พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม หน้าที่ ๑-๓๗๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม

วันที่ ๕ ฯ ๒ ค่ำ จุลศักราช ๑๑๖๙ ปีเถาะ นพศก เพลาค่ำเสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพิมาน ล้นเกล้า ฯ กรมพระราชวังบวร ฯ ทูลเกล้าถวาย เล่ม ๑

และในเรื่องราวเดิมเหตุนั้น ยังมีดาบสทั้งสองชื่อพระสัชนาลัยและเจ้าฤาษีสิทธิมงคล พี่น้องอายุยืนได้ ๑๐๐ ปี แต่พระชินศรียังเป็นพระยาตราบเท่าได้ตรัส และพราหมณ์ทั้ง ๑๐๐ บ้านยอมเป็นลูกหลาน พระฤาษีทั้งสองจึ่งสั่งสอนว่าสูทั้งหลายอย่าประมาท จงช่วยกันทำกำแพงกันตัว อย่าเมามัวแก่ตัณหา สาตราเร่งตกแต่งไว้ อันพงศ์พราหมณ์สืบไปในภายหน้า จะเป็นกระหัสจะตัดจุกเกล้า เหล่าชีพ่ออย่ามัวเมาทุกตำบล จะละคำทศพลเอาแต่ โลภะ โทสะ โมหะ มักได้ให้ท่านฉิบหาย อนึ่งท่านทั้งหลายจงเอาพนมเพลิงเข้าไว้ในเมืองเป็นที่บูชา ครั้นเจ้าฤาษีสั่งสอนลูกหลานแล้วก็เหาะไป

วันพฤหัสบดี เดือนอ้าย ขึ้น ๖ ค่ำ ปีมะโรงนักษัตร โทศก พุทธศักราชล่วงแล้ว ๑๑๐ ปี มีบาธรรมราชเป็นประธาน ให้ชีพ่อชีพราหมณ์ตัดเอาแลงมาทำกำแพง สถาปนาพระนคร ๗ ปี จึ่งแล้ว และให้สร้างอาวาสวิหารให้เป็นประธานแก่สงฆเจ้าทั้งหลาย จึ่งฝูงชีพ่อตั้งเทวสถาน และขึ้นรำพาวายแก่พระอิศวรผู้เป็นเจ้า ฝ่ายพระดาบสทั้งสองคำนึงตระกูล จึ่งเข้าฌาณสมาบัติอันเป็นบาทแห่งอภิญญา แล้วเหาะมาในอากาศก็เข้าถึงพนมบูชา ยังชีพ่อพราหมณ์ทั้งหลายและมีบาธรรมราชเป็นประธาน ว่าข้าแต่ปู่เจ้าทั้งสอง ตูข้าสร้างเมืองตามคำปู่เจ้าก็บริบูรณ์แล้ว และนามกรเมืองนี้จะสมควรประการใด พระฤาษีจึ่งว่า เราไปเยี่ยมพระอินทร์ ยังเทวโลกกลับลงมาบัดนี้ จึ่งประสาทนามว่า เมืองสวรรค์เทวโลก แล้วพระดาบสให้ชุมนุมชีพ่อพราหมณ์ทั้งหลายปรึกษาว่า เห็นผู้ใดจะคู่ควรด้วยพระนคร พราหมณ์ทั้งนั้นว่า เห็นแต่บาธรรมราชเป็นผู้แก่กว่าตูข้าทั้งหลาย พระฤาษีจึ่งว่า ในราชธานีนี้จะเป็นกษัตริย์มี ๓ ตระกูล คือคหบดีและเศรษฐีและพราหมณ์ประเสริฐในแผ่นดิน แล้วพระดาบสทั้งสองจึ่งอภิเษกบาธรรมราชให้เป็น พระยาชาธรรมราช และนำเอานางท้าวเทวี อันเป็นหลานสาวแห่งนางโมคัลลีบุตร ในบ้านหริภุญไชยมาเป็นอัครมเหสี แล้วบอกว่าธาตุเกศองค์สมเด็จพระพุทธเจ้า อันพระยาศรีธรรมโศกราชแจกไว้ ยังฝังอยู่ใต้ต้นรัง แร้งตัวเมียหากอยู่เฝ้ารักษา และท่านจงนำมาประดิษฐานไว้เถิด

ครั้นพระฤาษีสั่งแล้วก็เหาะไปถึงภูผา ล่วงเจ็ดวันก็กระทำกาลกิริยาตาย พระยาศรีธรรมราชเจ้าให้บาพิษณุและบาชีชาพิทบาทั้ง ๕ คน อันเป็นช่างมาคิดการสถาปนาพระมหาธาตุ ว่าเราจะทำให้ประหลาดกว่าช่างทั้งหลายในแผ่นดิน จึ่งให้ตัดเอาแลงมาทำแผ่นรจนาเป็นหน้ากระดานฐานสิงห์ และลดชั้นคันเชิงบาท บัวหงาย บัวกลุ่ม ระฆังบัลลังก์เสร็จสำเร็จ แล้วให้ขุดสระกรุแล้วด้วยแลง จึ่งตั้งฐานชั้นหนึ่ง และสมเด็จพระบรมธรรมราชาธิราชเจ้าจึ่งเสด็จด้วยพยุหยาตราราชยศอันเป็น อัศจรรย์ ครั้นถึงต้นรังแล้ว จึ่งให้ขุดเอาผอบแก้วใหญ่ ๕ กำ ซึ่งใส่พระสารีริกบรมธาตุนั้นขึ้นถวายอามิสมหันตสักการบูชาแล้ว จึ่งอัญเชิญเสด็จมาสู่พระนครด้วยราชานุภาพ และที่นั้นจึ่งเรียกว่าเขารังแร้งแต่นั้นมา พระธรรมราชาจึ่งป่าวประกาศแก่คนทั้งหลายผู้ศรัทธาเอาทองมาประมวลกันได้ ๒๕๐๐ ตำลึง ให้รจนาเป็นสำเภาเภตรา แล้วจึ่งประดิษฐานพระบรมธาตุเจ้าลอยไว้ในสระน้ำ ให้สถาปนาพระสถูปครอบที่นั้น ปีหนึ่งจึงสำเร็จ และอัคคีธาตุพระสารีบุตรเถรเจ้าก็บรรจุไว้ในพระเจดีย์ข้างเหนือ ในเมืองสวรรคโลก และพระธาตุพระโมคคัลลาเจ้าก็บรรจุไว้ในบ้านนางโมคคัลลีบุตรในพระนครนั้น ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าธรรมราชาธิราชให้ทำกำแพงในจันตมัฌชคามรอบคอบแล้ว ให้ชื่อเมืองหริภุญไชย จึ่งรับเจ้าอุโลกกุมารราชโอรสมาราชาภิเษก ทรงนามพระยาศรีธรรมโศกราช และให้ชาวบ้านอุตรคามทำกำแพงล้อมบ้านมั่นคง แล้วจึ่งใช้ชีพ่อผู้ใหญ่มารับเจ้าธรรมกุมารราชบุตรไปราชาภิเษกด้วยนาง พราหมณี จึ่งได้ชื่อว่ากำโพชนครศรีเมืองทุ่งยั้ง แล้วให้ตกแต่งบูรคามชื่อพิบูรณะครบบริบูรณ์ แล้วจึ่งเสกเจ้าเจ้าสิงหกุมารกับด้วยนางพราหมณีไว้ แต่กษัตริย์สืบ ๆ กันมาทั้งสี่เมืองถึงเจ็ดชั่วตระกูลช้านาน มิได้มีหิงสาการแก่กัน จึ่งมีพระยาองค์หนึ่งชื่ออภัยคามินี ทรงศีลาจารย์บริสุทธิ์อยู่หริภุญไชยนคร ย่อมไปจำศีลอยู่ในเขา จึ่งนาคธิดาขึ้นมาจากนาคพิภพ แปลงตนเป็นมนุษย์นารีมาอยู่ร่วมเมถุนสังวาสด้วยพระมหากษัตริย์ ๗ ราตรีแล้ว พระเจ้าอภัยคามินีจึงพระราชทานผ้ากำพลและธำมรงค์วงหนึ่ง นางก็ลาไป ครั้นจำนวนนานมานาคบุตรีนั้นทรงครรภ์แก่ จึ่งขึ้นมาคลอดบุตรไว้ในคีรีราชาอาสน์ ที่พระมหากษัตริย์เคยมาจำศีลอยู่แต่ก่อน และบุตรนั้นเป็นมนุษย์กุมารทรงโฉมบริสุทธิ์ นางจึ่งไว้ผ้ากำพลและแหวนกับลูกตน แล้วก็กลับไป ขณะนั้นยังมีวนจรกผู้หนึ่งพเนจรมาพบทารกนั้น เห็นประหลาดก็นำมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรมแห่งตน ครั้นกุมารนั้นค่อยวัฒนาการจำเริญขึ้น พอบพิตรกรุงหริกุญไชยตั้งการสถาปนาพระที่นั่งมงคลพระมหาปราสาท และพรานนั้นเข้าไปทำการ จึ่งยังกุมารนั้นให้สำนักอยู่ในฉายามหาปราสาท จึ่งปรากฏเป็นอัศจรรย์ด้วยพระมหาปราสาทนั้นเอียงโอนหนีเป็นหลายทีประจักษ์ แก่คนทั้งปวง บพิตรทอดพระเนตรเห็นจึ่งตรัสถามว่า กุมารนี้เป็นบุตรผู้ใดวนจรกนั้นกราบทูลตามความจริงแล้ว ถวายผ้ากำพลกับธำมรงค์อันได้จากกุมารนั้น พระเจ้าอภัยคามินีก็ตรัสทราบว่ากุมารนี้เป็นราชบุตรแห่งพระองค์ พระองค์จึ่งประสาทราชรางวัลแก่พรานนั้นแล้ว จึ่งตรัสให้ชะแม่และนางท้าวพระสนมอัญเชิญเสด็จพระราชโอรสเข้าสู่พระราช มนเทียรสถาน แล้วตั้งการสมโภชพระราชทานนามว่า พระอรุณราชกุมาร และพระฤทธิกุมารราชบุตรอันเกิดด้วยพระอัครมเหสีนั้นอ่อนกว่าพระอรุณราช และเจ้าพี่น้องทั้งสองนิยมรักใคร่ร่วมใจกัน อนึ่งในอดีตภพครั้งเมื่อสมเด็จพระบรมสัมพุทธเจ้ายังทรงพระทรมานอยู่นั้น พระองค์เสด็จมาฉันในที่นอกบ้านปัจมัฌชคาม ครั้งนั้นยังมีพระยาอุรคราชตัวหนึ่ง มีศรัทธาบันดาลน้ำถวายยังพระองค์ให้สรงในที่นั้น พระองค์จึ่งแย้มพระโอษฐ์ดำเนินวิลาสพุทธพยากรณ์ต่อพระอานนท์ว่า พระยาพุชคินธรตนนี้ เมื่อตถาคตนิพพานแล้วได้ ๙๕๐ ปี จะบังเกิดเป็นกษัตริย์ ชื่อพระยาอรุณราช จะได้ลบศักราชตถาคตเมื่อถ้วนพัน และเดชะผลานิสงส์ให้น้ำเป็นทานนี้ และกระแสน้ำไหลไปถึงที่ใดก็จะเป็นอาณาเขตไปถึงที่นั้น ท้าวพระยาทั้งชมพูทวีปจะทนทานอานุภาพมิได้ ครั้นพระองค์ตรัสทำนายแล้ว ก็เสด็จไปโปรดเวไนยสัตว์โดยพุทธวิสัย ฝ่ายพระเจ้าอภัยคามมินีตรัสเห็นพระอรุณราชจำเริญขึ้น พระองค์จึ่งนำไปราชาภิเษกไว้ ณ เมืองสัชนาลัย จึ่งได้พระนามว่าพระยาร่วงแต่นั้นมา พระองค์จึ่งให้สร้างพระวิหารทั้งสี่ทิศติดพระมหาธาตุ และระเบียงสองชั้น เอาแลงทำค่ายและเสาโคมรอบวิหาร แล้วให้ช่างทองเอาทองแดงกระทำลำพุขันยาว ๘ ศอก แก้วใสยอด ๑๕ ใบ บัลลังก์ใหญ่ ๙ กำ หุ้มทองแดงแต่ครีบขนุนลงมาถึงเชิงคูหา แล้วให้สถาปนาอุโบสถกุฎีวิหารสะพานศาลา อุทิศถวายเป็นทานแก่สงฆเจ้าทั้งหลาย อนึ่งให้กระทำที่ต้นรังบรรจุพระบรมธาตุนั้นเป็นวิหารและเจดีย์ แล้วให้ชื่ออารามเขารังแร้ง และครั้งนั้นกรุงกษัตริย์ทั้งปวงก็น้อมนำราชบรรณาการมากราบถวายบังคมทูล ชมพระบุญฤทธิ์อานุภาพแห่งสมเด็จพระร่วงเจ้าสกลชมพู

ครั้นพระชนม์ได้ ๕๐ พรรษา พุทธศักราชถ้วน ๑๐๐๐ จึ่งคนอันเป็นใหญ่กว่าคนทั้งหลายนำเอาช้างเผือกงาดำมาถวาย ครั้งนั้นพระองค์จะลบศักราช จึ่งให้นิมนต์พระอชิตเถร พระอุตคุตเถร พระมหาเถร และพระอรหันต์เจ้าทั้ง ๕๐๐ พระองค์ ทั้งพระพุทธโฆษาวัดเขารังแร้งมาชุมนุม ณ วัดโคกสิงฆารามกลางเมืองสัชนาลัย และพร้อมท้าวพระยาในชมพู คือไทยและลาว มอญ ญวน พม่า ลังกา พราหมณ์เทศเพทต่าง ๆ ในปีมะแม เดือนหกขึ้นค่ำหนึ่ง และพระพุทธเจ้าเสด็จนิพพานปีมะเส็ง ตั้งมะเมียเป็นเอกศก ทีนี้ตั้งมะแมโทศก พระองค์จึ่งให้หนังสือไทยแล และเฉียงไทย และลาวไทย มอญไทย พม่าไทย และขอมเฉียง ขอม ก็มีมาแต่ครั้งนั้น จึ่งพระราชทานที่สัดนาสัดวัดอาราม ไว้ค้ำชูพระศาสนา ๕๐๐๐ พระวัสสาเป็นกัลปนา อุทิศไว้แด่กษัตริย์ได้เสวยราชสมบัติทั้ง ๕ เมือง จนศักราช ๑๒๐๐ ปี พระร่วงเจ้าทิวงคตแล้วจึ่งเกิดรบพุ่งกัน ชีพ่อกลายเป็นกระหัสเป็นอกุศลนัก เพราะประมาทลืมตน ย่อมถ่ายเทเมืองเสียให้เป็นป่าช้า ป่าเสือก็บังเกิดมีมากแก่คนทุกภาษา

ศุภมัสดุ ๑๐๒๖ พระร่วงเจ้าทรงพระกัลปนาที่ไร่และนาสัด ไว้สำหรับวัดโคกสิงฆาราม วัดอุทธยาน วัดเขาหลวง วัดราชประดิษฐานและไตรภูมิป่าแก้ว วัดพระมหาธาตุ วัดเขาอินทร์ คณะคามวาสีอรัญวาสีเสร็จบริบูรณ์ แล้วตรัสแก่พระฤทธิกุมารอนุชาว่า กรุงกษัตริย์ทั้งปวงก็มาช่วยเราตั้งการลบศักราชในสมัยนี้เป็นมหาสโมสรสมาคม อันใหญ่ แต่พระยามัคธราชกรุงเดียวนี้โอหังนัก มิมาคารวะ ควรเราจะไปน้อมนำมาเป็นเมืองขึ้นแก่เรา

ครั้น ณ วัน ๑ อุษาโยคอุดมฤกษ์ ทั้งสองกษัตริย์ก็ลงสู่วรรณนาวา เสด็จโดยชลมารคมหาสมุทรหาภัยอันตรายมิได้ ถ้วนกำหนดเดือนหนึ่งจึ่งถึงกรุงจีน สมัยนั้นปรากฏเป็นอัศจรรย์ คือ แผ่นดินไหว และอากาศเป็นหมอกมัว ไม่เห็นดวงพระอาทิตย์ บรรดาจีนในราชธานีและชนบทประเทศ ก็บังเกิดขนลุกหนังพองไป สิ้น ฝ่ายบพิตรกรุงมัคธตรัสเห็นการเป็นอัศจรรย์ ดังนั้น จึ่งให้ ขุนแก้วกาญจนอำมาตย์ไปพิจารณาเหตุในมหาสมุทร เห็นกษัตริย์ทั้งสองขี่เรือน้อยเข้ามาสู่อ่าว ก็รีบมากราบทูล พระเจ้ากรุงจีนก็ทราบพระญาณโดยได้ทรงฟังเรื่องพระพุทธพยากรณ์ไว้แต่ก่อนว่า จะมีกษัตริย์ฝ่ายกรุงสยามสองพี่น้องทรงบุญฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ ข้าม ทะเลมาหาดูถึงมัคธประเทศ ด้วยเสร็จการลบศักราชแห่งองค์ สัมพุทธบพิตรเจ้าเที่ยงแท้ แล้วพระองค์จึ่งแต่งพลทหารออกมาอัญเชิญกษัตริย์ทั้งสองขึ้นไปสู่ราชธานี กรุงมัคธก็กราบถวาย บังคมแล้ว จึ่งนำพระราชธิดามาทูลถวาย บพิตรก็มีพระทัย ยินดี พระยากรุงจีนจึ่งให้แต่งสำเภาถวายลำหนึ่ง พร้อมด้วยเครื่องมงคลราชบรรณาการ แล้วผ่าตรามังกรออกเป็นสองภาค และให้ ราชธิดามาภาคหนึ่ง เพื่อจะสันทัดในราชสาส์นอันไปมาถึงกัน สมเด็จพระร่วงเจ้าจึ่งพาพระอนุชาธิราช พระอัครมเหสี และจีนบริวาร ๕๐๐ ลงสู่สำเภากลับมากรุงสัชนาลัย สำเภาลูกค้าวาณิชก็ไปมา ได้สะดวก และจีนทั้งหลายทำถ้วยชามถวาย จึ่งเกิดมีถ้วยชามแต่ นั้นมา พระองค์จึ่งให้เจ้าสุทธิกุมารผู้น้องตั้งพระราชวังอยู่นอกเมือง

ฝ่ายข้างเชียงใหม่นั้นพระเจ้าแผ่นดินทิวงคต มีแต่พระ ราชธิดา อำมาตย์จึ่งมากราบทูลขอพระฤทธิกุมารไปผ่านแผ่นดิน สมเด็จพระร่วงเจ้า จึ่งให้เจ้าสุทธิกุมารอยู่รักษาพระนครกับนางสุท เทวี แล้วพระองค์ทรงช้างเผือกงาดำพาพระอนุชาและเสนางคนิกร โยธาหาญเสด็จโดยพนมใหญ่ถึงกลางหนทาง จึ่งให้เจ้าฤทธิกุมาร ผ่านหน้าช้างเข้ามาต่อพระองค์ จึ่งจับคณฑีทองอันเต็มไปด้วยน้ำ หลั่งพิษฐานให้เป็นแดนแว่นแคว้นแห่งเจ้าวันนี้ แล้วให้เอาตะปูทองแดงอันใหญ่สามกำสามตัวปักแดนให้แล้ว ก็เสด็จขึ้นถึงเมือง นางมลิกาเทวีลูกเจ้าเชียงใหม่มารับเสด็จเข้าในเมืองหลวง ท้าว พระยาเสนาทั้งหลายก็กราบถวายบังคมทูล ขณะนั้นพระอรหันต์เจ้า ได้บุพเพนิวาสานุสติวิชชา ก็ยังมีเป็นหลายพระองค์ พระมหา กษัตริย์เจ้าจึงถามว่านางมลิกาเทวีผู้นี้เป็นฉันใด พระอรหันต์เจ้า จึ่งบอกว่าอุบาสกและนางนั้น เขาได้ให้ทานข้าวบิณฑบาตอันรายไป (ด้วย) ดอกมะลิ พระองค์ก็ชื่นชมยินดี จึ่งเสกเจ้าฤทธิกุมารกับด้วยนางมลิกาเทวี จึ่งได้นามว่าพระยาฤา ณ พิชัยเชียงใหม่ ติดตระกูล แต่นั้นมาสาวจึ่งสู่ขอผัวเป็นจารีต

ครั้นพระร่วงเจ้ากลับมาเมืองแล้ว พระเกียรติยศ ก็ปรากฏยิ่งกว่าแต่ก่อน พระองค์รอบรู้วิชาไตรเพทเชี่ยวชาญ หาผู้เสมอมิได้ และทรงวจีสัจสุจริตว่าให้ตายก็ตาย จะว่าให้เป็น ก็เป็น และขอมดำเนินดินผุดขึ้นมาแล้ว ก็กลายเป็นศิลามะขาม ก็ขึ้นมิได้ อนึ่งอำนาจแก้วอุทกประสาทอันพระยากรุงจีนให้มา แก่พระองค์นั้น จะไป ๗ วันจะบริโภคน้ำก็ได้ อยู่มาในสมัยหนึ่ง พระองค์ทรงว่าวขาดลอยไปถึงนครตองอู และพระยาตองอูนั้นเดิมเป็นคนอนาถา ไปทำไร่คล้องได้วานรเผือกมาถวายสมเด็จพระร่วง เจ้า พระร่วงเจ้าจึ่งโปรดให้เป็นพระยา แล้วตั้งเมืองตองอู และเมื่อ ว่าวทรงขาดไปคล้องยอดปราสาทอยู่นั้น พระร่วงเจ้าตามไปถึง เมืองตองอูแต่พระองค์เดียว เข้าอยู่ในบรรณศาลาภายนอกเมืองนั้น ครั้นเพลาค่ำ พระองค์ก็ลอบเข้าไปทำชู้ด้วยลูกสาวพระยาตองอูถึงปราสาทอันล้อมด้วยเหล็ก และเมื่อพระร่วงเจ้าจะขึ้นเอาว่าวนั้น พระบาทหนึ่งเหยียบอังสาพระยาตองอู พระบาทหนึ่งเหยียบศีรษะ ยื่นพระหัตถ์หยิบเอาว่าว พระยาตองอูก็มิถือ เพราะมีความสุจริต ครั้นพระองค์ได้ว่าวแล้ว เพลาค่ำก็หนีมา ธิดานั้นจึ่งนำประพฤติเหตุเข้าทูลแก่ท้าวบิดา พระยาตองอูก็ให้ติดตามเอาพระองค์คืนมาได้ ชักสาวเอาพระอันตะออกจากพระองค์ใส่พานไว้แล้ว ก็ทรงเสด็จขึ้น มาเมืองสัชนาลัย และพระองค์จะได้รู้เหตุนั้นหามิได้ อนึ่งเป็นวิสัยจะกละฉมบกินไส้พุงคนทั้งปวง ครั้นพระร่วงเจ้าเสด็จขึ้นปราสาทเปลื้องอาภรณ์แล้ว จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งเจ้าสุทธิกุมารว่า แม้นไม่เห็นพี่มาแล้ว เจ้าจงเป็นพระยาแทนเถิด ครั้นตรัสสั่งแล้วก็เสด็จพระราชดำเนินลงไปสรงน้ำที่แก่งกลางเมืองนั้น ก็อันตรธานไป สมเด็จพระอนุชาธิราชและมุขมนตรี พระสนมกำนัลและราษฎรทั้ง ปวงก็โสกาดูรภาพร่ำรักรำพันพระคุณเป็นอันมาก พระสุทธิกุมารจึ่ง ให้ราชทูตไปทูลแก่พระญาฤา ณ พระนครเชียงใหม่ ลงมาตั้งการถวัลยราชราชาภิเษกพระองค์เป็นอิสราอิศรภาพในพระนครสัชนาลัย แล้วให้ขุนไตรภพนาถซ่อมแปลงพระนิเวศ ก่อกำแพงตั้งค่ายชั้นใน ชั้นนอก ตั้งค่ายเชิงเรียงพนมเชิงแห่งหนึ่ง พนมหัวช่างแห่งหนึ่ง พนมหัวเปียแห่งหนึ่ง แล้วให้แต่งป้อมช่องปืนใหญ่และให้ตกแต่ง หัวเมืองเอก ๕ หัวเมือง หัวเมืองโท ๘ หัวเมือง หัวเมืองสรรพยุทธ ทั้งปวงไว้สำหรับแล้ว ขอช่างมาแต่มคธให้ตั้งหล่อปืนใหญ่น้อย ๑๕๐ บอก และตีปืนนกสับคาบชุด ๕๐๐ บอก

ครั้นถึงเดือนอ้าย ขึ้นค่ำหนึ่ง พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก เมืองเชียงแสนให้ตรวจจัดรี้พลโยธาช้างม้า และเครื่องสรรพยุทธให้ พระยาเชียงราย พระยาเชียงลือเป็นทัพหน้า พระยาเชียงเงิน พระยาเชียงตุง เป็นปีกขวา พระยาเชียงทอง พระยาเชียงฝางเป็น ปีกซ้าย จะยกกองทัพลงมาตีเมืองสัชนาลัย เมืองสัชนาลัยทราบ เหตุ จึ่งให้มีราชสาส์น ฝ่ายม้าใช้กองสอดแนมรู้เหตุก็นำเอา อึงกฤดาการรีบมากราบทูล สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีสัชนาลัยทราบเหตุจึ่งให้มีราชสาส์นไปเมืองชียงใหม่ ถึงพรหมวดีราชนัดดาราโชรส พระยาฤาราชอันทิวงคตนั้น ให้จัดแจงเมืองแพร่ เมืองน่าน เมือง นครให้มั่นคง อนึ่งให้แต่งกองออกลาดลักตัดลำเลียงแห่งข้าศึกให้ ถอยกำลังจงได้ ฝ่ายข้างกรุงศรีสัชนาลัยนั้น ก็ให้เกณฑ์พลทะแกล้วทหาร ขึ้นรักษาหน้าที่ แล้วให้กวาดครัวอพยพเข้าพระนคร ข้าง พระเจ้าศรีธรรมราชไตรปิฎกยกพลมาถึง จึ่งให้ตั้งค่ายหลวงใกล้ เมืองทาง ๕๐ เส้น แล้วให้ดาพลโยธาล้อมเมืองสัชนาลัยไว้โดยรอบ ให้พลทหารเข้าปีนปล้นเป็นหลายครา ชาวพระนคร ก็ระดมกันยิงปืน ยิงตกคูตายเป็นอันมาก จะหักเอามิได้ พระ พุทธโฆษาจารย์จึ่งไปถวายพระพรแก่พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎก (ให้) ระงับสงครามเสียทั้งสองฝ่าย กษัตริย์ทั้งสองก็โดยคำพระอรหันต์เจ้าพระเจ้ากรุงศรีสัชนาลัยจึ่งให้แต่งนาง ปทุมเทวีราชธิดาแล้ว พระก็ เสด็จออกไปบังคมถวายราชธิดา พระเจ้าศรีธรรมไตรปิฎกก็มีความ ยินดี ให้เลิกทัพกลับไปเมืองเชียงแสน และนางปทุมเทวีนั้นมีราช- บุตรด้วยพระยาธรรมไตรปิฎกสององค์ ชื่อเจ้าไกรสรราชองค์หนึ่ง ชื่อเจ้าชาติสาครองค์หนึ่ง และพระเจ้าเชียงแสนนั้นได้ทราบว่า สมเด็จสรรเพชญ์พุทธเจ้าเสด็จไปอาศัยกระทำภัตกิจใต้ต้นสมอ พระองค์จึ่งดำริสร้างเมืองในที่นั้น จึ่งมีพระราชโองการสั่งจ่านกรอง และจ่าการบูร ให้ทำเป็นพ่อค้าเกวียนไปคนละ ๕๐ เล่ม เต็มไป ด้วยทุนทรัพย์ทั้งหลาย มาถึงเมืองลิลมพล ไหว้พระบาทพระพุทธเจ้านั้นแห่งหนึ่ง จึ่งข้ามแม่น้ำตะนิมมาถึงภูผาหลวง และมาถึงเมืองสวางคบุรี ไหว้พระธาตุพระพุทธเจ้านั้นแล้ว จึ่งข้ามแม่น้ำกรอม แม่น้ำแก้วน้อย จึ่งถึงทุ่งบ้านพรานที่พระพุทธเจ้าไปบิณฑบาต ข้างตะวันออก ๑๕๐ เรือน ข้างตะวันตก ๑๐๐ เรือน จึ่งปรึกษา กันว่าจะสร้างเมืองถวาย เห็นจะต้องด้วยราชประสงค์และราชอุบายอันเจ้าเราใช้มา ครั้นเห็นชอบพร้อมกันแล้ว จึ่งเริ่มการสถาปนา พระนครโดยไสยศาสตร์ ให้ชีพ่อขึ้นถีบอำภาวายและเชิญเทวรูปออกแห่ตั้งทิศ จึ่งให้พราหมณ์ชักรั้วที่จะตั้งเมืองแล้วปันหน้าที่ยาว ๕๐ เส้น สกัด ๑๐ เส้นชั่ววาคนโบราณ

ครั้นวันพฤหัสบดี เดือนสาม ขึ้นค่ำหนึ่ง ปีฉลู ฉศก เพลาเช้า สถาปนาเมืองนั้น อนึ่งเมื่อเพลาพระพุทธเจ้าฉันจังหันใต้ต้นสมอวัน นั้น พระอุบาลีเถร พระคิริมานนท์ ก็นฤพานในที่นั้น แต่ก่อนก็ร้องเรียกว่าพนมสมอ บัดนี้เรียกว่าเขาสมอแครง บรรจุธาตุพระขีณาสพเจ้าทั้งสองไว้ในที่นั้น จึ่งเรียกว่าอรัญวาสี จ่านกรองสร้างข้างตะ- วันตก จ่าการบูรสร้างข้างตะวันออก ปีหนึ่งกับเจ็ดวันจึ่งแล้ว และ รอบบ้านพราหมณ์ทั้งหลายขุดคูรอบ กันหนทางเด็กเลี้ยงโคบ้านหริภุญไชยไปมา และปั้นพระพุทธไสยาสน์ทั้งสองฟาก ครั้นการทั้งปวงสำเร็จ จึ่งกลับมาทูลประพฤติเหตุ บพิตรก็มีพระทัยยินดี จึ่งเสด็จยาตราพลออกจากเมืองเชียงแสน ณ เดือนอ้าย แรมหกค่ำ วันอาทิตย์ เพลาเช้า ไปได้ ๒ เดือนจึ่งถึง และเมื่อจะพระราชทานนามเมือง นั้น จึ่งตรัสถามชีพ่อว่าเราจะให้ชื่ออันใด ชีพ่อทูลว่าพระองค์เสด็จ มาถึงวันนี้ ได้ยามพิษณุ จึ่งตรัสประสาทนามว่าเมืองพระพิษณุโลก และว่า ตามพระพุทธเจ้ามาบิณฑบาตก็ชื่อว่าโอฆบุรีตะวันตก ตะวัน-ออกชื่อจันทบูร แล้วให้สร้างพระธาตุ และวิหารใหญ่ ๔ ทิศสำเร็จ แล้ว จึ่งดำริจะสร้างพระพุทธรูปให้แล้วด้วยทองสัมฤทธิ์ จึ่งให้หา ช่าง ได้บาพิษณุคนหนึ่ง บาพราหมณ์คนหนึ่ง บาธรรมราชคนหนึ่ง บาราชกุศลคนหนึ่ง ได้มาแต่เมืองสัชนาลัย ๕ คน มาแต่เมืองหริภุญไชยคนหนึ่ง จึ่งตรัสสั่งแก่ช่างว่า ท่านทั้งหลายชวนกันรักษา ศีล ๕ ประการอย่าให้ขาด แล้วให้ขนดินและแกลบไปให้แก่ช่าง ประสมดินปั้นรูปพระพุทธเจ้า ๓ พระองค์เท่ากัน ฝ่ายท้าวพระยา ทั้งหลายก็นำเอาทองมาถวาย ช่วยพระองค์หล่อพระพุทธรูปเป็นอันมาก ครั้นได้ฤกษ์วันพฤหัสบดี เพ็ญเดือนสี่ ปีจอนักษัตรศก ชุมนุม พระสงฆ์สบสังวาส มีพระอุบาลีและพระคิริมานนท์ เป็นประธาน เททองพระพุทธรูปทั้ง ๓ พระองค์ พระศรีศาสดาพระชินศรีทั้งสอง พระองค์นั้นทองแล่นเสมอกันบริบูรณ์ พระองค์หนึ่งนั้นมิได้เป็น รูปองค์หามิได้ แต่ช่างหล่อถึง ๓ ครั้งก็หามิได้ และพระเจ้าพระ ไตรปิฎกก็ทรงพระปรารภเป็นทุกข์พระทัย จึ่งตั้งสัจจาธิษฐานว่า เดชอาตมได้เรียนพระไตรปิฎกและได้บำเพ็ญเรียนในวิธีพระวิปัสนากรรมฐานสอนสงฆ์ ทั้งหลายให้ดำเนินโดยมรรคปฏิบัติ อนึ่งอาตม ก็ได้ปรารถนาพระโพธิญาณจะรื้อสัตว์ให้พ้นภัยในสงสาร ขอ อานุภาพผลศีลทานความสัจนี้ จงบันดาลให้สำเร็จดังมโนรถความปรารถนาเถิด แล้วจึ่งสั่งพระปทุมเทวีมเหสีให้ทรงสัจจาธิษฐาน ดุจพระองค์ปรารภนั้น ด้วยเดชอำนาจสัตยาธิษฐานแห่งกษัตริย์ทั้ง สอง จึ่งบันดาลร้อนอาส์นองค์อดิศรเทวราช ก็นิรมิตเพศเป็นปะขาว ลงมาช่วยกระทำการหล่อพระพุทธรูปให้สำเร็จบริบูรณ์ได้ แล้วทำ ตรีศูลไว้ในพระพักตร์เป็นสำคัญ ว่าพระอินทร์เจ้าสุลาลัยลงมาช่วย และเมื่อหล่อนั้นศักราช ๑๕๐๐ ปี วันพฤหัสบดี เดือนหก ขึ้นแปดค่ำ ปีฉลู ตรีศก พระองค์ จึ่งสั่งฝากนามไว้ว่าราชนาม พระเจ้าชื่อพระชินราช แล้วให้นำไปตั้งไว้ในสามถาม* เป็น พระเสี่ยงทายท่ามกลางเมืองพิษณุโลก แล้วให้ตั้งพระราชวังฝ่าย ตะวันตกบริบูรณ์ จึ่งให้นำเจ้าสุทเทวีราชธิดาพระยาสัชนาลัยมาราชาภิเษกกับเจ้าไกรสรราช ณ เมืองลพบุรี แล้วตั้งจ่านกรองเป็นมหาเสนาซ้าย จ่าการบูรเป็นมหาเสนาขวา และ้วให้พลเสนาไปถึงนคร บุรีรมย์ จึ่งให้สร้างเมืองอันหนึ่งใกล้เมืองลพบุรี ทาง ๕๐๐ เส้น ให้ รับเจ้ากรางเกรี้ยงกริศราชกับพระราชเทวีไปราชาภิเษก ณ เมืองนั้น ชื่อว่าเสนาราชนคร ลุศักราช ๑๕๐ ปี ให้ชาติสาครไปกินเมือง เชียงราย ครั้นพระเจ้าธรรมไตรปิฎกทิวงคตแล้ว อำมาตย์ทั้งหลาย จึ่งเชิญเจ้าชาติสาครลงมาจากเมืองเชียงราย ฌาปนกิจพระบิดาแล้ว ก็ได้ผ่านเอกราชในเมืองเชียงแสนแต่นั้น กษัตริย์พระญาติทั้งปวง จะได้ไปมาหากันหามิได้ถึง ๗ ชั่วกษัตริย์

ทีนี้จะกล่าว เรื่องพุทธพยากรณ์แห่งสมเด็จพระพุทธกัสสป-โลกเชษฐ์เจ้าในอดีตพิภพโน้น อันพระองค์ตรัสทำนายไว้ว่า บุรุษผู้อุปถัมภกเป็นพุทธาญาติในพระศาสนาตถาคตนี้ ไปภายหน้าจะได้ เป็นกษัตริย์ ทรงบุญฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ ครั้นถึงพระบรมครูเจ้าแห่งเรา บุรุษผู้นั้นมาเกิดในตระกูลเศรษฐี ณ บ้านอโอรชคามินิ เศรษฐี ๕๐๐ เป็นบริวาร ชื่อเจ้าสุทัสนกุมาร ขณะนั้นองค์ท้าวสหัสนัยบพิตรใช้พระเวสสุกรรมเทวบุตรลงมาบันดาลปราสาททอง มีพื้นใต้เจ็ด ชั้นประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ ทั้งโรงช้างม้า เรือนหลวง กำแพง แก้ว ๗ ชั้น และสวนพระอุทยาน สระโบกขรณีอันอาเกียรณ์ด้วยเบญจปทุมชาติชื่อว่า เมืองอินทปตนคร เศรษฐีทั้งหลายจึงราชาภิเษกเจ้าสุทัสนเป็นกษัตริย์ ครั้นเมื่อพระอนันตชินญาณเจ้าแห่งเราได้ ตรัสแล้ว พระองค์มาเที่ยวสัปธานจารึกในประเทศนั้น จึ่งมี วณิพกจัณฑาลผู้หนึ่ง มีศรัทธาน้อมนำอาหารมาใส่ในบาตรด้วยนิ้ว มืออันเน่า พระองค์จึ่งตรัสทำนายว่า วณิพกผู้นี้ไปภายหน้าจะได้ เป็นกษัตริย์ ประกอบด้วยวรราชฤทธิ์เป็นอัศจรรย์ และจะได้ลบ ศักราช ครั้นนานมาพระยาสุทัสนราชทิวงคตแล้ว พระนครนั้นก็ บันดาลเป็นศิลาปกติสิ้นพระพุทธศักราช ๑๖๐ ปี แล้วสืบมาหลายชั่วจึ่งถึงพระยาโฆษเทวราชได้เป็นกษัตริย์ ขณะนั้นราษฎรทั้งปวงก็เล่า ลือกันโดยได้รู้เหตุอันพฤฒาจารย์ทำนายว่า ผู้มีบุญบังเกิดแล้ว บ้านเมืองเราจะเป็นสุขสมบูรณ์ และวณิพกอันพระพุทธเจ้าทำนายนั้น ก็มาบังเกิดในตระกูลวณิพก มีรูปอันวิการสรรพคอดคด ทั้งอง- คาพยพก็เปื่อยเน่ามิบริบูรณ์ และวณิพกผู้นั้นได้ยินการเอิกเกริกอัน หมู่มหาชนมาสันนิบาตประชุมชมภูมิบริบูรณ์นั้น ตนก็อุตส่าห์ค่อย ขยับถัดคลานมาโดยมรรคประเทศ ขณะนั้นท้าวสุเรนทร์เทวราช เอาเพศเป็นมานพ มือซ้ายหิ้วกระทอ มือขวาจูงม้าเดินตามทางราบวณิพกผู้นั้นจึ่งว่า เราจะฝากม้าและกระทอนี้ไว้แก่ท่าน แล้วสั่งว่า ถ้าเรามิได้กลับมาของทั้งนี้จงเป็นสิทธิแก่ท่าน ครั้นพระอินทร์สั่ง แล้วก็อันตรธานไป วณิพกผู้นั้นนั่งอยู่ท่าช้านาน จึ่งเผยกระทอออกดูเห็นขวดน้ำมันทิพย์ ก็เอาทาแขนและกายที่ขอดคด ก็เหยียดคลาย สมบริบูรณ์ดังประสงค์ ก็เข้าใจว่าตนเป็นผู้มีบุญ จึ่งสวมสอดสรรพ-ทิพาภรณ์ทิพมกุฎวิเชียรมาลี ขัดพระขรรค์แก้ว แล้วสู่เทพดุรงราช เหาะทะยานมาในอากาศ โอภาสไปด้วยแสงสัตพิธรัตนกาญจนกนกภูษิตามาศวลัยกร ประชาชนก็เซ็งเสียงสโมสรแซ่สนั่น ถวาย ทัศนักขภิวันท์เดียระดาษ พระยาโคตเทวราชเห็นดังนั้น ก็สะดุ้ง พระทัย พาพระอัครมเหสี พระราชบุตรี ภาคีในนาถมุขมาตยาพิรีย์โยธาพลพหลหาญหัยชาติราชรถคชนิกร ออกจากพระนครวันนั้น ทั้งแปดหมื่นไปโดยประจิมทิศ ชนทั้งปวงจึ่งพร้อมกันร้องอัญเชิญ ถวัลยราช ราชาภิเษก ทรงพระนามพระยาแกรก และนำเอานาง อินทเทวีมาเป็นอัครมเหสี ขณะนั้นจุลศักราชถ้วน ๑๐๐๐ ปี จึ่ง ทำการลบศักราชพร้อมด้วยราชฤทธิ์และเทวฤทธิ์ในมหาสมัยนั้นเป็นอัศจรรย์

ฝ่ายพระยาโคตเทวราช มาถึงบ้านโกญธัญคาม พราหมณ์ ทั้งหลายก็มาต้อนรับ แล้วทูลว่า บ้านนี้เป็นถิ่นโบราณ และสมเด็จ พระสรรเพชญ์พระพุทธเจ้าเคยมาบิณฑบาตแต่ก่อน เห็นสมควรที่ พระองค์สร้างพระนครในที่นี้ พระยาโคตเทวราชโสมนัสนัก จึ่งให้ชีพ่อตั้งพิธีรำเสนง ๗ วัน แล้วสระเกล้าขึ้นโล้ชิงช้ารำภาวายและเป่าสังข์ เวียน ๓ รอบที่จะตั้งเมืองเป็นทักขิณาวัฏ แล้วให้ขุด คูพูนกำแพง ถึง ๗ เดือนจึ่งแล้ว สมเด็จพระเจ้าโคตเทวราชก็เสด็จ อยู่สำราญพระทัย พุทธศักราชได้ ๑๐๖๐ ปี มีพระราชบุตรสององค์ชื่อเจ้าภาลจณะกุมาร ผ่านพิภพแทนพระบิดาไปสร้างเมืองพิจิตร จึ่งมีชื่อพระญาโคตะบอง เจ้าไวยักษาสร้างเมืองพิชัยชื่อพระยา มือเหล็ก ฝ่ายเมืองสัชนาลัยนั้น พระเจ้าพัดตาวราชทิวงคต พระ ราชบุตรพระเชษฐานั้น ไม่รักสมบัติ ก็ออกไปทรงผนวช เสนา พฤฒามาตย์ จึ่งอัญเชิญพระราชบุตรองค์น้อยขึ้นผ่านแผ่นดิน ทรงพระนามว่า โกรพยราช ให้สร้างอารามถวายพระเชษฐาท่านแล้ว ให้ก่อพระเจดีย์บรรจุพระเกศพระเจ้าพี่อันปลงนั้น จึ่งเรียกว่า อารามวัดจุฬามณีมาเท่าบัดนี้

ข้างพิชัยเชียงใหม่นั้น พระเจ้าสุคันธคีรีย์ มีราชบุตร สององค์ ชื่อทัศกุมาร ไชยเสนกุมาร และเจ้าทั้งสองนี้อุปสมบทเป็นภิกษุขึ้นไปเรียนพระไตรปิฎกถึงเมืองภุกาม ชำนาญทั้งไตรเพทางค- ศาสตร์และราชศาสตร์เสร็จบริบูรณ์ แล้วลงมาเมืองวิเทหะคือ กรุงหงสาวดี จึ่งลองความรู้ เพลาราตรีภาคก็กำบังขึ้นไปอุ้มเอาพระราชธิดาพระเจ้าหงสาออกมาถึงวัด แล้วพิจารณาเป็นกรรมฐานมิได้ เอื้อเฟื้อในเมถุนสังวาส แต่ทำฉะนี้เนือง ๆ คนทั้งปวงก็มิรู้ พระเจ้า หงสาวดีเห็นประหลาด จึ่งเอาเมล็ดพันธุ์ผักกาดใส่ในมวยผมพระราชธิดา และเมล็ดพันธุ์ผักกาดก็ตกเรียงรายงอกเรียงไปจนกุฎีภิกษุนั้น พระองค์จึ่งให้นำเอาเจ้ากุมารทั้งสองมาจะฆ่าเสีย ภิกษุนั้นจึ่งขอ น้ำ ได้มาแล้วก็บันดาลตนเป็นปลาว่ายวนอยู่ในขัน แล้วเจ้ากุมาร องค์หนึ่ง บันดาลตนเป็นนกยาง คาบเอาปลาและ้วก็พากันบินหนีมาเมืองเชียงใหม่ พระราชบิดาก็มีพระทัยยินดีให้ปริวรรตออกแล้ว จึ่ง ยกพระไชยทัศกุมารขึ้นผ่านแผ่นดิน ขณะนั้นรู้กิตติศัพท์ว่า พระ- ราชธิดากรุงศรีสัชนาลัยนั้น อุดมด้วยศิริวิลาส พระองค์จึ่งเอาเพศเป็นสามเณร พาพระภิกษุผู้น้องนั้นมาเป็นเพื่อน เพลากลางคืนก็ ลอบเข้าไปทำชู้ด้วยพระราชธิดาจนทรงพระครรภ์ ฝ่ายพระราชบิดา นั้น ตรัสเห็นเหตุ ก็ทรงพระพิจารณาราชดำริโดยรอบคอบแล้ว ให้ ทำลอบเหล็กไปใส่ไว้โดยช่องท่อรอบพระราชวัง ครั้นพระไชยทัศ กุมารเข้าไป ก็ติดลอบตายอยู่ในที่นั้น จึ่งเป็นโบราณกล่าวสืบมาว่า คิดมิชอบเข้าลอบตายเองคุ้งเท่าบัดนี้ ครั้นเพลาเช้าชาวเมืองล้อม พระราชวังนำเอาศพมาถวาย จะให้สืบหา ได้น้องชายเป็นภิกษุ ทราบว่าบุตรพระเจ้าเชียงใหม่ ก็มีความอาลัย ครั้นนานมาพระเจ้าแผ่นดินทิวงคตแล้ว เจ้าไชยเสนจึ่งเสกพระสุวรรณราชนัดดาไว้ แล้ว พระองค์ก็คืนเมืองเชียงใหม่ และสมเด็จพระเจ้าสุวรรณราชา คิดถึงพระคุณพระราชบิดา จึ่งให้หล่อพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์พระ องค์หนึ่ง หน้าตัก ๔ วา เสร็จบริบูรณ์

เบื้องว่ากัมพุชประเทศนั้น พระเจ้าแผ่นดินทิวงคต หา พระวงศ์มิได้ ชนทั้งปวงจึ่งยกเจ้าอู่ทองอันเป็นบุตรโชฎึกเศรษฐีมาราชาภิเษกผ่านถวัลยราช ครั้งนั้นบังเกิดไข้ทรพิษนัก ราษฎรทั้งปวง ล้มตายเป็นอันมาก พระองค์จึ่งยังเสนาและอพยพราษฎรออกจาก เมืองแต่เพลาราตรีกาล ไปโดยทักขิณทิศเพื่อจะหนีห่า และพระ เชษฐาท่านนั้นเข้าพักพลปรกติอยู่ในประเทศเมืองสุพรรณบุรี แต่ พระเจ้าอู่ทองนั้นยาตราพลรอนแรมไปหลายราตรี จึ่งพบแม่น้ำใหญ่แล้วเห็นเกาะหนึ่งเป็นปริมณฑล ประดิษฐานอยู่ท่ามกลางภูมิภาค นั้นราบรื่นดูสะอาด พระองค์จึ่งให้ข้ามพลพยุหเข้าตั้งถึงเกาะดงโสนแล้วพบพระดาบสองค์หนึ่ง จึ่งกระทำคารวะประพฤติปราศรัยว่า พระนักสิทธิ์มาสำนักอยู่ในประเทศนี้แต่ครั้งใด พระฤาษีจึ่งแจ้ง อนุสนธิ์ว่า อาตมาสร้างพรตพิธีอยู่ที่นี้แต่ครั้งองค์พระพิชิตมารโมลี โลกเจ้ายังทรมานอยู่ และอาจารย์เราสองคน คนหนึ่งไปตายในเขา สัพลึงค์ คนหนึ่งไปตายในพนมภูผาหลวง และครั้งเมื่อพระสรร- เพชญ์พุทธองค์เสด็จมาในที่นี้ เราได้ถวายผลมะขามป้อมและสมออาราธนาให้พระองค์นั่งฉันเหนือประเทศตอตะเคียน อันลอยมา ขวางอยู่ที่นั้น พระองค์จึ่งมีพุทธบัณฑูรตรัสทำนายว่า อรัญประเทศนี้ไปเบื้องหน้าจะปรากฏเป็นราชธานีหนึ่ง ชื่อว่าพระนครทวาราวดี ศรีอยุธยา แล้วพระดาบสจึ่งเขียนรูปเมืองด้วยถ่านเพลิง และ้วทิ้งขึ้น ไปในอากาศ ตกลงมาเป็นผ้าสาฎก ประจักษ์หนทางสามแพร่ง ให้ เห็นว่าชนเกิดในประเทศนี้ จะเจรจามุสาวาท ความจริงน้อย แล้ว พระมหาโยคีจึ่งว่า ปางนี้บรมขัตตยาธิบดีเสด็จมาถึงแล้ว พระองค์จงอยู่ในประเทศนี้สำราญราชหฤทัยเถิด อาตมาจะลาไปรักษา พระบทวลัญชรลักษณ์ในขุนเขาคีรีโน้น เบื้องว่าพระดาบสว่า ดังนั้นแล้วก็เหาะไปสำนัก เจริญพรตพรหมวิหารเท่าถึงอาสัญภาพในภูเขาสุมภูนั้น

ศุภมัสดุ ศักราช ๗๑๒ ปีขาลโทศก วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ เพลา ๓ นาฬิกา ๙ บาท สถาปนากรุงพระนครศรีอยุธยา ชีพระพราหมณ์ให้ฤกษ์ตั้งพิธีกลบบาท ได้สังข์ทักขิณาวัฏใต้ต้นหมันใบ หนึ่ง แล้วสร้างพระที่นั่งไพฑูรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระ ที่นั่งไพชยนต์มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งไอศวรรย์มหาปราสาทองค์หนึ่ง แล้วพระเจ้าอู่ทองสมเสด็จเข้ามาเสวยราชสมบัติ ชีพ่อพราหมณ์ถวายพระนาม ชื่อสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสุนทรบรม-บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพ- นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ จึ่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระรามเมศวร ขึ้นไปครองราชสมบัติในเมืองลพบุรี ครั้งนั้นพระยาประเทศราชขึ้น ๑๖ เมือง คือ เมืองมะละกา เมืองชวา เมืองตะนาวศรี เมืองนครศรีธรรมราช เมืองทวาย เมืองเมาะตะมะ เมืองเมาะลำเลิง เมืองสงขลา เมืองจันทบูร เมืองพิษณุโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองสวรรคโลก เมือง พิจิตร เมืองกำแพงเพชร เมืองนครสวรรค์

ศักราช ๗๑๕ ปีมะเส็ง เบญจศก วันพฤหัสบดี เดือน ๔ ขึ้นค่ำ ๑ เพลา ๒ นาฬิกา ๕ บาท ทรงพระกรุณาตรัสว่า ที่พระ ตำหนักเวียงเหล็กนั้น ให้สถาปนาพระวิหารและพระมหาธาตุเป็น พระอาราม แล้วให้นามชื่อวัดพุทไธสวรรย์ ม้าขุนสุวรรณพินิจจัย ตกลูกศีรษะเดียว ตัวเป็น ๒ ตัว ๘ เท้า เดินชิงศีรษะกัน ไก่พระศรีมโหสถ ฟักฟองตกลูกตัวเดียว ๒ ศีรษะ

ศักราช ๗๒๕ ปีเถาะ เบญจศก ทรงพระกรุณาตรัสว่า เจ้าแก้ว เจ้าไท ออกอหิวาตกโรคตาย ให้ขุดขึ้นเผาเสีย ที่ปลงศพนั้น ให้สถาปนาเจดีย์วิหารเป็นอาราม แล้วให้นามวัดป่าแก้ว

ศักราช ๗๓๑ ปีระกา เอกศก สมเด็จพระรามาธิบดีเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๒๐ ปี สมเด็จพระรามเมศวรเสด็จมาแต่เมืองลพบุรี ขึ้นเสวยราชสมบัติ

ครั้นถึงศักราช ๗๓๒ ปีจอ โทศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเข้ามา (แต่) เมืองสุพรรณบุรี เสนาบดีกราบทูลว่า สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จเข้ามา สมเด็จพระรามเมศวร ก็ออกไปอัญเชิญเสด็จเข้ามาพระนคร ถวายราชสมบัติ ถวายบังคมลาขึ้นไปลพบุรีดังเก่า

ศักราช ๗๓๓ ปีกุน ตรีศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองฝ่ายเหนือ และได้เมืองเหนือทั้งปวง

ศักราช ๗๓๔ ปีฉลู เบญจศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราว และพระยาไซแก้ว พระยากำแหง เจ้าเมือง ออกต่อรบท่าน ท่านได้ตัวพระยาไซแก้วตายแล้ว แต่พระยากำแหงและไพร่พลทั้งปวงหนีเข้าเมืองได้ ทัพหลวงก็เสด็จกลับคืนมาพระนคร

ศักราช ๗๓๖ ปีขาล ฉศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า พระเถรธรรมากัลญาณ แรกสถาปนาพระศรีรัตนมหาธาตุฝ่ายบูรทิศ หน้าพระบรรพชั้นสิงห์สูง ๑๙ วา ยอดนภศูลสูง ๓ วา

ศักราช ๗๓๗ ปีเถาะ สัปตศก เสด็จไปเอาเมืองพิษณุโลก และได้ตัวขุนสามแก้ว เจ้าเมือง กวาดครัวอพยพมาครั้งนั้นมาก

ศักราช ๗๓๘ ปีมะโรง อัฐศก เสด็จไปเอาเมืองชากังราวได้ พระยากำแหงและท้าวผากองคิดกันว่า จะยอทัพหลวงหา มิได้ ท้าวผากองเลิกกองทัพหนี เสด็จยกทัพหลวงตามตีท้าวผากองแตก ได้ท้าวพระยาเสนาขุนหมื่นครั้งนั้นมาก แล้วทัพหลวงเสด็จ กลับคืน

ศักราช ๗๔๐ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก ไปเอาเมืองชากังราวเล่า ครั้งนั้นมหาธรรมราชาออกมาถวายบังคม

ศักราช ๗๔๒ ปีวอก โทศก เสด็จไปเมืองเชียงใหม่และให้เข้าปล้นเมืองนครลำปางมิได้ จึ่งแต่งหนังสือให้เข้าไปแก่หมื่น นคร ให้เจ้าเมืองนครลำปางออกมาถวายบังคม และทัพหลวงเสด็จกลับคืน

ศักราช ๗๔๔ ปีจอ จัตวาศก สมเด็จบรมราชาธิราชเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๑๓ ปี จึ่งเจ้าทองลันราชกุมารขึ้นเสวย ราชสมบัติได้ ๗ วัน สมเด็จพระรามเมศวรเสด็จลงมา (แต่) เมือง ลพบุรีเข้าในพระราชวัง กุมเอาเจ้าทองลันได้ ให้พิฆาตเสีย (ณ) วัดโคกพระยา

ศักราช ๗๔๖ ปีชวด ฉศก สมเด็จพระรามเมศวรให้เลียบ พลยกขึ้นไปเมืองเชียงใหม่ ตั้งค่ายหลวงไกลคูเมือง ๑๕๐ เส้น ให้นายทัพนายกองตั้งค่ายล้อมและแต่งการปล้นเอาจงได้ ฝ่ายเจ้า หน้าที่ยิงปืนใหญ่ออกมา กำแพงพังกว้างประมาณ ๕ วา พระเจ้าเชียงใหม่ขึ้นยืนถือพัชนีอยู่บนเชิงเทน ให้ทหารเอาหนังสือนั้นว่า* ขอพระราชทานให้งด ๗ วัน จะนำเครื่องบรรณาการออกไปเจริญ พระราชไมตรี พระเจ้าอยู่หัวจึ่งปรึกษาด้วยมุขมนตรีว่า พระเจ้าเชียงใหม่ให้มีหนังสือออกมาดังนี้ ควรจะให้งดหรือประการใด มุขมนตรีนายทัพนายกองปรึกษาว่า เกลือกพระเจ้าเชียงใหม่จะ เตรียมการมิทัน จึ่งคิดเป็นกลอุบายมา ขอพระราชทานให้ปล้น เอาเมืองจงได้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เป็นกษัตริย์ขัตติยวงศ์ เขาไม่ รบแล้ว เราจะให้รบนั้น ดูมิบังควร ถึงมาตรว่าพระเจ้าเชียงใหม่ จะมิได้คงอยู่ในสัตยานุสัตย์ก็ดี ใช่ว่าจะพ้นทหารเรานั้นเมื่อไร ฝ่ายในเมืองเชียงใหม่นั้น ตีแตะบังกำแพงทะลายนั้นให้ก่อขึ้น ครั้น ๗ วันแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่มิได้เอาเครื่องเจริญพระราชไมตรีออก มา นายทัพนายกองข้าทหารร้องทุกขราชว่า ข้าวในกองทัพทะนาน ละ ๑๐ สลึง หามีที่ซื้อไม่ จะขอพระราชทานเร่งปล้น พระเจ้า อยู่หัวบัญชาตามนายทัพนายกอง ทรงพระกรุณาสั่งให้เลิกกองทัพเสียด้านหนึ่ง ให้เร่งปล้น วันจันทร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๔ เพลา ๓ ทุ่ม ๒ บาท เดือนตก เจ้าพนักงานยิงปืนใหญ่น้อย ระดม ๓ ด้าน เอากระไดหกพาดปีนกำแพงขึ้นไป พระเจ้าเชียงใหม่ต้านทานมิได้ ก็ พาครัวหนีออกเพลา ๑๑ ทุ่ม ทหารเข้าเมืองได้ ได้แต่นักส้างบุตร พระเจ้าเชียงใหม่องค์หนึ่งมาถวาย พระเจ้าอยู่หัวตรัสต่อนักส้างว่า พระเจ้าเชียงใหม่บิดาท่าน หาสัตยานุสัตย์มิได้ เราคิดว่าจะออกมา หาเราโดยสัตย์ เราจะให้คงราชสมบัติ ตรัสดังนั้นแล้วก็ให้นักส้าง ถวายสัตยานุสัตย์ พระเจ้าอยู่หัวก็แบ่งไพร่พลเมืองไว้พอสมควร เหลือนั้นก็ให้เอาครัวอพยพหญิงชายลงมา ให้นักส้างลงมาส่งเสด็จ ถึงเมืองสวางคบุรี ทรงพระกรุณาให้นักส้าง กลับขึ้นไปครอง ราชสมบัติ ณ เมืองเชียงใหม่ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จเข้าเมืองพิษณุโลกนมัสการพระชินศรี พระชินราช เปลื้องเครื่องต้นทำสักการบูชา สมโภช ๗ วัน เสด็จลงมาพระนคร และลาวซึ่งต้อนลงมานั้น ให้ ส่งลงไปไว้เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองละคร เมืองจันทบูร แล้วเสด็จออกทรงศีลยังพระที่นั่งมังคลาภิเศก เพลา ๑๐ ทุ่ม ทอด พระเนตรไปโดยฝ่ายทิศบูรพา เห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จ ปาฏิหารย์ เรียกปลัดวังให้เอาราชยานทรงเสด็จออกไป ให้เอา กรุยปักขึ้นไว้ สถาปนาพระมหาธาตุนั้นสูง ๑๙ วา ยอดนภศูลสูง ๓ วา ชื่อวัดมหาธาตุ แล้วให้ทำพระราชพิธีประเวศพระนคร และเฉลิมพระราชมนเทียร ขณะนั้นพระยากัมพูชายกเข้ามาถึงเมืองชลบุรี กวาดเอา ครัวอพยพหญิงชายในเมืองชลบุรีและเมืองจันทบูร คนประมาณ ๖-๗ พันกลับไปเมืองกัมพูชาธิบดี พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัว ให้พระยาไชยณรงค์เป็นทัพหน้ายกไปถึงสะพานแยก ชาวกัมพูชาออกมาตีทัพระยาไชยณรงค์ ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ พระยากัมพูชาก็แตกฉาน พระเจ้าอยู่หัวให้ตั้งค่ายประจันทัพอยู่ ๓ วัน พระเจ้าอยู่หัวยกเข้าตีแตกฉาน เข้าเมืองได้ พระยากัมพูชา ลงเรือหนี พระเจ้าอยู่หัวลงจากช้าง ให้ยิงปืนนกสับลงไปต้องหม้อ ดินเป็นเพลิงลุกขึ้น พระยากัมพูชาหนีรอด จับได้แต่อุปราชลูก พระยากัมพูชา ให้พระยาไชยณรงค์อยู่รั้งเมืองกัมพูชาไว้คน ๕,๐๐๐ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จคืนพระนครศรีอยุธยา ครั้นอยู่มาญวนยกมารบ ถ้ามาน้อยชาวกัมพูชาเป็นใจรบ ถ้ามามากเรรวนไป พระยาไชยณรงค์บอกหนังสือมากราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้มีหนังสือตอบไป ให้กวาดครัวอพยพมาถึงพระนคร แล้วให้ทำพิธี ประเวศพระนคร แล้วปูนบำเหน็จนายทัพนายกอง

ศักราช ๗๔๙ ปีเถาะ นพศก สถาปนาวัดภูเขาทอง เพลาเย็นเสด็จไปพระที่นั่งมังคลาภิเศก ท้าวมนซึ่งตายแต่ก่อนนั้น มานั่งขวางทางเสด็จอยู่และหายไป สมเด็จพระรามเมศวรบรมบพิตรก็เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๖ ปี จึ่งพระราชกุมารท่านได้เสวยราชสมบัติ ๑๔ ปี

ศักราช ๗๖๓ ปีมะเส็ง ตรีศก สมเด็จพระยารามเจ้ามีความพิโรธแก่เจ้ามหาเสนาบดี และท่านให้คุมเอาตัว เจ้ามหาเสนาบดีหนีรอดข้ามไปอยู่ฟากปทาคูจาม จึ่งให้ไปเชิญสมเด็จพระอินทราชา ณ เมืองสุพรรณบุรีเสด็จเข้ามาถึง จึ่งเจ้ามหาเสนาบดียกปล้นเอาเมืองนครศรีอยุธยาได้ จึ่งเชิญสมเด็จพระอินทราชาขึ้นเสวยราชสมบัติ ให้สมเด็จพระยา (ราม) ไปกินเมืองปทาคูจาม แล้วพระราชทานเจ้ามหาเสนาบดีลูกพระสนมองค์ (หนึ่ง) เจียดทองคู่หนึ่ง พานทองคู่หนึ่ง เต้าน้ำทอง กระบี่กั้นหยั่น เสลี่ยงงาเลียบกลีบบัว

ศักราช ๗๖๕ ปีมะแม เบญจศก มีข่าวมาว่าพระมหาธรรมราชาธิราช เจ้าเมืองพิษณุโลก เสด็จสวรรคต และเมืองเหนือ ทั้งปวงเป็นจลาจล จึ่งเสด็จขึ้นไปถึงเมืองพระบาง พระยาบาลเมือง พระยารามออกมาถวายบังคม พระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับพระนครแล้ว จึ่งให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าอ้ายพระยา กินเมืองสุพรรณบุรี เจ้ายี่พระยากินเมืองแพรกศรีราชา เจ้าสามพระยากินเมืองชัยนาท

ศักราช ๗๘๐ ปีจอ สัมฤกธิศก สมเด็จพระอินทราชาเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๑๕ ปี เจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา ยกเข้ามาชิงกันจะเอาราชสมบัติ เจ้าอ้ายพระยายกมาตั้ง ตำบลป่ามะพร้าว ที่วัดพลับพลาไชย เจ้ายี่พระยามาตั้งอยู่วัดชัยภูมิจะเข้าทางตลาดเจ้าพรหม ช้างต้นมาปะทะกันเข้าที่เชิงสะพานป่าถ่าน ทั้งสองพระองค์ทรงพระแสงของ้าวต้องพระศอขาดพร้อมกัน ทั้งสองพระองค์ มุขมนตรีออกไปเฝ้าเจ้าสามพระยา ทูลความตามซึ่งพระเชษฐาขาดคอช้างทั้งสองพระองค์ แล้วเชิญเสด็จเข้ามาในพระนคร เสวยราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ท่านจึ่งให้ขุดเอาพระศพเจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา ไปถวายพระเพลิง ที่ถวายพระเพลิงนั้น ให้สถาปนาพระมหาธาตุและพระวิหารเป็นพระอาราม แล้วให้นามชื่อว่าวัดราชบูรณะ ที่เจ้าอ้ายพระยา เจ้ายี่พระยา ชนช้างกันถึงพิราลัย ให้ก่อเจดีย์สององค์ไว้ที่เชิงสะพานป่าถ่าน

ศักราช ๗๘๓ ปีฉลู ตรีศก สมเด็จพระบรมราชาธิราช เจ้าเสด็จไปเอาเมืองนครหลวงได้ ท่านจึ่งให้พระราชกุมารท่านพระนครอินทร์เจ้า เสวยราชสมบัติเมืองนครหลวง ท่านจึ่งให้เอาพระยาแก้ว พระยาไซและครอบครัว และทั้งรูปพระโค รูปสิงห์ สัตว์ทั้งปวงมาด้วย ครั้นถึงพระนครศรีอยุธยา จึ่งให้เอารูปสัตว์ทั้งปวงไปบูชาไว้ ณ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุบ้าง ไปไว้วัดพระศรีสรรเพชญ์บ้าง

ศักราช ๗๘๖ ปีมะโรง ฉศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชฃเจ้าสร้างวัดมเหยงคณ์ สมเด็จพระรามเมศวรเจ้าผู้เป็นพระราชกุมารท่าน เสด็จไปเมืองพิษณุโลก ครั้งนั้นเห็นน้ำพระเนตรพระพุทธเจ้า พระชินราชตกออกเป็นโลหิต

ศักราช ๗๘๘ ปีมะเมีย อัฐศก ครั้งนั้นเกิดเพลิงไหม้พระราชมนเทียรสถาน

ศักราช ๗๘๙ ปีมะแม นพศก ครั้งนั้นเกิดเพลิงไหม้พระที่นั่งตรีมุข

ศักราช ๗๙๐ ปีวอก สัมฤทธิศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเอาเมืองเชียงใหม่ และเข้าเมืองมิได้ ก็ทรงพระประชวร ทัพหลวงเสด็จกลับคืน

ศักราช ๗๙๒ ปีจอ โทศก เสด็จขึ้นไปตีเชียงใหม่อีกครั้งหนึ่ง และตั้งทัพหลวงตำบลท้ายเกษม ครั้งนั้นได้เชลย ๑๒๐,๐๐๐ ทัพหลวงเสด็จกลับคืน

ศักราช ๗๙๖ ปีขาล ฉศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๑๖ ปี

สมเด็จพระรามเมศวรเจ้าผู้เป็นพระราชกุมาร ขึ้นเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อว่าพระบรมไตรโลกนาถ ยกวังทำเป็นวัดพระศรีสรรเพชญ์ เสด็จมาอยู่ริมน้ำ จึ่งให้สร้างพระที่นั่งเบญจรัตน-มหาปราสาทองค์หนึ่ง สร้างพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทองค์หนึ่ง แล้วพระราชทานชื่อขุนนางตำแหน่งหน้า ให้เอาทหารเป็นสมุหพระกลาโหม เอาพลเรือนเป็นสมุหนายก เอาขุนเมืองเป็นพระนครบาลเมือง เอาขุนวังเป็นพระธรรมาธิกรณ์ เอาขุนคลังเป็นโกษาธิบดี ให้ถือศักดินาหมื่นหนึ่ง และที่ถวายพระเพลิงสมเด็จพระรามาธิบดีที่พระ (องค์) สร้างกรุงนั้น ให้สถาปนาพระมหาธาตุ และพระวิหารเป็นพระอาราม ให้นามชื่อวัดพระราม

ศักราช ๘๐๒ ปีวอก โทศก ครั้งนั้นคนออกทรพิษตายมากนัก

ศักราช ๘๐๓ ปีระกา ตรีศก แต่งทัพไปเอาเมืองมะละกา

ศักราช ๘๐๔ ปีจอ จัตวาศก แต่งทัพไปเอาเมืองศรีสพเถิน ครั้งนั้นเสด็จหนุนทัพขึ้นไปตั้งทัพหลวงตำบลบ้านโคน

ศักราช ๘๐๕ ปีกุน เบญจศก ข้าวเปลือกแพงเป็นทะนานละ ๘๐๐ เบี้ย เบี้ยเฟื้องละ ๘๐๐ เบี้ย เกวียนหนึ่งเป็นเงิน ๓ ชั่งกับ ๑๐ บาท

ศักราช ๘๐๖ ปีชวด ฉศก ให้บำรุงพระพุทธศาสนาบริบูรณ์ และหล่อรูปพระโพธิสัตว์ ๕๕๐ พระชาติ

ศักราช ๘๐๘ ปีขาล อัฐศก เล่นการมหรสพฉลองพระและพระราชทานสมณชีพราหมณ์และวณิพกทั้งปวง ครั้งนั้นพระยาชะเลียงคิดกบฏ พาเอาครัวทั้งปวงไปแต่มหาราช

ศักราช ๘๐๙ ปีเถาะ นพศก พระยาชะเลียงนำมหาราช มาเอาเมืองพิษณุโลก เข้าปล้นเอาเมืองสามารถมิได้ จึ่งยกทัพแปรไปเอาเมืองกำแพงเพชร เข้าปล้นเมืองถึง ๗ วันมิได้ สมเด็จพระบรมโลกไตรนาถเจ้า และสมเด็จพระอินทราชาเสด็จขึ้นไปช่วยเมืองกำแพงเพชรทัน และสมเด็จพระอินทราชาเจ้าตีทัพพระยาเกียน* แตก ทัพท่านมาปะทัพหมื่นนคร ได้ชนช้างด้วยหมื่นนครและข้าศึกลาวทั้ง ๔ ช้าง เข้ารุมเอาช้างพระที่นั่งช้างเดียว ครั้งนั้น พระอินทราชาเจ้าต้องปืนหน้าพระพักตร์ ทัพมหาราชนั้นเลิกกลับ คืนไป

ศักราช ๘๑๐ ปีมะโรง สัมฤทธิศก สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้า สร้างพระวิหารวัดจุฬามณี

ศักราช ๘๑๑ ปีมะเส็ง เอกศก สมเด็จบรมไตรโลกนาถเจ้า ทรงพระผนวชวัดจุฬามณีได้ ๘ เดือน แล้วลาผนวช

ศักราช ๘๑๓ ปีมะแม ตรีศก ครั้งนั้นมหาท้าวบุญ ชิงเมืองเชียงใหม่แก่ท้าวลูก

ศักราช ๘๑๕ ปีระกา เบญจศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ช้างเผือก

ศักราช ๘๑๖ ปีจอ ฉศก สมภพพระราชโอรสท่าน

ศักราช ๘๑๘ ปีชวด อัฐศก เสด็จไปเมืองชะเลียง

ศักราช ๘๒๑ ปีเถาะ เอกศก แรกตั้งนครไทย

ศักราช ๘๒๒ ปีมะโรง โทศก พระศรีราชเดโชถึงแก่กรรม

ศักราช ๘๒๔ ปีมะเมีย จัตวาศก พระยาล้านช้างถึงแก่กรรม พระราชทานให้อภิเษกพระยาซ้ายขวาเป็นพระยาล้านช้าง

ศักราช ๘๒๖ ปีวอก ฉศก ทรงพระกรุณาให้เล่นการมหรสพฉลองพระศรีรัตนมหาธาตุ๑๕ วัน

ศักราช ๘๒๘ ปีจอ อัฐศก พระบรมราชาผู้เป็นพระราชโอรสทรงพระผนวช

ศักราช ๘๒๙ ปีกุน นพศก สมเด็จพระราชโอรสเจ้าลาผนวช ประดิษฐานพระองค์ไว้ในที่พระมหาอุปราช

ศักราช ๘๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้า ไปวังช้างตำบลสัมฤทธิบริบูรณ์

ศักราช ๘๓๑ ปีฉลู เอกศก มหาราชท้าวลูก พิราลัย

ศักราช ๘๓๒ ปีขาล โทศก สมเด็จบรมราชาธิราชเจ้าเสด็จยกทัพไปตีเมืองทวาย และเมื่อเมืองทวายจะเสียนั้นเกิดอุบาทว์เป็นหลายประการ โคตกลูกตัวหนึ่งเป็น ๘ เท้า ไก่ฟักฟองตกลูก ตัวหนึ่งเป็น ๔ เท้า ไก่ฟักฟองคู่ขอนตกลูกเป็น ๖ หัว อนึ่งข้าว สารงอกเป็นใบ ในปีนั้นสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าเสด็จ สวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๓๘ ปี ปีมะโรง จัตวาศก แรกให้ ก่อกำแพงเมืองพิชัย

ศักราช ๘๓๕ ปีมะเส็ง เบญจศก สมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าเสวยราชสมบัติ ทรงพระนามชื่อสมเด็จพระรามาธิบดี

ศักราช ๘๓๖ ปีมะเมีย ฉศก ประดิษฐานพระอัฐิธาตุสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเจ้าไว้ในมหาสถูป

ศักราช ๘๓๘ ปีวอก อัฐศก ท่านประพฤติการเบญจาเพส พระองค์ให้เล่นการคิดดาบัน (ดึกดำบรรพ์?)

ศักราช ๘๓๘ ปีระกา นพศก ให้ทำการปฐมกรรม

ศักราช ๘๔๑ ปีกุน เอกศก แรกสร้างพระวิหารวัดศรีสรรเพชญ์ สมเด็จพระรามาธิบดีแรกหล่อพระศรีสรรเพชญ์ใน วันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖

ครั้นถึงศักราช ๘๔๕ ปีเถาะ เบญจศก วันศุกร์ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ฉลองพระพุทธเจ้าพระสรรเพชญ์ ขณะหน้าพระพุทธเจ้า นั้น แต่พระบาทถึงยอดพระรัศมีสูงได้ ๘ วา พระพักตร์นั้นยาวได้ ๔ ศอก โดยกว้างได้ ๓ ศอก พระอุระกว้าง ๑๑ ศอก และทอง หล่อพระพุทธเจ้าหนัก ๕๓,๐๐๐ ชั่ง ทองคำหุ้มหนัก ๒๘๖ ชั่ง ข้างหน้านั้นทองเนื้อ ๗ หน้าสองข้าง ๆ หลังนั้นทองเนื้อ ๖ น้ำสองข้าง*

ศักราช ๘๔๖ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก ** สมเด็จพระรามาธิบดี แรกให้ทำตำราพิชัยสงคราม และแรกทำสารบาญชีพระราชพิธีทุกเมือง

ขณะนั้นคลองสำโรงที่จะไปศีรษะจระเข้ คลองทับนางจะ ไปปากน้ำเจ้าพระยาตื้น เรือใหญ่เดินไปมาขัดสน จึงให้ชำระขุดได้รูปเทพารักษ์ ๒ องค์ หล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ จารึกชื่อองค์หนึ่งชื่อพระยาแสนตา องค์หนึ่งชื่อบาทสังฆังกร ในที่รวบ (ร่วม) คลองสำโรงกับคลองทับนางต่อกัน จึ่งให้พลีกรรมบวงสรวงแล้วรับออก มาปลูกศาล เชิญขึ้นประดิษฐานไว้ ณ เมืองพระประแดง

ศักราช ๘๖๖ ปีชวด ฉศก ครั้งนั้นงาเบื้องขวาช้างต้น พระยาปราบแตกออกไป อนึ่งในเดือน ๗ นั้น คนทอดบัตรสนเท่ห์ ครั้งนั้นให้ฆ่าขุนนางเสียมาก

ศักราช ๘๖๗ ปีฉลู สัปตศก น้ำน้อยข้าวตายฝอยสิ้นอนึ่งแผ่นดินไหวและเกิดอุบาทว์หลายประการ

ศักราช ๘๖๘ ปีขาล อัฐศก (ข้าวแพง) เป็นสามทะนาน ต่อเฟื้อง เบี้ย ๘๐๐ ต่อเฟื้องข้าวเกวียนหนึ่งเป็นเงิน ๑๑ ชั่ง ๒ ตำลึง ๑ สลึง ครั้งนั้นประดิษฐานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระอาทิตย วงศ์ไว้ในที่มหาอุปราช ให้ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก

ศักราช ๘๗๑ ปีมะเส็ง เอกศก ในเพลาราตรีภาค เห็น อากาศนิมิตเป็นอินธนูแต่ทิศหรดี ผ่านมาทิศพายัพ มีพรรณสีขาว อยู่ ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ สมเด็จพระยารามาธิบดีเจ้าเสด็จ สวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๓๘ ปี

สมเด็จพระอาทิตยวงศ์เจ้าเสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม ชื่อสมเด็จพระบรมราชาหน่อพุทธางกูร

ศักราช ๘๗๕ ปีระกา เบญจศก สมเด็จพระบรมราชาเสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๕ ปี สมเด็จพระราชกุมารท่านได้เสวยราชสมบัติ

ศักราช ๘๗๖ ปีจอ ฉศก สมเด็จพระราชกุมารท่านถึงแก่พิราลัย สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้าได้ราชสมบัติ

ศักราช ๘๘๐ ปีขาล สัมฤทธิศก แรกให้พูนดินวัดชีเชียง ถึงเดือน ๑๑ เสด็จไปเชียงกรายเชียงกราน ถึงเดือน ๔ ขึ้น ๙ ค่ำเพลาประมาณยามหนึ่ง เกิดลมพายุพัดหนัก คอเรืออ้อมแก้วแสนเมืองมานั้นหัก เรือไตรแก้วนั้นหักแตก อนึ่งเมื่อเสด็จมาแต่กำแพงเพชรนั้น พระยานารายณ์เป็นกบฎ ให้คุมพระยานารายณ์ฆ่าเสียในเมืองกำแพงเพชร

ศักราช ๘๘๗ ปีระกา สัปตศก ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๗ สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า เสด็จไปเมืองเชียงใหม่ ให้พระยาพิษณุโลกเป็นแม่ทัพ ยกพลออกตั้งทัพชัย ตำบลบางบาล วันเสาร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ จึ่งยกทัพหลวงจากที่ทัพขัยไปถึงเมืองกำแพงเพชร วันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ ยกทัพไปตั้งเมือง เชียงทอง แล้วยกไปถึงเชียงใหม่ ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๙ เสด็จยกพยุหยาตราทัพหลวงกลับคืนยังพระนครศรี อยุธยา อยู่ ณ วันพุธ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๓ เกิดเพลิงไหม้ในพระนครแต่ท่ากลาโหมลงไปถึงพระราชวังท้ายตลาดยอด ลมหอบเอาลูกเพลิงไปตกลงตะแลงแกง ไหม้ลามลงไปต้องป่าตองโรงครามฉะไกร ๓ วันจึงดับ มีบาญชีเรือนศาลากุฎีพระวิหารไหม้ ๑๐๐,๐๕๐ เรือน

ศักราช ๘๘๘ ปีจอ อัฐศก ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่ สมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า เสด็จยกพยุหยาตราทัพไป เมืองเชียงใหม่ ดำรัสให้พระยาพิษณุโลกถือพล ๒๐,๐๐๐ เป็นกอง หน้า เสด็จยกพยุหแสนยากรรอนแรมไปโดยระยะทาง ๑๒ เวน ถึง เมืองกำแพงเพชร เสด็จประทับแรมอยู่ ๑๕ เวน ครั้น ณ วัน พฤหัสบดี ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๓ เสด็จตั้งทัพชัย ถึง ณ วันเสาร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๓ จึ่งยกทัพหลวงเสด็จจากที่นั้น ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๔ ได้เมืองลำพูนชัย ถึง ณ วันจันทร์ ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๔ ได้เมืองเชียงใหม่ ณ วันศุกร์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๔บังเกิดอุบาทว์นิมิต เห็นโลหิตตกอยู่ ณ ประตูบ้านและเรือนชนทั้งปวงในเมืองนอกเมือง ทุกตำบล ครั้น ณ วันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ เสด็จยกพยุหยาตราทัพหลวงจากเมืองเชียงใหม่จะมายังพระนครศรีอยุธยา

ศักราช ๘๘๙ ปีกุน นพศก เสด็จสวรรคต ณ มัชฌิมวิถีประเทศ มุขมนตรีเชิญพระบรมศพเข้าพระนครศรีอยุธยา สมเด็จ พระไชยราชาธิราชเจ้าเสด็จอยู่ในศิริราชมไหศวรรย์ ๑๔ พระวษา มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ พระราชโอรสผู้พี่ทรงพระนามชื่อพระยอดฟ้า พระชนม์ได้ ๑๑ พระวษา พระโอรสผู้น้องทรงพระ นามชื่อพระศรีสิน พระชนม์ได้ ๕ พระวษา ครั้นถวายพระเพลิงพระไชยราชาเสร็จแล้ว ฝ่ายพระเทียรราชาราช ซึ่งเป็นเชื้อ พระวงศ์สมเด็จพระไชยราชานั้น จึ่งดำริว่า ครั้นกูจะอยู่ในฆราวาสบัดนี้เห็นภัยจะบังเกิดมีเป็นมั่นคง ไม่เห็นสิ่งใดที่จะเป็นที่พึ่งได้ เห็นแต่พระพุทธศาสนาและผ้ากาสาวพัตร์ อันเป็นธงชัยแห่งพระอรหันต์ จะเป็นที่พำนักพ้นภัยอุปัทวันตราย ครั้นดำริแล้วก็ออกไปอุปสมบทเป็นภิกษุภาวะอยู่ ณ (วัด) ราชประดิษฐาน

ฝ่ายพระสมณพราหมณาจารย์ มุขมนตรี กวีราช นัก ปราชญ์บัณฑิต โหรา ราชครูสโมสร พร้อมกัน ประชุมเชิญพระยอดฟ้า พระชนม์ได้ ๑๑ พระวษา เสด็จผ่านพิภพถวัลยราชประเพณี สืบสุริยวงศ์อยุธยาต่อไป และนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ผู้เป็นสมเด็จพระชนนีช่วยทำนุบำรุง ประคองราชการแผ่นดิน ใน ปีนั้นแผ่นดินไหว

ครั้นศักราช ๘๙๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ณ วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ สมเด็จพระยอดฟ้าเสด็จออกสนาม พร้อมด้วยมุข อำมาตย์มนตรีเฝ้าพระบาทยุคลเป็นอันมาก ดำรัสสั่งให้เอาช้างบำรูงากัน บังเกิดทุจริตนิมิต งาช้างพระยาไฟนั้นหักเป็น ๓ ท่อน ครั้น เพลาค่ำ ช้างต้นพระฉัตทันต์ไหลร้องเป็นเสียงคนร้องไห้ ประการ หนึ่งประตูไพชยนต์ร้องเป็นอุบาทว์ ครั้นอยู่มานางพระยาแม่อยู่หัว ศรีสุดาจันทร์เสด็จไปประพาสเล่น ณ พระที่นั่งพิมานรัตยา หอพระข้างหน้า ทอดพระเนตรเห็นพันบุตรศรีเทพผู้เฝ้าหอพระ ก็มีความเสน่หารักใคร่พันบุตรศรีเทพ จึ่งสั่งสาวใช้ให้เอาเมี่ยงหมากห่อผ้าเช็ดหน้าไปพระราชทานพันบุตรศรีเทพ พันบุตรศรีเทพรับแล้วก็รู้อัชฌาสัยว่านางพระยามีพระทัยยินดีรักใคร่ พันบุตรศรีเทพจึ่งเอาดอกจำปาส่งให้สาวใช้เอาไปถวายแก่นางพระยา นางพระยาก็ยิ่ง มีความกำหนัดในพันบุตรศรีเทพเป็นอันมาก จึ่งมีพระเสาวนีย์ สั่งพระยาราชภักดีว่า พันบุตรศรีเทพเป็นข้าหลวงเดิม ให้เอามา เป็นขุนชินราช รักษาหอพระข้างใน ให้ไปเปลี่ยนขุนชินราชออกไป เป็นพันบุตรศรีเทพ แล้วรักษาหอพระข้างหน้า ครั้นพันบุตศรีเทพ เป็นขุนชินราชเข้าไปอยู่รักษาหอพระข้างใน แล้วนางพระยาก็ลอบลักสมัครสังวาสกับด้วยขุนชินราชมาช้านาน แล้วดำริเอาราชสมบัติให้สิทธิแก่ขุนชินราช จึ่งตรัสสั่งพระยาราชภักดีว่า ให้ตั้งขุน ชินราชเป็นขุนวรวงศาธิราช ให้ปลูกจวนอยู่ริมศาลาสารบาญชีให้พิจารณาเลกสังกัดสมพล หวังจะให้กำลังมากขึ้น แล้วให้เอา เตียงที่อันเป็นอาสน์ไปตั้งไว้ข้างหน้า สำหรับขุนวงวงศาธิราชนั่ง เพื่อจะให้ขุนนางทั้งปวงอ่อนน้อมยำเกรง แล้วนางพระยาสั่งให้ปลูกจวนให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการ ณ ประตูดินริมต้นหมัน อยู่ มาพระยามหาเสนาพบพระยาราชภักดี จึ่งพูดว่า เมื่อแผ่นดินเป็น ทรยศฉะนี้ เราจะคิดประการใด ครั้นรุ่งขึ้นนางพระยารู้ว่า พระยามหาเสนาพูดกันกับพระยาราชภักดี จึ่งสั่งให้หาพระยามหา เสนาเข้ามาเฝ้าที่ประตูดิน ครั้นเพลาค่ำพระยามหาเสนากลับออกไป มีผู้แทงพระยามหาเสนาล้มลง เมื่อจะใกล้สิ้นใจพระยามหาเสนาจึ่งว่า เมื่อเราเป็นดังนี้ แล้วผู้อยู่ภายหลังจะเป็นประการใดเล่า ขณะนั้นนางพระยาแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์มีครรภ์ด้วยขุน วรวงศาธิราช จึ่งมีพระเสาวนีย์ตรัสปรึกษาด้วยมุขนตรีทั้งปวงว่า พระยอดฟ้าโอรสเรายังเยาว์นัก สาละวนแต่จะเล่นจะว่าราชกิจ การแผ่นดินนั้นเห็นเหลือสติปัญญานัก อนึ่งหัวเมืองฝ่ายเหนือเล่า ก็ยังมิปรกติ จะไว้ใจแก่ราชการมิได้ เราคิดจะให้ขุนวรวงศาธิราชว่าราชการแผ่นดิน จนกว่าพระราชบุตรเราจะเจริญขึ้น จะเห็น ประการใด มุขมนตรีรู้อัชฌาสัยก็ทูลว่า ซึ่งตรัสโปรดมานี้ควรอยู่ แล้ว นางพระยาจึ่งมีพระเสาวนีย์ตรัสสั่งปลัดวัง ให้เอาราชยาน และเครื่องสูงแตรสังข์ กับขัตติยวงศ์ออกไปรับขุนวรวงศาธิราช เข้ามาในพระราชนิเวศมนเทียรสถาน แล้วตั้งพระราชพิธีราชาภิเษกขุนวรวงศาธิราช ขึ้นเป็นเจ้าพิภพกรุงเทพทวารวดีศรีอยุธยา จึ่ง เอานายจันทร์ผู้น้องขุนวรวงศาธิราช บ้านอยู่มหาโลกนั้น เป็นมหาอุปราช แล้วขุนวรวงศาธิราชผู้เป็นเจ้าแผ่นดินตรัสปรึกษากับ นางพระยาว่า บัดนี้ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยรักเราบ้างชังบ้าง หัว เมืองเหนือทั้งปวงก็ยังกระด้างกระเดื่องอยู่ เราจำจะให้หาลงมา ผลัดเปลี่ยนเสียใหม่ จึ่งจะจงรักภักดีต่อเรา นางพระยาก็เห็นด้วย ครั้นรุ่งขึ้นเสด็จออกขุนนาง สั่งสมุหนายกให้มีตราไปหาเมืองเหนือ ๗ เมืองลงมา

ครั้นศักราช ๘๙๑ ปีกุน เอกศก วันอาทิตย์ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ขุนวรวงศาธิราชเจ้าแผ่นดินกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ ให้ เอาพระยอดฟ้าไปประหารชีวิตเสีย ณ วัดโคกพระยา แต่พระศรีสินน้องชาย พระชนม์ได้ ๗ พระวษานั้น เลี้ยงไว้ สมเด็จพระยอดฟ้า อยู่ในราชสมบัติ ๑ ปีกับ ๒ เดือน

ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพเชื้อพระวงศ์ กับขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศ บ้านลานตากฟ้า ๔ คนไว้ใจกันเข้าใน ที่ลับ แล้วปรึกษากันว่า เมื่อแผ่นดินทรยศดังนี้ เราจะละไว้ดูไม่ ควร จำจะกุมเอาขุนวรวงศาธิราชประหารชีวิตเสีย ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศจึ่งว่า ถ้าเราทำได้สำเร็จแล้ว จะ เห็นผู้ใดเล่าที่จะปกครองประชาราษฎรสืบไป ขุนพิเรนทรเทพจึ่งว่า เห็นแต่พระเทียรราชาที่บวชอยู่นี้จะเป็นเจ้าแผ่นดินได้ ขุนอินทร เทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศจึ่งว่า ถ้าฉะนั้นเราจะไปเฝ้า พระเทียรราชา ปรึกษาให้เธอรู้จะทำด้วยกัน แล้วขุนอินทรเทพ ขุนพิเรนทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศพากันไปยังวัดราชประดิษฐาน เข้าไปเฝ้าพระเทียรราชาถวายนมัสการ จึ่งแจ้งความว่า ทุกวันนี้แผ่นดินเกิดทรยศ ข้าพเจ้าทั้ง ๔ คนนี้ คิดจะจับขุน วรวงศาธิราชฆ่าเสีย แล้วเชิญพระองค์ลาผนวชขึ้นครองศิริราช สมบัติ จะเห็นประการใด พระเทียรราชราชาก็เห็นด้วย

ฝ่ายขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศ จึ่งว่า เราคิดการทั้งนี้เป็นการใหญ่หลวงนัก จำจะไปอธิษฐานเสี่ยงเทียน จำเพาะพระพักตร์พระพุทธปฏิมากรเจ้า ขอเอาพระพุทธคุณเป็นที่พำนักให้ประจักษ์แจ้ง ว่าพระเทียรราชาประกอบด้วยบุญบารมีจะ เป็นที่ศาสนูถัมภก ปกป้องอาณาประชาราษฎรได้หรือมิได้ประการใดจะได้แจ้ง พระเทียรราชาก็เห็นด้วยขุนพิเรนทรเทพจึ่งว่า เราคิดการใหญ่หลวงถึงเพียงนี้ อนึ่งก็ได้เตรียมการไว้พร้อมแล้วถ้าเสี่ยงเทียนมิสมดั่งเจตนา จะมิเสียชัยสวัสดิมงคลไปหรือ ถ้าไม่ เสี่ยงเทียน ตก(ลง) จะไม่ทำหรือประการใด ว่าแล้วต่างคนต่างก็ไป ครั้นค่ำลงวันนั้น ฝ่ายขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวง ศรียศ พระเทียรราชาก็ชวนกันฟั่นเทียน ๒ เล่ม ขี้ผึ้งหนักเท่า กัน ด้ายไส้นั้นนับเส้นเท่ากัน เล่มเทียนสั้นยาวเสมอกัน แล้ว พากันไป ณ อุโบสถวัดป่าแก้ว

ฝ่ายพระเทียรราชากราบถวายบังคมนมัสการ พระพุทธปฏิมากรเจ้าโดยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วจึ่งทำเสี่ยงวจีสัจจาธิษฐานว่า ปางเมื่อพระบรมไตรโลกนาถเจ้า เสด็จยังสถิตเที่ยวโปรดสัตว์อยู่ยัง โลกอันมีความวิมุติให้สันดานบริสุทธิ์สิ้นสงสัยด้วยพระญาณสัพพัญญู ครั้นพระพุทธองค์เสด็จเข้าสู่พระมหาปรินิพพาน ก็ยังทรงพระมหากรุณาประดิษฐานพระเจดีย์ทั้ง ๕ พระปฏิมากร มหาโพธิ์ พระ สถูป พระชินธาตุ พระไตรปิฎก ไว้สนองพระพุทธองค์เป็นที่พึ่งสัตว์โลกอันเกิดมาภายหลัง เป็นความสัตย์แห่งข้าพระพุทธเจ้าฉะนี้ ประการหนึ่งข้าพระพุทธเจ้าคิดจะใคร่ได้ราชสมบัติครั้งนี้ ด้วยโดย กิจจิตจะใคร่เป็นใหญ่ ได้จัดแจงราชกิจจานุกิจให้สถิตอยู่ในยุติธรรม จะได้เป็นที่พึ่งที่พำนักในนิกรราชบรรพสัตว์ ให้มีสุข สมบูรณ์ ตามโบราณราชประเพณี แห่งความสัตย์แห่งข้าพระพุทธเจ้า ฉะนี้ถ้วนเคารพสอง และยังมีความสงสัยอยู่ จักสมลุดั่งมโนรถแล หรือ หรือมิสมลุประการใดมิได้แจ้ง ข้าพระพุทธเจ้าขอพระบวร คุณานุภาพพระมหาเจดียฐานเจ้าทั้ง ๕ มีพระพุทธปฏิมากรเจ้าเป็น อาทิ อันพระพุทธองค์ทรงประดิษฐานไว้ต่างพระองค์ วจีสัจจาธิษฐานทั้งสองสัตย์แห่งข้าพระพุทธเจ้า จงเป็นที่พำนักตัดความสงสัย ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำสัตย์เสี่ยงเทียนของข้าพระองค์เล่มหนึ่ง ของขุนวรวงศาธิราชเล่มหนึ่ง ถ้าข้าพระองค์จะสมลุมโนรถ ความปรารถนา ด้วยบุญญาธิการโบราณและปัจจุบันกรรม ควรจะ ได้มหาเศวตฉัตรสกลรัฎฐาธิปไตย อันจะได้ (ระงับ) ทุรยศยุคเข็ญ เป็นจลาจลแห่งสมณพราหมณ์เสนาบดี ไพร่ฟ้าประชาราษฎรได้ ความเดือดร้อน และได้เป็นมหาอัครทานทายก อุปถัมภกพระบวรพุทธศาสนาในวราชัยสวรรยาสืบไป ขอให้เทียนขุนวรวงศาธิราช ดับก่อน ถ้ามิสมลุดังมโนรภความปรารถนาแล้ว ขอให้เทียนข้า พระองค์ดับก่อนขอพระบวรคุณานุภาพ และความสัตย์ทั้งสองแห่งข้าพระพุทธเจ้า จงมาตัดความสงสัยให้ปรากฎตามเสี่ยงวจีสัจจาธิษฐาน อันข้าพระพุทธเจ้าจงอุทิศเทียนสองเล่มนี้เป็นพุทธสักการ บูชา และเสี่ยงกระทำด้วยสัตย์เคารพนี้เถิด

ครั้นอธิษฐานเสร็จแล้ว ก็จุดเทียนทั้งสองเล่มนั้นเข้า ฝ่าย ขุนพิเรนทรเทพ ไปเห็นเทียนขุนวรวงศาธิราชยาวกว่าเทียน (ของ) พระเทียรราชก็โกรธ จึ่งว่าห้ามมิให้ทำสิขืนทำเล่า ก็คายเอาชานหมากดิบทิ้งไป จะได้ตั้งใจทิ้งเอาเทียนขุนวรวงศาธิราชนั้นหามิได้ เป็นศุภนิมิตเหตุพอทิ้งไปต้องเทียนขุนวรวงศาธิราชดับลง คน ทั้ง ๕ ก็บังเกิดโสมนัสยินดียิ่งนัก ขณะนั้นมีพระสงฆ์องค์หนึ่งครองไตรจีวรครบ ถือตาลปัตรเดินเข้าไปในพระอุโบสถ ให้พรว่า ท่านทั้งนี้จะได้สำเร็จมโนรถความปรารถนาแท้ ทั้ง ๕ คนก็ นมัสการรับพร พระสงฆ์นั้นกลับออกมาก็หายไปต่างคนต่างก็กลับมายังที่อยู่ ครั้นประมาณ ๑๕ วัน กรมการเมืองลพบุรีบอก ลงมาว่า ช้างพลายสูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว หูหางสรรพต้องลักษณะ ติดโขลง สมุหนายกกราบทูล ตรัสว่า เราจะขึ้นไปจับอยู่อีก ๒ วัน จะเสด็จแล้วสั่งให้มีตราขึ้นไปให้กรมการจับเสียเถิด ครั้นอยู่มา ประมาณ ๗ วัน โขลงชักปกเถื่อนเข้ามาทางวัดแม่นางปลื้ม เข้า เพนียดวัดซอง สมุหนายกกราบทูล ตรัสว่า พรุ่งนี้เราจะไปจับครั้นเพลาค่ำ ขุนพิเรนทรเทพจึ่งสั่งหมื่นราชเสน่หานอกราชการ ใหออกไปคอยทำร้ายมหาอุปราชาอยู่ที่ท่าเสือ สั่งแล้วพอพระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกลงมาถึง ขุนพิเรนทรเทพ จึ่งให้ไปบอกโดยความลับ พระยาพิชัย พระยาสวรรคโลกก็ดีใจ ไปซุ่มอยู่ที่คลองบางปลาหมอกับขุนพิเรนทรเทพ หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หาใน ราชการ ขี่เรือคนละลำ พลพายมีสาตราอาวุธครบมือ ฝ่ายหมื่นราชเสน่หานอกราชการ ถือปืนไปแอบคอยอยู่ ทำอาการดุจหนึ่ง ทนายเลือก ครั้นเห็นมหาอุปราชาขี่ช้างจะไปเพนียด หมื่นราช เสน่หา ก็ยิงถูกมหาอุปราชาตกช้างตาย ครั้นเช้าตรู่ขุนวรวงศาธิราชกับแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์ และราชบุตรีซึ่งเกิดด้วยกัน ทั้งพระศรีสิน ก็ลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกันมาตรงคลองสระบัว ขุนอินทร เทพก็ตามประจำมา

ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพ พระยาพิชัย พระยาสวรรคโลก หลวงศรียศ หมื่นราชเสน่หาในราชการ ครั้นเรือพระที่นั่งขึ้นมา ก็พร้อมกันออกสกัด ขุนวรวงศาธิราชร้องไปว่า เรือผู้ใดตรงเข้า มา ขุนพิเรนทรเทพ ร้องตอบไปว่า กูจะมาเขาชีวิตเอ็งทั้งสอง

ฝ่ายขุนอินทรเทพ ก็เร่งให้พายรีบกระหนาบเรือพระที่นั่งขึ้นมา แล้วช่วยกันกลุ้มรุมจับขุนวรวงศาธิราชกับแม่อยู่หัวศรีสุดา จันทร์และบุตรซึ่งเกิดด้วยนั้นฆ่าเสีย แล้วให้เอาศพไปเสียบประจานไว้ ณ วัดแร้ง แต่พระศรีสินนั้นเอาไว้ ขุนวรวงศาธิราช อยู่ในราชสมบัติ ๕ เดือนขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ กับขุนนางทั้งปวงกลับเข้ามารักษาพระราชวัง

ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพจึ่งให้หลวงราชนิกูล พระรักษมนเทียร และเจ้าพนักงานทั้งปวง เอาเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ไปยัง วัดราชประดิษฐาน อัญเชิญพระเทียรราชาให้ปริวรรตลาผนวช แล้วเชิญเสด็จลงเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์ อลงการประดับด้วยเครื่องสูงมยุรฉัตร พัดโบก จามรมาศ ดาดาษด้วยเรือดั้งกัน แห่เป็นขนัดแน่นโดยชลมารควิถี เสด็จถึงประทับฉนวนน้ำ แล้วเชิญเสด็จเข้าสู่ พระราชวัง ครั้นได้มหาหุติวารศุภฤกษ์พิชัยฤทธิ์ จึ่งประชุม สมเด็จพระสังฆราช พระราชาคณะคามวาสีอรัญวาสี มุขมาตยามน ตรี กวีโหราราชครู หมู่พราหมณ์ปุโรหิตาจารย์ ก็โอมอ่านอิศวรเวทวิษณุมนต์ พร้อมทั้งพุทธจักรอาณาจักร มอบเครื่องเบญจราชกกุธ ภัณฑ์ ถวายอภิเษโกทกมุรธารา ปราบดาภิเษกถวัลยราชประเพณีสืบสุริยวงศ์กษัตริย์ ดำรงแผ่นดินพิภพมณฑลเสมาอาณาจักรกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศมหาสถานสืบไป ทรงพระนามสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า

ฝ่ายขุนพิเรนทรเทพ จึงพาเอาตัวพระศรีสินไปถวายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ทรงพระมหากรุณาการุญภาพเลี้ยงพระศรีสินไว้ ครั้นรุ่งขึ้นจึงเสด็จออกจากหมู่มุขมนตรีทั้งปวงพร้อมแล้ว ตรัสปรึกษาความชอบขุนพิเรนทรเทพ ขุนอินทรเทพ หมื่นราชเสน่หา หลวงศรียศ บ้านลานตากฟ้า ๔ คนนี้เป็นปฐม คิด และพระหลวงขุนหมื่นหัวเมืองทั้งปวงเป็นช่วยราชการ พระ มหาราชครูทั้ง ๔ เชิญพระธรรมนูญหอหลวงมาปรึกษาความชอบ เอาบำเหน็จ ครั้นมหาเสนาบดีรับพระอินทราชาเข้ามาแต่เมืองสุพรรณบุรีเข้าพระราชวัง ได้เอาเปรียบในบำเหน็จนั้น พระ ราชทานลูกพระสนมองค์หนึ่ง เจียดทองคู่หนึ่ง พานทองคู่หนึ่ง เต้าน้ำทอง กระบี่กั้นหยั่น และเสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว เอาคำ ปรึกษากราบบังคมทูล ทรงพระดำรัสว่าน้อยนัก คน ๔ คนนี้เอาชีวิตและโคตรแลกความชอบไว้ในแผ่นดิน แล้วตรัสว่า ขุน พิเรนทรเทพนี้เล่า บิดาเป็นพระราชวงศ์พระวรวงศ์* มารดาไซร้ เป็นพระราชวงศแห่งสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้า ขุนพิเรนทรเทพ ปฐมคิด เอาเป็นสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ให้รับพระ ราชบัณฑูรครองเมืองพระพิษณุโลก จึ่งตรัสเรียกสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอพระสวัสดิราช ถวายพระนามชื่อพระวิสุทธิกษัตรี เป็น ตำแหน่งพระอัครมเหสีเมืองพิษณุโลก เครื่องราชูปโภค ให้ตำแหน่งศักดิ์ฝ่ายพลเรือน เรือชัยพื้นแดงพื้นดำคู่หนึ่ง และเครื่องกุกุธภัณฑ์ให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าทรงขึ้นไป เอาขุนอินทรเทพ เป็นเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช พระราชทานลูกพระสนมองค์หนึ่ง เจียดทองคู่หนึ่ง พานทองคู่หนึ่ง เต้าน้ำทองคู่หนึ่ง กระบี่กั้นหยั่น เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว เครื่องสูง เอาหลวงศรียศเป็นเจ้าพระยา มหาเสนาบดี เอาหมื่นราชเสน่หาเป็นเจ้าพระยามหาเทพ พระ ราชทานลูกพระสนมองค์หนึ่ง และเครื่องสูง เครื่องทอง เสลี่ยงงา เสลี่ยงกลีบบัว เจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยามหาเทพ เหมือน กันกับเจ้าพระยาธรรมโศกราช หมื่นราชเสน่หานอกราชการ ที่ยิง มหาอุปราชตกช้างตายนั้น ปูนบำเหน็จให้เป็น เจ้าพระยาภักดีนุชิตเจียดทองซ้ายขวา กระบี่บั้งทอง เต้าน้ำทอง พระราชทานลูกพระสนมเป็นภรรยา ฝ่ายพระยาพิชัย พระยาพิษณุโลกนั้น พระราชทาน บำเหน็จโปรดให้เป็นเจ้าพระยาพิชัย เจ้าพระยาสวรรคโลก พระราชทานเจียดทองซ้ายขวา กระบี่บั้งทอง เต้าน้ำทอง พระหลวงขุนหมื่นนอกนั้น พระราชทานบำเหน็จความชอบโดยอนุกรมลำดับ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำรัสหารือตำรับสาบาน ไว้ว่า กษัตริย์พระองค์ใดได้ครองพิภพภายหน้า อย่าให้กระทำแก่ญาติพี่น้องพวกพ้องพงศ์สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า และเจ้าพระยาศรีธรรมโศกราช เจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยา มหาเทพ ให้โลหิตไหลตกในแผ่นดิน ถ้ากษัตริย์พระองค์ใดมิได้ กระทำตามเราสาบานไว้ อย่าให้กษัตริย์พระองค์นั้นคงอยู่ใน เศวตฉัตร ครั้งนั้นได้ช้างเผือกตัวหนึ่ง

ขณะเมื่อแผ่นดินพระนครศรีอยุธยาเป็นทุรยศ ก็ปรากฏขึ้นไปถึงกรุงหงสาวดี สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแจ้งประพฤติเหตุไป ว่า สมเด็จพระไชยราชาธิราช เจ้าแผ่นดินพระนครศรีอยุธยา สวรรคตแล้ว เสนาบดียกพระยอดฟ้าราชกุมาร พระชนม์ ๑๑ ขวบ ขึ้นครองราชสมบัติ แม่เจ้าอยู่หัวศรีสุดาจันทร์ มารดาพระยอดฟ้ากระทำทุราจาร สามัคคีรสสังวาสด้วยขุนชินราช ให้ฆ่าพระยอดฟ้าเสีย ยกขุนชินราชขึ้นผ่านพิภพกรุงทวาราวดีศรีอยุธยา เสนาพฤฒามาตย์มีความพิโรธเคืองแค้น คิดกันฆ่าขุนชินราชและแม่อยู่หัวศรีสุดาจันทร์เสีย แผ่นดินเป็นจลาจล สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงพระราชดำริว่า ถ้าพระนครศีรอยุธยาเป็นดังนี้จริงเห็นว่าหัวเมืองขอบขัณฑเสมาและเสนาพฤฒา มาตย์ทั้งปวง จะกระด้างกระเดื่องมิปรกติ ถ้ายกกองทัพรุดไปโจมตีเอา เห็นจะได้พระนครศรีอยุธยาโดยง่าย ทรงพระดำริแล้วก็ตรัสให้จัดพลทหาร รบ ๓๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๓,๐๐๐ เศษ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จยกทัพรุดรีบมา โดยทางด่านพระเจดีย์สามองค์ ตีเมืองกาญจนบุรี จับได้กรมการ ถามให้การว่า พระนครเป็นจลาจลก็จริง แต่บัดนี้พระเทียรราชาได้ครองราชสมบัติ เสนาพฤฒามาตย์และหัวเมืองทั้งปวงเป็นปรกติพร้อมมูลอยู่แล้ว สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่าได้ล่วงเกินมาแล้ว จะกลับเสียนั้นดูไม่มีเกียรติยศเลย จำจะเข้าไปเหยียบให้ถึงชานเมือง พอเห็น พระนครแล้วจะกลับ ประหนึ่งจะได้เห็นฝีมือทหารกรุงศรีอยุธยา ผู้ใดจะออกมารับทัพเราบ้าง ตรัสแล้วก็ยกไปตีเมืองสุพรรณบุรี แล้วเดินตัดทุ่งเข้าท้ายป่าโมก ข้ามพลเข้าไปตั้งค่ายหลวงตำบลลุมพลี ณ วันอังคาร ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช ๘๙๒ ปีขาล โทศก ขณะนั้นมีหนังสือเมืองสุพรรณบุรี บอกราชการเข้าไปถึงกรุง พอทัพพระเจ้าหงสาวดีก็ถึงทุ่งลุมพลีพร้อมกัน สมเด็จพระ มหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าตกพระทัย ตรัสให้เร่งพลนอกเมืองในเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เป็นโกลาหล สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตั้งอยู่ลุมพลี ๓ วัน พอทอดพระเนตรดูกำแพงพระนครศรีอยุธยาและปราสาทราชมนเทียรแล้ว ก็เลิกทัพกลับไปกรุงหงสาวดีโดยทางมา

ขณะเมื่อพระเจ้าหงสาวดียกทัพมานั้น ฝ่ายพระยาละแวก รู้ว่า พระนครศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินใหม่ ก็ยกทัพรีบมาถึงเมืองปราจีนบุรี ตีจับได้คนถามให้การว่า พระเทียรราชาครองราชสมบัติเสนาบดีพร้อมมูลอยู่ พระยาละแวกก็มิอาจยกเข้ามา กวาดแต่ครัวอพยพชาวปราจีนบุรี แล้วกลับไปเมืองละแวกครั้นพระเจ้าหงสาวดียกกลับไปแล้ว สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดแค้นแก่พระยาละแวกว่า กรุงหงสาวดีดูหมิ่นแล้ว เมืองเขมรมาดูหมิ่นด้วยเล่า ถ้าราชการฝ่ายหงสาวดีสงบลงเมื่อไร เรา จะแก้แค้นให้จงได้ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ซ่อมแซมกำแพง พระนครซึ่งชำรุดปรักหักพังให้รอบคอบ แล้วให้สถาปนาที่ตำหนัก วังเป็นพระอุโบสถ และสร้างพระวิหารอารามให้นามชื่อวัดวังชัย เจ้าอธิการให้ชื่อพระนิกรม แล้วตรัสว่า เมื่อเราอุปสมบทนั้น บิณฑบาตขึ้นไปป่าโทน ป่าถ่าน ขึ้นไปจนถึงป่าชมพู อากรซึ่งขึ้นสรรพากรเป็นหลวงนั้น ให้เถรเณรไปขอเป็นกัปปิยจังหันเถิด

ศักราช ๘๙๓ ปีเถาะ ตรีศก เดือน ๘ ขึ้น ๒ ค่ำ ทำการพระราชพิธีปฐมกรรม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช เจ้าที่ตำบลท่าแดง พระกรรมวาจาเป็นพระพฤฒิบาศ พระพิเชษฐ เป็นหัสดาจารย์ พระอินโทรเป็นธรรมการ

ศักราช ๘๙๔ ปีมะโรง จัตวาศก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ฟังข่าวราชการเมืองหงสาวดีสงบอยู่ ก็ตรัสเตรียมทัพ (ณ) เพนียด ๕๐,๐๐๐ ให้เกณฑ์หัวเมืองปักษ์ใต้เป็น ทัพเรือ ให้พระยาเยาว์เป็นแม่ทัพพระศรีโชฎึกเป็นกองหน้า

ศุภมัสดุ จุลศักราช ๑๑๕๗ ปีเถาะ สัปตศก สมเด็จบรมธรรมิกมหาราชาธิราชเจ้าอยู่หัว ผู้ผ่านถวัลยราช ณ กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา เถลิงพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ทรงชำระพระราชพงศาวดาร ตั้งแต่ พระรามาธิบดีสร้างศรีอยุธยา ลำดับกษัตริย์ลงมา ๑๑ องค์ ถึงพระไชยราชา จนจับขุนวรวงศา แม่ศรีสุดาจันทร์ฆ่าเสีย แล้วหงสาวดียกทัพมาถึง แล้วกลับคืนไป พระมหาจักรพรรดิให้เตรียมกองทัพไปเมืองละแวก

ถึงวันอาทิตย์ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๒ เพลาเช้า ๒ โมง ๓ บาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จ (ยก) กองทัพหลวงไปโดยทาง ปัตบองถึงเมืองละแวก ฝ่ายทัพเรือไปปากน้ำพุทไธมาศ เข้าคลอง เชิงกระชุม และกองหน้าตั้งห่างเมือง ๑๐ เส้น ทัพหลวงตั้งไกลเมือง ๑๕๐ เส้น ฝ่ายพระยาละแวกเห็นจะป้อง (กัน) เมือง ไว้มิได้ จึ่งให้มีศุภอักษรแต่งเสนาบดีถือมากราบถวายบังคมสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ในลักษณะนั้นว่า ข้าพระองค์ผู้ครองเมืองกัมพูชาธิบดี ขอถวายบังคมมาแทบพระบาทบงกชมาศ สมเด็จ พระนั่งเกล้าพระองค์ผู้ทรงอิศวรภาพ เป็นปิ่นกรุงเทพทวาราวดี ศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานี บุรีรมยอุดมพระราชมหาสถาน ด้วยข้าพระองค์เป็นคนโมหจริตมิได้คิดเกรงพระเดชเดชานุภาพ และยกทัพเข้าไปกวาดเอาชาวปราจีนบุรี อันเป็นข้าขอบขัณฑเสมากรุงเทพพระมหานครมานั้น ผิดหนักหนาอยู่แล้ว ขอสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ได้โปรดอดโทษานุโทษแก่ข้าพระองค์เถิด อย่าเพิ่งยกพยุหโยธาเข้าหักเอาเมืองก่อนเลย งด (ไว้) ๓ วัน ข้าพระองค์จะแต่งเครื่องราชบรรณาการออกไปถวาย ขอเป็น ข้าพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าฯ ไปตราบเท่ากัลปาวสาน

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็ทรงพระการุญภาพแก่พระยาละแวก ตรัสกำหนดนายทัพนายกอง ให้งดการ ซึ่งจะเข้าหักเมืองโดยศุภอักษรพระยาละแวก ครั้นถ้วนกำหนด ๓ วัน พระยาละแวกนำเครื่องราชบรรณาการกับนักพระสุโท นักพระสุทัน อันเป็นราชบุตรออกมาเฝ้า ทูลเกล้าทูลกระหม่อม ถวายเป็นข้าพระบาท สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็สิ้นความพิโรธ จึ่งตรัสแก่พระยาละแวกว่า ท่านจงรักษาแผ่นดิน กรุงกัมพูชาธิบดี โดยยุติธรรมราชประเพณีสืบมาแต่ในกาลก่อนนั้น เถิด แล้วพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า นักพระสุโทนักพระสุทันนี้ เราจะ ขอไปเลี้ยงเป็นโอรส พระยาละแวกมิอาจที่จะขัดได้ ก็โดยบัญชา พระเจ้าอยู่หัว แล้วพระยาละแวกก็ถวายบังคมลาเข้าไปเมือง จัด แจงเครื่องราชูปโภคชายหญิงให้แก่ราชบุตร แล้วก็พามาถวายกราบทูลฝาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ท่านอย่าวิตกเลย อัน บุตรท่านทั้งสองนี้เหมือนโอรสแห่งเรา พระยาละแวกมีความยินดีนัก ให้เสนาบดีไปต้อนครัวอพยพชาวปราจีนบุรีมาส่งยังค่ายหลวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จยกกองทัพกลับมายังกรุงพระนคร ศรีอยุธยา จึ่งทรงพระกรุณาให้นักพระสุทันขึ้นไปครองเมืองสวรรคโลก

ศักราช ๘๙๕ ปีมะเส็ง เบญจศก ครั้งนั้นพระเจ้าอยู่หัว ให้แปลงเรือแซเป็นเรือชัย และเรือศรีษะสัตว์ต่าง ๆ

ศักราช ๘๙๖ ปีมะเมีย ฉศก เดือน ๘ ทำการพระ ราชพิธีมัธยม สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ตำบลชัยนาทบุรี

ศักราช ๘๙๗ ปีมะแม สัปตศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปวังช้างตำบลบางละมุง ได้ช้างพลายพัง ๖๐ ช้าง อนึ่งใน เดือน ๑๒ นั้น ได้ช้างเผือกพลาย ตำบลกาญจนบุรี สูง ๔ ศอก เศษ ชื่อพระคเชนทโรดม ครั้งนั้นมีข่าวมาว่า เมืองละแวกเสียแก่ญวน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแจ้งว่า นักพระสัตถายกมารบเมืองละแวก เสียบิดานักพระสุโท พระสุทันแก่ญวนแล้ว จำจะให้ ออกไปกำจัดเอาเมืองคืน ทรงพระกรุณาตรัสแก่มุขมนตรีว่าจะออกไปเมืองละแวกครั้งนี้ จะเห็นใครเป็นแม่ทัพออกไป มุขมนตรีปรึกษาพร้อมกันกราบทูลว่า เห็นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอบุตรบุญธรรมที่ไปครองเมืองสวรรคโลกออกไป จะได้เอาใจชาวละแวก จึ่งมีพระราชกำหนดให้หาพระองค์สวรรคโลกลงมาเฝ้า สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า จะให้เจ้าเป็นแม่ทัพออกไป พระองค์สวรรคโลกกราบทูลว่า พระชันษาร้ายถึงฆาต สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวตรัสว่า มุขมนตรีปรึกษาพร้อมกันแล้ว ประการหนึ่งกรุง กัมพูชาธิบดีก็เป็นของเจ้าอยู่จำจะไป

ศักราช ๘๙๘ ปีวอก อัฐศก เดือน ๑๒ พระองค์สวรรค โลกเป็นแม่กอง ถือพล ๓๐,๐๐๐ พระมหามนตรีถืออาชญาสิทธิ์ พระมหาเทพถือวัวเกวียน ฝ่ายทัพเรือพระยาเยาว์เป็นนายกอง ครั้งนั้นลมขัด ทัพเรือมิทันทัพบก ทัพบกใกล้ถึงเมืองละแวก พระยารามลักษณ์ซึ่งเกณฑ์เข้ากองทัพบกนั้นเข้าบุกทัพกลางคืน ทัพญวนแต่งรับเป็นสามารถ และทัพพระยารามลักษณ์แตกมาปะทะ ทัพใหญ่ ครั้งนั้นเสียพระองค์สวรรคโลกกับคอช้าง เสียช้างม้า รี้พลเป็นอันมาก

ศักราช ๘๙๙ ปีระกา นพศก วันอาทิตย์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๕ เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวัง อนึ่งในเดือน ๓ นั้น ทำ การพระราชพิธี (อา) จาริยาภิเษก และกระทำพระราชพิธีอินทราภิเษกในพระราชวัง อนึ่งในเดือน ๕ นั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าพระราชทานสัตดกมหาทาน และให้ช้างเผือกมีกรองเชิงเงิน ๔ เท้าช้าง เป็นเงิน ๑,๖๐๐ ชั่ง ราชรถ ๗ เล่มเทียมด้วยม้า มีนางสำหรับรถเสมอรถละ ๗ นาง อนึ่งได้ ช้างพลายพัง ๖๐ ช้าง

ศักราช ๙๐๐ ปีจอ สัมฤทธิศก เสด็จไปวังช้างตำบลแสนตอ ได้ช้างพลายพัง ๔๐ ช้าง

ศักราช ๙๐๒ ปีชวด โทศก เสด็จไปวังช้างตำบลวัดกะได ได้ช้างพลายพัง ๕๐ ช้าง

ศักราช ๙๐๔ ปีขาล จัตวาศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปวังช้างตำบลไทรย้อย ได้ช้างพลายพัง ๗๐ ช้าง

ลุศักราช ๙๐๕ ปีเถาะ เบญจศก สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ทรงพระดำริว่า ครั้งก่อนเรายกทัพรุดไปพระนครศรีอยุธยา พล แต่ ๓๐,๐๐๐ ล่วงเข้าตั้งถึงชานเมืองตำบลลุมพลี หามีผู้ใดมาปะทะมือไม่ แต่หากทว่าพลน้อย จะทำการช้าวันมิถนัด ครั้งนี้จะยก ทัพไปให้มาก ๑๐ เท่า ก็เห็นจะได้พระนครศรีอยุธยา สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีทรงพระดำริแล้ว เกณฑ์พล ๓๐ หมื่น ช้างเครื่อง ๗๐๐ ม้า ๓,๐๐๐ ให้พระมหาอุปราชาเป็นกองหน้า พระเจ้าแปร เป็นเกียกกาย พระยาพสิมเป็นกองหลัง

ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๓ เพลาอุษาโยค สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ทรงเครื่องศิริราชปิลันธนาลังกาภรณ์ บวรมหาสังวาลเนาวรัตนสะพักพระอังสาอลงกตอังคาพยพอย่างอัครราชรามัญวิสัย สำหรับมหาพิชัยรณรงค์เสร็จ เสด็จทรงช้างพระที่นั่งพลายมงคลปราบทวีปเป็นราชพาหนะ ประดับเครื่อง คเชนทราลังกาภรณ์ บวรมหาสารวิภูษิต พร้อมด้วยเสนางคนิกร พิริยโยธาหาญ พลดาบดั้งดาบเขนเป็นขนัดแน่น แสนเสโล โตมรมาศ ทวนทอง เป็นทิวแถวดาษดา ดูมโหฬารเลิศพันลึกอธึกด้วยธวัธธงฉานธงชัย รุจิตไพโรจน์อัมพรวิถีเดียรดาษด้วยทัพ ท้าวพระยารามัญราชรายเรียงเป็นระยะ โดยกระบวนพยุหยาตรา หน้าหลังทั้งปวงพร้อมเสร็จ ได้เพลามหาศุภฤกษ์ โหราธิบดีลั่น ฆ้องชัย เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์กังสดาลดนตรีศัพท์ฆ้อง กลองก้องสนั่นนฤนาท ดำเนินธงคลาพยุหโยธาทัพออกจากกรุง หงสาวดี รอนแรมมา ๗ วัน ข้ามแม่น้ำเมาะตะมะเดินทัพโดยทางสะมิ

ขณะนั้นมีหนังสือบอกมาแต่เมืองกาญจนบุรีเข้ามาว่า ชาวด่านไปถีบด่านถึงตำบลจอยยะได้เนื้อความว่า สมเด็จพระเจ้า หงสาวดียกมาข้ามพ้นเมืองเมาะตะมะถึง ๗ วัน จึ่งสิ้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ราชาธิราชเจ้า ตรัสให้เทครัวเมืองตรีจัตวา และแขวงจังหวัดเข้าพระนคร แล้วมีพระราชกำหนดขึ้นไปถึงเมือง พิษณุโลกว่า ถ้าศึกหงสาวดีมาติดพระนครศรีอยุธยา เมื่อใดให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาเอาทัพเมืองเหนือทั้งปวงเป็นทัพขนาบ แล้วตรัสให้พระยาจักรีออกตั้งค่ายลุมพลี พล ๑๕,๐๐๐ ล้วนใส่เสื้อแดงหมวกแดง

ฝ่ายมหานาคบวชอยู่วัดภูเขาทอง สึกออกตั้งค่ายกันทัพ เรือ ตั้งค่ายแต่วัดภูเขาทองลงมาจนวัดป่าพลู พรรคพวกสมกำลัง ญาติโยมทาสชายทาสหญิงของมหานาค ช่วยกันขุดคูนอกค่ายกันทัพเรือ จึ่งเรียกว่าคลองมหานาค เจ้าพระยามหาเสนาถือพล ๑๐,๐๐๐ ออกตั้งค่ายบ้านดอกไม้ป้อมท้องนาหันตรา พลใส่เสื้อ เขียวหมวกเขียว พระยาพระคลังถือพล ๑๐,๐๐๐ ตั้งป้อมท้ายคูพลให้ใส่เสื้อเหลืองหมวกเหลือง พระสุนทรสงครามถือพล ๑๐,๐๐๐ ตั้งค่ายป้อมจำปา พลใส่เสื้อดำหมวกดำ และบรรดาการพระนคร นั้นก็ตกแต่งป้องกันเป็นสามารถ

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ยกทัพข้ามกาญจนบุรี ถึงพระ นครศรีอยุธยา ณ วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๔ ตั้งค่ายหลวงตำบล กุ่มดอง ทัพพระมหาอุปราชาตั้งค่ายตำบลเพนียด ทัพพระเจ้าแปรตั้งค่ายตำบลบ้านใหม่มะขามหย่อง ทัพพระยาพสิมตั้งค่าย ตำบลทุ่งประเชด

ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๔ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า จะเสด็จยกพยุหโยธาทวยหาญ ออกไปดูกำลังข้าศึก ณ ทุ่งภูเขาทอง จึ่งทรงเครื่องราชอลังการยุทธเสด็จทรงช้างต้นพลายแก้วจักรรัตน์ สูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้ว เป็นพระคชาธาร ประดับคชาลังกาภรณ์เครื่องมั่น มีกลางช้างและควาญ พระสุริโยทัยผู้เป็นอัคราชมเหสี ประดับองค์เป็นพระยามหาอุปราชทรงเครื่องสำหรับราชรณรงค์ เสด็จทรงช้างพลายทรงสุริยกษัตริย์ สูง ๖ ศอก เป็นพระคชาธาร ประดับคชาภรณ์เครื่องมั่นเสร็จ มี กลางช้างและควาญ พระรามเมศวรทรงเครื่องศิริราชปิลันธนา วราภรณ์สำหรับพิชัยยุทธสงครามเสร็จ เสด็จ (ทรง) ช้างต้น พลายมงคลจักรพาฬะ สูง ๕ ศอกคืบ ๑๐ นิ้ว ประดับคชาภรณ์ เครื่องมั่น มีควาญและกลางช้าง พระมหินทราธิราชทรงราช วิภูษณาลังกาภรณ์สำหรับพระมหาพิชัยยุทธรณรงค์ เสด็จทรงช้าง ต้นพลายพิมานจักรพรรดิ สูง ๕ ศอกคืบ ๘ นิ้ว ประดับกุญชร อลงกตเครื่องมั่น มีกลางช้างและควาญ ครั้นได้มหาศุภวารฤกษ์ ราชดิถี พระโหราลั่นฆ้องชัย ประโคมอุโฆษแตรสังข์อึงอินทเภรี สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็ยาตราพระคชาธาร พระอัครมเหสีและพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์โดยเสด็จ เหล่าคชพยุหดั้งกันแทรกแซงค่ายค้ำพังคาโคตรแล้น มีทหารประจำขี่กรกุมปืนปลายขอประจำคอทุกตัวสารควาญประจำท้าย ล้อมเป็นกันกง โดยขนัด แล้วถึงหมู่พยุหแสนยากรโยธาหาญเดินเท้าถือดาบดั้ง เสโล โตมร หอกใหญ่ หอกคู่ ธงทวน ธนู ปืนนกสับคับคั่งซ้ายขวาหน้าหลัง โดยกระบวนคชพยุหสงคราม เสียงเท้าพลและ ช้างสะเทือนดังพระสุธาดลจะทรุด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า เสด็จยืนพระคชาธารประมวลคนและคชพยุหโดยกระบวนตั้งอยู่โคกพระยา

ฝ่ายกองตระเวนรามัญเห็นดังนั้น ก็เข้าไปกราบทูลพระเจ้าหงสาวดีโดยได้เห็นทุกประการ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ชะรอยจะเป็นทัพพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ยกออกมาจะกระทำคชพยุหสงครามกับเรา พระองค์ตรัสให้ยกพลหลวงออก จากค่ายตั้งกระบวน สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงเกราะเครื่องพิชัยยุทธ ย่อมทับถมด้วยวิชาสาตราเวทคาถา แล้วสอดพระมหา สุวรรณสังวาลประดับเพชรพื้นถม สรรพคุณเวทคาถาต่าง ๆ ทรง พระมหามาลาลงเลขยันต์กันสรรพสาตราวุธภยันตราย สำหรับราชรณรงค์ยุทธเสร็จ เสด็จทรงช้างต้นพลายมงคลปราบทวีป สูง ๗ ศอก เป็นพระคชาธาร ประดับคชาภรณ์เครื่องมั่น มีกลางและ ควาญ เครื่องสูงสำหรับรณรงค์แห่โดยขนัด มีหมู่ทหารถือดาบดั้ง ๑๐,๐๐๐ ล้อมพระคชาธาร พระเจ้าแปรอลังการเครื่องพิชัยยุทธ ทรงช้างต้นพลายเทวนาคพินาย สูง ๖ ศอกคืบ ๗ นิ้ว เป็นพระ คชาธาร ประดับคชาภรณ์เครื่องมั่น มีควาญและกลางช้าง ยก เป็นกองหน้า มีทหารดาบสองมือ ๑,๕๐๐ ล้อมพระคชาธาร ช้าง ท้าวพระยารามัญคับคั่งตั้งโดยกระบวนกันกงเป็นขนัด เหล่าพยุห โยธาเดินเท้าถือสรรพสาตราดาษดาโดยกระบวน สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ยกพยุหโยธาทวยหาญ ออกตั้งยังท้องทุ่งตรงหน้าทัพสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ห่างกันประมาณ ๑๐๐ เส้น เสด็จยืนพระคชาธารคอยฤกษ์ จึ่งตรัสให้พลม้ารำทวน ชักชิงกลองกันไป ให้เท้าเริงหน้าทัพ ฝ่ายพลเครื่องเล่น เต้นรำร้องเฮฮาเป็นโกลาหล ฝ่ายพลดาบดั้ง ดาบสองมือ ก็รำล่อเลี้ยว กันไปมา ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทอดพระเนตรดูบน อากาศ เห็นพระอาทิตย์แจ่มดวงหมดเมฆหมอกแล้วคชิฌราชบิน นำหน้าทัพ ครั้นเห็นศุภนิมิตราชฤกษ์ดังนั้น ก็ให้ลั่นฆ้องชัย อุโฆษแตรสังข์อึงอินทเภรีขึ้นพร้อมกัน ก็ตรัสให้ขับพลเข้าโจมทัพ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิดำรัสให้แยกพลเป็นปีกกา พลโยธาทั้งสองฝ่าย บ้างแห่โห่โกลาหล เข้าปะทะประจันตีแย้งยุทธ ยิงปืนระดมศัสตราธุมาการตลบไป ทั้งอากาศ พลทั้งสองฝ่ายบ้างตายบ้างลำบาก กลิ้งกลาดเกลื่อน ท้องทุ่งเป็นอันมาก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชก็ขับพระคชาธารเข้าชนช้างกองหน้าพระเจ้าหง สาวดี พระคชาธารเสียทีให้หลังข้าศึกเอาไว้ไม่อยู่ พระเจ้าแปรได้ท้ายข้าศึก ดังนั้นก็ขับ พระคชาธารตามไล่ช้างพระมหาจักรพรรดิ พระสุริโยทัยเห็นพระ ราชสามีเสียทีไม่พ้นมือข้าศึก ทรงพระกตัญญูภาพ ก็ขับพระ คชาธารพลายทรงพระสุริยกษัตริย์สะอึกออกรับ พระคชาธาร พระเจ้าแปรได้ล่างแบกถนัด พระคชาธารพระสุริโยทัยขาดกระทั่งถึงราวพระถันประเทศ พระรามเมศวรกับพระมหินทราธิราชก็ขับ พระคชาธารถลันจะเข้าแก้พระราชมารดาไม่ทันที พอพระชนนี สิ้นพระชนม์กับคอช้าง พระพี่น้องทั้งสองพระองค์ถอยรอรับข้าศึก กันพระศพสมเด็จพระราชมารดาเข้าพระนครได้ โยธาชาวพระนคร แตกพ่ายข้าศึก รี้พลตายเป็นอันมาก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า จึงให้เชิญพระศพพระสุริโยทัย ผู้เป็นพระอัครมเหสีมาไว้ตำบลสวนหลวง ครั้นรุ่งขึ้นพระมหาอุปราชาแต่งพลเข้าตีค่ายพระสุนทรสงคราม พระสุนทรสงครามต่อรบข้าศึกเป็นสามารถ แต่เพลาเช้าจนพลบค่ำ ข้าศึกหนุนแน่นเข้าหักค่ายพระ สุนทรสงครามแตก เสียค่ายป้อมจำปา พลตายลำบากมาก รุ่งขึ้นสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงช้างต้นพลายกามกวมสูง ๗ ศอก ตัวทาแดง เสด็จยกพลมาทุ่งลุมพลี ให้ทหารเดินเท้าแซงตามทิวไม้ สองฟากทุ่ง เสด็จยืนช้างที่นั่ง ชี้พระหัตถ์ให้ทหารม้า ๕๐๐ เข้า ยั่วหน้าค่ายพระยาจักรี พระยาจักรีก็ขับทหารออกรบ ฝ่ายนาย ทหารหงสาวดีซึ่งซุ่มแซงสองชายทุ่งนั้น เห็นได้ทีก็ยกออกโจมตีโอบหลังไปเป็นทัพขนาบจนใกล้ค่าย ทหารก็ดาไล่ตะลุมบอนฆ่า ฟันทหารพระยาจักรีล้มตายเป็นอันมาก พระยาจักรีและทหารทั้ง ปวงเสียที ก็ล่าทัพเข้าพระนคร ครั้นได้ค่ายพระยาจักรีแล้วสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จกลับเข้ายังค่ายหลวง ทหารม้าที่ได้ศรีษะชาวพระนครไปประมาณ ๔ ส่วน ที่มิได้ศีรษะประมาณส่วนหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสให้ปลูกร้านขึ้น แต่งเครื่อง มัจฉะมังสาสุราบานให้รับพระราชทาน ที่ไม่ได้ศีรษะนั้นให้นั่ง รับพระราชทานใต้ถุนร้าน ให้ทหารซึ่งรับพระราชทานบนร้านนั้น ราดน้ำล้างลงมือลงมา ครบ ๓ วัน ให้พ้นโทษ

ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าตรัสแก่มุขมนตรีว่า ทหารหงสาวดียังกำลังกล้ารื่นเริงอยู่ ทั้งเสบียงอาหารก็ยัง ไม่ขัดสน จำจะรักษามั่นหน่วงไว้คิดการเดือน คอยทัพเมืองพระพิษณุโลกซึ่งจะลงมาขนาบนั้นด้วย แล้วจะคิดเอาปืนใหญ่ล้างค่าย หนทำลายความคิดให้อ่อนลง จะค่อยคิดการเอาชัยชำนะเมื่อภายหลังเห็นจะได้โดยง่าย มุขมนตรีทั้งหลายก็เห็นด้วย จึ่งให้เชิญปืน นารายณ์สังหารลงสำเภาฉ้อขึ้นไปทางบ้านป้อม แต่งทัพปกป้อง กันสองฝั่งมากขึ้นไปถึงขนอนปากคู ทหารทัดมาตั้งกองร้อยคอยเหตุอยู่ ก็เอาข่าวไปกราบทูลแก่สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีว่า ชาวพระนครฉ้อสำเภาขึ้นมา มีแม่ทัพปกป้องกันสองฝั่งมาก เห็นทีจะบรรทุกปืนใหญ่ขึ้นมาหลังค่าย ทูลยังมิขาดคำ ชาวพระนครยิงปืนนารายณ์สังหารไป กระสุนตกลงในค่ายใกล้พลับพลาสมเด็จ พระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีให้เอา กระสุนปืนมา (บวง) สรวงพลีแล้ว ให้เลิกไปตั้งค่ายหลวง ณ พุทเลาอยู่ ๓ วัน สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จทรงช้างพระที่นั่งกระโจมทอง ยกพลหลวงออกจากค่ายข้ามโพธิ์สามต้นมาตามทุ่งเพนียด เสด็จยืนช้าง ณ วัดสามพิหาร ตรัสให้มหาอุปราชาต้อนพลเข้าหักพระนครจึงให้พระยาราม ให้เอาปืนนารายณ์สังหารลงใส่สำเภาไม้รักแม่นางไอขึ้นไปยิงค่ายสมเด็จพระเจ้า หงสาวดี ปืนถีบท้ายสำเภาจมลง กระสุนปืนขึ้นไปถูกกิ่งพระมหาโพธิ์ ๓ กำเศษ ขาดตกลงใกล้ช้าง พระที่นั่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีประมาณ ๓ วา ขณะนั้นชาวป้อมมหาชัยก็ยิงปืนใหญ่ระดมมาต้องพลหงสาวดีตายมาก จะปล้นเอา พระนครก็ไม่ได้ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จกลับยังพลับพลา

ฝ่ายสมเด็จพระธรรมราชาแจ้งข่าวขึ้นไปว่า กองทัพสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมาติดพระนครกรุงศรีอยุธยา ก็เกณฑ์ทัพ เมืองพระพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิตร เป็นคน ๕๐,๐๐๐ ลงมาถึงเมืองชัยนาทบุรี ตั้งค่ายมั่นสอง ฝั่งฟาก แต่งกองร้อยลงมาสืบถึงแขวงสิงหบุรี พอพบสมิงจคร้าน สมิงมะลุม คุมทัพ ๓,๐๐๐ ไปลาดหาเสบียง กองร้อยชาวพระพิษณุโลกเห็นรามัญมากกว่าก็วิ่งหนี พวกรามัญเอาม้าไสสะพักจับ ได้ ๒ คน คุมตัวมาถวาย สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสถามนายมั่น ปืนยาว นายคง หนวด ให้การกราบทูลว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชผู้ครองเมืองพระพิษณุโลกแจ้งขึ้นไปว่า ทัพกรุงหงสาวดี มาตีพระนครศรีอยุธยา จึ่งยกพลเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิตร เป็นคน ๕๐,๐๐๐ ลงมาช่วยตีกระหนาบ บัดนี้มาตั้งอยู่ชัยนาทบุรี แต่งให้พันโจมจตุรงค์ พันยงใจหาญคุมข้าพเจ้าคน ๑๐๐ มาสืบทัพ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแจ้งดังนั้นแย้มโอษฐ์แล้วตรัสว่า อ้าย ๒ คนนี้ให้โกนศีรษะเสีย ปล่อยขึ้นไปให้ทูลพระมหาธรรมราชาว่า ซึ่งจะลงมาเป็นทัพกระ หนาบนั้น เราคอยอยู่ ถ้ามิลงมา ให้มั่นไว้ เราจะขึ้นไปหา สมิงจคร้านรับสั่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็เอาตัว นายมั่น ปืนยาว นายคง หนวด ไปโกนศรีษะ แล้วก็คุมขึ้นไปปล่อยถึงแขวงสิงหบุรี นายมั่น นายคง ก็ขึ้นไปถึงชัยนาท ให้ขุนนางนำ เฝ้ากราบทูลเนื้อความซึ่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีสั่งมานั้นให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระมหาธรรมราชาตรัสถามว่า เอ็งเข้าไปถึง สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีนั้น เห็นรี้พลประมาณเท่าไร นายมั่น ปืนยาว นายคง หนวด กราบทูลว่า ข้าพเจ้ามิได้เที่ยว เห็นแต่ วงค่ายหลวงนั้นพอเต็มทุ่งพุทเลา สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึ่ง ตรัสแก่มุขมนตรีว่า ซึ่งสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสสั่งมาทั้งนี้เห็น จะจริงหรือ มุขมนตรีทั้งปวงกราบทูลว่า สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ลิ้นดำองค์นี้ ได้ยินเล่าลือกันว่า ตรัสสิ่งใดเป็นสัตย์จริง สมเด็จ พระมหาธรรมราชาตรัสว่า อันการสงครามจะฟังเอาเป็นสัตย์จริงนั้นยากนัก เกลือกเกรงเรากระหนาบ และหากสำทับไว้จะเลิกไปโดย ทางมา จำจะแต่งทัพลงไปตั้งรอไว้ดูที แล้วตรัสให้ทัพพระยาสวรรคโลก พระยาสุโขทัย ๒ ทัพ คน ๒๐,๐๐๐ ยกลงไปเมืองอินทบุรี

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสให้ไปสั่งมหาอุปราชา ให้ตีค่ายทุ่งหันตราเสีย จะได้คิดการบัญชีเมือง รุ่งขึ้น ณ วันอังคาร แรม ๓ ค่ำ เดือน ๔ เพลาเช้าตรู่ พระมหาอุปราชาก็ยกพลทหาร ไปตีค่ายเจ้าพระยามหาเสนา เจ้าพระยามหาเสนา นายทัพนายกองต่อสู้เป็นสามารถ ข้าศึกหักเอามิได้ พระมหาอุปราชาโกรธ เสด็จ ยืนช้างตรงหน้าค่ายห่างประมาณ ๓ เส้น ให้ประกาศแก่นายทัพ นายกองว่า มิได้ค่ายเพลานี้ ตัดศีรษะเสียบเสีย นายทัพนายกองกลัว ก็ต้อนพลทหารดาบดั้งหนุนแน่นกันเข้าไปฟันค่ายหักเอาได้ เจ้าพระยามหาเสนา นายทัพนายกอง ไพร่พลแตก ก็ลาดลงคลองข้ามไปฟากวัดมะเหยงคณ์ คนที่ป่วยเจ็บล้มตายในน้ำก็มาก พระมหาอุปราชาก็ยกกองทัพกลับไปค่าย จึ่งเสด็จไปเฝ้าพระเจ้าหง สาวดี กราบทูลซึ่งมีชัยได้ค่ายให้ทราบทุกประการ ขณะนั้นไพร่พลในกองทัพขัดเสบียง แต่งกองทัพออกลาดหาก็มิได้ ที่ได้บ้างซื้อขายแก่กันเป็นทะนานละเฟื้อง ท้าวพระยาพระหลวงหัวเมือง เอาเนื้อความกราบทูลสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีตรัสปรึกษาดูความคิดท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงว่า เสบียง อาหารสิขัดสนอยู่แล้ว ๆ ก็จวนเทศกาลฟ้าฝน จะทำการช้ามิได้ จำจะเลิกทัพกลับไปแต่ทว่าจะไปทางใดดี ท้าวพระยามุขมนตรีปรึกษากราบทูลว่า ถ้าจะเสด็จไปทางเมืองกำแพงเพชรออกด่านแม่ละเมาเล่า กองทัพฝ่ายเหนือก็มาตั้งมั่นรับอยู่ ณ เมืองชัยนาท เกลือกราชการติดพันช้าไป ไพร่พลจะขัดสนโดยเสบียงอาหาร เห็นจะเสียท่วงที แม้นเสด็จไปทางกาญจนบุรีแรกมาเห็นสะดวก สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ซึ่งจะกลับไปทางกาญจนบุรีนั้น เห็นจะขัดสนอีก ด้วยเหตุว่ากองทัพเรายกเหยียบเมืองมา เสบียงอาหารยับเยินสิ้นอยู่แล้ว ประการหนึ่งได้สั่งไปถึงพระมหาธรรม ราชาว่า ให้ลงมา ถ้ามิมา เราจะขึ้นไปตี และพระมหาธรรม ราชามิลงมานั้น ดีร้ายจะตั้งมั่นรับผ่อนเสบียงอาหารลงมาไว้มาก เห็นสมคะเน อยู่แล้ว ทำไมแก่ทัพพระมหาธรรมราชาเท่านั้น เพลาเดียวก็จะแตก จะได้เสบียงอาหารพอไพร่พลเราไม่ขัดสน ท้าว พระยานายทัพนายกองก็บังคมทูลว่า ทรงพระราชดำริครั้งนี้ (ดี) หาที่สุดมิได้ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ซึ่งเราจะล่าทัพไปครั้งนี้ จะต้องตีทั้งหน้าทั้งหลัง ด้วยเหตุว่า ทัพพระมหาอุปราชา มาตั้งอยู่ชัยนาทบุรี เห็นจะรู้ถึงสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิจะดีพระทัยว่า ทัพพระราชบุตรเขยมาตั้งสกัดกระหนาบอยู่แล้ว ดีร้ายจะแต่งทัพตัดท้ายพลเราเป็นมั่นคง เราจำจะคิดเอาชัยชำนะทั้งหน้าทั้งหลังให้ได้ ตรัสแล้วมีพระราชกำหนดให้ทัพพระยาพสิม ทัพพระยาละเคิ่ง ทัพพระยาสะเรียง ทัพพระยาตองอู ทัพพระยาจิตตอง ๕ ทัพ ทัพละ ๓๐,๐๐๐ เป็น คน ๑๕ หมื่น ให้พระเจ้าแปรเป็นแม่กองยกไปหน้า ถ้าพบทัพพระมหาธรรมราชาตั้งรับแห่งใดตำบลใด ให้ตีจงแตกแต่ในเพลา เดียว ถ้าล่วงราตรีไปจะเอาศีรษะนายทัพนายกองเสียบแทนเชลย และให้ทัพพระมหาอุปราชารั้งท้าย ถ้ามีทัพพระนครศรีอยุธยาตาม ให้คิดทัพล่อทัพซุ่มหุ้มจับเอาตัวนายทัพนายกองให้ได้เป็น คนหนึ่งสองคน ถ้ามิทำได้ดังนี้จะเอาพระมหาอุปราชาเป็นโทษถึงสิ้นชีวิต และนายทัพนายกองจัดแจงให้พร้อม อีก ๓ วันจะเลิก ทัพจากพระนครศรีอยุธยา

ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าแจ้งว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชายกกองทัพเมืองพิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองพิจิตร คน ๕๐,๐๐๐ มาตั้ง (เมือง) ชัยนาทบุรี ทัพหน้าหลังมาตั้งเมืองอินทบุรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัยนัก ก็ตรัสแก่มุขมนตรีว่า ถ้าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีรู้ว่า ทัพพระมหาธรรมราชายกมา เห็นไม่อยู่ช้า ดีร้ายจะเลิกไป ถ้า ไปทางเหนือสมคะเนเรา จะได้กระทบหน้าหลังซ้ำเติมถนัด เกลือก จะหลีกไปทางสุพรรณบุรี กาญจนบุรี จะสลักซ้ำเติมไม่เต็มที่ พระ สุนทรสงครามกราบทูลว่า อันสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีประกอบด้วยกำลัง ๓ ประการ คือ ปัญญาความคิด ๑ รี้พลมาก ๑ มีทหาร กล้า ๑ เห็นไม่ไปทางสุพรรณบุรี กาญจนบุรี ด้วยเหตุว่าเป็นต้นทางมา เสบียงอาหารยับเยินสิ้นอยู่แล้ว เห็นจะเดินทางเหนือ หมายตีเอาเสบียงอาหารในกองทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชานั้นอีก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เห็นด้วย จึ่งตรัสว่า ถ้าดังนั้นพระสุนทร สงครามสิเป็นเจ้าเมืองสุพรรณบุรี จัดเจนป่าทาง ให้คุมทัพ ๕,๐๐๐ ลอบออกไปเพลาค่ำพรุ่งนี้ ให้ตั้งซุ่มสลักคอยโจมตีทัพพระเจ้า หงสาวดีให้ได้บำเหน็จมือมา ถ้ามิได้สลักสำคัญมา จะเอาตัวเป็นโทษ พระสุนทรสงครามก็โดยพระราชบัญชาถวายทัณฑ์บนไว้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึ่งตรัสว่า ถ้าพระเจ้าหงสาวดีเลิกทัพไปทางเหนือดุจคำพระสุนทรสงครามว่านั้น ผู้ใดจะไปตาม จึ่งพระเจ้า ลูกเธอพระรามเมศวร พระมหินทราธิราชกราบทูลว่า ข้าพเจ้าทั้งสองขอยกตามตีทัพพระเจ้าหงสาวดีให้ได้บำเหน็จมือ สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวก็บัญชาตาม

ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๔ เพลาสองยาม ถึงกำหนด พระเจ้าแปรและพระยาพสิม พระยาละเคิ่ง พระยาสะเรี่ยง พระยาตองอู พระยาจิตตอง ก็เลิกทัพเดินเป็นกองหน้า ทัพหลวง สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ เดินเป็นอันดับ และทัพพระ มหาอุปราชาก็เดินเป็นกองหลัง พระมหาอุปราชาแต่งม้า ๕๐๐ ให้ อยู่รั้งท้ายคอยเหตุ ถ้าเห็นทัพตามประมาณ ๑,๐๐๐ ให้ม้าไปบอกม้าหนึ่ง ถ้าพลประมาณ ๒,๐๐๐ ให้ไปบอก ๒ ม้า ถ้าพลประมาณ ๓,๐๐๐, ๔,๐๐๐, ๕,๐๐๐ ก็ให้ไปบอก ๓, ๔, ๕ ม้า เอาไปเป็นกำหนด ฝ่ายทัพ(หน้า) นำเดินข้ามคลองบางแก้วไปตามทิวทุ่งลำแม่ น้ำใหญ่เพื่อรี้พลช้างม้ามากจะได้อาศัยน้ำ ครั้นเพลาเช้าชาวพระนครรู้ว่าทัพสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเลิกไป มุขมนตรีก็เอากิจจากราบ ทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดีมิได้ยกไปทางเมืองกาญจนบุรี ไปทางแม่น้ำใหญ่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์คุมทัพ ๑๐,๐๐๐ ยกตาม จึงพระรามเมศวร พระมหินทราธิราชปรึกษากันว่า ซึ่งทัพล่าไปในใน วันหนึ่งสองวันเห็นจะระวังนัก จะคิดกองทัพรับเราเป็นสามารถ อันจะให้รีบจู่โจมเข้าตีนั้น เห็นจะเอาชัยชำนะยาก คอยสะกด ตามไปวันหนึ่งสองวัน ให้ประมาทลงก่อน ประการหนึ่งจะได้จวนกระทบทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชา พะวังเป็น ๒ ฝ่าย เรา จึ่งเข้าโจมตีเห็นจะได้ชัยชำนะโดยง่าย ครั้นปรึกษากันแล้ว ก็ยก สะกดตามไปแต่ทางประมาณกึ่งวัน ฝ่ายทัพม้ากองหน้าไปถึงเมือง อินทบุรี เห็นค่ายใหญ่สองค่าย ก็กลับมาแจ้งแก่นายทัพนายกอง พระยาพสิม พระยาละเคิ่ง พระยาสะเรียง พระยาตองอู พระ ยาจิตตอง ดีใจ ต่างคนแต่งตัวขี่ช้างพลายกั้นสัปทนต้อนพลเข้าตี ค่าย ฝ่ายพระเจ้าแปรทรงช้างพลายมณีฉัตร กั้นพระกลดไปยืนให้ทหารเข้าหักค่าย เหล่าทหารหงสาก็เห่โห่ลั่นปืนแกว่งหอกดาบ แข่งกรูเข้าถอนขวากหนาม ปีนป่ายหักค่ายเป็นโกลาหล ทหาร ในค่ายก็วางปืนใหญ่น้อยออกมาต้องพลพม่าล้มตายเป็นอันมากก็ยิ่งหนุนเนื่อง หนักเข้ามาเย่อค่าย จนถึงได้แทงฟันเป็นสามารถพลพม่ามอญก็เข้าค่ายได้ ไล่ตะลุมบอนฆ่าฟันตายเป็นอันมาก ซึ่งเหลือก็หนีกระจัดกระจาย เข้ามากราบทูล สมเด็จพระมหาธรรมราชา โดยซึ่งเสียแก่ข้าศึกนั้นทุกประการ พอผู้ลงไปสอดแนมราชการ ณ กรุงเทพมหานคร กลับขึ้นมาทูลว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดีเลิกขึ้นมาทางเหนือสิ้นแล้ว สมเด็จพระมหาธรรมราชาแจ้งว่า กำลังศึกกล้ามากเหลือกำลังดังนั้น เห็นจะรับมิอยู่ คิดจะหลีกเสียให้พ้นหน้าทัพ ซุ่มอยู่ ณ ป่าผะเนินฟากตะวันออก แล้วจะคอยตามสกัดตี จึ่งตรัสกำหนดให้นายทัพ นายกองเลิกออกจากค่ายให้เป็นหมวดกองกัน นายทัพนายกอง ก็ทำโดยพระราชบัญชาทุกประการ พอกองทัพพระเจ้าแปรยกมา ถึง เห็นค่ายเปล่า ก็ตั้งอยู่ ณ เมืองชัยนาท แล้วก็บอกลงมายัง กองทัพหลวง ขณะเมื่อวันกองหน้าตีค่ายพระยาสวรรคโลก พระยาสุโขทัย ณ เมืองอินทบุรีนั้น พระมหาอุปราชาตรัสปรึกษานายทัพนายกองว่า ทัพเราล้ามาถึง ๒ วัน ๓ วัน ซึ่งทัพพระนครศรีอยุธยา มิได้ตามตีนั้น ชะรอยจะคิดเกรงว่าเราแต่งทัพป้องกันระวัง อยู่มิได้ประมาทจะคอยสะกดรอยตามมา ๒ วัน ๓ วัน ให้เราประมาท ก่อน ประการหนึ่งจะให้ปะทะทัพฝ่ายเหนือซึ่งตั้งอยู่ ณ เมือง ชัยนาท เมืองอินท์ จึ่งจะโจมตีให้เราพะว้าพะวัง เห็นจะคิดดังนี้มั่นคง จำจะซ่อนความคิดชาวพระนครศรีอยุธยา จับเอานายทัพ และไพร่ไปถวายสมเด็จพระราชบิดาเป็นบำเหน็จมือจงได้ ตรัส มิทันขาดคำ เห็นม้าเร็วขึ้นมา ๑๐ ม้า

พระมหาอุปราชาก็แจ้งว่า มีทัพตามมาประมาณ ๑๐,๐๐๐ จึงให้สมิงพัตเบิด สมิงพัตบะคุมทัพ ๕,๐๐๐ ม้า ๒๐๐ ยกไปตั้ง ซุ่มสงบอยู่ตามทิวไม้ฟากทุ่ง กำหนดว่า ถ้าเห็นทัพตามมาอย่าเพ่อ เข้าตีก่อน ให้ล่วงถลำขึ้นมา ต่อได้ยินเสียงปืนรบ จึ่งให้โจมตี ท่อนท้าย จับเอานายทัพนายกองให้จงได้ สมิงพัตเบิด สมิงพัตบะ ก็ยกไปซุ่มอยู่ตามคำนัดรับสั่ง แล้วก็เดินทัพขึ้นไปตั้งอยู่ทางประมาณ ๒๐๐ เส้น

ฝ่ายพระรามเมศวร พระมหินทราธิราช ดำริว่า วันนี้เห็นทัพหงสาวดีจะถึงเมืองอินทบุรีอยู่แล้ว จะได้ตีกับทัพฝ่ายเหนือ อยู่แล้ว ก็รีบเร่งเดินทัพหวังจะโจมตี ขณะนั้นสมิงพัตเบิด สมิงพัตบะเห็นทัพยกมา ก็สงบสังเกตอยู่ เห็นช้างที่นั่งหลังคาทอง ๒ ช้าง ก็แจ้งว่าเป็นนายพล พอได้ยินเสียงปืน ทัพพระมาอุปราชาก็ยก ออกโจมตีตัดเอาตรงช้างที่นั่ง ทัพชาวพระนครไม่ทันรู้ตัวก็แตก ฉาน เหล่ารามัญก็ล้อมจับพระรามเมศวร พระมหินทราธิราช กับมหาดเล็กท้ายช้าง ๒ คน ไปถวายพระมหาอุปราชา พระมหาอุปราชา ก็พาไปถวายพระราชบิดาพร้อมกันกับคนพระเจ้าแปร ซึ่งให้ลงมา ทูลว่า ค่ายเมืองชัยนาทบุรีก็เลิกหนีไปแล้ว สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีดีพระทัย ก็เสด็จไปตั้งประทับแรมอยู่ ณ เมืองชัยนาท จึ่งให้เอาพระรามเมศวร พระมหินทราธิราชเข้ามา แล้วตรัสว่า เจ้าทั้ง สองสิเป็นข้าศึกกับเรา บัดนี้เราจับได้แล้วจะคิดประการใดเล่า พระรามเมศวร พระมหินทราธิราชกราบบังคมทูลว่า ข้าพระองค์นี้ จนอยู่ (แล้ว) จะฆ่าเสียก็จะตาย ถ้าพระองค์โปรดพระราชทานชีวิต ไว้ก็จะรอด สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีได้ทรงฟังก็แย้มพระโอษฐ์ แล้ว ตรัสให้พระมหาอุปราชาเอาพระรามเมศวร พระมหินทราธิราชไป คุมไว้

ฝ่ายนายทัพนายกองซึ่งแตกจากทัพพระรามเมศวร พระ มหินทราธิราช ก็กลับไปพระนคร เอาเหตุกราบทูล สมเด็จพระ มหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าได้แจ้งดังนั้น ก็ตกพระทัยโทมนัสถึงสมเด็จพระราชโอรสทั้งสองพระองค์นัก แล้วแต่งพระราชสาส์นให้พระมหาราชครูปโรหิต ขุนหลวงพระเกษม ขุนหลวงพระไกรศรีถือมาทางเรือขึ้นไปถึงเมืองชัยนาท ท้าวพระยารามัญนำเข้าเฝ้า ทูลถวายพระราชสาส์นแก่พระเจ้าหงสาวดี และในลักษณะนั้นว่า พระราชสาส์นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า พระนครศรี อยุธยา ขอจำเริญทางพระราชไมตรีมายังสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีผู้มีอิศวรภาพใหญ่ยิ่งกว่า ขัตติยราชกษัตริย์สามนต์ในชมพูทวีป ด้วยพระองค์ยกพยุหโยธาทัพมากระทำยุทธนาการกับพระนครศรีอธยุยาเป็นที่สำเริง ราชหฤทัยในบรมกษัตราธิราชโดยโบราณราชประเพณีและเลิกทัพกลับไปโดยปรกติ มิได้แพ้พ่าย ฝ่ายราชโอรสแห่งข้ามิได้รู้ในเชิงพิชัยยุทธ ติดตามมาตีกองทัพ พระองค์จับไว้ได้นั้น โอรสทั้งสองถึงซึ่งอัปราชัยอยู่แล้ว อุปมาดุจสกุณโปดกอันต้องแร้วพเนจรใส่กรงขังไว้ ขอพระองค์อย่าได้มีอาฆาตจองเวรเลย จง ปล่อยโอรสแห่งข้าพระองค์ให้คืนมาพระนคร ก็จะเป็นเกียรติยศ แห่งพระองค์สืบไปตราบเท่ากัลปาวสาน

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีได้แจ้งในลักษณะพระราชสาส์นดังนั้น ก็แย้มพระโอษฐ์ แล้วตรัสกับผู้จำทูลพระราชสาส์นว่า สมเด็จพระเจ้าพี่เราให้มางอนง้อขอพระราชโอรสแล้ว เราอนุญาต ให้ จึ่งดำรัสสั่งพระรามเมศวร พระมหินทราธิราชว่า เจ้าทั้งสองจงไปทูลแก่พระราชบิดาว่า เราขอช้างพลายศรีมงคล ช้างพลาย มงคลทวีป ๒ ช้างไปชมเล่น ณ กรุงหงสาวดี พระรามเมศวร พระ มหินทราธิราชและผู้จำทูลพระราชสาส์น ก็กราบถวายบังคมลา สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมายังพระนครศรีอยุธยา สองพระองค์ก็ กราบทูลพระราชบิดาว่า ซึ่งตามตีกองทัพกลับให้ข้าศึกจับไปได้ให้เสียพระยศพระเกียรติโทษผิดถึงสิ้น ชีวิตอยู่แล้ว ขอพระราชทาน โทษครั้งหนึ่งก่อน สมเด็จพระราชบิดาก็ประทานโทษให้ พระ รามเมศวร พระมหินทราธิราชจึ่งกราบทูลว่า สมเด็จพระเจ้า หงสาวดีสั่งมาขอช้างพลายศรีมงคล ช้างพลายมงคลทวีป ซึ่งชนะงา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช ก็ตรัสปรึกษาด้วยมุขมนตรี ทั้งปวงว่า พระเจ้าหงสาวดีขอช้างพลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป ๒ ช้างนี้ ควรจะให้หรือประการใด ท้าวพระยามุขมนตรีกราบทูล ว่า พระเจ้าหงสาวดีให้พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์คืนมานั้น ก็เป็นทางพระราชไมตรีอยู่ ชอบให้ช้างพลาย ๒ ช้างตอบไปจึ่งจะ ควร สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ก็ตรัสให้กรมช้างคุมรีบขึ้นไปถวายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ณ เมืองชัยนาทบุรี สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสให้พม่ามอญรับไว้ และช้างพลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป เห็นหมอควาญผิดเสียงก็อาละวาดเอาไว้มิอยู่ ไล่ แทงช้างแทงคนวุ่นวายทั้งกองทัพ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า เสียดายเหลือมือพม่ามอญ ให้กรมช้างเอาคืนลงไปเถิด กรมช้าง กราบถวายบังคมลาลงมาพระนครศรีอยุธยา ทูลประพฤติเหตุแก่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทุกประการ ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีให้ จ่ายเสบียงอาหารไพร่พลเสร็จแล้ว ก็เสด็จยกทัพหลวงกลับไปเมือง หงสาวดีโดยทางเมืองกำแพงเพชร ออกด่านแม่ละเมา

ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็เสด็จลงมาเฝ้า กราบทูลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้า ซึ่งได้รบทัพหงสาวดีทุกประการ ครั้นกองทัพพระเจ้าหงสาวดียกไปแล้ว สมเด็จพระ มหาจักรพรรรดิราชาธิราชเจ้า ให้แต่งการพระราชทานเพลิงศพพระสุริโยทัย ซึ่งขาดคอช้างเสร็จแล้ว สมเด็จพระมหารรมราชาก็ ถวายบังคมลากลับขึ้นไปเมืองพระพิษณุโลก

ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าให้สถาปนาที่พระราชทานเพลิงนั้น เป็นพระเจดีย์วิหารสำเร็จแล้ว ให้นามชื่อ วัดศพสวรรค์ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า ไพร่บ้านเมือง ตรีจัตวา ปากใต้ฝ่ายเหนือเข้าพระนครครั้งนี้น้อย หนีออกอยู่ป่า ดงห้วยเขา ต้อนไม่ได้เป็นอันมาก ให้เอาบ้านท่าจีนตั้งเป็นเมือง สาครบุรี ให้เอาบ้านตลาดขวัญตั้งเป็นเมืองนนทบุรี ให้แบ่งเอา แขวงเมืองราชบุรี แขวงเมืองสุพรรณบุรีตั้งเป็นเมืองนครชัยศรีแล้วปรึกษาว่า กำแพงลพบุรี (เมืองนครนายก เมืองสุพรรณบุรี)๓ เมืองนี้ควรจะล้างเสีย หรือจะเอาไว้ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระรามเมศวร พระมหินทราธิราช กับมุขมนตรีพร้อมกันปรึกษากราบทูลว่า จะให้ไปรับทัพหัวเมืองนั้น ถ้ารับได้ก็จะเป็นคุณ ถ้ารับมิได้ ข้าศึกจะอาศัย ให้รื้อกำแพงเสียดีกว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวก็บัญชาตาม แล้วให้ตั้งพิจารณาเลขสังกัดสมพันสกรรจ์ลำ เครื่อง ๒๐๐,๐๐๐ เศษ

ศักราช ๙๐๖ ปีมะโรง ฉศก ฝ่ายพระศรีสิน ผู้น้อง พระยอดฟ้า พระองค์เลี้ยงไว้จนอายุได้ ๑๓ ปี ๑๔ ปี จึ่งออก บวชเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดราชประดิษฐาน พระศรีสินมิได้ตั้งอยู่ ในกตัญญู ซ่องสุมพวกพลคิดกบฏ ครั้นทราบจึ่งดำรัสสั่งเจ้าพระยามหาเสนา ให้เอาตัวพระศรีสินมาพิจารณา ได้ความสัตย์ หา ประหารชีวิตเสียไม่ ให้แต่คุมเอาตัวไว้ ณ วัดทมุขราช* หมื่นจ่ายวดเป็นผู้คุม ครั้นจวนพระวษา ทรงพระมหากรุณาตรัสว่าพระศรีสินซึ่งเป็นโทษคุมไว้นั้น อายุจะได้อุปสมบทเป็นภิกษุภาวะ อยู่แล้ว ให้เอามาอุปสมบท จึ่งทราบว่าพระศรีสินหนีก่อนนั้นถึง๓ วัน ไปซุ่มอยู่ ณ ม่วงมดแดง ทรงพระกรุณาดำรัสให้เจ้าพระยามหาเสนาไปตาม

ฝ่ายพระศรีสินให้ไปขอฤกษ์พระพนรัตน์ป่าแก้ว พระพนรัตน์ป่าแก้วก็ให้ฤกษ์ว่า ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๘ ฤกษ์ ดี ให้ยกเข้ามาเถิด และพระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาพิชัยรณฤทธิ์ หมื่นภักดีสวรรค์ หมื่นไพนรินทร์ ซึ่งเป็นโทษอยู่ ก่อนนั้นจำไว้ในที่สงัด ให้หนังสือออกไปวันแรม ๑๓ ค่ำ ถึงพระศรีสินว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่ตรัสว่า รุ่งขึ้น ๑๔ ค่ำ จะให้เอาข้าพเจ้าทั้ง ๕ คนไปฆ่าเสีย ขอให้พระองค์เข้ามาแต่กลางคืนวันนี้ อย่าให้ทันรุ่ง พระศรีสินก็ยกเข้ามาทางหอรัตนชัย เจ้าพระยามหาเสนารู้ว่าพระศรีสินเข้ามา ก็ตามข้ามท่าคอย พอช้างเผือก ลงอาบน้ำ เจ้าพระยามหาเสนาก็ขี่ช้างเผือกออกมารบพระศรีสินที่ถนนหน้าบางตรา พระศรีสินร้องว่า เจ้าพระยามหาเสนาจะสู้เราหรือ เจ้าพระยามหาเสนาว่า พระราชกำหนดโทษพระองค์ฉันใด โทษข้าพเจ้าดุจฉันนั้นไสช้างเข้าชนกัน พระศรีสินตี ด้วยขอ เจ้าพระยามหาเสนาตกช้างลง พระศรีสินยกเข้าไปทาง ประตูเสาธงชัย เข้าพระราชวังได้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชา ธิราชเจ้าไม่ทันรู้พระองค์ ลงเรือพระที่นั่งหนีขึ้นไป (เกาะ) มหาพราหมณ์ พระศรีสินให้ถอดพระยาเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยาพิชัยรณฤทธิ์ หมื่นภักดีสวรรค์ หมื่นไพนรินทร์ออก ฝ่ายพระรามเมศวร พระมหิน ทราธิราชกับเสนาบดี พร้อมกันเข้ารบพระศรีสิน จนถึงตะลุมบอน ล้มตายเป็นอันมากด้วยกันทั้งสองฝ่าย แต่พระศรี สินนั้นต้องปืนตาย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็เสด็จ คืนเข้าพระราชวัง ครั้นรู้ว่าพระพนรัตน์ป่าแก้วให้ฤกษ์พระศรีสินเป็นแท้ ก็ให้เอาพระพนรัตน์ป่าแก้ว ๑ พระยาเดโช ๑ พระยา ท้ายน้ำ ๑ พระยาพิชัยรณฤทธิ์ ๑ หมื่นภักดีสวรรค์ ๑ หมื่น ไพนรินทร์ ๑ ฆ่าเสีย ไปเสียบไว้ตะแลงแกงกับศพพระศรีสิน ครั้งนั้นเมียน้อยขุนนางโจทย์ว่า ผัวเข้าด้วยพระศรีสิน ถามเป็นสัตย์ ตรัสให้ฆ่าเสียเป็นอันมาก

ศักราช ๙๐๗ ปีมะเส็ง สัปตศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปวังช้างตำบลไทรย้อย ได้ช้างเผือกพลายสูง ๔ ศอก ๑๐ นิ้วช้างหนึ่ง ให้ชื่อพระรัตนากาศ

ลุศักราช ๙๐๘ ปีมะเมีย อัฐศก เสด็จไปวังช้างตำบลป่าเพชรบูรณ์ ได้ช้างเผือกพลายสูง ๔ ศอกเศษ ให้ชื่อพระแก้วทรงบาศ และในเดือน ๑๐ ปีมะเมียนั้น เสด็จไปได้ช้างเผือก ตำบลป่ามหาโพธิ์ ลูกก็เป็นเผือก แม่ก็เป็นเผือก ๒ ช้าง

ศักราช ๙๐๙ ปีมะแม นพศก เสด็จไปได้ช้างป่าทะเลชุบศร เป็นเผือกสูง ๔ ศอก ๕ นิ้ว ช้างหนึ่ง ให้ชื่อพระบรมไกรสร ครั้น ณ เดือนอ้ายปลายปี เสด็จไปได้ช้างเผือกตำบลป่า น้ำทรง สูง ๔ ศอกคืบ ให้ชื่อพระสุริยกุญชร ครั้งนั้นพระนครกรุงศรีอยุธยาไพศาลสมบูรณ์ด้วยมีช้างเผือกถึง ๗ ช้าง เกียรติยศปรากฏไปนานาประเทศทั้งปวง มีกำปั่นลูกค้าเมืองฝรั่งเศส เมืองอังกฤษ เมืองวิลันดา เมืองสุรัต และสำเภาจีนเข้ามาค้าขายเป็น อันมาก สมเด็จพระสังฆราชพระราชาคณะและเสนาพฤฒามาตย์ ราชปโรหิตถวายพระนามพระเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก กิตติศัพท์ลือไปถึงกรุงหงสาวดี ว่า พระนครศรีอยุธยามีช้างเผือกถึง ๗ ช้าง

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมีพระทัยจะใคร่ได้สัก ๒ ช้าง จึ่ง มีพระราชสาส์นให้สมิงโยคราชกับไพร่ร้อยหนึ่ง ถือมาพระนคร ศรีอยุธยา มุขมนตรีนำเฝ้า ในลักษณะนั้นว่า พระราชสาส์น สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ผู้มเหศวรศักดานุภาพ ปราบบุราราชธานีน้อยใหญ่ ให้อัปราชัยไปทั่วทศทิศ อันท้าวพระยาสามนตราชโอน โมลิตนอบน้อม ถวายสุวรรณบุปผาบรรณาการจะนับมิได้ ขอ จำเริญทางพระราชไมตรีมายังสมเด็จพระเชษฐาธิราช ผู้ผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ด้วยแจ้งกิตติศัพท์ขึ้นไปว่า สมเด็จ พระเชษฐาเรา ประกอบด้วยบุญญาธิการเป็นอันมาก มีเศวตกุญ ชรชาติพลายพังถึง ๗ ช้าง พระราชอนุชาท่านประสงค์จะขอช้างเผือกพลาย ๒ ช้างมาไว้เป็นศรีกรุงหงสาวดี ให้สมเด็จพระเชษฐา เราเห็นแก่ทางพระราชไมตรีอนุชาท่านเถิด กรุงหงสาวดีกับพระ นครศรีอยุธยา จะได้เป็นราชสัมพันธมิตรไมตรีสนิทเสน่หา เป็น มหาพสุธาทองแผ่นเดียวกันไปตราบเท่ากัลปาวสาน ถ้าสมเด็จพระเชษฐาเราจะถือทิฏฐิมานะ และรักทั้ง ๒ ช้างยิ่งกว่าทางพระราช ไมตรี ก็เห็นว่ากรุงหงสาวดีกับกรุงพระนครศรีอยุธยาขาดกันแล้ว น่าที่ (จะ) ร้อนอกสมณพราหมณามาตยาประชาราษฎร

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก ได้แจ้งในลักษณะพระราชสาส์นดังนั้น ตรัสให้มุขมนตรีปรึกษา มุขมนตรีปรึกษาว่า สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีลิ้นดำอันเป็นใหญ่ใน รามัญประเทศพระองค์นี้ มีกฤษฎาธิการผ่านแผ่พระเดชเดชานุภาพไปทั้งสิบทิศ และให้มีพระราชสาส์นเป็นทางพระราชไมตรี มาขอพระยาช้างตระกูล ๒ ช้างโดยสุนทรภาพสวัสดี แล้วสมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีก็ไว้ทางพระราชไมตรี ครั้งให้สมเด็จพระเจ้าลูก เธอทั้งสองพระองค์มามากมายอยู่ ควรให้ช้าง จะได้เป็นพระเกียรติยศไปนานาประเทศ ฝ่ายพระรามเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม เจ้าเมืองสุพรรณบุรีปรึกษาว่า ช้างเผือกเป็นศรีมงคลสำหรับพระ นคร ซึ่งจะให้ไปนั้นไม่ควร ถึงสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมีไมตรี ครั้งนั้น ก็ขอช้างพลายศรีมงคล พลายมงคลทวีป ซึ่งชนะงาทั้ง สองช้าง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ให้แล้ว หากทว่าเอาไปมิได้ และ ซึ่งจะส่งช้างตระกูลไปนั้น จะเสียแก่พระเกียรติยศไปนานาประเทศ ว่าให้โดยเกรงอานุภาพพระเจ้าหงสาวดี เอาคำปรึกษาทั้งสอง ฉบับกราบทูล ทรงพระกรุณาตรัสว่า ถ้าเรามิให้ช้างเผือกไปพระเจ้าหงสาวดีจะยกทัพใหญ่มา ยังจะป้องกันพระนครได้หรือ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระรามเมศวร พระยาจักรี พระสุนทร สงคราม กราบทูลว่า ถ้าศึกหงสาวดีจะยกใหญ่หลวงมาประการใดก็ดี ข้าพเจ้าทั้งสามนี้จะขอประกันพระนครไว้ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวก็บัญชาตาม จึ่งให้มีพระราชสาส์นตอบไป ในพระราช สาส์นนั้นว่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชรามินทรธิบดินทราเชนทร สุเรนทรโยสดม ราชัยสวรรยาธิปัติ ถวัลยราชทวาราดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานี บุรีรมย อุดมด้วยมหา เศวตกุญชรชาติ อิศวรพงศ์พิษณุพงศ์อันประเสิรฐ สนองทาง พระราชไมตรีมายังสมเด็จพระอนุชาเรา ผู้ผ่านพิภพกรุงหงสาวดี อันมีอิศราฤทธิ์ราชรณรงค์ในรามัญประเทศทวีปอัสดงคต ด้วยมี พระราชสาส์นมานั้นได้แจ้งแล้ว แต่ทว่าเป็นบุรพประเพณีผู้ใดมีสมภารบารมีถึงที่บรมจักร แล้วก็มีจักรแก้ว ดวงแก้วมณี นางแก้ว ช้างแก้ว ขุนพลแก้ว ขุนคลังแก้ว ถ้าหาบุญบารมีไม่ ถึงผู้อื่นจะหาให้ก็รักษามิได้ ธรรมดาประเทศธานีใดมีนางรูปงาม มีช้างเผือก ช้างเนียม บ่อแก้ว บ่อทอง ก็เป็นประเพณีที่จะเกิด ยุทธนาการ อย่าให้พระอนุชาเราน้อยพระทัยเลย ทูตรับพระราชสาส์นแล้ว กราบถวายบังคมลาไปยังกรุงหงสาวดี ถวายพระราชสาส์นทูลประพฤติเหตุทุกประการ สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีแจ้งในพระราชสาส์นและกิจจานุกิจทั้งปวง ก็ตรัสว่าขอบใจพระมหาจักรพรรดิ เราต้องประสงค์ช้างเผือกแต่ ๒ ช้าง ควรหรือตัดทางพระราชไมตรีได้ อันพระนครศรีอยุธยากับกรุง หงสาวดี ตั้งแต่วันนี้ไปจะเป็นปรปักษ์กันแล้ว แล้วตรัสปรึกษาด้วย ท้าวพระยามุขมนตรีว่า เราจะยกไปพระนครศรีอยุธยาถึง ๒ ครั้งมิได้นั้น เหตุ ๓ ประการ ประการหนึ่ง พระนครศรีอยุธยามีน้ำล้อมรอบ ดุจเขาพระสิเนรุราชอันมีสีทันดรสมุทรแวดล้อมเป็นชั้น ๆ ประการหนึ่งขัดโดยเสบียงอาหาร จะทำการปีมิได้ อนึ่งเมือง พิษณุโลก เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองพิชัย เมืองกำแพงเพชร หัวเมืองเหล่านี้ก็ยังเป็นกำลังกรุงเทพมหานครอยู่ ทั้งเสบียงอาหารก็บริบูรณ์ ถ้า (ตี) เมืองฝ่ายเหนือทั้งนี้ได้ด้วยแล้ว พระ นครศรีอยุธยาไม่พ้นเงื้อมมือเรา จะเห็นประการใด มุขมนตรีทั้งปวงก็เห็นโดยพระราชบริหาร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่าเราจะยกครั้งนี้จะให้มากกว่า ๓ เท่า จะให้มีพระราชกำหนดไปถึง พระเจ้าอังวะ ราชบุตรเขย พระเจ้าแปรผู้เป็นราชนัดดา พระเจ้าเชียงใหม่ และท้าวพระยาหัวเมืองน้อยใหญ่ทั้งปวงว่า จะยกไปตีกรุงพระนครศรีอยุธยา ให้เร่งบำรุงช้างม้ารี้พลไว้ ออกพระวษา แล้วให้ยกมาพร้อมกัน ณ กรุงหงสาวดี ฝ่ายพระเจ้าอังวะ พระ เจ้าแปร พระเจ้าเชียงใหม่ และท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงแจ้งในพระราชกำหนดแล้ว ก็เกณฑ์ทัพบำรุงช้างม้ารี้พลไว้สรรพ ครั้น ออกพระวษาแล้ว ก็ยกทัพมาพร้อมกัน ณ กรุงหงสาวดี

ศักราช ๙๑๐ ปีวอก สัมฤทธิศก สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี เกณฑ์ทัพกรุงหงสาวดี กรุงอังวะ เมืองเชียงใหม่ เมืองพุกามเมืองปรวน เมืองแปร เมืองละเคิ่ง เมืองตองอู เมืองพสิมเมืองบัวเพื่อน เมืองสะเรียง เมืองตราง เมืองเมาะตะมะ เมือง เมาะลำเลิง เมืองทะวาย เป็นคน ๙๐ หมื่น ช้างเครื่อง ๗,๐๐๐ ม้า ๑๕,๐๐๐ ให้พระมหาอุปราชาเป็นกองหน้า ถือพล ๒๐ หมื่น ม้า ๓,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑,๕๐๐ พระเจ้าอังวะเป็นปีกขวา ถือพล ๑๐ หมื่น ม้า ๑,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๕๐๐ พระเจ้าแปรเป็นปีกซ้ายถือพล ๑๐ หมื่น ม้า ๑,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๕๐๐ พระเจ้าเชียงใหม่ เป็นกองหลัง ถือพล ๑๐ หมื่น ช้างเครื่อง ๕๐๐ ม้า ๑,๐๐๐ พร้อมเสร็จแล้ว ถึง ณ วันพุธ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๖ บาท ได้ศุภวารฤกษ์ดิถี สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ สอดใส่ฉลองพระองค์ ทรงสุวรรณมหาสังวาล ๗ สายเฉวียงพระ อังสา ทรงกาญจนามัยมาลาอลงกตวิจิตร พิพิธภูษิตากาญจนนิลรัตน์ โดยขัตติยเวสวิสัยสำหรับวิชัยราชรณยุทธเสร็จ เสด็จทรง ช้างพระที่นั่งพลายเทวนาถพินายสูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้ว เป็นบรม อัครราชยาน ประดับเครื่องนาเคนทราลังกาภรณ์ บวรสัตพิธรัตน์พร้อมด้วยหมู่สุรงคพลากรโยธาทวยหาญ เป็นขนัดแน่น แสนสารสินธพพาชีชาติราชบทมุลิกากร บวรองครักษ์กันกง ทรง สรรพสาตราลังกานานาวุธวิภูษิต พิพิธทวนธงเป็นทิวทองรัถยางค์เดียรดาษ ดูโอภาษพันลึกอธึกด้วยธวัชกลิ้งกลดอภิรุม บังสุริยส่องจำรัสคัดนัมพรประเทศไพโรจน์ ดาษดาด้วยท้าวพระยาเสนามาตยนิกรพิริยพฤนท์เรียงรายระดับ โดยขบวนพยุหบาตราซ้าย ขวาหน้าหลังทั้งปวงเสร็จ ได้เพลามหามหุติฤกษ์ โหราลั่นฆ้องชัย ปโรหิตาจารย์เป่าสังข์ ประโคมฆ้องก้องกาหลดนตรีศัพท์อุโฆษนฤนาทนี่สนั่น ดำเนินกระบี่ธุชโบกโบย เคลื่อนพยุหโยธาทัพ หลวงออกจากกรุงหงสาวดี ประทับรอนแรมมา ๗ เวน ถึงเมือง เมาะตะมะ ดำรัสให้ข้ามพลเหนือเมืองเมาะตะมะ ๕ วัน จึ่งสิ้น แล้วยก ๒๐ เวนมาถึงเมืองกำแพงเพชร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสให้พระเจ้าเมืองเชียงใหม่ตั้งอยู่ต่อเรือรบกะจังเหล่าคา ๒๐๐ ลำ ให้พระยาหริภุญชัย พระยานครลำปางขึ้นไปเอาเรือเมืองเชียงใหม่เมืองลคร เมืองลำพูน ถ่ายลำเลียงลงมาไว้ตำบลระแหงให้พร้อม แล้ว สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จยกทัพหลวงไปทางเมืองสุโขทัย ตั้งค่ายประทับแรม ให้พระยาสุโขทัย พระยาสวรรคโลกมาเฝ้า ตรัสปราศรัยและสั่งให้เตรียมทัพ แล้วเสด็จไปเมืองพิษณุโลก ตั้ง ค่ายหลวงตำบลโทก และค่ายทั้งนั้นก็ตั้งโดยกระบวน

ขณะเมื่อกองทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาถึงปลายแดน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิธรรมราชาเจ้าแจ้งเหตุ ก็บอกข้อกองทัพราชการ ให้เรือเร็วลงไปกรุงพระนครศรีอยุธยา ขอกองทัพมาช่วย แล้ว กวาดครัวอพยพแขวงเมืองเข้าเมืองพิษณุโลก และแต่งการป้องกัน เมืองเป็นสามารถ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดียังมิได้สั่งให้เข้าล้อม เมือง ให้ทำแต่บันไดพาดไว้เป็นอันมาก แล้วให้ขุดมูลดินปั้น ก้อนใส่ชะลอมกองไว้ แต่ละกองสูงกว่ากำแพงเมือง แล้วสมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีแต่งเป็นรับสั่งเข้าไปว่า สมเด็จพระเจ้าชนะสิบทิศ เสด็จยกพยุหโยธามาทั้งนี้ จะลงไปพระนครศรีอยุธยา บัดนี้ เสด็จมาเยือนเมืองพระพิษณุโลก ให้อัญเชิญสมเด็จพระมหาธรรม ราชาน้องเราออกมาหาเรา จะได้เจรจาความเมืองกัน สมเด็จพระ มหาธรรมราชาเจ้าแจ้งดังนั้น ก็ตอบออกไปว่า แผ่นดินเป็นของ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชพระเจ้าช้างเผือกและข้าพระองค์จะออกไปเฝ้า นั้นมิควร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสให้ทูต กลับเข้ามาอีกว่า ถ้าน้องเรามิออกมาหาเรา เมืองพระพิษณุโลก น้อยนัก แต่ทหารกองหน้าก็จะคับเมือง สมเด็จพระมหาธรรมราชา เจ้าจึ่งนิมนต์พระสงฆ์ ๔ รูปออกไปฟังการ พระสงฆ์ออกไป สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีให้พระสงฆ์ไปดูมูลดินและบันไดหกบันไดพาด แล้ว ให้เอาข่าวไปแจ้งแก่น้องเรา ถ้าน้องเรามิออกมา จะให้ทหารถือมูลดินแต่คนละก้อน ถมเมืองเสียให้เต็มแต่ในนาฬิกาเดียว พระ สงฆ์ไปดูและ้วกลับเข้ามาแจ้งแก่พระมหาธรรมราชาเจ้า โดยได้เห็นและพระเจ้าหงสาวดีสั่งมาทุกประการ

สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าจึ่งปรึกษามุขมนตรีว่า เรา คอยกองทัพกรุงเทพมหานคร ช้าพ้นกำหนดอยู่และ้วก็ไม่ยกขึ้นมา อันศึกพระเจ้าหงสาวดียกมาครั้งนี้เป็นอันมาก เสียงพลเสียงช้าง เสียงม้าดังเกิดลมพยุใหญ่ เห็นเหลือกำลังเรานัก ถ้าเราจะมิออกไปพระเจ้าหงสาวดีก็จะให้ทหารเข้าหักเหยียบเอาเมือง สมณชี พราหมณ์อาณาประชาราษฎรจะถึงแก่พินาศฉิบหายสิ้น ทั้งพระพุทธศาสนาก็จะเศร้าหมองดูมิควรเลย จำเราจะออกไป ถึงสมเด็จ พระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก จะทรงพระพิโรธประการใดก็ดี ก็จะตายแต่ตัว จะและกเอาชีวิตสัตว์ให้รอดไว้ ครั้นรุ่งขึ้น วันอาทิตย์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๒ สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้า ก็เสด็จออกไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า น้องเราไปด้วยเรา ให้เร่งเตรียมพลให้พร้อมใน ๗ วัน สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าก็จัดพล ๓๐,๐๐๐ มาโดยเสด็จในกองทัพหลวง

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จยกลงมาประชุมทัพ ณ เมืองนครสวรรค์ ขณะเมื่อพระมหาธรรมราชาเจ้า บอกข้อราชการลงไปถึงกรุงเทพมหานครนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก ตรัสให้พระยาพิชัยรณฤทธิ์ พระยาวิชิตรณรงค์ ถือพล ๑๐,๐๐๐ ให้รีบขึ้นไปช่วยเมืองพระพิษณุโลก แล้วพระเจ้าอยู่หัวให้กวาดครัวหัวเมืองตรี จัตวาเข้าพระนคร และทัพพระยา พิชัยรณฤทธิ์ ทัพพระยาวิชิตรณรงค์ยกไปถึงเมืองนครสวรรค์ ได้ข่าวว่าเมืองพิษณุโลกและหัวเมืองทั้งปวงฝ่ายเหนือ พระเจ้าหงสาวดีได้สิ้นแล้ว แล้วกองทัพพม่ามอญก็ลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ พระยาพิชัยรณฤทธิ์ พระยาวิชิตรณรงค์ จะตั้งรับก็เห็นไม่ได้ จึ่งปรึกษากันถอยทัพลงไปทูล ประพฤติเหตุสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า บัดนี้เมืองพระพิษณุโลกและเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงเสียสิ้นแล้ว ทัพพม่ามอญก็ยกล่วงมาตั้งอยู่เมืองนครสวรรค์ สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ลงมาด้วย สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกแจ้งดังนั้น ก็เสียพระทัยนัก จึ่งตรัสแก่พระรามเมศวรพระยาจักรี พระยาสุนทรสงครามว่า ศึกพระเจ้าหงสาวดีก็ยกมาแล้ว ตัวทั้งสามคนนี้จะคิดทำประการใด พระรามเมศวร พระยา จักรี พระสุนทรสงคราม กราบบังคมทูลว่า บัดนี้กองทัพพม่า มอญ ยังประชุมพร้อมมูลกันอยู่ไม่รู้กำลัง ถ้าลงมาใกล้พระนครแผ่คนออกบ้างแล้วเมื่อใด จะยกออกตี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ บัญชาตาม ตรัสให้จัดทหารเป็นเหล่าเป็นกองตั้งไว้กลางเมืองเป็น ๓ กอง แล้วให้เร่งรัดตรวจเตรียมซ่องแปลงการซึ่งจะรักษาพระนคร ทั้งกลางวันกลางคืนเป็นสามารถ

ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ซึ่งตั้งต่อเรือกะจังเหล่าคาอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรนั้นสำเร็จแล้ว ก็ยกทัพเรือรบเรือลำเลียงลงมาบรรจบทัพหลวง ณ เมืองนครสวรรค์ เมื่อสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจัดแจง ทัพบกเรืออยู่ ณ เมืองนครสวรรค์นั้น ท้าวพระยานายทัพนาย กองเฝ้าพร้อม จึ่งตรัสถามสมเด็จพระมหาธรรมราชาว่า เราให้ มีราชสาส์นมาขอพระยาช้างตระกูล ๒ ช้าง ควรหรือสมเด็จพระ มหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกไม่ให้ รักช้างยิ่งกว่าเศวตฉัตรอีกเล่า หรือว่ามีผู้ใดทัดทาน พระเจ้าน้องเรารู้หรือไม่ สมเด็จพระมหาธรรมราชากราบทูลว่าทราบอยู่ เดิมพระเจ้าแผ่นดิน ให้ปรึกษาว่า พระองค์ให้มีพระราชสาส์นมาขอพระยาช้างนี้ ควร ให้หรือมิให้ เสนาบดีปรึกษาว่าควรให้ แต่พระรามเมศวร พระยา จักรี พระสุนทรสงครามปรึกษาว่า ช้างเป็นศรีพระนครไม่ควรให้ พระเจ้าแผ่นดินตรัสต่อว่า แม้นมิให้พระยาช้างไป ถ้าพระองค์ยกทัพใหญ่มายังจะป้องกันพระนครได้หรือ พระรามเมศวร พระยา จักรี พระสุนทรสงคราม รับประกันพระนครไว้ และเหตุดังนี้ พระเจ้าแผ่นดินจึ่งมิได้ส่งช้างไปถวายพระองค์ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีได้ทรงฟังดังนั้นทรงพระสรวล แล้วตรัสว่า เป็นธรรมดา คนโมหจริต มิได้รู้จักกำลังท่าน เหมือนสัตว์สองจำพวก คือนก น้อย คือกระต่าย และกระต่ายขาตัวสั้นเท่านั้น หมายว่าหยั่งท้องพระมหาสมุทรได้ และว่ายน้ำออกไปยังมิทันได้หยั่ง ก็จมน้ำถึงแก่กาลกิริยาตาย นกน้อยเล่า ปีกหางก็เท่านั้น ชวนพระยาครุฑ บินข้ามพระมหาสมุทร และบินเต็มพักของตัว ยังมิได้กวักแห่งพระยาครุฑ ก็ตกน้ำทำกาลกิริยาตาย และสัตว์สองจำพวกนี้ เหมือนกับผู้ปรึกษาและรับประกันพระนครไว้

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสแล้ว รุ่งขึ้น ณ วันพุธ แรม๑๐ ค่ำ เดือน ๒ ศักราช ๙๑๑ ปีระกา เอกศก ก็เสด็จ ยาตราทัพลงมาพระนครศรีอยุธยา แล้วทัพพระมหาอุปราชากอง หน้าตั้งตำบลเพนียด ค่ายพระเจ้าแปรปีกซ้าย ตั้งตำบลทุ่งวัด โพธารามไปคลองเกาะแก้ว ทัพพระเจ้าอังวะปีกขวา ตั้งค่ายตำบลวัดพุทไธศวรรย์ลงมาคลองตะเคียน ทัพพระยาตองอู ทัพพระยา จิตตอง ทัพพระยาละเคิ่งเกียกกาย ตั้งค่ายวัดการ้องลงไปวัดชัย วัฒนาราม ทัพพระยาพสิม ทัพพระยาสะเรียง กองหน้าทัพหลวง ตั้งค่ายลุมพลี ทัพหลวงตั้งค่ายตำบลวัดโพธิ์เผือก ทุ่งขนอนปากคู และทัพสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้า ก็ตั้งตำบลมะขามหย่อง หลังค่ายหลวง และทัพซึ่งตั้งรายรอบครั้งนั้น บรรดาแม่น้ำห้วยคลอง ทั้งปวง ก็ทำสะพานเรือก เดินม้าเดินพลตลอดถึงกันสิ้นแต่ในวัน เดียวนั้นเสร็จ

ฝ่ายข้าหลวงชาวพระนครผู้ตรวจการบนหน้าที่เชิงเทินกำแพง และดูข้าศึกตั้งค่ายทำสะพานดังนั้น ก็เอาคดีโดยเห็นกราบทูล ว่า เห็นศึกครั้งนี้มากกว่าแต่ก่อน ๓ เท่า ๔ เท่า สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก ได้แจ้งดังนั้น เห็นเหลือ กำลังที่จะแต่งทัพออกตีข้าศึก ก็ให้กำชับตรวจตรารักษาหน้าที่ไว้ เป็นสามารถ

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จถึงกรุงเทพมหานครได้ ๗ เวนแล้ว ไม่เห็นทัพผู้ใดออกมาต่อยุทธ จึงให้แต่งพระราชสาส์น ในลักษณะว่า พระราชสาส์นสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ผู้เป็นอิศราธิป ไตย ได้ถวัลยราชมไหสวรรย์ในรามัญประเทศ ทรงพระราชกฤษฎาเดชานุภาพผ่านแผ่อาณาจักร ขจรทั่วทิศานุทิศ ดังแสงภาณุมาศ เมื่อมัชฌันติกสมัย มาถึงสมเด็จพระเชษฐาเราผู้ผ่านพิภพกรุงเทพ ทวาราวดีศรีอยุธยา ครั้งหนึ่งพระราชบุตรทั้งสองสมเด็จพระเชษฐา ยกพลโยธาหาญไปตัดท้ายพล น้องท่านจับได้ก็มิให้กระทำชิพิต ภยันตรายเพื่อจะเผื่อแผ่ผูกราชสัมพันธมิตรไมตรีร่วมสามัคคีธรรมเป็นสุวรรณ ปัถพีเดียวกันอันสนิท มิได้ร้าวฉาน จนพระเชษฐา ธิราชให้มีลักษณะราชสาส์นขึ้นมาขอ ฝ่ายน้องท่านก็ส่งราชบุตรทั้ง สองมายังพระบรมเชษฐา แล้วยกกลับคืนไปพระนครหงสาวดีรู้กิตติศัพท์ไปว่า พระเชษฐาธิราชมีกฤษฎาภินิหารมาก ประกอบด้วยเศวตกุญชรชาติศุภลักษณะตระกูลพลายพังถึง ๗ ช้าง จึ่งให้ทูตานุทูตจำทูลลักษณะราชสาส์นสุนทรภาพสวัสดี มาขอเศวตกุญชร ๒ ช้างไปไว้เป็นศรีพระนครหงสาวดี พระเชษฐาเรามิได้มี อาลัยในราชสัมพันธมิตรไมตรี กลับกล่าวกระทบท้าวธรรมเนียมมา ว่า พระนครใดมีนางรูปงามและช้างเผือกช้างเนียม เป็นที่จะเกิด ราชดัสกร น้องท่านได้แจ้ง จำเป็นจึ่งต้องยกพยุหโยธาหาญมาตามลักษณะพระราชสาส์น บัดนี้ก็มาเหยียบชานพระนครถึง ๗ วัน แล้ว ไฉนจึ่งมิได้ออกมารณรงค์โดยขัตติยาภิรมย์สำเริงราชหฤทัย บ้างเลย ให้เร่งยกพยุหโยธาออกมาสงครามกันดูเล่นเป็นขวัญตาหรือไม่รณรงค์แล้ว ก็เชิญเสด็จออกมาสนทนากัน ถ้ามิออกมา ก็อย่าให้พระเชษฐาเราน้อยพระทัยเลย น้องท่านจะชิงเอาเศวตฉัตรให้จงได้ ครั้นแต่งเสร็จแล้วให้ทูตถือไป

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช ครั้นได้แจ้งใน ลักษณะพระราชสาส์น จึ่งทรงพระราชดำริว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวง นัก เห็นเหลือกำลังทหารจะกู้พระนครไว้ได้ ถ้าเราจะมิออกไป สมณ ชีพราหมณ์ อาณาประชาราษฎร ไพร่ฟ้าข้าขัณฑเสมา จะถึงแก่พินาศฉิบหายสิ้น ทั้งพระศาสนาก็เศร้าหมอง จำเราจะออกไป มาตรว่าสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีมิคงอยู่ในสัตยานุสัตย์ดังราชสาส์นเข้ามาก็ตาม เถิด แต่เราจะรักษาสัตยานุสัตย์ให้มั่น ทรงพระราชดำริดังนั้นแล้ว ก็ให้แต่งลักษณะราชสาส์นกำหนดที่จะเสร็จ ให้ทูตานุทูตถืออกไปถวายพระเจ้าหงสาวดี แล้วตรัสให้เจ้าพนักงานออกไปปลูกราชสันถาคาร ณ ตำบล วัดพระเมรุราชิการาม กับวัด หัสดาวาสต่อกัน มีราชบัลลังกาอาสน์ ๒ พระที่นั่ง สูงเสมอกัน หว่างพระที่นั่งห่าง ๔ ศอก แล้วให้แต่งรัตนตยาอาสน์สูงกว่าราชาอาส์นอีกพระที่นั่งหนึ่ง ให้เชิญพระศรีรัตนตรัยออกไปไว้ เป็นประธาน ครั้นรุ่งขึ้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเรือพระที่นั่ง สุพรรณหงส์ พร้อมด้วยมุขมนตรี กวีชาติ ราชครู โหรา โยธาหาญ ข้ามไปเสด็จขึ้นบนพระที่นั่ง

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีพร้อมด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวงเสด็จมา สมเด็จพระมหาจักร พรรดิราชาธิราชเจ้าร้องอัญเชิญเสด็จ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จขึ้นบนพระที่นั่งแล้วตรัสว่า สมเด็จพระเจ้าพี่เราให้อาราธนาพระพุทธปฏิมากรเจ้า พระธรรม เจ้า พระสงฆ์เจ้า มาเป็นประธานก็ดีอยู่แล้ว ขอเป็นสักขีทิพยพยานเถิด อันแผ่นดินกรุงเทพมหานครศรีอยุธยานี้ยกถวายไว้แด่สมเด็จพระเจ้าพี่เรา แต่ทว่าน้องท่านให้มาขอช้างเผือก ๒ ช้าง พระเจ้าพี่ มิได้ให้ บัดนี้ต้องยกพยุหโยธาหาญมาโดยวิถีทุเรศกันดาร จะขอช้างเผือกอีก ๒ ช้างเป็น ๔ ช้าง พระเจ้าพี่จะว่าประการใด สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าก็ตรัสบัญชาให้ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า จะขอพระรามเมศวร ไปเลี้ยงเป็นพระราช โอรส ถ้าพระเจ้าพี่เราให้แล้วจะยกทัพกลับไป สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าตรัสตอบว่า ขอไว้เถิด จะได้สืบประยูรวงศ์ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า พระมหินทราธิราชผู้น้องนั้น ก็จะ สืบวงศ์ได้อยู่ อันจะไว้ด้วยกัน ถ้าพระเจ้าพี่เราสวรรคตแล้ว ดี ร้ายพี่น้องจะหม่นหมองมีความพิโรธกัน สมณพราหมณา มุขมนตรี อาณาประชาราษฎรจะได้ความเดือดร้อน สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ราชาธิราชเจ้าก็ยอมให้ แล้วตรัสว่า อาณาประชาราษฎร หัวเมืองและข้าขอบขัณฑเสมาซึ่งกองทัพจับไว้นั้น ขอไว้สำหรับ พระนครเถิด สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็บัญชาให้ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าส่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระรามเมศวร และพระยาจักรี พระสุนทรสงคราม กับช้างพลายเผือก ๔ ช้าง คือพระคเชนทโรดม พระบรมไกรสร พระรัตนากาศ พระแก้ว ทรงบาศ ให้สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี แล้วเสด็จเข้าพระราชวัง

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็เสด็จไปพลับพลา สั่งให้ประกาศ แก่นายทัพนายกองว่า อาณาประชาราษฎรพระนครศรีอยุธยานั้น ให้ปล่อยเสียจงสิ้น แล้วให้สมเด็จพระรามเมศวร พระยาจักรี พระสุนทรสงคราม เข้าไปรับบุตรภรรยา จึ่งถวายบังคมลาพระเจ้าแผ่นดินออกไปตามพระราชกำหนด ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี มีพระราชบริหารดำรัสสั่งให้กองทัพล่วง ๗ วันแล้ว ก็เสด็จยกทัพหลวงไปทางเมืองกำแพงเพชร สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าก็ ตามส่งเสด็จสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีถึงเมืองกำแพงเพชร แล้วก็กลับ มาเมืองพระพิษณุโลก

ขณะนั้น พระยาตานีศรีสุริยต่านยกทัพเรือยาหยับ ๒๐๐ ลำ เข้ามาช่วยราชการสงครามถึงทอดอยู่วัดกุฎบางกะจะ รุ่งขึ้นยก เข้ามาทอดอยู่ประตูชัย พระยาตานีศรีสุริยต่านได้ทีกลับเป็นกบฏ ก็ยกเข้าในพระราชวัง สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราชเจ้าไม่ ทันรู้ เสด็จลงเรือพระที่นั่งศรีสักหลาดหนีไปเกาะมหาพราหมณ์ และเสนาบดีมนตรีมุขพร้อมกันเข้าในพระราชวัง สะพัดไล่ชาว ตานีแตกฉานลงเรือรุดหนีไป ฝ่ายมุขมนตรีทั้งปวงก็ออกไปเชิญ เสด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก เสด็จเข้าสู่ พระราชนิเวศมหาสถาน

ศักราช ๙๑๒ ปีจอ โทศก พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ทราบว่า พระราชบุตรีพระสุริโยทัยซึ่งขาดคอช้างแก่กรุงหงสาวดี นั้น จำเริญวัยวัฒนาขึ้นแล้ว พระองค์ก็แต่งทูตานุทูตจำทูลพระราชสาส์นคุมเครื่องมงคลราชบรรณาการมาถวายแด่ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก ในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่า ข้าพระองค์ผู้ผ่านพิภพกรุงศรีสัตนาคนหุต ขอถวายอภิวาท วันทนามายังสมเด็จพระบิตุราธิราช ผู้ผ่านพิภพกรุงทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย อุดมพระราชมหาสถาน มเหาฬารอันยิ่งเป็นมิ่งมงกุฎ ด้วยสัตเศวตกุญชรชาติตัวประเสริฐศรีเมือง ข้าพระองค์ยังไป่มีเอกอัครราชกัลยาณี ที่จะสืบ ศรีสุริยวงศ์ในกรุงศรีสัตนาคนหุตต่อไปมิได้ ข้าพระองค์ขอพระ ราชทานพระราชธิดา อันทรงพระนามพระเทพกษัตรี ไปเป็นปิ่นศรีสุรางคนิกรกัลยาในมหานคเรศปราจินทิศ เป็นทางราชสัมพันธมิตรไมตรีสุวรรณปัถพีแผ่นเดียวกันชั่วกัลปาวสาน

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก ทราบในลักษณะพระราชสาส์น ก็ให้ประชุมท้าวพระยามุขมนตรี ๆ ปรึกษาว่า กรุงพระนครศรีอยุธยากับกรุงหงสาวดีก็เป็นอริชอกช้ำ ดุจวัณโรคอันอยู่ในพระทรวง จะรักษาเป็นอันยาก และพระเจ้า กรุงศรีสัตนาคนหุตก็เป็นกรุงกษัตริย์อันใหญ่ ได้มีราชสาส์นนอบ น้อมแล้ว ควรที่ทรงพระกรุณาพระราชทานให้ จะได้เป็นทางพระราชสัมพันธมิตรไมตรี เกลือกมีราชการงานพระราชสงครามภายหน้า จะได้เป็นมหากำลังยุทธนาการ สมเด็จพระมหาจักร พรรดิราชาธิราชพระเจ้าอยู่หัวก็เห็นด้วย ดำรัสให้ตอบพระราช สาส์นขึ้นไปว่า ซึ่งสมเด็จพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตมีพระทัยร่วมพระราชโลหิต เป็นมหาสัมพันธมิตรไมตรีนั้น สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก อนุญาตแล้ว ให้แต่งมา รับเถิด ทูตานุทูตรับพระราชสาส์นกราบถวายบังคมลาไปยังกรุง ศรีสัตนาคนหุต ถวายพระราชสาส์นทูลพฤติเหตุทุกประการ

พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทราบดังนั้น ดีพระทัยนัก ก็ แต่งทูตานุทูตกับไพร่ ๕๐๐ และนางท้าวเถ้าแก่ลงมารับ ขณะเมื่อ ทูตลงมาถึงนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระเทพกษัตรี ทรงประชวรหนัก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก มิรู้ที่จะผ่อนผันฉันใดเลย จึ่งทรงพระราชจินตนาการว่า แม้นจะมีพระราชสาส์นบอกขึ้นไปโดยสัตย์ไซร้ ไหนพระเจ้ากรุงศรีสัตนา คนหุตจะเห็นจริง ก็จะว่าเราเจรจาเป็นคำสอง จะหม่นหมอง คลองพระราชไมตรีไป ได้ออกวาจาแล้ว จะให้เสียคำดูมิบังควร พระองค์ก็ยกพระแก้วฟ้าราชธิดาให้แทนองค์พระเทพกษัตรี พระ ราชทานเครื่องราชูปโภคสำหรับอัครมเหสีกรุงกษัตริย์ พร้อมด้วย สนมสาวใช้ทาสกรรมกร ชาย ๕๐๐ หญิง ๕๐๐ไปด้วย ทูต กราบถวายบังคมลา เชิญเสด็จพระแก้วฟ้าราชบุตรีขึ้นไปถวาย

ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งว่า มิใช่องค์พระเทพกษัตรี ก็เสียพระทัยนัก จึ่งตรัสว่า เดิมเราจำนงขอพระเทพกษัตรีซึ่งเป็นพระราชธิดาพระสุริโยทัยอันเสียพระชนม์แทน พระราชสามีกับคอช้าง เป็นตระกูลวงศ์กตัญญูอันประเสริฐ ตรัส แล้วก็สั่งพระยาแสน พระยานคร พระยาทิพมนตรีเป็นทูตานุทูต ให้มาส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีคืนยังกรุงศรีอยุธยา และมีพระราช สาส์นเครื่องบรรณาการมาถวายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกด้วย ในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่า เดิมพระองค์ประสาทพระเทพกษัตรีให้ กิตติศัพท์นี้ก็ทั่วไปในนิคมชนบทขอบขัณฑเสมากรุงศรีสัตนาคนหุตสิ้นแล้ว บัดนี้พระองค์ส่งพระแก้วฟ้าพระราชบุตรีเปลี่ยนไปแทนนั้น ถึงมาตรว่าพระแก้วฟ้าราชบุตรีจะมีศรีสรรพลักษณะโสภายิ่งกว่าพระเทพกษัตรี ร้อย เท่าพันทวีก็ดี ยังไป่ล้างกิตติศัพท์พระเทพกษัตรีเสียได้ ก็เป็นที่ อัปยศชั่วกัลปาวสาน ข้าพระองค์ขอส่งพระแก้วฟ้าราชธิดาคืน จงพระราชทานพระเทพกษัตรีแก่ข้าพระองค์ ดุจมีพระราชสาส์น อนุญาตมาแต่ก่อน

สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าช้างเผือก แจ้งใน ลักษณะราชสาส์นและส่งพระแก้วฟ้าคืนมาดังนั้น ก็ละอายพระทัยนัก พอพระเทพกษัตรีหายประชวรพระโรค จึ่งตกแต่งการที่จะ ส่งพระราชธิดา และจัดเถ้าแก่ กำนัล สาวใช้ ทาสชาย ๕๐๐ หญิง ๕๐๐

ครั้นถึงเดือน ๕ ศักราช ๙๑๓ ปีกุน ตรีศก จึ่งมีพระ ราชโองการดำรัสให้พระยาแมนคุมไพร่ ๑,๐๐๐ ไปส่งพระยาแมนกับทูตานุทูต ก็เชิญเสด็จพระเทพกษัตรีขึ้นทรงศรีวิกากาญจนยานุ มาศ ฯ ไปโดยสถลมารคสมอสอ

ฝ่ายพระมหาธรรมราชาแต่แจ้งว่า พระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก จะส่งพระเทพกษัตรีขึ้นไปกรุง ศรีสัตนาคนหุต ก็ให้ม้าเร็วถือหนังสือไปถวายพระเจ้าหงสาวดีพระเจ้าหงสาวดีก็แต่งให้พระตะบะ เป็น (นายกอง) ฝาเสือต้าน มังกลอกหมัว คุมพล ๑๐,๐๐๐ รุดมาตั้งซุ่มคอยอยู่ตำบลมะเริ่ง นอกด่านเมืองเพชรบูรณ์ ออกสกัดตีชาวกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น แตกฉาน ได้พระเทพกษัตรีไปถวายพระเจ้าหงสาวดี

ฝ่ายพระยาลาวซึ่งมารับพระเทพกษัตรี ก็เอาคดีทั้งปวง ไปกราบทูลพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตทุกประการ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งพฤติเหตุ ก็ทรงพระพิโรธว่า ซึ่งพระเจ้าหงสาวดี แต่งรี้พลมาสกัดรบชิงเอาพระเทพกษัตรีไปทั้งนี้ ก็เพราะเมืองพระพิษณุโลกเป็นต้น (เหตุ) จำจะแก้แค้นให้ถึงขนาด พระองค์ให้บำรุงช้างม้ารี้พล จะยกไปเอาเมืองพระพิษณุโลก ฝ่ายสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกแจ้ง ก็ตรัสให้มาห้าม พระเจ้าศรีสัตนาคนหุตก็งดโดยพระราชโองการ มิได้ยกไป

ครั้นศักราช ๙๑๔ ปีชวด จัตวาศก เดือน ๑๒ สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าช้างเผือก ก็ยกสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระมหินทราธิราชเสด็จขึ้นผ่านพิภพไอศูรยสวรรยาธิปัตถวัลยราชประเพณี ครอบครองแผ่นดินกรุงพระนครศรีอยุธยา สมเด็จ พระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก เสด็จออกไปอยู่ วังหลัง ขณะนั้นพระชนม์ได้ ๕๙ พระพรรษา ส่วนสมเด็จพระ มหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน เมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ พระชนม์ ได้ ๒๕ พระพรรษา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าช้างเผือก เวนราชสมบัติแล้ว ถึงเดือน ๓ ก็เสด็จขึ้นเมืองลพบุรี ตรัสให้ บุรณะอารามพระศรีรัตนมหาธาตุให้บริบูรณ์ และแต่งปะขาวนางชี ๒๐๐ กับข้าพระให้อยู่รักษาพระมหาธาตุ แล้วก็เสด็จลงมายังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา

ครั้งนั้นเมืองเหนือทั้งปวงเป็นสิทธิแก่พระมหาธรรมราชา เจ้า อนึ่งการแผ่นดินในกรุงมหานครศรีอยุธยา พระมหาธรรม ราชาบังคับบัญชาลงมาประการใด สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า แผ่นดิน ต้องกระทำตามทุกประการ ก็ขุ่นเคืองพระราชหฤทัย จึ่งเอาความนั้นไปกราบทูลสมเด็จพระราชบิดา สมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก ก็น้อยพระทัย ขณะนั้น พระยารามออกจากที่กำแพงเพชร เอามาเป็นพระยาจันทบูร สมเด็จพระมหินทราธิราชก็ตรัสกิจการทั้งปวงด้วยพระยารามเป็น การลับ แล้วก็ส่งข่าวไปแก่พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ให้ยกมาเอาเมืองพระพิษณุโลก จึงพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็บำรุงช้างม้ารีพลสรรพ จะยกมาเอาเมืองพิษณุโลก พระมหาธรรมราชาตรัสรู้ว่า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตจะยกทัพมา มิได้แจ้งในกล ก็ส่งข่าวมาทูลแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดนก็ให้พระยาศรีราชเดโช และพระท้ายน้ำ ขึ้นไปช่วย แต่สั่งเป็นความลับไปว่า ถ้าทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตล้อมเมืองพระพิษณุโลกเมื่อใด ก็ให้คุมเอาพระมหาธรรมราชาจงได้ เสร็จราชการแล้วจะเลี้ยงท่านให้ถึงขนาด พระยาศรีราชเดโช ไปถึงเมืองพิษณุโลก มิไว้ความลับ กลับเอาคดีซึ่งพระยาราม กับสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินคิดการเป็นความ (ลับ) นั้น ทูลแถลงแก่พระมหาธรรมราชาทุกประการ พระมหาธรรมราชา แจ้งตระหนัก ก็ให้ข้าหลวงเอาข่าวรุดขึ้นไปกราบทูลแก่พระเจ้าหงสาวดี

ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็ยกช้างม้ารี้พลประมาณ ๒๐ แสน* มาโดยทางนครไทยมายังเมืองพระพิษณุโลก พระมหาธรรมราชา ก็ให้กวาดครัวเมืองนอกทั้งปวงเข้าเมืองพระพิษณุโลก และแต่งการที่จะกันเมืองไว้พร้อมเสร็จ ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตยกมาถึงเมืองพิษณุโลก เดือนยี่ แรม ๑๓ ค่ำ ปีฉลู เบญจศก ก็ตั้งทัพพลับพลาชัยในตำพลโพเรียง ตรงประตูสุวรรณออกไปประมาณ ๕๐ เส้น ทัพพระยาแสนสุรินทรคว่างฟ้าตั้งตำบลเตาไห พระยามือไฟ ตั้งตำบลวัดเขาพราหมณ์ ทัพ พระยานคร ตั้งตำบลสระแก้ว ทัพพระยามือเหล็ก ตั้งตำบลสะแก

ฝ่ายสมเด็จพระมหินทราธิราช แจ้งกำหนดทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตยกมายังเมืองพิษณุโลกแล้ว พระองค์ก็กรีฑาพลเสด็จขึ้นไปโดยทางชลมารค ตั้งทัพหลวงตำบลพิง พระยารามพระยาจักรี เป็นกองหน้า ขึ้นไปตั้งตำบลวัดจุฬามณี และทัพเรือ จอดแต่วัดจุฬามณี ทั้งสองฟากน้ำ แน่นตลอดลงไปจนทัพหลวง ณ ปากน้ำพิง แล้วก็บอกขึ้นไปว่า จะยกเข้าไปช่วยกันเมืองพระพิษณุโลก พระมหาธรรมราชาตรัสทราบอยู่แล้ว ก็ให้ออกมาห้ามมิให้เข้าไป

ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งว่า สมเด็จพระ มหินทราธิราชยกกองทัพเรือขึ้นมาเหมือนกำหนด ก็ดีพระทัยตรัสให้ยกพลเข้าปีนเมือง และแต่งทหารห่มเสื้อเหลือง ๓,๐๐๐หนุนพลเข้าไป เจ้าหน้าที่เชิงเทินก็สาดปืนไฟแหลนหลาวต้องชาว ลานช้างตายมากนัก พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเห็นดังนั้น ก็ เสด็จยกพลเข้ายืนช้างที่นั่งแฝงวิหารอยู่แทบริมคูเมือง ให้เจ้าหน้าที่ ทำทุบทูบังตัวข้ามคูเข้าไปขุดถึงเชิงกำแพงเมือง ชาวพระพิษณุโลก ผู้รักษากำแพงพุ่งอาวุธลงมามิได้ต้อง จึ่งพระมหาธรรมราชาก็เสด็จ ไปยืนช้างพระที่นั่ง ตรัสให้ขุนศรีเอาพลอาสา ๕๐๐ ออกทะลวง ฟัน พลลาวก็พ่ายออกไป พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตก็ถอยไป ยังค่ายหลวง แล้วบัญชาให้นายทัพนายกองตั้งบาญชีเมือง

ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชาดำริการที่จะทำลายทัพเรือ ก็ตรัสให้เอาไม้ไผ่ผูกแพกว้าง ๑๐ วา ยาว ๒๐ วา ๕ แพ * แล้วเอาเชื้อเพลิงใส่เต็มหลังแพ ชันน้ำมันยางรดทั่วไปทั้งนั้น และ แต่งเรือเร็วไว้ ๒ ลำ สำหรับจะได้จุดเพลิง ครั้นเสด็จการสำเร็จ ณ เดือน ๔ ขึ้น ๔ ค่ำ เพลาเดือนตก ให้ปล่อยแพลงไปถึงข้าง เหนือวัดจุฬามณี เรือเร็วสองลำก็เอาเพลิงจุดเชื้อไฟหลังแพตลอด ขึ้นมาทั้งสองข้าง เพลิงก็ติดรุ่งโรจน์เป็นอันหนึ่งอันเดียว น้ำที่นั่น ตื้นเชี่ยวก็พัดแพเร็วลงไป กองทัพเรือมิรู้ตัว เห็นแพไฟเต็มแม่น้ำลงมาก็ตกใจ ลงเรือทันบ้างมิทันบ้าง เยียดยัดคับคั่งเป็นโกลาหล แพไฟก็ไหม้เรือต่อกันไป เสียเรือและผู้คนตายเป็นอันมาก เรือและคนกองหน้าที่เหลือนั้น ก็ร่นลงไปยังทัพหลวง ณ ปากน้ำพิง

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้งข่าวว่า เมืองพระพิษณุโลกเกิด ศึก ก็ใช้พระยาพุกาม พระยาเสือหาญ มาเป็นนายกอง ม้า ๑,๐๐๐ พล ๑๐,๐๐๐ รุดมาช่วยกันเมืองพระยาพิษณุโลก พระยาพุกาม พระยาเสือหาญก็ยกมาถึงเมืองพระพิษณุโลก เห็นข้าศึกล้อมแล้ว ก็ตีเข้าด้านพระยามือเหล็ก พระยามือเหล็กต้านมิได้ก็พ่าย แยกออกไป พระยาพุกาม พระยาเสือหาญก็ยกพลเข้าเมืองพระพิษณุโลกได้ พระยาพุกาม พระยาเสือหาญกับพลทหารชาวหงสาวดี

ก็เข้าไปถวายบังคมพระมหาธรรมราชา พระมหาธรรมราชาก็ให้ รางวัลแก่ผู้มาช่วยทั้งปวงเป็นอันมาก สมเด็จพระมหินทราธิราช เจ้าแผ่นดินรู้ว่า พระเจ้าหงสาวดีให้กองทัพมาช่วยเมืองพระพิษณุ โลก เห็นการศึกไม่สมหมายแล้ว ก็เลิกกองทัพคืนลงมายังพระนคร ศรีอยุธยา ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต เห็นว่าจะเอาเมือง พระพิษณุโลกมิได้ ก็เลิกทัพจากเมืองพระพิษณุโลก คืนไปโดย ทางบ้างมุงดอนชมพู จึ่งพระยาพุกามและพระยาเสือหาญทูลแก่ พระมหาธรรมราชาว่า ข้าพเจ้าทั้งสองขอยกไปตามตีทัพพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตให้แตกฉานเป็น บำเหน็จมือ พระมหาธรรม ราชาก็ตรัสห้ามว่า ศึกใหญ่มิได้แตกฉานล่าไปดังนี้ อันจะยกไป ตามนั้น หาธรรมเนียมมิได้ พระยาทั้งสองก็ทูลว่า พระเจ้าหงสาวดี ใช้ข้าทั้งสองมาครั้งนี้ ยังไม่ได้รบพุ่งเป็นสามารถ ครั้นข้าพเจ้า มิยกไปตามไซร้ เห็นว่าพระเจ้าหงสาวดีจะเอาโทษ พระมหาธรรมราชาก็ตรัสว่า ท่านทั้งสองยกมา ก็ได้กระทำการรบพุ่งมีชัย อยู่แล้ว และซึ่งว่าพระเจ้าหงสาวดีจะลงโทษนั้น เป็นภารธุระเรา ถ้าท่านมิฟังจะยกไปให้ได้ เห็นจะเสียทีข้าศึกเป็นมั่นคง พระยา พุกาม พระยาเสือหาญมิได้ฟังบัญชา กราบถวายบังคมลาแล้ว ก็ยกพลไปตาม

ฝ่ายพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเมื่อล่าทัพไปนั้นบัญชาให้พระยาแสนสุริน ทรคว่างฟ้า พระยานคร พระยามือไฟ ทั้งสามทัพนี้อยู่รั้งหลัง ครั้นถึงตำบลวารี และทางนั้นแคบ พระยา แสนสุรินทรคว่างฟ้า พระยานคร พระยามือไฟ แต่งพลทหารซุ่มไว้สองข้างทาง แล้วขยับมาตั้งอยู่ทางประมาณ ๓๐ เส้น แต่ง มาไว้คอยยั่วทัพอันไปตาม พระยาพุกามและพระยาเสือหาญยกไปถึงตำบลวารี มิทันรู้ว่าทัพใหญ่ตั้งรับอยู่ในที่นั้น เห็นม้าเท่านั้น ก็ไล่เข้าไป ทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตก็ยกพลออกรบ ปะทะกันจนถึงอาวุธสั้น ฝ่ายทหารชาวล้านช้างอันซุ่มไว้นั้น เห็นได้ทีก็ออกโจมตีกระหนาบ ทัพพระยาพุกามและพระยาเสือหาญก็แตกฉาน ทัพล้านช้างไล่ฟันแทงชาวหงสาวดีตายมากนัก นายม้าผู้ดีตาย หลายคน ทัพพระยาพุกามพระยาเสือหาญเสียม้าและเครื่อง สาตราอาวุธเป็นอันมาก ก็พ่ายขึ้นมาเมืองพิษณุโลก ครั้น เสร็จการศึก พระยาศรีราชเดโชมิได้ลงไป ก็อยู่ด้วยพระมหา ธรรมราชา แต่พระท้ายน้ำหนีไปยังพระนครศรีอยุธยา

ถึง ณ เดือน ๘ ปีขาล ฉศก สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าช้างเผือก ก็เสด็จทรงพระผนวช ข้าราชการก็บวชโดยเสด็จเป็นอันมาก

ฝ่ายพระมหาธรรมราชาทราบพระทัยตระหนักว่า สมเด็จ พระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน คิดการทั้งปวงด้วยพระยารามเพ็ดทูล ยุยง และสัญญาแก่พระเจ้าล้านช้างให้ยกมาเอาเมืองพระพิษณุโลก พระองค์ก็ให้มีหนังสือรับสั่งลงไป ถึงสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินว่า เมืองพิชัยหาเจ้าเมืองมิได้ จะขอพระยารามขึ้นมาเป็นพระยาพิชัย สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ครั้นตรัส ทราบดังนั้นก็เคืองพระทัย ฝ่ายพระยารามแจ้งดังนั้น กลัวพระ มหาธรรมราชาจะส่งตัวไปหงสาวดี ก็ทูลแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพเจ้าได้ฟังซึ่งการในเมืองพระพิษณุโลก นั้นว่าพระมหาธรรมราชาคิดการทั้งปวงเป็นฝ่ายข้างหงสาวดี และเอาเมืองเหนือทั้งปวงไปขึ้นแก่พระเจ้าหงสาวดีแล้ว บัดนี้จะ ย้ายเอาท้าวพระยาผู้ใหญ่ในพระนครไปยังหงสาวดีเล่า และซึ่ง พระมหาธรรมราชาบังคับบัญชาพระองค์ลงมาเป็นสิทธิ์ดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นมิควร ถ้าและศึกหงสาวดีมาถึงพระนครก็ดี ข้าพเจ้าจะขอ ประกันตกแต่งป้องกันพระนครไว้ให้ได้ สมเด็จพระมหินทราธิราช เจ้าแผ่นดินเห็นชอบด้วย ก็บัญชาโดยพระยาราม สมเด็จพระ มหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน และพระยาราม ก็เอายุบลคดีซึ่งคิดทั้ง ปวงมากราบทูลแก่พระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือก แล้วอัญเชิญพระองค์ลาผนวชออกมาครองราชสมบัติ พระเจ้าช้าง เผือกก็มิได้รับ จึ่งสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน และพระยารามก็ทูลวิงวอนเป็นหลายครั้งว่า บัดนี้ภัยจะมาถึงประชา ราษฎรทั้งปวงแล้ว ขอทรงพระกรุณาเสด็จมาครองราชสมบัติ เอาอาณาประชาราษฎรทั้งหลายไว้ให้รอด พระเจ้าช้างเผือกก็ตรัสบัญชาตามสมเด็จพระโอรสาธิราชกราบทูลนั้น จึ่งเสด็จลาพระ ผนวชในเดือน ๔ แรม ๑๓ ค่ำ ศักราช ๙๑๖ ปีขาล ฉศก

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้งข่าวไปว่า พระยาพุกาม พระยา เสือหาญ ซึ่งให้มาช่วยกันเมืองพระพิษณุโลก กลับเสียทัพแก่ชาว ล้านช้าง ก็ทรงพระพิโรธและให้ม้าใช้มาหาพระยาพุกาม และพระยาเสือหาญไปจะลงโทษ พระยาพุกาม พระยาเสือหาญกลัว ราชอาชญาพระเจ้าหงสาวดี ก็ทูลวิงวอนพระมหาธรรมราชา เชิญเสด็จขึ้นไปช่วยขอโทษ พระมหาธรรมราชาก็ทรงพระกรุณาแก่พระยาพุกาม พระยาเสือหาญ จึ่งพาพระนเรศวรราชบุตรเสด็จ ขึ้นไปถึงเมืองหงสาวดี ทูลขอโทษพระยาพุกาม พระยาเสือหาญ แก่พระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า มันทั้งสองนี้โทษมัน ถึงตายอยู่แล้ว แต่พระเจ้าน้องเราได้ขึ้นมาขอแล้ว เรายกโทษให้ พระมหาธรรมราชา ก็โสมนัสรักใคร่ในพระเจ้าหงสาวดีนั้นเป็นอัน มาก ขณะเมื่อพระมหาธรรมราชาเสด็จไปกรุงหงสาวดีนั้น ข่าวแจ้งลงไปถึงกรุงพระมหานครศรีอยุธยา สมเด็จพระมหินทราธิราช ก็กราบทูลแก่สมเด็จพระราชบิดาว่าพระมหาธรรมราชานี้ มิได้ มีสวามิภักดิ์ต่อพระองค์แล้ว ไปฝ่ายฝากไมตรีแต่พระเจ้าหงสาวดีถ่ายเดียว จำจะยกทัพรีบขึ้นไปเชิญสมเด็จพระเจ้าพี่นางกับราชนัดดาลงมาไว้ ณ พระนครศรีอยุธยา ถึงมาตรว่าพระมหาธรรม ราชาจะคิดประการใด ก็จะเป็นห่วงอาลัยอยู่อันพระมหาธรรมราชาจะไม่พ้นเงื้อมมือพระองค์ สมเด็จพระราชบิดาก็เห็นด้วย จึ่ง ตรัสให้พระยารามอยู่จัดแจงรักษาพระนคร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับพระมหินทราโอรสาธิราช ก็กรีฑาพลเสด็จโดยชลมารคถึงเมืองพระพิษณุโลก ก็รับสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรี กับเอกาทศรถ อันเป็นพระภาคิไนยราช และครัวอพยพข้าหลวงเดิมซึ่งให้ขึ้นมาแต่ ก่อนนั้น แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระมหินทราธิราช ก็เสด็จ ล่วงจากเมืองพระพิษณุโลกไปประทับยังเมืองนครสวรรค์ จึ่งสมเด็จพระมหินทราธิราชกราบทูลสมเด็จพระราชบิดาว่า เมืองกำแพง เพชรเป็นทางศึก จะขอทำลายเมืองกำแพงเพชร กวาดครัวอพยพ ลงไปไว้ ณ กรุงพระมหานครศรีอยุธยา ถึงศึกจะมาก็จะได้หย่อนกำลังลง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสเห็นด้วย ทัพหลวงก็ตั้งอยู่ ณ เมืองนครสวรรค์ สมเด็จพระมหินทราธิราชก็ยกทัพขึ้นไปยัง เมืองกำแพงเพชร ทัพหลวงตั้งค่ายท้ายเมือง พระยาศรีเป็นกองหน้า เข้าตั้งค่ายท้ายคูเมือง

ฝ่ายขุนอินทรเสนาและขุนต่างใจข้าหลวงซึ่งตั้งไปแต่พระพิษณุโลกนั้น แต่รู้ข่าวก็ตรวจจัดรี้พลแต่งกันเมืองกำแพงเพชรเป็นสามารถครั้นกองทัพเข้าตั้งแทบเมืองก็แต่งพลทหารออกหักค่ายพระยาศรี พระยาศรีก็พ่ายแก่ชาวกำแพงเพชร จึ่งพระยาศรีก็ แต่งการที่จะปล้นเมืองกำแพงเพชร ก็จัดชาวอาสาในหมวดพันตรีชัยสัก ๑,๐๐๐ แต่งการสรรพก็ยกเข้าปล้นเมืองในเพลากลางคืน เมื่อแรกยกเข้าไปนั้น ชาวในเมืองสงบอยู่ จะให้เข้าไปถึงเชิงกำแพงแล้ว ก็วางปืนไฟและพุ่งสาตราวุธมาต้องชาวอาสา ชาวอาสาก็พ่ายออกมา แต่ยกเข้าปล้นเมืองถึง ๓ วัน รี้พลตายมาก เห็นจะเอาเมืองมิได้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าก็เลิกทัพหลวงคืนลงมายังนครสวรรค์ สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พระเจ้าช้างเผือก และสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า ก็เสด็จลงมายังพระนครศรีอยุธยา ส่วนพระยารามอยู่แต่งการซึ่งจะกันพระนคร และในหน้าที่กำแพงรอบพระนครนั้น ให้แต่งป้อมเพชรและหอรบระยะใกล้กันแต่ เส้นหนึ่ง วางปืนใหญ่ไว้ระยะแต่ ๑๐ วา ปืนบะเหรียม จ่ารงค์มณฑกระยะไกลกันแต่ ๕ วา อนึ่งกำแพงพระนครขณะนั้น ตั้งโดยขบวนเก่าและยังไป่รื้อลงตั้งในริมน้ำ พระยารามก็ให้ตั้งค่ายรายไปตามริมน้ำเป็นชั้นหนึ่ง และไว้ปืนจ่ารงค์ มณฑกสำหรับค่าย นั้นก็มาก แล้วให้ตั้งหอโทนในกลางน้ำ ไกลริมฝั่งออกไป ๕ วารอบพระนคร มิให้ข้าศึกเอาเรือเข้ามาตีริมพระนครได้ฝ่ายข้าหลวงในเมืองพระพิษณุโลก ครั้นสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือก และสมเด็จพระมหินทราธิราชมานำพระวิสุทธิกษัตรีและพระเอกาทศรถ กับครอบครัวอพยพข้าหลวงเดิมลงไปแล้ว ก็ขึ้นม้ารีบไปยังกรุงหงสาวดีกราบทูลแก่พระมหาธรรมราชาเจ้าทุกประการ พระมหาธรรมราชาได้แจ้งดังนั้น ก็ตกพระทัยจึ่งเข้าไปเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี เอาเหตุซึ่งพระยารามกับสมเด็จพระมหินทราธิราชคิดการนั้นแต่ต้น จนมาหักหาญรับพระวิสุทธิกษัตรี ลงไปกรุงพระมหานครศรีอยุธยานั้น ทูลแก่พระเจ้าหงสาวดีทุก ประการ พระเจ้าหงสาวดีแจ้งเหตุดังนั้น ก็เคืองพระราชหฤทัยจึ่งตรัสแก่พระมหาธรรมราชา ซึ่งกรุงพระมหานครศรีอยุธยาเสียสัตยานุสัตยานุสัตย์ กลับเป็นปรปักษ์ข้าศึกแก่พระเจ้าน้องเรานั้น จะละไว้มิได้ พระเจ้าน้องเราเร่งลงไปจัดแจงกองทัพทั้ง ๗ เมืองเหนือ และเสบียงอาหารไว้ให้สรรพ เดือน ๑๒ เราจะยกลงไป พระ มหาธรรมราชาเจ้ารับบัญชาพระเจ้าหงสาวดีแล้ว ก็ถวายบังคมลามายังเมืองพระพิษณุโลก จัดแจงเสบียงอาหารช้างม้ารี้พลทั้ง ๗ เมืองเหนือไว้ ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีให้บำรุงช้างม้ารี้พลสรรพ

ลุศักราช ๙๑๗ ปีเถาะ สัปตศก วันพฤหัสบดี ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๑๒ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๖ บาทสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็เสด็จทรงพระปริตโตทกธาราภิเษกเสร็จ เสด็จทรงเครื่องศิริราชวิภูษณาธารกาญจนวิเชียรมาลี มณีมาศมงกุฎสำหรับวิชัยยุทธนราชรณรงค์ภูมิเสร็จ เสด็จทรงช้างต้นพลายชมพูทัต สูง ๖ ศอก ๒ นิ้วผูกพระที่นั่งสุวรรณมหามณฑปเป็นบรมอัครยานพาหนะ พร้อมด้วยแสนสุรชาติโยธาพลากรเหี้ยมหาญพลโล่เขนทวนธนูดูดิเรกมเหาฬารนานาวุธ ประภูศักดิ์สารสินธพจตุรงคพาชีชาติพันลึกอธึกด้วยกาญจนกลิ้งกลด อภิรุมบังสุริยไพโรจนรุจิต พิพิธปะฎา การ ธงชัยธงประดากเป็นขนัดแน่นไสว เดียรดาษด้วยท้าวพระยาพลากรกันกงริ้ว รายระยะโดยขบวนบทจรพยุบาตราซ้ายขวาหน้า หลังทั้งปวงเสร็จ ได้เพลามหาวิชัยฤกษ์ โหราลั่นฆ้องชัย ทวิชาจารย์เป่าสังข์ ประโคมฆ้องกลองกาหลกึกก้องนฤนาทนี่สนั่นพระ สุธาดล ดำเนินธวัชลีลาพยุหแสนยากรทัพหลวง ออกจากกรุง หงสาวดีรอนแรมมา ๒๕ เวน ถึงเมืองกำแพงเพชร เสด็จประทับเถลิงราชยพลับพลาชัยราชาอาสน์ จึ่งดำรัสให้พระเจ้าแปรเป็นนายกองทัพเรือ แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ยกมาชุมพลทั้งทัพบกทัพเรือเมืองนครสวรรค์ และพลพระเจ้าหงสาวดีครั้งนั้น คือพลพม่า มอญ ในหงสาวดี อังวะ ตองอู เมืองปรวน และเมืองประแสนิว เมืองกอง เมืองมิด เมืองตาละ เมืองหน่าย เมืองอูมวง เมืองสะพัวพัว และเมืองสรอบ เมืองไทยใหญ่ อันทัพเชียงใหม่ทั้งปวงมาด้วยพระเจ้าหงสาวดีเป็นทัพหนึ่ง

ครั้นได้ศุภวารฤกษ์ดิถี พระเจ้าหงสาวดีก็กรีพยุหโยธาทัพ ทั้งปวงลงมายังพระนครศรีอยุธยา พระเจ้าช้างเผือกและสมเด็จพระมหินทราธิราชแจ้งข่าว ก็ให้ขับพลเมืองนอกทั้งปวงเข้าพระ นคร และได้แต่ในแขวงจังหวัดซึ่งอยู่ใกล้พระนครทั้งสี่แขวงนั้นประมาณส่วนหนึ่ง และซึ่งมิได้เข้ามานั้นออกอยู่ป่าเป็นอันมากอนึ่งพลเมืองเล็กน้อยทั้งปวงมิได้เข้าพระนครและออกอยู่ป่ามาก ได้แต่ตัวเจ้าเมืองและพลสำหรับเจ้าเมืองนั้นเข้าพระนคร สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ก็ให้พระยารามตรวจจัดพลสรรพายุทธขึ้นประจำหน้าที่กำ แพงรอบพระนคร และค่ายทั้งปวงก็มั่นคงนัก แล้วก็แต่งกองแล่นไว้ทั้ง ๔ ด้านรอบพระนคร ด้านละ ๕ กอง ส่วนพระยารามนั้นตั้งทัพในท้องสนามหลวงเป็นกองกลาง จะได้ยกไปช่วยทั้ง ๔ ด้าน อนึ่งหน้าที่ใดเป็นหน้าที่กวดขัน พระเจ้าอยู่หัวก็ไว้พระกลาโหม และพระพลเทพ เมืองชัยนาท เมืองสุพรรณบุรี เมืองลพบุรี เมืองอินทบุรี เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองนครนายกเมืองสระบุรี เมืองพรหมบุรี เมืองสรรค์บุรี เมืองสิงหบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองธนบุรี เมืองมะริด ทั้งนี้อยู่ประจำหน้าที่แต่มุมหอรัตนชัยลงไปเกาะแก้ว ซึ่งมีแต่คู หาแม่น้ำกั้นมิได้ และหน้าที่ทั้ง ๓ ด้านไซร้ แต่ในค่ายไปถึงประตูชัย พระยาพระคลังเป็นนายกองใหญ่ แต่ประตูชัยไปถึงวังชัย พระอินทรานครบาลเป็นนายกองใหญ่ แต่มุมวังชัยไปถึงประตูชีขัน พระท้ายน้ำเป็นนาย กองใหญ่ แต่ประตูชีขันไปถึงมุมศาลหลวง พระยาศรีราชเดโชเป็นนายกองใหญ่ แต่มุมศาลหลวงมาพระราชวัง แต่พระราชวังไปถึงขื่อหน้า พระยาธรรมาเป็นนายกอง ถือพลทหารในทั้งปวงรักษาหน้าที่

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดียกทัพมาถึงพระนครศรีอยุธยา ณ วันพุธ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ตั้งทัพมั่น ณ ตำบลลุมพลี จึ่งพระยารามก็ให้เอาปืนนารายณ์สังหาร ยาว ๓ วาศอก กระสุน ๑๒ นิ้วลากไปตั้งในช่องมุมศพสวรรค์ให้จังกายิงเอากลางทัพพระเจ้า หงสาวดี ต้องช้างม้ารี้พลตายมาก และกระสุนนั้นไปตกใกล้พลับพลาพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีก็ให้เอากระสุนขึ้นสรวงพลี แล้วก็เสด็จเลิกกองทัพมาตั้ง ณ มหาพราหมณ์ พอทัพบกทัพเรือถึงพร้อม จึ่งพระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสกำหนดให้ทัพทั้งปวง เข้าล้อมพระนคร ในขื่อหน้าทิศบูรพาไซร้ ทัพพระมหาอุปราชาและทัพพระมหาธรรมราชา ทัพพระเจ้าอังวะไปข้างทิศทักษิณ ทัพพระยาทะละและเจ้าฟ้าไทยใหญ่ และพระยาแสนหลวงชาวเชียงใหม่ไปข้างประจิมทิศ ทัพพระยาพสิมและพระยาตองอู ทัพ พระยาอภัยคามณีพระยาเลา พระยาพะตะบะ พะตะเบิด ตั้ง ทิศอุดร ฝ่ายทัพหลวงก็ยกไปตั้งวัดมเหยงคณ์ และทัพอันล้อมพระนครทั้ง ๔ ด้านนั้น เมื่อแรกยกเข้าล้อมนั้นตั้งไกลริมน้ำออกไปประมาณ ๓๐ เส้น และเอาไม้ตาลเป็นค่าย พูนดินกันปืนใหญ่ กว่าจะตั้งค่ายมั่นลงจงได้ ชาวพระนครวางปืนใหญ่ออกไปต้องพลพระเจ้าหงสาวดีตายมากนัก ครั้นตั้งค่ายมั่นกันปืนใหญ่ได้แล้ว ประมาณ ๑๐ วัน ก็ยกเข้ามาตั้งค่ายอีกชั้นหนึ่ง ห่างค่ายเดิม ๑๐ เส้น ยังประมาณ ๒๐ เส้น จะถึงริมน้ำ ชาวพระนครแต่งพลอาสา ออกทะลวงฟัน แล้ววางปืนใหญ่ออกไปต้องพลพระเจ้าหงสาวดีเมื่อตั้งค่ายนั้นตายมากนัก และนายทัพนายกองเห็นจะตั้งค่ายใน กลางวันมิได้ ให้ลอบเข้าตั้งค่ายกลางคืนเป็นช้านาน จึงตั้งค่ายชั้น (นั้น) มั่นลงได้ แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ให้ยกเข้าตั้งค่ายอีกชั้นหนึ่งเล่า ให้ถึงริมน้ำคูเมือง และค่ายชั้นนี้ตั้งยากนัก ด้วยชาวพระนครวางปืนใหญ่และปืนจินดา จ่ารงค์ มณฑก ถนัดเต็มแม่นยำ พลทั้งปวงต้องปืนไฟตายมากนัก จึ่งพระเจ้าหงสาวดีให้ขุดอุโมงค์ ให้พลทั้งปวงเดินเข้ามาเป็นหลายแห่งหลายสาย ครั้นถึงริมแม่น้ำที่จะตั้งค่ายนั้น ก็ขุดเป็นอุโมงค์แล่นหากันโดยหน้าค่ายและลอบตั้งค่ายนั้นในกลางคืน แล้วห้ามพลทั้งปวงให้สงบมิให้ มีฉาว ฝ่ายในพระนครรู้ว่าชาวหงสาวดีขุดอุโมงค์เดิน ก็เอาปืนใหญ่ยิงออกไปมิได้ต้องข้าศึก ก็จัดกองอาสาออกไปทะลวงฟัน ได้ หัวเข้ามาถวายหลายครั้ง และชาวหงสาวดีตั้งค่ายชั้นนั้นเป็นเดือนเศษจึ่งตั้งได้ แต่พระเจ้าหงสาวดียกมาให้ตั้งค่ายล้อมเป็น ๓ ครั้ง ประมาณ ๒ เดือน จึ่งเข้าล้อมได้ถึงริมแม่น้ำคูเมือง

ฝ่ายสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าจึ่งดำรัสแก่พระยารามให้มีศุภอักษรขึ้นไปถึงเมืองล้านช้างขอกองทัพลงมาช่วย พระยารามก็แต่งศุภอักษรโดยพระราชบริหารเสร็จแล้ว จึ่งแต่งให้ขุนราชเสนา ขุนมหาวิชัยกับไพร่ ๕๐ ถือขึ้นไปยังเมืองล้านช้าง เมื่อศึกหงสาวดียกมาล้อมพระนครและตั้งค่ายได้ ๓ ครั้ง พระเจ้าช้างเผือกเสด็จเลียบพระนครมิได้ขาด และแต่งขุนหมื่นทหารอาสายกออกไปกอง ๑,๐๐๐ กองละ ๒,๐๐๐ ทั้ง ๔ ด้าน เป็นหลายหมู่หลายกอง ได้รบด้วยชาวหงสาวดีซึ่งเข้ามาตั้งค่ายนั้นทุกวัน และได้ฆ่าฟันชาวหงสาวดีตาย ได้หัวเข้ามาถวายก็มาก ฝ่ายพลหงสาวดีแม้นล้มตายเท่าใด พลทั้งปวงก็มิได้แตกฉาน ยกหนุนกันเข้ามา แน่นหนา ป้องกันให้ตั้งค่าย ครั้นตั้งค่ายมั่นล้อมทั้ง ๔ ด้านแล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสแก่พระมหาอุปราชา พระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ ท้าวพระยาทั้งหลายว่า เราไปรบเมืองทุกแห่งไซร้ ครั้น ยกเข้าล้อมได้ดังนี้ ก็แต่งการที่จะเข้าปีนปล้นเอาได้โดยฉับพลันและแผ่นดินอยุธยานี้เป็นราชธานีใหญ่หลวง เอาสมุทรเป็นคูคันรอบดุจเขาพระสิเนรุราช มีแม่น้ำสีทันดรนทีรอบคอบ และที่จะปล้นได้ไซร้ เห็นแต่ขื่อหน้าด้านเดียว ถึงดังนั้นก็ดี จะปล้นเอา เหมือนนครทั้งปวงนั้นมิได้ และซึ่งจะเอาอยุธยาครานี้ เราจะแต่งการเป็นงานปีจึ่งจะได้ ให้ท้าวพระยาทั้งหลายกำหนดให้แก่นายทัพนายกองทั้งปวงให้รักษาแต่มั่นไว้ อย่าเพ่อรบพุ่ง ให้แต่ง การออกลาดหาข้าวไว้เป็นเสบียงไพร่พลทั้งปวงให้ครบปีหนึ่ง แล้วจะให้สำรวจเอาให้ถ้วนตัวคนจงทุกหมู่ทุกกอง ถ้านายทัพนายกองผู้ใดเสบียงพลนั้นมิครบถึงปีไซร้ จะให้ลงโทษแก่นายทัพนายกองผู้นั้นถึงสิ้นชีวิต จึ่งท้าวพระยาทั้งหลาย ก็แต่งพลไว้ประจำค่ายทั้งปวงแต่พอรบพุ่งป้องกันหน้าค่าย แล้วก็แต่งพลออกลาดหาข้าวทุกหมู่ทุกกองโดยพระราชกำหนด ก็ปลูกยุ้งฉางใส่เสบียงทั้งปวงไว้ ครั้นถึงกำหนดที่จะสำรวจ พระเจ้าหงสาวดีก็แต่งให้สำรวจทุกทัพทุกกอง และเสบียงพลทั้งปวงนั้นก็ครบปีหนึ่งดุจพระราชกำหนด แต่หมวดมะโดดข้าหลวงเดิมนั้น เสบียงมิครบปี พระเจ้า หงสาวดีให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิต ขณะนั้นพระเจ้าช้างเผือกทรงพระประชวรหนัก ประมาณ ๒๕ วันก็เสด็จสวรรคต ในศักราช ๙๑๗ ปีเถาะ สัปตศก อยู่ในราชสมบัตินั้น ๒๒ ปี

ครั้นพระเจ้าช้างเผือกสวรรคตแล้ว สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินมิได้นำพาการศึก และเสด็จอยู่แต่ในพระราชวัง ไว้การทั้งปวงแก่พระยาราม ให้บังคับบัญชาตรวจทหาร ทั้งปวงผู้รักษาหน้าที่รอบพระนคร ขณะนั้นพระยารามขี่คานหามทอง มีมยุรฉั ตรประดับซ้ายขวา และพลทหารหน้าหลังเป็นแน่นหนา แต่พลถือปืนนกสับนั้น ๗๐๐ เที่ยวเลียบหน้าที่ทุกวัน และเกณฑ์พลทหารออกรบชาวหงสาวดีเป็นสามารถขณะนั้นพระยาจักรรัตนถือพลทหารออกไปหักค่ายข้าศึก ณ ท้าย คูและเผาค่ายหน้าที่พระยาเกียนได้ประมาณเส้นหนึ่ง พลศึกอันประจำค่ายพ่ายลงไปจึ่งพระยาเกียนยกพลออกรบพระยาจักรรัตน พระยาจักรรัตนรบ ถลำเข้าไปก็เสียตัว และชาวอาสาทั้งปวงก็พ่ายเข้ามาพระนคร พระยาเกียนจับพระจักรรัตนไปถวายแก่พระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีทรงพระโกรธแก่พระยาเกียน ตรัสแก่พระมหาอุปราชาว่า ซึ่งพระยาเกียนมิได้รักษาค่ายให้มั่น ให้ชาวพระนครออกมาเผาเสีย ได้ มิได้ลงโทษด้วยพระยาเกียนด้วยประการใด พระมหาอุปราชา กราบทูลว่า พระยาเกียนเสียค่าย แต่ได้นายกองซึ่งถือพลออกมานั้น เห็นว่าโทษพระยาเกียนกลบลบกัน จึ่งมิได้ลงโทษ พระเจ้าหงสาวดีทรงโกรธแก่พระมหาอุปราชาว่า ถึงพระยาเกียนจับ ได้นายกองก็ดี ยังมิคุ้มโทษ และพระมหาอุปราชาว่า พระยาเกียนคุ้มโทษแล้ว และมิได้เอาโทษพระยาเกียนนั้น เห็นว่าพระมหาอุปราชามิได้เอาใจใส่ลงในการศึก อย่าให้พระมหาอุปราชาอยู่บังคับการศึกในทัพนั้นเลย จะไปแห่งใดตามใจเถิด ให้พระมหาอุปราชาเอาแต่ช้างตัวหนึ่ง คนขี่ท้าย กลาง ไปด้วย กว่านั้นอย่าให้เอา ไป พระเจ้าหงสาวดีก็ให้ขับพระมหาอุปราชเสีย และ้วก็ให้ลงโทษ แก่พระยาเกียนถึงสิ้นชีวิต พระมหาอุปราชากลับมายังทัพ สมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีก็ใช้สนองพระโอษฐ์ลงมาขับพระมหาอุปราชา ให้ไปจากทัพจงพลันขณะนั้นพระเจ้าแปรพระเจ้าอังวะกลัวอาญาพระเจ้าหงสาวดี มิอาจทูลขอโทษพระมหาอุปราชาได้ พระมหาอุปราชาก็ให้มาทูลแก่พระมหาธรรมราชาว่า สมเด็จพระราช บิดาทรงพระโกรธ ให้ขับเราเสียจากทัพ และพระเจ้าแปร พระ เจ้าอังวะจะทูลขอโทษนั้น พ้นกำลังทูลมิได้ และซึ่งจะช่วยเรา ครานี้เห็นแต่พระพี่เราพอจะขอโทษเราได้ เมื่อพระมหาอุปราชาให้มาทูลแก่พระมหาธรรมราชานั้น พระเจ้าหงสาวดีใช้สนอง พระโอษฐ์มาไล่ว่า ให้พระมหาอุปราชาเร่งไปจงพลัน พระมหาอุปราชากลัวพระราชอาญา ก็แต่งตัวจะขึ้นช้างไปจากทัพ จึ่งพระมหาธรรมราชาตรัสให้ข้าหลวงไปห้ามพระมหาอุปราชา ให้งดอยู่ เราจะไปทูลขอโทษก่อน พระมหาธรรมราชาก็เสด็จมาทูลขอโทษพระมหาอุปราชา พระเจ้าหงสาวดีก็โปรดยกโทษให้

ขณะนั้น พระเจ้าหงสาวดีให้พระเจ้าแปรยกทัพเรือลงไป โดยคลองสะพานขายข้าว ไปออกบางไทร เลี้ยวขึ้นมาตั้งท้ายคูกันมิให้เรือขึ้นล่องออกได้ แล้วพระเจ้าแปรก็แบ่งทัพเรือลงไป ลาดถึงเมืองธนบุรี เมืองสาครบุรี* ขณะนั้นสำเภาจีนจังจิ๋วมิทันรู้ว่าศึกหงสาวดีมาล้อมพระนคร ก็ใช้ใบเข้ามาถึงหลังเต่าพระเจ้า แปรรู้ก็ยกทัพเรือออกไปจะเอาสำเภาจีนจังจิ๋ว จีนจังจิ๋วรู้ว่าข้าศึกมาล้อมพระนคร แต่งทัพเรืออกมาลาด จีนจังจิ๋วก็ใช้ใบสำเภาออกไป และทัพเรือพระเจ้าแปรยกออกไปเห็นสำเภาจีนจังจิ๋วคลาดออกไปลึกแล้ว จะตามเอามิได้ ก็ยกทัพคืนมา พระเจ้าหงสาวดีก็ทรง พระโกรธแก่พระเจ้าแปรว่า สำเภาจีนเข้ามาถึงปากน้ำแล้ว และ มิได้ติดตามออกไปเอาจงได้ สำเภาจีนหนีไปรอดนั้น พระเจ้าแปร ผิด ตรัสเอาตัวพระเจ้าแปรไปตระเวนรอบทัพ แล้วให้คงเป็นนายกองทัพเรือดุจเก่า

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีก็แต่งทหารให้เข้าหักค่ายริมน้ำด้านประตูหอรัตนชัย พระยารามและพระกลาโหมพระอินทรา พระมหาเทพ พระมหามนตรี และพระหัวเมืองทั้งหลายช่วยกันเอาใจ ลงในราชการ รบพุ่งป้องกันมิให้ชาวหงสาหักเข้ามาได้ และพระมหาเทพแต่งพลอาสาออกทะลวงฟัน ชาวหงสาวดีก็แตกฉานเป็น หลายครั้ง และการศึกนั้นก็ช้าอยู่ พระเจ้าหงสาวดีทรงพระโกรธ ก็ให้เอานายทัพนายกองนั้นลงโทษ แล้วบัญชาการให้พระมหาอุปราชา ไปตั้งค่ายตำบลวัดเขาดินตรงเกาะแก้ว พระเจ้าอังวะบุตรเขยนั้น ตั้งตำบลวัดสะพานเกลือ พระเจ้าแปรผู้หลาน ตั้งค่ายตำบลวัดจันทร์ตรงบางเอี๋ยน ให้เร่งถมดินเป็นถนนข้ามแม่น้ำ เข้าไปให้ถึงฟากทั้ง ๓ ตำบลจงได้ พระมหาอุปราชา พระเจ้า อังวะ พระเจ้าแปร ก็มาเร่งให้ทำตามรับสั่ง ชาวพระนครเจ้า หน้าที่เห็นดังนั้นก็เอาปืนใหญ่น้อยระดมยิงข้าศึกล้มตายเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จไปทอดพระเนตร เห็นยังไม่ เป็นถนนขึ้นได้ ก็ตรัสว่าพระมหาอุปราชา พระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร ๓ คนนี้ จะให้พูนแต่ถนนข้ามคูเท่านี้ยังมิได้ ที่ไหนจะได้กรุงศรีอยุธยาเล่า ถ้าตายสักคนหนึ่งเมื่อใด จึ่งจะเป็นถนนขึ้นได้ ตรัสเท่านั้นแล้วเสด็จกลับไป พระมหาอุปราชา พระเจ้าอังวะพระเจ้าแปร ยิ่งเกรงพระราชอาญา จึ่งดำริให้เอาไม้โตนดทำ ทุบทูบังพล ขนมูลดินเข้าไปถมถนน ชาวพระนครก็วางปืนใหญ่ออกมาทำลายทุบทู พลล้มตายเป็นอันมาก ผู้ตรวจการเห็นดัง นั้น ก็เอาเนื้อความเข้าไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทุกประการ พระเจ้าหงสาวดีจึ่งตรัสถามผู้ตรวจการว่า พลแบกมูลดินตายลงคนหนึ่งจะเป็นมูลดินสักกี่ก้อน ผู้ตรวจการกราบทูล คนตายคนหนึ่งเป็นมูลดินประมาณ ๗ ก้อน ๘ ก้อน พระเจ้าหงสาวดีจึ่งตรัสว่า เอาเถิด จงไปบอกเจ้าหน้าที่ให้เร่งพลขนมูลดินถมถนนเข้าไปอย่าให้ขาดได้ ผู้ตรวจการก็มาทูลพระมหาอุปราชา พระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร ตามรับสั่งทุกประการ พระมหาอุปราชา พระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ ก็เร่งให้พลทั้งปวงขนมูลดินเข้าไปถมถนนทั้ง ๓ ตำบลมิได้ขาดทั้งกลางวันกลางคืน และการพูนถนนนั้นถึง ๓ เดือน จึ่งถึงฟากกำแพงพระนคร

ฝ่ายพระยาราม พระกลาโหม พระมหาเทพเห็นเชิงศึกแหลมเข้ามา ก็ให้ตั้งค่ายในกำแพงพระนครชั้นหนึ่งเป็นวงพาดเอาปืนใหญ่ ปืนมณฑก มาตั้งดาไว้ ณ หน้าค่ายนั้น ฝ่ายพลอันอยู่หน้าที่กำแพงเชิงเทินนั้นก็รบพุ่งป้องกันอยู่ พระเจ้าหงสาวดี ให้ยกพลเข้ามาโดยถนนมุมเกาะแก้ว แล้วเอาทัพเรือมากระหนาบ เอาปืนจ่ารงค์ มณฑก นกสับ ยิงแผงระดมเจ้าหน้าที่ดังห่าฝน ชิงเอามุมเกาะแก้ว ชาวทหารอาสาซึ่งอยู่หน้าที่มุมเกาะแก้วนั้นจะยิงรบพุ่งป้องกันมิได้ ก็พ่ายลงมายังค่ายซึ่งตั้งไว้นั้น ชาวหงสาวดีรุกเข้ามาทะลายกำแพงมุมเกาะแก้วได้ ขณะนั้นพระยารามก็สลด ใจ จะบังคับบัญชาการศึกมิได้เป็นสิทธิ์ดุจก่อน ก็คิดด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายว่า จะป้องกันสืบไปเห็นพ้นกำลัง และจะแต่งออกไปให้เจรจาเป็นไมตรี ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายก็ว่า ซึ่งจะเป็นไมตรีไซร้แต่ยังมิได้รบกันเป็นสามารถ และซึ่งได้รบพุ่งจนพระเจ้าหงสาวดีเสียรี้พลเป็นอันมากดังนี้แล้ว พระเจ้าหงสาวดียังจะรับเป็นไมตรีหรือ ท้าวพระยาทั้งหลายก็มิลงด้วยพระยาราม แต่นั้นมาท้าวพระยามุขมนตรี ลูกขุน ทหารทั้งปวงมิได้ฟังบังคับบัญชาพระยาราม ต่างคนต่างรบพุ่งข้าศึก สมเด็จพระ มหินทราธิราช พระเจ้าแผ่นดินก็มิเอาพระทัยลงในการสงคราม ละให้แต่มุขมนตรีทั้งหลายรบพุ่ง

ขณะนั้นพระมหาเทพถือพลอาสาอยู่รักษาหน้าค่ายริมเกาะแก้วริมกำแพงทะลายนั้นข้าศึกหงสาวดียกเข้ามาปล้นค่ายเป็นหลายครั้ง และพระมหาเทพรบป้องกันไว้ ข้าศึกหักเข้าไม่ได้ อนึ่งพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวราช เสด็จมายืนช้างที่นั่ง ให้พล อาสาช่วยพระมหาเทพรบ และแต่งทหารอาสาออกทะลวงฟัน แล้วก็วางปืนใหญ่ยิงทะแยงออกไปต้องพลหงสาวดีตายเป็นอันมาก ข้าศึกจะปล้นเอาค่ายนั้นมิได้ ก็ตั้งประชิดกันอยู่

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีทรงพระดำริว่า กรุงพระมหานครศรีอยุธยานี้ป้องกันเป็นสามารถ ซึ่งจะหักเอาโดยง่ายนั้นยาก แล้วก็จวนเทศกาลฟ้าฝนลำบากไพร่พลนัก ก็ตรัสด้วยพระมหาธรรมราชาว่า จำเราจะเพทุบายเอาตัวพระยารามผู้เป็นเจ้าการป้องกัน พระนครนั้น ได้แล้วก็จะเบามือลง เห็นจะได้เมืองถ่ายเดียว พระมหาธรรมราชาเห็นด้วย ก็แต่งนายก้อนทองข้าหลวงเดิม ให้ถือหนังสือลอบเข้ามาถึงขุนสนมข้าหลวง ซึ่งสมเด็จพระเจ้าช้างเผือกไปเอาลงมาแต่เมืองพระพิษณุโลกกับด้วยพระวิสุทธิกษัตรีนั้น ขุนสนมก็ส่งหนังสือนั้นเข้าไปถวายแก่พระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน และใน ลักษณะหนังสือนั้นว่า พระเจ้าช้างเผือกตรัสคิดด้วยพระยารามจึ่งแต่งการรบพุ่งป้องกันพระนคร ละให้เสียสัตย์คลองพระราชไมตรีนั้น บัดนี้พระเจ้าช้างเผือกเสด็จสวรรคตแล้ว ยังแต่พระยา ราม และพระทัยพระเจ้าหงสาวดียังไม่เสียคลองพระราชไมตรีตรัสว่า ถ้าแลพระเจ้าแผ่นดินส่งตัวพระยารามผู้ก่อเหตุออกไปถวายแล้ว พระเจ้าหงสาวดีก็จะเป็นไมตรี มิให้ยากแก่สมณพราหมณาจารย์ประชาราษฎรทั้งปวง จะเลิกทัพกลับคืนไปเมืองหงสาวดี จึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายในก็เอาหนังสือนั้นมาแถลงแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ๆ ได้ฟังโดยลักษณะหนังสือนั้น ก็ให้หาท้าวพระยาพฤฒามาตย์ทั้งปวงมาประชุมกันปรึกษาว่า ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีจะให้ส่งพระยารามออกไป และจะเป็นไมตรีนั้น ยังเห็นควรจะส่งพระยารามออกไปหรือ หรือมิชอบส่ง จึ่งท้าว พระยาพฤฒามาตย์ทั้งปวงว่า ถ้าพระเจ้าหงสาวดีจะเป็นพระราชไมตรีจริง ควรจะส่งพระยารามออกไป อย่าให้ได้ยากแก่ประชาราษฎรทั้งหลาย สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินก็ตรัสให้แต่งหนังสือตอบออกไปว่า ถ้าพระเจ้าหงสาวดีจะเป็นไมตรีสัตย์จริงดุจให้เข้ามานี้ไซร้ ก็จะส่งพระยารามออกไป จึ่งนายก้อนทองเอาหนังสือออกไปถวายแก่พระมหาธรรมราชา พระมหาธรรมราชาก็ตรัสใช้นายก้อนทองเข้ามาเล่าว่า พระเจ้าหงสาวดีจะเป็นพระราชไมตรีสุจริตจริง ให้ส่งตัวพระยารามออกไป ซึ่งจะเอาพระยา รามไว้ จะให้ได้ยากแก่อาณาประชาราษฎรทั้งปวงดูมิบังควร ฝ่ายท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายมิได้รู้กลพระเจ้าหงสาวดี สำคัญว่าจริง ก็พร้อมกันทูลสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ให้ส่งพระยารามออกไปแก่พระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินจึ่งตรัสสั่งนายก้อนทอง ให้ออกไปทูลแก่พระมหาธรรมราชาว่า จะส่งพระยารามออกไป กำหนดให้มารับ ครั้นนายก้อนทองไปแล้ว พระเจ้าแผ่นดินให้จำพระยาราม แต่งคนคุมออกไปส่ง อาราธนาพระสังฆราชกับภิกขุ ๔ องค์ออกไปด้วย ครั้นพระสังฆราชผู้คุมพระยารามไปถึง สมเด็จพระมหาธรรมราชาให้ ถอดพระยารามออก แล้วก็พาเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าหงสาวดีพระเจ้าหงสาวดีก็ให้เบิกพระสังฆราชเข้ามา แล้วตรัสให้หาพระมหาอุปราชา และท้าวพระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงมาประชุมในหน้าพลับ พลา พระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสแก่ท้าวพระยาทั้งหลายว่า พระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยาให้พระสังฆราชเอาพระยารามผู้ก่อเหตุ มาส่งแก่เราและว่าจะขอเป็นพระราช ไมตรีด้วยเราดุจก่อน ท้าว พระยาทั้งหลายจงพิพากษา ยังจะชอบรับเป็นพระราชไมตรีหรือประการใด ท้าวพระยาทั้งหลายก็ทูลว่า ซึ่งได้พระยารามออกมา แล้วดังนี้ เสมอได้แผ่นดินอยุธยา อันจะเป็นพระราชไมตรีนั้น หาต้องการไม่ ขอให้ยกเข้าหักเอากรุงจงได้ พระเจ้าหงสาวดีจึ่งตรัสว่า เราเป็นกษัตริย์จะทำการสงครามสืบไป ซึ่งจะทำดังนี้หา ควรไม่แล้วสั่งนายทัพนายกองทั้งปวงให้รักษาแต่มั่นไว้ อย่าให้ประชิดรบพุ่งเข้าไป ฝ่ายชาวพระนครก็มิได้รบ ต่างคนต่างสงบอยู่ทั้งสองฝ่ายจึ่งพระจ้าหงสาวดีก็สั่งพระสังฆราชเข้ามาว่า ถ้าพระเจ้ากรุงพระมหานครศรีอยุธยาจะเป็นพระราชไมตรีด้วยเรา จึ่งให้พระเจ้าแผ่นดินและท้าวพระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงมาถวายบังคม จึ่งจะรับเป็นพระราชไมตรีด้วย

ครั้นพระสังฆราชเข้ามาถึงกรุง ถวายพระพรแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน โดยคำพระเจ้าหงสาวดีสั่งเข้ามานั้น จึ่งท้าวพระยาทั้งหลายทูลพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินว่า การทั้งนี้พระเจ้าหงสาวดีหากเพทุบายล่อลวงให้ออกไปแล้ว จะกุมเอาท้าวพระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงไว้แล้ว ก็จะให้เข้ามาเทครัวอาณาประ ชาราษฎรทั้งหลายอพยพไปเป็นเชลย และศึกครั้งนี้ข้าพเจ้าทั้ง หลายขอถวายชีวิตรบพุ่งป้องกันจงถึงขนาด จึ่งสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ก็ตรัสให้ท้าวพระยาทั้งหลายพิพากษาเป็นหลายยกหลายเกณฑ์และท้าวพระยาทั้งปวงลงด้วยกันเป็นคำเดียวว่า จะอาสารบพุ่ง แต่พระยาธรรมาไซร้มิได้ลงด้วยท้าวพระยาทั้งปวงฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี (คอย) ท่าฟังทูตซึ่งจะออกไปแต่พระนครช้าอยู่ ถึง ๗ วัน จึ่งตรัสด้วยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าว่า กรุงพระนครศรีอยุธยา มิให้ทูตออกมาเจรจาความเมือง และช้าอยู่ดังนี้ มิเป็นพระราชไมตรีกันแล้ว เราจะให้แต่งการที่จะปล้นนั้นดุจ เก่าสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ทูลแก่พระเจ้าหงสาวดีขอให้งดก่อน ข้าพเจ้าจะเข้าไปแถลงการทั้งปวงให้พระเจ้าแผ่นดินและท้าวพระยาผู้ใหญ่เห็นแท้ว่าจะเป็นทางพระราชไมตรีอย่าให้ยากแก่สมณพราหมณาประชาราษฎรทั้งปวง พระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสบัญชาโดยสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้า สมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้าก็เสด็จด้วยพระราชยาน มายืนอยู่ตรงหน้าที่พระมหาเทพ ร้องเรียกเจ้าหน้าที่เข้าไปว่า เราจะเจ้าไประงับการแผ่นดิน พระมหาเทพเจ้าหน้าที่มิไว้ใจ ยิงปืนกระสุนใหญ่น้อยออกไป พระองค์ ลงจากพระเสลี่ยง ขุนอินทรเดชแบกพระองค์วิ่งกลับออกมา สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็มาเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี แล้วกราบทูลทุก ประการ ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า อันชาวพระนครศรีอยุธยามิไว้ใจนั้น ก็เป็นสำหรับจะให้พระนครเสีย ซึ่งจะพ้นมือเราไป ก็หาไม่ แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็สั่งให้นายทัพนายกองทั้งปวง เร่งประชิดทำการทั้งกลางวันกลางคืน ชาวพระนครรบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ

ขณะนั้นพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวราชถือพล ๑๕,๐๐๐ ตั้ง เป็นกองกลางอยู่ ณ ท้องสนามหลวง ถ้าเจ้าหน้าที่มาทูลว่า ข้าศึก หักหาญด้านใดหนัก ก็มิได้กราบทูลพระราชบิดาก่อน แต่งทหารให้ไปช่วยรบพุ่งทุกครั้ง ส่วนสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินมิได้เอาพระทัยใส่ในการศึก อยู่มาคิดแคลงพระเจ้าลูกเธอพระศรีเสาวราช ว่าการศึกหนักเบามิได้มาแจ้งก่อน ทำแต่โดยอำเภอใจ จึ่งให้หาพระศรีเสาวราชเข้ามาว่าแล้วสั่งพระยาธรรมมาให้เอาตัวพระศรีเสาวราชไปล้างเสีย ณ วัดพระราม ข้าราชการนายทัพนายกองทหารทั้งปวงก็เสียใจ แต่เหตุว่ารักบุตรภรรยาอยู่ ก็อุตส่าห์รบป้องกันไว้ทุกหน้าที่

ฝ่ายขุนราชเสนา ขุนมหาวิชัยกับไพร่ ๕๐ คน พากันเล็ด ลอดขึ้นไปถึงเมืองล้านช้าง จึ่งเอาศุภอักษรนั้นให้แก่เสนาบดี ในลักษณะนั้นว่า ศุภอักษรบวรสถาผล วิมลเชษฐคุณานันต์วิกสิตวิจิตรคามวิราวฌาสัย ในท่านอัครมหาเสนาธิบดินทรามาตย์ อัน สวามิประวาสบาทมูลิกากรบวรยุคลเรณุนาท ในพระบาทสมเด็จ บรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพทวาราวดีศรี อยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชมหาสถาน มีมธุจิตสนิทเสน่หามายังเสนาธิบดี ณ กรุงศรีสัตนาคนหุต บัดนี้กรุงพระมหานครศรีอยุธยามีราชดัสกร คือ พระเจ้าหงสาวดีกอปร ด้วยโลภเจตนาหาหิริโอตัปปะมิได้ ยกกองทัพลงมากระทำปไสยหาการย่ำยีพระนครศรีอยุธยา สมณพราหมณาจารย์ไพร่ฟ้าประชา ราษฎรได้ความเดือดร้อน และกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาก็เป็น เขื่อนเพชรเขื่อนขันแก่กรุงศรีสัตนาคนหุต ถ้าพระนครศรีอยุธยาเสียแก่กองทัพหงสาวดีแล้ว เห็นศึกหงสาวดีติดจะถึงกรุงศรีสัตนา คนหุตด้วย เชิญเสด็จพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตยกพยุหโยธาทัพ ลงมาช่วยรบยุทธปราบข้าศึกให้อัปราชัยประลาตไป แล้วจะได้ช่วยกันดำริการตอบแทนแก้แค้นพระเจ้าหงสาวดีให้ถึงขนาดเสนาบดีครั้นแจ้งในศุภอักษรแล้ว ก็พาขุนราชเสนา ขุนมหาวิชัยเข้าเฝ้า ทูลโดยสำเนาศุภอักษรเสร็จสิ้นทุกประการ

พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งดังนั้น ก็ทรงพระโกรธดำรัสว่า พระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่ในขัตติยราชประเพณี ประพฤติพาลทุจริตให้ทหารมาสกัดชิงพระเทพกษัตรีไปครั้งหนึ่งแล้ว มิหนำยังมีใจกำเริบยกมากระทำย่ำยีพระนครศรีอยุธยาอีกเล่า จำเราจะยกไปตีเป็นทัพกระหนาบดูหน้าพระเจ้าหงสาวดี จะทำเป็นประการใด ประการหนึ่งทั้งทางพระราชไมตรีกรุงศรีอยุธยาก็จะถาวรวัฒนาการสืบต่อไป แล้วก็มีพระราชกำหนด ให้เตรียมพล ๕๐,๐๐๐ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๓,๐๐๐

ครั้น ณ วันเสาร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๓ ไดศุภวารดิถี มหามงคลฤกษ์อันประเสริฐ ก็เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง พร้อมด้วยแสนท้าวพระยาลาวและพลพิริยโยธาหาญ แห่โดยกระบวน ซ้ายขวาหน้าหลังดั้งแซง เป็นขนัดแน่นนันด้วยเครื่องสรรพสาตรา วุธยกออกจากกรุงศรีสัตนาคนหุตรอนแรมมาโดยวิถีทางสถลมารค

ฝ่ายชาวด่านเมืองนครไทยรู้ข่าวว่าทัพเมืองล้านช้างยกลง มา ก็บอกข้อราชการลงไปให้กราบทูลสมเด็จพระมหาธรรมราชาพระมหาธรรมราชาแจ้งดังนั้น จึ่งเสด็จไปเฝ้ากราบทูลพระเจ้า หงสาวดีว่าบัดนี้กองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตยกมาทางเมืองเพชรบูรณ์ จะลงเมืองสระบุรีเป็นทัพกระหนาบ พระเจ้าหงสาวดีทราบ แล้ว ตรัสถามพระยารามว่า ทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตยกมานี้ มา ช่วยเองหรือ ๆ ไปขอให้มาช่วย พระยารามกราบทูลว่า สมเด็จ พระมหินทราธิราชสั่งข้าพเจ้าให้มีศุภอักษรขึ้นไป ขอกองทัพลงมาช่วย พระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า ซึ่งทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตยกมาครั้งนี้ ครั้นจะละให้มาใกล้ ชาวพระนครจะแข็งมือขึ้น การที่จะทำ เอาพระนครจะช้าวันไป จำจะตีเสียให้แตกฉานแต่ไกล แล้วให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับพระยาราม เอาช่างที่มีฝีมือมาแกะตราให้เหมือนตราพระราชสีห์เสร็จแล้ว จึ่งแต่งศุภอักษรว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาครั้งนี้ กองทัพกรุงพระมหานครศรีอยุธยาแต่ออกรับ ก็หาหักหาญได้ไม่ บัดนี้รับแต่มั่นไว้ แต่งให้ออกลาดตระเวนตัดเสบียง กองทัพเมืองหงสาวดีก็ขาดเสบียงลง จวนจะเลิกทัพถอยไปอยู่แล้ว ให้เชิญเสด็จพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตเร่งยกพยุหโยธาทัพลงมากระหนาบ ก็จะได้ชัยชำนะโดยง่าย ครั้นเสร็จแล้ว จึ่งให้สมเด็จพระมหาธรรมราชาแต่งไทย ซึ่งมีสติปัญญาไว้ใจได้ถือรีบไป แล้วสั่งให้พระมหาอุปราชายกกองทัพขึ้นไปคอยสลักตี พระมหาอุปราชาก็เสด็จยกพยุหยาตราทัพโดยสถลมารคแควป่าสักฟากตะวันออก พักพลซุ่มไว้ใกล้เมืองสระบุรีทั้งสองฟากน้ำ

ฝ่ายผู้ถือศุภอักษรไปพบกองทัพพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ณ เมืองเพชรบูรณ์ เสนาบดีนำเข้าเฝ้าทูลข้อความตามศุภอักษร ทุกประการ พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตแจ้งมิได้มีวิจารณญาณสำคัญว่าจริง (ก็) ดีพระทัย ก็ยกกองทัพรุดรีบลงมาเมืองสระบุรี ถึงตำบลหมากสองต้น กองทัพยังมิทันรู้พร้อม พระมหาอุปราชาก็กำหนดให้ทหารเข้าโจมตี กองทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตไม่ทันรู้ตัวก็แตก รี้พลเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตขึ้นช้างหนีไป กองทัพพระมหาอุปราชาไล่ตีตามไป ได้ช้างม้าเป็นอันมากจับพลลาวเป็นได้ประมาณ ๑๐๐ เศษแล้วยกมาเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี ทูลซึ่งได้ชัยชำนะ แล้วถวายช้างม้ากับเชลย ลาวล้านช้างซึ่งได้มานั้น พระเจ้าหงสาวดีดีพระทัย จึ่งให้ปล่อย ชาวล้านช้างซึ่งได้มานั้นเข้าไปแจ้งเหตุทั้งปวงในพระนคร ฝ่าย พระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน นายทัพนายกองทะแกล้วทหารทั้งปวงแจ้งว่า เสียทัพกรุงศรีสัตนาคนหุตก็เศร้าใจ พระเจ้าหงสาวดีก็คิดซึ่งจะเข้าหักเอาพระนครให้ได้ ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชา ครั้นเพลาค่ำจึ่งให้หาพระยาจักรี ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีได้ขึ้นไปครั้งพระรามเมศวรนั้น มาเฝ้าแต่สองคน ให้สาบานแล้วจึ่งตรัสปรึกษาเป็นความลับว่า แต่ก่อนท่านกับเรากเป็นข้าพระเจ้าช้างเผือก ครั้งนี้มาเป็นข้าพระเจ้าหงสาวดีด้วยกันฝ่ายพระเจ้าช้างเผือกก็สวรรคตแล้ว ตัวเราก็ได้ทำความชอบ แต่ตัวท่านหามีความชอบสิ่งใดไม่ เราคิดให้ท่านมีความชอบไว้ต่อพระเจ้าหงสาวดี เราเห็นอุบายอันหนึ่งซึ่งจะเป็นความชอบของท่านตราบเท่ากัลปาวสาน ถ้าท่านเป็นใจด้วยแล้วก็จะได้เมืองโดยง่าย พระยาจักรีก็รับว่าจะสนองพระคุณไปจนกว่าจะสิ้นชีวิต สมเด็จพระมหาธรรมราชาจึ่งเอาความลับทั้งนี้ไปกราบทูลแก่พระเจ้า หงสาวดี พระเจ้าหงสาวดียินดีหนัก จึ่งอุบายให้เอาพระยาจักรีมาลงพระราชอาญาแล้วจำไว้ ให้พม่า มอญ ลาว คุมอยู่ ๓๐ คน ครั้นอยู่มาประมาณ ๕๖ วัน สมเด็จพระมหาธรรมราชาแต่งคนให้ลอบไปปล่อยพระยาจักรีเข้าไปในกรุงทั้งสังขลิกพันธ์ เข้าหน้าที่พระยาธรรมาตรงวัดศพสวรรค์ในเพลากลางคืน ครั้นรุ่งขึ้นพระเจ้าหงสาวดีทำเป็นให้คนหาพระยาจักรีทุกกองทัพ ไม่พบแล้วก็ให้เอาผู้คุม ๓๐ คนไปตระเวนรอบกองทัพ แล้วประหารชีวิตเสียบไว้ หน้าค่ายพระยาธรรมาในเพลานั้น พระยาธรรมาก็พาตัวพระยาจักรีเข้าไปเฝ้า สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินสำคัญว่า พระยาจักรีหนีมาจริง มีความยินดีนัก ก็ให้ถอดเครื่องพันธนาการ ออก แล้วจึ่งพระราชทานบำเหน็จรางวัลเป็นอันมาก ให้พระยาจักรีบังคับการซึ่งจะป้องกันพระนคร แล้วสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินพระราชทานอาญาสิทธิ์พระยาจักรี ให้แห่เครื่องสูง มีปี่กลองชนะแตรสังข์ประโคมเที่ยวตรวจหน้าที่ และพระยาจักรีนั้นจัดแจงค่ายคูหอรบบำรุงทะแกล้วทหารรบพุ่งโดยฉันท์อันจริงมาได้ประมาณเดือนหนึ่ง แต่นั้นไปเห็นเจ้าหน้าที่ผู้ใดรบพุ่งเข้มแข็งกล้าหาญ ก็พาล (เอา) ผิด ลงโทษว่าละหน้าที่เสีย มิได้เป็นใจต่อราชการ แล้วเอาพลเรือนมาเป็นทหาร เอาทหารมาเป็นพลเรือนนายทัพนายกองทั้งปวงมาเสียใจ การศึกก็ถอยกำลังลงแล้วให้หนังสือลับกำหนดออกไปว่า ณ วันเสาร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน๙ ให้ยกเข้ามา

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้งดังนั้น ก็กำหนดให้ท้าวพระยา นายทัพนายกอง ทหารทั้งปวงซึ่งจะเข้าหักเอาพระนคร แต่งทหาร เป็น ๔ เหล่า เหล่าหนึ่งใส่เสื้อดำถือดาบดั้ง เหล่าหนึ่งใส่เสื้อเขียวถือดาบสองมือ เหล่าหนึ่งใส่เสื้อแดงถือปืนนกสับคาบชุดเหล่าหนึ่งใส่เสื้อสีม่วงถือหอกดาบสะพายแล่ง ให้พระมหาธรรม ราชากับพระมหาอุปราชา ถือพลทั้งนี้ยกเข้าโดยถนนเกาะแก้วและพระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร ยกเข้าตามหน้าที่พร้อมกันทั้งสามถนน เจ้าหน้าที่ก็สาดปืนไฟแหลนหลาวมาต้องพลทหารตายเป็นอันมาก พลข้าศึกก็มิได้ถอย เยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้าไปมิได้ ขาด เสียงปืน เสียงพลดังแผ่นดินจะไหว และกองทัพพระมหาธรรมราชา พระมหาอุปราชาโจมตีหักเข้าไปได้ค่ายพระมหาเทพ พระมหาเทพแตกฉานถอยเข้าไปตั้งรับอยู่ตำบลหน้าวัดโควัดกระบือ แล้วก็แตกมาตั้งรับตำบลวัดเผาข้าว ก็ซ้ำแตกกระจัดพลัดพรายคุม กันไม่ติด ข้าศึกก็เข้าเมืองได้

เมื่อเสียกรุงเทพพระมหานครแก่พระเจ้าหงสาวดีนั้น ณวันเสาร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๙ ศักราช ๙๑๘ ปีมะโรง อัฐศก เพลาเช้า ๓ นาฬิกา

ขณะนั้นพระมหาอุปราชา สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า ก็เสด็จเข้ามายืนช้างพระที่นั่งหน้าพระราชวัง จึ่งสมเด็จ พระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ก็เสด็จด้วยพระราชยานออกไปยัง พระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า จึ่งพระมหาอุปราชาให้รับสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินออกไปถวายพระเจ้าหงสาวดี ณ พลับ พลาวัดมเหยงคณ์ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทอดพระเนตรเห็น จึ่งตบพระหัตถ์ลงที่ราชาอาสน์ แล้วตรัสเชิญเสด็จพระมหินทราธิราช ให้เข้ามานั่ง สมเด็จพระมหินทราธิราชก็คลานเข้าไปตามรับสั่งแต่ทว่าหาถึงที่ตบพระหัตถ์ไม่ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจึ่งยกพาน พระศรีเลื่อนมาให้สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าเสวย สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้ามิได้เสวย พระเจ้าหงสาวดีก็หยิบเอาพระศรีในพานประทานให้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า ก็รับมากำไว้หน่อย หนึ่งแล้วจึ่งเสวย สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจึ่งหยิบบ้วนพระโอษฐ์ส่ง ให้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าก็มิได้บ้วนลง สมเด็จพระเจ้า หงสาวดีจึ่งตรัสว่า ซึ่งเรายกมากระทำการสงครามทั้งนี้ เป็นประ เพณีกษัตริย์ขัตติยราช จะเอาชัยไว้เกียรติยศแผ่ขอบขัณฑเสมาอาณาจักรให้กว้างขวางในทิศานุทิศทั้งปวงเจ้าอย่าโทมนัสเลย จะเชิญขึ้นไปอยู่กรุงหงสาวดีด้วยกัน และสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจึ่งตรัสแก่พระมหาธรรมราชา ให้นำสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าไปทำนุบำรุงไว้ พระเจ้าหงสาวดีก็เทเอาครัวอพยพชาวพระ นครและรูปภาพทั้งปวงในหน้าพระบัญชรสิงหนั้นส่งไปเมืองหงสาวดี แล้วทรงพระราชดำรการซึ่งจะราชาภิเษก สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าให้ครองกรุงพระนครศรีอยุธยา จึ่งไว้พระยานครศรีธรรมราช พระศรีอัคราช ขุนเกษตราธิบดี ขุนรักษมนเทียร (หมื่น) นรินทรเสนี และลูกขุนหมื่นทั้งปวงร้อยหนึ่ง และไพร่พลชายหญิงอพยพหมื่นหนึ่ง ให้อยู่กรุงศรีอยุธยา

ลุศักราช ๙๑๘ ปีมะโรง อัฐศก วันศุกร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๑ พระเจ้าหงสาวดีให้แต่งการพระราชพิธีปราบดาภิเษก สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้า เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติผ่านพิภพกรุงพระมหานครศรีอยุธยา ทรงพระนามสมเด็จพระสรรเพชญวงศ์กุรสุริโยดม บรมมหาธรรมราชาธิราชรามเมศ ปวเรศ ธรรมมิกราชเดโชชัย พรหมเทพาดิเทพนฤบดินทร ภูมนิทรเทพสมมติราชบรมบพิตร เจ้ากรุงพระนครศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตน์ราชธานีบุรีรมย์ เมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น พระชนม์ ได้ ๕๔ พระพรรษา พระเจ้าหงสาวดีก็ให้พระสุนทรสงครามอันส่งไปหงสาวดี ขณะเมื่อครั้งได้พระรามเมศวรกับช้าง ๔ ช้างไปนั้น อยู่เป็นพฤฒามาตย์สำหรับพระองค์และไว้เมืองนครพรหม*และพล ๓,๐๐๐ให้อยู่ช่วยรักษาพระนคร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ตรัสแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าว่า จงจัดแจงพระสนมราช บริวารและเครื่องราชูปโภคทั้งปวงออกมา จะได้ขึ้นไปด้วยกันแล้วมีพระราชบัญชาตรัสแก่สมเด็จพระมหาธรรมราชาว่า ให้จัด เครื่องราชปิลันทนาสรรพาภรณ์สำหรับขัตติยาธิบดี และพระสนม ราชบริวารส่งให้สมเด็จพระมหินทราธิราชด้วย สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็จัดให้ตามรับสั่งทุกประการ แล้ว สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จเลิกพลพยุหยาตราทัพ กลับไปทางเมืองกำแพงเพชร สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้า (ก็) โดยเสด็จ ครั้นถึงแดนเมืองแครง สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าทรงประชวรหนัก ลักไวทำมู เอาพระอาการกราบทูลสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจึ่งพระราชทานแพทย์ไปรักษา แล้วตรัสคาดโทษแพทย์มาว่า ถ้าสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าทิวงคต จะลงโทษถึงสิ้นชีวิตครั้นรุ่งขึ้นสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จมาเยือน จึ่งตรัสว่าอุตส่าห์เสวยยาและพระอาหาร อย่าท้อแท้พระทัย เราจะได้ไปด้วยกันครั้นให้พระราชโอวาทดังนั้นแล้ว ก็เสด็จกลับมาพลับพลา สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแต่ประทับแรมอยู่ที่นั้นถึง ๑๑ เวน สมเด็จพระมหินทราธราชเจ้าก็สวรรคต สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงพระโกรธตรัสให้ลงพระราชอาชญาแพทย์พม่า มอญ ไทย ๑๑ คน แล้วพระราชทานเพลิงเสร็จ ทรงพระกรุณาให้เอาพระอัฐิและพระสนม เครื่องราชูปโภคทั้งปวง ให้พม่ามอญลาวคุมลงมาส่งยังพระนครศรีอยุธยา แล้วสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสด็จไปเมืองหงสาวดี

ฝ่ายสมเด็จพระมหาธรรมราชเจ้าแผ่นดิน ตรัสเอาพระสุนทรสงครามเป็นพระยาธรรมาธิบดี ตรัสเอาพระยาศรีทันเป็นพระยาพระเสด็จ ตรัสเอาพระยาเพทราชาเป็นพระยาอินทราธิบดีพระนครบาล ตรัสเอาพระยาเลืองเป็นพระยาจักรี ตรัสเอาขุนหลวงเสนาเป็น พระยาเสนาบดีศรีสมุหพระกลาโหม ตรัสเอาพระศรีเสาวราชเป็นพระยาเดโช ตรัสเอาพระจันทบูรเป็นพระท้าย น้ำ ตรัสให้พระศรีอัครราชคงที่เป็นพระคลัง ตรัสเอาขุนจันทร เป็นพระยาพลเทพ แล้วก็ตั้งพระหัวเมืองมนตรีมุขทหารพลเรือนทั้งปวงทุกกระทรวงการ แล้วให้ซ่องจัดไพร่พล หมู่องครักษจักรนารายณ์ ชาวด่าน ชาวเรือและหมู่ทหารอันพลัดพรายทั้งปวงประมูลเข้ามาโดยหมู่โดยกรม แล้วก็จัดซ่องไพร่พล หมู่สิบสองพระกำนัล และหมู่พลเรือนทั้งปวงอันกระจัดพลัดพรายนั้นมาประมูลไว้โดยหมู่โดยกรม รับราชการทุกพนักงาน แล้วก็ตั้งท้าวพระยาสามนตราช และพระหัวเมืองทั้งหลาย ให้ออกไปอยู่ครอง อาณาประชาราษฎรทุกหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงสำหรับขอบขัณฑเสมากรุงพระนครศรีอยุธยาโดยบูรพประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนมา

ลุศักราช ๙๑๙ ปีมะเส็ง นพศก เดือนยี่ พระยาละแวกยกช้างม้ารี้พลมาทางนครนายก และไพร่พลพระยาละแวกมาครั้งนั้นประมาณ ๓๐,๐๐๐ * กรมการเมืองนครนายกบอกข้อราชการเข้ามา ณ กรุง มุขมนตรีจึ่งเอาหนังสือบอกขึ้น บังคมทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครั้นตรัสทราบ ก็ให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองมุขมนตรีทั้งหลายพิพากษาว่า เมื่อพระยาละแวกยกช้างม้ารี้พลมาดังนี้ ท้าวพระยาทั้งหลายจะคิดประการใด จึ่ง พระยาเพทราชาผู้เป็นพระยานครบาลก็ทูลว่า กรุงพระมหานครไซร้พึ่งเป็นอันตราย รี้พลบอบบางยังไป่มิได้สมบูรณ์และพลทหารซึ่งจะขึ้นประจำหน้าที่รอบพระนครนั้น เห็นมิครบหน้าที่ อนึ่งปืน ใหญ่น้อยสำหรับพระนครนั้นพระเจ้าหงสาวดีก็ให้เอาไปเป็น อันมาก และปืนซึ่งต้องช่องทั้งปวงนั้นเป็นอันน้อยนัก ทั้งกระสุนดินประสิวก็ยังมิได้ประมูลไว้สำหรับที่จะกันพระนคร และซึ่งจะตั้งอยู่รบพุ่งป้องกันพระนครครั้งนี้เห็นเหลือกำลัง ขอเชิญเสด็จขึ้น ไปยังเมืองพระพิษณุโลกให้พ้นราชศัตรูก่อน ท้าวพระยาพระหัว เมืองทั้งปวงมนตรีมุขทั้งหลาย ก็ลงเป็นคำเดียวด้วยพระยาเพทราชา สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสบัญชาตามท้าวพระยาทั้งหลาย จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่ขุนเทพวรชุน ให้แต่งเรือพระที่นั่งและเรือประเทียบทั้งปวงให้สรรพ ในขณะนั้นพระเพชรรัตนเจ้าเมือง เพชรบุรีมีความผิด ทรงกรุณาให้ยกออกเสียจากที่ พระเพชรรัตนก็คิดคบและซ่อมสุมชาวนอกทั้งปวงได้มากแล้ว คิดจะปล้นทัพหลวงเมื่อเสด็จขึ้นไปนั้น จึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสถามขุนเทพวรชุน ด้วยเรือพระที่นั่งทั้งปวงแล้ว ก็ตรัสถามว่าซึ่งจะไปจากพระนครนี้ ขุนเทพวรชุนจะคิดเห็นประการใดจึ่งขุนเทพวรชุนกราบทูลว่า พระยาละแวกยกมาครานี้มิได้เป็นศึกใหญ่ ขอทรงพระ กรุณาเสด็จอยู่ให้รบพุ่งป้องกันพระนครให้รู้จักกำลังศึกก่อน ครั้น จะด่วนละพระนครเสียไซร้ พระเจ้าหงสาวดีจะตรัสติเตียนได้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสเห็นชอบด้วย ก็มีพระราชโองการตรัสสั่ง ขุนเทพวรชุน ให้เตรียมเรือพระที่นั่งและตรวจจัดพลสำหรับเรือพระที่นั่งนั้นไว้ให้สรรพ

ฝ่ายพระยาละแวกก็ยกทัพเจ้ามาถึงกรุงพระมหานครศรีอยุธยา และให้ตั้งทัพตำบลบ้านกระทุ่ม ขณะนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสให้เมืองพรหมและพลชาวหงสาวดี ๓,๐๐๐อยู่ประจำหน้าที่ในขื่อหน้า แล้วให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองทั้งปวง ตรวจจัดพลทหารขึ้นประจำหน้าที่กำแพงและรายกันอยู่รอบพระนคร พระยาละแวกยกพลเข้ามายืนช้างในวัดสามพิหาร และพลข้าศึก รายกันมาถึงโรงฆ้อง และวัดกุฎีทองแล้วเอาช้างมายืนในวัดพระเมรุราชิการามประมาณ ๓๐ ช้าง พลประมาณ ๔,๐๐๐ * พระยาละแวกให้พลทหารลงเรือ ๕ ลำ ข้ามเข้ามาปล้นในมุมเจ้าสนุกสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยืนพระราชยาน และให้พลทหาร ขึ้นรบพุ่ง ข้าศึกก็พ่ายออกไป จึ่งตรัสให้ยิงปืนจ่ารงค์เอาช้าง ข้าศึกซึ่งยืนอยู่ใน (วัด) สามพิหารนั้น ต้องพระจำปาธิราช ซึ่งเป็นกองหน้าตายกับคอช้าง พระยาละแวกก็ถอยคืนไปยังทัพ ณบ้านกะทุ่ม แต่ยกเข้ามาปล้นถึง ๓ ครั้งก็มิได้ พระยาละแวกก็ล่าทัพกลับไป จึ่งกวาดเอาครัวตำบลบ้านนายก ** ไปเมืองละแวก ในขณะนั้น พระยาละแวกแต่งพลมาลาดทั้งทางบกและทางเรือเป็นหลายครั้ง และเสียชาวจันทบูร ชาวระยอง ชาวฉะเชิงเทรา ชาวนาเริ่งไปแก่ข้าศึกละแวกเป็นอันมาก

ลุศักราช ๙๒๐ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ให้สมเด็จพระนเรศวรบรมราชาธิราชบพิตรเป็นเจ้า อันเป็นสมเด็จพระโอรสาธิราชขึ้นไปเสวยราชย์ ณ เมืองพระพิษณุโลก ขณะนั้นพระชมน์ ๑๖ พระพรรษา แต่สมเด็จเอกาทศรถผู้เป็นพระราชอนุชาสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้านั้น สมเด็จพระราชบิดาเอาไว้พระนครศรีอยุธยาด้วย

ลุศักราช๙๒๑ปีมะแมเอกศก พระเจ้าหงสาวดียกช้างม้ารี้พลโยธาไปเอาล้านช้าง กำหนดให้สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกรุงเทพมหานคร และสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จขึ้นไปด้วยแต่สมเด็จเอกาทศรถอันเป็นดรุณราชบุตร พระราชบิดาดำรัสให้อยู่รักษาพระนครฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็ยกช้างม้ารี้พลไปถึงตำบลหนองบัวในจังหวัดเมืองล้านช้าง ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระประชวร ทรพิษ พระเจ้าหงสาวดีตรัสให้สมเด็จพระมหาธรรมราชากับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จคืนมายังพระนครศรีอยุธยา ครั้นนั้น พระเจ้าล้านช้างป้องกันรักษาเมืองเป็นสามารถ ทัพหงสาวดีหักเอา พระนครมิได้ พอจวนเทศกาลวสันตฤดูก็ยกทัพกลับไป

ฝ่ายพระยาละแวกยกมาจะใกล้ถึงปากน้ำพระประแดง เจ้าเมืองธนบุรีและกรมการทั้งหลายรู้ข่าวว่าพระยาละแวกยกมา ก็บอกขึ้นไปให้กราบทูล ส่วนเรือทัพหน้าพระยาละแวกไล่ตามเรือซึ่งตระเวนทะเลนั้นติดเข้ามาเมืองธนบุรี และกรมการทั้งหลายมิทัน แต่งการที่จะรบพุ่งป้องกันเมือง ต่างคนต่างเอาครัวหนี พระยาละแวกก็ยกเข้ามาตั้งในปากน้ำพระประแดง ก็ลาดจับชาวเมืองธนบุรี ชาวเมืองนนทบุรีไปเป็นเชลย

จึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้เอาเมืองยโสธรราชธานีเป็นนายกอง และจัดขุนหมื่นทั้งหลายกับพลทหาร ๒,๐๐๐ และเครื่องสาตราวุธบรรจุเรือไล่ ๔๐ ลำ ให้ยกลงไปถึงเมืองนนทบุรี ก็พบเรือข้าศึก ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ทัพข้าหลวงก็พ่ายแก่ข้าศึกละแวกและเสียหมื่นราชามาตย์ ข้าศึกได้เป็นเอาไปถวายพระยาละแวก เมืองยโสธรราชธานีและข้าหลวงทั้งปวงก็พ่าย ขึ้นมายังพระนคร พระยาละแวกก็ให้จับเอาคนทั่วจังหวัดเมือง ธนบุรีได้มากแล้ว ก็ขึ้นมายังพระนคร ตั้งทัพขนอนบางตะนาว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสให้ท้าวพระยาทั้งหลายตรวจจัดพลทหารขึ้นประจำหน้าที่กำแพงพระนคร แล้วแต่งการที่จะรบพุ่งกัน พระนคร พระยาละแวกก็ยกทัพเรือขึ้นมาเข้าแฝงอยู่ข้างวัดพแนง เชิง ให้แต่เรืออันเป็นทัพหน้าประมาณ ๓๐ ลำ เข้ามาจะปล้นค่าย ณ ตำบลนายก่าย ขณะนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่ใน หอราชคฤห์ตรงเกาะแก้ว และท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายซุ่มกันในที่นั้น ครั้นเรือข้าศึกเกือบเข้ามา จึ่งวางปืนใหญ่ณ ป้อมนายก่าย ต้องพลข้าศึกตายเป็นอันมาก แล้วก็ตรัสให้พลทหารเอาเรือออกไปยังข้าศึก ข้าศึกทั้งปวงก็พ่ายลงไป พระยา ละแวกเห็นจะปล้นพระนครมิได้ ก็เลิกทัพคืนลงไปตั้งอยู่หน้าปากน้ำพระประแดง แล้วก็แต่งให้ขึ้นไปลาดจับคนถึงเมืองสาคร บุรี* ได้ขุนหมื่นกรมการและไพร่ชายหญิงอพยพมาเป็นอันมาก จึ่งให้เอารูปเทพารักษ์สัมฤทธิ์ทั้งสององค์ซึ่งพระยาแสนตาและบาตสังฆังกรอันมเหศักดาภาพ ซึ่งอยู่ ณ เมืองพระประแดงอันขุดได้ครั้งสมเด็จพระรามาธิบดีนั้นไปด้วย พระยาละแวกก็เลิกทัพกลับ ไปเมือง

ลุศักราช ๙๒๒ ปีวอก โทศก* พระยาละแวกแต่งพระยาอุเทศราชและพระยาจีนจันตุยกทัพเรือมาพลประมาณ ๓๐,๐๐๐ จะเอาเมืองเพชรบุรีพระศรีสุรินทรฦาชัยเจ้าเมืองเพชรบุรีและกรมการแต่งการรบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ และข้าศึกยกเข้าปล้นเมือง ๓ วัน รี้พลข้าศึกต้องสาตราวุธเจ็บป่วยตายเป็น อันมาก จะปล้นเอาเมืองเพชรบุรีมิได้ พระยาอุเทศราช พระยาจีนจันตุก็เลิกทัพคืนไปเมืองละแวก ขณะนั้นพระยาจีนจันตุให้ ทานบนแก่พระยาละแวกว่า จะเอาเมืองเพชรบุรีให้ได้ ครั้น มิได้เมืองเพชรบุรี พระยาจีนจันตุก็กลัวพระยาละแวกจะลงโทษพระยาจีนจันตุก็พาครัวอพยพทั้งปวงหนีเข้ามายังพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาพระยาจีนจันตุ ตรัสให้ พระราชทานเป็นอันมาก ครั้นอยู่มาพระยาจีนจันตุก็มิได้สวามิภักดิ์ลอบตกแต่งสำเภาที่จะหนีจากพระนคร

ครั้นถึงณวันอาทิตย์ขึ้น ๔ ค่ำเดือน ๒ ปีระกานพศก* เพลาค่ำประมาณ ๒ นาฬิกา พระยาจีนจันตุก็พาครัวลงสำเภาหนีล่องลงไป ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จลงมาแต่เมืองพระพิษณุโลก เสด็จอยู่ในวังใหม่ สมเด็จพระ นเรศวรเป็นเจ้า ก็เสด็จยกทัพเรือตามพระยาจีนจันตุลงไปในเพลากลางคืนนั้น แล้วตรัสให้เรือประตู เรือกัน และเรือท้าวพระยา ทั้งหลาย เข้าล้อมสำเภาจีนจันตุ และได้รบพุ่งกันเป็นสามารถพระยาจีนจันตุก็ให้โล้สำเภาไปกลางน้ำ รบต้านทานล่อลงไป สม เด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ตรัสให้เอาเรือประตู เรือกัน เข้าจดท้าย สำเภาพระยาจีนจันตุ จะให้พลทหารปีนสำเภาขึ้น แล้วเอาเรือพระที่นั่งหนุนเข้าไปให้ชิดสำเภา และทรงปืนนกสับยิงถูกจีนผู้ใหญ่ตาย ๓ คน พระยาจีนจันตุก็ยิงปืนนกสับมาต้องรางปืนต้นอันทรงนั้นแตก พระยาจีนจันตุรบพุ่งเป็นสามารถ พลทหารข้าหลวงจะปีนขึ้นสำเภาไม่ได้ พระยาจีนจันตุก็เร่งให้โล้สำเภารุดหนีลงไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จตามรบพุ่งลงไปถึงเมืองธนบุรี** พระยาจีนจันตุก็เร่งให้โล้สำเภาออกไปพ้นปากน้ำตกลึกฝ่ายสมเด็จพระราชบิดาก็เสด็จหนุนทัพสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าลงไปถึงเมืองพระประแดง พอสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ายกกลับขึ้น มาพบ เสด็จทูลการทั้งปวงให้ทราบ สมเด็จพระราชบิดากับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็เสด็จขึ้นมายังพระนคร

ลุศักราช ๙๒๔ ปีจอ จัตวาศก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ให้แต่งพระนคร ให้ขุดคูขื่อหน้า ฝ่ายทิศบูรพาแต่ป้อมมหาชัย วังหน้าลงไปบรรจบบางกะจะ กว้าง ๑๐ วา ลึก ๓ วา แล้วให้ยกกำแพงออกไปริมน้ำขอบนอกพระนครบรรจบป้อมมหาชัย แต่ป้อมมหาชัยลงไปบรรจบป้อมเพชร ในปีนั้นเกิดกบฎญาณพิเชียน*เป็นจลาจลในจังหวัดแขวงหลวงและญาณพิเชียนนั้นเรียกขุน โกหก กระทำการอันเป็นทีวิปริตสำแดงแก่ชาวชนบทประเทศนั้น และช่องสุมเอาเป็นพวกได้มาก ญาณพิเชียนก็มาซุ่มคนในตำบล บ้านยี่ลั้น ขุนศรีมงคลแขวงส่งข่าวกบฎนั้นเข้ามาถวาย จึ่งสมเด็จ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าหลวง ก็มีพระราชโองการตรัสใช้เจ้าพระยา จักรีให้ยกพลทหารออกไปจับญาณพิเชียนซึ่งเป็นกบฎ เจ้าพระยาจักรีและขุนหมื่นทั้งหลายยกออกไปตั้งทัพในตำบลบ้านมหาดไทย ญาณพิเชียรรู้ดังนั้นก็ยกสมัครพรรคพวกทั้งปวงมารบเจ้าพระยาจักรี ส่วนชาวมหาดไทยอันยืนหน้าข้างเจ้าพระยาจักรีนั้น ก็กลับเป็น พวกญาณพิเชียน ครั้นได้รบพุ่งกัน พันไชยทูตปีนท้ายช้างขึ้นฟันเจ้าพระยาจักรีตายกับคอช้างไพร่พลอันไปด้วยเจ้าพระยาจักรีนั้นแตกฉาน เสียขุนหมื่นตายในที่นั้นเป็นหลายคน ครั้นเสียเจ้าพระยาจักรีแล้ว ชาวชนบทนั้นก็เข้าเป็นพวกญาณพิเชียน แต่ชายฉกรรจ์เป็นคนประมาณ ๓,๐๐๐ ญาณพิเชียนตั้งพันไชยทูต เป็นยาพระจักรี ตั้งหมื่นศรียี่ล้นชื่อพระยาเมือง และญาณพิเชียน คิดจะเอาเมืองลพบุรี ก็ยกไปเมืองลพบุรี ฝ่ายพระยาศรีราชเดโชซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวดำรัสสั่งให้ไปซ่อมกำแพงเมืองลพบุรีนั้น ครั้นแจ้งข่าวว่ากบฎญาณพิเชียนยกมาเมืองลพบุรี ก็ตกแต่งการที่จะรบพุ่งป้องกันเมืองไว้ ฝ่ายญาณพิเชียนก็ยกไปถึงเมืองลพบุรี ขี่ช้างเข้าไปยืนอยู่ตำบลหัวตรี แล้วให้พรรคพวกเข้าปล้นในที่นั้น พระยาศรีราชเดโชก็มายืนช้างให้รบพุ่งป้องกัน จึ่งชาวประเทศชื่ออมรวดี แฝงต้นโพยิงปืนนกสับไปต้องญาณพิ เชียนซบลงกับคอช้าง พวกกบฎทั้งปวงก็แตกฉานพ่ายออกไปและต่างคนต่างกระจัดพลัดพรายไปทุกตำบล พระยาศรีราชเดโชก็เอาอมรวดีซึ่งยิงกบฎนั้นเข้าถวาย จึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้พระราชทานแก่อมรวดีนั้นมากมายนัก แล้วตรัสให้ข้าหลวง ไปจับพวกกบฎทั้งปวงได้ บรรดาจะลงพระราชอาญาไซร้ เหตุด้วยพระองค์ทรงทศพิธราชธรรม ก็มิได้ลงพระราชอาชญา และให้แต่สักหมายหมู่เข้าประสมหมู่โดยโทษ

ครั้นถึงเดือน ๓ พระยาละแวกก็ยกทัพเรือมา พลประมาณ๗๐,๐๐๐มาเอาเมืองเพชรบุรี ในขณะนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้เมืองยโสธรราชธานีออกไปรั้งเมืองเพชรบุรีจึ่งพระศรีสุรินทรฦาไชยเจ้าเมืองเพชรบุรี และเมืองยโสธรราชธานี เมืองเทพราชธานีก็ช่วยกันตกแต่งการที่จะรบพุ่งป้องกันเมือง ครั้นพระยาละแวกยกมาถึง ก็ให้ยกพลขึ้นล้อมเมืองเพชรอยู่ ๓ วันแล้วให้ยกเข้าปล้นเมืองเพชรบุรีให้พลทหารเอาบันไดปีนกำแพงเมือง และชาวเมืองเพชรบุรีรบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ ข้าศึกชาวละแวกต้องศัสตราอาวุธตายเป็นอันมาก จะปีนป่ายปล้นมิได้ ก็พ่ายออกไป แต่พระยาละแวกยกเข้าปล้นดังนั้นถึง ๓ ครั้ง ก็มิได้ เมืองแล้วดำริว่าจะปล้นอีกครั้งหนึ่งถ้ามิได้ไซร้จะเลิกทัพคืนไป

ขณะนั้นเจ้าเมืองเพชรบุรีและเมืองยโสธรราชธานี เมือง เทพราชธานีมิได้สมัครสมานด้วยกัน ต่างคนต่างบังคับบัญชาและอยู่ป้องกันแต่หน้าที่ซึ่งได้เป็นพนักงานรักษานั้น มิได้พร้อมมูลคิดอ่าน ด้วยกันซึ่งจะแต่งการป้องกันข้าศึก

ครั้นถึงวัน ๘ ค่ำ* พระยาละแวกยกเข้าปล้นตำบลคลอง กระแซง ประตูบางจาน ชาวเมืองต้านทานเป็นสามารถ ข้าศึก เผาหอรบทลายลง แล้วปีนกำแพงเข้าได้ในที่นั้น ก็เสียเมืองเพชรบุรีแก่พระยาละแวก และเสียเจ้าเมืองเพชรบุรี เมืองยโสธรราชธานี เมืองเทพราชธานีตาย ในที่นั้น พระยาละแวกก็กวาดครัวอพยพเลิกทัพคืนเมือง

ลุศักราช ๙๒๕ ปีกุน เบญจศก* เดือน ๑๑ สมเด็จ พระนเรศวรเป็นเจ้า เสด็จลงมาแต่เมืองพิษณุโลกสถิตอยู่ในวังใหม่ ขณะนั้นพระยาละแวกแต่งทัพพระทศราชา พระสุรินทราชา ให้ยกช้างม้าและพลประมาณ ๕,๐๐๐ มาลาดถึงหัวเมืองฝ่ายตะวันออก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าตรัสรู้ข่าวดังนั้น ก็เอาช้างเร็วม้าเร็ว และพลทหารล้อมวัง ๓,๐๐๐ เสด็จออกไป ตรัสให้เมือง ชัยบุรี และขุนหมื่นชาวม้าเอาพลทหาร ๕๐๐ ไปเป็นทัพหน้าและให้รุดออกไปจบด้วยทัพเมืองศรีถมอรัตน์ เอาพลเข้าซุ่มอยู่ ๒ ข้าง ทางที่ข้าศึกจะมานั้น พลหัวหน้าศึกก็ยกมาประมาณ ๑,๐๐๐ ถึงที่เมืองชัยบุรี และเมืองศรีถมอรัตน์ซุ่มอยู่นั้น ครั้นข้าศึกเกือบเข้า มา เมืองศรีถมอรัตน์ เมืองชัยบุรี ก็ยกพลออกยั่ว ข้าศึกก็แตกฉานพ่ายหนีออกไป จึ่งเมืองชัยบุรี เมืองศรีถมอรัตน์ตามตีข้าศึกไปจนถึงทัพใหญ่ และได้ฟันแทงข้าศึกตายเป็นอันมาก พระ ทศราชา พระสุรินทราชา ก็เลิกทัพหนีไปเมืองละแวก สมเด็จ พระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จถึงเมืองชัยบาดาลแจ้งว่าข้าศึกพ่ายไป แล้ว ก็เสด็จคืนมายังพระนคร เฝ้าสมเด็จพระราชบิดา ทูลแจ้งเหตุซึ่งเขมรพ่ายไปนั้นเสร็จสิ้นทุกประการ แล้วถวายบังคมลาคืนขึ้นไปเมืองพระพิษณุโลก

ลุศักราช ๙๒๖ ปีชวด ฉศก* สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีทรงพระประชวร ถึง ณ วันเสาร์ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๒ เสด็จสวรรคต พระชนม์ได้ ๖๕ พระพรรษา แต่เสด็จอยู่ในราชสมบัติ๓๕ พระพรรษา มังเอิง ราชบุตรผู้เป็นพระมหาอุปราชาได้ผ่านสมบัติกรุงหงสาวดี ตรัสให้มังสามเกลียดราชบุตรเป็นพระมหาอุปราชา สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเสวยราชย์ใหม่ บ้านเมืองยังมิ ปรกติ ฝ่ายเมืองรุมเมืองคังก็แข็งเมืองขึ้น ข่าวนั้นแจ้งลงมาถึง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า สมเด็จพระเนศวรเป็นเจ้า ก็เสด็จลงมา ณ กรุงเทพ กราบทูลสมเด็จบรมราชบิดาตามข้อความซึ่งแจ้งมานั้นทุกประการ จะขอถวายบังคมลาขึ้นไปช่วยการสงครามเมืองหงสาวดี จะได้ฟังอึงกฤดาการในเมืองหงสาวดีด้วย สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวก็บัญชาตาม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ถวายบังคมลากลับขึ้นมาเมืองพระพิษณุโลก ให้ตรวจเตรียมรี้พลช้างม้าโดยกระบวน พยุหบาตรา ทัพพลฉกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ม้า ๑,๕๐๐ ครั้นได้ศุภฤกษ์ก็เสด็จทรงช้างพระที่นั่ง ยกทัพหลวงขึ้นไปถึงตำบลพระตำหนักไม้ไผ่ ใกล้เมืองหงสาวดี ๓ เวน ก็พักพลอยู่ที่นั่น จึ่งบอกหนังสือเข้าไป พระเจ้าหงสาวดีแจ้งก็ดีพระทัย จึ่งให้แต่งเสบียงอาหารและเครื่องลงมาถวาย แล้วก็นำเสด็จขึ้นไปเฝ้าพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีจึ่งตรัสว่า ซึ่งพระเจ้าหลาน เรายกขึ้นมาครั้งนี้ เรามีความยินดีนัก แล้วแจ้งการซึ่งเมืองรุมเมืองคังแข็งเมืองนั้นเล่าให้ฟังทุกประการ สมเด็จพระนเรศวรเป็น เจ้าทูลว่า ข่าวแจ้งลงไปให้ข้าพระองค์ยกขึ้นมาช่วยการพระราชสงคราม พระเจ้าหงสาวดีตรัสให้สมเด็จพระนเรศวรกับพระมหาอุปราชา และพระสังขทัตยกไปเอาเมืองรุมเมืองคังจงได้ ทั้ง๓ พระองค์ * ถวายบังคมลา ยกทัพไปถึงเมืองรุมเมืองคัง ให้ตั้งค่ายแล้วปลูกราชสัณฐาคารไว้ท่ามกลาง เสด็จปรึกษาราชการพร้อมกันทั้ง ๓ พระองค์ พระมหาอุปราชาจึ่งตรัสว่า ซึ่งจะยกเข้ารบพร้อมกันทั้ง ๓ ทัพนั้นไพร่พลจะตะลุมบอนนัก จะผลัดกันเข้ารบทัพละวัน ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้ว พระมหาอุปราชายกขึ้นไปรบณ วันจันทร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๕ เพลา ๔ ทุ่ม เดือนตก ฝ่ายข้าศึกก็คัดก้อนศิลาลงมาทับรี้พลล้มตายเป็นอันมาก ขึ้นมิได้ เพลาจวนรุ่งก็ถอยลงมา ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๕ ทัพ พระสังขทัตยกขึ้นไปรบ ข้าศึกก็คัดก้อนศิลาลงมาทับรี้พลล้มตาย เป็นอันมาก จะหักเอามิได้ ก็ถอยลงมา ครั้น ณ วันพุธ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ เพลาตี ๑๑ ทุ่ม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ยกทหารปืนครบมือขึ้นไปให้พลปืนปีนเข้าแซงขึ้นสองข้าง และทางนั้นให้พลอยู่แต่ (ตีน) เขาให้ห่าง แล้วโห่ร้องกระทำการดุจปีนขึ้นทางนั้น ชาวเมืองสำคัญว่าศึกขึ้นมาทางนั้น ก็กลิ้งก้อนศิลา ลงมา ก็มิได้ถูกผู้ใด ฝ่ายพลซึ่งแซงขึ้นไป ก็ยิงปืนระดมขึ้นไปต้องข้าศึกล้มตายเจ็บป่วยมาก แตกระส่ำระสาย เพลาเช้า ๓ โมง ก็ได้เมือง จับได้ตัวเจ้าเมืองรุม เมืองคังลงมายังค่ายทั้ง ๓ พระองค์ก็เลิกทัพคุมเอาตัวเจ้าเมืองรุม เมืองคังมายังเมืองหงสาวดี แล้วทูลตามซึ่งได้ชัยชำนะ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดียินดี กลับชมฝีมือและความคิดสมเด็จพระนเรศวร แล้วพระราชทานพานทองคำใส่พระภูษาองค์หนึ่งทองหนัก ๕ ชั่ง จำหลักเป็นรูปเทวดา พระมหา อุปราชาน้อยพระทัยแก่พระนเรศวรนัก

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็ทูลลาพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสให้มังทู มังอ้น มังอบาร จอถาง สมิงพัตเบิด ลงไปอยู่หัวเมืองรายทาง ให้จ่ายเสบียงเลี้ยงดูไพร่พลไปกว่าจะถึงแดนพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จกลับลงมาถึงเมืองพระพิษณุโลก แล้วก็เปลื้องเครื่องทรงบูชาพระชินราช พระชินศรีเจ้า ให้กระทำการสรรพสมโภชการมหรสพ ๓ วัน แล้วเสด็จลงมาเฝ้าสมเด็จพระราชบิดา ณ กรุงเทพมหานคร จึ่งเอาการซึ่งได้รบพุ่งมีชัยชำนะข้าศึกนั้นกราบทูลให้ทราบ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระทัยยินดีนัก ให้แต่งการสมโภชสมเด็จพระอัครโอรสาธิราชเจ้า๗ วัน แล้วพระราชทานปูนบำเหน็จทแกล้วทหารทั้งปวงโดยสมควร ครั้นเสร็จการสมโภชแล้ว สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า กราบถวายบังคมลา กลับขึ้นไปสถิตอยู่ยังเมืองพระพิษณุโลก

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีนั้นมิได้ตั้งอยู่ในทศพิธราชธรรม ดำริ ว่า พระนเรศวรประกอบไปด้วยปัญญาหลักแหลมลึกซึ้ง ทั้งการสงครามก็องอาจกล้าหาญ นานไปเห็นจะเป็นเสี้ยนศัตรูต่อเมืองหงสาวดีเป็นมั่งคง จำจะคิดเทครัวอพยพหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวง มาไว้เป็นกำลังในเมืองหงสาวดีการศึกพระนเรศวรก็จะถอยกำลังลง ครั้นดำริแล้วจึ่งตรัสให้นันทสุกับราชสังครามถือพล ๑๐,๐๐๐ไปตั้งยุ้งฉาง ณ เมืองกำแพงเพชร นันทสุกับราชสังครามก็ยกไปตั้งทำการอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรตามรับสั่ง ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดี คิดเป็นอุบาย ให้มีศุภอักษรบอกไปถึงพระนเรศวรว่า บัดนี้กรุงรัตนบุรอังวะเป็นกบฎแข็งเมืองต่อพระนครหงสาวดี ให้เชิญพระนเรศวรยกมาช่วยการสงครามตีกรุงรัตนบุรอังวะ สมเด็จพระ นเรศวรเป็นเจ้าแจ้งดังนั้น สำคัญว่าจริง ก็เสด็จลงไปทูลลาสมเด็จพระบิดา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็บัญชาตาม สมเด็จพระนเรศวร เป็นเจ้าก็กราบถวายบังคมลาขึ้นมายังเมืองพระพิษณุโลก จึ่งกำหนดให้ตรวจเตรียมพลฉกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ม้า๑,๕๐๐ไว้ให้พร้อม

ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๓ บฉลู สัปตศก*เพลา ๑๑ ทุ่ม ๙ บาท กอรปด้วยเพชรฤกษ์เสด็จทรงพระคชาธาร พร้อมด้วยพยุหแสนยากร ทอดพระเนตรเห็นพระสารีริกธาตุเสด็จปาฎิหาริย์แต่บุรพทิศ ผ่านพระคชาธารไปโดยประฉิมทิศเท่าผล มะพร้าวปอกแล้ว จึ่งเสด็จยาตราทัพหลวงออกประตูชัยแสน ไปถึงตำบลวัดยมท้ายเมืองกำแพงเพชร เพลาบ่าย ๕ โมง เกิดวาตพายุฝนตกห่าใหญ่ แผ่นดินไหวเป็นอัศจรรย์ ครั้นรุ่งขึ้นก็ยกทัพหลวงเสด็จไปถึงเมืองกำแพงเพชร ตั้งประทับแรมอยู่ตำบล หนองปลิง ๓ วัน แล้วก็ยกไปทางเชียงทองกุมตะเหมาะ* ขณะนั้นพระยากำแพงเพชรส่งข่าวไปถวายว่า ไทยใหญ่เวียงเสือ เสือ ต้าน เกียกกาย ขุนปลัด มังทราง มังนิ่ววายลองกับนายม้าทั้ง ปวงอันอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร พาครัวอพยพหนี พม่ามอญตามไปทัน ได้รบพุ่งกันตำบลหนองปลิงเป็นสามารถ พม่ามอญแตกแก่ไทยใหญ่ทั้งปวง ๆ ยกไปทางเมืองพระพิษณุโลก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทราบดังนั้น ก็ให้ม้าเร็วไปบอกแก่หลวงโกษา และลูกขุนอันอยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกว่า ซึ่งไทยใหญ่หนีมานั้นเกลือกจะไปเมืองอื่นให้แต่งออก (อา) ยัดด่านเพชรบูรณ์ เมืองนครไทยชาตระการแสเซาให้มั่นคงไว้อย่าให้ไทยใหญ่ออกไปรอด หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงทราบดังนั้น ก็แต่งออกไปกำชับ ด่านทางทั้งปวงตามรับสั่ง ฝ่ายไทยใหญ่ก็พาครอบครัวตรงเข้ามา เมืองพระพิษณุโลก หลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงก็รับพิทักษ์รักษา ไว้ นันทสุกับราชสังครามมีหนังสือมาให้ส่งไทยใหญ่ หลวงโกษาและลูกขุนผู้อยู่รักษาเมืองพระพิษณุโลกก็มิได้ส่ง

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า เสด็จยกพยุหแสนยากรไปถึงเมืองแครง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ ขณะนั้น รู้ข่าวไปถึงซักแซกยอถาง เจ้าเมืองแครง ให้ปลัดเมืองออกมาทูลว่า ขอเชิญเสด็จพักพลอยู่แต่นอกเมืองแครงก่อน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ให้พักพลอยู่ใกล้อารามพระมหาเถรคันฉ่อง แล้วตรัสให้ข่าวขึ้นไปถึงพระเจ้าหงสาวดี ว่ายกทัพมาถึงเมืองแครงแล้ว พระเจ้าหงสาวดีทราบดังนั้น ก็มีความยินดีว่า ครั้งนี้จะสมคิดแล้วจึ่งให้จัดกองทัพ๑๐,๐๐๐ ออกไปซุ่มไว้ต่อทางพระนเรศวรจะขึ้น มานั้น ไกลเมืองหงสาวดีวันหนึ่ง แล้วตรัสให้พระยาเกียน พระยา (พระ) รามลงไปรับ ถ้าพระนเรศวรยกล่วงขึ้นมาแล้ว เราจะ ยกทัพหลวงออกตีหน้า ให้พระยาเกียน พระยา (พระ) รามเอากองทัพนี้ตีกระหนาบหลัง จับเอาตัวพระนเรศวรประหารชีวิตเสียจงได้ เมืองหงสาวดีจึ่งจะเป็นอิศวรภาพไพศาลกว่าพระนครทั้งปวง พระยา (พระ)ราม พระยาเกียน กราบถวายบังคมลายกไปถึงเมืองแครง ก็ ทูลสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าว่าพระเจ้าหงสาวดีให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองนี้มารับเสด็จขึ้นไป ทูลเท่านั้นแล้วก็ถวายบังคมลาไปนมัสการพระมหาเถรคันฉ่องผู้เป็นอาจารย์ แจ้งความซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดทำการทั้งปวงแล้วนั้นให้พระมหาเถรคันฉ่องฟังทุกประการ พระมหาเถรคันฉ่องแจ้งดังนั้น มีใจกรุณาแก่สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเพื่อว่าหาความผิดมิได้ อนึ่งด้วยพระราชกฤษฎาภินิหารบารมี สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า จะได้บำรุงพระบวรพุทธศาสนาอาณาประชาราษฎรให้ถาวรวัฒนาการสืบไป ครั้นเพลาค่ำ ก็พาพระยา (พระ) ราม พระยาเกียนเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า แล้วถวายพระพรว่า พระยา(พระ) ราม พระยาเกียนนี้ เป็นสานุศิษย์รูปมาบอกว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดประทุษร้ายต่อพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าแจ้งดังนั้น ตรัสถามพระยา (พระ) ราม พระยาเกียนว่า เหตุผลประการใดพระเจ้าหงสาวดีคิดจะทำร้ายเรา พระยา (พระ) รามพระยาเกียน ก็กราบทูลตามความซึ่งพระเจ้า หงสาวดีคิดและสั่งนั้นถวายทุกประการ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ทรงทราบ ก็น้อยพระทัย คิดอาฆาตแก่พระเจ้าหงสาวดี จึ่งตรัสแก่พระมหาเถรคันฉ่องว่า ซึ่งพระองค์เมตตาบอกเหตุการณ์แก่ข้าพเจ้าทั้งนี้ พระคุณนั้นหาที่สุดมิได้ อันพระองค์จะอยู่ในเมืองมอญนี้ พระเจ้าหงสาวดีแจ้ง อันตรายก็จะมีเป็นมั่นคง ข้าพเจ้าจะนำพระองค์กับพระยาเกียน พระยา (พระ)ราม และญาติโยมทั้งปวงลงไปอยู่ณกรุงพระมหานครศรีอยุธยา จะได้ปฏิการะสนองคุณพระองค์ ปลูกเลี้ยงพระยาเกียน พระยา (พระ) ราม โดยกตเวทีธรรมประเวณี พระมหาเถรคันฉ่องและพระยาเกียน พระยา (พระ) ราม ก็พร้อมกันโดยพระราชบริหาร

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ตรัสแก่มุขมาตยาโยธาทั้งปวง ว่า เราหาความผิดมิได้ ซึ่งพระเจ้าหงสาวดีคิดร้ายแก่เราก่อนนั้น อันแผ่นดินพระมหานครศรีอยุธยากับแผ่นดินหงสาวดี ขาดจากทางพระราชไมตรีกัน เพราะเป็นอกุศลกรรมนิยมสำหรับที่จะให้สมณ พราหมณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อน แล้วพระหัตถ์ก็ทรง พระสุวรรณภิงคารหลั่งอุทกธาราลงเหนือพื้นพสุธาดล จึ่งออกพระโอษฐ์ ตรัสประกาศแก่เทพยเจ้าทั้งหลายอันมีมหิทธิฤทธิ์และทิพ จักขุทิพโสต ซึ่งสถิตอยู่ทุกทิศานุทิศจงเป็นทิพพยาน ด้วยพระเจ้า หงสาวดีมิได้ตั้งอยู่โดยคลองสุจริตมิตรภาพขัตติยประเพณีเสีย สามัคคีรสธรรม ประพฤติพาลทุจริตคิดจะทำภยันตรายแก่เราตั้งแต่วันนี้ไป กรุงพระมหานครศรีอยุธยากับเมืองหงสาวดีมิได้เป็นสุวรรณปัถพีเดียวกันดุจหนึ่งแต่ก่อน ขาดจากกันแต่วันนี้ไปตราบ เท่ากัลปาวสาน ครั้นพระราชบริหารประกาศเป็นฉินทพากย์อุไภย นัคราเสร็จแล้ว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวงว่า เราจะยกกลับลงไปพระนครครั้งนี้ จะพาพระมหาเถรคันฉ่องและญาติโยมกับพระยา (พระ) ราม พระยาเกียนไป แล้วจะตีกวาดครอบครัวรามัญหัวเมืองรายทางไปด้วย

ครั้น ณ วันศุกร์ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๖ เพลา ๑๑ ทุ่ม ให้ เอาพระคชาธารเข้าเทียบเกย ทอดพระเนตรเห็นพระสารีริกบรม ธาตุเสด็จปาฏิหาริย์แต่ประจิมทิศ ผ่านคชาธานไปโดยบุรพทิศจึ่งเสด็จพยุหบาตราทัพออกจากเมืองแครง พระมหาเถรคันฉ่อง พระยา (พระ) ราม พระยาเกียนและญาติโยมก็มาโดยเสด็จ ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวง ก็แยกย้ายกันตีครัวต้อนครัวรายทางมาได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ เศษ ครั้นถึงฝั่งแม่น้ำสะโตง ก็เที่ยวเก็บเรือหาไม้ผูกพ่วงแพเร่งข้ามครัวรี้พลช้างม้าทั้งปวงถึงฟากสิ้นแล้ว ก็ ให้เผาเรือทำลายแพเสีย พอพระเจ้าหงสาวดีแจ้ง ก็ให้พระมหาอุปราชาถือพล ๑๐๐,๐๐๐ สุระกำมาเป็นกองหน้า ตามถึงแม่น้ำ สะโตงฟากหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ให้นายทัพนายกองนำพระมหาเถรคันฉ่องกับครอบครัวรีบยกไปก่อน แต่พระองค์กับทหารลำลอง ๑๕,๐๐๐ นั้น ยังรออยู่ริม ฝั่ง จึ่งทอดพระเนตรไปเห็นสุระกำมากองหน้า ใส่เสื้อแดงยืนช้างอยู่ริมฝั่ง ตรัสให้ทหารเอาปืนหามแล่นและนกสับคาบชุดยิงระดม ไปเป็นอันมาก ก็มิได้ถึง จึ่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ทรงพระแสงปืนยาว ๙ คืบ ยิงต้องสุระกำมาตายตกจากคอช้าง รี้พลมอญทั้งนั้นเห็นอัศจรรย์ ด้วยแม่น้ำนั้นกว้างเหลือกำลังปืน กลัวพระเดชเดชานุภาพ และพระมหาอุปราชามิอาจจะตามมา ก็เลิกทัพกลับไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็เสด็จยกมาโดยทางเมืองกาญจนบุรี ครั้นถึงพระมหานครศรีอยุธยา ก็กราบทูลสุรายเรื่อง ยุบลคดีทั้งปวงถวายให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระราชบิดาแจ้ง ดังนั้น ก็ตรัสว่า เรามิได้มีสิ่งผิด พระเจ้าหงสาวดีมิได้ตั้งอยู่ใน คลองธรรม เสียสัตยานุสัตย์ ประพฤติพาลทุจริตอิจฉาจาร เป็น วิสมโลภต่อเราฉะนี้ ก็เพราะผลวิบากแห่งสัตว์ เป็นสำหรับการกลียุค ตั้งแต่นี้ไปมอญกับไทยจะเป็นปรปักษ์แก่กัน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็กราบทูลว่า ถึงมาตรว่าพระเจ้าหงสาวดีจะยกพยุหแสนยากรมาสักเท่าใด ๆ ก็มิได้เกรง ข้าพเจ้ามีแต่ชีวิตจะสนองพระคุณมิให้เคืองฝ่าพระบาท สมเด็จพระราชบิดากับสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าดำริการกันเสร็จแล้ว จึ่งโปรดให้พระมหาเถรคันฉ่อง อยู่วัดมหาธาตุ พระราชทานสัปทนกรรชิง คานหาม คนหามจันหัน นิตยภัต เครื่องสมณบริขารต่าง ๆ ฝ่ายพระยาเกียนพระยาพระราม ก็พระราชทานเจียดทอง เต้าน้ำทอง กระบี่บั้งทอง เงินตรา เสื้อผ้าพรรณนุ่งห่ม และเครื่องอุปโภคบริโภค เป็นอันมาก และครอบครัวมอญซึ่งกวาดลงมานั้น ก็พระราชทาน ให้พระยาพระราม พระยาเกียน ควบคุมว่ากล่าวด้วย และพระยาพระราม พระยาเกียนนั้น ให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้น วัดขุนแสน ญาติโยมพระมหาเถรคันฉ่องนั้นอยู่ตำบลบ้านหลังวัดนก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็กราบถวายบังคมลากลับขึ้นมายังเมืองพระพิษณุโลก เสด็จเข้าไปถวายนมัสการพระชินราช พระชินศรี จึ่งทรงพระราชูทิศศรัทธา เปลื้องเครื่องสุวรรณอลังการขัตติยาภรณ์ออกกระทำสักการะบูชา แล้วเสด็จออกพร้อมด้วยมุขมาตยมนตรี

ขณะนั้นหลวงโกษาและลูกขุนทั้งปวงผู้อยู่รักษาเมืองนั้นก็นำบรรดานายไทยใหญ่เข้าเฝ้า จึ่งบังคมทูลว่า มีหนังสือนันทสุราชสังคราม ซึ่งมาตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร มาให้ส่งไทยใหญ่ และครัวซึ่งหนีมาอยู่ ณ เมืองพระพิษณุโลก ข้าพเจ้าตอบไปว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมิได้เสด็จอยู่ ซึ่งจะส่งไปนั้นยังมิได้ สม เด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทราบดังนั้น ก็ตรัสให้มีหนังสือตอบไปว่า ธรรมดาพระมหากษัตราธิราช ผู้ดำรงทศพิธราชธรรมนั้น อุปมาดังร่มพระมหาโพธิ์อันใหญ่ และมีผู้มาพึ่งพระราชสมภาร หวังจะ ให้พ้นจากภัยอันตรายต่าง ๆ ซึ่งนันทสุกับราชสังครามจะให้ส่งไทยใหญ่ไปนั้น ไม่ควรด้วยคลองขัตติยราชประเพณีธรรม ฝ่ายนันทสุกับราชสังครามแจ้งดังนั้น ก็ปรึกษากันว่า สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ายกพยุหโยธาทัพขึ้นไปเมืองหงสาวดีครั้งนี้ เหตุไฉนจึ่งไม่กลับโดยทางเมืองกำแพงเพชรเล่า บัดนี้ก็มีหนังสือเป็นคำ ฉกรรจ์องอาจมาดังนี้ เห็นประหลาดนัก เราจะอยู่มิได้ จำจะเลิกครัวเมืองกำแพงเพชรอพยพไปเมืองหงสาวดี จึ่งจะมีความชอบและข่าวทั้งนี้ก็แจ้งไปถึงเมืองพระพิษณุโลก

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าให้ชุมท้าวพระยามุขมนตรีปรึกษาว่า ซึ่งเราจะละให้เมืองกำแพงเพชรฉิบหายพลัดพรายจาก ภูมิลำเนานั้นมิชอบ เราจะยกไปตีนันทสุกับราชสังครามมิให้เอาครัวเมืองกำแพงเพชรไปได้ ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งปวงก็เห็นโดย พระราชบริหาร สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็ตรัสให้ข้าหลวงไปกุมเอาพม่ามอญ ซึ่งมาอยู่ประจำหัวเมืองฝ่ายเหนือส่งลงไปกรุงเทพ มหานครสิ้น แล้วกำหนดไปแก่พระยาสวรรคโลก พระยาพิชัย ให้โดยเสด็จ จะยกไปเอานันทสุกับราชสังคราม จึ่งให้ตรวจรี้พลช้างม้า ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๘ เพลาชาย แล้ว ๕ โมง * ก็เสด็จพยุหบาตราทัพจากเมืองพระพิษณุโลกไปยังเมืองกำแพงเพชร ฝ่ายนันทสุกับราชสังครามรู้ข่าวว่า สมเด็จพระนเรศวรเป็น เจ้าเสด็จมา ก็เลิกรี้พลช้างม้าหนีไปจากเมืองกำแพงเพชร สมเด็จ พระนเรศวรเป็นเจ้าทราบ ก็ตรัสให้พระยาไชยบูรณ์ ขุนศรี และพระหัวเมืองทั้งปวง ยกรี้พลช้างม้าเป็นกองหน้าทัพหลวงตามไปพระยาไชยบูรณ์ตามมาทันถึงตำบลแม่ระกา นันทสุกับราชสังครามก็ยกช้างม้ารี้พลออกรบพุ่งพระยาไชยบูรณ์ และข้าหลวงทั้งปวงเป็นสามารถ ในขณะนั้นพระยาไชยบูรณ์ขี่ช้างพลายปืนพระราม ได้ชน ช้างกับนันทสุ ช้างนันทสุได้ล่าง ช้างพระยาไชยบูรณ์เสียทีเบนไปนันทสุจ้วงฟันไปด้วยของ้าวต้องนิ้วชี้พระยาไชยบูรณ์กระทบขอขาด ช้างพระยาไชยบูรณ์กลับได้ล่างค้ำถนัด ช้างนันทสุทานกำลัง ไม่ได้ขวางพ่ายไป ขุนพลีขี่ช้างพลายศัตรู (พิ) นาศ ได้ชนด้วยช้าง ราชสังครามเป็นสามารถ ช้างราชสังครามก็พ่ายแก่ข้าหลวงทั้งสอง นันทสุกับราชสังครามก็รุดหนีไปทางเชียงทอง ครั้งนั้นได้ไทยใหญ่ ชาวแสนหวีอันมาอยู่ในเชียงทอง ฉกรรจ์และครัวอพยพประมาณ ๒๐,๐๐๐ เศษ แต่ผู้มีบรรดาศักดิ์เจ้าฟ้าเมืองจี่ เจ้าฟ้าเมืองลองแจใหม่ เมืองปาก สมิงตีมายาเยือ และไทยใหญ่ชาวม้า* ทั้งปวง ก็เอาครัวอพยพออกมาสู่พระราชสมภาร จึ่งแต่งช้างม้ารี้พลและทหารช่วยตามตีนันทสุกับราชสังคราม ถึงตำบลแม่รางสาง แล้วก็กลับคืนมายังทัพหลวงตำบลเชียงทอง

ฝ่ายพระยาพิชัยข้าหลวงเดิมแจ้งว่า สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระเจ้าหงสาวดีเป็นปรปักษ์แก่กัน ก็คิดการกบฏ ครั้นแจ้งพระราชกำหนดก็มิได้ยกไปโดยเสด็จ จึ่งซ่องสุมชาวเมืองและกวาดครอบครัวของตัว และครัวชาวเมืองทั้งปวงซึ่งเข้าด้วยนั้นไปณ เมืองสวรรคโลก แจ้งความทั้งปวงแก่พระยาสวรรคโลก พระยา สวรรคโลกก็ลงใจด้วย คิดกันจะยกไปตีเอาเมืองพระพิษณุโลก แต่หลวงปลัดและขุนยกกระบัตร ขุนนรนายกไซร้ มิได้ลงด้วยพระยาทั้งสอง ให้คุมเอาตัวหลวงปลัด ขุนยกกระบัตร ขุนนรนายกจำไว้

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าแจ้งว่า พระยาทั้งสองเป็น กบฏ จึ่งยกทัพหลวงเสด็จจากเชียงทองไปเมืองสวรรคโลก เสด็จไปทางสุโขทัย ครั้นเสด็จถึงสุโขทัย ก็ตั้งทัพหลวงตำบลวัดฤาษีชุมจึ่งทรงพระกรุณาตรัสให้ชาวพ่อชุมนุมพราหมณาจารย์ เอาน้ำในบ่อพระสยมภูวนาถ และเอาน้ำตระพังโพยศรีมาตั้งบูชาโดยกิจพิธีกรรม เป็นน้ำสัตยาธิษฐาน และเอาพระศรีรัตนตรัยเจ้าเป็นประธาน ให้ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทหารทั้งหลายกินน้ำสัตยาแล้ว ครั้นรุ่งก็ยกทัพหลวงเสด็จขึ้นไปโดยทางเขาคับ ถึงเมืองสวรรคโลก ณ วันศุกร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือน ๘ ตั้งทัพหลวงตำบลหน้าวัดไม้งาม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระกรุณาแก่ พระยาทั้งสอง ตรัสให้ข้าหลวงเข้าไปร้องประกาศว่า ให้พระยาทั้งสองออกมาถวายบังคม ทรงพระกรุณามิได้เอาโทษ และพระยา พิชัย พระยาสวรรคโลกมิได้โดยพระราโชวาท ทำอุกอาจตรวจจัด ไพร่พลเมืองขึ้นรักษาหน้าที่เชิงเทินป้องกันเมืองไว้ แล้วพระยาทั้งสองก็ฆ่าหลวงปลัด ขุนยกกระบัตร ขุนนรนายก ซึ่งมิลงด้วยนั้นเสีย ตัดเอาศีรษะซัดออกมาให้ข้าหลวง สมเด็จพระนเรศวร เป็นเจ้าทรงพระพิโรธ ครั้นเพลาค่ำ ก็ตรัสให้ยกพลทหารเข้าปล้นตำบลประตูสามเกิดแห่งหนึ่ง ประตูป่าม่อแห่งหนึ่ง ประตู สะพานจันทร์แห่งหนึ่ง ปล้นแต่ค่ำถึงเที่ยงคืนและเผาป้อมชั้นนอกประตูสามเกิดก็เข้ามิได้ จึ่งมีพระราชโองการตรัสถามโหราจารย์ว่ายังจะได้เมืองสวรรคโลกหรือ โหราจารย์บังคมทูลว่าจะได้ แต่ซึ่งจะปล้นข้างประตูสามเกิดนี้ เห็นจะได้โดยยาก ถ้าปล้นข้างทิศดอนแหลมไซร้ เห็นจะได้โดยง่ายเพราะทิศข้างนั้นเป็นอริแก่ เมือง จึ่งมีพระราชโองการตรัสให้พระยาไชยบูรณ์ ขุนหลวงธรรมไตรโลก ขุนราชรินทร ยกพลจากประตูสะพานจันทร์มาตั้งข้างประตูดอนแหลม และ้วให้เร่งแต่งการอันจะเข้าปล้นเมือง อนึ่งที่ประตูสามเกิดและประตูป่าม่อ ก็ให้แต่งพลุทหารเข้ารบพุ่ง จนสว่างก็ยังมิได้

ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเสาร์ แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ก็ยกทัพ หลวงมาตั้งประตูข้างดอนแหลม และ้วก็เร่งแต่งการให้ปล้นเมืองนั้นเป็นสามารถ ชาวเมืองยิงปืนไฟพุ่งศัสตราวุธมาต้องพลข้าหลวงป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก จะปีนกำแพงขึ้นมิได้ สมเด็จพระนเรศวร เป็นเจ้าก็ตรัสให้ลงโทษขุนอินทรเดชะผู้เป็นยกกระบัตร อันบังคับต้อนพลเข้าปล้นเมือง และนายทัพนายกองทั้งหลายนั้นให้มัดตระเวนรอบทัพ จึ่งขุนอินทรเดชะและข้าหลวงทั้งปวงถวายทัณฑ์บนว่า จะขอเข้าปล้นเมืองให้ได้ พระยาไชยบูรณ์บังคมทูลว่า ซึ่งไปมิได้ตั้งค่ายประชิดและจะปีนปล้นเอาเมืองดังนี้ พลทหารทั้งหลายจะทำการมิสะดวก เพราะชาวเมืองป้องกันถนัด จะขอทำค่ายประชิด และปลูกหอรบขึ้นให้สูงเทียมกำแพง แล้วจะได้ยิงปืนใหญ่น้อยสาดเข้าไปเจ้าหน้าที่จะระส่ำระสาย เห็นจะได้เมืองโดยง่าย สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเห็นชอบด้วย ก็ให้ตัดไม้ใหญ่และไม้โตนดมาทำตามพระยาไชยบูรณ์กราบทูล

ครั้น ณ วันจันทร์ แรม ๓ ค่ำ เดือน ๘ เพลาสายแล้ว๒ นาฬิกา ๕ บาท ยกพลทหารเข้าเผาประตูดอนแหลมนั้นทำลาย ลง จึ่งให้พลทหารกรูกันเอาบันไดเข้าพาดกำแพง ปีนเข้าไปในเมืองนั้นได้ และตัวพระยาสวรรคโลกก็หนีไปพึ่งอยู่บนกุฏีพระสงฆ์ณ วัดไผ่ใต้ และชาวทหารก็ตามไปกุมตัวได้เอามาถวาย ส่วน พระยาพิชัยหนีจากสวรรคโลกไปถึงแดนกะจุน จะไปยังเชียงใหม่ชาวด่านก็กุมเอาตัวพระยาพิชัยมาถวาย สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าดำรัสให้มัดพระยาสวรรคโลก พระยาพิชัย ตระเวนรอบทัพแล้วฆ่าเสีย จึ่งตรัสให้เทเอาครัวอพยพทั้งปวงมายังเมืองพระพิษณุโลกจึ่งให้เชิญรูปพระยาร่วง พระยาฦา อันรจนาด้วยงาช้างเผือกงาดำนั้นมาด้วย

ถึง ณ วันพฤหัสบดี แรม ๖ ค่ำ เดือน ๘ เพลา ๑๑ ทุ่ม ๘ บาท* ให้เรียกช้างพระที่นั่งประทับเกย เห็นพระสารีริกบรมธาตุ เสด็จปาฏิหาริย์แต่ตะวันตก ผ่านช้างพระที่นั่งมาตะวันออกโดยทางเสด็จมานั้น เท่าผลมะพร้าวปอกและ้ว ก็ยกทัพหลวงเสด็จ คืนมาโดยทางน้ำขุน ทางพิไชย เสด็จมาถึงเมืองพระพิษณุโลก ขณะนั้นพอสมเด็จพระราชบิดาดำรัสให้พระยาราชนิกูล หมื่นทิพเสนา หมื่นราชามาตย์ นำเอาหนังสือกับขุนเทพโกษา หมื่นไชยสงคราม หมื่นเทพปรีชา เขมร ๓ นาย ซึ่งพระยาละแวกแต่งให้เป็นทูตถือหนังสือมาขว้างไว้ ณ ด่านเมืองระยอง ในหนังสือนั้นว่า พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีรำพึงถึงพระคุณสมเด็จบรมบพิตร พระเจ้ากรุงศรีอยุธยา และสมเด็จพระนเรศวรบรมพิตรเป็นเจ้าเมืองพระพิษณุโลกได้เสวยราชย์ครองพิภพกรุงศรีอยุธยาโดยบูราณ พระมหากษัตราธิราชนั้น เห็นว่าพระบุญญานุภาพประเสริฐนักด้วยแต่ก่อนสมเด็จพระมหาจักรพรรดิราชาธิราช พระเจ้าช้างเผือกทรงพระมหากรุณาพระเชษฐาข้าพระบาท ซึ่งเป็นปรปักษ์ต่อพระ องค์ แล้วมิได้มีพระทัยอาฆาต ปลูกเลี้ยงดำกลให้คงอยู่ในเศวตฉัตรกรุงกัมพูชาประเทศ และ้วรับเอานักพระสูโทนักพระสูธรรมไปชุบเลี้ยงเป็นราชบุตรบุญธรรมนั้น พระคุณใหญ่หลวงนัก ฝ่าย ข้าพระบาทนี้เล่าก็เป็นคนโมหจริต คิดประทุษร้ายเป็นปัจจามิตร ต่อพระองค์มาแต่ก่อนนั้น โทษผิดนัก ขอพระองค์จงได้อภัยโทษบัดนี้ข้าพระบาทกับท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุข สมณพราหมณา จารย์ทั้งหลาย ขอเป็นพระราชไมตรีด้วยพระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทราบสาส์นดังนั้น ก็มีพระทัยยินดี พระราชทานทูตานุทูต แล้วดำรัสให้แต่งหนังสือตอบไปเป็นใจความว่า ซึ่งพระยาละแวก โมหจริตแล้วคิดกลับใจได้ มาขอเป็นพระราชไมตรีนั้นเราก็ให้อภัยโทษให้ อันเมืองละแวกโพ้นจะถาวรบริบูรณ์ทั้งสมณพราหม ณาจารย์ไพร่ฟ้าข้าขอบขัณฑเสมา กรุงกัมพุชประเทศจะเป็นสุขา นุสุขสืบไป ถึงเดือน ๘ ปัฐมสาธ จึ่งดำรัสให้หมื่นศรีภิรมย์ขุนพศรี หมื่นรามณรงค์ถือรับสั่งออกไปกับทูตานุทูตเมืองละแวก

ครั้น ณ วันอังคาร แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๘ ปีขาล อัฐศก จึ่งตรัสให้ส่งครอบครัวไทยใหญ่ซึ่งมาพึ่งพระบรมโพธิสมภารนั้น ลงไปยังกรุงเทพมหานคร สมเด็จพระราชบิดาก็พระราชทานเครื่อง อุปโภคบริโภคแก่ไทยใหญ่ทั้งปวง แล้วก็ให้ตั้งอยู่ตำบลวัดป้อมครั้นถึงเดือน ๘ ทุติยสาธ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าตรัสให้ ขุนอินทรเดชะเป็นนายกองทัพ ยกพล ๓,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐*ม้า ๑๐๐ ไปลาดถึงเมืองเชียงใหม่ ให้ฟังข่าวคราวเมืองหงสาวดีด้วย ในวันจะยกทัพนั้น พระมหาโพธิ์ใหญ่ในกำแพงสนามหน้าวังนั้น หาเหตุการณ์มิได้ กิ่งขวาข้างตะวันตกนั้นหักลง กิ่งใหญ่ ประมาณ ๓ อ้อม ถึง ณ วันอาทิตย์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๙ขุนอินทรเดชะกลังลงมาถึงเมืองพระพิษณุโลก และในเดือน ๙ นั้น มีพระราชกำหนดสมเด็จพระราชบิดา ให้ขึ้นไปเทครัวอพยพชาวเมืองเหนือทั้งปวงลงมายังพระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ครั้นแจ้งในพระราชกำหนดดังนั้น ตรัสให้เท ครัวอพยพในเมืองพระพิษณุโลกเมืองพิไชย เมืองสวรรคโลก เมืองสุโขทัย เมืองกำแพงเพชร เมืองพิจิตร เมืองเล็กน้อยทั้งนั้นลงบรรทุกเรือบ้างแพบ้าง แล้วแต่งเรือคุมเป็นหมวดเป็นกองและแต่งกองทัพป้องกันสองฝั่งฟากน้ำลงมา มิให้ครัวหนีได้ จนถึงกรุงเทพมหานคร

ครั้น ณ วันศุกร์ แรม ๙ ค่ำ เดือน ๑๑ สมเด็จพระ นเรศวรเป็นเจ้า ก็เสด็จจากเมืองพระพิษณุโลกลงมายังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสให้บำรุง การที่จะป้องกันพระนคร และซ่อมกำแพงใต้ป้อมหอรบทั้งปวงรอบพระนคร แล้วก็ให้ขุดคูเมืองเบื้องบุรพทิศนั้นให้กว้างลึกเป็นแม่น้ำประจบกันจนรอบพระนครเสร็จ ก็ให้ถ่ายข้าวเทครัวอพยพเมืองนอกทั้งปวงเข้ามาในพระนคร แล้วซ่องจัดทหารอาสาทั้งหลาย ทุกหมู่ทุกกรม ตกแต่งเครื่องสรรพยุทธไว้สรรพ ฝ่ายขุนศรีภิรมย์และขุนพศรี ขุนรามณรงค์ ผู้รับสั่งนั้น ครั้นไปถึงกรุงกัมพูชาธิบดี พระยาละแวกก็ให้แต่งรับ แล้วจึ่งให้เบิกหมื่นศรีภิรมย์และขุนพศรี ขุนรามณรงค์ เข้ามาเฝ้า และได้ฟังลักษณะราชอักษรพระยาละแวกก็ยินดีซึ่งจะได้เป็นพระราชไมตรี พระยาละแวกให้รางวัลแก่หมื่นศรีภิรมย์ ขุนพศรี ขุนรามณรงค์นั้นมาก พระยาละแวกก็แต่งให้พระราชาอุภัย พระอินทราเดโช พระทรงคเชนทร หลวงศรีราชนคร หลวงมฤทธิคเชนทร หลวงนเรนทมฤทธิ จำทูลพระราชสาส์นและเครื่องบรรณาการมาด้วยหมื่นศรีภิรมย์ ขุนรามณรงค์

ครั้นทูตานุทูตละแวกมาถึงพระนคร จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสให้เบิกทูตานุทูตเข้ามาถวาย บังคม พระราชทานแก่ทูตานุทูตนั้น แล้วก็ให้แต่งพระราชสาส์น ตอบพระยาละแวก ให้พระศรีเสาวราช ขุนหลวงธรรมาทิศ ขุน มงคลรัตน์ ขุนจันทราเทพ ขุนเทียรคราส หมื่นธรรมเถียร จำทูล พระราชสาส์นและเครื่องราชบรรณาการไปด้วยทูตานุทูตอันมานั้น

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีตั้งแต่พระนเรศวรพาพระมหาเถรคันฉ่องและญาติโยมกับพระยาเกียน พระยาพระราม แล้วกวาด เอาครัวอพยพกลับไปยังพระนครศรีอยุธยา ทั้งนันทสุกับราชสัง ครามเล่า ก็มาแจ้งเหตุทุกประการ ทรงพระพิโรธคิดอาฆาตหมายจะเอาพระนครศรีอยุธยาให้ได้

ครั้นถึงศักราช ๙๒๙ ปีเถาะ นพศก เดือน ๑๐ ขึ้น ๙ ค่ำ จึ่งตรัสให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกช้างม้ารี้พลทัพบกทัพเรือประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ลงมาโดยทางเมืองกำแพงเพชร และให้พระยา พสิมผู้เป็นอา ยกช้างม้ารี้พลประมาณ ๓๐,๐๐๐ มาโดยทางเมืองกาญจนบุรี ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่จัดช้างม้ารี้พล โดยกระบวนทัพบกทัพเรือเสร็จ ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ เพลาเช้า๓โมง๖ บาทได้มหาศุภวารดิถีวิชัยฤกษ์อันอุดม ก็เสด็จทรงพระคชาธาร พร้อมพลแสนยากรทวยหาญ มเหาฬาร ดิเรกด้วยกลิ้งกลด และฆ้องกลองแตรสังข์ศัพท์พฤนทนฤนาทกึกก้อง มาโดยรัถยางควิถีทางเมืองกำแพงเพชร และทัพพระยาพสิมนั้นยกมาถึงเมืองสุพรรณบุรีในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ฝ่าย ทัพพระเจ้าเชียงใหม่ ยังไป่ได้มาถึงเมืองนครสวรรค์ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสรู้ข่าวว่าศึกอันยกมาทั้งสองทางนั้น ก็ตรัสให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระนเรศวรเป็นเจ้าและสมเด็จพระเอกาทศรถ เตรียมช้างม้ารี้พลทัพบกทัพเรือไว้สรรพ จึ่งให้พระยาจักรีศรีองครักษ์ สมุหนายก เป็นกองทัพเรือ ตรัสให้พระยาพระคลังเป็นยกกระบัตร ให้ยกทัพเรือนั้นไปเมืองสุพรรณบุรี ครั้นทัพเรือไปถึงสุพรรณบุรี พระยาพสิมก็ยกทัพออกมารบด้วยทัพกรุง ทัพกรุงก็วางปืนใหญ่ขึ้นไปแต่เรือรบ ต้องพลข้าศึกตายเป็นอันมาก และทัพพระยาพสิมจะตั้งอยู่มิได้ ก็เลิกออกไปโดยทางราชสิงห์ และไปตั้งมั่นในตำบลเขาพระยาแมน

ถึง ณ วันพุธ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ เพลา ๒ ยามกับ๒ นาฬิกา ๙ บาท จึ่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชทั้งสองพระองค์ เสด็จพยุหบาตราทัพจากพระนครศรีอยุธยา ไปโดยทางชลมารคเสด็จขึ้นเหยียบเชิงชัยภูมิตำบลลุมพลี และให้พระพิชัยสงครามฟันไม้ข่มนาม แล้วเสด็จจากลุมพลีประทับเรือพระที่นั่ง ณ เมืองวิเศษ ไชยชาญ จึ่งเสด็จพยุหบาตราขึ้นโดยสถลมารคไปตั้งทัพหลวง ณ ตำบลสามขนอน และเมื่อตั้งทัพอยู่สามขนอนนั้น ม้าตัวหนึ่งออกลูกเป็นสองตัว ศีรษะเดียว มีเท้าตัวละ ๔ เท้า ชิงศีรษะกัน จึ่งบัญชาสั่งให้พระยาสุโขทัยเป็นนายกอง และท้าวพระยาพระหัว เมืองทั้งหลายยกช้างม้ารี้พล ๑๐,๐๐๐ ก้าวสลักออกไปตีทัพพระยา พสิม ณ เขาพระยาแมน และพบทัพหน้าข้าศึก ได้รบพุ่งกัน พม่ามอญก็แตกฉานล้มตายเป็นอันมาก พระยาพสิมก็เลิกทัพรุดหนีไป พระยาสุโขทัยและข้าหลวงยกตามไปถึงกาญจนบุรี จับได้ช้างชะวี* กับช้างม้ามาถวาย และทัพหลวงตั้งอยู่ตำบลสามขนอนนั้น ๗ เวน จึ่งเสด็จยกทัพหลวงเลี้ยวมาโดยทางสุพรรณบุรี ก็เสด็จเข้าพระนครศรีอยุธยา

ครั้นทัพพระยาพสิมแตกพ่ายไปแล้ว ในเดือนเดียวนั้น ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่มิได้รู้ว่าพระยาพสิม พ่ายไป ก็ยกทัพบกทัพเรือ ลงมาเมืองนครสวรรค์ แล้วยกล่วงลงมาถึงเมืองชัยนาท ก็ให้ไชยกะยอสูและนันท กะยอสูยกช้างม้าและพลประมาณ ๑๕,๐๐๐ ** เป็นทัพหน้า ลงมาตั้งถึงบางพุทราและบางเกี่ยวหญ้า ฝ่ายพระนเรศวร เป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชแจ้งข่าว ก็เสด็จยกทัพบกทัพเรือขึ้นไปโดยลำน้ำใหญ่ ตั้งตำบลชะไว ก็ตรัสให้พระราชมนูเป็น นายกองขุนรามเดชะเป็นยกกระบัตรยกทัพม้า๒๐๐และพลทหารอาสา ๓,๐๐๐ ขึ้นไปตีทัพข้าศึกอันมาตั้งตำบลบางเกี่ยวหญ้าพระราชมนู ขุนรามเดชะ ก็ยกขึ้นไปตั้งเป็นทัพซุ่มอยู่ในป่า ครั้น ข้าศึกออกมาเกี่ยวหญ้าช้างและออกลาดหากินก็ดี พระราชมนูและขุนรามเดชะก็โจมตีฆ่าฟันข้าศึกไปจนค่าย ได้ช้างม้าและเชลยส่งลงไปถวายเป็นอันมาก ไชยกะยอสูและนันทกะยอสูเห็นเหลือกำลังก็เลิกทัพคืนไปหาทัพใหญ่ ณ เมืองชัยนาท พระราชมนูและขุนรามเดชะตามตีข้าศึกเข้าไปถึงค่ายใหญ่เมืองชัยนาทบุรี ขณะนั้น พระเจ้าเชียงใหม่รู้ข่าวว่าทัพพระยาพสิม ซึ่งยกมาทางกาญจนบุรีนั้น แตกฉานพ่ายไปแล้ว ก็ปรึกษาด้วยท้าวพระยาทั้งหลายว่า กำหนดพระเจ้าหงสาวดีบัญชาให้ทัพพระยาพสิม มาบรรจบพร้อมกับทัพเรา และ ทัพพระยาพสิมรีบรุดยกเข้ามาก่อน แล้วแตกฉานไปดังนี้ ควรจะเลิกทัพคืนไปฟังกำหนดพระเจ้าหงสาวดีก่อน อนึ่งเรายกมาครานี้ยังมิได้บำรุงการศึกมาเป็นสามารถ ทั้งมิได้ควบทัพพร้อมมูลกันจึ่งเสียที บัดนี้เราจะยกทัพคืนไปก่อน จะบำรุงการศึกไว้ท่าพระ ราชกำหนดพระเจ้าหงสาวดี ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่ก็เลิกทัพจากชัยนาทบุรีคืนไปเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชแจ้งว่า ทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกเลิกไปแล้ว ก็เสด็จคืนเข้ายังพระนครศรีอยุธยา กราบทูลประพฤติเหตุแก่สมเด็จพระราชบิดาทุกประการ

ในเดือน๔ปีเถาะนั้น พระยาละแวกก็ใช้พระอุภัยพงศาและหลวงสุภาทิพจำทูลพระราชสาส์น และเครื่องบรรณาการ มาด้วยพระศรีเสาวราช และทูตานุทูตทั้งหลายอันไปนั้น ในลักษณะ พระราชสาส์นพระยาละแวกมาคราวนั้นว่าขอให้หลั่งน้ำสิโตทก ตั้งสีมาจารึกสำหรับการพระราชไมตรีตามประเพณีโบราณพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็แต่งท้าวพระยามุขมนตรี และสมณพราหมณาจารย์ทั้ง หลายไปหลั่งน้ำสิโตทก ฝ่ายมุขมนตรีไซร้ เจ้าพระยาจักรีศรีองค รักษ์สมุหนายก เจ้าพระยาสุโขทัย พระยาเทพรณรงค์ฦาชัย พระพลเทพ พระศรีภูริปรีชา และขุนหมื่นทั้งหลาย ฝ่ายพระสงฆ์ไซร้ สมเด็จพระสังฆราชคามวาสี อรัญวาสี พระครูสดำ พระครูเฉวียง และพระสงฆ์ ๒๐ รูป ฝ่ายพราหมณาจารย์ไซร้ พระ มเหธรราชสุภาวดี พระราชปโรหิตาจารย์ พระเทพาจารย์ พระโหราธิบดี และชีพ่อพราหมณาจารย์ ๑๐ คน ฝ่ายพระยากัมพูชาธิบดีก็แต่งเจ้าฟ้าทะละหะ พระยาธรรมเดโช พระยาจักรรัตน์ พระศรีภูริปรีชา และท้าวพระยาเสนาบดี สมณพราหมณาจารย์ในกรุงกัมพุชประเทศนั้น มาหลั่งน้ำสิโตทกในที่นั้น ถึง ณ วัน พฤหัสบดี ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๑๒ กอปรด้วยศุภฤกษ์ จึ่งฝังสีมา จารึกสัตยาธิษฐานลงในศิลาบาต แล้วก็หลั่งน้ำสิโตทกเหนือมหาปัถพีเป็นสักขีทิพยพยานเพื่อจะให้พระราชไมตรีสีมามณฑลทั้งสองฝ่ายมั่นคงตรงเท่ากัลปาวสาน แล้วก็ให้อุปสมบทกรรมภิกษุ ๖ รูป ในที่นั้น

ขณะเมื่อพระเจ้าเชียงใหม่เลิกทัพขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้ง ก็ทรงพระโกรธว่า พระเจ้าเชียงใหม่มิได้ยกลงไปโดยกำหนด จึ่งไม่ทันกองทัพพระยาพสิม พระยาพสิมจึ่งเสียทีแก่ข้าศึก

ครั้นศักราช ๙๓๐ ปีมะโรง สัมฤทธิศก* พระเจ้าหงสาวดี ดำรัสให้พระยาอภัยคามินี กับซักแซกกะยอถาง สมิงโยคราช ๓ นายไปกำกับทัพเชียงใหม่ ให้เร่งยกลงไปตีเอาพระนครศรีอยุธยาให้ได้ พระเจ้าเชียงใหม่แจ้งในพระราชกำหนด ก็จัดช้างม้ารี้พลทัพบกทัพเรือ พร้อมด้วยเครื่องศัสตราวุธ ให้พระยาเชียงแสนถือพล ๑๕,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๕๐ ม้า ๑,๐๐๐ เป็นทัพหน้า ครั้นเดือน ๑๒ ก็ยกจากเมืองเชียงใหม่โดยทางเมืองลี่ และทัพพระเจ้าเชียงใหม่ยกมาครั้งนั้นพล ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๓,๐๐๐เรือรบ เรือลำเลียง ๑,๐๐๐ ลำ แล้วเคลื่อนทัพบกทัพเรือ ลงมาตั้งชุมพล ณ เมืองนครสวรรค์ ในวันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้ายฝ่ายพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทราบข่าวศึกยกมาดังนั้นก็ดำรัสให้ถ่ายข้าวเทครัวเข้าในพระนครแล้วให้ตรวจจัดรี้พล และเครื่อง สรรพยุทธไว้สำหรับหน้าที่กำแพงรอบพระนคร แล้วจึ่งมีพระราชกำหนดให้นายกองทหารอาสาทั้งปวงคุมพลเป็นหลายกอง ยกออกไปซ่องคนซึ่งซ่านเซ็นอยู่ในป่า แล้วยก เป็นกองโจรคอยก้าวสกัดตีโดยทางข้าศึกจะยกมา อย่าให้ออกลาดหากินได้สะดวก

ฝ่ายพระยาละแวกแจ้งข่าวออกไปว่า กองทัพเมืองหงสาวดียกมากระทำแก่พระนครศรีอยุธยา จึงดำรัสปรึกษาท้าวพระยาเสนามุขมนตรีว่า กรุงกัมพูชาธิบดีกับพระนครศรีอยุธยาพึ่งเป็น ทางพระราชไมตรี ก็จะไม่ถาวรวัฒนาสืบไป จำจะให้กองทัพยก ไปช่วย ท้าวพระยาเสนามุขมนตรีทั้งปวงก็เห็นพร้อมด้วย พระยา ละแวกก็ให้พระศรีสุพรรณมาธิราช ผู้เป็นพระอนุชา ถือพล๑๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๐๐ ม้า ๓๐๐ ยกเข้ามาช่วยทางด่านเมืองปราจีนบุรี กรมการบอกเข้ามาให้กราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ดำรัสให้หลวงราชเสนา หลวงราชภักดี ขุนพิพิธวาที หมื่นพจนา พิจิตร ออกไปรับพระศรีสุพรรณมาธิราชเข้ามาเฝ้า แล้วตรัสให้กองทัพเขมรตั้งอยู่ตำบลวัดพระพะแนงเชิง

ครั้น ณ วันพฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำ เดือนอ้าย พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพบก ทัพเรือ ล่องลงมาตั้งค่ายมั่นตำบลสระเกศ แล้ว แต่งให้เจ้าเมืองพเยา ยกทัพม้ามาถึงสะพานขายข้าว ก็เที่ยวเผาบ้านเรือนเสีย

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า กับพระอนุชาธิราชทราบ ดังนั้น ก็เสด็จโดยชลมารคถึงสะพานขายข้าว ให้ทหารยกขึ้นไปได้รบกันถึงตะลุมบอน ยิงแทงถูกเจ้าเมืองพเยากับทหารตกม้าตาย๒๐ คน เจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก ทัพม้าทั้งนั้นก็แตกถอยไปได้ม้า ๒๐ ม้า แล้วเสด็จคืนเข้าพระนคร

ครั้นถึงเดือน ๕ ปีมะเส็ง เอกศก พระเจ้าหงสาวดีดำรัสให้พระมหาอุปราชา ถือพล ๕๐,๐๐๐ * ลงมาตั้งทำนา ณ เมืองกำแพงเพชร แล้วแต่งหนังสือรับสั่งให้สมิงพัตเบิดถือไปถึงพระเจ้าเชียงใหม่ว่า อันพระนครศรีอยุธยานั้นแม่น้ำเป็นคูรอบ แต่องค์สมเด็จพระราชบิดาเรามีบุญบารมี ปราบได้ถึงสิบทิศ ยังทำการปี ครั้งนี้ทั้งพระมหาธรรมราชามีราชบุตรสององค์ การสงครามก็องอาจกล้าหาญ ถึงมาตรว่าพลทหารเราจะมากกว่าร้อยเท่าก็ดีอัน (จะ) ดูหมิ่นหักเอาโดยเร็วเหมือนเมืองทั้งปวงนั้นมิได้ จำจะ คิดเป็นการปีจึ่งจะได้ บัดนี้ก็ให้พระมหาอุปราชาถือพล ๕๐,๐๐๐ยกหนุนลงมาตั้งทำนา ณ เมืองกำแพงเพชร ให้พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งมั่นไว้ จงอย่าให้ชาวพระนครออกหักได้ แล้วให้ทำนาตั้งยุ้งฉาง ผ่อนเสบียง ณ เมืองเชียงใหม่ลงไปไว้จงมาก ประการหนึ่งให้ แต่งออกลาดอย่าให้ทำไร่นาลงได้ พระนครศรีอยุธยาจึ่งจะผอมออกพระวษาแล้วทัพหลวงจะเสด็จไปพร้อมกันจะหักเอาทีเดียว

พระเจ้าเชียงใหม่ได้แจ้งพระราชกำหนดพระเจ้าหงสาวดีดังนั้น ก็ให้ขยายค่าย ขุดคู ตั้งป้อม พูนเชิงเทนหอรบมั่นคงตามรับสั่ง แล้วแต่งกองออกเที่ยวลาดเป็นหลายกอง ได้รบกันกับกองตระเวนชาวพระนคร ชาวพระนครตีแตกไปเป็นหลายครั้ง ที่จับไดเป็น ก็ส่งเข้าไปถวายถามได้เนื้อความแจ้งสิ้นทุกประการ

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึ่งดำรัสแก่พระบรมโอรสทั้งสองพระองค์ว่า พระเจ้าหงสาวดีคิดการปี ให้พระมหาอุปราชาผู้เป็นพระราชบุตรถือพล ๕๐,๐๐๐ ยกมาตั้งทำนาอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชร พระเจ้าเชียงใหม่ถือพล ๑๐๐,๐๐๐ ยกมาตั้งมั่นอยู่ ตำบลสระเกศ ปลูกยุ้งฉางถ่ายเสบียงลงมาไว้ ออกพระวษาแล้วทัพพระเจ้าหงสาวดีจะยกมาบรรจบกัน ซึ่งเราจะละไว้ให้ทัพประชุมกันเข้าทั้ง ๓ ทัพนั้น กำลังศึกก็จะมากขึ้น จะหนักมือเหนื่อยแรงทหารนัก ทั้งไพร่ฟ้าประชากรก็จะมิได้ทำไร่นา กำลังพระนครก็จะถอยลงมา เราจะยกไปตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่เสียก่อน อย่าให้ตั้งอยู่ได้ ประการหนึ่งก็จะได้ชม (ฝี) มือทหารทั้งปวงด้วย สมเด็จ พระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชกราบถวายบังคมฉลองพระราชโองการว่า อันทัพพระเจ้าเชียงใหม่ซึ่งมาตั้งอยู่ตำบล สระเกศนี้ ชีวิตข้าพเจ้าทั้งสองอยู่ใต้เบื้องบาท อย่าได้ทรงพระ วิตกเลย จะตีเสียให้เลิกไปจงได้ สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงฟังพระราชโอรสทั้งสองทูลดังนั้นก็แย้มพระโอษฐ์ จึ่งสั่งให้ตรวจพล ๘๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๕๐๐ ม้า ๑,๐๐๐ เรือรบ ๕๐๐ ลำ ทัพบกทัพเรือสรรพ

ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๕ เพลารุ่งแล้ว ๔ นาฬิกากับบาทหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชา ธิราชก็ยกไปตั้งทัพชัยตำบลลุมพลี ถึง ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑๐ ค่ำสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็ตรัสให้ เทียบเรือรบเรือไล่ทั้งปวง แล้วเสด็จด้วยชลวิมานขึ้นไปถึงป่าโมกน้อย เพื่อจะดูกำลังข้าศึก ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่แจ้งว่ากองตระ เวนได้รบกับกองทัพกรุงเป็นหลายครั้ง แตกขึ้นมา จึ่งแต่งให้สเร นันทสุคุมทหาร ๕,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐ ม้า ๕๐๐ ยกเข้ามาป่าโมกน้อย แล้วแต่งให้พระยาเชียงแสนเป็นนายกองทัพหน้า คุมพลทหาร ๑๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๐๐ ม้า ๕๐๐ ยกตามลงมาอีกทัพหนึ่ง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชแจ้ง ว่า ข้าศึกยกมา ก็ให้เทียบเรือรบเรือไล่ทั้งปวงเข้าฝั่ง ให้พลทหารอาสาขึ้นบก ยกเข้าไปตั้งต่อข้าศึก แล้วก็เสด็จขึ้นจากพระชลวิมาน ทั้งสองพระองค์ทรงสุพรรณรัตน์ปาทุกา จึ่งตรัสให้ พลทหารทั้งปวงขึ้นยั่วข้าศึก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระแสงนกสับ ยิงถูกนายม้าผู้ดีห่มเสื้อสักหลาดแดงขัดดาบบั้งทองตกลงจากม้าตาย จึ่งชาวทหารเข้าตัดเอาศรีษะนายม้านั้น ได้ทั้งเสื้อ สักหลาดและดาบบั้งทองกับม้ามาถวายฝ่ายข้าศึกอันยกมานั้นก็พ่ายไป ทหารอาสาก็ไล่ฟันแทงขึ้นไปปะทะกับพระยาเชียงแสนพระยาเชียงแสนเห็นดังนั้น ก็ให้แยกพลออกรับตีประดาลงไปทหารกรุงเห็นเหลือกำลังก็ถอยรอรับลงมา สมเด็จพระนเรศวร เป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช เห็นข้าศึกยกออกมาตี ทหารเสียทีจะลงเรือมิทัน จึ่งเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งขึ้นไปเหนือคลองป่าโมกน้อย และขนานเรือพระที่นั่งทั้งสองลำเสด็จอยู่กับพลเรือรบ และทหารอันอยู่ริมน้ำนั้น ข้าศึกก็วางช้างม้ารี้พลมาถึงริมน้ำ และได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จ พระอนุชาธิราช ทรงพระแสงปืนนกสับ ยิงต้องข้าศึกตายมาก ข้าศึก (พุ่ง) ศัสตราวุธตกถึงเรือพระที่นั่ง จึ่งพระบาทสมเด็จพระราชอนุชาก็ให้สอดเรือพระที่นั่งเสด็จเข้าไปข้างฝั่ง กันเรือพระที่นั่งสมเด็จพระเชษฐาธิราช แล้วดำรัสสั่งให้ยิงปืนใหญ่ในเรือรบเรือไล่ทั้ง ปวงขึ้นไปต้องช้างม้าข้าศึกและพลตายมาก ข้าศึกทั้งปวงก็พ่ายไป

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าจึ่งตรัสแก่สมเด็จพระอนุชาธิราชและท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงว่า พระเจ้าเชียงใหม่ยกทัพ ๑๐,๐๐๐ ลงมาตั้งอยู่ ณ สระเกศ ถึง ๔ เดือน ๕ เดือน แล้ว พึ่งได้เห็นฝีมือกำลังทหารวันนี้ ดีร้ายจะเป็นบ้าสงคราม ใน ๒วัน ๓ วันนี้จะยกมาอีก ถ้ายกลงมาเราตีค่ายสระเกศทีเดียว ตรัสเท่านั้นก็มิได้เสด็จกลับลงมาลุมพลี ตั้งอยู่ณป่าโมก

ฝ่ายว่าพระเจ้าเชียงใหม่แจ้งว่า สเรนันทสุ พระยาเชียงแสนแตกขึ้นไป ก็ทรงพระโกรธ สั่งให้ประหารชีวิตเสีย พระยาพเยาน้องพระเจ้าเชียงใหม่ กับท้าวพระยาแสนขุน แสนหมื่นทูลขอโทษให้แก้ตัว พระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้โทษ แต่ทว่าให้ไปตระเวนประจานรองทัพ แล้วตรัสปรึกษาแก่นายทัพนายกอง แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงว่า พระยาเชียงแสน สเรนันทสู แตกข้าศึกขึ้นมา พระนเรศวรพี่น้องจะมีใจกำเริบ จะยกขึ้นมาตีถึงค่ายเราเราคิดว่าจะยกลงไปหักเสียก่อน ท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวง ก็เห็นด้วย พระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้โหรหาฤกษ์ ณ วันพฤหัสบดีแรม ๒ ค่ำ เดือน ๕ เพลาตี ๑๐ ทุ่ม ๕ บาท จึ่งบัญชาให้ตรวจเตรียมกองทัพ ให้พระยาเชียงแสน สเรนันทสูถือพล ๑๕,๐๐๐เป็นทัพหน้าแก้ตัว ทัพพระเจ้าเชียงใหม่พล ๖๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง๓๐๐ ม้า ๑,๐๐๐

ครั้นถึง ณ วันพฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำ เดือน ๕ เพลาตี ๑๑ทุ่ม ๕ บาท ก็ยกลงมา ขณะเมื่อพระเจ้าเชียงใหม่คิดเตรียมทัพจะลงมาตีนั้น ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าตรัสแก่ท้าวพระยามุขมนตรีว่า เราตีทัพเชียงใหม่แตกขึ้นไป เห็นประหนึ่งจะยกเพิ่มเติมกันมาอีก ถึง ๒ วัน ๓ วันแล้วก็มิได้ยกลงมา ณ วันพฤหัสบดี แรม ๒ ค่ำ เดือน ๕ เราจะยกขึ้นไปให้ทหารยั่วดูสักทีเพลาหนึ่งท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวง ก็เห็นพร้อมกันโดยพระราชบริหาร จึ่งสั่งให้พระราชมนูถือพล ๑๐,๐๐๐ ขี่ช้างต้นพลายพัทกัน ช้างนายทัพนายกองขี่ ๒๐ ช้าง มีธงสามชายสำคัญทุกตัวช้าง เป็นทัพหน้าชั้นหนึ่ง ให้พระยาสุโขทัยถือพล ๑๐,๐๐๐ ขี่ช้างต้นพลายสังหารคชสีห์ ช้างนายทัพนายกองขี่ ๒๐ ช้าง มีธงสามชายสำคัญ ทุกตัว ช้างเป็นทัพหน้าชั้นสอง ให้ยกในเดือน ๕ แรม ๒ ค่ำเพลาบ่าย ไปตั้งอยู่ต้นทาง ครั้นเพลา ๑๑ ทุ่ม สมเด็จพระนเรศวร เป็นเจ้า กับสมเด็จพระอนุชาธิราชทรงเครื่องศิริราชปิลันทนาลังกายุทธ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงช้างต้นพลายมงคลทวีปเป็นพระคชาธาร สมเด็จพระอนุชาธิราชทรงช้างต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร พร้อมช้างดั้งกันแทรกแซงล้อมวังพังคาร ๑๐๐ กับพลทหาร ๓๐,๐๐๐ ก็เสด็จพยุหบาตราทัพโดยทางสถลมารควิถี พอแสงทินกรเรื่อเรืองโพยมมาศ ทัพหน้าพระเจ้าเชียงใหม่กับทัพพระราชมานูปะทะรบกันตำบลบางแก้ว ทัพหลวงเสด็จ ถึงตำบลบางแห ได้ยินเสียงปืนรบ ก็มิได้ยกหนุนพระราชมานูขึ้นไป เข้าซุ่มทัพอยู่ในป่าจิก ป่ากะทุ่ม ฟากทางตะวันตก จึ่งใช้ ให้หมื่นทิพรักษากับม้าเร็ว ๑๐ ม้า ขึ้นไปสั่งพระราชมานู ให้ล่าถอยลงมา ทัพหลวงจะยอกลาง พระราชมานูก็บอกลงมาให้กราบ ทูลว่า ศึกได้รบติดพันกันอยู่แล้ว ถ้าถอยก็จะแตก พระราชมานูก็มิได้ถอย สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าก็ให้หมื่นทิพรักษา * ขึ้น ไปสั่งอีกพระราชมานูก็มิได้ถอย หมื่นทิพรักษากลับลงมากราบทูล ก็ทรงพระโกรธ ตรัสว่าให้กลับขึ้นไปอีกครั้งหนึ่ง ถ้ามันยัง ขัดมิถอยให้เอาศรีษะลงมา หมื่นทิพรักษากลับขึ้นไปแจ้งตามรับสั่งพระราชมานูแจ้งรับสั่งตกใจ ให้โบกธงฝ่ายซ้ายเป็นสำคัญ พระยาสุโขทัย ทหารทั้งปวงเห็นดังนั้น ก็ขยายล่าถอยลงมา

ฝ่ายทหารเชียงใหม่สำคัญว่าแตก ก็โห่ร้องไล่รุกโจมตีลงมา ทหารม้าก็วางม้า ทหารช้างก็ขับช้าง พระเจ้าเชียงใหม่ดี พระทัย ก็เร่งพลขับช้างที่นั่งตามเป็นกองหน้าลงมามิได้เป็นกระ บวน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเห็นข้าศึกเสียกระบวน จึ่งให้ ลั่นฆ้องโบกธงเป็นสำคัญ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็ขับพระคชาธารและรี้พลช้างม้าโยธาหาญเข้ายอกลางทัพข้าศึก จนถึงอาวุธสั้น ฝ่ายพระราชมานู พระยาสุโขทัยเห็นดังนั้น ก็ต้อนพลตีกระหนาบขึ้นมา ทัพพระเจ้าเชียงใหม่ก็ แตกพ่ายไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชก็เสด็จตามตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่แตกฉานยับเยินไม่คุมกันได้ พล ทหารชาวกรุงก็ไล่ฟันแทงพลข้าศึกทั้งนายและไพร่ตายริมทาง และกลางทุ่งนั้นมากนัก และท้าวพระยาฝ่ายข้าศึกคอขาดกับคอช้างใน ยุทธภูมินั้น คือพระยาพเยาน้องพระเจ้าเชียงใหม่ พระยาล่อ พระยากาว พระยานครล้านช้าง พระยาเชียงราย มางยามงิบสมิงโยคราช เจพะยะอางขะบูน สเรนันทสูเมืองเตริน แสนเชียงใหม่ตายในที่นั้นประมาณ๑,๐๐๐ได้ช้าง ๒๐ ช้าง ม้า๑๐๐ เศษ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็เสด็จ ตามตีทัพพระเจ้าเชียงใหม่ไปถึงปากน้ำฉะไว

ฝ่ายสมเด็จพระราชบิดาดำรัสให้เตรียมรี้พลและเรือพระที่นั่ง ดั้งกัน เรือรบ เรือไล่พร้อมเสร็จ แล้วพระราชทานเรือพระที่นั่งรอง และเรือทั้งปวงให้พระศรีสุพรรณมาธิราช น้องพระยา ละแวกโดยเสด็จมาด้วย ครั้น ณ วันเสาร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ เพลารุ่งแล้ว ๕ บาท ไดศุภฤกษ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกพยุห บาตราทัพเสด็จโดยชลมารคด้วยพระชลวิมานขึ้นไป ส่วนพระเจ้าเชียงใหม่ก็ยกรุดรีบเข้าในค่ายหลวง ในวันนั้นเพลาจวนค่ำสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ตั้งทัพหลวงอยู่ ณ ปากน้ำฉะไว จึ่งมีพระราชกำหนดแก่ท้าวพระยาพระหัวเมืองทั้งหลายว่า เพลาย่ำรุ่งจะยกพลทหารเข้าหักค่ายพระเจ้า เชียงใหม่ ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่แตกขึ้นไปถึงค่าย เสียพระทัย มิได้คิดที่จะรบ ครั้นแจ้งว่ากองทัพพระนเรศวรยกตามขึ้นมาถึงปากน้ำฉะไว เกรงจะรับมิอยู่ หนีก็มิพ้น ครั้นเพลาค่ำก็ขึ้นช้างเร็วเลิกทัพรีบหนีไป

ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเสาร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๕ เพลาเช้า โมงเศษ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเสด็จยกพยุหโยธาทัพใกล้ถึงค่ายสระเกศ ก็แจ้งว่า พระเจ้าเชียง ใหม่เลิกทัพหนีไปถึงปากน้ำพุทรา มิได้ทันพระเจ้าเชียงใหม่ ทหารกองหน้าจับได้พระยาเชียงแสน ลูกพระยาเชียงแสน และแสนหลวง ล่ามแขกมางจอจวย ลูกแม่นมพระเจ้าเชียงใหม่ แต่ได้ ช้างพังพลายใหญ่ศอกนิ้ว ๑๒๐ ช้าง ได้ม้า ๑๐๐ เศษ* แต่ช้าง ใหญ่ มีเศษ พลายจนาจศักดิ์ ๑พลายปวงหลูรายภัก ๑ พลายหุละเกียน กะหยอ ๑ พลายพิชัยโกลา ๑ พลายมรุกตองอู ๑ พลายมณีจักรพรรดิ ๑ พลายสิงคา ๑ พลายมงคลชาตรี ๑ พลายแขแม ๑ พลายแก้วไกรลาส ๑ พลายอุโบสถา ๑ ช้าง พระเจ้าเชียงใหม่พลายมหาเมฆ ๑ พลายหัตถีราชา ๑ พลาย เกิดสวัสดิ์๑พลายภาพยาว๑พลายยาตรา๑พลายแปร ๑ พลายศรีบุญเรือง ๑ พลายรำชาย ๑ พลายมหากุณฑล ๑ แต่ได้ช้างสูงใหญ่ ๒๐ ช้าง และได้พม่า มอญ ลาวเชียงใหม่และชาวไทยใหญ่ ชายหญิง ๑๐,๐๐๐ เศษ ได้เรือรบ เรือเสบียง ๔๐๐เศษ และได้เครื่องสรรพยุทธ เครื่องช้าง เครื่องม้า ปืนใหญ่ จ่ารงค์ มณฑก นกสับมาก และได้เครื่องราชาบริโภคพระเจ้าเชียงใหม่ แตรเงิน แตทอง กระโจมหุ้มทองสำรับหนึ่ง สมเด็จ พระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช แต่งทหารกำหนดให้ตามพระเจ้าเชียงใหม่ให้ถึงเมืองนครสวรรค์ และทัพหลวงตั้ง อยู่บางพุทราประทับแรมอยู่ทั้งทัพบกทัพเรือเวนหนึ่ง

ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ ฝ่ายสมเด็จพระราชบิดาเสด็จถึงบางพุทรา พระราชโอรสทั้งสองพระองค์มาเฝ้า กราบถวายบังคมทูลสุร่ายเรื่องยุบล ซึ่งได้รณรงค์ข้าศึกมีชัย ชำนะถวายเสร็จสิ้นทุกประการ สมเด็จพระราชบิดาได้ทรงฟัง ทรงพระโสมนัสยินดี เสด็จประทับแรมอยู่ ๒ เวน ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันอังคาร แรม ๗ ค่ำ เดือน ๕ เพลาบ่าย ๓ โมง สมเด็จพระราชบิดาก็เลิกทัพคืนเข้าพระนครโดยชลมารค

ครั้น ณ วันศุกร์ แรม ๑๐ ค่ำ เดือน ๕ กองทัพซึ่งไปตามพระเจ้าเชียงใหม่กลับมาถึง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับ สมเด็จพระอนุชาธิราช ก็เลิกทัพเสด็จด้วยพระชลวิมาน พร้อมด้วย ดั้งกันนำตาม ครั้นถึงตำบลโพธิ์สามต้น ทอดพระเนตรเห็นเรือ พระศรีสุพรรณมาธิราช กับเรือนายทัพนายกองเขมรทั้งปวงจอดอยู่ ณ ฝั่งฟากตะวันตก แต่พระศรีสุพรรณมาธิราชนั้นมิได้หมอบ นั่ง ดูเสร็จอยู่ ก็ทรงพระพิโรธให้รอเรือพระที่นั่งไว้ แล้วดำรัสให้ หลวงพิชัยบุรินทรา ตัดเอาศีรษะลาวเชลยซึ่งจับได้นั้น ไปเสียบไว้ตรงเรือพระศรสุพรรณมาธิราช หลวงพิชัยบุรินทราก็ไปทำโดยรับสั่ง สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช ก็เสด็จเข้าพระนคร ฝ่ายพระศรีสุพรรณมาธิราชเห็นดังนั้น ก็น้อยพระทัย คิดอาฆาต มิได้ว่าประการใด ก็ล่องเรือมาที่อยู่ ครั้นรุ่งขึ้นสม เด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จออก พร้อมด้วยท้าวพระยาเสนาพฤฒามาตย์ทั้งปวง จึ่งดำรัสว่า ซึ่งพระยาละแวกให้พระศรีสุพรรณมาธิราชผู้เป็นอนุชา ยกกองทัพเข้ามาช่วยงานพระราชสงครามจนเสร็จนั้นขอบใจ ให้พระราชทานพานทองคำกับสนองพระองค์อย่างเทศอย่างน้อย และนายทัพนายกองเขมรทั้งปวงนั้นก็พระราชทานเสื้อ ผ้าโดยสมควร พระศรีสุพรรณมาธิราชกับพระยาเขมรทั้งปวงกราบ ถวายบังคมลา ก็เลิกทัพกลับไปพระนคร

ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่แตกขึ้นไปถึงเมืองกำแพงเพชร ไปเฝ้าพระมหาอุปราชา แจ้งการซึ่งได้รบกับกองทัพพระนเรศวร จน แตกขึ้นมาเสร็จสิ้นทุกประการ พระมหาอุปราชาก็เสียพระทัย จึ่ง แต่งทหารมอญก้าวสกัดต้นทาง พลชาวเชียงใหม่แตกกระจัดกระจายขึ้นมานั้น ประมวลกันเข้าได้แล้ว ก็ให้พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรด้วย แล้วบอกหนังสือส่งตัวพระยาอภัยคามินี ซักแซกยอถาง ซึ่งกำกับพระเจ้าเชียงใหม่ให้พละกำ กองรีบไป ณ เมืองหงสาวดี พระมหาอุปราชาก็เกณฑ์กันให้รีบทำไร่นา ให้พระเจ้าเชียงใหม่ทำเรือกระจังเหลาคา

ฝ่ายพระศรีสุพรรณมาธิราชนั้น คิดแค้นอยู่มิได้ขาด ครั้นไปถึงเมืองละแวก ขึ้นเฝ้ากราบทูลว่า ซึ่งรับสั่งให้ข้าพระบาทยกเข้าไปช่วยการสงครามพระนครศรีอยุธยาครั้งนี้ ได้ความอัปยศนัก ด้วยพระนเรศวรดูหมิ่นหยาบช้า ให้ตัดเอาศีรษะเชลยมาเสียบไว้ริมเรือตรงหน้าข้าพระบาทความแค้นความอายปิ่มจะไม่เห็นฟ้าและดิน พระยาละแวกแจ้งดังนั้นก็ทรงพระโกรธ ตรัสว่าเราก็เป็นกษัตริย์มาดูหมิ่นกันดังนี้ ไหนกรุง กัมพูชา ธิบดีกับกรุงศรีอยุธยาจะเป็นพระราชไมตรีกันสืบไปได้

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีแจ้งว่า พระเจ้าเชียงใหม่แตกขึ้นมา เสียไพร่พลมากก็ทรงพระโกรธ คิดจะเอาโทษก็เกรงจะเสียเมืองลาว จึ่งตอบลงมาว่า ครั้งก่อนกำหนดให้พระเจ้าเชียงใหม่ยกไป บรรจบกับทัพพระยาพสิมก็ไม่ไปทัน จนเสียทัพพระยาพสิมครั้งหนึ่งแล้ว ครั้งนี้ยกพลลงไปถึง ๑๐๐,๐๐๐ ก็แตกแก่ข้าศึกขึ้นมาทำการมิได้มั่นคงดุจทารกโคบาล ให้เสียรี้พลมากมาย ข้าศึกได้ใจดังนี้ เมื่อพระเจ้าเชียงใหม่มิได้มีความละอาย ไม่ไว้เกียรติยศ ในแผ่นดินแล้วก็แล้วไปเถิด ออกพระวษาแล้ว ทัพหลวงจะยกไปกระทำ อย่าให้พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งอยู่ ณ เมืองกำแพงเพชรเลย ให้เป็นกองทัพลำเลียงขึ้นไปจัดแจงเสบียงอาหาร ณ เมืองเชียงใหม่ ผ่อนลงไปไว้ให้พอพล ๓๐๐,๐๐๐ อย่าให้ขัดสนได้ ถ้าขัดสนด้วย เสบียงอาหารมิทันมิพอ ๓๐๐,๐๐๐ จะมีโทษ ครั้นแต่งหนังสือเสร็จแล้วก็ส่งให้พละกำกองถือกลับลงมา ณ เมืองกำแพงเพชร ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ได้แจ้งรับสั่งดังนั้น ก็กลัวพระราชอาญา ลา พระมหาอุปราชากลับขึ้นไป ณ เมืองเชียงใหม่ เร่งรัดทำการลำเลียงตามรับสั่ง

ครั้นถึงเดือน ๑๒ ปีมะเส็งเอกศก พระเจ้าหงสาวดียกช้างม้ารี้พลมาโดยทางเชียงทอง และชุมพลทางบกทางเรือทั้งปวงณ เมืองกำแพงเพชร ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ก็ยกทัพลำเลียงลงมาถึง ทัพพระเจ้าหงสาวดีพล ๒๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑,๐๐๐ ม้า ๗,๐๐๐ และเรือกะจังเหลาคา ๑,๐๐๐ ฝ่ายพระมหาอุปราชา ช้างเครื่อง ๔๐๐ ม้า ๓๐๐ พล ๕,๐๐๐ กองทัพพระเจ้าเชียงใหม่ เป็นทัพลำเลียง เรือรบเรือลำเลียง ๕๐๐ พล ๒๐,๐๐๐ พระเจ้า หงสาวดียกช้างม้ารี้พลลงมาถึงเมืองนครสวรรค์ ให้ทัพพระมหาอุปราชาและพระยาตองอู ยกมาทางฟากตะวันออก ให้พระเจ้าเชียงใหม่คุมทัพเรือ ทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาฟากตะวันตก ถึง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๒ ค่ำ เดือนยี่ พระเจ้าหงสาวดีก็ยกทัพใหญ่ เข้ามาตั้งมั่นตำบลขนอนปากคู และให้มังหมวดลูกพระเจ้าหงสาวดีและพระยาพระรามมาตั้งตำบลมะขามหย่องทัพหนึ่ง ให้ตั้งค่ายขุดคู เอามูลดินพูนค่ายขึ้นเป็นกำแพงดิน ให้พระยานครมาตั้งตำบลปากน้ำพุทราเลาทัพหนึ่ง พล ๑๕,๐๐๐ ให้นันทสูมาตั้งตำบลขนอนบางล่างฟากตะวันออกทัพหนึ่ง พล ๕,๐๐๐ เรือกะจังเหลาคา ๔๐๐ ลำ

ฝ่ายพระมหาอุปราชาและพระยาตองอูก็ยกทัพมาโดยทางลพบุรี แล้วเข้ามาตั้งทัพมั่นตำบลชายเคือง พระบาทสมเด็จบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้ตกแต่งการป้องกันพระนครนั้นมั่นคงแล้ว ก็ให้ชุมท้าวพระยาพฤฒามาตย์เสนามนตรีข้าทหารทั้งหลายจึ่งมีพระราชบริหารตรัสปรึกษาการศึกว่า พระเจ้าหงสาวดียกทัพมาคราวนี้ใหญ่หลวง เห็นจะได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ยิ่งกว่าศึกพระเจ้าเชียงใหม่ ยกมาคราวก่อนนั้น และเราอย่าเพ่อยกทัพใหญ่ออกรบก่อน ให้ท้าวพระยาหัวเมืองขุนหมื่นทั้งหลายตรวจ จัดพลทหารอาสาทัพบกทัพเรือทั้งปวงให้สรรพไว้ และจะแต่งพลทหารอาสาแต่เป็นกอง ไปกันให้ราษฎรทั้งปวงเกี่ยวข้าวซึ่งเหลืออยู่ในท้องนา แขวงจังหวัดรอบพระนครนั้นให้ได้จงสิ้นเชิงก่อน อย่าให้ข้าศึกได้เป็นกำลัง แล้วจึ่งจะยกทัพใหญ่ออกตีทีเดียว มุขมนตรีเห็นด้วย สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับพระอนุชาธิราช ตรัสให้ แต่งขุนหมื่นทหารอาสาทั้งหลาย ถือพลอาสาออกไปเป็นหลายกอง และป่าวให้ราษฎรทั้งปวงออกไปเกี่ยวข้าวทุกตำบล และพลทหารซึ่งออกไปกันให้เกี่ยวข้าวนั้น ได้รบพุ่งด้วยข้าศึก ข้าศึกแตกพ่าย ได้ศีรษะเข้ามาถวายทุกวันมิได้ขาด พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ให้พระราชทานรางวัลแก่นายทัพนายกองและพลทหารทั้งปวงโดยบำเหน็จ อันไดรบพุ่งมากและน้อยตามสมควร

ในขณะนั้น สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้เจ้าพระยากำแพงเพชรบังคับราชการในที่กลาโหม จึ่งตรัสให้ เจ้าพระยากำแพงเพชร ถือพลทหารล้อมวังออกไปกันให้ราษฎรทั้งหลายเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งชายเคืองที่ทัพพระมหาอุปราชาตั้งอยู่นั้น พระมหาอุปราชาแต่งพลม้าประมาณ๑,๐๐๐ยกออกมารบ ทัพเจ้าพระยากำแพงเพชรก็แตก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จ พระอนุชาธิราชทรงพระโกรธแก่เจ้า พระยากำแพงเพชร ตรัสให้ลงพระราชอาชญาโดยโทษพระอัยการศึก สมเด็จพระราชบิดาทรงพระกรุณาตรัสว่า เจ้าพระยากำแพงเพชรเป็นแต่พลเรือน มิได้เป็นทหาร ขอโทษเจ้าพระยากำแพงเพชรไว้ครั้งหนึ่งก่อน สมเด็จ พระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชมิได้ลงโทษเจ้าพระยากำแพงเพชร แล้วตรัสปรึกษาด้วยท้าวพระยาเสนามาตย์โยธาหาญทั้งหลายว่า ซึ่งเจ้าพระยากำแพงเพชรพ่ายเข้ามาให้ข้าศึกได้ใจดังนี้ เราจะนิ่งไว้ช้ามิชอบ ชอบเราจะยกพยุหบาตราทัพหลวงออกตีทัพมหาอุปราชา อย่าให้ตั้งอยู่ ณ ชายเคืองนั้นได้ ราษฎรทั้งปวงจึ่งจะได้เกี่ยวข้าวในท้องทุ่งสะดวก แล้วให้ตรวจช้างม้ารี้พล ทหารอาสา ให้เอาเครื่องสรรพยุทธปืนใหญ่ ปืนจ่ารงค์ มณฑก นกสับ บรรจุเรือรบ เรือไล่ ๒๐๐ ลำนั้นสรรพ จึ่งแต่งทหารให้ ลอบไปทางบกทางเรือที่ชอบกล ซุ่มพลทหารปืนใหญ่น้อยไว้ จึ่งจะยั่วให้ข้าศึกออกไล่ เห็นได้ทีแล้ว จึ่งจะออกทะลวงตี ทั้งปืนใหญ่น้อยยิงระดมสาดเอาข้าศึก ให้แตกฉานอย่าให้คุมกันติด ฝ่าย ทหารอาสาก็ไปซุ่มอยู่ตามรับสั่ง จึ่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ก็เสด็จด้วยพระชลวิมานลำเดียวกันไปโดยชลมารค และท้าวพระยาหัวเมือง ขุนหมื่นทหารทั้งหลายก็ไปโดยกระบวนหน้าหลัง ครั้นถึงตำบลชายเคืองใกล้ทัพพระมหาอุปราชาตั้งอยู่นั้น จึ่งตรัสให้ทหารอาสาขึ้นไปยั่วข้าศึกหน้าค่ายและข้าศึกก็ยกออกไป ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ ฝ่ายทหารอาสาซึ่ง ซุ่มอยู่นั้น ก็ยกออกทะลวงตี ยิงปืนใหญ่น้อยสาดไปต้องข้าศึกล้ม ตายเป็นอันมาก ข้าศึกมิได้ระส่ำระสาย ยกหนุนวกลงมาข้างริมน้ำฝ่ายทัพกรุงก็วางปืนใหญ่และปืนจ่ารงค์ มณฑก นกสับขึ้นไปแต่เรือรบ ต้องพม่ามอญและช้างม้าตายเป็นอันมาก และพลข้าศึกนั้นยังต่อรบอยู่ ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช เสด็จออกยืนหน้าแคร่พระที่นั่ง ทั้ง ๒ พระองค์ทรงปืนนกสับ ยิงต้องข้าศึกช้างม้าและคนตายมาก ทหารชาวกรุงก็ยิงปืนระดมกันไป ฝ่ายข้าศึกก็ลงมาสกัดข้างหลังเรือพระที่นั่ง แล้วยิง ปืนไฟตอบมาเป็นสามารถ และเรือรบข้าหลวงทั้วปวงทานมิได้ ก็พ่ายมาสิ้น ยังแต่เรือพระที่นั่งและเรือรบ ๕ ลำ อยู่ยิงตอบกัน ไปมา ฝ่ายข้าศึกก็ยิงปืนไฟมาต้องฉลองพระองค์สมเด็จพระเอกา ทศรถอิศวรบรมบพิตรอันทรงนั้น แต่ปลายพระหัตถ์ขาดขึ้นไปถึง ต้นพระพาหา อนึ่งข้าศึกยิงปืนไฟมาต้องคนในเรือกันนั้นเจ็บป่วยลำบากมาก แต่กระสุนปืนนกสับข้าศึกยิงมาตกอยู่ ณ เรือพระที่นั่งนั้นประมาณ ๓๐ กระสุน พอเพลาค่ำเสด็จคืนเข้าพระนคร

ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๑ ค่ำ เดือน ๖ เพลา ๑๑ ทุ่ม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเสด็จยกพยุหบาตราทัพออกจากพระนครข้ามไป สมเด็จพระเชษฐาทรงช้างต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักร สูง ๖ ศอก ๑๑ นิ้ว ติดน้ำมันหน้าหลัง สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงพระคชาธารจักรมหึมา สูง ๖ ศอกคืบ ติดน้ำมันหน้าหลัง เจ้าพระยามหาเสนาขี่ช้างปราบไตรภพสูง ๕ ศอกคืบ เจ้าพระยาจักรีขี่ช้างแก้วสังหาร สูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว เอาขุนหมื่นกองช้างนอกขี่ช้างพังกันกลาง ระวางละ ๔ ช้าง ให้มอญเข้าไปร้องหน้าค่ายพระเจ้าหงสาวดีว่า มีหนังสือบอกพระมหา อุปราชาให้ขึ้นมากราบทูล ให้เร่งเปิดประตูรับ เจ้าหน้าที่นายประตูร้องว่า จะกราบทูลก่อนจะเปิดยังมิได้ สักครู่หนึ่งในค่าย พระเจ้าหงสาวดีวางปืนจ่ารงค์ มณฑก นกสับระดม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเห็นว่า ข้าศึกรู้ตัวแล้ว ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งคืนเข้าพระนคร

ครั้น ณ วันพุธ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ เสด็จพระราช ดำเนินออกไปตั้งทัพชัยตำบลวัดช่องลม ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น๘ ค่ำ เดือน ๗ เอาปืนพระกาลมฤตยูราช ใส่สำเภาขึ้นไปยิงค่ายพระเจ้าหงสาวดี ณ ขนอนปากคู พระเจ้าหงสาวดีเห็นชาวพระนครเอาปืนใส่สำเภามายิงได้ถึงค่าย ก็เลิกทัพไปตั้งป่าโมกใหญ่ ครั้นณ วันจันทร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๗ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราช ยกขึ้นไปตีทัพพระเจ้าหงสาวดีถึงป่าโมก ใหญ่เสด็จทางชลมารคแต่งทัพบก๒ฟากฝั่ง ข้าศึกยกขนาบตีทัพบก ๒ ฟากฝั่ง ทัพกรุงแตกร่นลงมาถึงทัพหลวง และกระสุนปืนข้าศึกยิงมาต้องประโทนเรือพระที่นั่งสมเด็จพระนเรศวร ศีรษะ ขวั้นออกไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชก็กรีฑาทัพเรือขึ้นบก ทหารล้วนถืออาวุธสรรพ สมเด็จพระนเร ศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชทรงพระแสงดาบสองพระหัตถ์และทัพบกซึ่งย่นลงมานั้น ก็มีน้ำใจกลับหน้าพร้อมกัน สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชก็ต้อนพลทะลวงไล่ฟันข้าศึก ข้าศึกแตกฉานตายและลำบากเป็นอันมาก แล้วสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชก็เสด็จเข้าพระนคร

ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดียกมาติดพระนครถึง ๖ เดือน จนถึงวสันตฤดู เสียพลทหารเป็นอันมาก เห็นจะเอาพระนครมิได้ ก็ เลิกทัพกลับไป ขณะเมื่อทัพพระเจ้าหงสาวดียกมาถึงนั้น ข่าวแจ้งไปถึงกัมพูช ประเทศ พระยาละแวกก็ดีพระทัย จึ่งแต่งให้ฟ้า ทะละหะ พระยาเดโช พระยาราชนายก พระยามโนไมตรีพระยาสวรรคโลก แสนทองฟ้ากับทหาร ๑๐,๐๐๐ ให้ฟ้าทะละหะ เป็นแม่ทัพยกเข้ามาตีหัวเมืองแถบตะวันออก ฟ้าทะละหะมิได้เดิน ตามทางใหญ่ ลัดมาป่าสี่เส้นมาบ้านควาย เข้าจู่ตีเมืองปราจีนแตกกรมการเมืองนครนายกบอกเข้ามา สมุหนายกนำขึ้นกราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทราบก็ทรงพระโกรธ ตรัสแก่ พระบรมราชปิโยรสว่าเหตุไฉนพระยาละแวกจึ่งกลับเป็นปัจจามิตรดังนี้ สมเด็จพระนเรศวร เป็นเจ้ากราบถวายบังคมทูลฉลองพระราชโองการว่า พระยาละแวกมิได้ตั้งอยู่ในสัตยานุสัตย์ ปราศจากวิจารณญาณ ฟังคำน้องชายให้เสียทางพระราชไมตรี คอยแต่ ซ้ำกันดังนี้ ความแค้นข้าพระบาทดังต้องปืนพิษ ขอให้พระยาศรีไสณรงค์ พระยาศรีราชเดโชกับพลทหาร ๕,๐๐๐ ยกออกไปตี พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็บัญชาตาม พระยาศรีไสณรงค์พระยาศรีราชเดโชกราบถวายบังคมลา แล้วก็ยกไปทางบ้านนาเริ่งถึงเมืองนครนายก ณ วันพฤหัสบดี แรม ๘ ค่ำ เดือน ๖ เพลา ๒ โมงเช้า ทัพเขมรก็ยกตีเข้ามาถึงเมืองนครนายก พระยาศรีไสณรงค์พระยาศรีราชเดโชก็ยกออกตีทัพเขมรแตก ถอยไปทางด่านหนุมานออกทางพระจรึต พระยาศรีไสณรงค์ พระยาศรีราชเดโชก็ตามตีไปจนสิ้นด่าน กองทัพเขมรก็เจ็บป่วยล้มตายรายทางไป จับได้เป็น และเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก พระยาศรีไสณรงค์ พระยาศรีราชเดโชก็กลับเข้ามาตั้งอยู่ ณ เมืองปราจีนบุรี แล้วบอกเข้ามาว่ากองทัพเขมรก็แตกไปแล้ว จะขอเข้ามาทำราชการฉลองพระเดชพระคุณ ส่งเขมรเชลยและเครื่องศัสตราวุธเข้ามาถวาย พระบาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึ่งให้ตอบ ออกไปว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดียังมิได้แตกฉาน จะไว้ใจแก่พระยาละแวกมิได้ เกลือกจะแต่งกองทัพให้ยกเข้ามาอีก จะเสียประจันตชนบท อย่าเพ่อให้พระยาศรีไสณรงค์ พระยาศรีราชเดโชเลิกทัพเข้ามาให้อยู่รักษาหัวเมืองแถบตะวันออก ต่อเมื่อใดทัพหงสาวดีแตกไปแล้ว พระยาศรีราช เดโช พระยาศรีไสณรงค์ เลิกทัพกลับเข้ามาเฝ้า ฝ่ายพระเจ้าหงสาวดีเสด็จถึงพระนครแล้ว ก็ทรงพระดำริแต่ที่จะเอากรุงพระมหานครศรีอยุธยาให้ได้ ก็จัดทแกล้วทหารบำรุงช้างม้ารี้พล เครื่องสรรพศัสตราวุธ เสบียงอาหาร กระสุนดินประสิว ไว้พร้อมเสร็จ เมื่อพระเจ้าหงสาวดีให้เตรียมทัพนั้น พล ๕๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓,๐๐๐ ม้า ๑๐,๐๐๐ ให้พระมหาอุปราชา พระเจ้าแปร พระเจ้าเชียงใหม่นั้นเข้ากระบวนทัพด้วย

ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ศักราช ๙๓๒ ปีมะเมีย โทศก * เพลาอุษาโยค สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีก็ ทรงพิชัยยุทธนาลังกาภรณวิภูษิต พิพิธโภคมหึมา ดูมโหฬาราดิเรก สำหรับขัตติราชรามัญประเทศโดยวาระดิถีเสร็จ ครั้นได้เวลามหามหุดิฤกษมังคลา โหราธิบดีลั่นฆ้องชัย ชีพ่อพราหมณ์ถวาย เสียงสังข์ ประนังศัพท์ฆ้องกลองกาหลสนั่นนฤนาท เสด็จทรงช้าง พลายชัยมงคลเป็นราชพาหนะ ประดับเครื่องคชาภรณอลังการเคลื่อนพยุหโยธาหาญโดยกระบวนซ้ายขวาหน้าหลัง พลดาบดั้ง โตมรสลอน พลเสโลทวนทองยะยาบ พลดาบเขนขนัด ริ่วราย ดูสุดสายตาไสวเถือกธงชัยชาญ วาลวีชนีกลิ้งกลด บดบังแสงทินกรไพโรจน์ โชตินาการพันลึกอธึกดูพร้อมพรั่งดาษดา รอนแรมมาโดยสถลมารค ข้ามแม่น้ำเมาะตะมะเข้าทางเมืองกำแพงเพชรเสด็จถึงกรุงพระนครศรีอยุธยา ณ วันอังคาร แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๑ สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตั้งทัพตำบลบางปะหัน พระมหาอุปราชาตั้งค่ายกุ่มค่อง พระเจ้าแปรตั้งค่ายสีกุก พระเจ้าเชียงใหม่ตั้งค่าย ตำบลวัดสังฆาวาส

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าตรัสทราบว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดียกมา ก็ทรงม้าทวนกับทหาร๓ กอง กองหนึ่ง ๒๒ คนกองหนึ่ง ๒๒ คน * กองหนึ่ง ๗๒ คน ขี่ม้าถือทวนครบมือยกออกไป กองหน้าข้าศึกออกมารบ ทหารกรุงเทพมหานครตีแตก ฉานเข้าไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงคาดพระแสงดาบกับทหารปีนขึ้นไป ข้าศึกในค่ายเอาทวนแทงพลัดตกลงมาเป็นหลาย ครั้ง ขึ้นมิได้ ทรงม้าพระที่นั่งกลับเข้าพระนคร ข้าศึกเอาการซึ่ง ได้รบพุ่งไปกราบทูลสมเด็จพระเจ้าหงสาวดี สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสถามเสนาบดีว่า พระนเรศวรออกมาทัพอย่างทหารดังนี้ เหมือนหนึ่งเอาพิมเสนมาและกเกลือ พระราชบิดานั้นจะรู้หรือไม่ เสนาบดีกราบทูลว่า เห็นพระราชบิดาจะไม่รู้ ถ้ารู้เห็นจะมิให้ออกมาทำสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีจึ่งตรัสสั่งว่า พระนเรศวรทำการศึกอาจหาญ นัก ถ้าออกมาอีก ถึงมาตรว่าเราจะเสียทหารมาก ก็คงจะแลก เอาตัวให้จงได้ แล้วสั่งทหารที่มีฝีมือสันทัดทุกทัพทุกกอง ให้ได้ ๑๐,๐๐๐ เอาไปช่วยค่ายลักไวทำมู ทหารทศ ตำบลลุมพลี ถ้าพระนเรศวรออกมาตีค่าย ให้กุมเอาตัวจงได้ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงม้าพระที่นั่งออกไป ทหาร ๓ กองกับล้อมวัง ๑,๐๐๐ถือ โตมร และดาบดั้งออกไป ได้รับพุ่งกันแต่เพลา ๓ โมงจน ๔ โมง ข้าศึกแตกเข้าไป อยู่สักครู่หนึ่งกลับเอาม้า ๓๐ ออกมายั่วทัพ จึ่ง แต่งปีกฉนางและกองซุ่มไว้ ปีกหนึ่งลักไวทำมู ปีกหนึ่งทหารทศสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงม้าทวนไล่ข้าศึกเข้าไป และข้าศึกสองปีกหุ้มพระองค์และทหารเข้าไว้ ลักไวทำมูถือดาบดั้งเข้ามาจะกุมเอาตัวพระองค์ พระองค์ทรงแทงด้วยพระแสงทวนถูกลักไวทำมูลักไวทำมูฟันต้องพระแสงทวนเป็นแผลแต่ลักไวทำมูตาย ทหารทศ ถือโตมรและหอกใหญ่ตรงเข้ามา ทรงฟันด้วยพระแสงสะพายแล่ง ล้มลง ก็เสด็จกลับเข้าพระนคร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีให้เข้ามาตีค่ายชาวพระนครถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้ง ก็มิได้แตกฉาน จึ่งตรัสว่าจวนเทศกาลฟ้าฝนน้ำนองอยู่แล้ว ก็สั่งให้เลิกทัพเสด็จกลับคืนไป เมืองหงสาวดี

ครั้นศักราช ๙๔๐ ปีขาล สัมฤทธิศก * วันอาทิตย์ แรม๑๓ ค่ำ เดือน ๘ สมเด็จพระมหาธรรมธิราชเจ้าทรงพระ ประชวรครั้นณวันอังคารแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ เสด็จสวรรคต พระชนม์ได้ ๗๖ พระวษา อยู่ในราชสมบัติ ๒๒ ปี

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า พระชนม์ ๓๕ พระวษา ขึ้นเสวยราชสมบัติ แต่งการถวายพระเพลิงสมเด็จพระราชบิดาเสร็จแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสแก่มุขอำมาตย์ว่า แผ่นดินกรุงกัมพุชวงศ์กุรุราชนั้น ผู้ใดครองสมบัติ จิตมักเป็นสันดานพาลทุจริต เหมือน พระยาละแวกบิดานักพระสุโทนนักพระสุทัน เมื่อศึกกรุงหงสาวดียกมาคราวแรก ครั้งสมเด็จพระอัยกาธิราชเจ้าผ่านพิภพใหม่นั้นพระยาละแวกก็ยกทัพเข้ามา พลอยซ้ำตีกวาดเอาอพยพชาวเมืองปราจีนบุรีไป จนสมเด็จพระบรมราชอัยกาต้องเสด็จยกออกไปปราบ จึ่งถวายนักพระสุโท นักพระสุทัน ราชบุตรเข้ามา แล้วนักพระสัตถาไปเอาทัพมาตี ฆ่าบิดานักพระสุโทนักพระสุทันเสียนักพระสัตถาได้สมบัติกรุงกัมพูชาธิบดีเป็นพระยาละแวก ครั้นแผ่น ดินเป็นของพระราชบิดาเรา ก็ยกทัพจู่มาถึงวัดสามพิหาร จนเสียพระจำปาธิราชลูกชาย ก็ยังหาเข็ดหลาบไม่ มีศึกหงสามาติดพระนครครั้งใด ก็มีแต่พลอยยกทัพเข้ามาซ้ำตีกวาดเอาประชาราษฎรข้าขอบขัณฑเสมาทุกครั้ง แล้วกลับแต่งทูตานุทูตมาขอเป็นทางพระราชไมตรี สมเด็จพระราชบิดาเรามิได้มีพระทัยอาฆาต เพื่อมิให้เสียธรรมราชประเพณี จนปันเขตแดนปักศิลาจารึก ครั้นศึกพระเจ้าเชียงใหม่ยกมา พระยาละแวกให้น้องชายเข้ามาช่วยงานพระราชสงคราม น้องชายนั้นมิได้มีสติสัมปชัญญะ ดุจหนึ่งสิงคาลชาติกโปฎก ฝ่ายพระยาละแวกก็ปราศจากวิจารณปัญญา มีแต่พาลทุจริตในสันดาน ละสัตย์สุจริตธรรมเสีย กลับยกทัพมาตีปัจจันต ชนบทอีกเล่า ความแค้นของเราดังว่าเสี้ยนยอกอยู่ในอุระไม่หายเลย และครั้งนี้แผ่นดินเป็นของเราแล้ว เราจะยกไปแก้แค้นเอา โลหิตพระยาละแวกล้างบาทาเสียให้จงได้ ตรัสแล้วสั่งให้เกณฑ์ทัพพลฉกรรจ์ลำเครื่องเหยียบแสน ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑,๕๐๐น้ำลงแห้งเท้าช้างเท้าม้าแล้วจะยกไป

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแจ้งข่าวไปว่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาดับสูญทิวงคตแล้ว ตรัสแก่พระมหาอุปราชาว่า เจ้ากับมหาราชเจ้าพระนครเชียงใหม่ จงยกทัพลงไปฟังอึงกฤดาการดูพระนครศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินใหม่ เสนาพฤฒามาตย์ราษฎรทั้ง ปวงจะเป็นจลาจลประการใดบ้าง ถ้าพอจะทำได้ให้ทำ อย่าให้ เสียที พระมหาอุปราชากราบทูลพระราชบิดาว่า โหรทายว่าชันษา ข้าพระพุทธเจ้าร้ายนัก สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีตรัสว่า พระมหา ธรรมราชาไม่เสียแรงมีบุตร การสงครามไม่พักให้บิดาใช้เลย ต้องห้ามเสียอีก และซึ่งเจ้าว่าเคราะห์ร้ายอยู่แล้ว อย่าไปเลย เอาผ้า สตรีนุ่งเสียเถิด จะได้สิ้นเคราะห์ พระมหาอุปราชาได้ฟังรับสั่ง ดังนั้น กลัวพระราชอาชญาพระราชบิดา ก็มาตรวจเตรียมรี้พลและมีพระราชกำหนดไปถึงพระเจ้าเชียงใหม่ให้ยกมา พระเจ้าเชียงใหม่แจ้งพระราชกำหนดแล้ว ก็ยกทัพมากรุงหงสาวดี

ลุศักราช ๙๔๑ ปีเถาะ เอกศก* พระมหาอุปราชา พระเจ้าเชียงใหม่ยกพล ๕๐ หมื่น ช้างเครื่อง ๗๐๐ ม้า ๓,๐๐๐ มาข้ามเมืองเมาะตะมะมาโดยแม่กษัตร เข้าทางพระเจดีย์สามองค์ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ครั้นถึง ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๖ ค่ำเดือนอ้าย มีพระราชดำรัสให้เกณฑ์หัวเมืองปากใต้ทัพหนึ่งเสร็จแล้ว กำหนดพระฤกษ์จะยกไปเอาเมืองละแวก ครั้น ณ วันเสาร์ ขึ้น๑๒ ค่ำ เดือนอ้าย จึ่งมีพระราชโองการสั่งมุขมนตรีผู้ใหญ่รักษา พระนครว่า ทัพพระเจ้าหงสาวดีแตกไปครั้งนี้ เป็นทัพซึ่งจะบำรุงช้างม้ารี้พล และจะกลับในน้ำลงปีนี้เห็นจะไม่ทัน แต่ทว่าจะไว้ใจมิได้ เกลือกจะคลั่งสงครามยกมา ถ้ายกมาให้รักษาเมืองไว้ท่าเราเดือนหนึ่งให้ได้ สั่งแล้วพอเพลาเย็นมีหนังสือเมืองกาญจนบุรีบอกเข้ามาว่า ทัพพระมหาอุปราชา พระเจ้าเชียงใหม่ ยกมาถึงเมืองกาญจนบุรี ทำสะพานข้ามอยู่แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทราบดังนั้น ก็ดำรัสว่า เราเทียบช้างม้ารี้พลไว้ จะยกไปเอาเมืองละแวก บัดนี้ทัพหงสาวดียกมาอีกเล่า จำจะยกออกไปเล่นสนุก กับทัพมอญเสียก่อน แล้วมีพระราชกำหนดไปให้พระอัมรินทรฤา ชัย เจ้าเมืองราชบุรี แต่งคน ๕๐๐ ขึ้นไปซุ่มอยู่ ถ้าข้าศึกข้ามสะพานเมือง ให้ล้างสะพานเผาเสียจงได้

ฝ่ายพระมหาอุปราชาเสด็จยกทัพหลวงถึงกาญจนบุรี เป็น เมืองร้างเปล่าไม่มีคน ก็เข้าพระทัยว่า ชาวพระนครรู้การ เทครัว อพยพเข้าเมืองสิ้น เสด็จประทับแรม ณ เมืองกาญจนบุรี ให้เที่ยวลาดจับคนจะถามกิจการก็มิได้ ส่วนพระยาจิตตองกองหน้า ก็เร่ง ทำสะพานข้ามพลเสร็จ รุ่งขึ้นพระมหาอุปราชาก็เสด็จกรีฑาทัพหลวงมาโดยมารควิถี ถึงตำบลพนมทวน เพลาชายแล้ว ๓ นาฬิกา บังเกิดวายุเวรัมพวาตพัดหวนหอบธุลีฟุ้งผันเป็นกงจักร กระทบมหาเศวตฉัตรซึ่งกั้นมาหลังพระคชาธารนั้นหักทบลง พระมหา อุปราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ตกพระทัยให้โหรสำหรับทัพทำนายถวายพยากรณ์ว่า เหตุนี้ถ้าเช้าในเที่ยงร้าย นี่ชายแล้วเห็นเป็นศุภนิมิต ที่พระองค์จะมีชัยได้พระนครศรีอยุธยา สมเด็จพระราชบิดาจะเลื่อนพระองค์ขึ้นจากที่เศวตฉัตรมหาอุปราช เถลิงถวัลย ราชราชัยสวรรยาในกรุงหงสาวดีเป็นมั่นคง พระมหาอุปราชาตรัสได้ฟังดังนั้น ก็ยังมิวางพระทัย จนเสด็จถึงตำบลตะพังตรุแดนสุพรรณบุรี ให้ตั้งทัพชัยตำบลโดยขบวน แล้วตรัสให้กองม้า ๓๐๐ ลาดมาดูถึงตำบลเอกราช บางกะทิง ว่าทัพพระนครจะตั้ง รับอยู่ตำบลใดบ้าง

ส่วนสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า ตรัสปรึกษาแก่มุขมาตยาทั้งปวงว่า ศึกมหาอุปราชายกมาครั้งนี้ เราจะกรีฑาพลออกต่อยุทธนากลางแปลงดีหรือหรือจะตั้งมั่นรับในพระนคร มุขมนตรีทั้งปวงกราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้าทราบอยู่ว่า พระมหาอุปราชาเกรงพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้งเสด็จไปช่วยงานพระราชสงครามกรุงหงสาวดีตีเมืองรุมเมืองคังครั้งหนึ่งแล้ว และครั้งเมื่อสมเด็จ พระเจ้าหงสาวดีกับพระมหาอุปราชาคิดเป็นการลับ ลวงให้เสด็จขึ้นไปจะทำร้ายพระองค์ ทำมิได้ จนทัพหลวงกวาดเอาพระมหาเถรคันฉ่อง พระยาพระราม พระยาเกียน ญาติโยมครัวอพยพ ในชนบทประเทศขัณฑเสมากรุงหงสาวดีมาข้ามฝั่งน้ำสะโตง พระ มหาอุปราชาตามมาทันคนละฟากฝั่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระแสงปืนนกสับ ยิงข้ามฝั่งมหานทีอันกว้าง ต้องสุรกรรมานายกองหน้าตาย พระมหาอุปราชาและท้าวพระยาสมิงรามัญก็ขยาดฝีพระหัตถ์ เกรงพระเดชเดชานุภาพเป็น ๒ ครั้งแล้ว และซึ่ง พระมหาอุปราชายกมาครั้งนี้ประหลาดนัก ด้วยศึกพ่ายไปเมื่อเดือน ๗ ยังไม่ทันบำรุงช้างม้ารี้พลถึงขนาด และเดือนยี่ยกมาถึงพระนครนี้เห็นเร็วนัก ดีร้ายจะได้ข่าวว่าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จสวรรคต คิดว่าแผ่นดินเป็นจลาจล จึ่งรุดมาโดยทำนองศึกครั้นจะรับมั่นในกรุงข้าศึกจะได้ใจ ขอเชิญเสด็จทัพหลวงออกตั้งแต่งกองทัพเข้าปะทะฟังกำลังดู ถ้าศึกหนัก จึ่งทัพหลวงเสด็จหักต่อภายหลัง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ได้ทรงฟังมุขมนตรีทูลดังนั้น ชอบพระทัยนัก แย้มพระโอษฐ์ดำรัสว่าซึ่งปรึกษาการสงครามครั้งนี้ต้องความดำริเรา บัดนี้ทัพเตรียมอยู่ ณ ทุ่งบางขวดพร้อมอยู่แล้ว ให้ยกไปตั้งป่าโมก เอาแต่ทัพหัวเมือง ตรี จัตวา ๒๓ หัวเมืองเป็นคน ๑๐,๐๐๐ ให้พระยาศรีไสณรงค์เป็นแม่กอง ให้พระยาราชฤทธานนท์เป็นยกกระบัตร ยกไปขัดรับหน้าข้าศึกอยู่ ณ ตำบลทุ่งหนองสาหร่าย ให้พระยาศรีไสณรงค์ พระยาราชฤทธานนท์กราบถวายบังคมลาออกมาจัดแจงไพร่พล ยก ทัพไปโดยพระราชบัญชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสให้โหราหา ฤกษ์ พระโหราธิบดี หลวงโลกทีป ขุนเทพากร * คำนวณพระฤกษ์ถวายว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้จัตุรงคโชคสรรพสฤกษดิ์พร้อมมีชัยข้าศึก ขอเชิญเสด็จจากพระนคร ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำเดือนยี่ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้สมุหนายกกำหนดทัพหลวงจะเสด็จโดยชลมารค ไป ตั้งทัพชัยพนมโมก สมุหนายกก็แจกพระราชกำหนดข้าทูลละอองธุลี พระบาท ฝ่ายทหารพลเรือนเตรียมการอันจะเสด็จพระราชดำเนินนั้นเสร็จ

ถึง ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนยี่ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท ได้ศุภมหุดิมหาวิชัยฤกษ์ สมเด็จพระบาทบรม นาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงเครื่องสำหรับพิชัยสงครามเสร็จ ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งไกรสรมุขพิมาน อันอลังการจนาด้วยมหาเศวตบวรฉัตรขนัดเครื่องอภิรุมชุมสายพราย พรรณ บังรวีวัน บังแทรก สลอนสลับดว้ยกรรชิงกลิ้งกลด จามรมาศดาษดา ดูมเหาฬารเลิศพันลึก อธึกด้วยกระบี่ธุชธงฉานธงชัยและสว่างไสวไพโรจน์ด้วยเรือจำนำท้าวพระยาสามนตราชเรือง (รอง) เป็นระยะ โดยขบวนพยุหบาตราทัพหน้าทั้งปวง พร้อมเสร็จพออุดมฤกษ์พระโหราธิบดีก็ลั่นฆ้องชัย ราชครูทวิชาจารย์เป่ามหาสังข์ทักษิณาวัฏ ประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีฆ้องกลองก้องนี่สนั่น มหาอรรณพนที เคลื่อนเรือขบวนพยุหบาตราโดยชลมารค ถึงประทับขนานหน้าพลับพลาชัยป่าโมก เพลาสายแล้ว ๒ นาฬิกา ๔ บาท เสด็จจัดทัพ ประทับแรมอยู่ที่นั้นกำหนด ๑๑ ทุ่ม ๓ บาท ทัพหลวงจะเสด็จพระราชดำเนิน เมื่อเพลา ๑๐ ทุ่ม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินนิมิตว่า น้ำนองท่วมป่ามาฝ่ายประจิมทิศ เสด็จลุยชลธีเที่ยวไป พบมหากุมภีตัวใหญ่ได้สับประยุทธ์ยุทธนาการสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประหารกุมภีตาย บรรทมตื่น ขณะนั้นตรัสให้โหราทาย พระโหราธิบดีทูลทำนายว่า ศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงจะได้ถึงซึ่งมหายุทธหัตถี แต่ทว่าพระองค์จะมีชัย จะลุยไล่ประหารปัจจามิตรข้าศึก ดุจพระสุบินว่าเที่ยวลุยกระแสน้ำฉะนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟัง ดีพระทัยนัก ทรงเครื่องสำหรับราชรณยุทธสรรพเสด็จยังเกยคอยฤกษ์ทอดพระเนตรเห็นพระสารีริกบรมธาตุเสด็จปาฏิหาริย์ ช่วงเท่าผลส้มเกลี้ยง มาแต่ทักษิณทิศ เวียนเป็นทักขิณาวัฏ แล้วเสด็จผ่านไปอุดรทิศ ทรงพระปิติสร้านไปทั้งองค์ ยกพระหัตถ์ถวายทศนขสโมธาน อธิษฐานขอสวัสดี (มี) ชัยแก่ปรปักษ์ พระโหราธิบดีให้ประโคมแตรสังข์ดุริยางคดนตรีพร้อม กัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงช้างต้นเจ้าพระยาไชยยานุภาพ ติดน้ำมันหน้าหลังเป็นราชพาหนะ สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าทรงช้าง ต้นเจ้าพระยาปราบไตรจักร ติดน้ำมันหน้าหลังเป็นราชพาหนะ พร้อมด้วยช้างท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง เสด็จพยุหบาตราทัพโดยแถวสถลมารค ไปเข้าที่เสวยตำบลสระแก้วละเล่า แล้ว เสด็จไปตามท้องทุ่ง เพลาเที่ยงพระอาทิตย์ทรงกลด ร่มช้างพระที่นั่งไปจนบ่าย ๓ โมง พอกระทั่งกองหน้าซึ่งตั้งตำบลหนองสาหร่ายเสด็จประทับเกยใต้ฉายาไม้ประดู่ใหญ่ อันสถิตเหนือจอมปลวกเอาเป็นนิมิตครุฑนามชัยภูมิ สั่งให้เร่งตั้งค่ายกองหน้าหลังปีกซ้ายขวาเป็นกระบวนปทุมพยุห์

ฝ่ายสมิงจะคร้าน สมิงเปอ สมิงทรายมวล นายกองม้าคอยเหตุ เห็นกองทัพหน้าและทัพหลวงดังนั้น ก็ขับม้าวางใหญ่ กลับไปค่ายตะพังครุ เอาคดีนั้นทูลแก่พระมหาอุปราชาทุกประการพระมหาอุปราชาแจ้งดังนั้น ก็ทรงพระดำริว่า ชะรอยจะเป็นทัพพระนเรศวรถ้ามิดังนั้น จะเป็นทัพพระเอกาทศรถน้องชายยกมาเป็นมั่นคง แล้วตรัสถามสมิงนายกองมาว่า คะเนพลประมาณเท่า ใด สมิงจะคร้าน สมิงเปอ สมิงทรายมวลกราบทูลว่า พลประมาณ๑๗๑๘ หมื่น พระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้น จึ่งตรัสปรึกษาแก่นายทัพนายกองว่า ทัพพระนครนายกมาครานี้ ก็เป็นทัพใหญ่อยู่ แล้ว แต่ทว่าน้อยกว่าเราสองเท่าสามเท่า จำจะยกทุ่มตีเอาทัพแรกนี้ให้แตกฉานยับเยิน แล้วภายหลังก็จะเบามือลง เห็นจะได้พระนครศรีอยุธยาโดยง่าย นายทัพนายกองก็เห็นโดยพระราชบัญชา พระมหาอุปราชากำหนดแก่นายทัพนายกอง เตรียมพลแต่ในเพลา๓ ยามให้พร้อม ตี ๑๑ ทุ่มจะยกเอารุ่งไว้หน้า นายทัพนายกอง ก็จัดแจงกระบวนทัพเทียบไว้ตามรับสั่งทุกประการ

ครั้นเพลา ๑๑ ทุ่ม พระมหาอุปราชาก็สอดฉลองพระองค์ทรงเกราะสุวรรณประดับพลอยสพักสังวาลมรกต ๓ สาย ทรงสุวรรณรัตนมหามงกุฎอย่างขัตติราชรามัญ ยอดเงื้อมไปหน้าดุจเศียรวาสุกรี แล้วทรงเครื่องสำหรับกันสรรพาวุธพร้อมเสร็จ เสด็จ ทรงช้างต้นพลายพัทธกอ สูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้ว ติดน้ำมันหน้า หลัง เป็นพระคชาธารกันเศวตฉัตร สมิงนันทมางเป็นกลางช้างเจ้าเมืองมล่วนเป็นควาญ พร้อมด้วยแวงจัตุลังคบาทและหน้าช้าง พระมหาอุปราชานั้น ทวนทอง ๔๐๐ ถัดออกมานั้น วางปืนจ่ารงค์มณฑก นกสับ กระแบงแก้ว ดาบโล่ ดาบดั้ง สิ่งละ ๕๐๐ และ มางจาชโรพี่เลี้ยงพระมหาอุปราชานั้นเป็นกองหน้า ขี่ช้างพลายพัชเนียง สูง ๖ ศอกคืบ ๒ นิ้ว ติดน้ำมันหน้าหลัง สมิงปราบศึกเป็นกลางช้าง สมิงมือเหล็กเป็นควาญ พระมหาอุปราชาให้แต่งช้างชนะงา ผูกคชาธารมีเศวตฉัตรทั้ง ๑๖ ช้างพรางไว้ แล้วจัดสมิงรามัญที่เข้มแข็งขี่ประจำครบอยู่หน้าช้าง มางจาชโรพี่เลี้ยงและมีช้างดั้งกันแทรกแซงเป็นขนัด และวางปืนจ่ารงค์ มณฑกนกสับ หามและ่นและพลดาบโล่ ดาบดั้ง ดาบสองมือ สิ่งละ ๑,๐๐๐ เป็นชั้น ๆ ออกไป แล้วช้างท้าวพระยารามัญเกียกกายกองหน้าและพลเดินเท้า ๑๐,๐๐๐ พลม้า ๓,๐๐๐ แซงสองฟากทุ่ง ทัพหลัง นั้นพระเจ้าเชียงใหม่ขี่ช้างพลายชมภูทัช สูง ๖ ศอกคืบ ๑ นิ้ว ติดน้ำมันหน้าหลัง พระยาเชียงแก้วลานเป็นกลางช้าง แสนหาญ ใจศึกควาญ กอปรไปด้วยช้างดั้งกันแทรกแซงและมีพลเดินเท้า๑๐ หมื่น พระมหาอุปราชาจัดทัพเป็นสัตเสนา ๗ แถว ๆ ละ ๗ กอง เป็น ๔๙ กอง พร้อมพลาพลทวยหาญ ให้ลั่นฆ้องใหญ่ฆ้องกระแต ตีรับตามหมวดกอง ยกจากค่ายตะพังตรุครั้งนั้น สนั่น นฤนาทด้วยศัพท์สำเนียงเสียงช้างม้าพลาพลเดินสะท้านสะเทือนดุจแผ่นพสุธาจะถล่มลง

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ขณะเมื่อเสด็จประทับอยู่ณ ฉายาไม้ประดู่ เร่งให้ตั้งค่ายมั่น ทอดพระเนตรเห็นม้ารามัญตามชายทุ่งควบกลับไป จึ่งตรัสแก่มุขมนตรีว่า พลม้าซึ่งกลับไปนั้นเห็นทีพระมหาอุปราชาให้มาคอยเอาเหตุไปแจ้ง ดีร้ายเพลาพรุ่งนี้จะได้ยุทธ์ใหญ่ ให้กองทัพพระยาศรีไสณรงค์ พระยาราชฤทธานนท์ เร่งยกไปแต่ในเพลาตี ๑๑ ทุ่ม ประทะหน้าข้าศึกฟังกำลังดู และในกองทัพหลวงก็ให้พร้อมไว้แต่ในเพลาย่ำรุ่ง ท้าวพระยานายทัพนายกองก็ตรวจเตรียมโดยพระราชกำหนด

ครั้นอรุณรุ่งแสงสุริโยภาส พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จยังเกย ตรัสให้ท้าวพระยาในกองทัพหลวงยกออกตั้งกระบวนเบญจเสนา พระยาศรีราชเดโช ชัยขี่ช้างพลายโจมไตรภพ ถือพล ๑๐,๐๐๐ เป็นกองหน้า พระยา พิชัยรณฤทธิ์ขี่ช้างพลายจบไตรจักร ถือพล ๕,๐๐๐ เป็นปีกขวาพระยาพิชิตณรงค์ขี่ช้างพลายจู่โจมทัพ ถือพล ๕,๐๐๐ เป็นปีกซ้ายพระยาเทพอรชุนขี่ช้างพลายจับโจมยุทธ ถือพล ๑๐,๐๐๐ เป็นเกียกกาย พระพิชัยสงครามขี่ช้างพลายฝ่าพลแมน ถือพล ๕,๐๐๐ เป็นปีกขวา พระรามกำแหงขี่ช้างพลายแสนพลพ่าย ถือพล ๕,๐๐๐ เป็นปีกซ้าย และหน้าพระคชาธารออกไปปลายเชือกนั้น ขุน โจมจตุรงค์ขี่ช้างพลายกุญชรชัย ขุนทรงเดชขี่ช้างพลายหัสดินพิชัย ถือพลปีกลองชนะซ้ายขวาข้างละ ๕๐๐ และหลวงพิเดช สงครามขี่ช้างพลายบุญยิ่ง หลวงรามพิชัยขี่ช้างพลายมิ่งมงกุฎ ถือพลดาบโล่ ดาบดั้ง ข้างละ ๕๐๐ พระราชวังสันขี่ช้างพลายแก้ว มาเมือง ถือพลอาสาจาม ๕๐๐ พระเสนาภิมุขขี่ช้างพลายเฟื่องภพไตร ถือพลอาสาญี่ปุ่น ๕๐๐ ถัดนั้นทหารทะลวงฟันคู่พระทัย ๑๓๖ คน ถือดาบเขน ๒๒ คน ถือดาบโล่ ๔๒ คน ถือดาบสอง มือ ๗๒ คน หน้าพระคชาธารนั้นหัวหมื่นพันทนายสี่พระตำรวจล้วนดาบพระสะพายและ่ง ถือทวนทอง ๕๐๐ กำหนดทั้งกองทัพหลวงเป็นพล ๑๐๐,๐๐๐ ให้เอาพลายภูเขาทองขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพ สูง ๖ ศอกคืบ ๒ นิ้ว ติดน้ำมันหน้าหลัง ผูกคชาภรณ์เครื่องมั่น ปักมหาเศวตฉัตรเป็นพระคชาธาร เจ้าราม ราฆพเป็นกลางช้าง นายมหานุภาพควาญและแวงจตุลังคบาทนั้น พระมหามนตรีอยู่เท้าหลังเบื้องขวา หลวงพิเรนทรเทพอยู่เท้าหลัง เบื้องซ้าย และพระคชาธารสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้านั้น พลาย บุญเรืองขึ้นระวางสะพัด ชื่อเจ้าพระยาปราบไตรจักร สูง ๖ ศอกคืบ ติดน้ำมันหน้าหลัง ผูกคชาภรณ์เครื่องมั่น ปักบวรเศวตฉัตรหมื่นภักดีศวรเป็นกลางช้าง ขุนศรีคชคงควาญ และปีกทัพหลวง นั้น พระยามหาเสนาขี่พลายมารประลัย ถือพล ๑๕,๐๐๐ เป็นปีกขวา พระยาจักรีขี่ช้างพลายไฟภัทกัลป์ ถือพล ๑๕,๐๐๐ เป็นปีกซ้าย พระยาพระคลังขี่ช้างพลายจักรมหึมา ถือพล ๑๐,๐๐๐เป็นยกกระบัตร พระราชสงครามขี่ช้างสังหารคชสีห์ ถือพล ๕,๐๐๐เป็นปีกขวา พระรามรณภพขี่ช้างพลายมณีจักรพรรดิ ถือพล ๕,๐๐๐ เป็นปีกซ้าย พระยาท้ายน้ำขี่ช้างพลายสวัสดิพิชัย ถือพล ๑๐,๐๐๐เป็นกองหลัง หลวงหฤทัยขี่ช้างพลายภูบาล ถือพล ๕,๐๐๐ เป็นปีกขวาหลวงไภภักดีขี่ช้างพลายสารภูธรถือพล ๕,๐๐๐ เป็นปีกซ้าย ประดับด้วยหมู่หมวดคชินทรดั้งกันแทรกแซง สลับค่ายค้ำพังคาโลดและ่นล้วนสารพยุหดูมหึมา อันท้าวพระยาเสนาบดีพิริยโยธาทวยหาญ แสนยาพลากรพลพฤนท์พร้อมพรั่งตั้งตามกระบวนเบญจยุทธเสนางคนิกรเสร็จ พระมหาราชครู พระครูศิวพราหมณ์ โหราธิบดี ก็อัญเชิญเสด็จพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ สรงมธุรภิเษก ถวายอาเศียรพาทอวยชัย สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องประดับสำหรับราชกษัตริย์สู่สมรภูมิสงครามวันนั้นเป็นอัศจรรย์ ทรงพระแสงธนูแล้วเสด็จขึ้นเกยคอยฤกษ์และ ชีพ่อพราหมณ์ ตั้งโขลนทวารละว้าเล่นไก (เซ่นไก่?) ขุนมหา วิชัยตัดไม้ข่มนามเสร็จแล้ว พอได้ยินสำเนียงปืนยิงยุทธสุดเสียง ตรัสให้หมื่นทิพยเสนา เอาม้าเร็วไปฟังราชการ เห็นทัพหน้าพ่ายเป็นอลหม่าน หมื่นทิพยเสนาพาเอาขุนหมื่นในกองหน้าเข้ามาเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสถามเหตุใดพ่ายข้าศึก ขุนหมื่นกราบทูลพระกรุณาว่า ยกขึ้นไปถึงท้ายโคกเผาข้าว เพลาเช้าประมาณโมงเศษ พบกองทัพรามัญยกมาปะทะ ตีกันถึงตะลุมบอน ศึกหนักกว่าทุกครั้งจึ่งพ่าย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสดูความคิดมุขมนตรีว่าทัพหน้าพ่ายดังนี้จะคิดประการใด เสนามนตรีมุขกราบทูลว่า ขอเชิญเสด็จพระองค์ตั้งมั่นอยู่ก่อน แต่งทัพไปรับหน่วงไว้ ต่อได้ที แล้วจึงยกทัพหลวงออกทำยุทธหัตถ์*เห็นได้ชัยชำนะ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวไม่เห็นด้วย ดำรัสว่าทัพหน้าแตกฉานมาแล้ว และจะตั้งทัพออกรับ จะมาปะทะกันเข้า จะพลอยให้แตกเสียอีก ชอบให้เปิดลงมาทีเดียว ให้ข้าศึกไล่ละเลิงใจเสียกระบวนมา เราจึงยกทัพออกยอข้าศึก เห็นจะได้ชัยชำนะโดยง่าย ท้าวพระยามุข มนตรีทั้งปวง ก็กราบถวายบังคมพร้อมกัน เห็นโดยพระราชดำริ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้หมื่นทิพยเสนา หมื่นราชามาตย์ ขี่ม้า ขึ้นไปประกาศแก่นายทัพนายกองพลทหาร อย่าให้รอรับเลย ให้เปิดลงมาทีเดียว ฝ่ายทัพรามัญเห็นทัพชาวพระนครพ่าย มิได้ตั้งรับ ก็ยิ่งมีใจกำเริบ ไล่ระส่ำระสายมิได้เป็นกระบวน

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จคอยฤกษ์ ทอดพระเนตร เห็นมหาเมฆตั้งขึ้นมาแต่พายัพ แล้วกลับเกลื่อนคืนกระจายอันตรธานไป พระสุริยเทวบุตรจรัสแจ่มดวงในนภาดลอากาศ พระ มหาราชครู พระครูปโรหิตาจารย์ โหราธิบดี ก็ลั่นฆ้องชัยดำเนินธง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จทรงเจ้าพระยาไชยานุภาพเป็นพระคชาธาร สมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนาถราชอนุชาเสด็จทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร พลทหารก็โห่สนั่นบันลือศัพท์แตรสังข์ เสียงประโคมฆ้องกลองชนะ กลองศึก สะท้านและสะเทือน ประหนึ่งแผ่นดินจะไหว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ยาตราพระคชาธาร เป็นบาทย่างสะเทินมา เบื้องขวา ปะฝ่ายซ้ายข้าศึกเจ้าพระยาไชยานุภาพเจ้าพระยาปราบไตรจักร ได้ยินเสียงพลและเสียงฆ้องกลองศึกอึงคะนึง ก็ เรียกมันครั่นครื้น กางหูชูหางกิริยาป่วน เดินเป็นบาทอย่างใหญ่ไปด้วยกำลังน้ำมัน ช้างท้าวพระยามุขมนตรีและโยธาหาญซ้ายขวาหน้าหลังทั้งนั้นตกลงไปมิทันเสด็จ และคชาธารสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ใกล้ทัพหน้าข้าศึก ตรัสทอดพระเนตรเห็นพลพม่ารามัญยกมานั้นเต็มท้องทุ่ง เดินดุจคลื่นในพระมหาสมุทรข้าศึกไล่พลชาวพระนครมาครั้งนั้น สลับซับซ้อนกันมิได้เป็นกระ บวน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ขับพระคชาธารเข้าโจมแทงช้างม้ารี้พล ไล่ส่ายเสยกีบกัดตะลุมบอน พลพม่ารามัญล้มตายเกลื่อนกลาด ช้างข้าศึกได้กลิ่นน้ำมันพระคชาธารก็หกหัน ตลบปะกันไปเป็นอลหม่าน พลพม่ารามัญก็โทรมยิงธนูหน้าไม้ปืนไฟ ระดมเอาพระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์และธุมาการก็ตลบมืดเป็นหมอกมัวไปมิได้เห็นกันประจักษ์

พระบาทสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า จึ่งตรัสประกาศแก่ เทพยดาทั้งปวงว่า ให้บังเกิดมาในประยูรมหาเศวตฉัตร จะให้บำรุงพระบวรพุทธศาสนา ไฉนจึ่งมิช่วยให้สว่างและเห็นข้าศึกเล่าพอตกพระโอษฐ์ลง พระพายก็พัดควันอันเป็นหมอกมืดนั้นสว่างไป ทอดพระเนตรเห็นช้างเศวตฉัตร ๑๖ ช้าง * มีช้างกันยืนอยู่เป็นอันมากแต่มิได้เห็นพระมหาอุปราชา ครั้นเหลือบไปฝ่ายทิศขวาพระหัตถ์ ก็เห็นช้างเศวตฉัตรช้างหนึ่ง ยืนอยู่ ณ ฉายาไม่ข่อยมีเครื่องสูงและทหารหน้าช้างมาก ก็เข้าพระทัยถนัดว่า ช้างพระมหาอุปราชา พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ขับพระคชาธารตรงเข้าไป ทหารหน้าช้างข้าศึก ก็วางปืนจ่ารงค์ มณฑก นกสับ ตระแบงแก้ว ระดมยิงมิได้ต้องพระองค์และพระคชาธาร สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าจึ่งตรัสร้องเรียกด้วยเสียงอันดังว่า พระเจ้าพี่ เราจะยืนอยู่ไยในร่มไม้เล่า เชิญออกมาทำยุทธหัตถ์ด้วยกันให้เป็นเกียรติยศไว้ในแผ่นดินเถิด ภายหน้าไปไม่มีกษัตริย์ที่จะได้ยุทธ หัตถ์แล้ว พระมหาอุปราชาได้ฟังดังนั้น ละอายพระทัย มีขัตติยราชมานะ ก็บ่ายพระคชาธารออกมารับ เจ้าพระยาไชยานุภาพเห็นช้างข้าศึก ก็ไปด้วยฝีลั่นน้ำมันมิทันยั้ง เสียทีพลายพัทธกอ ก็ได้ล่างแบกรุนมา พระมหาอุปราชาจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าเบี่ยงพระมาลารับ พระแสงของ้าวมิได้ ต้องพระองค์ เจ้าพระยาไชยานุภาพสบัดลงได้ล่างแบกถนัด พลายพัทธกอเพลียกเบนไป สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าได้ที จ้วงฟันด้วยพระแสงพลพ่ายต้องพระอังสาเบื้องขวาพระมหาอุปราชา ตลอดลงมาจนประฉิมมุราประเทศ ซบลงกับคอช้าง และนายมหานุภาพควาญพระคชาธารพระนเรศวรเป็นเจ้านั้น ต้องปืนข้าศึกตาย

ขณะเมื่อสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าชนช้างด้วย พระมหา อุปราชานั้นเจ้าพระยาปราบไตรจักรซึ่งเป็นคชาธารสมเด็จพระเอกาทศรถ ก็เข้าชนด้วยพลายพัทซะเนียง ช้างมางจาซโร เจ้าพระยาปราบไตรจักรได้ล่าง พลายพัทซะเนียงเสียทีเบนไป สมเด็จพระเอกาทศรถจ้วงฟันด้วยพระแสงของ้าว ต้องคอมางจาชโรขาดตายกับคอช้าง หมื่นภักดีศวร กลางช้างสมเด็จพระเอกาทศรถนั้น ต้องปืนข้าศึกตาย

ขณะเมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทำสง ครามได้ชัยชำนะพระมหาอุปราชาและมางจาชโรแล้ว บรรดาท้าวพระยามุขมนตรี นายทัพ นายกอง ซ้ายขวา หน้าหลังทั้งปวง จึ่งมาทันเสด็จ ได้เข้ารบพุ่งแทงฟันข้าศึกเป็นสามารถ และพลพม่า มอญทั้งนั้นก็แตกกระจายไปเพราะพระเดชเดชานุภาพ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสให้นายทัพนายกองทั้งปวงยกไปตามจับข้าศึก แล้ว เสด็จคืนมายังพลับพลา พระราชทานชื่อเจ้าพระยาไชยานุภาพเป็นเจ้าพระยาปราบหงสา บรรดามุขมนตรีนายทัพนายกองซึ่งยกตามข้าศึกไปนั้น ได้ฆ่าฟันพม่ามอญโดยทางไปถึงกาญจนบุรี อา ศพเกลื่อนไปแต่ตะพังตรุนั้นประมาณ ๒๐,๐๐๐ เศษ จับได้เจ้าเมืองมะลวนและนายทัพนายกองกับไพร่เป็นอันมาก ได้ช้างใหญ่ สูง ๖ศอก ๓๐๐ ช้าง พลายพังระวางเพรียว ๕๐๐ ม้า ๒,๐๐๐ เศษ มา ถวาย

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสให้ก่อพระเจดีย์สถานสวมศพ พระมหาอุปราชาไว้ตำบลตะพังตรุ ขณะนั้นโปรดพระราชทานช้างนึ่งกับหมอและควาญ ให้เจ้าเมืองมะลวนกลับขึ้นไปแจ้งแก่พระเจ้าหงสาวดี พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็เสด็จกลับเข้าพระนคร แล้วตรัสว่า เจ้ารามราฆพ กลางช้าง กับ ขุนศรีคชคง ควาญ ซึ่งได้ประจญข้าศึกจนมีชัยชำนะด้วยพระองค์นั้น ก็ปูนบำเหน็จพระราชทานยศถาศักดิ์ เครื่องอุปโภคบริโภคเสื้อผ้า เงินทอง ฝ่ายนายมหานุภาพ ควาญช้าง หมื่นภักดีศวรกลางช้าง ได้โดยเสด็จงานพระราชสงครามจนสิ้นชีวิตในท่าม กลางศึกนั้น มีความชอบ ให้ (เอา) บุตรภรรยามาชุบเลี้ยง พระราชทานเครื่องอุปโภค บริโภค เงินทอง เสื้อผ้าโดยสมควรเสร็จแล้ว มีพระราชดำรัสให้ปรึกษาโทษนายทัพนายกองว่า ข้าศึกยกมาถึงพระนคร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ตั้งพระทัยจะรักษาพระพุทธศาสนา และสมณ และพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎร มิได้คิดเหนื่อยยากลำบากพระองค์ ทรงพระอุตสาห์เสด็จยกพยุหโยธาออกไปรณรงค์ด้วยข้าศึก และนายทัพนายกองกลัวข้าศึกยิ่งกว่าพระราชอาชญา มิได้โดยเสด็จพระราชดำเนินให้ทัน (ทิ้ง) แต่พระคชาธารสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ให้เข้าอยู่ท่ามกลางข้าศึก จนได้กระทำยุทธหัตถ์มีชัยแก่พระมหาอุปราชาเสร็จโทษนายทัพนายกองทั้งนี้จะเป็นประการใด พระมหาราชครู พระครูปโรหิตทั้งปวงปรึกษาใส่ด้วยพระอัยการศึก พบพระราชกฤษ ฎีกาว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินงานพระราชสงครามและเกณฑ์ผู้ใดเข้าในกระบวนทัพแล้ว มิได้โดยเสด็จให้ ทันเมื่อขณะยุทธ ท่านว่าโทษผู้นั้นเป็อุกฤษฐ์ ให้ประหารชีวิตอย่าให้ผู้อื่นดูเยี่ยงอย่าง เอาคำพำากษากราบทูล มีพระราชดำรัส สั่งให้เอาตามลูกขุนปรึกษา แต่ทว่าบัดนี้จวนวันจาตุทสีบัณรสีอยู่ ให้เอานายทัพนายกองจำใส่เรือนตรุไว้ก่อน ๓ วัน พ้นแล้วจึ่งให้สำเร็จโทษโดยพระอัยการศึก

ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือนยี่* สมเด็จพระ พนรัตน์ป่าแก้ว และพระราชาคณะ ๒๕ รูป เข้ามาถวายพระพรถามข่าวซึ่งเสด็จงานพระราชสงคราม ได้กระทำยุทธหัตถ์มีชัยแก่ พระมหาอุปราชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็แถลงการซึ่งปราบปัจจามิตรให้ฟังทุกประการ สมเด็จพระพนรัตน์จึ่งถวายพระพรถามว่า พระ ราชสมภารมีชัยแก่ข้าศึกอีก เป็นไฉนข้าราชการทั้งปวงจึ่งต้องราชทัณฑ์เล่า สมเด็จพระเจ้าอยุ่หัวจึ่งตรัสบอกว่า นายทัพนายกอง เหล่านี้อยู่ในกระบวนทัพโยน มันกลัวข้าศึกมากกว่าโยม ละให้แต่โยมสองคนพี่น้องฝ่าเข้าไปในท่ามกลางข้าศึก จนได้กระทำยุทธหัตถ์กับพระมหาอุปราชามีชัยชำนะ แล้วจึ่งได้เห็นหน้ามันนี้ หากว่าบารมีของโยมหาไม่แผ่นดินจะเป็นของชาวหงสาวดีเสียแล้ว เพราะเหตุนี้ดังนี้โยมจึ่งให้ลงโทษโดยพระอัยการศึก สมเด็จพระพนรัตน์จึ่งถวายพระพรว่า อาตมภาพ พิเคราะห์ดูอันข้าราชการเหล่านี้ที่จะไม่รักษาไม่กลัวพระราชสมภารเจ้านั้นหามิได้ และเหตุ ทั้งนี้จำเป็น ที่จะให้พระเกียรติยศ พระราชสมภารเจ้า เป็นมหัศจรรย์เหมือนสมเด็จพระสรรเพชญพุทธเจ้า เมื่อพระองค์เสด็จเหนืออัปรา ชิตบัลลังก์ ใต้ควงพระมหาโพธิ์ ณ เพลาสายัณห์ ครั้นนั้นเทพยุเจ้ามาเฝ้าพร้อมอยู่ทั้งหมื่นจักรวาล และพระยาวัสวัสดีมารยกพลาพลเสนามารมาผจญ ครั้นนั้น ถ้าได้เทพยุเจ้าเป็นบริวารและมีชัยแก่ พระยามาร ก็หาสู้เป็มหามหัศจรรย์นักไม่ นี่เผอิญให้หมู่อมรินทร์พรหมทั้งปวงปลาสนาการหนีไปสิ้น ยังแต่พระองค์เดียวอาจสามารถผจญพระยามาราธิราชกับพลเสนามารให้อัปราชัยพ่ายแพ้ได้ จึ่งสมเด็จพระบรมโลกนาถเจ้าได้พระนามว่า พระพิชิตมารโมลีศรีสรรเพชญดาญาณ เป็นมหามหัศจรรย์ดาลดิเรกทั่วอนันตโลกธาตุ เบื้องบนตราบเท่าถึงภวัคพรหม เบื้องต่ำตลอดถึงอโธภาคอเวจีเป็น ที่สุด ก็เหมือนพระราชสมภารเจ้าทั้งสองพระองค์ครั้งนี้ ถ้าเสด็จ พร้อมด้วยเสนางคนิกรโยธาทวยหาญมาก และมีชัยแก่พระมหา อุปราชานั้น หาสู้เป็นมหัศจรรย์แผ่พระเกียรติยศปรากฏไปนานาประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งนั้นไม่ พระราชสมภารเจ้าอย่าทรงปริวิตกโทมนัสน้อยพระทัยเลย อันเหตุที่เป็นนี้เพื่อเทพยุเจ้าทั้งปวงอันรักษาพระองค์ จักสำแดงพระเกียรติยศ ดุจอาตมภาพถวายพระพรเป็นแท้

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังพระพนรัตน์ถวายวิสัชนากว้างขวาง ออกพระนามสมเด็จพระบรมโมลีโลก ครั้งนั้นระลึกถึงพระคุณนามอันยิ่ง ก็ทรงพระปีติโสมนัสตื้นเต็มพระกมลหฤทัยปราโมทย์ ยกพระกรประนมเหนืออุตมางคสิโรตม์ นมัสการออก พระโอษฐ์ว่า สาธุ สาธุ พระผู้เป็นเจ้าว่านี้ควรหนักหนา สมเด็จพระพนรัตน์เห็นว่า พระมหากษัตริย์คลายพระโกรธแล้ว จึ่งถวาย พระพรว่า อาตมภาพ พระราชาคณะทั้งปวงเห็นว่า ข้าราชการซึ่งเป็นโทษเหล่านี้ผิดหนักหนาอยู่แล้ว แต่ทว่าได้ทำราชการมาแต่ครั้งสมเด็จพระบรมราชอัยกาและสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง และทำราชการมาใต้ละอองธุลีพระบาทของพระราชสมภารเจ้าแต่เดิมมา ดุจพุทธบริษัทสมเด็จพระบรมครูก็เหมือนกัน ขอพระราชทานบิณฑบาตโทษคนเหล่านี้ไว้ครั้งหนึ่งเถิด จะได้ทำราชการ ฉลองพระเดชพระคุณสืบไป

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า พระผู้เป็นเจ้าขอแล้วโยมก็จะให้แต่ทว่าจะให้ไปตีเอาเมืองตะนาวศรี เมืองทวายแก้ตัวก่อน สมเด็จพระพนรัตน์ถวายพระพรว่าการซึ่งจะใช้ไปตีบ้านเมืองนั้น สุดแต่พระราชสมภารเจ้าจะสงเคราะห์ ใช่กิจสมณะ แล้วสมเด็จพระ พนรัตน์ พระราชาคณะทั้งปวงถวายพระพรลาไปสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสั่งให้ท้าวพระยาพระหัวเมืองมุขมนตรีพ้นโทษ พระราชกำหนดให้พระยาจักรีถือพล ๕๐,๐๐๐ ไปตีเมืองตะนาวศรี ให้ พระยาพระคลังถือพล ๕๐,๐๐๐ ไปตีเมืองทวาย พระยาจักรี พระยาพระคลัง นายทัพนายกอง ก็ถวายบังคมลายกไปโดยพระราชกำหนด

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดำรัสว่า ซึ่งเราทิ้งเมืองฝ่ายเหนือเสียเลิกครอบครัวลงมานั้น ก็หาสิ้นทีเดียวไม่ ครั้งนี้ศึกสงหาวดีก็ถอย กำลังลงแล้ว ถึงมาตรว่าจะมามีก็ไม่เกรง เราจะบำรุงเมืองทั้งนี้ ให้เป็นเกียรติยศไว้ตราบเท่ากัลปาวสาน จึ่งสั่งให้พระยาชัยบูรณ์เป็นเจ้าพระยาสรศรี* ครองเมืองพระพิษณุโลก ให้พระศรีเสาวราชไปรักษาเมืองสวรรคโลก บรรดาหัวเมืองฝ่ายเหนือทั้งปวงก็ให้เจ้าเมืองกรมการแต่งไปเรียกร้องรวบรวมไพร่พล ซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นอยู่ป่าดังนั้นทุกหัวเมือง

ฝ่ายเจ้าเมืองมะลวนชาวหงสา ซึ่งสมเด็จพระนเรศวรเป็น เจ้าจับได้ ให้ปล่อยกลับไปนั้น ก็พบนายทัพนายกอง พม่า มอญซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นโดยด่านโดยทางไปรวบรวมกันได้ ก็พากันกลับกรุงหงสาวดี เข้าเฝ้ากราบทูลประพฤติเหตุ ซึ่งพระมหาอุปราชาเสียพระชนมชีพกับคอช้างนั้นให้ทราบทุกประการ

สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีแจ้งดังนั้น เสียพระทัยโทมนัส คิดอาลัยถึงพระราชบุตร แล้วทรงพระโกรธแก่นายทัพนายกองว่าพระนเรศวรกับพระเอกาทศรถน้องชายเข้ามารบแต่สองช้าง เป็นคนกลางควาญช้าง ๖ คนเท่านั้น ทัพเราถึง ๕๐ หมื่น ถึงมาตรว่าจะไม่มีศัสตราวุธเลย จะประหารด้วยก้อนดินแต่คนละก้อน ก็ จะไม่คาระนามืออีก นี่ละให้เสียราชโอรสแห่งเรา ไหนจะเลี้ยงต่อไปได้ ให้ลงพระราชอาชญาทั้งนายทั้งไพร่ แล้วจำใส่เรือนตรุไว้ อยู่ประมาณ ๖๗ วัน พระเจ้าหงสาวดี ทรงพระราชดำริว่า พระนเรศวรทำการศึกว่องไวหลักแหลมองอาจนัก จนถึงยุทธหัตถ์ มีชัยแก่พระมหาอุปราชา พระเอกาทศรถเล่า ก็มีชัยแก่มางจาซโรเห็นพี่น้องสองคนนี้จะมีใจกำเริบ ยกมาตีพระนครเราเป็นมั่นคง แต่ทว่าจะคิดเอาเมืองตะนาวศรี เมืองมะริด เมืองทวายก่อน จำ จะให้นายทัพนายกองและไพร่ซึ่งไปเสียทัพมานี้ ให้ยกลงไปรักษา เมืองตะนาวศรี เมืองมะริด เมืองทวายไว้ให้ได้ ศึกจึงจะไม่ถึง กรุงหงสาวดี ครั้นทรงพระดำริแล้ว เพลารุ่งเสด็จออก ตรัสสั่งให้ถอดนายทัพนายกองออกจากสังขลิกพันธนาการ แล้วให้เร่งยกลงไปรักษาเมืองตะนาวศรี เมืองทวาย เมืองมะริดไว้ให้ได้ ถ้าเสียเมืองทวายเมืองตะนาวศรี เมืองมะริดแก่ข้าศึก จะเอานายทัพ นายกองและไพร่ทั้งนี้ใส่เล้าเผาเสียให้สิ้นทั้งโครต นายทัพนายกองทั้งปวงกราบถวายบังคมลายกกองทัพไปจากกรุงหงสาวดี

ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่แจ้งกิดาการในกรุงเทพมหานครขึ้นไปเสร็จสิ้นทุกประการ ก็เกรงพระเดชเดชานุภาพ จึ่งตรัสแก่แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวงว่า บัดนี้สมเด็จพระเจ้ากรุงเทพมหานคร ศรีอยุธยาถึงสวรรคต สมเด็จพระนเรศวรราชบุตรได้ครองราช สมบัติ พระมหาอุปราชายกลงมา ได้ทำคชพยุห์ถึงแก่พิราลัยกับ คอช้าง และทัพกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาก็ยกออกไปตีเมืองมะริด เมืองทวาย เมืองตะนาวศรี อยู่แล้ว อันหมู่ราชปรปักษ์ที่จะเข้าไปรอดยุทธด้วยกรุงพระนครศรีอยุธยานั้น ดุจหนึ่งฝูงมิคชาติอันจะ เข้าไปต่อศักดาเดชพระยาไกรสรสิงหราช ถ้ามิฉะนั้นดุจหนึ่งโลมชาติสกุณปักษาอันเข้าไปร้อนเปลวเพลิง มีแต่พินาศฉิบหายลงทุกทีบัดนี้เล่าพิเคราะห์ดูพระเจ้าหงสาวดีเสีย พระมหาอุปราชาราชบุตร เหมือนหนึ่งพระกรเบื้องขวาขาด สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้ากับสมเด็จพระอนุชาธิราชเล่า ทรงพระราชกฤษฎาเดชานุภาพยิ่งทวี ขึ้น ดุจหนึ่งพระทินกรสถิตลอยอยู่เหนืออากาศอันปราศจากเมฆ ขณะเมื่อเพลาเที่ยง แสงรัศมีมีแต่กล้าขึ้นไป ที่ไหนกรุงหงสาวดีจะพ้นเงื้อมพระหัตถ์ จำเราจะลงไปอ่อนน้อม ถวายราชบรรณาการพึ่งพระเดชเดชานุภาพ จึงจะพ้นภัยอันตราย แสนท้าวพระยาลาวทั้งปวง ได้ฟังราชบัญชา มีความยินดี ดุจหนึ่งมัณฑกชาติอันพ้นจากปากอสรพิษ พระเจ้าเชียงใหม่จึ่งว่า ให้แต่งลักษณะพระราชสาส์นให้นันทพยะกับแสนหนังสือและแสนหลวง จำทูลพระราชสาส์นคุมเครื่องพระราชบรรณาการมาโดยด่านเมืองตาก พระยา กำแพชรแต่งขุนหมื่นกรมการ คุมลงมาถึงพระนครศรีอยุธยา อัครมหาเสนาบดีจึ่งเข้ากราบถวายบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จออก ณ พระที่นั่งมังคลาภิเษก พร้อมหมู่มุขอุภัยสมุหมนตรี กวีราช ปโรหิตาโหราจารย์เฝ้าพระบาท บงกชมาศดาษดา ดังดวงดารากรรายรอบพระรัชนิกรเทวบุตร จึ่งดำรัสสั่งให้เบิกทูตานุทูตเข้าเฝ้า พระศรีภูมิปรีชาอ่านในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่า พระเจ้าเชียงใหม่ผุ้เป็นอธิปไตยในมลาวประเทศ* ขอน้อมสิโรตม์ถวายวันทนประณามมาแทบพระบวรบาทยุคล สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ด้วยข้าพระบาทแต่ก่อนขัดพระราชอาชญาท่านผู้เป็นอสราธิบดีในรามัญประเทศมิได้ จำยกพยุหโยธามากระทำจลาจลแก่กรุงพระมหานครศรีอยุธยาเป็นหลายครั้ง ให้เคืองใต้บาทบงกชมาศ ขอพระองค์จงทรงพระมหาการุณภาพ บัดนี้ข้าพระบาทจะขอเอาพระราชกฤษฎาเดชานุภาพ อภินิหารบารมีปกเกศเกล้า ดุจหนึ่งปริมณฑลร่มมหาโพธิ์ ถ้าพระองค์จะเสด็จยกพยุหโยธาทัพไปแห่งใด ขออาสาโดยเสด็จงาน พระราชสงครามกว่าจะสิ้นกำลัง ข้าพระองค์ให้นันทพยะกับแสน หนังสือ แสนหลวงจำทูลพระราชสาส์นเชิญเครื่องบรรณาการ ลงมาจำเริญทางพระราชไมตรี

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟัง ทรงโสมนัส จึ่งมีพระราชปฏิสันถารปราศรัยแก่ทูตานุทูต ๓ นัด แล้วดำรัสสั่งให้ พระราชทานเสื้อผ้า เงินตรา แก่ทูตานุทูตโดยฐานานุกรม แล้ว แต่งตอบพระราชสาส์นส่งทูตานุทูตกลับไป

ฝ่ายนันทพยะกับแสนหนังสือ แสนหลวงขึ้นไปเข้าเฝ้าพระเจ้าเชียงใหม่ ทูลราชกิจเสร็จทุกประการ พระเจ้าเชียงใหม่ ก็โสมนัส ดุจหนึ่งผู้เดินมาตามสถลรัถยากันดารไกลในเพลาเที่ยง ร้อนกระวนกระวายด้วยแสงภาณุมาศกล้า และมีผู้เอาน้ำอันเย็นใสมาโสรจสรงกายาให้เย็นสบาย

ขณะนั้นพอมีหนังสือบอกเจ้าเมืองเชียงแสนมาว่า ด่าน เมืองเชียงแสนกับชาวด่านเมืองล้านช้าง ไปตรวจตระเวนด่านพบกันเข้า วิวาทฆ่าฟันกันตาย บัดนี้พระเจ้าล้านช้างแต่งให้พระยาหลวงเมืองแสนเป็นแม่ทัพ (พล) ประมาณ ๗,๐๐๐ ยกตีขึ้นมาถึงเมืองเชียงแสน ได้รบพุ่งกันอยู่แล้ว ขอให้พระเจ้าพื้นบาทหอคำจัดกำลังมาช่วยค้ำเอา พระเจ้าเชียงใหม่ได้ทราบ ก็ให้กองทัพไปช่วย แล้วแต่งหนังสือบอกลงไปให้กราบทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่ากองทัพล้านช้างยกลงมาตีเมืองเชียงแสน ขอให้กองทัพกรุงขึ้นมาช่วย แต่งแล้วส่งให้พระยาหลวงเมืองแก้ว หมื่นโยธากับไพร่ ๒๐ คนถือลงไป ครั้นถึงกรุงพระมหานครศรีอยุธยา อัครมหาเสนบดีนำหนังสือบอกกราบบังคมทูลสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ตรัสทราบ จึ่งดำรัสให้พระยาราชฤทธานนท์ ถือพล ๕,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่องศัสตราวุธใหญ่น้อย ช้างเครื่อง ๕๐ ม้า ๒๐๐ เอาพระรามเดโชซึ่งเป็นชาวเชียงใหม่ขึ้นไปด้วย แล้วจึ่งดำรัสสั่งพระยาราชฤทธานนท์ว่า ถ้าสำเร็จราชการแล้ว ให้พระรามเดโชอยู่ช่วยราชการพระเจ้าเชียงใหม่ พระยาราชฤทธานนท์กราบถวายบังคมลายกทัพขึ้นไป ณ เมืองเชียงใหม่ ครั้นถึงเข้าเฝ้าพระเจ้าเชียงใหม่ ต่าง แจ้งราชการโดยควรแล้ว ก็ยกไปตั้ง ณ เมืองเชียงแสน

ฝ่ายกองทัพล้านช้างแจ้งว่า กองทัพกรุงเทพมหานครยกขึ้นไปก็งดการรบไว้พระยาราชฤทธานนท์ กับพระยาหลวงเมืองแสน แม่ทัพล้านช้าง เจรจาความเมืองกัน พระยาหลวงเมืองแสนเกรงพระเดชชานุภาพ ก็เลิกทัพกลับไปเมือง พระยาราชฤทธานนท์ ก็ให้พระรามเดโชอยู่ช่วยราชการเมืองเชียงแสนโดยพระราชกำหนด พระยาราชฤทธานนท์ให้เลิกทัพกลับมาถึงกรุงเทพมหานคร กราบ ทูลซึ่งได้ไประงับกองทัพล้านช้างกับกองทัพ เมืองเชียงแสนเสร็จสิ้นทุกประการ

ฝ่ายทัพพระยาจักรีก็ถึงเมืองตะนาวศรี ทัพพระยาพระคลังถึงเมืองทวาย เจ้าเมืองตะนาวศรี เจ้าเมืองทวาย ก็บอกหนังสือขึ้นไป ณ กรุงหงสาวดี ฝ่ายนายทัพนายกองรามัญก็ยกมาถึงเมืองเมาะตะมะพอเรือถือหนังสือบอกเมืองตะนาวศรี เมืองมะริด เมืองทวาย ไปถึงเมืองเมาะตะมะ ว่ากองทัพไทยยกไปตีเมืองตะ นาวศรี เมืองมะริด เมืองทวาย ชาวเมืองกับกองทัพ (ไทย) ได้รบ กันเป็นสามารถ และทัพไทยครั้งนี้หักหาญ ชาวเมืองตะนาวศรี เมืองมะริด เมืองทวาย รบกลางแปลงมิหยุด บัดนี้ได้แต่รักษาหน้าที่อยู่ และกองทัพไทยเข้าล้อมเมืองตะนาวศรีได้ ๙ วัน ล้อมเมืองทวายได้ ๗ วันแล้ว ขอกองทัพเร่งลงไปช่วยโดยเร็ว เมืองตะนาวศรีเมืองมะริด เมืองทวาย จึ่งจะพ้นเงื้อมมือข้าศึก เจ้าเมืองเมาะตะมะ บอกข้อราชการขึ้นไปกรุงหงสาวดี

พระเจ้าหงสาวดีแจ้งดังนั้น ก็แต่งให้ข้าหลวงลงไปเร่งกองทัพให้รีบยกไปช่วยให้ทัน ฝ่ายพระยาจักรียกมาถึงแดนเมืองตะนาวศรี ตีบ้านรายทาง กวาดผู้คนได้เป็นอันมาก แล้วก็ยกเข้า ล้อมเมืองตะนาวศรี ชาวเมืองรบป้องกันเป็นสามารถ ๑๕ วัน พระยาจักรีก็แต่งทหารเข้าปล้นเมืองในเพลาตี ๑๑ ทุ่ม พอเช้าประมาณโมงเศษก็เข้าเมืองได้ ฝ่ายกองทัพพระยาพระคลังยกตี แดนเมืองทวาย ชาวทวายออกมารบก็แตก เสียเครื่องศัสตราวุธล้มตายเป็นอันมาก พระยาพระคลังก็ยกเข้าไปพักพลตั้งค่ายริมน้ำ ฟากตะวันออก เหนือคลองละห่ามั่น แล้วก็ยกข้ามไปล้อมเมืองไว้ อยู่ถึง ๒๐ วัน ทวายจ่า เจ้าเมืองทวาย เห็นเหลือกำลังจะรักษา เมืองไว้มิได้ ก็แต่งให้เจตองวุ่นกับวุ่นทก ออกไปขอออกเป็นข้าขอบขัณฑเสมาถวายดอกไม้เงินทอง

ขณะเมื่อพระยาจักรีได้เมืองตะนาวศรีนั้น คิดว่ากองทัพ เมืองหงสาวดี เมืองเมาะตะมะจะยกทุ่มเทลงมาช่วย จึ่งจับได้สลุบลูกค้าฝรั่งลำหนึ่ง แขก ๒ ลำ เรือรบ ๑๕๐ ลำ ให้หลวงเทพวรชุน เป็นแม่กองเรือ ถือพล ๑๐,๐๐๐ ยกขึ้นไปเมืองทวายโดยทางชะเลให้พระยาศรีไสณรงค์คุมไพร่ ๑๐,๐๐๐ อยู่รักษาเมืองตะนาวศรีและพระยาจักรีก็ยกพล ๓๐,๐๐๐ ขึ้นไปเมืองทวายทางบก ฝ่ายหลวงเทพวรชุนซึ่งเป็นแม่ทัพเรือนั้น ยกขึ้นมาถึงตำบลบ้านคารปอแดนเมืองทวาย พอพบทัพเรือสมิงบากอง สมิงพตะบะยกมาแต่ เมืองเมาะตะมะ เรือรบเรือบรรทุก ๒๐๐ ลำ พลประมาณ ๑๐,๐๐๐จะลงไปช่วยเมืองตะนาวศรี ได้รบพุ่งกันแต่เช้าจนเพลาเที่ยง พอ คลื่นหนักก็ทอดรอยิงกันอยู่

ฝ่ายพระยาพระคลังได้ เมืองทวายแล้วคิดว่า พระยาจักรีตีเมืองตะนาวศรี เมืองมะริด จะได้หรือมิได้ก็ยังไม่รู้ จึ่งแต่งให้พระพิชัยสงคราม พระรามกำแหง คุมไพร่ ๕,๐๐๐ บรรจุเรือรบ๑๐๐ ลำยกไปช่วยพระยาจักรี ขณะเมื่อพระพิชัยสงคราม พระราม กำแหง ยกออกมาพ้นปากน้ำเมืองทวายไปแล้ว พอได้ยินเสียงปืนรบกัน จึ่งให้ขุนโจมจัตุรงค์กับเรือรบกองหน้า ๓ ลำลงไปสืบ ขุนโจมจัตุรงค์ก็ไปถึงหลวงเทพวรชุน แล้วกลับขึ้นมาแจ้งข้อราชการ ทุกประการ พระพิชัยสงคราม พระรามกำแหงแจ้งดังนั้น ก็ตีกระหนาบเข้าไป ฝ่ายหลวงเทพวรชุนตีกระทบขึ้นมา วางปืนกำปั่นไปต้องสมิงบากองตาย เรือสมิงพตะบะแตกจมน้ำตายทั้งนายและไพร่ กองทัพมอญทั้งนั้นแตกกระจัดกระจาย บ้างหนีเข้าฝั่งชักใบกลับไป ตายในน้ำและต้องปืนตายเป็นอันมาก ได้เรือบรรทุก เรือรบ ปืนใหญ่ ปืนน้อย และเครื่องศัสตราวุธต่าง ๆ จับได้เป็นประมาณ ๕๐๐ ก็แจ้งว่ากองทัพยกมาช่วยเมืองทวายด้วยพระพิขัยสงคราม พระรามกำแหง หลวงเทพวรชุน ก็พากันเข้าไป ณ เมืองทวาย พอพระยาจักรียกมาถึง นายกองทัพเรือทั้ง ๓ คน ก็เอามอญเชลยและเรือรบ ปืนใหญ่ ปืนน้อย เครื่องศัสตราวุธนั้นเข้าไปให้พระยาจักรี พระยาพระคลัง แล้วแจ้งว่ากองทัพบก ยกมาช่วยเมืองทวายบัดนี้ข้ามแม่น้ำเมาะตะมะแล้ว พระยาจักรี พระยาพระคลังแจ้งดังนั้น ก็แต่งทัพเป็น ๒ ทัพ ทัพพระยาจักรีเดินฟากตะวันออก ทัพพระยาพระคลังเดินฟากตะวันตก ไปซุ่มอยู่ทั้งสองฟากโดยทางทัพมอญยกมา

ฝ่ายท้าวพระยารามัญนายทัพนายกองยกมาใกล้เมืองกะลิออง มิได้รู้เหตุว่าเมืองตะนาวศรี เมืองทะวายเสียแล้ว ก็แยกทัพกัน เจ้าเมืองมะลวนเดินทางกะลิออง มาข้ามฟากตะวัน ออก ทัพเจ้าเมืองกะจิตตองเดินทางริมทะเลฟากตะวันตก มาถึง ตำบลป่าเหนือบ้านหวุ่นโพ ทัพไทยซึ่งตั้งอยู่ทั้งสองฟาก เห็นทัพพม่ารามัญยกถลำลงมา ก็ออกโจมตี ทัพมอญมิทันรู้ก็แตกกระจัดกระจายไป กองทัพไทยทั้งสองฟากจับได้ช้างพลาย ๑๐๐ เศษม้า ๑,๐๐๐ เศษ มอญพม่า ๔๐๐ เศษ เครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก ได้นายทัพนายกอง ๑๑ คน พระยาจักรี พระยาพระคลังบอกข้อราชการเข้ามาให้กราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ดีพระทัย ตรัสให้ตอบออกไปให้พระยาศรีไสณรงค์อยู่รั้งเมืองตะนาวศรี ให้เอาทวายจ่าเจ้าเมืองทวายเข้ามาเฝ้า พระยาจักรี พระยาพระคลังจัดแจงบ้านเมืองเสร็จแล้ว ก็ให้ยกกลับเข้ามาเถิด

พระยาจักรี พระยาพระคลังแจ้งดังนั้น ก็บอกลงมาเมือง ตะนาวศรีตามพระราชบรรหารทุกประการ และให้ทวายจ่าเป็นเจ้าเมืองทวายอยู่ดังเก่า ให้จัดชาวทวายเป็นที่ปลัด ชื่อออพระปลัดผู้หนึ่ง ให้เป็นยกกระบัตร ชื่อองลางปลัดผู้หนึ่ง เป็นที่นา ชื่อ ออนัดผู้หนึ่ง เป็นที่วัง ชื่อคงปลัดผู้หนึ่ง เป็นที่คลัง ชื่อออแมงจะคี เป็นที่สัสดี ชื่อคงแวงทัดคงจ่า เป็นที่เมือง ครั้นตังแต่งขุนหมื่น ผู้ใหญ่ผู้น้อย และจัดแจงบ้านเมืองเป็นปรกติเสร็จแล้ว ครั้น ณ เดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ พระยาจักรี พระยาพระคลัง ก็พาเอาตัวทวายจ่า เจ้าเมืองทวาย กับผู้มีชื่อซึ่งตั้งไว้ ๖ คนนั้นเข้ามาด้วย ขณะนั้นยกกองทัพมาโดยขมวงส่วย ถึงตำบลเขาสูงช่องแคบแดนพระนครศรีอยุธยากับเมืองทวายต่อกัน หาที่สำคัญมิได้ จึ่งเอาปูนในเต้าไพร่พลทั้งปวงมาประสมกันเข้าเป็นใบสอ ก่อพระเจดีย์ ฐาน สูง๖ศอกพอหุงอาหารสุกก็สำเร็จแล้วยกเข้ามาถึงกรุงพระนครศรีอยุธยา เข้าเฝ้ากราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยประพฤติเหตุ ทั้งปวง

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ทราบดังนั้น ก็มีความยินดี จึ่งโปรดให้พระยาจักรี พระยาพระคลัง และนายทัพ นายกองทั้งปวงพ้นโทษ แล้วมีพระราชบริหารกำหนดให้ (ประ) ชุมท้าวพระยามุขมนตรี กวีราช ปโรหิตาจารย์ทุกหมู่ทุกกระทรวงครั้นถึงวันพระราชกำหนด สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็เสด็จออกให้เบิกแขกเมืองทวายจ่ากับขุนนาง ๖ คนเข้าเฝ้า และ พระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค แล้วตรัสพระราโชวาท โปรดให้ทวายจ่ากับขุนนาง ๖ คนกลับออกไปรักษาเมืองทวาย

ลุศักราช ๙๔๓ ปีมะเส็ง ตรีศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เมืองตะนาวศรี เมืองมะริด เมืองทวาย เมืองเชียงใหม่ เป็น ของเราอยู่แล้ว เห็นศึกหงสาวดีจะห่างลง จำจะยกไปแก้แค้น พระยาละแวกให้ได้ น้ำลงแห้งเท้าช้างเท้าม้าแล้วจะยกไป ครั้นถึง ณ วันเสาร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสให้เทียบพลทุ่งหารตา สกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑,๕๐๐ * ให้พระราชมานู ถือพล ๕,๐๐๐ เป็นกองหน้า ครั้นได้ศุภวารฤกษ์ ก็ยกทัพหลวงเสด็จ ไปโดยทางสถลมารค ล่วงด่านพระจาฤก ** ออกไป

ฝ่ายพระยาละแวกแจ้งข่าวว่าทัพกรุงศรีอยุธยายกออกมาก็ให้พระยาแสนท้องฟ้า คุมพล ๑๐,๐๐๐ ไปตั้งอยู่ ณ เมืองโพธิสัตว์ ให้พระยาบวรนายก คุมพล ๑๕,๐๐๐ ไปตั้งรับอยู่ ณ เมืองปัตบอง ขณะเมื่อพระยาแสนท้องฟ้า พระยาบวรนายก ไปตั้งอยู่นั้นก็ แต่งให้พระยาราชดึงษา กับพระยามโนไมตรี เจ้าเมืองปัตบอง คุมพล ๕,๐๐๐ ไปตั้งซุ่มซ่อนอยู่ ณ ป่าระนาม ตำบลพาด

ฝ่ายทัพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยกไปตามลำน้ำโตนด เข้าป่าระนามช่องแคบ พระยาราชดึงษา เห็นกองหน้าถลำขึ้นไป ก็โจมตี ทัพพระราชมานูก็แตกลงมาถึงหน้าช้างพระที่นั่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ให้แยกทัพตีกระ หนาบขึ้นไป กองทัพเขมรแตก รี้พลตายเป็นอันมาก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพระพิโรธว่า พระราชมานูเป็นกองหน้าให้เสียทีแก่ข้าศึกจนปะทะทัพหลวงดังนี้ ตรัสให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิต สมเด็จ (พระ) เอกาทศรถผู้เป็นอนุชาธิราชกราบทูลว่า พระราชมานูเป็น นายกองทัพหน้าพ่ายข้าศึกลงมาปะทะทัพหลวงนั้น โทษถึงสิ้นชีวิตแต่ทว่าได้โดยเสด็จงานพระราชสงครามก็มาก ประการหนึ่งการศึก ก็ยังมีอยู่ ขอพระราชทานโทษไว้ให้ทำราชการแก้ตัวครั้งหนึ่งสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ก็บัญชาโดยพระอนุชาธิราช แล้วดำรัสให้พระราชมานูเร่งยกไปตีเมืองปัตบอง เมืองโพธิสัตว์ให้แตกฉาน ทัพหลวงก็เสด็จยกตามภายหลัง พระราชามานูก็ยกไปตีเมืองปัตบองและเมืองโพธิสัตว์แตกฉานทั้งสองตำบล ได้ผู้คนและเครื่องศัสตราวุธมาถวายเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ยกพยุหบาตราทัพไปถึงเมืองละแวก ตรัสให้มุขมนตรีนายทัพนายกองเข้าล้อมเมืองแต่งทหารเข้าหักค่ายเมือง ชาวเมืองรบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ เข้า มิได้ แต่ล้อมเมืองอยู่ถึง ๓ เดือนเศษ ไพร่พลในกองทัพหลวงขัดเสบียงอาหาร แต่งให้ออกลาดหาเสบียงก็มิได้ ข้าวเป็นทะนานละ บาท สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า เรายกมาครั้งนี้หมายจะได้ข้าว ในท้องนา ก็หาสมคะเนไม่ ฝ่ายกรุงกัมพูชาธิบดีเล่า ฝนก็แล้งข้าวต้นในท้องนาก็ได้ผลน้อย ประการหนึ่งมิไดมีทัพเรือและเรือ ลำเลียงมาด้วย กองทัพเราจึ่งขัดสนเสบียงและเสียทีมิได้เมืองถึงดังนั้นก็ดีพอรู้จักกำลังศึกหนักมือเบามืออยู่แล้ว จำเป็นจำจะ ถอยทัพกลับไปก่อน ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือน ๔ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เลิกทัพกลับยังพระนคร ตรัสให้บำรุงช้างม้ารี้พลไว้ ปีหน้าจะยกไปเอากรุงกัมพูชาธิบดีให้ได้

ลุศักราช ๙๔๔ ปีมะเมีย จัตวาศก เดือน ๑๒ ข้างแรมพระเจ้าหงสาวดีเสด็จออกว่าราชการแผ่นดิน จึ่งตรัสปรึกษาด้วย ท้ายพระยามุขมนตรีทั้งปวงว่า ในปีมะเส็งนั้นเห็นประหนึ่งทัพพระนเรศวรจะถึงกรุงสงสาวดี และสงบอยู่มิได้มานั้น ราชการข้างพระนครศรีอยุธยาจะเป็นประการใด จำจะแต่งกองทัพไปตรวจ ด่าน จะได้ฟังอึงกิดาการแห่งเมืองไทยให้ตระหนักด้วยท้าวพระยามุขมนตรีก็พร้อมโดยพระราชบริหาร สมเด็จพระเจ้าหงสาวดี ก็ตรัสให้พระเจ้าแปรถือพล ๕๐,๐๐๐ * ช้างเครื่อง ๒๐๐ ม้า ๕๐๐ยกมาตรวจด่านทางและให้ฟังกิตติศัพท์ดู ถ้าแผ่นดินพระนครศรีอยุธยายังเป็นของพระนเรศวรอยู่ ก็อย่าให้ล่วงแดนเข้าไป แต่หญ้าเส้นหนึ่งก็อย่าให้ทำอันตรายเลย

ครั้นได้ศุภวารดิถีอุดมฤกษ์ พระเจ้าแปรก็ถวายบังคมลา ยกช้างม้ารี้พลไปตรวจทาง ตระเวนด่านโดยสถลมารค ครั้นมาถึงด่านต่อแดนก็แจ้งว่า แผ่นดินเป็นของพระนเรศวร พระเจ้าแปร มิได้อยู่ในพระราชบัญญัติพระเจ้าหงสาวดี คิดกำเริบจะเอาความชอบ ก็ยกล่วงด่านเข้ามาตั้งอยู่ตำบลสังขะลา เจ้าเมืองกาญจนบุรี รู้ข่าว ก็ตรวจตรารักษาค่ายประตูหอรบไว้มั่นคง แล้วบอกเข้าไป ให้กราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทราบดังนั้น ก็ตรัสว่า จะไปเล่นตรุษเมืองละแวกสิ สงกรานต์ชิงมาก่อนเล่า จำจะยกออกไปเล่นสงกรานต์กับมอญให้สนุกก่อน แล้วกำหนดให้เกณฑ์พลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑,๕๐๐ให้ตั้งพิธีโขลนทวาร ตัดไม้ข่มนามตำบลลุมพลี ตั้งทัพชัยทุ่ง ภูเขาทอง

ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือนอ้าย ได้เพชรฤกษ์ อันอุดม สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าทรงพลายโจมจักรพาฬเป็นพระคชธาร สรรพด้วยคชาภรณ์เครื่องมั่น สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงพลายศัตรูวินาศเป็นพระคชาธาร ประดับเครื่องคชภรณ์ เสด็จยกพยุหแสนยากรทวยหาญโดยกระบวน ให้พระยาเดโช ถือ พล ๕,๐๐๐ เป็นกองหน้า ยกไปทางเมืองสุพรรณบุรี ครั้นเสด็จถึงเมืองกาญจนบุรี เสด็จหยุดประทับแรม จึ่งมีพระราชบริหารดำรัสสั่งพระมหาเทพให้ถือพล ๕,๐๐๐ ยกไปตั้งซุ่มอยู่ที่ทางทัพพระเจ้าแปรยกมา ถ้าทัพข้าศึกแตกถอยไป ก็ให้ยกออกโจมตีซ้ำเติมให้แตกฉานยับเยิน พระมหาเทพก็ยกไปซุ่มอยู่ตามรับสั่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จยกพยุหบาตราทัพจากเมืองกาญจนบุรีไปถึงตำบลสังขะลา ก็ให้ตั้งค่ายประชิต แล้ว ให้ทหารขึ้นไปร้องหน้าทัพว่า ไอ้มอญเหล่านี้หาเกรงพระเดชเดชานุภาพไม่หรือ ล่วงแดนเข้ามาไย บัดนี้พระกาลเสด็จมา จะประหารชีวิตเอ็งทั้งปวงแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็แยก ทัพขับพระคชาธารพร้อมด้วยทแกล้วทหารซ้ายขวาหน้าหลัง เข้า โจมตีฆ่าฟันพม่ามอญแตกฉานล้มตายเป็นอันมาก พระเจ้าแปรเห็นเหลือกำลังจะทานมิได้ ก็รุดหนี ทหารกรุงเทพมหานคร ศรีอยุธยา ก็ยกตามไป ฝ่ายทัพพระมหาเทพซึ่งไปซุ่มอยู่นั้น เห็นได้ทีก็ยกออกโจมตีแทงฟันฆ่าฟันข้าศึกตายลำบากเกลื่อนไปโดยทางชายป่า ชายดงจนพระเจดีย์สามองค์จับได้มอญและช้างม้าเครื่องศัสตราวุธมาถวายเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็เลิกทัพกลับเข้าพระนคร

ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๓ ก็ปูนบำเหน็จ มุขมนตรี นายทัพนายกองทั้งปวงโดยสมควร แล้วมีพระราชบริหารสั่งพระยานครนายก พระยาปราจีน พระวิเศษ เมืองฉะเชิง เทรา พระสระบุรี ๔ หัวเมือง ให้พระยานครนายกเป็นแม่กองใหญ่ คุมพล ๑๐,๐๐๐ ออกไปตั้งค่ายขุดคู ปลูกยุ้งฉางถ่ายลำเลียง ไว้ตำบลทำนบ * รักษาให้มั่น อย่าให้เสียทีแก่ข้าศึก ฝ่ายพระยานครนายก พระยาปราจีน พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทรา พระ สระบุรี กราบถวายบังคาลาแล้ว ก็ไปทำตามพระราชบัญชาสั่ง

ฝ่ายพระเจ้าแปรเมื่อแตกหนีมาถึงเมืองหงสาวดี เหลือ รี้พลช้างม้าประมาณกึ่งหนึ่ง พระเจ้าหงสาวดีทรงพระพิโรธตรัสว่าพระเจ้าแปรล่วงพระราชบริหารให้เสียรี้พลช้างม้าดังนี้ ให้ประหารชีวิตเสีย ท้าวพระยาอำมาตย์ทั้งปวงกราบบังคมทูลขอชีวิตไว้ พระ เจ้าหงสาวดีก็โปรดพระราชทาน แต่ให้ถอดเสียจากที่ฐานาศักดิ์

ลุศักราช ๙๔๕ ปีมะแม เบญจศก สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ครั้นเสด็จการพระราชพิธีอาสวยุชแล้ว มีพระราชบริหาร สั่งให้เกณฑ์ทัพเตรียมไว้ และพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า๑,๕๐๐ กำหนดเดือนอ้ายจะยกไปตีกรุงกัมพูชาธิบดี ให้เตรียมทัพเมืองนครราชสีมา ๑๐,๐๐๐ * ยกตีลงทางตะพานทิบตะพานแสง ไปเอาเมืองเสียมราบ ตีไปฝ่ายตะวันออก ตั้งกะพุงสวาย และเกณฑ์ทัพเรือเมืองปากใต้ ๒๕๐ ลำ ให้พระยาเพชรบุรีเป็นแม่ทัพ เดินเรือลำเลียงเมืองนคร เมืองพัทลุง เมืองสงขลา เมืองไชยา ๒๐๐ ลำ บันทุกข้าวลำเลียงให้ได้ ๒,๐๐๐ เกวียน ทั้งทัพเรือและทัพลำเลียงเป็นคน ๒๐,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่องศัสตราวุธ ปืนใหญ่น้อย กระสุนดินประสิว ไปตีเมืองปาสักทัพหนึ่ง ให้กองทัพอาสาจามและกองทัพจันทบูรคุมเรือรบ ๑๕๐ ลำ พลรบ พลแจว ๑๐,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่องศัสตราวุธ ปืนใหญ่ น้อย ดินประสิว ให้พระยาราชวังสันเป็นแม่ทัพตีไปทางปากน้ำพุทไธมาศ และทัพบกทัพเรือหัวเมืองทั้งนี้ กำหนดเดือนอ้าย ขึ้น ๕ ค่ำ ให้ยกพร้อมวันทัพหลวงเสด็จ ท้าวพระยาพระหลวง หัวเมือง ก็จัดแจงทัพบกทัพเรือไว้โดยพระราชกำหนด

ครั้น ณ วันศุกร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย สมเด็จพระพุทธ เจ้าอยู่หัว ดำรัสให้ไปตั้งพิธีชุมพลตำบลทุ่งหารตรา ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนอ้าย เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิการ ๕ บาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องอาภรณ์วิจิตรอลงการประดับสำหรับวิชัยยุทธเสร็จ ครั้นได้เพชรฤกษ์มงคลอันประเสริฐพระโหราลั่นฆ้องชัย ชีพ่อพราหมณาถวายเสียงสังข์ สมเด็จพระนเรศวรบรมเชษฐาธิราช ทรงเจ้าพระยาไชยานุภาพเป็นพระคชาธาร สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร เข้าโขลนทวาร พระสงฆ์ราชาคณะประน้ำ พระพุทธมนต์ พระยานนท์ตัดไม้ข่มนามโดยศาสตรา พร้อมด้วย เสนามาตย์นิกรทวยหาญแห่แหนริ้วรายโดย กระบวนพยุหบาตราเป็นขนัด แสงเศวตฉัตรชุมสาย วาลวิชนี บังพระสุริยอลงกา โกลาหลศัพท์สำเนียง แตรสังข์ฆ้องกลองอึงอล เสด็จกรีฑาพลเดินโดยสถล มารคทางด่านพระจาฤก ประทับรอนแรมไปตามระยะก็ถึงตำบลค่ายทำนบ

ฝ่ายพระยานครนายก พระยาปราจีน พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทรา พระสระบุรี ผู้อยู่รักษาค่ายฉางข้าวก็มาเฝ้า ทูลข้อ ราชการและจำนวนข้าวเสร็จสิ้นทุกประการ จึ่งดำรัสให้พระสระบุรี คุมพล ๑,๐๐๐ อยู่รักษาค่ายฉางข้าว แล้วให้แต่งกองออกไปลาดตระเวนฟังราชการให้ถึงทัพหลวง แต่พระยานครนายก พระยาปราจีน พระวิเศษ กับพล ๙,๐๐๐ ยกไปเข้ากระบวนทัพหลวง และ ทัพหลวงตั้งตำบลพะเนียดทางร่วมที่จะไปเมืองปัตบองและเมืองนครเสียมราบ จึ่งมีพระราชบริหารให้พระราชมานูเป็นกองหน้า คุมพล ๒๕,๐๐๐ ยกไปแก้ตัว ตีเอาเมืองปัตบองและโพธิสัตว์ พระราชมานูนายทัพนายกองทั้งปวง กราบถวายบังคมลาแล้วก็ยกไปตามพระราชกำหนด รุ่งขึ้นวันหนึ่งกองทัพหลวงก็เสด็จยกพยุห โยธาตาม

ฝ่ายพระยาละแวก ขณะเมื่อเดือน ๑๑ เดือน ๑๒ แต่งคนให้มาสอดแนมเอาข่าวราชการ ได้เนื้อความว่า กรุงพระนคร ศรีอยุธยาน้ำแห้งเท้าช้างเท้าม้าจะยกทัพบกทัพเรือออกมาตี (กรุง) กัม พูชาธิบดี ก็ให้จัดแจงแต่งการกันพระนครเป็นสามารถ ฝ่ายหัว เมืองรายทางค่ายคูหอรบที่ปรักหักพังนั้น ให้ซ่อมแปลงขึ้นมั่นคงทุกเมือง และเมืองปัตบองนั้นมีพลทหารรบ ๑๐,๐๐๐ ให้พระยา มโนไมตรีเป็นแม่ทัพ เมือง โพธิสัตว์นั้นพระยาสวรรคโลกเจ้าเมือง เป็นแม่ทัพ ถือพล ๒๐,๐๐๐ แล้วให้พระศรีสุพรรณมาธิราชผู้เป็นอนุชา ถือพล ๒๐,๐๐๐ ออกมาตั้งรับอยู่ ณ เมืองบริบูรณ์ แล้วแต่งคนเร็วม้าใช้ผลัดเปลี่ยนกันสืบข่าวราชการ ณ เมืองโพธิสัตว์ปัตบอง มิได้ขาด ทางเรือนั้นแต่งกองทัพเป็น ๒ ทัพ ให้พระยาวงศาธิราชคุมเรือกุไล่แง่ทราย ๑๕๐ ลำ พลรบพลแจว ๑๐,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่องสรรพศัสตราวุธ ปืนใหญ่น้อย กระสุนดินประสิวลงไปรักษาเมืองป่าสัก ให้พระยาภิมุขวงศาคุมเรือกุไล่แง่ทราย ๑๕๐ พลรบแจว ๑๐,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่องสรรพ ศัสตราวุธ ปืนใหญ่น้อย กระสุนดินประสิว ลงไปรักษาเมือง จัตุรมุขปากกะสัง ซึ่งกองทัพเรือข้าศึกจะมาทางพุทไธมาศนั้น ให้พระยาจีนจันตุยกเอาพลเมืองสำโรงทอง เมืองเชิงกระชุมเมืองกะปอด กะโพงโสม เป็นคน ๕,๐๐๐ * ไปรักษาเมืองพุทไธมาศฝ่ายพระราชมานูข้ามลำน้ำโตนด มาใกล้ตำบลลำพาดชายป่าระนามที่เขมรเคยซุ่มทัพแต่ก่อน ก็จัดพลเดินเป็นกอง กำหนดเป็นทัพล่อทัพตีพร้อมเสร็จ ส่วนพระราชมานูขี่ช้างพลายจู่โจมทัพ มี ทหาร ๓๐๐ ถือหอกทวนเดินหน้าช้าง ครั้นถึงป่าระนามก็มิได้เห็นกองทัพเขมรยกล่วงเข้าไป

ฝ่ายพระยามโนไมตรีซึ่งรักษาเมืองปัตบองแจ้งว่า กองทัพไทยยกมา จึ่งปรึกษาแก่นายทัพนายกองทั้งปวงว่า พระนเรศวรเป็นเจ้าเสด็จยกมาครั้งนั้น เป็นทัพรุดรี้ พลก็น้อย ประการหนึ่งข้าวต้นท้องนาเราก็เสีย ข้าศึกหาได้เป็นกำลังไม่ จึ่งเลิกทัพถอย กลับไป ครั้งนี้เป็นเทือกเถาใหญ่หลวงนัก รี้พลช้างม้าก็มาก แล้วก็ตั้งยุ้งฉางถ่ายลำเลียงรายทางออกมา ซึ่งเราจะรับปะทะหน้าศึกเหมือนครั้งก่อนนั้นไม่ได้ จะรักษาแต่เมืองให้มั่นไว้ดูกำลังข้าศึกก่อน ถ้าเห็นหนักเหลือกำลังจึงจะบอกขอทัพมาช่วย นายทัพนายกองทั้งนั้นก็เห็นด้วย พระยามโนไมตรีจึ่งให้ตรวจหน้าที่เชิงเทินตระเตรียมเครื่องศัสตราวุธซ่อมแซมขวากหนามให้แน่นหนา แล้วให้ทำตะพานเรือกข้ามแม่น้ำ ๓ ตะพาน ต่อหัวเมืองท้ายเมืองกลางเมือง และตั้งค่ายกระหนาบต้นตะพานข้างละ ๒ ค่าย ให้ทหารอยู่รักษาค่าย ๆ ละ ๕๐๐ แต่งให้หมื่นศรีสะเหน็จคุมกองตระเวนม้าออกไปนั่งทางคอยเหตุ ถ้าข้าศึกยกมาให้ยิงปืนเป็นสำคัญ

ฝ่ายทัพหน้าพระราชมานูยกเดินมา แต่งเป็นกองเสือป่าแมวเซา สามหอกเจ็ดหอก * เล็ดลอดมาก่อนยังทางประมาณ๑๐๐ เศษ จะถึงเมืองปัตบอง พบเขมรกองตระเวน ได้รบยิงกันจับได้ ๓ คน ส่งให้พระราชมานู พระราชมานูถามแจ้งความเสร็จ แล้ว ก็ตบมือหัวร่อ จึ่งว่าซึ่งพระยามโนไมตรีเจ้าเมืองปัตบองคิดรับเรากับเมือง ไม่ออกมารบกลางแปลงนั้น สำคัญว่ามั่นแล้วหรือ เห็นหามั่นรับเราได้สักนาฬิกาหนึ่งไม่ อุปมาเหมือนนุ่นและสำลีไหนเลยจะทานกำลังมหาวาตพายุใหญ่ได้ ว่าดังนั้นแล้วก็กำหนดนายทัพนายกอง ให้ยกเข้าตีเมืองปัตบองให้ได้แต่ในเพลานี้ ฝ่ายนายทัพนายกองพร้อมกันยกเข้าตีค่าย ซึ่งกันรับต้นตะพานทั้ง ๖ค่าย ได้เขมรซึ่งแตกออกจากค่ายนั้น บ้างวิ่งลงน้ำ บ้างข้าม ตะพานเข้าประตูค่ายเมืองคั่งกัน พระราชมานูเห็นดังนั้น ก็ขับทหารไล่ไปตามตะพาน ฟันแทงเขมรล้มตายในน้ำและบนบกเป็นอันมาก หักเข้าเมืองได้ จุดไฟเผาเมืองขึ้น ครอบครัวชาวเมืองแตกตื่นวิ่งออกไปจากค่ายได้บ้าง จับได้พระยามโนไมตรี ครอบครัว ช้างพลาย๒๐ม้า๕๐ ปืนใหญ่น้อยเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก

พอทัพหลวงเสด็จถึงตำบลปราสาทเอก พระราชมานูก็คุมตัวพระยามโนไมตรีมาถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ถามพระยามโนไมตรีว่า พระยาละแวกให้กองทัพมาตั้งรับอยู่ตำบลใดบ้างพระยามโนไมตรีให้การกราบทูลว่า พระยาละแวกให้พระศรีสุพรรณมาธิราช ผู้เป็นพระอนุชา ถือพล ๓๐,๐๐๐ ตั้งรับอยู่ ณ เมืองบริบูรณ์ตำบลหนึ่ง ให้พระยาสวรรคโลก เจ้าเมืองโพธิสัตว์ ถือพล ๒๐,๐๐๐ ตั้งรับอยู่เมืองโพธิสัตว์ตำบลหนึ่ง ฝ่ายกองทัพไปตั้งรับอยู่ทางเรือนั้น ให้การกราบทูลเสร็จสิ้นทุกประการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึ่งตรัสถามว่า ถ้าและเมืองโพธิสัตว์และเมืองบริบูรณ์ สองตำบลนี้แตกแล้ว เห็นกรุงกัมพูชาธิบดีจะเสียหรือไม่ พระยามโนไมตรีให้การกราบทูลว่า ซึ่งเมืองจะเสียมิเสียนั้น จะกราบทูล เกรงจะเป็นเท็จ สุดแต่พระราชดำริการเป็นต้น แต่ข้าพระเจ้า เห็นว่า ซึ่งกองทัพรับอยู่ ๒ ตำบลนี้ อุปมาเหมือนหน้าสำเภา กรุงกัมพูชาธิบดีเป็นท้ายสำเภา ถ้าสำเภาต้องคลื่นและพายุใหญ่ แตกหักชำรุดรั่วอัปปางลงแล้ว และท้ายสำเภาจะรักษาไว้นั้น เป็นอันยากนัก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ได้ทรงฟังดังนั้น แย้มพระโอษฐ์ตรัสว่า พระยาเขมรคนนี้พูดจาหลักแหลมให้เอาไว้ใช้ ตรัสเท่าดังนั้นแล้ว ก็สั่งพระยานครนายกให้คุมพล ๓,๐๐๐ อยู่รักษาเมืองปัตบอง เกลี้ยกล่อมเขมรเกี่ยวข้าว เก็บข้าว ในท้องนาใส่ยุ้งฉางไว้ให้ได้จงมาก

ขณะเมื่อเมืองปัตบองแตกนั้นพอคนเร็วม้าใช้เขมรเมืองโพธิสัตว์ออกมาฟังราชการมาถึงละลวด พอพบตะละพาดพระยาเขมร นายหมวดนายกอง และไพร่กองทัพเมืองปัตบองแตกเข้ามาก็พากันกลับไปเมืองโพธิสัตว์ แจ้งแก่พระยาสวรรคโลกทุกประการพระยาสวรรคโลกแจ้งดังนั้น ก็บอกหนังสือส่งตัวพระยาเขมรทั้งปวงเข้าไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี แล้วจึ่งปรึกษานายทัพนายกองว่า พระยามโนไมตรีมิได้แต่งกองทัพออกรับที่กล้าและซุ่มกองโจร ดูกำลังก่อนและให้ข้าศึกเข้ามาถึงเมือง จนเสียครอบครัวยับเยิน ข้าศึกก็มีใจกำเริบหนักขึ้น จะเอาเป็นอย่างมิได้ เราจะยกออกไปรับกลางทางนายทัพนายกองก็เห็นด้วย พระยาสวรรคโลกก็ให้ผ่อนครอบครัว ออกเสียจากเมือง แล้วก็ยกออกไปตั้งรับลำน้ำลงกูบ เอาน้ำไว้ หลังหมายจะมิให้ข้าศึกอาศัยได้ จึ่งแต่งเป็นกองโจรออกกองละ ๕๐๐ แล้วสั่งว่า ได้ทีก็ทำ ถ้ามิได้ทีให้เลิกเข้าป่า ถ้าเห็นข้าศึกหนักเหลือกำลังให้ลาดถอยเข้ามา เราจึ่งจะยกออกยอ กองโจรก็ไปตามพระยาสวรรคโลกสั่ง

ฝ่ายพระราชมานู ครั้นพระยานครนายกอยู่รักษาเมืองปัตบองแล้ว ก็กราบถวายบังคมลายกเข้าไปเมืองโพธิสัตว์ กองทัพหลวงก็เสด็จตามเข้าไปทัพหน้าพระราชมานูยกเข้าไปถึงตำบล หนองจอก ฝ่ายเขมรกองโจรก็ออกรบ ทัพหน้าก็ตีแตก แต่เขมรรับรายทางเข้าไปถึง๖ตำบลพลเขมรต้องศัสตราวุธป่วยตายเหลือกำลังแล้ว ก็ถอยเข้าไปหาทัพใหญ่ พระราชมานูและกองพระราช มานูก็ยกทหารหนุนเนื่องกันเข้าไป

ฝ่ายพระยาสวรรคโลกให้ตีฆ้องกลองสัญญา โบกธงยก ทหารออกไปรับ ได้รบกันกับทัพหน้าพระราชมานูจนถึงตะลุมบอนฟันแทง พระราชมานูเห็นดังนั้นก็แยกทหารแผ่ออกตีประดาเข้าไปทัพเขมรรับที่กล้าไม่อยู่ ก็แตก ล้มตายป่วยเจ็บเป็นอันมาก พระยาสวรรคโลกขึ้นช้างข้ามน้ำหนีไป ได้ช้างพลายพัง ๕๐ ช้าง * ม้า๑๐๐ กับเครื่องศัสตราวุธ จับได้เขมรเป็นอันมาก แล้วยกตามเข้า ไป ได้เมืองโพธิสัตว์ ก็บอกลงไปถึงทัพหลวง

สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าดีพระทัย เสด็จพระราชดำเนิน ยกเข้ามาตั้ง ณ เมืองโพธิสัตว์ ฝ่ายพระราชมานู นายทัพนายกอง เข้ามาเฝ้าพระบาทยุคล ทูลถวายเครื่องศัสตราวุธทั้งปวงและเขมรเชลยทั้งปวง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการสั่งให้ พระยาปราจีนกับพล ๓,๐๐๐ ตั้งอยู่รวบรวม เสบียงอาหาร ณ เมืองโพธิสัตว์ และตรัสปรึกษาราชการแก่สมเด็จพระอนุชาธิราชว่าเมืองโพธิสัตว์ปัตบองเราก็ได้แล้ว แต่เมืองบริบูรณ์นั้นพระยาละแวกให้น้องออกมาตั้งรับ รี้พลก็มากเห็นจะพร้อม ๓ประการทั้งอาชาก็จะกล้า ทหารก็จะแข็งมือ เครื่องศัสตราอาวุธก็จะพร้อม ถึงกระนั้นก็ดี อุปมาเหมือนพระยานคราช ถึงแม้นมาตรมีเดชานุภาพมากก็ดี หรือจะอาจมาทานกำลังพระยาครุฑได้ เราจะหักเอาให้ได้แต่ในพริบตาเดียว ตรัสเท่าดังนั้นแล้ว ก็สั่งให้ทัพหน้าเร่ง ยกล่วงเข้าไป อย่าให้พลทหารคั่งกัน

ครั้นเพลาตี ๓ ยาม ได้เพชรฤกษ์ พระจันทร์ทรงกลดส่องสว่าง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ทรงเครื่องสำหรับพิชัยยุทธเสร็จ ก็เสด็จยกพยุหโยธาทัพจากเมืองโพธิสัตว์

ฝ่ายพระยาสวรรคโลก นายกอง ซึ่งแตกมานั้น ก็ไปถึงเมืองบริบูรณ์ เข้าเฝ้าพระศรีสุพรรณมาธิราช ทูลแจ้งข้อราชการซึ่ง ได้รบเสียทุกสิ่งทุกประการ พระศรีสุพรรณมาธิราชได้แจ้งดังนั้นก็ตกพระทัย จึ่งแต่งตระเวนเป็นเสือป่าแมวเซา ผลัดเปลี่ยนออกไป ลาดคอยดูข้าศึก ทั้งให้จุดเผาข้าวต้นในท้องนาเสีย แล้วบอกข้อ ราชการขึ้นไป ณ กรุงกัมพูชาธิบดี

ฝ่ายพระยาละแวกแจ้งว่า เมืองโพธิสัตว์ ปัตบอง เสียแก่ข้าศึกแล้ว ก็เสียพระทัย จึ่งสั่งให้พระยาราชนเรศร์คุมพล ๑๐,๐๐๐ ยกไปช่วยเมืองบริบูรณ์

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า เสด็จยกพยุหบาตราทัพ รอนแรมตามทางมา ๓ คืน ก็ถึงชายป่าทุ่งนาเมืองบริบูรณ์ กองหน้าพบเขมรตระเวนเข้า ได้รบยิงกัน เขมรแตกวิ่งเข้าเมือง พระศรีสุพรรมาธิราชแจ้งดังนั้นตรัสว่า ศึกไทยได้ทียกเข้ามา ครั้นจะแต่งกองทัพออกรับ เกลือกรับมิอยู่ ทหารก็จะเสียใจ ประการหนึ่ง ก็ยังซุ่ม * กันอยู่ ต่อเมื่อใดแผ่บางออกแล้ว เราจึ่งจะยกออกตีทีเดียว ให้ตรวจตรารักษาหน้าที่เชิงเทินไว้ให้มั่นคง อย่าให้ข้าศึกเข้าแหกเอาได้ ตรัสเท่าดังนั้นแล้ว ก็มิได้แต่งออกรบ

ฝ่ายสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า เห็นทัพเขมรมิได้ยกออกรบ พระองค์ก็มิได้ยั้งทัพ จึ่งมีพระราชบริหารกำหนดให้นายทัพนายกองเข้าล้อมเมือง รบหักเอาให้ได้ในเพลานี้

ฝ่ายนายทัพนายกองทั้งปวงก็แบ่งปันกันเป็นหน้าด่าน ยก ล้อมโอบรบเข้าไป ฝ่ายเขมรก็รบยิงธนู หน้าไม้ ปืนไฟออกมา เป็นสามารถ กองทัพไทยก็มิได้ถอย ขุดมูลดินเป็นสนามเพลาะบังตัวรุกเข้าไป พอเพลาพลบค่ำก็ประจบกัน ที่ชิดก็เข้าถอนขวากหนาม ปีนค่าย เย่อค่าย ฟันค่าย จนถึงได้ฟันแทงกัน

ฝ่ายพระศรีสุพรรมาธิราชเห็นศึกหนักเหลือกำลัง (จะรับ มิอยู่ขึ้นช้างพระที่นั่งได้ทหาร ๑๐,๐๐๐ ก็แหกออกไป ทัพไทยก็) ** เข้าเมืองได้ไล่ฟันแทงเขมรเจ็บป่วยล้มตาย กองทัพเขมรก็ หนีระบาดกันออกทุกหน้าที่ กองทัพไทยจับได้พระยาเสนาบดี เจ้าเมืองบริบูรณ์ พระ หลวง ขุน หมื่น ไพร่เขมร ปืนใหญ่น้อย เครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก ได้ช้างพลายพังใหญ่น้อย ๗๕ ช้าง ม้า๒๐๐เศษ

ฝ่ายพระศรีสุพรรรมาธิราชแต่ออกจากค่ายได้ มิได้ยั้งพลรีบเดินไปในเพลากลางคืน ถึงตำบลบ้านพังรอ พบทัพพระยา ราชนเรศรซึ่งพระยาละแวกให้ออกมาช่วย ก็พากันถอยเข้าเมือง ขึ้นเฝ้าแจ้งราชการแก่พระยาละแวกทุกประการ พระยาละแวกได้ ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระโกรธตรัสคาดโทษพระศรีสุพรรมาธิราชและนายทัพนายกอง แล้วจึ่งให้ตรวจตราป้อมค่าย ผู้รักษาหน้าที่ เชิงเทินหอรบชั้นนอก ซ่อมแซมขวากหนาม เอาปืนใหญ่ขึ้นใส่ ป้อมและประตูเมือง หน้าที่นั้นห่าง ๑๐ วา ไว้ปืนหลักแก้วกระบอกหนึ่ง ถัดเชิงเทินเข้ามา ไว้กองหนุนกองละ ๓๐๐ ห่างกัน ๓เส้น เชิงเทินชั้นกลางนั้น กองขัน ๔ กอง กองละ ๓,๐๐๐ ให้พระศรีสุพรรมาธิราชผู้เป็นพระอนุชาอยู่ด้านเหนือ พระราชบุตรอยู่ด้านใต้ เจ้าฟ้าทะละหะอยู่ด้านตะวันออก พระยาราชนเรศรอยู่ด้านตะวันตก เชิงเทินชั้นในไว้กองใหญ่ ๔ กอง กองละ ๕,๐๐๐ในกระบวนทัพหลวง แล้วแต่งหนังสือให้พระยามนตรีเสนาหาถือไปเมืองญวน ขอกองทัพมาช่วย

ครั้นเพลาอุษาโยค พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้ง สองพระองค์ เสด็จออกพร้อมด้วยมุขอำมาตย์ ราชปโรหิตนายทัพนายกอง กราบถวายบังคมเฝ้าบาทยุคลเกลื่อนกลาด พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึ่งสั่งให้คุมเอาตัวพระยาเสนาธิบดีเจ้าเมืองบริบูรณ์ พระ หลวง ขุน หมื่น นายทัพ นายกองเขมรเข้ามา หน้าพระที่นั่ง ให้ถามข้อราชการในเมืองละแวก พระยาเสนาบดี พระ หลวง หมื่น นายทัพนายกองทั้งปวงก็ให้การเสร็จสิ้นทุกประการ จึ่งมีพระราชโองการให้พระวิเศษ เมืองฉะเชิงเทราเป็นพระยาวิเศษ ให้เป็นนายกองทัพ คุมพล ๓,๐๐๐ ตั้งอยู่ ณ เมืองบริบูรณ์ ปลูกยุ้งฉางรวบรวมเสบียงอาหารไว้เสร็จ แล้วเสด็จพระราชดำเนินยกพยุหบาตราทัพโดยลำดับมารควิถี ๒ คืนก็ถึงกรุงกัม พุชประเทศ ทัพหลวงตั้งค่ายมั่นไกลเมืองทางประมาณ ๗๐ เส้น ตรัสให้นายทัพนายกองตั้งค่ายล้อมประชิดเมือง ให้พระราชมานู อยู่ด้านตะวันตก พระยาศรีราชเดโชอยู่ด้านใต้ พระยาท้ายน้ำอยู่ด้านตะวันออก พระยามหาโยธาอยู่ด้านเหนือ ขณะเมื่อทัพ หลวงตีค่ายรายทางเข้ามาถึงเมืองโพธิสัตว์นั้น กองทัพพระยาราช วังสันเข้าตีได้เมืองพุทไธมาศ พระยาจีนจันตุ แม่ทัพเขมรตายในที่รบ แล้วยกเข้ามา ณ ปากกะสัง ได้รบกับกองทัพเรือพระยาภิมุขวงศา*

ฝ่ายกองทัพพระยาเพชรบุรีเข้าตีเมืองป่าสัก ได้รบกับกองทัพเรือพระยาวงศาธิราช กองทัพเขมรแตก พลเขมรจมน้ำตายเป็นอันมาก พระยาวงศาธิราชก็ต้องปืนใหญ่ตาย กองทัพไทยได้ เมืองป่าสักกับสำเภาจีนลูกค้า ๑๕ ลำ สลุบฝรั่ง ๒ ลำ เรือรบเรือไล่ ปืนใหญ่น้อย เครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก พระยา เพชรบุรีก็ยกรุดตามขึ้นมาถึงปากกะสัง เห็นกองทัพพระยาราชวังสันกับเขมรยังรบกันอยู่ พระยาเพชรบุรีก็ยกตีกระหนาบเข้าไป กองทัพเขมรทานมิได้ก็แตก พระยาราชวังสันกับพระยาเพชรบุรี ๒ ทัพ บรรจบกันเข้า รีบยกขึ้นมาตีได้เมืองจัตุรมุข แล้วยกขึ้นไปบรรจบกองทัพหลวง ณ เมืองละแวก

ฝ่ายกองทัพเจ้าพระยานครราชสีมา ซึ่งตีเมืองนครเสียม ราบฟากทะเลสาบตะวันออก ก็ยกมาตั้งค่ายมั่นที่กะพงสวายพร้อมกันกับกองทัพเรือ พระยาเพชรบุรี พระยาราชวังสัน พระยานคร ราชสีมา พระยา พระ หลวง ขุน หมื่น เมือง นายทัพ นายกองก็พากันขึ้นไปเฝ้าพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ ค่ายเมืองละแวก กราบทูลซึ่งได้รบรายทางและได้สำเภาจีน สลุบฝรั่ง เครื่องศัสตราวุธ ปืนใหญ่น้อยเสร็จสิ้นทุกประการ พระบาทสมเด็จพระ พุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระโสมนัส จึงมีดำริการที่จะเข้าหักเมือง แล้ว มีพระราชโองการสั่งนายทัพนายกองค่ายล้อมทั้งปวง ให้เร่งเดินค่ายประชิดไปให้ไกลห่างเมืองเส้นหนึ่ง (และ) ๓๐ วา ให้ตั้งค่ายป้อมพูนดินทั้ง ๔ มุม มุมละ ๒ ด้าน เอาปืนใหญ่ทัพเรือขึ้นจังกายิงกวาดตามเชิงเทิน บรรดาประตูเมืองนั้นก็ให้ตั้งป้อมปืนใหญ่ขึ้นยิงด้วย หน้าที่ใดทหารบางอยู่นั้น ให้กองทัพเรือ กอง ทัพเมืองนครราชสีมายกมาบรรจบเร่งทำการให้แล้วพร้อมแต่ใน๓ วัน (ถ้าผู้ใดมิแล้วตามกำหนดจะตัดศรีษะเสีย) *

ฝ่ายนายทัพนายกองกลัวพระราชอาญา กราบถวายบังคมแล้ว ก็เร่งทำตามพระราชบัญชาทั้งกลางวันกลางคืน พระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจึ่งให้แต่งเป็นหนังสือว่า หนังสือเราผู้ เป็นนายพลากรทหารทัพหน้า อันเป็นสวามิประวาสบาทมุลิกากรบวรรัตนามาศ ดุจหนึ่งจักรแก้วอันอยู่เบื้องบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา อันพระบุญเดชากมากดุจดวง พระทินกรส่องโลก มายังพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี ซึ่งเป็นใหญ่ ในกรุงกัมพูชาประเทศ แต่ก่อนกรุงกัมพูชาธิบดีเคยถวาย หิรัญสุวรรณมาลาเครื่องราชบรรณาการ สองพระนครก็เป็นสุวรรณปัถพีเดียวกัน สมณชีพราหมณาอาณาประชาราษฎรก็ได้ความสุขานุสุขเป็นไฉนพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีมิได้ตั้งอยู่ในสัตยานุสัตย์ คิดอหังการกลับเป็นปัจจามิตรให้เคืองใต้บาทยุคล เอาโลหิตมาเป็นน้ำล้างดาบทหารไทย จะให้เหลืออยู่แต่น้ำกับฟ้า ป่ากับดินนี้ ก็ดูมิควร บัดนี้ก็เสด็จพระราชดำเนินมาถึงพระนครแล้ว อันจะได้ชัยชำนะและมิได้ชัยชำนะนั้น พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีหาเข้าพระทัยไม่หรือให้ออกมากราบถวายบังคมพระบาทยุคล ถวายเศวตบวรฉัตรเห็นชีวิตจะยืนยาวไปได้ หรือหมายจะได้ชัยชำนะก็ให้เร่งยกพยุหโยธา ออกมาสงครามกันดูเล่นเป็นขวัญตา ถ้ามิออกมาใน ๓ วัน พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวจะให้ทหารเข้าพลิกแผ่นดินเสียแต่ในพริบตาเดียว

ครั้นแต่งเสร็จแล้ว ก็ให้พระยาเสนาบดี เจ้าเมืองบริบูรณ์กับพระยาเขมร ซึ่งทัพเรือจับได้มานั้นถือเข้าไป พระยาเขมรทั้งปวงกราบถวายบังคม แล้วก็นำหนังสือเข้าไปถวายแก่พระยาละแวกแล้วทูลทั้งได้รบทั้งบกทั้งเรือเสร็จสิ้นทุกประการ พระยาละแวกได้ แจ้งในหนังสือและเสียงกองทัพเรือ ก็เสียพระทัยนัก จึ่งตรัสว่าไอ้เหล่านี้ให้ออกไปรบศึก กลับเป็นพวกปัจจามิตร เป็นทูตถือหนังสือเข้ามาอีกเล่า โทษมันถึงตาย ให้เอาไปจำมั่นไว้ ตรัสเท่าดังนั้นแล้วก็เสด็จเลียบพระนคร ทอดพระเนตรเห็นกองทัพไทย เดินค่ายประชิดเข้ามาใกล้ จึ่งบัญชาสั่งให้จุดปืนใหญ่น้อยยิงระดมออกไปต้องพลข้าศึกตายเจ็บก็มาก ทำการเข้าไปมิได้ พระราชมานู พระยาศรีราชเดโช พระยาท้ายน้ำ พระยามหาโยธา เห็นดังนั้นให้ขุดดินถมขึ้นบังตัวเดิน เขมรยิงออกมาไม่ถูก แล้วเร่งให้ถมมูลดินเป็นป้อมขึ้นสูงกว่าค่ายเมือง เอาปืนใหญ่ขึ้นจังกา ๒ วัน ๒ คืน ก็เสร็จ

ฝ่ายพระยาละแวกเห็นดังนั้นก็ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองสูงขึ้น เป็นค่ายบังตาข้าศึกหลังเชิงเทินนั้น ๓๐ * วา ให้ชักปีกกาแล้วไว้ ประตูลับและเป็นช่องเดิน เสียงหน่วยปืนใหญ่ยิงตอบโต้กันมิได้ขาดทั้งกลางวันกลางคืน พลเขมรซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินนั้น ต้องปืนเจ็บป่วยล้มตายเป็นอันมาก

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เห็นการพร้อมพอจะหักเอาเมืองได้ จึ่งให้โหรหาฤกษ์วันศุกร์ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอกฉศก เพลา ๑๐ ทุ่ม ๕ บาท จึ่งดำรัสพระราชกำหนดให้พระราชมานูขี่ช้างพลายจู่โจมทัพ คุมทหาร ๓,๐๐๐ เข้าโดยถนนประตูด้านตะวันตก ให้พระยาท้ายน้ำขี่ช้างพลายมารประลัย คุมทหาร ๓,๐๐๐ เข้าโดยถนนประตูด้านตะวันออก ให้พระยามหาโยธาขี่ช้างพลายไฟภัทกัล์ป คุมทหาร ๓,๐๐๐ เข้าโดยถนนประตูด้านเหนือ ช้างนั้นให้ใส่หน้าร่าห์ เกือกเหล็ก ทหาร ๑๒,๐๐๐ ให้ใส่เกือก เสื้อ หนัง หมวกหนัง ฝ่ายค่ายประชิดทั้งปวงนั้น ให้ระดมจุดปืนใหญ่เข้าไปตามประตู และกวาดเชิงเทินแต่ตี ๓ ยามไปกว่าจะถึงฤกษ์ อย่าให้พลเขมรยกมาช่วยกันถนัดได้แต่ทว่าเป็นเพลากลางคืนเห็นจะไม่พร้อม ให้คอยดูดวงพลุและฟังเสียงฆ้องกลองแตรสังข์เป็นสำคัญ ฤกษ์แล้วให้ยกทหารเข้าหักเอาเมืองให้ได้จงทุกด้าน ถ้า ผู้ใดมิเข้าได้จะตัดศีรษะเสียบเสีย นายทัพนายกองทั้งปวงแจ้งพระ ราชกำหนด กราบถวายบังคมแล้วก็ไปเตรียมการตามรับสั่ง ครั้น เพลา ๓ ยามเจ้าหน้าที่ทั้งปวงก็ระดมปืนเข้าไปในเมือง ต้องพล เขมรป่วยเจ็บล้มตายเป็นอันมาก

ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงเครื่องสำหรับขัตติยราชรณยุทธ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ทรงพระยา ไชยานุภาพเป็นพระคชาธาร สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร พร้อมด้วยโยธาทวยหาญ เสร็จ เสด็จมายืนช้างพระที่นั่งตรงประตูอุดรทิศหน้าที่พระยามหา โยธา ได้เพชรฤกษ์ จึ่งให้ประโคมฆ้องกลองแตรสังข์ จุดเพลิงพลุขึ้นเป็นสำคัญ พลทหารทั้ง ๔ ด้านเห็นสำคัญก็โห่ขึ้นพร้อมกันพระยามหาโยธา พระยาศรีราชเดโช พระยาท้ายน้ำ พระราชมานูก็ขี่ช้างนำหน้ายกทหารเข้าไปจะทำลายประตูเมืองเขมรซึ่งรักษาหน้าที่ริมประตู และรักษาประตู ก็ยิงธนูหน้าไม้ปืนใหญ่น้อยออก มาทั้ง ๔ ด้าน พลทหารไทยเจ็บป่วยล้มตายก็มิได้ถอย พระยามหาโยธาก็ขับช้างเข้าให้แทงประตู ถีบประตูเป็นสามารถ พอรุ่งขึ้น เป็นวันเสาร์ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๕ ศักราช ๙๔๖ ปีวอก ฉศก ประตูก็พังลง ทหารไทยก็เข้าเมืองได้ ไล่ฆ่าฟันเขมรตายเป็นอันมาก เขมรกองขันกองกลางทั้งสองชั้นก็มิได้รบ ทิ้งเครื่องศัสตรา วุธเสีย หนีกระจัดกระจายออกจากเมืองบ้าง ไปหาครอบครัวบ้าง พระราชบุตรนั้นก็หนีไปด้วย จับได้พระยาละแวกกับพระศรี สุพรรมาธิราช พระญาติประยูรวงศา สนมกรมใน ท้าวพระยาพระเขมร ครอบครัวพลเมืองเป็นอันมาก พลทหารก็กุมเอาพระยาละแวกพันธนาการมาถวาย

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวแย้มพระโอษฐ์ แล้วมีพระราชโองการตรัสถามพระยาละแวกว่า ท่านเป็นกษัตริย์ขัตติยราชดำรงแผ่นดินกัมพูชาธิบดี มีกุรุราชแว่นแคว้นขัณฑเสมา ฝ่ายกรุงพระ มหานคร ศรีอยุธยาก็มีประจันตชนบทเป็นแว่นแคว้น และสองพระนครนี้ก็เป็นราชธานีใหญ่ ถ้าจะใคร่ได้สมบัติในพระนครศรีอยุธยา แผ่เสมามณฑลให้กว้างขวาง เหตุไฉนจึ่งมิยกเป็นพยุหโยธาไป กระทำสงครามให้ต้องทำนองขัตติยราชรณยุทธ อันเป็นที่บันเทิง ฤทัยกษัตราธิราชแต่ก่อน จึ่งคอยแต่ข่าวศึกกรุงหงสาวดีมาติดพระ นครศรีอยุธยาครั้งใด ก็มีแต่ยกพลไปพลอยซ้ำเติมตีเอาเมืองชนบทประเทศกวาดเอา (ครัว) อพยพมาเมืองทุกครั้ง ทำศึกดุจกาอันลอบลักฟองสกุณปักษาฉะนั้น ควรด้วยพระราชประเพณีแล หรือประการใดก็ครั้งนี้ถึงซึ่งอัปราชัยแก่เราแล้ว จะคิดฉันใดเล่าให้ว่าไปตามสัตย์ตามจริงจะได้เป็น (เยี่ยง) อย่างกษัตริย์ไปภายหน้า

พระยาละแวกกราบถวายบังคมแล้วทูลว่าซึ่งข้าพระองค์เป็นคนโลภเจตนา มิได้กระทำสงครามตามประเพณีกษัตริย์ ไปลักเลียบกระทำเสี้ยนหนามแก่พระนครศรี อยุธยานั้น โทษถึงตาย ถ้าพระองค์พระราชทานชีวิตไว้ กรุงกัมพูชาธิบดีจะได้เป็นข้าขัณฑเสมากรุงเทพมหานครถ้ามิเลี้ยงก็จะก้มหน้าตาย

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟังคำพระยาละแวกดังนั้น จึ่งตรัสว่า เราออกวาจาไว้แล้วว่า ถ้ามีชัยแก่ท่าน เราจะทำพิธี ปฐมกรรม เอาโลหิตท่านล้างบาทาเสียให้จงได้ ท่านอย่าอาลัยแก่ชีวิตเลย จงตั้งหน้าหาความชอบในปรโลกนั้นเถิด บุตรภรรยาญาติพี่น้องประยุรวงศา เราจะเลี้ยงไว้ให้มีความสุขดุจแต่ก่อนตรัสเท่าดังนั้นแล้ว ก็มีพระราชบริหารสั่งมุขมนตรีให้ตั้งการพระราชพิธีปฐมกรรมโดยสาตร พระโหราธิบดี ชีพ่อพราหมณ์ ก็จัด แจงการนั้นเสร็จ จึ่งเชิญเสด็จสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้น บนเกย เจ้าพนักงานองครักษ์เอาตัวพระยาละแวกเข้าใต้เกย ตัดศีรษะเอาถาดทองรองโลหิตขึ้นไปชำระพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระโหราธิบดีลั่นฆ้องชัย ชีพ่อพราหมณ์เป่าสังข์ ประโคมดุริยดนตรี ถวายมุรธาภิเษก ทรงอาเศียรพาทโดยสาตรพิธีเสร็จ เสด็จเข้าพลับพลา

รุ่งขึ้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงเครื่องสำหรับราชรณยุทธ สมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้า ทรงม้าพระที่นั่งราชพาหนะสูง ๓ ศอกคืบ ๒ นิ้ว สมเด็จพระเอกาทศรถทรงม้าพระที่นั่ง สูง ๓ ศอกคืบ พร้อมด้วยม้าเสนางคนิกรโยธาหาญ แห่โดยกระบวนซ้ายขวาหน้าหลัง เศวตฉัตรบังพระสุริย ชุมสาย พัด โบก พัชนี มีฆ้องกลองแตรสังข์ประโคมนฤนาท พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวพระราชดำเนินเข้าไปเลียบพระนคร ครั้นเพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกา เสด็จกลับยังค่ายหลวง มีพระราชโองการสั่งเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงว่า บุตรภรรยาญาติวงศ์พระยาละแวกและสมัครพวกครัวอพยพซึ่งจับไว้ได้นั้น มากน้อยเท่าใด ให้มารวมไว้ ให้นายทัพนายกอง ๆ หลังคุมล่วงไปก่อน ๗ วัน ทัพหลวงจึ่งจะเลิกไป ท้าวพระยาทั้งหลายรับพระราชโองการแล้ว ก็มาตรวจจัดครอบครัวพระยาละแวกและไพร่พลในเมืองซึ่งได้ไว้นั้น เป็นคนอพยพ ๓๐,๐๐๐เศษ แล้วแต่งกองหลังคุมล่วงไปโดยพระราชบัญชา

ครั้นกองทัพคุมครอบครัวยกไปได้ ๗ วันแล้ว ครั้น ณ วันอังคาร แรม ๕ ค่ำ เดือน ๕ เพลา ๑๑ ทุ่ม ๕ บาท สมเด็จพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงเครื่องอลังการสรรพาภรณ์บวรวิภูษิตสรรพเสร็จ สมเด็จพระนเรศวรบรมบพิตรเป็นเจ้า ทรงพังเทพลีลา ผูกพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ สมเด็จพระเอกาทศรถ ทรงพังเทพาลีลาศ ผูกพระที่นั่งหลังคาทองอลงกตด้วยเครื่องอภิรุมชุมสายพรายพรรณ บังระวิวรรณบังแทรกสลอนสลับสรรพด้วยโยธาหาญแห่รวดริ้วระยะกันกงพร้อมเสนางคพยุหดูมหึมาดาดาษ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้ง สองพระองค์ เสด็จจากกรุงศรียโสธรนครอินทรปัตถกุรุรัตนราชธานี ฝ่ายทัพพระยานครราชสีมา ก็เลิกกลับไปโดยทางนครเสียมราบ แต่ทัพเรือนั้นรั้งอยู่ ๒ วัน จึ่งล่องตามไปทางชลมารค ออกปากน้ำเมืองพุทไธมาศสิ้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จรอนแรมมาโดยมารควิถีสิ้นแดนกัมพุชประเทศ ทัพรายทางนั้นก็เลิกโดยเสด็จมาเป็นกระบวนหลัง สิ้น ๑๓ วันทัพหลวงก็เสด็จถึงกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา และบุตรภรรยาญาติวงศ์พระยา ละแวก และครัวพระยาเขมรมีชื่อนั้น ก็ทรงพระกรุณาให้จัดแจงตั้งบ้านเรือน แล้วพระราชทานเครื่องอัญมณีทั้งปวงโดยสมควร

ครั้นนายทัพนายกองทัพบกทัพเรือถึงพระนครพร้อมเสด็จ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็พระราชทานบำเหน็จรางวัลโดยความ ชอบ แต่พระราชมานูนั้น ให้เป็นที่เจ้าพระยาอัครมหาเสนาธิบดีสมุหพระกลาโหม พระราชทานพานทอง เต้าน้ำทอง เจียดทองซ้ายขวา กระบี่ฝักทอง เครื่องอุปโภคเป็นอันมากโดยถานาศักดิ์

ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีจอ อัฐศกกรมการเมืองกุยบุรีบอกมาว่า พระยาศรีไสณรงค์ซึ่งให้ไปรั้งเมืองตะนาวศรีเป็นกบฏ โกษาธิบดีกราบทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณายังแคลงอยู่ จึงโปรดให้มีตราแต่งข้าหลวงออกไปหาพระยาตะนาวศรีก็มิมา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระพิโรธ จึ่งให้สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้า เสด็จพระราชดำเนินยกทัพออกไป และทัพสมเด็จพระอนุชาธิราชเสด็จออกไป ครั้งนั้น พล ๓๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๕๐๐ ทัพปากใต้เมืองไชยา เมืองชุมพร เมืองคลองวาน เมืองกุย เมืองปราณเมืองเพชรบุรี ๖ เมืองคน ๑๕,๐๐๐ ชุมทัพตำบลบางสะพาน เดินทัพทางสิงขร ฝ่ายพระยาตะนาวศรีรู้ว่าสมเด็จพระเอกาทศรถอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินยกออกมา ก็ คิดเกรงพระเดชเดชานุภาพเป็นอันมาก จะหนีก็เห็นจะหนีไม่พ้น จะแต่งทัพออกรับก็เหลือกำลัง จนความคิดแล้วก็เร่งรักษามั่นไว้

ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จถึงเมืองตะนาวศรี สั่งให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้โดยรอบ แต่ทัพหลวงนั้นตั้งไกลเมือง ๕๐ เส้นจึ่งทรงแต่งเป็นหนังสือรับสั่งเข้าไปว่า พระยาตะนาวศรีเป็นข้าหลวงเดิมสัตย์ซื่อมั่นคง ได้ทำราชการโดยเสด็จงานพระราชสงคราม (ความ) ชอบแต่หลังมากมายนัก ซึ่งทรงพระกรุณาให้กินเมือง ตะนาวศรีนี้ ยังหาความชอบไม่อีก แต่จำเป็นด้วยเหตุว่าเมืองตะนาวศรียังเป็นหน้าศึก ครั้นจะให้ผู้อื่นมาอยู่ มิวางพระทัย จึ่ง พระยาศรีไสณรงค์ออกมาอยู่ต่างพระเนตรพระกรรณเนื้อความข้อนี้ก็ย่อมรู้อยู่แก่ใจ และซึ่งข่าวเข้าไปว่าพระยาตะนาวศรีคิดการกบฏ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ยังไม่เชื่อ จึ่งมีตราออกมาให้หา ก็มิมาเฝ้า เนื้อความจึ่งมากขึ้นตรัสให้เรามานี้ความเมตตาหนักอยู่ พระยาตะนาวศรีผิดแต่ครั้งเดียวดอก ให้ออกมาหาเราเถิดจะกราบทูลขอโทษไว้ครั้งหนึ่ง ถ้าจะมาก็ให้มาในวันนี้ถ้ามิมาเห็นว่าจะรับทัพเราได้ ก็ให้แต่งป้องกันเมืองให้มั่นคง พระยาตะนาวศรีแจ้งในหนังสือดังนั้น จึงคิดว่า เราทำการล่วงเกินผิดถึงเพียงนี้แล้ว และซึ่งมีหนังสือรับสั่งมาทั้งนี้เป็นอุบายศึก ออกไปก็ จะตาย ผิดชอบก็จะอยู่สู้ไป ถึงจะตายก็จะได้ปรากฏชื่อไว้ภายหน้า พระยาตะนาวศรีก็มิได้ออกมา

เพลารุ่งแล้วนาฬิกาหนึ่ง สมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จทรงเครื่องอลังการประ ดับสำหรับพิชัยยุทธเสร็จ เสด็จทรงเจ้าพระยาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร พร้อมด้วยท้าวพระยาพลทวยหาญเป็นขนัดแน่นเสโล โตมรมาศดูพันลึก ทั้งทวนทองธงทิวเป็นถ่องแถวไสว อำไพ ด้วยมหาเศวตฉัตร กลิ้งกลดบดบังทินกร บวรบังแทรกชุมสายพรายพรรณดาษดา ศัพท์โกลาหลกึกก้องกลองชนะแตรสังข์สนั่นนฤนาท พระบาทสมเด็จกรีทัพพลทอดพระเนตรดูท่วงที * ซึ่งจะให้พลทหารเข้าปีนเมือง

ฝ่ายพระยาตะนาวศรีออกมายืนถือหอก กั้นสัปทนอยู่บนเชิงเทิน และเห็นพลสมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าดุจน้ำอันไหลหลั่งถั่งมาเมื่อวสันตฤดู แล้วได้ยินเสียงปี่กลองสังข์ (ก็) ตกใจตะลึงไปหอกพลัดตกจากมือมิได้รู้ บ่าวไพร่ทั้งปวงเห็นดังนั้นก็เสียงใจ พูดเล่ากันต่อไปว่า นายเราเห็นจะป้องกันเมืองไว้มิได้พลทหารทั้งปวงก็ยิ่งครั่นคร้ามพระเดชเดชานุภาพเป็นอันมาก

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จเลียบคูรอบเมืองตะนาวศรี เห็นหน้าที่ด้านทางอุดรทิศเข้าได้ เสด็จกลับมายังค่ายหลวงจึ่งมี พระราชกำหนดให้นายทัพนายกองบันได ๑๐๐ อัน ปลายบันไดนั้นให้ผูกพลุเพลิงพะเนียงจงครบ เพลาตี ๔ ทุ่ม *ถ้าได้ยินเสียงปืนใหญ่ ๓ นัดเป็นสำคัญแล้ว ให้เอาบันไดพาดจุดพลุพะเนียงปีนเอาเมืองให้ได้ ท้าวพระยามุขมนตรี นายทัพ นายกอง รับพระราชโองการแล้ว ก็มาจัดแจงการทั้งปวงไว้สรรพ กับพลทหารอาสา ๑,๐๐๐ ซึ่งจะเข้าปีนเมืองพร้อมเสร็จ ครั้นเพลา ๓ ยามสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นบนเกยคอยฤกษ์ เดชะพระบารมีสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ถ้าจะมีชัยแก่ข้าศึกประการใด ก็ให้เห็นศุภนิมิตประจักษ์ทุกครั้ง พอเพลาล่วง ๓ ยาม ๗ บาท พระสารีริก บรมธาตุใหญ่เท่าผลส้มเกลี้ยง เสด็จผ่านด้านเมืองตะนาวศรีมาแต่ทิศอุดรไปเฉียงอาคเนย์ พระรัศมีสว่างวาบไปทั้งอากาศและปัถพี สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเห็นดังนั้น ทรงพระปิติโสมนัส ทัศนัขสโมธารเหนือพระศิโรตม์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วสั่ง ปโรหิตาจารย์ทั้งหลายให้ประโคมแตรสังข์ ดุริยดนตรี ปี่พาทย์ฆ้องชัยในทันที ให้ฝรั่งแม่นปืนจุดจ่ารงค์คร่ำทองท้ายที่นั่ง ๓ บอก ไล่กันเป็นสำคัญ

ฝ่ายนายทัพนายกองได้ยินเสียงปืนใหญ่สำคัญ ก็ให้ทหารกรูกันเอาบันไดพาดกำแพงเมืองจุดพลุพะเนียงเสียงเป็นโกลาหล เจ้าหน้าที่เห็นดังนั้นก็ตกใจ จะออกยืนรบพุ่งก็ทนเพลิงมิได้ ทิ้งหน้าที่เสีย ฝ่ายทหารข้าหลวงก็เข้าเมืองได้ พอเพลารุ่งขึ้นก็กุมเอาตัวพระยาตะนาวศรี พันธนา (มา) ถวายบังคมยังค่ายหลวงสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยนยกหนึ่ง ๓๐ ที แล้วบอกข้อราชการเข้ามายังกรุงเทพมหานคร

สมเด็จพระนเรศวรบพิตรเป็นเจ้าตรัสได้แจ้งว่า สมเด็จพระอนุชาธิราชเจ้าได้เมืองตะนาวศรี แล้วจับได้พระยาศรีไสณรงค์ ดังนั้น ก็มีพระทัยปรีดา จึ่งทรงพระกรุณาให้มีตราตอบออกไปว่า อย่าให้ส่งเข้ามา ณ กรุงเลย ให้ตระเวนแล้วตัดศรีษะเสียบประจานไว้ ณ เมืองตะนาวศรี อย่าให้ผู้ใดดูเยี่ยงอย่าง และให้เอา พระยาราชฤทธานนท์เป็นเจ้าพระยาตะนาวศรี สมเด็จพระอนุชา เจ้าก็กระทำตามพระราชบัญชาสมเด็จพระเชษฐาทุกประการ ครั้น จัดแจงเมืองตะนาวศรีเป็นปรกติราบคาบแล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับมายังกรุงเทพมหานคร เฝ้าสมเด็จพระ บรมเชษฐา กราบทูลเสร็จสิ้นทุกประการ สมเด็จพระนเรศวร บรมบพิตรมีพระทัยโสมนัส ตรัสชมพระกฤษฎาธิการสมเด็จพระ อนุชาธิราชเจ้าเป็นอันมาก

ครั้น ณ วันอังคาร แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ มีหนังสือบอก พระยาจันทบุรี * ส่งตัวสมิงอุบากองซึ่งถือหนังสือเจ้าเมืองเมาะลำ เลิงเข้ามา สมุหนายกกราบบังคมทูล ในหนังสือนั้นว่า หนังสือพระยาพะโร เจ้าเมืองเมาะลำเลิง ขออวยศรีสวัสดิ์มาถึงพระยากาญจนบุรี ด้วยข้าพเจ้ากับพระยาลาวเจ้าเมืองเมาะตะมะเกิดมหากัลหะแก่กัน พระยาลาวจะยกมาตีเมืองข้าพเจ้า ข้าพเจ้าหาที่พึ่งมิได้ จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว อันมีบุญราศีกฤษฎาธิการมหึมา ดุจหนึ่งสมเด็จพระเจ้า มันธาตุราชจาตุรงค์ทิพยจักรพรรดิ อันมีพระราชเดชาวราฤทธิอาณาจักรอันแผ่ไปในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็น บริวาร เป็นฉัตรแก้วกั้นเกศ จะขอกองทัพยกไปช่วยกันเมืองพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ได้ทราบ ดังนั้น ทรงพระโสมนัสจึ่งพระราชทานเสื้อผ้าเงินตราแก่สมิงอุบากองโดยสมควร แล้วตรัสให้พระยาศรีไสละ * ถือพล ๒,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่องศัสตราวุธยกไป ณ เมืองเมาะลำเลิง ก็กลัวพระเดชเดชานุภาพ มิได้คิดอาฆาตต่อไป

ขณะเมื่อพระยาศรีไสละไปช่วยกันเมืองเมาะลำเลิงนั้นเจ้าฟ้าแสนหวีถึงแก่พิราลัย มีราชบุตรสององค์ แต่ต่างมารดา พี่น้องทำยุทธกัน ชิงราชสมบัติแก่กัน ผู้น้องสู้มิได้ กลัวพี่ชายจะฆ่าเสีย ครั้นรู้ว่ากองทัพไทยมาตั้งอยู่ ณ เมืองเมาะลำเลิง ก็พาพรรคพวกบ่าวไพร่ประมาณ ๑๐๐ เศษ หนีลงมาหาพระยาศรีไสละ ณ เมืองเมาะลำเลิง พระยาศรีไสละก็บอกส่งตัวเจ้าฟ้าแสนหวีมา ยังกรุงเทพมหานคร พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรงพระมหากรุณาภาพแก่เจ้าฟ้าแสนหวี แล้วพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคเป็นอันมาก เลี้ยงไว้โดยฐานาศักดิ์

ลุศักราช ๙๔๙ ปีกุน นพศก ราชบุตรนักพระสัตถาผู้ เป็นพระยาละแวก เมื่อสมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์เสด็จไปปราบ ขณะเมื่อทหารข้าหลวงเข้าเมืองละแวกในเพลากลางคืนนั้น ราชบุตรมาอยู่หน้าที่ ครั้นทัพไทยเข้าเมืองได้แล้ว ความกลัวก็มิได้ไปหาบิดา หนีออกจากหน้าที่กับบ่าวประมาณ ๓๐ คนเข้าป่าพากันหนีไปถึงแดนเมืองล้านช้าง ครั้นรู้ว่ากองทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินกลับไปกรุงเทพมหานครศรีอยุธยาแล้ว ก็พา กันกลับมาเมืองละแวก เสนาบดีที่เหลืออยู่กับสมณชีพราหมณาประชาราษฎร จึงพร้อมกันยกพระราชบุตรท่านขึ้นราชาภิเษก เป็นพระยาละแวกครอบครองแผ่นดินแทนพระบิดา พระยาละแวก ครั้นได้ครองสิริราชสมบัติแล้ว ก็อุตส่าห์บำรุงสมณพราหณาจารย์โดยยุติธรรมราชประเพณีมาได้เดือนเศษ จึ่งตรัสปรึกษาเสนาบดีกวีมุขทั้งหลายว่า แต่ก่อนมาพระบิดาเราไปกระทำเสี้ยนหนาม ต่อกรุงพระมหานครศรีอยุธยา มิได้เกรงพระเดชเดชา นุภาพ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์อันทรงอิศวรภาพ ดุจพระสุริยเทวบุตร จันทรเทวบุตร อันมีพระรัศมีสว่างทั่วโลกธาตุ ความพินาศฉิบหายจึ่งถึงพระองค์ และพระญาติประยูรวงศ์ในกรุงกัมพูชาธิบดี และครั้งนี้เราจะทำดุจพระบิดานั้นมิควร จำจะอ่อนน้อมขอเอาพระเดชเดชานุภาพพระเจ้ากรุงเทพมหานครศรีอยุธยา เป็นที่พึ่งที่พำนัก ความสุขสวัสดีจะได้มีแก่เรา ท่านทั้งปวงจะเห็นประการใด เสนาบดีมุขทั้งหลายกราบทูลว่า ซึ่งพระองค์ดำรัสนี้ ควรนัก ขอพระราชทานให้แต่งดอกไม้ทองเงินเครื่องราชบรรณา การ มีพระราชสาส์นไปอ่อนน้อมโดยราชประเพณีเมืองขึ้นเมืองออกกรุงเทพมหานคร แล้วความศรีสวัสดิพิพัฒนมงคลก็จะบังเกิดมีไปตราบเท่ากัลปาวสาน พระยาละแวกได้ฟังดังนั้น ยินดีนัก จึ่งให้แต่งดอกไม้ทองเงิน จัดเครื่องราชบรรณาการเป็นอันมาก แล้วแต่งลักษณะราชสาส์นให้ออกญาวงศาธิบดี พระเสนหามนตรีหลวง วรนายก เป็นทูตานุทูต จำทูลพระราชสาส์น คุมเครื่องราชบรร ณาการมา ครั้นถึงด่านปราจีนบุรี กรมการก็คุมทูตานุทูตเข้าไปยังกรุงเทพมหานคร เสนาบดีนำเอากิจจานุกิจกราบบังคมทูล พระ บาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวดำรัสให้เบิกทูตเฝ้า ณ มุขเด็จ หน้าพระที่นั่งมังคลาภิเษก ตรัสพระราชปฏิสันถาร ๓ นัด แล้ว พระ ศรีภูริปรีชาก็อ่านพระราชสาส์น ในลักษณะสาส์นนั้นว่า ข้าพระ องค์ผู้ครองอินทปัตถ์กุรุรัตนธานี ขอถวายบังคมแทบพระบวรบาทบงกชมาศ สมเด็จพระผู้จอมมงกุฎกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยามหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศมหาสถานด้วยพระบิดาข้าพระองค์มิได้รักษาขอบขัณฑเสมาโดยราชประเพณีกระทำพาลทุจริต มิได้รู้จักกำลังตนกำลังท่าน มาก่อเกิดเป็นปรปักษ์แก่กรุงเทพมหานคร อุปมาดังจอมปลวกมาเคียงเขาพระศรีเมรุราชบรรพต มิดังนั้นดังมฤคชาติตัวน้อย องอาจยุทธนาการด้วยพระยาราชสีห์อันมเหศรศักดานุภาพ ก็ถึงแก่การวินาศจากไอสุริยศวรรยานั้น ก็เพื่อผลกรรมอันได้กระทำมาแต่ก่อน และข้าพระองค์ครองแผ่นดินเมืองละแวกครั้งนี้ จะได้เอาเยี่ยงอย่างพระบิดานั้นหามิได้ จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ปกเกล้าปกกระหม่อม ดุจฉัตรแก้วแห่งท้าวพระมหาพรหม อันมีปริมณฑลกว้างขวางร่มเย็นไปทั้งจักรวาล ข้าพระองค์ขอถวายสุวรรณหิรัญรัตนมาลาบรรณการมาโดยราชประเพณีสืบไปตราบ เท่ากัลปาวสาน

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟัง ก็มีพระทัยเมตตา แก่พระสุธรรมราชา พระยาละแวกองค์ใหม่เป็นอันมาก สั่งให้ ตอบพระราชสาส์นไปว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะได้อาฆาตจองเวรแก่ราชบุตรนักพระสัตถาหามิได้ และซึ่งบิดาท่านเป็นไปจนถึง พิราลัยนั้น ก็เพื่อเวรานุเวรแต่อดีตติดตามมาให้ผลเห็นประจักษ์และให้พระยาละแวกองค์ใหม่นี้ครอบครองไพร่ฟ้าประชาราษฎรโดยยุติธรรมราชประเพณี พระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนนั้นเถิด แล้วสั่งให้เจ้าพนักงานตอบเครื่องราชบรรณาการ และพระราชทานเสื้อผ้าเงินตราแก่ทูตานุทูตโดยสมควร อยู่ ๓ วัน ทูตก็กราบถวายบังคมลาไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี

ครั้นเข้าเดือน ๕ ปีชวด สัมฤทธิศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสให้บำรุงช้างม้ารี้พลไว้ เดือน ๑๒ จะยกไปเมืองเมาะตะมะเมืองหงสาวดี ในเดือน ๕ นั้น มีหนังสือบอกพระยาศรีไสละเข้ามาว่า ซึ่งพระเจ้าแปรผู้เป็นราชนัดดาเสียทัพกลับไปเมืองหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีเอาโทษถอดเสียจากที่ฐานาศักดิ์ ไพร่พลรามัญซึ่งไปกับพระเจ้าแปรนั้น จับได้ใส่เล้าคลอกเสีย ที่แตกซ่านเซ็นไปภายหลังรู้เนื้อความดังนั้นกลัวตาย ก็มิได้เข้าเมือง คุมกันเป็นพวกเป็นเหล่าออกอยู่ป่าแต่งข้าหลวงไปจับก็ต่อรบและหัวเมืองทั้งปวงนั้นเห็นว่า พระเจ้าหงสาวดีถอดพระเจ้าแปรเสีย ก็เสียใจ พา กันกระด้างกระเดื่องเป็นอันมาก และกรุงหงสาวดีเสียแก่มอญกบฏ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ได้ทราบดังนั้น จึ่งพระราชทานพระราชอาญาสิทธิ์ให้เจ้าพระยาจักรีเป็นนายทัพ ยกพล ๑๕,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๐๐ ม้า ๒๐๐ ออกไปตั้งมั่นปลูกยุ้งฉางทำไร่นา ณ เมืองเมาะลำเลิงไว้ท่าทัพหลวง จึ่งดำรัสให้เจ้าฟ้าแสนหวีไปด้วยเจ้าพระยาจักรี แล้วเกณฑ์ทัพเมืองทวาย ๕,๐๐๐ ให้ขึ้นไป ตั้งตำบลเกาะพะรวกเมืองวังราว ขอบฝั่งชเลตะวันตก หนุนทัพเจ้าพระยาจักรี ๆ จะได้ใช้ราชการสะดวก และกองทัพพระยาศรีไสละ ให้เอาไว้แต่ตัวพระยาศรีไสละ กับพรรคพวกนั้นให้ กลับเข้ามารับราชการ ณ กรุง

ฝ่ายเจ้าพระยาจักรีกราบถวายบังคมลายกไปถึงเมืองเมาะ ลำเลิงแล้ว ตั้งค่ายขุดคู ปลูกยุ้งฉางกะเกณฑ์มอญชาวเมืองเมาะลำเลิง และไทยกองทัพทำไร่นา และตั้งทำเรือรบเรือไล่เป็นอันมาก พระยาศรีไสละกับพรรคพวกก็กลับเข้ามารับราชการ

ฝ่ายเจ้าเมืองเมาะตะมะ เจ้าเมืองละเคิ่ง เจ้าเมืองขลิก เจ้าเมืองบัวเผื่อน เจ้าเมืองพสิม เจ้าเมืองตองอู รู้ว่าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงพระมหานครศรีอยุธยา ให้กองทัพเจ้าพระยาจักรียกมา ตั้งทำไร่นา ณ เมืองเมาะลำเลิงไว้เป็นเสบียง เดือนอ้ายปลายปีทัพ หลวงจะเสด็จยกไปตีเมืองหงสาวดีต่างคนต่างเกรงพระเดชเดชานุภาพ ก็แต่งมอญพม่าผู้ดีให้ถือหนังสือและเครื่องราชบรรณาการลงมา ณ เมืองเมาะลำเลิง เจ้าพระยาจักรีบอกส่งผู้ถือหนังสือและเครื่องราชบรรณาการเข้ามายังกรุงเทพมหานคร เสนาบดีเอากราบทูลพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวดำรัสให้เบิกพม่ามอญผู้ถือหนังสือเข้ามาเฝ้า และในหนังสือเจ้าเมืองเมาะตะมะ เจ้าเมืองพสิม เจ้า เมืองบัวเผื่อน เจ้าเมืองขลิก ๔ เมืองนี้ ว่าจะขอเป็นข้าขัณฑเสมา กรุงเทพมหานครไปตราบเท่ากัลปาวสาน แต่หนังสือพระยาตองอูพระยาละเคิ่งนั้นว่า จะขอพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ถ้าสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปเอาเมือง หงสาวดีเมื่อใด พระยาตองอู พระยาละเคิ่ง จะขอยกพลมาควบทัพโดยเสด็จงานพระราชสงคราม สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้แจ้ง ในลักษณะอักษรทุกเมืองดังนั้น มีพระทัยโสมนัส ตรัสให้พระราชทานรางวัลแก่พม่ามอญผู้มานั้นเป็นอันมาก ตรัสให้พระราช ทานสิ่งของไปแก่เจ้าเมืองทั้งปวงโดยฐานาศักดิ์ จึงให้ตอบหนังสือ ไปแก่ท้าวพระยารามัญทั้งปวง ผู้ถือหนังสือก็กราบถวายบังคมลาไปเมือง

ขณะเมื่อผู้ถือหนังสือกลับไปถึงเมืองตองอูนั้น พระมหา เถรเสียมเพรียม เจ้าอธิการรู้ จึงเข้าไปหาพระยาตองอู แล้วถาม ว่า มหาบพิตรจะเอามอญไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้าง กรุงศรีอยุธยาหรือพระยาตองอูได้ฟังพระมหาเถรว่าก็สงสัยจึงถามว่า ไยพระผู้เป็นเจ้าจึงว่าดังนี้ พระมหาเถรจึงว่า อาตมภาพแจ้งว่า มหาบพิตรมีหนังสือถวายเครื่องบรรณาการไปอ่อนน้อมว่า ถ้าพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจะยกมาตีเมืองหงสาวดีเมื่อใด มหาบพิตรจะยกไปโดยเสด็จงานพระราชสงคราม เพราะเหตุฉะนี้อาตมาภาพจึงว่า พระยาตองอูจึงตอบว่า (พระ) ผู้เป็นเจ้าไม่รู้หรือ ว่าสมเด็จพระนเรศวรบรมบพิตรเป็นเจ้า และสมเด็จพระเอกาทศรถสองพระองค์นี้ทรง ศักดานุภาพมาก ดุจหนึ่งพระสุริยเทเวศส่องโลก เมื่อเพลามัชฌันติกสมัย ศึกหงสาลงไปทำครั้งใด มีแต่แตกฉานยับเยินขึ้นมาทุก ครั้ง บัดนี้พระเจ้าหงสาวดีก็สิ้นเขี้ยวศึกสงครามอยู่แล้ว ๆ ได้ข่าวมาว่า ปลายปีก็จะยกทัพมาเอาเมืองหงสา ๆ เห็นไม่พ้นเงื้อมมือพระหัตถ์ท่าน แล้วเมืองมอญทั้งปวงก็ไปอ่อนน้อมสิ้น โยมเห็น เหตุดังนี้ จึงหนังสือถวายเครื่องบรรณาการไปอ่อนน้อมบ้าง

พระมหาเถรได้ฟังดังนั้น หัวร่อแล้วว่า อันพระนเรศวร สองคนพี่น้อง มีศักดานุภาพเข้มแข็งศึกสงครามนั้น อาตมภาพก็ แจ้งอยู่สิ้น ถึงจะมีชัยแก่ชาวหงสาก็แต่ในแว่นแคว้นขัณฑเสมากรุงพระมหานครศรีอยุธยา จะได้ล่วงเกินถึงแดนนี้ก็หามิได้ และอาตมภาพพิเคราะห์ดูลักษณะราศีมหาบพิตร ก็เห็นจะได้เป็นใหญ่ในรามัญประเทศอยู่ ไฉนน้ำพระทัยมหาบพิตรกับลักษณะจึงผิดกันหนัก อันลักษณะอย่างมหา บพิตรนี้ ในตำราว่าองอาจดุจ นิทานพระบรมโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นกระแตอาจสามารถจะวิดน้ำในพระมหาสมุทรให้แห้ง มิดังนั้นจะมีมานะเหมือนนกน้อยอันบินแข็งกว่าพระยาครุฑข้ามมหาสาครชเลหลวงอันใหญ่ และน้ำพระทัยมหาบพิตรมาอ่อนดุจสตรี อันกลัวปีศาจหลอกหลอนนั้น ตำราของอาตมภาพนี้ผิดเสียแล้ว เห็นจะเอาไว้มิได้ จำจะทิ้งน้ำเผาไฟเสีย ว่าแล้วพระมหาเถรอำลา ลุกจะไป

พระยาตองอูยิ้มแล้วยกมืออาราธนาว่า พระผู้เป็นเจ้าอย่าเพ่อไปก่อน พระมหาเถรก็ทรุดนั่งลงดังเก่า พระยาตองอูจึ่งว่าอันตำราของ (พระ) ผู้เป็นเจ้าเห็นก็จะไม่ผิดกับใจของโยม แต่บัดนี้โยมยังอ่อนปัญ ญาความคิดอยู่ อุปมาดังบุรุษหลงอยู่ในถ้ำอันมืด ถ้าพระผู้เป็นเจ้าช่วยเอาแก้วมาส่องให้สว่างเห็นหนทางแล้ว ก็จะ เดินโดยทางได้สะดวก

พระมหาเถรจึ่งว่า การอันนี้ใช่กิจสมณะ แต่อาตมภาพเสียดายพระศาสนา กับเอ็นดูอาณาประชาราษฎรในรามัญประเทศทั้งปวง ก็จะช่วยทำนุบำรุงไปตามสติปัญญา และซึ่งมหาบพิตรว่า ยังอ่อนปัญญาความคิดอยู่นั้น จะคิดอย่างไรให้ว่าไปเถิด จะช่วยชี้แจงให้

พระยาตองอูได้ฟังดังนั้นดีใจ กราบนมัสการพระมหาเถรแล้วว่า โยมประมาณดูรี้พลเมืองหงสาวดี แต่ทว่ามากก็เหมือนน้อย ด้วยว่าไปเข้าอ่อนน้อมต่อกรุงพระนครศรีอยุธยามาก จะคิดอ่านให้กลับใจมาได้นั้นยากนัก

พระมหาเถรหัวร่อแล้วว่า การเพียงนี้จะยากอะไรมี แม้น จะแกงให้อร่อยหม้อหนึ่งเห็นจะยากกว่าอีก

พระยาตองอูจึ่งว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าโปรดโยมให้ได้เป็นใหญ่ในรามัญประเทศสมคิดแล้วจะสนองพระคุณไปกว่าจะสิ้นชีวิต

พระมหาเถรยิ้มแล้วจึ่งว่า มหาบพิตรอย่าวิตกเลย อาตมภาพจะช่วย พระมหาเถรขยับมาให้ใกล้พระยาตองอูแล้วว่า มหาบพิตรก็เป็นพระราชนัดดาพระเจ้าหงสาวดี หัวเมืองทั้งปวงก็นับถือมากมายอยู่ จงมีหนังสือไปประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่า กรุง หงสาวดีเป็นราชธานีใหญ่แต่ครั้งพระเจ้าช้างเผือก มาตราบเท่าทุก วันนี้ ยังมิได้ไปเป็นเชลยแก่เมืองใด และครั้งนี้พระเจ้าแปรเสียที มา สมเด็จพระเจ้าหงสาวดีเอาโทษ ถอดเสียจากที่ฐานาศักดิ์ เราได้ยินข่าวว่าหัวเมืองทั้งปวงพากันลอบใช้คนถือหนังสือ คุมเครื่อง ราชบรรณาการไปออกแก่กรุงพระมหานครศรีอยุธยา เราก็ยังไม่ เชื่อ จึ่งแสร้งแต่งคนถือหนังสือไปบ้าง หวังจะฟังกิจการให้แน่ก็ได้ความประจักษ์ว่า เมืองเมาะตะมะ และหัวเมืองทั้งปวงคิดกบฏ คนเหล่านี้หารักชีวิตและโคตรไม่หรือ ให้เร่งบอกมา เราจะเอาความกราบทูลสมเด็จพระเจ้าหงสา แล้วจะยกทัพไปจับฆ่าเสียให้ สิ้นโคตร ถ้าและหัวเมืองทั้งปวงรู้สึกว่าได้คิดผิดแล้ว จะคืนหาความชอบ ก็จะงดความไว้ครั้งหนึ่งก่อน แต่ทว่าให้คิดอ่านจับไทย กองทัพซึ่งมาตั้งอยู่เมืองเมาะลำเลิงส่งมาให้ได้บ้างจึ่งจะเห็นจริง ถ้ามหาบพิตรมีหนังสือไปดังนี้ ดีร้ายหัวเมืองทั้งปวงจะสะดุ้งตกใจกลัว ก็จะกลับใจคิดอ่านจับไทย ก็จะเกิดอริวิวาทกับไทย ทางไมตรีก็ จะขาดกัน เมื่อทัพพระเจ้ากรุงศรีอยุธยายกมา ก็จะได้เป็นรั้วขวากรั้วหนามกันให้ช้าลงไว้ ประการหนึ่งมหาบพิตรจะบำรุงช้างม้าเอาใจรี้พลไว้ให้รื่นเริง ถ้าได้ข่าวว่าทัพกรุงพระนครศรีอยุธยาล่วงแดนมาเมื่อใดแล้ว จงเร่งยกพลไปเมืองหงสาวดี ทำทีว่าจะช่วยงานพระราชสงครามให้ไว้ใจ แล้วเข้าปลอมปล้นเอาเมืองหงสาวดี เชิญสมเด็จพระเจ้าหงสาและกวาดครัวอพยพ ไพร่พลเมือง ข้าว ปลาอาหาร มาเมืองตองอูให้สิ้น ถึงมาตรว่าทัพพระนเรศวรจะยกติดตามมาถึงเมืองตองอูก็ดี เมื่อและเราตัดเสบียงอาหารเสียได้สิ้น แล้ว ก็จะเลิกทัพกลับไปเอง ถ้าศึกกลับไปแล้ว พระเจ้าหงสาวดี ก็จะอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ พระองค์ก็จะสิทธิ์ขาดขึ้นกว่าเก่าร้อยเท่าพันทวี จะคิดประการใดก็จะสำเร็จ และซึ่งอาตมภาพว่าทั้งนี้ มหาบพิตรจะเห็นผิดชอบประการใด

พระยาตองอูมีความยินดี กราบนมัสการแทบบาทพระมหาเถรแล้ว ๆ เล่า ๆ แล้วว่า พระผู้เป็นเจ้าคิดนี้ดังเทพยุดาเอาแหวนแก้วมาส่องให้สว่าง เห็นทั้งกลางวันกลางคืน พระคุณนั้นหาที่สุดมิได้

พระมหาเถรจึ่งว่า มหาบพิตรเร่งมีหนังสือไปเถิด ถ้าขัดสนไปภายหน้าจึ่งให้ไปบอก อาตมภาพจะช่วย แล้วพระมหาเถรก็ลาไปอารามรุ่งขึ้นพระยาตองอูแต่งหนังสือตามถ้อยคำพระมหาเถรว่า ให้คนถือประกาศแก่หัวเมือง

ฝ่ายพระยารามัญหัวเมืองทั้งปวงแจ้งในหนังสือพระยาตองอูดังนั้น ก็ตกใจกลัว ต่างคนต่างปรึกษากรมการ นายบ้านนายอำเภอว่า เราคิดการทั้งนี้หมายว่าจะลับ ก็ไม่ลับ พระยาตองอู รู้ความสิ้น จึ่งมีหนังสือมาว่ากล่าวทั้งนี้เพื่อเพราะเอ็นดูเราผู้เป็น ตระกูลรามัญ ครั้นจะขืนผันหน้าจะพึ่งกรุงพระมหานครศรีอยุธยาทีเดียวก็เป็นระยะทางไกล จะต้องคำบุราณว่า กว่าถั่วจะสุกก็งาไหม้ ด้วยพระยาตองอูมีกำลังรี้พลมาก แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็นับถือว่าเป็นเชื้อพระวงศ์ จะว่าประการใดก็สิทธิ์ขาด จำเราจะหาความชอบ จับเอาไทยส่งเข้าไปให้ได้ คิดกันดังนั้นก็แต่งหนังสือขึ้นไปถึงพระยาตองอู ด้วยข้าพเจ้าทั้งปวงเป็นคนโมห คิดประทุษ จริตผิดไปนั้น พวกข้าพเจ้าทั้งปวงถึงที่ตาย ซึ่งโปรดให้มีหนังสือชี้แจงให้ข้าพเจ้าเห็นผิดและชอบนั้น ดุจเทพยุดาชุบเอาชีวิตข้าพเจ้าและชีวิตไพร่ฟ้าประชากรเป็นคืนมานั้น พระคุณไม่มีที่จะเปรียบได้ ข้าพเจ้าจะขอทำตามโอวาทเอาเป็นที่พึ่งที่พำนักสืบไป แล้วก็ส่งหนังสือให้ ผู้ถือหนังสือก็กลับไปยังเมืองตองอู พระยาตองอูแจ้งในหนังสือดังนั้น ก็มีความยินดี ตั้งแต่นั้นมาก็บำรุงช้าง ม้า เอาใจไพร่พลในเมืองตองอูให้รักใคร่เป็นอันมาก

ฝ่ายพระยาลาวเจ้าเมืองเมาะตะมะสั่งแก่ท้าวพระยารามัญทั้งปวงให้คิดอ่านจับกองทัพให้ได้ ส่งเข้าไปเมืองตองอูเอา ความชอบ ท้าวพระยารามัญทั้งปวงก็คอยช่องจะจับไทยให้ได้

ครั้น ณ เดือนอ้าย ข้าวเบาสุก เหล่าไทยออกไปเกี่ยวข้าว ณ ทุ่งนาเมาะลำเลิง แต่พวกขุนจบ ๑๕ คนออกไปเกี่ยว ณชายป่า สมิงสุระ นายบ้านจอยยะกับพวกรามัญ ๑๐๐ ลอบคอยอยู่ในป่า ครั้นเห็นได้ทีก็วิ่งกรูกันจับขุนจบและพวกบ่าวไปได้ ๙ คน ไพร่ ๕ คนหนีได้ ก็วิ่งไปบอกพวกกองทัพว่า มีรามัญประมาณ๑๐๐ เศษ มาจะจับเอาขุนจบกับไพร่ ๙ คน นายทัพนายกองแจ้ง ดังนั้น ก็ให้จัดแจงกันไปตาม ๓๐๐ ทัพพวกรามัญได้รบกับพวกไทยป่วยตายหลายคน ทนทานมิได้ก็แตกไป กองทัพไทยได้ตัวขุนจบกับพวก ๙ คน กลับมาแจ้งแก่เจ้าพระยาจักรี เจ้าพระยาจักรีจึ่งหาตัวพระยาพะโร เจ้าเมืองเมาะลำเลิงมาถามว่า เหตุผลทั้งนี้ เป็นประการใด เจ้าเมืองเมาะลำเลิงไม่รับ ว่ามิได้รู้ เจ้าพระยาจักรีมิฟัง จะให้จำพระยาพะโร พระยาพะโรเห็นความจะไม่พ้น ตัว จึ่งอุบายว่า จะขอไปตามเอามอญเหล่าร้ายให้ได้ เจ้าพระยา จักรีมิทันพิเคราะห์ สำคัญว่าจริงก็ปล่อยตัวไป พระยาพะโรจึ่งคิดกับกรมการว่า เราจะตามจับบ่าวของเรามากระไรเล่า ถึงจะแก้ไขประการใดความอันนี้เห็นจะไม่ลับ อนึ่งอยู่ดังนี้ก็จะพากันตายเสียสิ้น จำจะหนีขึ้นไปเมืองเมาะตะมะ คิดเห็นพร้อมกันแล้ว ก็แต่ง คนเร็วเอาการไปแจ้งแก่พระยาลาว พระยาลาวก็ให้เอาเรือมาคอยรับ ครั้นเพลา ๒ ยาม พระยาพะโรก็พาครัวอพยพหนีออกจากเมือง พอรุ่งก็ลงเรือข้ามไปเมืองเมาะตะมะ เพลารุ่งเช้าเจ้าพระยาจักรีรู้ว่าพระยาพะโร เจ้าเมืองเมาะลำเลิงพาครัวหนีไปสิ้น ก็แต่งกองทัพมาตามถึงฝั่งน้ำ ไม่ทันก็กลับไป

ฝ่ายพระยาพะโรก็แจ้งการแก่พระยาลาว เจ้าเมืองเมาะตะมะทุกประการ พระยาลาวจึ่งว่า ซึ่งทำการมิได้ไทยมา เสียที เสียครั้งหนึ่งแล้วก็แล้วไปเถิด แต่ว่าเราวิตกอยู่ว่า ท่านอยู่ ณ เมืองเมาะลำเลิงนั้น อุปมาเหมือนหนึ่งหมู่มฤคชาติอันอยู่ในปากเสือซึ่งพากันอพยพมาได้สิ้นนั้น เรามีความยินดีนัก จึ่งค่อยคิดอ่านกันไปใหม่ จะเกรงอะไรกับกองทัพไทยเท่านี้ แล้วเจ้าเมืองเมาะ ตะมะ แต่งกองทัพโจรกองละ ๒๐๐๓๐๐ ให้เที่ยวเป็นเสือป่าถ้าเห็นไทยออกเที่ยวหากินและเกี่ยวข้าว ก็ให้ลอบฆ่าตี พอจะจับได้ ก็ให้จับตัวมา ถ้าเห็นทำได้ จึ่งให้ทำ ถ้าเห็นทำมิได้ อย่าให้ทำสุดแต่อย่าให้เสีย* กองรามัญทั้งปวงแจ้งกำหนดดังนั้นแล้วก็ข้าม ไปซุ่มอยู่ในป่า ครั้นเห็นไทยออกเกี่ยวข้าวก็ลอบยิงลอบแทง แต่ทำดังนี้เนือย ๆ นายทัพนายกองทั้งปวง ก็เอาเหตุไปแจ้งแก่เจ้า พระยาจักรีเจ้าพระยาจักรีเห็นมอญกลับเป็นกบฏทำการกำเริบหนักขึ้น ก็บอกหนังสือเข้ามาให้กราบทูลเสร็จสิ้นทุกประการ เสนาบดีก็นำเอาหนังสือบอกเจ้าพระยาจักรีกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทราบ ก็ทรงพระโกรธตรัสว่า เจ้าพระยา จักรีเป็นผู้ใหญ่ ก็เคยทำศึกสงครามมา ยังว่าจะไปตีเอาเมืองเหล่า นี้ ก็หาได้ตีไม่ เจ้าเมืองเมาะลำเลิงเข้าสวามิภักดิ์ ขอกองทัพ ออกไปรักษาเมือง ไพร่บ้านพลเมืองก็ปรกติอยู่สิ้น ฝ่ายเมือง เมาะตะมะ เมืองละเคิ่ง เมืองบัวเผื่อน เมืองพสิม เมืองขลิกเมืองตองอูเล่าก็อ่อนน้อม ควรหรือให้เป็นได้ถึงเพียงนี้ ประการหนึ่งเมืองเมาะลำเลิงก็อยู่ฟากตะวันออก เหมือนอยู่ในกำมือ ก็ยัง ให้เลิกหนีไปได้ ด้วยเราทำศึกดุจทารกอมมือครั้นจะให้ฆ่าเสียก็เสียดายคมหอกดาบ ตรัสเท่าดังนั้น ก็สั่งให้มีตราตอบคาดโทษ ออกไปว่า เจ้าพระยาจักรีจะตีเอาเมืองเมาะตะมะได้หรือมิได้ ถ้าเห็นได้ถ่ายเดียวแล้วให้ตีเอา ถ้าเห็นมิได้ ให้รักษาแต่ค่ายเมาะลำเลิงไว้ให้มั่น ทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินออกไปถึง จึ่งจะตีเมืองเมาะตะมะทีเดียว ผู้ถือหนังสือก็กลับไปแจ้งแก่เจ้าพระยาจักรีทุกประการ เจ้าพระยาจักรีแจ้งในท้องตรารับสั่งดังนั้น ก็กลัวพระราชอาญาเป็นอันมาก และเร่งรัดให้นายทัพนายกองทัพเรือรบเรือไล่เสร็จแล้ว ก็ให้ลากลงไว้ในคลองน้ำ และคิดแต่งกองทัพให้ ป้องกันให้เกี่ยวข้าว ๔ กอง กองละ ๕๐๐ คอยสะกัดตีลาวมอญกบฏทุกวันพวกมอญเห็นกองทัพไทยมากต้านทานมิได้ก็หลบหลีกเข้าในป่า นายทัพนายกองให้เร่งเกี่ยวข้าวเบาและข้าวหนักในท้องนาแขวงเมืองเมาะลำเลิง บอกขนข้าวไว้ในฉางได้ประมาณ ๒,๐๐๐ เกวียน ส่วนพระยาลาว เจ้าเมืองเมาะตะมะ แต่งชาว ด่านให้มาประจำข่าวราชการอยู่ทางแม่น้ำเมา ทางตองอู ทางแม่จัน ทางแม่กษัตริย์ ให้รู้ว่ากองทัพหลวง ณ กรุงพระนครศรีอยุธยาจะยกมาหรือ ๆ มิมา

ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ครั้นให้หนังสือตอบมายัง กรุงเมาะลำเลิงแล้ว ก็มีพระราชโองการแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงให้เตรียมทัพพร้อมเสร็จ กำหนดทัพหลวงจะเสด็จ โดยทางชลมารค ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ เสด็จไปขึ้นบก เมืองกาญจนบุรี ให้กองทัพทั้งปวงล่วงไปคอยรับเสด็จให้พร้อมท้าวพระยา นายทัพ นายกองก็ยกช้างม้ารี้พลไปยังเมืองกาญจนบุรีตามพระราชกำหนด

ครั้น ณ วันเสาร์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๓ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ได้มหาอุดมฤกษ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่องอลังการ์สรรพาพรรณวิชัยยุทธสรรพเสร็จ เสด็จลงสู่พระที่นั่งกนกรัตนวิมานมหานาวา อันรจนาด้วยกาญจนมณี ชัชวาลทั้งคู่ดูพันลึก อธึกด้วยเรือจำนำท้าวพระยาสามนตราชฝ่ายทหารพลเรือนเรืองประจำจับฉลากสลอนสลับคับคั่ง ตั้งโดยกระบวน พยุหบาตรา พระโหราราชครูธิบดีศรีพิชาจารย์ก็ลั่นฆ้องชัยให้ขยายเรือพระที่นั่งสุวรรณหงส์ อันทรงพระพุทธปฏิมากรทองนพคุณ บรรจุพระสารีริกบรมธาตุ ถวายพระนามสมญาพระชัยนั้นก่อนแล้วเรือขบวนหน้าทั้งปวงเดินโดยลำดับเรือพระที่นั่ง และเรือแห่ซ้ายขวากระ บวนหลังทั้งปวง เดินโดยเสด็จดาดาษในท้องพระมหา นทีธาร ประทับรอนแรม ๕ เวน ก็ถึงเมืองกาญจนบุรี เสด็จยังพลับ พลาที่ประทับ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จแรมพักช้างม้ารี้พลจัด กองทัพ ๓ เวน และกองทัพหลวงเสด็จครั้งนั้น พลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๘๐๐ ม้า ๑,๕๐๐

ครั้นรุ่งขึ้นจะเสด็จในเพลา ๑๐ ทุ่ม สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระสุบินว่า ยังมีสิงคาละตัวน้อยมาคาบเอาพระยาคชสาร ตัวใหญ่ไปสู่ประเทศตนได้ ในพระสุบินว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ตรัสเห็นประหลาด เสด็จตามไปจะชิงเอาพระยาคชสารก็มิได้ ด้วยป่านั้นเป็นทางทุรกันดารนัก เท่านั้นก็บรรทมตื่น พอตี ๑๑ ทุ่มจึ่งตรัสให้พระโหราซ้ายขวาพยากรณ์ พระโหราธิบดีถวายพยากรณ์ทำนายว่า เสด็จพระราชดำเนินมาครั้งนี้เพื่อจะไปทำยุทธนาการ ด้วยพระเจ้าหงสาวดี เอาฐานพระเจ้าหงสาวดีเป็นที่ตั้งดังพระยาคชสาร ซึ่งว่าสิงคาละตัวน้อยมาขบคาบเอาพระยาคชสารไปได้นั้นดีร้ายจะมีปรปักษ์เมืองใดเมืองหนึ่ง แต่ทว่าเป็นเมืองน้อย มาปลอมปล้นลดต่ำพระองค์พระเจ้าหงสาวดีลงเสียจากเศวตฉัตร แล้ว พาไปเมืองตนทัพหลวงเสด็จจะได้ติดตามไป แต่ทว่าเห็นจะมิได้พระเจ้าหงสาคืนมา จะขัดสนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป็นเทพสังหรณ์บอกเหตุใช่จะร้ายสิ่งใดหามิได้

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น จึ่งทรงพระกรุณาตรัสว่า ซึ่งทำนายครั้งนี้โดยลักษณะสุบิน แต่เรามาเห็นว่า พระเจ้าหงสาวดีเป็นใหญ่ในรามัญประเทศแต่ครั้งพระบรม ราชบิดา มา เป็นปึกแผ่นมั่นคงดุจเขาพระสุเมรุราช และซึ่งผู้ใดจะอาจเอื้อมทำอันตรายนั้น เห็นยังมิได้ก่อน จำเราจะยกไปแค้นเมืองเมาะตะมะและหัวเมืองรามัญทั้งปวง ซึ่งประทุษร้ายหมิ่นเราให้สาใจ จึ่งค่อยคิดราชการต่อไป ตรัสแล้วรุ่งขึ้น ๓ นาฬิกา ๖ บาท ได้มหาเพชรฤกษ์ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ทรง เครื่องสำหรับพิชัยสงครามเสร็จ สมเด็จพระนเรศวรบพิตรเป็นเจ้าเสด็จทรงช้างเจ้าพระยาปราบไตรจักรเป็นพระคชาธาร สมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนาถ เสด็จทรงช้างพระยาปราบมหึมาเป็น พระคชาธาร ประดับด้วยพิริยทวยหาญแห่เป็นขนัดแน่น แสนสารสินธพยุหสมุหดูพิลึก ดาดาษด้วยธงทิวแถวทวนทองหน้าพระคชาธาร อลังการด้วยเครื่องอภิรุมชุมสายพรายพรรณ กลิ้งกลด จามรมาศบังบรมทิพากรร้อนรัดส่อง อุโฆษด้วยเสียงกาหลฆ้องกลองชนะ นำเสด็จโดยมารควิถีแถวเถื่อนทุเรศ ประทับรอนแรม ๗เวน ลุด่านพระเจดีย์สามองค์ เสด็จไปประทับแรมตั้งค่ายหลวงลำน้ำแม่กษัตริย์

ฝ่ายชาวด่านรามัญซึ่งมาคอยประจำข่าวอยู่นั้น เห็นกอง ทัพยกมา ก็ลอบดูในป่า ประจักษ์แจ้งว่าเป็นกองทัพ ก็รีบเอาเนื้อความไปแจ้งแก่เจ้าเมืองเมาะตะมะ เจ้าเมืองเมาะตะมะจึ่งบอกข้อราชการไปเมืองหงสาวดีและเมืองตองอู ขณะเมื่อหนังสือบอก เมืองเมาะตะมะไปถึงนั้น พระเจ้าหงสาวดีทรงพระประชวรอยู่ จึ่งสั่งแก่เสนาบดีว่า ราชการครั้งนี้เราป่วยทุพลภาพอยู่แล้ว ให้คิดกันรักษาพระนครให้ดี แล้วให้บอกไปถึงพระยาตองอูหลานเรา ให้เร่งยกพลมาช่วยการสงคราม เสนาบดีบอกข้อราชการไปยังเมือง ตองอูและหัวเมืองทั้งปวง ให้ยกมาช่วยป้องกันเมืองเมาะตะมะและเมืองหงสาวดีนั้น กะเกณฑ์ไพร่พลรักษาหน้าที่เชิงเทินตาม ธรรมเนียม

ฝ่ายพระยาตองอูรู้แล้ว จึ่งให้ไปอาราธนาพระมหาเถรเสียมเพรียมเข้ามา แล้วบอกประพฤติเหตุให้พระมหาเถรฟังทุกประการ แล้วว่าพระผู้เป็นเจ้าช่วยคิดให้โยมด้วย

พระมหาเถรได้ฟังก็หัวร่อ แล้วว่า มหาบพิตรกลัวพระนเรศวรนักหรือ

พระยาตองอูจึ่งว่า พระผู้เป็นเจ้าช่วยทำนุบำรุงอยู่แล้วโยมหากลัวไม่

พระมหาเถรยิ้มแล้วจึ่งตรัสว่า มหาบพิตรอย่าวิตกเลย ซึ่งทัพพระนเรศวรพี่น้องยกมาคราวนี้ อุปมาเหมือนเทพยุดาอันจรในจักรราศี มาอุดหนุนให้ชาตามหาบพิตร โชคตกทวารลักษณะจันทร์จะขึ้นนะระอยู่แล้ว อย่าช้าเลย จงเร่งยกพลไปเมืองหงสาวดี แล้วแต่งม้าใช้ถือหนังสือไปถึงพระยาลาว เจ้าเมืองเมาะตะมะว่า ให้เร่งการไพร่พลหัวเมืองซึ่งขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะเข้าไว้ในเมืองให้มั่นคง แล้วให้ตั้งค่ายคูให้มั่นคง จงช่วยกันเป็นใจรบ อย่าให้ กองทัพกรุงนครศรีอยุธยาข้ามมาได้ ถ้าศึกหนักแน่นประการใด ให้บอกมาเราจะยกลงไปช่วย แต่บัดนี้เราจะเข้าไปเฝ้าพระเจ้า หงสาวดี คิดราชการก่อน มหาบพิตรมีหนังสือไปเอาใจเมืองเมาะ ตะมะดังนี้ แล้วจงแต่งม้าเร็ว ๒๐๓๐ ม้าให้ประจำฟังข่าวอยู่นั้น แล้วให้ผลัดเปลี่ยนกันเอาข่าวมาแจ้งจงเนือง ๆ ถ้าศึกไทยกับรามัญยังไม่ติดกันเข้า อย่าเพ่อทำ จะเสียการ ถ้าศึกติดตีกันเข้าเมื่อใด แล้ว ก็ให้ทำการใหญ่เถิด และเมื่อจะเข้าเมืองหงสามาเมืองตองอู นั้น ให้จุดเผาบ้านเรือนเสบียงอาหารให้สิ้น กำลังศึกจะถอยลงถ้าเห็นยังติดตามมา ก็ให้เอาของพระเจ้าหงสาวดีสิ่งหนึ่งสองสิ่งแต่งคนถือหนังสือไปถวายหน่วงทัพไว้ แต่งการกันเมืองให้มั่นคงถึงมาตรจะเสียของไปนิดหนึ่งเท่านั้น ก็อย่าเสียดายเลย อุปมา เหมือนดอกไม้หล่นไปดอกหนึ่งสองดอก ถ้าต้นรากบริบูรณ์อยู่แล้วก็นัยจะผลิดอกออกผลสืบไป พระมหาเถรสั่งความแก่พระยาตองอู ทุกประการแล้ว ก็ลาไปอาราม

พระยาตองอูก็เกณฑ์ทัพ๑๐,๐๐๐สรรพไปด้วยเครื่องศัสตราวุธ พลเมืองนอกนั้นให้กวาดต้อนเข้าในเมืองสิ้น แล้วเกณฑ์ให้รักษาหน้าที่เชิงเทิน ครั้นได้พิชัยฤกษ์ดีแล้ว พระยาตองอู ก็ยกพล ๑๐,๐๐๐ ลงมายังเมืองหงสาวดี ตั้งกองทัพอยู่นอกเมือง พระยาตองอูเข้าไปเฝ้าพระเจ้าหงสาวดีในพระราชวัง พระเจ้า หงสาวดีตรัสปราศรัยพระยาตองอูว่า ทัพพระนเรศวรยกมาครั้งนี้ใหญ่หลวง หลานเราจงช่วยคิดราชการป้องกัน อย่าให้เมืองมอญไปเป็นเชลยกรุงพระนครศรีอยุธยาได้ พระยาตองอูกราบทูลว่าพระองค์อย่าทรงพระวิตกเลย ข้าพเจ้าจะขอทำราชการฉลองพระ คุณท่านกว่าจะสิ้นชีวิต ทูลแล้วพระยาตองอูก็ลาพระเจ้าหงสาออกมายังกองทัพ แต่พระยาตองอูเวียนเข้าไปเฝ้าเยี่ยมพระเจ้าหงสา เนือง ๆ ชาวหงสารักษาหน้าที่เชิงเทินประตูเข้าออกนั้น ก็ไม่ รังเกียจชาวตองอู ไว้ใจให้เข้าออกทั้งกลางวันกลางคืน

ฝ่ายพระยาลาว เจ้าเมืองเมาะตะมะ ครั้นแจ้งในหนังสือ พระยาตองอูดังนั้น ก็สำคัญว่าจริง มิได้รู้ในอุบาย ก็แต่งผู้ถือหนังสือไปขับต้อนเจ้าเมืองกรมการ และราษฎรบรรดาเมืองขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะ ให้ยกกันเข้าไปเมืองให้สิ้น เจ้ากรมการ และราษฎรเมืองขึ้นแก่เมืองเมาะตะมะ ๓๒ หัวเมืองที่คิดเห็นว่า เจ้าเมืองเมาะตะมะจะสู้กองทัพกรุงได้ ก็ยกกันเข้ามา ที่เห็นว่าจะสู้ทัพกรุงมิได้ ก็ไม่เข้ามา ยกครอบครัวอพยพเข้า (ป่า) ไปเป็นอันมาก

ฝ่ายเจ้าเมืองเมาะตะมะก็จัดตรวจรี้พลทหาร ปืนใหญ่น้อยประจำรักษาหน้าที่ป้องกันเมืองเป็นสามารถ

ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จประ ทับแรมพักช้างม้ารี้พล ณ พระตำหนักตำบลแม่กษัตริย์ ๓ เวน

ครั้น ณ วันศุกร์ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๓ เพลา ๑๐ ทุ่ม บังเกิดชัยนิมิต บันดาลให้เสนางคนิกรโยธาทวยหาญในกองทัพรื่นเริง เปล่งออกศัพท์สำเนียงกึกก้องโกลาหล ครั้นเพลา ๑๑ ทุ่ม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงเครื่อง สรรพนิลวัตถาลังกาภรณ์วิภูษิตสำหรับขัตติยราชรณยุทธ แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นบนเกย ทอดพระเนตรเห็นช้างพระที่นั่งทั้งสอง ซึ่งประทับอยู่นั้น ยกงวงขึ้นปรามาศลูบงาเบื้องขวา แล้วร้องก้องโกญจนาทนี่สนั่นในพนัสเนินแนวศิขรเขต เป็นชัยนิมิต ๒ ประการ ทั้งศัพท์สำเนียงเสนางคนิกรโยธาหาญ ก็ทรงพระโสมนัสปรีดา พระโหราธิบดีก็ลั่นฆ้องชัย พราหมณปโรหิตาจารย์เป่าสังข์ถวายชัย มงคล เสียงศัพท์เภรีฆ้องกลองกาหลประโคมกึกก้องนฤนาท สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราชเสด็จทรงพลายพนมจักร สูง ๕ ศอก ๓ นิ้วผูกพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ สมเด็จพระราชอนุชาทรงพลายแก้วอุดร สูง ๕ ศอก ผูกพระที่นั่งหลังคาทอง ดำรัสให้เคลื่อนพยุห โยธาหาญโดยกระบวนซ้ายขวาหน้าหลัง สลับไปด้วยแถวทวนธงดูพันลึกอธึกมเหาฬารดิเรกโกลาหลด้วยเสียงพลกุญชรชาติอาชาไนย เดินโดยสถลมารควิถี ประทับรอนแรม ๖ เวน ก็เสด็จถึงเมาะลำเลิง เจ้าพนักงานประโคมฆ้องกลองแตรสังข์กึกก้อง โกลาหล ก็เสด็จเปลื้องเครื่องศิริราชรณยุทธบนราชสันถาคาร ในค่ายที่เจ้าพระยาจักรีและเจ้าพนักงานตั้งไว้รับเสด็จนั้น เจ้าพระยาจักรีและมุขมาตยามหาอำมาตย์ กวีราชโหราจารย์และนายทัพนายกองทั้งปวง เฝ้าพระบาทยุคล ดาษดาดังดวงดาราล้อมรอบพระรัชนิกรเทวราช เจ้าพระยาจักรีกราบทูลข้อราชการเสร็จสิ้นทุกประการ ก็เสด็จพักพลอยู่ ๓ เวน พอหายเมื่อยล้า แล้วดำรัสให้โหรหาฤกษ์ ได้มหาเพชรฤกษ์ ณ วันพฤหัสบดี แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๓ เพลารุ่งแล้ว ๕ บาท จึ่งมีพระราชบริหารให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพ ให้พระยากาญจนบุรีเป็นยกกระบัตร แล้วท้าวพระยาพระหัวเมือง พลทหารอาสา ๒๐,๐๐๐ บรรจุเรือรบเรือไล่เตรียมไว้ ถึงฤกษ์แล้วจะให้ข้ามไปตีเมืองเมาะตะมะ

ครั้น ณ วันพฤหัสบดี แรม ๑๒ ค่ำ เดือน ๓ เพลาย่ำรุ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จทรงสรรพศิริราชอลงการยุทธสำหรับราชรณรงค์เสด็จ เสด็จทรงช้างพระที่นั่งไปยืน อยู่ ณ ริมฝั่งน้ำเมาะลำเลิง ครั้นเพลา ๕ บาท ได้มหาเพชรฤกษ์พระโหราธิบดีศรีพิชาจารย์ลั่นฆ้องชัยเป็นสำคัญเจ้าพระยาจักรีนายทัพนายกอง ก็ยกพลเรือรบเรือไล่ ข้ามไปรบเอาเมืองเมาะตะมะ พระยาลาว ก็แต่งเรือรบเรือไล่ออกมารบ ก็พ่ายแก่ทหารข้าหลวง ทหารข้าหลวงก็ไล่ล้ำรุกขึ้นป่ายปีนเอาเมืองเมาะตะมะนั้น ได้ พระยาลาวและท้าวพระยามอญกบฏทั้งปวงก็พ่ายหนี และพลทหารข้าหลวงไล่ฟันแทงมอญกบฏหญิงชายตายสิ้นทั้งเมืองเมาะตะมะนั้น อนึ่งมอญซึ่งหนีจากเมืองเมาะตะมะไปซ่อนอยู่ทุกตำบลและทหารข้าหลวงตามไปไล่ฆ่าฟันแทงตายมาก ส่วนตัวพระยาลาว ไซร้ ขึ้นช้างหนีไปประมาณ ๕๐ เส้น และหมื่นสุดจินดาตามได้ตัวพระยาลาวเอามาถวาย และได้ช้างม้าเครื่องสรรพายุทธในเมืองเมาะตะมะนั้นก็มาก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ให้ลงพระราชอาญาแก่พระยาลาว และไว้แต่ ชีวิต เพราะว่าจะเอามาพิจารณาในกรุงพระมหานคร พระบาท สมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราช โองการตรัสให้ข้ามช้างม้าทั้งปวงเสร็จ ถึง ณ วันศุกร์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จด้วยพระชลวิมาน ข้ามแม่น้ำเมาะลำเลิงไปตั้งทัพหลวงในเมาะตะมะ

ในขณะนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสทรงพระโกรธแก่เจ้าพระยาจักรี และตรัสให้จำคงไว้ในเมืองเมาะลำเลิง และไว้พระยาธนบุรี นอกราชการ และขุนหมื่นทั้งปวง ให้อยู่รั้งเมือง เมาะลำเลิงด้วยเจ้าพระยาจักรี และมีพระราชกำหนดให้ซ่องเอามอญอันซ่านเซ็นทั้งปวง ให้เข้าอยู่ในเมืองเมาะลำเลิง ตรัสให้เจ้าพระยาสวรรคโลกและพระยาพิชัย พระยากาญจนบุรี และ ขุนหมื่นทั้งหลายอยู่รั้งเมืองเมาะตะมะ และช่องมอญอันซ่านเซ็นทั้งปวงเข้าอยู่ ณ เมืองเมาะตะมะ ถึง ณ วันเสาร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ก็ยกทัพหลวงเสด็จจากเมืองเมาะตะมะ ก็เสด็จโดยสถลมารคถึงฝั่งน้ำสะโตง

ฝ่ายพระยาตองอูอยู่ในเมืองหงสาวดี ครั้นได้ยินข่าวว่า ทัพหลวงเสด็จไป พระยาตองอูแต่งให้ม้าประจำข่าวถึงเมืองเมาะตะมะ ครั้นรู้ข่าวว่าเสียเมืองเมาะตะมะแล้ว พระยาตองอูก็เทเมืองหงสาวดี ให้เผาค่ายเผาเรือนทั้งปวงเสียแล้ว ก็พาพระเจ้าหงสาวดีรุดหนีไป ยังเมืองตองอู

ฝ่ายทัพหลวงไซร้ ครั้นถึงฝั่งแม่น้ำสะโตง พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสใช้พระ มหาเทพเป็นนายกองทัพม้า ๒๐๐ ให้ยกไปก่อนทัพหลวง และก็ตรัสใช้พระยาเพชรบุรีให้ยกช้างม้าและพล ๓,๐๐๐ หนุนทัพพระมหาเทพ จึ่งยกทัพหลวงข้ามแม่น้ำสะโตง และเสด็จถึงเมืองหงสาวดีในวันเสาร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ตั้งทัพหลวงในตำบลสวนหลวง จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จเข้าไปนมัสการพระเมาะตาวในเมืองหงสาวดี ในขณะ นั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็มีพระราชโองการตรัสแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า

พระยาตองอูแต่งทูตานุทูตถือราชสาส์นไปถึงพระนคร ขอเป็นพระราชไมตรีด้วยเรา และให้สัญญาอาณัติว่า ให้ยกทัพหลวงมาและ จะช่วยกันรบเอาเมืองหงสาวดี แล้วพระยาตองอูก็มิได้อยู่ท่าทัพ หลวง และยกมาปล้นเอาเมืองหงสาวดีเอง อนึ่งครั้นรู้ว่าเรายกมา ยังเมืองหงสาวดี พระยาตองอูก็มิได้ตกแต่ทูตานุทูต มาสำหรับการพระราชไมตรี และพระยาตองอูหนีไปเมืองตองอูนั้น เห็นว่า พระยาตองอูมิได้ครองโดยสัตยานุสัตย์ ซึ่งเป็นพระราชไมตรีด้วยเรานั้น ควรยกทัพหลวงไปหาพระยาตองอูถึงเมืองตองอู ให้รู้ การซึ่งพระยาตองอูจะเป็นไมตรีด้วยเราหรือ หรือพระยาตองอูมิเป็นไมตรีด้วยเรา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ตรัสให้พระจันทบุรี* และขุนเพชรภักดีและ ขุนหมื่นทั้งหลายอยู่รั้งเมืองหงสาวดี แล้วก็ยกทัพหลวงไปจากเมืองหงสาวดี ยกไปทางเมืองตองอู

ส่วนพระยาละเคิ่งซึ่งใช้ทูตานุทูตถือพระราชสาส์นมาถวายบังคม ขอเป็นพระราชไมตรี และว่าพระยาละเคิ่งจะยกช้างม้ารี้พลมาช่วยงานพระราชสงคราม และเมื่อทัพหลวงเสด็จถึงเมืองหงสาวดีครานั้น พระยาละเคิ่งมิได้ยกทัพมาเองดุจมีพระราชสาส์นมานั้น พระยาละเคิ่งก็ใช้แต่ท้าวพระยาให้ยกทัพเรือ พล๕,๐๐๐ มาถึง ตำบลมะตาว และสั่งท้าวพระยาผู้มานั้น ให้ยกพลขึ้นมาเข้าทัพหลวงโดยเสด็จงานพระราชสงคราม จึ่งพระยาผู้เป็นนายทัพนาย กองนั้น ก็ให้มาถึงพระยาพระราม ให้กราบทูลพระกรุณาว่า จะขอถวายบังคม และจะยกพล ๕,๐๐๐ นั้นมาเจ้าทัพหลวง โดยเสด็จตามกำหนดพระยาละเคิ่งสั่งมานั้น

พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า พระยาละเคิ่งให้สัตย์ปฏิญาณว่า จะยกมาเองช่วยการพระราชสงคราม และซึ่งพระยาละเคิ่งมิได้ยกทัพมาเอง และใช้ แต่ท้าวพระยาให้ถือพลมาเจ้าทัพเราครานี้ และเราจะเอาชาวละเคิ่งไปโดยเสด็จนั้นดูมิควร จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่พระยาพระ ราม ให้ห้ามชาวละเคิ่งมิให้โดยเสด็จ และให้แต่งพระราชทาน รางวัลไปแก่ท้าวพระยาชาวละเคิ่งผู้มานั้นโดยบรรดาศักดิ์แล้ว ก็ให้คืนลงไปยังทัพเรือ

ส่วนพระยาตองอู ครั้นไปถึงเมืองตองอู แต่งพม่าผู้ดีชื่อมางรัดอองและคนประมาณ ๒๐๐ ให้ถือหนังสือมาถวาย และพระธำมรงค์เพชร ๓ ยอดสำหรับพระเจ้าหงสาวดีทรงธรรม ให้มาง รัดอองถือมาถวายโดยคลองพระราชไมตรี จึ่งพระมหาเทพยกทัพม้าไปเป็นทัพหน้า ยังประมาณ ๓ คืนจะถึงเมืองตองอู ก็พบชาวตองอูซึ่งพระยาตองอูใช้มานั้น พระมหาเทพก็มิได้พิจารณาว่าทูตานุทูต พระมหาเทพก็ใช้ชาวม้าให้ไล่จัดเอาชาวตองอูอันมานั้น ได้ตัวมางรัดอองผู้ถือหนังสือพระยาตองอูนั้น จำขังส่งลงมาถวายถึงทัพหลวง พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์ ก็ทรงพระโกรธแก่พระมหาเทพว่า ซึ่งพระยาตองอูใช้ มาเป็นราชทูต และพระมหาเทพให้จับเอามาเป็นเชลยนั้นมิชอบก็ตรัสให้ลงพระราชอาชญาแก่พระมหาเทพ แล้วให้ปล่อยมางรัดอองนั้นคืนเข้าไปยังเมืองตองอู ให้ว่าแก่พระยาตองอูว่า พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ยกทัพหลวง เสด็จมาครานี้ไซร้ จะเอาเมืองหงสาวดี และซึ่งพระยาตองอูให้ ราชทูตเอาสาส์นไปว่า เชิญพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จมาเอาเมืองหงสาวดีและพระยาตองอูจะยกพลมาช่วยแล้วไซร้ พระยาตองอูมิได้อยู่ท่าทัพหลวงและชิงปล้นเอาเมืองหงสาวดีนั้น ได้ช้างดีม้าดีเท่าใดไซร้ ให้แต่งไปถวาย โดยคลองพระราชไมตรี และทรงพระกรุณาจะยกทัพหลวงเสด็จคืน ไปยังพระนคร ครั้นมางรัดอองเข้าไปถึงเมืองตองอู พระยาตองอู ก็ใช้มางรัดอองให้ออกมาเล่า และให้กราบทูลพระกรุณาว่า ขอให้ ทัพหลวงตั้งอยู่แต่ในที่เสด็จถึงนั้น ขออย่าเพ่อยกเข้าไป และพระ ยาตองอูจะแต่งพระราชสาส์น และเครื่องบรรณาการช้างม้าซึ่งได้ในเมืองหงสาวดีนั้น ส่งออกมาถวาย จึงพระยาพระรามกราบทูลพระกรุณาว่า ซึ่งพระยาตองอูให้มากราบทูลพระกรุณาเชิญทัพหลวงงดอยู่นั้นเหตุว่าพระยาตองอูจะแต่งการป้องกันเมืองยังไป่มิสรรพ จึ่งอุบายให้ออกมาห้าม ประสงค์จะแต่งการที่จะรบพุ่งนั้นให้สรรพขออัญเชิญเสด็จทัพหลวงเข้าไป อย่าทันให้พระยาตองอูตกแต่งบ้านเมืองให้มั่นคง พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้ส่งมางรัดอองนั้น คืนเข้าไปยังเมืองตองอู ให้ว่าแก่พระยาตองอูว่า ถ้าพระยาตองอู มิได้เสียสัตย์ (ยัง) เป็นพระราชไมตรีไซร้ ให้แต่งท้าวพระยาผู้ใหญ่ออกมา ครั้นให้ส่งมางรัดอองเข้าไปแล้ว พระยาตองอูมิได้ แต่งท้าวพระยาผู้ใด ๆ ออกมาหามิได้ ก็ยกทัพหลวงเสด็จเข้าไปถึงเมืองตองอูในวันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีกุนนั้น

ฝ่ายพระยาตองอูแต่งการกันเมือง ก็มิได้แต่งให้ออกมา เจรจาความเมืองโดยคลองพระราชไมตรี รุ่งขึ้นวันอังคาร พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จไปยืน พระคชาธาร ก็ให้พลทหารเข้าล้อมเมืองตองอู และตั้งค่ายล้อมรอบเมืองตองอู ๔ ด้าน หน้าค่ายในด้านข้างทักษิณ ซึ่งทัพหลวง เสด็จอยู่นั้นไซร้ เป็นพนักงานพระยาศรีสุพรรณ พระยาท้ายน้ำ หลวงจ่าแสน เมืองศรีสงคราม ขุนราชนิกุล นอกราชการ ขุนแผลงสท้าน พระยาแสนหลวง พระยานคร เป็นนายกอง ในด้านข้างบูรพไซร้ พนักงานพระเพชรบูรณ์ พระยาสุพรรณบุรี หลวงมหาอำมาตยาธิบดีเป็นนายกองในด้านอุดรไซร้ เป็นพนักงานเจ้าพระยาพิษณุโลก พระยากำแพงเพชรและหมื่นภักดีศวร เป็นนายกอง ในด้านข้างประจิมไซร้ เป็นพนักงานพระยานครราชสีมา เมืองสิงห์บุรี ขุนอินทรบาล แสนภูมิโลกาเพชร สวรการ บังคับบัญชา ในหน้าค่ายทั้ง ๔ ด้านนั้นไซร้ ตรัสให้เจ้าพระยาพิษณุโลกและขุนราชนิกุล นอกราชการ ตรวจจัดทั้ง ๔ด้านนั้น และพระพะลาชัยทัพหลวงไซร้ * ตั้งไกลค่ายล้อมนั้นประมาณ ๑๐ เส้น

ขณะนั้นพระยาตองอูเมื่อได้ยินข่าวว่า ทัพหลวงเสด็จไปพระยาตองอูให้ขยายช้างใหญ่ทั้งปวงไปไว้นอกเมืองตองอู เอาไปไว้ถึงตำบลแม่ช้าง ใกล้แดนเมืองอังวะ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสใช้พระมหาเทพเป็นนาย กอง ขุนคชภักดี เมืองคชโยธา และขุนหมื่นอาสา ให้ไปลาด จึ่งพระมหาเทพและข้าหลวงทั้งปวงยกไปถึงตำบลแตรตอง แล้วยก ไปถึงตำบลแม่ช้าง ได้ช้างพลายพังซึ่งพระยาตองอูให้เอาไปซ่อนไว้ นั้น ๕๐ เศษ ในนี้ แต่ช้างใหญ่พลายรายปลอกกะยอ สูง ๗ ศอก พลายเทวนาทพินาย สูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้ว พลายปลองภูรายภักสูง ๒ ศอก ๗ นิ้ว พลายละลุ่มแทง สูง ๖ ศอก ๑ นิ้ว พลาย นิลาตองสูง ๖ ศอก ๖ นิ้วพลายรานนิกนางสูง ๖ศอก ๓ นิ้ว พลายปลอกหละเนียมผะอยู่ สูง ๖ ศอก ๘ นิ้ว พลายหัศปิสารท สูง ๖ ศอกคืบ ๕ นิ้ว พลายมัดตอมู่ สูง ๖ ศอก ๘ นิ้ว พลาย เฉียดมะรัดคาร สูง ๖ ศอก ๓ นิ้ว พลายยู่มาตาง สูง ๖ ศอก ๒นิ้ว พลายกลอรายชวา สูง ๖ ศอก ๒ นิ้ว พลายพิจิตร สูง ๕ ศอกคืบ ๑ นิ้ว พลายไชยมงคล สูง ๖ ศอก ๘ นิ้ว พลายรายปลอกละ สูง ๖ ศอก พลายรายเรียมนาง สูง ๖ ศอก พลายราชสังราม สูง ๖ ศอก พลายชมภูทัช สูง ๖ ศอก ๒ นิ้ว พลายนักเป สูง ๕ ศอกคืบ ๕ นิ้ว พลายสีหนาศ สูง ๕ ศอกคืบ ๒ นิ้ว พลายสวรรคโลก สูง ๕ ศอกคืบ ๑๑ นิ้ว พลายรายผะอร สูง ๕ ศอกคืบ๗ นิ้ว พลายรายภักปองกะยอ สูง ๕ ศอกคืบ ๑๐ นิ้ว พลายพัง คูลาง สูง ๕ ศอกคืบ ๑๑ นิ้ว พลายเขมมรัศชะวา สูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว พลายรายภักถันเลียง สูง ๖ ศอก ๔ นิ้ว พลายจำกะย่อ สูง ๕ ศอกคืบ ๘ นิ้ว พลายอนันตะโยธา สูง ๕ ศอกคืบ ๑ นิ้ว พลายราย ถักกำยาง สูง ๖ ศอก ๒ นิ้ว พลายตหมายพระยาแพร สูง ๖ ศอก พลายเขยกรมัดไป สูง ๕ ศอกคืบ ๖ นิ้ว พังมระพังคง สูง ๔ ศอกคืบ พังมะวะหลอม สูง ๕ ศอกคืบ ๓ นิ้ว พัง สูง ๔ ศอก คืบ ๕ นิ้วและได้ช้างโขลกพวกหนึ่งเอามาถวาย

ถึงณวันเสาร์แรม ๑๓ ค่ำเดือน๕ * พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ตรัสให้พลทหารยก เข้าปล้นเมืองตองอู ชาวเมืองตองอูป้องกันเมืองเป็นสามารถ การ ปล้นนั้นกลางวันและพลทหารป่วยเจ็บมาก พระบาทสมเด็จบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้ห้ามบมิให้ปล้น ก็ให้คลายพลคืนออกมาเข้าค่าย จึ่งตรัสให้ แต่งไปลาดทุกตำบล ทั่วจังหวัดเมืองตองอู จนถึงแดนเมืองอังวะ และได้เสบียงเป็นอันน้อยนัก ข้าวแพงเป็นทะนานละ ๑๐ สลึง บ้าง ๓ บาทบ้าง ไพร่ทั้งหลายมิได้อยู่เป็นมั่วมูลในทัพหลวงและ หน้าค่ายล้อมเมืองทั้งปวงนั้น ก็จ่ายออกไปลาดหากินทุกตำบล อนึ่งไพร่พลหลวงทั้งหลายขาดเสบียงล้มตายก็มากนัก

ขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่จะยกช้างม้ารี้พลไปโดยเสด็จไซร้ เป็นเหตุด้วยพระรามเดโช ชาวเชียงใหม่ ได้มาเป็นข้าหลวง แต่ขณะก่อน และเมื่อเจ้าพระยาตะนาวศรียกทัพขึ้นไปเชียงใหม่ ห้ามชาวล้านช้างนั้น พระรามเดโชเข้าทัพไปด้วยเจ้าพระยาตะนาว ศรี เจ้าพระยาตะนาวศรีก็แต่งให้พระรามเดโช ให้มาอยู่ซ่องคน ในเมืองเชียงราย เชียงแสน อันเป็นเพศพระเจ้าเชียงใหม่นั้น ให้มาขึ้นแก่พระเจ้าเชียงใหม่ตามประเวณี ครั้นพระรามเดโชไป ถึงเมืองเชียงราย เชียงแสน ชาวเมืองทั้งสองเมืองนั้น ก็สมัคร ด้วยพระรามเดโช เอาพระรามเดโชเป็นเจ้าเมือง ก็มิได้มาออก แก่พระเจ้าเชียงใหม่ ส่วนท้าวพระยาหัวเมืองอันขึ้นแก่พระเจ้าเชียงใหม่ทั้งปวง ก็มิได้มั่วมูลสมัครสมานด้วยพระเจ้าเชียงใหม่ ก็มาสมัครสมานด้วยพระรามเดโช พระรามเดโชได้กำลังรี้พลมากก็คิดจะรบเอาเมืองเชียงใหม่ จึ่งพระเจ้าเชียงใหม่จะยกพลไปโดย เสด็จมิได้ และแต่งพระทุลอง* อันเป็นราชบุตร และท้าวพระยา ช้างม้ารี้พลขึ้นไปตามทัพหลวงถึงเมืองตองอู

ฝ่ายเจ้าเมืองแสนหวีถึงแก่กาลพิราลัย หาผู้จะครองเมือง มิได้ จึ่งเสนาบดีแต่งเครื่องบรรณาการไปทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ เมืองตองอู กราบทูลขอเจ้าฟ้า แสนหวีซึ่งได้มาเป็นข้าเฝ้า ขณะตรัสใช้พระยาศรีไสละไปช่วยกัน เมืองเมาะลำเลิงนั้น คืนไปเป็นเจ้าเมืองแสนหวี

ในขณะนั้นทัพหลวงตั้งอยู่เมืองตองอูถึง ๓ เดือน แล้วแต่งให้ไปลาดทุกตำบลไซร้ มิได้เสบียงอันจะเลี้ยงไพล่พลทั้งปวง ในทัพหลวงนั้นข้าวแพงเป็นทะนานละตำลึง อนึ่งก็จวนเทศกาลฟ้าฝน พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ยกทัพหลวงจากเมืองตองอูมาโดยทางกลอกมอ ครั้นทัพหลวง เสด็จถึงตำบลคับแค สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงอัญเชิญพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวมายังพลับพลาชัย ก็มีพระราชโองการดำริด้วยกันว่า แผ่นดินเมือง เชียงใหม่เป็นจลาจล เพื่อพระรามเดโชและพระยาน่าน พระยาฝาง และท้าวพระยาชาวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงอันขึ้นแก่พระเจ้าเชียงใหม่นั้น ชวนกันคิดร้าย และจะรบพระเจ้าเชียงใหม่ดังนี้สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ก็เชิญพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จไปเชียงใหม่ระงับท้าวพระยาทั้งปวง ซึ่งคิดร้ายแก่พระเจ้าเชียงใหม่นั้น และตรัสให้ทัพพระยากำแพงเพชร ทัพพระยาท้ายน้ำ ทัพพระยา เพชรบูรณ์ ทัพพระยานครสวรรค์ ทัพพระยาชัยนาทไปโดยเสด็จและทัพพระทุลอง ทัพพระยาแสนหลวง ทัพพระยานคร เป็นทัพหน้า แล้วดำรัสให้เจ้าฟ้าแสนหวีไปโดยเสด็จด้วย ถ้าเสร็จราชการแล้วจึงให้ส่งขึ้นไปยังเมืองแสนหวี จึงพระบาท สมเด็จเอกาทศรถ อิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกทัพหลวงเสด็จไปโดยทางเชียงใหม่ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ก็เสด็จมาโดยทางสะโตง มายังเมาะลำเลิง ส่วนข้าหลวงอันแต่งไว้ให้ช่องมอญทั้งปวงนั้น ก็ช่องมอญอันกระจัดพลัดพรายทั้งปวงให้เข้าอยู่ที่ ภูมิลำเนาในเมืองเมาะลำเลิงและเมืองเมาะตะมะนั้นได้มาก จึ่งตรัสให้พระยาทะละอยู่ตั้งเมืองเมาะลำเลิงและเมาะตะมะนั้นแล้ว ก็ยกทัพหลวงเสด็จมายังกรุงพระมหานคร

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถ บรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จถึงตำบลท่าหอก *ในวันอังคารแรม ๘ ค่ำ เดือน ๗ * และแรมประทับอยู่ในตำบลท่าหอกนั้น ๑๕ วัน จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่เจ้าพระยาศรีราชเดโชชัยอภัยพิริยพาหุ ให้แต่งข้าหลวงไปหาพระยาหลวงเมืองน่าน พระยาฝางพระรามเดโช พระยาพลศึกซ้าย พระยาสาด พระยาแพร่ พระยาล่อ พระยาสะเรียง พระยาเชียงของ พระยาพยาว พระยาพยากพระยาเมืองยอง พระยาขวา และหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงทุกเมือง และแต่งข้าหลวงไปอยู่ประจำทุกเมือง

จึงพระเจ้าเชียงใหม่ก็แต่งเครื่องบรรณาการให้นันทะพะยะเอามาถวาย และให้กราบทูลพระกรุณาว่า ทัพหลวงเสด็จมานี้พระเจ้าเชียงใหม่ชื่นชมหนักหนา เห็นว่ากิจกังวลทั้งปวงก็จะสำเร็จบริบูรณ์ ด้วยเดชพระราชสมภาร และว่าพระเจ้าเชียงใหม่ยกไปเอาเมืองเชียงรายไซร้ พระยาฝางทำเพทุบายว่า จะยกมาช่วย พระเจ้าเชียงใหม่ และมากวาดเอาไพร่พลลูกค้ามาขายในแดนเมืองเชียงใหม่ทั้งปวงไปยังเมืองฝาง จึงพระเจ้าเชียงใหม่จะอยู่รบ เอาเมืองเชียงรายมิได้และกลับคืนมาเมือง ขอเชิญทัพหลวงเสด็จไปเอาเมืองฝาง

จึงพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่นันทะพะยะ ผู้มากราบทูลพระกรุณานั้น ให้ไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ว่าทรงพระกรุณาตรัสใช้ข้าหลวงไปหาพระยาฝาง และท้าวพระยาทั้งปวง แล้วจะท่าฟังข่าวนั้นก่อน ถ้าเห็นว่าพระยาฝางมิได้สวามิภักดิ์ไซร้จึ่งจะยกทัพหลวงเสด็จไปเอาเมืองฝาง

ครั้นนันทะพะยะรับพระราชโองการใส่เกล้าใส่กระหม่อมไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าเชียง ใหม่ก็ให้หมื่นตอง * และนายศรีนาถมากราบทูลพระกรุณาเล่าว่า ในเมืองเชียงใหม่ข้าวแพงนัก ทรงพระกรุณาจะเสด็จอยู่ท่าฟังข่าว ซึ่งข้าหลวงไปหา ท้าวพระยาทั้งปวงนั้น เห็นจะเป็นช้านานและรี้พลทั้งปวงขาด เสบียง ขออัญเชิญเสด็จไปเอาเมืองฝางยังแล้ว เพราะเมืองฝางเป็นเสี้ยนศัตรูใหญ่หลวงนัก ครั้นหมื่นตอง นายศรีนาถมาถึงทัพหลวงในวันนั้น พระยาฝางให้หมื่นหลวงซ้าย นำเอาเครื่องบรรณาการมาถวาย ส่วนพระยาน่านให้แสนเด็กซ้ายนำเอาเครื่องบรรณาการมาถวายและมาถึงพร้อมกัน จึ่งหมื่นหลวงซ้ายและแสน เด็กซ้ายกราบทูลพระกรุณาว่า พระยาฝางและพระยาน่านแต่งดอกไม้เงินทองจะมาถวายบังคมในภายหลัง

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตร พระ พุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่หมื่นตองและนายศรีนาถให้ไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่โดยเนื้อคดี ซึ่งพระยาฝางและพระยาน่านให้กราบทูลพระกรุณานั้น เมื่อทัพหลวงเสด็จ แรมทัพอยู่ในตำบลท่าหอกนั้น ข้าวแพงนัก พระบาทสมเด็จ เอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสถามพระยาแสนหลวงว่า ไพร่พลขาดเสบียงดังนี้จะพอยกทัพหลวงไปตั้งแห่งใด จึงพระยาแสนหลวงกราบทูลพระ กรุณา ขอเชิญเสด็จยกทัพหลวงไปตั้งตำบลเมืองเถิน เพราะที่นั้นใกล้ท่าเรือ พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้ขุนวิสูตรเสนา และขุนราชสรจันทร์ให้ไปทูลพระเจ้าเชียงใหม่ว่า ทัพหลวงเสด็จไปตั้งในตำบลเมืองเถิน

วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ สมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกพลพยุหจากท่าหอกไปตั้งในตำบลเมืองเถิน จึ่งพระยาฝางก็ให้แต่งดอกไม้เงินทอง และเครื่องบรรณาการมาถวาย จึงพระยาหลวงเมืองน่านก็ให้พระยาชัยสงครามถือดอกไม้เงินทองและเครื่องบรรณาการมาถวาย พระรามเดโชก็ให้พระยาสาดและแสนวิชยามาตย์ ถือดอกไม้เงินทองและเครื่องบรรณาการมาถวาย

จึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ก็ให้หมื่นหลวงกุมกาม * มากราบทูลพระกรุณาว่า พระเจ้าเชียงใหม่ใช้ฉางกองจ่า และหมื่นหลวง กุมกามไปยังเขมราชและไกลเมืองฝางไป พระยาฝางก็ให้กุมเอาตัวฉางกองจ่า และหมื่นหลวงกุมกาม หมื่นฟองฝาง *เกาะจำไว้อนึ่งพระเจ้าเชียงใหม่เมื่อตั้งทัพอยู่ ณ เมืองเชียงราย และใช้งะสอแสนท่าช้าง แสนขวาง ให้เอาช้างขึ้นไป พระยาฝางให้จับผู้มีชื่อ ทั้งนี้ฆ่าเสีย และยังแต่งะสอผู้เดียว ให้เกาะไว้ และบัดนี้ด้วย เดชะพระราชสมภาร พระยาฝางให้ปล่อยฉางกองจ่า และหมื่นหลวงกุมกาม และงะสอ มาด้วยหมื่นฟองฝาง ถึงเมืองเชียงใหม่แล้ว

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่หมื่นหลวงกุมกาม ให้ทูลพระเจ้าเชียงใหม่ว่า พระยาฝาง และพระยาหลวงเมืองน่าน และพระรามเดโช แต่งดอกไม้เงินทองมาถวาย แล้วตัวจะลงมา ถวายบังคมภายหลัง พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้ขุนทรง ภาราและขุนศรี ถือพระราชสาส์นไปเมืองเขมราช จึ่งพระยา หลวงเมืองน่านและท้าวพระยาแสนหมื่นชาวเมืองน่าน ก็ลงมาถวายบังคม และพระยาหลวงเมืองน่านถวายช้างพลาย๖ศอกมีเศษ ถวายช้างพัง ๒ ช้าง ถวายม้าดี ๒๐ ม้า และเครื่องบรรณาการก็มาก อนึ่งท้าวพระยาแสนหมื่นอันมาด้วยพระยาหลวงเมืองน่านนั้น ถวายม้าและเครื่องบรรณาการก็มาก

อันดับนั้น พระยาฝางและท้าวพระยาแสนหมื่นชาวเมืองฝาง ก็ลงมาถวายบังคม พระยาฝางก็ถวายช้างพลายสวมทองช้างหนึ่ง สูง ๖ ศอกเศษ ช้างพังรูปดี ๒ ช้าง ถวายม้า ๓๐ ม้า และเครื่องบรรณาการก็มาก อนึ่งท้าวพระยาแสนหมื่นอันมาด้วย พระยาฝางนั้น ก็ถวายม้าและเครื่องบรรณาการก็มาก อยู่ ๓ วัน พระรามเดโชและท้าวพระยาแสนหมื่น ชาวเมืองเชียงแสนและ เชียงราย ก็มาถวายบังคม พระรามเดโชถวายช้างพลายฉางพรสะ ศึกช้างหนึ่ง สูง ๕ ศอกคืบเศษ ช้างพลายมระปอกนากหนึ่ง ถวายม้า ๕๐ ม้า และเครื่องบรรณาการก็มาก อนึ่งท้าวพระยาแสนหมื่นอันมาด้วยพระรามเดโชนั้น ถวายเครื่องบรรณาการก็มาก พระยาพลเศิกซ้าย น้องพระยาหลวงเมืองน่าน ก็ลงมาถวายบังคม และถวายช้างพลายบุญเรืองฤทธิ์ช้างหนึ่ง สูง ๕ ศอกคืบเศษ ถวายม้าและเครื่องบรรณาการก็มาก พระยาแพร่ พระยา ลอ พระยาชะเรียง พระยาเชียงของ พระยาพยาว พระยาพยาก พระยาเมืองยองและท้าวพระยาหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวง ก็มาถวายบังคมและถวายช้างม้า และเครื่องบรรณาการก็มากและท้าวพระยาแสนหมื่นทั้งปวงนี้ เอาช้างม้ารี้พลมาตั้งทัพอยู่ล้อมพระราชฐานและรับราชการ

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้หมื่นอินทรักษา ให้ขึ้นไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ว่า ท้าวพระยาทั้งปวงมาถวายบังคม และได้รับราชการอยู่ในทัพหลวงแล้ว พระเจ้าเชียงใหม่ก็ยินลาก ยินดีนักหนา เพราะท้าวพระยาทั้งนั้นกำลังรี้พลมั่นคงนัก ถ้าและทรงพระกรุณามิได้เสด็จไประงับไซร้ เห็นพระเจ้าเชียงใหม่จะยืนแก่ท้าวพระยาทั้งนี้มิได้ และด้วยเดชะพระราชสมภารเสด็จไป จึ่งแผ่นดินเมืองเชียงไหม่มิได้จลาจลคงอยู่แก่พระเจ้าเชียงใหม่อนึ่งเมื่อทัพหลวงเสด็จอยู่เมืองเถินนั้น พลทหารล้อมวังเป็นน้อยน้า เพราะข้าวแพงและรี้พลทั้งปวงซ่านเซ็นลงมายังอยู่ในทัพหลวง ประ มาณ ๓๐๐ เศษ อนึ่งช้างม้าก็น้อยนัก

ฝ่ายท้าวพระยาลาวทั้งปวงนั้นไซร้ ก็ย่อมมีกำลังช้างม้ารี้พลมั่งคั่งทุกเมือง และท้าวพระยาทั้งปวงมาราบคาบทีนี้ ด้วยเดชานุภาพพระราชสมภาร จึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ให้พระยาพยาวนำเอาช้างพลายมานะช้างหนึ่ง สูง ๗ ศอกเศษ ลงมาด้วยหมื่นอินทรักษา เอามาถวายในตำบลเมืองเถิน แล้วพระเจ้าเชียงใหม่ ก็แต่งเครื่องบรรณาการให้แสนหมื่นถือลงมาถวายเป็นหลายครั้ง

ฝ่ายพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จไประงับท้าวพระยาทั้งหลายในเมือง เชียงใหม่นั้นราบคาบแล้ว ก็ตรัสให้ส่งเจ้าฟ้าแสนหวีไปโดยทางเชียงใหม่ ไปยังเมืองแสนหวี และพระราชทานตรัสให้ช้างม้า และเครื่องกระยาประสาทไปแก่เจ้าฟ้าแสนหวีนั้นมาก อยู่มาพระมหาเทวีพระเจ้าเชียงใหม่ถึงแก่อนิจกรรม พระเจ้าเชียงใหม่ก็ ให้แสนหนังสือแดนลงมากราบทูลพระกรุณา ขอพระทุลองขึ้นไป ช่วยแต่งการศพพระมหาเทวี และแต่งพระชัยทิปะผู้น้องพระทุลองลงมาถวายบังคม อยู่เฝ้าจำนำพระบาทในทัพหลวง

ในเมืองเชียงใหม่นั้น เร่งเกิดทรพิษ ข้าวแพงนัก พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถ บรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้หลวงเสนาบดีศรีสมุหพระกลาโหมลงมา ยังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา เอาลำเลียงข้าวขึ้นไปยังทัพ หลวง และพระราชทานให้ขึ้นไปแก่พระเจ้าเชียงใหม่ จึ่งได้เลี้ยงไพร่พลประชาราษฎรทั้งปวงในเมืองเชียงใหม่นั้น ส่วนขุนพรหมสุรินทร์ข้าหลวงผู้ไปอยู่รั้งเมืองฝางนั้นเกิดเหตุการณ์ ชาวเมือง ฝางคิดร้ายก็ลอบทำร้ายแก่ขุนพรหมสุรินทร์ จึ่งมีข่าวลงมากราบทูลพระกรุณา พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้พระยานครและพระรามเดโช ขึ้นไปอยู่รั้งเมืองฝาง ครั้นท้าวพระยาหัวเมืองใหญ่น้อย ทั้งปวงลงมาถวายบังคมเสร็จแล้วถึงเดือน๑๑พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสใช้หมื่นนนทบาล ลงมากราบทูลพระกรุณาแก่สมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง ให้หมื่นนนทบาลแถลงการณ์ซึ่งเสด็จไประงับท้าวพระยาทั้งปวงราบคาบนั้น ถวายแก่พระพุทธเจ้าหลวง

ในขณะนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จอยู่แต่เมืองสุพรรณบุรี ครั้นหมื่นนนทบาลมาถึงเมืองสุพรรณบุรี ที่ทัพหลวงเสด็จอยู่นั้น หมื่นนนทบาลก็เอากิจจานุกิจทั้งปวงกราบทูลพระกรุณา แถลงถวายแก่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่หมื่นนนทบาล ให้ ขึ้นไปกราบทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอเชิญเสด็จขึ้นไปยังเมืองเชียงใหม่ ให้เอาท้าวพระยาทั้งปวงให้สมัครสมานด้วยพระเจ้าเชียงใหม่ ครั้นหมื่นนนทบาลขึ้นไปถึงทัพหลวง กราบทูลพระกรุณาโดยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมีพระราชโองการตรัสนั้น พระบาทสมเด็จ เอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสใช้ข้าหลวงขึ้นไปหาพระรามเดโชในเมืองฝางว่า ทัพ หลวงเสด็จไปยังเมืองเชียงใหม่ และให้พระรามเดโชลงมาถวาย บังคมในเมืองเชียงใหม่ จึ่งตรัสใช้ข้าหลวงให้ขึ้นไปทูลแก่พระเจ้าเชียงใหม่ว่า ทัพหลวงจะเสด็จขึ้นไปตั้งในเมืองลำพูน และให้พระเจ้าเชียงใหม่ออกมารับเสด็จในเมืองลำพูน จะเอาท้าวพระยาหัวเมืองใหญ่น้อยทั้งปวงมอบแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ให้สมัครสมานด้วยกัน ขณะนั้นพระเจ้าเชียงใหม่รู้ ก็แต่งท้าวพระยาแสนหมื่น ให้ออกมาปลูกพระตำหนักทัพหลวง แล้วก็แต่งตำหนักที่พระเจ้าเชียงใหม่จะเสด็จออกมาเองนั้น

ถึง ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๑๑ ค่ำ เดือนอ้าย พระบาทสมเด็จ เอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกทัพ หลวงเสด็จจากเมืองเถิน และพระยาหลวงเมืองน่าน พระยา แสนหลวงพึงชัย พระยาฝาง และท้าวพระยาหัวเมืองใหญ่น้อย ทั้งปวง และพระชัยทิปะ ลูกพระเจ้าเชียงใหม่ก็ไปโดยเสด็จ จึ่ง ยกทัพหลวงเข้าไปตั้งเมืองลำพูน ในขณะนั้นช้างม้ารี้พลฝ่ายท้าวพระยาลาวทั้งปวงนั้น ล้อมทัพหลวงอยู่เป็นนักหนา พระเจ้าเชียงใหม่รู้ว่าท้าวพระยาลาวทั้งปวงพร้อมมูลในทัพหลวง และช้าง ม้ารี้พลมากนักบรรดาพระเจ้าเชียงใหม่จะออกมารับทัพหลวงไซร้ก็คิดสงสัยเกรงขามและมิได้ออกมารับเสด็จในเมืองลำพูนนั้น

ส่วนพระรามเดโช ครั้นมีพระราชกำหนดขึ้นไปหา ก็ยกลงมาจากเมืองฝาง จะมายังทัพหลวงในเมืองลำพูน ก็เอาช้างมารี้พลเดินใกล้เมืองเชียงใหม่มา พระเจ้าเชียงใหม่ก็ยกทัพเข้าตีทัพพระรามเดโช พระรามเดโชมิทันรู้ตัวก็แตกฉาน พระรามเดโช จะลงมายังทัพหลวงมิได้ ก็คืนไปเมืองฝาง

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสรู้การซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่คิดสงสัยและมิได้ลงมายังทัพหลวงนั้น จึงมีพระราชโองการตรัสให้ท้าวพระยาพระหัวเมือง มนตรีมุขทั้งหลาย พิพากษาว่า ซึ่งทรงพระกรุณาให้เรายกพลากร (มา) ทั้งนี้ เพราะเหตุว่าทรงพระเมตตาแก่พระเจ้าเชียงใหม่ เพื่อจะให้ระงับท้าวพระยาลาวหัวเมืองทั้งปวง อัน กระด้างกระเดื่องเป็นปัจนึกแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ให้ปรกติราบคาบท้าวพระยาลาวทั้งปวงก็มาพร้อมกัน ณ เมืองเถินสิ้น

ฝ่ายพระเจ้าเชียงใหม่ก็มิได้ลงมา แต่งให้แสนท้าวพระยา ลาวคุมเครื่องบรรณาการลงมา เรื่องความทั้งนี้ก็ทราบลงไปถึงฝ่า พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหา ประเสริฐดำรัสเห็นว่าเมืองเชียงใหม่ยังมิปรกติ จึ่งให้กลับขึ้นมา ระงับเสียให้จงได้ พระเจ้าเชียงใหม่ก็มิได้ลงมา กลับแต่งทัพมาซุ่มไว้ตีพระรามเดโช อันลงมาตามกำหนดอีกเล่า และซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่ทำดังนี้ ยังเห็นประการใด มุขมนตรีทั้งปวงปรึกษาว่าเดิมแผ่นดินเชียงใหม่เป็นจลาจล พระเจ้าเชียงใหม่หาที่พึ่งมิได้ จึ่งให้ไปกราบทูลเบื้องบาทยุคล ขอเอาพระเดชเดชานุภาพปกเกล้า ปกกระหม่อม พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระมหากรุณาแก่พระเจ้าเชียงใหม่ ให้คงอยู่ในเศวตฉัตร จึ่งเชิญพระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นมาในสมัยใช่ฤดูกาล ป่วยการ รี้พลมากครั้นทัพหลวงเสด็จถึงท่าหอก ตรัสให้ข้าหลวงไปหาท้าวพระยาลาวอันกระด้างกระเดื่องต่อพระเจ้าเชียงใหม่ เดชะพระเดชานุภาพ ท้าวพระยาลาวทั้งปวงมิอาจขัดแข้งอยู่ได้ ก็พากันมากราบถวายบังคม เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ในทัพหลวง ณ เมืองเถนสิ้น พระเจ้าเชียงใหม่ก็หามาไม่ ด้วยมิได้เชื่อพระเดชเดชา นุภาพ มีแต่ความกลัวพระยาลาวทั้งปวงมากกว่าพระราชอาชญาศึกอีก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มิได้ทรงพระโทมนัสเคืองพระ ทัย ต้องทรงพระอุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินกลับขึ้นมาถึงเมืองลำพูน กำหนดให้พระเจ้าเชียงใหม่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พร้อมกันกับพระยาลาวทั้งหลาย เพื่อจะพระราชทานพระราโชวาท ให้พระยาลาวสมัครสมานอ่อนน้อมต่อพระเจ้าเชียงใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ก็มิได้ลงมา กลับแต่งทัพไทยใหญ่ซุ่มตีพระรามเดโช อันจะลงมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท จนพระรามเดโชมามิได้ กลับคืนมาเมืองฝาง และพระเจ้าเชียงใหม่โมหจิต มิได้เชื่อพระเดชเดชา นุภาพแล้ว ซึ่งจะเสด็จอยู่โปรดอีกเหลือการ อนึ่งไพร่พลในทัพหลวงและไพร่ท้าวพระยาลาวทั้งปวง ก็ขัดสนเสบียงอาหารนัก ขอเชิญเสด็จพระราชดำเนินทัพหลวงเสด็จกลับยังกรุงพระมหานครจึ่งควร เอาคำพิพากษากราบทูลพระกรุณา จึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า พระเจ้าเชียงใหม่เป็นคนหลงอยู่แล้ว และจะละเสียนั้นเหมือนไม่อนุกูลพระเจ้าเชียงใหม่ ประการหนึ่งก็จะเสียเกียรติยศสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวงผู้ทรงพระคุณธรรมอันมหาประเสริฐไป ทั้งพระองค์ก็จะทรงพระโกรธโทษเราได้ ชอบให้ข้าราชการผู้มีสติปัญญาเข้าไปว่ากล่าวชี้แจง ให้พระเจ้าเชียงใหม่ออกมาจงได้ และ ให้ม้าตำรวจ ๓๐ ม้า ขึ้นไปหาพระรามเดโชลงมาสมัครสมานเสียจึ่งควร

ฝ่ายเสนาข้าทูลละอองธุลีพระบาท กราบถวายบังคมเห็นโดยพระราชดำริทุกประการ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ตรัสให้หมื่นอินทรักษากับพระชัยทิปะ โอรสพระเจ้าเชียงใหม่ เข้าไปยัง เมืองเชียงใหม่ และให้หมื่นเพชรไพรี หัวหมื่นตำรวจ ๓๐ ม้าไปหาพระรามเดโช ณ เมืองฝาง ครั้นหมื่นอินทรักษา ข้าหลวง กับพระชัยทิปะ ไปถึงพระเจ้าเชียงใหม่ จึ่งทูลว่า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระเมตตา อุตสาหะเสด็จพระราชดำเนินยกทัพหลวง ขึ้นมาถึงเมืองลำพูน กำหนดให้ลงมาเฝ้า ทรงพระกรุณาจะเอาพระยาลาวทั้งปวงสมัครสมานมอบให้ เหตุไฉนพระองค์จึ่งมิได้ลงไปเฝ้า แล้วลอบแต่งทัพม้าตีทัพพระรามเดโช อันลงไปเฝ้าทูล ละอองธุลีพระบาทนั้นอีกเล่า พระองค์ทำดังนี้ควรอยู่แล้วหรือบัดนี้พระเจ้าอยู่หัวขัดเคือง ให้เสนาพฤฒามาตย์ปรึกษาว่า ๆ ให้เชิญเสด็จยกทัพหลวงกลับยังกรุงพระมหานคร แต่ทว่าสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัว ยังทรงพระอาลัยถึงพระองค์ว่า ถ้าทัพหลวงเสด็จกลับเห็นว่าเมืองเชียงใหม่จะตั้งอยู่มิได้ เสียดายที่สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรมานพระองค์เสด็จมา จึ่งให้ข้าพเจ้าเข้ามากราบทูลพระองค์อย่าให้วิตกเกรงขามท้าวพระยาลาวทั้งปวงเลย เป็นภาระธุระสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จะระงับการกุลีให้สงบจงได้ พระชัยทิปะทูลชี้แจงพระเดชเดชานุภาพที่ท้าวพระยาลาวเกรงขามให้ฟังทุกประการ

พระเจ้าเชียงใหม่ได้แจ้งดังนั้น มีความยินดีนัก ครั้น เพลารุ่งเช้า พระเจ้าเชียงใหม่ก็ยกช้างม้ารี้พลโดยสมควรลงมายัง เมืองลำพูน เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทูล ขอโทษที่มิได้ลงมาเฝ้า และลอบทำร้ายพระรามเดโชทุกประการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังพระเจ้าเชียงใหม่กราบทูล แย้มพระโอษฐ์แล้วมีพระราชโองการตรัสว่า ซึ่งพระเจ้าเชียงใหม่มิได้มาตามกำหนดนั้น เพราะท่านมิได้เชื่อพระบวรบุญญานุภาพสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง ผู้ทรงพระกฤษฎาภินิหารอันประเสริฐ ตรัส เท่าดังนั้นแล้ว ก็ให้หาท้าวพระยาลาวทั้งปวงเข้ามาเฝ้า จึ่งมีพระราชบริหารตรัสแก่พระยาน่าน พระยาฝาง และท้าวพระยาลาวแสนหลวงทั้งปวงว่า เมืองเชียงใหม่เป็นเมืองกษัตริย์สืบมาแต่บูราณราชประเพณี พระเจ้าเชียงใหม่เล่า ก็เป็นกษัตริย์สืบสุริยวงศ์มา หลายชั่วแล้ว และซึ่งท่านทั้งปวงคบคิดกันเป็นปรปักษ์ข้าศึก จะรบเอาเมืองเชียงใหม่นั้น ถึงมาตรว่าจะได้สมบัติในเมืองเชียงใหม่ก็ดี ความทุรยศอันนี้ ก็จะปรากฎอยู่ (คู่) ฟ้า ดูมิบังควร สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาการุญภาพท่านทั้งปวงและพระเจ้าเชียงใหม่ จึ่งดำรัสให้เราอุตสาหะมาหวังจะให้ท่านทั้งปวงสามัคคีรสสุนทรภาพสโมสรสุจริตดุจกาลก่อน ท้าวพระยาทั้งหลาย จะว่าประการใด ท้าวพระยาแสนหลวงทั้งปวง กราบถวายบังคมพร้อมกัน แล้วกราบทูลว่า พระเจ้าอยู่หัวโปรดประการใด จะกระทำตามทุกประการ พระเจ้าเชียงใหม่กราบทูลพระกรุณาว่าท้าวพระยาทั้งปวงประนีประนอมแล้ว ข้าพระองค์มิได้มีอาฆาต จองเวรแก่ท้าวพระยาทั้งปวง จะถวายสัตย์ปฏิญาณได้

สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ฟังดังนั้น ดีพระทัย ตั้งแต่นั้นพระเจ้าเชียงใหม่กับท้าวพระยาแสนหลวง แสนเมืองทั้งปวง ก็มิได้มีความพิโรธอาฆาตแก่กันต่อไป พระเจ้าเชียงใหม่ก็มิได้กลับ เข้าไปเมืองเชียงใหม่ อยู่ในทัพหลวงถึง ๘ เวน

ฝ่ายหมื่นเพชรไพรีกับพระรามเดโชก็มาถึง เฝ้าพร้อมกันกับพระเจ้าเชียงใหม่ แสนหลวง แสนเมืองทั้งปวง พระบาทสมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ตรัสให้ราโชวาทโดยยุติธรรมสามัคคีรส พระ เจ้าเชียงใหม่กับพระรามเดโชก็สิ้นเวรพยาบาทกัน

ครั้นรุ่งขึ้นก็เสด็จพระราชดำเนินพาพระเจ้าเชียงใหม่ และ ท้าวพระยาลาว เข้าไปในพระอารามพระมหาธาตุ เมืองลำพูน ก็ให้ท้าวพระยาลาวทั้งปวงกระทำสัตย์ปฏิญาณ ถือน้ำพระพิพัฒน์ต่อพระเจ้าเชียง ใหม่ พระเจ้าเชียงใหม่ก็ถวายสัตย์ต่อสมเด็จพระ พุทธเจ้าอยู่หัว จำเพาะพระพักตร์พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เจ้า ซึ่งมิได้อาฆาตจองเวรแก่ท้าวพระยาทั้งหลายเป็นอันสุจริต สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสให้โอวาทสั่งสอนพระเจ้าเชียงใหม่และท้าวพระยาลาวทั้งหลายเป็นอเนกบรรยาย แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ามายังราชพลับพลาอาสน์ จึ่งดำรัสแก่พระเจ้าเชียงใหม่ และพระรามเดโช ท้าวพระยา แสนหลวง แสนเมืองทั้ง ปวง ให้ไปอยู่รักษาเมืองดังเก่า บำรุงประชาราษฎรขอบขัณฑเสมา โดยยุติธรรมประเพณีให้ถาวรวัฒนาสืบไป

ครั้น ณ วันอังคาร แรม ๕ ค่ำ เดือนอ้าย พระบาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จพระราชดำเนิน ยกพยุหโยธาทัพออกจากเมืองลำพูน และพระเจ้าเชียงใหม่ พระรามเดโช ท้าวพระยาแสนหลวง แสนเมืองทั้งปวง ก็ตามมาส่งเสด็จถึงตำบลจอมทอง แล้วก็กราบถวายบังคมลา ยกแยกกันไปบ้านเมืองโดยพระราชกำหนด แต่พระชัยทิปะ ลูกพระเจ้าเชียงใหม่ และพระยาเศิกซ้าย และนันทะกะยอสูนั้น ลงมาโดยเสด็จ พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงมาถึงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในเมืองสุพรรณบุรี สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็มีพระราชหฤทัยปรีดาภิรมย์นักหนา และสรรเสริญพระเดชเดชานุภาพพระราชสมภารพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จไประงับท้าวพระยา ทั้งปวงให้ราบคาบนั้น

ลุศักราช ๙๕๒ ปีขาล โทศก ในเมืองละแวกนั้นไซร้ เมื่อพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ยกทัพหลวงเสด็จไปปราบราชศัตรูในเมืองละแวก และเทครัวอพยพทั้งปวงเสด็จมายังกรุงพระนคร แล้วอยู่ภายหลังจึ่งลูกพระยาละแวก ซึ่งหนีไปอยู่เมืองล้านช้างนั้น ก็คืนมายังเมืองละแวก ประมูลไพร่พลทั้งปวงได้เป็นพระยาละแวก แล้วแต่งดอกไม้เงินทอง และเครื่องบรรณาการถวายทุกปีมิได้ขาด ครั้นพระยาละแวกนั้นพิราลัย ไซร้ หาผู้ปกครองแผ่นดินเมืองละแวกนั้นมีไม่ จึ่งสมณพราหมณาจารย์ และท้าวพระยามนตรีมุขทั้งปวง แต่งดอกไม้เงิน ทอง และเครื่องบรรณาการมาถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ขอพระศรีสุพรรมาธิราช ผู้น้องพระยาละแวกก่อนนั้น ไปครองแผ่นดินเมืองละแวก

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องราชูปโภคสำหรับพระมหากษัตริย์ ให้เอาพระศรีสุพรรมาธิราชไปเป็นพระยาละแวก แล้วตรัสให้เจ้าพระยาสวรรคโลก พระยาพนธารา และพลทหาร๓,๐๐๐ เอาพระศรีสุพรรมาธิราชไปส่งถึงเมืองละแวกโดยทางเรือ ในปีขาล โทศกนั้น

ลุศักราช ๙๕๓ ปีเถาะ ตรีศก พระศรีสุพรรมาธิราชผู้เป็นพระยาละแวก ก็ให้พระยากลาโหม ผู้ลูกเขย มากราบทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสอง พระองค์ว่า พระยาอ่อนหนีไปอยู่ด้วยซ่องพรรคในตำบลเสนละโทงนั้น ประมูลซ่องพรรคทั้งปวงได้มากแล้ว ว่าจะยกมารบพระยาละแวก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งทัพพระเจ้าลูกเธอ พระมหาธรรมราชา และช้างเครื่อง ๕๐ ม้า ๑๐๐ พล ๑๐,๐๐๐ และทัพพระยาธรมาธิบดี พระยาสวรรคโลก พระยากำแพงเพชร พระยาสุโข ทัย พระยาธารา ยกไปโดยทางโพธิสัตว์ และมีพระกำหนด ไป ให้พระยาละแวกยกทัพออกมาบรรจบด้วยทัพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ และให้ยกไปตีทัพพระยาอ่อนในตำบลเสนละโทงนั้น ครั้นตีทัพพระยาอ่อนแตกฉานแล้ว สมเด็จพระเจ้าลูกเธอก็ยกทัพคืนมาโดยทางพระนครหลวง มาถวายบังคมพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์

เมื่อทัพหลวงเสด็จอยู่ในเมืองเพรชบุรีในปีเถาะศกนั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปประพาสโดยทางชลมารค เสด็จด้วยพระชลวิมารอันอลงการอลงกตรจนา ดูมหึมา ดาดาษด้วยบริพารแสนศฤงคารประดับสรรพเสร็จ เสด็จถึงเมือง พระพิษณุโลก ตั้ง ตำหนักในตำบลวัดจันทร์ ฝ่ายพระคชาธารสารสินธพ พาหนะและช้างต้นม้าต้นทั้งปวงไซร้ ทรงพระกรุณาตรัสให้ไปโดยทางสถลมารค รับทัพหลวงในเมืองพระพิษณุโลก พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จ ไปนมัสการพระชินราชในวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ณ เมืองพระพิษณุโลก นั้น แล้วก็เสด็จไปประพาสในเมืองพระพิษณุโลก นั้นทุก ตำบล

ในขณะนั้นกรมการเมืองพระพิษณุโลกกราบทูลพระกรุณา ว่า เสือร้ายนัก มาบีฑาผู้คนถึงในเมืองพิษณุโลก ทรงพระ กรุณาตรัสให้ข้าหลวงไปล้อมเสืออันร้ายทุกตำบล วันหนึ่งข้าหลวงไปล้อมเสือมาถวาย และทรงพระกรุณาตรัสให้แต่งเป็นคอก สูงประมาณ ๑๐ ศอก แล้วเอาเสือปล่อยเข้าในคอกนั้น พระบาท สมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถาบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ เสด็จด้วยช้างพระที่นั่ง และเสด็จออกไปยืนช้างพระที่นั่งแทบคอก นั้น และจะให้ทหารจ้าหลวงเจ้าพุ่งแทงไซร้ เสือนั้นใหญ่กำลังสามารถ ก็วิ่งข้ามคอกออกมาโดยหน้าพระที่นั่ง ทรงพระกรุณา ก็เสด็จวางช้างพระที่นั่งตามเสือนั้นไป และตรัสให้ข้าหลวงเข้าล้อม แทงเอาได้ในกลางแปลง และข้าหลวงจะได้ป่วยเจ็บหามิได้ พระ บาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จไปพระพิษณุโลกครานั้น และเสด็จประพาสดังนี้เป็น หลายครั้ง จึ่งพระบาทสมเด็จเอกาทศรถบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัสให้เอาทองนพคุณเครื่องราชูปโภคมาสำหรับเป็นทองประธาศรี จึ่งเสด็จไปปิดพระ พุทธปฏิมาพระชินราช ด้วยพระหัตถ์เสร็จบริบูรณ์ แต่การฉลองและให้เล่นมหรสพบูชาสักการแก่พระพุทธเจ้านั้น ๗ วัน ๗ คืนเป็นมหามเหาฬารหนักหนา จึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวหลวงตรัส ใช้ข้าหลวงขึ้นไปกราบทูลพระกรุณาเชิญเสด็จ พระบาทสมเด็จ เอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงมาจากเมืองพระพิษณุโลก ในวันพุธ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๖ ในปีเถาะศกนั้น

ถึงเดือน ๙พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จไปเมืองเพชรบุรีโดยสถลมารค เสด็จไป ประพาสถึงตำบลสามร้อยยอด และตั้งพระตำหนักแทบฝั่งพระมหาสมุทร จึ่งเสด็จลงพระสุพรรณวิมานนาว่า อันอลงกตรจนาธิการ ประดับสรรพด้วยเครื่องพิชัยศัสตราวุธดูมหึมา และเรือท้าวพระยาเสนาบดี พิรียโยธาทหารโดยเสด็จ แห่ห้อมล้อมดาษดาในท้องมหามหรรณพสาคร พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่ หัวทั้งสองพระองค์ก็เสด็จออกไปประพาสภิรมย์ชมฝูงมัสยากร อันมีนานาพรรณในกลางสมุทร ก็ทรงเบ็ดทอดได้ปลาฉลาม แล้วก็เสด็จคืนมายังพระตำหนัก พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จออกไปประพาสในกลางพระมหาสมุทรดังนั้น ได้๑๔วันวารแล้ว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้ไปแต่งพระตำหนักในริมฝั่งมหาสมุทร ตำบลโตนดหลวง ก็เสด็จ ลงพระสุพรรณวิมานมหานาวาอันเป็นพิชัยพาหนะ สำหรับประดับพลากรโดยขนาด เรือท้าวพระยาเสนาบดีมนตรี พิริยโยธามาตย์ทั้งหลาย แห่ห้อมล้อมดาษดาดูมหึมาด้วยเครื่องสรรพายุทธ์พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จ โดยชลมารคมหาสมุทรมายังพระตำหนัก ในตำบลโตนดหลวงและทอดอยู่แรมทัพในมหาสมุทร ๒ คืน จึงเสด็จถึงพระตำหนัก โตนดหลวงนั้น และเสด็จออกไปประพาสในกลาง มหาสมุทรในตำบลโตนดหลวงนั้นเล่า อยู่ ๑๒ วัน จึงเสด็จจากตำบลโตนดหลวงเสด็จโดยสถลมารคเข้ามายังเมืองเพชรบุรี

ลุศักราช๙๕๔ ปีมะโรง จัตวาศก เดือน ๑๒ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้บำรุงช้างม้าทั้งปวงไว้สรรพ จะยกทัพหลวงเสด็จไป เอาเมืองตองอู จึงมีข่าวมาว่า พระยาอังวะจะยกมาเอาเมืองนายและได้เมืองนายแล้ว และพระยาอังวะจะยกไปเอาเมืองแสนหวีเล่าพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสว่า เมืองแสนหวีไซร้ ได้เป็นข้าขัณฑเสมาฝ่ายกรุงพระนครศรีอยุธยาเล่า และซึ่งพระยาอังวะมาเอาเมืองนายและเมืองแสนหวีดังนี้ ควรเรายกทัพหลวงไปเอาเมืองอังวะ จึงมีพระราชกำหนดแก่ท้าวพระยาสามนตราชเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงให้ตรวจเครื่องสรรพาวุธ ช้างม้ารี้พลทั้งปวงจงสรรพ และจะยกทัพหลวงเสด็จไปเอาเมืองอังวะ

ครั้นถึงมาฆศรีมาศ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธ เจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็มีพระราชโองการตรัสให้แต่งพระ ตำหนักในตำบลป่าโมก ครั้นเสร็จก็เสด็จด้วยพระชลวิมานมาโดย ทางชลมารค เสด็จเข้าตระพังพล* ในพระตำหนักป่าโมกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จพยุหบาตราจากตำบลป่าโมก เสด็จโดยชลมารคขึ้นเหยียบชัยภูมิ ในตำบลเอกราช ให้ขุนแผนสะท้านฟันไม้ข่มนาม โดยการพระราชพิธีชัยสงครามเสร็จ ก็เสด็จออกทัพชัยในตำบลพระหล่อ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จโดยพยุหบาตราโดบสถล มารค สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จ ทรงช้างต้นศรีชัยศักดิ์เป็นพระคชาธาร สมเด็จเอกาทศรถอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงช้างมหาศักดานุภาพเป็น พระคชาธาร พระบาทสมเด็จบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จพยุหบาตราด้วยพระคชาธารทั้งสองอันประดับด้วยเครื่องคเชนทราลังการ์ อันพิจิตรด้วยกาญจนมณีรัตนชัชวาล และโอฬารด้วยเครื่องพระอภิรมย์เศวตฉัตร กลิ้งกลดชุมสายลายพิจิตรพิพิธรัตนพัชนีจามรบวรพรรณโอภาส เดียรดาษด้วยท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรี พิริยโยธาทหาร แห่ห้อมล้อม เป็นบริพารดูอธึก พันลึกด้วยพวกพลคเชน ทรนิกร บวรมหาคชสารสินธพ สมุหโยธาทั้งหลาย ดูพรรณรายด้วยเครื่องสรรพา ยุทธ์เกราะกราย ย้ายกันแห่โดยขนัดซ้ายขวาหน้าหลัง และพลช้างเครื่อง ๘๐๐ พลม้า ๑,๕๐๐ พลโยธาหาญ ๑๐๐,๐๐๐

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จพยุหบาตราโดยสถลมารค ไปโดยทางกำแพงเพชรขึ้น ไปยังเชียงใหม่ และพระเจ้าเชียงใหม่ไปรบพระรามเดโชในเมือง เชียงแสน จึงตั้งทัพหลวงแทบเมืองเชียงใหม่อยู่ท่าพระเจ้าเชียงใหม่ และตั้งข้าหลวงให้ไปหาพระรามเดโช และเชิญพระเจ้าเชียงใหม่คืนมา ครั้นพระเจ้าเชียงใหม่มาถึงทัพหลวง และพระเจ้าเชียงใหม่ ก็เสด็จมาเคารพแก่พระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ แล้วก็ถวายช้างและเครื่องบรรณาการเสร็จ ก็ตั้งตำหนักอยู่แทบทัพหลวง

ในวันอัฐมีนั้น พระเจ้าเชียงใหม่ก็อัญเชิญพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ เสด็จเข้าไปนมัสการพระพุทธสิหิงค์ในเมืองเชียงใหม่นั้น และทัพหลวงตั้งอยู่ในเมืองเชียงใหม่นั้นเดือนหนึ่ง จึงยกทัพหลวงเสด็จจากเมืองเชียงใหม่ไป โดยอังวะ พระเจ้าเชียงใหม่และลูกพระเจ้าเชียงใหม่ทั้งสาม ไปโดยเสด็จทัพหลวงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็ยกพยุหโยธาทัพเสด็จไปโดยทางเมืองหางหลวง พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยกทัพหลวงเสด็จไปโดยทางเมือง ฝาง และเสด็จถึงเมืองฝางในวันพฤหัสบดี แรม๑๑ค่ำ เดือน ๕

ฝ่ายสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จถึงเมืองหางหลวง และตั้งทัพหลวงอยู่ตำบลทุ่งแก้ว แรมทัพในตำบลนั้น ส่วนพระยากำแพงเพชร และพระหัวเมือง ขุนหมื่นทั้งหลาย ผู้เป็นทัพหน้า ก็ยกช้างม้ารี้พลไปถึงแม่น้ำคง ในขณะนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระประชวรหนัก ก็ตรัสใช้ข้าหลวงให้กราบทูลพระกรุณา ถึงเมืองฝาง พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถ บพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จจากเมืองฝาง มายังสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในเมืองหางหลวง และเสด็จถึงในวันเสาร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง เบญจศกนั้น

รุ่งขึ้น วันจันทร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๖ เพลาชายแล้ว๒ บาท สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงก็เสด็จสวรรคต สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระพรรษาปีมะโรงศก เมื่อได้ราชสมบัตินั้น ศักราช๙๐๔ปีขาล สัมฤทธิศก *ในปีขาลนั้นพระชนม์ได้ ๓๕ พระพรรษา เสด็จอยู่ในราชสมบัตินั้น ๑๕ พระพรรษา เมื่อ เสด็จสวรรคตในเมืองหางหลวงพระชนม์ได้๕๐ พระพรรษา

จึงพระราชครูทั้ง ๔ และท้าวพระยาสามนตราช มหา เสนาบดีมนตรี พิริยโยธามาตย์ทั้งหลาย ตั้งพลับพลาชัยสุพรรณ มหาวิมานในทัพชัยกลางพลพยุหะนั้นเสร็จ ก็นำพระราเชนทรยานกาญจนอลงกต รจนามหานวรัตนชัชวาล ประดับด้วยอภิรุมชุมสาย เศวตฉัตรพัชนีพรรณ กลิ้งกลดจามรมาศทั้งปวง และเครื่อง มหาเบญจราชกกุธภัณฑ์ อนันตเรืองรัตนราชูปโภค อันเป็นเครื่องราชาภิเษกสำหรับพระมหากษัตราธิราชเจ้า มาถวายแต่พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว อัญเชิญเสด็จขึ้นผ่านพิภพมไหศวรรยาธิปัตย์ถวัลยราชประเพณี สืบสันตติ ศรีสุริยวงศ์ ดำรงพิภพมณฑลสกลกรุงพระมหานครศรีอยุธยามหาดิลกรัตนราชธานีบุรีรมย์ อันอำพนด้วยสามนตราชประเทศ นานามหาไพบูลย์ พิศาลราชเจ้าสีมาอาณาเขตมณฑลทั้งปวง โดย บุรพประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าสืบ ๆ มา

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถ อิศวรบรมนาถ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จขึ้นพลับพลาชัยสุพรรณมหาวิมาน อันประดับด้วยเครื่องอลงการ กาญจนดารามหาวิสดารสารตทิพมณฑล ดูถกลด้วยบวรเศวตฉัตรากร จามรมาศอลงกต และมีพระคชธารพระยาคชราชคเชนทรสถิตซ้ายขวา และตั้งพยุหพลากรพลพฤนท์โยธาทหารทุกหมู่ทุกพรรค ประดับโดยขนัด พลช้างพลม้าพลเขนตั้งแพนแสนเสโลโตมรธนูศรทั้งปวง แห่ห้อมล้อมเป็นบริวารเสร็จสรรพ จึงพระยาสามนตราชตระกูล ประยูรราชมหาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง ถวายบังคมพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งท้าว พระยาทั้งหลาย ให้ตกแต่งการที่จะรับพระศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง มายังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา และมีพระกำหนดให้ขึ้นไปหาท้าวพระยาทั้งหลายอันไปทัพหน้านั้น ให้กลับคืนมายังทัพ หลวง ส่วนพระยารามเดโชซึ่งมีพระราชกำหนดให้ไปหาถึงเชียงแสนเชียงรายนั้น พระยาเดโชก็มาถึง และเบิกเข้ามาถวาย บังคมในตำบลเมืองหางหลวงนั้น ถึง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๒ ค่ำเดือน ๖ พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จด้วยพระที่นั่งครุฑพาหนะ มีเศวตฉัตรพระอภิรุมชุมสายพรายพรรณประดับ สรรพด้วยท้าวพระยาสามนตราช พิริยโยธาแสนยากรทั้งหลาย ย้ายโดยขบวนหน้าหลัง ก็เสด็จกรีธาพลพยุหะยกทัพหลวงจากเมืองหางหลวงคืนมาโดยอันดับมารค ก็เสด็จมาถึงเมืองเชียงใหม่

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาภบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัสสั่งพระเจ้าเชียงใหม่ ให้อยู่รักษาเมืองและบำรุงช้างม้ารี้พลให้มั่นคงเมื่อจะมีการพระราชสงครามไซร้ จะเอาพระเชียงใหม่ไปโดยเสด็จ ก็แรมทัพหลวง ในเมืองเชียงใหม่คืนหนึ่ง ครั้นพระเจ้าเชียงใหม่นำท้าวพระยามาถวายบังคมเสร็จ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ยกทัพหลวงเสด็จจากเมืองเชียงใหม่ลงมา และทรงพระกรุณาเอาพระทุลอง ลูกพระเจ้าเชียงใหม่ ลงมาโดยเสด็จ และพระราชทานให้นามกรชื่อพระศรีสุมหาธรรมราชา พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จมาโดยทางสุโขทัย มายังท่าเรือในเมืองกำแพงเพชร

ในขณะนั้นเมืองไทรแต่งทูตานุทูต ให้ถือหนังสือและเครื่องบรรณาการเข้ามาถวาย จึงข้าหลวงก็นำทูตานุทูตเมืองไทรนั้นขึ้นไปถวายบังคม และถวายเครื่องบรรณาการถึงทัพหลวงใน เมืองกำแพงเพชร แต่ทัพหลวงตั้งอยู่ในเมืองกำแพงเพชรนั้น ๑๕ วัน จึงมีพระราชกำหนดลงมาแก่ท้าวพระยาผู้อยู่รั้งพระนคร ให้แต่งพระตำหนักตำบลป่าโมก ครั้นเสร็จก็เสด็จโดยชลมารคลงมายังพระตำหนักในป่าโมกนั้น พระบาทสมเด็จเอกาทศรถบรม นาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่เจ้าพระยาธรมาธิบดี ให้ตกแต่งการประดับประดาพระราชวังหลวงและตั้งราชวัติฉัตรธงทั้งสองกราบข้างชลมารค แต่พระตำหนักป่าโมกเท่าถึงพระราชวังหลวง และให้ท้าวพระยาทั้งหลายตรวจจัดเรือแห่ แหนทั้งปวงสรรพเสร็จ

ถึง ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๑๒ พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสให้พระราชครูทั้ง ๔ แต่งพระราชพิธีสงครามมาภิเษก แล้วก็ให้เอาเรือพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์พยุหบาตรา อันประดับด้วยสรรพาลังการอันมเหาฬาร มาบันทับขนานและเทียบ เรือแห่หน้าหลังทั้งปวงเสร็จ ถึงเพลารุ่งแล้วนาฬิกาหนึ่ง ได้ศุภโยคมังคโลดมเพลาฤกษ์อันประเสริฐ จึงพระโหราธิบดีศรีจันทรประภาก็ลั่นฆ้องชัย พระราชปโรหิตาจารย์ราชสุภาวดี ศรีบรมองค์ปริโสดมพรหมทิชาจารย์ เป่ามหาสังข์ทักษิณาวัฏและประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีทั้งปวงพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวร บรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงพระชัยสุพรรณหงส์พยุห บาตรา และมีพระราชครูทั้ง ๔ และโหราธิบดี แพทยาธิบดี โดย เสด็จเฝ้าพระบาทในหน้าพระที่นั่งจึงให้ยกธงชัยโบกโบยคลายพระที่นั่งชัยสุพรรณหงส์พยุหบาตรา เสด็จออกจากขนาน ก็เสด็จ โดยชลมารคนทีธาร ดูมเหาฬารเรือต้นทั้งปวง อันประดับด้วย เครื่องอลงกตรจนาสรรพากรพิธี และกอปรด้วยเรือท้าวพระยา มหาเสนาบดีทั้งปวงแห่โดยขบวนหน้าหลังเดียรดาษ พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จถึงบันทับขนานพระราชวังหลวง และตี อินทเภรีเป็นประถม ประโคมแตรสังข์ จึงเสด็จขึ้นพระราเชนทรยานพยุหบาตรา และประดับด้วยเศวตฉัตรสำหรับราชาภิเษก และ ตีอินทเภรีเป็นทุติยวาร ก็เสด็จด้วยพระราเชนทรยานถึงอัฒจันทร์แห่งไพชยนต์มหาปราสาท จึงตีอินทเภรีเป็นตติยวาร พระบาท สมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงจากพระราเชนทรยาน เสด็จในหน้าฆ้องชัย ชำระพระบาทเสร็จ เจ้าพระยาธรมาธิบดีก็ลั่นฆ้องชัย ประโคมแตรสังข์ดุริยดนตรีทั้งปวง จึงเสด็จขึ้นไพชยนต์มหาปราสาท และเสด็จในพระที่นั่งมังคลาภิเษกสีหบัญชร อันประดับด้วยเนาวรัตน์อันชัชวาล มีพระคชาธารพระยาสารอลงกตสถิตซ้ายขวา ทั้งพวกพลโยธาทหารตั้งแห่ดาษดาโดยขนัด สรรพยุทธ์ทั้งปวงตั้งเป็นกระบวนประดับ ประดา จึงเบิกท้าวพระยาสามนตราช ตระกูลพฤฒามาตย์ มหาเสนาธิบดีทั้งปวงถวายบังคมพระบาทสมเด็จเอกาทศรถ อิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว แล้วก็เบิกสมโภชเลี้ยงลูกขุนและถวายอาเศียรพาทสำหรับการพระราชพิธีพระนครประเวศนั้น

ในศักราช ๙๕๕ ปีมะเส็ง เบญจศกนั้น พระบาทสมเด็จ เอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จปราบดาภิเษก เสวยราชสมบัติในกรุงพระมหานครศรีอยุธยา มหาดิลกรัตนราช ธานีบุรีรมย์ทรงพระนามพระศรีสรรเพชญ์สมเด็จพระบรมราชาธิราชรามาธิบดี ศรีสินทรบรมมหาจักรพรรดิ ศวรรยราชา ธิบดินทร์ ธรณินทราธิราช รัตนาภาสกรวงศ์ องค์ปรมาธิเบศตรีภูวเนศนาถวรนายก ดิลกรัตนราชชาติอาชาวศัย สมุทยตโรมนต์ สกลจักรวาลาธิเปนทร์ สุริเยนทราธิบดินทร์ หริหรินทรา ธาดาธิบดี ศรี (วิ) บุลย์คุณ รูจีจิตฤทธิราเมศวร ธรรมิกราชเดโชชัยพรหมเทพาดิเทพ ตรีภูวนาธิเบศ โลกเชฐวิสุทธิ มกุฎประเทศคตา มหาพุทธากูร บรมพิตรพระพุทธเจ้ากรุงพระมหานครทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกรัตนราชธานีบุรีรมย์

พระองค์ทรงทศพิธราชธรรม และสถิตในพุทธรรถจรรยาญาตรรถจรรยา โลกรรถจรรยา มหึมาด้วยพุทธการกโพธิสมภาร มเหาฬารมหัศจรรย์ อนรรฆปัญญา ฤทธาพลพหลเดชานุภาพปราบปรราชอริ ศรีพระเดชเดชะตบะอันมหึมา คือองค์สฤษดิรักษ์สังหาร วิศาลวิสุทธิอุดมเทพสมบูรณ์ ในพระองค์บมิขาด อาทิ คือพระพรหม พระพิษณุ พระอิศวร พระพายุ พระพิรุณ พระเพลิง พระยม พระโภสพ พระอินทร์ พระจันทราทิตย์ และพระองค์ทรงฤทธิ์สิทธิศักดิ์ อัครอดุลยาดิเรก อเนกคุณคณนา มหามหรรณพ สบสกลเวทศิลปาคม อุดมยศโยคสกลโลกมกุฏ วิสุทธิจุฑามณีรัตน์ สวัสดิมงคล ถกลเหนือศิโรตมางค์มหากษัตริย์เจ้าทั้งปวงในสากลชมพูทวีป และพระบาทสมเด็จเสวยไอสุริยาธิปัตยบุรีรัตน์ สมบูรณ์ มั่งคั่งด้วยช้างม้ารี้พลพหลแสนยากรสมณพราหมณาจารย์จัตุรพรรคประชาชน คณะสกลสบสมัยประเทศนานา พรรคนิกรสโมสรบรมสุขเกษม เปรมประชาราษฎร์เลิศล้น พ้นกว่าโบราณราชประเพณี มีพระราชหฤทัยใคร่กรุณาปรานีสัตว์โลกากรทั้งหลาย หมายให้นฤทุกข์ ปลุกใจราษฎรให้สานติเกษมสุข โดยยุติธรรม อันบวรขจรพระเกียรติปรากฏ พระยศเซ็งซ่าทั่วทิศานุทิศ และท้าวพระยามหากษัตราธิราชเจ้าทั้งหลาย ก็แต่งเครื่องบรรณา การให้ทูตานุทูตมาถวายบังคมพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวมิได้ขาด และพระบาทเสด็จสร้างโพธิสมภาร บำเพ็ญพุทธการรก ธรรมบารมี อาทิคือ สร้างพระวรเชษฐารามมหาวิหาร อันรจนา พระพุทธประติมามหาเจดีย์บรรจุพระสารีริกธาตุ สำเร็จกุฎีสถานปราการสมด้วยอรัญวาสี แล้วก็สร้างพระไตรปิฎกธรรมจบบริบูรณ์ทั้งพระบาลี อรรถกถา ฎีกา คันถีวิวรณ์ทั้งปวง จึงแต่งหอพระสัทธรรมเสร็จ ก็นิมนต์พระสงฆ์อรัญวาสีผู้ทรงศีลาคุณอันวิเศษมาอยู่ครองพระวรเชษฐารามนั้น แล้วก็แต่งขุนหมื่นข้าหลวงไว้สำหรับอารามนั้น แล้วจำหน่ายพระราชทรัพย์ไว้ให้ จัตุปัจจัยไทยทาน ถวายแก่พระสงฆ์เป็นนิจกาล แล้วให้แต่งฉทานศาลา แล้วประสาทพระราชทรัพย์ให้แต่งโภชนาหารจังหัน ถวายแก่ภิกษุสงฆ์เป็นนิตยภัตร์บมิขาด

พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่เจ้าพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ให้แต่งการพระศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงแล้วแต่งพระสุเมรุมาศ สูงเส้น ๑๗ วา ประดับด้วยเมรุทิศเมรุราย ราชวัติฉัตรนาก ฉัตรเบญจรงค์นานเสร็จ อัญเชิญพระศพเสด็จเหนือมหากฤษฎาธาร อันประดับด้วยอภิรุมกลิ้งกลดรจนา และ ท้าวพระยาเสนาบดี มนตรีมุขทั้งหลายมาประดับแห่ห้อมล้อมมหากฤษฎาธาร ก็อัญเชิญพระศพเสด็จลีลาโดยรัถยาราชวัติไปยังพระเมรุมาศ ด้วยยศบริวารและเครื่องสักการบูชาหนักหนา พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จ ไปถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ให้นิมนต์พระสงฆ์สบสังวาส ๑๐,๐๐๐ ถวายพระราชทานเครื่องอัฐบริขาร ทักษิณาบูชาพระสงฆ์ทั้งปวงเป็นมเหาฬาร

ฝ่ายพระยาตองอู เมื่อทัพสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าล่า กลับไปกรุงพระนครศรีอยุธยาแล้ว พระยาตองอูก็ทำนุบำรุงพระเจ้าหงสาวดีไว้เป็นอันดี หวังจะเกลี้ยกล่อมหัวเมืองทั้งปวงให้ราบ คามปรกติก่อน จึงจะคิดการใหญ่ต่อไป จึงมีหนังสือไปประกาศแก่หัวเมืองทั้งปวงว่า เราผู้เป็นพระราชนัดดาพระเจ้าหงสาวดี คิด ถึงพระคุณสมเด็จพระบิตุลาธิราช จึงให้โหราพฤฒาจารย์ขับไล่ดูชาตาเมืองหงสาวดีที่จะรับศึกพระนครศรีอยุธยา โหราพฤฒาจารย์ผู้รู้แท้ทายว่า ชาตาเมืองหงสาวดีขาดสูญแล้ว ที่จะรับรองข้าศึกนั้น ถึงมาตรว่าเทวดามาช่วย ก็ไม่รอดเลย ในจะอัปราชัยเป็นมั่นคงแล้วว่าชาตาเมืองตองอูครั้งนี้ได้จตุรงคโชค ถึงจะมีข้าศึกมามากดุจคลื่นในพระมหาสมุทร ก็ในอัปราชัยไปเอง เพราะเหตุฉะนี้เรา จึงเชิญเสด็จพระเจ้าหงสาวดี และกวาดครอบครัวขึ้นมาตั้งรับมั่นณ เมืองตองอู ทัพพระนครศรีอยุธยายกมาตีเมืองตองอู ถึงหักหาญปีนปล้นเป็นหลายครั้ง เสียทแกล้วทหารมาก และตั้งอยู่ ๓ เดือนเศษ ก็มิได้ จนล่าทัพไป ก็เป็นบำเหน็จเมืองตองอูรับทัพพระนเรศวรเอาชัยชำนะไว้ได้ ท่านทั้งปวงก็ย่อมแจ้งอยู่ และพระ เจ้าหงสาวดีเคยเป็นสุขอยู่ในเมืองหงสาฉันใด เราก็อุตส่าห์สนอง พระคุณให้เป็นสุขดุจฉันนั้น และหัวเมืองทั้งปวงอย่าได้กินแหนง สนเท่ห์สิ่งใดเลย เคยทำราชการฉันใด ก็ให้ทำดุจกาลก่อนนั้นเถิด

ฝ่ายหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งในหนังสือพระยาตองอู ดังนั้น ลางเมืองก็เชื่อ ลางเมืองก็คิดสงสัยเป็นอันมาก แต่แต่งคนให้ขึ้นไปรับทราบสืบสวนถึงเมืองตองอูเนือง ๆ จนศักราช ๙๕๓ ปีเถาะศก ก็ได้เนื้อความว่า พระยาตองอูทำนุบำรุงพระเจ้าหงสาไว้ทั้งนี้ หาโดยสัตย์กตัญญูสุจริตไม่ ความคิดอันนี้เป็นเล่ห์กระเท่ห์พระมหาเถรเสียมเพรียมบอก หัวเมืองทั้งปวง คิดกันจะยกไปรบชิงพระเจ้า หงสาวดีมาให้จงได้ ต่างเมืองก็จัดไพร่พลเสร็จแล้ว ก็ยกขึ้นไปถึงเมืองจิตตอง

ขณะนั้นพระยาตองอูรู้ จึงให้นิมนต์พระมหาเถรเสียมเพรียมเข้ามา แล้วนมัสการบอกว่า บัดนี้หัวเมืองทั้งปวงคิดกันยกมาจะรบเมืองเรา พระผู้เป็นเจ้าช่วยคิดให้โยมด้วย พระมหาเถรจึงว่า จะกลัวอะไรแก่อ้ายหัวเมืองเหล่านั้น แต่จะตีด้วยลมปากก็ จะกลับไปเอง พระยาตองอูได้ฟังมีความยินดีนัก กราบนมัสการ พระมหาเถรแล้ว ๆ เล่า ๆ พระมหาเถรจึงกระซิบบอกอุบายให้ พระยาตองอูทุกประการ แล้วก็ลาไปอาราม

พระยาตองอูจึงแต่งเป็นหนังสือรับสั่งพระเจ้าหงสาวดี ไปถึงท้าวพระยาหัวเมืองทั้งปวงว่าพระพระเคราะห์ เมืองหงสาวดีร้าย พระยาตองอูหลานเรามีความกตัญญูกลัวจะเสียแก่ข้าศึก เสียดายรามัญทั้งปวงจะไปเป็นเชลยกรุงพระนครศรีอยุธยา จึงรับมาไว้ ณ เมืองตองอู ได้ (รอด) จากเงื้อมมือปัจจามิตร ก็ค่อยเป็นสุขอยู่ถ้าครบ ๗ ปี สิ้นพระเคราะห์แล้ว ก็จะกลับลงไปตั้งเมืองหงสาวดี ดังเก่า และซึ่งหัวเมืองทั้งปวงคบคิดกันยกทัพมาทั้งนี้ จะกบฏหรือฝ่ายท้าวพระยารามัญหัวเมืองทั้งปวงได้แจ้งในหนังสือรับสั่งดังนั้น ก็สำคัญว่าจริง ตกใจกลัวเป็นกำลัง ก็พากันเลิกทัพกลับไป

ครั้นศักราช ๙๕๔ ปีมะโรงศก นักสางบุตรพระยาตองอูจึงคิดว่า บิดาไปพาเอาพระเจ้าหงสาวดีมาไว้ ให้ศึกพระนครศรี อยุธยามาติดแทบจะเสียเมืองครั้งหนึ่งแล้ว หัวเมืองทั้งปวงก็เป็น เสี้ยนศัตรู พากันยกรี้พลมาจะตีเอาเมืองอีกเล่า และเหตุที่เป็นทั้งนี้เพราะพระเจ้าหงสาวดีองค์เดียวถ้าละไว้ไหนเลยศึกจะวายติดเมือง จำจะต้องลอบล้างพระเจ้าหงสาวดีเสียให้ดับสูญ แล้วเมืองตองอูจึงจะเป็นสุข คิดแล้วก็ประกอบยาพิษลอบใส่ในเครื่องเสวยพระเจ้าหงสาวดีมิทันรู้เสวยเข้าไป พระองค์ก็ดับสูญสวรรคต

พระยาตองอูรู้ว่าพระเจ้าหงสาวดีสวรรคาลัยก็ตกใจ จึง ให้ไต่สวนไล่เลียง ก็ได้ความว่านักสางผู้บุตรประกอบยาพิษให้พระเจ้าหงสาวดีเสวยเข้าไป พระยาตองอูรู้เหตุผลตระหนักแล้วทอดใจใหญ่ มิรู้ที่จะทำประการใด จึงไปบอกแก่พระมหาเถร เสียมเพรียมโดยเหตุทุกประการ พระมหาเถรได้แจ้งดังนั้นก็ตกใจจึงว่า เออการเราเสียแล้ว บุตรท่านเป็นคนโฉดเขลานัก หาปัญญามิได้ สมด้วยพระบาลีว่า มีบุตรถ้าไม่ดีแล้ว ก็เป็นศัตรูแก่บิดามารดา ท่านนี้อุปมาดังพฤกษาชาติอันจะตายเพราะลูก พระยาตองอูได้ฟังพระมหาเถรก็โทมนัสน้อยใจแก่บัตรเป็นกำลัง จึงกราบนมัสการแล้วว่า พระผู้เป็นเจ้าจะคิดฉันใดดี พระมหาเถรจึงว่าการสิเสียไปไม่สมคะเนแล้ว จะต้องการอันใดให้หัวเมืองทั้งปวง เป็นเสี้ยนศัตรูเล่า เราจะเอาความดีไว้หน้าเถิด ท่านจงให้ชาวเมืองโกนศรีษะทั้งเมือง แล้วมีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้งปวงว่า พระเจ้าหงสาวดีทรงพระประชวรได้ ๓ วัน เสด็จสวรคต เราผู้เป็น ราชนัดดาจะทำการถวายพระเพลิงสนองพระคุณให้ถึงขนาด และ หัวเมืองทั้งหลายผู้ใดรู้พระคุณจะมาช่วยก็ตาม มิมาก็ตามอัชฌาสัยนั้นเถิดและตัวเราถึงถวายพระเพลิงเสร็จแล้วก็ไม่คิดตั้งตัวเป็นใหญ่หามิได้ จะไปพึ่งพระบรมโพธิสมภารสมเด็จพระนเรศวรบพิตรเป็นเจ้ากรุงพระนครศรีอยุธยา ถ้าท่านมีหนังสือไปดังนี้ หัว เมืองทั้งปวงจะเห็นความจริง จะสิ้นอาฆาตจองเวร ถ้าผู้ใดมาก็ เห็นเป็นสุจริต ถ้ามิมาจะไปพึ่งกรุงพระนครศรีอยุธยา ดีร้ายก็จะเอาคดีอันนี้ไปเล่า ความดีก็จะมีแก่เราสืบไป พระมหาเถรชี้แจงบอกอุบายให้พระยาตองอูแล้วสั่งว่า ซึ่งจะแต่งการถวายพระเพลิง นั้น ให้ค่อยทำช้า ๆ ความดีจึงจะลือขจรไปนานาประเทศ สั่งแล้วพระมหาเถรก็ลาไปอาราม พระยาตองอูก็มีหนังสือไปถึงหัวเมืองทั้ง ปวงดุจคำพระมหาเถรทุกประการ

ท้าวพระยา พระหัวเมืองทั้งปวงเห็นผู้ถือหนังสือโกนศรีษะ แล้วแจ้งในหนังสือว่า พระเจ้าหงสาวดีเสด็จสวรรคาลัย ก็มิได้มี ความรังเกียจกินแหนง ต่างคนก็โทมนัสโศกาดูรภาพจึงพระเจ้า หงสาเป็นอันมาก ที่มีกตัญญูรู้พระคุณก็มายังเมืองตองอู ช่วยแต่ง การที่จะถวายพระเพลิงเป็นหนักหนา ลางเมืองก็มิได้ไปช่วยพระยาตองอู ไปเข้าหาพระยาทะละ อันสมเด็จพระนเรศวรเป็นเจ้าให้อยู่สำเร็จราชการในเมืองเมาะตะมะ เมาะลำเลิง ฝ่ายพระยาตองอู ครั้นตกแต่งการพระศพพระเจ้าหงสาเสร็จแล้ว ก็ถวายพระเพลิง โดยพระราชประเพณีพระมหากษัตราธิราชเจ้าสืบมา

ลุศักราช๙๕๕ ปีมะเส็งณเดือนยี่พระยาตองอูก็แต่งราชทูต อุปทูต ตรีทูตถือพระราชสาส์น คุมช้างม้าเครื่องราชบรรณาการมาถวายแด่พระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ณ กรุงพระนครศรีอยุธยา ขอพึ่งพระ ราชสมภารสืบไป ในเดือนนั้นพระยาล้านช้างก็แต่งราชบรรณา การ มาถวายบังคมสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ขอพึ่งบรมโพธิสมภารทรงพระกรุณาให้เบิกทูตานุทูตมาถวายบังคมในพระที่นั่งมังคลาภิ เษก ตรัสพระราชปฏิสันถารตามธรรมเนียม แล้วตรัสให้เลี้ยงดูแขกเมืองและพระราชทานรางวัลโดยขนาด ในปีมะเส็ง เดือน ๓ นั้น ข้าหลวงผู้รั้งเมืองเมาะลำเลิง ได้พระยาพะโรและมอญขบถทั้งปวง อยู่ริมฝั่งสะโตงนั้นมาถวาย และเม็งมอญอันอยู่ในเมืองเมาะลำเลิงและเมืองเมาะตะมะนั้น ก็ราบคาบไปจนเมืองตองอู

ลุศักราช ๙๕๖ ปีมะเมียศก พระบาทสมเด็จเอกาทศรถบรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชโองการตรัส แก่พระยาศรีพิศวกรรม ให้สถาปนาพระที่นั่งอรรณพอันอลงกต รจนา มหึมาด้วยแก้วกาญจน์ พิสดารจตุรมุขรัตนาสน์ กนกกุฎาคารบราลีเรืองรัตนชัชวาล มเหาฬารด้วยพระขบวนเสร็จ จึงตั้งโรง ระบำซ้ายขวา ก็ให้แต่งเรือต้นทั้งปวง อาทิคือ ชัยสุพรรณหงส์พยุห บาตรา วรสุพรรณหงส์พยุหบาตรา พระศรีสมรรถชัย ไกรสรมุขพิ มานจักรรัตน์และเรือพระครุฑพ่าห เรือชัย เรือรูปสัตว์ทั้งปวง และเรือสิงห์โตอินทรีเรือหัสดินทร์เรือนรสิงห์และจากพรากและเรือแซทองพิฆาตทอง และเรือเหลาคา อันได้มาแต่เมืองหงสาวดี และ ตกแต่งเรือต้นทั้งปวง อันอลงกตรจนาโอภาสพรรณรายโดยอันดับ ต้นเชือกและปลายเชือกและพลฝีพายทั้งปวงนั้น ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ เสื้อทอง หมวกทอง พายทอง แล้วก็ให้แต่งเรือจำนำท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีมุขลูกขุนทั้งหลายหมายเป็น อาทิคือ ราชสีห์ คชสีห์ และเรือท้าวพระยาสวรรคโลก กำแพงเพชร สุโขทัย และเรือชัยจัตุสดมภ์ และเหนือน้ำท้ายน้ำ และ เรือขุนช้าง ขุนม้า ขุนตำรวจ ขุนดาบ ขุนการ ทหารพลเรือนทั้งปวงก็ให้ตรวจตราเป็นคู่แข่ง แต่งเป็นคู่ขันต่าง ๆ ครั้นถึงถิ่นฐานการพระราชพิธีอาศวยุช ก็ให้ประดับพระที่นั่งอรรณพด้วยเครื่องอลังการ มเหาฬารพิจิตรโอภาสชัชวาล และจามรทั้งปวง จึงให้เอาเรือครุฑพาหนะรจนา ประดิษฐานพระพิศวรกรรมออก ตั้งชาน* และให้พระครูทั้งสี่กระทำการพระราชพิธีอาศวยุช จึง ให้ตั้งเรือแห่และให้เทียบเรือต้นและเรือแข่งทั้งปวงตามขบวน จึงให้เบิกพระราชกุมารและพระราชนัดดา และท้าวพระยาสามนตราชเสนาบดีทั้งปวง มาประชุมในหน้าพระที่นั่งอรรณพ และ เบิกทูตานุทูตอันมาแต่เมืองตองอูและเมืองล้านช้างนั้นมาถวายบังคม และให้เบิกพระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสี และพระสงฆ์สบสังวาส ขึ้นนั่งในธรรมาสน์ที่จะถวายพระพรเสด็จ

พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จด้วย พระราเชนทรยานมายังพระที่นั่งอรรณพ จึงตีอินทเภรีเป็นปฐมพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จออกในพระที่นั่งครุฑ พยุหอันรจนา จึงตีอินทเภรีเป็นทุติยวาร ประโคมฆ้องกลองดุริยดนตรีทั้งปวง จึงเบิกเรือต้นพระชัยสุพรรณหงส์ และวรสุพรรณหงส์พยุหบาตรา ให้นำเรือต้นเรือคู่แข่งทั้งปวงขึ้นมาถวายบังคมพระบาทบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว โดยการพระราชพิธีอาศวยุชพระบาทสมเด็จบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ประสาทเรือต้นชัยสุพรรณหงส์หยุหบาตรา วรสุพรรณหงส์พยุหบาตราและเรือต้นทั้ง ปวง พระราชทานแก่พระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสี และพระสงฆ์ มหานาคราชาคณะทั้งปวง อันเข้ามาถวายพระพรนั้น แล้วก็เอาเงินสนองเรือต้นทั้งปวงเป็นเครื่องบูชาสักการะจัตุปัจจัยไทยทานแก่ พระสงฆ์ทั้งหลาย ครั้นเรือต้นและเรือคู่แข่งทั้งปวงถวายบังคมแล้ว และพายขึ้นไปอยู่โดยทำเนียบ เทียบเป็นคู่เข้าขนัดที่จะวางเรือนั้น โสด จึงยกธงอาศวยุชในหน้าพระที่นั่งให้เป็นสำคัญ ก็ลั่นฆ้องชัยวางเรือต้นศรีสมรรถชัยไกรสรมุข พายแข่งกันลงมาเป็นอาทิ แล้วก็วางเรือคู่แข่งทั้งปวงแข่งกันลงมาเป็นอันดับ ครั้นแข่งเรือทั้งปวง เสร็จแล้วเลี้ยงลูกขุนและประสาทพระราชทานรางวัลแก่ผู้ชนะทั้งปวงเสร็จ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จประเวศยังพระราชมนเทียรบัดเดียวนั้น

พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสแก่พระยารัตนบาล ให้รจนาพระพุทธประติมาสมาธิ เป็นพุทธ รูปสนองพระองค์ ๕ พระองค์ พระองค์หนึ่งบุทองจำหลักประดับเพชรรัตน์ องค์หนึ่งบุทองนพคุณ บัลลังก์นั้นบุทองจำหลัก องค์ หนึ่งนั้นเป็นพระพุทธประติมานาคาสนะ พระพุทธองค์นั้นรจนาด้วยนาคสวาด และเครื่องทรงนั้นทองจำหลักประดับเนาวรัตน์ และบัลลังก์นั้นรจนาด้วยนาคสวาด พระพุทธประติมาบุเงิน ๒ องค์ และฐานเงินจำหลักสรรพางค์ ครั้นเสด็จพระบาทสมเด็จบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งแก่เจ้าพระยาจักรี ให้แต่งการพระราชพิธีไสเรือและให้รับพระพุทธประติมาอันให้สถาปนานั้น

ถึงเดือนอ้าย ขึ้น ๑๓ ค่ำ เพลารุ่งแล้ว ๒ นาฬิกา ให้เอาชัยสุพรรณหงส์พยุหบาตรา และวรสุพรรณหงส์พยุหบาตรามาประทับขนาน และให้เรือพระครุฑพาหนะออกตั้งฉาน และให้เทียบเรือต้นศรีสมรรถชัย ไกรสรมุข พิมานชัย ไกรจักรรัตน์ และเรือต้นทั้งปวงโดยขบวนแห่ แล้วก็เทียบเรือจำนำท้าวพระยาลูกขุนทั้งปวง ตั้งแห่โดยขบวนสรรพ จึงอัญเชิญพระพุทธประติมาทองนพคุณทรงเครื่องนั้นขึ้นช้างต้นพระมหาคชาธารคชสีห์และเชิญพระพุทธประติมาทองนพคุณองค์หนึ่งเล่า ขึ้นช้างต้นพระศรีชัยศักดิ์ และพระคชาธารทั้งสองนี้ประดับด้วยเครื่องคชภรณ์ และผูกเครื่องสำหรับพิชัยสงคราม จึงรับพระพุทธประติมาทั้งสองพระองค์ แต่หน้าพระราชวังลงไปประทับเกย และเอาเรือวรสุพรรณหงส์ พยุหบาตรา เลื่อนเข้ามารับพระพุทธประติมาทั้งสองพระองค์ออก ไปตั้งชลมารคเสร็จ พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จลงเรือชัยสุพรรณหงส์พยุหบาตราครั้นได้อุดมเพลาก็คลายเรือพระที่ นั่งชัยสุพรรณหงส์ออกไปจากขนาน และเรือวร สุพรรณหงส์ซึ่งรับ พระพุทธประติมานั้นไปหน้า และประดับด้วยเรือแห่อันรจนาดาดาษโดยขบวนหน้าหลัง พระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จ พยุหบาตราลงไปบันทับขนานในบางกระดาน ดำรัสให้เลื่อนท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายเสร็จ ก็ให้เอาเรือบรรดาเข้า ขบวนไล่ทั้งปวงออกจับขบวนโดยขนาด และเรือบรรดาแห่พระพุทธเจ้าทั้งปวงนั้น ก็ไว้ให้แห่พระพุทธเจ้าขึ้นมา

ครั้นถึงเพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกา ๕ บาท สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องสุวรรณาภรณ์ บวรวิภูษิตากาญจน์เสร็จ แล้ว เสด็จทรงพระที่นั่งบุษบกรัตนมหาพิมาน อันอลังการกลางเรือชัยสุพรรณหงส์ พยุหบาตราคลาเคลื่อนโดยขบวน เสด็จประเวศมาประทับท่าขนานมหาวาสุกรี คอยทอดพระเนตรขบวนแห่พระพุทธประติมากร อันมเหาฬาราดิเรกด้วยเรือต้นทั้งปวงนั้น ครั้นเรือพระพุทธประติมากรบันทับขนานแล้ว ก็อัญเชิญพระพุทธประติมากรเสด็จทรงพระคชาธาร แห่กลับไปประดิษฐานไว้ ณ พระศรีสรรเพชญดาราม แล้วให้ตั้งการสมโภชเล่นมหรสพ ๗ วัน เป็นมโหฬาร ยิ่งนัก

ครั้น ณ วันอาทิตย์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่ ทูตานุทูตเมือง ล้านช้าง เมืองตองอู เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมลา พระราชทานรางวัลแก่ทูตทั้งสองเมืองเป็นอันมาก ฝ่ายทูตานุทูตต่างคนต่างกลับไปเมือง อันพระเกียรติพระยศแผ่ไพศาลไปทุกนานาประเทศ ธานี ใหญ่น้อยทั้งปวงก็เกรงพระเดชเดชานุภาพเป็นอันมาก พระนคร ศรีอยุธยาครั้งนั้นเกษมสุขสมบูรณ์ยิ่งนัก

ลุศักราช ๙๕๗ ปีมะแมศก ทรงพระราชกำหนดกฎหมาย พระอัยการ และส่วยสัดพัฒนากรขนอนตลาด * และพระกัลปนา ถวายเป็นนิตยภัตรแก่สังฆรามคามวาสีอรัญวาสีบริบูรณ์

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชบุตรสองพระองค์ องค์หนึ่งทรงพระนามเจ้าฟ้าสุทัศน์ พระอนุชาทรงพระนามเจ้าฟ้าศรีเสาวภาค ประชวรพระยอดเสียพระเนตรข้างหนึ่ง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จึงยกพระราชบุตรผู้พี่ขึ้นเป็นมหาอุปราช อยู่มาเดือนเศษ พระมหาอุปราชกราบทูลพระกรุณาว่า จะขอพิจารณาคนออก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสว่า จะเป็นขบถหรือ พระมหาอุปราชความกลัวสมเด็จพระราชบิดาเป็นกำลัง ออกจากที่เฝ้า เสด็จมาพระราชวังบวรสถานมงคล เพลาค่ำเสวยยาพิษสวรรคต สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระโทมนัสโศกาดูรภาพถึงพระราชโอรสเป็นอัน มาก แล้วให้แต่งการพระราชทานเพลิงพระศพตามอย่างมหาอุปราช สมเด็จพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตั้งพระทัยบำเพ็ญทานการกุศลเป็นอเนกประการ

ครั้นลุศักราช ๙๖๓ ปีฉลูศก ทรงพระประชวรหนัก เสด็จสวรรคต อยู่ในราชสมบัติ ๗ พระพรรษา จึงท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย พร้อมด้วยพระสังฆราชคามวาสีอรัญวาสีปรึกษากันเสร็จ อัญเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระศรีเสาวภาคซึ่งเสียพระเนตรข้างหนึ่งขึ้นผ่านพิภพไอสุริยศวรรยาธิปัตย์ ถวัลยราชประเพณีสืบไป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งการถวายพระเพลิงพระศพสมเด็จพระราชบิดาโดยราช ประเพณี พระมหากษัตริย์เจ้าแต่ก่อน

ลุศักราช ๙๖๔ ปีขาลศก พระศรีสินบวชอยู่วัดระฆัง รู้พระไตรปิฎกสันทัด ได้สมณฐานันดร เป็นพระพิมลธรรมอนันต ปรีชา ชำนาญทั้งไตรเพทางคศาสตร์ ราชศาสตร์ มีศิษย์โยมมากทั้งจมื่นศรีเสาวรักษ์ก็ถวายตัวเป็นบุตรเลี้ยง ครั้งนั้นเชี่ยวชาญคนทั้งหลายนับถือมากจึงคิดกันกับจมื่นศรีเสาวรักษ์และศิษย์โยมเป็นความลับ ซ่องสุมพรรคพวกได้มากแล้ว ก็ปริวรรตออกเพลาพลบค่ำก็พากันไปซุ่มพล ณ ปรางค์วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ครั้นได้อุดมนักขัตฤกษ์ ก็ยกพลมาฟันประตูมงคลสุนทร เข้าไปได้ในท้อง สนาม ขุนนางซึ่งนอนเวรเอาความกราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตกพระทัย ตะลึงไปเป็นครู่ จึงตรัสว่า เวราแล้วก็ตามเถิด แต่ อย่าให้ลำบากเลย พระพิมลธรรมเข้าพระราชวังได้ ก็ให้กุมเอา พระเจ้าแผ่นดินไปให้พันธนาไว้มั่นคง รุ่งขึ้นให้นิมนต์พระสงฆ์บังสุกุลร้อยหนึ่ง ให้ธูปเทียนสมาแล้ว ก็ให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ เอาพระศพไปฝัง ณ วัดโคกพระยา พระศรีเสาวภาคอยู่ ในราชสมบัติ ๑ ปีกับ ๒ เดือน

สมเด็จพระพิมลธรรมเสด็จขึ้นผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรีอยุธยา ทรงพระนามสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงธรรมอันมหาประเสริฐ ทรงพระกรุณาให้จมื่นศรีเสาวรักษ์เป็นอุปราชอยู่ ๗ วัน มหาอุปราชประชวรลง ๓ วันสวรรคต สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวให้แต่งการพระราชทานเพลิงตามอย่างอุปราช

ครั้งนั้นญี่ปุ่นเข้ามาค้าขายหลายลำ ญี่ปุ่นโกรธว่าเสนาบดีมิได้เป็นธรรม คบคิดกันเข้าด้วยพระพิมลธรรมฆ่าพระมหากษัตริย์เสีย ญี่ปุ่นคุมกันได้ประมาณ ๕๐๐ ยกเข้ามาในท้องสนามหลวงคอยจะกุมเอาพระเจ้าอยู่หัว อันเสด็จออกมาฟังพระสงฆ์บอกหนังสือณ พระที่นั่งจอมทอง๓หลัง ขณะนั้นพอพระสงฆ์วัดประดู่โรงธรรมเข้ามา ๘ รูป พาเอาพระองค์เสด็จออกมาต่อหน้าญี่ปุ่น ครั้น พระสงฆ์พาเสด็จไปแล้ว ญี่ปุ่นร้องอื้ออึงขึ้นว่า จะกุมเอาพระองค์แล้ว เป็นไรจึงนิ่งเสียเล่า ญี่ปุ่นทุ่มเถียงกันเป็นโกลาหล

ฝ่ายพระมหาอำมาตย์คุมพลได้ ไล่รบญี่ปุ่นล้มตายเป็นอันมาก ญี่ปุ่นแตกไปจากพระราชวังลงสำเภาหนีไปตั้งแต่นั้นมาสำเภาเมืองญี่ปุ่นก็มิได้เข้ามาค้าขาย ณ กรุงเลย พระมหาอำมาตย์ให้ไปเชิญเสด็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระราชวัง เพลาเช้าเสด็จ ออกท้องพระโรง พร้อมท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ทรงพระกรุณาตรัสว่า ราชการครั้งนี้พระมหาอำมาตย์มีความชอบมาก ให้เป็นเจ้าพระยากลา โหมสุริยวงศ์ พระราชทานเครื่องอุปโภค บริโภคเป็นอันมาก แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการให้วิเสทแต่งกับปิยะจังหันถวาย พระสงฆ์วัดประดู่เป็นนิตยภัตอัตรา

ศักราช ๙๖๕ ปีเถาะศก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้ชักพระ มงคลบพิตรอยู่ฝ่ายตะวันออก มาไว้ฝ่ายตะวันตก แล้วให้ก่อพระ มณฑปใส่

ในปีนั้นมีหนังสือเมืองตะนาวศรีบอกเข้ามาว่า กองทัพพม่ามอญล้อมเมือง ขอพระราชทานกองทัพไปช่วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสให้พระยาพิชัยสงครามเป็นแม่ทัพ ยกออกไปถึงเมืองสิงขร นายทัพนายกองบอกเข้ามาว่า เมืองตะนาวศรีเสียแก่ข้าศึกแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวให้หากองทัพกลับ

ศักราช ๙๖๘ ปีมะเมียศก ทรงพระกรุณาให้พูนดินหน้าพระวิหารแกลบไว้เป็นที่สำหรับถวายพระเพลิง ในปีนั้นเมืองสระบุรีบอกมาว่า พรานบุญพบรอยเท้าอันใหญ่บนไหล่เขา เห็นประ หลาด สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัย เสด็จด้วยพระที่นั่งเรือชัยพยุหบาตรา พร้อมด้วยเรือท้าวพระยาสามนตราชดาษดาโดยชลมารคนทีธาร ประทับท่าเรือ รุ่งขึ้นเสด็จทรงพระที่นั่งสุวรรณ ปฤษฎางค์ พร้อมด้วยคเชนทรเสนางคนิกรเป็นอันมาก ครั้งนั้นยังมิได้มีทางสถลมารค พรานบุญเป็นมัคคุเทศก์นำลัดตัดดงไปถึง เชิงเขา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทอดพระเนตรเห็นแท้ว่าเป็นรอยพระบรมพุทธบาท มีลายลักษณ์กงจักร ประกอบด้วยอัฏฐตรสต มหามงคล ๑๐๘ ประการสมด้วยพระบาลี แล้วต้องกับเมืองลังกาบอกเข้ามาว่า กรุงศรีอยุธยามีรอยพระพุทธบาทอยู่เหนือยอดเขาสุวรรณบรรพต ก็ทรงพระโสมนัสปรีดาปราโมทย์ ถวายทัศนัขเหนือพระอุตามางคศิโรตม์ด้วยเบญจางคประดิษฐ์เป็นหลายครา กระ ทำสักการบูชาด้วยธูปเทียนคันธรสจะนับมิได้ ทั้งท้าวพระยาเสนาบดี กวีราช นักปราชญ์ บัณฑิตชาติทั้งหลาย ก็ถวายวันทนประณามน้อมเกล้าด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ต่างคนมีจิตโสมนัสปราโมทย์ยิ่งนักกระทำสักการบูชา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอุทิศถวายวนาสณฑ์เป็นบริเวณออกไปโยชน์หนึ่งโดยรอบ แล้วทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ช่างจับการสถาปนา เป็นมณฑปสวมพระบรมพุทธ บาท และสร้างพระอุโบสถ พระวิหาร การเปรียญ ตึกกว้าน กุฏิสงฆ์ เป็นอเนกประการ แล้วให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทางสถลมารคกว้าง ๑๐ วา ตรงตลอดถึงท่าเรือ ให้แผ้วถางทุบปราบให้รื่นราบเป็นถนนหลวงเสร็จ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จกลับถึงท่าเรือ ทรง พระกรุณาสั่งให้ตั้งพระราชนิเวศน์ตำหนักฟากตะวันออก ให้ชื่อพระตำหนักท่าเจ้าสนุก ขณะนั้นฝีพายเอาดอกเลาผูกปัถวีเรือชัย ทอดพระเนตรเห็นตรัสว่างามดีอยู่ ครั้นเสด็จกลับถึงกรุง สั่งให้แปลงปัถวีเรือชัยเป็นเรือกิ่ง ทรงพระกรุณาเร่งรัดให้ช่างสร้างมณฑปพระพุทธบาท และอาวาสบริเวณทั้งปวง ๔ ปี จึงสำเร็จสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นไปกระทำการฉลอง มีงานมหรสพสมโภช ๗ วัน แล้วเสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ในปีนั้นปรางค์ วัดพระมหาธาตุทำลายลงจนชั้นครุฑพื้นอัสดงค์

ลุศักราช ๙๘๙ ปี ทรงพระกรุณาแต่งพระมหาชาติ คำหลวง และสร้างพระไตรปิฎกธรรมไว้สำหรับพระศาสนาจบ บริบูรณ์

ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนยี่ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวทรงพระประชวรเดือนหนึ่งกับ ๑๖ วัน เสด็จสวรรคต พระ เจ้าทรงธรรมอยู่ในราชสมบัติ ๒๕ พระพรรษา พระองค์มีพระราชบุตร ๓ พระองค์ พระองค์เป็นปฐมนั้น ทรงพระนามพระเชษฐาธิราชกุมาร พระองค์ที่สองนั้น ทรงพระนามพระพันปีศรีสิน พระองค์ที่สามนั้น ทรงนามพระอาทิตยวงศ์ จึงเสนาพฤฒามาตย์ราชปโรหิตาจารย์ทั้งหลาย มีเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เป็นประธาน ปรึกษาพร้อมกัน อัญเชิญสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระเชษฐาธิราช ขึ้นราชาภิเษกครอบครองกรุงพระนครศรีอยุธยาโดยราช ประเพณี

อยู่มาได้ ๗ วัน พระพันปีศรีสินผู้เป็นพระอนุชา ทรงพระโกรธว่ามุขมนตรีมิได้ยกสมบัติให้ ก็พาพรรคพวกของพระองค์ลอบหนีไปยังเมืองเพชรบุรี ซ่องสุมพวกพลจะเข้ามา สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสทราบเหตุ ให้แต่งกองทัพออกไป พระพันปี ศรีสินมิทันได้จัดแจง กองทัพล้อมจับได้ กุมเอามาถวาย ทรงพระ กรุณาให้ประหารชีวิตเสีย ณ วัดโคกพระยา และชาวเมืองเพชรบุรีที่เป็นใจเข้าด้วยพระพันปีศรีสินนั้น ให้ (เอา) ตัวเป็นตะพุ่น หญ้าช้างสิ้น

อยู่มาเดือนเศษ* มารดาเจ้าพระยากลาโหมถึงแก่กาลกิริยา แต่งการศพเสร็จแล้ว เจ้าพระยา กลาโหมสุริยวงศ์ออกไปตั้งการปลงศพณวัดกุฏ **ข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนผู้ใหญ่ผู้น้อยออกไปช่วย นอนค้างแรมอยู่เป็นอันมาก ฝ่ายข้าหลวงเดิมพระเจ้าอยู่หัวกราบทูลยุยงเป็นความลับว่า เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ทำการครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก หากเอาการศพมาบังไว้ เห็นทีจะคิด ประทุษร้ายต่อพระองค์เป็นมั่นคง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิไดมีวิจารณ์ให้ถ่องแท้ * แล้วเตรียมทหารไว้ให้เป็นกอง ๆ จึงดำรัสให้ ขุนมหามนตรีออกไปหาตัวเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้ามา ขณะ นั้นจมื่นสรรเพชรภักดีสอดหนังสือลับออกไปก่อนว่า พระโองการจะให้หาเข้ามาดูมวย บัดนี้เตียมไว้พร้อมแล้ว เมื่อเจ้าคุณจะเข้ามานั้น ให้คาดเชือกเข้ามาทีเดียว ครั้นขุนมหามนตรีออกไปถึงกราบเรียนว่าพระโองการให้หา (เจ้า) พระยา กลาโหมสุริยวงศ์แจ้งการซึ่งจมื่นสรรเพชรภักดีบอกไปสิ้นอยู่แล้ว จึงว่าขึ้นท่ามกลางขุน นางทั้งปวงว่า เราทำราชการกตัญญูแต่ครั้งพระพุทธเจ้าหลวงมา ท่านทั้งปวงก็แจ้งอยู่สิ้น และเมื่อพระพุทธเจ้าหลวงสวรรคตแล้วถ้าเรารักราชสมบัติ ท่านทั้งปวงเห็นจะพ้นเราเจียวหรือ ขุนนาง ทั้งปวงกราบแล้วจึงว่า ราชการทั้งปวงก็สิทธิ์ขาดอยู่แก่ท้าวพระกรุณาสิ้นที่จะมีผู้ใดขัดแข็งนั้น ข้าพเจ้าทั้งปวงเห็นไม่มีตัวแล้ว

เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงว่า ท่านทั้งปวงจงเห็นจริงด้วยเราเถิด เรากตัญญูคิดว่าเป็นลูกเจ้าข้าวแดง จึงเป็นต้นคิดอ่านปรึกษามิให้เสียราชประเพณี ยกราชสมบัติถวายแล้วยังหามีความดีไม่ฟังแต่คำคนยุยง กลับจะมาทำร้ายเราผู้มีความชอบต่อแผ่นดินอีก เล่า ท่านทั้งปวงจะทำราชการไปข้างหน้าจงเร่งคิดเถิด ขุนนาง ทั้งนั้นกราบแล้วว่า อันพระกรุณาว่านี้ ควรหนักหนา เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ดูท่วงทีขุนนางทั้งปวง เห็นยังไว้อารมณ์เป็นกลาง อยู่ มิลงใจเป็นแท้ จึงร้องสั่งหลวงพันให้กุมเอาตัวขุนมหามนตรีและบ่าวไพร่ซึ่งพายเรือมานั้นไว้ให้สิ้น ทะลวงฟันก็กรูกันจับเอาขุนมหามนตรีและไพร่ไปคุมไว้ ขุนนางทั้งปวงเห็นดังนั้น ต่างคนตกใจหน้าซีดลงทุกคน เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เห็นดังนั้นจึงว่า บัดนี้พระเจ้าแผ่นดินว่าเราทำการประชุมขุนนางพร้อมมูลทั้งนี้คิด การขบถ ก็ท่านทั้งปวงซึ่งมาช่วยเราโดยสุจริตนั้น จะมิพลอยเป็น ขบถด้วยหรือ ขุนนางทั้งปวงพร้อมกันกราบเรียนว่า เป็นธรรมดา อยู่แล้ว อุปมาเหมือนนิทานบรมโพธิสัตว์เป็นนายสำเภา คนทั้ง หลายโดยสารไปค้า ใช้ใบไปถึงท่ามกลางพระมหาสมุทร ต้อง พายุใหญ่สำเภาจะอัปปางอยู่แล้ว บรมโพธิสัตว์จึงคิดว่า ถ้าจะนิ่ง อยู่ดังนี้ก็จะพากันตายเสียสิ้นทั้งลำสำเภา จึงตั้งสัตย์อธิษฐานว่า ถ้าอาตมาจะสำเร็จแก่บรมโพธิญาณ ขออย่าให้สำเภาอับปางในท้อง พระมหาสมุทรเลย เดชะอานุภาพบารมีบรมโพธิสัตว์ สำเภาก็มิได้จลาจล และนล่วงถึงประเทศธานีซึ่งจะไปค้า ก็เหมือนกาลอันเป็นครั้งนี้ ถ้าท้าวพระกรุณานิ่งตาย คนทั้งหลายก็จะพลอยตายด้วย ถ้าท้าวพระกรุณาคิดการรอดจากความตาย คนทั้งปวงก็จะรอดด้วย

เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ได้ฟังดังนั้น หัวร่อแล้วว่าพระเจ้าแผ่นดินว่าเราเป็นขบถแล้ว เราจะตามรับสั่ง ท่านทั้งปวง จะว่าประการใด ขุนนางทั้งปวงกราบแล้วจึงว่า ถ้