พระราชกำหนดขนานนามสกุลเพิ่มเติม พระพุทธศักราช 2465
มีพระบรมราชโองการดำรัสเหนือเกล้าฯ ว่า บัดนี้ความทราบใต้ฝ่าลอองธุลีพระบาทว่าบุคคลที่ไม่มีบุตร์หลานเหลนสืบสายโลหิตได้ขอบุตร์ผู้อื่นมาเลี้ยงเปนบุตร์บุญธรรม มีความปราถนาจะให้ใช้นามสกุลของตนเพื่อสืบสกุลต่อไปภายน่าประการ ๑ อีกประการ ๑ มีเด็กที่ไม่ปรากฎนามบิดามารดาซึ่งตามสถานที่รับเลี้ยงดูทารกได้รับเลี้ยงไว้ จะควรใช้นามสกุลอย่างไรก็ยังไม่มีบทบังคับไว้ เปนการขัดข้องแก่การจดทะเบียนนามสกุล สมควรจะแก้ไขขยายความในพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พ.ศ. ๒๔๕๖ ให้พอเพียงแก่เหตุการณ์ กับทั้งควรระวังการที่มีผู้ขอเปลี่ยนนามสกุลอย่าให้เปนที่ยุ่งยากสับสนด้วย
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขนานนามสกุลเพิ่มเติมขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา๑บุคคลใดไม่มีบุตร์หลานเหลนผู้สืบสายโลหิต มีความปราถนาจะให้บุตร์บุญธรรมใช้นามสกุลของตนเพื่อสืบสกุลต่อไป ถ้าเจ้าพนักงานผู้รับจดทะเบียนนามสกุลพิจารณาเห็นสมควร ก็อนุญาตให้จดทะเบียนใช้นามสกุลร่วมกันได้
มาตรา๒เมื่อใดความปรากฎว่ามีเด็กที่โรงพยาบาลหรือสถานที่รับเลี้ยงดูเด็กทารกที่ไม่ปรากฎนามบิดามารดา ให้ผู้ปกครองโรงพยาบาลหรือสถานที่เลี้ยงดูเด็กทารกขอจดทะเบียนนามสกุลได้ การจดทะเบียนเช่นนี้ ให้จดรวมกันเปนตำบล ๆ คือสถานที่แห่ง ๆ ก็ให้ใช้นามสกุลสำหรับเด็กที่ไม่ปรากฎนามบิดามารดาแต่สกุล ๑ จนกว่าจะสืบหาสกุลที่แท้จริงได้
มาตรา๓บุคคลใดที่มีนามสกุลอยู่แล้ว มีความปราถนาจะเปลี่ยนใช้นามสกุลอื่น จะต้องไปแจ้งเหตุผลต่อเจ้าพนักงานผู้จดทะเบียน ถ้าเจ้าพนักงานเห็นสมควร ให้ออกประกาศให้สาธารณชนทราบว่าผู้นั้นปราถนาจะเปลี่ยนใช้นามสกุลอย่างนั้น ถ้าผู้หนึ่งผู้ใดมีข้อควรคัดค้าน เช่นเปนผู้ที่ใช้นามสกุลอันผู้ที่ขอจะได้เปลี่ยนมาเปนนั้น ก็ให้ร้องต่อเจ้าพนักงาน ๆ จะได้พิจารณาดูว่าคัดค้านนั้นมีเหตุสมควรที่จะยอมหรือไม่ แล้วจะได้วินิจฉัยต่อไปว่าจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ใช้นามสกุลซึ่งขอเปลี่ยนใหม่ ทั้งนี้เพื่อเปนทางให้บุคคลมีสิทธิสงวนนามสกุลของตนเองได้บ้าง
มาตรา๔ให้เรียกค่าธรรมเนียมแต่ผู้ที่ร้องขอเปลี่ยนนามสกุลใหม่รายละ ๒๐ บาท
ประกาศมาณวันที่ ๑๔ ธันวาคม พระพุทธศักราช ๒๔๖๕ เปนปีที่ ๑๓ ในรัชกาลปัตยุบัน
ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๓๙ ตอน ๓๘ ออกวันที่ ๑๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ พระราชบัญญัติขนานนามสกุลเพี่มเติม น่า ๔๕๐ บรรทัด ๓ คำว่า จะได้พิจารณาดูว่าคัดค้านนั้นมีเหตุสมควรที่จะยอมหรือไม่ นั้น ยังผิดตกไปคำหนึ่ง ให้แก้ เติม ข้อ ลง คือคำว่า จะได้พิจารณาดูว่าข้อคัดค้านนั้นมีเหตุสมควรที่จะยอมหรือไม่
แลในเล่มเดียวกัน ในพระราชดำรัสตอบในการเปิดสถานเสาวภา น่า ๒๕๘๑ บรรทัด ๘ ความว่า เปนปัจจัยสำคัญแห่งความเจริญของมนุษย์ นั้น ยังผิดอยู่ ขอแก้เติมตามที่ถูกว่า เปนปัจจัยสำคัญแห่งความสุขความเจริญของมนุษย์ แลบรรทัด ๑๖ ความว่า ขอให้รับ นั้น แก้เปน ขอได้รับ บรรทัด ๑๘ ความว่า ในส่วนการ นั้นผิด ที่ถูก ในส่วนความ กับในแจ้งความกระทรวงมหาดไทย น่า ๑๖๐๘ บรรทัด ๑ คำว่า หลวงประคัญคดี ผิด เจ้าน่าที่ขอแก้ตามที่ถูกเปน หลวงประคิญคดี
งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า
- "มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
- (1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
- (2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
- (3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
- (4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
- (5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"
Public domainPublic domainfalsefalse