ข้ามไปเนื้อหา

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม พุทธศักราช 2482

จาก วิกิซอร์ซ
วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๔๘๒
เล่ม ๕๖หน้า ๑๐๙๗
ราชกิจจานุเบกษา

ตราราชโองการ
ตราราชโองการ
พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม
พุทธศักราช ๒๔๘๒

ในพระปรมาภิไธยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐
)
อาทิตย์ทิพอาภา
พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
ตราไว้ณวันที่ ๗ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๔๘๒
เป็นปีที่ ๖ ในรัชชกาลปัจจุบัน

โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขพระธรรมนูญศาลยุตติธรรมเพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น

จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้

มาตราพระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒”

มาตราให้ใช้พระราชบัญญัติตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และให้ใช้บังคับแก่บันดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องภายหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้

มาตราให้เพิ่มความต่อไปนี้เข้าเป็นวรรค ๓ ของมาตรา ๑ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม

“ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลทั้งหลาย เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน ทั้งนี้โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรม อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจแนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการนั้น ๆ และในการอื่น ๆ”

มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตราให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดีผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง และศาลอาญา ศาลละหนึ่งนาย

เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาในศาลใดว่างลง หรือเมื่อประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้”

มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตราในศาลชั้นต้นทุกศาลนอกจากศาลแพ่งและศาลอาญา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมกำหนดให้ผู้พิพากษาของศาลนั้นนายหนึ่งทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล

ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่ง แบ่งออกเป็นสองแผนกหรือกว่านั้นขึ้นไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของแผนกใดทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าในแผนกนั้นก็ได้

เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลง หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ให้ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลนั้นหรือในแผนกนั้นเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว”

มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน

มาตรา๑๐ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้ทำการแทน ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และมีหน้าที่ดั่งต่อไปนี้

(๑)ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว

(๒)ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา

(๓)ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุระการของศาล

(๔)ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มีอำนาจดั่งต่อไปนี้

(๑)นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๒)สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ”

มาตราให้ยกเลิกมาตรา ๑๑ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรมนั้นเสีย

มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา๑๒ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้น หรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น”

มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา๑๓ให้ตั้งข้าหลวงยุตติธรรมขึ้น ส่วนจำนวนและตำแหน่งประจำจะอยู่ณที่ใด และมีเขตต์อำนาจเพียงไรนั้น ให้เป็นไปตามที่จะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตั้งข้าหลวงยุตติธรรม ผู้ที่เป็นข้าหลวงยุตติธรรมให้เลือกตั้งจากผู้พิพากษา

เมื่อตำแหน่งข้าหลวงยุตติธรรมว่างลง หรือเมื่อข้าหลวงยุดติธรรมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนข้าหลวงยุตติธรรมชั่วคราวก็ได้

ให้ข้าหลวงยุตติธรรมมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดั่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และให้มีอำนาจ

(๑)สั่งให้ผู้พิพากษาและจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีใด ๆ หรือรายงานกิจการอื่น ๆ ของศาลซึ่งอยู่ในเขตต์อำนาจของตน

(๒)นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตต์อำนาจของตน หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๓)ในกรณีจำเป็น สั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตต์อำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่ง แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุตติธรรมทันที”

มาตรา๑๐ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา๑๕ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการไต่สวนหรือออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดั่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ อนุมาตรา ๑ ถึงอนุมาตรา ๔ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม แต่เมื่อได้พิจารณาพะยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้วปรากฏว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้ ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษา แล้วแต่กรณี”

มาตรา๑๑ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา๑๘ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ”

มาตรา๑๒ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา๒๐ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบันดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา นอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น

คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่”

มาตรา๑๓ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา๒๒ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดั่งต่อไปนี้

(๑)ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง

(๒)ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา

(๓)พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินห้าร้อย หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ นอกจากคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสภาพบุคคลและสิทธิในครอบครัว

(๔)พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้หาได้ไม่

(๕)พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าห้าร้อยบาทขึ้นไปแต่ไม่เกินสองพันบาท หรือคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปีขึ้นไปแต่ไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับเกินกว่าสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณา ไม่มีอำนาจพิพากษา ตามอนุมาตรา ๔ และอนุมาตรา ๕ นั้น เมื่อจะพิพากษาคดี จะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยนายหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย”

มาตรา๑๔ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา๒๓ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวง ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนาย จึ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง

เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดั่งจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรองผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ

(๑)เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีมีสิทธิสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน แต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีขึ้นไป

(๒)เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย หรือได้รับปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตร หรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ

เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดั่งกล่าวมาข้างบนนั้นแล้ว ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมทันที

ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อนมีการคัดค้านเป็นอันสมบูรณ์”

มาตรา๑๕บันดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ และบันดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกา

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"

Public domainPublic domainfalsefalse