ข้ามไปเนื้อหา

พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. 2495

จาก วิกิซอร์ซ


ตอนที่ ๑๘เล่ม ๖๙

๑๘ มีนาคม ๒๔๙๕
๓๙๕
ราชกิจจานุเบกษา

ตราราชโองการ
ตราราชโองการ
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
พ.ศ. ๒๔๙๕

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๑๓ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๙๕
เป็นปีที่ ๗ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้

มาตราพระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ.ศ. ๒๔๙๕”

มาตราพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตราให้ยกเลิกพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสต์และการเมือง พุทธศักราช ๒๔๗๖ พระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ฉบับที่ ๒) พุทธศักราช ๒๔๘๐ และพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง (ฉบับที่ ๓) พุทธศักราช ๒๔๘๖

มาตราให้มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นนิติบุคคล มีหน้าที่จัดการศึกษาและค้นคว้าในศาสตร์ต่าง ๆ โดยมุ่งส่งเสริมวิชาการชั้นสูงและวัฒนธรรมแห่งชาติ

มาตรามหาวิทยาลัยนี้แบ่งออกเป็นคณะต่าง ๆ คณะหนึ่ง ๆ อาจแบ่งออกเป็นแผนกวิชาต่าง ๆ ถ้าแผนกวิชาใดจะรวมกับแผนกวิชาอื่นเป็นคณะไม่ได้ ก็ให้ตั้งเป็นแผนกอิสระขึ้นได้

การตั้งหรือเลิกล้มคณะนั้น ให้ทำได้แต่โดยพระราชบัญญัติ ส่วนการตั้งหรือเลิกล้มแผนกวิชานั้น ให้ทำได้โดยพระราชกฤษฎีกา

มาตราคณะต่าง ๆ แห่งมหาวิทยาลัยมีดั่งนี้ คือ

๑.คณะนิติศาสตร์

๒.คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี

๓.คณะรัฐศาสตร์

๔.คณะเศรษฐศาสตร์

มาตราการจัดตั้งคณะหรือแผนกอิสระขึ้นใหม่ หรือการเลิกล้มคณะหรือแผนกอิสระที่ตั้งขึ้นใหม่ ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

มาตราการแบ่งแยกแผนกวิชาภายในคณะ หรือการเลิกล้มแผนกวิชา ให้กระทำโดยข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรามหาวิทยาลัยนี้อาจมีรายได้ต่าง ๆ ดั่งนี้

(๑)เงินอุดหนุนจากงบประมาณแผ่นดิน

(๒)ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย

(๓)เงินผลประโยชน์ของมหาวิทยาลัย

(๔)เงินและทรัพย์สินอย่างอื่นซึ่งมีผู้อุทิศให้แก่มหาวิทยาลัย และภายใต้บังคับแห่งเงื่อนไข ข้อบังคับ หรือวัตถุประสงค์ซึ่งผู้อุทิศกำหนดไว้

มาตรา๑๐ในพระราชบัญญัตินี้ ผู้รักษาการแทนในตำแหน่งใด ให้มีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งนั้น

มาตรา๑๑ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา๑๒ให้มหาวิทยาลัยนี้อยู่ในความควบคุมดูแลของสภามหาวิทยาลัยซึ่งประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ อธิการบดี คณบดีของคณะต่าง ๆ ในมหาวิทยาลัย เป็นกรรมการโดยตำแหน่ง กับกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งขึ้นเป็นจำนวนไม่เกนกว่าจำนวนกรรมการโดยตำแหน่ง

มาตรา๑๓ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยโดยตำแหน่ง อธิการบดีเป็นอุปนายกโดยตำแหน่ง

มาตรา๑๔ให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดำรงอยู่ในตำแหน่งสองปี เว้นแต่จะได้ถูกแต่งตั้งในตำแหน่งนั้นต่อไปอีกคราวละสองปี

ถ้าตำแหน่งกรรมการดั่งที่ระบุไว้ในวรรคแรกว่างลงในระหว่างสองปี จะแต่งตั้งกรรมการขึ้นแทนก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ซึ่งเข้ามาแทนนั้นย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา๑๕สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจหน้าที่ดั่งนี้

(๑)พิจารณาอนุมัติหลักสูตรวิชาต่าง ๆ

(๒)จัดหาวิธีการอันจะยังการศึกษาของมหาวิทยาลัยให้เจริญยิ่งขึ้น

(๓)จัดวิชาในคณะตั้งเป็นแผนกวิชา หรือเลิกล้ม

(๔)พิจารณาให้ความเห็นเกี่ยวกับการจัดตั้งหรือเลิกล้มคณะหรือแผนกอิสระ

(๕)แต่งตั้งผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีคุณวุฒิตามมาตรา ๒๒ เป็นเลขาธิการมหาวิทยาลัย หรือให้พ้นจากตำแหน่ง

(๖)แต่งตั้งคณบดีและหัวหน้าแผนกอิสระ หรือให้พ้นจากตำแหน่ง

(๗)ให้ปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตร ตามมาตรา ๔๓ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๕ และมาตรา ๕๖

(๘)จัดทำงบประมาณของมหาวิทยาลัย

(๙)จัดวางระเบียบปฏิบัติเกี่ยวกับการเงินและทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย

(๑๐)เสนอนโยบายการศึกษาและจำนวนเงินอุดหนุนที่จะดำเนินกิจการของมหาวิทยาลัยในปีต่อไปต่อกระทรวงศึกษาธิการ

(๑๑)พิจารณาและให้ความเห็นอันเกี่ยวกับมหาวิทยาลัย หรือเรื่องการศึกษา ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการขอปรึกษา

(๑๒)กำหนดพื้นความรู้ คุณสมบัติ หลักเกณฑ์การเข้าเป็นนักศึกษา ระยะเวลาการศึกษา วิธีการศึกษา ระเบียบการศึกษา การสอบไล่ ค่าธรรมเนียมต่าง ๆ ตลอดจนวินัยนักศึกษา เงื่อนไขในการรับปริญญา อนุปริญญา และประกาศนียบัตร

(๑๓)ออกข้อบังคับของมหาวิทยาลัยเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้

(๑๔)อำนาจหน้าที่อื่นซึ่งมิได้ระบุให้เป็นอำนาจหน้าที่ของผู้ใดโดยเฉพาะ

มาตรา๑๖ให้นายกสภามหาวิทยาลัยเป็นผู้เรียกประชุมสภามหาวิทยาลัยโดยปกติเดือนละหนึ่งครั้ง ถ้ากรรมการตั้งแต่สามคนขึ้นไปร้องขอให้สภามหาวิทยาลัยประชุมเพื่อกิจการอย่างหนึ่งอย่างใด ก็ให้นายกสภามหาวิทยาลัยจัดการเรียกประชุมสภามหาวิทยาลัย

ในการประชุม ต้องมีกรรมการประชุมอย่างน้อยกึ่งหนึ่งของจำนวนกรรมการทั้งหมด จึงจะเป็นองค์ประชุมได้

มาตรา๑๗ให้นายกสภามหาวิทยาลัยเป็นประธานในที่ประชุม ถ้านายกสภามหาวิทยาลัยไม่มา ให้อุปนายกสภามหาวิทยาลัยเป็นประธาน ถ้าอุปนายกสภามหาวิทยาลัยไม่มา ก็ให้กรรมการเลือกตั้งกรรมการคนหนึ่งขึ้นเป็นประธานชั่วคราว

มาตรา๑๘การลงมติ ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากเป็นประมาณ ถ้าในการลงมตินั้นมีคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุมออกเสียงเพิ่มขึ้นได้อีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด

มาตรา๑๙อธิการบดีนั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากผู้มีคุณวุฒิอย่างหนึ่งอย่างใดดั่งต่อไปนี้

(๑)ได้ปริญญาไม่ต่ำกว่าปริญญาเอกหรือเทียบเท่ากันในวิชาที่มีการสอนในมหาวิทยาลัยนี้ หรือ

(๒)ได้ทำการสอนวิชาในมหาวิทยาลัยหรือในโรงเรียนชั้นสูงของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดในประเทศไทยมาไม่ต่ำกว่าห้าปี

อธิการบดีดำรงอยู่ในตำแหน่งสองปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งนั้นต่อไปใหม่ได้

มาตรา๒๐ถ้าอธิการบดีไม่อาจปฏิบัติงานได้ ให้สภามหาวิทยาลัยตั้งผู้มีคุณวุฒิตามมาตรา ๑๙ เป็นผู้รักษาการแทน

มาตรา๒๑อธิการบดีมีอำนาจหน้าที่ดั่งนี้

(๑)ควบคุมดูแลการศึกษาในมหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติและข้อบังคับของมหาวิทยาลัย ในการนี้ให้มีอำนาจออกระเบียบการ คำสั่ง ประกาศ เพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

(๒)รับปรึกษาและให้ความเห็นแก่คณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระ

(๓)บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนชั้น เลื่อนเงินเดือนอาจารย์ ภายใต้เงื่อนไขแห่งมาตรา ๓๖ หรือให้พ้นจากตำแหน่งโดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย

(๔)ควบคุมการเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินของมหาวิทยาลัย ตามข้อบังคับซึ่งสภามหาวิทยาลัยกำหนด

(๕)ดูแลให้ธุรการในมหาวิทยาลัยเป็นไปตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

(๖)บรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนชั้น เลื่อนเงินเดิม ลงโทษ และถอดถอนเจ้าหน้าที่ของมหาวิทยาลัยตามมาตรา ๕๑

แต่สำหรับเจ้าหน้าที่ตำแหน่งตั้งแต่หัวหน้าแผนกขึ้นไป ต้องได้รับความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย

(๗)เป็นผู้แทนของมหาวิทยาลัยในกิจการทั่วไป

(๘)อำนาจหน้าที่อื่นตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย หรือตามที่สภามหาวิทยาลัยมอบหมาย

มาตรา๒๒เลขาธิการมหาวิทยาลัยต้องมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ากัน และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือในสถานศึกษาชั้นสูงของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดมาแล้วรวมเวลาไม่ต่ำกว่าห้าปี หรือได้ทำการเป็นเจ้าหน้าที่ตั้งแต่ชั้นหัวหน้าแผนกขึ้นไปในมหาวิทยาลัยนี้มาแล้วไม่ต่ำกว่าห้าปี

มาตรา๒๓ให้เลขาธิการมหาวิทยาลัยทำหน้าที่เป็นเลขาธิการสภามหาวิทยาลัย และมีหน้าที่ช่วยอธิการบดีในฝ่ายธุรการทั่วไปของมหาวิทยาลัย ประสานงานกับคณะและแผนกต่าง ๆ อำนาจหน้าที่มีดั่งนี้

(๑)รักษาเอกสารต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัย

(๒)ควบคุมการทะเบียนและสถิติของนักศึกษา

(๓)ควบคุมการบัญชีตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

(๔)ตรวจตราดูแลการเงิน การพัสดุ สถานที่ และทรัพย์สินอื่นของมหาวิทยาลัย ตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

(๕)กิจการอื่นที่อธิการบดีมอบหมาย หรือที่กำหนดไว้ในข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

มาตรา๒๔ให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินมีอำนาจและหน้าที่ตรวจสอบบัญชีและการเงินของมหาวิทยาลัยเป็นการประจำ แล้วเสนอผลการตรวจสอบต่อสภามหาวิทยาลัย

มาตรา๒๕ในคณะหนึ่ง ๆ ให้มีคณะกรรมการประจำคณะ ประกอบด้วยคณบดีเป็นประธาน และหัวหน้าแผนกวิชาต่าง ๆ ในคณะนั้นเป็นกรรมการ ถ้าในคณะนั้นไม่มีการแบ่งเป็นแผนกวิชา หรือมีไม่เกินสองแผนก ก็ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากบรรดาศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์ผู้ช่วย หรือผู้บรรยายพิเศษในคณะนั้นเป็นกรรมการเพิ่มเติม เพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามนาย

ในแผนกอิสระ ให้มีคณะกรรมการประจำแผนก ประกอบด้วยหัวหน้าแผนกอิสระเป็นประธาน และหัวหน้าแผนกวิชาเป็นกรรมการ ถ้าในแผนกอิสระนั้นไม่มีการแบ่งเป็นแผนกวิชา หรือมีไม่เกินสองแผนก ก็ให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งจากบรรดาศาสตราจารย์ อาจารย์ อาจารย์ผู้ช่วย หรือผู้บรรยายพิเศษในแผนกอิสระนั้นเป็นกรรมการเพิ่มเติม เพื่อให้ได้จำนวนรวมทั้งประธานไม่น้อยกว่าสามนาย

มาตรา๒๖กรรมการประจำคณะหรือประจำแผนกอิสระที่สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้งตามมาตรา ๒๕ ดำรงอยู่ในตำแหน่งสี่ปี แต่อาจได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งนั้นต่อไปใหม่ได้

ถ้าตำแหน่งกรรมการดั่งที่ระบุไว้ในวรรคแรกว่างลงในระหว่างสี่ปี จะแต่งตั้งกรรมารขึ้นแทนก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ ผู้ซึ่งเข้ามาแทนนั้นย่อมอยู่ในตำแหน่งได้เพียงเท่ากำหนดเวลาของผู้ซึ่งตนแทน

มาตรา๒๗คณะกรรมการประจำคณะหรือแผนกอิสระมีอำนาจหน้าที่ดั่งนี้

(๑)วางระเบียบการทั่วไปภายในคณะหรือภายในแผนกโดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย

(๒)วางหลังสูตรรายละเอียดสำหรับคณะหรือแผนกโดยเสนอให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณา

(๓)วางระเบียบการสอบไล่โดยความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย และจัดการสอบไล่สำหรับคณะหรือแผนกโดยประสานงานกับเลขาธิการมหาวิทยาลัย

(๔)รับปรึกษาและให้ความเห็นแก่คณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระในกิจการของคณะหรือแผนก

(๕)จัดตั้งงบประมาณของคณะหรือแผนกแล้วเสนอต่อสภามหาวิทยาลัย

(๖)รายงานให้สภามหาวิทยาลัยทราบถึงกิจการต่าง ๆ อันเกิดขึ้นในคณะหรือแผนก

มาตรา๒๘การประชุม องค์ประชุม การลงมติ และการตั้งประธานสำหรับคณะ กรรมการประจำคณะ และคณะกรรมการประจำแผนกอิสระ ให้ใช้บทบัญญัติในมาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ และมาตรา ๑๘ บังคับโดยอนุโลม

(๒๙)กิจการในแต่ละคณะหรือแผนกอิสระ ให้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของคณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระ แล้วแต่กรณี

คณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระ สภามหาวิทยาลัยจะได้แต่งตั้งจากบุคคลที่มีคุณวุฒิเช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นอธิการบดี

คณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระนั้นดำรงอยู่ในตำแหน่งสี่ป แต่อาจได้รับแต่งตั้งให้อยู่ในตำแหน่งนั้นต่อไปใหม่ได้

กิจการในแผนกวิชา ให้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของหัวหน้าแผนกวิชาซึ่งสภามหาวิทยาลัยจะได้แต่งตั้งจากบรรดาศาสตราจารย์หรืออาจารย์ในแผนกวิชานั้นโดยคำแนะนำของคณบดี

มาตรา๓๐คณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระมีเลขานุการนายหนึ่งเป็นผู้ช่วยฝ่ายธุรการ และมีพนักงานเจ้าหน้าที่เพื่อปฏิบัติการงานตามสมควร

มาตรา๓๑คณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระมีอำนาจหน้าที่ดั่งนี้

(๑)บังคับบัญชากิจการทั้งหลายของคณะหรือแผนก

(๒)ปฏิบัติการตามข้อตกลงของคณะกรรมการประจำคณะหรือประจำแผนก และข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้การศึกษาในคณะหรือแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อย

(๓)ดูแลให้นักศึกษาในคณะหรือแผนกปฏิบัติอยู่ในวินัย

(๔)เป็นผู้แทนคณะหรือแผนก

(๕)เสนอการบรรจุ แต่งตั้ง เลื่อนชั้น เลื่อนเงินเดือน หรือให้พ้นจากตำแหน่งของอาจารย์ หรืออาจารย์ผู้ช่วย หรือพนักงานประจำคณะ ต่ออธิการบดีมหาวิทยาลัย

มาตรา๓๒หัวหน้าแผนกวิชามีอำนาจหน้าที่อนุโลมตามอำนาจหน้าที่ของคณบดีหรือหัวหน้าแผนกอิสระ

มาตรา๓๓ผู้สอนในมหาวิทยาลัยแบ่งออกเป็น

(๑)ศาสตราจารย์

(๒)อาจารย์

(๓)อาจารย์ผู้ช่วย

(๔)ผู้บรรยายพิเศษ

มาตรา๓๔ศาสตราจารย์นั้นจะได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งขึ้นโดยคำแนะนำของสภามหาวิทยาลัยจากบุคคลซึ่งมีคุณวุฒิดั่งต่อไปนี้

(๑)ได้ปริญญาเอกหรือเทียบเท่ากัน และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือในสถานศึกษาชั้นสูงของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดมาแล้วรวมเวลาไม่ต่ำกว่าห้าปี

(๒)ได้ปริญญาโทหรือเทียบเท่ากัน และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือในสถานศึกษาชั้นสูงของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดมาแล้วรวมเวลาไม่ต่ำกว่าสิบปี

(๓)ได้ปริญญาตรีหรือเทียบเท่ากัน และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือในสถานศึกษาชั้นสูงของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดมาแล้วรวมเวลาไม่ต่ำกว่าสิบห้าปี

มาตรา๓๕ศาสตราจารย์แบ่งเป็นศาสตราจารย์ประจำและศาสตราจารย์พิเศษ

มาตรา๓๖บุคคลซึ่งอาจได้รับแต่งตั้งเป็นอาจารย์ประจำนั้นต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ากัน และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือในสถานศึกษาชั้นสูงของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดมาแล้วรวมเวลาไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี

มาตรา๓๗บุคคลซึ่งอาจได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์พิเศษนั้นต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ากัน และได้ทำการสอนในมหาวิทยาลัยหรือสถานศึกษาชั้นสูงของกระทรวงหนึ่งกระทรวงใดมาแล้วไม่ต่ำกว่าหนึ่งปี และคณบดีเห็นสมควรเสนอให้อธิการบดีเชิญมาเป็นอาจารย์พิเศษโดยได้รับความเห็นชอบของสภามหาวิทยาลัย

มาตรา๓๘บุคคลซึ่งอาจได้รับแต่งตั้งให้เป็นอาจารย์ผู้ช่วยนั้นต้องมีคุณวุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่ากัน

มาตรา๓๙บุคคลที่จะได้รับเชิญเป็นผู้บรรยายพิเศษนั้นคือผู้ซึ่งทรงคุณวุฒิพอที่จะประสาทวิชาความรู้ให้แก่นักศึกษา และคณบดีเห็นสมควรเสนอให้อธิการบดีเชิญมาเป็นผู้บรรยายพิเศษ ตามข้อบังคับที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด

มาตรา๔๐ศาสตราจารย์ประจำ อาจารย์ประจำ และอาจารย์ผู้ช่วย รับเงินเดือนจากมหาวิทยาลัย ศาสตราจารย์พิเศษ อาจารย์พิเศษ และผู้บรรยายพิเศษนั้น ทางมหาวิทยาลัยอาจจ่ายเงินค่าสมนาคุณเป็นรายเดือนหรือชั่วโมงในฐานะที่ช่วยเหลือการศึกษาของมหาวิทยาลัยก็ได้ ตามที่สภามหาวิทยาลัยกำหนด

มาตรา๔๑ให้ผู้ที่เป็นศาสตราจารย์ประจำของมหาวิทยาลัยนี้มาเป็นระยะเวลาไม่ต่ำกว่าสิบปี เมื่อพ้นจากหน้าที่ในมหาวิทยาลัยนี้แล้ว เป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์

มาตรา๔๒สภามหาวิทยาลัยจะแต่งตั้งผู้หนึ่งผู้ใดซึ่งมีคุณวุฒิเทียบเท่าศาสตราจารย์ และได้แสดงความสามารถหรือความชำนาญในศาสตร์ใดศาสตร์หนึ่งซึ่งอยู่ในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนี้ เป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์เพื่อเป็นเกียรติยศก็ได้

มาตรา๔๓อนุปริญญามีชั้นเดียว

ปริญญาบัณฑิตมีสามชั้น คือ

ตรี เรียกว่า บัณฑิต ใช้อักษรย่อว่า บ.
โท เรียกว่า มหาบัณฑิต ใช้อักษรย่อว่า ม.
เอก เรียกว่า ดุษฎีบัณฑิต ใช้อักษรย่อว่า ด.

ปริญญาบัณฑิตแบ่งเป็นเกียรติปริญญาและปริญญาตามข้อบังคับของมหาวิทยาลัย

การเรียกชื่อปริญญาและการใช้อักษรย่อสำหรับปริญญาตรีกำหนดดั่งนี้

๑.ผู้ได้ปริญญานี้ในคณะนิติศาสตร์ เรียกว่า “นิติศาสตร์บัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “น.บ.”

๒.ผู้ได้ปริญญานี้ในคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี แผนกพาณิชยศาสตร์ เรียกว่า “พาณิชยศาสตร์บัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “พ.ณ.บ.” สำหรับแผนกบัญชี การสำเร็จการศึกษาวิชาการบัญชี ให้ผู้สำเร็จได้รับ “ประกาศนียบัตรการบัญชี” เทียบเท่าปริญญาตรี การสำเร็จการศึกษาวิชาการบัญชีชั้นสูง ให้ผู้สำเร็จได้รับ “ประกาศนียบัตรชั้นสูงทางการบัญชี” เทียบเท่าปริญญาโท

๓.ผู้ได้ปริญญานี้ในคณะรัฐศาสตร์ เรียกว่า “รัฐศาสตร์บัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “ร.บ.”

๔.ผู้ได้ปริญญานี้ในคณะเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์บัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “ศ.บ.”

๕.ผู้ได้ปริญญานี้ในคณะที่จัดตั้งขึ้นใหม่ หรือแผนกในคณะที่แบ่งแยกใหม่ เรียกว่า “บัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “บ.” และเติมอักษรย่อชื่อของคณะหรือแผนกในคณะนำหน้าตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา

ส่วนการเรียกชื่อปริญญาและการใช้อักษรย่อสำหรับปริญญาโทและปริญญาเอกในทางต่าง ๆ นั้น ให้เรียกว่า “มหาบัณฑิต” และ “ดุษฎีบัณฑิต” แทนคำว่า “บัณฑิต” และให้ใช้อักษรย่อที่กล่าวข้างต้นโดยเปลี่ยน “บ.” เป็น “ม.” หรือ “ด.” แล้วแต่กรณี

การศึกษาทางการทูตชั้นปริญญาโทนั้น ให้ศึกษาต่อจากชั้นปริญญาตรีทางคณะรัฐศาสตร์ และการศึกษาชั้นปริญญาเอก ให้ศึกษาต่อจากชั้นปริญญาโททางคณะรัฐศาสตร์

ส่วนการเรียกชื่อปริญญาและการใช้อักษรย่อสำหรับชั้นปริญญาโทและปริญญาเอกในทางการทูตนั้น ให้เรียกว่า “มหาบัณฑิตทางการทูต” และ “ดุษฎีบัณฑิตทางการทูต” และให้ใช้อักษรย่อสำหรับคำที่กล่าวนี้ว่า “ท.ม.” หรือ “ท.ด.” แล้วแต่กรณี

การศึกษาชั้นปริญญาโทต่อจากปริญญาตรีหรือการศึกษาชั้นปริญญาเอกต่อจากปริญญาโทในคณะใดจะแบ่งแยกเป็นสาขาวิชาใด ให้กำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา การเรียกชื่อปริญญาและการใช้อักษย่อนั้น ให้อนุโลมตามความในวรรคก่อนโดยเรียกชื่อปริญญาและใช้อักษรย่อของสาขาวิชาที่แบ่งแยกตามที่กำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกานั้นนำหน้า

มาตรา๔๔ให้สภามหาวิทยาลัยมีอำนาจให้ปริญญากิตติมศักดิ์แก่บุคคลซึ่งเห็นว่าทรงคุณวุฒิสมควรแก่ปริญญานั้น

มาตรา๔๕นอกจากการศึกษาเพื่ออนุปริญญาหรือปริญญาแล้ว มหาวิทยาลัยอาจจัดให้มีการศึกษาและการสอบไล่เพื่อได้ประกาศนียบัตรอย่างอื่นได้ การศึกษานี้จะจัดเป็นแผนกอิสระหรือจะให้ขึ้นอยู่ในคณะใดก็ได้ ถ้าจะเทียบประกาศนียบัตรนั้นเท่ากับปริญญาใด ให้กระทำโดยพระราชกฤษฎีกา

มาตรา๔๖ผู้ที่ได้ปริญญาหรือเทียบเท่ากันจากสถานศึกษาในประเทศหรือต่างประเทศซึ่งมีวิทยฐานะไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยนี้ มหาวิทยาลัยอาจผ่อนผันให้เข้าศึกษาวิชาชั้นปริญญาโทในประเภทวิชาที่เห็นว่าสมควรได้ หรือจะกำหนดให้สอบไล่ในบางวิชาเสียก่อนก็ได้

ในการศึกษาวิชาชั้นปริญญาโทขึ้นไป ถ้าหลักสูตรของมหาวิทยาลัยนี้กำหนดให้มีการศึกษาวิชาใด ๆ และหากผู้ที่จะศึกษาในชั้นปริญญาโทขึ้นไปนี้ได้ปริญญามาจากต่างประเทศแล้ว และได้ศึกษาในวิชาที่ตรงกับในหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมาแล้วบางวิชา มหาวิทยาลัยอาจยกเว้นผู้ที่ได้ปริญญามาจากต่างประเทศนั้นไม่ต้องสอบไล่เฉพาะวิชานั้น ๆ ในเมื่อเห็นสมควร โดยถือว่าได้ศึกษาและสอบได้มาแล้วก็ได้

มาตรา๔๗ครุยวิทยฐานะเป็นเครื่องหมายแสดงวิทยฐานะที่สภามหาวิทยาลัยกำหนดไว้สำหรับกรรมการ อธิการบดี คณบดี ผู้สอน ตลอดจนผู้สำเร็จการศึกษาในคณะหรือแผนกอิสระของมหาวิทยาลัย

มาตรา๔๘ลักษณะ ชนิด ประเภท และส่วนประกอบของครุยวิทยฐานะ และเข็มวิทยฐานะ จะสมควรอย่างไร ใช้ในโอกาสใด โดยเงื่อนไขอย่างใด ให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา

มาตรา๔๙ผู้ใดไม่มีสิทธิใช้ครุยวิทยฐานะหรือเข็มวิทยฐานะ หรือใช้ปริญญา อักษรย่อปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตร กระทำการเพื่อให้บุคคลเชื่อว่าตนมีสิทธิ มีความผิด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน ๑,๐๐๐ บาท หรือจำคุกไม่เกิน ๖ เดือน หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา๕๐ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดตำแหน่ง อัตราเงินเดือน จำนวนพนักงาน คุณสมบัติของพนักงาน ไว้ตามสมควร

มาตรา๕๑ให้นำกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน ในส่วนที่เกี่ยวกับการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน และการลงโทษ มาใช้บังคับแก่พนักงานของมหาวิทยาลัยโดยอนุโลม โดยให้สภามหาวิทยาลัยทำหน้าที่ อ.ก.พ. กระทรวง และสภานายกมหาวิทยาลัยทำหน้าที่รัฐมนตรีเจ้าสังกัด

ในส่วนที่เกี่ยวกับการบังคับบัญชาและระเบียบวินัยของมหาวิทยาลัย ให้สภามหาวิทยาลัยเป็นผู้กำหนดโดยข้อบังคับ

มาตรา๕๒เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยมีสิทธิแต่งเครื่องแบบข้าราชการพลเรือนสามัญสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามชั้นและตำแหน่งซึ่งกระทรวงศึกษาธิการและมหาวิทยาลัยตกลงเทียบกันไว้

มาตรา๕๓เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยมีสิทธิเท่าเทียมกับข้าราชการพลเรือนสามัญในตำแหน่งที่เทียบเท่ากันในอันที่จะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยให้ถือเอาวันที่เข้าทำงานในมหาวิทยาลัยเป็นวันรับราชการ

มาตรา๕๔ให้เจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยมีสิทธิอื่น ๆ บรรดาที่รัฐให้แก่ข้าราชการพลเรือนสามัญทุกประการ เว้นแต่การรับบำเหน็จบำนาญ

มาตรา๕๕ให้ผู้ที่เป็นศาสตราจารย์สามัญหรือศาสตราจารย์วิสามัญตามกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมืองก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้เป็นศาสตราจารย์กิตติมศักดิ์ตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา๕๖การศึกษาวิชาชั้นปริญญาตรี ปริญญาโท และปริญญาเอก ตามกฎหมายว่าด้วยมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง ยังดำเนินการอยู่จนกว่าจะได้มีการปรับปรุงให้เข้ากับการศึกษาวิชาตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ผู้ที่สอบไล่ได้ตามหลักสูตรได้รับปริญญาเรียกชื่อดั่งนี้

(๑)ปริญญาตรี ผู้ได้ปริญญานี้เรียกว่า “ธรรมศาสตร์บัณฑิต” ให้ใช้อักษย่อว่า “ธ.บ.”

(๒)ปริญญาโท

ก)ผู้ได้ปริญญานี้ในทางนิติศาสตร์ เรียกว่า “นิติศาสตร์มหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “น.ม.”

ข)ผู้ได้รับปริญญานี้ในทางรัฐศาสตร์ เรียกว่า “รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “ร.ม.”

ค)ผู้ได้รับปริญญานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์มหาบัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “ศ.ม.”

ง)ผู้ได้รับปริญญานี้ในทางการทูต เรียกว่า “มหาบัณฑิตทางการทูต” ใช้อักษรย่อว่า “ท.ม.”

(๓)ปริญญาเอก

ก)ผู้ได้รับปริญญานี้ในทางนิติศาสตร์ เรียกว่า “นิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “น.ด.”

ข)ผู้ได้รับปริญญานี้ในทางรัฐศาสตร์ เรียกว่า “รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “ร.ด.”

ค)ผู้ได้รับปริญญานี้ในทางเศรษฐศาสตร์ เรียกว่า “เศรษฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต” ใช้อักษรย่อว่า “ศ.ด.”

ง)ผู้ได้รับปริญญานี้ในทางการทูต เรียกว่า “ดุษฎีบัณฑิตทางการทูต” ใช้อักษรย่อว่า “ท.ด.”

มาตรา๕๗บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้ไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของผู้ที่ได้รับปริญญา หรืออนุปริญญา หรือประกาศนียบัตรของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองซึ่งมีอยู่แล้วก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้

มาตรา๕๘ให้บรรดาอำนาจหน้าที่ ทรัพย์สิน สิทธิ รวมตลอดทั้งสินทรัพย์และหนี้สิน พนักงานเจ้าหน้าที่ ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ตกเป็นของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"

Public domainPublic domainfalsefalse