พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2512
เล่ม ๘๖ตอนที่ ๘๔
๓๐ กันยายน ๒๕๑๒
ราชกิจจานุเบกษา

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยที่เป็นการสมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของรัฐสภา ดังต่อไปนี้
มาตรา๑พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมพระธรรมนูญศาลยุติธรรม (ฉบับที่ ๕) พ.ศ. ๒๕๑๒”
มาตรา๒พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา๓ให้ยกเลิกความในมาตรา ๘ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม ซึ่งแก้ไขเพิ่มติมโดยพระธรรมนูญศาลยุติธรรม พุทธศักราช ๒๔๘๒ และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา๘ให้มีประธานศาลฎีกาประจำศาลฎีกาหนึ่งนาย และให้มีอธิบดีผู้พิพากษาประจำศาลอุทธรณ์ ศาลแพ่ง และศาลอาญา ศาลละหนึ่งนาย กับให้มีรองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ศาลละสองนายหรือกว่านั้นตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเห็นสมควร
เมื่อตำแหน่งประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา ว่างลง หรือผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้รองประธานศาลฎีกา หรือรองอธิบดีผู้พิพากษา แล้วแต่กรณี เป็นผู้ทำการแทนชั่วคราว ถ้ามีผู้ดำรงตำแหน่งนั้นอยู่ปฏิบัติหน้าที่มากกว่าหนึ่งนาย ก็ให้เป็นไปตามลำดับอาวุโส
ในกรณีที่ไม่อาจมีผู้ทำการแทนชั่วคราวได้ตามความในวรรคสอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจะกำหนดให้ผู้พิพากษานายหนึ่งของศาลนั้นหรือศาลใดศาลหนึ่งเป็นผู้ทำการแทนชั่วคราวก็ได้”
มาตรา๔ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา ๑๐ ทวิ แห่งพระธรรมนูญศาลยุติธรรม
“มาตรา๑๐ ทวิให้รองประธานศาลฎีกา รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ รองอธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง หรือรองอธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา มีอำนาจตามที่กำหนดไว้ใน (๑) และ (๒) ของมาตรา ๑๐ (๔) และให้มีหน้าที่เป็นผู้ช่วยประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา แล้วแต่กรณี ตามที่ประธานศาลฎีกา อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่ง หรืออธิบดีผู้พิพากษาศาลอาญา จะได้มอบหมาย”
จอมพล ถนอม กิตติขจร
นายกรัฐมนตรี
งานนี้ไม่มีลิขสิทธิ์ เพราะเป็นงานตามมาตรา 7 (2) แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 ของประเทศไทย ซึ่งบัญญัติว่า
- "มาตรา 7 สิ่งต่อไปนี้ไม่ถือว่าเป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้
- (1)ข่าวประจำวัน และข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่มีลักษณะเป็นเพียงข่าวสาร อันมิใช่งานในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ
- (2)รัฐธรรมนูญ และกฎหมาย
- (3)ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ คำสั่ง คำชี้แจง และหนังสือโต้ตอบของกระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น
- (4)คำพิพากษา คำสั่ง คำวินิจฉัย และรายงานของทางราชการ
- (5)คำแปลและการรวบรวมสิ่งต่าง ๆ ตาม (1) ถึง (4) ที่กระทรวง ทบวง กรม หรือหน่วยงานอื่นใดของรัฐหรือของท้องถิ่น จัดทำขึ้น"
Public domainPublic domainfalsefalse