ข้ามไปเนื้อหา

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2497

จาก วิกิซอร์ซ

เล่ม ๗๑ตอนที่ ๖๘

๒๖ ตุลาคม ๒๔๙๗
๑๕๙๓
ราชกิจจานุเบกษา

ตราราชโองการ
ตราราชโองการ
พระราชบัญญัติ
แก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๕๙๗

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วันที่ ๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๙๗
เป็นปีที่ ๙ ในรัชกาลปัจจุบัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายว่าด้วยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของสภาผู้แทนราษฎร ดั่งต่อไปนี้

มาตราพระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗”

มาตราพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป

มาตราให้ยกเลิกความในมาตรา ๑๓ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน

มาตรา๑๓ให้มีอธิบดีผู้พิพากษาภาค ส่วนจำนวนและสำนักงานจะอยู่ ณ ที่ใด และมีเขตอำนาจเพียงไร ให้เป็นไปตามที่กำหนดในพระราชกฤษฎีกาตั้งอธิบดีผู้พิพากษาภาค

เมื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษาภาคว่างลง หรือเมื่ออธิบดีผู้พิพากษาภาคไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนอธิบดีผู้พิพากษาภาคชั่วคราวก็ได้

ให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคที่อำนาจและหน้าที่อย่างเดียวกับอธิบดีผู้พิพากษาดั่งที่ระบุไว้ในมาตรา ๑๐ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม และให้มีอำนาจ

(๑)สั่งให้ผู้พิพากษาหรือจ่าศาลรายงานเกี่ยวด้วยคดีหรือรายงานกิจการอื่นของศาลซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตน

(๒)นั่งพิจารณาและพิพากษาคดีในศาลทุกศาลซึ่งอยู่ภายในเขตอำนาจของตน หรือเมื่อได้ตรวจสำนวนคดีใดแล้ว มีอำนาจลงลายมือชื่อในคำพิพากษาาหรือทำความเห็นแย้งได้

(๓)ในกรณีจำเป็น จะสั่งให้ผู้พิพากษาคนหนึ่งคนใดในศาลหนึ่งซึ่งอยู่ในเขตอำนาจของตนไปช่วยทำหน้าที่ชั่วคราวในอีกศาลหนึ่งก็ได้ แล้วรายงานไปยังกระทรวงยุติธรรมทันที”

มาตราให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๓ ทวิ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม

มาตรา๑๓ ทวิบรรดาอำนาจและหน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมเกี่ยวแก่คดีความที่ค้างชำระอยู่ก่อนวันใช้บังคับพระราชบัญญัตินี้ และบรรดาอำนาจและหน้าที่ของข้าหลวงยุติธรรมตามบทกฎหมายอื่นนั้น ให้เป็นอำนาจและหน้าที่ของอธิบดีผู้พิพากษาภาค”

ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เพื่อเปลี่ยนเรียกชื่อตำแหน่ง “ข้าหลวงยุติธรรม” เป็น “อธิบดีผู้พิพากษาภาค” ตามร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๔........


เล่ม ๗๑ตอนที่ ๗๑

๒ พฤศจิกายน ๒๔๙๗
๒๔๘๒
ราชกิจจานุเบกษา

แก้คำผิด

พระราชบัญญัติโรคระบาดปศุสัตว์และสัตว์พาหนะ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑ ตอนที่ ๕๖ วันที่ ๗ กันยายน ๒๔๙๗ หน้า ๑๒๐๓ บรรทัดสุดท้าย ความว่า “มาตรา ๘ (๔) (๖)” ให้แก้เป็น “มาตรา ๘ (๔)”

พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑ ตอนที่ ๖๘ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๔๙๗ หน้า ๑๕๙๑ ข้อความในหมายเหตุ บรรทัดสุดท้าย คำว่า “ฝ่ายตุลาการ” ให้แก้เป็น “ฝ่ายพลเรือน”

พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๔๙๗ ซึ่งประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๗๑ ตอนที่ ๖๘ วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๔๙๗ หน้า ๑๕๙๖ ข้อความในหมายเหตุ บรรทัดที่ ๒ นับจากข้างล่าง คำว่า “ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๔........” ให้แก้เป็น "ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการฝ่ายตุลาการ พ.ศ. ๒๔๙๗”

งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า

"มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
(1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
(2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
(3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
(4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
(5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"

Public domainPublic domainfalsefalse