9][แก้ไข]

หมู่บ้านคุ้งตะเภานั้น เป็นหมู่บ้านที่มีประวัติความเป็นมายาวนานนับได้ ๒๕๐ กว่าปีผ่านมาแล้ว ล่วงเลยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลาย กรุงธนบุรี จวบจนสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ จากหมู่บ้านเล็ก ๆ ท่ามกลางแมกไม้สัตว์ป่าอันอุดม กลายมาเป็นตำบลใหญ่ที่มีประชากรนับพัน ๆ คนในปัจจุบัน ศิลปะและวัฒนธรรมในปัจจุบันย่อมพัฒนามาจาก อดีต ตามการเปลี่ยนแปลงที่ขับเคลื่อนไปกับกาลเวลา และ ปัจจุบัน ย่อมส่งผลต่อเนื่องถึง อนาคต อดีต ปัจจุบัน และอนาคตจึงแนบเนื่องเกี่ยวพันกันดั่งกระแสน้ำในลำธาร มิอาจตัดขาดกันได้ และวิถีวัฒนธรรมในแต่ละสังคมย่อมพัฒนาแตกต่างกันออกไปตามพื้นฐานความเป็นมาของสังคมนั้น ๆ

ด้วยอดีตอันยาวนาน จากสังคมชนบทที่เอื้อเฟื้อ อยู่กันสนิทประดุจญาติ มีการเกื้อกูลช่วยเหลือแบ่งปันซึ่งกันและกัน เป็นที่แน่นอนว่าด้วยสภาพสังคมเช่นนี้ ย่อมก่อให้เกิดศิลปะประเพณีการละเล่นต่าง ๆ เพื่อเป็นการช่วยผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้าจากการงานในช่วงของวันและเพื่อสร้างความความเพลิดเพลินในงานบุญต่าง ๆ ศิลปะการแสดงที่เกิดขึ้นตามคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่มีตั้งแต่ การรำกะลา การร้องเพลงเกี่ยวข้าว ขับขานเพลงฉ่อยโต้ไปมาระหว่างหนุ่มสาว ตามวิสัย จนไปถึงกระทั่งงานบุญใหญ่อันเป็นที่รวมแห่งคนในหมู่บ้านที่จัดให้มีการแสดงร้องรำละเล่นต่าง ๆ จนเกิดเป็นการละเล่นที่กลายมาเป็นประเพณีและวัฒนธรรมของหมู่บ้านในที่สุด แต่ด้วยสภาพสังคมที่เปิดรับวัฒนธรรมจากภายนอกอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กอปรกับทั้งกระแสแห่งทุนนิยมและวัตถุ ได้หลั่งไหลทะลักเข้าสู่สังคมไทย จนกระทั่งแม้หมู่บ้านคุ้งตะเภาของเราเอง ทำให้คนรุ่นหลัง ละเลยไม่ใส่ใจ และพากันละทิ้งประเพณีการละเล่นศิลปะการแสดง ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหมู่บ้านจนหามีผู้สืบทอดมิได้ในปัจจุบัน เหลือทิ้งไว้แต่เพียงคำบอกเล่า ถึงอัตตลักษณ์อันรุ่งโรจน์ของ “คน” หมู่บ้านคุ้งตะเภาในอดีตไว้ให้เพียงระลึกถึง และรอวันสูญหายไปกับธารแห่งเวลาและกระแสโลกตะวันตกและวัตถุนิยมที่ “ขาด” ความพอดีในชีวิตไปตลอดกาล

แต่สิ่งหนึ่งที่ยังคงเหลืออยู่และเป็นประจักษ์พยานยืนยันถึงความรุ่งโรจน์ทางภูมิปัญญาในอดีตของคนคุ้งตะเภานั่นก็คือศิลปะการรักษาโรคด้วยสมุนไพรที่ยังมีผู้สืบทอดอยู่ในปัจจุบัน รวมถึงศิลปะใน วัตถุโบราณเอกสารใบลาน สมุดข่อยอันคร่ำคร่า นับร้อยผูก/เล่ม ที่คนรุ่นก่อนได้บันทึกและจดจารไว้เพื่อเป็นการสืบทอดและรักษาให้ภูมิปัญญาศิลปะในการรักษาโรคอันทรงค่ายิ่งนี้ให้คงอยู่ ภูมิปัญญา สิ่งเหล่านี้ บรรพชนได้สั่งสมองค์ความรู้ที่เรียนจากประสบการณ์ชีวิตของผู้คน โดยการสังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ ลองผิดลองถูก และปฏิบัติการอย่างมีเหตุผล ทำให้เกิดภูมิปัญญา สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าภูมิปัญญาชาวบ้านจำนวนไม่น้อยได้สูญหายไปตามกาลเวลาและความผันแปรทางการเมืองของชาติและขาดการสืบทอด แต่ส่วนที่ยังเหลืออยู่นี้จำนวนไม่น้อยเลยที่ยังเก็บความรู้ชั้นสูงที่คนปัจจุบันก็ยังหาคำตอบไม่ได้เอาไว้ ภูมิปัญญาเหล่านี้ก็ยังคงเป็นมรดกไทย เป็นภูมิปัญญาของชาติที่พร้อมจะสูญหาย ถ้าพวกเราไม่รีบอนุรักษ์สืบทอดกันไว้ให้อนุชนรุ่นหลังต่อไป ฯ

อ้างอิง[แก้ไข]

  1. เทวประภาส มากคล้าย เปรียญ.. เอกสาร : เอกสารแนะนำวัดคุ้งตะเภา . อุตรดิตถ์ : วัดคุ้งตะเภา , ๒๕๔๙. (เอกสารต้นฉบับ)
  1. หลักฐานการสร้างวัดในสมัยต้นกรุงธนบุรี
  2. ชุนนุมพระนิพนธ์ในสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เรื่อง "แผ่นดินทอง แผ่นดินพระร่วง" คนไทยในสมัยสุโขทัย
  3. หลวงบุริบาลบุรีภัณฑ์.หนังสือโบราณคดี:กรุงเทพฯ
  4. วิบูรณ์ บูรณารมย์.ประวัติพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์จังหวัดอุตรดิตถ์. ร้านวิบูลย์การพิมพ์:อุตรดิตถ์.
  5. การโจมตีทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในดินแดนไทย
  6. ประวัติวัดราชบุรณราชวรวิหาร
  7. บัญชีสำรวจ "พระพุทธรูปและศิลปวัตถุอันปราณีต" ของวัดคุ้งตะเภาที่พระอธิการท้วน โฆสโก อดีตเจ้าอาวาสวัดคุ้งตะเภา ได้ทำไว้ในปี พ.ศ. ๒๕๑๔ ระบุว่า "มีพระรูปอัคคสาวก โมคคัลลาสารีบุตรนั่ง ที่กรมการศาสนาส่งถวายมาพร้อมกัน ๒ องค์ ขนาดกว้าง ๑๘ นิ้ว สูง ๑๙ นิ้ว"
  8. บุญช่วย เรืองคำ.ผู้ใหญ่บ้านคุ้งตะเภา.การพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นบ้านคุ้งตะเภาหมู่ที่ ๔ ไม่ทราบปี:เอกสาร.อุตรดิตถ์.
  9. ภูมิปัญญาหมู่บ้านคุ้งตะเภา

แหล่งข้อมูลอื่น[แก้ไข]


PD-icon.svg งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะการคุ้มครองลิขสิทธิ์หมดอายุลงแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่ง พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งว่า

"มาตรา ๑๙

  "ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปี นับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย

  "ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย

  "ถ้าผู้สร้างสรรค์ หรือผู้สร้างสรรค์ร่วม ทุกคนถึงแก่ความตาย ก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

"มาตรา ๒๐

  "งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้น โดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝง หรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  "ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"

Flag of Thailand.svg