พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม พุทธศักราช 2482

คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์
(ตามประกาศประธานสภาผู้แทนราษฎร
ลงวันที่ ๔ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๘๐)
พล.อ. เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน
เป็นปีที่ ๖ ในรัชชกาลปัจจุบัน
โดยที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติว่า สมควรแก้ไขพระธรรมนูญศาลยุตติธรรมเพื่อให้เหมาะสมยิ่งขึ้น
จึ่งมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้
มาตรา๑พระราชบัญญัตินี้ให้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒”
มาตรา๒ให้ใช้พระราชบัญญัติตั้งแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป และให้ใช้บังคับแก่บันดาคดีที่ได้ยื่นฟ้องภายหลังวันใช้พระราชบัญญัตินี้
มาตรา๓ให้เพิ่มความต่อไปนี้เข้าเป็นวรรค ๓ ของมาตรา ๑ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม
“ให้ประธานศาลฎีกามีหน้าที่วางระเบียบราชการฝ่ายตุลาการของศาลทั้งหลาย เพื่อให้กิจการของศาลดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกัน ทั้งนี้โดยอนุมัติของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรม อนึ่งเพื่อระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง ให้ประธานศาลฎีกามีอำนาจแนะนำหรือตักเตือนผู้พิพากษาศาลทั้งหลายในการปฏิบัติตามระเบียบวิธีการนั้น ๆ และในการอื่น ๆ”
มาตรา๔ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๘ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดีผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง และศาลอาญา ศาลละหนึ่งนาย
เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาในศาลใดว่างลง หรือเมื่อประธานศาลฎีกาหรืออธิบดีผู้พิพากษาไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้”
มาตรา๕ให้ยกเลิกความในมาตรา ๙ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๙ในศาลชั้นต้นทุกศาลนอกจากศาลแพ่งและศาลอาญา ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมกำหนดให้ผู้พิพากษาของศาลนั้นนายหนึ่งทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าศาล
ถ้าศาลฎีกา ศาลอุทธรณ์ หรือศาลชั้นต้น ศาลใดศาลหนึ่ง แบ่งออกเป็นสองแผนกหรือกว่านั้นขึ้นไป รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของแผนกใดทำการเป็นผู้พิพากษาหัวหน้าในแผนกนั้นก็ได้
เมื่อใดตำแหน่งผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกว่างลง หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลหรือหัวหน้าแผนกไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ ให้ผู้พิพากษาอาวุโสในศาลนั้นหรือในแผนกนั้นเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว”
มาตรา๖ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ข้อความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๑๐ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาล หรือผู้ทำการแทน ต้องรับผิดชอบในงานของศาลให้เป็นไปโดยเรียบร้อย และมีหน้าที่ดั่งต่อไปนี้
(๑)ระมัดระวังการที่จะใช้ระเบียบวิธีการต่าง ๆ ที่ตั้งขึ้นโดยกฎหมายหรือโดยประการอื่นให้เป็นไปโดยถูกต้อง เพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีเสร็จเด็ดขาดไปโดยรวดเร็ว
(๒)ให้คำแนะนำแก่ผู้พิพากษาในศาลของตนในข้อขัดข้องเนื่องในการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษา
(๓)ร่วมมือกับเจ้าพนักงานฝ่ายปกครองท้องที่ในบรรดากิจการอันเกี่ยวกับการจัดวางระเบียบ และดำเนินการงานส่วนธุระการของศาล
(๔)ทำรายงานการคดีและกิจการของศาลส่งไปตามระเบียบ และให้มีอำนาจดั่งต่อไปนี้
(๑)นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีใด ๆ ของศาลนั้น หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้
(๒)สั่งคำร้องคำขอต่าง ๆ ที่ยื่นต่อตนตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ”
มาตรา๗ให้ยกเลิกมาตรา ๑๑ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรมนั้นเสีย
มาตรา๘ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๒ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๑๒ให้ผู้พิพากษาหัวหน้าแผนกเป็นผู้รับผิดชอบให้งานในแผนกดำเนินไปโดยเรียบร้อยตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวงที่ได้จัดตั้งแผนกนั้นขึ้น หรือตามคำสั่งของประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษา หรือผู้พิพากษาหัวหน้าศาลนั้น”
มาตรา๙ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๑๓ให้ตั้งข้าหลวงยุตติธรรมขึ้น ส่วนจำนวนและตำแหน่งประจำจะอยู่ณที่ใด และมีเขตต์อำนาจเพียงไรนั้น ให้เป็นไปตามที่จะกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกาตั้งข้าหลวงยุตติธรรม ผู้ที่เป็นข้าหลวงยุตติธรรมให้เลือกตั้งจากผู้พิพากษา
เมื่อตำแหน่งข้าหลวงยุตติธรรมว่างลง หรือเมื่อข้าหลวงยุดติธรรมไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนข้าหลวงยุตติธรรมชั่วคราวก็ได้
ให้ข้าหลวงยุตติธรรมมีอำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดั่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และให้มีอำนาจ
(๑)สั่งให้ผู้พิพากษาและจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีใด ๆ หรือรายงานกิจการอื่น ๆ ของศาลซึ่งอยู่ในเขตต์อำนาจของตน
(๒)นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตต์อำนาจของตน หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งได้
(๓)ในกรณีจำเป็น สั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตต์อำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่ง แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุตติธรรมทันที”
มาตรา๑๐ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๑๕ศาลแขวงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีและมีอำนาจทำการไต่สวนหรือออกคำสั่งใด ๆ ซึ่งผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจดั่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ อนุมาตรา ๑ ถึงอนุมาตรา ๔ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม แต่เมื่อได้พิจารณาพะยานหลักฐานแห่งคดีไปแล้วปรากฏว่าโทษของจำเลยควรจำคุกเกินกว่าหกเดือน หรือปรับเกินกว่าห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้ ก็ให้ศาลแขวงทำความเห็นส่งสำนวนไปให้ศาลอาญาหรือศาลจังหวัดพิพากษา แล้วแต่กรณี”
มาตรา๑๑ให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๕ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๑๘ห้ามมิให้ศาลใดศาลหนึ่งรับคดีซึ่งศาลอื่นได้สั่งรับประทับฟ้องโดยชอบแล้วไว้พิจารณาพิพากษา เว้นแต่คดีนั้นจะได้โอนมาตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความ”
มาตรา๑๒ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๒๐ศาลฎีกามีอำนาจพิจารณาพิพากษาบันดาคดีที่อุทธรณ์คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยการฎีกา นอกจากนี้ให้ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยชี้ขาดคดีที่ศาลฎีกามีอำนาจวินิจฉัยได้ตามกฎหมายอื่น
คดีใดซึ่งศาลฎีกาได้พิจารณาพิพากษาแล้ว คู่ความหามีสิทธิที่จะทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาคัดค้านคดีนั้นต่อไปอีกไม่”
มาตรา๑๓ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๒ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๒๒ในศาลชั้นต้น ผู้พิพากษานายเดียวมีอำนาจเกี่ยวแก่คดีซึ่งอยู่ในอำนาจของศาลนั้นดั่งต่อไปนี้
(๑)ทำการไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาดคำร้องหรือคำขอที่ยื่นต่อศาลในคดีแพ่ง
(๒)ทำการไต่สวนมูลฟ้องและมีคำสั่งในคดีอาญา
(๓)พิจารณาพิพากษาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องไม่เกินห้าร้อย หรือเป็นคดีไม่มีทุนทรัพย์ นอกจากคดีที่เกี่ยวด้วยสิทธิตามสภาพบุคคลและสิทธิในครอบครัว
(๔)พิจารณาพิพากษาคดีอาญาซึ่งอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แต่ทั้งนี้จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือน หรือปรับเกินห้าร้อยบาท หรือทั้งจำทั้งปรับเกินกว่านี้หาได้ไม่
(๕)พิจารณาคดีแพ่งซึ่งราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงินที่ฟ้องเกินกว่าห้าร้อยบาทขึ้นไปแต่ไม่เกินสองพันบาท หรือคดีอาญาซึ่งมีอัตราโทษอย่างสูงตามที่กฎหมายกำหนดไว้ให้จำคุกเกินกว่าสามปีขึ้นไปแต่ไม่เกินเจ็ดปี หรือปรับเกินกว่าสองพันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ในคดีที่ผู้พิพากษานายเดียวมีแต่เพียงอำนาจพิจารณา ไม่มีอำนาจพิพากษา ตามอนุมาตรา ๔ และอนุมาตรา ๕ นั้น เมื่อจะพิพากษาคดี จะต้องมีผู้พิพากษาอีกอย่างน้อยนายหนึ่งตรวจสำนวนและลงลายมือชื่อในคำพิพากษาเป็นองค์คณะด้วย”
มาตรา๑๔ให้ยกเลิกความในมาตรา ๒๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุตติธรรม และใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๒๓ศาลชั้นต้นนอกจากศาลแขวง ต้องมีผู้พิพากษาอย่างน้อยสองนาย จึ่งเป็นองค์คณะพิจารณาพิพากษาคดีแพ่งและคดีอาญาทั้งปวง
เมื่อผู้พิพากษาไม่สามารถจะนั่งพิจารณาความให้ครบองค์คณะได้ ให้ผู้พิพากษาที่จะนั่งพิจารณาคดีนั้นมีอำนาจเชิญบุคคลที่มีลักษณะดั่งจะกล่าวต่อไปนี้นั่งเป็นสำรองผู้พิพากษาเพื่อให้ครบองค์คณะ
(๑)เป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกับคุณสมบัติของผู้ที่มีมีสิทธิสมัครสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือนตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบข้าราชการพลเรือน แต่ต้องมีอายุตั้งแต่ ๒๕ ปีขึ้นไป
(๒)เป็นข้าราชการประจำการหรือนอกประจำการตั้งแต่ชั้นประจำแผนกขึ้นไป หรือผู้ที่เป็นเนติบัณฑิตไทย หรือได้รับปริญญาตรี หรือประกาศนียบัตร หรือปริญญาในทางกฎหมายในต่างประเทศ
เมื่อได้เชิญผู้ใดมาเป็นสำรองผู้พิพากษาให้ช่วยพิจารณาคดีดั่งกล่าวมาข้างบนนั้นแล้ว ให้รายงานต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุตติธรรมทันที
ถ้าได้มีการร้องคัดค้านผู้ที่เชิญมาเป็นสำรองผู้พิพากษา ให้ผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีเชิญบุคคลอื่นมาเป็นสำรองผู้พิพากษาแทนต่อไป การใดที่ศาลได้จัดทำไปก่อนมีการคัดค้านเป็นอันสมบูรณ์”
มาตรา๑๕บันดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้พระราชบัญญัตินี้ และบันดาอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีศาลฎีกาตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของประธานศาลฎีกา
พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี
งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า
- "มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
- (1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
- (2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
- (3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
- (4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
- (5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"
Public domainPublic domainfalsefalse