พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. 2555 พ.ศ. 2564
เล่ม ๑๓๘ตอนที่ ๘๙ ก
๓๐ ธันวาคม ๒๕๖๔
ราชกิจจานุเบกษา

ควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา
พระราชกำหนดนี้มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๒๘ มาตรา ๓๒ และมาตรา ๓๓ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เหตุผลและความจำเป็นในการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลตามพระราชกำหนดนี้ เพื่อให้การควบคุมการใช้สารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามทางการกีฬามีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับมาตรฐานสากลตามหลักการที่ระบุไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามในการกีฬา ซึ่งการตราพระราชกำหนดนี้สอดคล้องกับเงื่อนไขที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๒๖ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแล้ว
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
มาตรา๑พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ พ.ศ. ๒๕๖๔”
มาตรา๒พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา๓ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “สารต้องห้าม” ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““สารต้องห้าม” หมายความว่า สารหรือประเภทของสารตามภาคผนวกหนึ่งท้ายอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามในการกีฬา ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม”
มาตรา๔ให้เพิ่มบทนิยามคำว่า “วิธีการต้องห้าม” ระหว่างบทนิยามคำว่า “สารต้องห้าม” และ “สมาคมกีฬา” ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
““วิธีการต้องห้าม” หมายความว่า วิธีการใด ๆ ตามที่ได้มีการกำหนดไว้ในรายการต้องห้ามตามภาคผนวกหนึ่งท้ายอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามในการกีฬาซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม”
มาตรา๕ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “สมาคมกีฬา” ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““สมาคมกีฬา” หมายความว่า สมาคมกีฬาที่ได้รับอนุญาตให้จัดตั้งตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย และให้หมายความรวมถึงองค์กรกีฬาระดับประเทศหรือระดับภูมิภาคในประเทศไทย ซึ่งเป็นสมาชิกของหรือได้รับการรับรองจากสหพันธ์กีฬานานาชาติว่าเป็นองค์กรที่กำกับดูแลกีฬาของสหพันธ์กีฬานานาชาติในประเทศไทยด้วย”
มาตรา๖ให้ยกเลิกความในบทนิยามคำว่า “การแข่งขันกีฬา” “นักกีฬา” และ “บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา” ในมาตรา ๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
““การแข่งขันกีฬา” หมายความว่า การแข่งขันกีฬาครั้งหนึ่งหรือการแข่งขันกีฬานัดเดียวหรือเกมส์เดียว หรือการแข่งขันกีฬาประเภทเดียว ทั้งนี้ตามที่สหพันธ์กีฬานานาชาติของแต่ละชนิดกีฬานั้น ๆ กำหนด
“นักกีฬา” หมายความว่า บุคคลใดที่เข้าแข่งขันกีฬาในระดับนานาชาติตามที่สหพันธ์กีฬานานาชาติของแต่ละชนิดกีฬานั้น ๆ กำหนด หรือในระดับชาติตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
“บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา” หมายความว่า ผู้ฝึกสอน ผู้ฝึกซ้อม ผู้จัดการ ตัวแทน คณะทำงานร่วมทีม เจ้าหน้าที่ บุคลากรทางการแพทย์และทางเวชกิจฉุกเฉิน หรือบิดามารดาของนักกีฬา หรือบุคคลอื่นใด ซึ่งให้การรักษา ให้ความช่วยเหลือ หรือทำงานร่วมกับนักกีฬาที่เข้าร่วมหรือเตรียมตัวสำหรับการแข่งขันกีฬา”
มาตรา๗ให้ยกเลิกความในวรรคสองของมาตรา ๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“ให้ผู้ว่าการการกีฬาแห่งประเทศไทยเป็นกรรมการและเลขานุการ”
มาตรา๘ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๙คณะกรรมการมีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑)กำหนดนโยบายและควบคุมดูแลโดยทั่วไปในการดำเนินการของสำนักงาน
(๒)ออกประกาศเกี่ยวกับการพิจารณาโทษทางกีฬาและมาตรการในการลงโทษทางกีฬา
(๓)ส่งเสริมการอบรมให้ความรู้เกี่ยวกับสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามแก่นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา และบุคคลอื่นซึ่งเกี่ยวข้องกับการกีฬา
(๔)ออกประกาศเพื่อปฏิบัติการอื่นใดให้เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ คณะกรรมการเฉพาะเรื่อง หรือคณะอนุกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้
(๕)ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่นบัญญัติให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ หรือตามที่คณะรัฐมนตรีมอบหมาย”
มาตรา๙ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๙/๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
“มาตรา๙/๑การออกกฎ ข้อบังคับ นโยบาย หรือการปฏิบัติเชิงบริหารต่าง ๆ ในการดำเนินการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา ต้องพิจารณาให้สอดคล้องกับประมวลกฎการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลกและมาตรฐานสากล ทั้งนี้ตามหลักการที่ระบุไว้ในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามในการกีฬา ซึ่งจัดทำขึ้นเมื่อวันที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๔๘ และที่แก้ไขเพิ่มเติม และปรับปรุงให้สอดคล้องอยู่เสมอ
การออกประกาศตามหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการตามพระราชบัญญัตินี้ ต้องพิจารณาให้เป็นไปตามวรรคหนึ่งด้วย”
มาตรา๑๐ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๑๓คณะกรรมการเฉพาะเรื่องมีอำนาจสั่งให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาหรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้อง ส่งสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้าม วัตถุ เอกสาร หลักฐาน หรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจหาสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามได้}}ในการนี้ จะเรียกนักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา หรือบุคคลซึ่งเกี่ยวข้องมาชี้แจงด้วยวาจาก็ได้”
มาตรา๑๑ให้ยกเลิกวรรคสองของมาตรา ๑๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา๑๒ให้ยกเลิกวรรคสองของมาตรา ๑๕ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา๑๓ให้ยกเลิกวรรคสองของมาตรา ๑๖ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา๑๔ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๘ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๑๘ให้จัดตั้งสำนักงานควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาเป็นหน่วยงานในการกีฬาแห่งประเทศไทย ที่มีความเป็นอิสระในการปฏิบัติงาน และให้มีหน้าที่และอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑)รับผิดชอบงานธุรการของคณะกรรมการและคณะกรรมการเฉพาะเรื่อง
(๒)ดำเนินการใด ๆ เกี่ยวกับการควบคุมตรวจสอบการใช้สารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามตามประกาศที่คณะกรรมการกำหนด
(๓)ให้บริการทางวิชาการ ส่งเสริม สนับสนุนด้านวิชาการ การประกันคุณภาพของกระบวนการควบคุมการใช้สารต้องห้ามและวิธีการต้องห้าม การวิจัยและพัฒนา เพื่อพัฒนาและป้องกันการควบคุมการใช้สารต้องห้ามและวิธีการต้องห้าม
(๔)ส่งเสริมและสนับสนุนความร่วมมือในการป้องกันการใช้สารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามทั้งในระดับประเทศและระหว่างประเทศ
(๕)จัดทำฐานข้อมูลเกี่ยวกับสารต้องห้ามและวิธีการต้องห้าม และหลักเกณฑ์ในการควบคุมการใช้สารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามสำหรับเจ้าหน้าที่ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำเป็นประมวลและปรับปรุงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามให้เป็นไปตามมาตรฐานสากล และเผยแพร่ให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไปในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือระบบหรือวิธีการอื่นใดที่ประชาชนทั่วไปสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวก
(๖)จัดให้มีการโฆษณา และประชาสัมพันธ์ข่าวสารเกี่ยวกับสารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามในการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อนักกีฬาและประชาชน
(๗)ประสานงานกับนักกีฬา สมาคมกีฬา และองค์กรที่เกี่ยวข้องในการตรวจหาสารต้องห้ามและวิธีการต้องห้ามทั้งในประเทศและต่างประเทศ
(๘)ประสานงานกับองค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬาระดับสากล
(๙)จัดทำรายงานผลการดำเนินงานประจำปีเสนอต่อรัฐมนตรีอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง”
มาตรา๑๕ให้ยกเลิกมาตรา ๒๐ และมาตรา ๒๑ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา๑๖ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ . ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๒๒ห้ามนักกีฬาหรือบุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬากระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ในการใช้สารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามตามที่คณะกรรมการประกาศกำหนด”
มาตรา๑๗ให้ยกเลิกมาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕
มาตรา๑๘ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๔ มาตรา ๒๕ มาตรา ๒๖ มาตรา ๒๗ มาตรา ๒๘ และมาตรา ๒๙ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๒๔การเก็บตัวอย่าง การเคลื่อนย้ายตัวอย่างและการขนส่ง การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และมาตรฐานการตรวจสอบสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้าม รวมทั้งค่าบริการในการตรวจสอบดังกล่าว ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา๒๕นักกีฬาผู้ใดประสงค์จะใช้สารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามเพื่อการรักษา ให้ยื่นคำขออนุญาตต่อสำนักงาน และให้สำนักงานส่งคำขอดังกล่าวให้คณะกรรมการการแพทย์พิจารณา ทั้งนี้การยื่นคำขอ การพิจารณา และการแจ้งผลการพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
เมื่อคณะกรรมการการแพทย์มีคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตตามวรรคหนึ่งแล้ว ให้นักกีฬาหรือผู้ที่เกี่ยวข้องมีสิทธิอุทธรณ์ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา๒๖เมื่อคณะกรรมการพิจารณาโทษได้รับรายงานจากสำนักงานว่า นักกีฬาหรือบุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๒๒ ให้คณะกรรมการพิจารณาโทษดำเนินการพิจารณาเพื่อมีคำสั่ง และแจ้งคำสั่งนั้นให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ ต่อไป
การพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ต้องให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงหลักฐานของตนในกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม
การพิจารณา การกำหนดโทษทางกีฬา และการแจ้งคำสั่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา๒๗นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา หรือผู้ที่เกี่ยวข้องซึ่งไม่เห็นด้วยกับคำสั่งตามมาตรา ๒๖ มีสิทธิอุทธรณ์เป็นหนังสือต่อคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ได้ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา๒๘ให้คณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์พิจารณา และแจ้งคำวินิจฉัยเป็นหนังสือให้ผู้อุทธรณ์หรือผู้ที่เกี่ยวข้องทราบ
การพิจารณาตามวรรคหนึ่ง ต้องให้นักกีฬา บุคคลซึ่งสนับสนุนการกีฬา หรือผู้ที่เกี่ยวข้อง มีโอกาสได้ทราบข้อเท็จจริงอย่างเพียงพอและมีโอกาสได้โต้แย้งและแสดงหลักฐานของตนในกระบวนการพิจารณาที่เป็นธรรม
การพิจารณาและการแจ้งผลการพิจารณา ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
ในการออกหลักเกณฑ์ วิธีการ และระยะเวลาตามวรรคสาม ต้องไม่ตัดสิทธิขององค์กรต่อต้านการใช้สารต้องห้ามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก ในการอุทธรณ์คำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยอุทธรณ์ต่อศาลอนุญาโตตุลาการทางการกีฬาตามข้อตกลงที่ผูกพันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้อง
เพื่อประโยชน์แห่งมาตรานี้ คำว่า “ศาลอนุญาโตตุลาการทางการกีฬา” หมายความว่า องค์กรที่คู่สัญญาตกลงให้ทำหน้าที่ระงับข้อพิพาททางกีฬาด้วยวิธีอนุญาโตตุลาการหรือวิธีไกล่เกลี่ยตามที่กำหนดไว้ในประมวลกฎการต่อต้านการใช้สารต้องห้ามโลก
มาตรา๒๙ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากคณะกรรมการดำเนินการตรวจสอบการใช้สารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้าม เก็บตัวอย่างส่งตรวจ รายงานผลการตรวจหาสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้าม และให้มีอำนาจ ดังต่อไปนี้
(๑)เข้าไปเก็บตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ หรือส่วนประกอบของร่างกายจากนักกีฬา เพื่อนำไปตรวจหาสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามในการแข่งขันกีฬาหรือนอกการแข่งขันกีฬาในสถานที่และเวลาใด ๆ ที่นักกีฬาพักอาศัยหรือฝึกซ้อมโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
(๒)มีหนังสือเรียกบุคคลใดมาให้ถ้อยคำ ส่งคำชี้แจงเป็นหนังสือ หรือส่งเอกสารหรือหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการตรวจหาสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามมาเพื่อตรวจสอบหรือประกอบการพิจารณา
การเข้าไปตรวจหาสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามนอกการแข่งขันกีฬาตาม (๑) ให้กระทำระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและพระอาทิตย์ตก เว้นแต่มีเหตุอันควรสงสัยว่านักกีฬามีการใช้สารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามและหากปล่อยเนิ่นช้าจะกระทบต่อกระบวนการในการตรวจสอบ ให้เข้าไปตรวจหาสารต้องห้ามหรือวิธีการต้องห้ามในเวลากลางคืนก็ได้”
มาตรา๑๙ให้ยกเลิกความในมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ แห่งพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๓๓ผู้ใดฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนดในมาตรา ๒๒ ให้คณะกรรมการพิจารณาโทษกำหนดโทษทางกีฬาเพื่อตัดสิทธิในการแข่งขันกีฬาหรือที่เกี่ยวข้องกับการแข่งขันกีฬา หรือสิทธิประโยชน์อื่นใดที่ได้รับจากการแข่งขันกีฬาหรืออันเนื่องมาจากการได้รับรางวัลในการแข่งขันกีฬา ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการประกาศกำหนด
มาตรา๓๔โทษทางกีฬาตามพระราชบัญญัตินี้มิใช่โทษอาญา”
มาตรา๒๐บรรดาข้อบังคับ ระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่ง ที่ออกตามพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้
มาตรา๒๑บรรดาการพิจารณาของคณะกรรมการเฉพาะเรื่องที่อยู่ระหว่างการพิจารณาก่อนวันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ ให้ดำเนินการต่อไปตามพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ จนกว่าจะแล้วเสร็จ
มาตรา๒๒ในการดำเนินการออกประกาศเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติควบคุมการใช้สารต้องห้ามทางการกีฬา พ.ศ. ๒๕๕๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชกำหนดนี้ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเก้าสิบวันนับแต่วันที่พระราชกำหนดนี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารายงานเหตุผลที่ไม่อาจดำเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภาเพื่อทราบ
มาตรา๒๓ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬารักษาการตามพระราชกำหนดนี้
พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา
นายกรัฐมนตรี
งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า
- "มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
- (1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
- (2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
- (3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
- (4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
- (5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"
Public domainPublic domainfalsefalse