พระคีรีศรีสงคราม (เจ้าหัวเมืองกลอย)เมืองขนอม ขนอมพเนียน

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

■ประวัติพระคีรีศรีสงคราม เจ้าหัวเมืองกลอย

ในพงศาวดารสมัยอยุธยาเรียก เมืองตระนอม ขนอมพะเนียน อาจมาจากคำว่า เขาล้อม เขานอม เขาน้อม เขาหนอม ขนอม เพราะอำเภอนี้มีเขาล้อมรอบอุดมสมบูรณ์ไปด้วยกลอยตามเนินเขาโดยด้านหน้าเป็นทะเลหน้าด่านในจังหวัดนครศรีธรรมราช ปัจจุบันคืออำเภอขนอม มี๓ตำบลคือ ขนอม ท่าเนียน และเขาวังทอง ติดกับเมืองตระชล(สิชล) ด้านหน้าคือสมุยและพะงัน

ประวัติเมืองกลอยพเนียนขนอมจากพงศาวดารที่บันทึกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ https://th.m.wikisource.org/wiki/ประชุมพงศาวดาร_ภาคที่_๗๓ถอดรหัสการปกครองจากทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชในอดีตของ อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ได้ดังนี้

ตอน : ข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช  #ในพื้นที่ขนอมพเนียนพกหมาก ( อำเภอขนอมในปัจจุบัน )

เหตุของการเขียนทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช  มีสาเหตุของการเขียนขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๕๔  เจ้าพระยานคร ( น้อย ) ซึ่งมียศเป็น “ #พระบริรักษ์ภูเบศร์ ” ใน ขณะนั้น ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ #เจ้าพระยาศรีธรรมาโศกราช ชาติเดโชชัย มไหสุริยาธิบดี อภัยพิริยะปรากรมพาหุ ” แทนที่เจ้าพระยานคร ( พัฒน์ ) ผู้เป็นลุงเขย และ บิดาบุญธรรม ที่ได้ถึงคราวอาวุโส กราบบังคมทูลลาแก่สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านาลัย เพื่อให้พระบริรักษ์ภูเบสร์บุตรบุญธรรมได้ขึ้นว่าราชการเมือง  โดยเลื่อนให้ เจ้าพระยานคร ( พัฒน์ ) เป็น “ เจ้าพระยาสุธรรมมนตรี ศรีธรรมโศกราชวงศ์ เชษฐ์พงศ์ลือชัย อนุทัยธิบดี อภัยพิริยะปรากรมพาหุ ” จางวางเมืองนครศรีธรรมราช  ช่วยเป็นที่ปรึกษา ในข้อราชการแก่เจ้าพระยานคร ( น้อย )  

และในคราวแต่งตั้งเจ้าพระยานคร ( น้อย ) น  พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นศักดิพลเสพ ซึ่งในขณะนั้นทรงกำกับราชการในฝ่ายกลาโหม  ได้ทรงกราบทูลแก่พระเจ้าอยู่หัวว่า ข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราชนั้นมีไม่ครบตำแหน่ง ขอให้ทรงพระกรุณาแต่งตั้งกรมการ เจ้าหน้าที่ให้ครบทุกตำแหน่ง  พระเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาแต่งตั้งตำแหน่งข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช โดยยึดเอาตามสมุดที่แต่งตั้งพระยาสุโขทัย มาเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ( คงจะหมายถึง เจ้าพระยาธรรมราช ( บุญเลี้ยง ) ในปลายรัชสมัย สมเด็จพระภูมินทรมหาราชา ( พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ ) รับราชการในปี พ.ศ. ๒๓๐๐ – ๒๓๐๑ )  ที่มีบันทึกตำแหน่งขุนนางอย่างเพียบพร้อมมาเป็นต้นแบบ  และได้ส่งสมุดที่บันทึกตำแหน่งข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช มาในวันที่ประกาศแต่งตั้งพระบริรักษ์ภูเบศร์  ขึ้นเป็นเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช

ซึ่งในทำเนียบข้าราชการเมืองนครศรีธรรมราช  ได้บันทึกกรมการเมืองในพื้นที่ #พเนียนขนอมเอาไว้ในอันดับต้นของกรมการทั้งหมด และเป็นกรมการเมืองนอกพื้นที่หน่วยเดียว  ที่ขึ้นตรงต่อตัวเมืองนครศรีธรรมราช ในฐานะหน้าด่านทางทิศเหนือ ได้มีข้าราชการ และ เจ้าหน้าที่ ที่ประจำในท้องที่ขนอมพเนียน ดังนี้ คือ

๑. #ออกพระศรีราชสงครามราชภักดี  ปลักเมืองนครศรีธรรมราช  ถือ ศักดินา ๓,๐๐๐  ฝ่ายขวา ถือตราโตยืนบนแท่น  เครื่องประจำยศมีช้างพลาย ๑ ช้างพัง ๑ จำลอง ๒ ธงทวน ๒ นวม ๖ แหลน ๔ ปืนนกสับหลังช้าง ๒ กระบอก หมวกม้า ๒ เครื่องม้า ๒๐  ปืนกระสุนนิ้วกึ่ง ๓ บรรดาศักดิ์ ๑๘ กระบอก ปืนนกสับบรรดาศักดิ์ ๒๔ กระบอก ปืนนกสับเชลยศักดิ์ ๑๘ กระบอก  เสื้อพล ๔๒ หอกเขน ๓๐ ทวนเท้า ๑๕  เรือพนัก ๒ ได้รับพระราชทานกิจกระทงความและข้าวผูกกึ่งเจ้าเมือง มีที่พกหมากตำบลพเนียนขนอมขึ้นสำหรับที่ ๓ ตำบล มีนาสัดทิศตะวันออกเมือง ๒ เส้น

๒. #หลวงสงครามวิชิต ผู้ช่วยราชการพิเศษ นา ๑๐๐๐

๓. #หลวงชัยสงคราม  รองปลัด นา ๑๐๐๐  ถือตราโตไม่มีแท่น มีช้างพลาย ๑ ธงทวน ๒ นวม ๓ แหลน ๒๐ หมวกสำหรับช้าง ๑ ปืนกระสุนนิ้วกึ่งบรรดาศักดิ์ ๑ กระบอก ปืนนกสับบรรดาศักดิ์ ๑ กระบอก ปืนนกสับเชลยศักดิ์ ๑ กระบอก เสื้อ ๔ ธงทวน ๑๐  เสื้อพล ๑๐ ทวนเท้า ๔ เรือพนัก ๑ ลำ ได้รับพระราชทานเชิงประกัน พิจาร ณาความในกรมปลัดความ ซึ่งมีตราโกษาธิบดี ( กรมคลัง ) ออกมา มีนาสัดออกเมือง ๑ เส้น  สมุหบัญชีนา ๔๐๐ คุมไพร่บโทน จำเจียมสำหรับปลัดถือ

๔. #เมืองชัยคีรีศรีสงคราม  เมืองขนอม นา ๘๐๐ ม้า ๑ เครื่องม้า ๑ เสื้อ ๑ หมวก ๑ ปืนบรรดาศักดิ์ ๒ กระบอก เขน ๑ หมวก ๑ ได้รับพระราชทานพยาบาลที่ขนอม

๕. #ขุนแก้วไกรพันธ์  พยาบาลที่พกหมากสำหรับปลัด มีเรือพนัก ๑ ลำ นา ๔๐๐ ได้รับพระราชทานพยาบาลที่พกหมากสำหรับปลัดมี

๖. #ขุนจ่าไตรจักร ตรารูปคน นา ๔๐๐ ได้รับพระราชทานพระยา

๗. #ขุนชัยเศรษฐี นา ๔๐๐ เรือพนัก ๑ ลำ

๘. #ขุนจ่าสงคราม นา ๔๐๐ เป็นขุนหมื่นใช้ในกรม

๙. #ขุนอินทรสงคราม  นา ๔๐๐ เป็นขุนหมื่นใช้ในกรม

๑๐. #ขุนเทพสงคราม  นา ๔๐๐ เป็นขุนหมื่นใช้ในกรม

๑๑. #ขุนศรีสงคราม นา ๔๐๐ เป็นขุนหมื่นใช้ในกรม

๑๒. #ขุนพินิจอักษร นา ๒๐๐ เป็นเสมียนในกรมปลัด

๑๓. #ขุนทิพยอักษร นา ๒๐๐ เป็นเสมียนในกรมปลัด

๑๔. #ขุนเทพอักษร  นา ๒๐๐ เป็นเสมียนในกรมปลัด

๑๕.  #ขุนวิชิตอักษร นา ๒๐๐ เป็นเสมียนในกรมปลัด

๑๖.  #หมื่นรณ รองที่ขนอม  นา ๔๐๐

๑๗.  #หมื่นเทพคีรี  สมุห์บัญชี นา ๒๐๐

๑๘. #หมื่นศรีคีรี  สมุห์บัญชี  นา ๒๐๐

สิริกรมปลัดฝ่ายขวา พระ ๑ หลวง ๒ ขุน ๑๑ หมื่น ๓ เมืองขนอมพเนียงเป็นที่พกหมาก ๑ รวม ๑๘ คน

ประวัติเมืองกระนอม ตระนอม ขนอม ที่บันทึกในพระธาตุเมืองนครสมัยอยุธยาโดยมีคำเรียกเมืองทางใต้ในพงศวดารพระธาตุเมืองนครศรีธรรมราชดังนี้

กระนอม ตระนอม (ขนอม)

บางตระพาน(บางสะพาน)

ไชย ไชยา ชัยชนะ (สุราษฎร์ธานี)

ศริวิชัย ศรีวิจายา Sri Vijaya

สะอุลา ท่าทอง (กาญจนดิษฐ์)

พเนียน ท้องเนียน

ตระชน สุชล สิชล(แปลว่าน้ำสวย)

คูหา

ทุ่งหลวง

จงสะ เวียงสระ

ลานสะกา(ที่ตั้งราชวงศ์ศรีมหาราช ดั้งเดิมสายฮินดูแบงกอล)

¤พงศวดารจากบันทึกในพระบรมธาตุนคร¤

#พระพนมทะเลศรี(ท้าวอู่ทอง)หรือพระพนมวัง มีลูกหลานดังนี้

๑.#พระศรีราชา หรือพญาศรีธรรมโศกราช เดิมครองเมืองท่าทองหรือสะอุเลากาญจนดิษฐ์ ได้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชองค์แรก ผู้ฟื้นฟูบูรณะพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราช ให้เราได้สักการะมาจนถึงปัจจุบัน เรื่องราวของพระนางสนตรา ที่ทุ่มเทกำลังหาทุนทรัพย์ จากการสร้างนา สร้างเมือง สร้างท่าตระนอม เพื่อให้พระเชษฐาได้บูรณะพระธาตุนครฯ จนแล้วเสร็จ  

๒.#พระนางสนตราเทวี ครองเมืองตระนอมหรือขนอม

๓.#พระอินทรกุมาร ครองเมืองดำถะหมอ ตอนหลังได้ครองเมืองท่าทองหลังพระพนมวังสวรรคจ

#หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรศรีวิชัยตามพรลิงค์

ในปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๗ หัวเมืองในทะเลใต้ต่างประสบกับโรคระบาด จนทำให้ไม่สามารถกลับมาก่อร่างสร้างเมืองกันใหม่ได้ จึงเป็นเหตุให้ พระพนมทะเลศรีมเหสวัสดิ ทราธิราช หรือที่ในตำนานเมืองนครศรีธรรมราชเรียกว่า “ ท้าวอู่ทอง ” พระมหา กษัตริย์ ผู้เสวยราชสมบัติอยูที่เมืองเพชรบุรี ได้ทรงส่งพระราชโอรสพระนามว่า “ พระพนมวัง ” พร้อมด้วยไพร่พลจำนวนหนึ่ง ลงมาฟื้นฟูบูรณะหัวเมืองในทางตอนใต้ทั้งหมด ให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง

#สาเหตุของการที่พระมหากษัตริย์แห่งเพชรบุรีอโยธยา ต้องส่งพระราชโอรสองค์สำคัญลงมาบูรณะบ้านเมืองนั้น มีสาเหตุมาจาก การที่พระพนมทะเลศรีฯ ได้ทรงให้สัตย์สาบานต่อพระเจ้าศรีธรรมโศกราชจันทรภาณุมหาราชแห่งศรีวิชัยตามพรลิงค์พระองค์สุดท้าย โดยเบื้องต้นนั้น พระพนมทะเลศรีฯ หรือท้าวอู่ทอง ได้ทรงต้องการที่จะตีเมืองศิริธรรมนคร หรือ ตามพรลิงค์เป็นเมืองขึ้นแต่เมื่อได้ทำสงครามกับพระเจ้าจันทรภาณุ ผลัดกันแพ้ ผลัดกันชนะ จนไม่สามารถบุกลงไปทางใต้ได้สำเร็จ จึงได้ขอเจรจาสงบศึกกับ มหาราชจันทรภาณุ ที่ ตำบลบางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ หลังจากที่ปักปันเขตแดนกันเสร็จแล้ว พระพนมทะเลศรีฯ และ พระเจ้าจันทรภาณุ ได้ทรงหลั่งทักษิโณทก กระทำสัตย์สาบานแก่กัน ว่าจะทรงขอดองเป็นพระญาติ ฝากบ้านฝากเมืองแก่กัน และถ้าบ้านเมืองของใครเกิดมีอันเป็นไปเสียก่อน ก็จะไปช่วยบูรณะให้กลับเจริญดั่งเดิม ซึ่งหลังจากที่พระพนมทะเลศรีฯ หรือ ท้าวอู่ทอง ได้ให้สัตย์สาบานแก่พระเจ้าจันทรภาณุแล้ว ก็ทรงถวายไทยทานมาช่วยเหลือการสร้างพระบรมธาตุเมืองนครอยู่เสมอ รวมทั้งแลกเปลี่ยนสินค้าแก่กันเสมอ

  กระทั่งกรุงตามพรลิงค์ ประสบกับโรคระบาดทั้งอาณาจักร จนทำให้ล่มสลาย ไม่สามารถฟื้นคืนกำลังกลับมาได้ดั่งเดิม พระพนมทะเลศรีฯ จึงทรงมีพระราชโองการให้ พระพนมวัง พระราชโอรส นำผู้คนลงไปบูรณะหัวเมืองทางตอนใต้ โดยมีข้อความ ระบุในพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช ความว่า

“ แลพระเจ้าอยู่หัวประทานให้พระพนมวังแลนางสะเดียงทองออกไป สร้างเมืองนครดอนพระ แลท่านให้พลเจ็ดร้อย แขกห้าสิบ ช้างสาม ม้าสอง มาประทานให้แก่พระพนมวังแลนางสะเดียงทอง อยู่ในเมืองนครดอนพระนั้นจงขาด แลมีลูกหลานให้อยู่กินเมืองมีญาติกาหญิงชายไซร้ให้ถวายเข้ามาเป็นข้าพระเจ้าอยู่หัว แลเมืองแห่งใด ๆ เป็นเมืองขึ้นไซร้ พระพนมวังแลนางสะเดียงทองแต่งแขกนั้นให้ไปเป็นเจ้าเมืองนั้นอยู่จงทุกเมืองนั้น ให้มาขึ้นในเมืองนครดอนพระเป็นส่วยทอง แลในใต้หล้าฟ้าเขียว ณ บ้านเมืองไกล พระพนมวัง แลนางสะเดียงทองไซร้ เป็นธุระสร้างบ้านเมืองแลพระมหาธาตุจงลุสำเร็จ แล้วให้เจ้าศรีราชาผู้ลูกพระพนมวังแลนางสะเดียงทองเข้ามาเอาแก้ว สำหรับยอดพระเจ้านั้นแลทองออกไป แลพระเจ้าอยู่หัวสั่งให้สร้างป่าเป็นนาจงทุกตำบล ให้ป่าวแก่คนอันอยู่ ณ เขาให้ออกมาทำไร่นาแล อยู่เป็นที่ถิ่นฐาน บ้านที่อยู่ให้มีชื่อตำบล แลให้พระพนมวังกฎหมายไว้ให้เจ้าศรีราชา เอาเข้ามาไหว้พระเจ้าอยู่หัวจงรับทราบ แลพระเจ้าอยู่หัวสั่งเท่านั้นแล พระพนมวังแลนางสะเดียงทองแลศรีราชากราบลา ”

     จากข้อความที่ระบุถึงการมาของพระพนมวัง และ นางสะเดียงทอง ในส่วนนี้ จะเห็นได้ถึงความตั้งพระทัยของพระพนมทะเลศรีฯ ที่ทรงต้องการที่จะบูรณะหัวเมืองทางตอนใต้ทั้งหมด รวมถึงพระบรมธาตุเมืองนครฯ ที่ในยุคนั้นได้ปรักหักพังลงแล้ว ให้กลับมามีสภาพสมบูรณ์อีกครั้ง แต่การฟื้นฟูบูรณะบ้านเมืองนั้น ย่อมไม่ใช่การง่าย จึงได้ทรงพระราชทานไพร่พล ให้พระพนมวัง และ นางสะเดียงทอง พาไปสร้างบ้านเมืองด้วยเมื่อพระพนมวัง และ พระนางสะเดียงทองเดินทางลงใต้ มาจนถึงเมืองท่าทอง ( อยู่ในพื้นที่ อ.กาญจนดิษฐ์ จ.สุราษฎร์ธานี ) ก็ได้ตั้งเมืองลงที่ “ บ้านจงสระ ” และได้ให้ขุนนางใต้บังคับบัญชา ไปฟื้นฟูบูรณะหัวเมืองต่างๆ ตั้งแต่ บางสะพาน ไปจน ถึงหัวเมืองในแหลมมลายู

โดยยึดตามพระราชโองการที่พระพนมทะเลศรีฯ ทรงกล่าวไว้ ว่าให้ รวบรวมผู้คน มาสร้างนา แล้วจึงสร้างเมือง ซึ่งพระพนมวัง และ พระนางสะเดียงทอง ก็ได้ทรงยึดตามรับสั่งในพระราชโองการ จนทำให้เมืองท่าทอง กลับมาอุดมด้วยไร่นาอีกครั้ง

สำหรับพระโอรส และ พระธิดา ของพระพนมวัง ตามที่พงศาวดารเมืองนครศรี ธรรมราชระบุไว้ มีด้วยกัน ๓ พระองค์ คือ

๑. เจ้าศรีราชา พระโอรสองค์โต มีพระชายาชื่อ นางสน ปกครองเมืองสะอุเลาหรือเมืองท่าทอง ช่วยราชการพระพนมวัง

๒. เจ้าสนตรา พระธิดาองค์รอง มีพระสวามีชื่อ เจ้าอินทราชา ผู้สถาปนาเมืองตระนอม เมืองท่าค้าขายในยุคฟื้นฟูเมืองนครยุคหลัง

๓. เจ้าอินทกุมาร พระโอรสองค์เล็ก มีพระชายาชื่อ นางจันทร์ ผู้ปกครองพื้นที่แถบดำถะหมอท่าทอง ภายหลังได้ปกครองเมืองท่าทองแทนพระเชษฐา

ตลอดพระชนม์ชีพของพระพนมวัง ได้ทุ่มเทกับการบูรณาการบ้านเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งได้ถึงแก่ทิวงคตลง เจ้าศรีราชา เจ้านางสนตรา และ เจ้ากุมาร จึงได้จัดการถวายพระเพลิงปลงพระศพ นำพระอัฐิไปบรรจุไว้ในภูเขาแห่งหนึ่งแล้ว จึงได้ขึ้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบทูลเรื่องการสิ้นชีพของพระพนมวัง ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าว มีบันทึกในพงศาวดารเมืองนครศรีธรรมราช มีความว่า

“ พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่ารัตนาการเจ้าไซร้ จะให้ครองสมบัติแทนสืบไป แลเจ้าศรีราชากราบพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทูลว่าตั้งบ้านเมืองสร้างป่าเป็นนา ตั้งบ้านถิ่นฐานป่าวให้คนทั้งหลายทำไร่นาแล้ว แต่งแขกไปกินเมืองแล้ว แลคนในเมืองนครดอนพระนั้นน้อยนัก แล้วเจ้าศรีราชากราบทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า พระพนมวังตายแล้ว แลพระเจ้าอยู่หัวมีพระกรุณาปราณีพระพนมวัง พระเจ้าอยู่หัวทั้ง ๒ พระ องค์มีพระกรุณาแก่เจ้าศรีราชา ประทานให้ชื่อเป็น “ พญาศรีธรรมโศกราช สุรินทรรา ชาสุริวงศ์ธิบดี ศิริยุธิษเถียร อภัยพิริยปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมหานคร ” นางสนไซร์พระราชทาน ให้ชื่อ “ นางจันทรเทวีศรีรัตนฉายา ” นางเมืองนครศรีธรรมราชมหานคร พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชทานให้เงินแก่พญาศรีธรรมราชโศกราชมหานครพันตำลึง พญาศรีธรรมโศกราชก็ทูลพระกรุณาว่าเมืองท่าทองใต้หล้าฟ้าเขียวนี ยากเงินทอง ข้าพระเจ้าพระบาทอยู่หัว จะขอนำเงินเล็กปิดตรานโมประจำแต่นี้ไป เมื่อหน้า แลพระเจ้าอยู่หัวมีพระกรุณาให้ทำเงินเล็กปิดตราประจำแต่นี้ไปเมื่อหน้า แลพระเจ้าอยู่หัวเร่งพญาศรีธรรมโศกราชให้ออกไปแต่งบ้านเมืองให้สำเร็จ ก็เร่งให้แต่งพระมหา ธาตุให้แล้วเสร็จตั้งบ้านทุกตำบล แลประมวลผู้คนเข้าอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราชนั้น อันบ้านที่จรงสระนั้นให้พระญาติ อยู่ครองเมืองที่นั้น พระเจ้าอยู่หัวสั่งแล้วเท่านั้น พญาศรีธรรมโศกราชนางจันทรเทวีศรีรัตนฉายากราบบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ลาออกมาเมืองนครศรีธรรมราชไซร้ พญาศรีธรรมโศกราชให้พันวังหมื่น ตั้งบ้าน ๆ อยู่จรุงสะรักษาธาตุพระพนมวังอยู่ในถ้ำซึ่งก่อบรรจุธาตุ นั้นแลญาติกาทั้งปวงแลลูกหลานพระพนมวังนางสะเดียงทองไซร้ พระยาไว้ให้อยู่นางสนตรา เจ้าอินทราชกุมารก็แจกกัน ณ บ้านจรุงสะ ให้อยู่ท่าทอง ให้อยู่ไชยชะคราม ให้อยู่กระ หนอม ให้อยู่ตระชน ให้อยู่อะลอง ให้อยู่ทุ่งหลวง ให้อยู่ไชยา ให้ชุมพร ให้อยู่กระ ให้อยู่บางตะพาน ให้อยู่คูหา แล แต่งพญาก็ยกช้างม้ารี้พลเข้าไปตั้งอยู่ในเมืองนครศรีธรรมราช ”

หลังจากที่พระพนมวังทิวงคตลง #เจ้าศรีราชา พระโอรสองค์โตก็ #ได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชองค์แรกจากพระเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงอโยธยา โดยมีนามของยศว่า “ #พญาศรีธรรมโศกราช สุรินทรราชา สุริวงศ์ธิบดี ศิริยุธิษเถียร อภัยพิริยะปรากรมพาหุ เจ้าพระยานครศรีธรรมราชมหานคร ” พร้อมด้วยนางสน พระชายา ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น “ นางจันทรเทวีศรีรัตนฉายา ” แม่นางเมืองนครศรีธรรมราชองค์แรก อีกทั้งได้รับพระราชทานทรัพย์ เพื่อนำไปใช้ในการสร้างบ้านเมือง  เมื่อได้ แต่งตั้งขุนนางรักษาเจดีย์บรรจุพระอัฐิของพระพนมวัง และจัดสรรให้ญาติๆ บางส่วน ไปอยู่กับเจ้านางสนตรา และ เจ้าอินทราชกุมาร ผู้เป็นน้อง และที่เหลือให้เดินทางไปตั้งรกรากยังดินแดนต่างๆ แล้ว เจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช องค์แรกแห่งยุค อโยธยา ก็ได้นำไพร่พลลงไปบุกเบิกเมืองนครศรีธรรมราช โดยการบุกเบิกนั้น ก็ได้ดำเนินการอย่างเดียวกับที่พระพนมวัง พระบิดาเคยกระทำ คือส่งขุนนางไปยังท้องที่ต่างๆ เพื่อบุกเบิกพื้นที่ทำไร่นา ริเริ่มการสร้างตัวเมืองนครศรีธรรมราชขึ้น และส่งคนเดินทางไปยังหัวเมืองต่างๆ ภายใต้การปกครอง ให้ส่งกำลังพล กำลังทรัพย์มาร่วมบูรณะพระบรมธาตุเมืองนครศรีธรรมราชให้สำเร็จ

จะเห็นได้ว่า เจ้าศรีราชา พระโอรส ที่เป็นกำลังสำคัญในการฟื้นฟูหัวเมืองทางตอนใต้แก่พระพนมวัง ได้กระทำหน้าที่ตามพระบรมราชโองการ ที่พระอัยกา ( พระพนมทะเลศรีฯ ) และ พระบรมราชโองการ ที่พระเจ้าอยู่หัว ( พระเจ้าอู่ทองแห่งอโยธยา ) ได้พระราชทานไว้อย่างเคร่งครัด จนการฟื้นฟูบูรณาการเมืองนครศรีธรรมราช ได้ประสบผลสำเร็จในช่วงระยะหลังจากเจ้าศรีราชาถึงแก่กรรมไปแล้ว

และจากหลักฐาน ดวงเมืองเก่า ของเมืองนครศรีธรรมราช ที่ได้ระบุวันที่สถาปนาดวงเมืองไว้ว่า ได้ตั้งขึ้น ในวันพฤหัสบดี ที่ ๓๐ มกราคม พ.ศ. ๑๘๓๐ ตรงกับปีฉลู อาจพอระบุห้วงเวลา การเดินทางมาลงหลักปักฐานของเจ้าศรีราชา เจ้าพระยานครศรีธรรมราชองค์แรกได้ ว่าท่านคงจะเดินทางมายังเมืองนครบวกลบไม่เกิน ๕ ปี นับจาก พ.ศ. ๑๘๓๐ นี้

ซึ่งสถานการณ์บ้านเมืองในอุษาคเณย์ ในยุคปี พ.ศ. ๑๘๐๐ เป็นห้วงเวลาหลังจากที่จักรวรรดิบายนได้ล่มสลายไปแล้ว จึงทำให้ดินแดนต่างๆ พากันแยกตัวเป็นอิสระ หรืออาจเรียกได้ว่า “ ยุคสมัยแห่งนครรัฐ ” ซึ่งในยุคนั้น ได้มีอาณาจักรที่ต่างตั้งตนเป็นใหญ่หลายดินแดน เช่น

อาณาจักรล้านนาของพ่อขุนเม็งราย

อาณาจักรสุโขทัยของพ่อขุนรามคำแหง

อาณาจักรพะโคหรือหงสาวดีทางตะวันตก

อาณาจักรล้านช้าง

อาณาจักรจามปา

อาณาจักรเขมร(ชัยวรมัน)ในทางตะวันออก

ส่วนที่ใจกลางลุ่มน้ำเจ้าพระยานั้น ได้บังเกิดนครรัฐนามว่า “ อโยธยา ” ที่มีอำนาจทางการทหาร และสมบูรณ์ด้วยรี้พล ถึงกับสามารถสกัดกั้นการแผ่อิทธิพลของอาณาจักรสุโขทัยได้ จนเป็นเหตุให้ พ่อขุนรามคำแหง ต้องทรงติดต่อทางราชไมตรีกับราชสำนักมองโกล เพื่อที่จะอาศัยอิทธิพลของราชสำมักมองโกล ซึ่งเป็นมหาอำนาจของโลกในขณะนั้น ปกป้องอาณาจักรของพระองค์ให้รอดพ้นจากการคุกคามของอาณาจักรอโยธยา

หลังอาณาจักรตามพรลิงค์เมืองท่าค้าขายได้ร้างลงจากโรคระบาด พระยาอินทราธิราชแห่งอยุธยาก็ส่งพระพนมวังจากราชวงศ์กรุงศรีเพชรบุรีมาแปงเมืองทางใต้ชื่อราชวงศ์(ศรีธรรมาโศกราช) แต่เกิดได้เกิดโรคระบาดและร้างอีกสองรอบ ลงมาทำนาสร้างเมือง ตอนหลังลูกหลานก็ได้รวมแต่งงานกับเจ้าเมืองเดิม(ราชวงศ์ศรีมหาราชา) ซึ่งตั้งเมืองอยู่อีกที่คืออำเภอลานสกา

ประวัติที่สืบได้จากหลักฐานพงศวดารเมืองกลอย(ขนอมสิชลท้องเนียนเกาะแก่งใกล้เคียง)เริ่มจากหลานของพระพนมวังที่ชื่อ นางสนตราเทวีเป็นผู้มาบุกเบิกสร้างเมือง สมัยนั้นเวลากษัตริย์ส่งลูกหลานไปปกครองเมืองใดก็จะมีลูกหลานเพื่อไปปกครองเมืองย่อย โดยศาลหลักเมืองอันยาวนานเดิมอยู่แถวบ้านหัวเทอะ ตามคำบอกเล่าของปู่ย่าตายายที่ทำนาสืบมา

ตอนปลายอยุธยาพระเจ้าตากลงมาตอนมาปราบก๊กปลัดหนูก็ได้ส่งลูกหลานมาจัดระเบียบเมืองนครศรีธรรมราช ศรีวิชัย ไชยา ท่าทอง กาญจนดิษฐ์ พะเนียน ตระชล เป็นลูกหลานจากสายทหารจากอยุธยากรุงธนบุรีกับสายเพชรบุรี

ไม่มีบันทึกว่า"พระคีรีศรีสงคราม"เกิดช่วงพ.ศไหน คงจะเกิดช่วงสมัยกรุงธนบุรีและลงมาแปงเมือง มีลูกชายคนแรกซึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์ จึงทราบปีเกิดคือ ๒๓๑๕ มีชีวิตช่วง รัชกาลที่๑ ถึง ๓

ปู่ย่าตาทวดได้ยืนยันเล่าสืบมาว่าพระคีรีศรีสงครามได้เป็นเจ้าหัวเมืองกลอยหรือขนอมเป็นคนแรกโดยสมรสกับ"อำแดงเอียด" และ"อำชุมพริก" มีบุตรรวม ๕ คน ซึ่งได้สืบทอดนามสกุล"ขนอม"มาจนถึงปัจจุบัน

■๑.หลวงไชยคีรีศรีสงคราม(ทหารรักษาพระองค์วังหน้า สมัย ร.๒)

■๒.ขุนศรีชโลธร

■๓.ขุนชัยศิริ(ครองเมืองตระชลหรือสิชล)

■๔.ขุนชัยหริ่ง

■๕.หมื่นเทพพริก(ครองสมุยและพะงัน)

จะเห็นได้ว่า พระคีรีศรีสงคราม ได้ตั้งชื่อลูกพ้องและคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษของพระพระพนมศรีทะเล(ท้าวอู่ทอง)หรือพระพนมวัง พ.ศ.๑๗๔๗ซึ่งสืบสายมาจากพระพรหมมหาราช ราชวงศ์เวียงชัยปราการ เช่นพระเจ้าชัยศิริ พ.ศ.๑๖๕๙ก่อนมาตั้งราชวงศ์อยุธยา-เพชรบุรี และส่งลูกหลานมาปกครองเมืองทางใต้เป็นราชวงศ์ศรีธรรมโศกราช

ซึ่งลูกทั้ง๕ท่านของพระคีรีศรีสงครามท่านสืบมาจากสายอยุธยา-เพชรบุรีได้เป็นต้นกำเนิดของลูกหลานวงศ์ตระกูล ขนอม( Khanom Chai Kiri Sri Songkram) จนถึงปัจจุบัน

ประวัตินางอ่ำแดงเอียด เนื่องด้วยอำแดงเอียด ภรรยาของพระคีรีศรีสงคราม(เจ้าเมืองกลอยหรือเมืองขนอม)ซึ่งเดิมเป็นคนบ้านกระดังงา อำเภอสทิงพระ เมืองสิงหนครา ประกอบกับมีลูกหลานเป็นพระ เมื่อมาอยู่ที่ขนอม ก็ได้สร้างวัดขึ้นที่ขนอม ชื่อวัดกลางและวัดกระดังงา ตามถิ่นที่นางอ่ำแดงเอียดได้จากมา (ปัจจุบันก็มีวัดชื่อวัดกลาง เลขที่๑/๕ ทึ่บ้านกระดังงา อำเภอสะทิงพระ จังหวัดสงขลา)

■(๑)ประวัติหลวงไชยคีรีศรีสงครามและทายาท หลวงไชยคีรีศรีสงคราม

เดิมคือขุนไชยศรี เป็นลูกชายคนแรกของเจ้าเมืองกลอยขนอมนครศรีธรรมราช ตามระเบียนข้าราชการ ท่านเกิดปี ๒๓๑๕ ท่านเป็นทหารรักษาพระองค์ ในวังหน้า สมัยรัชกาลที่๒ มีภรรยา ดังนี้

ภรรยาคนที่๑ นางสีทน(ลูกเจ้าเมืองไชยยาหรือสุราษฎร์ธานี) มีทายาท ๒ คนดังนี้

๑.หมื่นเทพภักดีขาว

๒.หมื่นเทพฤทธิ์ ลูกหลานส่วนนี่จะเป็นตระกูลวิชัยดิษฐ์ในขนอมทั้งหมดและในสุราษฎร์ธานีส่วนหนึ่งด้วย เพราะนางสีทนลูกสาวเจ้าเมืองไชยยามีที่ดินอยู่ในเมืองนี้ ลูกหลานจึงปักหลักที่นี่

ภรรยาคนที่๒ พระนางโอหลานเจ้าเมืองไทรบุรี(ตนกูปะแรงัน)และลูกสาวตวนกูดาอิ ซึ่งตอนหลังได้เป็นสุลต่านเจ้าเมืองไทรบุรีองค์ที่ ๒๒ มาเลเซียเรียก Sultan Sainal Rajid สยามเรียก พระยาไชยนาระชิต ให้กำเนิดมีทายาทในอำเภอขนอม นครศรีธรรมราช ๑๐ ทวดดังนี้

๑.นางกลิ่น ขนอม

๒.หมื่นทองเกลี้ยง

๓.นายทองหวาน ขนอม

๔.หมื่นไชย

๕.หมื่นยัง

๖.นางแดง ขนอม

๗.นางกรัม ขนอม

๘.นายขาว ขนอม

๙.นายรองเมือง ขนอม

๑๐.หมื่นภักดีเมฆ

■เหตการณ์บันทึกในช่วงสมัยรัชกาลที่๖

เจ้าฟ้าได้ลงมาประภาสเมืองขนอม หมื่นเทพคณาไสย หลานของขุนชัยศิริ(ลูกคนที่๓ของเจ้าเมืองขนอม) ซึ่งเป็นหัวเมืองกลอยคนที่๔ ได้จัดหาเรือให้และได้จัดซุ้มประทับให้ที่บ้านหน้าด่านตรงข้ามกับช่วงวัดกระดังงาเดิม ที่อ่ำแดงเอียดภรรยาของพระคีรีศรีสงครามได้สร้างไว้ ปัจจุบันคือบ้านของลูกหลานนางอ่วม ขนอม นั่นเอง(บ้านหลังนี้ได้ตกทอดถึง นายรามในปัจจุบัน)ลูกหลานไปเยี่ยมชมได้

■ประวัติพระนางตวนกูโอ ภรรยาคนที่๒ของหลวงไชยคีรีศรีสงคราม

พระนางตวนกูโอเป็นลูกสาวของสุลต่านตวนกูดาอิที่สยามให้ครองไทรบุรีต่อจากผู้พ่อตวนกูแประหงัน เป็นหลนของตนกูมูฮัมหมัดรัมชาห์พระยาไทรบุรีองค์ที่๑๙เรียกว่า สุลต่านกูโมกูรัมหมัด ชะห์ ตอนสิ้นพระชนม์เรียกว่าบรมโกศปีนัง(Sultan Tunku KUMO KURAM SHAH)ราชวงศ์มะโรงหรือราชวงศ์เคดาห์ https://th.m.wikipedia.org/wiki/สุลต่านแห่งรัฐเกอดะฮ์

คือดินแดนใน ไทรบุรี อลอร์สตาร์ ปีนัง เปอร์ลิศ สตูล ลังกาวี(ไทรบุรีคือรัฐเคดาห์ปัจจุบัน) แต่เดิมราชวงค์นี้เป็นพุทธสมัยศรีวิชัย(Sri Vijaya)ในต้นราชวงศ์องค์ที่๑ถึงองค์ที่๗และได้เปลี่ยนเป็นมุสลิมในตอนหลัง สุลต่านองค์นี้มีโอรส ๑๐ องค์

๑.ตนกูยาหรา ไม่ได้ครองเมืองจึงไม่ได้ตำแหน่งสุลต่าน ทหารเชื้อสายจีนชื่อก๋งจอนที่ได้กับลูกสาวของตนกูยาหราที่ชื่อตวนกูยะโหรมคือต้น"ตระกูลไทยสม"ในนครศรีธรรมราช ลูกหลานตระกูลไทยสมจะเขียนชื่อลงไปในหหรับตอนทำบุญเดือนสิบและตอนไหว้เจ้าทุกปี

๒.ตนกูปะแงรันTonku Paharan (sultan of Saiburi )พระยาไทรบุรีที่๒๑หรือจะเรียกว่าองค์สุดท้ายก็ได้เพราะหลังกบฎสยามได้ส่งคนจากนครมาเป็นแทน ตอนหลังได้สำนึกผิด พร้อมส่งจงหมายและลูกมารายงานตัว จึงได้กลับมาเป็นพระยาไทรบุรีอีกครั้ง

๓.ตนกูปัศนู ตอนหลังได้ครองเมืองเป็นสุลต่านเมืองสะโตย(สตูล)

ญาติผู้น้อง ตนกู อับดุล การ์เดฮ์ กามารุดดิน Tonku Abdul Kardah Gamarudin (Sultan of Patani) กษัตริย์ปัตตานีองค์สุดท้าย

ดังนั้นพระนางโอจึงมีศักดิ์เป็นหลานของทั้งพระยาไทรบุรีองค์สุดท้าย(นับจากระบบสยาม)

เมื่อปี ๒๓๖๔ ตรงกับสมัยร.๓ ได้เกิดกบฎ สมเด็จพระนั่งเกล้าจึงได้สั่งให้ไปจัดการ "หลวงไชยคีรีศรีสงคราม" ซึ่งเป็นทหารรักษาพระองค์ วังหน้าสมัย ร.๒ จึงได้เป็นผู้บัญชาการทัพในการศึกครั้งนี้ โดยมีเจ้าน้อยเมืองนครเป็นทัพหลวง ศึกในครั้งนั้นสยามชนะ หลวงไชยคีรีศรีสงครามจึงได้นางโอมาเป็นภรรยา

ดังนั้นพระนางโอมีศักดิ์ลูกสะไภ้พระคีรีศรีสงคราม(เจ้าเมืองกลอยขนอม)

ในสมัยนั้นทหารไทยคนอื่นๆที่ไปร่วมรบและได้ภรรยาเป็นสาวไทรบุรีกลับมามีข้อตกลงมาต้องส่งลูกหลานกลับไปให้ทางฝ่ายแม่ที่ไทรบุรีแต่หลังจากอังกฤษได้เข้ามามีบทบาทและแยกไทรบุรีออกไปจากสยาม คนไทยทางไทรบุรีที่มีญาติมาจากฝั่งไทยและไปปักหลักที่นั่นก็ติดอยู่ทางฝั่งโน้น เพราะมีทรัพย์สินที่ดินทำกินวัดวาอารามอยู่แล้วจึงไม่ได้ย้ายกลับหลังมีการแบ่งปันเขตแดน แต่คนไทยเหล่านี้ยังคงเรียนที่พูดภาษาไทย เช่นชมชนในเขตบ้านบาลิ่ง(Barling)ซึ่งอยู่เลยมาจากเขตแดนเบตง คนไทยทุกคนจะยังคงพูดไทยแบบภาษาปักษ์ใต้ และยังส่งลูกหลานมาบวชเรียนที่วัดช้างให้ จังหวัดปัตตานีและวัดนาทวี จังหวัดสงขลา วันทึ่ทางการมาเลเซียมาสำมะโนประชากรหลังแบ่งแยกเขตแดน ในสมัย ร.๕ ก็มีการตั้งนามสกุล เช่นบางคนเป็นลูกของไอ้เณรแคล้ว พอบอกไปทางมาเลเซียก็จะเขียนนามสกุลว่า Iden Klaew บางคนพ่อชื่อเพชรแม่ชื่อแก้วก็จะเขียนนามสกุลว่า Pet Keaw คนไทยกลุ่มนี้ได้ร่ำเรียนหนังสือและกระจัดกระจายออกไปอยู่หลายจุดในมาเลเซีย ในปี๒๕๕๐ มีประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ คน ปัจุบันน่าจะเป็น๓๐๐,๐๐๐คนแล้ว ด้วยปัญหาทางการเมืองจึงทำให้พี่น้องสายเลือดไทยไทรบุรีจึงตัดขาดกันแต่บัดนั้น บางคนเป็นทหารไทยเดิมที่มีความรู้การทำปืนก็ถูกทหารญี่ปุ่นตามไล่ล่าจับตัวในคราสงครามโลกครั้งที่๒

♡รำลึกพระคีรีศรีสงครามเจ้าหัวเมืองกลอย♡

สายเลือดคุ้ง กรุงวัง เพชรฝั่งธน

คลุกระคน ฝังแน่น แดนไชยศรี

ทรหด อดทนรั้ง ฝั่งตาปี

ไชยานี้ คือถิ่นแม่ แต่เกิดมา

พิทักษ์ถิ่น ท่าทอง ป้องเมืองกาญจน์

เขตกันดาร แปงเมือง ไม่เชื่องช้า

ขนอมไชย คีรี คือที่มา

ตระชลขวา พี่น้อง ที่ครองเมือง

♧รำลึกพระนางโอและยาโหรมแห่งเจ้าหญิงเมืองไทรบุร♧

ย้อนรำลึก นึกถึงทวด ชวดงูใหญ่

แห่งเมืองไทรี บุรีนั้น ให้ฝันหา

แรมรอนจาก ฟากฝั่งเฟื่อง เมืองรายา

เป็นบุหงา ลาตันหยง หลงนคร...

■ข้อมูลราชวงศ์มะโรงราชวงศ์เคดาห์ย้อนไป๗โคตร■

ราชวงศ์ มะโรง Shah Dynasty เปลี่ยนจากฮินดูเป็นอิสลามในราชวงศ์Shah 1-18 ปฐมกษัตริย์เดิมคืออาณาจักรศรีวิชัย วรมัน

☆สุลต่านกูรัม ชาห์ เจ้าพระยาไทรบุรีองค์ที่๑๙ (Sultan Saiburi 19 th) มีลูก๑๐องค์ คนที่๑ตวนกูยาหรา ไม่ได้เป็นสุลต่าน มีลูกสาวคือพระนางยาโหรม ได้กับทหารเชื้อจีนชื่อก๋งจอห์น ไทยสม (เทียด)องค์ที่๒ คือตวนกูปะแหงรันได้ครองไทรบุรี องค์ที่๓คือ สุลต่านตวนกูปัศนูได้ครองเมืองสตูล(Sultan of Satul)

☆ตวนกูปะแหงรัน (Sultan Saiburi 20 th) ช่วง พ.ศ ๒๓๖๔ มีลูก

☆เจ้าพระยาไทรบุรีองค์ที่๒๑ (Sultan Saiburi 21 ) หลานพระเจ้าตากสินจากนครเป็นแทนชั่วคราว ช่วงสุลต่านปะแหงรันก่อกบฎ ไม่มีบันทึกในข้อมูลของทางมาเลเซีย แต่มีบันทึกในพงศวดารไทย

☆สุลต่านตวนไซนัล ราซิด อัลหมุดซัมชาห์๑ กูดาวิอา เจ้าพระยาไทรบุรีองค์ที่ ๒๒ (Sultan Saiburi 22 th) ตวนกูดาวิอาหรือดาอิมีลูกสาวคือ พระนางโอ ได้กับหลวงไชยคีรีศรีสงคราม(เทียด)

☆สุลต่านตวนกูอาหมัด เจ้าพระยาฤทธิสงคราม Sultan Saiburu Kedah 23 th

☆สุลต่านตวรกู ไซนัลระซิดอัลหมุดซัมชาห์ที่๒ หรือเจ้าพระยาไชยนาระชิต Sultan Saiburi Kedah 24 th

☆ สุลต่านตวนกู อับบดุลฮามิด หรือเจ้าพระยาฤทธิสงคราม เจ้าเมืองไทรบุรีองค์ที่๒๕ ( Sultan Saiburi 25 th) มีลูก

☆สุลต่านบาดิร ชาฮ์  สุลต่านเคดาห์องค์ที่๒๖(Sultan Kedah 26 th) ค.ศ.1943 – ค.ศ.1958  เป็นพี่ชายของ Tuanku Abdul Rahman นายกคนแรกของมาเลเซีย มีลูกคือ

☆ สุลต่านตวนกู อับดุล ฮาลิม Sultan Abdul Halim สุลต่านเคดาห์องค์ที่๒๗ (Sultan Kedah 27th )มีลูกที่ได้หมุนเวียนขึ้นเป็นกษัตริย์จากรัฐทั้งหมดในมาเลเซียตามวาระคือ

☆Sultal Kedah 28 th ซึ่งได้ดำรงตำแหน่งกษัตริย์มาเลเซียถึง๒ครั้งคือ สมเด็จพระราชาธิบดี อัลมูตัสสิมู บิลลาฮี มูฮิบบุดดิน ตวนกู อัลฮัจญ์ อับดุล ฮาลิม มูฮัซซัม ชาห์ อิบนี อัลมาฮูม สุลต่าน บาดลิ ชาห์ เรียกว่าสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งมาเลเซียลำดับที่ ๕ และ ลำดับที่ ๑๔ กษัตริย์ในภาษามาเลย์ คือ ยังดิ เปอร์ตวนอากง Yang di-Pertuan Agong

https://th.m.wikipedia.org/wiki/รายพระนามพระมหากษัตริย์มาเลเซีย

■เหตุการณ์บันทึกสมัยรัชกาลที่๙

ลูกหลานและชาวขนอมได้ประชุมกันและเลือกตั้งศาลหลักเมืองใหม่ตรงบริเวณเขาคูระ จากเดิมที่ปูย่าตาทวดบอกเล่ากันมาหลักเมืองเดิมจะอยู่ตรงลานควายบริเวณบ้านหัวเทอะ ซึ่งย้ายมาไม่ไกลมากจากที่เดิม โดยใช้ไม้ตะเคียนต้นงามจากน้ำตกผาเมือง เขาหลวงและแกะสลักเป็นเสาหลักเมืองแล้วสมโภชณ์ในวันที่ ๑๕ กันยายน ๒๕๕๕

■เหตุการณ์บันทึกสมัยปัจจุบัน สมัยรัชกาลที่๑๐

๑.เมื่อวันที่ ๒๒ กรกฏาคม ๒๕๖๑ นายโกวิท ไทยสม ขนอม ได้นำข้อความจากลูกหลานเชื้อสาย ขนอมและไทยสม อวยพรวันเกิดให้กับเจ้าหญิงซาฟินาห์ (Tunkuputeru Safinah)ซึ่งเป็นพระราชธิดาของกษัตริย์มาเลเซียองค์ที่ ๑๔นับเป็นสายเลือดรุ่นที่๗นับจากพระนางโอ (โดยได้อวยพรเป็นส่วนตัวทางโซเชียลอย่างไม่เป็นทางการ)

๒.เมื่อวันศุกร์ ที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๖๑ พระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงปลูก เพื่อความเป็นมิ่งมงคลแก่ศาลหลักเมืองขนอมและประชาชนทุกๆคน เนื่องในโอกาสเสด็จมาทรงประกอบพิธีทรงพระสุหร่ายศาลหลักเมืองขนอม เวลา ๑๕.๐๐ น. ณ.สวนสาธารณะพ่อตาคูระ หมู่ที่ ๑๐ ต.ขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช พร้อมกันนี้ได้ทรงปลูกต้นบัวสวรรค์เป็นที่ระลึก และได้เสด็จไปเสวยพระกระยาหารที่ริมหาดหน้าด่านเหมือนครั้งที่เจ้าฟ้าเสด็จเยี่ยมเมืองขนอมสมัยรัชกาลที่๖

เหตุการณ์ บังเกิดอย่างไม่ได้คาดหมายเลขตรงกันดังนี้ วันที่ ๑๐ ณ หมู่ ๑๐ รัชกาลที่ ๑๐)

¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤¤

ผู้บันทึก : โกวิท ไทยสม ขนอม ไชยคีรีศรีสงคราม

Name : Kowit Thaisom Khanom Chaikirisrisongkram

[Tunku Tantiyanto Shah]

โหลน หลวงไชยคีรีศรีสงคราม

โหลน ตวนกูพระนางโอ ชาห์ และตวนกูพระนางยะโหรม ชาห์

ทายาทรุ่นที่ ๗ พระคีรีศรีสงคราม

ทายาทรุ่นที่ ๗ สุลต่านตนกู กูรัม ชาห์(เจ้าเมืองไทรบุรี องค์ที่๑๙ หรือบรมโกศปีนัง)

Mobile +6681 3973777

Line : destinydavidtan Email :davidtan222@yahoo.com