พงศาวดารเมืองละแวก จ.ศ. ๑๑๕๘/พ.ศ. ๒๕๔๙

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คำนำ[แก้ไข]


คำนำในการพิมพ์ครั้งแรก


หนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้ เดิมกรรมการหอพระสมุดได้อนุญาตให้อำมาตย์เอก พระยาศรีสำรวจ (ชื่อ ภัทรนาวิก) ในกระทรวงพระคลังมหาสมบัติ พิมพ์แจกการปลงศพสนองคุณท่านพัน ภัทรนาวิก ผู้มารดา บัดนี้ นายเล็ก เจ้าของโรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร มาขออนุญาตพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง ๕๐๐ ฉบับ แลยอมรับประพฤติตามข้อบังคับของหอพระสมุด กรรมการจึงอนุญาต

หนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้ต่อจาก ๓ ภาคซึ่งได้พิมพ์แล้วแต่ก่อน หนังสือประชุมพงษาวดารที่ได้พิมพ์มาแล้ว คือ

ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑ สมเด็จพระนางเจ้าพระมาตุจฉาได้โปรดให้พิมพ์เปนของแจกในงานศพหม่อมเจ้าดไนยวรนุชในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระจักรพรรดิพงษ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗

ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๒ สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทานในงานศพฟักทองราชินิกูลเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗

ประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๓ เจ้าพระยาอภัยราชามหายุติธรรมธรพิมพ์แจกในงานศพหม่อมเจ้าอรชรในพระเจ้าบรมวงษ์เธอชั้น ๑ กรมหมื่นไกรสรวิชิต เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗

หนังสือที่เรียกชื่อว่า ประชุมพงษาวดาร นี้ คือ หนังสือพงษาวดารเกร็ดต่าง ๆ ทั้งเก่าแลใหม่ซึ่งกรรมการเห็นว่า เปนหนังสือเรื่องดีหรือความแปลก จึงเก็บมารวบรวมพิมพ์ไว้ เพื่อรักษาหนังสือหายากมิให้เปนอันตรายหายสูญ แลให้เกิดประโยชน์เกื้อกูลแก่ผู้ศึกษาโบราณคดีทั้งปวงโดยได้มีโอกาศอ่านทราบแลสอบสวนหนังสือซึ่งลี้ลับอยู่ให้สดวกทั่วกัน หนังสือพงษาวดารเกร็ดต่าง ๆ นี้หอพระสมุดฯ หาได้อยู่เนือง ๆ ถ้ามีเรื่องพอจะรวมเปนเล่มพิมพ์ได้ ก็รวบรวมพิมพ์เสียคราว ๑ เพราะเหตุนี้ จึงต้องจัดแบ่งเปนภาค ๆ ดังพิมพ์มาแล้ว แลต่อไปก็ตั้งใจจะทำเช่นนี้ เห็นว่า ดีกว่าจะรอไว้คอยไปไม่มีกำหนดจนรวบรวมร้อยกรองให้สำเร็จเปนเรื่องใหญ่แล้วจึงพิมพ์เฉภาะเรื่อง

หนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้มีพระราชพงษาวดารกรุงเก่าตามต้นฉบับหลวงเขียนครั้งกรุงธนบุรีเมื่อปีมเมีย ฉศก จุลศักราช ๑๑๓๖ พ.ศ. ๒๓๑๗ หรือที่เรียกกันในหอพระสมุดฯ โดยย่อว่า "ฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖" เรื่อง ๑ พงษาวดารเมืองละแวก ฉบับสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดี (นักพระองค์เอง) พระเจ้ากรุงกำพูชาทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก เรื่อง ๑ พงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ฉบับหม่อมอมรวงษ์วิจิตร (ม.ร.ว.ปฐม คเนจร ณ กรุงเทพฯ) ปลัดมณฑลอิสาณแต่ง เรื่อง ๑ รวมเปนหนังสือพงษาวดาร ๓ เรื่องด้วยกัน หนังสือ ๓ เรื่องที่รวมพิมพ์ในภาคที่ ๔ นี้มีคุณวิเศษต่างกัน ควรอธิบายไว้ให้ผู้อ่านทราบในคำนำนี้เสียก่อน

พระราชพงษาวดาร ฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ นายเสถียรรักษา (กองแก้ว มานิตยกุล) ต.จ. บุตรเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต ให้แก่หอพระสมุดฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้มาแต่เล่ม ๓ เล่มสมุดไทยเดียว ซ้ำตัวหนังสือในเล่มสมุดนั้นลบเลือนก็หลายแห่ง ว่าโดยเรื่องพระราชพงษาวดาร ผิดกับฉบับอื่น มีฉบับพระราชหัตถ[วซ 1] เลขาเปนต้น แต่เล็กน้อย ข้อสำคัญของหนังสือฉบับนี้อยู่ที่สำนวนหนังสือเปนสำนวนแต่งครั้งกรุงเก่า เปนโครงเดิมของหนังสือพระราชพงษาวดารที่เราได้อ่านกันในชั้นหลัง พิมพ์ไว้ให้ผู้ศึกษาโบราณคดีเห็นหลักฐานในทางประวัติของการแต่งหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เดิม[วซ 2] โดยอันดับมาอย่างไร ประวัติของหนังสือพระราชพงษาวดาร ข้าพเจ้าเคยได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถ[วซ 1] เลขา เมื่อพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๕ แลเมื่อพิมพ์เล่ม ๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ต่อมา ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบหนังสือพระราชพงษาวดารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ เห็นความที่กล่าวไว้แต่ก่อนจะเคลื่อนคลาด[วซ 3] อยู่บ้าง ตามการที่ได้สอบสวนมาจนเวลานี้ เข้าใจว่า เรื่องประวัติหนังสือพระราชพงษาวดารจะมีมาเปนขั้น[วซ 4] ๆ ดังนี้ คือ

๑.   หนังสือพระราชพงษาวดารฉบับแรกแต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชเมื่อปีวอก โทศก จุลศักราช ๑๐๔๒ พ.ศ. ๒๒๒๓ หนังสือพระราชพงษาวดารฉบับนี้เรียกในหอพระสมุดฯ ว่า ฉบับหลวงประเสริฐ แลได้พิมพ์ไว้ในหนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑ แล้ว

๒.   ต่อมาในชั้นกรุงเก่านั้น เข้าใจว่า เห็นจะเปนในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ มีรับสั่งให้แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารขึ้นอีก[วซ 5] ฉบับ ๑ คือ ฉบับที่พิมพ์ในหนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้ ที่รู้ได้ว่า เปนหนังสือแต่งครั้งกรุงเก่า เพราะสำนวนที่แต่งเปนสำนวนเก่าใกล้เกือบจะถึงสำนวนที่แต่งพระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ แต่มิใช่ฉบับเดียวกัน ด้วยเรื่องซ้ำกัน แลความในฉบับหลังพิศดารกว่าฉบับหลวงประเสริฐ หนังสือพระราชพงษาวดาร ๒ ฉบับนี้เปนหลักฐานให้เข้าใจว่า เมื่อครั้งกรุงเก่านั้นมีหนังสือพระราชพงษาวดาร ๒ ฉบับ ๆ ความย่อแต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชฉบับ ๑ ฉบับความพิศดารแต่งเมื่อราวแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐฉบับ ๑ ฉบับความย่อตั้งต้นเรื่องตั้งแต่สร้างพระเจ้าพนัญเชิง ฉบับความพิศดารจะตั้งต้นเรื่องตรงไหนรู้ไม่ได้ แต่ฉบับที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ เล่ม ๓ สมุดไทยความกล่าวในตอนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตอนปลาย เอาความข้อนี้เปนหลัก สันนิฐานว่า ฉบับพิศดารตั้งเรื่องตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุทธยา เห็นจะไม่ผิด

๓.   เมื่อกรุงเก่าเสียแก่พม่าข้าศึก บ้านเมืองเปนจลาจล หนังสือเปนอันตรายหายสูญเสียครั้งนั้นมาก ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีกลับตั้งเปนอิศรได้ จึงให้รวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงเก่าทั้ง ๒ ฉบับที่กล่าวมาแล้ว ฉบับย่อที่แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชหาฉบับได้ในครั้งกรุงธนบุรีสิ้นเรื่องเพียงสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความที่กล่าวข้อนี้มีหลักฐาน ด้วยหอพระสมุดฯ ได้หนังสือพระราชพงษาวดารความย่อนั้นไว้ ๒ ฉบับ ฉบับ ๑ ฝีมือเขียนครั้งกรุงเก่า หลวงประเสริฐหามาได้ อีก[วซ 5] ฉบับ ๑ เปนตัวฉบับหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรี กรมพระสมมตอมรพันธุ์ประทาน เอาหนังสือ ๒ ฉบับนี้สอบกันดู ความขึ้นต้นลงท้ายเท่ากัน จึงรู้ได้เปนแน่ว่า ครั้งกรุงธนบุรีหาฉบับได้เพียงเท่านั้นเอง ส่วนฉบับความพิศดารนั้นจะหาได้ในครั้งกรุงธนบุรีกี่เล่มทราบไม่ได้ เพราะหอพระสมุดฯ หาได้แต่ ๓ เล่ม แต่มีหลักฐานมั่นคงรู้ได้ว่า ในครั้งกรุงธนบุรีรวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงเก่าไม่ได้ฉบับครบ แลเข้าใจว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีเปนแต่ได้รวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารไว้ ถ้าจะได้แต่งเพิ่มเติมในครั้งกรุงธนบุรีบ้างก็แต่เล็กน้อย

๔.   มาจนในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร เมื่อปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช ๑๑๕๗ พ.ศ. ๒๓๓๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้ทรงชำระหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับกรุงเก่าแลแต่งเติมที่บกพร่อง มีหนังสือพระราชพงษาวดารสำหรับพระนครบริบูรณ์ขึ้นในครั้งนั้น หนังสือพระราชพงษาวดารชุดนี้มีบานแพนกบอกปีแลการที่ทรงชำระหนังสือพระราชพงษาวดารไว้เปนหลักฐาน การชำระหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งรัชกาลที่ ๑ เอาฉบับครั้งกรุงเก่าทั้งฉบับย่อแลฉบับพิศดารเปนหลัก เห็นจะระวังรักษาเรื่องของเดิมมาก ในตอนข้างต้นที่ไม่มีฉบับพิศดาร จึงคัดเอาฉบับย่อลงเต็มสำนวนโดยมาก ตอนที่มีฉบับพิศดารก็เปนแต่เอาฉบับเดิมมาแก้ไขถ้อยคำเพื่อจะให้เปนสำนวนเดียวกับที่ต้องแต่งใหม่ แต่ประโยคต่อประโยคยังคงกันอยู่โดยมาก ความที่กล่าวนี้ ถ้าผู้ใดเอาหนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ แลฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้ ไปสอบกับพระราชพงษาวดารความพิศดาร จะเปนฉบับที่หมอบรัดเลพิมพ์ก็ตาม ฉบับพระราชหัตถ[วซ 1] เลขาก็ตาม จะแลเห็นจริงได้ดังข้าพเจ้าว่า เพราะหนังสือพระราชพงษาวดารความพิศดารที่พิมพ์ทั้ง ๒ ฉบับนั้นที่จริงเปนแต่แก้ไขหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับรัชกาลที่ ๑ ในที่บางแห่งเท่านั้น

ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าพลาดไปในความวินิจฉัยแต่ก่อนนั้น คือ ที่ไปเข้าใจว่า ได้แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงธนบุรี เมื่อมาพิจารณาหนังสือมากเข้า เห็นว่า ครั้งกรุงธนบุรีเปนแต่ได้รวมฉบับหนังสือครั้งกรุงเก่าที่พลัดพรายเข้าไว้ในหอหลวง ที่ได้มาแต่งให้พระราชพงษาวดารมีขึ้นบริบูรณ์สำหรับพระนครดังแต่ก่อนเปนการในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ควรเฉลิมเปนพระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ได้ทรงรวบรวมแลชำระหนังสืออันเปนตำราสำหรับบ้านเมืองสำเร็จถึง ๓ อย่าง คือ สังคายนาพระไตรปิฎกอย่าง ๑ ชำระพระราชกำหนดกฎหมายอย่าง ๑ ชำระพระราชพงษาวดารอย่าง ๑ พระราชพงษาวดารที่ชำระในรัชกาลที่ ๑ นั้นไม่ใช่แต่ซ่อมแซมของเก่าที่ฉบับขาดอย่างเดียว ได้แต่งเรื่องพระราชพงษาวดารต่อลงมาจนถึงเสียกรุงเก่าด้วยอีก[วซ 5] ตอน ๑

๕.   ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๓ จะเปนในปีใดยังไม่พบจดหมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนาสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ยังดำรงพระยศเปนกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ให้ทรงชำระเรื่องพระราชพงษาวดารอีก[วซ 5] ครั้ง ๑ พระราชพงษาวดารที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระสำเร็จรูปเปนฉบับที่หมอบรัดเลพิมพ์ สังเกตดูทางสำนวนในตอนข้างต้นที่แต่งมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ แล้วนั้น เปนแต่แก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำให้เพราะขึ้น ส่วนตัวเรื่องพระราชพงษาวดารได้แต่งต่อมาอีก[วซ 5] ตอน ๑ เริ่มแต่พระเจ้ากรุงธนบุรีหนีออกจากกรุงเก่า จดไว้ในหนังสือฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ว่า แผ่นดินพระเจ้าตาก (สิน) แต่งเรื่องตลอดรัชกาลกรุงธนบุรี แลต่อมาในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร จนถึงเจ้าพระยายมราชยกกองทัพออกไปเมืองทวายเมื่อปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๕๔ พ.ศ. ๒๓๓๕ ความที่กล่าวตอนนี้ไม่ต้องอ้างหลักฐาน ด้วยบรรดาผู้ศึกษาโบราณคดีทราบอยู่ทั่วกันแล้ว

๖.   ต่อมา ถึงรัชกาลที่ ๔ ราวปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงช่วยกันชำระหนังสือพระราชพงษาวดารอีก[วซ 5] ครั้ง ๑ ความข้อนี้มีปรากฏ[วซ 6] ในพระราชหัตถ[วซ 1] เลขาถึงเซอยอนเบาริงในปีนั้น มีสำเนาพิมพ์ไว้ในหนังสือเรื่องเมืองไทยที่เขาแต่ง เล่ม ๒ น่า ๔๔๔ การชำระครั้งรัชกาลที่ ๔ แก้ไขถ้อยคำเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนตัวเรื่องก็ได้ทรงแก้ไขเพิ่มเติมในตอนที่แต่งมาแล้วหลายแห่ง แต่ไม่ได้ทรงแต่งเรื่องต่อ สำเร็จรูปเปนหนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัตถ[วซ 1] เลขา ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดชทรงพิมพ์เปนครั้งแรกเมื่อปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๔๗ พ.ศ. ๒๔๕๕

๗.   ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านพิภพเมื่อปีมโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ พ.ศ. ๒๔๑๑ ในปีนั้นเอง มีรับสั่งให้เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ บุนนาค) แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรต่อจากที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโรสได้ทรงแต่งค้างไว้ เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ท่านเก็บรวบรวมจดหมายเหตุต่าง ๆ เปนต้นว่า หมายรับสั่งแลท้องตราใบบอกหัวเมืองซึ่งมีอยู่ตามต่างกระทรวง ไปรวบรวมแต่งพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรขึ้นทั้ง ๔ รัชกาล แต่งแล้วถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ทรงตรวจอีก[วซ 5] ชั้น ๑ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หนังสือพระราชพงษาวดารที่เจ้าพระยาทิพากรวงษ์แต่งทำเร็วเปนอัศจรรย์ หนังสือราว ๑๐๐ เล่มสมุดไทย แต่งแล้วได้ถวายภายใน ๒ ปี ต่อมาถึงปีฉลู ตรีศก จุลศักราช ๑๒๖๓ พ.ศ. ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้พิมพ์หนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร ทรงพระราชดำริห์ว่า หนังสือที่เจ้าพระยาทิพากรวงษ์แต่งไว้เปนด้วยรีบทำ ยังไม่เรียบร้อยควรแก่การพิมพ์ทีเดียว จึงมีรับสั่งให้ข้าพเจ้ารับน่าที่ตรวจชำระหนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรสำหรับการที่จะพิมพ์ตามพระราชประสงค์ ข้าพเจ้าได้ตรวจชำระส่วนรัชกาลที่ ๑ สำเร็จ แลได้พิมพ์แต่ในปีนั้นรัชกาลที่ ๑ ครั้นตรวจมาถึงรัชกาลที่ ๒ เปน[วซ 7] ฉบับเดิมบกพร่องมากนัก เรื่องราวเหตุการณ์ในรัชกาลที่ ๒ ยังมีอยู่ในหนังสืออื่น เปนหนังสือต่างประเทศโดยมาก ควรจะรวบรวมเรื่องตรวจเสียใหม่แล้วจึงค่อยพิมพ์จึงจะดี ด้วยเหตุนี้ประการ ๑ ประกอบกับที่ข้าพเจ้าติดธุระในตำแหน่งราชการมากด้วยอีก[วซ 5] ประการ ๑ การที่จะตรวจชำระหนังสือพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ จึงได้ค้างมา แต่ก็มิได้เสียเวลาเปล่า ด้วยในระหว่างนั้นข้าพเจ้าได้เอาเปนธุระเสาะแสวงหาแลรวบรวมหนังสือต่าง ๆ ซึ่งเนื่องด้วยพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ มาโดยลำดับ พึ่งมาได้ลงมือแต่งเมื่อปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๒๗๕ พ.ศ. ๒๔๕๖ เดี๋ยวนี้หนังสือนั้นกำลังพิมพ์อยู่ ท่านทั้งหลายคงจะได้อ่านในไม่ช้านัก ประวัติของหนังสือพระราชพงษาวดารเท่าที่ข้าพเจ้าทราบความมีดังอธิบายมานี้

หนังสือพงษาวดารเมืองละแวกนั้น ที่จริงเปนเรื่องพงษาวดารกรุงกัมพูชา มิใช่พงษาวดารเมืองละแวก ที่เรียกชื่อหนังสือเรื่องนี้ว่า พงษาวดารเมืองละแวก จะเปนด้วยได้หนังสือนี้มาจากเมืองละแวก หรือมิฉนั้น เรียกตามคติโบราณเมื่อเมืองละแวกเปนราชธานีของกรุงกัมพูชาเริ่มแต่สมัยเมื่อสมเด็จพระไชยราชาธิราชครองกรุงศรีอยุทธยา เรียก เมืองละแวก หมายความอันเดียวกันว่า กรุงกัมพูชา เหมือนอย่างเรียก กรุงศรีอยุทธยา หมายความว่า กรุงสยามทั่วไปฉนั้น ถึงในหนังสือพระราชพงษาวดารของเราที่แต่งมาแต่ครั้งกรุงเก่าก็เรียกชื่อโดยนิยมอย่างว่านี้ เช่น พระยาละแวกยกกองทัพเข้ามากวาดครัวแลรบพุ่งถึงในเมืองไทยครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช แลที่กล่าวถึงสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จยกกองทัพหลวงลงไปตีเมืองละแวก จับพระยาละแวกได้ ให้ทำพิธีปฐมกรรม ก็หมายความว่า กรุงกัมพูชา ทั้งนั้น

หนังสือพงษาวดารเมืองละแวกที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้มีบานแพนกปรากฏรู้ได้ว่า นักพระองค์เอง ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงเปนพระราชบุตรบุญธรรมาแต่ยังเยาว์ แลพระราชทานอภิเศกเปนสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดี ศรีสุริโยดม บรมสุรินทรา มหาจักรพรรดิราช บรมนารถบพิตร ออกไปครองกรุงกัมพูชาเมื่อปีขาล ฉศก จุลศักราช ๑๑๕๖ พ.ศ. ๒๓๓๗ สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีออกไปอยู่กรุงกัมพูชา ส่งหนังสือพงษาวดารฉบับนี้เข้ามาทูลเกล้าฯ ถวาย โปรดให้แปลเปนภาษาไทยสำเร็จเมื่อ ณ วันพฤหัศบดี เดือน ๗ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีมโรง อัฐศก จุลศักราช ๑๑๕๘ พ.ศ. ๒๓๓๙ คิดสันนิฐานดู เข้าใจว่า ในเวลานั้น หนังสือพงษาวดารเขมรจะไม่มีฉบับที่ดีอยู่ในกรุงเทพฯ เมื่ออภิเศกสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีออกไปครองเมือง เห็นจะมีรับสั่งออกไปให้สืบหาหนังสือพงษาวดารเขมรส่งเข้ามาถวาย ในเวลานั้น กรุงกัมพูชาก็กำลังยับเยิน ด้วยถูกข้าศึกภายนอกเข้าไปตี แลเกิดเหตุจลาจลภายในติดต่อกันมากกว่า ๒๐ ปี สมเด็จพระนารายน์รามาธิบดีเที่ยวสืบเสาะหาหนังสือพงษาวดาร จึงได้แต่ฉบับนี้มาถวาย เปนฉบับอย่างย่อ แลข้อความไม่ถูกถ้วน แต่เชื่อได้ว่า เปนหนังสือพงษาวดารเขมรฉบับแรกที่ได้มาในครั้งกรุงรัตนโกสินทรนี้ ต่อมา ถึงรัชกาลที่ ๔ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้นักพระองค์ด้วง โอรสสมเด็จพระนารายน์รามาธิบดี ซึ่งได้เปน สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี สืบเสาะหาหนังสือพงษาวดารเขมรถวายอีกครั้ง ๑ สมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดีส่งพงษาวดารเขมรเข้ามาถวายอีกฉบับ ๑ เนื้อความถ้วนถี่ถูกต้องพิศดารดีกว่าพงษาวดารเมืองละแวกที่ได้มาเมื่อครั้งรัชกาลที่ ๑ เข้าใจว่า จะถึงรวบรวมหนังสือเก่าที่หาได้ แลมาประชุมพระยาพระเขมรแต่งเรื่องเพิ่มเติมต่อมา เพราะมีเรื่องพงษาวดารลงมาจนถึงปีขาล สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๑๘๐ พ.ศ. ๒๓๖๑ ตรงสมัยในรัชกาลที่ ๒ กรุงรัตนโกสินทรนี้ หนังสือพงษาวดารเขมรฉบับที่ได้มาในรัชกาลที่ ๔ นี้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้แปลเปนภาษาไทยสำเร็จเมื่อ ณ วันพฤหัศบดี เดือน ๘ บุรพาสาธ แรม ๖ ค่ำ ปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ แลได้พิมพ์แล้วในหนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑[บก 1]

ต่อมา เมื่อหาหนังสือรวบรวมเข้าหอพระสมุดวชิรญาณเมื่อตั้งเปนหอพระสมุดสำหรับพระนคร ข้าพเจ้าได้ให้สืบสวนที่กรุงกัมพูชาจะหาหนังสือพงษาวดารเขมรอีก ได้ความว่า ฉบับที่แปลครั้งรัชกาลที่ ๔ นี้เปนฉบับดีที่สุดที่เขามีอยู่ เขากลับถามว่า ที่ในกรุงเทพฯ นี้มีหนังสือพงษาวดารเขมรฉบับอื่นที่ดีกว่าฉบับนั้นบ้างหรือไม่ ถ้ามีขอให้ช่วยคัดให้ไปไว้สำหรับกรุงกัมพูชา ตามความที่ปรากฏดังแสดงมานี้เปนยุติได้ว่า หนังสือพงษาวดารเขมรที่แปลเมื่อในรัชกาลที่ ๔ นั้นเปนพงษาวดารเขมรที่ดีที่สุดที่มีอยู่ในเวลานี้

หนังสือพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณที่พิมพ์ในหนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้เปนหนังสือใหม่ ทั้งการที่รวบรวมเรื่องแลการที่แต่ง หม่อมอมรวงษ์วิจิตรเปนนักเรียนโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบชั้นแรก ได้เรียนวิชาความรู้สอบได้เต็มที่แล้ว จึงออกไปรับราชการ มีตำแหน่งอยู่ในกระทรวงอื่นก่อน แล้วย้ายมาอยู่กระทรวงมหาดไทย สมัคออกไปรับราชการในมณฑลอิสาณ คือ ที่แบ่งเปนมณฑลอุบาลราชธานีแลมณฑลร้อยเอ็จทุกวันนี้ แต่ครั้งพระเจ้าบรมวงษ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ยังเปนข้าหลวงต่างพระองค์สำเร็จราชการรวมเปนมณฑลเดียวกัน ได้เปนตำแหน่งตั้งแต่ผู้ช่วยขึ้นไปจนได้เปนปลัดมณฑล ถ้าหากอยู่มาจนปานนี้ไม่สิ้นชีพเสีย ข้าพเจ้าเชื่อแน่ว่า คงจะได้รับพระราชทานเกียรติยศแลบันดาศักดิสูงขึ้น แม้กล่าวในเหตุที่หม่อมอมรวงษ์วิจิตรสิ้นชีพ ผู้อ่านก็จะแลเห็นได้ว่า หม่อมอมรวงษ์วิจิตรเปนผู้มีอัชฌาไศรยอย่างไร คือ เมื่อปีมแม นพศก จุลศักราช ๑๒๖๙ พ.ศ. ๒๔๕๐ มีราชการเกิดขึ้นทางชายแดนซึ่งจำจะต้องส่งข้าราชการผู้รู้ราชการออกไปพบปะกับข้าหลวงฝรั่งเศส เวลานั้น เปนฤดูฝน ทางที่จะไปต้องไปในดงที่ไข้ร้าย หม่อมอมรวงษ์วิจิตรรับอาษาออกไป ก็ไปเปนไข้กลางทาง แต่ไม่ยอมกลับ ทำแคร่ให้คนหามออกไปราชการทั้งเปนไข้ จนสำเร็จราชการแล้ว ขากลับมาหมดกำลังทนพิศม์ไข้ไม่ได้ สิ้นชีพในระหว่างทางที่มาเมื่อ ณ วันที่ ๑๑ ตุลาคม ปีวอก สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๗๐ พ.ศ. ๒๔๕๑ ความทราบถึงพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระราชประสงค์จะทรงยกย่องความชอบของหม่อมอมรวงษ์วิจิตร ทรงทราบฝ่าลอองธุลีพระบาทว่า เมื่อหม่อมอมรวงษ์วิจิตรมีชีวิตรอยู่ ได้แบ่งเงินเดือนส่งเข้ามาเลี้ยงหม่อมเจ้าเมฆินทร์ผู้บิดาเสมอ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินพระคลังข้างที่เลี้ยงหม่อมเจ้าเมฆินทร์เท่าที่ได้เคยรับจากหม่อมอมรวงษ์วิจิตรทุกปี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้ก็พระราชทานต่อมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ ส่วนภรรยาของหม่อมอมรวงษ์วิจิตรก็ได้รับพระราชทานเบี้ยบำนาญเต็มตามพระราชบัญญัติฐานที่สามีไปสิ้นชีพในเวลาทำราชการ ยังหม่อมหลวงอุรา (คเนจร ณ กรุงเทพ) ซึ่งเปนบุตรชายใหญ่ของหม่อมอมรวงษ์วิจิตร บิดาได้ถวายเปนมหาดเล็กข้าหลวงเดิมไว้ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบันนี้ ก็ทรงพระกรุณาชุบเกล้าชุบกระหม่อมเลี้ยง เวลานี้ มียศเปน จ่า มีบันดาศักดิเปนที่ พระทรงพลราบ รับราชการอยู่ในกรมพระอัศวราช

หนังสือพงษาวดารมณฑลอิสาณนี้ไม่ได้มีผู้ใดสั่งให้หม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่ง หม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่งโดยอำเภอใจในเวลาว่างราชการ ด้วยรักวิชาความรู้แลเจตนาจะให้เปนประโยชน์ต่อราชการบ้านเมือง เที่ยวสืบถามตามผู้รู้ในเวลาเที่ยวตรวจหัวเมืองบ้าง ดูจากหนังสือราชการที่มีอยู่ในมณฑลบ้าง แลอาไศรยหนังสือพงษาวดารต่าง ๆ ที่จะซื้อหาได้บ้าง เมื่อแต่งได้สักน่อย ๑ หม่อมอมรวงษ์วิจิตรมีราชการเข้ามากรุงเทพฯ ได้พาหนังสือนี้มามอบไว้ให้ข้าพเจ้าตรวจ ข้าพเจ้าตรวจแล้วส่งกลับไปให้หม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่งต่อจนสำเร็จ ได้ส่งเข้ามาให้ข้าพเจ้าครั้งหลังเมื่อก่อนหม่อมอมรวงษ์วิจิตรจะสิ้นชีพสักน่อย ๑ ยังไม่ทันที่ข้าพเจ้าจะได้ทำอย่างไร เปนแต่ให้เก็บรักษาหนังสือนั้นไว้ในกระทรวงมหาดไทย ครั้นเมื่อได้ข่าวว่า หม่อมอมรวงษ์วิจิตรสิ้นชีพ มารฦกขึ้นได้ถึงหนังสือเรื่องนี้ จำไม่ได้ว่า ส่งเข้ามาแล้วหรือยัง ให้ค้นหาในกระทรวง บังเอิญหนังสือนี้ไปซุกอยู่เสียผิดที่ หาไม่ได้ ให้ถามออกไปยังมณฑลก็ไม่ได้ความ จึงทอดธุระว่า จะหายสูญ มีความเสียดายมาช้านาน พึ่งมาค้นพบหนังสือนี้เมื่อก่อนข้าพเจ้าจะออกจากกระทรวงมหาดไทยไม่ช้านัก จึงได้ส่งต้นฉบับมารักษาไว้ในหอพระสมุดสำหรับพระนครเพื่อจะได้พิมพ์ในโอกาศที่สมควร มีโอกาศจึงได้พิมพ์ในครั้งนี้

ข้าพเจ้ารู้สึกว่า คำนำนี้ออกจะยืดยาวไปสักหน่อย แต่เรื่องราวกล่าวประวัติของหนังสือ แม้จะยาว ก็เปนส่วนข้างให้ความรู้ ข้อที่ข้าพเจ้ากล่าวเล่าประวัติหม่อมอมรวงษ์วิจิตรผู้แต่งหนังสือพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณนั้น ข้าพเจ้ามีความประสงค์โดยเฉภาะที่เอาเรื่องหม่อมอมรวงษ์วิจิตรมากล่าวในที่นี้ ด้วยทุกวันนี้ ข้าราชการที่ได้เล่าเรียนมีความรู้ออกไปรับราชการมีตำแหน่งอยู่ตามหัวเมืองก็มาก ถ้าใช้เวลาว่างในทางสืบเสาะพงษาวดารแลโบราณคดี หรือแม้จะเปนขนบธรรมเนียมในท้องที่ ๆ ไปอยู่ จดขึ้นไว้เล่นเช่นหม่อมอมรวงษ์วิจิตรแต่งพงษาวดารหัวเมืองมณฑลอิสาณ ถึงจะทำได้ไม่มาก ทำเพียงเท่าที่รู้ที่เห็น เอาเวลาว่างใช้ในทางที่จะเกิดประโยชน์อย่างนี้บ้างดูก็จะดี ถึงอย่างต่ำก็ไม่มีโทษในที่ทั้งปวง


ดำรงราชานุภาพ


หอพระสมุดวชิรญาณ
วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๕๘


พงศาวดาร[แก้ไข]


พงศาวดารเมืองละแวก จ.ศ. ๑๑๕๘


บานแพนก

1 ๏ พระพงษาวะดาลเขมน ของเจ้ารามาธิบดีถวาย ๚๛

2 ๏ วัน ค่ำ จุลศักราช ๑๑๕๘ ปีมะโรง อัฐศก[บก 2] พระรามาธิบดี[บก 3] ถวายพระราชพงศาวดาร ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้หลวงพจนาพิจิตร แปล ขุนสาระประเสรีฎ ขุนมหาสิต[วซ 8] นายชำนิโวหาร แปลออกเป็นคำไทยไว้ ณ หอหลวง[บก 4] ๚๛

2 ๏ ศักราช ๑๒๖๘ จ.ศ. ๗๐๘[บก 5] ปีจอ อัฐศก สมเด็จพระมหานิภาร[บก 6] เสวยราชสมบัติพระนครศรีโสทรราชธานี[บก 7] ทรงพระราชศรัทธาทำนุบำรุงพระศาสนา ขณะนั้น สมเด็จพระรามาธิบดี[บก 8] ผู้เป็นพระราชบุตรสมเด็จพระมหาจักรพัทตราธิราช[บก 9] ได้เสวยราชสมบัติกรุงพระนครศรีอยุทธยา สมเด็จพระรามาธิบดีมีพระราชโองการตรัสให้เจ้าไส้เจ้าเทวดาจำทูลพระราชสาส์นเป็นทางพระราชไมตรีมายังกรุงกำภูชาธิบดี สมเด็จพระมหานิภารมิไว้พระทัย ให้จับเจ้าไส้เจ้าเทวดาฆ่าเสีย ครั้นอยู่มา ๕ ปี สมเด็จพระมหานิภารสวรรคต พระญาติวงศ์เสนาบดีแต่งการพระบรมศพถวายพระเพลิงแล้ว นักพระไถล[บก 10] ผู้เป็นน้องเขยได้เสวยราชสมบัติ[บก 11] ทรงพระราชศรัทธาสร้างพระวิหารกุฎี[วซ 9] สร้างพระพุทธรูปทองคำสองพระองค์ ปิดทองคำเปลว ๒๒ พระองค์ เสวยราชย์อยู่ ๑๑ ปีสวรรคต ราชวงศ์เสนาบดีถวายพระเพลิงแล้ว นักพระศรีครูผู้เป็นพระอนุชาได้เสวยราชสมบัติ ทรงพระราชศรัทธาสร้างกุฎี[วซ 10] ถวายเป็นสงฆทาน แลสร้างพระวิหารบนเนินเขายังมิสำเร็จ เสวยราชสมบัติได้ ๕ ปีสวรรคต แต่งการถวายพระเพลิงแล้ว พระราชนัดดาได้เสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม พระบรมถาเขมาราชา สร้างพระวิหารกุฎี[วซ 11] สร้างพระพุทธรูป ๑๘ พระองค์ ให้เอาพลอยเพชรเจียระไนประดับพระพุทธรูป เสวยราชย์ได้ ๓ ปีสวรรคต แต่งการถวายพระเพลิงเสร็จ พระอนุชาได้เสวยราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อ สมเด็จพระลำพังบรมราชาธิราช[บก 12] มีเดชานุภาพเป็นอันมาก เสวยราชย์ได้ ๕ ปีแล้ว

4 ๏ ฝ่ายสมเด็จพระรามาธิบดีพระนครศรีอยุทธยา กับพระบากระษัตร พระบาอัฐ พระดำบองพิท ผู้เป็นพระราชบุตร ยกทัพออกมาล้อมเมืองพระนครหลวง[บก 13] พระเจ้าลำพังราชาธิราชให้รบต้านทานเป็นสามารถ กำหนดปีหนึ่งก็ยังมิได้เมือง สมเด็จพระลำพังราชาธิราชสวรรคต พระอนุชาเสวยราชย์ได้ ๓ เดือนสวรรคต นักพระลำพังได้เสวยราชสมบัติ ให้รบพุ่งป้องกันพระนครไว้ได้เดือนหนึ่ง นักพระลำพังก็[วซ 12] สวรรคตในปีระกา สมเด็จพระรามาธิบดีก็ได้พระนครหลวง ดำรัสให้พระบากระษัตรผู้เป็นพระราชบุตรผู้ใหญ่อยู่ครองพระนครหลวง พระบาอัฐ พระลำบองพิท[บก 14] ผู้น้อง อยู่ช่วยราชการ จึ่งให้กวาดครัวอพยพได้เก้าหมื่น แล้วยกกลับเข้าไปกรุงศรีอยุทธยา แลพระเจ้าบากระษัตรเสวยราชย์อยู่กรุงกำภูชาธิบดีได้ ๓ ปีสวรรคต พระบาอัฐได้เสวยราชสมบัติ ๓ ปีก็สวรรคต พระลำบองพิทเสวยราชย์ได้เดือนหนึ่งสวรรคต ๚

5 ๏ ฝ่ายนักโพรกผู้เป็นเจ้าพญา[บก 15] กลเมฆ หลานพระบรมถาเขมาราชา แลเจ้าพญากลเมฆ[บก 16] ได้เสวยราชสมบัติ มีพี่นางหนึ่ง น้องสัตรีหนึ่ง พี่นางมีราชบุตรองค์หนึ่งซึ่ง เจ้าพญาอินทราชา น้องสัตรีนั้นมีพระราชบุตรสององค์ ชื่อ เจ้าพญาคำขัด ๑ ชื่อ เจ้าพญาแก้วฟ้า ๑ เจ้าพญากลเมฆยกนางสันทนิตราผู้บุตรให้ครองรักกันกับอินทราชาผู้หลาน แล้วจะให้เจ้าพญาอินทราชาเสวยราชย์แทนพระองค์ เจ้าพญาคำขัดลอบฆ่าเจ้าพญาอินทราชาเสีย จึ่งเอานางสันทนิตรามาเป็นภรรยา เจ้าพญากลเมฆทรงพระโกรธ มิให้เจ้าพญาคำขัดเสวยราชย์ จะให้ขุนเทพมนตรี[บก 17] เสวยราชย์แทนพระองค์ ครั้นขุนเทพมลตรีมาถึงกลางทาง เจ้าพญาคำขัดกับพรรคพวกฆ่าขุนเทพมลตรีเสีย แลเสนาบดีทั้งปวงกราบทูลอ้อนวอนเจ้าพญากลเมฆจะขอให้พญาคำขัดเสวยราชย์ เจ้าพญากลเมฆก็หายโกรธ เสวยราชย์มากำหนดได้ ๓ ปี จะยกราชสมบัติให้พญาคำขัด ทรงพระนาม รามาธิบดี[บก 18][วซ 13] แลนางสันทนิตรานั้นเป็นพระมเหสี ทรงพระนาม สมเด็จพระภัควะดีศรีสันทนิตรา แล้วมีพระมเหสีองค์หนึ่งเป็นบุตรเจ้าเมืองบางคาง มีพระราชบุตรสองพระองค์ องค์หนึ่งชื่อ เจ้าพญาคามยาต องค์หนึ่งชื่อ นางสันทนิตรา พระเจ้าคำขัดมีเดชานุภาพ แลพระนครนั้นเคยขึ้นพระนครศรีอยุทธยาก็มิได้ไปอ่อนน้อม พระเจ้าคำขัดก็ยกกองทัพเข้ามา[วซ 14] จะตีเอาพระนครศรีอยุทธยา ครั้นมาถึงคลองสะมัดไชยแล้ว ยกล่วงเข้าไปถึงด่านสำโรง แขวงเมืองจันทบูรร[บก 19] บางคาง[บก 20] กวาดได้ครัวอพยพเป็นอันมาก แล้วยกกลับมาถึงกลางทาง ๚

6 ๏ ขณะนั้น เจ้าแขกจามยกกองทัพเรือมาตีเมืองจัตุระมุค[บก 21][วซ 15] ได้พระพุทธรูปทองเงิน แล้วให้นายทหารแขกจามคุมพลยกขึ้นมารบถึงคลองพระเพชญ[บก 22]

7 ๏ ฝ่ายพระเจ้าคำขัดยกกลับมาถึงพระนครหลวง[บก 23] จึ่งแต่งกองทัพออกรบทัพจามเป็นสามารถ แขกจาม[บก 24] ก็มิได้พ่ายแพ้ พระเจ้าคำขัดอาราธนาขอชัยชนะแก่พระธรณี ครั้นเพลาค่ำ เข้าที่พระบรรทม ทรงพระสุบินว่า นางพระธรณีเสด็จมาตรงพระพักตร์แล้วประกาศว่า พระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย จะมีชัยชนะแก่ข้าศึกเป็นมั่นคง ครั้นเพลารุ่งเช้า พระเจ้าคำขัดยกกองทัพออกไปจะรบด้วยข้าศึก พระธรณีนิมิตเป็นอสรพิษเลื้อยมาตรงพระพักตร์ โหราถวายพยากรณ์ทำนายว่า พระองค์จะมีชัยชนะแก่ข้าศึก พระเจ้าคำขัดก็ทรงเรือพระที่นั่งนะราชละธีพิมาณ[วซ 16] พร้อมด้วยเรือมุขมนตรีซ้ายขวาหน้าหลังโดยกระบวนยกเข้าไป พระองค์ทรงเกาทัณฑ์ยิงข้าศึก เรือรบต่อเรือรบได้รบกันเป็นสามารถ ฝ่ายเจ้าเมืองจามกับนายทัพนายกองทั้งปวงแลเห็นพระเจ้าคำขัดเป็นสี่กร ให้สะดุ้งตกใจกลัวเดชานุภาพมิได้เป็นใจรบพุ่ง แลนายทัพนายกองพระเจ้าคำขัดก็ให้แจวเรือรบเข้าไล่ฆ่าฟันเหล่าแขกจามล้มตายเป็นอันมาก แลอศภนั้นเกลื่อนไปทั้งคลองพระเพชญ เจ้าเมืองจามก็แตกไป ทแกล้วทหารเขมรจับได้จามเชลยเป็นอันมาก พระเจ้าคำขัดก็ให้รับพระพุทธรูปทองเงินมา แล้วยกกองทัพเข้าเมือง แล้วพาเจ้าพระญาแก้วฟ้าผู้เป็นพระอนุชายกกองทัพเข้ามาจะตีกรุงพระนครศรีอยุทธยา ครั้นยกมาถึงเมืองพิศนุโลก[บก 25] จึ่งให้สร้างพระวิหารทิศอาคเณย์ แล้วยกล่วงเข้าถึง[วซ 17] ปลายแดนพระนครศรีอยุทธยา รบพุ่งตีปลายแดนเห็นไม่ได้ทีแล้วก็กวาดเอาครัวอพยพกลับออกมาใกล้เมืองพิศนุโลก ให้สร้างเมืองรมยบุรี[บก 26][วซ 18] ให้เจ้าพญาแก้วฟ้า[บก 27] เป็นเจ้าเมือง แล้วยกเข้าเมือง

8 ครั้นอยู่มา พระสนมใส่ยาพิษให้พระเจ้าคำขัดเสวยเสด็จสวรรคต พระญาติวงศ์แลเสนาบดีแต่งการถวายพระเพลิงแล้ว พระราชมารดาให้ลงไปรับเจ้าพญาแก้วฟ้าขึ้นมาเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม สมเด็จพระศรีธรรมโศกราชธิราชรามาธิบดี พระองค์เสวยราชย์ทรงทศพิธราชธรรม[วซ 19] มาได้สามปี แลข่าวนั้นขจรไปถึงสมเด็จพระบรมราชาธิราชผู้ผ่านพระนครศรีอยุทธยา[บก 28] จึ่งให้เตรียมช้างม้ารี้พลเสด็จยกกองทัพออกมาล้อมเมืองพระเจ้าศรีธรรมโศกราชไว้ได้ประมาณเจ็ดเดือน พระเจ้าศรีธรรมโศกราชจึ่งนิมนต์พระสงฆราชาคณะสององค์ ๆ หนึ่งชื่อ พระธรรมกิจ องค์หนึ่งชื่อ พระสุคนธ์ กับขุนมะโนรศ ขุนมงคล ออกไปถวายพระนครแก่พระบรมราชาธิราช[บก 29] พระเจ้าศรีธรรมโศกก็สวรรคต สมเด็จพระบรมราชาธิราชให้แต่งการพระศพพระราชทานเพลิงแล้ว แลเมืองพิศณุโลก[วซ 20] นั้นให้สร้างวัดถวายพระธรรมกิจ ชื่อ วัดพระเชตุพน สร้างวัดน้อยถวายพระสุคนธ์[บก 30] จึ่งให้เจ้าพญาแพรด[บก 31] ผู้เป็นราชบุตรอยู่ครองเมืองพระนครหลวง ทรงพระนามชื่อ พระอินทราชา แล้วกวาดครัวอพยพได้ประมาณ ๔ หมื่นยกกลับไปพระนครศรีอยุทธยา

9 ๏ ฝ่ายพญาคามยาต[บก 32] ขณะเมื่อเสียเมืองนั้น หนีไปอาศัยอยู่ ณ บ้านตันหัก แลนายบ้านนั้นชื่อ ขุนพลาไชย[บก 33] พาพรรคพวกมาพิทักษ์รักษาพญาคามยาต ครั้นอยู่มาปีหนึ่ง พญาคามยาตแต่งกลอุบายเอาดาบใส่ในแง[บก 34] สุราผนึกปลอมเข้าไปกับของทั้งปวงเข้าไปถวายพระอินทราชา ๆ ให้เปิดแงออก ผู้ซึ่งเอาของนั้นก็ชักเอาดาบในแงเข้าฟันพระอินทราชาตาย[บก 35] จับพระมเหสีหนึ่ง พระสนมหนึ่ง พญาคามยาตได้เสวยราชย์[บก 36] ณ เมืองพระนครหลวง ทรงพระนาม สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีศรีธรรมิค[วซ 21] ราช[บก 37] พระมเหสีฝ่ายขวาทรงพระนาม สมเด็จพระสันทมิตรา มีราชบุตรสามองค์ ๆ หนึ่งชื่อ เจ้าพญาคำขัด องค์หนึ่งชื่อ นางพระเกษ องค์หนึ่งชื่อ นางลุดทอง ยกพระสนมไทย[บก 38][วซ 22] ชื่อ นางเกษร เป็นพระมเหสีฝ่ายซ้าย ทรงพระนาม พระอินทมิตรา[บก 39] แลพระอินทมิตรานี้เป็นน้องร่วมพระราชบิดากับพระอินทราชา พระมเหสีโทชื่อ ท้าวอัคราช มีราชบุตรีชื่อ พระเทพกัลยา มเหสีโทอีกองค์หนึ่งชื่อ ท้าวเทพเดชะ เป็นบุตรเจ้าเมืองไสล มีบุตรชื่อ เจ้าพญาศรีราชา พระสนมชื่อ แม่นางคง มีบุตร ๓ องค์ ชื่อ นักนางปราบ ชื่อ เจ้าพญาบันดิษราช หนึ่ง ชื่อ เจ้าพญาโทก พระสนมชื่อ แม่นางวรมาลา มีบุตรชื่อ นักนางเทพสาขา พระสนมชื่อ แม่นางสุก มีบุตรชื่อ เจ้าพญาราม แลเจ้าพญาเดียรราชาราชบุตรพระมเหสีฝ่ายซ้ายนั้นครองกันกับนักนางพ่ศรีผู้บุตรขุนทรงพระอินท[บก 40] มีบุตรคลอดปีเถาะชื่อ เจ้าพญาธรรมราชา แลนักนางพ่ศรี[วซ 23] กับนางเกษรซึ่งเป็นพระมเหสีฝ่ายซ้ายนั้นเป็นญาติพญาศรีราชเดโชไทย[บก 41] แลนักนางปราบราชบุตรีมีบุตรชื่อ เจ้าพญาจัน[บก 42] แลนักนางเทพสาฃาราชบุตรีมีบุตรชื่อ นักนางท้าวพะทอง ๚

10 ครั้นอยู่มา สมเด็จพระบรมราชาธิราช[บก 43] เสด็จยกลงไปอยู่เมืองจัตุระมุค[บก 44] ได้ช้างเผือกไว้เป็นมงคลช้างหนึ่ง แล้วได้ไม้กฤษณาลอยมาแต่แม่น้ำลาว[บก 45] เอามาทำตลุง[บก 46][วซ 24] ช้างเผือก

11 ครั้นอยู่มา สมเด็จพระบรมราชาธิราชยกกองทัพไปตั้งอยู่ตำบลท่าระกา แล้วยกล่วงไปตีเมืองจันทบูรรณ์ได้ด้วยพระเดชานุภาพ แล้วยกกลับมาเสวยราชย์อยู่ช้านานเสด็จสวรรคต พระญาติวงศ์แลเสนาบดีแต่งการถวายพระเพลิงแล้ว เจ้าพญาคำขัดราชบุตรขึ้นไปเสวยราชสมบัติอยู่ ณ เมืองพระนครหลวง ทรงพระนาม สมเด็จพระนารายณะรามาธิบดี[บก 47] พระมเหสีทรงพระนาม สมเด็จพระภัควะดีศรีพระเกษ มีพระราชบุตรหนึ่ง สมเด็จพระนารายธิบดี เสวยราชย์ได้ ๒๕ ปี พระองค์ทรงศีลเป็นผขาว[บก 48] อยู่แล้วสวรรคต แต่งการถวายพระเพลิงแล้ว ฝ่ายเจ้าพญาศรีราชา เจ้าพญาเดียรราชา พี่น้องรบชิงราชสมบัติกัน เจ้าพญาศรีราชาผู้พี่แตกไปตั้งอยู่ ณ เมืองเชอระโยง[บก 49] เจ้าพญาเดียรราชาได้เสวยราชย์อยู่เมืองพระนครหลวง ทรงพระนาม สมเด็จพระศรีโสไทย[บก 50] ฝ่ายเจ้าพะญาศรีราชายกกองทัพมารบพระศรีโสไทผู้น้อง ๆ จับเจ้าพญาศรีราชาได้ ให้ฆ่าเสียตำบลโพล้างดาว[บก 51]

12 ๏ ขณะเมื่อสมเด็จ[วซ 25] พระศรีโสไทเสวยราชย์มานั้น มิได้ไว้พระทัยพระธรรมราชา จะให้ฆ่าเสีย นางเกษรผู้เป็นพระอัยกีรู้เหตุ ให้ลอบทูลเจ้าพญาธรรมราชา ๆ หนีไปอาศัย ณ บ้านตรันอาก[บก 52] ซ่องสุมผู้คนได้เป็นอันมาก แล้วยกกองทัพมารบพระศรีโสไทย พระศรีโสไทยทานมิได้ หนีไปอยู่บ้านจงระนัก ซ่องสุมรี้พลได้เป็นอันมาก ยกกลับมารบเจ้าพญาธรรมราชา เจ้าพญาธรรมราชาหนีไปอยู่บ้านทำเลอม[บก 53] เหนือเขาพนมรุ้ง[บก 54] เกลี้ยกล่อมชาวบ้านชาวเมืองตะวันออกได้พร้อมมูล ยกกองทัพกลับมารบได้เมือง พระศรีโสไทหนีมาอยู่ตำบลปรำบีโฉมเมืองละแวก[บก 55] จึ่งให้เจ้าใชยมลตรีขุนนางยกกองทัพไปตั้งอยู่ตำบลตรวยลังว้า[บก 56]

13 ฝ่ายพระธรรมราชา ขณะเมื่อหนีไปอยู่ทำเลอมนั้น ได้เป็นมิตรสันทวะกันกับเจ้ากวย[บก 57][วซ 26] ครั้นได้พระนครหลวงแล้ว จึ่งให้มีหนังสือกำหนดไปขอกองทัพเจ้ากวย ณ เมืองตบงขมุม[บก 58] ให้ยกมาช่วยรบพระศรีโสไท ณ เมืองละแวก

14 ครั้นได้กำหนด กองทัพเจ้าพระญาธรรมราชากับกองทัพกวยก็ยกไปรบพระศรีโสไทย พระศรีโสไทยทานมิได้ก็ทิ้งครัวเสียหนีไป กองทัพพระธรรมราชาจับได้พระสนมแลพรรคพวกพระศรีโสไทยเป็นอันมาก แลเจ้าไชยมลตรีนั้นนำนักนางพระเกษมเหสีพระนาราย[วซ 27] รามาธิบดีหนีไปอยู่เมืองโพธิสัตร พระศรีโสไทย[วซ 28] นั้นหนีเข้าไปพระนครศรีอยุทธยา แลเจ้าพญาราชบุตรนักนางพระเกษนั้นขึ้นเสวยราชย์อยู่ ณ เมืองโพธิสัตร[บก 59] ฝ่ายพระธรรมราชายกกองทัพตามไปรบถึงเมืองโพธิสัตร เจ้าพญายกกองรบต้านทาน เจ้าพระยาธรรมราชาเห็นเหลือ (กำลัง) ก็ถอยมาตั้งอยู่เมืองบริบูรรณ[บก 60] ฝ่ายมหาพันกะเหรี่ยง[วซ 29] ขุนครุธพาพรรคพวกมาอยู่รักษาเจ้าพระญา[วซ 30] ณ เมืองโพธิสัตร ๚




เชิงอรรถ[แก้ไข]

เชิงอรรถของบรรณาธิการ[แก้ไข]

  1. คือ พงศาวดารเขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ หรือพระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับออกญาวงศาสรรเพชญ (นง)
  2. ไม่ปรากฏวันตามที่ระบุ หากเป็นวันพฤหัสบดี เดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำ ตรงกับวัน ๑๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๓๙ หากเป็นวันศุกร์ เดือน ๗ ขึ้น ๗ ค่ำ ตรงกับวันที่ ๑๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๓๓๙
  3. คือ นักพระองค์เอง หรือนักองค์เอง
  4. คือ หอสมุดหลวงซึ่งเก็บรวบรวมเอกสารและหนังสือหลวงอยู่ในพระบรมมหาราชวัง
  5. พ.พระมหากษัตริย์ฯ พ.ฉบับออกญาวังชวน และ เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า จ.ศ. ๗๐๒ ม.ศ. ๑๒๖๒ พ.ศ. ๑๘๘๔ (วิธีนับพระพุทธศักราชใน พ.ฉบับออกญาวังชวน และ เอกสารมหาบุรุษเขมร ใช้ตามต้นฉบับเขมร ซึ่งเร็วกว่าพระพุทธศักราชตามการนับของไทย ๑ ปี)
  6. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ เรียกว่า พระบรมนิพันธบท พ.พระมหากษัตริย์ฯ และ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า พระบรมนิพพานบท ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระนิพพานจักร หรือนิพพานบาท อย่างไรก็ตาม พระนามสมเด็จพระมหานิภาร พระบรมนิพันธบท พระบรมนิพพานบท หรือพระนิพพานจักร สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพระสมัญญานามหลังสวรรคตของกษัตริย์กัมพูชาพระองค์นี้ แสดงถึงความสอดคล้องกับธรรมเนียมการถวายพระสมัญญานามหลังสวรรคตของกษัตริย์กัมพูชาสมัยพระนครซึ่งถวายพระสมัญญานามตามนามเทพเจ้าหรือศาสนาที่กษัตริย์พระองค์นั้นนับถือ เช่น พระเจ้าชยวรรมันที่ ๒ (พระเจ้าชัยวรมันที่ ๒) ทรงนับถือลัทธิไศวนิกาย (นับถือพระศิวะเป็นใหญ่) เมื่อสวรรคตแล้ว ทรงพระนามว่า พระบาทปรเมศวร (พระนามพระศิวะ) หรือพระเจ้าสูรยวรรมันที่ ๒ (พระเจ้าสุริยวรมันที่ ๒) ทรงนับถือไวษณพนิกาย (นับถือพระวิษณุเป็นใหญ่) เมื่อสวรรคตแล้ว ทรงพระนามว่า พระบาทบรมวิษณุโลก เป็นต้น
  7. คือ พระนครศรียโศธรปุระ เมืองหลวงของกัมพูชาสมัยพระนคร นับเป็นเมืองพระนครศรียโศธรปุระเมืองที่ ๒ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชยวรรมันที่ ๗ (พระเจ้าชัยวรมันที่ ๗) มีศูนย์กลางของเมืองอยู่ที่ปราสาทบายน โดยสร้างซ้อนเหลื่อมกับเมืองพระนครศรียโศธรปุระเมืองที่ ๑ ซึ่งสร้างโดยพระเจ้ายโศวรมันที่ ๑ มีศูนย์กลางอยู่ที่ภูเขาพนมบาแค็ง (ปรากฏชื่อเดิมในศิลาจารึกเขมรโบราณว่า วฺนํกนฺตาล) ศิลาจารึกวัดศรีชุม เรียกว่า เมืองศรีโสธรปุระ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ เรียกว่า เมืองพระนครหลวง ปัจจุบัน เขมรเรียกว่า เมืองนครธม ส่วนชื่อ ศรีโสธร ได้นำมาใช้เป็นชื่อเมืองศรีสันธร (เสร็ยซอนทอ) ซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งหนึ่งของกัมพูชาสมัยหลังพระนคร
  8. คือ สมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง)
  9. สันนิษฐานว่า คือ พระราชบิดาของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) อย่างไรก็ตาม ในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาและพระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชาฉบับอื่น ๆ ไม่ปรากฏพระนามนี้
  10. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ เรียกว่า พระเจ้าศรีธาร พ.พระมหากษัตริย์ฯ ว่า พระสัทธานราชา พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า สิทธานราชา เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระสุทธานราช คำว่า "นัก" (อฺนก) ที่ประกอบหน้าชื่อ เป็นคำยกย่องในภาษาเขมร แปลว่า ท่าน คำว่า "ไถล" (ไถฺล) ภาษาเขมรแปลว่า มีค่า ราคา
  11. พ.พระมหากษัตริย์ฯ และ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า ตรงกับ จ.ศ. ๗๐๗ ม.ศ. ๑๒๖๗ และ พ.ศ. ๑๘๘๙
  12. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ เรียกว่า พระบรมลำพงษ์ราชา ส่วน พ.พระมหากษัตริย์ฯ พ.ฉบับออกญาวังชวน และ เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระลำพงราชา ครองราชสมบัติเมื่อ จ.ศ. ๗๐๘ ม.ศ. ๑๒๖๘ พ.ศ. ๑๘๙๐ พระนาม "ลำพัง" หรือ "ลำพงษ์" เป็นภาษาเขมรโบราณสมัยพระนคร คำว่า "ลํวาง" ซึ่งเป็นคำที่แผลงมาจากคำว่า "วง" หรือ "วาง" ซึ่งแปลว่า วง, วงกลม ดังนั้น ลํวาง จึงหมายถึง ที่เป็นวง ขอบเขต ตำบล หรือมณฑล (ทางทหาร) ตัวอย่างเช่น
    "ชฺวน ลํวาง โนะ ชา อาสรม" แปลว่า ถวายเขตนั้นเป็นอาศรม
    "สญฺชก โขฺลญ วฺระ ลํวาง" แปลว่า สัญชัก (ตำแหน่งทหารเขมรโบราณ) ผู้เป็นโขลญ (ตำแหน่งขุนนางเขมรโบราณ น่าจะเทียบเท่ากับตำแหน่ง "ขุน" ของไทย) แห่งพระลำพัง (หมายถึง อาณาบริเวณขอบเขต)
    "กมฺรเตง ชคต เสนาปติ ลํวาง กํทฺวต ทิก" แปลว่า กัมรเตง ชคต (พระเทวะ – หมายถึง ศฺวะลึงค์ หรือรูปเคารพ) ของเสนาบดีเขต กํทฺวต ทิก (ชื่อสถานที่)
    (โปรดดู Saveros POU, Dictionnaire Vieux Khmer–Français–Anglais, Paris, Cedoreck, 1992, pp. 416–417)
  13. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงษ์ (จาด) ว่า สมเด็จพระรามาธิบดีให้ไปอัญเชิญสมเด็จพระราเมศวรเสด็จออกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี เมื่อสมเด็จพระราเมศวรแพ้ จึงโปรดให้สมเด็จพระบรมราชาธิราช (ขุนหลวงพะงั่ว) เสด็จออกไปช่วยจนได้ชัยชนะในที่สุด
  14. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ ระบุว่า พระเจ้าปาสัตร พระเจ้าปาอัศ และพระเจ้ากะดมบอง เป็นพระราชบุตรของสมเด็จพระรามาธิบดี ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาฯ เรียกว่า เจ้าบาสาตร์ เจ้าบาอาจ และเจ้าดมบองบีเส็ย (คำว่า "บา" ในภาษาเขมรแปลว่า ผู้เป็นใหญ่) พ.พระมหากษัตริย์ฯ และ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า เจ้าปาสาธ เจ้าปาอาต และเจ้ากุมบงพิสี ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า เจ้าบาอาต เจ้าบาสาต เจ้ากํบงพิสี
  15. เจ้าพญา (เจาพญา) เป็นตำแหน่งกษัตริย์หรือเชื้อพระวงศ์กัมพูชาสมัยหลังพระนคร
  16. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ เรียกว่า พระศรีสุริโยวงษ์ราชา ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาฯ ว่า พระศรีสุริโยวงษ์ พ.พระมหากษัตริย์ฯ ว่า พระศรีสุริโยวงศ์ราชาธิราช และระบุว่า ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๑๙ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า พระศรีสุริโยทัย และระบุว่า ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๑๑ ม.ศ. ๑๒๗๑ พ.ศ. ๑๘๙๓ เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระสุริโยวงศ์ ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๒๑ ม.ศ. ๑๒๘๑ พ.ศ. ๑๙๐๓ ค.ศ. ๑๓๕๙
  17. ขุน (ฆุน) เป็นยศขุนนางของกัมพูชาสมัยหลังพระนคร สันนิษฐานว่า น่าจะรับมาจากชุดตำแหน่งขุนนางสมัยอยุธยา ในระยะแรก เป็นยศขุนนางชั้นสูง มีฐานะเป็นผู้ครองเมืองหรือนายบ้าน ต่อมา มีฐานะลดลงเป็นขุนนางชั้นผู้น้อย เรียงลำดับจากสูงสุด คือ เจ้าพญา ออกญา พระ หลวง ขุน เป็นต้น เช่น พ.เมืองละแวก จ.ศ. ๑๑๗๐ ระบุว่า ขุนเทพมนตรีเป็นขุนนางผู้ใหญ่ แต่ต่อมาในจารึกเขมรสมัยหลังพระนคร เช่น จารึกนครวัดสมัยหลังพระนคร หลักที่ ๘ (Inscriptions modernes d'Angkor – IMA 8) พ.ศ. ๒๑๖๘ ระบุว่า ขุนบันจงฤทัยเป็นเพียงขุนนางชั้นผู้น้อยที่ตำแหน่งรองลงมาจากออกหลวง แต่สูงกว่าออกหมื่น (โปรดดู ภาคผนวก ๕)
  18. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ เรียกว่า พระบรมรามา พ.พระมหากษัตริย์ฯ ว่า พระบรมรามา ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๒๘ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า พระบรมรามาขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๒๔ ม.ศ. ๑๒๘๔ พ.ศ. ๑๙๐๖ ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระบรมรามา ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๓๑ ม.ศ. ๑๒๙๑ พ.ศ. ๑๙๑๓ ค.ศ. ๑๓๖๙
  19. เมืองจันทบูรร น่าจะหมายถึง บริเวณจังหวัดจันทบุรีในปัจจุบัน
  20. เมืองบางคาง ปัจจุบันคือ จังหวัดปราจีนบุรี
  21. เมืองจัตุระมุค (จัตุรมุข) ปัจจุบันคือ กรุงพนมเปญ เหตุที่เมืองนี้ได้ชื่อว่า เมืองจัตุรมุข (สี่หน้า) ด้วยเหตุที่มีแม่น้ำ ๓ สาย คือ แม่น้ำโขง แม่น้ำทะเลสาบ (โตนเลสาบ) และแม่น้ำบาสัก ไหลมาบรรจบกันแล้วรวมกันเป็นแม่น้ำโขง (ไหลออกไปลงทะเลยังประเทศเวียดนาม) ที่บริเวณด้านหน้าเมืองพอดี จึงทำให้มีลักษณะเป็นแม่น้ำมาบรรจบกัน ๔ สาย จึงเรียกว่า จัตุรมุข หรือ จตุมุข
  22. คลองพระเพชญ ชื่อคลองในประเทศกัมพูชา
  23. คือ พระนครศรียโศธรปุระ ปัจจุบัน เป็นเมืองโบราณในจังหวัดเสียมเรียบ (เสียมราบ) ประเทศกัมพูชา
  24. คือ ชาติพันธุ์กลุ่มมาลาโยโพลีนีเชียน ชาวจามที่อาศัยอยู่ตอนกลางของประเทศเวียดนามปัจจุบัน (เป็นคู่สงครามกับอาณาจักรกัมพูชาโบราณ) เดิมนับถือศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธเช่นเดียวกับกัมพูชา ต่อมา ชาวจามบางส่วนเปลี่ยนมานับถือศาสนาอิสลาม จึงเรียกชาวจามกลุ่มที่นับถือศาสนาอิสลามว่า แขกจาม
  25. ในที่นี้ น่าจะหมายถึง ปราสาทนครวัด ซึ่งมีชื่อเรียกในจารึกนครวัดสมัยหลังพระนคร (IMA 3) ว่า พระพิษณุโลก
  26. ชื่อเมืองหนึ่งในประเทศกัมพูชา
  27. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ ว่า พระเจ้าธรรมาโศกราช พ.พระมหากษัตริย์ฯ ว่า พระธรรมาโศกราชาธิราช ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๓๒ พ.ฉบับออกญาวังชวน เพิ่มกษัตริย์กัมพูชาอีก ๒ พระองค์ก่อนถึงรัชกาลนี้ คือ พระธรรมโศกราชมหาราชาธิราช (พ.ศ. ๑๙๑๖–๑๙๔๔) และพระศรีสุริโยวงศ์ (พ.ศ. ๑๙๔๔–๑๙๕๗) จากนั้น จึงเป็นรัชกาลพระบรมอโศกราชมหาราชาธิราช ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๗๕ ม.ศ. ๑๓๓๕ พ.ศ. ๑๙๕๗ ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระธรรมาโศกราช ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๓๕ ม.ศ. ๑๒๙๕ พ.ศ. ๑๙๑๗ ค.ศ. ๑๓๗๓
  28. คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา)
  29. พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ระบุว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ เสด็จไปตีพระนครหลวงได้ในศักราช ๗๙๓ (พ.ศ. ๑๙๗๔)
  30. หมายถึง วัดที่อยู่ทางทิศเหนือและทิศใต้ของปราสาทนครวัด ในปัจจุบัน คือ วัดพระเชตุพน และวัดพระสุคนธ์ ตามลำดับ
  31. หมายถึง พญาแพรก ความใน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับปลีก ต้นฉบับของหอพระสมุดวชิรญาณ ระบุว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา) โปรดให้พระนครอินทร์เสด็จไปครองเมืองพระนครหลวง ต่อมา เมื่อพระนครอินทร์ประชวรและเสด็จสวรรคต สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ จึงโปรดให้เจ้าพญาแพรกเสด็จออกไปครองเมืองแทน ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พญาแพรกเป็นราชบุตรของพระบรมราชา "กษัตริย์สยาม" ขึ้นครองราชย์เมื่อ พ.ศ. ๑๙๒๘ ค.ศ. ๑๓๘๔
  32. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ เรียกว่า เจ้าพระยาญาติ พ.พระมหากษัตริย์ฯ และ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า พญายาต
  33. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับปลีก กล่าวว่า เจ้าอยาด (เจ้าพญายาต) ถูกจับและถูกส่งตัวไปกรุงศรีอยุธยา แต่ขุนนครไชยให้ความช่วยเหลือ จึงหลบหนีไปหาขุนพลาชัยได้
  34. แง หมายถึง ภาชนะสำหรับใส่เหล้า ทำด้วยดิน
  35. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับปลีก กล่าวว่า พระนครอินทร์ประชวรสวรรคตที่พระนครหลวงหลังจากยกทัพไปปราบเจ้าอยาดที่จัตุรมุข สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ จึงโปรดให้เจ้าพญาแพรกมาครองเมืองพระนครแทน ดังนั้น เจ้าพญาแพรกน่าจะเป็นผู้ที่ถูกลอบปลงพระชนม์มากกว่าพระนครอินทร์ที่ประชวรสวรรคตไปก่อนหน้านั้นแล้ว พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ และ ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาฯ กล่าวว่า เจ้าพระยาญาติใช้ให้มหาดเล็กทั้งสองไปลอบฆ่าพระอินทราชาในปีฉลู พ.พระมหากษัตริย์ฯ ว่า เป็นปีขาล พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า ปีระกา ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า ปีมะโรง ปัญจศก
  36. พ.พระมหากษัตริย์ฯ ระบุว่า พญายาตขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๔๖ พ.ฉบับออกญาวังชวน ระบุว่า พญายาตขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๗๙ ม.ศ. ๑๓๓๙ พ.ศ. ๑๓๒๓ ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระบาทพญายาตขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๔๔ ม.ศ. ๑๓๐๔ พ.ศ. ๑๙๒๖ ค.ศ. ๑๓๘๒
  37. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ ว่า สมเด็จเสด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดีศรีสุริโยปพันธ์ธรรมิกราชา ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาฯ ว่า พระบาทสมเด็จพระราชโองการ บรมราชารามาธิบดี พระศรีสุริโยพรรณ ธรรมิกมหาราช พ.พระมหากษัตริย์ฯ พระบาทสมเด็จพระราชโองการ พระบรมราชาธิราชรามาธิบดี พระศรีสุริโยพรรณธรรมิกมหาราชาธิราช พระบรมนาฏฐบรมบพิตร สถิตเป็นอิสูรกรุงพระมหานครกัมพูชาธิบดี สิริโสธรบวรอินทปัตถ คุรุรัฐราชธานี บุรีรมย์อุดมราชมหาสถานอมรวิมานอวตารสถิตสุขรัตนวิสสุกรรมประสิทธิ์ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า พระบาทสมเด็จ เสด็จพระราชโองการ พระบรมราชาธิราชา รามาธิบดี พระศรีสุริโยพรรณ ธรรมิกมหาราชาธิราช บรมบพิตร ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระบาทสมเด็จพระราชโองการ พระบรมยาต ราชาธิราช
  38. หมายถึง พระสนมที่เป็นคนไทย
  39. พระอินทมิตราเป็นน้องร่วมพระราชบิดากับพระอินทราชาซึ่งถูกพญายาตปลงพระชนม์ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นพระราชธิดาในสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ ๒ (เจ้าสามพระยา)
  40. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับปลีก ว่า ขุนทรงพระอินทเป็นพี่เลี้ยงของเจ้าพญาแพรกเมื่อเสด็จไปครองเมืองพระนครหลวง
  41. หมายถึง พญาศรีราชเดโชซึ่งเป็นคนไทย
  42. ต่อมา ได้ขึ้นครองราชย์ ทรงพระนาม สมเด็จพระบรมราชาธิราช (พระองค์จันท์) เป็นผู้สถาปนาเมืองละแวกเป็นเมืองหลวงของกัมพูชา
  43. คือ พญาคามยาต หรือเจ้าพระยาญาติ
  44. พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗ กล่าวว่า "ศักราช ๗๕๐ เสด็จมาสถิตอยู่ ณ เมืองพนมเพ็ญ จัตรุมุข จะราบเชียม"
  45. คือ แม่น้ำโขง
  46. ตลุง หรือตะลุง หมายถึง เสาประโคน หรือเสาหลักที่ปักไว้สำหรับผูกช้าง
  47. พ.พระมหากษัตริย์ฯ ระบุพระนามว่า พระนรายณ์ราชา ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๗๙๓ พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า พระนรายณราชา ขึ้นครองราชย์เมื่อ จ.ศ. ๘๒๕ ม.ศ. ๑๓๒๘ พ.ศ. ๒๐๐๗ ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระนรายณ์ราชาขึ้นครองราชย์ เมื่อ จ.ศ. ๗๘๙ ม.ศ. ๑๓๙๑ พ.ศ. ๑๙๔๔ ค.ศ. ๑๔๒๗
  48. คือ ชีผ้าขาว (ชีปะขาว)
  49. ชื่อเมืองหนึ่งในประเทศกัมพูชา
  50. พ.พระมหากษัตริย์ฯ ว่า พระสุริโยทัย พ.ฉบับออกญาวังชวน ว่า พระศรีสุริโยไท ส่วน เอกสารมหาบุรุษเขมร ว่า พระสุริโยทัย
  51. เป็นชื่อตำบลหนึ่งในประเทศกัมพูชา
  52. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับปลีก ว่า เมืองเตริอญอาจ
  53. ปัจจุบัน สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นหมู่บ้านอยู่ในเขตจังหวัดบุรีรัมย์
  54. คือ เขาพนมรุ้งในจังหวัดบุรีรัมย์
  55. เมืองละแวก ชื่อเมืองโบราณ เป็นราชธานีของกัมพูชาในอดีต ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดกำพงฉนัง ประเทศกัมพูชา
  56. น่าจะหมายถึง โจรยจังวา ปัจจุบันอยู่ฝั่งตรงข้ามกับกรุงพนมเปญ ผู้อาศัยอยู่บริเวณนั้นในปัจจุบันส่วนใหญ่เป็นชาวเขมรเชื้อสายจาม นับถือศาสนาอิสลาม
  57. กวย หรือกุย เป็นชาติพันธุ์หนึ่งในประเทศกัมพูชา บางครั้งเรียกว่า ส่วย หรือเขมรป่าดง
  58. เมืองตบงขมุม (ตฺบูงฆฺมุม – แปลว่า หัวผึ้ง) ชื่อเมืองโบราณในประเทศกัมพูชา ปัจจุบันมีฐานะเป็นอำเภอ (สฺรุก) อยู่ในจังหวัดกำพงจาม ประเทศกัมพูชา
  59. คือ เมืองโพธิสัตว์ ปัจจุบันเป็นจังหวัดโพธิสัตว์ในประเทศกัมพูชา
  60. คือ เมืองบริบูรณ์ ปัจจุบันอยู่ในจังหวัดกำพงฉนัง ประเทศกัมพูชา

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. 1.0 1.1 1.2 1.3 1.4 ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ (๒๕๔๒, น. ๒๓๗–๒๔๐) ใช้ว่า "หัดถ" – ดู บรรทัด ทุกแห่ง
  2. ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ (๒๕๔๒, น. ๒๓๗) ว่า "เดิน" – ดู บรรทัด
  3. ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ (๒๕๔๒, น. ๒๓๗) ใช้ว่า "คลาศ" – ดู บรรทัด
  4. ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ (๒๕๔๒, น. ๒๓๗) ว่า "ชั้น" – ดู บรรทัด
  5. 5.0 5.1 5.2 5.3 5.4 5.5 5.6 5.7 ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ (๒๕๔๒, น. ๒๓๗–๒๔๐) ใช้ว่า "อิก" – ดู บรรทัด ทุกแห่ง
  6. ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ (๒๕๔๒, น. ๒๓๙) ใช้ว่า "ปรากฎ" – ดู บรรทัด
  7. ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ (๒๕๔๒, น. ๒๔๐) ว่า "เห็น" – ดู บรรทัด
  8. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๒) ว่า "สิท" – ดู บรรทัด ๔
  9. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๒) ว่า "กุฎิ" (ฎ ชฎา) – ดู บรรทัด ๑๕
  10. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๓) ว่า "กุฏิ" (ฏ ปฏัก) – ดู บรรทัด ๑๘
  11. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๓) ว่า "กุฏิ" (ฏ ปฏัก) – ดู บรรทัด ๒๑
  12. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๓) ไม่มีคำว่า "ก็" – ดู บรรทัด ๓๒
  13. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๕) ว่า "ทรงนาม พระรามาธิบดี" – ดู บรรทัด ๕๕
  14. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๕) ว่า "ฝ่า" – ดู บรรทัด ๖๒
  15. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๕) ว่า "จัตุระมุก" – ดู บรรทัด ๖๖
  16. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๖) ว่า "นะราชละทีพิมาณ" – ดู บรรทัด ๗๗–๗๘
  17. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๗) ว่า "เข้ามาถึ่ง" – ดู บรรทัด ๙๐
  18. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๗) ว่า "รมยบูรีย" – ดู บรรทัด ๙๓
  19. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๗) ว่า "ทศมิตรราชธรรม" – ดู บรรทัด ๙๘–๙๙
  20. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๘) ว่า "พิศนุโลก" – ดู บรรทัด ๑๐๗
  21. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๙) ว่า "ธรรมมิค" – ดู บรรทัด ๑๑๙
  22. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๙) ว่า "ไท" – ดู บรรทัด ๑๒๒
  23. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๖๙) ว่า "นักนางพศรี" – ดู บรรทัด ๑๓๒
  24. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๗๐) ว่า "ตระลุง" – ดู บรรทัด ๑๓๗
  25. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๗๐) ไม่มีคำว่า "สมเด็จ" – ดู บรรทัด ๑๕๑
  26. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๗๑) ว่า "จ้าวกว้ย" – ดู บรรทัด ๑๖๒
  27. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๗๒) ว่า "นะราย" – ดู บรรทัด ๑๖๙
  28. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๗๒) ว่า "ศรีโสไท" – ดู บรรทัด ๑๖๙
  29. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๗๒) ว่า "มะหาพันกะเหรียง" – ดู บรรทัด ๑๗๔
  30. ฉบับจำลองจากเอกสารตัวเขียน (วินัย พงศ์ศรีเพียร, ๒๕๓๙, น. ๑๗๒) ว่า "เจ้าพระยา" – ดู บรรทัด ๑๗๔

หมายเหตุของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

ชื่อที่บรรณาธิการใช้เรียกเอกสาร มีความหมายดังนี้

ชื่อ เอกสาร
พ.เขมร จ.ศ. ๑๒๑๗
พงศาวดารเขมร จ.ศ. ๑๒๑๗
พ.ฉบับออกญาวังชวน
พระราชพงศาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับออกญาวังวรเวียงชัย (ชวน) (ภาษาเขมร: ​ព្រះរាជពង្សាវតារ​ក្រុងកម្ពុជា ច្បាប់ឧកញ៉ា​វាំងវរវៀងជ័យ​ជួន)
พ.พระมหากษัตริย์ฯ
พระราชพงศาวดารพระมหากษัตริย์เสวยราชสมบัติในกรุงกัมพูชาธิบดีเป็นลำดับเรียงมา (ภาษาเขมร: ព្រះរាជពង្សាវតារ​ព្រះមហាក្រសត្រ​សោ្យរាជសំបត្តិ៍​ក្នុង​ក្រុង​កំម្ពុជា​ធីប្ដី​ជា​លំដាប់​រៀង​មក)
พ.เมืองละแวก จ.ศ. ๑๑๗๐
พงศาวดารเมืองละแวก จ.ศ. ๑๑๗๐
พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์
พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับปลีก
พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณ
ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชาฯ
ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับพระองค์นพรัตน์ (ภาษาเขมร: រាជពង្សាវតារ​ក្រុងកម្ពុជា ច្បាប់ព្រះអង្គនព្វរ័តន៍)
ศิลาจารึกวัดศรีชุม
จารึกวัดศรีชุม
เอกสารมหาบุรุษเขมร
เอกสารมหาบุรุษเขมร (ภาษาเขมร: ឯកសារមហាបុរសខ្មែរ)

บรรณานุกรม[แก้ไข]

บรรณานุกรมของบรรณาธิการ[แก้ไข]

เอกสารต้นฉบับ
  • "พงศาวดารเขมรเมืองละแวก." หอสมุดแห่งชาติ. หนังสือสมุดไทย. อักษรไทย. ภาษาไทย. เส้นดินสอ. เลขที่ ๔๕ มัดที่ ๑๓ หมวดพงศาวดาร.
เอกสารที่ตีพิมพ์แล้ว
  • ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว, ๒๕๔๒. (คณะกรรมการอำนวยการจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปีจัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในมหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ ๕๐ ปี พุทธศักราช ๒๕๓๙).
  • ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ไทย, ๒๔๕๗.
  • ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๕๙.
  • ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๗๑. พระนคร: โรงพิมพ์กรุงเทพบรรณาคาร, ๒๔๘๑. (สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี โปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์ในงานพระราชทานเพลิงศพพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ณ เมรุวัดเทพศิรินทราวาส).
  • พงษาวดารเขมร. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ, ศก ๑๒๑.
  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระจักรพรรดิพงศ์ (จาด) ๒ เล่ม. พระนคร: องค์การค้าของคุรุสภา, ๒๕๐๔.
  • พระราชพงศาวดารพระมหากษัตริย์เสวยราชสมบัติในกรุงกัมพูชาเป็นลำดับเรียงมา. J.S.R.C., 1987.
  • มก ภืน. "จฺบาบ่ พฺระราชพงฺสาวตารปฺรเทสกมฺพุชา" / ฉบับพระราชพงศาวดารประเทศกัมพูชา, สมูหกมฺมอกฺสารสาสฺตฺรแขฺมร โอทิสชูน สาสฺตฺราจารฺยเกง วาน่สาก่. ภฺนํเพญ: บณฺณาคารองฺคร, ๒๐๐๖.
  • ราชพงษาวดารกรุงกัมพูชา ฉบับหอพระสมุดวชิรญาณแปลใหม่. พระนคร: โรงพิมพ์โสภณพิพรรฒธนากร, ๒๔๖๐. (จางวางตรี พระยาไกรเพ็ชรรัตนสงคราม สมุหเทศาภิบาลมณฑลนครสวรรค์ พิมพ์แจกในงานศพพระตำรวจตรี พระกำแหงรณฤทธิ จางวางพระตำรวจ ผู้บิดา).
  • เอง สุจ. เอกสารมหาบุรสแขฺมร ภาคที ๑–๒ / เอกสารมหาบุรุษเขมร ภาคที่ ๑–๒. ภฺนํเพญ: โรงพุมฺพอนฺตรชาติ, ๑๙๖๙.
  • KHIN SOK. Chroniques Royales du Cambodge (de Bañā Yāt a la Prise de Lańvaek de 1417 à 1595). Paris: EFEO, 1988.
  • MAK PHOEUN. Chroniques Royales du Cambodge (des origines légendaires jusqu'à Paramarājā Ier). Paris: EFEO, 1984.
  • _____. Chroniques Royales du Cambodge (de 1594 à 1677). Paris: EFEO, 1981.
  • _____. Histoire du Cambodge de la fin du XVIe siècle au dédut du XVIIIe. Paris: EFEO, 1995.

บรรณานุกรมของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

เอกสารต้นฉบับ
  • ศานติ ภักดีคำ (บรรณาธิการ). "พงศาวดารเมืองละแวก จ.ศ. ๑๑๕๘". ใน ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑๒ (น. ๓๗–๔๓, ๔๗–๔๙). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, สำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ISBN 9749528476.
เอกสารอ้างอิง
  • ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑. (๒๕๔๒). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ISBN 9744192151.
  • วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ). (๒๕๓๙). "พงศาวดารเขมร ฉบับนักองค์เอง เลขที่ ๔๕ ในหมวดพงศาวดาร". ใน วินัย พงศ์ศรีเพียร (บรรณาธิการ), ความยอกย้อนของประวัติศาสตร์ (น. ๑๖๑–๑๗๒). กรุงเทพฯ: คณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย. ISBN 9747771977.

งานนี้ ปัจจุบันเป็นสาธารณสมบัติแล้ว เพราะลิขสิทธิ์ได้หมดอายุตามมาตรา 19 และมาตรา 20 ของพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ซึ่งระบุว่า

ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นบุคคลธรรมดา
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  2. ถ้ามีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์หมดอายุ
    1. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย หรือ
    2. เมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก ในกรณีที่ไม่เคยโฆษณานั้นเลยก่อนที่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายจะถึงแก่ความตาย
ถ้ารู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล หรือถ้าไม่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์
  1. ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น
  2. แต่ถ้าได้โฆษณางานนั้นในระหว่าง 50 ปีข้างต้น ลิขสิทธิ์หมดอายุเมื่อพ้น 50 ปีนับแต่ได้โฆษณางานนั้นเป็นครั้งแรก