พระราชพงศาวดารกรุงสยามฉบับบริติชมิวเซียม หน้าที่ ๓๗๑-๗๔๓

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๗๑ เมื่อเสด็จปราบดาภิเษกถวัลยราชประเวณีแล้วนั้น พระ ชนม์ได้ ๒๕ พระพรรษา และ้วพระบาทสมเด็จเอกาทศรถอิศวร บรมนาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ทรงทศพิธราชธรรมอันประเสริฐ ก็ทรงพระกรุณาแก่ประชาราษฎรทั้งปวง ให้ลดส่วยสาอากรแก่ ประชาราษฎรทั้งปวง ๓ ขวบ มิให้เอาเข้าพระคลัง และพระเจ้า อยู่หัวบำเพ็ญพระราชกุศล และ้วก็ตรัสให้แต่งการซึ่งจะถวายพระ เพลิงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสร็จสรรพ ประดับด้วยเครื่องรจนาลังการทั้งหลายหมายเป็นอาทิ คือพระสุเมรุมาศ สูง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ และเมรุทิศเมรุรายประดับด้วย ฉัตรทอง ฉัตรนาก ฉัตรเงิน ฉัตรเบญจรงค์ ธงเทียวบรรดาการจึ่งอัญเชิญพระศพเสด็จ เหนือบุษบกพิมาน และประดับสีด้วยกลิ้งกลดจามร บวรนิมิต ประไพไปด้วยกาญจนดิเรกดุริยางค์นฤนาท เดียรดาษด้วยภาพยนต-มฤฎบอันรจนาต่าง ๆ ตั้งประดับเรียงรายย้ายโดยขบวนซ้ายขวา ตั้งท้าวพระยาสามนตราช พฤฒามาตย์ ราชเสนาบดีมนตรีมุขทั้ง หลาย มาประดับแห่โดยหน้าหลังบุษบกพิมานนั้น แล้วอัญเชิญ พระศพเสด็จลีลาคลาเคลื่อน เครื่องแห่แหนโดยขบวนเสด็จโดยรัถยารชวัติไปยังพระสุเมรุมาศ และบำเรอด้วยดุริยดนตรี แตร สังข์ ฆ้องกลอง โขนหนัง ระบำบรรพ์ อันมเหาฬารมหรสพ ทั้งปวง และนิมนต์พระสงฆ์สบสังวาส ๑๐,๐๐๐ ถวายทักษิณาทาน บูชาพระสงฆ์ทั้งปวงด้วยเครื่องไทยทาน โดยบุราณราชประเพณี


๓๗๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระมหากษัตราธิราชเจ้าก่อน พระเจ้าอยู่หัวก็ถวายพระเพลิง แล้วให้พระอัฐิธาตุเข้ามา ณ วัด (พระ) ศรีสรรเพชญ์ นิมนต์ พระสงฆ์สดับปกรณ์และ้ว ก็บรรจุพระอัฐิธาตุ สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวก็บำเพ็ญพระราชกุศลนานาประการ และ้วก็เสด็จพระราช- ดำเนินออกไปอยู่พระราชวังบวรสถานมงคล และฝ่ายพระไตร- ภูวนาทิตยวงศ์ก็ให้ไปอยู่ตำหนักวังหลัง อยู่มาในเดือนยี่นั้น อำแดงแก่นผู้เป็นข้าพระไตรภูวนา- ทิตยวงศ์ เอาเนื้อความอันเป็นโกหกมาเป็นอุบายทูลแก่พระไตร- ภูวนาทิตยวงศ์ ว่าข้าหลวงฝ่ายพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัว ย่อมว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์และข้าไทยทั้งปวงนั้น เข้าด้วยสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาธิราชช่วยรบพุ่ง ครั้นสมเด็จพระ ศรีสุธรรมราชาธิราชอัปราชัย พระไตรภูวนาทิตยวงศ์และข้าไทย ทั้งปวง ก็มาบรรจบเข้าด้วยข้าหลวงเล่า และอำแดงแก่นทูลยุยง เป็นหลายครั้ง พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็มิได้พิจารณา ฟังแต่คน ถ่อยนั้น ก็คิดซ่องสุมคนไว้นอกกรุงเทพมหานครเป็นอันมาก จึ่ง ข้าหลวงก็เอาเนื้อความนั้นกราบทูลพระเจ้าอยู่หัวให้ทราบ จึ่งทรง พระกรุณาตรัสสั่งให้ข้าหลวงอันมีใจซื่อสัตย์นั้นออกไปฟังกิตติศัพท์ ดูจงมั่นแม่น ถ้าแม่นจริงไซร้ ก็ให้ข้าหลวงคิดอ่านอุบายว่าจะเข้า ด้วย ครั้นข้าหลวงออกไปได้แจ้งเนื้อความนั้นเป็นหลายแห่ง ว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ให้ซ่องสุมคนเป็นแม่นมั่น จึ่งข้าหลวงซึ่ง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๗๓ ออกมานั้นแสร้งอุบายว่าจะเข้าด้วย จึ่งให้สัญญาอาณัติวันคืนแก่ กันว่าจะยกเข้ามา และข้าหลวงนั้นก็กลับคืนเข้ามากราบทูลพระ กรุณาตามเนื้อความนั้น ครั้นได้ดำริทราบเนื้อความทุกประการ จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่มหาดเล็กว่า ให้เอาเงินหลวง ๑๐๐ ชั่งไปให้แก่พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ว่าพระราชทานให้ออกมาแจก แก่ข้าไทยทั้งปวงนั้นจงทั่วกัน อยู่มาพระยาพิชัยสงคราม พระ มหามนตรีทูลแก่สมเด็จพระรามราชาธิราชว่า พระยาพัทลุงและ พระศรีภูมิปรีชา ซึ่งทรงพระกรุณาตรัสว่าจะให้ไปกินเมืองนั้น ก็ มิไป และคนทั้งสองนี้ครั้นกลางคืนย่อมลงไปวังหลังมิได้ขาด และ คิดอ่านด้วยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดร้ายแก่แผ่นดิน จึ่งสมเด็จพระรามราชาธิราชก็เอาคดีนั้นกราบทูลพระกรุณา จึ่งมีพระราช- โองการตรัสว่า จะให้เสาะสางฟังเนื้อความนี้ดูจงมั่นแม่นก่อน อยู่มา วันหนึ่งนายผูก เดิมเป็นมหาดเล็ก เป็นโทษครั้งสมเด็จพระ พุทธเจ้าหลวงปราสาททอง ให้สักเป็นหมู่เรือพระที่นั่ง และนายผูก มาบอกแก่พระยาจักรี พระยาพระคลังว่า พระยาพัทลุง พระยาศรี- ภูริปรีชา และหมื่นภักดีศวร ย่อมลงไปหาพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ณ วังหลัง คิดอ่านซ่องสุมไพร่พลจะทำร้ายแก่แผ่นดิน พระยา จักรี พระยาพระคลัง บอกแก่พระยาพิจิตรภักดี พระยาพิจิตรภักดี ก็กราบทูลพระกรุณาให้ทรงทราบ จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาพระคลังว่า หมื่น


๓๗๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ภักดีศวรซึ่งสั่งให้ไปรั้งเมืองและบมิไปนั้น เห็นว่าจะคบกันคิดร้าย ให้ลงโทษตัดศรีษะเสียบไว้หน้าศาลาลูกขุน ณ พระราชวังบวรสถานมงคล ส่วนพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เข้ามาเฝ้า ณ บนที่พระราชวัง บวรสถานมงคลไซร้ ย่อมหาพระสิทธิชัย และท้าวราช นายพิม มากระซิบเจรจาทุกวัน และพระยาพิชิตภักดีจึ่งว่าแก่หมื่นมไห- สวรรย์ ให้ห้ามพระสิทธิชัยและท้าวราช นายพิม ซึ่งเจรจาด้วย พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ณ บนที่นั้น และพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ โกรธพระยาพิชิตภักดีและหมื่นมไหสวรรย์ อนึ่งพระยาพระคลัง กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า มีผู้มาบอกว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ จะคิดร้ายนั้นเป็นแม่นมั่น จึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า เยียฉันใดจะ แจ้งว่าคิดร้ายนั้นเป็นแม่นมั่น สั่งแก่พระยาภักดีว่า เมื่อครั้ง พระองค์ชัยนั้น พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ขึ้นมา ย่อมเอามีดเหน็บ ผูกขาขึ้นมา และบัดนี้ยังจะทำดุจนั้นหรือหามิได้ จึ่งพระยาพิชิต- ภักดีก็แสร้งอุบายนวดพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ แต่พระบาทขึ้นมาถึง ต้นพระเพลา พบคาดเครื่องและมีดเหน็บ จึ่งพระยาพิชิตภักดีก็ ร้องขึ้น พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ตกใจ อยู่มาข้าหลวงซึ่งแต่งให้ ไปฟังกิตติศัพท์นั้น ก็ได้เนื้อความมากราบทูลพระกรุณาว่า ได้ยิน ข้าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์คิดว่าเมื่อการ พระราชพิธีตรียัมปวายนั้น ถ้าและเสด็จพระราชดำเนินไปไซร้ จะแต่งข้าอาสาให้ซุ่มซ่อนอยู่นั้น ครั้นเสด็จพระราชดำเนินไปกลาง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๗๕ คืนไซร้ จึ่งจะให้ข้าอาสาซึ่งซ่อนอยู่นั้น ออกทำร้ายในละอองธุลี พระบาท ครั้นดำรัสเนื้อความทั้งนี้และ้ว จึ่งทรงพระราชดำริว่า องค์พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ไซร้ เป็นอนุชา (ธิ) ราชแห่งเรา ๆ ก็ไว้ พระทัยเป็นที่สนิทเสน่หานัก และซึ่งพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิด มิตรโทษแก่เราดังนี้ เมื่อวันการพิธีตรียัมปวายนั้น เราจะไปส่ง พระเจ้าถึงเทวสถาน ถ้าและพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะทำร้ายแก่เรา ก็ให้ทำเถิด เราจะเอาแต่บุญญาธิการแห่งเราเป็นที่พึ่ง ครั้นถึงวันการพิธีตรียัมปวายกลางคืนนั้น ก็เสด็จทรงช้าง ต้นพระที่นั่งสุวรรณปฤษฎางค์ ประดับด้วยเครื่องราโชปโภคทั้งปวง และท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย แห่โดยซ้ายขวาหน้า หลัง ก็เสด็จแต่พระราชวังบวรสถานมงคลมาโดยทางหอรัตนชัย มาทางตะพานช้าง และพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ขึ้นช้างตามช้างพระ ที่นั่งมา พระเจ้า (อยู่หัว) ก็เสด็จไปโดยทางชีกุน และคนซึ่งแต่ง ซุ่มไว้นั้น ล้วนถือปืนนกสับอยู่ ณ ตะพานช้างเป็นอันมาก ครั้น ให้ถามก็บอกว่าข้าวังหลัง ก็บมิได้มีพระราชโองการประการใด เสด็จไปส่งพระเจ้าถึงเทวสถาน และ้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับคืนมายังพระราชวังบวรสถานมงคล อยู่มาวันหนึ่งผู้ดาษเล่งและท้าวหมู่เรือพระที่นั่งอลงกตนาวา มาบอกแก่หมื่นราชามาตย์ ปลัดพระตำรวจว่า นายสุกเดิมเป็นข้า พระชัยราชาธิราช ได้มาเป็นข้าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ และนาย


๓๗๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม สุกนั้นว่าเป็นระบาดที่หนึ่งและ้ว ทีนี้จะเป็นระบาดอีกเล่า ผู้ดาษเล่ง และท้าวจึ่งถามนายสุกว่า ซึ่งจะเป็นระบาดอีกนั้นด้วยอันใด และ นายสุกจึ่งบอกแก่ผู้ดาษเล่งและท้าวว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์คิด ร้ายในละอองธุลีพระบาท หมื่นราชามาตย์ก็เอาคดีนั้นบอกแก่ หลวงพิชัยเดชะ หลวงพิชัยเดชะก็เอากราบบังคมทูลพระกรุณาให้ ทราบในละอองธุลีพระบาท จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งแก่หลวง พิชัยเดชะ ให้ว่าแก่ผู้ดาษเล่งและท้าว ให้ไปฟังเอาเนื้อความนั้น จงมั่นแม่น ผู้ดาษเล่งและท้าวไปหานายสุก นายสุกจึงเล่าให้ผู้ ดาษเล่งและท้าวฟังว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ คุมคนจะยกขึ้นมา ในเดือนยี่ แรม ๘ ค่ำ ผู้ดาษเล่งและท้าวนั้นนำเอาเนื้อความมา บอกแก่หลวงพิชัยเดชะ หลวงพิชัยเดชะเอาเนื้อความนั้นกราบ ทูลพระกรุณา อยู่ (มา) วันหนึ่งพระยาจักรี พระยาพลเทพกราบ ทูลพระกรุณาว่า ได้ยินกิตติศัพท์ว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิด ร้ายในละอองธุลีพระบาทนั้นก็เป็นอันมาก จึ่งพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระ ราชโองการตรัสสั่งแก่เสนาบดี และข้าหลวงผู้มีความสวามิภักดิ์ซื่อ สัตย์นั้นว่า องค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์ไซร้ เป็นพระอนุชาธิราชแห่ง เรา ๆ ก็มีความเสน่หาเป็นอันยิ่งนัก เราคิดว่าจะบำรุงให้วัฒนาการ ไปภายหน้า และองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์มิได้มีความซื่อสัตย์ต่อเรา ฟังเอาคำคนโกหกมันยุยง และคิดซ่องสุมผู้คนจะทำร้ายแก่เรานั้น


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๗๗ จะเป็นประการใด จึงเสนาบดีและข้าหลวงผู้มีความสวามิภักดิ์นั้น กราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ไซร้ มิได้คิด ถึงพระคุณและมิได้มีความสวามิภักดิ์ จะไว้พระไตรภูนาทิตยวงศ์ ให้ทำตามอิสรภาพนั้นมิได้ ขอพระราชทานให้สำเร็จโทษตาม ประเพณีพระราชกุมาร ซึ่งเป็นมหันตโทษนั้น จึ่งพระเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสว่า ซึ่งสำเร็จโทษในกรุงเทพมหานครนี้มิได้ เราจะไปพระนครหลวง และ้วเราจะทรงม้าต้น ให้องค์พระไตร- ภูวนาทิตยวงศ์ขึ้นม้าตัวหนึ่ง ออกไปกลางพระนครหลวง ถ้าองค์ ไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดทำร้ายแก่เรา ๆ ก็มิได้เข็ดขาม จะยุทธด้วย องค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์ ณ ที่นั้น และเราจะเอาบุญญาธิการแห่ง เราเป็นที่พึ่ง จึ่งทรงพระกรุณาตรัสสั่งสมุหนายกว่า จะขึ้นไป พระนครหลวง ครั้นถึงวันอังคาร ขึ้น ๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก อัฐศก กอปรด้วยวิชัยฤกษ์ เพลาอุษาโยค ก็เสด็จด้วยเรือพระที่นั่งศรี- สมรรถชัย และเรือท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวง แห่หน้า หลังซ้ายขวา โดยเสด็จพระราชดำเนินไปถึงพระนครหลวง จึง เสด็จขึ้นพระตำหนัก ครั้นเพลารุ่งแล้วประมาณ ๒ นาฬิกาเศษ จึ่งเสด็จทรงม้าต้นพระที่นั่งราชพาหนะ ให้พระอินทราชาทรงม้า ตัวหนึ่ง พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ทรงม้าตัวหนึ่ง สมเด็จพระราม ราชาธิราชทรงม้าตัวหนึ่ง และเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงโดยเสด็จ


๓๗๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม แห่หน้าหลังโดยซ้ายขวา เสด็จออกไปกลางทุ่งนาพระตำหนักนคร หลวงนั้น พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็กลัวพระเดชบุญญานุภาพพระ บาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มิอาจทำร้ายได้ แล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับเข้ามายังพระตำหนัก พระไตรภูวนา- ทิตยวงศ์ก็ตามเสด็จเข้ามาในพระราชวังพระนครหลวง จึ่งพระ สุรินทรภักดีก็ตามพระไตรภูวนาทิตย์เข้ามาถึงหน้าปะรำช้าง และ เห็นพระไตรภูวนาทิตยวงศ์แก้จางนางดาบออก แล้วก็ขึ้นไปบน ฉนวน จึงพระสุรินทรภักดีก็กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ เมื่อจะ เสด็จเข้าที่พระบรรทม มีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาวิชิตภักดี พระยาสุเรนทรภักดี และขุนเหล็กมหาดเล็ก ให้ผลัดกันเอางาน พัชนี ให้พิทักษ์รักษาระวังระไวอยู่ จึ่งพระสุเรนทรภักดีซึ่งเอา พัชนีอยู่นั้น ก็เห็นพระอินทรราชา ธิราชและพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ออกจากพระตำหนักมาใกล้ที่พระบรรทม ครั้นเห็นพระสุเรนทร- ภักดีก็กลับคืนเข้าไป แล้วขุนเหล็กมหาดเล็กก็รับงานพัชนีผลัดพระ สุเรนทรภักดี และพระไตรภูวนาทิตย์ใช้ให้พระองค์ทอง ออกมา เอาพระแสงหอกต้นของหลวงซึ่งอยู่ ณ พระที่นั่งมุขเด็จนั้นไป ครั้นพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้น จากพระบรรทม จึงขุนเหล็กมหาดเล็กกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า พระองค์ทองออกมาเอาพระแสงหอกต้นซึ่งอยู่ ณ พระที่นั่งมุขเด็จ นั้นเข้าไป จึ่งทรงพระกรุณาตรัสว่า ซึ่งพระแสงต้นไซร้ จะได้


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๗๙ เป็นสำหรับองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์หามิได้ และซึ่งให้มาเอาพระ แสงต้นเข้าไปไว้ดังนี้ เห็นว่าองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์จะคิดร้ายแก่ เราเป็นมั่นแม่น ซึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาพิชัยสงคราม คุมไพร่พลอยู่ รักษาประตูพระราชวังฝ่ายซ้าย ให้พระศรีมหาราชา คุมไพร่พล อยู่รักษาประตูพระราชวัง ให้พระธนบุรีคุมข้าหลวงอยู่รักษาประตู ฉนวน และให้พิทักษ์รักษาอย่าให้ผู้คนแปลกปลอมเข้าออกได้ จึ่ง มีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาจักรี ให้พระยาพิชิตภักดี พระ มหามนตรี หลวงอินทเดชะ ให้เป็นพนักงานคุมพระไตรภูวนา- ทิตยวงศ์ และให้พระสุรินทรภักดี หลวงเทพสมบัติ หลวงกำแพง พระราม หมื่นมไหสวรรย์ เป็นพนักงานคุมพระอินทราชา ให้ หลวงวิชิตสงคราม หลวงรามภักดี ชิงเอาดาบของพระอินท ราชา และพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ซึ่งให้ถืออยู่นั้นไว้ครบ ครั้นเพลาเช้า ๕ นาฬิกา จึ่งพระอินทราชา พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระองค์ ทอง ก็ออกมาเฝ้า ณ ที่ฉนวนนั้น และข้าหลวงผู้มีชื่อซึ่งได้เป็นพนักงานคุมนั้น ก็มาเฝ้าพร้อมกัน ณ ที่ฉนวนนั้น จึงพระยาจักรี กราบทูลพระกรุณาว่า คืนนี้ข้าพเจ้านิมิตเป็นอัศจรรย์ ข้าพระ พุทธเจ้าจะขอแก้ฝันถวาย จึงมีพระราชโองการตรัสแก่พระยาจักรี ว่า ให้แก้นิมิตไปเถิด พระยาจักรีกราบทูลว่า ซึ่งจะแก้ให้คน ทั้งหลายแจ้งเนื้อความนั้น เห็นมิควร ขอพระราชทานเฝ้าใกล้


๓๘๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ละอองธุลีพระบาท และ้วจึ่งมีพระราชโองการตรัสถามที่จะลงไปนั้น จะไปโดยทางชลมารคดีหรือ ๆ จะไปโดยสถลมารคดี และจะไป โดยทางสถลมารคก็ได้ ด้วยช้างม้ารี้พลพร้อมกันอยู่ พระยาจักรี กราบทูลว่า สถลมารคนั้นหล่มโคลนนัก ขอพระราชทานเสด็จ โดยชลมารค ก็มีพระราชโองการตรัสว่าชอบและ้ว พระยาจักรี กราบทูลว่า มีโจทก์ว่ามีผู้เอาพระแสงไปฝังไว้ ขอเอาพระราชทาน ขุดเอา พระราชโองการตรัสว่า (เอา) เถิด พระยาจักรีและข้าหลวง ผู้ได้ (เป็น) พนักงานกุมพระองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์นั้น ก็ช่วยกัน กุมพระองค์ไตรภูวนาทิตยวงศ์ พระสุนทรภักดีและข้าหลวงซึ่งได้ (เป็น) พนักงานกุมพระองค์อินทราชานั้น ก็ช่วยกันกุมพระองค์ อินทราชา ฝ่ายพระองค์ทองผู้เป็นอนุชา ก็เข้าช่วงชิงพระไตร- ภูวนาทิตยวงศ์ และทุบตีข้าหลวงผู้กุมพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ข้า หลวงก็กุมเอาพระองค์ทองนั้นด้วย และ้วก็เอาพระไตรภูวนาทิตยวงศ์และพระองค์ทองนั้นสำเร็จโทษในที่นั้น และพระอินทราชาธิราช นั้น ทรงพระกรุณายกโทษไว้ เพราะว่ามิได้เข้าด้วยพระไตร- ภูวนาทิตยวงศ์ จึงพระบาทสมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่ เสด็จ ลงเรือพระที่นั่ง เอาพระอินทราชาลงเรือพระที่นั่งมาด้วย และ เรือเสนาบดีมุขมนตรีทั้งปวงก็เข้ากระบวนโดยเสด็จซ้ายขวาหน้าหลังเสด็จพระราชดำเนินเข้ามายังพระราชวังบวรสถานมงคล จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้ตำรวจนอก ตำรวจใน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๘๑ เอาข้าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ซึ่งร่วมคิดด้วยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ นั้นมาถาม เมื่อถามหลวงกลาโหมข้าเดิมนั้น* พระไตรภูวนา- ทิตยวงศ์ให้การว่า พระศรีภูริปรีชา พระยาพัทลุง หลวงจ่า และ นายทน นายด้วง นายอิน หมื่นทิพ หมื่นเทพ ซึ่งเป็นตำรวจ ในซ้ายขวา กับนายบาลเมือง นายบุญเกิด นายน้อย ผู้มีชื่อนี้ คิดว่าพระไตรภูวนาทิตยวงศ์จะแต่งเตรียมไว้ฟังดูแต่เดือน ๔ ถ้า และละอองธุลีพระบาทโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทาน พระราชวงศ์ฝ่ายในทั้งสองพระองค์นั้น เห็นว่าจะโปรดเที่ยงแท้ และแผ่นดินจะราบคาบไป ถ้าทรงพระกรุณามิโปรดจนถึงการพระ ราชพิธีและ้ว จึงจะมีความคิด และทุกวันนี้ (มี) แต่จะป้องกันตัว ไป จะได้คิดว่าจะยกเข้ามาแต่ในการพระราชพิธีนี้หามิได้ แล้ว จะได้คิดว่าจะยกเข้ามาในวันใดเดือนใดนั้น ยังไม่ได้คิด อนึ่ง พระไตรภูวนาทิตยวงศ์เสพสุราและ้ว และออก ณ ศาลาว่า เราคน แต่ร้อยหนึ่งจะยกเข้าไปก็จะได้ อนึ่งเมื่อถามนายอิน นายอินให้ การว่า เมื่อแรกคิดอ่านจะทำร้ายในละอองธุลีพระบาทนั้น พระ ศรีภูริปรีชา พระยาพัทลุง พระสิทธิชัย หลวงกลาโหม หลวง สรรพสิทธิ หมื่นภักดีศวร น้องพระสิทธิชัยคนหนึ่ง ผู้มีชื่อทั้งนี้ คิดด้วยพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ณ ท้องพระโรง และว่าพระศรีภูริ ปรีชา หมื่นราชามาตย์ หมื่นคำจาย ผู้หลานพระศรีภูริปรีชา กับ _________________________________________________________

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ข้าหลวงเดิม

๓๘๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม นายพิมและผู้มีชื่อทั้ง ๔ คนนี้ จะคุมคนร้อยหนึ่ง สรรพด้วยเครื่อง ศัสตราวุธ จะยกเข้ามาเฝ้าแต่ตะพานช้างมา ณ ประตูราชวัง พระยาพัทลุงจะคุมกำลังและสมัครพรรคพวก ๑๕๐ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธ จะมาโดยทางริมน้ำ จะเข้ามา ณ ประตูตีน พระราชวัง บวรสถานมงคล ขุนศรีเทพบาลและหมื่นภักดีศวรจะคุมบ่าวและ สมัครพรรคพวก ๑๒๐ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธยกเข้ามาโดยทาง ท่าทราย จะเข้าประตูลัก* ข้างหลัง อนึ่งคนเดิมพระไตรภูวนา- ทิตยวงศ์นั้นประมาณ ๓,๐๐๐ และคนพระราชทานประมาณ ๑,๐๐๐ เศษ พระสิทธิชัย หลวงสรรพสิทธิ กับน้องพระสิทธิชัยและหลวง ขุนหมื่น พันทนายขอเฝ้า มหาดเล็กนั้น จะมาด้วยพระไตร- ภูวนาทิตยวงศ์ ก็พระสิทธิชัย หลวงสรรพสิทธิ และน้องพระ สิทธิชัยเสี่ยงเทียน ๓ เล่ม เทียนพระพุทธเจ้าเล่มหนึ่ง เทียนบรม โพธิสมภารเจ้าเล่มหนึ่ง เทียนพระไตรภูวนาทิตยวงศ์เล่มหนึ่ง และ เสี่ยงพระสารีริกธาตุ ณ หอพระ อธิษฐานว่า จะยกเข้าไปนั้น ยัง จะมีชัยชำนะหรือ ๆ หาชัยชำนะมิได้ และเมื่อตามเทียนเสี่ยง (นั้น) เทียนพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ดับก่อน และ (พระ) สารีริกธาตุก็ มิได้ลอย พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็ว่าพระอาธรรม์และ้ว ทั้งนี้สุดแต่ บุญ แล้วพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ก็สั่งแก่นายอินว่า พระยาสุโขทัย พระยามหามนเทียร ๒ คนนี้จะอาสา เห็นพระยาพลเทพ พระยา _________________________________________________________

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ประตูหลักชัย

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๘๓ มหามนเทียรลงไป ณ วังหลังเป็นหลายครั้ง และพระไตรภูวนา- ทิตยวงศ์ก็บอกแก่นายอินว่า พระยากลาโหมจะอาสา และพระยา วิชิตสุรินทร์ พระยาศรีสุรภักดีทูลว่า จะยกขึ้นไปเมื่อใดจะอาสา เมื่อนั้น และให้กฎหมายผู้มีชื่อทั้งนี้ไว้ อนึ่งผู้คิดอ่านเป็นคมเป็น สันนั้น คือพระยากลาโหม พระยาพลเทพ พระยามหามนเทียร พระยาสุโขทัย พระยาวิชิตสุรินทร์ พระยาศรีสุรภักดี ๖ คนนี้ลง ไปกลางวันและกลางคืน และผู้ซึ่งลงไปเป็นสุภาพนั้น คือเจ้า พระยามหาอุปราช พระยาพิจิตร หลวงพรหมพิจิตร ๓ คนนี้เห็น ลงไปเป็นสุภาพ อนึ่งพระศรีภูริปรีชา หลวงกลาโหม นายเพชร ทูลคิดด้วยกัน และ้วจึงทูลพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ว่า จะเขียนชื่อ พระยาจักรี พระยาวิชิตภักดี พระสุรินทรภักดี หลวงอินทเดชะ และขุนเหล็ก ขุนเทพรัตน์ลงในราชะ เอาศิลาทับไว้ มิให้คนมีชื่อ ทั้งนี้ออกปากคิดอ่านได้ เพื่อจะระงับถ้อยความทั้งปวง และพระ ไตรภูวนาทิตยวงศ์เห็นชอบด้วย จึงพระศรีภูริปรีชาเอาตำราราชะ ของตัวให้แก่นายเพชรทูล ให้เขียนชื่อคนทั้งนั้นลงราชะแล้ว ก็ ให้หลวงกลาโหม เอาศิลาทับไว้ในตำหนักนั้น* อนึ่งหมื่นทิพ- เสนา หมื่นราชามาตย์ลงไป ณ วังหลัง ขออาสา และพระไตร- ภูวนาทิตยวงศ์ก็ให้ผ้าลายและเสื้อกาสาคนละสำรับ อนึ่งมีคำอีแก่น และนายบุญเกิดให้การว่า พระไตรภูวนาทิตยวงศ์ว่า ใช้อีแก่น _________________________________________________________

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ตำหนักอนันต์

๓๘๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม และนายบุญเกิดเอาน้ำสบถไปให้แก่พระยามหามนเทียร และ พระยาสุโขทัยกินถึงจวน อนึ่งคำอีแก่นให้การว่า ผู้ลงไป ณ วัง หลังนั้น คือภรรยาพระยากลาโหม นางน้อย ลูกพระยากลาโหม ภรรยาหลวงราชบุตร และภรรยากลาโหมผู้มรณภาพ ไปกับนาง เมืองเขียด ท้าวราชอุทัย ภรรยาพระยาพิชัยรณฤทธิ์* และลูก สะใภ้แม่นมสุด แม่พระศรีภูริปรีชา และหลานแม่อุทัย แม่พระ ศรีศักดิ์ ภรรยาพระยาพัทลุง ภรรยาพ ญาสุโขทัย ภรรยาพระยา พระคลัง และภรรยาพระจอมเมืองนั้น พระราชทานกำไลทองคำ คู่หนึ่ง ครั้นถามผู้มีชื่อทั้งนี้กราบบังคมทูลพระกรุณา พระเจ้า อยู่หัวจึงมีพระราชโองการตรัสสั่งให้ท้าวพระยา เสนาบดี มนตรี มุขทั้งปวงพิพากษาโทษ ซึ่งไปมาและคิดอ่านด้วยพระไตรภูวนา- ทิตยวงศ์ จะทำร้ายในละอองธุลีพระบาทนั้น เป็นมหันตโทษถึง สิ้นชีวิต และผู้ไปมาคบหาพระไตรภูวนาทิตยวงศ์ ซึ่งมิได้เป็นใจ คิดร้ายด้วยนั้น เป็นแต่สาขาโทษ และทรงพระกรุณาโปรดให้ลง พระราชอาชญา และ้วประทานชีวิตไว้ และในเดือนยี่ ปีวอกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัว บำเพ็ญพระราชกุศลนานาประการ และ้วให้หล่อ รูปพระอิศวรเป็นเจ้ายืน สูงศอกคืบมีเศษพระองค์หนึ่ง รูปพระ _________________________________________________________

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ท้าวว่า พระอุทัย ภรรยา พระพิชัยรณฤทธิ์

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๘๕ ศิวาทิตย์ยืน สูงศอกมีเศษพระองค์หนึ่ง รูปพระมหาวิฆเนศวร พระองค์หนึ่ง รูปพระจันทรทิศศวรพระองค์หนึ่ง และรูปพระเจ้า ทั้ง ๔ พระองค์นี้สวมทองนพคุณ และเครื่องอาภรณ์ประดับนั้น ถมราชาวดี ประดับแหวนทุกพระองค์ไว้บูชาสำหรับการพระ ราชพิธี และในเดือนยี่ ปีวอกนั้น พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสสั่งเจ้าพระยาจักรี ให้แต่ง โรงราชพิธีเบญจาพิธและประดับด้วยราชวัติฉัตรธง อลงกตการ มหามหรสพทั้งปวง และเมื่อแรกแต่งการพระราชพิธีเบญจพิธนั้น ให้พระเมืองขุนหมื่นคุมไพร่พลไปทางโรงพระราชพิธี และพระ ตำหนักตำบลมะขามหย่อง ในเดือนยี่นั้น พระท้ายน้ำ ขุนอมรินทร ขุนหมื่นทั้งหลาย เห็นเป็นโชติรุ่งเรืองเป็นต้นตาล* สูงขึ้นไปใน ที่จะแต่งการพระราชพิธี ก็ปรากฎในราตรีกาลนั้นเป็นศุภนิมิตอัน อุดม ซึ่งจะจำเริญพระศรีสวัสดิพิพัฒนมงคลอันประเสริฐดีนั้น ครั้นแต่งการสำเร็จและ้ว ถึงวันศุกร์เดือน ๔ ขึ้น ๕ ค่ำ เพลารุ่งและ้ว ๘ บาท พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จด้วยเรือพระที่นั่งครุฑพาหะ และประดับด้วยเรือดั้ง เรือกัน และเรือชัย เรือรูปสัตว์ทั้งปวง และเรือท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีมุข แห่หน้าหลังคับคั่งเป็นอันมาก ครั้นเสด็จยัง _________________________________________________________

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ดั่งต้นตาล

๓๘๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระตำหนักตำบลมะขามหย่องแล้ว ก็ให้ประพฤติมงคลการ ๓ วัน ครั้นสำเร็จแล้วก็ให้พระมหาราชครู และปลัดพระราชครู ประ- พฤติการพระราชพิธีมหาปรายาจิตร และพระราชพิธีเบญจาพิธ มหาวิชัยสงคราม ก็เสด็จเข้าพระราชพิธี แล้วประพฤติการโดย ยถาสาตรสำหรับการพระราชพิธีเบญจาพิธ ตามสาตรตำรับนั้นทุกประการเสร็จ ถึงวันอาทิตย์ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ เพลาชายแล้วนาฬิกา หนึ่ง จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงพระ ภูษาพัสตราพรรณพิพิธ วิจิตรด้วยสุวรรณรัตนาพรรณ บวรราโช- ปโภคทั้งปวงเสร็จ ก็เสด็จเหนือพระวิชัยราชรถ อันอลงกตด้วย กาญจนกร เทียมด้วยบวรจตุรงค์มงคลอาชาไนย ประไพโชติ ชัชวาลกาญจนอภิรุม บังแสงสุริยมยุรฉัตร พัชนีพรรณกรรภิรมย์ จามรมาศ และพระมหาราชครู พระราชครู ท้าวพระยาสามนต- ราช เสนาบดีมนตรีมุขทั้งปวงทุกกระทรวงการทั้งหลาย และ ประดับประดาซ้ายขวาหน้าหลัง นฤนาทด้วยศัพท์สำเนียงเสียงฆ้อง กลองแตรสังข์ ก็เสด็จลีลาศในรัถยาอันประดับประดาด้วยราชวัติ ฉัตรธง อลงกตาธิการ ด้วยมหามหรสพทั้งปวงนั้น ครั้นถึงมรรคที่ โรงดัสกรนั้น ก็หยุดพระวิชัยราชรถให้ประหารดัสกรโดยสาตร- เสร็จ ก็เสด็จยังพระที่นั่งสาครมณฆป เสด็จสรงมูรธาราภิเษก เสร็จ เสด็จยังพระที่นั่งพระพิชัยสมโภช และถวายอาศิรพาท


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๘๗ คำรบตติยวาร และพระราชทานให้เลี้ยงลูกขุนสำหรับการพระ ราชพิธีเบญจาพิธมหาวิชัยสงครามตามธรรมเนียม ครั้นการพระ ราชพิธีเสร็จ ก็เสด็จประเวศพระราชมนเทียร และในปีวอกนั้นตรัสให้หล่อรูปพระเทวกรรม สูงประ- มาณศอกมีเศษพระองค์หนึ่ง สวมทองเครื่องอาภรณ์ประดับแหวน ถมราชาวดี ครั้นปีระกา นพศก พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธ- เจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการตรัสสั่งพระยาจักรี ให้แต่งโรงราชพิธี บัญชีพรหม และชมรมสำหรับการพระราชพิธีทั้งปวงในทะเลหญ้า ตำบลเพนียด และทรงพระกรุณาตรัสให้หล่อพระเทวกรรมทองยืน สูงศอกหนึ่ง หุ้มด้วยทองเหนือแล้ว และเครื่องอาภรณ์นั้นถม ราชาวดี ประดับด้วยแหวน ไว้สำหรับการพระราชพิธีคชกรรม ให้พระมหาราชครูพระพฤฒิบาศ และปลัดพระราชครู ประพฤติ- การพระราชพิธีบัญชีพรหม ในวันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๗ จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จยังการพระ ราชพิธีปรายาจิตร และพระราชพิธีบัญชีพรหมทะเลหญ้า ก็ประพฤติ การพระราชพิธีตามสาตรตำรับ* อันมีในคชกรรมนั้นทุกประการ ครั้นถึงวันศุกร์ ขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๗ พระบาทสมเด็จบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จยังการพระราชพิธีคชกรรมโดยยถาสาตร

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ตามสารคำรบ

๓๘๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม และถวายสมโภช ถวายอาศิรพาทคำรบ ๓ วันเสร็จ ก็เสด็จ ประเวศพระราชมนเทียร จุลศักราช ๑๐๒๐ ปีจอ สัมฤทธิศก เดือนอ้าย จึงพระ บาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จพระที่นั่งชลวิมาน กาญจนบวรนาวา ไปประพาส ณ เมืองนครสวรรค์ จึงพระยา จักรีกราบบังคมทูลพระกรุณาว่า ขุนศรีขรจาริน ณ เมืองศรีสวัสดิ์ บอกมาว่า ออกไปฟังข่าว ณ ป่าตำบลหัวซ้าย * และนายอันซุย คล้องต้องนางช้างเผือกประมาณ ๓ ศอกมีเศษ หูหางรูปงาม คล้อง ได้ ณ วันอังคาร แรม ๒ ค่ำ เดือนอ้าย จึงมีพระราชโองการตรัส สั่งให้พระยาตะนาวศรีและพฤฒิบาศ และขุนช้างชาวช้างทั้งหลาย ไปรับเศวตคเชนทร ก็เสด็จพระราชดำเนินแต่เมืองนครสวรรค์มา ยังกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา และรับเศวตคเชนทร มาถึงกรุงเทพมหานคร ณ วันศุกร์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่ และให้แห่ ประดับประดาด้วยการมหรสพทั้งปวง ด้วยเรือขนาน รับขึ้นไว้ ณ โรงใกล้พระราชวัง และทรงพระกรุณาตรัสประสาทนามกร ชื่อ พระอินทรไอยราวรรณวิสุทธิราชกิริณี และให้พระมหาราชครู พระราชครู พฤฒิบาศ และท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรี มุข ลูกขุน ทำขวัญคำรบ ๓ วัน แล้วแต่งเครื่องราชาภรณ์บวรอลงกต

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) และพระราชพงศาวดาร- กรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ณ ป่าตำบลห้วยทรายทั้ง ๒ ฉบับ

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๘๙ รจนาด้วยกนกรัตนามัย พระราชทานให้ประดับสำหรับเศวต คเชนทรนั้น และพระศรีสิทธิกรรม์อยู่หบริบาลนางพญาช้างเผือกนั้น ส่วนนายอานซุย ผู้บุตรขุนศรีขรจารินซึ่งคล้องถูกนั้น พระราชทาน ให้ชื่อเป็นขุนคเชนทรไอยราวิสุทธิราชกิริณี และพระราชทาน เจียดเงินเหลี่ยมเกลี้ยง เครื่องทองสำรับหนึ่ง และเงินตรา ๒ ชั่ง ผ้าลายสรรพางค์ไหมลายปูม และเสื้อแพรสำรับ ( หนึ่ง ) และ ภรรยาแห่งนายอานซุยนั้น พระราชทานให้ครอบเงินกลีบบัว หนัก ๑๐ ตำลึง เครื่องเงินสำรับ (หนึ่ง) และเงินตราชั่งหนึ่ง ผ้า ทองขาวเชิงเขียนสำรับหนึ่ง และขุนศรีขรจาริน ผู้พ่ออานซุยช่วย โปรดนั้น * พระราชทานให้เป็นหลวงเศวตคเชนทร พระราชทาน เจียดเงินเหลี่ยมจำหลัก ( หู ) ช้างและเครื่องทองสำหรับเจียด เงิน ตรา ๒ ชั่ง ผ้าลายสรรพางค์ไหมลายปูม และเสื้อแพรพรรณสำรับ ( หนึ่ง ) และนายอานซุยผู้คล้องต้องนั้น ว่าช้างนี้ตาพิการจะปล่อย เสีย ** จึงได้พระราชทานเท่ากัน และพระราชทานแก่ผู้เป็นควาญ และโยนทามนั้น ตามธรรมเนียมซึ่งได้นางพระยาช้างแต่ก่อน ผู้ ถือหนังสือข่าวมาและผู้มาส่งนั้น ก็ได้พระราชทานถ้วนทุกคน และ

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ช่วยประวัดนั้น
    • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) มีข้อความต่อไปอีก คือ " จึงขุนศรีขรจารินผู้ช่วยประวัดรู้ว่าช้างเผือกและมิให้ปล่อยเสีย " ส่วน พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติ มีข้อความตรง กับฉบับที่พิมพ์นี้

๓๙๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระราชทานทั้งปวงเป็นเงิน ๑๗ ชั่ง ๑๐ ตำลึง และข้าส่วนดีบุก ซึ่งเป็นสมัครพรรคพวกและทาสหลวงเศวตคเชนทร ซึ่งได้ช่วยใน การช้างนั้นก็พระราชทานด้วย สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวช้างเผือก ทรงพระ เดชานุภาพอันประเสริฐ จำเริญพระราชกุศลสุจริตธรรม และ กอปรด้วยพระราชศรัทธา ก็ให้สถาปนาพระพุทธประติมาห้าม สมุทรพระองค์หนึ่ง หุ้มทอง และทรงอาภรณ์ประดับด้วยแหวน อันมีราคา ทรงพระนามสมเด็จบรมไตรโลกนาถ พระองค์สูล ๔ ศอกคืบ มีเศษทั้งฐาน แล้วก็ทรงพระราชศรัทธาตรัสให้สถาปนา พระพุทธประติมาพระองค์หนึ่ง หล่อด้วยทองนพคุณทั้งแท่ง ทรง พระนามสมเด็จพระบรมตรีภพนาถห้ามสมุทร สูงศอกคืบ ๙ นิ้ว ทรงเครื่องอาภรณ์ประดับพระอุณาโลมเพชรแหลมเท่ามะกล่ำใหญ่ แล้วก็สถาปนาพระพุทธประติมาหุ้มเงิน ๒ พระองค์ พระองค์หนึ่ง สูง ๔ ศอกคืบ มีเศษทั้งฐาน พระองค์หนึ่งสูง ๒ ศอกคืบ มีเศษ แล้วก็ตรัสให้หล่อพระบรมกรรมพระองค์หนึ่ง สูง ๔ ศอกทั้งฐาน แล้วอภิเษกเสร็จ ก็ให้รับไปประดิษฐานไปไว้ในอารามพระศรี- รุทรนาถ ตำบลชีกุน และตรัสให้หล่อพระเทวกรรมพระองค์หนึ่ง สูงประมาณ ๔ ศอก ไว้ในหอพระเทวกรรม ในขณะนั้นก็ลือชาปรากฏพระยศพระเกียรติพระบาทสม- เด็จพระพุทธเจ้าช้างเผือก ทรงพระเดชบุญญานุภาพอันยิ่งไป


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๙๑ ทั่วนานาประเทศทั้งปวง ฝ่ายเมืองกัมพุชประเทศนั้น นักจันผู้เป็น ราชบุตรพระยากัมพุชประเทศได้ปกครองเมืองกัมพุชประเทศ ก็มี พิโรธกันกับน้องผู้ชื่อนักประทุม นักประทมให้หนังสือไปแก่พระยา ญวน ให้มารบเมืองกัมพุชประเทศ พระยาญวนก็ให้องค์เจียงทู ยกทัพมารบเอาเมืองกัมพุชประเทศ ได้นักจันผู้ครองเมืองกัมพุช ประเทศนั้นไป และเอาแต่ทรัพย์สิ่งของและปืนไปเมืองญวน แล้ว ก็ส่งนักจันให้กลับมาเมืองกัมพุชประเทศเล่า ครั้นมาถึงเมืองจำ- ปกลราช นักจันก็ถึงแก่อนิจกรรม และนักประทุมผู้น้องก็คุมญาติ วงศ์สมัครพรรคพวก ๗๗๓ คน ซ่องสุมผู้คนไปอยู่เมืองบันทาย- เพรช ในปีจอ สัมฤทธิศกนั้น แขกแม่นางกะเบาอันอยู่เมือง กัมพุชประเทศ หาที่พึ่งที่พำนักมิได้ และพระยาราชภักดี ๑ พระยาโตกา ๑ พระยาโตะปะแกะ * ๑ พระยานครหลวง ๑ ศรี กากะ ๑ โผช้าง ๑ คุมสกรรจ์อพยพ ๗๗๓ คน มาขอเป็นข้า ขอสู่พระราชสมภาร และทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องอุปโภค บริโภคและอาหารทั้งปวง และไร่นาให้ทำกินเลี้ยงอาตมภาพทุก คนมิได้แค้นคือง ลุศักราช ๑๐๒๑ ปีกุน เอกศก หลวงกำเริบพระไพร ๑

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า พระยาโตปะแก พระ- ราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า พระยาโตปะเกาะ

๓๙๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม หลวงจงราชา ๑ หลวงโสม ๑ หลวงราชกุมาร ๑ หลวงราช- เสนา ๑ หลวงเสนาวิชัย ๑ และขุนหมื่นกับด้วยสกรรจ์ ๒,๒๑๔ คน อพยพมาสู่พระราชสมภาร และสังฆราชาสุคนธ์อันเป็นญาติ สมัครพรรคพวกด้วยนักจันกับด้วยนักนี และนักวรอุทัยและนักอำ ผู้หลาน ทั้งนี้หาที่พำนักบมิได้ ก็นำสมัครพรรคพวกทั้งปวงมาสู่ พระราชสมภาร ทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานเครื่องอุปโภค ทั้งปวงแก่สังฆราชาสุคนธ์ และญาติสมัครพรรคพวกทั้งปวง ซึ่งมา สู่พระราชสมภารนั้น ได้รับพระราชทานโดยอันดับถ้วนทั้งปวง และให้สังฆราชราสุคนธ์อยู่อารามวัดรพระนอนแทบอารามวัดเจ้าพระ- ยาไท และพระราชทานอุปโภคบริโภค เจียดและเครื่องเจียด แก่นักนี และนักวรอุทัย นักอำ และพระราชทานแก่หลวงขุน หมื่นผู้มีความสวามิภักดิ์และอพยพทั้งปวง ให้ทำมาหากินในถิ่น ฐานชอบกล มิให้แค้นเคืองสิ่งใดได้ และขุนท่องพระไพรมาสู่ พระราชสมภารด้วยสังฆราชาสุคนธ์นั้นให้การว่า เมื่อครั้งสมเด็จ พระพุทธเจ้าปราสาททองสวรรคาลัยแล้ว และสมเด็จพระศรีสุธรรม ราชาธิราชเสวยราชสมบัติ รู้ข่าวไปถึงนักจันผู้เป็นพระยากัมพูชา- ธิบดี พระยากัมพูชาธิบดีก็ใช้ขุนท่องพระไพรและไพร่ ๕ คน ให้ ลอบเข้ามาฟังซึ่งกิจการ ณ กรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ขุนท่อง พระไพรกับไพร่ ๕ คน เดินลัดป่ามาโดยทางนครนายก และมา ถึงทุ่งพระแก้ว จึ่งไว้ไพร่ ๓ คน มาด้วนั้น ๓ คน และถือเชือก


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๙๓ เดินเข้ามาประดุจดังหาวัว ขณะนั้นพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จปราบดาภิเษกแล้ว และขุนท่องพระไพรมา พบสงฆ์ ๓ รูป ณ ทุ่งวัดเดิม ได้เจรจาด้วยสงฆ์ ๆ ก็บอกว่าพระ นารายณ์เป็นเจ้าได้เสวยราชสมบัติ และทรงพระเดชบุญญานุภาพ นักหนา และพระหัตถ์ข้างหนึ่งจะเป็น ๒ พระหัตถ์ก็ได้ และทรง พระกรุณาแก่ประชาราษฎรทั้งปวง และขุนท่องพระไพรเอากิจนี้ ไปบอกนักจัน ในปีกุน เอกศก เดือน ๙ มริอลาได้ยินปรากฏพระ เกียรติยศอันประเสริฐออกมา ก็มีความสวามิภักดิ์ แต่งจานแก้ว หุ้มแสรกทองประดับมรกต และแหวนแดงทั้งปวง ๑๒๐ พลอย ขอ ให้โกษาธิบดีทูลกระหม่อมถวาย ในปีกุนนั้น พระยากตุกสวา- มิภักดิ์ และแต่งแหวนพลอยเพชรแหลมประมาณเท่าผลสวาด คิด ราคา ๘ ชั่ง ๗ ตำลึงทอง แหวนพลอยเพชรมรกตเท่ากับบัวอ่อน ใบหนึ่ง ราคาชั่ง ๑๐ ตำลึงทอง ให้ดิบลมุลนำเข้ามาให้พระยา รามกำแหงทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ในปีกุนนั้น นางพระยา อาแจแต่งแหวนเพชรลูกแตงเท่าผลมะขามทั้งเปลือก เป็นราคา ๑๐ ตำลึงทอง ขอให้โกษาธิบดีทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ในปีเดียว นั้น พระยามหหมัด ลูกค้า ณ เมืองชลีปะตำ มีความสวามิภักดิ์ ก็แต่งดาบทองกลมเป็นรูปนกอยู่ในและประดับพลอยเพชร และ พลอยแดง มรกต และมุกทั้ง ๓ สาย พลอยแหวนประดับใหญ่


๓๙๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม น้อย ๒๗๐ พลอย ขอให้โกษาธิบดีทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย และประเทศท้งปวงมีความสวามิภักดิ์ และแต่งเครื่องบรรณาการ รจนาอันพิจิตรต่าง ๆ เข้ามาทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายเป็นอันมาก สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาพระราชทาน ให้สิ่งของตามปรารถนานั้นทุกประการ ยิ่งกว่าสิ่งของทูลเกล้าทูล กระหม่อมถวายนั้น ในศักราช ๑๐๒๒ ปีชวด โทศกนั้น มีหนังสือรพะยา แสนหลวง ณ เมืองเชียงใหม่ ให้แสงสุรินทรไมตรีถือลงมาถึง อัครมหาเสนาธิบดี ณ กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา ใน ลักษณะหนังสือนั้นว่า ข่าวเมืองจินหวย * กรีพลจะมาล้อมเอาเมือง เชียงใหม่ และพระยาแสนหลวงและชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งปวง หาที่พึ่งที่พำนักมิได้ จึ่งเสี่ยงทายในอารามพระพุทธสิหิงค์ซึ่งอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ ถ้าประเทศใดจะเป็นที่พึ่งที่พำนักได้ไซร้ ขอ พระพุทธสิหิงค์เจ้าสำแดงให้เห็นประจักษ์ และว่าพระพุทธสิหิงค์ นั้นบ่ายพระพักตร์มายังกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา พระยาแสนหลวง ขุนแสนหลวง แสนหมื่นทั้งปวงมีความยินดีนัก จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้า ช้างเผือกเป็นที่พึ่งที่พำนัก ขอพระราชทานข้าหลวงและช้างม้าไพร่ พล สรรพด้วยเครื่องสรรพายุทธ ไปช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ชาวเมืองจีนฮ่อ

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๙๕ ให้พ้นภัยอันตราย จะได้เป็นข้าขัณฑสีมามณฑล ณ กรุงเทพมหา- นครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา จึ่งพระยาจักรีเอากราบบังคมทูลพระ กรุณา พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก จึ่งมีพระ ราชโองการตรัสว่า ซึ่งพระยาแสนหลวง แสนหมื่น และชาว เมืองเชียงใหม่ทั้งปวงหาที่พึ่งบมิได้นั้น ควรแต่งท้าวพระยามนตรี และช้างม้าไพร่พลทหาร สรรพด้วยเครื่องสรรพายุทธทั้งปวงไป ช่วยป้องกันเมืองเชียงใหม่ ตามปรารถนาชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งปวง แล้วมีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาศรีราชเดโช พระยาท้ายน้ำ เป็นนายกอง พระยาพิจิตรเป็นยกกระบัตร เมืองนครนายกเป็น เกียกกาย สมิงพระรามเป็นกองหน้า สมิงพระตะเบิดเป็นกองหลัง เมืองคยอยเป็นปีกขวา เมืองยโสธรเป็นปีกซ้าย และขุนหมื่นเป็น กองใช้ กองแล่น ช้างเครื่อง ๘ ช้าง ม้า ๑๖ ม้า พลสิบพัน * ปืนใหญ่ ๒๙ บอก ปืนนกสับ ๑๒๐ บอก เป็นทัพหนึ่ง และ ให้พระยารามเดโชเป็นนายกอง พระสระบุรีเป็นยกกระบัตร พระ ศรีสวัสดิ์เป็นเกียกกาย พลรบ ๑,๐๐๐ สรรพด้วยเครื่องสรรพายุทธ ปืนใหญ่ ๑๐ บอก ปืนนกสับ ๑๐๐ บอก ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๑๐ ม้า เป็นทัพหนึ่ง ให้พระยาท้ายน้ำและพระรามเดโชทั้ง ๒ ทัพ นี้ ยกไปจากกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา ในเดือน ๑๒ ให้แสนสุรินทรไมตรีนำทางไปเมืองเชียงใหม่

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า พล ๔,๐๐๐

๓๙๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ในเมื่อเดือนอ้าย ปีชวด โทศกนั้น พระบาทสมเด็จบรม บพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก ทรงพระเดชานุภาพอันประเสริฐ มีพระราชหฤทัยทรงพระราชศรัทธาจะถวายสักการบูชาพระชินราช พระชินศรี ณ เมืองพิษณุโลก ครั้นถึง ณ วันอาทิตย์ แรม ๓ ค่ำ เดือนอ้าย ก็เสด็จด้วยเรือพระที่นั่งสมรรถชัยไปโดยชลมารถ ๑๔ เวร ก็ถึงเมืองพิษณุโลก และตั้งตำหนักตำบลช่องตา และถวาย สักการะบูชาพระชินราช พระชินศรี และถวายพุทธสมโภชด้วยการ มหรสพ ๓ วัน ฝ่ายพระยาท้ายน้ำ และพระยารามเดโช พระยาพิจิตร บอกหนังสือมาถึงสมุหนายก ให้กราบทูลพระกรุณาว่า ได้ยกทัพ ไปถึงตำบลฆ้องชัย แสนสุรินทรไมตรีผู้นำทางนั้นหนี จึงมีพระ ราชโองการตรัสสั่งให้มีตราตอบไปถึงนายทัพนายกอง ให้ติดตาม เอาตัวแสนสุรินทรไมตรีนั้นให้จงได้ อนึ่งพระยาแสนหลวง ณ เมือง เชียงใหม่ แต่งหนังสือให้แสนสุรินทรไมตรีถือมาล่อลวง แล้ว หลีกหนีนั้น เมืองนครและเมืองเถินไซร้ขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่ จะ ไว้เมืองนครและเมืองเถินนั้นมิได้ จึ่งตรัสให้พระยากลาโหมเป็น นายกอง หลวงธรรมไตรโลกเป็นยกกระบัตร พระยาเสนาภิมุข เป็นเกียกกาย สมิงพระรามเป็นกองหน้า พระมฤทธเป็นกองหลัง เมืองนครราชธานีเป็นปีกขวา พระวิจารณ์มนตรีเป็นปีกซ้าย และ กองแล่นกองใช้พล ๕,๐๐๐ เศษ ปืนใหญ่ ปืนนกสับ และช้าง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๙๗ เครื่อง และม้า สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธเป็นทัพหนึ่ง และให้ พระยานครราชสีมาเป็นนายกอง เมืองอินทบุรี ( เป็น ) ยกกระบัตร พระสุพรรณบุรีเป็นเกียกกาย พระกุยบุรีเป็นกองหน้า พระกลาง บรรพตเป็นกองหลัง พระพลเทพเป็นปีกขวา พระมหาดไทยเป็น ปีกซ้าย พล ๒,๐๐๐ ปืนใหญ่ ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้า เป็นทัพหนึ่ง ให้พระยายมราชเป็นนายกอง หลวง อนันตกะยอสูเป็นกองหน้า พระศรีมหาราชาเป็นปีกขวา ขุนโจม จัตุรงค์เป็นปีกซ้าย พล ๑,๐๐๐ ปืนใหญ่ ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้าเป็นทัพหนึ่ง และให้พระยาราชวังสันเป็น นายกอง พระสรรค์บุรีเป็นยกกระบัตร หลวงวิชิตสงครามเป็น เกียกกาย พระนนทบุรีเป็นกองหน้า พระยาสุรราชภักดีเป็นกอง หลัง พระยาตุกาลีเป็นปีกขวา หลวงรามภักดีเป็นปีกซ้าย พล ๓,๐๐๐ ปืนใหญ่ ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๑๐ ม้าเป็น ทัพหนึ่ง และให้พระยาพิชัยสงคามเป็นนายกอง หลวงสุร- สงครามเป็นยกกระบัตร หลวงราชมนตรีเป็นเกียกกาย หลวง กำแพงสงครามเป็นกองหน้า หลวงนเรนทรภักดีเป็นปีกขวา ขุน พิพิธณรงค์เป็นปีกซ้าย พล ๕๐๐ ปืนใหญ่ ปืนนกสับ ช้างเครื่อง ๖ ช้าง ม้า ๘ ม้าเป็นทัพหนึ่ง จึงทัพทั้ง ๕ ทัพก็ยกขึ้นไป ครั้นถึงเมืองนครและเถินไซร้ จึ่งสงเชดกายและแหงใน


๓๙๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ซึ่งอยู่ในเมืองนคร ก็พาสกรรจ์อพยพเมืองนครและเมืองเถิน ออก มาหานายกองนายทัพข้าหลวง ขอเป็นข้าสู่พระราชสมภาร และ ฟ้าลายข้าซึ่งอยู่รักษาเมืองนครนั้น ก็พาสกรรจ์อพยพหนีไปพึ่งอยู่ ณ เมืองเชียงใหม่ นายกองนายทัพก็บอกหนังสือส่งตัวสงเชดกาย และแหงใน กับสกรรจ์อพยพทั้งปวงลงมายังทัพหลวง ณ เมืองพระ พิษณุโลกว่าได้เมืองนคร เมืองเถิน สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชโองการตรัสสั่งว่า สมุหนายกให้มีตราตอบให้พระยากลาโหม พระยารามเดโช พระยา พิชัยสงคราม อยู่รั้งเมืองนคร ให้ซ่องสุมชาวเมืองนคร และครัว อพยพทั้งปวง ซึ่งแตกฉานซ่านเซ็นออกไปจากเมืองนครนั้น ให้ เข้ามาอยู่ตามภูมิลำเนาดุจแต่ก่อนนั้น แล้วให้พระยานครราชสีมา พระราชสุภาวดี พระสุพรรณบุรียกไปเอาเมืองตัง แล้วมีพระราช โองการตรัสสั่งให้พระยามหาเทพ และขุนหมื่นข้าหลวง และพล ๕๐๐ สรรพด้วยเครื่องสรรพายุทธไปเอาเมืองลอง ก็ได้ตัวแสน- เมืองลองและสกรรจ์อพยพ คุมลงมาถวายยังทัพหลวง ณ เมือง พระพิษณุโลก ทรงพระกรุณาตรัสให้ขุนราชเสนา หมื่นอินทศร แม่น ไปฟังข่าวพระยานครราชสีมาและพระราชสุภาวดี พระ สุพรรณบุรีซึ่งยกทัพไปเอาเมืองตังนั้น และได้สังฆราชาเขมราช และเมืองตัง หมื่นจิตรกับไพร่ ๖๘ มายังทัพหลวง ณ เมืองพระ พิษณุโลก


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๓๙๙ ถึงวันจันทร์ * แรม ๒ ค่ำ เดือน ๓ พระบาทสมเด็จบรม บพิตรพระเจ้าช้างเผือก ก็เสด็จพระราชดำเนินกรีธาพลแต่เมือง พระพิษณุโลกไปยังเมืองสุโขทัย และเสด็จอยู่ตำหนักตำบลธานี จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งให้พระยาเกียนเป็นกองหน้า ขุนเชียร- โยธาเป็นปีกขวา ขุนรามโยธาเป็นปีกซ้าย สมิงสำแหลกเป็น เกียกกาย พลรบ ๕๐๐ สรรพด้วยเครื่องสรรพายุทธทัพหนึ่ง และ ให้พระยากำแพงเพชรเป็นนายกองทัพใหญ่ ขุนเมืองเป็นปีกขวา ขุนราชาเป็นปีกซ้าย หลวงอนิทแสนแสงเป็นเกียกกาย และช้าง ม้าไพร่พล ๑,๐๐๐ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธทั้งปวง และให้ทัพ ๒ ทัพยกไปเมืองรามดี และผู้อยู่รักษาเมืองนั้นชื่อโลกกำเกียว ครั้น รู้ก็พาสกรรจ์อพยพหนีไปจาเมืองรามดี จึ่งขุนและสมิงและจ่า ทั้งปวง ๑๕ คนนี้เป็นนายหมวด และหลานนายหมวด ๑๕ คน ออกมาหาพระยากำแพงเพชร ว่าจะขอเป็นข้าขัณฑสีมาพระราช- สมภาร และกินน้ำสบถแล้ว ก็ให้ผมไว้เป็นสำคัญ ตามประเวณี ละว้าซึ่งสัญญานั้น แล้วถวายอพยพทั้งปวง ๑,๓๙๓ คน ขอเป็นข้า ขัณฑสีมากรุงเทพมหานครศรีอยุธยา จึงพระยากำแพงเพชรก็ให้ ผ้าเสื้อเป็นรางวัล และนายหมวด ลูกหลานนายหมวด ผู้มีความ สวามิภักดิ์นั้นถ้วนทุกคน แล้วพระยากำแพงเพชรบอกหนังสือมา ถึงสมุหนายก เมื่อทัพหลวงเสด็จอยู่ตำบลธานีนั้น พระยาจักรีจึง

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า วันพุธ


๔๐๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กราบบังคมทูล ทรงพระกรุณาโปรดนายหมวดว่า ผู้มีความสวามิ- ภักดิ์ซึ่งมาสู่พระราชสมภาร และพระราชทานผ้าเสื้อและเงินทุกคน แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินกลับลงมายังเมืองพระพุษณุโลก จึงเสด็จ แต่เมืองพระพิษณุโลกโดยทางชลมารค ๘ วัน ก็ถึงกรุงเทพมหานคร ศรีอยุธยา ส่วนพระยากำแพงเพชรก็แต่งขุนโชตภักดี ขุนศรนรินทร์ และหมื่นมหาเกาทัณฑ์ คุมไพร่ ๑๐๐ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธ ไปจัดซ่องพระยาพรหมคีรี และละว้าขุนหมื่นสมิงนายหมวดทั้งปวง ๒๐ คน ผู้ออกมากินน้ำสบถนั้น พระยากำแพงเพชรก็ให้รางวัล เสื้อผ้าและเงินตราแก่พระยาพรหมคีรีและละว้านายหมวดทุกคน พระยาพรหมคีรีและนายละว้านายหมวดทั้งปวงถวายสกรรจ์อพยพ ๑,๘๐๐ คน เป็นข้าขัณฑสีมากรุงเทพมหานครศรีอยุธยา จึง พระยากำแพงเพชรให้บูนราชาเมืองเชียงเงิน ขุนหมื่นและไพร่ ๑๒๐ คน คุมเอาพระยาพรหมคีรีและละว้าผู้เป็นขุนหมื่น สมิง นายหมวดทั้งปวงมายังกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา และพระราช- ทานชื่อแก่พระพรหมคีรีนั้น เป็นพระยาอนุชิตชลธี และพระ ราชทานเจียดเงินเหลี่ยมจำหลักสรรพางค์จุกทอง ผ้าเสื้อ เงินตรา สิ่งของและเครื่องเรือนแก่พระยากรหมคีรี และขุนหมื่อนสมิง ละว้า นายหมวดนั้นมากนัก และให้ไปอยู่ตามภูมิลำเนาดุจก่อน ส่วน พระราชสุภาวดีและเมืองสรรค์บุรี ครั้นได้เมืองตังแล้ว ก็ยกทัพไป


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๐๑ ตีเมืองอินทคีรี และพระยาอนิทคีรีคุมเอาสกรรจ์อพยพ ๗๐๐ ออก มาหาพระราชสุภาวดี ขอเป็นข้าสู่พระราชสมภาร จึ่งพระราช สุภาวดีให้พระยาอินทคีรีคุมสกรรจ์อพยพไปอยู่เมืองอินทคีรี จึ่ง พระยาอินทคีรีให้สาตงผู้ลูก และแสนทักขึ้น ณ ดาน * แสนบัวบาน แสนอภัยมาน แสนพึ่งชัย และไพร่ ๔๖ คน ลงมาด้วยพระราช- สุภาวดีและเมืองสรรค์บุรี ถึงกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา จึงพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก ก็มี พระราชโองการตัสให้สาต และแสนทักขึ้น ณ ดาน แสนบัวบาน แสนอภัยมาน แสนพึ่งชัย เข้ามากราบถวายบังคม ณ ศาลาลูกขุน และพระราชทานชื่อแก่นายสาตง เป็นแสนหลวงสุนทรราชภักดี แสนบัวบาน เป็นแสนภูมินทบริบาล พระราชทานเจียดเงินเหลี่ยม จำหลักสรรพางค์ เครื่องสำรับ ( หนึ่ง ) และผ้าเสื้อแพรพรรณ แก่ หลวงสุรินทรราชภักดี ผู้ลูกพระยาอินทคีรี และพระราชทานผ้าเสื้อ แพรพรรณแก่แสนภักดีนรินทร์ แสนภมินทบริบาล แสนพึ่งชัย และพระราชทานเสื้อผ้าแก่แสนขุนแสนหมื่นผู้มานั้นเป็นอันมาก และพระราชทานอัฐบริขารแก่สงฆ์อันมาด้วยนั้นแล้ว และอัครมหา- เสนาบดี และมหาดไทย กลาโหม จัตุสดมภ์ทั้ง ๔ ก็ให้ผ้าเสื้อ แก่แสนทั้ง ๔ นั้นแล้ว ก็พระราชทานให้แต่งเครื่องเลี้ยงนานา

  • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ให้ลำดงผู้ลูกและแสน ทักขิณดาน

๔๐๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ประการออกไปเลี้ยงทั้ง ๔ นายนั้นเป็นอันมาก และทรงพระกรุณา ตรัสสั่งให้แสนหลวงสุรินทรภักดีนรินทร์ แสนภูมินทบริบาล แสน- พึ่งชัย ขุนแสนหมื่นและไพร่ทั้งปวง ให้กลับคืนขึ้นไปยังเมือง อินทคีรีตามภูมิลำเนา และรักษาเมืองอินทคีรีด้วยพระยาอินทคีรี เป็นเมืองขึ้นตามขนบกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา ส่วนพระยากำแพงเพรชและพระยาเกียนซึ่งไปตั้งอยู่ตำบล ด่านอุมรุกนั้น ก็จัดส่งสมิงคลองคู สมิงกะเทิง และละว้านาย หมวด และไพร่ละว้าเป็นอันมาก แล้วส่งนายหมวดมายังกรุงเทพ มหานครศรีอยุธยา แล้วพระราชทานชื่อแก่สมิงคลองคู เป็น ( สมิง ) เทวคีรีรักษา พระราชทานดาบทองแก่สมิงเทวคีรีรักษา และพระ ราชทานผ้าเสื้อถ้วนทุกคน แล้วให้ขึ้นไปจัดซ่องละว้าทั้งปวง ได้ สกรรจ์อพยพ ๑,๖๐๐ แล้วสมิงเทวคีรีรักษาไปสืบซ่องได้พระยา พรหมคีรี จึ่งพระยากำแพงเพชรให้ขุนราชาคุมพระยาพรหมคีรี และสมัครพรรคพวกมายังกรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ทรงพระ กรุณาตรัสสั่งให้เบิกพระยาพรหมคีรีเข้ามากราบถวายบังคมแต่ศาลา ลูกขุน และพระราชทานผ้าเสื้อแก่ ( พระยา ) พรหมคีรีเป็นพระยา สุทัศนธานีศรีอนาภิรมย์ พระราชทานเจียดเงินเหลี่ยมจุกทองปาก จำหลัก และผ้าเสื้อแพรพรรณเป็นอันมาก อัครมหาเสนาบดี มหาดไทย กลาโหม จัตุสดมภ์ทั้ง ๔ ก็ให้รางวัลผ้าเสื้อแพรพรรณ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๐๓ ตามสมควร แล้วให้กลับคืนขึ้นไปอยู่รักษาเมืองอินทคีรีตามภูมิ- ลำเนา เป็นเมืองขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร แล้วให้ข้าหลวงไปอยู่ ด้วยพระยาสุทัศนธานี เพื่อจะให้รู้ขนบราชการในกรุง ครั้งนั้นกรุงพระนครศรีอยุธยาสมบูรณ์ อยู่เย็นเป็นสุข ด้วยพระบารมีสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า ขณะนั้นฝ่ายข้างเมือง อังวะเกิดศึกเพราะจีนฮ่อชื่ออูดิงผา พาสกรรจ์อพยพประมาณ ๑,๐๐๐ หนีมาพึ่งอยู่เมืองอังวะ ชาวเมืองฮ่อจึงยกทัพตามมาเมือง อังวะ จะให้ส่งตัวฮ่อ ๑,๐๐๐ นั้นให้ พระเจ้าอังวะไม่ส่ง กองทัพ ฮ่อจึงตั้งล้อมเมืองอังวะไว้ ฝ่ายมังนันนทมิตรผู้เป็นอาพระเจ้าอังวะ ซึ่งลงมาครองเมืองเมาะตะแจ้งเหตุดังนั้น จึงเกณฑ์คนซึ่งขึ้นแก่ เมืองเมาะตะมะ ๓๒ เมือง ได้คน ๓,๐๐๐ ให้ไปช่วยป้องกันเมือง อังวะ ยกมาตามทาง มอญกองทัพไม่เต็มใจ ก็ชวนกันหนีกลับ มาเป็นอันมาก มังนันทมิตรจึ่งจับเอามอญที่หนีมานั้นใส่ตารางไว้ เพื่อจะคลอกเสีย ฝ่ายสมิงเปอแจ้งดังนั้น ก็คิดกันกับพวกเพื่อน สมิง ๑๑ คน คุมมอญไพร่ ๕,๐๐๐ ยกเข้าไปเผาเมืองเมาะตะมะ ไหม้ แล้วจับได้ตัวมังนันทมิตรมัดจำไว้ แล้วคิดกันว่า เราทำการ ทั้งนี้ถ้ารู้ถึงเจ้าอังวะ ก็จะพากันตายเสียสิ้น เราหาที่พึ่งมิได้ ครั้ง นี้จำจะไปพึ่งกรุงพระนครศรีอยุธยาจึงจะพ้นภัย คิดพร้อมกันแล้ว ก็คุมสกรรจ์ ๕,๐๐๐ กวาดครัวทั้งตัวมังนันทมิตรกับครอบครัวประ- มาณ ๖,๐๐๐ เศษ รีบหนีบอกเข้ามาให้เสนาบดีนำกราบทูลพระ


๔๐๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กรุณาทุกประการ จึ่งทรงพระกรุณาสั่งให้สมิงรามัญเก่าทั้งนาย และไพร่ ออกไปรับเข้ามาทางเมืองกาญจนบุรี แล้วจัดแจงให้อยู่ สามโคก โปรดให้สมิงตัวนาย ๑๑ เข้าเฝ้ากราบถวายบังคม โปรด พระราชทานเงินตราเสื้อผ้าเป็นอันมาก แต่ตัวมังนันทมิตรนั้นป่วย ลงถึงอนิจกรรมตาย ฝ่ายเจ้าเมืองหงสา เจ้าเมืองย่างกุ้ง เจ้าเมือง เสรียง รู้ว่ามอญเมาะตะมะและเมืองขึ้น เป็นกบฏกวาดครัวหนี จึ่งบอกหนังสือไปถึงเมืองอังวะ พระเจ้าอังวะทราบ พอกองทัพฮ่อซึ่งมาล้องอังวะขาดเสบียงเลิกทัพไป พระเจ้าอังวะจึ่งสั่งเจ้าเมือง หงสา เจ้าเมืองตองอู เจ้าเมืองปรวน เจ้าเมืองเสรียง เจ้าเมือง ย่างกุ้ง เป็นทัพ ๓,๐๐๐ เศษ ยกไปตามเอาตัวรามัญที่หนีให้จงได้ ให้เอาติงจาโป เมียวุน เป็นทัพหน้า ถือพล ๑๐,๐๐๐ เศษ ช้าง เครื่อง ๖๘ ม้า ๒๐๐ ให้มังสุระราชาเป็นโปชุกแม่ทัพ ถือพล ๒๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๑๐๐ ม้า ๓๐๐ ยกมาประชุมพร้อมที่เมือง เมาะตะมะค่ายสานี ฝ่ายกองทัพกรุงเทพมหานครไปเกลี้ยกล่อมละว้าและลาว มอญในแดนเมืองนคร เมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ ได้มากแล้ว มี ท้องตราโปรดขึ้นไปให้ยกไปตีเอาเมืองลำพูนเมืองเชียงใหม่ให้จงได้ กองทัพก็ยกไปตามท้องตรา ฝ่ายเจ้าเมืองลำพูน เจ้าเมืองเชียงใหม่กับหัวเมืองไทยใหญ่ ฝ่ายเหนือซึ่งขึ้นกับอังวะ ตกใจกลัวกองทัพฮ่อซึ่งมาล้อมเมืองอังวะ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๐๕ จะมาย่ำยีด้วย ซึ่งคิดอ่านให้แสนสุรินทรไมตรีถือหนังสือลงมาเอา กรุงพระนครศรีอยุธยาเป็นที่พึ่งนั้น ครั้นแจ้งว่ากองทัพฮ่อเลิกไป แล้ว สืบรู้ว่าพระเจ้าอังวะให้เกณฑ์กองทัพพม่าไปตามมอญหนี นั้น ก็ตกใจกลัวพม่า ด้วยเมืองเหล่านี้ขึ้นแก่อังวะ จะลอบไปให้แสน- สุรินทรไมตรีหนีกองทัพไทย แล้วคิดอุบายล่อลวงหน่วงกองทัพไทย ไว้ให้ช้า จะได้คิดการป้องกันเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ไว้ ถ้า กองทัพพม่ามาช่วยทัน จึ่งนิมนต์พระสงฆ์ผู้ปราชญ์ฉลาดเจรจา ๔ รูป ถือหนังสือออกไปหากองทัพไทยว่า แสนสุรินทรไมตรีซึ่ง นำกองทัพขึ้นมา มิได้บอกกล่าวหนีมานั้น เบาความนักไม่ชอบ ทำให้ผู้ใหญ่ได้ความผิดด้วย จะให้ทำโทษจงสาหัส แล้วจะส่งตัว ออกมาให้กองทัพ อันข้าพเจ้านี้พระเดชพระคุณพระบารมีพระ พุทธเจ้าอยู่หัวมาคุ้มครองปกป้อง กองทัพฮ่อซึ่งจะมาเอาเมืองเชียง- ใหม่นั้น จึ่งถอยหนีเพราะบารมีพระพุทธเจ้าอยู่หัว กับอำนาจ ท่านผู้เป็นแม่ทัพใหญ่นั้นด้วย ขอท่านอัครมหาเสนาแม่ทัพหลวง ผู้มีเดชานุภาพได้อนุเคราะห์ อย่าให้ได้ยากลำบากแก่ไพร่พลเลย ให้ยับยั้งกองทัพไว้แต่ใต้เมืองลำพูนก่อน จะได้บอกลงไปให้นำ กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบ ฝ่ายกองทัพไทยได้แจ้งในหนังสือเจ้าเมืองเชียงใหม่อุบาย บอกมานั้น หาสงสัยไม่ แล้วปรึกษาเห็นพร้อมกันว่า ครั้นเราจะ ทำการเข้าหักเอาเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ ตามท้องตาซึ่งโปรด


๔๐๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม มานั้น บัดนี้มีหนังสือเจ้าเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ สารภาพ โทษอ่อนน้อมออกมา แล้วบอกเหตุทัพพม่ายกตามรามัญหนีข้อ ใหญ่ * เราจะเข้าตีเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ยังไม่ถนัด จำจะ บอกลงไปกราบทูลพระกรุณาก่อน ปรึกษาพร้อมกันแล้ว แต่งบอก ตามเรื่องราวอุบายชาวเมืองลำพูน เมืองเชียงใหม่ ให้คนถือลงมา กราบทูลพระกรุณา ณ กรุงเทพมหานคร ฝ่ายกองทัพพม่า รามัญ ยกจากเมืองเมาะตะมะ เมือง สานี มาตามทางเมืองกาญจนบุรี พม่ามีหนังสือบอกเข้ามาให้ส่ง มอญที่หนี ถ้ามิส่งจะยกกองทัพเข้ารบเอาให้จงได้ ชาวกาญจนบุรี บอกเข้ามาให้กราบทูล มาถึงก่อนหนังสือบอกกองทัพฝ่ายเหนือ ๒ - ๓ วัน สมุหนายกมากราบทูลพระกรุณาทราบ ในหนังสือ บอกทั้งสองฉบับแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสสั่งพระยาจักรีให้เกณฑ์ ทัพหัวเมืองปากใต้ชายทะเลตะวันตก ลำเครื่อง ๓,๐๐๐ ** เศษ ช้าง เครื่อง ๒๖๕ ม้า ๓๐๐ ให้ขุนเหล็กซึ่งเป็นพระยาโกษานั้นเป็น ทัพหลวง พระยาเพชรบุรีเป็นกองหน้า พระยาราชบุรีเป็นกอง หนุน ถือพล ๕,๐๐๐ เศษ ปืนใหญ่น้อย เครื่องศัสตราวุธพร้อม

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ทัพม่ายกตาม รามัญเป็นการศึกข้อใหญ่ ส่วนพระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ทัพพม่ารามัญยกมาตามมอญหนีเข้าไป ณ กรุงเป็นการศึกข้อ ใหญ่
    • พระราชพงศาวดารฉบับพันจันทนุมาศ ( เจิม ) ว่า ๓๐,๐๐๐


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๐๗ ไศ้ศุภวารพิชัยฤกษ์จึ่งยกทัพบก เรือ ช้างม้า โยธาไปพร้อมทัพกัน ณ เมืองกาญจนบุรี ปากแพรก แล้วให้แยกเป็นกองซ้ายขวาหน้า หลังตามกระบวนพิชัยสงคราม ยกไปตั้งค่ายรับอยู่ท่ากระดานและ ด่านกรามช้าง ( ทัพหนึ่ง ) ยกไปตั้งค่ายรับอยู่ทางเมืองทวายทัพ หนึ่ง ทัพหลวงตั้งค่ายใหญ่รับอยู่ปากน้ำลำกระเพิมริมเมืองกาญจน- บุรี เร่งกระทำการค่ายคู ขวากยาวสั้น สนามเพลาะ หอรบ จัดแจงตรวจตราเสือป่า แมวเซา กองแล่น กองร้อยคอยเหตุ กองสืบทัพ สำหรับพิชัยสงครามพร้อมทุกประการ และแต่งกอง โจรทหารอาทมาทตรวจตระเวนทั้งกลางวันกลางคืน ฝ่ายทัพพม่ารามัญยกล่วงแดนกองหน้าเข้ามาตั้งตำบลเมือง ไทยโยค ทัพหลวงตั้งท่าดินแดง แต่งค่ายคูแล้วเสร็จ ก็ยกทหาร กองหน้าเข้าตีทัพกรุง กองตระเวนไทยพม่าได้รบกันบ้างแล้ว ฝ่ายในกรุง สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว จึ่งตรัสว่า เมือง ลำพูน เมืองเชียงใหม่ มีหนังสืออ่อนน้อมลงมาสารภาพโทษ บอก เหตุการณ์ความจริงให้ แล้วสั่งให้มีตราไปถึงทัพฝ่ายเหนือ อย่า ให้ตีลำพูน ตีเชียงใหม่ ให้เลิกทัพกลับมาทางกำแพงเพชร แล้ว ยกไปทางเมืองอุทัยธานี ไปตีโอบหลังพม่าเมืองศรีสวัสดิ์ เมือง มังคลา ฝ่ายทัพเหนือแจ้งในท้องตราแล้ว ก็เลิกทัพมาตามรับสั่ง ถึงเมืองศรีสวัสดิ์ เมืองมังคลา เมืองทองผาภูมิ แล้วบอกหนังสือ ถึงกัน ปีกทัพปากใต้ฝ่าเหนือพร้อมกันแล้ว ก็ให้กองโจรไปคอย


๔๐๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม สกัดตัดตีที่ช่องแคบ กองทัพไหญ่ปากใต้ฝ่ายเหนือ ก็เร่งขับทัพ หน้าเข้าระดมตีทัพพม่า ๓ วัน พม่าก็แตกในเพลากลางคืน ๓ ยาม เศษ พม่านายทัพนายกองและไพร่ล้มตาย และจับได้เป็นอันมาก พม่ารามัญแตกไปถึงช่องแคบ กองโจรก็ออกตีแตกยับ จับได้มอญ พม่าฆ่าเสียบ้าง มัดมาบ้าง มังสุระราชาโปชุกแม่ทัพถูกปืนป่วยไป กองทัพมีชัย ได้ช้างม้า เครื่องศัสตราวุธ ผู้คนเป็นอันมาก แม่ ทัพแต่งกองอาสา ๖ เหล่า อาสาจามข้ามหัวเมือง คน ๑๐,๐๐๐ เศษ ไปตามพม่ารามัญถึงเมืองสำมิและตีได้เชลย ช้างม้า ผู้คน ศัสตราวุธเป็นอันมาก พระยาโกษาเหล็กและนายทัพนายกอง ทั้งปวงแต่งหนังสือบอกเข้ามา ให้กราบทูลพระกรุณาทราบเหตุทุก ประการแล้ว สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวดีพระทัยนัก สั่งให้มีตรา หากองทัพกลับยังกรุงทั้งสิ้น พระยาโกษาเหล็กและนายทัพนายกอง ก็นำเอาข้าวของ ช้างม้า เครื่องศัสตราวุธ คนเชลย ทูลเกล้า ถวายเป็นอันมาก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระทัยยินดีเป็นนักหนา ด้วยข้าราชการ ทแกล้วทหารทำการมีชัยชำนะแก่ข้าศึกศัตรู พระ เจ้าอยู่หัวจึ่งให้ทานรางวัล * เครื่องอุปโภคแก่นายทัพนายกองโดย สมควรตามผู้ใหญ่น้อยเป็นอันมาก เมื่อครั้งศักราช ๑๐๑๙ ปีระกา นพศกนั้น มีฝรั่งเศสนาย

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า จึ่งพระราชทาน รางวัล

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๐๙ กำปั่นผู้หนึ่ง บรรทุกสินค้าเข้ามาค้าขาย ณ กรุงเทพมหานคร ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ต่อกำปั่นใหญ่ลำหนึ่ง ครั้นเสร็จ แล้วจะเอาออกจากอู่ จึ่งให้ล่ามถามฝรั่งเศสพ่อค้านั้นว่า ณ เมือง ฝรั่งเศสเอากำปั่นออกจากอู่ กระทำอย่างไรจึงเอาออกได้ง่าย ฝรั่งเศสผู้นั้นเป็นคนมีสติปัญญามาก ชำนาญในการรอกกว้าน จึ่ง ให้ล่ามกราบทูลพระกรุณา รับอาสาจะเอากำปั่นออกจากอู่ แล้ว แต่งการผูกรอกกว้านและจักรชักกำปั่นออกจากอู่ ลงสู่ท่าได้โดย สะดวก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระโสมนัส พระราชทาน ที่บ้านเรือนและเครื่องยศให้อยู่ทำราชการในกรุงนี้ และหลวง วิชาเยนทร์นั้นมีความสวามิภักดิ์ อุตสาหะในราชกิจต่าง ๆ มีความชอบมาก จึงโปรดให้เป็นพระวิชาเยนทร์ ครั้นนานมากระทำ การงานว่ากล่าวได้ราชการมากขึ้น โปรดในเลื่อนที่เป็นพระยา วิชาเยนทร์ อยู่มาวันหนึ่งจึ่งมีพระราชโองการตรัสถามว่า ในเมือง ฝรั่งเศสโน้นมีของวิเศษประหลาดประการใดบ้าง พระยาวิชาเยนทร์ จึ่งกราบทูลสรรเสริญสรรพสิ่ง และช่างทำนาฬิกาและปืนลมปืนไฟ กล้องส่องของไกลเห็นใกล้ กระทำของวิเศษได้ต่าง ๆ ทั้งเงินทอง ก็มีมาก ในพระราชวังพระเจ้าฝรั่งเศสนั้น หลอมเงินเป็นท่อน ๘ เหลี่ยม ใหญ่ประมาณ ๓ กำ โดยยาว ๗ - ๘ ศอก กองอยู่


๔๑๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ตามริมถนนเป็นอันมาก ประดุจท่อนเสาอันกองไว้ กำลังคนแต่ ๑๓ - ๑๔ คน จะยกท่อนเงินขึ้นมิได้ไหว ภายในท้องพระโรงนั้น ดาดพื้นด้วยแผ่นศิลา มีสีต่าง ๆ จำหลักลายฝั่งด้วยเงินทอง และ แก้วต่างสีเป็นลดาวัลย์ และต้นไม้ ดอกไม้ ภูเขา และรูปสัตว์ ต่าง ๆ พื้นผนังก็ประดับด้วยกระจกภาพ กระจกเงา อันวิจิตรควร จะพิศวง เบื้องบนเพดานนั้นให้แผ่แผ่นทองบางดุจแผ่นทองอังกฤษ ตัดเป็นเส้นน้อย ๆ และผูกเป็นพู่พวงห้อยย้อยและแขวนโคมแก้ว มีสัณฐานต่าง ๆ สีแก้วและสีทองก็รุ่งเรืองโอภาสงามยิ่งนัก สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟังพระยาวิชาเยนทร์กราบ ทูลพรรณนาสมบัติ ณ เมืองฝรั่งเศสวิเศษต่าง ๆ มิได้ทรงเชื่อ พระ ราชดำริจะใคร่เห็นความจริง จึ่งมีพระราชดำรัสแก่เจ้าพระยา โกษาธิบดีว่า เราจะแต่งกำปั่นให้ไปถึงเมืองฝรั่งเศส จะได้ผู้ใด เป็นนายกำปั่นออกไปสืบดูของวิเศษ ยังจะมีจริงสมเหมือนคำพระยา วิชาเยนทร์หรือประการใด เจ้าพระยาโกษาจึ่งกราบทูลว่า ข้า พระพุทธเจ้าไม่เห็นผู้อื่น ซึ่งจะเป็นนายกำปั่นไปถึงเมืองฝรั่งเศส ได้ เห็นแต่นายเปน ผู้น้องข้าพระพุทธเจ้าผู้เดียว อาจไปสืบข้อ ราชการ ณ เมืองฝรั่งเศสดุจกระแสพระดำริได้ จึ่งมีพระราช โองการตรัสให้หานายปานเข้ามาเฝ้า แล้วตรัสว่า ไอ้ปานมึงมีสติ ปัญญาอยู่ กูจะใช้ให้เป็นนายกำปั่นไป ณ เมืองฝรั่งเศส สืบดู สมบัติพระเจ้าฝรั่งเศส ยังจะสมดังคำพระยาวิชาเยนทร์กล่าวหรือ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๑๑ จะมิสมประการใด นายปรานกราบทูลพระกรุณา รับอาสาจะไป เมืองฝรั่งเศส สืบให้ได้ราชการตามรับสั่ง แล้วกราบบังคมลาออก ไปจัดแจงการทั้งปวงในกำปั่น ให้เที่ยวสืบหาคนดีมีวิชา ก็ได้ อาจารย์คนหนึ่งได้เรียนในพระกรรมฐานชำนาญญาณกระสนธุ์ และ รู้วิชาการต่าง ๆ แต่เป็นนักเลงสุรา ยอมจะไปด้วย นายปานมี ความยินดีนัก แล้วจัดหาพวกฝรั่งเศสเป็นล้าต้า ต้นหน คนท้าย ลูกเรือ พร้อมเสด็จ ก็ให้เจ้าพระยาโกษาพาเข้าเฝ้ากราบถวาย บังคมลา ทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้แต่งพระราชสาส์น แล้วตั้งให้ นายปานเป็นราชทูต กับข้าหลวงอื่นเป็นอุปทูตและตรีทูต ให้ จำทูลพระราชสาส์น คุมเครื่องมงคลบรรณาการออกไปจำเริญทาง พระราชไมตรี ณ เมืองฝรั่งเศสตามราชประเพณี แล้วพระราชทาน รางวัลและเครื่องยศแก่ทูตานุทูตโดยควรแก่ฐานาศักดิ์ ครั้นได้ฤกษ์ นายปานราชทูต กับอุปทูต ตรีทูต ก็กราบ ถวายบังคมลา พาพรรคพวกบ่าวไพร่มาลงกำปั่นใหญ่ ใช้ใบออก จากพระนครไปในท้องทะเลประมาณ ๔ เดือน ก็บรรลุถึงวนใหญ่ ใกล้ปากน้ำเมืองฝรั่งเศส บังเกิดเหตุลมพายุใหญ่พัดกำปั่นไป ในกลางวน เวียนอยู่ถึง ๓ วัน บรรดาคนในกำปั่นร่ำร้องไห้รัก ชีวิตอื้ออึงไป ด้วยกำปั่นลำใดลงสู่วนนั้นแล้ว ก็จมลงสิ้นลำกำปั่น ทุก ๆ ลำ ซึ่งจะรอดพ้นวนไปนั้น หามิได้มีสักลำหนึ่ง แต่นาย ปานราชทูตยังมีสติอยู่ จึ่งปรึกษาอาจารย์ว่า กำปั่นเราลงเวียนอยู่


๔๑๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ในวนถึง ๒ - ๓ วันแล้ว ท่านจะคิดอ่านประการใด กำปั่นจึงจะ พ้นวนได้ เราทั้งหลายจึ่งจะรอดจากความตาย ฝ่ายอาจารย์จึงเล้า โลมเอาใจราชทูตว่า ท่านอย่าตำใจ เราจะแก้ไขให้พ้นภัยจงได้ แล้วให้แต่งเครื่องสักการบูชา จุดธูปเทียน แล้วอาจารย์จึ่งนุ่งขาว ห่มขาว เข้านั่งสมาธิเจริญพระกรรมฐานทางวาโยกระสินธุ์ ณ ครู่ หนึ่ง จึ่งบันดาลเกิดมหาวาตะพายุใหญ่ หวนหอบเอากำปั่นนั้น ขึ้นพ้นจากวนได้ คนทั้งหลายมีความยินดียิ่งนัก ก็แล่นใบไปถึง เมืองปากน้ำเมืองฝรั่งเศส จึ่งให้บอกแก่นายด่านและผู้รักษาเมือง กรมการ ว่ากำปั่นมาแต่พระมหานครศรีอยุธยา โปรดให้ทูตานุทูต จำทูลพระราชสาส์น คุมเครื่องมงคลราชบรรณาการมาจำเริญทาง พระราชไมตรีพระเจ้ากรุงฝรั่งเศส เจ้าเมืองกรมการก็บอกข้อ ราชการขึ้นไป ให้กราบบังคมทูลให้ทราบ พระเจ้าฝรั่งเศสจึ่งโปรดให้เสนาบดีจัดแจงเรือแห่ลงมารับ พระราชสาส์น กับทั้งทูตานุทูตขึ้นไปยังพระนคร ให้สำนักที่อยู่ ณ ตึกสำหรับรับแขกเมือง แล้วโปรดให้ทูตานุทูตเข้าที่เสด็จออก จึ่ง ถวายพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการ พระเจ้าฝรั่ง - เศสดำริพระราชปฏิสันถารให้เลี้ยงทูตตามธรรมเนียม สั่งให้ล่าม ถามทูตถึงทางอันมาในทะเลนั้น สะดวกดีหรือว่ามีเหตุประการใด บ้าง ครั้นได้ทรงทราบว่ากำปั่นตกเวียนอยู่ในวนใหญ่ถึง ๓ วัน จึ่งขึ้นจากวนได้ สงสัยพระทัยนัก ด้วยแต่ก่อนแม้นว่ากำปั่นลำใด


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๑๓ ตกลงในวนนั้นแล้ว วนก็ดูดจมลงไปสิ้น มิอาจรอดขึ้นได้แต่สักลำ หนึ่ง จึงให้ล่ามซักถามทูตอีก ทูตก็ให้การยืนคำอยู่ มิได้ทรงเชื่อ จึ่งให้สืบถามบรรดาฝรั่งเศสลูกเรือ ๆ ก็ให้การสมคำราชทูตทั้งสิ้น เห็นเป็นมหัศจรรย์นัก จึ่งให้ซักถามราชทูตว่า คิดอ่านแก้ไข ประการใด กำปั่นจึ่งรอดพ้นจากวนได้ ราชทูตให้กราบทูลว่า ข้าพเจ้าคิดกระทำสัตยาธิษฐาน ขอเอาพระกฤษฎานุภาพแห่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองฝ่าย ซึ่งเริ่มแรกจะผูกพระราชสัมพันธ- มิตรแก่กัน ขอจงอย่าได้เสียสูญขาดทางพระราชไมตรีจากกันเลย เอาความสัตย์ข้อนี้เป็นที่พำนัก ด้วยพระเดชาพระคุณพระพุทธเจ้า อยู่หัวทั้งสองฝ่าย ก็บันดาลเกิดมหาวาตะพายุใหญ่ พัดหวนหอบเอากำปั่นขึ้นพ้นจากวนได้ พระเจ้าฝรั่งเศสได้ทรงฟังคำราชทูต เห็นจริงด้วย พระราชดำริว่า พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามีบุญมาก เสมอด้วยพระองค์ ก็ทรงพระมหากรุณาแก่ราชทูต พระราชทาน รางวัลเป็นอันมาก อยู่มาเพลาวันหนึ่ง จึ่งให้หาทูตานุทูตเข้ามาเฝ้าหน้าพระ ลาน แล้วให้หาพลทหารฝรั่งเแม่นปืน ๕๐๐ เข้ามายิงให้แขกเมืองดู ให้แบ่งกันออกเป็นสองพวก ๆ ละ ๒๕๐ ยืนเป็นสองแถว ยิงปืน ให้กระสุนกรอกเข้าไปในลำกล้องปืนแห่งกันและกันทั้งสองฝ่าย มิ ได้พลาดผิดแต่สักครั้ง แล้วให้ล่ามถามราชทูตว่า ทหารแม่นปืน ดังนี้ พระนครศรีอยุธยามีหรือไม่ ราชทูตให้ล่ามกราบทูลว่า


๔๑๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ทหารแม่นอย่างนี้ พระเจ้ากรุงศรีอยุธยามิได้นับถือใช้สอย พระ เจ้าฝรั่งเศสได้ทรงฟังเคืองพระทัย จึ่งให้ซักถามทูตว่า พระเจ้า กรุงไทยนับถือทหารมีฝีมือประการใดเล่า ราชทูตก็กราบทูลว่า พระเจ้ากรุงไทยทรงนับถือใช้สอยทหารคนดีมีวิชา อันทหารแม่น ปืนดังนี้ จะยิงใกล้และไกลก็หามิได้ถูกต้องกาย ทหารบางจำพวก เข้าไปในระหว่างข้าศึกมิได้เห็นตัว ลอบตัดเอาศีรษะนายทัพ นายกองพวกข้าศึกมาถวายได้ ทหารบางจำพวกก็คงทนอาวุธต่าง ๆ จะยิงฟันแทงประการใดก็มิได้เข้า และทหารมีวิชาอย่างนี้ จึ่ง ทรงพระกรุณาชุบเลี้ยงใช้สอยสำหรับพระนคร พระเจ้าฝรั่งเศส มิได้ทรงเชื่อ ตรัสว่าราชทูตไทยเจรจาอ้างอวดเกิดนัก จึ่งสั่งให้ ซักถามว่าทหารไทยมีวิชาเหมือนว่านั้น มีมาในกำปั่นบ้างหรือไม่ จักให้สำแดงถวายจะได้หรือมิได้ ราชทูตได้เห็นวิชาของอาจารย์ ประจักษ์จักษุอยู่แล้วจึ่งให้ทูลว่า ทหารที่เกณฑ์มาสำหรับกำปั่นนี้ เป็นทหารกองนอก มีวิชาแต่อย่างกลาง จะสำแดงถวายให้ปรากฏ ก็ได้ จึ่งสั่งให้ถามว่าจะสำแดงได้อย่างไร ราชทูตให้ทูลว่า ขอ รับพระราชทานให้ทหารที่แม่นปืนทั้ง ๕๐๐ นี้ จงระดมยิงทหารของ ข้าพระพุทธเจ้าโดยไกลและใกล้ ทหารข้าพระพุทธเจ้าจะห้าม กระสุนปืนทั้งสิ้น มิให้ตกต้องกาย พระเจ้าฝรั่งเศสได้ทรงฟัง เกรงพลทหารจะยิงทหารไทยตายจะเสียทางพระราชไมตรีไป จึ่ง สั่งให้ห้ามการนั้นเสีย ราชทูตให้กราบทูลว่า พระองค์อย่าทรง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๑๕ พระวิตกเลย ทหารข้าพเจ้ามีวิชา อาจห้ามได้ซึ่งกระสุนปืนมิให้ ต้องกายได้เป็นแท้ จะเป็นอันตรายนั้นหามิได้ เวลาพรุ่งนี้ขอให้ ตั้งเบญจา ๓ ชั้นในหน้าพระลาน ให้ดาดเพดานผ้าขาว และปัก ราชวัติฉัตรธงล้องรอบ แล้วให้ตั้งเครื่องโภชนาหารมัชชมังสาสุรา บานไว้ให้พร้อม ให้ป่าวร้องชาวพระนครมาคอยดูทหารข้าพระ พุทธเจ้า จะสำแดงวิชาให้ปรากฏเฉพาะหน้าพระที่นั่ง แล้วถาย บังคมลาออกไปสู่ที่สำนัก พระเจ้าฝรั่งเศสสั่งให้จัดแจงการทั้งปวง ให้พร้อมตามคำราชทูตทุกประการ ครั้นรุ่งเช้า ราชทูตจึ่งให้อาจารย์แต่งศิษย์ประมาณ ๑๖ คน ให้ผูกเครื่องล้วนลงเลขยันต์คาถาสาตราคมเสร็จแล้ว ให้ อาจารย์นุ่งขาว ใส่เสื้อครุยขาว และพอกเกี้ยวพันผ้าขาว ศิษย์ ๑๖ คนนั้น ใส่กางเกง เสื้อ หมวกปัศตูแดงทั้งสิ้น เป็น ๑๗ คน กับทั้งอาจารย์ใหญ่ พาเข้ามาสู่หน้าพระลาน กราบถวายบังคม แล้วให้ขึ้นนั่งบนเบญจา แล้วให้กราบทูลว่า ขอให้ทหารแม่น ปืน ๕๐๐ ยิงทหารทั้ง ๑๗ คน ซึ่งนั่งอยู่บนเบญจานั้น พระเจ้า ฝรั่งเศสก็สั่งทหารทั้ง ๕๐๐ ให้ระดมยิงทหารไทยพร้อมกัน ด้วย อำนาจคุณพระรัตนตรัย และคุณเลขยันต์ สรรพอาคมคาถา วิชา คุ้มคอรงป้องกันอันตราย พลฝรั่งทั้งหลายยิงปืนนกสับทั้งใกล้และ ไกลเป็นหลายครั้ง เพลิงปากนกก็มิได้ติดดินดำ และมิได้ลั่นทั้ง สิ้น ทหารไทยทั้ง ๑๗ คนก็รับพระราชทานโภชนาหาร และ


๔๑๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม มัชชมังสาสุราบานเป็นปรกติ มิได้มีอาการสะดุ้งหวั่นไหว พล ทหารฝรั่งทั้งปลายก็เกรงกลัวย่อท้อรอหยุดอยู่สิ้น อาจารย์ทหาร ไทยจึ่งร้องอนุญาตไปว่า ท่านจงยิ่งอีกเถิด ทีนี้เราจะให้เพลิงติด ดินดำ จะให้กระสุนออกทั้งสิ้น พลทหารพร้อมกันยิงอีกนัดหนึ่ง เพลิงก็ติดดินดำ กระสุนก็ออกจากลำกล้องตกลงตรงปากบอกบ้าง ห่างออกไปบ้าง ลางกระสุนก็ไปตกลงที่ใกล้เบญจา แต่จะได้ถูก ต้องทหารไทยผู้ใดผู้หนึ่งหามิได้ พระเจ้าฝรั่งเศสทอดพระเนตร เห็นดังนั้น ก็ทรงเชื่อ เห็นความจริงของราชทูต ทรงพระโสมนัส ตรัสสรรเสริญวิชาทหารไทยว่า ประเสริฐหาผู้เสมอมิได้ สั่งให้ พระราชทานเงินทองเสื้อผ้าเป็นรางวัลแก่ทหารไทยเป็นอันมาก ให้ เลี้ยงดูเสร็จแล้วกลับไปสู่ที่สำนัก จำเดิมแต่นั้นมาก็ทรงเชื่อถือถ้อย คำราชทูต จะเพ็ดทูลประการใดก็เชื่อถือ มิได้มีความสงสัย ทรง พระมหาการุญภาพแก่ราชทูตยิ่งนัก อยู่มาวันหนึ่ง จึงสั่งให้ถามทูตว่า ทหารไทยที่มีคุณวิชา วิเศษประเสริฐดังนี้ ในพระนครศรีอยุธยามีเท่านี้และหรือ หรือ ยังมีทหารอื่นอยู่อีกมากน้อยเท่าไร ราชทูตให้ราบทูลว่า ทหาร เหล่านี้เป็นแต่กองนอก สำหรับเกณฑ์จ่ายมากับเรือลูกค้าวานิช มีวิชาเพียงนี้เป็นแต่อย่างต่ำ อันทหารกองในสำหรับรักษาพระนคร นั้น มีวิชาการต่าง ๆ วิเศษกว่านี้มีมากกว่ามาก ได้ทรงฟังก็เชื่อถือ พระราชดำริก็เกรงฝีมือทหารไทยยิ่งนัก และพระเจ้าฝรั่งเศสนั้น


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๑๗ เสด็จออกเหนือราชาอาสน์อันสูง เพลาเช้าแลเห็นสีพระกายแดง เพลากลางวันเห็นพระกายมีสีอันเขียว เพลาเย็นเห็นสีพระกายขาว ราชทูตเข้าเฝ้าเป็นหลายเวลา ได้เห็นดังนั้นมีความสงสัยนัก อยู่มาวันหนึ่งจึ่งตรัสถามทูตว่า ตัวท่านเป็นขุนนางผู้ใหญ่ หรือเป็นขุนนางผู้น้อย กล่าวถ้อยคำสัตย์จริงยิ่งนัก อนึ่งอย่าง ธรรมเนียมพระนครศรีอยุธยา ถ้าและขุนนางผู้ใดพระเจ้ากรุงศรี - อยุธยาทรงพระเมตตาโปรดปรานมากกว่าข้าราชการทั้งปวง และ พระราชทานอภัยแก่ขุนนางผู้น้นเป็นประการใด เราก็จะโปรด - ปรานประทานอภัยแก่ท่านเหมือนฉะนั้น ราชทูตคิดจะใคร่เห็น พระกายซึ่งมีสีต่าง ๆ หลายวันมาแล้ว ครั้นได้โอกาสจึ่งให้กราบทูล ว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแต่ข้าราชการผู้น้อยสำหรับใช้แต่ไปมาค้า ขายในนานาประเทศ ทั้งสติปัญญาก็น้อยนัก อันข้าราชการผู้ใหญ่ซึ่งมีสติปัญญายิ่งกว่าข้าพระพุทธเจ้านั้นมีเป็นอันมาก อนึ่งอย่าง ธรรมเนียมข้างกรุงพระนครศรีอยุธยา ถ้าพระองค์ทรงพระมหา - กรุณาขุนนางผู้ใดมากกว่าข้าราชการทั้งปวง ก็พระราชทานอภัย โปรดให้ผู้นั้นเข้าเฝ้าใกล้พระองค์ กราบถวายบังคมถึงพระบาท ยุคลทุกครั้ง พระเจ้าฝรั่งเศสได้ทรงฟังก็เชื่อ จึ่งโปรดพระราชทาน อภัยให้ราชทูตเข้าไปถวายบังคมถึงฝ่าพระบาททุกเวลาเฝ้า ราชทูต จึ่งได้เห็นราชอาสน์อันเรี่ยรายไปด้วยทับทิมโดยรอบในเพลาเช้า เพลากลางวันนั้นเรี่ยรายไปด้วยพลอยมรกต เพลาเย็นเรี่ยรายไป


๔๑๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ด้วยเพชร แสงแก้วขึ้นจับพระองค์ จึ่งมีสีต่าง ๆ อย่างละ ๓ เวลา ปรากฏ ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เสด็จออกประพาสพระอุทยาน ทรง ม้าสีขาวเป็นราชพาหนะ ประดับด้วยเครื่องม้าล้วนแล้วด้วยแก้ว ต่าง ๆ และมีพลอยทับทิมดวงหนึ่งใหญ่เท่าผลหมากสงทั้งเปลือก ผูก ห้อยคอม้าพระที่นั่ง แสงทับทิมนั้นจับพระองค์และตัวม้าแดงไปทั้ง สิ้น พร้อมด้วยราชบริพารแห่แหนไปเป็นอันมาก โปรดให้ราชทูต ตามเสด็จด้วย ครั้นถึงพระอุทยาน จึ่งตรัสสั่งให้ถามทูตว่า พลอยทับทิมดวงใหญ่เท่านี้พระนครศรีอยุธยามีมากหรือน้อย ราชทูต ให้กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นแต่คนภายนอกมิใช่ชาวพระ คลัง ซึ่งจะกราบทูลว่ามีมากน้อยเท่าใดนั้น เกรงจะเป็นเท็จ แต่รับพระราชทานเห็นครั้งหนึ่ง เมื่อพระเจ้ากรุงไทยเสด็จออกไป ประพาสพระอุทยาน ทรงม้าพระที่นั่งสีขาว มีพลอยทับทิมดวง หนึ่งผูกคอม้าพระที่นั่ง มีสัณฐานใหญ่ประมาณเท่านี้ พระเจ้า ฝรั่งเศสได้ทรงฟังก็เข้าพระทัยในคำราชทูต ทรงพระโสมนัสตรัส สรรเสริญว่า ราชทูตเจรจาไพเราะ ควรจะเอาไว้เป็นอย่างได้ สั่ง ให้จดหมายเอาถ้อยคำไว้เป็นฉบับสืบไปภายหน้า แล้วเสด็จเที่ยว ประพาสอุทยานจนเพลาเย็น ก็เสด็จกลับเข้าพระราชวัง เวลาวันหนึ่งราชทูตเข้าเฝ้า จึ่งให้กราบทูลพระกรุณาว่า ลูกค้า ณ เมืองนี้เข้าไปค้าขาย ณ พระนครศรีอยุธยา กราบทูล


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๑๙ พระเจ้าอยู่หัวกรุงไทยสรรเสริญของวิเศษต่าง ๆ และภายในพระ ราชนิเวศน์ว่างามหาที่สุดมิได้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะใคร่เห็น ความจริง จึ่งดำรัสใช้ข้าพระพุทธเจ้าให้จำทูลพระราชสาส์น กับ ทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการ ออกมาจำเริญทางพระราชไมตรี ด้วย พระเจ้าฝรั่งเศสได้ทรงฟังก์ทรงโสมนัส ดำรัสสั่งให้ข้าหลวง พาทูตานุทูตเข้าไปเที่ยวชมท้องพระโรงข้างใน และพระราชฐานทั่ว ทั้งสิ้น ตรัสสั่งว่าให้จำเอาไปทูลพระเจ้ากรุงไทยเถิด เจ้าพนักงาน กรมวังก็พาพวกแขกเมือง เข้าไปชมพระราชนิเวศน์สถานที่ข้างใน ตามรับสั่ง ราชทูตก็จดหมายแต่บรรดาที่ได้เห็นนั้นทุกประการ ถูก ต้องสมคำพระยาวิชาเยนทร์ซึ่งกราบทูนั้น แล้วกลับออกมาเฝ้า ทูลสรรเสริญสมบัติในพระราชฐานว่า งานเสมอทิพพิมานใน เทวโลก พระเจ้าฝรั่งเศสก็ทรงพะรโสมนัสเชื่อถือถ้อยคำราชทูต ทรงพระการุญภาพเป็นอันมาก พระราชประสงค์จะใคร่ได้พืช พันธุ์ไว้ จึ่งพระราชทานนางข้าหลวงให้เป็นภรรยาราชทูตคนหนึ่ง แล้วพระราชทานเครื่องแต่งตัวอย่างฝรั่ง ล้วนประดับด้วยพลอย ต่าง ฟ กับฉลองพระองค์ทรงองค์หนึ่ง แล้วให้เขียนรูปราชทูตและ จดหมายถ้อยคำไว้ทุกประการ และราชทูตอยู่สมัครสังวาสกับ ด้วยภรรยาจนมีบุตรชายคนหนึ่ง มีรูปร่างเหมือนบิดา อยู่ (มา) ประมาณ ๓ ปี ราชทูตจึงให้กราบทูลถวายบังคม ลา แล้วให้ฝากบุตรภรรยาด้วย พระเจ้าฝรั่งเศสก็พระราชทาน เงินทองเสื้อผ้า และสิ่งของวิเศษต่าง ๆ แก่ทูตานุทูตเป็นอันมาก

๔๒๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม แล้วให้แต่งพระราชทานตอบโดยทางพระราชไมตรี กับทั้งสี่ของ เครื่องราชบรรณาการตอบแทน มาถวายพระเจ้ากรุงศรีอยุธยานั้น ก็มาก ทูตานุทูตก็กราบถวายบังคมลา อัญเชิญพระราชสาส์นตอบ กับทั้งเครื่องมงคลราชบรรณาการมาลงกำปั่น โปรดให้จัดเรือแห่มา ส่งถึงเมืองปากน้ำ ครั้นถึงวันศุภมงคลฤกษ์ ก็ใช้ใบออกท้องทะเล ใหญ่ แล่นมาในมหาสมุทร หาอันตรายมิได้ตราบเท่าถึงกรุงเทพ มหานคร นายปานราชทูต และอุปทูต และตรีทูต ก็ขึ้นเฝ้าถวาย พระราชสาส์น และเครื่องราชบรรณาการ ซึ่งพระเจ้าฝรั่งเศส ตอบแทนมานั้น แล้วทูลแถลงกิจจาทั้งปวงให้ทราบสิ้นทุกประการ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระปรีดาโสมนัส ตรัสสรรเสริญสติปัญญานายปาน แล้วพระราชทานรางวัลแก่ ทูตานุทูตโดยอันสมควรแก่ความชอบ ซึ่งไปได้ราชการ ณ เมือง ฝรั่งเศสมานั้น ลุศักราช ๑๑๒๔ ปีขาล จัตวาศก พระบาทบรมนาถ นารายณ์บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสปรึกษาด้วยท้าว พระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า พระเจ้าอังวะกระทำบังอาจ ให้กองทัพพม่ามอญยกติดตามครัวรามัญ ซึ่งหนีล่วงด่านแดนเราเข้า มา มิได้ยำเกรง ควรเราจะแต่งกองทัพยกไปกระทำตอบแทนแก้ แค้น ตีเอาเมืองอังวะให้จงได้ มุขมนตรีทั้งปวงก็เห็นพร้อมตาม


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๒๑ พระราชบริหาร ครั้นถึงอาสยุชมาส จึ่งมีพระราชโองการมาน บัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้า โปรดให้เจ้าพระยาโกษา ธิบดีเป็นแม่ทัพใหญ่ ถือพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๒๐,๐๐๐ เศษ ช้าง เครื่อง ๑๐๐ เศษ ม้า ๒๐๐ เศษ สรรพด้วยเครื่องสรรพศัสตราวุธ ให้พระยาวิชิตภักดีเป็นยกกระบัตรทัพ ถือพล ๑๐,๐๐๐ เศษ ช้าง เครื่อง ๖๗ ม้า ๑๐๐ เศษ ทัพหนึ่ง ให้พระสุรินทรภักดีเป็นเกียก- กาย พระยาศรีราชเดโชเป็นกองหน้า พระยาสุรสงครามเป็นทัพ หลัง ถือรี้พลช้างม้าเท่า ๆ กันกับทัพยกกระบัตร แล้วโปรด รามัญยกล่วงไปก่อน กวาดเอาพลเมืองทวายและเมืองเมาะตะมะ กับเมืองขึ้น ๓๒ หัวเมือง ให้ได้พล ๑๐,๐๐๐ เศษ มาบรรจบทัพ เจ้าพระยาโกษาธิบดี ยกไปทางเมืองเมาะตะมะทางหนึ่ง แล้วโปรด ให้พระยารามเดโชกับพระยากำแพงเพชรและหัวเมืองเหนือทั้งปวง ถือพล ๕,๐๐๐ สรรพด้วยช้างม้าเครื่องศํสตราวุธพร้อมเสด็จ ให้ ยกไปเกณฑ์กองทัพเมืองเชียงใหม่ เมืองลำพูนชัย เมืองนครลำปาง ให้ได้พล ๑๐,๐๐๐ เศษ ยกไปฝ่ายเหนือทางหนึ่ง ครั้นถึงกัตติกมาสได้ศุภวารฤกษพิชัยฤกษ์ เจ้าพระยาโกษา และท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงก็กราบถวายบังคมลา ยก พลโยธาทัพแยกกันไปทางด่านพระเจดีย์ ๓ องค์บ้าง ทางด่านเขา ปูนและด่านสลักพระ แดนเมืองอุทัยธานีบ้าง ทางทวายบ้าง


๔๒๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เกณฑ์กวาดเอาพลเมืองทวายและเมืองเมาะตะมะกับเมืองขึ้น ได้พล ๑๐,๐๐๐ เศษ และกองทัพฝ่ายเหนือเกณฑ์เอาพลลาวทั้งสามเมือง ได้พล ๑๐,๐๐๐ เศษ ยกมาทางระแหงบ้าง ทางด่านเมืองเถินและ เมืองนครลำปางบ้าง ไปพร้อมทัพตำบลเมืองจิตตองลำน้ำสะโตง และกองทัพทั้งปวงประชุมพร้อมรี้พลโยธาหาญประมาณ ๙๐,๐๐๐ เศษ เจ้าพระยาโกษาธิบดีแม่ทัพใหญ่ จัดแจงทัพตามตำรับพิชัย สงครามพร้อมเสร็จ แล้วยกไปตีเมืองหงสาวดี เมืองเสรียง เมือง ย่างกุ้ง เจ้าเมืองทั้ง ๓ สู้รบบ้าง ไม่รบบ้าง เห็นเหลือกำลังต้าน ทานมิได้ ก็แตกพ่ายหนี พวกรามัญทั้งปวงพากันมาขอเข้าด้วย กองทัพไทยก็มาก นายทัพนายกองทั้งปวง และเมืองตองอู ตีได้ หัวเมืองพม่ารามัญรายทางและครอบครัวเป็นอันมาก ถึง ๔ เดือน จึ่งยกขึ้นไปถึงเมืองอังวะ แม่ทัพให้ตั้งค่ายใหญ่และค่ายครัวกอง หลังใกล้เมืองอังวะทางโยชน์หนึ่ง ทัพหน้าและกองเกียกกาก ปีก ซ้ายปีกขวา และยกกระบัตร ยกเข้าตั้งค่ายรายรอบเมืองทั้ง ๓ ด้าน ห่างเมืองประมาณ ๒๐๐ เส้น เปิดไว้แต่ด้านริมน้ำ ให้เก็บเรือ ใหญ่น้อยข้ามพลไปตีไต้เมืองจักกายฝ่ายฟากข้างโน้นตรงเมืองอังวะ ข้าม แล้วให้ตั้งค่ายอยู่เป็นหลายกอง เกณฑ์พลทหารแยกกันไปตี บ้านใหญ่น้อยในแว่นแคว้นเมืองอังวะ ได้ครอบครัวและคนเชลย เป็นอันมาก แล้วให้ลาดตระเวนทั้งทางบกทางเรือบรรจบถึงกัน มิให้ชาวเมืองออกลาดหากินได้สะดวก ให้เที่ยวกวาดรวบรวม


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๒๓อาหารมาใส่ยุ้งฉางไว้ในค่าย ก็ได้น้อยนัก ด้วยปีนั้นเมืองอังวะ บังเกิดฝนแล้งข้าวกล้าในท้องนาจึ่งได้ผลน้อย มิได้บริบูรณ์ ฝ่ายพระเจ้าอังวะจึ่งให้มางจาและราชบุตร ยกพลทหาร ๑๐,๐๐๐ ออกตั้งค่ายรับนอกเมืองเป็นหลายค่าย พระยาศรีราช- เดโชกองหน้า ยกพลเข้ารบกับกองทัพพม่ากลางแปลงเป็นหลาย ครั้ง พลพม่าต่อรบเป็นสามารถ ต้านทานมิได้ ก็แตกฉานหนี เข้าค่ายทุกครั้ง วันหนึ่งนายทัพพม่าคิดกลศึก ซุ่มพลทหารไว้ใน ค่าย เปิดประตูหลังค่ายหนีไป พระยาศรีราชเดโชมิทันแจ้ง ในกลอุบายข้าศึก ขี่ม้าขาวควบขับนำพลทหารประมาณ ๕๐๐ ถึง ตลุมบอน พลพม่ามากกว่าหลายเท่า ก็เข้ากลุ้มรุมกันจับไทยได้ เป็นอันมาก แต่พระยาศรีราชเดโชยะทิปคนนี้มีวิชาหายตัวได้อึด ใจหนึ่ง ถือหอกควบขับม้าขาวไล่แทงพม่าล้มตายเป็นหลายสิบ พม่าเห็นตัวบ้าง ไม่เห็นตัวบ้าง ก็ไล่ล้อมรบเป็นหมู่ ๆ ไป และ พระยาศรีราชเดโชสู้รบจนสิ้นกำลัง ก็ตกลงจากหลังม้า จะกลั้น อัสสาสะปัสสาสะก็เร็วเข้า ด้วยกำลังเหนื่อย พม่าแลเห็นตัวถนัด ก็เข้าล้อมกลุ้มรุมจับตัวได้พันธนาไว้ แล้วชวนกันฟันแทงมิได้เข้า ด้วยมีวิชาคงทนอาวุธ และพวกพลทหารไทย ๕๐๐ ก็ล้วนคงกระพันทั้งสิ้น อาวุธข้าศึกมิได้บาดเจ็บกาย แต่สู้รบกับพลพม่า ฆ่าฟัน พม่าเสียเป็นอันมากจนสิ้นกำลัง พลพม่ามากกว่ามากเยียดยัดหนุน


๔๒๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เนื่องกันเข้าห้อมล้อมจับเป็นได้สิ้น ชวนกันทุบตีฟันแทงมิได้เข้า ก็จับมัดไว้ ฝ่ายกองทัพไทยซึ่งยกติดตามมาข้างหลัง จะแหกเข้าค่าย พม่า ๆ ต้านทานสู้รบเป็นสามารถ หักเข้ามิได้ก็ถอยออกไป แล้ว ให้ม้าใช้รีบไปแจ้งราชการแก่ทหารแม่ทัพ ๆ จึ่งสั่งพระสุเรนทรภักดี นายกองเกียกกาย ให้ยกหนุนมาช่วยแก้เอาพระยาศรีราชเดโช คืนมาให้จงได้ แล้วแต่งหนังสือบอกให้ม้าเร็ว ๓๐ ม้า ถือรีบลง มายังกรุงเทพมหานคร กราบบังคมทูลพระกรุณาให้ทราบ สมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบว่าเสียพระยาศรีราชเดโช ข้าศึกจับ ไปได้ ก็ตกพระทัยนัก จึ่งดำรัสสั่งตำรวจให้ออกไปนิมนต์พระ พิมลธรรม ราชาคณะวัดระฆังเข้ามา จะให้จับยามดูให้รู้เหตุ ตระหนักแน่ ด้วยพระพิมลธรรมราคณะองค์นี้ดูยามแม่นนัก ได้เคยทรงเชื่อถือมาแต่ก่อน ครั้นพระผู้เป็นเจ้าเข้ามาถึงพระราช - นิเวศน์ นั่งเหนืออาสน์ จึ่งตรัสบอกว่า บัดนี้พม่าข้าศึกจับพระยา ศรีราชเดโช ทหารเอกเราไปได้ จะเป็นตายประการใด ขอนิมนต์ พระผู้เป็นเจ้าพิจารณาดูให้รู้จงแน่ พระพิมลธรรมราชาจึ่งพิจารณา ตามยามตรีเนตร ก็รู้แจ้งในยามนั้น และถวายพระพรพยากรณ์ว่า ซึ่งพระยาศรีราชเดโชข้าศึกจับไปได้นั้นก็จริง แต่ทว่าบัดนี้แก้ตัว ออกได้พ้นจากอำนาจข้าศึกแล้ว กลับได้ชัยชำนะและได้ลาภเป็น


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๒๕ อันมากอีก พระราชสมภารเจ้าอย่าทรงพระวิตกเสียพระทัยเลย ในยามนี้หาอันตรายมิได้เป็ยแท้ ฝ่ายข้างกองทัพพม่า ครั้นจับพระยาศรีราชเดโชและพล ทหารไทย ๔๐๐ พันธนาไว้ได้สิ้นแล้ว ก็จัดแจงกันจะให้คุมตัวส่ง เข้าไป ณ เมืองอังวะ พลางเกณฑ์กันให้ขนเอาศพพม่าที่ตายออก ไปเสียนอกค่าย พอกองทัพไทยซึ่งยกหนุนมาช่วยนั้นมาถึง ก็เข้า ถอนขวากแหกค่าย เย่อค่าย ปีนค่าย พวกนายทัพพม่าสาละวน ไล่พลออกต่อรบยิงปืนใหญ่น้อย และพุ่งชัดแหลนหลาวศัสตราวุธ เป็นอลหม่าน ส่วนพระยาศรีราชเดโชต้องพันธนาอยู่ จึ่งพิจารณา ดูเมฆฉายในอากาศ เห็นศุภนิมิต และร่ายพระพุทธมนต์คาถา สะเดาะพันธนาลุ่ยหลุดออกจากกายได้สิ้น แล้วลุกแล่นไปชิงเอา ดาบพม่าได้ ก็ไล่ฟันพม่าซึ่งคุมอยู่นั้นตายเป็นหลายคน พวกพม่า วิ่งหนีกระจายกันออกไป ก็เอาดาบเข้าตัดเชือกซึ่งผูกมัดพวกทหาร ออกได้ประมาณ ๑๐ คน และทหารเหล่านั้นก้เข้าช่วงชิงเอาอาวุธ พวกพม่า ตัดเชือกมัดผูกกันต่อ ๆ กันไปจนสิ้น ก็พร้อมกันแล่น ไล่ฆ่าฟันพม่าในค่ายนั้นล้มตายเป็นอันมาก แตกหนีไปสิ้น ชิง เอาค่ายนั้นได้ นายกองทัพหนุนเห็นพม่าแตกหนี ทิ้งค่ายตำบล นั้นเสียแล้ว พระยาศรีราชเดโชกับพวกทหารแก้ตัวออกได้แล้ว ก็ ช่วยกันตีค่ายอื่น ๆ ต่อไป พวกพลพม่าพากันตื่นตกใจ เสียทีไม่ เป็นอันที่จะสู้รบ วิ่งกระจัดพรัดพรายกันไป กองทัพไทยไล่ติด


๔๒๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ตามฆ่าฟันพม่าเสียครั้งนั้นเป็นอันมาก และมางจาเลราชบุตรพระ เจ้าอังวะ ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่หนีมิทัน ก็ตายอยู่ในค่าย นายทัพ นายกองพม่าตายลงเป็นหลายคน ก็เสียค่ายทั้งสิ้น พากันหนีเข้า เมืองอังวะ ทัพไทยได้ชัยชำนะ จับได้พม่าเชลยและช้างม้าเครื่อง ศัสตราวุธก็มาก ให้คุมส่งลงไปยังท่านแม่ทัพ แจ้งข้อราชการทั้งปวงให้ทราบ เจ้าพระยาโกษามีความยินดีนัก จึ่งแต่งหนังสือบอกให้ ม้าเร็วอีก ๓๐ ม้า ถือหนังสือรีบลงมากราบทูลพระกรุณายังกรุงเทพ มหานครในวันนั้น และม้าใช้ซึ่งถือหนังสือบอกพวกหลังเร่งรีบมา ถึงพระนครศรีอยุธยาในวันเดียวกันกับพวกก่อน คลาดกันประมาณ ๓ นาฬิกาเศษ สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวยังตรัสอยู่กับพระพิมลธรรม พอ นายเวรมหาดไทยนำผู้ถือหนังสือบอกฉบับหลังเข้าเฝ้ากราบบังคมทูล พระกรุณา อ่านหนังสือบอกถวาย ได้ทรงทราบดีพระทัยนัก ตรัสสรรเสริญพระพิมลธรรมว่า ดูแม่นหาผู้เสมอมิได้ แล้วทรง ถวายไตรจีวรผ้าแดงเทศไตรหนึ่งเป็นบำเหน็จ นิมนตร์ให้กลับไป อาราม แล้วพระราชทานรางวัลแก่ม้าใช้ผู้ถือหนังสือบอกทั้ง ๒ พวก โปรดให้กลับคืนไปยังกองทัพ พลางตรัสสรรเสริญพระยาศรีราช- เดโชว่า เป็นยอดทหารหาผู้เสมอเป็นอันยาก แล้วเสด็จขึ้น ฝ่ายท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวง ก็ยกพลทหารเข้าไป ตั้งในค่ายพม่าซึ่งแตกหนีไปนั้น แล้วให้ตั้งค่ายน้อยใหญ่รายโอบ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๒๔๗ เมืองไปทั้ง ๓ ด้าน ใกล้เมืองเข้าไปกว่าค่ายเดิม พม่าชาวเมือง กลัวฝีมือทหารไทยยิ่งนัก มิอาจออกมาต่อรบนอกเมืองได้ พระเจ้า อังวะก็ให้เกณฑ์ทหารขึ้นประจำหน้าที่เชิงเทินรอบเมือง รักษา เมืองมั่นไว้ กองทัพไทยยกเข้าหักเอาเมืองเป็นหลายครั้ง ชาว เมืองต่อรบต้านทานเป็นสามารถ เข้าเมืองมิได้ ก็ถอยออกมารักษา ค่ายมั่นอยู่ และพลพม่าชาวเมืองจัดแจงการป้องกันเมืองมั่นคง มิได้ประมาทั้งกลางวันกลางคืน ขณะนั้นในเมืองอังวะข้าวแพงทะนานละ ๒ บาท ชาว เมืองอดอาหารซูบผอมล้มตายเป็นอันมาก ฝ่ายกองทัพไทยก็กันดาร ขัดสนเสบียงอาหาร เกณฑ์กันไปเที่ยวเสาะแสวงหาอาหารตาม บ้านน้อยเมืองใหญ่ในแว่นแคว้นเมืองอังวะ ก็ได้มาบ้างแห่งละ น้อย ๆ ไม่พอแจกจ่ายรี้พลในกองทัพ พลทหารอดอยากลำบาก ป่วยเจ็บล้มตายก็มาก ท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงจึ่งปรึกษา กันว่า เสบียงอาหารเราก็กันดารนัก เห็นจะตีเอาเมืองมิได้ใน ครั้งนี้ จะต้องล่าทัพกลับไป จึ่งพากันเข้าไปแจ้งเหตุแก่เจ้าพระยา โกษาแม่ทัพ ๆ ได้แจ้งดังนั้นก็เสียใจนัก จึ่งคิดการที่จะล่าทัพ อย่า ให้พม่าติดตามได้ แล้วปรึกษากับนายทัพนายกองทั้งปวงว่า บัดนี้ รี้พลเรากันดารอาหารถอยกำลัง ทั้งไข้เจ็บก็มาก และเราจะล่าทัพ กลับไปโดยตรงนั้นมิได้ พม่าชาวเมืองจะได้ทียกออกติดตามตีตัด ท้ายรี้พล เราจะพินาศฉิบหายเป็นอันมาก จำจะคิดกลอุบายล่อ


๔๒๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ลวงให้พม่าเข็ดขยาดฝีมือเราเสียก่อน จึ่งจะผันผ่อนล่าทัพกลับไป ได้โดยสะดวก ไม่มีภัยอันตราย และท้าวพระยานายทัพนายกอง ทั้งปวงก็เห็นชอบด้วยพร้อมกัน เจ้าพระยาโกษาแม่ทัพจึ่งแต่งหนังสือฉบับหนึ่งเป็นใจความ ว่า หนังสือเราผู้เป็นมหาจัตุรงค์บรินายก ดุจจักรแก้วอันประดิษ- ฐานใต้เบื้องบงกชเรณูมาศพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัวกรุงเทพมหานครทวาราวดีศรีอยุธยา ผู้เปนอัครอิศราธิปไตรย ในสยามประเทศ * เขตขัณฑสีมาปราจีนทิศ มาถึงเสนาบดีกรุงรัตน บุระอังวะ ด้วยเรากราบทูลพระกรุณา รับอาสายกพยุหโยธาทัพ มาครั้งนี้ หมายจะตีกรุงรัตนบุระอังวะทูลเกล้าถวายสนองพระเดช พระคุณให้จงได้ จะให้แผ่ผ่านพระราชอาณาเขต ปกครองครอบ งำไปในพุกามประเทศ และรามัญประเทศทิศอัสดงพิสัยทั่วทั้งสิ้น และพลทวยหาญพม่ากับไทยก็ได้ต่อยุทธเห็นกำลังและฝีมือกันเป็น หลายครั้ง ซึ่งใครจะมีชัยและอัปราชัยนั้น ก็ย่อมแจ้งอยู่แก่ใจ ด้วยกันแล้ว แม้นจะขับเคี่ยวกระทำการสงครามกันสืบไป มาตรว่า เราจะได้เมืองก็เหมือนหนึ่งไม่ได้ ด้วยในเมืองอังวะขัดสนเสบียง อาหารกันดารนัก ฝ่ายเราจะอยู่รักษาเมืองก็ยาก ประการหนึ่ง กองทัพเราก็ฝืดเคืองขัดด้วยเสบียงจะเลี้ยงกัน จะกวาดต้อนครอบ- ครัวเชลยไปนั้นก็ลำบาก ด้วยอดอยากล้มตายมากกว่ามากนัก

  • เข้าใจว่าจะเป็นสำนสนแก้ใหม่ในรัชกาลที่ ๔ เพราะสมัยกรุงศรีอยุธยาไม่ เคยใช้คำนี้เลย

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๒๙ และครั้งนี้เราไม่ได้เมืองอังวะ ครั้นจะล่าทัพถอยไปเล่า ก็เกรง พระราชอาชญาและจะลงโทษโดยพระอัยการศึกถึงสิ้นชีวิต จะเลิกทัพ ไปก็ไม่ได้ และบรรดาพม่านายไพร่ในเมืองอังวะนี้ ไม่มีใครกล้า หาญ ล้วนแต่มีสันดานขลาดดุจสตรีสิ้นแล้วหรือประการใด จึง ไม่ออกมาตีทัพเรา และไม่ออกมาเจรจาความเมืองด้วยเรา ชวน กันนิ่งซ่อนหน้าอยู่แต่ในเมืองได้ ช่างกระไรไม่มีความละอาย ผิด วิชัยชายชาติทหาร คิดการดังนี้มิควรนัก จงเห็นแก่ทางไมตรีที่ได้ เคยเป็นคู่สนุกด้วยกันในการสงคราม ขอให้ยกพลโยธาหาญออก มาต่อตีทัพเราอีกสักครั้งหนึ่งเถิด พอจะได้เอาเหตุนี้บอกหนังสือ แก้ตัว ส่งลงไปกราบทูลพระกรุณายังกรุงเทพมหานครว่า พลพม่า ออกมาตีทัพไทยเป็นอันมากหลายครั้งแล้ว เหลือกำลังที่จะสู้รบ ทั้ง ขัดสนสิ้นเสบียงอาหาร ขอพระราชทานล่าทัพกลับไปตั้งทำไร่นา ที่ปลายแดน ได้เสบียงอาหารบำรุงช้าม้ารี้พลให้มีกำลังบริบูรณ์ พร้อมแล้ว จึ่งจะยกพยุหโยธาทัพกลับไปตีเอาเมืองอังวะในครั้ง หลังให้จงได้ ครั้งแต่งหนังสือเสร็จแล้ว ก็ให้พม่าเชลยถือเข้าไปแจ้ง แก่เสนาบดีในเมืองอังวะ และเจ้าพระยาโกษาธิบดีพิจารณาเห็น พม่าทุพพลภาพถอยกำลัง ทั้งเกรงกลัวฝีมือพลทหารไทย เห็นจะ ไม่อาจยกกองทัพมาต่อตีเป็นแท้ จึ่งแสร้งแต่งหนังสือฉบับหนึ่งส่ง เข้าไปในเมือง ฝ่ายเสนาบดีพม่าได้แจ้งในหนังสือนั้น ก็พิจารณา เห็นว่าเป็นกลอุบายล่อลวง ก็มิได้แต่งกองทัพออกไปต่อตีตาม

๔๓๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม หนังสือซึ่งให้เข้ามา เกรงจะเสียท่วงที จึ่งปรึกษากันว่า ถ้าเรา จะยกทัพออกไปตีตามหนังสือนั้น ฝ่ายกองทัพไทยคิดกลอุบายไว้ ก็จะได้ทีตีทัพเราแตกฉาน แล้วจะไล่ติดตามมาเข้าเมืองได้ จึ่งเอาหนังสือนั้นเข้ากราบทูลเจ้าอังวะ เจ้าอังวะก็เห็นว่าเป็นกลอุบายดุจ มุขมนตรีปรึกษาเห็นพร้อมกันนั้น ฝ่ายเจ้าพระยาโกษาธิบดีแม่ทัพ คอยอยู่ประมาณ ๒ - ๓ วัน ก็มิได้เห็นกองทัพพม่าออกมาจาก เมือง จึ่งแต่งหนังสืออีกฉบับหนึ่ง ส่งให้พม่าเชลยถือเข้าไปถึง เสนาบดีในเมืองอังวะเหมือนครั้งก่อน เป็นใจความว่า บรรดา พม่าในเมืองอังวะทั้งนายและไพร่ ไม่มีใครองอาจกล้าหาญในการ สงคราม ล้วนแต่มีสันดานพิรุกชาติ ขลาดดุจสัตรีทั้งสิ้นเป็นแท้ แต่เราวิงวอนอ่อนง้อขอให้ยกกองทัพออกมาตีเราสักครั้งหนึ่ง จัก พึงพอเป็นเหตุได้ลงใบบอกส่งลงไปกราบทูลพระกรุณา จะขอล่า ทัพเท่านี้ ก็ยังว่าหาออกมาไม่ ช่างกระไร ไม่มีความเมตตา การุญภาพแก่เราบ้างเลย มาตัดทางไมตรีเด็ดเดี่ยวไปฉะนี้ก็มิควร ถ้าและจะไม่อนุเคราะห์แก่เราโดยแท้แล้ว ก็จงเร่งบอกออกมา เรา ทั้งหลายก็จะลาพระเจ้าอังวะ ล่าทัพกลับไปโดยเร็ว ครั้นพม่า เสนาบดีทั้งปวงได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้ว ก็คิดเข็ดขามคร้ามกลัว เหมือนครั้งก่อน และมิได้ออกมาตามหนังสือนั้น ฝ่ายเจ้าพระยาโกษาธิบดีก็จัดแจงนายทัพนายกอง และ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๓๑ พลอาสา ๒๐,๐๐๐ ให้คุมเอาช้างม้าพลาพลทหารอันป่วยเจ็บทุพพล- ภาพ และพม่ามอญเชลยทั้งหลายอันตีได้นั้น ล่าลงไปเสียก่อน ๒ - ๓ วัน แล้วจึ่งปรึกษาด้วยท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงว่า เพลากลางคืนวันนี้ เราจะทำกลอุบายล่อลวงพม่าชาวเมืองให้เสีย ทีลงจงได้ เราจะเอาไม้แห้งและหญ้าแห้งทั้งหลาย มากองไว้ หลังค่ายรายกันไป แล้วจึ่งให้ขนเอาสิ่งของทั้งหลายอันมีในค่าย หน้านั้น ออกมาไว้ ณ ค่ายชั้นนอกอันไกลให้สิ้น และให้พล ทหารซึ่งรักษาค่ายหน้าทั้งหลายนั้น ถอยออกมาซุ่มอยู่ค่ายชั้นนอก และให้บริโภคโภชนาหารอิ่มหนำสำราญแล้ว จึ่งตบแต่งกายสวม ใส่เครื่องรบ ตระเตรียมช้างม้าเครื่องศัสตราวุธทั้งปวงให้พร้อม เสร็จ แล้วให้แบ่งช้างม้าพลาพลเดิน ๒๐,๐๐๐ สรรพไปด้วยเครื่อง สรรพายุทธ ยกไปซุ่มอยู่โดยสองข้างเมืองนั้น ฝ่ายพลทหารซึ่งซุ่ม อยู่ในค่ายนั้น ก็ให้ประจุปืนขึ้นนกสับทั้งปวงให้พร้อมไว้ทุกค่าย แล้วปิดประตูค่ายเสีย เพลา ๒ ยามจึ่งจุดปืนใหญ่น้อยยิงระดมขึ้น และให้จุดเพลิงเผาเชื้ออันกองรายไว้หลังค่ายทั้งหลายขึ้นในขณะ นั้น และแสงเพลิงนั้นก็สว่างปรากฏเข้าไปในเมือง ชาวเมืองได้ ยินเสียงปืนและเห็นแสงเพลิงดังนั้น จะสำคัญว่ากองเราล่าหนีไป แล้ว ก็ดีใจ และจะเปิดประตูเมืองชวนกันออกมายังค่ายเรา เพื่อ จะปราถนาจะเก็บเอาสิ่งของ ฝ่ายกองทัพเราทั้งหลาย ซึ่งซุ่มอยู่ ในค่ายนอกค่ายนั้น ก็จะได้ทีพร้อมกัน และจะไล่พิฆาตฆ่าพม่า


๔๓๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ชาวเมืองทั้งหลายล้มตายด้วยอาวุธสั้นยาวเป็นอันมาก ฝ่ายพม่าก็ จะครั่นคร้ามขามกลัวลง ถึงเราจะล่าทัพโดยจริง ก็จะสำคัญว่าล่อลวง อีก และจะเข็ดขยาดมิอาจออกมาติดตามได้ กองทัพเราก็จะยก ไปโดยสะดวก และซึ่งเราว่าทั้งนี้ ท่านทั้งปลายจะเห็นเป็น ประการใด จึ่งท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวง ก็เห็นพร้อมโดย ความคิดเจ้าพระยาโกษาแม่ทัพหลวง และกระทำตามถ้อยคำทั้งปวง เสร็จสิ้นทุกประการ ฝ่ายพม่าชาวเมืองทั้งปลายมิได้รู้ในอุบาย ครั้นเห็นแสงเพลิงและได้ยินเสียงปืนดังนั้น ก็สำคัญว่ากองทัพล่า หนีไปแล้ว ก็มีความยินดีนัก ต่างคนต่างอดอาหารกันดารอยู่ ก็ เปิดประตูเมืองตรูกันเอาหาบคอนออกมา ปรารถนาจะเก็บเอา เสบียงอาหารและสิ่งของอันเหลืออยู่ในค่าย ครั้นมาถึงค่ายหน้าซึ่ง เปล่าอยู่นั้น ก็กรูกันเข้าไปในค่าย ก็มิได้สิ่งของอันใด แล้วชวน กันแล่นออกไปยังค่ายชั้นนอก ซึ่งกองทัพไทยซุ่มอยู่นั้น ครั้นเห็น เงียบสงัดอยู่ ก็มิได้พิจารณาและเปิดประตูกรูกันเข้าไปในค่ายนั้น ทุก ๆ ค่าย ฝ่ายกองทัพไทยซึ่งซุ่มอยู่ในค่ายทั้งหลายนั้น ก็วางปืน จ่ารงค์ มณฑก นกสับ ระดมเอาพม่าชาวเมืองทั้งหลายล้มตาย เป็นอันมาก บ้างก็ออกไล่รุกพันฟันแทงไป พม่าทั้งหลายมิทันรู้ตัว ก็วิ่งระส่ำระสายไปเป็นอลหม่าน และจะหนีกลับเข้าเมือง พล ทหารไทยซึ่งอยู่สองข้างเมืองนั้นก็ออกวกหลัง ไล่รุกรันฟันแทงพม่า


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๓๓ ทั้งปลายล้มตายในที่นั้นเป็นอันมาก และจับได้เป็นส่งมายงค่าย หลวงนั้นก็มาก กองทัพไทยฆ่าพม่าเสียและจับเป็นได้นั้นก็มากกว่า ๑๐,๐๐๐ พม่าทั้งหลายซึ่งรอดไปได้บ้างนั้น ก็หนีเข้าเมือง พล ทหารไทยไล่ติดตามไปถึงประตูเมือง ชาวเมืองปิดประตูเสียทัน ก็ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินหอรบป้องกันเมืองเป็นสามารถ ทัพ ไทยก็มิอาจเข้าเมืองได้ ก็ถอยกลับออกมายังค่าย และพม่าชาว เมืองอังวะทั้งหลายครั้งนั้น ถึงพินาศฉิบหายเป็นอันมาก ที่เหลือ อยู่นั้นสะดุ้งตกใจกลัวทัพไทยยิ่งนัก ต่างคนต่างร้องไห้ร่ำรักญาติ ทั้งหลายอันล้มตายหายจากกันไปนั้นทุกบ้านทุกเรือน และในเมือง อังวะครั้งนั้น เงียบเหงาเศร้าโศกวิโยคพลัดพรากซึ่งกันและกันเป็น อันมากนัก ฝ่ายเจ้าพระยาโกษาธิบดี ก็ส่งหนังสือเข้าไปอีกฉบับหนึ่ง เล่า ในหนังสือนั้นว่า พม่าชาวเมืองอังวะนี้ มิได้มีสติปัญญา หนา ไปด้วยโมหะครอบงำอยู่ในสันดาน มิได้รู้ในการสงครามทั้งปวง และมิได้ฉลาดในกลพิชัยสงคราม แต่เราลองใจหลอกเล่นน้อย หนึ่งเท่านี้ ก็ยังหารู้ไม่ ชวนกันเทเมืองออกมาหาเราถึงค่าย เอา ชีวิตออกมาพลีกรรมอาวุธพลทหารแห่งเราจนเบื่อฆ่าฉะนี้ ดูมิควร ยิ่งนัก อนึ่งพม่าชาวเมืองอังวะทั้งหลายซึ่งพลทหารแห่งเราฆ่าเสีย และจับเป็นได้มากนั้น ก็เป็นประเวณีศึกมาแต่ก่อน พระเจ้าอังวะ


๔๓๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม และเสนาบดีทั้งหลาย อย่าได้โทมนัสขัดเคืองแก่เราเลย จงอยู่เป็น สุขสวัสดิพัฒน์เถิด เราจะลาล่าทัพกลับไปเร็วแล้ว ครั้นพม่าเสนาบดีทั้งหลายได้แจ้งในหนังสือดังนั้น ก็สำคัญ ว่าล่อลวงอีก ให้คิดเข็ดขามคร้ามขยาดยิ่งนัก จึ่งปรึกษากันว่า ครั้งก่อนทัพไทยทำกลอุบาย ทำทีประหนึ่งจะล่า ฝ่ายเรามิทัน พิจารณาให้ถ่องแท้ คิดว่าจริง ก็ชวนกันเทเมืองออกไป ทัพไทย ได้ที ก็ไล่พิฆาตฆ่าล้มตายและจับได้นั้นก็มาก แต่เท่านั้นแล้ว ยังมิหนำ ซ้ำไล่ติดตามาถึงเมือง นี่หากว่าเราปิดประตูเมืองเสีย ทัน หาไม่ก็จะเสียแก่ข้าศึกแต่ในเพลานั้นครั้งหนึ่งแล้ว และบัดนี้ รื้อให้หนังสือบริภาษพอล่อลวงเข้ามาอีกเล่า ถ้าเราจะออกไปอีก ครั้งนี้ ทัพไทยจะคิดกลอุบายไว้ยิ่งกว่าครั้งก่อน ครั้นได้ทีแล้วก็ จะออกไล่รุกบุกบั่นเข้ามาแหกหักเอาเมืองให้จงได้ และควรเรา รักษาเมืองไว้ให้มั่นคง อย่าหลงในอุบายข้าศึก ครั้นปรึกษาเห็น พร้อมกันแล้ว ก็เอาเนื้อความขึ้นกราบทูลพระเจ้าอังวะเหมือนหน หลังนั้น ส่วนเจ้าพระยาโกษาก็จัดแจงช้างม้าพลาพลเดินเท้าและ เสบียงอาหารให้พร้อมไว้ และเกณฑ์ให้พลลาวเมือง ( เชียง ) ใหม่ เดินทัพรั้งหลัง แล้วก็เลิกทัพกลับไปโดยลำดับมารควิถีตราบเท่า ถึงเมืองหงสาวดี และให้หยุดทัพยับยั้งอยู่ในที่นั้น ในขณะนั้น ฝ่ายแสนท้าวพระยาลาวเชียงใหม่ทั้งหลาย ซึ่งเดินทัพรั้งหลังมานั้น ครั้นเห็นทัพไทยไม่ได้เมืองอังวะ ล่าทัพ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๓๕ กลับมาดังนั้น ก็กลัวพระเจ้าอังวะ จึ่งคิดอ่านกันแยกกองทัพหนี ไปโดยทางเมืองเชียงใหม่ เจ้าพระยาโกษาแจ้งเหตุดังนั้น ก็สั่ง ให้พระยากำแพงเพชรและพระยารามเดโช ถือพลเมืองเหนือทั้ง หลาย ๒๐,๐๐๐ ให้ยกพลไปตามกองทัพลาวเชียงใหม่อันหนีไปนั้น เอาตัวให้จงได้ แล้วก็ยกกองทัพทั้งปวงล่วงรามัญประเทศมายัง พระมหานคร และแยกกันมาโดยทางอันไปนั้น ส่วนพม่าชาว เมืองอังวะทั้งหลายแต่กลัวทัพไทยอยู่ มิอาจจะออกจากเมืองได้ นั้นก็ช้านาน จนกองทัพไทยล่าไปกว่า ๑๐ วันแล้ว จึ่งค่อยรู้ว่า กองทัพไทย ( ถอย ) ลงไปแล้ว ก็มิอาจสามารถจะมาติดตามได้ ฝ่ายแสนท้าวพระยาลาวชาวเชียงใหม่ทั้งหลายซึ่งแยกทัพ หนีไปนั้น ก็รีบไปทั้งกลางวันกลางคืนตราบเท่าถึงเมืองเชียงใหม่ และขึ้นเฝ้าพระยาแสนหลวง กราบทูลประพฤติเหตุทั้งปวงให้ทราบ สิ้นทุกประมาร พระยาแสนหลวงเจ้านครเชียงใหม่ทราบเหตุ ดังนั้น ก็สะดุ้งตกใจกลัวพระเจ้าอังวะยิ่งนัก จึงสั่งให้ท้าวพระยา เสนาลาวทั้งหลาย ให้ตรวจจัดทหารขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทิน ปราการโดยรอบ ประกอบด้วยเครื่องสรพพายุทธ์ปืนใหญ่น้อย พร้อมเสร็จ และป้องกันเมืองเป็นสามารถ คอยกองทัพไทยอันจะ ยกมาติดตามนั้น ส่วนกองทัพพระยากำแพงเพชรและพระยารามเดโช ก็ยก ติดตามทัพลาวไป ครั้นไม่ทันที่กลางทางแล้ว ก็ยกไปถึงเมือง


๔๓๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เชียงใหม่ เห็นชาวเมืองขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินและปิด ประตูเมืองอยู่ ก็รู้ว่าพระยาแสนหลวงกลับเป็นขบถแข็งเมือง จะ ต่อรบ จึงขับพลทหารเข้าตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ แล้วแต่งหนังสือส่ง เข้าไปในเมือง เพื่อจะให้รู้เหตุตระหนักแน่ ในหนังสือนั้นว่า กองทัพลาวซึ่งยกไปช่วยนั้นหนีกลับมา มิได้บอกกล่าวให้เรารู้ และบัดนี้พระยาแสนหลวงคิดอ่านเป็นประการใด และจะกลับแข็ง เมืองไม่ขึ้นแก่พระนครศรีอยุธยา จะต่อรบเราหรือ ก็ให้เร่งบอก ออกมา เราก็จะยกโยธาหาญเข้าแหกหักเอาเมืองให้จงได้ ครั้นพระยาแสนหลวงแจ้งในหนังสือดังนั้นแล้ว ก็ให้ หนังสือตอบออกมายังกองทัพ ในหนังสือนั้นว่า เราทราบว่าทัพ ไทยจะยกไปตีเมืองอังวะ ก็คิดว่าจะได้เมืองอังวะอยู่ จึงจัดแจง แต่งกองทัพให้ยกไปช่วย เพื่อจะเอาพระนครศรีอยุธยาเป็นที่พึ่ง และบัดนี้ทัพไทยไปตีเมืองอังวะก็ไม่ได้ และกลับล่าทัพถอยมา ฝ่ายเมืองเราซิเป็นข้าขอบขัณฑสีมาเมืองอังวะอยู่แต่ก่อน เรากลัวท่านผู้เป็นอิศราธิบดีในพุกามประเทศ จะแต่งกองทัพยกมาตีเมืองเรา ๆ ก็จะต้านทานมิได้ จึ่งจะเอาพระเจ้าอังวะเป็นที่พึ่งพำนักเหมือน แต่ก่อน ถ้าและกองทัพไทยจะยกมาช่วยเราได้เมื่อขณะพม่าจะมา ตีนั้น เราก็จะเป็นข้าขอบขัณฑเสมาพระนครศรีอยุธยา จะเอา พระเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรุงไทยเป็นที่พึ่งพำนักสืบไป ครั้นแม่ทัพไทยได้แจ้งในหนังสือดังนั้น ก็เห็นว่าพระยา


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๓๗ แสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่จะต่อรบเป็นแท้อยู่แล้ว ครั้นเพลา กลางคืนก็ขับพลทหาร ๒๐,๐๐๐ เข้าป่ายปีนปล้นเอาเมือง ชาวเมืองรบพุ่งป้องกันรักษาหน้าที่เชิงเทินทั้งกลางวันกลางคืนเป็นสามารถ กองทัพไทยมิอาจจะแหกหักเมืองได้ ก็ถอยกลับออกมายังค่าย แต่ยกเข้าปล้นดังนั้นหลายครั้ง รี้พลต้องศัสตราวุธชาวเมืองบาดเจ็บ ล้มตายเป็นอันมาก จะปล้นเอาเมืองเชียงใหม่มิได้ นายทัพนาย กองททั้งหลายจึ่งปรึกษาว่า รี้พลเราอดอยากป่วยเจ็บทุพพลภาพมา แต่เมืองอังวะมากอยู่แล้ว และบัดนี้เรามาล้อมเมืองเชียงใหม่กว่า ๑๐ วันแล้ว ก็ยังไม่ได้ จำจะต้องแต่งหนังสือบอก ให้ม้าเร็วถือ ลงไปกราบทูลพระกรุณายังกรุงเทพมหานคร ให้ทราบเหตุทั้งปวง และเราคิดการเผาเมืองในเพลากลางคืน จะเข้าปล้นเอาเมือง ถึง มาตรว่าไม่ได้เมือง เราจะต้องล่าทัพกลับไปก็ดี และกระทำให้ ชาวเมืองทั้งปลายได้ทุกขเวทนาลำบากมากอยู่แล้ว ก็มิอาจสามารถ จะติดตามได้ กองทัพเราก็จะกลับไปโดยสะดวก ครั้นปรึกษาเห็น พร้อมกันแล้ว ก็จัดแจงทัพ คุมเอาช้างม้าพลาพลเดินเท้าทั้งหลาย อันป่วยทุพพลภาพนั้น ล่าลงไปเสียก่อน ๒ - ๓ วัน แล้วจึ่งให้ กระทำลูกธนู ๑,๐๐๐ ผูกเพลิงอังแพลมทุก ๆ เล่มพร้อมเสร็จ ครั้น ค่ำลงเพลาประมาณยามหนึ่ง จึ่งขับพลทหารเข้าแหกหักเอาเมือง แล้วยิงลูกธนูทั้งหลายเข้าไปในเมืองนั้น ส่วนลูกธนูทั้งหลายก็ตก ลงถูกหลังคาเรือนทั้งหลายในเมืองเชียงใหม่ และเพลิงอังแพลม


๔๓๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ซึ่งผูกลูกธนูทั้งหลายนั้น ก็ติดไหม้ไปทุกตำบลเป็นอลหม่าน พล ลาวชาวเมืองซึ่งรักษาหน้าที่ทั้งปวง เห็นเพลิงไหม้ดังนั้นก็ตกใจ ต่างคนต่างจะไปบ้านเรือนแห่งตน ๆ และจะทิ้งหน้าที่เสีย ท้าว พระยาเสนาลาวนายด่านนายกองเจ้าหน้าที่ทั้งหลายมิให้ลงจากหน้า - ที่ และให้รบพุ่งป้องกันเมืองไว้ มิได้อาลัยในสิ่งของเหย้าเรือน ทั้งหลาย สุดแท้แต่อย่าให้เสียเมืองแก่ข้าศึกได้ ที่เหลือจากหน้าที่ นั้นก็ช่วยกันดิบเพลิงบ้าง ๆ ก็เก็บสิ่งของทั้งปวง และเพลิงนั้นใช่ เกิดแต่แห่งเดียว เที่ยวลุกลามไหม้ไปเป็นหลายแห่ง ชาวเมือง มิทันจะดับได้ ก็ไหม้เรือนทั้งหลายในเมืองนั้นมากกว่า ๑,๐๐๐ ที่อยู่ รักษาหน้าที่นั้นก็รบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ ทัพไทยมิอาจแหกหักเอา เมืองได้ ก็ถอยกลับออกมายังค่าย ครั้นเพลาประมาณ ๒ ยาม ก็เลิกทัพกลับมาโดยลำดับมารควิถีตราบเท่าถึงเมืองเถิน แล้วก็แต่ง หนังสือบอกให้ม้าเร็ว ถือรีบลงมากราบทูลพระกรุณายังกรุงเทพ มหานคร ให้ทราบเหตุการณ์ จึ่งยกกองทัพทั้งปวงล่วงมณฑล ประเทศ มาพร้อมทัพ ณ เมืองกำแพงเพชร และคอยฟังท้องตรา ตอบขึ้นมาประการใด ส่วนลาวชาวเมืองทั้งหลาย เพลิงไหม้วุ่นวายไปสิ้นทั้ง เมือง ได้ทุขเวทนาลำบากเป็นอันมาก และเมื่อทัพไทยล่าไปนั้น ก็มิอาจสามารถจะมาติดตามได้ ฝ่ายม้าเร็วซึ่งถือหนังสือบอกนั้น ก็รีบมาโดยลำดับมารถวิถีตราบเท่าถึงพระมหานคร แล้วขึ้นเฝ้า


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๓๙ กราบทูลพระกรุณาตามหนังสือบอกนั้น จึ่งพระบาทบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้น ก็มีพระราชโองการดำรัสให้ สมุหนายกมีตราตอบขึ้นไปยังกองทัพ ในท้องตรานั้นว่า รี้พลทั้ง หลายอดอยากอาหารทุพพลภาพมากอยู่แล้ว อนึ่งก็เป็นเทศกาล ฟ้าฝน ความไข้เจ็บจะมีมาก และให้กองทัพทั้งหลายรีบลงมายัง พระมหานครโดยเร็วเถิด ครั้นท้าวพระยานายทัพนายกองทั้ง หลายได้แจ้งในท้องตราดังนั้นแล้ว ก็ยกกองทัพลงมายังกรุงเทพ มหานคร และกองทัพทั้งหลายซึ่งยกกลับมาโดยทางปากใต้ฝ่าย เหนือนั้น ก็มาถึงพระนครเป็นลำดับกัน เจ้าพระยาโกษาและท้าว พระยานายทัพนายกองทั้งหลาย ก็ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว กราบทูลประพฤติเหตุทั้งปวง แล้วถวายช้างม้า คนเชลย และสิ่ง ของทั้งหลายอันตีได้นั้น สมเด็จบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว ตรัส ทราบเหตุทั้งปวงดังนั้น ก็ทรงพระโสมนัสยินดียิ่งนัก และพระ ราชทานรางวัลแก่เจ้าพระยาโกษา ท้าวพระยานายทัพนายกอง ทั้งหลายเป็นอันมาก โดยสมควรแก่ความชอบนั้น ลุศักราช ๑๐๒๒ ปีชวด โทศก กรมการเมืองนครสวรรค์ บอกลงมาถึงสมุหนายกว่า นายกองช้างผู้มีชื่อ คล้องต้องช้างเผือกผู้ สูงประมาณ ๔ ศอกมีเศษ สรรพด้วยคชลักษณ์งามบริบูรณ์ และ คล้องได้ ณ ป่าแขวงเมืองนครสวรรค์นั้น จึ่งเจ้าพระยาจักรีเอาข้อ


๔๔๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ราชการสารเศวตขึ้นกราบทูลพระกรุณา สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทรงทราบเหตุดังนั้น ก็ทรงพระปราโมทย์ยิ่งนัก จึ่งมีพระ ราชดำรัสให้ท้าวพระยาเสนาบดี และพระหลวงขุนหมื่นกรมช้าง ทั้งหลาย ขึ้นไปรับพระยาเศวตกุญชรชาติตัวประเสริฐลงมายัง กรุงเทพมหานคร และให้แห่แหนประดับประดาโดยชลมารคสถล- มารคตามอย่างแต่ก่อน แล้วให้สถิตอยู่ ณ โรงนอกพระราชวัง ทรงพระกรุณาให้ตั้งการพระราชพิธีสงฆ์และพิธีไสยเวท และการ มหรสพสมโภชคำรบ ๗ วันเป็นกำหนด แล้วรับเข้ามาไว้ ณ โรง ในพระราชวัง และทรงพระประสาทพระราชทานนามกร ชื่อ เจ้าพระยาบรมคเชนทรฉัททันต์ และพระราชทานเครื่องสุวรรณ- คชาภรณ์ อลังการด้วยมหานวรัตน์อันประเสริฐ สำหรับประดับ กายพระยาเศวตกุญชรนั้น และทรงพระกรุณาให้ขุนหมื่นผู้ใหญ่ ในกรมช้าง และหัวสิบทั้งหลายอยู่ปรนนิบัติรักษาพระยาช้างเผือก นั้น และซึ่งนายช้างผู้คล้องถูกนั้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดให้เป็น ขุนหมื่นตามบุรพประเพณี และพระราชทานเครื่องยศและเสื้อผ้าเงิน ตราตามธรรมเนียม และสมัครพรรคพวกซึ่งได้ช่วยในการช้างนั้น ก็พระราชทานรางวัลถ้วนทุกคน แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้มีตรา ภูมิคุ้มห้าม ส่วนสัด พิกัดอากร ขนอนตลาด แก่ผู้คล้องพระยาช้างเผือกได้ทั้งหลายนั้น และให้ไปอยู่ทำกินตามภูมิลำเนาดุจแต่ ก่อน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๔๑ ส่วนขุนหมื่นผู้ใหญ่นายช้างซึ่งอภิบาลพระยาเศวตคเชนทร นั้น ก็ฝึกสอนพระยาช้างให้รู้ในภาษามนุษย์ และให้รู้กระทำกิจ ต่าง ๆ และข้าราชการทั้งหลาย ซึ่งต้องพระราชอาชญาเป็นมหันต- โทษจำไว้ หาผู้ใดจะทูลขอมิได้นั้น ก็เขียนหนังสือบนจะให้สิ่ง ของต่าง ๆ และเอาหนังสือนั้นไปให้แก่พระยาช้างเผือก ๆ รับเอา ด้วยงวงแล้ว ก็ชูเข้าไปถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อจะขอพระ ราชทานโทษด้วยใจ ในขณะเมื่อเสด็จพระราชดำเนินมายังโรงนั้น จึ่งสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ยื่นพระหัตถ์รับเอาหนังสือ นั้นมาทรงอ่าน ได้ทราบคดีทั้งปวงแล้ว ก็ทรงพระมหากรุณาแก่ พระยาเศวตกุญชรชาติ และทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานโทษ ให้แก่พระยาบรมคเชนทรฉัททันต์นั้น ส่วนข้าราชการซึ่งเป็นโทษ และได้พ้นโทษแล้ว ก็ให้สิ่งของทั้งปวงแก่พระยาช้างเผือกตาม หนังสือบนนั้น จำเดิมแต่นั้นมาข้าราชการผู้ใดเป็นโทษ ก็มาบน เจ้าพระยาเศวตเพื่อจะให้ขอโทษเหมือนดังนั้น และทรงพระกรุณา โปรดพระราชทานโทษให้แก่เจ้าพระยาช้างเผือกนั้นเป็นหลายครั้ง พระบาทบรมนาถบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระมหาบุญญา ธิการ และมีเศวตคชสารพลายพังทั้งคู่เป็นบรมราชพาหนะพระที่นั่ง ครั้งนั้นพระราชกฤษฎาเดชานุภาพแผ่ไพศาลไปนานาประเทศธานี ใหญ่น้อยทั้งปวง บรรดาอริราชปรปักษ์ก็เข็ดขามคร้ามพระเดช พระคุณเป็นอันมาก


๔๔๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ลุศักราช ๑๐๒๓ ปีฉลู ตรีศก ขณะนั้นเจ้าพระยาโกษา- ธิบดีป่วยลง ทรงพระกรุณาให้พระหลวงหมื่นแพทย์ทั้งหลายไป พยาบาล และโรคนั้นเป็นสมัยกาลแห่งชีวิตชัย ก็ถึงแก่อนิจกรรม สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมิอาจกลั้นน้ำพระเนตรไว้ได้ ทรงพระอาลัย ในเจ้าพระยาโกษาเป็นอันมาก ด้วยเจ้าพระยาโกษาขุนเหล็กคนนี้ เป็นลูกพระนม และได้รับพระราชทานนมร่วมเสวยมาแต่ยังทรง พระเยาว์นั้น และทรงพระกรุณาพระราชทานฌาปนกิจตามอย่าง เสนาบดีเสร็จแล้ว จึ่งมีพระราชโองการตรัสปรึกษาด้วยท้าวพระยา เสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายว่า พระยาแนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่ คิดอ่านล่อลวงเราเป็นหลายครั้งแล้ว ยังมิหนำซ้ำกลับแข็งเมืองต่อ รบอีกเล่า และจะละพระยาแสนหลวงไว้นั้นมิได้ จำจะยกพยุห- โยธาหาญไปตีเอาเมืองเชียงใหม่ให้จงได้ ท่านทั้งหลายจะเห็นเป็น ประการใด จึ่งท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ก็เห็นพร้อม โดยพระราชดำรินั้น ในปีฉลูตรีศกนั้น สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก ก็มีพระราชดำรัสให้ท้าวพระยามุขมนตรีตรวจจัดกองทัพ พลสกรรจ์ ลำเครื่อง ๔๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๒๐๐ ม้า ๔๐๐ สรรพด้วยเครื่อง สรรพาวุธปืนใหญ่ปืนน้อยกระสุนดินประสิวให้พร้อมไว้ และดำรัส ให้หานายปาน ผู้น้องเจ้าพระยาโกษาอันถึงแก่อนิจกรรม ซึ่ง ได้รับอาสาออกไปได้ราชการ ณ เมืองฝรั่งเศสนั้นเข้ามาเฝ้า แล้วก็มี


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๔๓ พระราชโองการตรัสเหนือเกล้า โปรดให้นายปานเป็นเจ้าพระยา โกษาธิบดี และทรงพระกรุณาดำรัสว่า ขุนเหล็กพี่ท่านซึ่งถึงแก่ มรณภาพนั้น ชำนิชำนาญในการอันเป็นแม่ทัพ และบัดนี้เราจะ ให้ท่านเป็นที่เจ้าพระยาโกษาธิบดี และจะให้เป็นแม่ทัพแทนพี่ชาย ไปตีเมืองเชียงใหม่ ยังจะได้หรือมิได้ จึงเจ้าพระยาโกษาปาน กราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเราจะขอลองศึกดูก่อน และจะ ขอรับพระราชทานพระราชอาญาสิทธิ์ เหมือนพระโองการนั้น ถ้าและเห็นจะกระทำสงครามได้แล้ว ก็จะขออาสาไปตีเมืองเชียง- ใหม่ทูลเกล้าถวายให้จงได้ สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ชอบพระทัยในถ้อยคำเจ้าพระยาโกษากราบ ทูลนั้น ทรงพระโสมนัส ดำรัสสรรเสริญสติปัญญาเป็นอันมาก และทรงพระกรุณาพระราชทานพระแสงดาบต้นอันทรงนั้นให้แก่เจ้า พระยาโกษาธิบดี เพื่อจะให้สิทธิ์ขาดพระราชอาญาสิทธิ์ และ โปรดพระราชทานให้รับพระโองการดังนั้น แล้วดำรัสอนุญาตว่า ท่านจงไปลองศึกดูตามความปรารถนาเถิด จึ่งเจ้าพระยาโกษารับพระราชทานพระแสงดาบแล้ว ก็ กราบถวายบังคมลาออกมายังศาลาลูกขุนใน จึ่งสั่งมหาดไทย กลาโหมให้แจกพระราชกำหนด ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลาย ฝ่ายทหารพลเรือนกะเกณฑ์พล ๓,๐๐๐ ให้ยกไปตั้งค่ายตำบลที่ใกล้ เพนียด โดยกว้าง ๓ เส้น โดยยาว ๓ เส้น ๑๐ วา และให้ตัดไม้


๔๔๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ไผ่มาตั้งค่าย เอาปลายปักลงให้สิ้น ขุดมูลดินถมเป็นสนามเพลาะ ปักขวากหนามตามธรรมเนียมพร้อมเสร็จ ให้สำเร็จแต่วันพรุ่งรุ่ง แล้ว ๓ นาฬิกา ถ้าและเราไปเลียบค่ายหน้าที่ผู้ใดไม่สำเร็จใน เพลานั้น ก็จะลงโทษแก่ผู้นั้นถึงสิ้นชีวิต ส่วนเจ้าพระยาจักรี กลาโหม และท้าวพระยาข้าราชการทั้งหลายได้แจ้งในพระราช - กำหนดดังนั้น ก็สะดุ้งตกใจกลัวยิ่งนัก ต่างคนต่างเร่งกะเกณฑ์ กันทุกหมู่ทุกกรม ในวันนั้นได้พล ๓,๐๐๐ แล้วก็ให้ไปตัดไม้ไผ่ อันจะมาทำเป็นเสาค่ายนั้นคนละ ๒ ท่อน แล้วก็ยกขึ้นไปยังที่ใกล้ เพนียด แบ่งปันหน้าที่กันตั้งค่ายแต่ในเพลากลางคืนวันนั้นทุกหมู่ กรม และปักเสาเอาปลายลงดิน เอาต้นขึ้นสิ้น ชิดกันเป็นถ่อง แถว แต่เบื้องบนเบื้องล่างนั้นห่างกันไปเป็นอันมาก และกระทำ การทั้งปวงพอรุ่งก็สำเร็จ ในขณะนั้นขุนหมื่นเจ้าหน้าที่ผู้หนึ่ง เห็น เชิงค่ายทั้งหลายห่างกันนัก จึ่งปักกลับเอาต้นลงดิน แทรกเข้าเสา หนึ่งในระหว่างอันห่างนั้น แล้วว่าอย่างแต่ก่อนเขาทำมาดังนี้ และ ซึ่งเอาปลายปักลงดินนี้มิเคยเห็นทำมาแต่ก่อน ส่วนเจ้าพระยาโกษาก็สั่งแก่เจ้าพนักงานทั้งหลายให้ตระ- เตรียมราชพาหนะ และเครื่องขัตติยราโชปโภคทั้งปวงไว้รับโดย ทางชลมารถ สถลมารถพร้อมเสร็จแล้ว ครั้นรุ่งเช้าเพลา ๓ นาฬิกา เจ้าพระยาโกษาธิบดีก็ลงสู่เรือพระที่นั่งนพรัตน์พิมานกาญจนอลงกต มหานาวาเวศไช ( ยันต์ ) อันอำไพไปด้วยเศวตฉัตร พัดโบกจามร


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๔๕ บังพระสุริเยนทรบังแทรกสลอนสลับ สรรพด้วยอภิรุมชุมสายพราย - พรรณ กลดกลิ้งกรรชิงมาศดาษดา ดูมเหาฬารเลิศพันลึก อธึก ด้วยเรือกันและเรือท้าวพระยาข้าราชการทั้งหลาย รายเรียงเป็น ขนัด โดยกระบวนพยุหบาตราหน้าหลังพร้อมเสร็จ ก็เหมือน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอันเสด็จพระราชดำเนินนั้น ครั้นได้ศุภฤกษ์ ก็ให้ลั่นฆ้องชัย ประโคมแตรสังข์ดุริยางค์ดนตรีสนั่นกาหลกึกก้อง กลองชนะโครมครื้นเพี้ยงพื้นนทีธารจะทำลาย ให้ขยายพยุหบาตรา คลาเคลื่อน เลื่อนตามกระบวนแห่แหนแน่นไปโดยชลมารถตราบ เท่าถึงที่ประทับตำบลเพนียด เจ้าพระยาโกษาธิบดีก็ขึ้นจากเรือ พระที่นั่ง สถิตยังพลับพลาอันเป็นที่ราชอาสน์ เดียรดาษด้วยท้าว พระยาข้าราชการทั้งหลายแวดล้อมโดยซ้ายขวาหน้าหลัง แล้วก็ขึ้น ขี่ช้างพระที่นั่งบรมราชคชาธารสารตัวประเสริฐ เพริศพร้อมด้วย เครื่องสูงและธงฉานธงชัย ดูไสวไพโรจน์ด้วยท้าวพระยาเสนาบดี พิริยโยธาหาญแห่เป็นขนัด โดยกระบวนบรมราชพยุหบาตราสถล- มารถเลียบค่ายไป จึ่งเห็นไม้เสาค่ายลำหนึ่งปักเอาต้นลงดิน ก็ให้ หาตัวเจ้าหน้าที่นั้นเข้ามา และจึงถามว่า ท่านกระทำดังนี้จริงหรือ เจ้าหน้าที่กราบเรียนว่าจริง เจ้าพระยาโกษาจึงว่า ตัวท่านละเมิด มิได้ทำตามพระราชโองการแห่งเรา โทษท่านถึงตาย แล้วก็ให้ ประหารชีวิตเสีย และให้ตัดศีรษะเสียงไว้ที่ปลายไม้เสาค่ายลำนั้น แล้วก็คืนลงสู่เรือพระที่นั่งกลับเข้ามายังพระราชวัง เจ้าพระยาโกษา


๔๔๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ทำครั้งนั้น เพื่อจะให้คนทั้งหลายเข็ดขามคร้ามอำนาจอาญาสิทธิ์ ขาดในราชการงานสงครามแล้ว ครั้นมาถึงพระราชวัง ก็ขึ้นเฝ้า สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ถวายพระราชโองการอาญาสิทธิ์และ พระแสงดาบคืนเสียแล้ว ก็กราบทูลแถลงการทั้งปวงซึ่งไปลองศึก นั้นให้ทราบสิ้นทุกประการ แล้วบังคมทูลพระกรุณา ขออาสาไป ตีเอาเมืองเชียงใหม่ทูลเกล้าถวาย จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรง ฟังดังนั้น ก็ทรงพระโสมนัส ดำรัสสรรเสริญเจ้าพระยาโกษาเป็น อันมาก แล้วก็มีพระราชโองการตรัสเหนือเกล้า โปรดให้เจ้า พระยาโกษาธิบดีเป็นแม่ทัพหลวง และให้พระยาวิชิตภักดีเป็น ยกกระบัตร พระยาสุรินทรภักดีเป็นเกียกกาย พระยาศรีราชเดโช เป็นกองหน้า พระยาสุรสงครามเป็นกองหลัง ถือพลช้างม้าพลา นิกรเดินเท้าทั้งหลายขึ้นไปตีเอาเมืองเชียงใหม่ ครั้งถึงกัตติมาส ศุกรปักขดิถี * ได้มหาสวัสดิพิชัยฤกษ์ เจ้าพระยาโกษาธิบดีและท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลาย ก็ กราบถวายบังคม ยกกองทัพบกทัพเรือไปจากกรุงเทพมหานคร โดยลำดับชลมารถ สถลมารถ ไปพร้อมทัพ ณ เมืองเถิน แล้วก็ ให้ตรวจจัดกองทัพ แยกกันออกเป็นหมวดเป็นกองตามพิชัยสงคราม

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ครั้นถึงอธิก- มาสศุภปักษ์ดิถี


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๔๗ พร้อมเสร็จ ยกพยุหโยธาหาญขึ้นไปโดยวิถีสถลมารถตราบเท่า ถึงเมืองนคร และหยุดทัพยับยั้งตั้งค่ายมั่นในที่ใกลเมืองนั้น ฝ่าย แสนท้าวพระยาลาวเจ้าเมืองนครก็บอกหนังสือขึ้นไปยังเมืองเชียง- ใหม่ แล้วก็แต่งค่ายคูประตูหอรบ แล้วตรวจจัดพลทหารขึ้นประ- จำรักษาหน้าที่เชิงเทินป้องกันเมืองตามธรรมเนียม ส่วนกองทัพไทยก็ยกเข้าแหกหักเอาเมือง ชาวเมืองรบพุ่ง ป้องกันต้านทานอยู่ ๓ วัน ครั้นเห็นเหลือกำลังที่จะต่อสู้ ก็เทครัว อพยพออกจาเมืองหนีไปยังเมืองเชียงใหม่บ้าง ๆ ก็ออกหากองทัพ ทัพไทยได้เมืองนคร และได้ช้างม้าเครื่องศัสตราวุธและลาวเชลย เป็นอันมาก ก็ยกตีบ้านน้อยบ้านใหญ่ตามระยะรายทางขึ้นไป พล ลาวต้านทานมิได้ ก็แตกฉานพ่ายหนี และตีตำบลใดก็ได้ตำบล นั้น ด้วยอำนาจอาญาสิทธิ์เจ้าพระยาโกษาธิบดีแม่ทัพหลวงครั้งไป ลองศึกตำบลเพนียด และคนทั้งหลายเข็ดขามคร้ามกลัวแต่ครั้งนั้น มา จะว่าราชการใดในสงครามทั้งปวง ก็สิทธิ์ขาดสำเร็จได้ด้วย คำอันสั่งนั้นทุกประการ แล้วยกพยุหโยธาหาญขึ้นไปตีเมืองลำพูน และให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ ฝ่ายท้าวพระยาเสนาลาวเจ้าเมืองลำพูน ก็เกณฑ์พลทหาร ขึ้นประจำรักษาหน้าที่เชิงเทินปราการป้องกันเมือง กองทัพไทยก็ ยกเข้าป่ายปีนปล้นเอาเมือง พลลาวชาวเมืองรบพุ่งต้านทานอยู่ได้ ๗ วัน และต้องศัสตราวุธข้าศึกบาดเจ็บล้มตายนั้นก็มาก เห็น


๔๔๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เหลือกำลังที่จะต่อสู้ ก็แตกฉานพ่ายออกจาเมืองในเพลากลางคืน และหนีไปยังเมืองเชียงใหม่บ้าง ๆ ก็หนีเข้าป่าและออกหากองทัพ ไทยเป็นอันมาก ทัพไทยได้เมืองลำพูนและได้ช้างม้า เครื่อง สรรพาวุธ คนเชลยก็มาก แล้วก็ยกขึ้นไปตีเมืองเชียงใหม่ ใน ขณะเมื่อทัพไทยได้เมืองลำพูนนั้น พระยาแสนหลวงก็เสียใจ จึ่งแต่งกองทัพไทยได้เมืองลำพูนนั้น พระยาแสนหลวงก็เสียใจ จึ่งแต่งกองทัพไทยให้ยกออกไปตั้งค่ายรับโดยระยะรายทางขึ้นมา ตราบเท่าถึงเมืองเชียงใหม่เป็นหลายแห่ง และให้ตกแต่งค่ายคู ปักขวากหนามตามทำนองศึกพร้อมเสร็จ ส่วนกองทัพไทยก็ยกเข้าตี ค่ายลาวทั้งหลายอันออกมาตั้งรับนั้น และได้รบพุ่งกันถึงโรมรันฟัน แทงทุก ๆ ตำบล พลลาวต่อรบต้านทานมิได้ก็แตกฉานไปจากค่าย และพ่ายหนีกลับเข้าเมืองเชียงใหม่ พระยาแสนหลวงเจ้าเมืองก็ ให้แสนท้าวเสนาหลวงทั้งปวง ตรวจจัดพลทหารขึ้นประจำรักษา หน้าที่เชิงเทนปราการโดยรอบ ประกอบด้วยเครื่องสรรพาวุธปืน ใหญ่น้อยทั้งปวงกันเมืองไว้ และกองทัพได้ค่ายรายทางทั้งหลาย แล้ว ก็ยกติดตามเข้าไปตั้งค่ายล้อมถึงเมืองชาน จึ่งเจ้าพระยาโกษาธิบดีแม่ทัพหลวง ก็ให้พลทหารก่อ กำแพงโอบเมืองเข้าไว้กึ่งหนึ่ง ในด้านข้างทักษิณทิศแห่งเมือง เชียงใหม่นั้น แล้วก็ให้ตั้งค่ายหลวงและค่ายหน้าทั้งหลายล้อมอยู่ ในที่นั้น ส่วนพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองเชียงใหม่ ก็ให้ท้าวพระยา เสนาลาวยกกองทัพออกไปตีทัพไทย อันมาตั้งล้อมอยู่นั้นเป็นหลาย

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๔๙ ครั้ง พลทหารไทยเข้มแข็งในการสงครามยิ่งนัก มิได้ท้อถอย และได้ยุทธนากันเป็นสามารถ พลลาวต้องศัสตราวุธบาดเจ็บล้ม ตายก็มาก มิอาจจะต้านทานกำลังศึกพลทหารไทยได้ ก็แตกฉาน พ่ายเข้าเมืองทุก ๆ ครั้ง ฝ่ายเจ้าพระยาโกษาแม่ทัพ ครั้นเห็นการ พอจะหักเอาเมืองได้ แล้วก็แต่งหนังสือบอกโดยการอันได้รบพุ่ง ทั้งปวง เห็นพอจะเอาชัยชำนะได้ และให้ม้าเร็ว ๒๓ ม้าถือลง ไปกราบทูลพระกรุณายังกรุงเทพมหานคร จึ่งพระบาทสมเด็จบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้น ก็ทรงพระปราโมทย์ ยิ่งนัก และดำรัสให้ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายตรวจจัดกองทัพ พลสกรรจ์ลำเครื่อง ๖๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๕๐๐ ม้าเครื่อง ๕๐๐ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธและเสบียงอาหารพร้อมเสร็จ จะเสด็จ ไปงานพระราชสงคราม ณ เมืองเชียงใหม่ และให้กองทัพบกยก แยกไปคอยรับเสด็จ ณ เมืองเถิน ครั้นถึงศุภวารมหุดิมหันตอันันตพิชัยฤกษ์ จึ่งพระบาท บรมนาถนารายณ์ราชบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็สอดทรงเครื่อง สิริราชอลังการสรรพาภรณ์บวรวิภูษิต สำหรับขัตติยราชรณยุทธ์ ทรงราชาวุธสรรพเสร็จ ก็เสด็จลงสู่เรือพระที่นั่งขจิตรพิมานกาญจน- มณีศรีสมรรถชัย อันอำไพด้วยบวรเศวตฉัตร ขนัดอภิรุมชุมสาย พรายพรรณ บังพระสุริยันบังแทรกสลอนสลับ สรรพไปด้วย กรรชิงกลิ้งกลดจามรมาศดาษดา ดูมเหาฬารพันลึก อธึกด้วย


๔๕๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กระบี่ธุชธงฉานชัย งามไสวไพโรจน์ด้วยเรือดั้งเรือกัน และเรือ ท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีมุข ลูกขุนทั้งหลาย ราย เรียงเป็นระยะโดยกระบวนพยุหบาตราหน้าหลังพรั่งพร้อมเสร็จ พอ ได้อุดมฤกษ์เวลา พระโหราธิบดีก็ลั่นฆ้องชัย ราชครูปริโสดม พราหมณ์พฤฒาจารย์เป่ามหาสังข์ทักษิณาวัฎ เจ้าพักงานประโคม แตรสังข์ ดุริยางคดนตรี ฆ้องกลองนี่สนั่น บันลือลั่นศัพท์สำเนียง เสียงพลโยธาหาญโห่สะท้านสะเทือนท้องนที ให้เคลื่อนเรือพระ ที่นั่งศรีวรสุพรรณหงส์ อันทรงพระพุทธประติมาสมญาพระชัยนั้น ไปก่อน แล้วก็ขยายพยุหบาตราคลาเคลื่อน เลื่อนตามกระบวน บรมราชพยุหสงคราม ไปตามลำดับชลมารถตราบเท่าถึงเมืองเถิน ก็ขึ้นประทับแรมอยู่ที่นั้นคืนหนึ่ง จึ่งเสด็จทรงช้างพระที่นั่งพังกินร - วิหค พยุหบาตราโยธาหาญไปโดยสถลมารถวิถี ถึงเมืองลำพูน และให้หยุดกองทัพยับยั้งตั้งตำหนักทับพลับพลาอยู่ในที่นั้น จึ่ง สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชดำรัสให้มีตรา ตอบขึ้นไปยังกองทัพว่า ทัพหลวงเสด็จพระราชดำเนินยกขึ้นมา ช่วย กองทัพซึ่งล้อมเมืองเชียงใหม่นั้น ให้ล้อมมั่นไว้ อย่าเพ่อ หักเอาเมืองก่อน และให้คอยท่าทัพหลวงกว่าจะเสด็จขึ้นไปถึง จึ่ง จะหักเอาเมืองต่อภายหลัง ฝ่ายเจ้าพระยาโกษาและท้าวพระยานายทัพนายกองทั้ง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๕๑ หลาย ได้แจ้งในท้องตราดังนั้นแล้ว ก็ให้ตั้งค่ายหลวงและที่ประ- ทับพลับพลาไว้คอยรับเสด็จในที่อันสมควร แล้วก็ให้กราบทูลเชิญ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นมายังเมืองเชียงใหม่ จึ่งพระบาทบรม บพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก ก็เสด็จยกพยุหบาตราโยธาทัพหลวง ขึ้นไปถึงเมืองเชียงใหม่ และเสด็จประทับอยู่ ณ ค่ายอันกองทัพทำ ไว้รับเสด็จนั้น จึ่งเจ้าพระยาโกษาธิบดีและท้าวพระยานายทัพ นายกองทั้งหลาย ก็มาเฝ้า ณ ค่ายหลวง กราบทูลข้อราชการ ทั้งปวงให้ทราบแล้ว ก็แวดล้อมรักษาพระองค์โดยรอบ และเอา แรงช้างม้าพลานิกรเดินเท้าให้หายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าลำบากกาย ฝ่ายลาวชาวเมืองเชียงใหม่ทั้งหลายต้านต่อทัพไทยมิได้ ก็ ให้ครั่นคร้ามขามกลัวสยบสยองไปสิ้นทั้งเมือง และพระยาแสน- หลวงเจ้าเมืองนั้น ก็สะดุ้งตกใจกลัวทัพไทยยิ่งนัก จะรับก็เหลือ กำลังที่จะต้านทานได้ จะหนีก็เห็นไม่พ้น ครั้นจะออกอ่อนน้อม ยอมถวายเมืองเล่า ก็กลัวตาย ได้ทำความชั่วกลับกลอกมาเป็น หลายครั้งแล้ว ให้จนจิตสิ้นความคิดมิรู้ที่จะทำประการใด ก็นิ่ง รักษาเมืองไว้ตามบุญ เพื่อกุศลจะมาช่วยอุดหนุนบ้าง ก็พอจะช่วย ได้พ้นภัย จึ่งบอกหนังสือขึ้นไปยังเมืองอังวะ ขอกองทัพให้ยกลง มาช่วย แล้วได้ยินศัพท์สำเนียงเสียงช้างม้าพลาพลเดินเท้าแห่งข้าศึก กึกก้องโกลาหลหนักขึ้น ก็ให้ขึ้นดู ( บน ) พระเจดีย์ใหญ่อัน ประดิษฐานอยู่ ณ กลางเมือง จึ่งเห็นรี้พลช้างม้าข้าศึกเป็นอันมาก


๔๕๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ยกหนุนมาตั้งค่ายใหญ่อยู่ใหม่ในทิศอาคเนย์ ก็ยิ่งสะดุ้งตกใจกลัว ทัพไทยยิ่งนัก จึ่งเร่งให้ตกแต่งการป้องกันเมืองทั้งกลางคืนกลางวัน เป็นสามารถ และให้เอาไม้ซุงทั้งปลายมาผูกแขวนรายไว้บนใบ เสมากำแพงเมืองนั้นโดยรอบ แล้วจะได้ตัดลงไปทับข้าศึก แล้วให้ ตั้งกะทะคั่วกรวด ทราย ปูนผล และเคี่ยวน้ำมันยางไว้ให้ร้อนจง ทุก ๆ หน้าที่ สำหรับจะหว่านซัดสาดราดเทลงไปให้ถูกต้องข้าศึก ล้มตาย ขณะเมื่อจะยกเข้ามาป่ายปีนกำแพงปล้นเอาเมืองนั้น อย่า ให้ทำการได้ถนัด และจัดแจงการทั้งปวงไว้พร้อมเสร็จ แล้วก็ คอยกองทัพเมืองอังวะ จะยกลงมาช่วยหรือประการใด ฝ่ายพม่าเมืองอังวะได้แจ้งในหนังสือบอกเมืองเชียงใหม่ ดังนั้นแล้ว ก็ให้คิดเข็ดขามคร้ามฝีมือศึกไทยยิ่งนัก และมิอาจจะ ลงมาช่วยเมืองเชียงใหม่ได้ ในขณะทัพหลวงมาตั้งอยู่ได้ ๗ วัน พอรี้พลช้างม้าหายเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าแล้ว จึ่งเจ้าพระยาโกษา - ธิบดีกราบทูลกระกรุณา จะขอยกเข้าแหกหักเอาเมืองเชียงใหม่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ดำรัสให้พระโหราหาฤกษ์ แล้วก็มีพระราช กำหนดให้ท้าวพระยามุขมนตรีนายทัพนายกองทั้งปวง ตรวจจัด ช้างม้าพลาพลเดินเท้า และทหารคนดีมีวิชาทั้งหลาย ให้พร้อม ไว้แต่ใน ๕ วัน และกระทำบันไดน้อยใหญ่กว่า ๑,๐๐๐ อัน สำหรับป่ายปีนปล้นเอาเมือง และซึ่งช้างม้าทั้งหลายนั้นก็ให้ทำ เกือกหนัง เสื้อหนัง หน้าหร่าหนัง ใส่ครบทุก ๆ ตัว และพล


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๕๓ โยธาหาญนั้นก็ให้ตกแต่งกายสวมใส่หมวก เสื้อและรองเท้าล้วนทำ ด้วยหนังทั้งสิ้น และให้พูนดินขึ้นเป็นป้อมสูงเทียมกำแพงเมือง ในที่มุมเมืองทั้ง ๓ และหว่างกลางทั้ง ๓ นั้น เป็น ๖ แห่งด้วยกัน แล้วให้เอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งจังก้า ยิงเข้าไปตามเชิงเทินเมืองจงทุก ป้อม อย่าให้ชาวเมืองอยู่รักษาหน้าที่ได้ถนัด เร่งจัดแจงตกแต่ง ตระเตรียมการทั้งปวงให้พร้อมไว้จงทุกหมวดทุกกอง และกำหนด วันคืนเพลาสัญญาอาณัติ ให้คอยดูท่วงทีดวงพลุเป็นสำคัญฤกษ์อัน จะยกเข้าหักเอาเมืองนั้น จึ่งท้าวพระยามุขมนตรีนายทัพนายกอง ทั้งหลาย ได้แจ้งพระราชกำหนดดังนั้น ครั้นถึงศุภวารวิชัยฤกษ์ เพลา ๓ ยาม จึ่งพระราชครูพระครูปโรหิตาจารย์ ก็อัญเชิญเสด็จ พระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว สรงมุรธาภิเษก ถวายอาเศียรพาทอวยชัย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็สอดทรงเครื่อง สิริราชอลังการสรรพาภรณ์สำหรับบรมกษัตริย์ เสด็จประเวศน์งาน พระราชสงครามเสร็จ ก็เสด็จขึ้นเกยคอยฤกษ์ พออุดมฤกษ์พระ โหราธิบดีก็ลั่นฆ้องชัย เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ ดุริยางค- ดนตรี ฆ้องกลองกึกก้องกาหลนฤนาท พระบาทบรมบพิตรพระ คชาธาร อันอลังการด้วยเครื่องสูง และธงฉานธงชัย ดูไสว ไพโรจน์ด้วยช้างดั้ง กัน แทรกแซง สลับ ค่ายค้ำพังคา อันท้าว พระยาเสนาบดีพิริยโยธาพลาพลพฤนท์พรั่งพร้อมห้อมล้อมเสด็จพระ ราชดำเนิน และดำรัสให้จุดเพลิงพลุขึ้นเป็นสำคัญฤกษ์


๔๕๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฝ่ายท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงเห็นดวงพลุดังนั้น ก็ขับพลคชาและโยธาหาญทั้งหลาย ล้วนแต่งกายสวมใส่เครื่องหนัง มีมือถือหอกและทวนสำหรับจะรับไม้ซุง และถืออเขน ถือโล่ ฝาโพล่ ฝาแฟ้ม สำหรับจะป้องกันกรวด ทราย ปูนผง และน้ำมันยางอัน ร้อน ซึ่งชาวเมืองจะซัดราดลงมานั้นถ้วนทุกตัวคน แล้วโห่สนั่น บันลือศัพท์สำเนียงเสียงฆ้องกล้องศึกสะท้านสะเทือนเพียงแผ่นดิน จะไหว ยกเข้าไปจะแหกหักเอาเมืองทุก ๆ หน้าที่ จึ่งสมเด็จบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จมาหยุดยืนพระคชาธาร มีพระราช- โองการตรัสให้ท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลาย ขับพลทหาร เอาบันไดน้อยใหญ่พาดกำแพงเมืองป่ายปีนขึ้นไป และให้วางปืน ใหญ่ระดมเข้าไปตามเชิงเทินเมืองนั้นทุกป้อมพร้อม ๆ กัน ฝ่ายพล ลาวชาวเมืองซึ่งรักษาหน้าที่เชิงเทินปราการทั้งหลายนั้น ก็ต้องปืน ใหญ่ล้มตายเป็นอันมาก และต้านทานอยู่มิได้ ก็ถอยลงไปจาก หน้าที่บ้าง ๆ ก็ต้านทานอยู่ได้บ้าง และตัดเชือกซึ่งผูกไม้ซุงแขวน ไว้ตามใบเสมากำแพงนั้นให้ตกลงไปทับข้าศึก บ้างก็หวานซัด กรวด ทราย ปูนผลอันร้อน และสาดราดเทน้ำมันเดือดลงไป ให้ถูกต้องพลข้าศึกอันป่ายปีนขึ้นมานั้น และต่อรบป้องกันเมืองอยู่ เป็นสามารถ ฝ่ายพลทหารไทยก็รับไม้ซุงด้วยปลายหอกปลายทวน และมากด้วยกันก็ทานไว้ได้ ผ่อนให้ตกลงแต่เบา แล้วเอาเขนโล่ ฝาโพล่ ฝาแฟ้มทั้งหลายขึ้นป้องกันรับกรวด ทราย ปูนผงอันร้อน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๕๕ และน้ำมันเดือดซึ่งชาวเมืองซัดสาดราดเทลงมานั้น ให้ถูกต้องแต่ น้อยพออดทนได้ และพลทหารไทย ๑๐๐,๐๐๐ มิพึงจะท้อถอย เยียดยัดหนุนเนื่องกันเข้าไปดุจคลื่นในท้องพระมหาสมุทร ชาว เมืองสุดที่จะต้านทานได้ ก็ขึ้นบนบันได ป่ายปีนกำแพงเข้าไปได้ใน เมืองพร้อมกันทุก ๆ หน้าที่ แล้วก็ไล่พิฆาตฆ่าพลลาวชาวเมืองทั้ง หลายล้มตายเป็นอันมาก และได้เมืองเชียงใหม่ในเพลารุ่งขึ้นวัน นั้น แล้วก็ไล่จับพระยาแสนหลวงเจ้าเมืองและบุตรภรรยาญาติวงศ์ ได้สิ้น และได้ครัวตัวแสนท้าวพระยาลาวเสนาบดีทั้งหลาย และ ครอบครัวอพยพชาวเมืองทั้งปวงเป็นอันมาก ได้ช้างม้าเครื่อง ศัสตราวุธปืนใหญ่ ปืนน้อย และสิ่งของต่าง ๆ ก็มาก แล้วก็คุม ครอบครัวส่งออกไปยังค่ายหลวงสิ้น จึ่งเจ้าพระยาโกษาธิบดีก็จัดสรรเอาบุตรีเจ้าเมือง และ บุตรีท้าวพระยาเสนาลาวทั้งหลายที่มีสิริรูปอันงามนั้น เข้ามาถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แล้วก็ทรงเลือกบุตรีเจ้าเมืองไว้เป็นนางพระ สนม และซึ่งบุตรแสนท้าวพระยาลาวทั้งหลายนั้น ก็ทรงแจกพระ ราชทานให้แก่ท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวงทั่วกัน แล้วเสด็จ ประทับยับยั้งอยู่ที่นั้นประมาณ ๑๕ เวร กว่าหัวเมืองจะสงบก็ส่ง ไปบ้านเมือง และหัวเมืองทั้งหลายซึ่งขึ้นแก่เมืองเชียงใหม่เป็น ปรกติแล้ว จึ่งเลิกทัพหลวงกวาดเอาครอบครัวลาวเชลยทั้งหลาย ที่ตีได้นั้น ก็เสด็จพระราชดำเนินกลับมาโดยทางสวรรคโลก ก็


๔๕๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เสด็จประทับแรมอยู่ ณ เมืองสุโขทัย ๑๕ วัน และดำรัสให้กองทัพ ท้าวพระยาพระหัวเมืองปากใต้ทั้งหลาย ๒๐,๐๐๐ เศษ คุมเอาช้าง พลาย พลเดินเท้าอันป่วยเจํบทพพลภาพ และครอบครัวลาวเชลย ทั้งหลายอันตีได้นั้น แยกไปลงทางท่าเรือเมืองกำแพงเพชร แล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระอารามวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ ถวาย นมัสการพระพุทธประติมากรพระชินราช พระชินศรี ด้วยเบญ - จางคประดิษฐ์ แล้วกระทำมหาบูชา แล้วเล่นการมหรสพสมโภช ๓ วัน และเสด็จประทับยับยั้งอยู่เมืองพิษณุโลก ๗ วัน จึ่งดำรัส ให้กองทัพบกยกแยกลงไป แล้วก็เสด็จพระราชดำเนินจากเมือง พิษณุโลก มาโดยชลมารถด้วยพระชลวิมาน พร้อมด้วยเรือท้าว พระยาเสนาบดีพิริยโยธาหาญ แห่แหนเป็นขนัดโดยกระบวน พยุหบาตราหน้าหลังเสร็จ ก็เสด็จถึงกรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา และเสด็จขึ้นสู่พระราชวังบวรสถานมงคล ทรงพระ กรุณาพระราชทานรางวัลแก่เจ้าพระยาโกษา และท้าวพระยานาย ทัพนายกองทั้งหลายเป็นอันมากตามลำดับฐานาศักดิ์ จำเดิมแต่นั้นมา พระราชกฤษฎาเดชานุภาพแห่งพระบาท บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ลือชาปรากฏไปทั่วทิศานุทิศ ประ เทศธานีใหญ่น้อยทั่ว บรรดาขัตติยราชดัสกรก็สยบสยอนครั่นคร้าม ขามพระเดชพระคุณเป็นอันมาก มิอาจกระทำย่ำยีบีฑาต่อพระนคร ศรีอยุธยาได้ กรุงเทพมหานครครั้งนั้นเกษมสุขสมบูรณ์ยิ่งนัก


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๕๗ ในขณะนั้นพระเพทราชา จางวางกรมช้าง เป็นชาวบ้าน พลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรี มีบุญญาธิการมาก และกระทำ ราชการชำนิชำนาญในการศิลปศาสตร์ ขี่ช้างแกล้วกล้ายิ่งนัก แล้ว ก็มีผีมือในสงคราม กระทำความชอบมาเป็นหลายหน แล้วได้ โดยเสด็จพระราชสงครามครั้งเมืองเชียงใหม่นั้นด้วย สมเด็จพระ พุทธเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาแก่พระเพทราชานั้นแล้ว เมื่อเสด็จ พระราชดำเนินมาจากเมืองเชียงใหม่นั้น พระองค์เสด็จทรงสังวาส ด้วยราชธิดาเจ้าเมืองเชียงใหม่ และนางนั้นก็ทรงครรภ์ขึ้นมา ทรง พระกรุณาละอายพระทัย จึ่งพระราชทานนางนั้นให้แก่พระเพท - ราชา แล้วดำรัสว่า นางลาวคนนี้มีครรภ์ขึ้นมา เราจะเอาไป เลี้ยงไว้ในพระราชวัง ก็คิดละอายแก่พระสนมทั้งปวง และท่าน จงรับเอาไปเลี้ยงไว้ ณ บ้านเกิด แล้วพระเพทราชาก็รับพระราช - ทานเอานางนั้นไปเลี้ยงไว้ ณ บ้าน ครั้นถึงปีขาล จัตวาศก สมเด็จพระบรมบพิตรพระพุทฌจ้า อยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระชินราช พระชินศรี ณ เมืองพิษณุโลก พระเพทราชาก็พาเอานางลาวมีครรภ์นั้นไป ตามเสด็จด้วย ถึงตำบลโพธิ์ประทับช้าง พอครรภ์นางนั้นแก่ถ้วน ทศมาสได้ฤกษ์ดี นางประสูติบุตรชาย กอปรด้วยสิริรวรรณลักษณ์ เป็นอันดี บิดาให้นามบัญญัติชื่อเจ้าเดื่อ ครั้นค่อยรู้ความแล้ว ก็สำคัญเอาพระเพทราชาว่าเป็นบิดา และรักใคร่สนิทติดพันจนวัย


๔๕๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม วัฒนาขึ้น ก็มีสติปัญญาแกล้วกล้าอาจหาญยิ่งนัก จึ่งพระเพทราชา ก็นำเอานายเดื่อผู้บุตรเลี้ยงเข้าไปถวายตัวเป็นมหาดเล็ก และให้ กระทำราชการสนองพระเดชพระคุณ สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัว ก็ทรงพระการุญภาพแก่นายเดื่อมหาดเล็กนั้นเป็นอันมาก มีพระราชดำริจะใคร่ให้เจ้าตัวรู้ว่าเป็นพระเจ้าลูกเธอ และทรงพระ กรุณาดำรัสให้เจ้าพนังกานเชิญเอาพระฉายมาตั้ง ก็ทรงส่องพระ ฉาย แล้วกวักพระหัตถ์ตรัสเรียกนายเดื่อมหาดเล็กเข้าไปให้ใกล้ พระองค์ แล้วก็ดำรัสว่า เอ็งจงดูเงากระจกเถิด นายเดื่อมหาดเล็ก นั้นก็คลานเข้าไปส่องพระฉายด้วยพระองค์ ก็เห็นเงาเหมือนดังนั้น แล้วก็มีพระราชโองการตรัสถามว่า เอ็งเห็นรูปเรากับรูปของเอ็ง นั้นเป็นอย่างไรกันบ้าง จึ่งนายเดื่อมหาดเล็กก็กราบทูลพระกรุณา ว่า รูปทั้งสองอันปรากฏอยู่ในพระฉายนั้น มีพรรณสัณฐานคล้าย คลึงกัน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระเมตตา ภาวะแก่นายเดื่อมหาดเล็ก ซึ่งเป็นพระราชบุตรยิ่งนัก ทรงพระ กรุณาดำรัสพระราชทานโอวาทานุสาสน์และใช้ในกิจราชการทั้งปวง แล้วพระราชทานเสื้อผ้าข้าวของเงินทองเป็นอันมาก ส่วนนายเดื่อมหาดเล็ก ก็รู้ว่าตัวเป็นพระเจ้าลูกเธอโดย พระราชอุบายในวันอันส่องพระฉายนั้น และบังเกิดทิฐิมานะขึ้น เป็นอันมาก ก็บริโภคโภชนาหารในพะรสุพรรณภาชน์อันเหลือ เสวยนั้น และเอาพระภูษาทรงซึ่งเจ้าพนักงานตากไว้นั้นมานุ่งห่ม


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๕๙ ผู้ใดจะว่ากล่าวก็มิได้ฟัง แต่ทำมาดังนั้นเป็นหลายครั้ง จึ่งเจ้า พนักงานทั้งหลายก็เอาเหตุนั้นขึ้นกราบทูลพระกรุณา สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้นก้มิได้ถือ ดำรัสว่า ไอ้เดื่อนี้มันบ้า ๆ อยู่ อย่าถือมันเลย มันชอบใจสิ่งของทั้งนั้น จึ่งบริโภคนุ่งห่ม ตามทีมันเถิด จำเดิมแต่นั้นมานายเดื่อจะปรารถนาสิ่งใด ก็ถือเอาสิ่งนั้น ทุกประการ และจะได้มีผู้ใดว่ากล่าวนั้นหามิได้ ในขณะนั้นช้าง พลายซ่อมตัวหนึ่ง เป็นช้างเพชฒฆาตสำหรับฆ่าคนโทษถึงตาย ร้ายกาจยิ่งนัก ถ้าและตำน้ำมันแล้ว ถึงหมอช้างผู้ใดที่ดีขับขี่เข้ม แข็ง ก็มิอาจสามารถจะขี่ไปลงน้ำได้ และผูกตรึงไว้ที่โรงนั้น ครั้นอยู่มาวันหนึ่งนายเดื่อมหาดเล็กรู้เหตุดังนั้น ก็ไปยังโรงช้าง พลายซ่อม และจะขึ้นขี่พลายซ่อมเอาไปลงน้ำให้จงได้ หมอควาญ ทั้งหลายห้ามก็มิฟัง และเข้าแก้เอาจากตะลุงแล้ว ก็ขึ้นขี่เอาไปลง น้ำโดยสะดวก ด้วยบุญญาเป็นมหัศจรรย์และอานุภาพสรรพเวท - มนต์คาถาวิชาคุณอันภาวนานั้นด้วยดี จะได้เป็นอันตรายนั้นหา มิได้ ส่วนพระหลวงขุนหมื่นกรมช้างทั้งหลาย ก็เอาเหตุนั้นขึ้น กราบทูลพระกรุณา สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้นก็ตก พระทัย จึ่งดำรัสให้กรมช้างทั้งหลายผูกช้างพังทลายเชือก พร้อม ไปด้วยเชือกบาศ เร่งรีบไปช่วยโดยเร็ว พอนายเดื่อเอาช้างพลาย ซ่อมไปลงน้ำ แล้วกลับขึ้นมาถึงโรงได้โดยปรกติ แล้วผูกไว้ ณ โรง


๔๖๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ดังเก่า แล้วกรมช้างทั้งหลายก้กลับเอาเหตุมากราบทูลพระกรุณา ให้ทราบ พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบประพฤติ เหตุอันนายเดื่อขี่ช้างพลายซ่อมได้ปราศจากภยันตรายดังนั้น ก็ทรง พระปิติโสมนัส จึ่งดำรัสให้หานายเดื่อมหาดเล็กเข้ามาเฝ้า แล้วก็ มีพระราชโองการตรัสว่า ตัวเอ็งขี่ช้างแกล้วกล้าเข้มแข็งนัก จึ่ง เป็นหลวงสรศักดิ์ * ไปช่วยราชการบิดาแห่งเอ็งในกรมช้างเถิด จำเดิมแต่นั้นมานายเดื่อก็เป็นหลวงสรศักดิ์ กระทำราชการสนอง พระเดชพระคุณข้างกรมช้าง ครั้งนั้นพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปยังเมืองลพบุรีเนือง ๆ และเสด็จไปประ- พาสตำบลสระแก้ว แล้วให้กระทำพระราชวัง ณ เมืองลพบุรี และ เสด็จสำราญพระทัยอยู่ในที่นั้น แล็วก็เสด็จพระราชดำเนินไป ประพาสชมพนัสพนาวันพิศาลขรเขต วิเศษด้วยพรรณรุกขาชาติ ร่มรื่นระหงรโหฐานแถวเถื่อนทุรัถยา สรรพด้วยสกุณปักษานานา สัตว์จัตุบาทบำเทิงระเริงลานพระทัย และทรงพระกรุณาดำรัสให้ ทำคลองปากจั่นออกจากสระแก้ว กรุสิลายาปูนเป็นอันดี แล้วให้ ขุดเป็นคลองไขน้ำมาแต่ทะเลชุบศร ตราบเท่าถึงคอลงปากจั่นสระ แก้วนั้น แล้วให้ตั้งพระนิเวศน์ไว้ในที่นั้น และเสด็จไปประพาส

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า เอ็งจงเป็น หลวงสรศักดิ์


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๖๑ ตำบลนั้นเนือง ๆ แล้วก็เสด็จกลับยังพระราชวัง และเมืองลพบุรี ก็สนุกสุขสำราญ เป็นพระบรมราชนิวาสนสถานขึ้นในครั้งนั้น จึ่งสมเด็จบรมบาทพระนารายณ์ราชบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัว ก็มีพระราชดำรัสสั่งช่างพนักงานจัดการก่อพระมหาปราสาท ๒ พระองค์ ครั้นเสร็จแล้วก็พระราชทานนามบัญญัติ ชื่อพระที่นั่ง สุธาสวรรย์องค์หนึ่ง พระที่นั่งหิรัญมหาปราสาทองค์หนึ่ง แล้ว ทรงพระกรุณาให้ปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ วิหาร มหาธาตุเจดีย์ และกุฏีศาลาในอารามทั้งหลายทั่วจังหวัดเมืองลพบุรี ที่ชำรุดปรักนั้น ให้ถาวรขึ้นดังเก่าแล้วเสร็จ และพระองค์เสด็จอยู่ ณ เมืองลพบุรี ในเหมันตฤดู และคิมหันตฤดู และเสด็จลงมาอยู่ ณ กรุงเทพมหา-นครแต่เทศกาลวสันตฤดู สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จเสวยไอศวรรยา ธิปัตย์ถวัลยราช ณ เมืองลพบุรี และพระนครศรีอยุธยาเป็น สุขานุสุขยิ่งนัก พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชโอรส องค์หนึ่ง ทรงพระนามเจ้าฟ้าน้อย ครั้นโสกันต์แล้วพระราชทาน พระนาม ชื่อเจ้าฟ้าอภัยทศ และทรงพระกรุณาโปรดให้อยู่ ณ พระตำหนักวังหลัง และพระองค์มีพระราชบุตรีองค์หนึ่ง ทรง พระกรุณาโปรดให้เป็นกรมหลวงโยธาเทพ และซึ่งสมเด็จพระบรม ราชภคินีนั้น ทรงพระกรุณาโปรดให้เป็นกรมหลวงโยธาทิพ และ เสด็จอยู่ในพระตำหนักตึกในพระราชวัง


๔๖๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ครั้งนั้นพระยาวิไชยเยนทร์ * ฝรั่งกระทำราชการดีมีความ ชอบมากขึ้น ทรงพระกรุณาโปรดให้เลื่อนที่เป็นเจ้าพระยา และ ให้บังคับราชการที่สมุหนายก และทรงพระกรุณาโปรดให้พระยา ราชเดโชออกไปครองเมืองนครศรีธรรมราช ให้พระยารามขึ้นไป ครองเมืองนครราชสีมาคราวเดียวกันนั้น ส่วนพระยาวิไชยเยนทร์ผู้ว่าราชการที่สมุหนายก ให้ก่อ ตึกสี่เหลี่ยมอันใหญ่และตึกเวียน มีกำแพงแก้วล้อมรอบเป็นที่อยู่ และให้ก่อตึกปีจู ตึกคชสาร และตึกฝรั่งอื่นทั้งหลายเป็นอันมาก ตำบลที่ไกล้วัดปืน และคิดอ่านกระทำการทั้งปวงต่าง ๆ ปรารถนา จะคิดเอาราชสมบัติ และจำทำกลอุบายที่จะประทุษร้ายเป็นประการ ใด ๆ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเข้าพระทัย แต่มิได้เอาโทษ ด้วย พระยาวิไชยเยนทร์เอาใจใส่ในกาจรการทั้งปวงเป็นอันมาก และ สึกเอาภิกขุสามเณรมากระทำราชการทั้งปวงก็มาก ขณะนั้นสมเด็จ บรมบพิตรพระนารายณ์เป็นเจ้า ทรงพระนามปรากฏว่าสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวเมืองลพบุรี และทรงพระกรุณาให้ตกแต่งปฏิสังขรณ์ ป้อมค่าย หอรบ เชิงเทิน ปราการเมืองและสระน้ำเสวยที่ชำรุด ปรักนั้นเสร็จ และพระองค์เสด็จสำราญราชหฤทัยในที่นั้น

  • โปรดสัเกต พระราชพงศาวดารฉบับนี้ตอนต้นเรียกพระยาวิชาเยนทร์ ส่วนตอนหลังตั้งแต่ตรงนี้เป็นต้นไป เรียกพระยาวิไชยเยนทร์ทั้งนั้น กรม ศิลปากรมิได้แก้ไข คงให้พิมพ์ตามต้นฉบับเดิม


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๖๓ ส่วนหลวงสรศักดิ์ครั้นเห็นเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์สึกเอา ภิกษุสามเณรออกมากระทำราชการเป็นอันมาก ให้ร้อนในพระ พุทธศาสนาดังนั้น ก็เอาเหตุนั้นขึ้นกราบทูลพระกรุณา สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้น ก็มิได้เอาโทษแก่พระยาวิไชย - เยนทร์ และมิได้ตรัสเป็นประการใด และหลวงสรศักดิ์จึ่งคิดว่า ไอ้ฝรั่งคนนี้มันโปรดปรานยิ่งนัก จะกระทำผิดสักเท่าใด ๆ ทรง พระกรุณาก็มิได้เอาโทา และกูจะทำโทษมันเองสักครั้งหนึ่ง จึ่ง เข้าไปคอยเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์อยู่ที่อันเคยนั่งว่าราชการในพระ ราชวังนั้น ครั้นเช้าเจ้าพระยาสมุหนายกฝรั่งเข้าไปในพระราชวัง แล้วก็นั่งว่าราชการในที่นั้น และหลวงสรศักดิ์เห็นได้ที ก็เข้าชก เอาปากเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ฟันหัก ๒ ซี่ แล้วก็หนีออกไป ยังบ้าน แล้วลงเรือเร็วรีบล่องลงไปยังกรุงเทพมหานคร ส่วนเจ้า พระยาวิไชยเยนทร์เมื่อหลวงสรศักดิ์ชกเอานั้นล้มอยู่ ครั้นได้สติ แล้วก็ลุกขึ้น และบ้วนฟันออกเสีย แล้วก็เข้าไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว มีโลหิตไหลออกจากปากพลางทางกราบทูลว่า อาญาเป็น ล้นเกล้า บัดนี้หลวงสรศักดิ์ชกเอาปากข้าพระพุทธเจ้าจนฟันหัก ๒ ซี่ ข้าพระพุทธเจ้าสิ้นสมปฤาดีล้มสลบลงอยู่ ปิ่มประหนึ่งจะถึง แก่สิ้นชีวิต ข้าพระพุทธเจ้าได้ความเจ็บอายแก่ข้าราชการทั้งหลาย เป็นอันมาก ขอทรงพระกรุณาโปรดลงพระราชอาชญาแก่หลวง สรศักดิ์จงหนัก แล้วข้าพระพุทธเจ้าจึ่งจะสิ้นความเจ็บอาย


๔๖๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ ทรงพระพิโรธแก่หลวงสรศักดิ์ จึ่งดำรัสแก่เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ว่า ท่านทะเลาะวิวาทกับมันหรือประการใด จึ่งเจ้าพระยาวิไชย - เยนทร์กราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะได้ทะเลาะวิวาท ทุ่มเถียงกับหลวงสรศักดิ์สิ่งใดสิ่งหนึ่งนั้นหามิได้ สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ยิ่งทรงพิโรธนัก จึ่งดำรัสสั่งตำรวจ ไปเอาตัวหลวงสรศักดิ์เข้ามา ขุนหมื่นตำรวจรับพระราชโองการ แล้ว ก็รีบออกไปเอาตัวหลวงสรศักดิ์ ณ บ้าน ครั้นไม่ได้ตัวแล้ว ก็กลับเข้ามากราบทูลพระกรุณาให้ทราบ จึ่งมีพระราชดำรัสให้ ตำรวจทั้งหลายไปเที่ยวหาตัวหลวงสรศักดิ์มาให้จงได้ แล้วมีพระ ราชโองการตรัสแก่เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ว่า ท่านจงยับยั้งอยู่ เราจะหาตัวมันให้ได้ก่อน และเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เข้ามาเฝ้า ขณะใด ก็กราบทูลกล่าวโทษหลวงสรศักดิ์เพิ่มเติมขึ้นทุกครั้ง จึ่ง สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระวิจารณ์ในคดีนั้น และทรงพระ ราชดำริระลึกถึงถ้อยคำอันหลวงสรศักดิ์กราบทูลกล่าวโทษเจ้าพระยา วิไชนเยนทร์แต่ครั้งก่อนนั้น ก็เห็นว่าเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ กระทำผิดจริง จึ่งดำรัสว่าไอ้เดื่อมันเห็นโทษท่านทำผิด จึ่งชกให้ ได้ทุกขเวทนา และเราจะมีโขนโรงใหญ่ทำขวัญให้แก่ท่าน ส่วน เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ก็มิได้เต็มใจโดยพระราชดำรัสนั้น และ กราบทูลพระกรุณาขอแต่ให้ทำโทษหลวงสรศักดิ์ถ่ายเดียว


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๖๕ ฝ่ายหลวงสรศักดิก็ไปเฝ้าเจ้าแม่วัดดุสิต ซึ่งเป็นมารดา เจ้าพระยาโกษาเหล็ก โกษาปาน และเป็นพระนมผู้ใหญ่ของสมเด็จ พระพุทธเจ้าอยู่หัวนั้น และถวายบังคมแล้ว ก็กราบทูลแถลงการ อันเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์กระทำให้ร้อนในพระพุทธศาสนาเหมือน ดังนั้น และได้กราบทูลพระกรุณาแล้ว ก็มิได้เอาโทษ ข้าพระ พุทธเจ้ามีความโทมนัสถึงพระพุทธศาสนา อันเจ้าพระยาวิไชย - เยนทร์จะทำพระพุทธศาสนาให้พินาศเสื่อมสูญดังนั้น จึ่งชกเอา ปากเจ้าสมุหนายก แล้วก็หนีลงมา และบัดนี้สมเด็จพระพุทธเจ้า อยู่หัวทรงพระพิโรธ จะลงพระราชอาชญาแก่ข้าพระพุทธเจ้า ขอ จงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม อัญเชิญเสด็จขึ้นไป ขอพระราชทานโทษข้าพระพุทธเจ้าครั้งหนึ่งเถิด จึ่งเจ้าแม่ผู้เฒ่าได้ทรงฟังดังนั้น ก็เห็นโทษอันเจ้าพระยา วิไชยเยนทร์ทำผิด จึ่งเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งขึ้นไปยังเมืองลพบุรี และเสด็จถึงฉนวนน้ำประจำท่า ก็พาหลวงสรศักดิ์ขึ้นไปยังพระ ราชวัง ให้ยับยั้งอยู่นอกลับแลก่อน แล้วก็เสด็จไปเฝ้าข้างใน และ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสทอดพระเนตรเห็นแล้ว ก็กระทำปัจจุคุม - นาการ เชิญเสด็จให้สถิตร่วมราชาอาสน์ และยกพระหัตถ์อัญชุลี แล้วก็ดำรัสถามว่า พระมารดาขึ้นมาด้วยธุระสิ่งใด จึ่งเจ้าแม่ผู้เฒ่า กราบทูลโดยเหตุทั้งปวงนั้นทุกประการ สมเด็จบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้นแล้ว ก็มีพระราชโองการให้หา


๔๖๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม หลวงสรศักดิ์มาเฝ้า แล้วก็ดำรัสบริภาษเป็นอันมาก แล้วเจ้าแม่ ผู้เฒ่ากราบทูลขอพระราชทานโทษ ก็ทรงพระกรุณาโปรดพระ ราชทานให้ แล้วตรัสบอกประพฤติเหตุทั้งปวง อันหลวงสรศักดิ์ ทำแก่เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์นั้น ให้แก่เจ้าแม่ผู้เฒ่าทราบสิ้นทุก ประการ แล้วดำรัสให้ยับยั้งอยู่ ณ พระราชวัง ๒ -๓ วัน และ ทรงปรนนิบัติด้วยเคารพเป็นอันดี แล้วก็อัญเชิญเสด็จกลับลงไปยัง กรุงเทพมหานคร ในขณะนั้นท้าวพระยาข้าราชการผู้ใหญ่น้อยทั้งหลาย จำเดิมแต่เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ว่าราชการที่สมุหนายกนั้น ก็มิได้ เต็มใจ จึ่งปรึกษากันว่า ข้าราชการทั้งปวงที่มีสติปัญญาสัตย์ซื่อ มั่นคง ควรที่จะเลี้ยงเป็นอัครมหาเสนาธิบดีได้นั้นพอจะมีอยู่บ้าง และทรงพระกรุณามิได้ชุบเลี้ยงขึ้น และมาโปรดปราบพระราช - ทานที่สมุหนายกให้แก่ไอ้ฝรั่งลูกค้าต่างประเทศ อันมิได้ซื่อสัตย์ คิดประทุษร้ายในละอองธุลีพระบาทอยู่ดังนี้ ก็มิบังควรยิ่งนัก และ ถ้อยคำว่าดังนี้ก็ปรากฏมีเนือง ๆ จนทราบถึงพระกรรณ สมเด็จ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้น ก็มีพระราชดำริ จะแก้ความครหาแห่งข้าราชการทั้งปวง ด้วยทรงพระกรุณาเห็นแท้ ว่า เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์มีสติปัญญายิ่งกว่าข้าราชการทั้งสิ้น แล้ว ได้ของวิเศษต่าง ๆ ในทมิฬเสทรประเทศมาถวายเป็นอันมาก จึ่ง โปรดให้เป็นอัครมหาเสนาธิบดีต่างพระเนตรพระกรรณ และซึ่ง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๖๗ ประทุษร้ายนั้นทรงพระกรุณาเสี่ยงเอาพระบารมี จะได้สะดุ้ง พระทัยนั้นหามิได้ ครั้นอยู่มาเพลาหนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จออก ณ ท้องพระโรงหลวง พร้อมด้วยมุขมาตยาเสนาบดี กระวีราช - ปโรหิตาจารย์เฝ้าอยู่เดียรดาษ มีพระราชดำรัสสำแดงสติปัญญาอัน ยิ่งแห่งเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ให้ปรากฏ จึ่งมีพระราชโองการตรัส สั่งท้าวพระยาข้าราชการทั้งปวงว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันเอาปืน พระพิรุณขึ้นชั่งดูและจะหนักสักกี่หาบ จึ่งท้าวพระยาข้าทูลละออง ธุลีพระบาททั้งหลายรับพระราชโองการแล้ว ก็ชวนออกมาคิดอ่าน การอันจะชั่งปืนนั้น และจะทำตราชูชั่งให้ใหญ่ เอาสายโซ่ผูก แขวนขึ้น ณ ไม้ คันชั่งปักให้สูงและจะเอาปืนขึ้นชั่งบนนั้น ก็ เห็นตราชูชั่งและสายโซ่อันผูกนั้นจะทานไว้มิได้ ด้วยพระพิรุณ บอกนี้ใหญ่หลวงนัก และคิดอ่านประการใดก็สิ้นสติปัญญา จึ่งเข้า มากราบทูลพระกรุณา โดยเหตุเหลือกำลังที่จะเอาขึ้นชั่งนั้นมิได้ สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือกตรัสได้ทรงฟังดังนั้น จึ่งแย้มพระโอษฐ์ดำรัสสั่งเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ว่า ท่านจงออกไป ชั่งปืน ( พระ ) พิรุณให้รู้ว่าหนักสักเท่าใด จึ่งเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ รับพระราชโองการแล้ว ออกไปคิดอ่านการอันจะชั่งปืน แล้วให้ เอาเรือนางเป็ดอันใหญ่หลายลำมาเทียบขนานกัน ณ ท่า แล้วก็ให้ ลากปืนพระพิรุณลงไปในเรือนางเป็ดที่ขนานนั้น และเรือหนักจม


๔๖๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยามลงไปเพียงไร ก็หมายไว้เพียงนั้น แล้วก็ให้ลากปืนขึ้นมาเสียจาก เรือ จึ่งให้ขนเอาอิฐหักและก้อนศิลามาชั่งให้ได้น้ำหนักเท่าใด ๆ แล้ว ก็ทิ้งลงไปในเรือตราบเท่าจนเรือจมลงไปถึงที่อันหมายไว้นั้น ก็รู้ว่าปืนพระพิรุณหนักเท่านั้น จึ่งเอาเหตุนั้นเข้ามากราบทูลพระ กรุณาให้ทราบ พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรง ฟังดังนั้น ก็ทรงพระโสมนัส ดำรัสสรรเสริญสติปัญญาเจ้าพระยา วิไชยเยนทร์ ซึ่งเอาปืนขึ้นชั่งได้นั้นเป็นอันมาก แล้วก็มีพระราช - โองการตรัสแก่ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายว่า เมื่อเจ้าพระยา วิไชยเยนทร์เขามีสติปัญญายิ่งกว่าท่านทั้งปวงดังนี้ หรือจะมิให้เรา เลี้ยงเขาเป็นใหญ่กว่าท่านทั้งปวงเล่า แล้วก็ทรงพระกรุณาปูน บำเหน็จ พระราชทานเสลี่ยงงาให้เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ขี่ แล้ว ทรงพระกรุณาโปรดให้นั่งเบาะสูงศอกหนึ่ง ขณะเมื่อเฝ้านั้น และ พระราชทานเครื่องอุปโภคเป็นอันมาก จำเดิมแต่นั้นมาเจ้าพระยา วิไชยเยนทร์ว่าราชการอันใด ก็ยิ่งสิทธิ์ขาดขึ้น และคิดอ่านเพ็ด ทูลสิ่งใด ก็ว่ากล่าวพอพระทัยทุกประการ ท้าวพระยาข้าทูล ละอองธุลีพระบาททั้งหลาย ก็ยำเกรงยิ่งนัก อยู่มาเพลาหนึ่ง จึ่งเจ้าพระยาสมุหนายกกราบทูลพระ กรุณาว่า เมืองพิษณุโลกเป็นหัวเมืองใหญ่กว่าฝ่ายเหนือ และ ที่ทางซึ่งจะรับราชศัตรูเพื่อจะมีมานั้น เห็นมิสู้มั่นคง และจะขอ พระราชทานให้ก่อป้อมใหญ่ไว้สำหรับเมือง อนึ่งฝ่ายข้างปากใต้


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๖๙ เล่า จะขอให้ก่อป้อมไว้ ณ เมืองธนบุรีทั้งสองฟากน้ำ และจะทำ สายโซ่อันใหญ่ขึงขวางน้ำตลอดถึงกันทั้งสองฟาก สำหรับป้องกัน อริราชไพรีจะมีทางชเล สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสเห็นชอบ ด้วยโดยถ้อยคำเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์กราบทูลนั้น และทรงพระ กรุณาดำรัสให้เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เป็นแม่กองก่อป้อม ณ เมือง พระพิษณุโลก และเมืองธนบุรีนั้นแล้วเสร็จทั้ง ๒ ตำบล ครั้งนั้นพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาททุกปี ๆ มิได้ขาด และเสด็จประทับอยู่ ณ พระราชนิเวศน์ธารเกษม ทรงพระกรุณา ให้เล่นการมหรสพถวายพุทธบาทสมโภช ๓ วัน ตามบุราณราช ประเพณีเสร็จแล้ว ก็เสด็จกลับยังเมืองลพบุรี และดำรัสให้ตกแต่ง ทุบปราบสถลมารถ แต่พระพุทธบาทมาโดยเท่าถึงพุนกยุงและท่าศิลา เป็นทางหลวงตลอดตราบเท่าถึงเมืองลพบุรี และให้ตกแต่งขุดชเล ชุบศรและทางสระแก้ว และทางท่าเรือ ตำบลพระตำหนักท่าสนุก แล้วทรงพระกรุณาให้ปฏิสังขรณ์ พระมณฑปพระพุทธบาทที่ชำรุด ปรักนั้นแล้วเสร็จ และพระองค์บำเพ็ญพระราชกุศลเป็นศาสนู - ปถัมภกโดยอเนกประการ อยู่มาวันหนึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินไป ประพาส ณ พระตำหนักตำบลสระแก้ว พร้อมด้วยมุขมนตรีทั้ง


๔๗๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม หลายโดยเสด็จพระราชดำเนินที่นั้นเป็นอันมาก และเมื่อเสด็จกลับ เข้าในพระราชวัง พระองค์เสด็จทรงม้าพระที่นั่งบรมราชพาหนะ มีพรรณอันแดงประดับด้วยเครื่องราชูปโภคพร้อมเสร็จ และเสด็จ ขับม้าพระที่นั่งเป็นบาทย่างสะเทินมาถึงหน้าวัดพระศรีรัตนมหาธาตุ จึ่งเสด็จลงจากม้าพระที่นั่ง มีพระราชโองการตัสเรียกพระเพท - ราชาเข้ามา แล้วดำรัสว่า ท่านจงมาขี่ม้าแดงพยศตัวนี้ลองดู จะขี่ ได้หรือมิได้ จึงพระเพทราชารับพระราชโองการกราบถวายบังคม แล้ว ก็เปลื้องผ้าส่านซึ่งเกี้ยวพุงนั้น ออกปูทับพระยี่ภู่บนอานม้า เพื่อเคารพในละอองธุลีพระบาท มิได้นั่งร่วมราชาอาสน์นั้น จึ่ง ขึ้นขี่ม้าพระที่นั่งขับย่างไป ฝ่ายตำรวจแห่หน้าหลัง และเจ้า พนักงานซึ่งถือเครื่องสูงและกลองชนะแตรสังข์ทั้งหลาย ก็สำคัญว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนิน จึ่งประโคมแตรสังข์เภรี นี่สนั่นสฤนาท เคลื่อนขยายพยุหบาตราเป็นมหามงคลนิมิตเหตุ อันพระเพทราชาจะได้เสวยราชสมบัติ เป็นบรมกษัตริย์ผ่านธรณี นั้น และพระเพทราชาเห็นดังนั้นก็ตกใจ จึ่งลงจากม้าพระที่นั่ง กราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัส ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นก็ทรงพระสรวลว่า คนทั้งหลายนี้มันสำคัญ ว่าเรา แล้วเสด็จกลับขึ้นทรงม้าพระที่นั่งไปยังพระราชวังนั้น พระบาทสมเด็จบรานาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๗๑ เสด็จเสวยศวรรยาธิปัตยถวัลยราชย์ ณ เมืองลพบุรีและพระนครศรี - อยุธยาเป็นมหาบรมสุข สนุกมั่งคั่ง พรั่งพร้อมด้วยพลช้างพลม้า พลานิกรทวยหาญล้วนแกล้วกล้าสามารถ ปราศจากอริราชไพรี มิได้มีมายายีบีฑา ระอาพระเดชเดชานุภาพกฤษฏาธิการ และ โดยยุติธรรมโบราณราชบรมกษัตริย์สืบกันมา ฟ้าฝนก็ตกต้องตาม ฤดูกาล ธัญญาหารก็บริบูรณ์ทั่วนิคมชนบท พระเกียรติยศคือ ฉัตรแก้วกั้นเกศ ทุกประเทศธานีใหญ่น้อยทั้งปวง ซึ่งเป็นข้าขอบ ขัณฑเสมา ก็ผาสุกสมบูรณ์ยิ่งนัก ลุศักราช ๑๐๔๔ ปีจอ จัตวาศก ขณะนั้นพระยาเศวต กุญชรบรมคเชนทรฉัททันต์นั้นป่วยลงถึงอนิจกรรม สมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงพระโทมนัสอาลัยในพระยาช้างเผือกนั้นเป็นอันมาก จำเดิมแต่นั้นมาก็มิได้สบายพระทัยเลย จนทรงพระประชวรลงใน ปีนั้น และพระโรคนั้นก็หนักลง จะทรงนั่งว่าราชการมิได้ ลำบาก พระทัยนัก จึ่งมีพระราชโองการตรัสเหรือเกล้าเหนือกระหม่อม โปรดให้พระเพทราชาว่าราชการแทนพระองค์ และพระเพทราชา ก็ไปว่าราชการแทนอยู่ตึกพระเจ้าเหา พร้อมด้วยท้าวพระยาเสนา - บดีมุขมนตรีทั้งหลายเป็นอันมาก และให้มีตราไปทุกเมือง ให้ เจ้าเมืองกรมการจัดแจงตรวจตราเลกหัวเมืองให้พร้อมไว้ แล้วให้ ขัดด่านทางทุก ๆ ตำบล เกลือกกิตติศัพท์ซึ่งทรงพระประชวรนั้น


๔๗๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จะเลื่องลือไป หมู่อรินราชไพรีรู้แล้วจะกำเริบยกมาย่ำยีบีฑาใน แว่นแคว้น และให้ตรวจตราตระเวนรักษาด่านแดนระวังการศึก และพระเพทราชาว่าราชการครั้งนั้นโดยสุจริต จะได้คิดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง นั้นหามิได้ อยู่มาวันหนึ่งหลวงสรศักดิ์เข้าไปในพระราชวัง มิได้ไป ฟังราชการ ณ ตึกพระเจ้าเหา และไปนั่งอยู่ ณ ทิมดาบ จึ่งเห็น สมิงพระตะบะผู้เฒ่า ก็เรียกให้เข้ามานั่งในที่นั้น และสนทนากัน ด้วยกิจอื่น ๆ เป็นอันมาก แล้วจึ่งถามสมิงพระตะบะว่า อย่าง ธรรมเนียมข้างรามัญประเทศ ถ้าพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประชวร หนัก จะถึงกาลทิวงคต และพระราชบุตร พระราชนัดดา วงศา นุวงศ์ และเสนาบดี จะคิดเอาราชสมบัตินั้นทำอย่างไร จึ่งพระ ตะบะก็บอกว่า อย่างธรรมเนียมข้างรามัญประเทศ ถ้าพระมหา กษัตริย์ประชวรหนักจะสวรรคต และผู้ใดจะคิดเอาราชสมบัตินั้น ก็เร่งจัดแจงตระเตรียมผู้คนเครื่องศัสตราวุธให้พร้อมไว้แต่ยังมิทัน สวรรคต ครั้นเห็นจวนจะสวรรคตแล้ว ก็ยกจู่เข้าไปปล้นราชสมบัติ ในเพลานั้น อย่าให้ทันคนอื่นรู้ จึ่งจะได้โดยสะดวก ถ้าและผู้อื่น รู้การนี้แล้ว ก็จะมีความปรารถนาในราชสมบัติบ้างและจะตระ - เตรียมผู้คนรบพุ่งช่วงชิงกัน จะฆ่าฟันกันตายเป็นอันมาก แล้วก็ จะไม่สมคะเนที่คิดไว้ และจะได้เป็นอันยากนัก หลวงสรศักดิ์ได้ ถ้อยคำสมิงพระตะบะบอกอุบายชี้แจงดังนั้น ก็มีความยินดีนักจึ่งว่า


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๗๓ บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนัก เห็นจะสิ้นพระ ชนมายุสวรรคาลัยใน ๒ - ๓ วันนี้เป็นแท้ และตัวเราเป็นพระราช โอรส มีความปรารถนาในราชสมบัติและคิดอ่านเอาราชสมบัติ ท่านจะเข้าด้วยเราหรือหาไม่ จึ่งสมิงพระตะบะก็ตอบว่า ถ้าท่าน จะทำการจริงแล้ว ข้าพเจ้าก็จะช่วยคิดอ่านด้วย อย่าวิตกเลย หลวง สรศักดิ์เห็นสมิงพระตะบะเข้าด้วยสุจริตจริงแล้ว จึ่งถามว่า คน ของท่านมีอยู่มากน้อยเท่าใด สมิงพระตะบะบอกว่า มีอยู่ ๓๐๐ เศษหลวงสรศักดิ์จึ่งว่า ท่านจงตระเตรียมให้พร้อมไว้แต่ใน ๒ - ๓ วัน สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธทั้งปวง แล้วจงซุ่มไว้อย่าให้ใคร ๆ รู้ และสมิงพระตะบะรับคำแล้ว ก็ไปจัดแจงผู้คนและเครื่องศัสตราวุธ ไว้พร้อมเสร็จทุกประการ ครั้นค่ำเพลาประมาณยามเศษ หลวงสรศักดิ์ขึ้นไปหา พระเพทราชา ณ จวน ยกมือไหว้แล้วจึ่งถามว่า บัดนี้เจ้าคุณว่า ราชการอย่างไร จึ่งพระเพทราชาก็บอกโดยกิจอันว่าราชการนั้น ให้แจ้งสิ้นทุกประการ หลวงสรศักดิ์จึ่งถามว่า เจ้าคุณว่าราชการ บัดนี้ จะเอาราชสมบัติเองหรือ ๆ จะให้แก่ผู้ใด พระเพทราชาจึ่ง บอกว่า ถ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตแล้ว บิดาก็จะถวาย ราชสมบัติแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระราชวังหลัง หลวงสรศักดิ์ได้ฟังดังนั้นจึ่งว่า ถ้าเจ้าคุณจะยอมให้แก่ผู้อื่นไซร้ ข้าพเจ้าไม่เข้าด้วย พระเพทราชาได้ฟังถ้อยคำหลวงสรศักดิ์ว่า


๔๗๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ดังนั้น ก็เห็นว่าจะกระทำการใหญ่ จึ่งว่าเจ้าจะอ่านอ่านกระทำเป็น ประการใด ๆ บิดาก็จะกระทำตามถ้อยคำทุกประการ หลวงสรศักดิ์ จึ่งว่า ผู้คนทแกล้วทหารที่ร่วมใจของเรามีอยู่มากน้อยเท่าใด เจ้าคุณจงให้หาตัวมาให้สิ้น และให้ตระเตรียมเครื่องศัสตราวุธให้ พร้อมมือกัน และให้ซุ่มอยู่ ณ วัดและบ้านทั้งหลาย แยกย้ายกัน อยู่ อย่าให้การเอิกเกริดเฟื่องฟุ้งไป และเจ้าคุณจงจัดแจงการให้ พร้อมไว้แต่ใน ๒ - ๓ วัน แล้วจึ่งส่งคนทั้งหลายไปยังสำนัก ข้าพเจ้า ๆ จะคิดอ่านเอาราชสมบัติให้ได้ และพระเพทราชาก็เห็น ด้วย โดยความคิดทุกประการแล้ว หลวงสรศักดิ์ก็กราบลาไปยัง บ้าน ส่วนพระเพทราชาก็จัดแจงตระเตรียมผู้คน เครื่องศัสตรา - วุธทั้งปวงพร้อมเสร็จแล้ว ก็ไปส่งยังบ้านหลวงสรศักดิ์ แล้วก็ไป ว่าราชการอยู่ ณ ตึกพระเจ้าเหาพร้อมด้วยท้าวพระยาข้าทูลละออง ธุลีพระบาททั้งหลาย ประชุมกันอยู่ที่นั้นทุกเพลาเช้าเย็นเป็นนิจกาล มิได้ขาด ขณะนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรอยู่ ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์ และพระโรคนั้นกำเริบมากขึ้น จะเสวย พระกระยาหารก็ไม่ได้ เกือบใกล้จะสวรรคตอยู่แล้ว และหลวง สรศักดิ์คิดการนั้นด้วยหลวงทรงบาท กรมช้างขวาผู้หนึ่ง เป็นที่


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๗๕ ไว้ใจได้ ครั้นเห็นพอจะทำการได้แล้ว จึ่งให้หาทแกล้วทหาร ทั้งหลาย และรามัญพวกสมิงพระตะบะประมาณ ๓๐๐ เศษ มา พร้อมกัน แล้วจึ่งสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงชวนกันไปลับอาวุธ แล้วจง แยกย้ายกันไปซุ่มอยู่ทางนั้น ๆ พร้อมกันแต่ในเพลาชาย ๓ นาฬิกา แล้วจงทำอุบายเอาอาวุธซ่อนเข้าไปในพระราชวังให้จงได้ จงทำ อย่าให้นายประตูเขาสงสัย ถ้าเราเข้าไป ณ ตึกพระเจ้าเหาสักครู่ หนึ่งแล้ว ท่านทั้งหลายจงรีบเข้าที่นั้นให้พร้อมกัน แล้วจงเอา อาวุธพาดเข้าไปตามช่องประตูหน้าต่างตึกนั้น และแวดล้อมเราอยู่ โดยรอบ คนทั้งหลายรับคำแล้ว ก็ไปทำตามถ้อยคำทุกประการ แล้วคิดอ่านเอาอาวุธซ่อนเข้าไปได้ในพระราชวัง แล้วก็แยกกันคอย อยู่ในที่สมควร มิให้ผู้อื่นสงสัย ฝ่ายหลวงสรศักดิ์ก็ใช้ทนายให้เข้าไปดูท้าวพระยาข้าทูล ละอองธุลีพระบาททั้งหลาย ซึ่งประชุมกันอยู่ ณ ตึกพระเจ้าเหานั้น มาพร้อมกันแล้วหรือยังประการใด และทนายก็เข้าไปยังตึกพระ เจ้าเหา เห็นท้าวพระยาข้าราชการผู้ใหญ่น้อยทั้งหลายมาสิ้นแล้ว ยังไม่มาแต่เจ้าพะรยาวิไชยเยนทร์ผู้เดียว ก็กลับเอาเหตุนั้นมาแจ้ง แก่หลวงสรศักดิ์ ๆ ได้ฟังแล้วว่า ทำไมกับไอ้ฝรั่งนั้น มันไม่มาก็แล้ว ไปเถิด ครั้นเพลาชายแล้ว ๓ นาฬิกา หลวงสรศักดิ์ก็แต่งกาย อันจะให้มีอำนาจเสร็จแล้ว ก็เข้าไปในพระราชวัง แวดล้อมด้วย


๔๗๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ทหารร่วมใจ ๑๖ คน และให้ทนายคนสนิทผู้หนึ่งถือดาบตามเข้า ไปด้วย ครั้นเข้าไป ณ ตึกพระเจ้าเหาแล้ว ก็นั่งที่ใกล้พระเพท - ราชา ยกมือไหว้บิดา แล้วจึ่งว่าขึ้นท่ามกลางขุนนางทั้งปวงว่า บัดนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนักอยู่แล้ว ถ้าและ พระองค์เสด็จสวรรคตไซร้ ตัวเราเป็นพระราชโอรสจะเอาราช - สมบัติ ท่านทั้งหลายจะเข้าด้วยหรือไม่ ให้เร่งบอกมา ถ้า ผู้ใดไม่เข้าด้วยเรา ๆ ก็จะประการชีวิตผู้นั้นเสีย ขณะเมื่อหลวง สรศักดิ์ว่าขึ้นดังนั้น ฝ่ายทแกล้วทหารทั้งหลายก็มาพร้อมกันสิ้น และเอาอาวุธพาดเข้าไปตามช่องประตูหน้าต่างตึกนั้นโดยรอบ บ้าง ก็ถืออาวุธเข้าไปในตึกนั้นเป็นอันมาก ส่วนพระยาพระหลวงขุน หมื่อน ข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลาย ได้ฟังถ้อยคำหลวงสรศักดิ์ ว่าดังนั้น แล้วเห็นผู้คนถืออาวุธเป็นอันมาก ก็ตกใจกลัวยิ่งนัก และจะคิดอ่านประการใดก็เห็นไม่ได้ ด้วยการนั้นจู่เอามิทันรู้ตัว กลัวความตายก็ต้องนิ่งอยู่ มิรู้ที่จะโต้ตอบประการใด บ้างก็ยอบ กายลงถวายบังคมเป็นอันมาก หลวงสรศักดิ์เห็นดังนั้น ก็จับดาบกวัดแกว่ง แล้วก็ร้องคุกคามสำทับไปว่า คนทั้งหลายนี้ไฉนจึงนิ่ง อยู่เล่า จะเข้าด้วยเราหรือหาไม่ให้เร่งว่ามา ถ้าผู้ใดไม่เข้าด้วย เรา ๆ ก็จะฟันเสียบัดนี้ ส่วนท้าวพระยาข้าราชการทั้งหลายเห็น ดังนั้น ก็ยิ่งสะดุ้งตกใจกลัวยิ่งนัก ต่างคนต่างถวายบังคมพร้อมกัน แล้วกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอเข้าด้วยพระองค์ และ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๗๗ จะขอเป็นข้าทำราชการอยู่ในใต้ละอองธุลีพระบาทสืบไป หลวง สรศักดิ์เห็นขุนนางทั้งปวงอยู่ในอำนาจสิ้นแล้ว ก็ไปถวายบังคม พระเพทราชาผู้เป็นบิดา และรับพระโองการ แล้วมอบเวนสมบัติ ถวายแก่พระเพทราชานั้น ฝ่ายท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลาย ก็รับ บัณฑูรแก่หลวงสรศักดิ์ และอัญเชิญขึ้นประดิษฐาน ณ ที่มหาอุปราช ในขณะนั้นจึ่งหลวงสรศักดิ์ผู้สำเร็จราชการ ณ ที่มหาอุปราช ก็ใช้ ให้ทนายไปอาราธนาพระพุทธรูป คัมภีร์ปริยัติธรรม ณ เรือน และให้ไปนิมนต์พระสงฆ์และความวาสีและราชาคณะมาด้วยพร้อม กัน แล้วก็ถวายนมัสการพระรัตนตรัยญาณธิคุณสุนทรภาพด้วย เบญจางคประดิษฐ์ แล้วให้ขุนนางทั้งปวงนั้นกินน้ำพิพัฒน์สัตยา ถวายสาบานตามโบราณราชประเพณีเสร็จทุกประการ จึ่งพระเพทราชาผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ก็ให้เจ้าพระยา สุรสงครามเป็นผู้รับสั่ง ให้ไปหาตัวเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เข้ามา ถ้าสำเร็จราชการแล้ว เราจะเลี้ยงให้ถึงขนาด และเจ้าพระยา สุรสงครามก็สั่งให้ทนายออกไปหาตัวเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ ณ บ้าน ว่ามีพระราชโองการให้หา ครั้นเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ได้แจ้ง ก็ เข้าใจในเหตุทั้งนั้น และจึ่งถามว่าใครเป็นผู้รับสั่ง ทนายก็บอกว่า เจ้าพระยาสุรสงครามเป็นผู้รับสั่ง เจ้าพระยาวิไชยเยนทร์ว่า เจ้า พระยาสุรสงครามให้หาเราไปบัดนี้ ประดุจเขียนด้วยลายมือและจะลบ


๔๗๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ด้วยเท้าเล่า ด้วยเจ้าพระยาสุรสงครามีคุณูปการแก่เราเป็นอันมาก ได้ชุบย้อมมาแต่เดิมนั้น และกลับจะมาทำลายคุณเสียดังนี้ ก็มิควร ยิ่งนัก ถ้าเราจะเข้าไปบัดนี้ ดีร้ายจะมีภัยอันตรายเป็นมั่นคง และ ทนายก็เตือนว่า พระโองการให้หาเป็นการเร็ว เจ้าพระยา วิไชยเยนทร์มิอาจจะขัดพระราชโองการได้ ก็ตกแต่งกายแล้วขึ้น เสลี่ยงมีบโทน และทนายแห่หน้ามาจนเข้าประตูในพระราชวังนั้น ส่วนหลวงสรศักดิ์ผู้สำเร็จราชการ ณ ที่มหาอุปราชนั้น เมื่อให้ไปหาตัวเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์นั้น ก็กะเกณฑ์ทแกล้วทหาร ให้ไปอยู่ประจำรักษาทุกป้อมทุกประตูรอบพระราชวังทั้งปวง และ ให้ปิดประตูเสีย อย่าให้ผู้ใดเข้าออกแปลกปลอมได้ ให้ตรวจตรา ระวังระไวเป็นกวดขันทุกตำบล แล้วก็จัดแจงทแกล้วทหารให้ไป คอยเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์อยู่ทางประตูจะเข้ามา ถ้าเข้ามาแล้ว ( ให้ ) ฆ่าเสีย ครั้นเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์เข้ามาถึงในประตูพระ ราชวัง คนซึ่งคอยอยู่สองข้างประตูนั้น ก็เอาไม้พลองตีเจ้าพระยา วิไชยเยนทร์ตกลงจากเสลี่ยง แล้วประหารจนสิ้นชีวิตนั้น และ พวกเจ้าพระยาวิไชยเยนทร์นั้น ครั้นเห็นนายเป็นเหตุแล้วก็ตกใจ กลัว ต่างคนต่างวิ่งหนีกระจัดพลัดพรายไปสิ้น จึ่งพระเพทราชาผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน ก็พาหลวงสรศักดิ์ ขึ้นไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ซึ่งทรงพระประชวรหนักอยู่ ณ พระ ที่นั่งสุทธาสวรรย์ และถวายบังคมแล้วกราบทูลถามพระอาการอัน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๗๙ ทรงประชวรนั้น แล้วก็กราบทูลแถลงกิจจานุกิจราชการทั้งปวง ซึ่ง ได้ว่ากล่าวบังคับบัญชานั้นเสร็จสิ้นทุกประการ แล้วบังคมทูลพระ กรุณาว่า ถ้าพระเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตไซร้ ข้าพระพุทธเจ้า จะรักษาราชสมบัติไว้ถวายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังหลัง สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวได้ทรงฟังพระเพทราชากราบทูล ดังนั้น ก็เข้าพระทัยในกิริยาแห่งพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ อันคิดการเป็นขบถนั้น ก็ทรงพระพิโรธและทรงจับเอาพระเแสงดาบ ซึ่งางอยู่ข้างที่ แล้วเสด็จลุกยืนขึ้นได้ด้วยสามารถ พระองค์ทรง พระพิโรธเป็นกำลัง มีพระราชโองการตรัสว่า ไอ้สองคนพ่อลูกนี้ คิดการเป็นขบถ แล้วพระองค์จะเสด็จพระราชดำเนินไปประหาร ชีวิตพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ ก็มิอาจสามารถจะเสด็จพระ ราชดำเนินไปได้ ด้วยทรงพระประชวรหนักทุพพลภาพอยู่แล้ว ทั้ง พระการก็สั่น จะเสด็จดำรงพระองค์มิได้ ก็ล้มลงในที่นั้น และ พระแสงดาบทรงนั้น ก็ตกจากพระหัตถ์ แล้วมีพระราชดำรัสว่า เทพยเจ้าผู้บำรุงรักษาพระบวรพุทธศาสนาจงไว้ชีวิตอีกสัก ๗ วัน จะ ขอดูหน้าไอ้ขบถสองคนพ่อลูกนี้ให้จงได้ ขณะนั้นพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ก็กลับลงมาจากพระ ที่นั่งสุทธาสวรรย์แล้ว ก็เข้าใจว่าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจะเสด็จ สวรรคตในวันนั้นเป็นแท้อยู่แล้ว จึ่งแต่งคนสนิทให้เอาเรือเร็วลง ไปยังกรุงเทพมหานคร และให้ทูลอัญเชิญเสด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้า


๔๘๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยามฟ้าอภัยทศ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระราชวังบวรสถานพิมุขฝ่ายหลังว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรอยู่แล้ว และบัดนี้มีพระราช - โองการให้อัญเชิญเสด็จขึ้นไปเฝ้า ณ เมืองลพบุรีเป็นการเร็ว ผูรับ สั่งก็เอาเรือเร็วรีบลงไปยังกรุงเทพมหานครในวันนั้น ส่วนสมเด็จ บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว จำเดิมแต่เสด็จล้มลงเพลานั้น พระ โรคก็กำเริบมากขึ้น จึ่งมีพระราชดำรัสให้หาบรรดาชาวที่ชาววัง ซึ่งเป็นข้าหลวงเดิมประมาณ ๑๕ คน เข้ามาเฝ้าในพระมหาปราสาท ที่นั่งสุทธาสวรรย์ ที่เสด็จทรงพระประชวรอยู่นั้น แล้วจึ่งมีพระ ราชโองการตรัสว่า บัดนื้ไอ้สองคนพ่อลูกมันคิดการเป็นขบถ ฝ่าย เราก็ป่วยทุพพลภาพหนักอยู่แล้ว เห็นชีวิตไม่ตลอดจน ๓ วัน และ ซึ่งท่านทั้งหลายจะอยู่ในฆราวาสนั้น เห็นว่าไอ้ขบถพ่อลูกมันจะฆ่า เสียสิ้น อย่าอยู่เป็นคฤหัสถ์เลย จงบวชในพระบวรพุทธศาสนา เอาธงชัยพระอรหันต์เป็นที่พึ่งเถิด จะได้พ้นภัย จึ่งดำรัสให้ไปเบิก เอาไตรจีวร ณ พระคลังศุภรัตมาพอครบตัวกัน และมีพระราชา - โองการตรัสให้ไปอาราธนาพระสงฆ์ราชาคณะเข้ามาประมาณ ๒๐ รูปในเพลานั้น แล้วดำรัสว่า นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จงนำ เอาคนเหล่านี้ออกไปอุปสมบทบวชเป็นพระภิกขุภาวในพระพุทธ - ศาสนาด้วยเถิด จึ่งพระสังฆราชาคณะทั้งหลายถวายพระพรว่า ซึ่ง อาตมาทั้งปวงจะนำเอาอุบาสกเหล่านี้ออกไปอุปสมบท ณ อารามนั้น เห็นว่าผู้ซึ่งประจำรักษาประตูพระราชวังนั้น จะห้ามมิให้ออกไป


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๘๑ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรพระพิโรธ แล้วโทมนัสในพระทัยเป็นกำลัง แต่มิรู้ที่จะทำประการใด ด้วย ทรงพระประชวรหนักเป็นอาสัญทิวงคตอยู่แล้ว จำเป็นจำอยู่ใน บังคับพระเพทราชา จึ่งมีพระราชดำรัสว่า ถ้ากระนั้นนิมนต์พระ ผู้เป็นเจ้าทั้งปวง ให้อุปสมบทบวชคนเหล่านี้ในปราสาทของโยมนี้ เถิด จะได้หรือมิได้ และพระสังฆราชาคณะทั้งปลายถวายพระพร ว่า ถ้าและพระราชสมภารเจ้าทรงพระราชอุทิศพระมหาปราสาท ถวายเป็นพระวิสุงคมสีมาแก่พระสงฆ์แล้ว อาตมภาพ พระสงฆ์ ทั้งปวงควรจะให้อุปสมบทกรรมได้ จึ่งทรงพระกรุณาโปรดอนุญาต พระราชอุทิศถวายที่พระมหาปราสาททั้งสอง และจังหวัดพระราช - วังทั้งปวงเป็นเจ้าทั้งหลายกระทำซึ่งสังฆกรรมทั้งปวงเถิด จึ่งพระ สงฆ์ราชาคณะทั้งหลายก็ไปอุปสมบทบวชบรรดาข้าหลวงเดิมทั้งปวง เป็นภิกขุภาวะ ณ พระที่นั่งธัญมหาปราสาทเสร็จแล้ว ก็ให้โอวาท โดยสมณกิจแล้ว พระสงฆ์ราชาคณะและพระภิกษุบวชใหม่ทั้ง หลาย ก็ถวายพระพรลากลับออกไปยังอาราม ขณะนั้นบรรดาข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ก็ไปมั่วสุม อยู่ ณ พระเพทราชา จะได้มีผู้ใดผู้หนึ่งนำพาในฝ่าละอองธุลีพระ บาทนั้นหามิได้ ยังแต่พระปีย์ผู้เดียว ปฏิบัติรักษาประคองพระองค์ ลุกนั่งอยู่ และพระปีย์ผู้นี้เป็นบุตรขุนไตรสิทธิศักดิ์ ชาวบ้านแก่ง


๔๘๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ทรงพระกรุณาเอามาเลี้ยงไว้ในพระราชวังแต่ยังเยาว์ ให้มีนางนม พี่เลี้ยงประดุจหนึ่งลูกหลวง และพระปีย์นั้นมีพรรณสัณฐานต่ำเตี้ย ทรงพระกรุณาเรียกว่าไอ้เตี้ย และพระปีย์กอปรด้วยสวามิภักดิ์ นอนอยู่ปลายพระบาท คอยปรนนิบัติพยุงพระองค์ลุกนั่งอยู่ ครั้น รุ่งเพลาเช้าพระปีย์ลุกออกบ้วนปากล้างหน้า ณ ประตูกำแพงแก้ว จึ่งหลวงสรศักดิ์ ผู้สำเร็จราชการ ณ ที่มหาอุปราช สั่งให้ขุนพิพิธ - รักษา ชาวที่ ผลักพระปีย์ตกลงไปจากประตูกำแพงแก้ว และพระปีย์ร้องขึ้นได้คำเดียวว่า ทูลกระหม่อมแก้วช่วยด้วย พอขาดคำลง คนทั้งหลายก็คุมเอาตัวพระปีย์ไปประหารชีวิตตายในขณะนั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังเสียงพระปีย์ร้องขึ้นมา ดังนั้น ตกพระทัย ความอาลัยในพระปีย์ ดำรัสว่า ใครทำอะไร กับไอ้เตี้ยเล่า และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็สวรรคตในเพลาวันนั้น เป็นวันพฤหัสบดี เดือน ๕ แรม ๓ ค่ำ ศักราช ๑๐๔๔ ปีจอ จัตวาศก พระบาทบรมนาถนารายณ์ราชบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระชันษาวอกศก เสด็จเสวยราชสมบัตินั้น พระชนม์ได้ ๒๕ พระพรรษา เสด็จดำรงราชอาณาจักรอยู่ได้ ๒๖ พระพรรษา * ขณะสวรรคต ณ พระที่นั่งสุทธาสวรรย์มหาปราสาทนั้น สิริพระ ชนม์ ๕๑ พระพรรษา

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า เสด็จดำรง ราชอาณาจักรอยู่ได้ ๒๙ พรรษา

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๘๓ ส่วนผู้ถือหนังสือรับสั่งซึ่งลงไปยังกรุงเทพมหานครนั้น ก็ ไปกราบทูลเจ้าฟ้าอภัยทศเสร็จสิ้นทุกประการ และเจ้าฟ้าอภัยทศ มิทันทราบในการอันเป็นคุยรหัส สำคัญพระทัยว่าจริง พี่เลี้ยง กราบทูลว่า อยู่แต่พระเพทราชา หลวงสรศักดิ์ และซึ่งเสด็จขึ้นไป ครั้งนั้นจงระมัดระวังพระองค์จงหนัก เจ้าฟ้าอภัยทศทรงพยักเอา แล้ว ก็เสด็จลงเรือพระที่นั่งขึ้นไป ณ เมืองลพบุรี ครั้นไปถึงวัดพระ พรหม ตำบลปากน้ำโพสพ ก็เสด็จแวะเรือขึ้นหาพะรพรหมครูครู่ หนึ่ง แล้วนมัสการลา ก็เสด็จกลับลงเรือพระที่นั่งรีบขึ้นไปยังเมือง ลพบุรี ก็ให้ประทับเรือพระที่นั่งเจ้า ณ ฉนวนประจำท่า พอ สมเด็จพระบรมบิดาสวรรคตเสียก่อนแล้วหน่อยหนึ่ง จึ่งหลวง สรศักดิ์ ผู้สำเร็จราชการ ณ ที่มหาอุปราช ก็ให้ข้าหลวงไปกุมเอา พระองค์เจ้าฟ้าอภัยทศ ไปสำเร็จโทษเสียด้วยท่อนจันทน์ ( ที่ ) ตำบลวัดทรากเสร็จแล้ว จึ่งสมเด็จพระเพทราชาธิราชเจ้า ก็เสด็จขึ้นเสวยศวรรยา ธิปัตย์ถวัลยราชย์ ดำรงพิภพเสมาอาณาจักรสืบไป จึ่งทรงพระ กรุณาจัดแจงตั้งแต่งข้าหลวงเดิมทั้งหลาย เป็นขุนนางผู้ใหญ่ผู้น้อย เป็นอันมาก โดยสมควรแกความชอบเสร็จแล้ว ก็พระราชทาน เครื่องอุปโภคตามสมควรแก่ฐานานุศักดิ์ แล้วทรงพระกรุณาโปรด ให้บรรดาท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวงถือน้ำพิพัฒน์ - สัตยา ถวายสาบานตามโบราณราชประเพณีเสร็จแล้ว ก็ให้กระทำ


๔๘๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระราชพิธีราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเทียร จึ่งพระบาทบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้หลวงสรศักดิ์ ซึ่งเป็นบรมโอรสาธิราชขึ้นประดิษฐาน ณ ที่กรมพระราชวังบวร สถานมงคล ขณะนั้นท้าวพระยาแสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลายเฝ้า พร้อมมูลอยู่สิ้น ยังขาดอยู่แต่พระยาหุเซงขารผู้เดียว และพระยา หุเซงขารคนนี้ ขณะเมื่อสมเด็จพระนารายณ์ผู้เป็นเจ้าทรงพระ ประชวรหนักอยู่นั้น หาอยู่ไม่ มีกิจธุระออกไปอยู่ ณ บ้านป่า ครั้นรู้ว่าเสด็จสวรรคตแล้ว และราชสมบัติได้แก่พระเพทราชา ก็ตกใจกลัว รีบเข้ามา ณ เมืองลพบุรี และเข้าไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้า อยู่หัว พระเจ้าอยู่หัวมีพระราชโองการตรัสถามว่า พระยาหุเซง - ขารไปไหนพึ่งมา พระยาหุเซงขารกราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระ พุทธเจ้ามีกิจธุระออกไปอยู่บ้านป่า หาอยู่ไม่ ครั้นทราบว่าพระ เจ้าแผ่นดินสวรรคต และพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าก็รีบกลับเข้ามาเป็นข้า ทูลละอองธุลีพระบาท กระทำราชการสนองพระเดชพระคุณสืบไป สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ทรงพระกรุณาโปรด พระราชทานโทษให้ ซึ่งมิได้มาทันนั้น แล้วดำรัสว่า ให้พระยา หุเซงขารถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาตามธรรมเนียม จึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ดำรัสให้เจ้าพนักงานจัดแจงการ จะเชิญพระบรมศพใส่ในพระโกศเสร็จแล้ว ก็มีพระราชกำหนด


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๘๕ แก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ให้ตระเตรียมการโดย ตำแหน่งพนักงานให้พร้อมไว้ อีก ๗ วันจะเสด็จพระราชดำเนิน ลงไปยังกรุงเทพมหานคร แล้วทรงพระกรุณาให้พระโหราหาฤกษ์ ครั้นถึงวันอันได้มหาพิชัยฤกษ์แล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็อัญเชิญ พระบรมโกศลงสู่เรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย อันอำไพด้วยเศวต มยุรฉัตรบังรวิวรรณบังแทรกไสว แห่แหนแน่นไปโดยลำดับชล - มารถวิถีลงไปยังกรุงเทพพระมหานครก่อน แล้วดำรัสให้เทเอาครัว อพยพข้าทูลละอองธุลีพระบาท และสมณพราหมณาจารย์ทั้งหลาย ตามเสด็จลงไปทางบกทางเรือ และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จลง สู่เรือพระที่นั่งไกรสรมุขพิมาน อันอลังการด้วยเครื่องสิริราชโชปโภค ทั้งปวงพร้อมเสร็จ แวดล้อมด้วยราชวงศานุวงศ์ และเสนาพฤฒา-มาตย์ ราชครูปโรหิตบัณฑิตชาติ ข้าทูลละอองพระบาทรายเรียง เป็นขนัด โดยกระบวนแห่หน้าหลังคั่งคับถ่องแถวนทีธาร และให้ ขยายพยุหบาตราคลาเคลื่อนเลื่อนจากเมืองลพบุรี ล่องลงมายัง กรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ถึงประทับเรือพระที่นั่ง ณ ฉนวน ประจำท่าพระราชวังหลวง ก็เสด็จขึ้นสู่พระราชวัง ทรงพระกรุณา สั่งให้เชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานไว้ ณ พระที่นั่งสุริยามรินทร มหาปราสาท แล้วดำรัสให้เจ้าพนังกานกะเกณฑ์ทำพระเมรุมาศ และการในพระราชวังในพระนครทั้งปวง แล้วก็มีพระราชโองการ ตรัสสั่งพระมหาราชครู ปโรหิตาจารย์ ให้จัดแจงการพระราชพิธี


๔๘๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ราชาภิเษก ณ กรุงเทพมหานครอีกครั้งหนึ่งเล่า เป็น ๒ ครั้ง ครั้นถึงวันพฤหัสบดี เดือน ๑๐ ขึ้น ๗ ค่ำ ปีจอ จัตวาศก เพลาเช้าแล้ว ๔ นาฬิกา ๔ บาท ได้มหามงคลราชสวัสดิอุดมฤกษ์ พร้อมด้วยท้าวพระยาสามนตราช เสนาบดีมนตรีมุข ลูกขุน ข้า ทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งหลาย ประชุมกัน ณ พระ ที่นั่งสรรเพชรปราสาท กระทำพระราชพิธีราชาภิเษก อัญเชิญ สมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นผ่านพิภพศวรรยา ธิปัตย์ ถวัลราชย์ ณ กรุงเทพมหานครศรีอยุธยาโดยโบราณ ราชประเพณี และการพระราชพิธีราชาภิเษกทั้งปวงนั้น เหมือน ครั้งสทเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททองแล้วถวายพระนามว่า สมเด็จ พระมหาบุรุษ วิสุทธิเดชอุดมบรมจักรพรรดิ เจ้าพิภพกรุงเทพ มหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานี บุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์มหาสถาน ขณะเมื่อเสด็จขึ้นเสวย ราชสมบัตินั้น พระชนม์ได้ ๕๖ พระพรรษา จึ่งมีพระราช ดำรัสให้มีการมหรสพสมโภชพระนคร ๓ วัน แล้วทรงพระกรุณา ให้ตกแต่งสถลมารถวิถีรอบพระนคร ปักราชวัติ ฉัตรเบญจรงค์ ธงชัย ธงกระดาษ วางเป็นระยะกันไปแล้ว สมเด็จพระเจ้า อยู่หัว ก็ทรงเครื่องสิริราชวิภูษณาภรณ์แล้วเสร็จ เสร็จทรงพระ ราชยานอลังการด้วยเครื่องสูงไหว ไพโรจน์ด้วยปี่กลองชนะ แตร สังข์ คับคั่งด้วยพลแห่แหนแน่นนันเป็นขนัด โดยขบวนพยุห -


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๘๗ บาตราหน้าหลังพรั่งพร้อมเสร็จ ก็เสด็จประทักษิณเลียบพระนคร แล้วเสร็จ เสด็จกลับคืนยังพระราชวัง ขณะนั้นส่วนพระญาติวงศ์และข้าหลวงเดิมทั้งหลาย ซึ่ง อยู่ ณ บ้านพลูหลวง แขวงเมืองสุพรรณบุรีแจ้งว่า สมเด็จพระเจ้า แผ่นดินได้ผ่านพิภพแล้ว ต่างคนต่างก็ชื่นชมยินดียิ่งนัก จึ่งชวน กันหามัจฉะมังสาและผลตาลแก่อ่อน สิ่งของต่าง ๆ ตามมีประสา ชนบทประเทศบ้านนอก นำเข้ามาทูลเกล้า ฯ ถวาย จึ่งทรงพระ กรุณาโปรดให้เหล่าพระญาติวงศานุวงศ์ และข้าหลวงเดิมทั้งหลาย เข้ามาในพระราชวัง โดยทางประตูมหาโภคราชข้างท้ายสระ และ ให้ยับยั้งอยู่ในพระราชวัง ใกล้พระราชนิเวศน์มหาสถาน แล้วทรง พระกรุณาโปรดให้เข้ามาเฝ้าถวายสิ่งของทั้งปวง และพระญาติ วงศานุวงศ์และข้าหลวงเดิมทั้งหลาย เป็นชาวชนบทประเทศบ้าน นอก มิได้รู้จักเพ็ดทูลตามขนบธรรมเนียมประการใดไม่ เคยพูดจา แต่ก่อนอย่างไร ก็พูดจาเพ็ดทูลดังนั้น แล้วว่าตูข้าทั้งหลายรู้ว่า นายท่านได้เป็นเจ้าก็ยินลากยินดียิ่งนัก ชวนกันเข้ามาเพื่อจะชม บุญนายท่าน และซึ่งตายายผู้เฒ่าผู้แก่คนนั้น ๆ พ่อแม่ไอ้นั่นอีนั่น ป่วยเจ็บอยู่ เข้ามาไม่ได้ ๆ ฝากแต่สิ่งของอันนั้นเข้ามาให้กำนัลนาย ท่านด้วย ส่วนข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึ่ง ห้ามว่า ท่านทั้งหลายอย่าเรียกว่านาย พระองค์ได้เสวยราชสมบัติ เป็นพระเจ้าแผ่นดินแล้ว และท่านทั้งหลายอย่าพูดจาเพ็ดทูลดังนี้


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๘๙ วันนี้นายท่านจะให้ดูข้าทั้งหลายนอนที่ไหน จึ่งมีพระราชดำรัสว่า เอ็งทั้งหลายจงนอนอยู่บรพะรราชมนเทียรเถิด แล้วทรงพระกรุณา ให้เหล่าพระญาติวงศ์และข้าหลวงเดิมทั้งหลายนอนอยู่บนพระราช - มนเทียรสถาน ครั้นรุ่งเช้า ทรงพระกรุณาให้จัดแจงเลี้ยงดูให้อิ่มหนำ สำราญแล้ว ก็ทรงพระราชทานเงินทองพรรณผ้านุ่งห่ม สิ่งของ เครื่องศรีสำริดต่าง ๆ เป็นอันมาก โดยลำดับฐานานุรูปถ้วนทุกคน แล้ว ให้พระราชทานเงินทองสิ่งของทั้งปวง ฝากไปให้แก่ผู้ซึ่งมิได้ มานั้น แต่เหล่าพระญาติวงศ์ข้าหลวงเดิมทั้งหลาย ได้รับพระ ราชทานสรรพวัตถุทั้งหลายแล้ว ถวายพระพรต่าง ๆ แล้วถวาย บังคมลา ทรงพระกรุณาโปรดให้คืนออกไปอยู่ตามภูมิลำเนาแห่ง ตนดุจก่อน จึงพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็พระราชดำรัส เหนือเกล้าโปรดให้พระอัครมเหสีเดิมนั้น เป็นพระอัครมเหสีกลาง และตั้งเจ้าฟ้าศรีสุวรรณ ซึ่งเรียกว่าพระกัลยาณี ซึ่งเป็นกรมหลวง โยธาทิพ เป็นพระบรมราชภคินีของสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้านั้น เป็นอัครมเหสีฝ่ายขวา ตั้งเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งเป็นพระ ราชธิดาแห่งสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้านั้น เป็นพระอัครมเหสี ฝ่ายซ้าย ตั้งพระราชบุตรีของพระองค์ ทรงพระนามฉิมเป็นลูก สนมนั้น เป็นพระแม่อยู่หัวนางพระยา ตั้งสมเด็จพระเจ้าหลาน


๔๙๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เธอพระองค์แก้ว ซึ่งเป็นบุตรท้าวศรีจุฬาลักษณ์ อันเป็นพระราช ขนิษฐาของพระองค์นั้น เป็นเจ้าฟ้ากรมขุนเสนาบริรักษ์ * ตั้ง นายจบคชประสิทธิ์ ทรงบาทขวาในกรมช้าง ซึ่งได้เป็นคู่คิดเอา ราชสมบัติด้วยนั้น เป็นกรมพระราชวังบวรสถานพิมุขฝ่ายหลัง รับ พระบัญชา ตั้งนายกรินท์คชประสิทธิ์ ทรงบาทซ้าย ซึ่งเป็นพระ ราชนัดดา เป็นเจ้าราชนิกูล ชื่อเจ้าพระพิชัยสุรินทร์ ตั้งขุน ทิพลภักดิ์ เชื้อพระวงศ์ เป็นเจ้าราชนิกูล ชื่อเจ้าพระอินทรอภัย และทรงพระกรุณาพระราชทานเครื่องยศพร้อมตามตำแหน่งฐานา - นุศักดิ์ทุก ๆ พระองค์ และซึ่งเจ้าพะรยาสุรสงครามนั้น ก็พระ ราชทานเครื่องยศศักดิ์ให้เสมอกับกรมพระราชวังหลัง และทรงพระ กรุณาตั้งนายบุญมาก ข้าหลวงเดิมคนหนึ่ง เป็นพระยาวิชิตภูบาล พระราชทานเจียดทอง เต้าน้ำทอง กระบี่บั้งทอง เครื่องยศพร้อม แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวัง บวรสถานมงคลเสด็จไปอยู่ ณ วังจันทร์ เฉลิมขึ้นเป็นพระราชวัง บวร และพระบัญชานั้น ก็ทรงพระกรุณาโปรดให้ไปอยู่ ณ วัง หลัง และเจ้าพระยาสุรสงครามนั้น ทรงพระกรุณาโปรดให้อยู่ ณ ตึกสี่เหลี่ยมบ้านเดิม และพระราชทานเครื่องสูง ๓ ชั้น ให้แห่ เข้ามาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเหมือนกันทั้ง ๓ แห่ง

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า เป็นเจ้าฟ้า กรมขุนเสนาบุรีรักษ์


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๙๑ อยู่มาวันหนึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราช - ดำเนินจะไปเข้าที่พระบรรทม ณ พระตำหนักตึกกรมหลวงโยธาทิพ ซึ่งตั้งไว้เป็นพระอัครมเหสีฝ่ายขวา กรมหลวงโยธาทิพให้ทูลพระ อาการว่า ประชวรอยู่ จึ่งเสด็จพระราชดำเนินไป ณ ตำหนักตึก กรมหลวงโยธาเทพ ซึ่งตั้งไว้เป็นพระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย กรมหลวง โยธาเทพไม่ยอม ตรัสตัดพ้อต่าง ๆ แล้วทรงพระแสงดาบพาดพระ เพลาอยู่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จกลับมาพระราชมนเทียร ทรง พระกรุณาให้หาหมอทำเสน่ห์ ครั้นได้หมอมาแล้ว ก็ให้ทำตาม วิธีการเสน่ห์ และกรมหลวงโยธาเทพก็ให้คลั่งไคล้ใหลหลง ทรง พระกันแสงถึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นกำลัง ครั้นเสด็จพระราช ดำเนินไปครั้งหลังจึ่งยอม และเสด็จไปเข้าที่พระบรรทม ณ พระ ตำหนักตึกกรมหลวงโยธาทิพด้วย จึ่งพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราช ดำรัสให้เจ้าพนักงานเร่งทำการพระเมรุมาศ ซึ่งจะถวายพระเพลิง พระบรมศพสมเด็จพระนารารยณ์เป็นเจ้า โดยขนาดใหญ่ ชื่อ ๗ วา ๒ ศอก โดยสูง ๒ เส้น ๑๑ วาศอกคืบ มียอด ๕ ยอด ภายใน พระเมรุทองนั้น ก็ประกอบไปด้วยเครื่องสรรพโสภณพิจิตรต่าง ๆ สรรพด้วยพระเมรุทิศ พระเมรุแทรก และสามสร้างเสร็จ และ การพระเมรุมาศนั้น ประมาณ ๘ เดือน จึ่งสำเร็จ ครั้นถึงวันเพ็ญ เดือน ๖ ปีกุน เบญจศก ได้มหาศุภ -


๔๙๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม นักขัตฤกษ์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ให้อัญเชิญพระบรมโกศลงจาก พระมหาปราสาทที่นั่งสุริยามรินทร์ ประดิษฐานเหนือบุษบกพระ มหาพิชัยราชรถ อันอลังการด้วยสุวรรณรัตนวิจิตรต่าง ๆ สรรพด้วย เศวตบวรฉัตร ขนัดพระอภิรุมชุมสายพรายพรรณ บังพระสุริยัน บังแทรกสลอน พลแตรงอน แตรฝรั่ง อุโฆษสังข์นี่สนั่น บันลือ ลั่นด้วยศัพท์สำเนียงเสียงดุริยางคดนตรี ปี่กลองชนะ ประโคมครั่น ครื้นกึกก้องกาหลนฤนาท และรถสมเด็จพระสังฆราชสำแดงพระ อภิธรรมกถา และรถโปรยข้าวตอกดอกไม้ รถโยงรถท่อนจันท์ และรูปนานาสัตว์จัตุบาททวิบาททั้งหลาย หลังมีสังเค็ดใส่ไตรจีวร เป็นคู่ ๆ แห่ดูมโหฬาราดิเรกพันลึก อธึกด้วยพลแห่แหนแน่นนัน เป็นขนัดโดยขบวนซ้ายขวาหน้าหลัง พรั่งพร้อมด้วยท้าวพระยา เสนาบดีมนตรีมุข ลูกขุน ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลาย ล้วน แต่งกายนุ่งผ้าทองขาวกรวยเชิง ใส่ลำพอก เสื้อครุย แวดล้อม พระพิชัยราชรถ และตามไปเบื้องหลังเป็นอันมาก ตามอย่างพระ ราชประเพณีมาแต่ก่อน จึ่งขยายพยุหยาตราไปโดยรัถยาราชวัติ อันรายรื่นเรี่ยทรายสะอาดตา ครั้นพระบรมศพถึงหน้าพระที่นั่ง จักรวรรดิ จึ่งทรงพระกรุณาให้ตีฆ้องสัญญา ให้หยุดพระบวนแห่ ทั้งปวงหน้าหลัง แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพัชนีฝักมะขามโบก ๓ ที ให้ทิ้งทาน ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ประจำต้นกัลปพฤกษ์ ถวายบังคมลง ๓ ลา แล้วก็ทิ้งทาน ครั้นทิ้งทานแล้ว ก็ให้ตีฆ้อง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๙๓ สัญญา ให้ยาตรากระบวนแห่ทั้งปวงไปถึงพระเมรุมาศ จึ่งเชิญ พระบรมโกศเข้าประดิษฐานในพระเมรุทอง ทรงพระกรุณาให้มี การมหรสพสมโภช และดอกไม้เพลิงต่าง ๆ และทรงสดับปกรณ์ พระสงฆ์ ๑๐,๐๐๐ คำรบ ๗ วัน แล้วถวายพระเพลิง ครั้นดับ พระเพลิงแล้ว แจงพระรูปสดับปกรณ์พระสงฆ์อีก ๔๐๐ รูป แล้ว เก็บพระอัฐิไล่พระโกศน้อย อัญเชิญขึ้นพระยานุมาศ แห่เป็น กระบวนเข้ามายังพระราชวัง จึ่งอัญเชิญพระโกศพระอัฐิเข้าบรรจุ ไว้ ณ ท้ายจรนำพระมหาวิหารวัดพระศรีสรรเพชญดาราม ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวังบวรสถาน มงคล ทรงพระราชดำริแคลงกรมราชวังหลัง และเจ้าพระยา สุรสงคราม ดัวยมีอิสริยยศ บริวารยศมาก เกรงจะเป็นศัตรูราช - สมบัติ จึ่งเอาคดีอันเป็นคุยรหัสนั้นมากราบทูลแด่พระบาทสมเด็จ พระพุทธเจ้าหลวง และอุบายให้เอาถาดทองในพระราชวังลงไป ซุ่มซ่อนไว้ ณ วังหลัง แล้วให้ลูกขุนพิจารณาว่า ถาดทองในพระ ราชวังมีผู้ร้ายลักเอาไป ครั้นสืบสาวได้ถาดทอง ณ วังหลัง จึ่งให้ ข้าหลวงไปกุมเอากรม ( พระ ) ราชวังหลัง แล้วให้ท้าวพระยาเสนาบดี มนตรีมุข ลูกขุนทั้งหลาย ประชุมพิพากษาว่า กรมพระราชวัง หลังเป็นขบถ ให้สำเร็จโทษเสีย ท้าวพระยาทั้งหลายลงเป็นคำเดียว กันดุจพระราชอัธยาศัย แต่เจ้าพระยาสุรสงครามผู้เดียวมิลงด้วยท้าว พระยาทั้งปวง แล้วว่ายังมิเห็นสมเลย ขอพระราชทานให้งดไว้ก่อน


๔๙๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ตรัสทราบดังนั้น ก็ทรง พระพิโรธ ดำรัสว่า เจ้าพระยาสุรสงครามเป็นสมัครพรรคพวก เข้าด้วยผู้คิดมิชอบ ให้จำเจ้าพระยาสุรสงครามเข้า ๕ ประการ แล้วให้เอากรมพระราชวังหลังไปสำเร็จโทษเสียตามคำพิพากษา แล้วดำรัสปรึกษาด้วยท้าวพระยาเสนาบดี มนตรีมุขทั้ง หลายว่า ธรรมดาคนที่มีศรัทธาสร้างพระเจดียฐานไว้ในพระ พุทธศาสนานั้น ต้องมีร่างร้านก่อนจึ่งจะก่อขึ้นได้ ครั้นเสร็จการ แล้ว ควรจะเอาร่างร้านไว้หรือ ๆ จะรื้อร่างร้านเสีย และซึ่งจะ เอาไว้นั้น หาต้องการไม่ จึ่งพระราชดำรัสสั่งให้ท้าวพระยาผู้ใหญ่ ไปบอกแก่เจ้าพระยาสุรสงครามว่า ซึ่งจะอยู่นั้นกีดขวาง หาเป็น ประโยชน์สิ่งหนึ่งสิ่งใดไม่ อย่าอยู่เลย จงก้มหน้าไปหาความชอบ ในปรโลกเถิด บุตรภรรยานั้นทรงพระกรุณาจะชุบเลี้ยง อย่าวิตก เลย และให้เอาเจ้าพระยาสุรสงครามไปประหารชีวิตเสียในเดือน ๑๑ ปีกุน เบญจศกนั้น แล้วทรงพระกรุณาให้เอาบุตรชาย อายุ ๑๐ เดือนเข้ามาเลี้ยงไว้ในพระราชวัง พระราชทานพี่เลี้ยงนาง นมให้อภิบาลรักษา แล้วทรงพระกรุณาตั้งขุนองค์ ( ซึ่ง ) มีความชอบ ให้เป็นพระยาสุรสงครามแทนที่ พระราชทานเครื่องยศให้ตาม ตำแหน่งฐานานุศักดิ์ ลุศักราช ๑๐๔๖ ปีชวด ฉศก ขณะนั้นเกิดขบถไอ้ธรรม - เถียร ข้าหลวงเดิมเจ้าฟ้าอภัยทศ เป็นจลาจลในจังหวัดแขวงเมือง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๙๕ นครนายก และไอ้ธรรมเถียรทำการโกหก ติดไฝที่หน้าให้เหมือน เจ้าฟ้าอภัยทศ สำแดงแก่ชาวชนบทประเทศทั้งปวงว่า ตัวเป็นเจ้า ฟ้าอภัยทศ ซึ่งเอาไปสำเร็จโทษเสียวัดทราก แขวงเมืองลพบุรีนั้น หาตายไม่ และชาวชนบทประเทศทั้งหลายที่ไม่รู้จักนั้น สำคัญว่า จริง ก็เชื่อถือ เข้าเป็นสมัครพรรคพวกกบฎธรรมเถียรเป็นอันมาก และกบฎธรรมเถียรขึ้นขี่ช้างพลายกางตัวหนึ่ง สูง ๕ ศอก มีเศษ กับไอ้คุลาผู้ทาสผู้หนึ่งเป็นควาญ พาสมัครพรรคพวกยกเข้ามาซ่อง สุมคนถึงแขวงเมืองสระบุรี เมืองลพบุรี และแขวงขุนละคร ได้ สมัครพรรคพวกเป็นอันมาก ครั้นถึงเดือน ๓ ก็ยกมายั้งอยู่ ณ พระตำหนักพระนคร หลวงประมาณ ๓ วัน แล้วให้คนสนิทลอบลงไปนิมนต์พระพรหม ณ วัดปากคลองช้างว่า เจ้าฟ้าอภัยทศเสด็จมาอยู่ ณ พระตำหนัก พระนครหลวงได้ ๓ วันแล้ว บัดนี้มีรับสั่งให้มานิมนต์พระผู้เป็น เจ้าขึ้นไป ครั้นพระพรหมได้แจ้งดังนั้น จึ่งว่าแก่ผู้ซึ่งมานิมนต์ว่า ถ้าและลูกกูยังอยู่จริง ไหนเลยจะอยู่แต่ที่พระนครหลวงเล่า ก็จะ ลงมาถึงกูนี้ การทั้งนี้หากโกหก หาจริงไม่ สูเจ้าอย่าเชื่อถือ ถ้า และผู้ใดเชื่อมัน ผู้นั้นก็จะพลอยตายเสียเปล่า ผู้ซึ่งมานิมนต์ได้ยิน ดังนั้น ก็กลับไปบอกกัน ต่างคนต่างแตกหนีออกเสียเป็นอันมาก ที่เชื่อถือยังอยู่นั้นก็มาก ครั้นรุ่งเช้าขบถธรรมเถียรก็ขึ้นขี่ช้าง แวด ล้อมไปด้วยพวกพลทั้งหลาย ยกจากพระนครหลวงจะลงมาตีกรุง


๔๙๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เทพมหานคร และประกาศแก่คนทั้งหลายว่า ตัวกูคือเจ้าฟ้า อภัยทศ จะยกลงไปตีเอาราชสมบัติคืนให้จงได้ และชาวคามนิคม ทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็เชื่อฟัง ถือแท้ว่าเจ้าฟ้าอภัยทศ ต่างคน ก็ถือเครื่องศัสตราวุธต่าง ๆ ตามมี ที่ไม่มีอาวุธสิ่งใดก็ถือพร้าบ้าง บ้างก็ได้ปะฏักและเคียว แห่ห้อมล้อมช้างขบถธรรมเถียรมาเป็นอัน มาก และโห่ร้องยกมาทางคลองบ่อโพง จะเข้ามายังเพนียด ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวังบวร เสด็จ ทรงช้างพระที่นั่งอยู่ ณ กลางแปลง มีผู้มีชื่อมากราบทูลว่า พวก ไอ้คิดมิชอบ คิดอ่านกันเป็นอันมาก บัดนี้ยกเข้ามาจะตีกรุง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ตก พระทัย มีพระบัณฑูรตรัสใช้ตำรวจให้เอาม้าเร็วรีบออกไปสืบดู ไอ้เหล่าร้ายยกมาถึงไหน และตำรวจรับสั่งแล้ว ก็ขึ้นม้าเร็วควบ ขับรีบไป เห็นพวกไอ้ขบถมาถึงตำบลบ่อโพง จะข้ามคลองช้าง แล้ว เห็นพันชัยธุชอันธรรมเถียรตั้งไว้ให้ถือธง ขี่กระบือนำหน้า พลมาก่อน ตำรวจจับเอาได้ พามาถวายกรมพระราชวัง มีพระ บัณฑูรตรัสถามว่าใครยกมา พันชัยธุชกราบทูลว่า เจ้าฟ้าอภัยทศ ยกมา จึ่งตรัสว่า ยกมาก็สู้กัน เราจะกลัวอะไร จึ่งสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวก็ทอดพระเนตรไปแต่เพนียด เห็นไอ้ขบถขี่ช้างยกรี้พล เข้ามาตามท้องทุ่ง จึ่งมีพระบัณฑูรตรัสใช้ขุนอินทร์ธิบาทให้เข้า ไปกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตร


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๙๗ พระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสได้ทราบเหตุดังนั้นแล้ว ก็ตกพระทัย ดำรัส ให้ผูกช้างต้นพลายมงคลจักรพาฬมาประเทียบเกย แล้วเสด็จทรง พระคชาธาร แวดล้อมด้วยข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลาย รีบ เสด็จขึ้นไปวังหน้า แล้วดำรัสใช้มหาดเล็กมีชื่อ ให้ไปเชิญพระแสง ขอพลพ่าย อันเป็นของพระนเรศวรชนช้างกับมหาอุปราชา อัน เก็บไว้นั้นมาว่าจะทรง มหาดเล็กรับพระราชโองการแล้ว ก็วิ่งมา โรงแสง ณ พระคลังแสงสรรพยุทธ์ พระเจ้าแผ่นดินก็รีบเสด็จไป ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร ดำรัสสั่งให้ ตระเตรียมกันจะรับที่เพนียด ขณะนั้นเจ้าพระยาธรมาอยู่ ( ที่ ) นั้น ด้วย จึ่งกราบทูลว่า ซึ่งจะตั้งรับที่เพนียดเห็นไม่ชอบกล ขอเชิญ เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปรับในกรุงเห็นจะดีกว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเห็นชอบด้วย จึ่งเสด็จเข้ามาในกรุง มิได้เสด็จไปพระราชวัง เสด็จตรงขึ้นไปบนป้อมมหาชัย ดำรัสให้ตรวจจัดรี้พลขึ้นประจำ รักษาหน้าที่เชิงเทิน ตรงพระราชวังบวรสถานมงคล ฝ่ายขบถ ธรรมเถียรขับช้างยกรี้พลมาถึงเพนียด มิได้เห็นผู้ใดตั้งรับ แล้วก็ ยกเข้ามายืนช้างอยู่ฟากวัดมณฑป ตรงรอทำนบหน้าพระราชวังบวร จึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาอุปราช ก็มีพระบัณฑูรตรัสให้ เจ้าพนักงานบรรจุปืนใหญ่ ณ ป้อมมหาชัย จะยิงเอาตัวขบถ ครั้น บรรจุแล้วก็ตั้งสัตยาธิษฐานว่า ข้าแต่เทพยดาสุรารักษ์อันสิ่งสู่รักษา ปืนใหญ่นี้ ถ้าและข้าพเจ้าบุญน้อย มิอาจสามารถจะดำรงราช


๔๙๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม สมบัติไว้ได้ไม่ และจะถึงปราชัยแก่ปัจจามิตรแล้วและจุดปืนบัดนี้ ขอให้ปืนจงแตกออกต้องข้าพเจ้าให้ถึงแก่ชีวิตอันตรายเถิด ถ้าและ ข้าพเจ้ามีบุญญาภิสังขารบารมีมาก อาจสามารถจะดำรงราชสมบัติ ในเศวตฉัตร เฉลิมแผ่นดินสยามประเทศไซร้ * ขอให้กระสุน ปืนใหญ่ไปต้องดัสกรให้พินาศฉิบหายเถิด ครั้นทรงอธิษฐานแล้ว ก็เสด็จทรงรับชุดจุดชนวนปืนใหญ่ และเพลิงชวนนั้นมิได้ติดดินดำ ก็ทรงพระปริวิตกสงสัยนัก จึ่งให้ ไขกระสุนดินดำซึ่งบรรจุไว้นั้นออกมา จึ่งรู้ว่าบรรจุผิด เอากระสุน ประจุเข้าก่อน เอาดินดำนประจุทีหลัง ก็ทรงพระพิโรธยิ่งนัก จึ่ง ดำรัสว่า มันเป็นพวกไอ้ขบถ จึ่งให้ประหารชีวิตผู้บรรจุปืนนั้น เสีย แล้วให้บรรจุใหม่ ทรงรับชุดจุดชนวนอีก ครั้งหลังกระสุน ปืนใหญ่นั้นก็ออกไปต้องช้าง ซึ่งขบถธรรมเถียรขี่มานั้น ล้มลงตาย ในที่นั้น และขบถธรรมเถียรกับไอ้คุลาทาสนั้น ก็ตกลงจากช้าง เจ็บป่วยเป็นสาหัส ก็หนีไปเร้นอยู่ ณ วัดทนานป่าข้าวสาร และ สมัครพรรคพวกไอ้ขบถทั้งหลายนั้นแตกฉานหนีไปทุกตำบล จึ่งมี พระบัณฑูรสั่งให้ข้าหลวงออกไปติดตามเอาตัวไอ้ขบถ และพวก ข้าหลวงได้ตัวไอ้ขบถธรรมเถียรและไอ้คุลาทาส ณ วัดนั้นมาถวาย

  • ตรงนี้ก็มีคำว่า สยามประเทศอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งเป็นชื่อที่เริ่มใช้ในรัชกาล ที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แสดงว่ามีผู้แทรกข้อความลงไปในรัลกาลที่ ๔ หลายแห่ง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๔๙๙ จึ่งมีพระบัณฑูรตรัสใช้ขุนพรหมธิบาล ให้เข้าไปกราบทูลพระกรุณา สมเด็จพระราชบิดา ให้ทราบโดยเหตุได้ขบถพ่ายแพ้ทุกประการ ส่วนพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าหลวง เสด็จยาตรา พระคชาธารมาถึงต้นสะพานช้าง พอมหาดเล็กซึ่งไปเชิญพระแสง ขอนั้นมาทันเข้า ก็ทูลเกล้าถวาย ทรงรับพระแสงขอพาดตระพอง พระยาสารลง พอขุนพรหมธิบาลมาถึง ถวายบังคมทูลประพฤติ เหตุทั้งปวงพร้อมกันเข้าที่นั้น ก็ดีพระทัย จึ่งมีพระราชโองการ ตรัสสั่งให้กะเกณฑ์กันไปตามจับสมัครพรรคพวกไอ้ขบถให้ได้จนสิ้น เชิง แล้วเสด็จกลับยังพระราชวัง ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร ก็ดำรัสให้ กะเกณฑ์ข้าหลวงไปติดตามจับกุมพรรคพวกไอ้เหล่าร้าย แล้วเสร็จ มายังพระราชวังหลวง ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระราชบิดา ถวายบังคมทูล แถลงการณ์ทั้งปวงให้ทราบสิ้นทุกประการ ครั้นได้พรรคพวกไอ้คิด มิชอบสิ้นเชิงแล้ว ก็ให้ประหารชีวิตไอ้ขบถธรรมเถียรและพรรค - พวกต้นเหตุทั้งปวงนั้นเสียเป็นอันมาก ที่เป็นแต่ปลายเหตุนั้น ให้ จำใส่เรือนตรุและส่งไปเป็นตะพุ่นหญ้าช้างนั้นก็มาก ที่แตกหนีเข้า ป่าดงไปนั้นก็มาก จนบ้านแขวงเมืองสระบุรี เมืองลพบุรี และ แขวงขุนละครร้างเสียหลายตำบล ในขณะเมื่อศักราช ๑๐๔๕ ปีกุนเบญจศก ล่วงไปแล้ว นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแรกเสด็จขึ้นราชาภิเษกเสวยราชสมบัติ


๕๐๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม และมีพระราชโองการให้หาบรรดาท้าวพระยาพระหัวเมืองข้างปาก ใต้ฝ่ายเหนือทั้งหลาย เข้ามาถวายบังคมถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาทุก หัวเมือง แต่พระยายมราชสังข์ซึ่งไปครองเมืองนครราชสีมา และ พระยารามเดโชซึ่งไปครองเมืองนครศรีธรรมราช ครั้งสมเด็จพระ นารายณ์เป็นเจ้านั้น แจ้งว่าพระเจ้าอยู่หัวได้เสวยราชสมบัติแล้ว และพระยาทั้งสองก็บังเกิดทิฐิมานะ กระด้างกระเดื่องขัดรับสั่งแข็ง เมืองอยู่ มิได้เข้ามาถวายบังคม ครั้นเมื่อเสร็จการฆ่าพวกไอ้ขบถ ธรรมเถียรแล้ว สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มีพระราชดำรัส ปรึกษา ด้วยพระบรมโอรสาธิราช กรมพระราชวังบวรว่า ซึ่งหัวเมืองทั้ง สองเป็นขบถแข็งเมืองอยู่ฉะนี้ จะไว้ช้ามิได้ จำจะเกณฑ์กองทัพ ยกไปตีเสียจึ่งจะชอบ แต่ทว่าเมืองนครราชสีมาอยู่ใกล้ ควรจะให้ ไปตีเสียก่อน ครั้นได้แล้วจึ่งให้ไปตีเอาเมืองนครศรีธรรมราชต่อ ภายหลัง สมเด็จพระบรมโอรสาธิรารชก็เห็นด้วยโดยพระราช - บรรหารทุกประการ จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งสมุหนายก ให้ตระ- เตรียมรี้พลเครื่องสรรพาวุธไว้ให้สรรพ ขณะนั้น พระยาศรีราชเดโชครั้งสมเด็จพระนารายณ์ถึง อนิจกรรมเสียแล้ว และทรงพระกรุณาตั้งข้าหลวงเดิมคนหนึ่งเป็น พระยาศรีราชเดโชแทนที่ แล้วดำรัสให้เป็นแม่ทัพไปตีเมืองนคร ราชสีมา แล้วตั้งข้าหลวงเดิมคนหนึ่งเป็นพระยานครราชสีมา ให้ เป็นกองหน้า ถ้าตีได้เมืองนครราชสีมาแล้ว ให้อยู่รั้งเมือง แล้ว


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๐๑ ดำรัสให้ท้าวพระยาอาสา ๖ เหล่าทั้งหลาย เป็นยกกระบัตร เกียก กาย กองหลัง และพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๒๐๐ ม้า ๓๐๐ และเครื่องศัสตราวุธ ปืนใหญ่น้อย กระสุนดินประสิว มหาพิชัยฤกษ์ในเดือน ๔ ปีชวด ฉศก จึ่งพระยาศรีราชเดโช และท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลาย ก็กราบถวายบังคมลา ยกช้างม้ารี้พลไปโดยทางเมืองสระบุรี ฝ่ายพระยานครราชสีมาแจ้งว่า กองทัพกรุงยกขึ้นมาดังนั้น ก็ตรวจจัดรี้พลเครื่องสรรพาวุธทั้งปวงพร้อมสรรพ แล้วแต่งทัพ ยกลงมาตั้งค่ายรายรับตามระยะทางนั้นเป็นหลายตำบล ฝ่ายกอง ทัพพระยาศรีราชเดโชก็ยกขึ้นไปตีค่ายชาวเมืองอันมาตั้งรับนั้น และ ได้รบพุ่งกันเป็นสามารถ กองทัพชาวนครราชสีมาต้านทานมิได้ ก็แตกฉานไปทุก ๆ ค่าย และพ่ายแพ้กลับเข้าเมือง กองทัพกรุง ตีค่ายรายทางทั้งหลายแตกฉานแล้ว ก็ยกติดตามไปถึงเมือง และ พระยานครราชสีมาก็ตรวจจัดพลทหารขึ้นประจำหน้าที่เชิงเทินปรา - การเมืองโดยรอบ กอปรด้วยเครื่องสรรพายุทธ์ ปืนใหญ่น้อย ทั้งปวงพร้อมสรรพ และป้องกันเมืองเป็นสามารถ ฝ่ายทัพกรุงก็ยกเข้าตั้งค่ายรายล้อมเมืองนครราชสีมาโดย รอบ แล้วแต่พลอาสา ๓,๐๐๐ ยกเข้าป่ายปีนปล้นเอาเมือง ชาว เมืองรบพุ่งป้องกันเป็นสามารถ และพุ่งศัสตราวุธ ปืนใหญ่น้อย


๕๐๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยามระดมยิงออกมาต้องพลอาสาทัพกรุงล้มตาย บาดเจ็บเป็นอันมาก เห็นจะป่ายปีนเอามิได้ ก็ถอยออกมา แต่ยกเข้าปล้นดังนั้นเป็น หลายครั้ง ชาวเมืองรบพุ่งต้านทานป้องกันอยู่เป็นสามารถ รี้พล ล้มตาย จะปล้นเอามิได้ ก็ล้อมแต่มั่นไว้ แต่ตั้งล้อมอยู่เป็นหลาย เดือนจนเสบียงอาหารก็ขาดลง รี้พลอดอยากซูบผอม ไข้เจ็บล้มตายเป็นอันมาก บ้างหลบหลีกหนีไปจากกองทัพนั้นก็มาก และท้าว พระยานายทัพนายกองทั้งหลายปรึกษากัน บอกลงมาถึงสมุหนายก ขอกองทัพยกหนุนขึ้นไปช่วย และขอกระสุนดินดำและเสบียง อาหารสำหรับทัพทั้งปวง จึ่งเจ้าพระยาจักรีกราบบังคมทูลพระกรุณา โดยใบบอกทั้งปวงนั้น ให้ทราบสิ้นทุกประการ พระบาทบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสได้ทรงฟังทราบประ - พฤติเหตุดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธ ดำรัสว่า ไอ้เหล่านี้ใช้ให้ไปตี เมืองนครราชสีมานิดหนึ่งเท่านั้น ทัพ ๑๐,๐๐๐ ยกไป ยังว่าหา หักเอาได้ไม่ ได้เหล่านี้ควรจะเลี้ยงมันได้หรือ แล้วดำรัสให้ สมุหนายกแต่งข้าหลวงขึ้นไปกุมเอาท้าวพระยา นายทัพนายกองทั้ง หลายพันธนาลงมายังกรุงเทพมหานคร ครั้นได้ตัวมาพร้อมแล้ว ก็ให้ลงพระราชอาชญาเฆี่ยน แล้วริบทรัพย์สิน เครื่องอัญมณี ทั้งปวง แล้วให้ตระเวนบกตระเวนเรือ ๓ วัน แล้วประหารชีวิต นายทัพนายกองเสียเป็นอันมาก แล้วทรงพระกรุณาดำรัสสั่งอัครมหาเสนาธิบดี ให้เกณฑ์


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๐๓ กองทัพยกขึ้นไปตีเมืองนครราชสีมาใหม่เล่า และเจ้าพนักงานซึ่ง ไปเบิกดินดำในตึกดิน เอาจอบขัดคุมพะเนียง * ซึ่งใส่ดินอันผนึก ไว้นั้นขึ้น ก็เป็นประการเพลิงกระเด็นลงในดินดำ ๆ นั้นก็วูบขึ้น เป็นอันหนึ่งอันเดียว และเทือกดินนั้นมากมีกำลังมาก ก็โชติขึ้น ทำลายทัพสัมภาระแห่งตึกนั้นพังลง แล้วหอบหุ้มขึ้นบนอากาศแตก ไปโดยทิศน้อยใหญ่ เสียงกึกก้องสนั่นหวั่นไหวกัมปนาทพระธรณี ดุจเสียงมหาอสุนีบาต ต้องชาวพระนครล้มตายเจ็บป่วยได้ทุกข - เวทนาเป็นอันมาก และได้ลูกดินนั้นก็น้อย จึ่งเกณฑ์กองทัพแต่ ๕,๐๐๐ สรรพด้วยช้างม้าเครื่องศัสตราวุธ และเสบียงอาหารทั้งปวงยกขึ้นไป ครั้นไปถึงเมืองนครราชสีมา ก็ให้ตั้งค่ายล้อมเมืองไว้ดุจ ครั้งก่อน และพระยานครราชสีมาก็ตรวจจัดรี้พลขึ้นอยู่ประจำ รักษาหน้าที่เชิงเทินปราการ ป้องกันเมืองเป็นสามารถ ทัพกรุงยก เข้าแหกหักเป็นหลายครั้ง ชาวเมืองรบพุ่งป้องกันทั้งกลางวันกลาง คืนไม่ย่อหย่อน ทัพกรุงแหกหักเอามิได้ ก็ตั้งล้อมมั่นไว้ แต่ทัพ กรุงยกไปเคี่ยวขับทำสงครามด้วยชาวนครราชสีมาทั้ง ๒ ครั้ง ประ - มาณ ๒ ปีเศษ ชาวเมืองมิได้ทำนาสิ้น ๒ เทศกาลแล้ว เสบียง อาหารก็กันดารลง ไพร่พลเมืองอดอยากซูบผอมล้มตายเป็นอันมาก

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า เอาจอบขุด ตุ่มเพนียง

๕๐๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม บ้างยกครัวหนีออกจากเมืองนั้นก็มาก แต่ทว่าพระยายมราชเจ้า เมืองนี้มีฝีมือเข้มแข็ง ตั้งเคี่ยวขับต้านทานอยู่มิได้แตกฉาน อนึ่งท้าวทรงกันดาลอู่ซึ่งเป็นโทษถอดเสียนั้น หนีขึ้นไป อยู่ในเมืองนครราชสีมานั้นด้วย และท้าวพระยานายทัพนายกอง ซึ่งตั้งล้อมอยู่นั้น ก็ปรึกษากันเห็นว่า จะแหกหักเอามิได้ ด้วย ชาวเมืองรบพุ่งต้านทานแข็งมืออยู่ จึ่งคิดกลอุบายเป็นหลายอย่าง และให้ทำลูกปืนกลยิงไปตกลง แล้วก็สงบอยู่ ต่อเพลิงติดลามเข้าไป ถึงดินแล้ว จึ่งแตกออกถูกผู้คนล้มตาย อุบายหนึ่งนั้นให้ผูกว่าวจุฬา ใหญ่ชักขึ้นแล้ว เอาหม้อดินผูกแขวนสายป่านอันใหญ่หย่อนเข้า ไปในเมือง และจุดเพลิงชนวนล่ามไว้ ครั้นเพลิงชนวนติดถึงดิน แล้ว ให้ตกลงไหม้ในเมือง และอุบายหนึ่งนั้นให้เอาเพลิงอังแพลม ผูกลูกธนูยิงระดมเข้าไปเผาเมือง ครั้นจัดแจงแต่งการทั้งปวงพร้อม แล้ว เพลากลางคืนดึกประมาณ ๓ ยาม ก็ให้ยิงปืนกล ชักว่าว จุฬา และยิงธนูระดมเข้าไปพร้อมกัน แล้วแต่งพลอาสาหนุนเข้า ไปปล้นเอาเมือง ฝ่ายชาวเมืองต้องปืนกลนั้นตายก็มาก ด้วย ประมาทอยู่มิได้เคยพบเคยเห็นมาแต่ก่อน และหม้อดินซึ่งผูกว่าว จุฬา และลูกผูกธนูผูกเพลิงอังแพลมนั้น ก็ตกลงติดหลังคาเรือน ทั้งปวงในเมืองนั้น เพลิงติดรุ่งโรจน์โชตนาการ ไหมไปทุกหน ทุกแห่ง ชาวเมืองมิอาจจะอยู่รักษาหน้าที่เชิงเทินได้ ต่างคนละ หน้าที่เสีย วิ่งระส่ำระสายไปเป็นอลหม่าน บ้างเสียข้าวของล้มตาย


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๐๕ และลำบากเวทนาอยู่นั้นก็มาก ก็เสียเมืองแกทัพกรุง ๆ เข้าเมืองได้ ไล่จับผู้คนหาสิ่งของทั้งปวงต่าง ๆ และตัวพระยานครราชสีมานั้น พาท้าวทรงกันดาล ครอบครัวบุตรภรรยา ทแกล้วทหารทั้งปวง แหกหนีออกไปจากเมืองแต่ในกลางคืน หาได้ตัวไม่ กองทัพได้เมืองนครราชสีมาแล้ว ก็แต่งหนังสือบอกลงมา ถึงสมุหนายก ให้กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ พระบาทบรมบพิตร พระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสทราบประพฤติเหตุนั้นแล้ว ก็ดำรัสให้มีตราตอบขึ้นไปยังกองทัพว่า ให้จัดแจงตั้งแต่งผู้รั้งกรม - การอยู่รักษาเมืองให้ราบคาบเป็นปรกติแล้ว ก็ให้เลิกทัพกลับมา ยังพระมหานครเถิด ครั้นท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลายได้แจ้งในท้องตรา นั้นแล้ว ก็ทำตามพระราชกำหนดขึ้นไปนั้นทุกประการ ครั้นเสร็จ แล้วก็เลิกทัพกลับมายังกรุงเทพมหานคร และขึ้นเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว กราบทูลแถลงโดยอันได้คิดอ่านทำการปล้นเอาเมืองนั้น ให้ทราบ สิ้นทุกประการ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็พระราชทานรางวัลแก่ท้าว พระยานายทัพนายกองทั้งปวงเป็นอันมาก โดยลำดับฐานานุศักดิ์ ลุศักราช ๑๐๔๗ ปีฉลู สัปตศก ขณะนั้นสมเด็จพระ อัครมเหสีฝ่ายขวา กรมหลวงโยธาทิพ ทรงพระครรภ์กำหนดถ้วน ทศมาส ก็ประสูติพระราชโอรสกอปรด้วยสิริรูปเป็นอันดี พระ ราชวงศานุวงศ์ ทั้งหลายถวายพระนาม ชื่อเจ้าพระขวัญ และ


๕๐๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เมื่อวันประสูตเพลากลางคืนนั้น แผ่นดินไหวเป็นอัศจรรย์ ครั้น ทรงวัฒนาขึ้นมา คนทั้งหลายนับถือมาก ด้วยเป็นพระราชนัดดา ของสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า เป็นวงศ์กษัตริย์อันประเสริฐ และคนทั้งหลายเข้าสวามิภักดิ์เป็นข้าใต้ฝ่าพระบาทเป็นอันมาก แต่ปีกุน เบญจศกแล้วนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรง พระดำริว่า ที่บ้านหลวงตำบลป่าตองนั้น เป็นที่มงคลสิริราชฐาน อันประเสริฐ สมควรจะสร้างเป็นพระอาราม มีพระอุโบสถ วิหาร การเปรียญ พระเจดียฐาน กำแพงแก้ว และกุฎีสงฆ์ ศาลา สะพาน เว็จกุฏีพร้อม แล้วทรงพระกรุณาให้หมื่นจันทรา ช่าง เคลือบ ทำกระเบื้องเคลือบสีเหลืองมุงพระอุโบสถวิหารทั้งปวง และการสร้างพระอารามนั้น ๓ ปีเสร็จ จึ่งสำเร็จในปีขาล อัฐศก แล้วพระราชทานนามบัญญัติพระอาราม ชื่อวัดพระบรมพุทธราม ตั้งเจ้าอธิการชื่อพระญาณสมโพธิ ราชาคณะคามวาสี ครองพระ อาราม แล้วทรงพระกรุณาให้มีการฉลองและมีการมหรสพ ๓ วัน และทรงถวายไทยทานแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก และพระราชทาน เลกข้าพระไว้อุปัฏฐากพระอารามก็มาก แล้วถวายพระกัลปนาขึ้น แก่พระอารามตามธรรมเนียม ในศักราช ๑๐๔๘ ปีขาล อัฐศกนั้น กรมการเมืองไชยา บอกข้อราชการเข้ามาถึงกรมพระกลาโหม ในลักษณะนั้นว่า เจ้า พระยานครศรีธรรมราชเป็นขบถแข็งเมือง และซ่องสุมผู้คนเครื่อง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๐๗ ศัสตราวุธเป็นอันมาก จะยกเข้ามาตีหัวเมืองฝ่ายตะวันตกทั้งปวง ได้หัวเมืองทั้งปวงแล้วจะยกเข้าไปทำลายกรุง อนึ่งนายสังข์ยมราช เจ้าเมืองนครราชสีมาก ซึ่ง ( หนี ) ไปได้นั้น พาสมัครพรรคพวก ออกไปตั้งอยู่ ณ พรมแดนเมืองนครศรีธรรมราชและแขวงไชยาต่อ กัน และคิดการขบถเข้าด้วยเจ้าพระยานครศรีธรรมราช อีกตั้งซ่อง สุมชาวนอกทั้งปวงและผู้คนเข้าเกลี้ยกล่อมสังข์ยมราชนั้นก็มาก จึง เจ้าพระยาโกษาธิบดีนำเอาข้อราชการนั้นขึ้นกราบทูลพระกรุณาให้ ทราบ พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ตรัส ทราบเหตุดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธ ดำรัสว่าไอ้สองคนนี้องอาจนัก จะ ไว้มันมิได้ ควรจะแต่งทัพใหญ่ยกไปทั้งทางบกทางเรือ ปราบปราม มันเสียจึ่งจะชอบ อันไอ้ขบถสองคนนี้มันไม่พ้นเงื้อมมือเรา แม้น ได้ตัวแล้วจะสับมิให้กากลืนแค้น ( คอ ) แล้วมีพระราชดำรัสสมุห - กลาโหม ให้ตรวจเตรียมช้างม้าเครื่องสรรพยุทธ์ทั้งปวง และเรือ รบ เรือไล่ เรือลำเลียงเสบียงอาหารให้พร้อมไว้ทั้งทางบกทางเรือ แล้วมีพระราชโองการมาณพระบัณฑูรสุรสิงหนาทดำรัสเหนือเกล้า สั่งให้พระยาสุรสงครามเป็นแม่ทัพหลวง พระสุรเสนาเป็นยกกระ - บัตร พระยาเพชรบุรีเป็นเกียกกาย พระยาศรีราชเดโชเป็นกอง หน้า พระยาราชบุรีเป็นทัพหลัง ถือพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ สรรพด้วยเครื่องสรรพาวุธทั้งปวง ยกไปทางบก


๕๐๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฝ่ายทัพเรือนั้น ให้พระยาราชบังสันเป็นนายกอง เรือรบชเล ๑๐๐ ลำ พลรบพลแจว ๕,๐๐๐ ยกไปทางชเลทัพหนึ่ง และให้ทัพบก ทัพเรือยกไประดมตีเอาเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นถึงวันอันได้มหาพิชัยฤกษ์ จึ่งพระยาสุรสงคราม พระยาราชบังสัน และท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลายก็กราบ ถวายบังคมลา ยกทัพไปตีเมืองนครศรีธรรมราชโดยลำดับสถลมารถ ชลมารถ ไปพร้อมทัพกัน ณ เมืองไชยาบุรี และแม่ทัพบกเกณฑ์ เอาผู้รั้งกรมการเมืองชุมพร เมืองไชยา ถือพลหัวเมืองทั้งปวงเข้า บรรจบทัพยกไปด้วย แล้วกำหนดไปแก่กองทัพเรือให้ยกออกจาก เมืองไชยาพร้อมกัน และกองทัพยกไปถึงพรมแดนเมืองไชยาและ เมืองนครศรีธรรมราชต่อกัน ซึ่งนายสังข์ยมราชตั้งอยู่นั้น ก็เข้าล้อมไว้ในตเพลากลางคืน และนายสังข์ยมราชมิรู้ตัว ไม่ทันที่จะ จัดแจงต้านทานให้มั่นคง ต้องจำเป็นจำรบพุ่ง ผู้คนทแกล้วทหาร มิทันพร้อมเพรียงกัน ระส่ำระสายไปเป็นอลหม่าน และนายสังข์ ยมราชมีฝีมือเข้มแข็ง ถือพลทหารออกแหกหักจะออกมา ทัพกรุง ต่อรบต้านทานไว้เป็นสามารถ แล้วเข้ารุมตีกระหนาบเป็นหลาย กอง พวกสังข์ยมราชน้อยตัว เหลือกำลังแหกออกมิได้ ก็แตก ฉานล้มตายเป็นอันมาก และตัวสังข์ยมราชหนีไปมิพ้น กับทหาร ร่วมใจ ๗ - ๘ คนด้วยกัน ก็ยืนประจัญรบพุ่งอยู่จนตายในที่รบ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๐๙ สิ้น ทัพกรุงได้ชัยชำนะและได้เชลยพวกสังข์ยมราชนั้นก็มาก ก็ยก ล่วงแดนเมืองนครศรีธรรมราชเข้าไป ส่วนเจ้าพระยานครศรีธรรมราชแจ้งว่า ทัพกรุงยกออก มาทั้งทัพบกทัพเรือ และเสียสังข์ยมราชแก่ทัพบกดังนั้น ก็เสียใจ จึ่งแต่งทัพบกทัพเรือ ยกไปรบพุ่งต้านทานไว้ให้หย่อนกำลังศึกลง ก่อน แล้วกวาดเอาครอบครัวอพยพบ้านนอกทั้งปวง ปักขวาก หนามตามทำนองศึกพร้อมเสร็จ แล้วจัดแจงบ้านเมือง บำรุง ทแกล้วทหารไวคอยต้านทานรบพุ่งทัพกรุงเป็นสามารถ ฝ่ายทัพเรือพระยาราชบังสันยกไปทางชเล ล่วงแดนเข้า เมืองนครศรีธรรมราชก่อนทัพบก ได้ยุทธนาการด้วยทัพเรือเมือง นครศรีธรรมราชในกลางชเล และทัพเรือเมืองนครต่อรบต้านทาน เป็นสามารถ ทัพเรือฝ่ายกรุงจะหักเอามิได้ ก็ทอดสมอรอยิงกันอยู่ เป็นหลายวัน เสียงปืนใหญ่สนั่นครั่นครื้นกึกก้อง สะเทือนท้อง มหาอรรณพนทีดุจเสียงมหาวาตะพายุใหญ่ ถ้อยทีมิได้ชัยชำนะแก่ กัน ส่วนทัพบกนั้นก็ไปปะทะทัพเมืองนครศรีธรรมราช ตั้งค่ายรับ อยู่เป็นหลายค่าย ก็ยกเข้าโจมตี ได้ยุทธนาการด้วยชาวนครศรี - ธรรมราช ชาวนครศรีธรรมราชรบพุ่งต้านต่อเป็นสามารถจนถึงอา - วุธสั้น ทัพกรุงหักเอามิได้ ก็ตั้งค่ายรายล้อมอ้อมโอบค่ายชาวนคร ศรีธรรมราชเข้าไว้ และได้ต่อยุทธนาการกันหลายวันหลายเพลา กองทัพเมืองนครเห็นทัพกรุงมีฝีมือเข้มแข็ง จะรับไว้มิอยู่ ก็แหก


๕๑๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม หนีออกจากค่ายแต่ในกลางคืน ทัพกรุงไล่ติดตามไปในทันที ทัพ เมืองนครมิได้รอรับ วิ่งกระจัดพลัดพราย พ่ายหนีไปเป็นอลหม่าน ไม่เป็นตำบลสนธยา เสียพลช้างม้า เครื่องศัสตราวุธแก่ทัพกรุง เป็นอันมาก ที่ต้องอาวุธบาดเจ็บล้มตายทั้งนายและไพร่นั้นก็มาก ก็รุดทัพหนีไปยังเมืองนครศรีธรรมราช ฝ่ายทัพกรุงได้ชัยชำนะ จับได้ช้างม้า คนเชลย อาวุธ ต่าง ๆ เป็นอันมาก ก็ยกติดตามไป ครั้นแจ้งว่าข้างทัพเรือชาว เมืองนครรบต้านทานอยู่เป็นสามารถ เข้ายังมิได้ ก็ยกกองทัพลง ไปช่วยตีกระหนาบสกัดหลังทางชเล และทัพเรือเมืองนครถูกทัพ กระหนาบหน้าหลัง เสียรี้พลล้มตายมาก ทานมิได้ ก็แตกฉาน พ่ายหนีและชักใบแล่นกับไปโดยทิศานุทิศทั้งปวง กองทัพกรุงได้ ชัยชำนะ ก็ยกเข้าล้อมเมืองนครศรีธรรมราชพร้อมกันทั้งทัพบก ทัพเรือ และตั้งค่ายรายล้อมไปรอบเมือง ฝ่ายพระยารามเดโชเจ้าเมืองนครศรีธรรมราช ครั้นเสีย ทัพบกทัพเรือแก่ข้าศึกดังนั้น ก็เสียใจ จึ่งจัดทหารขึ้นประจำรักษา หน้าที่เชิงเทินโดยรอบ กอปรด้วยเครื่องสรรพยุทธ์ป้องกันเมือง เป็นสามารถ แล้วแต่งทัพออกไปตีข้าศึก และได้รบกันทุกวัน ๆ มิได้ขาด จนรามือกันลง แล้วนัดกันแต่งทหารชำนาญดาบ โล่ ดั้ง ๒ มือ ให้ออกรำสู้กันตามกระบวนเพลงตัวต่อตัวเป็นหลาย ครั้ง แต่ทัพกรุงกับชาวนครตั้งเคี่ยวขับทำสงครามกันมาช้านาน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๑๑ ประมาณถึง ๓ ปี ถ้อยที่มีฝีมือเข้มแข็ง มิได้มีชัยและปราชัยแก่ กัน และพลซึ่งรักษาหน้าที่ และพลค่ายล้อมร้องเพลงพ้อกันไปมา ต่าง ๆ ฝ่ายทัพกรุงมีเรือลำเลียงข้าวเสบียงอาหารส่งกันอยู่มิได้ขาด เลี้ยงรี้พลมิได้อดอยากซูบผอมและบริบูรณ์อยู่สิ้น กำลังศึกแข็งมือ อยู่ ฝ่ายในเมืองสิ้นเสบียงอาหาร ผู้คนอดอยากซูบผอมล้มตาย มาก กำลังศึกก็ถอยลง ก็แต่งพลอาสา ๒,๐๐๐ ยกเข้าถอนขวาก หนาม ข้ามคูเข้าไป เอาบันไดพาดป่ายปีนปล้นเอาเมือง และ พระยารามเดโชเจ้าเมือง มายืนให้พลทหารรบพุ่งป้องกันเป็น สามารถ และพุ่งศัสตราวุธ แหลนหลาว ยิงปืนใหญ่ จ่ารงค์ มณฑก นกสับ ระดมออกไปดังห่าฝน ต้องพลอาสาทัพกรุงล้ม ตายบาดเจ็บมาก และจะปล้นเอามิได้ ก็พ่ายออกไป จึ่งแม่ทัพ ใหญ่ให้ทำทุบทูบังตัวกันอาวุธ ยกเข้ามาปล้นอีกเล่า และขุด อุโมงค์รุ้งเข้ามาใกล้เชิงกำแพงเมือง ชาวเมืองพุ่งศัสตราอาวุธมิได้ ถูกต้อง จึ่งพระยารามเดโชเจ้าเมือง ก็แต่งพลทหารออกทะลวงฟัน ข้าศึกซึ่งขุดอุโมงค์เข้ามานั้น และได้ต่อยุทธนาถึงอาวุธสั้น ประ - จัญจู่โจมฟันพลทาสาทัพกรุงล้มตายมาก เห็นจะทำการมิได้ ก็กลับ ไป และบรรดาขุนนางกรมการทั้งหลายในเมืองนคร เอาใจลง ด้วยพระยารามเดโช เป็นขบถแข็งเมืองสิ้นทั้งนั้น ช่วยกันตรวจ ตรารักษาหน้าที่เชิงเทิน ป้องกันเมืองเป็นกวดขัน มิได้เอาใจ ออกหาก และประนีประนอมกันอยู่สิ้น


๕๑๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จึ่งพระยารามเดโชก็ปรึกษาด้วยขุนนางกรมการทั้งปวงว่า ซึ่งทัพกรุงยกออกมาตีเมืองเราบัดนี้ได้ยกเข้ามาปล้นหลายครั้ง ทำ มิได้ ก็ระอามือเราอยู่ และศึกเราได้ที จะไว้ช้ามิได้ ควรจะยก ออกไปตีให้แตกฉานพ่ายไปเสียจึ่งจะชอบ และขุนนากรมการ ทั้งปวงก็เห็นชอบด้วย จึ่งให้จัดพลทหารที่มีฝีมือเข้มแข็งประมาณ ๓,๐๐๐ ล้วนถืออาวุธสั้น และพระยารามเดโชก็ยกพลทหารออกจาก เมืองในกลางคืน และขับพลทหารเข้าไปปล้นค่ายข้าศึก และพลทัพกรุงซึ่งรักษาหน้าที่ล้อมรู้ตัว ก็สาดปืนไฟใหญ่น้อยยิงระดมออกมา แล้วยกออกมาจากค่าย ไล่ทะลวงฟันพลทหารชาวเมืองนคร ๆ ก็ยืน ยันประจัญบานต่อยุทธ์ โห่อึงอุดเอาชัย รี้พลล้มตายทั้งสองฝ่าย แต่ทว่าพวกชาวเมืองตายมากกว่าประมาณ ๒ เท่า แลพระยาราม เดโชเห็นจะเอาชัยชำนะมิได้ ก็พ่ายกลับเข้าเมือง แต่ยกออกปล้น ค่ายดังนี้เป็นหลายครั้ง เสียรี้พลทแกล้วทหารมาก จะตีให้แตก ฉานมิได้ ก็รักษาแต่มั่นไว้ บรรดาไพร่พลเมืองทั้งหลายอดอยาก อาหารซูบผอมมาก และล้มตายเปลืองไปทุกวัน ๆ และเสบียง อาหารเบียดแว้งเลี้ยงกันไปก็สิ้นมือลง เจ้าพระยานครศรีธรรมราช ก็เศร้าใจ เห็นจะรักษาเมืองไว้มิได้ ด้วยขัดเสบียงอาหาร จะ แต่งออกลาดหากินนอกเมืองก็มิได้ ด้วยข้าศึกตั้งล้อมไว้โดยรอบ มิรู้ที่จะคิดอุบายถ่ายเทเลย จึ่งคิดว่า ซึ่งกูจะอยู่ในเมืองให้พวก ประทุษร้ายแผ่นดินจับได้อย่าสงสัย กูจะหนีไปให้รอด แต่อุบาย


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๑๓ ซึ่งจะหนีไปนั้น เห็นจะเอาธุระได้ก็แต่พระยาราชบังสัน ซึ่งเป็น แม่ทัพเรือออกมานั้น ด้วยเป็นสหายเพื่อนรักกันมาแต่ก่อน เห็น จะเสียกันมิได้ จะช่วยแก้ไขให้รอด จึงแต่งหนังสือลับให้คนสนิทไว้ใจ ถือลอบออกไปถึงพระ ยาราชบังสันเป็นใจความว่า หนังสือเราพระยารามเดโช มาถึง สหายเราพระยาราชบังสัน ด้วยเราทั้งสองเป็นข้าทูลละอองธุลีพระ บาทสมเด็จบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวแห่งเรามา ด้วยกัน และเป็นสหายรักคู่ชีวิตจิตใจ ได้สุขทุกข์ทำราชการฉลองพระเดช พระคุณมาแต่ก่อนเป็นอันมาก และครั้งเมื่อทรงพระกรุณาดำรัสใช้ ให้ไปตีเมืองลาว เมืองละว้าและตีพม่า ซึ่งยกตามมอญเข้ามาตั้ง ณ เมืองไชยโยกนั้น และเราทั้งสองก็เป็นคู่ทุกข์คู่ยาก ได้ทำราชการ งานสงคราม เอาชัยชำนะมาทูลเกล้าถวายด้วยกันเป็นหลายครั้ง และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาโปรดปรานพระราชทาน ยศศักดิ์ ชุบเลี้ยงเราทั้งสองถึงขนาด และเมื่อพระองค์ทรงพระ ประชวรนั้น มีทาสปริปักษ์ กล่าวคือพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์ ๒ คนพ่อลูก ละน้ำพิพัฒน์สัตยาเสีย คิดอ่านทำการขบถช่วงชิง เอาราชสมบัติ และเสนาบดีทั้งปวงในกรุง มิได้มีผู้ใดช่วยคิดอ่าน ทำการกำจัดศัตรูราชสมบัติเสียได้ และพระองค์ทรงพระโทมนัสจน เสด็จสวรรคต และราชสมบัติก็ได้สิทธิ์แก่พระเพทราชา แล้วให้ หาท้าวพระยาพระหัวเมืองทั้งหลายเข้าไปถวายบังคม ฝ่ายเราขัด


๕๑๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม แข็งอยู่ มิได้เข้าไปนั้น ใช่ว่าตัวเราจะเป็นขบถต่อแผ่นดินหามิได้ เหตุว่าเราคิดกตัญญูในพระผู้เป็นเจ้าของเรา ซึ่งเสด็จสวรรคตนั้น จึงมิได้เข้าไปอ่อนน้อมยอมตัวเป็นข้าผู้ประทุษร้ายแผ่นดิน ประการ หนึ่งก็เกิดมาเป็นชายชาติทหารคนหนึ่งก็มีทิฐิมานะอยู่บ้าง ที่ไม่ เคยกลัวเกรงนบนอบไซร้ ก็ไม่นบนอบ ได้ถือตัวอยู่ตามประเพณี คติโลกวิสัย จึ่งมีศึกยกมาติดเมืองเรา และทัพกรุงกับเราได้ทำ ยุทธนาการสงครามกันมาช้านาน ใช่ว่าทแกล้วทหารแห่งเราจะเข็ด ขามคร้ามฝีมือศึกพลทหารกรุงนั้นหามิได้ ก็พอสู้รบกันได้อยู่ และ บัดนี้ฝ่ายเราหย่อนกำลังลงด้วยขัดเสบียงอาหาร จำเป็นจำแพ้ด้วย ออกลาดหากินไม่ได้ เห็นจะรักษาเมืองไว้เป็นอันยาก เราไม่สู้รบ แล้ว จะหนีไปจากเมือง และซึ่งจะแหกออกนั้น อย่าคิดเลยว่า ค่ายล้อมทัพกรุงจะทานฝีมือเราได้ คงเราจะแหกออกได้ไม่ขัดสน แต่ทว่าจะไปมิตลอด ด้วยไม่มีนาวาที่จะไป และซึ่งเราจะไปรอด ชีวิตอันร้ายครั้งนี้ ก็เพราะสหายเราจะเอาธุระเรา และสหาย เราจงคิดถึงความทุกข์ความยกาด้วยกันมาแต่หนหลังครั้งเป็นข้าทูล - ละอองธุลีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งเรามาด้วยกันนั้น และ จงได้เมมตาการุญภาพอนุเคราะห์แก่เราครั้งนี้เถิด ช่วยจัดแจงเรือ รบไว้หน้าท่าสักลำหนึ่ง ใน ๓ วันเราจะแหกออกไปโดยค่ายล้อม ด้านสหายเรา และลงเรือได้แล้ว ก็จะลาสหายเราหนีไปตามยถา - กรรมของเรา


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๑๕ ครั้นพระยาราชบังสันได้แจ้งในหนังสือนั้นแล้ว ก็คิดถึง ความหลังซึ่งได้เป็นสหายรัก และเป็นเพื่อนทุกข์ยากมาแต่ก่อนนั้น ก็มีจิตคิดเมตตาแก่พระยารามเดโชยิ่งนัก ด้วยเป็นชาติแขกด้วยกัน แล้วเข้าใจว่าการนี้ลับอยู่ มิได้มีผู้ใดรู้เห็น ก็จัดแจงเรือรบไว้รับ ณ หน้าท่าลำหนึ่ง แล้วเขียนหนังสือลับเป็นใจความว่า ซึ่งธุระของ สหายเราประสงค์นั้น เราก็จัดแจงไว้พร้อมแล้ว จงรีบออกมาโดย เร็วเถิด อย่าให้เนิ่นช้า การจะเอิกเกริกไป เราจะได้ความผิด แล้วส่งหนังสือให้ผู้ถือออกมานั้นกลับเข้าไปแจ้งแก่พระราชเดโช ๆ ได้แจ้งแล้วก็มีความยินดีนัก จึ่งสั่งทหารร่วมใจทั้งหลาย ๕๐ เศษ ให้ตระเตรียมตัวให้พร้อมไว้ ครั้นค่ำลงพระยารามเดโชกับทหาร ร่วมใจทั้งหลาย ก็ไล่ฆ่าฟันบุตรภรรยา ญาติ และขุนนางกรมการ ทั้งหลายตายสิ้น ตามประเพณีวิสัยแขกไม่สู้ จะหนีแล้วก็ย่อมฆ่า กันเสียสิ้น มิให้ข้าศึกได้ไปเป็นเชลย และพระยารามเดโชก็ถือดาบ ๒ มือนำหน้า พลทหารทั้งหลาย ๕๐ เศษ ล้วนถือดาบ ๒ มือด้วย กันสิ้น เปิดประตูกรูกันออกจากเมืองในเพลากลางคืน แล้ววิ่งเข้า จู่โจมโรมรุกบุกบั่น ฟันปีกกาค่ายล้อมด้านริมแม่น้ำหน้าที่พระยา ราชบังสัน และพลอาสาจามซึ่งรักษาค่ายล้อมทั้งหลายนั้น ก็ระดม ปืนไฟใหญ่น้อยยิงแย้งออกมาเป็นโกลาหล และพระยารามเดโช กับพลทหารทั้งหลายเป็นคนดีมีวิชา อาวุธมิได้ถูกต้องและมิได้ย่น ย่อท้อถอย ก็แหกหักค่ายปีกกาพังลงได้ ก็ไล่ทะลวงจ้วงฟอนฟัน


๕๑๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พลอาสาจามทั้งหลาย ล้มตายและลำบากเป็นอันมาก พลค่ายล้อม ทั้งหลายทานผีมือมิได้ ก็แยกออกไปให้ พระยารามเดโชกับพล ทหารทั้งหลาย ก็ไล่ฟาดฟันฝ่ายพลทัพกรุง แหวกเป็นช่องออกไป มิได้มีผู้ใดต้านทาน ก็พาพลทหารกรูกันลงได้ในเรือรบซึ่งพระยา ราชบังสันจัดแจงจอดไว้รับ ณ หน้าท่านั้น แล้วออกเรือไปถึงชเล ชักใบแล่นออกไปยังมหาสมุทร แล่นหนีไปยังเมืองแขก ทัพกรุงก็เข้าเมืองได้ ไล่จับผู้คน เก็บสิ่งของทั้งปวง และ นายทัพนายกองทั้งหลายแจ้งว่า ตัวขบถแหกหักออกได้หน้าที่พระ - ยาราชบังสัน แล้วได้เรือรบแล่นหนีไป และพระยาราชบังสันมิได้ จัดแจงทัพเรือไปติดตามให้ทันที และให้ตัวขบถหนีไปพ้น เห็นผิด อยู่ จึ่งเอาคดีนี้ไปแจ้งแก่พระยาสุรสงครามแม่ทัพหลวง ๆ ได้แจ้ง ดังนั้นก็พิจารณาสืบสาวไต่สวนไล่เลียง และการนั้นมิมิด ก็ได้เนื้อ ความว่า พระยารามเดโชเจ้าเมืองนครสอดหนังสือลับออกไปถึง พระยาราชบังสัน ๆ รู้กันกับผู้คิดมิชอบ จัดแจงเรือรบไว้ให้ นัด หายให้ออกมาและแสร้งส่งตัวขบถให้หนีไปพ้น ครั้นไล่เลียงเป็น สัตย์แท้แล้ว ก็ให้จำพระยาราชบังสันเข้า ๕ ประการ แล้วบอก หนังสือเข้าไป ณ กรุงเทพมหานคร ให้สมุหพระกลาโหมกราบทูล พระกรุณาโดยเหตุทั้งปวงนั้น ให้ทราบสิ้นทุกประการ พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัส ทราบประพฤติเหตุนั้น ก็ทรงพระพิโรธแก่พระยาราชบังสันยิ่งนัก


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๑๗ ดำรัสว่ามันเป็นพวกไอ้ขบถ แล้วให้มีตราตอบออกไปยังกองทัพว่า ให้สืบสาวเอาพรรคพวกรู้เห็นทั้งปวงได้แล้ว ก็ให้เอาตัวพระยา ราชบังสันและพรรคพวกรู้เห็นทั้งหลายตระเวน ๓ วัน แล้วให้ประ - หารชีวิต และตัดศีรษะเสียบไว้ ณ ประตูเมืองนครศรีธรรมราช อย่าให้ผู้อื่นดูเยี่ยงอย่างสืบไปภายหน้า แล้วให้จัดแจงตั้งแต่งนาย ทัพนายกองผู้ใดซึ่งมีฝีมือเข้มแข็ง มีความชอบมาก ให้อยู่ครอง เมือง และจัดแจงบ้านเมืองอาณาประชาราษฎรทั้งหลายให้ราบคาบ เป็นปรกติแล้ว ก็ให้เลิกทัพกลับมายังกรุงเทพมหานครเถิด ครั้นท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลายได้แจ้งในท้องตรา ดังนั้นแล้ว ก็กระทำดุจพระราชกำหนดออกไปนั้นทุกประการ แล้ว ตั้งแต่งผู้รั้งกรมการอยู่รักษาเมือง และไว้อาณาประชาราษฎร ช้างม้า เครื่องศัสตราวุธ สิ่งของทั้งหลายไว้สำหรับเมืองพอสมควร แล้วเลิกกองทัพบกทัพเรือ กวาดคนเชลย ช้างม้า เครื่องสรรพาวุธ สิ่งของทั้งหลาย กลับเข้ามายังกรุงเทพมหานคร และขึ้นเฝ้าพระ เจ้าอยู่หัวกราบทูลโดยเหตุทั้งปวง แล้วก็ถวายช้าง คนเชลย และสิ่งของทั้งหลาย ซึ่งตีได้นั้นเป็นอันมากโดยสมควรแก่ความชอบ นั้น ลุศักราช ๑๐๔๙ ปีเถาะ นพศก สมเด็จบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชดำรัสให้ช่างพนักงานจับการสร้างพระ มหาปราสาทองค์หนึ่งในพระราชวังข้างใน ครั้นเสร็จแล้วพระ


๕๑๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ราชทานนามบัญญัติพระมหาปราสาท ชื่อพระที่นั่งบันยงก์รัตนาสน์ เป็น ๔ ประสาทด้วยกันทั้งเก่า ๓ คือพระที่นั่งวิหารสมเด็จองค์หนึ่ง พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาทองค์หนึ่ง พระที่นั่งสุริยามรินทร์องค์ หนึ่ง แล้วให้ขุดสระเป็นคูอยู่ซ้ายขวาพระที่นั่งบันยงก์รัตนาสน์ แล้วให้ก่ออ่างแก้วและภูเขา มีท่ออุทกธาราไหลลงในอ่างแก้วนั้น ที่ริมสระคูพระมหาปราสาทนั้น และให้ทำระหัดน้ำ ณ อ่างแก้ว ริมน้ำฝังท่อให้น้ำเดินเข้าไปผุดขึ้น ณ อ่างแก้วริมสระนั้น และให้ ทำพระที่นั่งทรงปืน ณ ท้ายสระ เป็นที่เสด็จออก กลับเอาที่ท้าย สนมเป็นที่ข้างหน้าและให้ทำศาลาลูกขุนในซ้ายขวา และโปรดให้ ขุนนางเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระที่นั่งทรงปืน และเข้า ทางประตูมหาโภคราช ลุศักราช ๑๐๕๐ ปีมะโรง สัมฤทธิศก ขณะนั้นสมเด็จ พระอัครมเหสีฝ่ายซ้าย กรมหลวงโยธาเทพทรงพระครรภ์กำหนด ถ้วนทศมาส ประสูตพระราชโอรส กอปรด้วยสิริรวรรณลักษณ์เป็น อันดี พระญาติวงศานุวงศ์ทั้งหลายก็ถวายพระนามว่า ตรัสน้อย แต่สมเด็จพระบรมราชบิดาตรัสเรียกว่า สามอย่าง ในปีมะโรง สัมฤทธิศกนั้น ทรงพระกรุณาให้ต่อกำปั่น ใหญ่ลำหนึ่ง และให้ทูตานุทูตคุมเครื่องราชบรรณาการ ออกไป จำเรญทางพระราชไมตรี ณ กรุงฝรั่งเศส เหมือนเมื่อพระยาโกษา - ปานออกไปครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้าก่อนนั้น ถึงปี


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๑๙ มะเมีย โทศก ทูตานุทูตกลับเข้ามาแต่เมืองฝรั่งเศส คุมเอาสิ่งของ เครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ เป็นอันมาก ซึ่งพระเจ้ากรุงทมิฬเสตร - ประเทศทรงตอบแทนมานั้น ขึ้นทูลเกล้า ฯ ถลาย จึ่งทรงพระกรุณา โปรดให้ตั้งราชทูตเป็นเจ้าพระยาพระคลัง ตามราชประเพณีเยี่ยง อย่างมาแต่ก่อน ในเดือน ๖ ปีมะเมีย โทศก ศักราช ๑๐๕๒ มีหนังสือ บอกกรมการเมืองสวรรคโลกลงมาถึงสมุหนายกว่า นายบุญเกิด คล้องนางช้างเผือกได้ ณ ป่าแขวงเมืองสวรรคโลก สูง ๔ ศอกมี นิ้ว สรรพด้วยคชลักษณ์งามบริบูรณ์ จึ่งเจ้าพระยาจักรีนำเอาข้อ ราชการสารเศวตกิรินีนั้นขึ้นกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ พระบาท บรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้น ก็ทรงพระปรา - โมทย์ยิ่งนัก จึ่งดำรัสให้พระหลวงขุนหมื่นกรมช้างทั้งหลายขึ้นไปรับ เศวตกิรินีลงแพขนาน มีเรือแห่แหนตามบุรประเพณี ล่องลงมา ยังพระมหานครศรีอยุธยา ทรงพระกรุณาให้เทียบแพขนานเข้า ณ เพนียด ให้นำนางช้างเผือกขึ้นประทับอยู่ ณ โรงสมโภช ตำบล เพนียด และให้มีการมหรสพสมโภช ๓ วัน และนำลงเรือขนาน มีเรือคู่ชัก แห่แหนเป็นขบวนเข้ามายังพระนคร และให้นำนาง เศวตคเชนทร์ขึ้นไว้ ณ โรงยอดในพระราชวัง แล้วทรงพระกรุณา พระราชทานขนานนามกร ชื่อพระอินทรไอราพต คชบดินทร์ วรินทร์เลิศฟ้า และนายบุญเกิดซึ่งคล้องต้องนั้นก็พระราชทานชื่อ


๕๒๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เป็นขุนินทคชประเสริฐ และพระราชทานขันทองหนัก ๓ ตำลึง เงินตรา ๓ ชั่ง เสื้อผ้า ๓ สำรับ และพระราชทานตราภูมิคุ้มห้าม ส่วนสัด พิกัดอากร ขนอนตลาดทั้งปวงสิ้น และทรงพระกรุณา โปรดให้ไปทำกินอยู่ตามภูมิลำเนาดุจแต่ก่อน ในปีมะเส็งก่อนนั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระราช ดำริถึงคุรพระอาจารย์อธิาการวัดพระยาแมน ซึ่งได้ถวายพยากรณ์ ไว้ว่าจะได้เสวยราชสมบัติ แต่ยังทรงผนวชเป็นภิกษุภาวะอยู่ ณ วัดพระยาแมนนั้น และพระผู้เป็นเจ้าทำนายแม่นนัก แล้วได้ ให้โอวาทนุศาสน์ในสมณกิจทั้งปวง มีพระคุณมาก ควรจะทำ สนองพระคุณให้ถึงขนาด ครั้นทรงพระราชดำริแล้ว เพลาเช้าก็ เสด็จด้วยเรือพระที่นั่งไปยังวัดพระยาแมน ครั้นถึงประทับเรือพระ ที่นั่ง ณ สะพานแล้ว เสด็จขึ้นยังพระอาราม ถวายนมัสการพระ อาจารย์ด้วยสัตย์เคารพแล้ว ก็ดำรัสซึ่งการสร้างพระอาราให้ถาวร ขึ้นกว่าเก่า และพระผู้เป็นเจ้าให้อนุญาตแล้ว ก็เสด็จกลับยังพระ ราชวัง มีพระราชดำรัสสั่งอัครมหาเสนาบดีให้กะเกณฑ์กันไปสร้าง วัดพระยาแมน และการสร้างพระอารามนั้น ๒ ปีเศษจึงสำเร็จใน ปีมะแม ตรีศก แล้วทรงพระกรุณาให้มีการฉลองและมีการมหรสพ สมโภชต่าง ๆ และมีโจนร่มด้วยคำรบ ๓ วัน แล้วทรงถวายไทย - ทานแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก และไว้ข้าพระสำหรับอุปัฏฐากพระ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๒๑ อารามนั้นก็มาก และถวายพระกัลปนาขึ้นพระอารามราชาคณะ คามวาสี ถวายเครื่องสมณบริขารพร้อมตามศักดิ์พระราชาคณะทุก ประการ ในศักราช ๑๐๕๓ ปีมะแม ตรีศกนั้น ณ วันจันทร์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๓ * กรุงกัมพุชประเทศให้ทูตานุทูตถือศุภอักษรเข้ามา ถึงอัครมหาเสนาธิบดี ณ กรุงเทพมหานครศรีอยุธยา ในลักษณะ นั้นว่า กองช้าง ณ กรุงกัมพูชาธิบดีไปโพนช้าง คล้องต้องนาง ช้างเผือกสูง ๓ ศอกคืบมีนิ้ว สรรพด้วยคชลักษณ์งามบริบูรณ์ และ พระเจ้ากรุงศรีโสธรนครอินทรปรัตกุรุรัตน์ราชธานี ขอถวายนาง ศรีเศวตคเชนทรชาติกษัตริย์ฉัททันต์ตัวประเสริฐ มาเป็นพระบรม อัครราชพาหนะแห่งพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้ากรุงเทพมหานคร บวรทวาราวดีศรีอยุธยา ขอเอาพระราชกฤษฏาเดชานุภาพสมเด็จ พระนั่งเกล้า เป็นที่พึ่งที่พำนักสืบไป และจะขอพระราชทานเชิญ ข้าหลวงกรมช้างออกไปรับเข้ามา จึ่งสมุหนายกนำเอาลักษณะอักษร พระกรุงกัมพูชาธิบดีนั้น ขึ้นกราบทูลพระกรุณาให้ทราบสิ้นทุก ประการ สมเด็จพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทราบ เหตุดังนั้น ก็ทรงพระโสมนัส ดำรัสให้พระราชทานเสื้อผ้าแก่ทูตา - นุทูตคนละสำรับ แล้วดำรัสให้ข้าหลวง ๓ นายและกรมช้างออกไป ด้วยทูตานุทูต และให้รับนางช้างเผือกเข้ามา ณ กรุง โดยระยะ สถลมารถควิถี หยุดยั้งประทับรอนแรมอย่าให้อิดโรยเป็นเหตุ -

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า เดือน ๗

๕๒๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม การณ์ได้ และข้าหลวง ๓ นายกับกรมช้างทั้งหลาย ก็กราบถวาย บังคมลาออกไปยังกรุงกัมพูชาธิบดีด้วยทูตานุทูตอันมานั้น ครั้นถึงกรุงกัมพุชประเทศ เสนาบดีก็นำข้าหลวงเข้าเฝ้า พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี ๆ ก็ตรัสพระราชปฏิสันถารเป็นอันดี และ ให้เลี้ยงดูเหล่าข้าหลวงมิให้อดอยากได้ แล้วให้พระยาพระเขมร ๓ นาย คุมเอานางช้างเผือกไปด้วยข้าหลวงซึ่งออกมารับนั้น และ ข้าหลวง ๓ นายกราบถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดี แล้ว ก็นำนางเศวตกุยชรออกจากกรุงพุชประเทศ กับด้วยพระยาพระ เขมร ๓ นายนั้น แล้วเดินทางประทับรอนแรมรอยั้งพยุหะโดย สถลมารถวิถี กำหนดเดือนหนึ่งกับ ๒๐ วันจึ่งมาถึงกรุงเทพมหานคร จึ่งทรงพระกรุณาให้ปลูกโรงสมโภชตำบลเพนียด และ ให้นางช้างเผือกประทับอยู่ ณ โรงสมโภชนั้น แล้วให้มีการมหรสพ สมโภชตติยวาร แล้วให้ยาตราพระบรมหัตถินีลงสู่เรือขนาน มี เรือคู่ชักแห่แหนเข้ามายังพระนคร แล้วให้นำนางเศวตคเชนทรขึ้น ไว้ ณ โรงยอดในพระราชวัง ทรงพระกรุณาพระราชทานขนาน นามบัญญัติ ชื่อพระบรมรัตนากาศชาติคเชนทร มหันศรอนันต - คุณวิบูลย์เลิศฟ้า * แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จออก ณ มุข - เด็จพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท พร้อมด้วยท้าวพระยาเสนาบดีมน - ตรีมุขทั้งหลายฝ่ายทหารพลเรือน เฟี้ยมเฝ้า ณ ทิมดาบตามตำแหน่ง

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า วเรนทรมหันต์ อนันตคุณวิบูลย์เลิศฟ้า

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๒๓ ซ้ายขวา จึ่งให้เบิกพระยาพระเขมร ๓ นาย เข้ามาเฝ้าถวาบังคม ณ ศาลาหว่างทิมดาบ และดำรัสพระราชปฏิสันถาร ๓ นัดตามอย่างพระราชประเพณี แล้วพระราชทานเสื้อผ้ารางวัลแก่พระยาพระ เขมรทั้งสามนั้นโดยสมควร และพระราชทานเครื่องราชูปโภค บริโภคต่าง ๆ ตอบแทนออกไปแก่พระเจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีนั้นเป็น อันมาก และพระยาพระเขมร ๓ นาย ก็กราบบังคมลากลับออก ไปยังกรุงกัมพูชาธิบดี ลุศักราชา ๑๐๕๔ ปีวอก จัตวาศก ขณะนั้นเกิดขบถลาว คนหนึ่ง ชื่อบุญกว้าง อยู่ ณ แขวงหัวเมืองลาวตะวันออก มีความ รู้วิชาการดี และมีสมัครพรรคพวก ๒๘ คน คิดอ่านทำการขบถ ตั้งตัวว่าเป็นผู้มีบุญ และพาพรรคพวกเข้ามาอยู่ ณ ศาลาแห่งหนึ่ง นอกประตูเมืองนครราชสีมา และกั้นม่านอยู่มิดชิดแล้ว ให้คนไป หาตัวพระยานครราชสีมา และกรมการทั้งปวงออกมา จึ่งพระยา นครราชสีมาก็ขี่ช้างพังตัวหนึ่ง มีบ่าวไพร่ทนายตามออกมา ๒๐ เศษ ครั้นออกมานอกเมืองเกือบจะถึงศาลา และบุยกว้างขบถก็ลุกออก มายืนอยู่นอกม่าน แล้วชี้นิ้วร้องตวาดด้วยเสียงเป็นอันดัง ด้วย อำนาจคุณวิชา บันดาลให้พระยานครราชสีมาสะดุ้งตกใจกลัวยิ่ง นัก และขับช้างหันหวนแล่นหนีเข้าประตูเมือง ทั้งบ่าวไพร่ด้วยกัน และไอ้คิดมิชอบกันกับสมัครพรรคพวกไล่ตามเข้ามาในเมือง ไพร่ พลเมืองและกรมการทั้งหลายก็เกรงกลัวมันด้วยอานุภาพคุณวิชาการ


๕๒๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม มิได้มีผู้ใดจะอาจหาญเข้าจับกุมมันได้ ต้องอยู่ในอำนาจไอ้ขบถสิ้น และขบถบุญกว้างกับสมัครพรรคพวกก็เข้าตั้งอยู่ในศาลากลาง สั่ง ให้บำรุงช้างม้ารี้พลให้พร้อมไว้ จึ่งพระยานครราชสีมาและกรมการ ทั้งหลายปรึกษากันว่า ซึ่งไอ้ขบถเกิดขึ้นในเมืองเรา แต่กำลังเรา ทั้งปวงนี้จะเข้าจับกุมมันมิได้ ด้วยมันเป็นคนดีมีวิชาการอยู่ ครั้น จะนิ่งเสียเล่า ก็เหมือนหนึ่งเป็นพรรคพวกเข้าด้วยไอ้ขบถ จะพา กันตายเสียสิ้น จำจะทำอุบายถ่ายเทล่อลวงมัน ให้ยกลงไปตั้งอยู่ ณ เมืองลพบุรีพอให้ใกล้พระเดชพระคุณ และจะขอเอาพระเดชา - นุภาพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปกเกล้าด้วย จึ่งจะทำมันได้ถนัด ครั้นเห็นพร้อมด้วยกันแล้ว ก็ชวนกันออกไปหาไอ้ขบถ ณ ศาลากลาง แล้วจึ่งว่า ข้าพเจ้าทั้งปวงขอเป็นข้าท่านสิ้น และจะ ขออาสาลงไปตีกรุงเทพมหานครถวาย และซึ่งจะตั้งอยู่ ณ เมือง นครราชสีมานี้หาเป็นประโยชน์ไม่ ถ้าได้ยกกองทัพลงไปตั้งอยู่ ณ เมืองลพบุรี กวาดเอาผู้คนหัวเมืองให้ได้มากแล้ว ก็ยกเข้าโจมตี เอากรุงเทพมหานคร เห็นจะได้โดยง่าย และซึ่งข้าพเจ้าทั้งหลาย ว่าดังนี้ ควรมิควรขอท่านได้กรุณาอย่าถือโทษเลย ครั้นบุญกว้าง ขบถได้ฟังดังนั้น มิได้แจ้งว่าเป็นกลอุบาย สำคัญว่าจริง ก็เชื่อถือ และเห็นชอบด้วยทุกประการ จึ่งให้เจ้าเมืองกรมการเกณฑ์พลเมือง นครราชสีมาได้ ๔,๐๐๐ เศษ ช้างเครื่อง ๘๕ ม้า ๑๐๐ เศษ สรรพ ด้วยเครื่องสรรพยุทธ์พร้อมเสร็จ ก็ยกจากเมืองนครราชสีมา เดิน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๒๕ ทัพตัดลงทางเมืองบัวชุม เมืองไชยบาดาล กวาดได้ผู้คนเป็นอันมาก ก็ยกกองทัพผ่านไปเมืองลพบุรี และตั้งซ่องสุมผู้คนอยู่ในที่นั้น จึ่งพระยานครราชสีมาและกรมการทั้งหลาย ก็คิดอ่านแต่งหนังสือ ลับ ให้ขุนหมื่นมีชื่อถือลงไปถึงสมุหนายก ให้กราบทูลพระกรุณา โดยเหตุทั้งปวงนั้น ให้ทราบสิ้นทุกประการ ฝ่ายกรมการเมืองสระบุรี เมืองบัวชุม เมืองไชยบาดาล * ก็บอกหนังสือลงมาถึงสมุหนายกว่า เมืองนครราชสีมาเป็นขบถ บัดนี้ยกกองทัพลงมากวาดเอาผู้คน ณ แขวงเมืองบัวชุม เมืองไชย - บาดาล ได้เป็นอันมาก แล้วยกผ่านไปโดยตะวันตก มิรู้ว่าจะไป แห่งใด และหนังสือบอกฝ่ายเมืองแนวน้ำแควป่าสัก มาถึงก่อน หนังสือบอกฝ่ายลพบุรี ๒ วัน เจ้าพะรยาจักรีก็เอาหนังสือบอกทั้ง ๒ ฉบับนั้นขึ้นกราบทูลพระกรุณา พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ ตรัสได้ทรงทราบประพฤติเหตุดังนั้น ก็ทรง พระพิโรธ ดำรัสว่าไอ้ขบถ ๒๘ คนเท่านั้น ชาวนครราชสีมามาก หลายพัน ถึงไม่สู้รบด้วยอาวุธเลย จะทิ้งด้วยมูลดินแต่คนละก้อนก็ ไม่พอฝีมืออีก ไฉนมันจึ่งว่ากลัวความรู้ อยู่ในอำนาจไอ้ขบถสิ้น ทั้งนั้น เป็นอัศจรรย์ใจนัก ไม่เคยได้ยินมาแต่ก่อน จึ่งดำรัส ( สั่ง ) อัครมหาเสนาบดีให้ตระเตรียมช้างม้ารี้พลไว้ให้สรรพ จึ่งมีพระ ราชดำรัสให้พระยาสุรเสนาเป็นแม่ทัพหลวง และท้าวพระยาอาสา

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติ มีเพิ่มเมืองสระบุรี เข้ามาอีกเมืองหนึ่ง

๕๒๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม หกเหล่าทั้งปวงเป็นยกกระบัตร เกียกกายหน้าหลัง ถือพลสกรรจ์ ลำเครื่อง ๕,๐๐๐ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธทั้งปวง ให้ยกไปเอา ตัวไอ้ขบถ แล้วให้มีตราตอบไปแก่พระยานครราชสีมาและกรมการ ทั้งปวงว่า ถ้ากลัวมันอยู่ จะจับมันมิได้ไซร้ ก็ให้ล้อมมันไว้ก่อน อย่าให้มันสงสัย ต่อทัพกรุงยกขึ้นไปถึง จึ่งให้จับตัวมันส่งออกมา ให้แก่กองทัพกรุงทีเดียว แล้วพระราชทานสิ่งของต่าง ๆ ไปแก่ กองทัพชาวนครราชสีมาให้ ๆ แก่ไอ้คิดมิชอบ และให้เจรจา เล้าโลมมันจงดี อย่าให้มันรู้ตัวเสีย จะทำการไม่ถนัด ครั้นถึงวันอันพิชัยฤกษ์ จึ่งพระยาสุรเสนาและท้าวพระยา นายทัพนายกองทั้งหลาย ก็กราบถวายบังคมลา แล้วยกทัพบกเรือ ขึ้นไปยังเมืองลพบุรี ครั้นใกล้จะถึง จึ่งให้หนังสือลับไปแก่กองทัพ ชาวนครราชสีมา นัดหมายวันคืนเพลาสัญญาอาณัติ ให้ยกเข้า ล้อมพร้อมกัน ฝ่ายพระยานครราชสีมาและกรมการทั้งปวงก็เอาสิ่ง ของซึ่งพระราชทานขึ้นไปก่อนนั้น ให้แก่ไอ้เหล่าร้าย พูดจามิให้ สงสัย ครั้นถึงวันอันนัดหมายนั้นแล้ว ก็ยกพลทหารเข้าล้อมชั้นใน ฝ่ายทัพกรุงล้อมไว้ชั้นนอกเป็นมั่งคง และขบถบุยกว้างกับสมัคร พรรคพวกทั้งปวงมิทันรู้ตัว สะดุ้งตกใจกลัวยิ่งนัก จะหนีก็เห็นไม่พ้น จะต่อรบเล่าก็เหลือกำลัง มิรู้ที่จะทำประการใดได้ ก็นิ่งอยู่สิ้น พลชาวนครราชสีมาก็เข้ากลุ้มรุมจับไอ้คิดมิชอบ และสมัครพรรค พวก ๒๘ คนได้สิ้น แล้วพันธนาการออกส่งไปยังกองทัพกรุง ๆ ก็


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๒๗ บอกหนังสือลงไปให้กราบทูลพระกรุณา แล้วเลิกทัพกลับลงมายัง กรุงเทพมหานคร จึ่งสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระ ราชดำรัสให้ลงพระราชอาญาแก่ไอ้คิดมิชอบ และพรรคพวกทั้งปวง ถึงสิ้นชีวิต แล้วมีพระราชโองการตรัสสั่งสมุหนายก ให้ตรวจเตรียม พลช้างม้า พลราชรถ บทจรเดินเท้า และพลนาวาพยุหะพร้อมไว้ กำหนดพล ๑๐,๐๐๐ ทั้งทางบกทางเรือ และการพระพุทธสมโภช ทั้งปวงนั้นก็ให้จัดแจงไว้ให้สรรพ จะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไป นมัสการพระพุทธบาท อันประดิษฐานเหนือภูเขาสุวรรณบรรพต โดยโบราณราชประเพณีมาแต่ก่อน ครั้นถึงวันอันได้ศุภมงคลนักขัตฤกษ์ในเพลา ๑๑ ทุ่ม จึ่ง พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าช้างเผือก ก็สอดทรงเครื่องสิริราช - อลังการ์สรรพาภรณ์ บวรวิภูษิตสำหรับพิชัยราชรณยุทธ์ ทรง ราชาวุธสรรพเสร็จ ก็เสด็จสู่เรือพระที่นั่งศรีสมรรถชัย อันอำไพ ด้วยเศวตมยุรฉัตร ขนัดพระอภิรุมชุมสายพรายพรรณ กลิ้งกลด บทบังพระสุรีย์ บังแทรกสลอนสลับจามรสล้างสว่างไสว ไพโรจน์ ด้วยขนัดธงเทียวธวัชเป็นทิวแถว ดูแพรวพรายระย้าระยับจับแสง สุริยวโรภาส ผ่องพื้นอัมพรวิถีเถือกถ่องส่องแสงจันทร์แจ่มฟ้า ดาษดาด้วยเรือดั้งกั้น และเรือพระประเทียบเรียบราย เรือพระราช - วงศานุวงศ์ เสนาพฤฒามาตย์ ราชกระวีมนตรีมุข ลูกขุนทั้งหลาย


๕๒๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม รายเรียงจับฉลากเป็นคู่ดูพันลึก กึกก้องกาหลด้วยศัพท์สำเนียงเสียง พลประโคมปี่กลองขนะ แตรสังข์ ฆ้องชัย ฆ้องใหญ่ ฆ้องกะแต แซ่เสียงสนั่นนฤนาท ก็ขยายยกพยุหบาตราคลาเคลื่อนเลื่อนขบวน หน้าหลัง คับคั่งท้องแถวนทีเป็นลำดับวารีมารค กำหนดระยะทาง โยชน์หนึ่ง ก็บรรลุถึงพระราชนิเวศน์พระนครหลวง ก็เสด็จพัก พลพายประทับร้อน เสวยพระกระยาหารสำราญพระอารมณ์ เสด็จ เข้าที่พระบรรทมในที่นั้น ครั้นเพลาชายแล้ว ๒ นาฬิกา จึ่งเสด็จ ลงสู่เรือพระที่นั่ง ให้ยาตรานาวาพยุหะไปโดยลำดับ กำหนดทาง โยชน์หนึ่ง ก็ถึงตำหนักเจ้าสนุก จึ่งเสด็จขึ้นประทับแรมอยู่ที่นั้น ๒ เวร และมีพระราชดำรัสสั่งอัครมหาเสนาธิบดี ให้ตรวจเตรียม พลแห่แหนทั้งปวงโดยกระบวนพยุหบาตราสถลมารถ ตามอย่าง โบราณราชประเพณีทั้งปวงให้พร้อมไว้ ครั้นเพลาปัจจุสมัยได้พิชัยฤกษ์ จึ่งพระบาทสมเด็จบรม บพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเครื่องราชวิภูษณาภรณ์แล้วเสร็จ เสด็จทรงช้างต้นพังสุริยาอัษฏงค์ ที่นั่งรองพังอนงค์ศรีสวรรค์ ผูก เครื่องสุวรรณปฤษฏางค์หลังคาทอง พร้อมด้วยหมู่หมวดคชินทร เสนางคนิกรดั้ง กัน แทรก แซงสลับ ค่ายค้ำพังคา และหมู่พลอาสา สินธพพลากรกันกงริ้วราย โดยขบวนซ้ายขวาหน้าหลังคับคั่งเป็น ขนัด ถัดนั้นช้างพระที่นั่งพระราชบุตร นัดดา วงศานุวงศ์ทั้งหลาย และรถประเทียบเรียบรายตามเสด็จเป็นถ่องแถวงามไสว อำไพด้วย


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๒๙ เครื่องสูงเศวตฉัตรธงฉานธงชัยเป็นคู่ ๆ ดูมโหฬาราดิเรกด้วยพล บทจรเกณฑ์แห่ และพลอุโฆษแตรสังข์พาทย์ฆ้องกลองชนะ ประ - โคมครั่นครื้นกึกก้องนฤนาท ให้ขยายพยุหบาตราไปโดยรัถยาร่มรื่น ระโหฐานแถวเถื่อนพันลึก อธึกด้วยนานาพรรณพฤกษาชาติ บ้าง เผล็ดดอกออกผลกล่นกลาดดูตระการตา ก็เสด็จยาตราพลากรทวย หาญไปโดยลำดับสถลมารถวิถี สิ้นทาง ๕๕๐ เส้น ก็บรรลุถึงเชิง เขาสุวรรณบรรพต จึ่งให้หยุดขบวนแห่แหนทั้งปวงแล้ว สมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงรำพระแสงของ้าวเหนือตระพองช้างต้นสิ้นวาระ ๓ นัด บูชาพระพุทธบาทโดยพระราชประเพณีเสร็จแล้ว ก็บ่ายพระ คชาธารโดยมารถวิถี กำหนดทาง ๕๐ เส้น ถึงพระราชนิเวศน์ ธารเขษม เสด็จลงสู่เกย แล้วเสด็จเข้าประทับแรม ณ พระตำหนัก นั้น ครั้นรุ่งขึ้นจึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยเสนาบดีมนตรีมุขมุลิกา กระบวนราชบุตร ราชนัดดา กรมฝ่ายหน้า ฝ่ายใน ใจอภิรมย์และนางพระสนมทั้งหลาย ขึ้น ไปนมัสการพระพุทธบาทอันโอฬารทุกเพลาเช้าเย็นเป็นนิจทุกวันมิ ได้ขาด และทรงถวายสักการบูชาด้วยสัจเคารพเป็นอันดี แล้ว เสด็จพระราชดำเนินไปเหนือไหล่เขา เสด็จนั่งเหนือแท่นศิลาใกล้ ต้นพระศรีมหาโพธิ ทรงโปรยสุวรรณรัชฏ์พระราชทานแก่พลนิกาย ทั้งหลายเป็นอันมาก ตามอย่างพระราชประเพณีมาแต่ก่อน แล้ว


๕๓๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ทรงพระกรุณาให้มีการมหรสพสมโภช มีนานานุประการ ครั้น ค่ำให้จุดดอกไม้เพลิงต่าง ๆ ระทาใหญ่ ๘ ระหา บูชาพระพุทธบาท เป็นมโหฬาราธิการยิ่งนัก แล้วทรงถวายไทยทานแก่พระสงฆ์เป็น อันมาก และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วย พระราชวงศานุวงศ์ เสนาพฤฒามาตย์ พระสนมนาฏนารีทั้งหลาย ไปประพาส ณ พระตำหนักธารโศกปลายธารทองแดง และเสด็จ เที่ยวประพาสชนพนมพนัสแนวเนินเทินเขา ทุกลำเนาถ้ำธาร ละหานเหว เปลวปล่องช่องชะวากเวิ้งหว่างสิงขรเขต วิเศษด้วย สรรพรุกขชาตินานา ทรงผลผกาทุกกิ่งก้านกล่นกลาด ชนหมู่ จัตุบททวิบาทต่าง ๆ ชาติดูตระการ สำราญพระราชหฤทัยแล้วเสร็จ ก็เสด็จกลับยังพระราชนิเวศน์ธารเกษม คำรบ ๗ เวร แล้วถวาย นมัสการลาพระพุทธบาท ยกพยุหบาตราโดยกระบวนสถลมารค ชบมารค กลับยังพระนครศรีอยุธยา ลุศักราช ๑๐๕๓ ปีกุน สัปตศก ขณะนั้นพระเจ้ากรุง ศรีสัตนาคนหุต ให้แสนสุพจนาไมตรี เป็นราชทูตจำทูลพระราช - สาส์น คุมเครื่องมงคลราชบรรณาการลงมายังกรุงเทพมหานคร ในลักษณะพระราชสาส์นนั้นว่า พระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุตผู้เป็น มหิตราชาธิปไตย ในเศวตมลาวประเทศนักคเรศปราจีนทิศ ขอ ถวายวันทนประณามมาแทบพระบวรบาทบงกชเรณุมาศแห่งพระ บาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ผู้เสวยศวรรยาธิปัตย์ถวัลราชย์


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๓๑ ณ กรุงเทพมหานครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลพภพนพรัตน - ราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศน์มหาสถาน มโหฬารด้วย เศวตกุญชรชาติพาหนะเป็นศรีเมือง เฟืองพระเกียรติยศปรากฏแผ่ ไพศาลไปในนานาประเทศราชธานีใหญ่น้อยทั้งปวง ดุจฉัตรท้าว มหาพรหมกางกั้นร่มเย็นเป็นสุขานุสุข ปราศจากทุกข์ระงับภัยแห่ง สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันร้อนรนทั่วสกลโลกธาตุ ในกาลเมื่อมัช - ฒันติกสมัย ข้าพระองค์ขอถวายพระราชธิดา ทรงพระนามพระ แก้วฟ้า พระชันษาได้ ๑๕ พระพรรษา มาเป็นศรีสุรางคบริจาริกา รองละอองพระบาทยุคล ขอเอาพรเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวเป็นที่พึ่งที่พำนัก ด้วยมีอริราชปรปักษ์กล่าวคือ เจ้าฟ้าเมือง หลวงพระบาง กอปรด้วยโลภ หาหิริโอตัปปะมิได้ ให้เสนา โยธาหาญยกมากระทำวิหิงสาการย่ำยีกรุงศรีสัตนาคนหุต ให้ได้ ความเดือดร้อน และบัดนี้จะขอพระราชทานกองทัพขึ้นไปช่วย ป้องกันกรุงศรีสัตนานหุต ให้พ้นเงื้อมมือปัจจามิตร และขอเป็น ข้าขอบขัณฑเสมาพระมหานครศรีอยุธยาไปตราบเท่ากับปาวสาน จึ่งเจ้าพระยาจักรีนำเอาลักษณะพระราชสาส์น พระเจ้ากรุง ศรีสัตนาคนหุต ขึ้นกราบทูลพระกรุณาให้ทราบสิ้นทุกประการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงเครื่องสิริราชาลังกาภรณ์วิภูษิทตเสร็จ เสด็จ ออก ณ มุขเด็จพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท พร้อมด้วยท้าวพระยา


๕๓๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เสนาบดีมนตรีมุขทั้งหลาย ฝ่ายทหาร ฝ่ายพลเรือน เฟื้อมเฝ้าทูล ละอองธุลีพระบาท ณ ทิมดาบตามตำแหน่งซ้ายขวา จึ่งให้เบิก แสนสุพจนาไมตรีเข้ามาถวายบังคม ณ ศาลาหว่างทิมดาบ และ ดำรัสพระราชปฏิสันถาร ๓ นัดตามพระราชประเพณี แล้วพระ ราชทานเสื้อผ้าแก่แสนสุพจนาไมตรีโดยสมควร จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้สมุหนายก ให้เกณฑ์กองทัพ สรรพด้วยช้างม้าเครื่องศัสตราวุธทั้งปวงให้พร้อมไว้ และดำรัสให้ พระยานครราชสีมาเป็นแม่ทัพหลวง พระสระบุรีเป็นยกกระบัตร พระนครนายกเป็นเกียกกาย พระรามกำแหงเป็นกองหน้า พระยา ลพบุรีเป็นทัพหลวง ถือพลสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐,๐๐๐ ช้างเครื่อง ๓๐๐ ม้า ๔๐๐ สรรพด้วยนานาสรรพาวุธปืนใหญ่น้อย กระสุน ดินประสิวพร้อมเสร็จ ให้ยกไประงับกำลังศึกเมืองหลวงพระบาง ซึ่งยกมาติดกรุงศรีสัตนาคนหุตนั้น ครั้นถึงวันอันได้มหาพิชัยฤกษ์ จึ่งท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลายก็กราบถวายบังคมลา ยกช้าง ม้ารี้พลจากกรุงเทพมหานคร กับด้วยแสนสุพจนาไมตรี ซึ่งเป็น ราชทูตนั้น และเดินทัพไปโดยทางเมืองนครราชสีมา ครั้นใกล้ถึงกรุงศรีสัตนาคนหุต จึ่งให้ตั้งค่ายยับยั้งกองทัพ อยู่ที่นั้น จึ่งปรึกษากันว่า ครั้นจะยกเข้าโจมตีกองทัพชาวเมือง หลวงพระบางบัดนี้ ก็จะเสียไมตรีไปดูมิควร และเราจะแต่ง หนังสือให้ไปว่ากล่าวแก่ชาวเมืองหลวงพระบาง ให้เลิกทัพกลับ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๓๓ ไปโดยดีก่อน ถ้าและมิฟัง ยังองอาจจะต่อรบไซร้ จึ่งให้พลทหาร เข้าโจมตีแหกหักเอาต่อภายหลัง ครู่เดียวก็จะเป็นภัสมธุลีไป อัน ทัพลาวมิทานฝีมือเราได้แต่ในเพลาเดียว ครั้นนายทัพนายกอง ปรึกษาเห็นพร้อมกันแล้ว ก็ให้แต่งหนังสือ ให้ขุนหมื่นมีชื่อถือไป ถึงแม่ทัพลาวชาวเมืองหลวงพระบาง เป็นใจความว่ากล่าวโดย ไมตรี เพื่อจะได้ประนีประนอมเป็นมิตรสันถวะกับกรุงศรีสัตนา - คนหุตดังกาลก่อน มิให้เป็นเวรไพรีอาฆาตกันสืบไป ครั้นแสนท้าวเสนาลาวแม่ทัพเมืองหลวงพระบางได้แจ้งใน หนังสือ และทราบว่ากองทัพกรุงเทพมหานครยกมาช่วยกรุงศรี - สัตนาคนหุตดังนั้นแล้ว ก็เข็ดขามคร้ามพระเดชานุภาพยิ่งนัก จึ่ง แต่งหนังสือให้เพลี้ยคว้านมีชื่อถือมาแจ้งแก่แม่ทัพไทย รับยินยอม ประนีประนอมเพื่อจะเป็นมิตรสันถวไมตรี มิได้มีเวรอาฆาตกับ กรุงศรีสัตนาคนหุตสืบไป ก็เลิกกองทัพกลับคืนไปเมือง จึ่งพระยา นครราชสีมาและท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งหลาย ก็แต่งหนังสือ บอกให้ขุนหมื่นมีชื่อ ถือลงไปกราบทูลพระกรุณา ณ กรุงเทพ มหานคร โดยประพฤติเหตุทั้งปวงก่อน แล้วบอกเข้าไปให้เสนา ลาวนำเข้าเฝ้าพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ๆ ดีพระทัย ดำรัสพระ ราชปฏิสันถารเป็นอันดี และให้เลี้ยงดูเหล่ากองทัพให้อิ่มหนำ สำราญ พระราชทานรางวัลแก่ท้าวพระยานายทัพนายกองทั้งปวง เป็นอันมาก ฝ่ายผู้ถือหนังสือบอกนั้นมาถึงกรุงเทพมหานคร ให้


๕๓๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อัครมหาเสนาบดีกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ จึ่งทรงพระกรุณา โปรดให้มีตราหากองทัพกลับลงมายัง ณ กรุง ท้าวพระยานายทัพ นายกองทั้งหลายได้แจ้งในท้องตรานั้นแล้ว ก็กราบถวายบังคม ลาพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต แล้วเลิกทัพกลับลงมายังกรุงเทพ มหานคร ส่วนพระเจ้ากรุงศรีสัตนาคนหุต ก็จัดแจงตกแต่งพระราช ธิดา พร้อมด้วยพระพี่เลี้ยงนางกำนัล และทาสกรรมกรชายหญิง สิ่งละ ๑๐๐ เป็นบริวาร สรรพด้วยเครื่องุปโภคบริโภคทั้งปวง พร้อมเสร็จ และให้แสนท้าวพระยาลาว ๓ นาย ถือพล ๑๐,๐๐๐ ช้างม้าโดยสมควร ให้อัญเชิญเสด็จพระราชบุรีขึ้นสู่สีวิกาญจนยาน วิจิตรลงไปยังกรุงเทพมหานคร โดยลำดับมารควิถีถึงพระราช - นิเวศน์พระนครหลวง จึ่งบอกหนังสือลงไป ณ กรุงเทพมหานคร ให้กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้า อยู่หัวตรัสทราบเหตุดังนั้นแล้ว ทรงพระโสมนัส ดำรัสสั่งอัครมหา - เสนาธิบดี ให้ผูกเรือพระที่นั่งบัลลังก์ม่านทองและเรืออื่น ๆ หลายลำ ขึ้นไปรับนางกษัตริย์กรุงศรีสัตนาคนหุต ณ พระนครหลวง และ ล่องลงมายังพระมหานครโดยทางคลองโพเรียง ครั้นมาถึงวัดกระ - โจมจะเลี้ยวขึ้นไปทางรอทำนบ พอสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระ ราชวังบวร มีพระบัณฑูรให้มารับพระราชบุตรีกรุงศรีสัตนาคนหุต ขึ้นไว้ ณ พระราชวังบวร แล้วเสด็จพระราชดำเนินลงมายังพระ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๓๕ ราชวังหลวง ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง กราบทูลพระกรุณา ขอพระราชทานนางไว้ ณ พระราชวังบวร จึ่งทรงพระกรุณาโปรด พระราชทานให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอโดยพระราชอัธยาศัยนั้น ลุศักราช ๑๐๕๙ ปีฉลู นพศก ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้า ลูกเธอเจ้าพระขวัญ พระชนม์คำรบ ๑๓ พรรษา จึ่งทรงพระกรุณา ดำรัสเหนือเกล้าสั่งอัครมหาเสนาธิบดี ให้จัดแจงการพระราชพิธี โสกันต์ ( ณ ) พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท และให้ตั้งโรงพระกระยา สนานและพระเบญจา ณ ท้องสนามชั้นใน และให้ตั้งราชวัติ ฉัตรเบญจรงค์ ธงชัย ธงกระดาษ * วางเป็นระยะไปโดยทางอัน จะแห่นั้น ก็วางกระลาบาทเป็นชั้น ๆ ครั้นถึงมีคสิรมาสสุกขปักษ์ดิถี ณ วันอันได้มหามงคลฤกษ์ เพลาชายแล้ว ๓ นาฬิกา จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้า หลวง ก็ทรงเครื่องสิริราชอลังการสรรพาภรณ์ ภูษาลายทอง สนับเพลาเชิงงอน สอดทรงฉลองพระองค์อย่างเทศ ทรงเสียระบาด รัตพัสตร์แล้ว ทรงพระมหากฐินน้อย ทรงเหน็บพระแสงกั้นหยั่น และมหาดเล็กเชิญพระแสงดาบใจเพชร แล้วเสด็จพระราชดำเนิน มาขึ้นเกยทรงพระราชยาน เจ้าพนักงานประโคมแตรสังข์ มหาด เล็กแห่ซ้ายขวาหน้าหลังเป็นขบวน มาถึงพระที่นั่งสรรเพชญ์ปรา - สารท เสด็จขึ้นประทับอยู่ ณ พระที่นั่งเก้าอี้ ณ ชานพัก

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ธงประฏาก


๕๓๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทรงเครื่อง แล้วเสด็จขึ้นยาน - นุมาศ เจ้าจอมเถ้าแก่เป็นเพื่อนคนหนึ่งและมหาดเล็กคู่แห่นั้น นุ่ง ห่มสมปักทองขาวชายกรวย ใส่เสื้อครุยและพอกเกี้ยวพันผ้าขาว แห่หน้า ๒๐ คู่ แห่กระบวนหลังนั้น มีนางเชิญเครื่อง ๖ คน นางถือพัชนีคนหนึ่ง ถัดนั้นจัดเอาภรรยาขุนนางเดินพนมมือตาม นางเชิญเครื่องเป็น ๔ แถว ๆ ละ ๒๐ คน เป็น ๘๐ คน แล้วนุ่ง ผ้าทองของชาวกรวย ห่มผ้าขาวขลิบทองสิ้น ครั้นแห่เสด็จมาถึงที่ ประทับชานพักแล้ว จึ่งให้ทรงเหนียบหน้าฆ้องชัย มีนางพนักงาน เอาน้ำชำระพระบาท ๒ คน แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรับพระ กรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เสด็จเข้าในพระมหาปราสาท ทรงฟังสวด พระพุทธมนต์คำรบ ๓ วันแล้ว ถึงวันเป็นคำรบ ๔ ได้ฤกษ์เพลารุ่ง จึ่งแห่เสด็จมา ณ โรงพระกระยาสนาน เสด็จขึ้นบนพระเบญจา แล้ว ถวายเครื่องมุรธาภิเษก ทรงน้ำพระพุทธมนต์และน้ำสังข์ ทักษิณาวัฎ ทวิชาจารย์ถวายอาเศียรพาท ประโคมฆ้องกลองแตร - สังข์ ดุริยางคดนตรี แล้วทรงเครื่องแห่เสด็จกับเข้าพระราชวัง ครั้นเพลาซายแล้ว ๓ นาฬิกา จึ่งแห่เสด็จไปสมโภชเวียน พระเทียน เกณฑ์แห่นุ่งสมปักลาย ใส่เสื้อครุยและ ( ลอม ) พอกชมพู และนางเชิญพระแส้ นางยกเครื่อง นางตามเสด็จทั้งปวงนั้น ล้วนนุ่งผ้าทองเขียวชายกรวย ห่มผ้าชมพูขลิบทอง สิ้นคำรบ ๓ วัน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๓๗ เป็น ๖ วันด้วยกัน ทั้งแห่ไปทรงฟังสวด ๓ วันนั้น ครั้นโสกันต์ แล้ว เจ้าพระขวัญเสด็จออกทรงม้าหัด ณ ท้องสนามหลวง หน้า พระที่นั่งจักรวรรดิทุกวัน ๆ ครั้นถึงเดือน ๓ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงทรงพระประชวร ลงได้ประมาณ ๑๕ วัน และพระโรคกำเริบหนักลง จะเสวย พระกระยาหารก็ไม่ได้ เกือบใกล้สวรรคตอยู่แล้ว และพระราช - วงศานุวงศ์ และท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งหลาย ก็เข้าไปนอนอยู่ในพระราชวังพร้อมกันสิ้น ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวร ทรง พระราชดำริแคลงเจ้าพระขวัญ ด้วยเห็นข้าไทมาก คนทั้งปวง ยินดีนับถือมาก นานไปภายหน้าเกรงจะเป็นศัตรูราชสมบัติ จึ่ง ทรงคิดการอันเป็นคุยรหัสแต่กับเจ้าฟ้าเพชร เจ้าฟ้าพร ราชบุตร ทั้ง ๒ พระองค์ มิให้ผู้อื่นรู้เห็น ครั้นเห็นจวนจะสวรรคตใน ๒ วันเป็นแท้อยู่แล้ว จึ่งเสด็จพระราชดำเนินมายังพระราชวังหลวง กับพระราชบุตรทั้งสองและข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวงเป็นอัน มาก และเสด็จเข้าอยู่ ณ พระตำหนักหนองหวาย จึ่งอุบายให้ มหาดเล็กไปเชิญเสด็จเจ้าพระขวัญ ว่ามีพระบัณฑูรให้เชิญเสด็จ ไปเฝ้า ทรงพระกรุณาจะให้ทรงม้าเทศให้ทอดพระเนตรสักหน่อย หนึ่ง แล้วเจ้าพระขวัญเสวยผลอุลิตค้างอยู่ ครั้นทราบว่ามีพระ บัณฑูรให้หา ก็มิได้เสวยต่อไป และซีกซึ่งยังมิได้เสวยนั้น เอา


๕๓๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ใส่ในเครื่อง แล้วทูลลาพระมารดา เสด็จมาเฝ้ากรมพระราชวัง บวร ณ พระตำหนักหนองหวาย กับด้วยนักพระสัตถาธิราช พระพี เลี้ยง และข้าไททั้งปวงตามเสด็จมาเป็นอันมาก ครั้นเจ้าพระขวัญ มาถึง เสด็จเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว มีพระบัณฑูรให้ห้ามพระ พี่เลี้ยงและข้าไทั้งปวง มิให้ตามเสด็จเข้ามา และให้ปิดประตู กำแพงแก้วนั้นเสีย จึ่งให้จับเจ้าพระขวัญสำเร็จโทษเสียด้วยท่อน จันทน์ในพระตำหนักหนองหวายเสร็จแล้ว ก็ให้เอาพระศพใส่ถุง แล้วใส่ลงในแม่ขัน ให้ข้าหลวงเอาออกไปฝังเสีย ณ วัดโคกพระยา แล้วเสด็จกลับยังพระราชวังบวรสถานมงคล ฝ่ายนักพระสัตถาธิราชพระพี่เลี้ยงและข้าไททั้งปวง แจ้งว่า เจ้าของตัวเป็นเหตุแล้ว ก็ชวนกันร้องให้กลับมาทูลแก่เจ้าฟ้ากรม - หลวงโยธาทิพ ซึ่งเป็นพระมารดา และเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพ ขณะเมื่อพระราชบุตรทูลลาไปเฝ้ากรมพระราชวังบวรนั้น เข้าที่ พระบรรทมอยู่ แต่ทว่ายังมิได้บรรทมหลับสนิท พอเคลิ้มหลับลง แต่ได้ยินเสียงพระราชบุตรมาทูลว่า ข้าพเจ้าจะขอพระราชทานผล อุลิตหวานซีกซึ่งเหลืออยู่นั้นเสวยต่อไป ก็ตกพระทัยบรรทมตื่นขึ้น มาในทันใดนั้น พอนักพระสัตถาธิราชมาถึง ร้องให้กราบทูลโดย มูลเหตุทั้งปวง และเจ้าฟ้ากรมหลวงโยธาทิพได้ทรงฟังดังนั้น ก็ตก พระทัย ข้อนพระทรวงทรงพระกันแสงถึงพระราชบุตรเป็นกำลัง แล้วเสด็จขึ้นไปเฝ้าสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ซึ่งทรงพระประชวร


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๓๙ หนักอยู่นั้น และทรงพระพระโสการ่ำไรกราบทูลโดยมูลคดีทั้งปวง แล้วทูลว่าลูก ( ข้า ) พระพุทธเจ้าหาความผิดมิได้ กรมพระราชวัง บวรฆ่าลูกข้าพระพุทธเจ้าเสียโดยหาเหตุผลมิได้ สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ตกพระทัย อาลัยในพระราชโอรส ทรงพระโศกาอาดูรภาพเป็นกำลัง แล้ว ทรงพระพิโรธแก่กรมพระราชวังบวรยิ่งนัก ดำรัสว่ากูไม่ให้ราช - สมบัติแก่ไอ้ ๓ คนพ่อลูกนี้ แล้วมีพระราชดำรัสให้หาเจ้าพระพิชัย สุรินทร์ ราชนัดดา ขึ้นมาเฝ้าบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ซึ่ง เสด็จทรงพระประชวรอยู่นั้น แล้วทรงพระกรุณาตรัสมอบเวนราช - สมบัติให้แก่เจ้าพระพิชัยสุรินทร์ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จ สวรรคตในเพลาราตรีวันนั้น พระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระ ชัยษาเถาะ นพศก แรกเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น พระชนม์ได้ ๕๖ พระพรรษา เสด็จดำรงราชอาณาจักรอยู่ได้ ๑๕ พระพรรษา ขณะสวรรคต ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์มหาปราสาท ใน เดือน ๔ ปีฉลู นพศก ศักราชได้ ๑๐๕๙ นั้น สิริชนม์ได้ ๗๑ พระพรรษา ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ตรัสทราบเหตุว่า มีพระราชโองการโปรดมอบเวนราชสมบัติให้แก่


๕๔๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เจ้าพระพิชัยสุรินทร์ ราชนัดดาดังนั้นแล้ว ก็มิได้เสด็จพระราช - ดำเนินลงมายังพระราชวังหลวง ส่วนเจ้าพระพิชัยสุรินท์ก็มิอาจ รับราชสมบัติได้ เกรงพระเดชานุภาพสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกรม พระราชวังบวรอยู่ จึ่งนำเอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ ประการสำหรับพระมหากษัตราธิราชเจ้านั้น ขึ้นไปยังพระราชวัง บวร กับด้วยท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปลายพร้อมกันเป็นอัน มาก ขึ้นเฝ้าสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาอุปราช กราบบังคมทูลถวาย ราชสมบัติ และเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ทั้งปวง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็มิได้รับ จึ่งมีพระราชบัณฑูรตรัสแก่ เจ้าพระพิชัยสุรินทร์ ว่าพระโองการโปรดมอบเวนราชสมบัติให้ เป็นสิทธิ์แก่ท่านแล้ว ท่านจงครองราชสมบัติเถิด และซึ่งท่านจะ มายกราชสมบัติให้แก่เรา และเราจะรับราชสมบัตินั้น ก็จะเป็น ละเมิดพระโองการ ดูมิบังควรนัก และเจ้าพระพิชัยสุรินทร์ได้ฟัง ดังนั้น ก็ยิ่งตกพระทัย กลัวพระเดชานุภาพยิ่งนัก จึ่งกราบทูลอ้อน วอนไปเป็นหลายครั้ง สมเด็จพระมหาอุปราชก็มิได้รับ เจ้าพระ พิชัยสุรินท์ก็ซบพระเศียรเกล้าลงกลิ้งเกลือกกับฝ่าพระบาท แล้ว กราบทูลวิงวอนไปว่า ข้าพระพุทธเจ้าวาสนาบารมีก็น้อย บุญน้อย กำลังน้อย มิอาจสามารถจะดำรงราชสมบัติไว้ได้ไม่ ถ้าและข้าพระ พุทธเจ้าจะครอบครองแผ่นดินสืบไปบัดนี้ เห็นจะมีภัยอันตรายแก่ ราชสมบัติและบ้านเมือง สมณพราหมณาจารย์ อาณาประชา -


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๔๑ ราษฎรจะได้ความเดือนร้อนเป็นมั่นคง อันเศวตฉัตรนี้เป็นมหาสิริ อันประเสริฐ ถ้าบุคคลผู้ใดมิได้มีปัญญาภิสังขารส่ำสมมาแต่ก่อน ก็หาดำรงรักษาไว้ได้ไม่ อุปมาดังมันเหลวแห่งพระยาราชสีห์ มี ธรรมชาติอันสุขุมละเอียดยิ่งนัก ถ้าและจะเาภาชนะอันใด ๆ ก็ดี มารองรับไว้นั้น ก็หารองรับไว้ได้ไม่ ก็จะไหลรั่วไปเสียสิ้น และ ซึ่งจะรองรับไว้ได้นั้น ก็แต่สุวรรณภาชน์สิ่งเดียว และพระองค์ กอปรด้วยพระราชกฤษฎาเดชาธิการภินิหารบารมีมาก สมควรจะ ดำรงราชอาณาจักรในแผ่นดินสยามประเทศได้ * อุปมัยดังภาชนะ ทองอันรองรับไว้ซึ่งมันเหลวแห่งพระยาราชสีห์เหมือน ( กัน ) ฉะนั้น ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดรับครอบ ( ครอง ) ราชสมบัติ โดย สุภาวสุจริตธรรมเถิด เหมือนหนึ่งพระองค์ทรงมหาการุญภาพแก่ แผ่นดิน อย่าให้เป็นจลาจลเลย สมณพราหณาจารย์ อาณา ประชาราษฎรจะได้พึ่งพระบารมีร่มเย็นเป็นสุขา ( นุ ) สุข และซึ่ง พระองค์จะมิทรงพระกรุณาโปรดรับครอบ (ครอง ) ราชสมบัติไซร้ ก็เหมือนมิทรงพระกรุณาแก่แผ่นดิน และไพร่ฟ้าข้าขอบขัณฑเสมา ทั้งปวง เห็นว่าบ้านเมืองจะเกิดอันตราย สมณพราหมณาจารย์ อาณาประชาราษฎรได้ความเดือดร้อนเป็นแท้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จะ หาที่พึ่งที่พำนักมิได้ ก็จะกราบถวายบัฝคมลาพระองค์บุกป่าฝ่าดง

  • ตรงนี้มีคำว่าสยามประเทศอีกแห่งหนึ่ง และสำนวนที่เขีนรู้สึกว่าเป็น สำนวนใหม่ น่าจะแก้ไขเพิ่มเติมในรัชกาลที่ ๔ ด้วยเหมือนกัน


๕๔๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ไปซุกซ่อนนอนตายเสียตามยถากรรมของข้าพระพุทธเจ้า และเมื่อ เจ้าพระพิชัยสุรินทร์กราบทูลวิงวอนอยู่ฉะนั้น พอท้าวพระยาข้าทูล ละอองธุลีพระบาททั้งหลายฝ่ายพระราชวังหลวง ก็ตามขึ้นไปถึง พร้อมกัน และเข้าเฝ้ากราบถวายบังคมสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ ช่วยอุดหนุนเพ็ดทูลอ้อนวอนขึ้น เพื่อจะให้ทรงพระกรุณาโปรดรับ ครองราชสมบัตินั้น จึ่งเจ้าพระพิชัยสุรินทร์ก็รับพระราชโองการ แต่พระบาทบรมบพิตรพระเจ้าอยู่หัว แล้วรับพระบัณฑูรแต่สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ และท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุข ทั้งหลาย ก็รับพระโองการและพระบัณฑูรตามเจ้าพระพิชัยสุรินทร์ นั้น พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ตรัสทอดพระเนตร เห็นท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้งปลายราบคาบเป็นปรกติพร้อม มูลกันอยู่สิ้น แล้วจึ่งมีพระราชโองการตรัสเหนือเกล้า โปรดให้ ท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้น้อยผู้ใหญ่ทั้งหลาย ถือน้ำ พระพิพัฒน์สัตยาถวายสาบานตามบุราณราชประเพณีเสร็จสิ้นทุก ประการ และเจ้าพระพิชัยสุรินทร์และท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุข สมณพราหมณาจารย์ทั้งหลาย ก็อัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินลงมา ยังพระราชวังหลวง จึ่งมีพระราชดำรัสให้เจ้าพนักงานจัดแจงการ อัญเชิญพระบรมศพใส่ในกระโกศเสร็จแล้ว ประดิษฐานไว้ใน พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ที่เสด็จสวรรคตนั้น แล้วมีพระโองการ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๔๓ ตรัสสั่งพระมหาราชครู พระราชปโรหิตโหราจารย์ ให้จัดแจงการ พระราชพิธีราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเทียร ครั้นถึงวันอันได้ศุภวารมหามงคลนักขัตฤกษ์ จึ่งท้าว พระยาเสนาบดี กระวีราช ข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย ทั้งหลาย ทหารพลเรือน และพระสังฆราชาคณะคามวาสีอรัญวาสี ชีพ่อพราหมณาจารย์ทั้งปวง ประชุมพร้อมกัน ณ พระที่นั่งสรร - เพชญ์ปราสาท อัญเชิญเสด็จพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระ พุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นราชาภิเษก เป็นเอกอัครบรมขัตติยาธิบดินทร์ ปิ่นพิภพจบสกลราชสีมา เสวยมไหสุริยศวรรยาธิปัตย์ถวัลยราช - ประเพณี สืบสุรยิสวัสดิวงศ์ดำรงราชอาณาจักร ณ กรุงเทพมหา - นครบวรทวาราวดีศรีอยุธยา มหาดิลกภพนพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมพระราชนิเวศมหาสถาน แล้วถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ สำหรับพระมหากษัตราธิราชเจ้า และการพระราชพิธีทั้งปวงนั้น พร้อมตามอย่างโบราณราชประเพณีเสร็จสิ้นทุกประการ จึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จประเวศพระราชมนเทียร และเสด็จอยู่พระที่นั่งสุริยามรินทร์มหาปราสาท และขณะเมื่อ พระองค์เสด็จอยู่พระที่นั่งเสวยราชสมบัตินั้น พระชนม์ได้ ๓๖ พระพรรษา จึ่งมีพระราชโองการตรัสเหนือเกล้าโปรดให้สมเด็จ พระเจ้าลูกเธอพระองค์ใหญ่ ประดิษฐาน ณ ที่กรมพระราชวังบวร สถานมงคล และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอพระองค์น้อยนั้น ทรงพระ


๕๔๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กรุณาโปรดให้เรียกว่า พระบัณฑูรน้อย แต่บรรดาข้าหลวงเดิม ที่มีบำเหน็จความชอบนั้น ก็พระราชทานยศศักดิ์ให้ตามสมควร ฐานานุรูปถ้วนทุกคน แล้วทรงพระกรุณาให้ช่างพนักงานจับการทำ พระเมรุมาศขนาดใหญ่ ขื่อ ๗ วา ๒ ศอก กอปรด้วยเมรุทิศ เมรุแทรก และสามสร้างพร้อม และการพระเมรุมาศนั้น กำหนด ๑๑ เดือนจึ่งเสร็จ ลุศักราช ๑๐๖๐ ปีขาล สัมฤทธิศก เดือน ๔ ได้ศุภวารดิถีพิชัยฤกษ์ จึงให้อัญเชิญพระบรมศพขึ้นประดิษฐานเหนือพระ มหาพิชัย ( ราช ) รถ แห่แหนเป็นกระบวนไปเข้าพระเมรุมาศตาม อย่างแต่ก่อน และให้ทิ้งทานต้นกับปพฤกษ์ และมีการมหรสพ ต่าง ๆ ทุกประการ ครั้นค่ำให้จุดดอกไม้เพลิงต่าง ๆ ระทาใหญ่ ๑๖ ระทา บูชาพระบรมศพเป็นมโหฬาราธิการยิ่งนัก และทรง สดับปกรณ์พระสงฆ์ ๑๐,๐๐๐ คำรบ ๗ วัน แล้วถวายพระเพลิง ครั้นดับพระเพลิงแล้ว แจงพระรูปทรงสดับปกรณ์พระสงฆ์อีก ๔๐๐ รูป แล้วเก็บพระอัฐิใส่พระโกศน้อย อัญเชิญขึ้นพระราชยาน แห่เป็นขบวนเข้ามายังพระราชวัง จึ่งให้อัญเชิญพระบรมโกศ พระอัฐิเข้าบรรจุไว้ ณ ท้ายจรนำพระมหาวิหารวัดพระศรีสรรเพชญ ดาราม ลุศักราชได้ ๑๐๖๑ เอกศก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ทรงพระราชดำริถึงภูมิชาติแห่งพระองค์ ซึ่งสมเด็จพระพันปีหลวง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๔๕ ตรัสบอกไว้แต่ยังทรงพระเยาว์อยู่นั้นว่า เมื่อศักราช ๑๐๒๔ ปีขาล จัตวาศก แต่ครั้งแผ่นดินสมเด็จบรมบพิตรพระนารายณ์เป็นเจ้า เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระพุทธประติมากรพระชินราช พระชินศรี ณ เมืองพิษณุโลก ทรงพระกรุณาให้มีการมหรสพ ถวายพุทธสมโภชคำรบ ๓ วัน ครั้งนั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง ในพระบรมโกศ พาเอาสมเด็จพระพันปีหลวงทรงพระครรภ์แก่ จึ่งประสูติพระองค์ที่ตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง แขวงเมืองพิจิตร ในเดือนอ้าย ปีขาลศกนั้น แล้วจึ่งเอารกที่สหชาตินั้นใส่ลงใน ผอบเงิน เอาไปฝังไว้ที่หว่างต้นโพธิ์ประทับช้าง และต้นอุทุมพร ต่อกันนั้น เหตุดังนั้น จึ่งได้พระนามกรชื่อมะเดื่อ และสมเด็จพระ เจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริระลึกถึงที่ภูมิชาติ อันพระองค์ประสูติ ณ แขวงหัวเมืองฝ่ายเหนือ เป็นมหามงคลสถานอันประเสริฐ สมควรจะสร้างขึ้นเป็นพระอาราม จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งสมุหนายก ให้กะเกณฑ์กันขึ้นไปสร้างพระอาราม ตำบลบ้านโพธิ์ประทับช้าง มีพระอุโบสถ วิหาร มหาธาตุเจดีย์ ศาลาการเปรียญ และกุฎี สงฆ์พร้อมเสร็จ และการสร้างพระอารามนั้น ๒ ปีเศษ จึ่งสำเร็จ ในปีมะเส็ง ตรีศก จึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จด้วย พระชลวิมานโดยกระบวนนาวาพยุหะขึ้นไป ณ พระอารามตำบล โพธิ์ประทับช้างนั้น และท้าวพระยาข้าทูลละอองธุลีพระบาท ซึ่ง ขึ้นไปคอยรับเสด็จโดยสถลมารถนั้นก็เป็นอันมาก แล้วทรงพระ


๕๔๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กรุณาให้มีการฉลอง และมีการมหรสพคำรบ ๓ วัน ทรงถวาย ไทยทานแก่พระสงฆ์เป็นอันมาก และทรงพระราชอุทิศถวายเลก ข้าพระไว้สำหรับอุปัฎฐากพระอาราม ๒๐๐ ครัว และถวายพระ กัลปนาขึ้นแก่พระอารามตามธรรมเนียม แล้วทรงพระกรุณาตั้ง เจ้าอธิการ ชื่อพระครูธรรมรูจีราชมุนี อยู่ครองพระอาราม ถวาย เครื่องสมณบริขารตามศักดิ์พระราชาคณะแล้วเสร็จ ก็เสด็จกลับยัง กรุงเทพมหานคร จำเดิมแต่นั้นมาพระอารามนั้น ก็เรียกว่าวัด โพธิ์ประทับช้าง มาตราบเท่าทุกวันนี้ เมื่อศักราช ๑๐๖๒ ปีมะโรง โทศกนั้น อสุนีบาตตกลง ต้องยอดพระมณฆป ณ พระอารามวัดสุมงคลบพิตร ติดเป็นเพลิง โพลงขึ้นไหม้เครื่องบน โทรมลงมาต้องพระเศียรพระพุทธรูป หัก สะบั้นลงมาจนพระศอ และพระเศียรนั้นตกลงอยู่ ณ พื้นพระ มณฑป จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้ช่างพนักงานจับการรื้อพระ มณฑปก่อสร้างขึ้นใหม่ แปลงเป็นพระมหาวิหารสูงใหญ่ โดยยาว เส้นเศษ สำเร็จในปีมะเมีย จัตวาศก และทรงพระกรุณาให้มี การฉลองและมีการมหรสพ ๓ วัน แล้วทรงถวายไทยทานแก่พระ สงฆ์เป็นอันมากเหมือนอย่างทุกครั้ง ในขณะนั้น สมเด็จพระอัครมเหสีเดิมแห่งสมเด็จพระพุทธ - เจ้าหลวงในพระบรมโกศ ซึ่งเป็นพระราชมารดาเลี้ยงของสมเด็จ พระเจ้าแผ่นดิน ได้อภิบาลบำรุงรักษาพระองค์มาแต่ยังทรงพระ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๔๗ เยาว์นั้น ครั้นสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จสวรรคตแล้ว จึ่งทูล ลาสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน เสด็จออกไปตั้งพระตำหนักอยู่ในที่ใกล้ พระอารามวัดดุสิต และที่พระตำหนักวัดดุสิตนี้เป็นที่พระตำหนัก มาแต่ก่อน ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า และเจ้าแม่ ผู้เฒ่าซึ่งเป็นพระนมเอกของสมเด็จพระนารายณ์เป็นเจ้า และเป็น มารดาเจ้าพระยาโกษาเหล็ก โกษาปาน ซึ่งได้ขึ้นไปช่วยกราบทูล ขอพระราชทานโทษสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ขณะเป็นที่หลวง สรศักดิ์ และชกเอาปากพระยาวิไชยเยนทร์ครั้งนั้น และเจ้าแม่ ผู้เฒ่านั้นก็ได้ตั้งพระตำหนักอยู่ในที่นี้ ครั้นแผ่นดินสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวพระองค์นี้ และสมเด็จพระราชมารดาเลี้ยงก็เสด็จไปตั้งพระ ตำหนักอยู่ในที่นั้นสืบต่อกันมา แล้วจึ่งทรงพระกรุณาโปรดตั้งให้ เป็นกรมพระเทพามาตย์ ส่วนสมเด็จพระอัครมเหสีซ้ายขวาแห่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศ ซึ่งทรงพระนามกรม - หลวงโยธาทิพ กรมหลวงโยธาเทพนั้น ก็ทูลลาสมเด็จพระเจ้า แผ่นดิน แล้วพาเอาพระราชบุตรซึ่งทรงพระนามตรัสน้อยนั้น ออก ไปตั้งพระตำหนักอยู่ในที่ใกล้พระอารามวัดพุทไธสวรรย์ ครั้นเมื่อปีมะโรง โทศกนั้น ตรัสน้อยราชบุตร พระชนม์ ได้คำรบ ๑๐ พระพรรษา * จึ่งเจ้ากรมหลวงโยธาเทพ พระราช -

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ๑๓ พรรษา ซึ่ง น่าจะถูกกว่า เพราะมีข้อความต่อไปว่า ทรงพระผนวชได้ ๕ พระวษา พระ ชนม์ได้ ๑๘ พระพรรษา

๕๔๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม มารดานั้น ก็ให้กระทำมหามงคลพิธีโสกันต์พระราชบุตร ครั้น โสกันต์แล้ว ให้ไปทรงผนวชเป็นสามเณรอยู่ในสำนักพระพุทธ - โฆษาจารย์ ราชาคณะ และตรัสน้อยนั้นทรงพระสติปัญญาเป็นอัน มาก ประพฤติพรหมจรรย์เป็นอันดี และทรงเรียนพระปริยัติไตร - ปิฎกธรรม และคัมภีร์เลขยันต์ มนต์คาถา สรรพวิทยาคุณต่าง ๆ ในสำนักพุทธโฆษาจารย์นั้นได้เป็นอันมาก และทรงผนวชอยู่ได้ ๕ พระวษา พระชนม์ได้ ๑๘ พระพรรษา จึ่งลาผนวชออกเที่ยว ทรงเรียนศิลปศาสตร์ช้างม้า สรรพยุทธ์ชิงชัยทั้งปวงได้เป็นอันมาก แล้วทรงเรียนซึ่งอักษรแขก ฝรั่ง และอักษรเขมร ลาว ญวน พม่า รามัญ และจีนทุกภาษาต่าง ๆ แล้วทรงเรียนซึ่งคัมภีร์ราชศาสตร์ โหราศาสตร์ และคัมภีร์แพทย์ กอปรด้วยอาจารย์เป็นอันมาก สรรพทรงชำนิชำนาญในสรรพวิชาคุณทั้งปวงต่าง ๆ ดุจหนึ่งจะทรง ทราบในคัมภีร์ไตรเพทางคศาสตร์ ครั้นพระชนม์คำรบได้อุปสมบท แล้ว ก็ทรงผนวชเป็นภิกษุภาวะ จำเริญสมณธรรมอยู่เป็นอันดี ขณะนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวมีพระราชบุรีเกิดด้วย พระสนมอีก ๒ พระองค์ ทรงพระนามพระองค์เจ้าแก้วองค์หนึ่ง พระองค์เจ้าทับทิมองค์หนึ่ง เป็น ๕ พระองค์ด้วยกัน ทั้งสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์นี้ ร่วมพระราชมารดาเดียวกัน อนึ่ง สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงในพระบรมโกศมีพระราชบุตรเกิดด้วยพระ สนม ๔ พระองค์ คือพระองค์เจ้าจีนองค์หนึ่ง พระองค์เจ้าดำ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๔๙ องค์หนึ่ง พระองค์เจ้าแก้วองค์หนึ่ง พระองค์เจ้าบุญนาคองค์หนึ่ง และพระองค์เจ้าบุญนาคองค์นี้ ที่เรียกว่าเจ้าพระองค์เถรนั้น และ พระองค์เจ้าดำนั้น ได้พระองค์เจ้าแก้ว พระราชบุตรีสมเด็จพระ เจ้าแผ่นดินเป็นบาทบริจาริกา และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระ ราชวังบวรนั้น ได้พระองค์เจ้าทับทิมลูกพระสนม ซึ่ง ( เป็น ) พระ ราชภคินีต่างพระมารดากันนั้น เป็นพระอัครมเหสี ลุศักราช ๑๐๖๔ ปีมะเมีย จัตวาศก ขณะนั้นนายโขลง ช้างชาวบ้านแก่ง นำโขลงเข้ามาแต่ท้องป่าต้น และกันเอาช้าง พลายงาสั้นติดโขลงเข้ามาได้ตัวหนึ่ง สูงประมาณ ๖ ศอก ๕ นิ้ว สรรพด้วยคชลักษณ์งามบริบูรณ์ และชักโขลงนั้นเข้ามา ณ เพนียด จึ่งพระราชวังเมืองนำเอาข่าวช้างสำคัญนั้น ขึ้นกราบทูลพระกรุณา ให้ทราบ พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็เสด็จพระราช - ดำเนินไป ณ เพนียด ทอดพระเนตรให้ชักช้างโขลงเข้าเพนียด แล้วทรงพระกรุณาให้กันช้างสำคัญนั้นเข้าไว้ในวงพาด ให้ปรน - ปรือฝึกสอนให้ชำนิชำนาญ แล้วให้นำลงสู่เรือขนาน มีเรือคู่ชัก แห่เป็นขบวนเข้ามายังพระนคร จึ่งให้นำขึ้นไว้ ณ โรงยอดใน พระราชวัง ทรงพระกรุณาพระราชทานนามกรบัญญัติ ชื่อพระ บรมไตรจักร แล้วพระราชทานรางวัลแก่นายโขลงนั้นโดยสมควร ในปีมะเมีย จัตวาศกนั้น ทรงพระกรุณาดำรัสให้ช่างต่อ อย่างพระมณฑปพระพุทธบาท ให้มียอด ๕ ยอด ให้ย่อเก็จมี


๕๕๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม บันแถลง และยอดแทรกด้วย นายช่างต่ออย่างแล้ว เอาเข้าทูลถวาย จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้ปรุงเครื่องบนพระมณฑปตามอย่างนั้นเสร็จ จึ่งเสด็จพระราชดำเนินโดยขบวนพยุหบาตราชลมารคสถลมารค ขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท ตามอย่างพระราชประ เพณีมาแต่ก่อน แล้วทรงพระกรุณาให้ช่างพนักงานจับการยกเครื่องบนพระมณฑปพระพุทธบาท ขณะนั้นสมเด็จพระสังฆราชตามเสด็จขึ้นไปช่วยเป็นแม่การด้วย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระทัยปราโมทย์ยิ่งนัก จึ่งทรงพระกรุณามอบการทั้งปวง ถวายให้สมเด็จพระสังฆราชเป็นแม่การแล้ว ก็เสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมิได้เสด็จอยู่ในพระนครนาน เสด็จอยู่เดือนหนึ่งบ้าง ๑๕ วันบ้าง แล้วเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งแวดล้อมไปด้วยเรือข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง เที่ยวประพาสไปในท้องแถวนทีตราบเท่าถึงเมืองสมุทรปราการ และทรงเบ็ดตกนานามัจฉาชาติทั้งปวงต่าง ๆ ทรงสร้างแต่อกุศลทุจริต ผิดพระราชประเพณีมายังแต่ก่อน และพระองค์ฆ่าเสียซึ่งหมู่มัจฉาชาติทั้งหลาย ด้วยเบ็ดและข่ายล้มตายเป็นอันมาก บางทีเสด็จด้วยช้างพระที่นั่ง แวดล้อมไปด้วยช้างท้าวพระยาข้าราชการเป็นอันมาก เที่ยวประพาสไปในอรัญประเทศ และให้ช้างดั้ง ช้างกัน และช้างเชือกบาศ ไล่ล้อมหมู่ช้างเถื่อนในป่า และชักเชือกบาศคล้อง ช้างเถื่อนได้เป็นอันมาก และเสด็จไปตั้งล้อมช้างเถื่อนในป่าแขวง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๕๑ เมืองท่าโรงครั้งหนึ่ง ณ ป่าเพชรบุรีครั้งหนึ่ง บางทีเสด็จเที่ยวไปในท้องทุ่ง ทรงพระแสงปืนนกสับยิงต้องนานาสัตว์มฤคนา (นา)ทวิชาชาติทั้งหลายล้มตายเป็นอันมาก บางทีเสด็จยกพยุหบาตราขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท บำเพ็ญพระราชกุศล ตามอย่างพระราช-ประเพณีมาแต่ก่อน แล้วเสด็จกลับยังพระนคร ฝ่ายนายช่างกระทำการมณฑปพระพุทธบาท ยกเครื่องบนแล้ว จึ่งจับการ ( ปูน ) และการรักต่อไป และการทองและการกระจกนั้นยังมิได้สำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินเสด็จออก ณ ท้องพระโรง จึ่งมีพระราชโองการตรัสถามข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวงว่า ข้างประจันตชนบทประเทศบ้านนอก เขามีการมหรสพใหญ่ที่ไหนบ้าง ขณะนั้นข้าราชการผู้มีชื่อคนหนึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า ข้า-พระพุทธเจ้าได้ทราบเกล้าว่า ณ บ้านประจันตชนบท แขวงเมืองวิเศษไชยชาญ เพลาพรุ่งนี้ชาวบ้านทำการฉลองพระอาราม มีการมหรสพงานใหญ่ จึ่งมีพระราชดำรัสว่า แต่เราเป็นเจ้ามาช้านาน มิได้เล่นมวยปล้ำบ้างเลย และมือก็หนักเหนื่อยเลื่อยล้าช้าอ่อนไป เพลาพรุ่งนี้เราจะไปเล่นสนุกชกมวย ลองฝีมือให้สบายใจสักหน่อยหนึ่งเถิด ครั้นรุ่งขึ้นจึ่งเสด็จด้วยพระชลพาหนะ แวดล้อมไปด้วยเรือข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวงโดยลำดับชลมารค ถึงตำบลหนัก


๕๕๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม บ้านกระหลาดตรวจ * จึ่งให้หยุดประทับเรือพระที่นั่งเสด็จขึ้นบกในที่นั้น และดำรัสห้ามมิให้ข้าราชการทั้งปวงโดยเสด็จพระ ราชดำเนิน และพระองค์ผลัดพระภูษาแปลงเพศเป็นคนยาก เสด็จปลอมไปแต่กับตำรวจข้าหลวงเดิม ๔ - ๕ คน ซึ่งเป็นคนสนิทไว้พระทัย มิให้ผู้ใดสงสัย ครั้นไปถึงตำบลบ้าน ซึ่งมีงานใหญ่ฉลองพระอารามนั้น จึ่งเสด็จพระราชดำเนินด้วยข้าหลวง ปลอมไปกับคนชาวบ้านทั้งปวงซึ่งเที่ยวดูงานนั้น ขณะนั้นพอเจ้างานให้เปรียบมวย จึ่งมีพระราชดำรัสใช้ข้าหลวง ไปว่าแก่ผู้เป็นนายสนามว่า บัดนี้มวยในกรุงออกมาคนหนึ่ง จะเข้ามาเปรียบชกมวยในสนามท่าน และนายสนามได้ยินดังนั้นก็ดีใจ จึ่งว่าให้เข้ามาเปรียบดูเถิด จึ่งเสด็จเข้าไปในสนาม และนายสนามก็จัดหาคนมวยฝีมือจะมาให้เปรียบคู่ เหล่าข้าหลวงจึ่งห้ามว่า อย่าเอาเข้ามาเปรียบเลย เราเห็นตัวแล้ว จะเอาแล้ว จงให้แต่งตัวเถิด นายสนามจึ่งให้แต่งตัวเข้าทั้งสองฝ่าย แล้วให้ชกกันในกลางสนาม จึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน และคนมวยผู้นั้น ก็เข้าชกชิงกันและกันและฝีมือทั้งสองฝ่ายนั้น ดีทัดกันพอแลกลำกันได้ มิได้เพลี่ยงพล้ำแก่กัน และกำลังนั้นก็พอก้ำกึ่งกันอยู่ และคนทั้งหลายซึ่งดูนั้นก็สรรเสริญฝีมือทั้งสองฝ่าย และให้เสียงฮาติดกันไปทุกนัด และคนมวยผู้นั้นบุญน้อยวาสนาก็น้อย และเข้าต่อสู้ด้วยสมเด็จพระ

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า บ้านตลาดกรวด


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๕๓ มหากษัตราธิราชเจ้า อันกอปรด้วยบุญญาภิสังขารบารมีมาก และกำลังบุญวาสนานั้นข่มขี่กันอยู่ ครั้นสู้กันไปได้ประมาณกึ่งยกก็หย่อนกำลังลง และเสียทีเพลี่ยงพล้ำถูกที่สำคัญถนัด เจ็บป่วยถึงสาหัสเป็นหลายนัด ก็แพ้ด้วยบุญญานุภาพในยกนั้น จึ่งนายสนามก็ตกรางวัลให้แก่ผู้ชนะนั้นบาทหนึ่ง ให้ผู้แพ้นั้นสองสลึง ตามวิสัยบ้านนอก และเหล่าข้าหลวงนั้นรับเอาเงินรางวัล จึ่งดำรัสให้ข้าหลวงว่าแก่นายสนาม ให้จัดคู่มาเปรียบอีก และนายสนามก็จัดหาคู่มาได้อีก แล้วให้ชกกัน และคนมวยผู้นั้นทานบุญมิได้ ก็แพ้ในกึ่งยก คนทั้งหลายสรรเสริญฝีมือพระหัตถ์มีไป แล้วว่ามวยกรุงคนนี้ฝีมือ (ดี) ยิ่งนัก และนายสนามก็ตกรางวัลให้เหมือนหนหลังนั้น แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็พาข้าหลวงคืนมาสู่เรือพระที่นั่ง ค่อยสำราญพระราชหฤทัย แล้วเสด็จกลับยังกรุงเทพ มหานคร ในปีมะเมีย จัตวาศกนั้น สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จออกพระที่นั่งสุริยามรินทร์ มีพระราชหฤทัยปรารถนาจะใคร่เสด็จไปประพาสล้อมช้างเถื่อนในป่า จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งสมุหนายกให้ตรวจเตรียมช้างม้ารี้พล และนาวาพยุหะทั้งปวงให้พร้อมไว้ครั้นถึงวันอันกำหนด จึ่งเสด็จลงสู่เรือพระที่นั่ง พรั่งพร้อมด้วยเรือพระบรมโอรสาธิราชเจ้า และเรือท้าวพระยาเสนาธิบดีพิริยโยธาพลากรทวยหาญทั้งหลาย แวดล้อมโดยเสด็จพระราชดำเนินเป็น


๕๕๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อันมาก จึ่งให้เคลื่อนขยายขบวนนาวาพยุหะไปโดยลำดับชลมารค ครั้นถึงท่าเรือแขวงเมืองนครสวรรค์ จึ่งเสด็จขึ้นตั้งตำหนักทัพพลับพลาอยู่ตำบลบานหูกวาง แล้วทรงพระกรุณาให้ตั้งค่ายปีกกาล้อมฝูงช้างเถื่อน ณ ป่ายางกองทอง และให้ทำค่ายมั่นสำหรับจะกั้นช้างเถื่อนเข้าจับนั้น และให้เหล่าช้างเชือกไปไล่ล้อมกันช้างเถื่อนมาเข้าค่ายมั่น ครั้งนั้นเป็นเทศกาลวสันตฤดู ฝนตกน้ำนองท่วมไปทั้งป่า คนทั้งหลายซึ่งทำค่ายนั้น ลุยน้ำทำการเร่งรัดกันตั้งค่ายล้อมทั้งกลางวันกลางคืน จนเท้านั้นเปื่อยทนทุกข์ลำบากเวทนาป่วยเจ็บทุพพลภาพมาก อดอาหารซูบผอมล้มตายก็มาก อนึ่งในที่ระหว่างค่ายหลวงที่ประทับและที่ค่ายล้อมช้างต่อกันนั้น มีบึงหนึ่งใหญ่หลวงขวางอยู่หว่างกลาง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จไปทอดพระเนตรให้กันฝูงช้างเถื่อนเข้าจับในค่ายมั่น และทางซึ่งเดินลัดตัดตรงไปค่ายล้อมนั้น ต้องฝ่าข้ามบึงใหญ่นั้นไปจึ่งใกล้ ถ้าและจะเดินหลีกไปให้พ้นบึงนั้น มีระยะทางอ้อมวกไปไกลนัก จึ่งมีพระราชโองการตรัสสั่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ให้เป็นแม่กองกะเกณฑ์คนถมถนนหลวงเป็นทางสถลมารคข้ามบึงใหญ่ นั้นไป ให้สำเร็จแต่ในเพลากลางคืนวันนี้ รุ่งสางขึ้นจะเสด็จพระ ราชดำเนินข้ามช้างพระที่นั่งไป และให้เร่งรัดกระทำการให้แล้วทันตามพระราชกำหนด จึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์รับสั่งแล้ว ก็ออกไปกะเกณฑ์ผู้คนในกองหลวงได้ ๑๐,๐๐๐ เศษ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๕๕ แบ่งปันหน้าที่กันทำการถมถนนข้ามบึงใหญ่แต่ในกลางคืน บ้างขุดมูลดินและตัดไม้น้อยใหญ่ทิ้งถมลงไป แล้วเอาช้างลงเหยียบให้ที่แน่นและเร่งรัดกันทำการถมถนน ทุบปราบราบรื่น แล้วตลอดถึงฝั่งฟากข้างโน้น เสร็จแต่ในกลางคืน แล้วเสด็จกลับเข้ามากราบทูลพระกรุณาว่า ทางสถลมารคนั้นแล้วเสร็จดุจพระราชกำหนด ครั้นเพลาปัจจุสมัย จึ่งพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็เสด็จขึ้นเกย ทรงช้างต้นพลายสังหารคชสีห์เป็นพระคชา-ธาร พรั่งพร้อมด้วยช้างพระที่นั่งพระราชบุตร และช้างท้าวพระยาเสนามาตย์ราชพยุหโยธาพลากรเดินเท้าทั้งหลาย แวดล้อมโดยเสด็จพระราชดำเนินเป็นอันมาก จึ่งเสด็จยาตราพระคชาธารไปโดยวิถีสถลมารคข้ามบึงนั้น ครั้นไปถึงกลางบึงและที่นั้นเป็นหล่มลึกนัก ถมทุบปราบไม่สู้แน่น และเท้าหน้าช้างต้นนั้นเหยียบถลำจมลงไป แล้วกลับถอนขึ้นได้ จึ่งค่อยจ้องจดยกย่างต่อไป สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ทรงพระพิโรธแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระ-องค์นั้นยิ่งนัก ดำรัสว่า ไอ้สองคนนี้มันเห็นว่ากูแก่ชราแล้ว จึ่งชวนกันคิดเป็นขบถ และทำถนนให้เป็นพลุหล่มไว้ หวังจะให้ช้างซึ่งกูนี้เหยียบถลำหล่มล้มลง แล้วมันจะชวนกันฆ่ากูเสีย หมายใจจะเอาราชสมบัติ และพระองค์ตรัสเท่าดังนั้นแล้ว ก็ขับพระคชาธารไปตามแถวถนนไปข้ามพ้นบึงขึ้นถึงฝั่ง จึ่งแปรพระพักตร์เหลือบเนตรมาข้างเบื้องพระปฤษฎางค์ ทอดพระเนตรเห็นช้าง


๕๕๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระที่นั่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ตามเสด็จติดท้ายช้างพระคชาธารมา ก็ยิ่งทรงพระพิโรธหนัก จึ่งเยื้องพระ (องค์) ทรงพระแสงของ้าว เงื้อจะฟันเอาพระเศียรสมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมพระราชวังบวร จึ่งสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ พระบัณฑูรน้อย ก็เอาด้ามพระแสงขอซึ่งทรงอยู่นั้น ยกขึ้นกันรับพระแสงของ้าวไว้ ได้ด้วยฉับไว มิได้ต้องพระเชษฐาธิราชเจ้า ด้วยพระองค์ทรงชำนิชำนาญในการกระบี่กระบอง มวยปล้ำ ว่องไวสันทัดอยู่ แล้วจึ่งเอาช้างทรงเข้ากันช้างพระเชษฐาธิราชเจ้า แล้วพากันขับช้างพระที่นั่งแล่นหนีไป สมเด็จพระบรมราชปิตุรงค์ก็ยิ่งทรงพระพิโรธเป็นกำลัง แล้วไสช้างพระที่นั่งไล่ติดตามช้างสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระ- องค์ไปในทันใดนั้น ฝ่ายควาญซึ่งอยู่เท้าช้างพระที่นั่งนั้น เห็นว่าช้างสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองจะหนีไปมิพ้น จึ่งเอาขอท้ายเกี่ยวท้ายช้างพระที่นั่งเข้าไว้ให้ค่อยรอช้าลง และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ความกลัวพระราชอาญาเป็นกำลัง ก็เร่งรีบขับช้างพระที่นั่งแล่นหนีบุกป่าไป และช้างพระคชาธารจะไล่ติดตามไปมิทัน จึ่งมีพระราชโองการตรัสร้องประกาศไปแก่ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งปวง ว่าท่านทั้งหลายจงช่วยกันติดตามจับเอาตัวไอ้ขบถสองคนมาให้เราจงได้ แล้วบ่ายพระคชาธารกลับมายังพลับพลาที่ประทับนั้น ส่วนตำรวจและข้าราชการทั้งหลายติดตามไปพบ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๕๗ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์แล้ว ก็นำเอามาถวาย ณ ค่ายหลวง จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนสมเด็จพระ เจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์นั้นได้ยกหนึ่ง ๓๐ ที แล้วให้พันธนาเข้าไว้ด้วยสังขลิกภัณฑ์ แล้วดำรัสสั่งว่า ให้ลงพระราชอาญาเฆี่ยนรับเสด็จเพลาเช้ายกหนึ่ง เย็นยกหนึ่ง เป็นนิจทุกวัน ๆ อย่าได้ขาดกว่าจะเสด็จพระราชดำเนินกลับลงไปพระนคร ขณะนั้นนายผลข้าหลวงเดิมคนหนึ่งเข้าไปเฝ้าเยือนสมเด็จ พระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ในเรือนโทษ จึ่งมีพระบัณฑูรตรัสว่า ไอ้ผล บัดนี้สมเด็จพระราชบิดาทรงพระพิโรธ ดำรัสสั่งให้ลงพระราชอาญาแก่กูทั้งสองทุกเพลาเช้าเย็นเป็นนิจทุกวัน ๆ กว่าจะเสด็จกลับลงไป ณ กรุง และกูทั้งสองจะทนพระราชอาญาไปได้หรือ จะมิตายเสียหรือ เอ็งจะคิดประการใด นายผลได้ฟังดังนั้นจึ่งคิดเห็นว่าจะพ้นภัย * จึ่งกราบทูลว่า ขอพระราชทานจงดำรัสสั่งให้ตำรวจเอาเรือเร็ว รีบลงไปทูลเชิญสมเด็จพระอัยกี กรมพระเทพามาตย์ ซึ่งเสด็จอยู่ ณ พระตำหนักริมวัดดุสิตนั้น ขึ้นมาช่วยกราบทูลขอโทษ เห็นว่าจะทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานให้เป็นมั่นคง ด้วยเหตุว่ากรมพระเทพามาตย์นี้ มีคุณูปการเป็นอันมาก ได้อุปถัมภ์บำรุงเลี้ยงรักษาสมเด็จพระราชบิดามาแต่ทรง

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า จึ่งคิดเห็นว่าจะพ้นภัยได้


๕๕๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระเยาว์นั้น จะว่าไรก็ว่ากันได้ เห็นจะขัดกันมิได้ และซึ่งจะอุบายคิดอ่านไปอย่างอื่นนั้น เห็นว่าจะมิพ้นโทษ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็เห็นชอบด้วย ทรงพระปิติโสมนัสยิ่งนัก จึ่งมีพระบัณฑูรตรัสใช้หลวงกระเษตรรักษา ให้เอาเรือเร็วรีบลงไปเฝ้าสมเด็จพระอัยกี กรมพระเทพามาตย์ และให้ทูลโดยมูลเหตุทั้งปวงนั้นให้ทราบสิ้นทุกประการ แล้วจึงทูลว่า เราทั้งสองพี่น้องขอถวายบังคมมาแทบฝ่าพระบาทสมเด็จพระอัยกีเจ้า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเชิญเสด็จขึ้นมาช่วยทูลขอพระราชทานโทษข้าพเจ้าทั้งสองโดยเร็วเถิด ข้าพเจ้าทั้งสองจึ่งจะรอดจากความตาย และซึ่งบุคคลผู้ใดจะมาเป็นที่พึ่งที่พำนัก ช่วยชีวิตข้าพเจ้าทั้งสองในครานี้เห็นไม่มีตัวแล้ว และหลวงกระเษตรารักษารับสั่งแล้ว ก็มาลงเรือเร็วรีบลงไป ณ กรุง ๓ วันก็ถึง จึ่งเข้าไปเฝ้ากรมพระเทพามาตย์ ณ พระตำหนักริมวัดดุสิตนั้น แล้วกราบทูลโดยมีพระบัณฑูรสั่งมานั้นทุกประการ สมเด็จพระอัยกีได้ทรงฟังดังนั้น ก็ตกพระทัย จึ่งตรัสเรียกข้าหลวงสาวใช้ สั่งให้ฝีพายผู้เรือพระที่นั่งมาประเทียบเป็นการเร็ว แล้วเสด็จโดยด่วนมาลงเรือพระที่นั่ง ให้รีบเร่งฝีพายขึ้นไปหลวงกระเษตรรักษาเป็นเรือนำเสด็จ รีบเร่งไปทั้งกลางวันกลางคืน ๔ วันก็ถึงท่าเรือประทับ จึ่งเสด็จขึ้นไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ณ พระตำหนักทับพลับพลานั้น


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๕๙ จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวตรัสทอด พระเนตรเห็นกรมพระเทพามาตย์ พระราชมาดาเลี้ยง เสด็จขึ้นมา ก็กระทำปัจจุคมนาการต้อนรับ เชิญเสด็จให้ขึ้นนั่งร่วมราช-อาสน์ ทรงถวายอภิวาทแล้วดำรัสถามว่า ซึ่งเจ้าคุณขึ้นมานี้ด้วย มีกิจธุระเป็นประการใด จึ่งกรมพระเทพามาตย์กราบทูลว่า ได้ยินข่าวลงไปว่าพระราชบุตรทั้งสองเป็นโทษ จึ่งอุสาหะขึ้นมาทั้งนี้เพื่อจะทูลขอพระราชทานโทษ จึ่งมีพระราชโองการตรัสเล่าให้กรมพระเทพามาตย์ทรงฟังว่า ไอ้สองคนนี้มันคิดการเป็นขบถ เดิมข้าพเจ้าให้มันเป็นแม่กองถมถนนข้ามบึง มันแสร้งทำเป็นพลุหล่มไว้ ให้ช้างซึ่งข้าพเจ้าขี่นั้นเหยียบถลำลง แล้วมันจะชวนกันฆ่าข้าพเจ้าเสีย จะเอาราชสมบัติ กรมพระเทพามาตย์กราบทูลว่า อันพระราชบุตรทั้งสองนี้ เป็นลูกเพื่อนทุกข์เพื่อนยากของพ่อมาแต่ก่อน และซึ่งจะคิดการขบถประทุษร้ายต่อพ่อนั้นหามิได้ แล้วกรมพระเทพามาตย์กราบทูลวิงวอนขอพระราชทานโทษเป็นหลายครั้ง จึ่งทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานโทษให้แก่กรมพระเทพามาตย์ นั้น แล้วมีพระราชดำรัสมอบให้แก่กรมพระเทพามาตย์ว่า เจ้าคุณจงเอามันทั้งสองนี้ลงไปเสียด้วยเถิด อย่าให้มันอยู่ด้วยข้าพเจ้าที่นี้เลย ถ้าและจะเอามันไว้ที่นี้ด้วยข้าพเจ้าไซร้ มันก็จะคิดการขบถ ฆ่าข้าพเจ้าเสียอีกเป็นมั่นคง และกรมพระเทพามาตย์รับสั่ง


๕๖๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม แล้ว ก็ออกไปถอดสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์มาลงเรือพระที่นั่ง แล้วเสด็จกลับลงมายังกรุงเทพมหานคร ส่วนสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็เสด็จด้วยช้างพระที่นั่ง และ ช้างดั้ง ช้างกัน ไปทอดพระเนตรให้กันช้างเถื่อนเข้าค่ายมั่น แล้วจับช้างเถื่อนได้ครั้งนั้นมากประมาณ ๑๐๐ เศษ แล้วเสด็จกลับยังพระนครศรีอยุธยา ฝ่ายสมเด็จพระเจ้าลูกเธอทั้งสองพระองค์ ก็เสด็จมาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทตามเคยมาแต่ก่อน และสมเด็จพระราชบิดาก็สิ้นความพิโรธ ทรงพระกรุณาดำรัสสั่งกิจการงานพระนครดีเป็นปรกติไปเหมือนแต่ก่อนนั้น ในขณะนั้นเจ้าพระบำเรอภูธร ราชนิกูลองค์หนึ่ง เป็นเชื้อพระวงศ์มาแต่ก่อน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระกรุณาแก่เจ้าพระบำเรอภูธรนั้นเป็นอันมาก ว่ามีน้ำใจสัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน และทรงพระกรุณาดำรัสใช้กิจราชการทั้งปวง ต่างพระเนตรพระกรรณ และเจ้าพระบำเรอภูธรนั้นมีบุตรี ๔ องค์ ชื่อพระองค์รัตนาองค์หนึ่ง พระองค์เอี้ยงองค์หนึ่ง พระองค์ขาวองค์หนึ่ง พระองค์พลับองค์หนึ่ง และพระองค์รัตนานั้น ทรงพระกรุณาเอาเข้ามาเลี้ยงเป็นพระสนมเอก และพระองค์เอี้ยงนั้น ทรงพระกรุณาพระราชทานให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวังบวรและพระองค์ขาวนั้น ก็พระราชทานให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๖๑ พระบัณฑูรน้อย แต่พระองค์พลับน้องน้อยนั้น ยังเยาว์อยู่ยังมิได้โสกันต์ และพระองค์รัตนาซึ่งเป็นพระสนมเอกนั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระเสน่หาการุญภาพโปรดปรานเป็นอันมาก ครั้นอยู่มาพระองค์รัตนาก็มิได้ตั้งอยู่ในกตัญญูกตเวทีต่อสมเด็จพระเจ้า แผ่นดินโดยสุจริตธรรม ก็คิดการเป็นทุจริต และให้หาหมอทำเสน่ห์ หวังจะให้สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระเสน่หารักใคร่ลุ่มหลง และทาสในเรือนนั้นรู้เหตุ จึ่งเอาการอันเป็นคุยรหัสนั้นไปแจ้งแก่ท้าวนางผู้ใหญ่ ๆ ก็เอาเหตุนั้นขึ้นกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ จึ่งทรงพระกรุณาให้เอาตัวพระองค์รัตนามาพิจารณาไต่สวนไล่เลียง สืบสาวเอาตัวหมอผู้ทำนั้นด้วย ครั้นเป็นสัตย์แท้แล้ว ก็ให้ลงพระราชอาญาแก่พระองค์รัตนา และหมอผู้ทำเสน่ห์ กับทั้งเจ้าพระบำเรอภูธร ผู้เป็นบิดานั้นถึงสิ้นชีวิต ครั้นอยู่มา สมเด็จพระเจ้าลูกเธอกรมฝ่ายในเจ้าฟ้าหญิงทรงพระประชวรวัณโรคฝีคัณฑมาลานิพพาน จึ่งทรงพระกรุณาให้ทำการฌาปนกิจ พระราชทานเพลิง ณ พระอารามวัดไชยวัฒนา-ราม ตามอย่างลูกหลวงเอก แล้วทรงสดับปกรณ์พระสงฆ์เป็นอันมาก โดยสมควรแก่ยศถาศักดิ์นั้น ครั้งนั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินมีพระราชหฤทัยกักขฬะ หยาบช้าทารุณร้ายกาจ ปราศจากกุศลสุจริต ทรงพระประพฤติผิดพระราชประเพณี มิได้มีหิริโอตัปปะ และพระทัยหนาไปด้วย


๕๖๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อกุศลลามก มีวิตกในโทสะ โมหะมูล เจือไปในพระสันดานเป็นนิรันดรมิได้ขาด และพระองค์ทรงเสวยน้ำจัณฑ์ขาวอยู่เป็นนิจ แล้วมักยินดีในการอันสังวาสด้วยนางกุมารีอันยังมิได้มีระดู ถ้าและนางใดอุตส่าห์อดทนได้ ก็พระราชทานรางวัลเงินทองผ้าแพรพรรณต่าง ๆ แก่นางนั้นเป็นอันมาก ถ้านางใดอดทนมิได้ไซร้ ทรงพระพิโรธ และทรงประหารลงที่ประฉิมุราประเทศให้ถึงแก่ความตาย แล้วให้เอาโลงเข้ามาใส่ศพนางนั้น ออกไปทางประตูพระราชวังข้างท้ายสนมนั้นเนือง ๆ และประตูนั้นก็เรียกว่าประตูผีออก มีมาตราบเท่าทุกวันนี้ อยู่มาครั้งหนึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จด้วยพระชลพาหนะออกไปประพาส ณ เมืองเพชรบุรี และเสด็จไปประทับแรมอยู่ ณ พระราชนิเวศน์ตำบลโตนดหลวง ใกล้ฝั่งพระมหาสมุทร และที่พระตำหนักนี้เป็นที่พระตำหนักเคยประพาสมหาสมุทรมาแต่ก่อน ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรบรมราชาธิราชบพิตรเป็นเจ้านั้น และสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ก็เสด็จด้วยพระที่นั่งมหานาวาท้ายรถ แล่นไปประพาสในท้องพระมหาสมุทรตราบเท่าถึงตำบลเขาสามร้อยยอด และทรงเบ็ดตกปลาฉลามและปลาอื่นเป็นอันมาก แล้วเสด็จกลับมา ณ ตำหนักโตนดหลวง และเสด็จเที่ยวประพาสอยู่ดังนั้นประมาณ ๑๕ เวร จึ่งเสด็จกลับยังกรุงเทพมหานคร ลุศักราชได้ ๑๐๖๖ ปีวอก ฉศก ขณะนั้นสมเด็จพระเจ้า


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๖๓ แผ่นดินเสด็จด้วยเรือพระที่นั่งเอกชัย จะไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี ครั้นเรือพระที่นั่งไปถึงตำบลโคกขาม และครองที่นั้นคดเคี้ยวนัก และพันท้ายนรสิงห์ซึ่งถือท้ายเรือพระที่นั่งคัดแก้ไขมิทันที และศีรษะเรือพระที่นั่งนั้นโดนกระทบกิ่งไม้อันใหญ่เข้า ก็หักตกลงในน้ำ พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้นก็ตกใจ จึ่งโดดขึ้นเสียจากเรือพระที่นั่ง และขึ้นอยู่บนฝั่งแล้วร้องกราบทูลพระกรุณาว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาท (ปก) เกล้า พระราช-อาญาเป็นล้นเกล้า ขอจงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าให้ทำศาลขึ้นที่นี้สูงประมาณเพียงตา แล้วจงตัดเอาศีรษะข้าพระพุทธเจ้ากับศีรษะเรือพระที่นั่งซึ่งหักตกน้ำลงไปนั้น ขึ้นบวงสรวงไว้ด้วยกันที่นี้ ตามพระราชกำหนดในบทพระอัยการเถิด จึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า ไอ้พันท้าย * ซึ่งโทษเอ็งนั้นถึงตายก็ชอบอยู่แล้ว แต่ทว่าบัดนี้กูจะยกโทษเสีย ไม่เอาโทษเอ็งแล้ว เอ็งจงคืนมาลงเรือไปด้วยกูเถิด ซึ่งศีรษะเรือที่หักนั้น กูจะทำต่อเอาใหม่ แล้วเอ็งอย่าวิตกเลย พันท้ายนรสิงห์จึ่งกราบทูลว่า ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดมิให้เอาโทษข้าพระพุทธเจ้านั้น พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ทว่าจะเสียขนบธรรมเนียมในพระราชกำหนดกฎหมายไป และซึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะมาละพระราชกำหนดสำหรับแผ่นดินเสียดงนี้ ดูมิควร

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ไอ้พันท้าย นรสิงห์


๕๖๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ยิ่งนัก นานไปภายหน้าเห็นว่าคนทั้งปวงจะล่วงครหาติเตียนดูหมิ่นได้ และพระเจ้าอยู่หัวอย่าทรงพระอาลัยแก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้ถึงแก่มรณโทษเลย จงทรงพระอาลัยถึงพระราชประเพณี อย่าให้เสียขนบธรรมเนียมไปนั้นดีกว่า อันพระราชกำหนดมีมาแต่บุราณนั้นว่า ถ้าและพันท้ายผู้ใดถือท้ายเรือพระที่นั่ง ให้ศีรษะเรือพระที่นั่งนั้นหัก ท่านว่าพันท้ายผู้นั้นถึงมรณโทษ ให้ตัดศีรษะเสีย และพระเจ้าอยู่หัวจงทรงพระกรุณาโปรดให้ตัดศีรษะข้าพระพุทธเจ้า เสีย ตามโบราณราชกำหนดนั้นเถิด จึ่งมีพระราชดำรัสสั่งให้ฝีพายทั้งปวง ปั้นมูลดินเป็นรูปพันท้ายนรสิงห์ขึ้น แล้วก็ให้ตัดศีรษะรูปดินนั้นเสีย แล้วดำรัสว่าไอ้พันท้าย ซึ่งโทษเอ็งถึงตายนั้น กูจะประหารชีวิตเอ็งเสีย พอเป็นเหตุแทนตัวแล้ว เอ็งอย่าตายเลย จงกลับมาลงเรือไปด้วยกับกูเถิด พันท้ายนรสิงห์เห็นดังนั้น ก็มีความละอายนัก ด้วยกลัวว่าจะเสียพระราชกำหนดโดยธรรมเนียมโบราณไป เกรงคนทั้งปวงจะครหาติเตียนดูหมิ่นในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งตนได้ สู้เสียสละชีวิตของตัวมิได้อาลัย จึ่งกราบทูลไปว่าขอพระราชทานซึ่งทรงพระกรุณาโปรดข้าพระพุทธเจ้าทั้งนี้ พระเดชพระคุณหาที่สุดมิได้ แต่ทว่าซึ่งตัดศีรษะรูปดินแทนตัวข้าพระ-พุทธเจ้าดังนี้ ดูเป็นทำเล่นไป คนทั้งหลายจะล่วงครหาติเตียนได้ ขอพระองค์จงทรงพระกรุณาโปรดตัดศีรษะข้าพระพุทธเจ้าเสียโดย ฉันจริงเถิด อย่าให้เสียขนบธรรมเนียมในพระราชกำหนดไปเลย


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๖๕ ข้าพระพุทธเจ้าจะขอกราบทูลฝากบุตรภรรยาแล้ว ก็จะกราบถวายบังคมลาตายไปโดยลักษณยถาโทษอันกราบทูลไว้นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินตรัสได้ทรงฟังดังนั้น ก็ดำรัสวิงวอนไปเป็นหลายครั้ง พันท้ายนรสิงห์ก็มิยอมอยู่ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระมหากรุณาภาพแก่พันท้ายนรสิงห์เป็นอันมาก จนกลั้นน้ำพระเนตรนั้นไว้มิได้ จำเป็นจำทำตามพระราชกำหนด จึ่งดำรัสสั่งนายเพชฌฆาตให้ประหารชีวิตพันท้ายนรสิงห์เสีย แล้วให้ทำศาลขึ้นสูงเพียงตา และให้เอาศีรษะพันท้ายนรสิงห์กับศีรษะเรือพระที่นั่งซึ่งหักนั้น ขึ้นพลีกรรมไว้ด้วยกันบนศาลนั้น แล้วให้ออกเรือพระที่นั่งไปประพาสทรงเบ็ด ณ ปากน้ำเมืองสาครบุรี แล้วเสด็จกลับยังพระมหานคร และศาลเทพารักษ์ที่ตำบลโคกขามนั้น ก็มีปรากฎมาตราบเท่าทุกวันนี้ จึ่งพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระราชดำริ ว่า ณ คลองโคกขามนั้นคดเคี้ยวนัก คนทั้งปวงจะเดินเรือเข้าออกก็ยาก ต้องอ้อมวงไปไกลกันดารนัก ควรเราจะให้ขุดลัดตัดเสียให้ตรงจึ่งจะชอบ อนึ่งพันท้ายนรสิงห์ซึ่งตายเสียนั้น เป็นคนสัตย์ซื่อมั่นคงนัก สู้เสียชีวิตมิได้อาลัย กลัวว่าเราจะเสียพระราช-ประเพณีไป เรามีความเสียดายนัก ด้วยเป็นข้าหลวงเดิมมาแต่ก่อน อันจะหาผู้ซึ่งรักใคร่ ซื่อตรงต่อเจ้า เหมือนพันท้ายนรสิงห์นี้ยากนัก แล้วดำรัสให้เอากเฬวรพันท้ายนรสิงห์นั้น มาแต่งการ


๕๖๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฌาปนกิจพระราชทานเพลิง และบุตรภรรยานั้นก็พระราชทานเงินทอง สิ่งของเป็นอันมาก แล้วมีพระราชโองการตรัสสั่งสมุหนายกให้กะเกณฑ์เลกหัวเมืองให้ได้ ๓๐,๐๐๐ ไปขุดคลองโคกขาม และให้ขุดลัดตัดให้ตรงตลอดไป โดยลึก ๖ ศอก ปากคลองกว้าง ๘ วา พื้นคลองกว้าง ๕ วา และให้พระราชสงครามเป็นแม่กอง คุมพลหัวเมืองทั้งปวงขุดคลองจนแล้วสำเร็จดุจพระราชกำหนด แล้วมีพระราชดำรัสแก่ท้าวพระยาเสนาบดีมนตรีมุขทั้ง หลายว่า แต่ครั้งศักราช ๘๖๐ ปีมะเมียศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระไชยราชาธิราชเจ้านั้น ก็ได้ขุดคลองสำโรงตำบลหนึ่ง ครั้นล่วงมาศักราช ๘๘๔ ปีมะโรงศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระไชย-ราชาธิราชเจ้านั้น ก็ได้ขุดคลองบางกอกใหญ่ตำบลหนึ่ง ครั้นล่วงมาศักราช ๙๐๐ ปีจอศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิพระเจ้าช้างเผือกนั้น ก็ได้ขุดคลองบางกรวยริมวัดชลอ ทะลุไปออกริมวัดมูลเหล็กนั้นตำบลหนึ่ง ครั้นล่วงมาศักราช ๙๗๐ ปีวอกศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าทรงธรรมนั้น ก็ให้ขุดคลองลัดริมวัดไก่เตี้ย ณ ท้ายบ้านสามโคกนั้นตำบลหนึ่ง ครั้นล่วงมาศักราช ๙๙๘ ปีชวดศก ครั้งแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปราสาททองนั้น ก็ได้ขุดคลองเมืองนนทบุรีตำบลหนึ่ง ตัดมาออกตลาดแก้วนั้น และครั้งนี้เราจะขุดคลองโคกขามให้เป็นเกียรติยศไว้ตราบเท่ากัลปาวสาน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๖๗ จึ่งเจ้าพระยาจักรีก็เกณฑ์เอาเลกหัวเมืองนนทบุรี เมืองธนบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองสาครบุรี เมืองสมุทรสงคราม เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรี เมืองสมุทรปราการ ได้พลหัวเมืองทั้งปวงนั้น ๓๐,๐๐๐ เศษ มอบให้พระราชสงครามผู้เป็นนายกอง และพระราชสงครามก็กราบถวายบังคมลา ถือพลหัวเมืองทั้งปวงไปทำการขุดคลองโคกขาม และที่ซึ่งจะขุดไปทะลุออกแม่น้ำเมืองสาครบุรีนั้น ให้รังวัดได้ทางไกล ๓๔๐ เส้น และให้ฝรั่งส่องกล้องตัดทางให้ตรงแล้ว จึ่งให้ปักกรุยแบ่งปันหน้าที่กันขุดตามหมวดตามกองและปันหน้าที่ให้ขุดคนหนึ่งโดยคืบหนึ่ง กว้างลึกนั้นโดยขนาดคลอง และการขุดคลองนั้นได้จีบทำในศักราช ๑๐๖๗ ปีระกา สัปตศก และการนั้นยังไป่มิได้สำเร็จก่อน ครั้นถึงมาฆมาสศุกรปักษ์ดิถี จึ่งพระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชดำรัสสั่งสมุหนายก ให้ตรวจเตรียมพล พยุหบาตราโดยขบวนชลมารค สถลมารคทั้งปวง ให้พร้อมเสร็จ จะเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปนมัสการพระพุทธบาท โดยพระราช-ประเพณีมาแต่ก่อน ครั้นถึงศุภวารมหาพิชัยฤกษ์ จึ่งสมเด็จพระบาทบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว ก็ทรงเครื่องสิริ-ราชวิภูษณาลังกาภรณ์ บวรรัตนมาลีมณีมาศมงกุฎ สอดทรงวิสุทธิสังวาลกาญจนอลงกตรจนา ทรงวิชัยมหาราชาวุธสำหรับราชรณยุทธ์สรรพเสร็จ ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งไกรสรมุขพิมาน


๕๖๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อลังการด้วยเศวตมยุรฉัตร ชนัดพระอภิรุมชุมสายพรายพรรณ บัง รวิวรรณบังแทรกสลอนสลับ สรรพกรรชิงกลิ้งกลดจามรมาศดาษดา ดูมโหฬาร์พันลึก อธึกด้วยกระบี่ธุชทวนเทียนธวัชเป็นทิวแถว ดูแพรวพรายปลายระบายระยับ จับพื้นทิฆัมพรวโรภาส เดียรดาษด้วยเรือท้าวสามนตราชสกุล ขุนหลวงต้นเชือกปลายเชือกทั้งหลายรายเรียงจับฉลากเป็นคู่ ๆ ดูเป็นขนัดโดยกระบวนพยุหบาตราหน้าหลังคับคั่งเนืองนอง กึกก้องกาหลด้วยศัพท์สำเนียงเสียงพลอุโฆษ แตรสังข์ดุริยางค์ดนตรีปี่กลองชนะประโคมครื้น เพียงพื้นพสุธา นฤนาท ให้ขยายพยุหบาตราคลาเคลื่อนเลื่อนไปโดยชลมารคแล้วหยุดประทับร้อน ณ พระราชนิเวศน์พระนครหลวง เสวยพระกระยาหารสำราญพระอารมณ์ เสด็จเข้าที่พระบรรทมในที่นั้น ครั้นเช้าแล้ว ๓ นาฬิกา จึ่งให้ออกเรือพระที่นั่งไปโดยลำดับ ตราบเท่าถึงที่ประทับพระตำหนักท่าเจ้าสนุก แล้วเสด็จทรงช้างพระที่นั่งพังสกลเกษร ที่นั่งรองพังบวรประทุม ชุมนุมราช-พิริยโยธาพลากรพฤนท์พร้อมพรั่ง ตั้งตามกระบวนพยุหบาตราสถลมารคสรรพเสร็จ ก็เสด็จยกพยุหแสนยากรทวยหาญ ไปโดยลำดับสถลมารควิถี ถึงเขาสุวรรณบรรพต จึ่งหยุดพระคชาธาร ทรงรำพระแสงขอเหนือตระพองช้างต้นสิ้นวาระ ๓ นัด บูชาพระพุทธบาทตามอย่างพระราชประเพณีเสร็จแล้ว ก็บ่ายพระคชาธาร ไปเข้าที่ประทับ ณ พระราชนิเวศน์ธารเกษม แล้วเสด็จมานมัสการ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๖๙ พระพุทธบาททุกเพลาเช้าเย็น ให้เล่นการมหรสพถวายพุทธ-สมโภชคำรบ ๓ วัน ครั้นค่ำให้จุดดอกไม้เพลิงต่าง ๆ ระทาใหญ่ ๘ ระทา บูชาพระพุทธบาทเป็นมโหฬารยิ่งนัก แล้วทรงพระกรุณาใหถอยเรือพระที่นั่งและเรือแห่ทั้งปวงกลับลงไป ณ กรุง แล้วถวายนมัสการลา ยกพยุหโยธาคชานิกรทวยหาญผ่านไปโดยทิศตะวันออก ข้ามแม่น้ำแขวงป่าสักไป ณ เขาปัถวี เสด็จขึ้นถวายนมัสการพระพุทธฉายา แล้วประทับอยู่ที่นั้น ๓ เวร จึ่งเสด็จยกพลนิกรบ่ายหน้าไปโดยบูรพทิศ และเสด็จประพาสไปถึงตำบลเขาพนมโยง จึ่งเสด็จขึ้นนมัสการพระเจดียฐานบนยอดเขานั้น และเสด็จประทับอยู่ที่นั้นอีก ๓ เวร จึ่งเสด็จ (ยก) พลแสนยากรรอนแรมประพาสไปในอาณาประเทศทั้งปวงทั้งสิ้น ๒-๓ เวร มีพระราชหฤทัยปรารถนาจะไปประพาสเที่ยวล้อมช้างเถื่อนในป่า ก็พอทรงพระประชวรลง จึ่งเสด็จยกพยุหโยธาทัพกลับเข้าพระนคร และพระโรคนั้นก็ยิ่งกำเริบมากขึ้น ทรงพระประชวรหนักลง และบรรดาข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวง ก็เข้าไปนอนในพระราชวังสิ้น ฝ่ายพระราชสงครามและนายหมวดนายกองเจ้าหน้าที่ทั้ง หลาย ซึ่งคุมพลทำการขุดคลองนั้น และขุดได้ครึ่งหนึ่งยังมิได้สำเร็จ ครั้นแจ้งไปว่าทรงพระประชวรหนัก ก็เลิกการนั้นเสีย ชวนกันกลับเข้ามาพระนคร และการนั้นยังค้างอยู่ ส่วนสมเด็จ


๕๗๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระเจ้าแผ่นดินก็ทรงพระประชวรอยู่ ณ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ พระโรคนั้นหนักเป็นอาสัญทิวงคตอยู่แล้ว จึ่งทรงพระกรุณาโปรดมอบเวนราชสมบัติ ให้แก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคตในเดือน ๖ ปีจอ อัฐศกนั้น พระบาทบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว พระชันษากำเนิดขาลศก ศักราช ๑๐๓๔ ปีแรกเสด็จขึ้นราชาภิเษกเสวยราชสมบัติพระชนม์ได้ ๓๖ พระพรรษา เสด็จดำรงราชอาณาจักรอยู่ได้ ๙ ปีเศษ ขณะสวรรคต ณ พระที่นั่งสุริยามรินทร์ ในเดือน ๖ ปีจอ อัฐศก ศักราช ๑๐๖๘ นั้น สิริพระชนม์ได้ ๔๕ พระพรรษา * จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ และพระราชวงศานุวงศ์ทั้งหลายก็กระทำชำระสรีรกิจ โสรจสรงด้วยน้ำสุคนธมาลา อันหอมขจรตลบอบองค์ แล้วทรงเครื่องราชาภรณ์พร้อมเสร็จ ก็อัญเชิญพระบรมศพใส่ในพระโกศกาญจนอลงกตรจนา ด้วยมหานวรัตน์เรืองอร่าม ประดิษฐานไว้ในพระที่นั่งสุริยามรินทร์ แล้วสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จออก ณ ท้องพระโรง พร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ เสนาพฤฒามาตย์

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า สิริพระชนมายุได้ ๕๕ พรรษา น่าจะเกินไป ๑๐ ปี เพราะปรากฎว่าเสวยราชย์เพียง ๙ ปี ไม่ใช่ ๑๙ ปี


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๗๑ ข้าบาทมุลิกากรทั้งหลายกราบถวายบังคม และรับพระราชโองการแต่พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว แล้วจึ่งมีพระราช-ดำรัสให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาททั้งหลาย มีพระราชวงศานุวงศ์ และเสนาบดีเป็นประธาน ถือน้ำพิพัฒน์สัตยาถวายสาบานตามโบราณราชประเพณีเสร็จสิ้นทุกประการ แล้วมีพระราชโองการ ตรัสสั่งพระมหาราชครู พระครูปริโสดมพรหมพฤฒาจารย์ ให้จัดแจงการพระราชพิธีราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเทียร ครั้นถึงศุภวารดิถีสิริสวัสดิพิพิธมงคลมหานักขัตฤกษ์ จึ่งท้าวพระยาเสนาบดีมนตรี-มุขมาตย์ ข้าบาทมุลิกากร บวรราชวงศานุวงศ์ และสมณ-พราหมณาจารย์ทั้งหลาย ประชุมพร้อมกัน ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์-ปราสาท กระทำการพระราชพิธีราชาภิเษก อัญเชิญพระบาทบรมนาถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นผ่านพิภพ เสวยมไห-ศวรรยาธิปัตย์ถวัลราชประเพณี สืบศรีสุริยวงศ์ดำรงราชมณฑล สกลสีมาอาณาจักร ณ กรุงเทพมหานครศรีอยุธยา แล้วถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ และเครื่องราชูปโภคสำหรับมหา-กษัตราธิราชเจ้าทุกประการ จึ่งสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน ก็เสด็จพระราชดำเนินเข้าพระราชวัง และเสด็จไปอยู่ ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ข้างท้ายสระ และขณะเมื่อพระองค์เสด็จเสวยราชสมบัตินั้น พระชนม์ได้ ๒๘ พระพรรษา จึ่งทรงพระกรุณาโปรดให้สมเด็จพระอนุชาธิราช


๕๗๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ประดิษฐาน ณ ที่กรมพระราชวังบวรสถานมงคล และบรรดาข้า-หลวงเดิมทั้งหลายที่มีความขอบนั้น ก็พระราชทานยศศักดิ์ให้โดยสมควรแก่ฐานานุรูปด้วยทุกคน ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประพฤติเหตุใน อโนตัปปธรรม แล้วเสด็จเที่ยวประพาสทรงเบ็ดเหมือนสมเด็จพระ ราชบิดา แล้วพระองค์พอพระทัยเสวยปลาตะเพียน ครั้งนั้นตั้งพระราชกำหนดห้ามมิให้คนทั้งปวงรับพระราชทานปลาตะเพียน เป็นอันขาด ถ้าผู้ใดเอาปลาตะเพียนมาบริโภค ก็ให้มีสินไหมแก่ผู้นั้นเป็นเงินตรา ๕ ตำลึง ขณะนั้นพระองค์เจ้าคำกอปรด้วยทิฐิมานะ กระทำการหยาบช้ากระด้างกระเดื่อง ละลาบละล้าวเข้าไปในพระราชฐานตำแหน่งที่ห้ามเป็นหลายครั้ง มิได้เกรงกลัวพระราชอาญา จึ่งสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็มีพระราชดำรัสปรึกษาด้วยสมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวร ตรัสเห็นโทษพระองค์เจ้าดำนั้นผิดเป็นมหันตโทษ จึ่งให้จับพระองค์เจ้าดำพันธนาไว้ แล้วให้เอาไปสำเร็จโทษเสียด้วยท่อนจันทน์ เอาพระศพไปฝังเสีย ณ วัดโคก-พระยา และพระองค์เจ้าแก้วซึ่งเป็นบริจาพระองค์เจ้าดำนั้นเป็นม่ายอยู่ จึ่งเสด็จไปทรงผนวชเป็นพระรูป (ชี) อยู่ ณ พระตำหนักวัดดุสิต กับด้วยสมเด็จพระอัยกี กรมพระเทพามาตย์นั้น ลุศักราช ๑๐๖๙ ปีกุน นพศก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๗๓ มีพระราชดำรัสสั่งให้ช่างพนักงานจับการทำพระเมรุมาศขนาดใหญ่ ขื่อ ๗ วา ๒ ศอก สูง ๒ เส้น ๑๑ วา ศอกคืบ และการพระเมรุทั้งปวงนั้น ๑๑ เดือน จึ่งสำเร็จ ครั้นถึงผัคคุณมาศศุกรปักษ์ดิถี ณ วันอันได้พระมหาพิชัยฤกษ์ จึ่งพระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ ก็ให้อัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประ-ดิษฐานเหนือพระมหาพิชัยราชรถ แล้วแห่เป็นขบวนไปโดยรัถยาราชวัติ เข้าสู่พระเมรุมาศตามอย่างแต่ก่อน แล้วให้ทิ้งทานตันกัลปพฤกษ์ และมีงานมหรสพและดอกไม้เพลิงต่าง ๆ และทรงสดับ ปกรณ์พระสงฆ์ ๑๐,๐๐๐ คำรบ ๗ วัน แล้วถวายพระเพลิง ครั้นดับพระเพลิงแล้วแจงพระรูป ทรงสดับปกรณ์พระสงฆ์อีก ๔๐๐ รูป แล้วเก็บเอาพระอัฐิใส่พระโกศน้อย อัญเชิญขึ้นพระราชยาน แห่เป็นขบวนเข้ามายังพระราชวัง จึ่งให้อัญเชิญพระบรมโกศพระอัฐิเข้าบรรจุไว้ ณ ท้ายจรนำพระมหาวิหารวัดพระศรีสรรเพชญดาราม ลุศักราชได้ ๑๐๗๐ ปีชวด สัมฤทธิศก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ช่างกระจกประดับกระจกแผ่นใหญ่ในฝาพระมณฑปพระพุทธบาท แล้วปิดทองประทาศี แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปพระพุทธบาทด้วยราชบริวารเป็นอันมาก ทั้งทางบกทางเรือเหมือนในหนหลัง ฉลองพระมณฑปสักการบูชา บำเพ็ญพระราชกุศลเป็นอันมาก แล้วสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวก็ถวายนมัสการลาพระพุทธบาท กลับมายังพระนครแห่งพระองค์


๕๗๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ลุศักราชได้ ๑๐๗๓ ปีเถาะ ตรีศก พระอัยกีเจ้า กรม (พระ) เทพามาตย์ ซึ่งอยู่ใกล้วัดดุสิตนั้นสวรรคต สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้แต่งการฌาปนะต่าง ๆ ตามราชประเพณีแต่ก่อนปีมะโรงนั้น แต่ปีขาล โทศก นักเสร็จ เจ้าเมืองกัมพูชาธิบดี ชื่อพระธรรมราชาวังกะดาน วิวาทกันกับนักแก้วฟ้าสจอง จัดกระทำสงครามแก่กัน นักแก้วฟ้าสจองไปเมืองญวณ ลอบขอพลญวณนั้นได้มากแล้ว กลับมาตีเอาเมืองกัมพูชาธิบดีนั้นได้ นักเสด็จกับพระองค์ทองพาบุตรภรรยาข้าคนแห่งตนหนีมายังกรุงเทพพระมหานคร กราบทูลพระกรุณาให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทราบแล้วให้หานักเสด็จนั้นเข้ามาเฝ้า จึ่งพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภคและบ้านเรือนให้อยู่แถบใกล้วัดค้างคาวนั้น สมเด็จพระเจ้ากรุงมหานครโปรดจะให้นักเสด็จไปตีเอา เมืองกัมพูชาธิบดีคืน จึ่งให้มหาดไทย กลาโหมเกณฑ์ทัพ ๒๐,๐๐๐ เศษ ช้างม้าพอสมควร พระยาจักรีโรงฆ้องเป็นแม่ทัพบก ถือพลทหารสกรรจ์ลำเครื่อง ๑๐,๐๐๐ เศษ พร้อมด้วยช้าง ๓๐๐ ม้า ๔๐๐ เครื่องศัสตราสรรพาวุธต่าง ๆ ให้พระพิชัยรณฤทธิ์เป็นนายพลทหารทัพหน้า ให้พระวิชิตณรงค์เป็นยกกระบัตรทัพ ให้พระพิชัยสงครามเป็นนายกองเกียกกาย ให้พระรามกำแหงเป็นนายกองทัพหลัง แล้วจึ่งให้พระยาโกษาธิบดีจีนเป็นแม่ทัพเรือ ถือพล


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๗๕ ทหาร ๑๐,๐๐๐ เรือรบ ๑๐๐ เศษ พร้อมด้วยพลแจวและเครื่องสรรพาวุธต่าง ๆ ครั้นจัดแจงทัพบกทัพเรือเสร็จแล้ว จึ่งสั่งไปให้ตีเอาเมืองกัมพูชาธิบดีให้จงได้ แม่ทัพนายกองทั้งปวงทั้งทัพบก ทัพเรือ จึ่งถวายบังคมลา ครั้นได้เพลาศุภวารดิถีพิชัยมงคลฤกษ์ดี ก็กรีธาพลทวยหาญพยุหบาตรา ยกทั้งทัพบกทัพเรือออกไปเป็นลำดับมรรคา ฝ่ายพลทหารกองทัพบกไปทางเสียมราบ ฝ่ายกองทัพเรือไปทางพุทไท-มาศ ตามลำดับทางทะเลนั้น พลทหารญวณยกกองทัพเรือมาพบกองทัพทหารไทยที่ปากน้ำพุทไทมาศ ตีฆ้องกลองยิงปืนใหญ่ ยกเข้าตีกองทัพเรือพระยาโกษาธิบดีจีน ฝ่ายกองทัพเรือทหารไทยจัดแจงแต่งตัวพร้อมแล้ว ทัพหน้าก็แยกเรือรบออกเป็น ๓ แห่ง ให้ยิงปืนใหญ่ ๓ นัด ตั้งโห่ ๓ ลา เอาชัยแล้ว ให้พลทหารแจวเรือรบเร่งเข้าไปต่อต้านทานกำลังกับพลทหารญวณ เข้าปะทะถึงเรือกัน ยิงแทงฟันกันเป็นสามารถ ฆ่าญวณตายเป็นอันมาก เรือรบทหารญวณเข้าช่วยอุดหนุนกันมาก พระยาโกษาธิบดีจีน แม่ทัพไม่ชำนาญในการพิชัยสงคราม ขลาดไม่กล้าแข็ง ย่อท้อแก่สงคราม ไม่ช่วยอุดหนุนเพิ่มเติมแก้ไข ถอยเรือหนีไป ทิ้งทหารเสีย ฝ่ายทหารญวณได้ทีเข้า (ตี) เอาทหารไทย ฆ่าฟันกันเป็นสามารถ ฝ่ายทหารไทยเห็นศึกนั้นหนักเหลือมือเหลือกำลัง แม่ทัพก็หนีไปแล้ว เห็นคนทหารก็เสียมาก ก็ถอยเรือล่าแตกหนีมา เสียเรือรบ


๕๗๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม และผู้คน ปืนน้อยใหญ่เป็นอันมากแก่กองทัพญวณนั้น ฝ่ายเจ้า พระยาจักรีโรงฆ้องยกกองทัพบกไปถึงเมืองกัมพูชา ให้ตั้งค่ายหลวงลงใกล้เมืองประมาณทาง ๘๐ - ๙๐ เส้น รักษาอยู่ในที่นั้น พระพิชัยรณฤทธิ์เป็นแม่กองทัพหน้า ถือพลทหาร ๓,๐๐๐ เศษ ไปก่อนได้สู้รบตีกันกับเขมรญวรเป็นหลายตำบล เขมรญวณตายเป็นอันมาก มีชัยได้ที ตีทัพเขมรญวณแตกพ่ายเป็นหลายแห่ง ให้ทหารเร่งรีบไล่ติดตามตีต่อเข้าไป ได้หัวเมืองน้อยใหญ่เป็นอันมาก ทัพหลวงก็ให้เร่งรีบพลทหารทุกทัพทุกกองไปช่วยอุดหนุนเพิ่มเติมตีตัด ลัดทาง ให้ข้าศึกอัตคัดขัดขวางคับแคบสะดุ้งตกใจกลัว มิให้สู้รบต้านทานได้ รบตีครั้งใดจึ่งมีชัยชำนะทุกครั้งนั้นทุกแห่ง ได้ผู้คนช้างม้าเครื่องศัสตราวุธต่าง ๆ เป็นอันมาก เขมรและญวณจะต่อต้านทานมิได้ ก็แตกพ่ายพังหนีไป กองทัพทั้งปวงไล่ติดตามเข้าไป ตั้งค่ายล้อมเมืองกัมพูชาธิบดีไว้มั่นคง เจ้าพระยาจักรีจึงคิดอุบายจะให้ได้ราชการสะดวก จึ่งให้แต่งศุภอักษร แล้วส่งทูตให้ถือศุภอักษรไปบอกความเมืองกับนัก-แก้วฟ้าโดยทางพระราชไมรตรี นักแก้วฟ้าครั้นได้แจ้งในศุภอักษรนั้น จึ่งพิจารณาเห็นซึ่งจะพ้นภัยอันตรายเป็นอันดีในอนาคต จึ่งรับว่าจะถวายดอกไม้เงินทองขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เจ้าพระยาจักรีได้ความเมืองดังนั้นมั่นคงแล้ว เห็นได้การสะดวกดีอยู่แล้ว จึ่งสั่งให้นักแก้วฟ้าเอาดอกไม้ทองเงินไปถวายตามคำปฏิญาณนั้น จึ่ง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๗๗ เลิกกองทัพกลับคืนมายังกรุงเทพมหานคร สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบเหตุดังนั้น ดีพระทัย จึ่งพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่เจ้าพระยาจักรีและนายทัพนายกองเป็นอันมากตามสมควร จึ่งทรงพระพิโรธ * ให้ใช้ปืนใหญ่น้อย และดินประสิว ลูกกระสุน เรือรบให้สิ้นเชิง สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา มีพระราชบุตรด้วยพระอัครมเหสี กรมหลวงราชานุรักษ์นั้น ๕ พระองค์ คือเจ้าฟ้า นเรนทร ๑ หญิงเจ้าฟ้าเทพ ๑ หญิงเจ้าฟ้าประทุม ๑ เจ้าฟ้าอภัย ๑ เจ้าฟ้าบรมเมศร ๑ พระมารดาชื่อเจ้าท้าว เป็นกรมหลวงราชานุรักษ์นั้น ในปีฉลู เอกศกนั้น มีพระราชบริหารให้ช่างปฏิสังขรณ์ วัดมเหยงคณ์ เสด็จพระราชดำเนินไปให้ช่างกระทำการวัดนั้นเนือง ๆ บางทีก็เสด็จอยู่ที่พระตำหนักริมวัดมเหยงคณ์ เดือนหนึ่งบ้าง ๒ เดือนบ้าง ว่าราชการอยู่ในที่นั้น ๓ ปีเศษ วัดนั้นจึ่งสำเร็จแล้วบริบูรณ์ สมเด็จพระอนุชาธิราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้ช่างปฏิสังขรณ์วัดกุฎีดาวอันใหญ่ในปีเถาะ ตรีศก เสด็จไปทอด

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า จึงทรงพระพิโรธพระยาโกษาธิบดี ฉบับนี้คงจะคัดตกไป


๕๗๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระเนตรการที่วัดนั้น เดือนหนึ่งบ้าง ๒ เดือนบ้าง เหมือนพระเชษฐาธิราช ๓ ปีเศษ วัดนั้นจึ่งสำเร็จแล้วบริบูรณ์ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินนั้น พอพระทัยทำปาณาติบาต ฆ่าทมัจฉาชาติปลาน้อยใหญ่ต่าง ๆ เป็นอันมาก ด้วยตกเบ็ดทอดแห แทงฉมวก ทำลี่ กัน เฝือก * ดักลอบ ดักไซ กระทำการต่าง ๆ ฆ่าสัตว์ต่าง ๆ ประพาสป่าฆ่าเนื้อนกเล่นสนุกด้วยแร้ว ดักบ่วง ไล่ช้าง ล้อมช้าง ได้ช้างเถื่อนเป็นอันมาก เป็นหลายวัน แล้วกลับคืนมายังพระนคร ในปีมะเส็งนั้นให้ฉลองวัดมเหยงคณ์ ทรงพระราชศรัทธาบำเพ็ญพระราชกุศลเป็นอันมาก ทรงพระราชทานเครื่องบริขารและวัตถุทานต่าง ๆ แก่พระสงฆ์ ๑,๐๐๐ ตามราชประเพณีแต่ก่อน มีงานมหรสพสมโภช ๗ วันเสร็จบริบูรณ์การฉลองนั้น ในปีมะเมีย ฉศก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ช่างไม้ต่อกำปั่นไตรมุข ยาว ๑๘ วา ๒ ศอก ปากกว้าง ๖ วา ๒ ศอก ให้ตีสมอใหญ่ที่วัดมเหยงคณ์ ๕ เดือนกำปั่นใหญ่นั้นแล้ว ให้เอาออกไปยังเมืองมะริด บรรทุกช้างได้ ๓๐ ตัวเศษ ให้ไปขายช้าง ณ เมืองเทศโน้น คนทั้งหลายลงกำปั่นใช้ใบไปถึงเมืองเทศ แล้วขายช้างนั้นได้เงินและผ้าเป็นอันมาก แล้วกลับคืนมายังเมืองมะริด สิ้น (เวลา) ปีเศษ ในปีมะแม สัปตศกนั้น พระมหาอุปราชให้ฉลองวัด

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ทำที่กันเฝือก


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๗๙ กุฎีดาว บำเพ็ญพระราชกุศล ให้ทานสักการบูชาแก่พระรัตนตรัยเป็นอันมาก ให้เล่นงานมหรสพสมโภช ๗ วัน การฉลองนั้นสำเร็จบริบูรณ์ ในปีนั้นเจ้าพระอัยกี กรมหลวงโยธาทิพทิวงคต ณ พระตำหนักริมวัดพุทไธสวรรย์นั้น สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินให้ช่างไม้กระทำการเมรุ ขื่อยาว ๕ วา ๒ ศอก โดยสูง ๒๐ วา ๒ ศอก และพระเมรุทองกลาง และการพระเมรุทั้งปวงนั้น ๖ เดือนเศษจึ่งแล้ว เชิญพระโกศทองขึ้นราชรถพร้อมเครื่องอลงกตแห่แหนเป็นอันมาก นำมาสู่พระเมรุทอง และการที่บูชาให้ทานทั้งปวงตามอย่างราชประเพณีมาแต่ก่อน สมโภช ๗ วัน การพระศพนั้นสำเร็จบริบูรณ์ ลุศักราชได้ ๑๐๘๓ ปีฉลู ตรีศก พระเจ้ากรุงเทพมหา-นครเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเบ็ดที่ปากน้ำท่าจีน เมื่อไปถึงคลองมหาชัย เห็นคลองนั้นขุดยังไม่แล้วค้างอยู่ ครั้นทรงเบ็ดแล้วกลับคืนมาถึงพระนคร จึ่งทรงพระกรุณาตรัสสั่งใหพระยาราชสงครามเป็นนายกอง ให้เกณฑ์คนหัวเมืองปากใต้ ๗ หัวเมือง ให้ได้คน ๓๐,๐๐๐ เศษ ๔๐,๐๐๐ ไปขุดคลองมหาชัย พระราชสงครามให้กะเกณฑ์จัดแจง ได้พลนิกาย ๓๐,๐๐๐ เศษ แล้วถวายบังคมลาไปครั้นถึงคลองมหาชัย จึ่งให้ฝรั่งเศสส่องกล้องแก้วดูให้ตรงปากคลอง ปักกรุยลงเป็นสำคัญ ทางไกล ๓๔๐ เส้น ขุดที่ก่อนนั้น


๕๘๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ได้ที่แล้ว ๖ เส้นเศษ ยังไม่แล้วนั้นมากถึง ๓๔๐ เส้น ให้ขุดคลองลึก ๖ ศอก กว้าง ๗ ศอกเท่าเก่า เกณฑ์กันเป็นหน้าที่ คน ๓๐,๐๐๐ เศษ ขุด ๒ เดือนเศษจึ่งแล้ว พระราชสงครามกลับมาเฝ้ากราบทูลพระกรุณาให้ทราบทุกประการ สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบ ทรงพระปิติปราโมทย์ จึ่งตั้งพระราชสงครามให้เป็นพระยาราชสงคราม แล้วพระราชทานเจียดทอง เสื้อผ้า เงินตราเป็นอันมาก คลองนั้นชื่อคลองมหาชัยมาตราบเท่าทุกวันนี้ ในปีขาล จัตวาศก ทรงพระกรุณาโปรดให้พระธนบุรีเป็นแม่กอง เกณฑ์พลนิกายคนหัวเมืองปากใต้ให้ได้คน ๑๐,๐๐๐ เศษ ให้ขุดคลองเตร็ดน้อย ลัดคุ้งบางบัวทองนั้นคดอ้อมนัก ขุดลัดตัดให้ตรง พระธนบุรีรับสั่งแล้วถวายบังคมลามา ให้เกณฑ์พลนิกายในบรรดาหัวเมืองปากใต้ ไดคน ๑๐,๐๐๐ เศษ ให้ขุดคลองเตร็ดน้อยนั้นลึก ๖ ศอก กว้าง ๖ วา ยาวทางไกลได้ ๓๙ เส้นเศษ ขุดเดือนเศษจึ่งแล้ว พระธนบุรีนั้นจึ่งกลับมากราบทูลพระกรุณาให้ทราบทุกประการ ในปีเถาะ เบญจศกนั้น พระบรมกษัตริย์ทั้งสองพระองค์เสด็จพระราชดำเนินไปประพาสโพนช้าง ณ ป่าหัวเมืองนครนายกฝ่ายตะวันออก ในเพลาราตรีนั้นเดือนหงาย เสด็จไปไล่ช้างเถื่อนพระจันทร์เข้าเมฆ ช้างพระอนุชาธิราชขับแล่นตามไปทันช้างพระที่นั่งทรง ไม่ทันจะเกี่ยว โถมแทงเอาท้ายช้างพระที่นั่งทรง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๘๑ ควาญท้ายช้างนั้นกระเด็นตกจากท้ายช้างนั้นลง ช้างทรงเจ็บป่วยมาก ก็ซวดเซแล่นไปในป่า สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินจึ่งขับช้างนั้นกลับมายังพลับพลาชัย พระมหาอุปราชไม่แกล้งจะให้ช้างแทง แต่หากเกี่ยวช้างนั้นมิทันที ตกพระทัยกลัวพระราชอาญา เสด็จตามไปเฝ้าที่พลับพลาชัย จึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ข้าพเจ้าไม่ได้แกล้ง แสงพระจันทร์เข้าเมฆมืดมัวเป็นเงาร่มไม้ เห็นไม่ถนัด จะเกี่ยวช้างไว้มิทัน ได้ทรงพระกรุณาโปรดงดโทษข้าพเจ้าเถิด พระเจ้าอยู่หัวนั้นไม่สงสัยไม่ทรงพระพิโรธขุ่นเคืองแก่พระอนุชานั้นหามิได้ สั่งหมอให้รักษาช้างนั้น แล้วกลับพระนคร ในปีเถาะ เดือน ๔ ข้างขึ้นนั้น สมเด็จพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศล ณ พระพุทธบาท ด้วยบริวารยศศักดิ์เป็นอันมาก ทั้งทางบกทางเรือเป็นพยุหบาตราตามอย่างแต่ก่อน ครั้นถึงพระพุทธบาท เสด็จอยู่ท่าเกษม ขึ้นนมัสการสักการบูชาพระพุทธบาทกับด้วยพระอนุชาธิราช ๆ จึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า ขอพระราชทานชีวิตเมื่อข้าพเจ้าขี่ช้างตามเสด็จไป และช้างนั้นแทงช้างพระที่นั่งทรงนั้น ข้าพเจ้าจะได้มีเจตนาแกล้งจะให้ช้างแทงช้างนั้นหามิได้ เป็นความสัตย์ความจริง ข้าพเจ้าจะขอกระทำสัตย์สาบานในสำนักแห่งพระพุทธบาท ถวายแก่ล้นเกล้าล้นกระหม่อมบัดนี้ สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงพระกรุณาโปรดดำรัสว่า


๕๘๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พ่อเอ๋ย ข้านี้ไม่สงสัยแคลงเจ้าดอก อย่ากระทำสัตย์สาบานเลย พระเคราะห์ข้าร้ายเอง ตรัสแล้วบูชานมัสการพระพุทธบาท บำเพ็ญพระราชกุศลให้ทานเป็นอันมาก เล่นงานมหรสพสมโภช ๗ วัน บูชาพระเจ้าแล้ว ถวายนมัสการลาพระพุทธบาทกลับคืนมายังพระมหานคร ลุศักราชได้ ๑๐๘๗ ปีมะเส็ง สัปตศก เจ้าอธิการวัดป่าโมก เข้ามาหาพระยาราชสงครามแจ้งความว่า พระพุทธไสยาสน์วัดป่าโมกนั้น น้ำกัดเซาะตลิ่งพังเข้ามาถึงพระวิหารแล้ว ยังอีกประมาณสักปีหนึ่ง พระพุทธไสยาสน์เห็นจะพังลงน้ำเสียแล้ว พระยาราชสงครามได้ฟังดังนั้น จึ่งเข้าไปเฝ้า กราบทูลพระกรุณาให้ทราบเหตุแห่งพระพุทธไสยาสน์นั้นทุกประการ พระเจ้าอยู่หัวได้ทรงทราบดังนั้น จึ่งปรึกษาด้วยข้าราชการทั้งปวง มีเสนาบดี เป็นอาทิว่า เราจะรื้อพระพุทธไสยาสน์ไปก่อใหม่จะดีหรือ ๆ จะชะลอลากไปไว้ในที่ควรจะดี พระยาราชสงครามจึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะขอออกไปดูก่อน แล้วถวายบังคมลาออกไปพิจารณาดู เห็นจะชะลอลากได้ จึ่งกลับมากราบทูลพระกรุณาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสาชะลอลากพระพุทธไสยาสน์ ให้ถึงที่อันควรให้จงได้ สมเด็จพระมหาอุปราชเฝ้าที่นั้นด้วย ได้ทรงฟังดังนั้นไม่เห็นด้วย จึ่งตรัสว่า พระพุทธไสยาสน์นั้นพระองค์ใหญ่โตนัก เห็นเราจะชะลอลากไม่ได้ กลัวจะแตกจะพัง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๘๓ เป็นการใหญ่ มิใช่ของหล่อ ถ้าไม่มีอันตรายก็จะดีอยู่ ถ้ามีอันตรายแตกพังหักทลาย จะอายอัปยศแก่ไพร่ฟ้าประชาราษฎร์ อำมาตย์เสนา ข้าราชการ เสียพระเกียรติยศ จะลือชาปรากฎไปในนานาประเทศเป็นอันมาก ถ้าเราจะรื้อไปก่อใหม่ให้ดีงามกว่าเก่า เห็นจะง่ายดีอีก พระยาราชสงครามจึ่งกราบทูลพระกรุณาว่าข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสาชะลอลากพระพุทธไสยาสน์ มิให้แตกหักพังไป ให้เป็นปรกติถึงที่ใหม่อันสมควรให้จงได้ ถ้าและเป็นอันตรายขอถวายชีวิต สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินก็ยังไม่วางพระทัย จึ่งดำรัสสั่งให้นิมนต์พระราชาคณะมาประชุม แล้วตรัสว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งปวง เราจะรื้อพระพุทธไสยาสน์ก่อใหม่ไว้ในที่ควร จะควรหรือมิควร พระบาลีจะมีประการใดบ้าง พระราชาคณะทั้งปวงถวายพระพรว่า พระองค์ไม่แตกหักพังวิปริต เป็นปรกติดีอยู่นั้น จะรื้อไปก่อใหม่ไม่ควร พระเจ้าแผ่นดินได้ทรงทราบดังนั้น จึ่งตรัสสั่งให้พระยาราชสงครามคิดกระทำการชะลอลากพระพุทธไสยาสน์นั้น ลุศักราชได้ ๑๐๘๘ ปีมะเมีย อัฐศก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินเสด็จไปวัดป่าโมก ให้รื้อพระวิหารแล้ว ให้ตั้งพระตำหนักพลับพลาชัยใกล้วัดชีปะขาว ยับยั้งรั้งแรมอยู่ ๖ - ๗ วันบ้าง แล้วกลับมาพระนคร พระยาราชสงครามเกณฑ์ให้ข้าราชการไปตัดไม้อย่าง ยาว ๑๔ - ๑๕ วา หน้าใหญ่ศอกคืบบ้าง ยาว ๔ - ๕ วา


๕๘๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม หน้าใหญ่ศอกหนึ่งบ้าง ให้ได้มาก ทำตะเข้แม่สดึง ให้เลื่อยเป็นตัวไม้ หน้าใหญ่ศอก ๑ หน้าน้อยคืบ ๑ เป็นอันมาก ให้เอาเสาไม้ยาง ๓ กำ ๓ วา กลึงเป็นกง เลื่อยกระดานหน้า ๒ นิ้ว จะปูพื้นทาง (ที่) จะลากตะเข้ไป ใหปราบที่ให้เสมอ ทุบตีด้วยตะลุมพุกให้ราบเสมอ ให้ควั่นเชือกน้อยใหญ่เป็นอันมาก แล้วให้เจาะฐานแท่นพระเจ้านั้น ช่องกว้างศอก ๑ เว้นไว้ศอก ๑ ช่องสูงคืบ ๑ เว้นไว้เป็นฟันปลา เอาตะเข้แอบเข้าทั้งสองข้าง ร้อยไม้ขวางทางที่แม่สดึง แล้วสอดกระดานหน้าคืบ ๑ นั้นบนหลังตะเข้ตลอดช่อง แล้วเจาะขุดรื้ออิฐหว่างช่องกระดานที่เว้นไว้เป็นฟันปลานั้นออกเสีย เอากระดานหนานั้นสอดให้เต็มทุกช่อง และการผูกรัดร้อยรึงกระหนาบทั้งปวงมั่นคงบริบูรณ์ ๕ เดือนสำเร็จแล้วทุกประการ ครั้นได้ศุภวารดิถี เพลาพิชัยมงคลฤกษ์ดีแล้ว ให้ชะลอลากชักตะเข้รองพระพุทธไสยาสน์ไปเข้าที่อันจะกระทำพระวิหาร นั้นได้สำเร็จบริบูรณ์ สมเด็จพระมหากษัตริย์ให้กระทำพระวิหารการเปรียญ โรงพระอุโบสถ พระเจดีย์ กุฎี ศาลา กำแพงและหอไตร ฉนวน ๔๐ ห้อง หลังคามุงกระเบื้องและส้วมฐาน ตะพาน บันได ๕ ปีเศษจึ่งแล้ว ยังไม่ได้ฉลอง ทรงพระประชวรหนักลง จึ่งพระราชทานราชสมบัติมอบให้แก่เจ้าฟ้าน้อย เหตุว่าพระอนุชาธิราชทรงพระผนวชอยู่ เจ้าฟ้านเรนทรก็ทรงพระผนวช


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๘๕ อยู่ พระมหาอุปราชไม่เต็มพระทัย ไม่ยอมอนุญาตให้ราชสมบัติแก่เจ้าฟ้าอภัย ถ้าให้ราชสมบัติแก่เจ้าฟ้านเรนทร์จึงจะยอมให้เจ้าฟ้านเรนทร์นั้น เป็นกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เป็นภิกขุภาวะ เมื่อได้รับซึ่งราชสมบัติ จึ่งมิได้ลาผนวชออก ฝ่ายเจ้าฟ้าอภัย (เมื่อ) พระบิดาให้อนุญาตแล้ว จึ่งรับราช-สมบัติ ปรารถนาจะกระทำสงครามกันกับด้วยพระมหาอุปราช จึ่งสั่งข้าราชการวังหลวงจัดแจงผู้คน กะเกณฑ์กระทำการตั้งค่ายคูดูตรวจตราค่ายรายเรียงลงไปตามคลองประตูข้าวเปลือกจนถึงประตู จีน จึ่งให้ขุนศรีคงยศไปตั้งค่ายริมตะพานช้าง คลองประตูข้าว เปลือกฟากตะวันตก ให้รักษาค่ายอยู่ที่นั้น ในกาลนั้นพระมหาอุปราชได้ทรงทราบเหตุทั้งปวงนั้น ให้ข้าราชการตั้งค่ายฟากคลองข้างตะวันออก ให้รักษาค่ายในที่นั้น พระราชบุตรแห่งพระมหาอุปราช เสด็จตรวจค่ายมาตรงด่านขุนศรี-คงยศ ตรัสถามว่า ค่ายนี้ของใคร เขากราบทูลว่า ค่ายของขุนศรีคงยศ ทรงพระโกรธ จึ่งสั่งให้ขุนเกนหัดขึ้นบนเรือนเขาริมคลอง * ส่องปืนตามช่องหน้าต่าง ยิงขุนศรีคงยศถูกตาย กลับมาทูลแถลงพระบิดา ๆ ตรัสว่า ด่วนยิงเขาก่อนไย จึ่งกราบทูลว่า จะเอาฤกษ์เอาชัยไว้ก่อน

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า จึ่งสั่งให้ขุนรามเกณฑ์หัดขึ้นบนเรือน เข้าริมคลองส่องปืนตามช่องหน้าต่าง


๕๘๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ลุศักราชได้ ๑๐๙๔ ปีชวด จัตวาศก สมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประชวรหนักลง ก็ถึงแก่ทิวงคตในเดือนยี่ข้างแรมไปโดยยถากรรมแห่งพระองค์นั้น พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาบังเกิดในปีมะแม อายุได้ ๒๘ ปี ได้เสวยราชสมบัติอยู่ ๒๖ ปีเศษ พระชนมายุได้ ๕๔ ปีเศษ กระทำกาลกิริยา ผู้ใดมีเมตตาไม่ฆ่าสัตว์ อายุยืน ไม่มีเมตตาฆ่าสัตว์ อายุสั้น กษัตริย์ทั้งสองพระองค์ให้ทหารรบสู้กันหลายวันหลายเพลาแล้ว วันหนึ่งเจ้าฟ้าอภัยให้หลวงไชยบูรณ์ ปลัดเมืองพิษณุโลก คุมพลทหาร ๑๐๐ เศษ พร้อมด้วยเครื่องสรรพาวุธต่าง ๆ ให้ยกตามไปทางชีกุน อ้อมโอบไปให้ตีวังหน้า จัดแจงแล้วส่งไป ฝ่ายพลทหารวังหน้ารู้เหตุดังนั้น ก็ยกมา ๒๐๐ เศษ พลทหารสองฝ่ายเข้าปะทะชิงชัยรุกไล่ต้านทานกัน ยิงแทงฟันกันเป็นสามารถ พลทหารวังหน้าได้ที ตีกระโจมโถมแทงฟันทะลวงไล่ล้อมเข้าฆ่าฟันทหารวังหลวงตายเป็นอันมาก จะต้านทานมิได้ ก็แตกฉานทิ้งนายทัพเสีย ก็พ่ายหนีไป ฝ่ายทหารวังหน้าก็ล้อมพร้อมกันเข้ารุมจับหลวงไชยบูรณ์ได้ เอาตัวไปถวายพระมหาอุปราช ๆ ให้เฆี่ยนหลวงไชยบูรณ์ ๕๐ ที ให้ถามได้เนื้อความสิ้นแล้ว ให้จำมั่นไว้วันหนึ่ง พลทหารวังหน้าประมาณ ๕๐๐ ยกมาทางถนนผ้าเขียวถึงคุก เข้าพังคุกทลาย เข้าไปแก้ไขเอาคนโทษประมาณ ๗๐๐ ปล่อยออกมาได้สิ้นจากคุก ครั้งนั้นพระธนบุรีมาอาสาเจ้าฟ้าอภัย ยก


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๘๗ พลทหาร ๕๐๐ ข้ามคลองตะพานช้าง เข้าตีค่ายวังหน้าแตกได้ ๒ - ๓ ค่าย รบพุ่งกันเป็นสามารถ พระมหาอุปราชรู้เหตุดังนั้นตกพระทัย ปรารภจะหนีไป จึ่งปรึกษาด้วยข้าราชการว่า ทหารฝีมืออ่อนกว่าเขารักษาค่ายไม่ได้ เห็นจะรับเขามิหยุด เราจะคิดประการใด ขุนชำนาญจึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า พระองค์อย่าเพ่อกลัวอย่าหนีก่อน ข้าพระพุทธเจ้าจะขออาสาถวายชีวิต จะขอตายก่อนพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าจะขอถวายบังคมลาออกไปรบกันกับข้าศึกบัดนี้ ทรงพระกรุณาโปรดให้ม้าเร็วตามออกไป คอยดูข้าพระ-พุทธเจ้ารบกับข้าศึก ถ้าเห็นข้าพระพุทธเจ้าตายในที่รบแล้ว ให้ม้าใช้กลับมาจงเร็ว กราบทูลพระกรุณาให้ทราบ พระองค์ทรงทราบว่าข้าพระพุทธเจ้านี้ตายแล้วจงหนี ถ้าข้าพระพุทธเจ้ายังไม่ตาย อย่าเพ่อหนีก่อน ว่าแล้วถวายบังคมลามาเอาพลทหาร ๓๐๐ เศษ ออกไปถึงทัพพระธนบุรี ก็ขับไล่พลทหารเข้าจู่โจมตี หักหาญต่อต้านชิงชัยทะลวงไล่ลุยประหารทะยาน ฟันแทงต่อแย้งต่อยุทธ์ โห่อึ่งอุดเอาชัย ขุนชำนาญทหารใหญ่บุกรุกไล่ไม่ท้อถอย ระวังคอยป้องกัน รุกไล่ตีรันฟันฟาดทหารพระธนบุรีแตกหนีขาดกันไป พระธนบุรีหาหนีไม่ ขี่ม้าผูกเครื่องใหม่ใจหาญรับต้านทาน ขุนชำนาญทหารใหญ่บุกรุกไล่เข้าฟาดฟันพระธนบุรี ๆ แทงด้วยหอกผัดผันสู้รบกันเป็นสามารถ ขุนชำนาญถือดาบฟาด ๒ มือมั่น จู่โจมโถมเข้าจ้วงฟันถูกพระธนบุรีนั้น คอขาดบนหลังม้าตายในที่รบ


๕๘๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม นั้น ขุนชำนาญคนขยันตัดเอาศีรษะมาถวาย ฝ่ายทหารทั้งหลายไล่ติดตามเข่นฆ่าพลโยธาวังหลวงไป จับได้บ้าง ตายก็เป็นอันมากในที่รบนั้น สมเด็จพระมหาอุปราชทอดพระเนตรเห็นศีรษะพระธนบุรี มีพระทัยยินดียิ่งนัก ตรัสสั่งให้จัดพลทหารขึ้นเป็นอันมาก จะให้ไปตีพระราชวังหลวง ฝ่ายพระราชบุตรทั้งสองพระองค์ คือเจ้าฟ้าอภัยและเจ้าฟ้าบรมเมศ เห็นพลทหารอัปราชัยมาเป็นหลายครั้ง สะดุ้งตกพระทัยกลัว ให้เก็บเอาซึ่งพระราชทรัพย์ต่าง ๆ เป็นอันมากลงเรือพระที่นั่งลำเดียวกัน ก็หนีไปในราตรีกาลโดยทางป่าโมก ฝีพายทั้งหลายนั้นไม่เต็มใจจะไปด้วย โดดน้ำหนีเสียกลางทาง ครั้นถึงบ้านแล้น * จึงเสด็จขึ้นจากเรือพระที่นั่งหนีไปทางบก จวนรุ่งขึ้นเข้าเร้นอยู่ในป่าอ้อป่าพงแขมอันรกใกล้บ้านเอกราช นายด้วงมหาดเล็กคนเดียวตามเจ้าไป ได้เที่ยวไปขอข้าวชาวบ้านมาเลี้ยงเจ้าทั้งสองพระองค์ อยู่ ๖ - ๗ วันนายด้วงลาเจ้านั้นมาเยี่ยมดูมารดาที่บ้าน อยู่วันหนึ่งเจ้านั้นให้พระธำมรงค์วงหนึ่งแก่นายด้วงให้ไปซื้อข้าวชาวบ้าน ๆ จึ่งรู้ว่าพระธำมรงค์ของเจ้า กลัวความนั้นจะไม่ลับ จึงบอกเหตุนั้นแก่ข้าหลวง ๆ จึ่งบอกคดีนั้นแก่ขุนชำนาญ ขุนชำนาญให้จับเอาตัวนายด้วงมา จึ่งกราบทูลพระกรุณาให้ทราบคดีนั้นแล้ว จึ่งคุมเอาพลทหารเป็นอันมากลงเรือไป ให้นายด้วง

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า บ้านเลน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๘๙ นำไปถึงบ้านเอกราช ให้ไล่กวาดเอาชาวบ้านทั้งหลายไปล้อมป่าพงแขมที่เจ้าทั้งสองพระองค์อยู่นั้นให้มั่นคง แล้วขุนชำนาญทหารใหญ่แต่งตัวกับทหารร่วมใจ ๗ คนนั้น ใส่เครื่องตะกรุดลูกปะคำแล้วถือดาบ ๒ มือ กับด้วยทหารร่วมใจ ๗ คนนั้น ให้นายด้วงชี้ทางค่อยย่องเข้าไป เห็นพระราชบุตรทั้งสองเอาดินมาปั้นตัวหมากรุกเล่นกันอยู่ ขุนชำนาญทหารใหญ่แอบเข้านั่งใกล้ เห็นพระแสงดาบ ๒ เล่ม ครั้นจะเข้าจับก็ยังเกรงอยู่ เจ้าฟ้าอภัยเห็นขุนชำนาญทหารใหญ่ถือดาบ ๒ มือ กับบ่าว ๗ คน แต่งตัวมั่นคงพร้อมมือกัน ก็ตกพระทัยกลัว บอกเจ้าฟ้าบรมเมศว่า พระยามัจจุราชมาถึงเราแล้ว ขุนชำนาญทหารใหญ่ร้องทูลเข้าไปว่า พระองค์อย่ากลัวเลย เสด็จไปกับข้าพเจ้าเถิดจะช่วยแก้ไขให้รอดชีวิต พระองค์ส่งพระแสงทั้งสองนั้นมาให้แก่ข้าพเจ้าก่อนเถิด เจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์กลัวขุนชำนาญยิ่งนัก ร้องบอกว่า ข้าลืมสติไป จึ่งส่งพระแสงทั้งสองเล่มนั้นให้แก่ขุนชำนาญ ขุนชำนาญก็เกลี้ยกล่อมด้วยสุนทรวาจาต่าง ๆ ให้อ่อนพระทัย แล้วพาเจ้าฟ้าทั้งสองพระองค์ออกจากป่าพงลงเรือโขมดยา ทหารอยู่เรือก็แห่ห้อมล้อมมา ครั้นถึงพระนคร ขุนชำนาญชาญณรงค์ก็พาเจ้าฟ้าทั้งสองขึ้นไปถวายสมเด็จพระมหาอุปราช ๆ ได้ทรงทราบความทั้งปวงนั้นแล้ว สั่งให้จำเจ้าฟ้าทั้งสองนั้นไว้ ๒ - ๓ วัน ให้ไถ่ถาม


๕๙๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ได้เนื้อความแล้ว ให้ประหารชีวิตเสียทั้งสองพระองค์ด้วยไม้ค้อนท่อนจันทน์ ตามราชประเวณีแต่ก่อน เจ้าพระองค์แก้วพี่เขยนั้น ไปด้วยเจ้าฟ้าทั้งสองนั้น ครั้นเห็นฝีพายโดดน้ำหนีไปดังนั้น ก็ตกพระทัยกลัว คิดจะกลับคืน เมื่อจะขึ้นจากเรือ จึ่งถือเอาเครื่องยศไปตามหลัง เจ้าฟ้าทั้งสองนั้นไปก่อนหน้า แกล้งเดินให้ช้าไม่ทัน คลาดห่างลับตัวแล้ว ก็กลับหนีคืนมาสู่เมือง เอาเครื่องยศไปถวายแก่พระมหาอุปราช กราบทูลพระกรุณากลอุบายต่าง ๆ สมเด็จพระมหาอุปราชได้ทรงทราบสิ้นแล้ว ตรัสสั่งให้จำเจ้าพระองค์แก้วไว้ จึ่งคิดการลับด้วยขุนชำนาญ ๆ จึ่งให้เอาพระธำมรงค์ที่เจ้าฟ้าให้นายด้วงไปซื้อข้าวนั้น ได้มาแล้ว ให้เอาพระธำมรงค์นั้นลอบไปฝังไว้ริมต้นยาง ริมบ้านเรือนเจ้าพระองค์แก้วในเพลากลางคืน แล้วให้หาออท้าวที่ไว้ใจได้นั้นมา ขุนชำนาญให้กระซิบบอกความนั้นแก่ออท้าวให้รู้แล้ว ให้ออท้าวนั้นทรงผีดูพระธำมรงค์ที่หายไปนั้น จะตกเรี่ยอยู่ที่ไหน ในน้ำในบกประการใด จะได้คืนหรือมิได้ ให้ออท้าวคนทรงบอกให้จงแจ้ง ส่วนออท้าวคนทรงรู้เหตุอยู่แล้ว แกล้งทำมารยาเป็นทีเทวดามาลงสิงสู่ ทำหาวเรอ พูดผะย่ำเผยอ แล้วทายว่าจะได้พระธำมรงค์นั้นคืน แต่ทว่ามีคนเอาไปซ่อนไว้ที่ต้นไม้ใหญ่ ผู้ถามจึงถามว่า จะนำไปได้หรือมิได้ จึ่งบอกว่า จะนำไปให้ถึงที่นั้นได้ ว่าแล้ว


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๙๑ จึ่งนำข้าหลวงไปขุดเอาพระธำมรงค์นั้นได้ที่ริมต้นยาง ข้าหลวงเอาพระธำมรงค์นั้นมาถวาย จึ่งทรงพระกรุณาตรัสสั่งให้ลูกขุนพิจารณาและพิพากษาโทษเจ้าพระองค์แก้ว ลูกขุนเห็นว่าพระธำมรงค์อยู่ในบ้านเรือนเจ้าพระองค์แก้ว จึ่งพิพากษาว่าเจ้าพระองค์แก้วเป็นกบฏโทษถึงตาย จึ่งกราบทูลพระกรุณาให้ทราบ แล้วให้ประหารชีวิตเจ้าพระองค์แก้วนั้นเสีย ส่วนนายด้วงมหาดเล็กไปด้วยเจ้าทั้งสองนั้น ทรงพระกรุณาโปรดว่า ไอ้ด้วงนี้มันกตัญญูจงรักภักดีในเจ้า อย่าฆ่ามันเสียเลย เลี้ยงไว้ให้เป็นข้าราชการสืบไปเถิด ส่วนนายเสม พระยาพชัยราชา และนายพูน พระยายมราช คนทั้งสองนี้ครั้นเจ้าหนีไปแล้ว ก็พากันหนีไปบวชเป็นภิกขุอยู่ในแขวงเมืองสุพรรณบุรี ข้าหลวงทั้งหลายติดตามไปได้ตัวภิกขุทั้งสองนั้นมา ให้รักษาคุมตัวไว้ในวัดฝาง นายสังราชาบริบาลหนีไปบวชเป็นภิกขุอยู่แขวงเมืองบัวชุม ข้าหลวงติดตามไปได้ตัวมา สึกออกแล้วให้ประหารชีวิตเสียที่หัวตะแลงแกง พระมหาอุปราชให้แขกจามมาแทงภิกขุสองรูป อันอยู่ที่วัดฝางนั้นตายเพลากลางคืน หมื่นราชสิทธิการ กรมช้าง เป็นบุตรปะขาวจันเพชร เอาปืนใหญ่ขึ้นบนโรงช้าง ยิงไปในพระราชวังหน้าเมื่อรบกันอยู่นั้น ถูกกิ่งสนหัก พระมหาอุปราชรู้จักตัว ทรงพระพิโรธ ให้จับหมื่นราชสิทธิการ ได้ตัวมาให้เฆี่ยน ๕๐ ที แล้วให้ถามได้ความว่าเป็นบุตรปะขาวจันเพชร ให้หาปะขาวจันเพชรมา พระองค์รู้จัก


๕๙๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อยู่แต่ก่อน จึ่งถามว่า ปะขาวจันเพชรไอ้หมื่นราชสิทธิการ บุตรของท่านกระทำการดังนี้ โทษตัวมันจะเป็นประการใด ปะขาว-จันเพชรจึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า บุตรข้าพระพุทธเจ้ากระทำการเป็นขบถดังนี้ โทษถึงตาย ๗ ชั่วโคตรตามบทพระอัยการ ควรมิควรแล้วแต่จะทรงพระกรุณาโปรด ตรัสได้ทรงทราบดังนั้น จึ่งตรัสชมว่าปะขาวจันเพชรเป็นผู้ใหญ่ สัตย์ซื่อตรง ว่ากล่าวคำนั้นจริง ปะขาวจันเพชรขอไอ้หมื่นราชสิทธิการหรือ ปะขาวจันเพชรจึ่งกราบทูลพระกรุณาว่า ผู้กระทำผิดคิดมิชอบแล้ว ข้าพระพุทธเจ้าไม่รับพระ (ราช) ทานขอโทษเลย ควรมิควรตามแต่จะทรงพระกรุณาโปรด จึ่งทรงพระกรุณาโปรดตรัสว่า เออ ปะขาวจันเพชรไม่เสียทีเป็นผู้ใหญ่ ว่ากล่าวนั้นชอบ เราเห็นด้วย เราให้ชีวิตไอ้หมื่นราชสิทธิการแก่ปะขาวจันเพชรเถิด แต่ทว่าโทษตัวมันมาก ให้ไอ้หมื่นราชสิทธิการไปกระทำการต่อสำเภากว่าจะสิ้นโทษ ปะขาวจันเพชรได้ฟังตรัสดังนั้น ก็โสมนัสยินดียิ่งนัก จึ่งถวายบังคมลาไป ลุศักราชได้ ๑๐๙๕ ปีฉลู เบญจศก เดือน ๕ ข้าราชการทั้งปวง มีเสนาบดีเป็นประธาน และพระสังฆราชราชาคณะพร้อมกัน ณ วันศุภวารดิถีพิชัยมงคลฤกษ์ จึ่งกระทำพิธีปราบดาภิเษก สมเด็จพระมหาอุปราช กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ขึ้นผ่านพิภพถวัลยราชสมบัติ ในวิมานรัตนมหาปราสาทพระราชวังหน้านั้น


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๙๓ ข้าราชการทั้งปวงก็ถือน้ำกระทำสัตย์สาบานกาย แล้วถวายบังคมลาตามบุราณราชเพณี สมเด็จพระเจ้ากรุงศรีอยุธยา ทรงพระกรุณาโปรดให้ขุนชำนาญชาญณรงค์ เป็นเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ว่าที่โกษาธิบดี โปรดมห้หลวงจ่าแสนยากร เป็นเจ้าพระยาจักรี พระยาราชสงคราม จักรีเก่านั้น เป็นพระยาราชนายก ว่าที่กลาโหมข้าหลวงเดิมทั้งหลายที่มีความชอบนั้น ก็โปรดให้เป็นเจ้าพระยา และพระยา พระ หลวง เมือง ขุนหมื่น พันทนาย ตามฐานานุศักดิ์ มีความชอบมากและน้อย และพระราชทานบำเหน็จรางวัลเงินตรา ผ้าเสื้อเหลือจะนับลำดับกัน โปรดให้พระพันวรรษาใหญ่ เป็นกรมหลวงอภัยนุชิต โปรดให้พระพันวรรษาน้อย เป็นกรมหลวงพิพิธมนตรี พระพันวรรษาทั้งสองนี้ เป็นบุตรีหลวงทรงบาศ ครั้งพระนารายณ์ราช-ลพบุรี พระมารดาพระพันวรรษาทั้งสองนี้ เป็นเชื้อสกุลพราหมณ์เพชรบุรีมา แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้เจ้าฟ้า (ธรรม) ธิเบศร์ พระราชบุตรใหญ่ เป็นกรมขุนเสนาพิทักษ์ ให้เจ้าฟ้าเอกทัศราชบุตรพระพันวรรษาน้อย เป็นกรมขุนอนุรักษ์มนตรี ให้เจ้าพระองค์แขก เป็นกรมหมื่นเทพพิพิธ พระองค์เจ้ามังคุด เป็นกรมหมื่นจิตรสุนทร พระองค์เจ้ารถ เป็นกรมหมื่นสุนทรเทพ พระองค์เจ้าปาน เป็นกรมหมื่นเสพภักดี ตั้งคราวหลังอีก ๒ องค์


๕๙๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม คือเจ้าฟ้านเรนทร์ หลานเธอ เป็นกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เจ้าฟ้าดอก (มะ) เดื่อ ลูกเธอ เป็นกรมขุนพรพินิต แล้วสมเด็จบรมราชาธิราชเจ้า ทรงพระโทมนัสแค้นพระทัยในสมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้า ทรงดำรัสว่าจะไม่เผา (พระ) บรมศพจะทิ้งน้ำเสีย พระยาราชนายก ว่าที่กลาโหม กราบทูลเล้าโลมเป็นหลายครั้ง จึ่งทรงพระกรุณาดำรัสสั่งให้ตั้งพระเมรุมาศขนาดน้อย ขื่อ ๕ วา ๒ ศอก ชัดพระบรมศพออกถวายพระเพลิงตามราชประเพณี อันสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าแผ่นดินนี้ มีพระกมลสันดานต่างกันกับพระบรมบิดาและพระเชษฐาธิราช ปาณาติ-บาตพระองค์ทรงเว้นเป็นนิจ ทรงประพฤติกุศลสุจริตธรรม สมณ-พราหมณา ประชาราษฎร มีแต่สโมสรเป็นสุขสนุกทั่วหน้า พระองค์ทรงพระราชศรัทธากระทำทานแก่สมณพราหมณา กระยาจก วณิพก เดียรฉานต่าง ๆ ทุกอย่างสิ้น บางทีเสด็จไปชมพระตำหนักบางอออิน * และพระนครหลวง บางทีลงที่นั่งใหญ่ ใช้ใบล่องออกปากน้ำพระประแดง ชมชเลและมัจฉา ถึงหน้านวดข้าว ก็เสด็จไปนวดที่ (ทุ่ง) หันตรานาหลวง แล้วเอาข้าวใส่ระแทะ และให้พระราชบุตร พระราชธิดา กำนัลนางทั้งปวงลากไปวังใน แล้วเอาพวนข้าวทำฉัตรใหญ่และยาคูไปถวายราชาคณะที่อยู่อาราม หลวงทุก ๆ ปีมิได้เว้น พระองค์ทรงสรรพจะเล่นมิได้เบื่อ ทั้งวิ่งวัว

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า บางปะอิน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๙๕ ควาย และพายเรือ เสือกับช้างให้สู้กัน มีแต่สนุกทั่วกันทุกฤดู ณ วันเดือน ๖ ข้างขึ้น เสด็จทรงที่นั่งกิ่งเป็นพยุหบาตราไปคลองวัดป่าโมก เสด็จประทับพระตำหนักชีปะขาว ทรงถวายทักษิณาทานแก่พระสงฆ์ ๓๐๐ รูปเศษ ให้เล่นงานมโหรสพ ๓ วัน ณ ทุ่งนางลา วันที่สุดมีช้างบำรุงงา เพลาเย็นเกิดลมพายุพัดหนัก พระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จกลับเข้ากรุง ณ วันเดือน ๙ ข้างขึ้น ปีขาล ฉศก มีพระราชโองการให้กรมหมื่นอินทรภักดีกับเจ้าพระยากลาโหมขึ้นไปล้อมช้าง ณ เมืองลพบุรี ครั้น ณ เดือน ๑๐ ก็เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปเมืองลพบุรี ให้ออกไปเร่งนายกอง ให้ต้อนสัตว์จัตุบาท มาค่ายชเลชุบศรฟากตะวันออก ที่ล้อมเก่าครั้งสมเด็จพระนารายณ์นั้น แล้วเสด็จพระราชดำเนินออกไปขึ้นพระตำหนักห้าง คนยิงปืน ตีม้าฬ่อ ฆ้องกลอง โห่ร้องเร้าเข้ามา ฝูงโคกะทิง มหิงสาเถื่อน ละมั่ง กวาง ทราย สุกรป่า วิ่งกระเจิงออกมาเป็นอันมาก ฝูงช้างเถื่อนก็แล่นบากบ่ายหน้าหนี ช้างเชือกก็วงล้อมไว้ ได้ทีคล้องต้องไล่ช้าง แต่เสด็จออกมาให้จับ ๒ เพลาเท่านั้น ได้ ๑๘๐ ช้าง เหลือประมาณ ๓๐๐ สั่งให้เปิดค่ายปล่อยไปสิ้น ณ เดือน ๑๐ แรม ๑๐ ค่ำ ผู้รักษากรุงเทพมหานครขึ้นไปกราบทูลว่า จีนไนไก่ประมาณ ๓๐๐ คบคิดกัน เพลาค่ำยกเข้าไปปล้นเอาพระราชวัง ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงชวนกันตีจีนแตกหนี


๕๙๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ไป ครั้นตี ๑๑ ก็เสด็จกลับยังกรุง ให้สืบสาวจับได้จีนกบฎประ-มาณ ๒๐๐ เศษ ที่เป็นต้นเหตุ ๔๐ คน ให้ประหารชีวิตเสีย แล้วทรงพระกรุณาสั่งพระยากลาโหมว่า พระที่นั่งสรรเพชญ์-ปราสาทชำรุดหนัก ให้รื้อลงทำใหม่ ครั้น ณ เดือน ๗ ปีเถาะ สัปตศก พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ เสด็จเข้ามาอยู่วัดโคกแสง เวียนมาเยี่ยมเยียนพระเจ้าอยู่หัวเนือง ๆ วันหนึ่งเพลาค่ำ พระเจ้าลูกเธอ กรมขุนเสนาพิทักษ์ให้พระองค์ชื่น พระองค์เทศ โอรสออกไปเชิญเสด็จกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ ณ วัด ว่ามีพระโองการให้เชิญเสด็จไป กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์สำคัญว่าจริง ก็เสด็จมาขึ้นหน้าพระชัย เข้าไปถึงประตูที่กรมขุนเสนาพิทักษ์แอบประตูอยู่ ฟันด้วยพระแสงดาบถูกจีวร สังฆาฏิขาด หาเข้าไม่ กรมขุนเสนา-พิทักษ์วิ่งเข้าไปที่ข้างใน กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์เสด็จเข้าไปที่พระเจ้าอยู่หัวประชวร ทอดพระเนตรเห็นตรัสถามว่า เป็นไรผ้าสังฆาฏิจีวรจึ่งขาด กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ถวายพระพรว่า กรมขุนเสนาพิทักษ์หยอก ครั้นกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ถวายพระพรลา กรมหลวงอภัยนุชิต พระชนนีกรมขุนเสนาพิทักษ์ เสด็จตามไปอ้อนวอนว่า ถ้าพ่อมิช่วยก็เห็นน้องจะตาย กรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ตรัสว่า จะช่วยได้ก็แต่กาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัยพระอรหัต กรมหลวงอภัยนุชิตได้พระสติ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๙๗ ขึ้น จึ่งเสด็จเข้าไปทรงพระวอ ซ่อนพากรมขุนเสนาพิทักษ์ออกทางประตูฉนวน ไปให้ทรงพระผนวช ณ วัดโคกแสง อยู่ด้วยกรมขุนสุเรนทรพิทักษ์ พระเจ้าอยู่หัวให้คนหาตัวไม่พบ ได้แต่พระองค์เทศ พระองค์ชื่น ก็ให้ประ (หาร) เสียด้วยท่อนจันทน์ อนึ่งนักพระแก้วฟ้า ณ กรุงกัมพูชาธิบดี บอกเข้ามาให้กราบทูลถวายนางช้างพังเผือก สูง ๓ ศอก ๗ นิ้ว ช้างมาถึง พระเจ้าอยู่หัวดำรัสให้แต่งข้าหลวงกรมช้างออกไปรับเข้ามา แล้วพระราชทานนาม ชื่อพระวิเชียรหัสดินทรอรินทรเลิศฟ้า ให้นำมาไว้ ณ โรงช้างพระที่นั่งวิหารสมเด็จ และทำพระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ๑๐ เดือนจึ่งแล้ว เก่านั้นหุ้มแต่ดีบุกหาปิดทองไม่ ครั้งนี้ให้ปิดทองยอดและช่อฟ้าบราลีเสร็จ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ชำรุด ก็ให้ทำใหม่ ๖ เดือนจึ่งสำเร็จ แล้วให้ทำพระที่นั่งสุริยาสน์อมรินทร์ใหม่ ๘ เดือนสำเร็จ ณ ปีมะเส็ง นพศก กรมหลวงอภัยนุชิตทรงพระประชวรหนัก จึ่งกราบทูลขอโทษพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนเสนาพิทักษ์ พระเจ้าอยู่หัวดำรัสว่า ถ้าไม่กบฏแล้วก็ไม่ฆ่า กรมหลวงอภัยนุชิตก็วางพระทัย แล้วก็ไปสูญสิ้นพระชนม์ ณ เดือน ๖ ปีมะเมีย สัมฤทธิศก ฉลองวัดหันตรา ปีมะแม เอกศก เสด็จขึ้นสมโภชพระพุทธบาท ครั้น ณ เดือน ๑๒ ปีวอก โทศก เสด็จขึ้นไปสมโภช


๕๙๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระชินราชชินศรี เมืองพิษณุโลก ๓ วัน แล้วเสด็จขึ้นไปสมโภชพระสารีริกธาตุ ณ เมืองสวางคบุรี ๓ วัน แล้วเสด็จกลับยังกรุง ครั้น ณ วันเดือน ๕ ปีระกา ตรีศก พระราชโกษา บ้านวัดระฆังกราบทูลว่า จะขอให้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนเสนาพิทักษ์ เป็นกรมพระราชวัง จึ่งดำรัสให้ปรึกษาอัครมหา-เสนาบดีทั้งปวง เห็นพร้อมกันแล้ว พระเจ้าอยู่หัวก็โปรดใหกรมขุนเสนาพิทักษ์ดำรงฐานาศักดิ์ในที่มหาอุปราชโดยประเพณี แล้วทรงพระกรุณาสั่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้ปฏิสังขรณ์วัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้นใหม่ พระวิหารนั้นอย่าให้ทำมณฑปเลย ให้ทำเป็นหลังคาเหมือนวิหารทั้งปวง ทำปีเศษแล้ว พระที่นั่งสมเด็จชำรุด ทรงพระกรุณาสั่งกรมพระราชวังให้รื้อลงทำใหม่ ๑๐ เดือนจึ่งสำเร็จ วัดพระรามชำรุด ให้ปฏิสังขรณ์ ปีเศษจึ่งสำเร็จ ครั้นปีจอ จัตวาศก พระยาอภัยมนตรี ว่าที่สมุหนายกถึงแก่กรรม ทรงพระกรุณาให้พระยาราชภักดี เป็นเจ้าพระยาราชภักดี ว่าที่สมุหนายกด้วย แล้วให้เกลี้ยกล่อมเลกวัดพระ กับไพร่หัวเมืองวิเศษไชยชาญ เมืองสุพรรณบุรี เมืองนครชัยศรี เมืองอินทรบุรี เมืองพรหม เมืองสิงห์บุรี เมืองสมี เมืองชัยนาท เมืองมโนรมย์ เมืองอุทัย เมืองนครสวรรค์ อนึ่งเมืองนครศรีธรรมราชบอกเข้ามาว่า บ่าวพระปลัดไป


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๕๙๙ โพน คล้องได้ช้างพลายงาสั้นช้างหนึ่ง สูง ๕ ศอก งายาวพ้นไพรปาก ๕ นิ้ว โกษาธิบดีกราบทูล พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว มีพระราชโองการโปรดให้กรมช้างออกไปรับเข้ามา พระราชทานขนานนามว่าพระบรมนาเคนทร ได้มาแต่เมืองไชยา อีกช้างหนึ่งเป็นเนียม ขนานนามพระบรมวิไชย ได้มาแต่เมือง ลครอีกช้างหนึ่ง ให้ชื่อบรมจักรพาฬ ได้มาแต่เมืองเพชรบุรีอีกช้างหนึ่ง ชื่อบรมกุญชร เมื่อจุลศักราช ๑๑๐๖ ปีชวด ฉศก พม่าเจ้าเมืองเมาะ-ตะมะ ชื่อมังนราจังซู กับเจ้าเมืองทวาย ชื่อแนงแลกแวซอยดอง พาครอบครัวบุตรภรรยาทั้งเมืองประมาณ ๓๐๐ เศษ เข้ามาพึ่งบรมโพธิสมภารทางพระเจดีย์ ๓ องค์ นายด่านชื่อขุนละคร ขุนนรา พาตัวเจ้าเมืองทั้ง ๒ เข้ามาให้ เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ก็ส่งเข้ามา ณ กรุง ทรงพระมหาการุญภาพ โปรดพระราชทานเครื่องอุปโภคบริโภค ให้ปลูกเรือนอยู่ข้างวัดมนเทียร แล้วพระราชทานตราภูมิคุ้มห้าม แล้วมีพระราชโองการให้ถามว่า เหตุผลประการใดจึ่งเข้ามา เจ้าเมืองเมาะตะมะ เจ้าเมืองทวายจึ่งให้กราบบังคมทูลว่า เดิมเมื่อศักราช ๑๐๙๗ ปีเถาะ สัปตศก สมิงถ่อคนหนึ่งเป็นชาติถ่อย คบคิดกันกับพระยาทะละ กรมช้าง กบฎ ต่อพระเจ้าอังวะ เข้าปล้นเอาเมืองหงสาได้ มาอาสาอองเสีย *

  • พระราชพงศาวดารกรงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า มาอาสาละอองเสีย

๖๐๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระยาทะละกรมช้างเห็นบุญสมิงถ่อมาก ก็ยกนางภังภูบุตร * ขึ้นเสกกับสมิงถ่อ ให้นั่งเมืองหงสาวดี ข้าพเจ้าทั้งสองจึ่งเกณฑ์มอญเมืองเมาะตะมะ เมืองทวาย เมืองกะลิออง จะยกไปช่วยหงสาวดีตีถวายพระเจ้าอังวะ คนทั้ง ๓ เมืองกลัวบุญสมิงถ่อ ก็กลับสู้รบข้าพเจ้าทั้ง ๒ เหลือกำลังที่จะปราบปรามได้ ครั้นจะหนีขึ้นไปอังวะ ก็ขัดสนด้วยทางพวกกบฏออกขวางสกัดหน้า จึ่งชวนกันพาบุตรภรรยาเข้ามา เอาฝ่าละอองธุลีพระบาทเป็นที่พึ่งไปกว่าสิ้นชีวิตจึ่งดำรัสว่า อ้ายสมิงถ่อนี้เป็นชาติถ่อย ตระกูลต่ำ กำเริบใจ ได้เมืองหงสา มิหนำซ้ำจองหอง มีราชสาส์นเข้ามาเป็นทองแผ่นเดียวขอลูกสาวกู มันจะอยู่ได้สักกี่วัน ในปีชวด ฉศก เดือน ๑๒ แรม ๓ ค่ำ เกิดเพลิงไหม้ในพระราชวังบวรสถานมงคล กรมพระราชวังจึ่งเสด็จเข้ามาอยู่วังหลวง ฝ่ายพระเจ้าอังวะแจ้งไปว่า เจ้าเมืองเมาะตะมะ เจ้าเมืองทวาย หนีมอญเข้าไปพึ่งกรุงศรีอยุธยา ทรงพระมหากรุณาทำนุบำรุงไว้ ก็มีพระทัยโสมนัส จึ่งให้แต่งพระราชสาส์นและเครื่องมงคลราชบรรณาการ คือพานทองประดับ ๑ คนโทน้ำครอบทอง ๑ ผอบเมืองทอง ๑ ขันทอง ๑ พระภูษาทรงลายกงจักรริมแดง ๑ ผ้าทรงพระมเหสีสำรับ ๑ ผ้าลายมีลายโต ๆ ต่าง ๆ กัน เรือสาร

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า นางพังผู้บุตรี


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๐๑ พิมานลำทรงลำ ๑ กับน้ำมันดินและดินสอแก้ว ดินสอศิลา และสิ่งของนอกนั้นเป็นอันมาก จึ่งแต่งให้มังนันทจอสู มังนันทจอถาง เป็นราชทูต อุปทูต จำทูลพระราชสาส์น คุมเครื่องมงคลราช-บรรณาการเข้ามาจำเริญทางพระราชไมตรี ครั้นราชทูตมาถึง ให้ปลูกที่รับแขกเมืองริมวัดนางเลิ้ง แล้วให้เชิญพะราชสาส์นเข้าไปในหอแปลพระราชสาส์น ฝ่ายราชทูต อุปทูต มิได้ไหว้อัครมหา-เสนาบดี ๆ ให้ต่อว่า ฝ่ายราชทูต อุปทูตว่า อย่างธรรมเนียมครั้งกรุงรัตนบุระอังวะนั้น ถ้าและราชทูตจำทูลพระราชสาส์นจำเริญทางพระราชไมตรี ณ กรุงใด ๆ ก็ดี ถ้ายังมิได้เฝ้าถวายบังคมพระมหากษัตริย์เจ้าแล้ว จะไหว้เสนาบดีก่อนเจ้านั้นไม่ได้ ครั้นพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบ จึ่งมีพระราชโองการตรัสว่า ราชทูตว่านี้ชอบ ถึงขนบธรรมเนียมกรุงเทพมหานครแต่ก่อนนั้นก็เหมือนกัน ถ้ามีพระราชโองการตรัสสั่งมหาดเล็ก ให้ออกไปสั่งอัครมหาเสนา ณ ศาลาลูกขุนที่ใด ๆ ก็ดี มหาดเล็กต้องขี่คอตำรวจสนมออกไป ถึงแล้วลงจากคอยืนสั่ง เสนาบดีและข้าราชการทั้งปวงก็ประนมมือฟังจนสิ้นข้อ แล้วบ่ายหน้าเข้ามาต่อพระราชวังถวายบังคม มหาดเล็กจึ่งนั่งลงไหว้นบคำรพกันได้ แต่นี้ไปให้ทำตามอย่างธรรมเนียมแต่ก่อนนั้น แล้วให้ราชทูต อุปทูต ขึ้นเฝ้าบนที่เสด็จออก ณ มุขกระสัน มีพระราชโองการปฏิสันถาร ๓ นัดแล้วเสด็จขึ้น ทูตจึ่งไหว้อัครมหาเสนาบดีทั้งปวง


๖๐๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม แล้วพระเจ้าอยู่หัวให้แต่งพระราชสาส์นเครื่องราชบรรณา- การตอบ คือพานแว่นฟ้าทอง ๒ ชั้น กลีบวิ่นเครื่องในพร้อม ๑ พระเต้าน้ำครอบทอง ๑ พระสุพรรษศรีทอง ๑ และเครื่องทองทั้งปวงหลายอย่าง และกำมะหยี่ แพรม้วนลายมังกรเป็นอันมาก กับเรือที่นั่งกิ่งทรงลำ ๑ อันพระราชสาส์นนั้นเขียนใส่สุพรรณบัฏแผ่นทอง แล้วใส่ในกลักงา ใส่ถุงแพรผูกทอง แล้วตีตรามหาโองการอันตราประทับนั้นนารายณ์ขี่ครุฑ สำเนาพระราชสาส์นนั้นประจำตราพระราชสีห์ แล้วทรงพระกรุณาโปรดให้พระยายมราชเป็นราชทูต พระทนเป็นทูต พระสุธรรมไมตรีเป็นตรีทูต คุมเครื่องมงคลราชบรรณาการไปจำเริญทางพระราชไมตรี ณ เมืองอังวะ ขณะนั้นสมิงถ่อเจ้าเมืองหงสาวดียกทัพขึ้นไปตีอังวะ ราช-ทูตพม่าจึ่งพาอ้อมไปทางป่าสักป่าโลง แล้วราชทูตไทยกับพม่าคิดเป็นอุบาย ให้กิตติศัพท์ไปถึงทัพมอญว่า ทัพกรุงพระนครศรี-อยุธยายกมาช่วยกรุงอังวะ ฝ่ายทัพมอญพอขาดเสบียงลงด้วย ก็เลิกทัพกลับไป ผู้ทูลพระราชสาส์นจึ่งถึงอังวะ เข้าเฝ้าถวายบังคมพระเจ้าอังวะ ๆ มีพระทัยปีติปราโมทย์ โปรดพระราชทานรางวัลราชทูตไทยเป็นอันมาก แล้วถวายบังคมลามากลางทาง ราชทูต อุปทูต ป่วยถึงแก่กรรม ตรีทูตกับฟ้าไล่มาเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทแต่ ๒ คน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๐๓ ในปีนั้นปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ อารามวัดภูเขาทอง ๖ เดือน สำเร็จ ณ ปีขาล อัฐศกนั้น เสด็จไปประพาสเมืองลพบุรี นักโสนซ่องสุมผู้คนเมืองลพบุรีเป็นกบฏ ทรงทราบ จึ่งดำรัสสั่งให้ข้าหลวง ๓ นาย ไพร่ ๓๐๐ ออกไปจับได้ ส่งลงไปจำไว้ ณ คุก อนึ่งมีหนังสือเมืองนครศรีธรรมราชบอกเข้ามาว่า คล้องได้ช้างพลายเถื่อน สูง ๓ ศอก ๑๐ นิ้ว ช้างหนึ่ง ตา เล็บ หาง ขน ขาว พระเจ้าอยู่หัวดำรัสให้หลวงราชวังเมืองไปฝึก ชำนิชำนาญแล้วให้นำมา ฝ่ายเจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ ว่าที่โกษา-ธิบดี เจ้าพระยาราชภักดี ว่าที่สมุหนายก ให้มีตราพระราชสีห์และตราบัวแก้วออกไป ให้กรมการหัวเมืองรายทางทำโรงให้เป็นมณฑป มีช่อฟ้ากระจังไว้รับ ผู้รั้งกรมการหัวเมืองทั้งปวงปรึกษากันว่า ไม่เคยทำ จึ่งบอกเข้ามา ขอช่างนายการออกไปเมือง ละคร ครั้นทรงทราบจึ่งมีพระราชโองการถามเจ้าพระยาชำนาญ-บริรักษ์ เจ้าพระยาราชภักดีว่า แต่โรงรายทางหยุดพักวันหนึ่ง ๒ วันก็จะมา จะให้ทำมณฑป ครั้นถึงกรุงจะให้ทำเป็นอย่างไรรับแล้ว นี่หรือจะช่วยทำนุบำรุงอาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข แล้วดำรัสคาดโทษเจ้าพระยาชำนาญไว้ครั้งหนึ่ง แต่เจ้าพระยาราชภักดีนั้นให้ลงพระราชอาญาโบยหลัง ๒๐ ที ครั้นหลวงราชวัง


๖๐๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เมืองนำช้างมาถึงกรุงแล้ว พระราชทานชื่อว่า พระบรมคชลักษณ์-อัครคเชนทร์ สุประดิษฐ์สิทธิสนทยา มหามงคลวิมลเลิศฟ้า อนึ่ง พระยาพระราม พระยากลางเมือง พวกสมิงถ่อแตกหนีเข้ามาพึ่งพระราชสมภารทางเมืองตาก ๔๐ เศษ ให้ตั้งบ้าน ณ โพธิ์สามต้น ครั้นอยู่มาผู้รั้งเมืองกุยบุรีบอกหนังสือ ส่งทองร่อนหนัก ๓ ตำลึงเข้ามาถวายว่า ตำบลบางตะพานเกิดที่ร่อนทองขึ้น ครั้นถึงเดือน ๑๒ ปีเถาะ นพศก ให้เกณฑ์ไพร่ ๒,๐๐๐ ยกออกไปตั้งร่อนทอง ณ บางตะพาน ครั้นสิ้นเดือน ๕ ปีมะโรง สัมฤทธิศก ได้ทองเข้ามาถวาย ๙๐ ชั่งเศษ * ผู้รั้งเมืองกุยนั้นโปรดให้เป็นพระกุยบุรี แล้วทรงพระราชศรัทธาให้แผ่ทองร่อนปะปากลองปิดมณฑปพุทธบาท และให้แผ่หุ้มแต่เหมและนาคลงมา ครั้นเดือน ๕ ปีมะเมีย โทศก ให้แจกทานแก่ยาจกวณิพกเสมอคนละบาท สิ้นเงิน ๑,๐๐๓ ชั่งเศษ ณ เดือน ๘ แรม ๑๐ ค่ำ พระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวรหนัก จนสะอึก ๓ ชั้น ต่อกลางเดือน ๑๑ จึ่งคลาย ครั้นเดือน ๑๒ ข้างขึ้น เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมโภชพระพุทธบาทเป็นกระบวนรับเสด็จพัก ณ พระตำหนักท่าเจ้าสนุก แล้วทรงพระวอ

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ๙ ชั่ง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๐๕ ขึ้นไปประทับร้อนบ่อโศก เพลาเย็นเสด็จไปถึงท้ายพิกุล * ครั้นสมโภชพระพุทธบาทครบ ๗ วันแล้ว เสด็จพระราชดำเนินกลับยังกรุงพระมหานครศรีอยุธยา ในปีมะเมีย โทศกนั้น สมิงถ่อเจ้าเมืองหงสาวดีออกไปโพนช้างอยู่ (ใน) ป่า พระยาทะละ กรมช้างคิดกบฏ ให้สมัครพรรคพวกรบสมิงถ่อ ๆ สู้รบเหลือกำลัง ก็แตกหนีเข้ามาทางเมืองตาก ทรงพระกรุณาให้รับเข้ามา ณ กรุง แล้วรับสั่งให้มีกระทู้ถามสมิงถ่อว่า เอ็งก็ได้นั่งเมืองหงสาวดีเกินวาสนาอยู่แล้ว เหตุผลประการใดจึ่งหนีเข้ามา สมิงถ่อให้การว่า เมื่อครั้งข้าพเจ้าได้เมืองหงสานั้น พระยาทะละ กรมช้างว่าข้าพเจ้าเข้มแข็ง ปราบปรามรามัญได้หลายประเทศ จึ่งยกบุตรีและตัวข้าพเจ้าขึ้นเป็นกษัตริย์ครองกรุงหงสาวดี แล้วได้ช้างด่างกระดำผู้ตัวหนึ่ง จึ่งให้ชื่อรัตนฉัททันต์ ตั้งแต่นั้นมาก็มีใจกำเริบเติบใหญ่ ให้มีราชสาส์นใบหนึ่ง (ไปถึง) พระเจ้าหอคำ ผู้ครองกรุงเชียงใหม่ ขอพระราชธิดา ด้วยเดชกุศลวาสนาอบรมไว้ พระเจ้าเชียงใหม่ยอมให้ธิดาทรงนามเทพวิลาบุตรี ข้าพเจ้าจึ่งตั้งเป็นมเหสีฝ่ายซ้าย นางภังภูเป็นฝ้ายขวา แล้วข้าพเจ้ายกพลโยธาไปล้อมอังวะแทบจะได้ พอได้ข่าวว่ากองทัพกรุงไทยยกไปช่วย อนึ่งก็ขาดเสบียงลงด้วย

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ท้ายชีกุน แต่ท้ายพิกุลน่าจะถูกกว่า เพราะยังมีชื่อปรากฎอยู่จนถึงเวลาปัจจุบัน


๖๐๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จึ่งถอยทัพกลับมากรุงหงสาวดี ครั้นอยู่มาพระยาทะละโกรธข้าพเจ้าว่าลำเอียง จึ่งคิดล่อลวงบอกข่าวช้างสำคัญเผือกผู้ อยู่ ณ ป่าแขวงเมืองตองอู (ซึ่งขึ้น) แก่พม่า ข้าพเจ้าก็ให้เกณฑ์พลโยธาไปตามช้าง เที่ยวรอนแรมทางค้นหาไปไม่พบ ก็กลับมายังกรุงหงสาวดี พระยาทะละ กรมช้างปิดประตูเมืองไว้ ไม่เปิดรับข้าพเจ้า ๆ ก็รบสู้กันไปหลายเวลา ฝ่ายไพร่พลโยธาข้าพเจ้าน้อยถอยกำลัง จึ่งพานางเทพวิลาไปส่งบิดา ณ เมืองเชียงใหม่ แล้วกลับมารบหงสาวดีอีกหลายครั้ง เหลือกำลังตีมิได้ ด้วยพลไพร่เอาใจออกหาก ข้าพเจ้าจึ่งหนีเข้ามา เอาฝ่าละอองธุลีพระบาทบรมนารถบรมบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัวเป็นที่พึ่งตราบเท่าสิ้นชีวิต ครั้นทรงทราบแล้ว ก็ดำรัสให้ส่งตัวไปจำไว้ (ณ) คุก ด้วยทรงกริ้ว ครั้งบังอาจมีราชสาส์นมาว่า จะเป็นทองแผ่นเดียวนั้น ณ ปีมะเมีย โทศก กรมหมื่นอินทร์ถึงแก่พิราลัย ให้ตั้งการถวายพระเพลิง ณ วัดไชยวัฒนาราม ปีนั้นนักองค์อึ่งไปเอา ญวณมารบพระรามาธิบดี พระศรีไชยเชษฐ์แตกหนีมาพึ่งบรมโพธิ-สมภาร มีพระราชโองการให้เกณฑ์ทัพ ๑๐,๐๐๐ ไปกระทำแก่กรุงกัมพูชาธิบดี ให้พระยาราชสุภาวดีเป็นแม่ทัพ ออกไปตั้งซุ่มอยู่ ณ วัดพระเจดีย์แดง พระยาพระรามคิดอุบายเรียนแก่ท่านอัคร-มหาเสนาบดีว่า จะอาสาไปทัพด้วย ๕๐ คน แต่ไม่มีอาวุธ ครั้นแจกอาวุธให้ครบมือแล้ว เวลาค่ำยกไปโพธิ์สามต้น พาครอบครัว


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๐๗ หนีไป พระเจ้าอยู่หัวให้เกณฑ์ไปจับได้ ณ ทุ่งบ้านรีบ้านแก้ว ให้ประหารชีวิตเสีย พระยาราชสุภาวดียกไปกรุงกัมพูชา ครั้งนั้นนักองค์อึ่งก็นบนอบได้ปรกติ พระยาราชสุภาวดีก็ยกทัพกลับมากรุง อยู่ประมาณปีหนึ่ง นักองค์อึ่งก็ถึงแก่พิราลัย ให้พระรามาธิบดีออกไปครองกรุงกัมพูชา ณ ปีมะเมีย โทศก พระยาทะละ กรมช้าง ซึ่งได้นั่งเมืองหงสาวดีนั้น รู้ข่าวไปว่า สมิงถ่อหนีเข้าไปพึ่งอยู่ ณ กรุงศรี-อยุธยา จึ่งให้มีพระราชสาส์นเข้ามากราบทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า อย่าให้รับตัวสมิงถ่อไว้ มันเป็นคนไม่ตรงอกตัญญู จะขอรับประทานตัวไปประหารชีวิตเสีย พระเจ้าอยู่หัวก็ไม่โปรดประทานให้เหมือนในพระราชสาส์น อันสมิงถ่อนี้เป็นคนดี มีความรู้ฝ่ายข้างวิปัสสนา แผ่เมตตาดียิ่งนัก ผลที่สมิง (ถ่อ) แผ่เมตตานั้น พะทำมะรงผู้คุมก็มีความกรุณาลดลาให้ มิได้จำจอง เลี้ยงดูให้กินอยู่บริบูรณ์ มิได้ลำบากยากใจ กิตติศัพท์นั้นรู้ไปถึงกรมหมื่นจิตรสุนทรผู้เป็นพระเจ้าลูกเธอ จึ่งมาศึกษาเล่าเรียนความรู้ แล้วอุปถัมภ์เลี้ยงดูให้เป็นสุขขึ้นไปยิ่งกว่าเก่า เวลาวันหนึ่งได้ช่องโอกาส ก็ทูลสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขอสมิงถ่อออกจากคุก พระเจ้าอยู่หัวก็โปรดบัญชาให้ ขณะเมื่อเจ้าเมืองหงสาวดีมีราชสาส์นมาทูลขอสมิงถ่อ มิได้โปรดประทานให้นั้น ด้วยทรงพระดำริว่าสมิงถ่อเป็นคนดีมีวิชา ลูกเราก็ได้ศึกษาเป็นศิษย์มัน ครั้นจะส่งไป


๖๐๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เขาก็จะฆ่ามันเสียเปล่า ครั้นจะเอาไว้ในกรุงเล่า เขาก็จะนินทาว่าคบหาคนชั่วไว้ พระเจ้าอยู่หัวก็เอาสมิงถ่อฝากนายสำเภาหูทรง * ไปปล่อยส่งเสียเมืองจีน นายสำเภาจึ่งเอาสมิงถ่อแวะปล่อยเสียกลางทางข้างฝั่งตะวันตก แล้วสมิงถ่อไปหานางเทพวิลาภรรยา ซึ่งเป็นบุตรพระเจ้าเชียงใหม่ สมิงถ่อแจ้งสุขทุกข์ให้ภรรยาฟังแล้ว นางจึ่งไปกราบทูลพระเจ้าเชียงใหม่ผู้เป็นบิดา ขอกองทัพให้สมิงถ่อกลับไปตีเมืองหงสาวดี พระเจ้าเชียงใหม่ก็มิได้โปรดให้ตามคำนางเทพวิลาทูลขอ ครั้นสมิงถ่อแจ้งดังนั้นก็ขัดใจ จึ่งลักพานางเทพวิลากับผู้คนสมกำลังไปเป็นอันมาก ศักราช ๑๑๑๘ ปีชวด อัฐศก สมิงถ่อไปถึงกลางทางพบมังลองยกทัพลงไปรบเมืองหงสาวดี มังลองจึ่งจับสมิงถ่อได้ ไปจำไว้เมืองอังวะ ครั้นถึงปีระกา เบญจศก เจ้าพระยาชำนาญบริรักษ์ป่วยเป็นลมอัมพาต ๔ เดือนเศษถึงอนิจกรรม ทรงพระกรุณาพระราช-ทานให้ใส่โกศ ใส่ชฎา เรียกว่าพระศพ ฌาปนกิจ ณ วัดไชย-วัฒนาราม ณ เดือน ๙ ปีจอ ฉศก ให้พระเจ้าลูกเธอกรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุทนเทพ ไปล้อมช้าง ณ ป่าแขวงเมือง

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า นายสำเภา หัวทรง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๐๙ ลพบุรี ตั้งค่ายชเลชุบศรมุมข้างเหนือ หน้าพระตำหนักเก่า ครนั้น ณ เดือน ๑๐ ข้างขึ้น เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปให้เกณฑ์คนออกไปช่วยทำค่ายปีกกา เพลาเช้าเสด็จไป ครั้นถึงเขาเชิงน้ำ ช่วยค้นเข้ามาถึงค่ายนั้น ณ แรม ๗ ค่ำให้ปิดค่ายเพลาเสด็จขึ้นพระตำหนักห้างทอดพระเนตรให้ค้นช้างออกมา จับได้ ๓๐ ช้าง ยังมิได้จับประมาณ ๓๐๐ เศษ ทรงพระกรุณาให้เปิดค่ายปล่อยไป ถึงแรม ๙ ค่ำ เสด็จไปนมัสการพระพุทธ-ไสยาสน์ ณ วัดพระนอนจักรศรี แรมอยู่เวนหนึ่ง จึ่งล่องมาตามแม่น้ำน้อย เสด็จขึ้นนมัสการพระพุทธไสยาสน์ ณ วัดขุนอินท์ประมูล ณ เดือน ๖ ปีกุน สัปตศก ฉลองวัดพระยาคำ อนึ่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคลประชวรพระโรค สำหรับบุรุษ กลายไปเป็นพระโรคคุดทะราด แต่ไม่ได้เสด็จเข้ามาเฝ้าถึง ๓ ปีเศษ วันหนึ่งมีพระบัณฑูรให้มาเอาตัวเจ้ากรม ปลัดกรม นายเวร ปลัดเวร กรมหมื่นจิตรสุนทร กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดีมาถามว่า เจ้ากรมเป็นแต่หมื่น จัดกันในกรมตั้งขึ้นเป็นขุนแล้ว ทำสูงกว่าศักดิ์ ให้ลงพระราชอาญาโบยหลังคนละ ๑๕ ที (บ้าง) ๒๐ ทีบ้าง เพลากลางคืนให้คนเข้ามาด้อมมองอยู่ประตูสระแก้ว กรมหมื่นสุนทรเทพเกรงจะทำร้าย เพลาค่ำเสด็จประทมอยู่ทิมข้างโรงเตียบ ต่อเพลากลางวันจึ่งจะเสด็จไปอยู่ ณ ตำหนักสระแก้วได้ ประมาณ ๙ - ๑๐ วัน กรมหมื่นสุนทรเทพทำ


๖๑๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เรื่องราวกราบทูลพระมหากรุณาเป็นการลับว่า กรมพระราชวังบวรสถานมงคลเสด็จเข้ามาทำชู้ด้วยเจ้าฟ้าสังวาล ถึงในพระราชวังหลวงเป็นหลายครั้ง พระเจ้าอยู่หัวให้ชำระกรมฝ่ายในเป็นสัตย์แล้ว จึ่งสั่งพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าธิดา เจ้าฟ้าสุริยวงศ์กราบทูลว่าเป็นอริกันอยู่จะไปเชิญเสด็จมิได้ เจ้าจอมจันทร์ มารดาพระเจ้าลูกเธอ พระองค์เจ้าแห จึ่งไปเชิญเสด็จกรมพระราชวังมา จะขึ้นฉนวนวังหน้า มหาดเล็กที่ล่วงมารับเสด็จนั้น กราบทูลว่าประตูเสาธงชัยปิด ก็หาเสด็จขึ้นไม่ ล่องลงไปประทับอยู่ที่ฉนวนน้ำประจำท่า ประตูฉนวนก็ปิด เรือพระที่นั่งล่องลงมาเสด็จขึ้นตะพานใต้ระหักน้ำ ทรงพระเสลี่ยงมาถึงศรีสำราญ ทอดพระเนตรเห็นคนนั่งอยู่ริมศาลาลูกขุนท้ายสระเป็นอันมาก จะให้กลับพระเสลี่ยง หลวงศรีภาวังทูลว่า ขอพระองค์เสด็จเข้าไปเฝ้าจึ่งจะชอบ ก็เสด็จเข้าไปอยู่ ณ ทิมดาบ จึ่งมีพระราชโองการสั่งมหาดเล็กให้ออกมาเชิญเสด็จไป ณ ตำหนัก ๒ ห้อง ข้างทิมสงฆ์ แล้วสั่งพระมหาเทพเจ้าให้จำ ๕ ประการ แล้วมีกระทู้ถาม กรมพระราชวังรับเป็นสัตย์ วันแรมค่ำหนึ่ง เดือน ๕ ให้เฆี่ยน ณ ริมตำหนัก ๒ ห้องได้ ๒๐ ที กรมหมื่นสุนทรเทพขึ้นไปกราบทูลว่า จุกนักจะให้แก้เสีย ทรงพระกรุณาให้ริบ ครั้นแรม ๒ ค่ำ เฆี่ยนอีกยกหนึ่ง ๒๐ ที แรม ๓ ค่ำ เฆี่ยนอีกยกหนึ่ง ๒๐ ที และให้นาบพระบาท


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๑๑ และให้ต่อว่ากรมพระราชวังว่า อ้ายปิ่นกลาโหมคบหากับมารดาเจ้ามิด เป็นแต่เมียข้า เฆี่ยนถึง ๗๐๐ จนตายกับคา นี้มาคบกับเมียเจ้าทั้งสององค์ แล้วก็เกิดพระราชบุตรด้วย ๓ องค์ ๔ องค์ ๗๐๐ จะแบ่งเป็น ๓ ส่วน ยกเสีย ๒ ส่วน จะให้เฆี่ยนส่วนหนึ่ง แต่ ๒๓๐ ที จะว่าประการใด กรมพระราชวังบวรสถานมงคลว่า จะขอรับพระราชอาญาตามจะทรงพระกรุณาโปรด กรมหมื่นเทพพิพิธเอาข้อความนั้นกราบทูล จึ่งตรัสถามว่า เฆี่ยนได้เท่าไร กรมหมื่นเทพพิพิธทูลว่า ได้ลงพระราชอาญา ๖๐ ทีแล้ว ทรงพระกรุณาตรัสสั่งว่า ให้เฆี่ยนคนละ ๓๐ ทีไปกว่าจะครบ ๒๓๐ ที แล้วให้ข้าทูลละอองธุลีพระบาทปรึกษาพร้อมกันว่า โทษถึงตายเป็นหลายข้อ ขอพระราชทานให้สำเร็จโทษด้วยท่อนจันทน์ตามประเพณี จึ่งทรงพระกรุณาตรัสขอชีวิตไว้ แต่ให้นาบพระนลาฏ เจ้าฟ้าสังวาลนั้นให้เฆี่ยนยกหนึ่ง ๓๐ ที อยู่ ๓ วัน ก็ถึงแก่พิราลัย กรมพระราชวังนั้นเฆี่ยนอีก ๔ ยกเป็น ๑๘๐ ที ก็ดับสูญสิ้นพระ-ชนม์ จึ่งให้นำเอาพระศพไปฝังไว้ ณ วัดไชยวัฒนารามทั้งสององค์ ครั้นเดือน ๕ แรม ๑๑ ค่ำ ปีชวด อัฐศก เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปฉลองพระนอนจักรศรี ๓ วัน แล้วกลับมายังกรุง เทพมหานคร ขณะนั้น พระยาราชวังเมืองออกไปตั้งเพนียดจับช้าง ณ ท่า โค แขวงเมืองนครชัยศรี จับได้ช้างเนียมช้างหนึ่ง สูง ๕ ศอก


๖๑๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม บอกเข้ามาให้กราบบังคมทูล จึ่งเสด็จพระราชดำเนินออกไปทอดพระเนตรถึงท่าโค ครั้นฝึกชำนาญแล้ว ให้นำมาไว้ ณ โรงในพระราชวัง ถึง ณ เดือน ๕ ปีฉลู นพศก กรมหมื่นเทพพิพิธปรึกษาด้วยเจ้าพระยาอภัยราชา พระยากลาโหม พระยาพระคลัง แล้วกราบทูลว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ กรมขุนพรพินิต จะขอพระราชทานให้เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ฝ่ายกรมขุนพรพินิตทำเรื่องราวถวายว่า พระเชษฐากรมขุนอนุรักษ์มนตรีมีอยู่ จะขอพระราชทานให้เป็นกรมพระราชวัง พระเจ้าอยู่หัวดำรัสว่า กรมขุนอนุรักษมนตรีนั้น เป็นวิสัยพระทัยปราศจากความเพียร ถ้าจะให้ดำรงฐานาศักดิ์อุปราช สำเร็จราชกิจกึ่งหนึ่ง ก็จะเกิดวิบัติฉิบหายเสีย เห็นแต่กรมขุนพรพินิต กอปรด้วยสติปัญญาเฉลียวฉลาด ควรจะดำรงเศวตฉัตรรักษาแผ่นดินได้ จึ่งพระราชทานฐานาศักดิ์เป็นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล อยู่วังจันทร์เกษม อันกรมพระราชวังองค์นี้ คือเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ เดิมเมื่อมีพระครรภ์นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระสุบินนิมิตว่า มีผู้เอาดอกมะเดื่อมาถวาย พระองค์จึ่งทรงทำนายว่า ดอกมะเดื่อเป็นของหายากในโลกนี้ เมื่อประสูติจึ่งประทานนามว่า เจ้าฟ้าอุทุมพรราชกุมาร ราษฎรเรียกเจ้าฟ้าดอกมะเดื่อ พระเจ้าอยู่หัวปรารถนา


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๑๓ จะให้ครองสมบัติสืบไป จึ่งตั้งไว้ในที่กรมพระราชวังบวรสถาน-มงคล ถึง ณ เดือน ๗ ปีฉลู นพศก กรมหมื่นจิตสุนทรกราบทูลว่า ช้างต้นบรมจักรพาฬนั้น งายาวออก ชำระจำเริญเข้าไปจวนจะถึงไส้งาอยู่แล้ว เกรงจะล้มเสีย ครั้นเดือน ๙ เสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปสมโภชพระพุทธบาท ประทับแรม ณ พระตำหนักท่าเจ้าสนุก ๓ เวน แล้วทรงพระวอขึ้นไปถึงตำหนักท้ายพิกุล รุ่งขึ้นเพลาเช้า ให้ทำเครื่องสด ผูกช้างต้นพระบรมจักรพาฬถวายพระพุทธบาท ปล่อยไปทางธารเกษม แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับยังกรุงเทพมหานคร อันสมเด็จพระบรมราชาธิราชเจ้าพระองค์นี้ พระองค์ทรงทศพิธราชธรรม มีพระชนม์ยืนนาน ได้เสวยราชย์มา ๒๐ ปี จนพระชนม์ได้ ๗๐ พรรษา * เมื่อกาลมาถึงพระองค์ ด้วยพระองค์เป็นธิบดีใหญ่ในสยามประเทศ ** จึ่งวิปริตนิมิตเหตุต่าง ๆ ณ วันแรม ๒ ค่ำ เดือน ๑๒ ปีฉลู นพศก กลางคืนลมว่าวพัดหนัก พระมหาธาตุซึ่งเป็นหลักอัครโพธิ *** โทรมลงทลาย ทั้ง

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ๗๑ พรรษา
    • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ในประเทศไทย
      • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ซึ่งเป็นหลักวัดโพธิ์


๖๑๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อากาศสำแดงร้ายอาเพท ประทุมเกศตกต้องมหาธนูลำพู่กัน หนึ่งดวงดาวก็เข้าในดวงจันทร์ ทั้งดาวหาง คลองช้างเผือก ประชาชนก็เย็นยะเยือกทั้งพระนคร ด้วยเทพยเจ้าสังหรณ์หากให้เห็น ด้วยพระองค์เป็นหลักชัยในกรุงพระมหานครศรีอยุธยา ครั้น ณ เดือน ๖ ขึ้น ๘ ค่ำ ปีขาล สัมฤทธิศก เพลา ๗ ทุ่ม ทรงพระประชวร ครั้น ณ เดือน ๖ แรม ๕ ค่ำ เพลาเช้า เสด็จทรงพระเสลี่ยงหิ้วมา เสด็จออกพระที่นั่งทรงปืน แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ เพลา ๕ โมงเศษ เสด็จมาบรรทม ณ พระที่นั่งทรงปืน ถึงเพลาเที่ยง ๕ บาทประทมตื่น จะเสด็จไปลงพระบังคน หลวงราชรักษา หลวงราโช พยุงให้เสด็จยืน พระวาตะปะทะ พระเนตรช้อนกลับขึ้น พระหัตถ์คว้าจับหลักชัยไม่ใคร่จะถูก หายพระทัยดังเสียงกรน ขณะนั้นกรมพระราชวังบวรสถานมงคล ให้ไปเชิญเสด็จกรมหลวงพิพิธมนตรี เจ้าฟ้าจันทวดี กรมขุนพิศาลเสนีไป ณ พระตำหนักสวนกระต่าย แล้วกรมหมื่นพิทักษ์ภูเบศร์ ให้เชิญเสด็จกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเข้ามาถึงพระที่นั่งทรงปืน แย้มฉากทอดพระเนตรอยู่สักประเดี๋ยวหนึ่ง แล้วเสด็จไปพระตำหนักสวนกระต่าย ครั้นเพลายามเศษ พระเจ้าอยู่หัวก็เสด็จสวรรคต เมื่อศักราช ๑๑๒๐ ปีขาล สัมฤทธิศก เดือน ๖ แรม ๕ ค่ำ วันพุธ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๑๕ เพลายามเศษ เสวยราชย์มาแต่พระชนม์ ๕๑ ปี อยู่ในราชสมบัติ ๒๑ ปี * เป็นพระชนม์ ๗๘ ปี ** สวรรคต กรมหมื่นเทพพิพิธ เชิญพระแสงดาบ กระบี่ ง้าว ข้างที่ออกมาส่งให้ขุนพิพิธรักษา ชาวที่ เอาไปถวาย ณ พระตำหนักสวนกระต่าย กรมหมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี เสด็จไปทางข้างใน เชิญเอาพระแสงบนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ไปตำหนักศาลาลวด ขณะนั้นกรมหมื่นเทพพิพิธ กรมหมื่นจิตรสุนทรตรัสสั่งพระยาพระคลัง พระยาอภัยมนตรีว่า ประตูพระราชวังให้ปิดตามธรรมเนียม พอกรมขุนอนุรักษ์มนตรีเสด็จมา ตรัสเรียกกรมหมื่นเทพพิพิธออกไป แล้วให้เชิญหีบพระแสง ณ โรงแสงไปสวนกระต่าย กรมหมื่นจิตรสุนทรเห็น ก็ตกพระทัย เสด็จขึ้นไปตำหนักศาลาลวด ครั้นเพลาจะใกล้พลบค่ำ มีพระบัณฑูรให้มหาดเล็กออกไปหาข้าทูลละอองธุลีพระบาทผู้ใหญ่ผู้น้อย ณ ศาลาลูกขุน เข้ามาเฝ้า ณ สวนกระต่าย และขุนอนุรักษภูธร *** เอาคน ณ ตำหนักสระแก้ว ข้ามกำแพงวัดศรีสรรเพชญ์ และกำแพงโรงรถเข้ามาบรรจบ ณ ตำหนักศาลาลวด ๑๐๐ เศษ ขุนพิพิธภักดี

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า อยู่ในราชสมบัติ ๒๖ ปี ซึ่งน่าจะถูก
    • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ๗๗ ปี
      • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ขุนอนุรักษ์ผู้ทรง


๖๑๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ข้าหลวงกรมหมื่นจิตรสุนทร พาคนไปกระทุ้งบานประตูโรงแสง ข้างหน้าเข้าไป เอาพระแสงมาถือเป็นอันมาก ณ วันแรม ๕ ค่ำเป็นวันพระ พระเทพมุนี พระพุทธ- โฆษาจารย์ พระธรรมอุดม พระธรรมเจดีย์ พระเทพกระวีเข้า มาเตรียมจะถวายพระธรรมเทศนาอยู่ ณ ทิมสงฆ์ ประมาณเพลา ทุ่มเศษ จึ่งมีพระบัณฑูรให้นิมนต์เข้ามา ณ ตำหนักสวนกระต่าย ตรัสอาราธนาให้ขึ้นไปว่ากล่าวแก่เจ้าสามกรม ให้ลงมาสมัคร สมานกันถึงสองกลับ ต่อเพลา ๓ ยามเศษ เจ้าสามกรมจึ่งมาเฝ้า ทำสัตย์ถวายทั้ง ๓ องค์ ครั้นเพลาเช้า จึ่งเสด็จมา ณ พระ (ที่นั่ง) ทรงปืน สรง พระบรมศพ แล้วเชิญเข้าพระโกศ ประดับไว้บนพระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์ ครั้นสรงพระบรมศพแล้ว เจ้าสามกรมก็กลับไปวัง คิด ตั้งซ่องสุมผู้คน ศัสตราวุธไว้ดังเก่า มีผู้นำคุยรหัสกราบทูลพระ เจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึ่งทรงดำริการด้วย สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้า กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ๆ ให้หา ๓ กุมาร เข้าไปเฝ้า คิดราชการ ณ ตำหนักตึก ณ วันแรม ๑๑ ค่ำ เพลาบ่าย กรมหมื่นจิตสุนทร กรม- หมื่นสุนทรเทพ กรมหมื่นเสพภักดี เสด็จขึ้นไปเฝ้ากรมขุนอนุรักษ์- มนตรี ณ พระตำหนักตึก ขณะนั้นวางคนไว้ ให้คุมเอากรมขุน สุนทรเทพไปลงสังขลิกไว้ ณ หอพระมนเทียรธรรม กุมเอากรม


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๑๗ (หมื่น)เสพภักดีไปพันธนาไว้ ณ พระคลังพิเศษ จับเอากรมหมื่น จิตรสุนทรไปจำไว้ ณ ตึกพระคลังศุภรัตน์* ครั้นแรม ๑๓ ค่ำ จึ่ง ให้ประหารด้วยท่อนจันทน์ ณ พระคลังพิเศษทั้ง ๓ องค์ ครั้นสิ้นเสี้ยนศัตรูแล้ว ก็เสด็จพระราชดำเนินไปถวาย ราชสมบัติแก่สมเด็จพระเชษฐาธิราชเจ้า กรมขุนอนุรักษ์มนตรี ๆ มิได้รับราชสมบัติ แล้วตรัสว่า สมเด็จพระราชบิดาสั่งไว้ให้พระ อนุชาเจ้าครองราชสมบัติสนองพระองค์สืบไปเถิด จะทำให้ผิดกับ รับสั่งหาควรไม่ กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ก็จำพระทัยครอง ราชสมบัติ ครั้น ณ เดือน ๗ ขึ้น ๖ ค่ำ จึ่งตั้งการพระราชพิธี ปราบดาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท กรมขุนอนุรักษ์- มนตรีเสด็จไปอยู่ ณ พระที่นั่งสุริยาสน์อัมรินทร์ ทรงพระกรุณา ตั้งกรมหลวงพิพิธมนตรีเป็นกรมพระเทพามาตย์ ครั้น ณ เดือน ๑๒ กรมพระเทพามาตย์เสด็จทิวงคต พระเจ้าอยู่หัวให้นำพระโกศเข้า มารับพระศพ จึ่งเชิญขึ้นประดับไว้ ณ พระที่นั่งบรรยงก์รัตนาสน์เป็น ๒ พระโกศ ครั้น ณ เดือน ๕ ขึ้น ๑๑ ค่ำ ลุศักราช ๑๑๒๑ ปีเถาะ

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า กุมเอากรมหมื่น เสพภักดีไปพันธนาการไว้ ณ คลังศุภรัตน์ จับเอากรมหมื่นจิตรสุนทรไป จำไว้ ณ คลังพิเศษ

๖๑๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เอกศก พระเจ้าอยู่หัวก็ถวายพระเพลิงสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง พระพันปีหลวง ตามประเวณีการพระบรมศพ ครั้งนั้นพระเจ้า อยู่หัวทั้งสองพระองค์ทำฉลองพระเดชพระคุณสมเด็จพระปิตุราชมาตุรงค์ ยิ่งกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก แล้วพระเจ้าอยู่หัวสั่งให้สร้าง วัด เรียกว่าวัดอุทุมพรอารามวัดหนึ่ง แล้วให้สร้างปฏิสังขรณ์ หลังคาพระมณฑปพระพุทธบาท หุ้มทอง ๒ ชั้น สิ้นทอง ๑๔๔ ชั่ง พระองค์ทรงฉลองถวายไทยทานแก่สงฆ์และยาจกวณิพกเป็นอันมากแล้วพระองค์ทรงว่าราชการงานกรุง ดูผิดและชอบตามเยี่ยงอย่างพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อนมา เวลาหนึ่งพระเจ้าอยู่หัวทรงพระดำริว่า เรานี้เป็นแต่อนุชา ยังหาควรแก่ราชสมบัติไม่ อันราชสมบัตินี้ให้พระเชษฐาธิราชเจ้า ครอบครองสนองพระองค์สมเด็จพระราชบิดาเจ้าจึ่งจะควร ทรงพระ (มนสิ) การแล้ว พระองค์ก็เสด็จไปถวายสมบัติแก่สมเด็จพระ เชษฐาธิราช แล้วพระองค์ก็เสด็จทรงเรือพระที่นั่งกิ่ง เป็นกระบวน พยุหยาตราไปทรงพระผนวช ณ วัดเดิม แล้วเสด็จไปอยู่ ณ วัด ประดู่ ขณะนั้น* กรมขุนอนุรักษ์มนตรีเสด็จราชาภิเษก ณ พระที่นั่งสรรเพชญ์ปราสาท ทรงพระนามว่าสมเด็จพระบรมราชา มหา-

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ขณะเมื่อลุ ศักราช ๑๑๒๑ ปีเถาะ เอกศกนั้น


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๑๙ กษัตราบวรสุจริต ทศพิธธรรมธเรศน์ เชษฐโลกานายกอุดม บรม- นาถบพิตรพระพุทธเจ้าอยู่หัว เสด็จผ่านพิภพกรุงเทพทวาราวดีศรี-อยุธยา ตามโบราณราชประเพณีสืบไป พระองค์นี้อัครราชชายา ๒ องค์* องค์พี่นางชื่อประพาฬสุริยวงค์ องค์ชายชื่อประไพกุมาร พระมเหสีองค์หนึ่งนั้น ก็มีพระราชบุตร ๒ องค์เหมือนกัน องค์ พี่นางชื่ออรุจาเทวี พระน้องยานั้นชื่อสุทัศนกุมารา พระองค์จึ่งตั้ง พระอัครราชชายาอีกองค์หนึ่ง ชื่อเจ้าแมงเม่า ร่วมวงศ์กันกับ พระองค์ ๆ มีพระราชบุตรี ด้วยเจ้าแมงเม่าองค์หนึ่ง ชื่อสิริจันทา- เทวี พระองค์ทรงพระเมตตาให้ยศฐานาศักดิ้เหมือนกัน** เหล่า พระสนมพวกนั้น หามีพระราชธิดากับพระองค์ไม่ ครั้นพระองค์เสวยราชย์ได้ประมาณ ๗ - ๘ วัน กรมหมื่น เทพพิพิธก็ทูลลาออก ทรงพระผนวชอยู่ ณ วัดกระโจม กรมหมื่น เทพพิพิธนี้ฝักฝ่ายฝากตัวอยู่ข้างวังหน้า กับวังหลวงหาสู้สนิทไม่ ครั้นวังหน้าออกผนวชก็ว้าเหว่พระทัย เจ้าพระยาอภัยราชา พระยาเพชรบุรี หมื่นทิพเสนา นายจุ้ย นายเพ็งจัน พากันออกไปคิด

  • เข้าใจว่าพระราชพงศาวดารฉบับนี้คงจะตกไปเพราะพระราชพงศาวดาร- กรุงศรีอยุธยาฉบับสมุดแห่งชาติมีใจความต่อไปว่า แต่ยังเป็นกรมมา ด้วยกัน พระองค์ตั้งไว้เป็นมเหสี มเหสีองค์หนึ่งนั้น มีพระราชบุตร ๒ องค์
    • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ให้ยศฐา- ศักดินาเสมอกัน

๖๒๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม การกบฏกับกรม (หมื่น) เทพพิพิธ ๆ รู้ระคาย ก็หนีไปจากวัด กระโจม ตามไปจับได้ ณ ป่านาเริ่งนอกด่าน แต่เจ้าพระยา อภัยราชา พระยาเพชรบุรี นายจุ้ย ๓ คนนี้ ให้ลงพระราชอาญา เฆี่ยนแล้วจำครบไว้ หมื่นทิพเสนา นายเพ็งจันหนี หาได้ตัวไม่ ขณะนั้นพอกำปั่นลูกค้าอังกฤษเข้ามา ณ กรุง จึ่งมีพระ ราชโองการฝากกรมหมื่นเทพพิพิธแก่นายกำปั่น ให้เอาไปปล่อย เสีย ณ เกาะลังกาทวีป สิ้นเสี้ยนศัตรูแล้ว พระองค์ก็ทำนุบำรุง พระศาสนา อาณาประชาราษฎรให้อยู่เย็นเป็นสุข และพระองค์สถาปนาพระอาราม พระราชทานนามวัดละมุดหนึ่ง วัดครุฑหนึ่ง ๒ วัด แล้วฉลองถวายไทยทานแก่สมณพราหมณา ยาจก วณิพก ถ้วนหน้า มีงานมหรสพครบ ๗ วัน แล้วเสด็จกลับพระราชวัง ฝ่ายกรุงอังวะนั้น อองเจยะ นายบ้านมุกโชโปถวัลยราชย์ ในเมื่อศักราช ๑๑๑๖ ปี ทรงพระนามมางลอง พระองค์มีราชบุตร ๖ องค์ ราชธิดา ๓ องค์ พระราชทานฐานาศักดิ์ตามผู้ใหญ่ผู้น้อย ให้มังลองไปผ่านเมืองดีเปะเยียง มังระผ่านเมืองปิดู มังโปผ่าน เมืองอันเมียง มังแวงผ่านเมืองปะดุง มังจุไปผ่านเมืองปะดาน โพเชียงกินเมืองแปงตะและ พระเจ้ามางลองเสวยราชย์มาได้ ๘ ปี ทราบเหตุว่ากรุง ศรีอยุธยาผลัดแผ่นดินใหม่ จึ่งทรงพระดำริหาเหตุซึ่งจะมาทำแก่ กรุง พอมีผู้นำความอันหนึ่งขึ้นทูลว่า กำปั่นฝรั่งข้างอังวะใช้

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๒๑ ใบ ลมซัดไปเข้าเมืองตะนาวศรีที่ถ้ำมริตบูรี นายกำปั่นชื่ออรัมณี ข้างกรุงศรีอยุธยาเอานายกำปั่นของเราไว้ พระเจ้ามางลองทราบ เหตุ ดีพระทัยนัก จึ่งดำรัสให้เกณฑ์พลสกรรจ์ลำเครื่อง ๙๐,๐๐๐ ช้าง ๒๐๐ ม้า ๑,๐๐๐ สำเร็จแล้วเสด็จดำเนินทัพออกจากกรุง อังวะ ทัพหน้าเข้าตีเมืองมะริด เมืองตะนาวศรี ๆ มีบอกเข้ามา กราบทูล สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบเหตุแล้ว กำชับให้คนเร็ว ม้าใช้รีบออกไปสืบราชการดู มากราบทูลว่า พม่ายกมาทางมะริด ๑ ทางท่ากระดาน ๑ ทางเชียงใหม่ ๑ ที่จริงนั้นพม่ายกมาแต่ข้าง มะริดทางเดียว พระเจ้าอยู่หัวไม่ทรงทราบแน่ ก็ตกพระทัย ด้วย มิได้มีวิจารณ์พระเชาวญาณ ก็พาลเขลาทรงเชื่อเอาทั้ง ๓ ทาง จึ่ง ดำรัสสั่งให้พระยาพิชัยสงคราม นามชื่อปลัดชู พระจุฬา หลวง ศรียศ หลวงราชพิมล ขุนศรีวรคัณฑ์ ๕ คน คุมพล ๕,๐๐๐ ออกไปต้านทานข้างมะริดก่อน แล้วเกณฑ์พระยาราชสงคราม พระยาไชยา พระยามหาเสนา พระยาเพชรพิชัย พระยาสมบัติ- ธิบาล พระยาตะนาว พระยาพัทลุง หลวงกระ ๘ คนนี้คุมพล คนละ ๑,๐๐๐ แล้วให้พระยาอภัยราชาถืออาชญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพ ยกไปรับทางเชียงใหม่ แล้วเกณฑ์ทิพเสนา ราชามาตย์ ทิพรักษา ราชาบาล วิสูตโยธามาตย์ ราชโยธาเทพ หลวงศักดิ์ หลวงสิทธิ หลวงฤทธิ หลวงเดช ๑๐ คน คุมพลคนละ ๑,๐๐๐ ให้พระยา


๖๒๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อภัยมนตรีเป็นแม่ทัพใหญ่ ยกไปจุกไว้ทางท่ากระดาน ครั้นทรง ทราบว่าทางมะริดพม่ายกมามาก ก็ให้พระยายมราชเป็นแม่ทัพ หน้า คุมพล ๒๐,๐๐๐ ให้พระยาธรมาถืออาชญาสิทธิ์เป็นแม่ทัพ พลทหาร ๓,๐๐๐ ยกเพิ่มเติมไปตั้ง ณ เมืองกุยบุรี พม่ายกขึ้นมา ตีทัพพระยายมราช ณ แก่งตุ่มแตก แล้วยกแยกไปตีกองปลัดชู ซึ่งตั้งอยู่ตำบลอ่าวขาวริมทะเล* จึ่งแบ่งไพร่ ๕๐๐ ไปช่วยกอง ปลัดชู รบกันอยู่ประมาณกึ่งวัน กองปลัดชูก็แตกพ่ายมา พระเจ้าอังวะก็ดำเนินทัพเข้ามา ณ แขวงเมืองกุยบุรี เมือง ปรานบุรี ขณะนั้นกองสอดแนมพม่าจับไทยชาวบ้านบ่อ ๓ คนเข้า ไปถวายพระเจ้าอังวะ ทูลว่าบังอาจออกด้อมมองดูกองทัพ พระเจ้า อังวะจึ่งมีกระทู้ถามว่า เอ็งเป็นแต่ชาวที่คนชนบทบ้านป่า เมื่อ ข้าศึก(มา) องอาจมิได้เกรงพระราชอาญา ออกด้อมมองสืบกอง ทัพกูผู้เป็นกษัตริย์ ใครใช้สอยจงว่าแต่ตามจริง ชายผู้หนึ่งจึ่ง กราบทูลว่า พระอาญาเป็นล้นเกล้า ซึ่งจะไม่เกรงพระเดชเดชา และมีผู้ใช้สอยมาสืบทัพสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวหามิได้ ซึ่งอาจ หาญมิได้กลัวความตายมาทั้งนี้ ด้วยปู่ย่าตายายสั่งกำหนดไว้ว่า ถึงลุศักราช ๑๑๒๒ ปีมะโรง โทศก จะมีพระมหากษัตราธิราชเจ้า ผู้กอปรด้วยพระกฤษฎานุภาพได้ปราบดาภิเษกในเศวตฉัตร เป็น

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติ มีข้อความต่อไปว่า พระ ยาธรรมาจะยกไปช่วยพระยายมราชก็ไม่ทัน


๖๒๓ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม บรมขัตติยามหาพิเศษ ในกรุงพุกามประเทศทิศอัสดง จะเสด็จ ดำเนินพยุหจัตุรงค์มาทางนี้ ปราบอรินทรราชไพรินทรราชไพรี กุลียุค ทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนา ประชาราษฎร์ไม่เลือกหน้าข้าพเจ้าเกิดมาไม่เคยเห็น จึ่งกล้าชวนกันมาแอบเร้นคอยชมบรม โพธิสมภารเจ้า จึ่งสมคำผู้ใหญ่เล่าสืบ ๆ มา แล้วแต่จะโปรด พระเจ้าอังวะได้ทรงฟัง *ก็มีพระทัยยินดี จึ่งดำรัสให้พระราชทาน ตราภูมิคุ้มห้ามแก่ชายทั้งสาม และพวกพ้องให้ ทำมาหากินตาม ภูมิลำเนา พระเจ้าอังวะจึ่งดำเนินทัพหลวงเมืองกุยบุรี เมืองปราน บุรี และตีเมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรีได้เป็นลำดับมา ขณะนั้นสมเด็จพระอนุชาธิราชลาพระผนวชออกว่าราช- การแผ่นดิน ให้ถอดเจ้าพระยาอภัยราชา พระยายมราช พระยา เพชรบุรีออกจากสังขลิก แล้วดำรัสให้เกณฑ์พลทหารขึ้นรักษา หน้าที่เชิงเทินรอบพระนคร กำแพงตามหน้าพระราชวังนั้น ให้ รื้อเสีย เอาไม้ขอนสักปักปิดประตูน้ำ ประตูบกทั้งรอบกรุง ออกตั้ง ค่าย ณ บ้านตาลาน อนึ่งใหพันธนาพระยาราชมนตรี จมื่นศรี- สรรักษ์ แล้วให้มีกระทู้ถามว่า เข้าไปคบหาทำชู้ด้วยข้างใน ครั้น

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า พระเจ้าอังวะได้ ทรงฟังดังนั้น


๖๒๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เป็นสัตย์แล้วให้ลงพระราชอาญาคนละยก จำคงไว้ ๓ วัน พระยา ราชมนตรีตาย ให้เอาไปเสียบไว้ ณ ประตูชัย ฝ่ายทัพหน้าพม่ายกมาตีค่าย ซึ่งตั้งอยู่ตาลานนั้นแตกพ่าย เข้ามา พระยากลาโหมขึ้นช้างหนีมาถึงทุ่งวัดนนทรี พม่าควบม้า ไล่ตามมาทัน แทงพระยากลาโหมตาย พระยายมราชนั้นต้องหอก ซัดเป็นหลายแห่ง หนีเข้ามาได้ อยู่ประมาณ ๙ วัน ๑๐ วันจึ่งตาย พระยาราชวังสันนั้นยิงปืนแย้งเอาพระยารัตนาธิเบศร์ ครั้นแตก หนีเข้ามาถึงแล้วหาเฝ้าไม่ เป็นพวกปิ่นราชมนตรี ให้ไปสืบได้ ตัวมา ลงพระราชอาญาเฆี่ยนยกหนึ่ง แล้วให้พันธนาไว้ ประมาณ ๘ วันก็ตาย จึ่งเอาไปเสียบไว้ประตูชัย ฝ่ายพระเจ้าอังวะดำเนินทัพเข้ามาตั้ง ณ ทุ่งบางกุ่ม บ้านกระเดื่อง กองหน้าตั้ง ณ โพธิ์สามต้น จึ่งหลวงอภัยพิพัฒน์ จัดจีน นายก่าย ๒,๐๐๐ ยกออกไปจะตั้งค่าย พม่าข้ามแม่น้ำโพธิ์สามต้น มาตี กองทัพจีนก็แตกลงน้ำ พม่าเห็นได้ทีก็ไล่ติดตามฆ่าฟันมา ถึงปากวัดทะเลหญ้า กองหมื่นทิพเสนาตั้งอยู่ที่นั้น แลเห็นก็พลอย แตกข้ามน้ำมาด้วย เสียผู้คนเป็นอันมาก พม่าก็ยกกองทัพตามเข้า มาตั้งค่าย ณ เพนียดและวัดพระเจดีย์แดง ครั้น ณ เดือน ๕ แรม ๘ ค่ำ ปีมะโรง โทศก พม่ายกไปตีท้ายคู่ทั้งสองฟาก บรรดาครอบครัวชายหญิงซึ่งอยู่บกนั้น พม่าจับได้มัดผูก ฆ่าฟันตาย เป็นกอง ๆ ที่อยู่อัดแอกันทั้งแม่น้ำ พม่าลงเรือได้ไล่ฆ่าฟันตายเป็น พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๒๕ อันมาก แล้วเผากำปั่นวิลันดาและเรือใหญ่น้อยเสีย อาศพลอย เต็มทั้งแม่น้ำ จะกินมิได้ ครั้น ณ เดือน ๕ แรม ๑๔ ค่ำ พม่าเอาปืนใหญ่มาตั้ง ณ วัดราชพลี วัดกระษัตรา ยิงเข้ามาในกรุง พระเจ้าอยู่หัวเสด็จ ทรงช้างต้นพลายแสนพลพ่าย ไปทอดพระเนตรกำชับหน้าที่ ณ วัดสวนหลวงศพสวรรค์ และป้อมมหาชัย ครั้นเพลาเย็น พม่าเลิกข้ามฟากไปข้างวัดภูเขาทอง ถึง เพลาเช้า ขึ้นค่ำหนึ่ง เดือน ๖ พม่าเอาปืนใหญ่เข้ามาตั้ง ณ วัดหน้าพระเมรุ จังก้ายิงระดมเอาพระราชวังและ(พระ) ที่นั่งสุริยาส อมรินทร์ทั้งกลางวันกลางคืน พอพระเจ้าอังวะทรงประชวรลง จึ่งให้ถอยทัพไปทางเมืองเหนือ แต่ ณ เดือน ๕ ขึ้น ๒ ค่ำ* ปีมะโรง โทศก ถึงตำบลตะเมาะโลกนอกด่านระแหงเป็นระหว่าง มัชฌิมวิถี ก็สวรรคต เสวยราชสมบัติได้ ๘ ปี ฝ่ายพระเจ้าอยู่หัวให้พระยายมราช พระศรีราชเดโช ไปตามกองทัพพม่าจนพ้นด่านระแหงแล้วก็กลับมา ฝ่ายข้างมุขมนตรีกรุงอังวะ ก็อัญเชิญพระศพไปยังกรุงพุกามประเทศราชธานี แล้ว ก็พร้อมกันอัญเชิญมังลองราชโอรสขึ้นดำรงอาณาจักร รักษาราช-ประเพณีโดยขัตติยจารีตพระมหากษัตราธิราชเจ้าแต่ก่อน ฝ่าย

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ณ เดือน ๖ ขึ้น ๒ ค่ำ

๖๒๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กรุงเทพมหานครนั้น ให้ขุดได้ปืนกระสุน ๓ นิ้ว ๔ นิ้ว ณ ที่ค่าย หลวงพระเจ้าอังวะนั้น ๔๐ บอก แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นเฝ้า สมเด็จพระเชษฐาธิราช ณ พระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์เนืองๆ ครั้น ณ เดือน ๘ ข้างขึ้น ก็เสด็จพระราชดำเนินออกไป ณ วัดโพธิ์ ทองคำหยาด ทรงพระผนวชแล้วกลับเข้ามา ณ วัดประดู่ ขณะนั้น ให้รื้อพระที่นั่งสุริยาสอมรินทร์ลงทำใหม่ ๑๐ เดือนจึ่งสำเร็จ ครั้นอยู่มาพระยาระยา เจ้าเมืองไทร ได้ช้างเล็บครบ เท้าตัวหนึ่งเข้ามาถวาย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวดีพระทัย พระราช ทานบำเหน็จรางวัล แล้วขนานนามบรมฉัททันต์มหันตพงศามงกุฎกุญชร ยังมีเนียมตัวหนึ่งเข้าเพนียด ณ กรุง เสด็จไปทรงจับได้ พระราช (ทาน) นาม (พระ) บรมช้าง ยังมีนายกำปั่นชื่ออะลังกะปูนี นำเอาสิงโตตัวหนึ่งกับนกกระจอกเทศตัวหนึ่ง เข้ามาถวายแก่สมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัว ๆ มีพระทัยยินดี โปรดพระราชทานบำเหน็จรางวัลแก่อะลังกะปูนี ผู้มีใจสามิภักดิ์ อนึ่งแต่ครั้งมางลองตีได้เมืองหงสาวดีนั้น มอญชาวเมือง เมาะตะมะอพยพหนีเข้าอยู่ ณ เมืองทวายประมาณ ๑,๐๐๐ เศษ ทรงพระกรุณาให้รับเข้ามาไว้ ณ กรุง ถึง ณ เดือนอ้าย ปีมะโรง โทศก มอญไปซุ่ม* กันอยู่ ณ เขานางบวช คิดขบถขึ้น ยกเข้า

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า มอญไปประชุม กันอยู่

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๒๗ ตีเอาเมืองนครนายก พระเจ้าแผ่นดินดำรัสให้พระศรีราชเดโชเป็น แม่ทัพ พล ๒,๐๐๐ ยกออกไป ฝ่ายมอญหาอาวุธมิได้ เสี้ยมแต่ ไม้ตะบองขว้างทัพพระศรีราชเดโชแตกเข้ามา จึ่งให้พระยายมราช เป็นแม่ทัพ พลทหาร ๒,๐๐๐ พระยาเพชรบุรีเป็นทัพหน้า พลทหาร ๑,๐๐๐ ยกไปตีมอญใหม่แตกหนีไปทางหล่มสัก ตั้งอยู่เหล่าตะกด แร่ ครั้น ณ ปีมะเส็ง ตรีศก พระเจ้าอังวะให้มองหม่อง ราชบุตร อันผ่านเมืองพองคานั้น ยกไปตีเมืองเชียงใหม่ ข้าง เจ้าเมืองลำพูนนั้น พาอพยพเข้ามาพึ่งพระราชสมภาร ณ กรุงศรี- อยุธยาด่านเมืองพิชัย ฝ่ายเมืองเชียงใหม่ให้มีศุภอักษรมาว่า จะขอเอาพระเดชเดชานุภาพ พระบาทสมเด็จบรมบพิตรพระพุทธ- เจ้าอยู่หัว ณ กรุงเทพมหานครเป็นที่พึ่ง ขอกองทัพไปช่วย พระเจ้าอยู่หัวให้เกณฑ์ทัพหัวเมืองฝ่ายเหนือ พระยาพิษณุโลกเป็นแม่ ทัพ พลทหาร ๕,๐๐๐ ยกไปถึงตำบลบ้านระแหง จึ่งได้ข่าวว่า เมืองเชียงใหม่เสียแก่พม่าแล้ว และกองทัพพม่านั้นค้างฤดูอยู่เมืองเชียงใหม่ ฝ่ายข้างพระเจ้าอังวะทรงพระ (ประ) ชวรลง ก็ถึงพิราลัย ไปสู่ปรโลก ในศักรราช ๑๑๒๗ ปี เสด็จดำรงแผ่นดินอยู่ ๒ ปี จึ่งพระอนุชธิราชซึ่งทรงพระนามมองระนั้น เสด็จขึ้นเถลิงถวัลย-


๖๒๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ราชราชัยศวรรยา ณ กรุงรัตนบุระอังวะ สืบสันตติสุริยวงศ์ ดำรง ราชประเพณีสืบไป ฝ่ายหุยตองจารู้ว่ากรุงอังวะผลัดแผ่นใหม่ ก็คบคิดชาว เมืองทวาย ไล่ฆ่าฟันพม่าซึ่งอยู่รักษาเมืองเสียสิ้น หุยตองจาก็ได้ เป็นใหญ่ จึ่งแต่งเครื่องมงคลราชบรรณาการ มีดอกไม้ทองเงิน เป็นต้นส่งเข้ามา ณ กรุง ครั้น ณ เดือน ๘ ปีมะเมีย จัตวาศก น้ำเหนือหลากมา แดงเหมือนน้ำดินแดง อยู่ ๓ วันหายไปเป็นปรกติ ฝ่ายกรมหมื่น เทพพิพิธซึ่งให้ส่งออกไปเสีย ณ เกาะลังกาทวีปนั้น ไปเที่ยวอยู่ ณ เมืองแขก เมืองพราหมณ์ รู้กิตติศัพท์เล่าไปว่ากรุงศรีอยุธยาเสีย แก่มางลองแล้ว จึ่งเดินสาร* กำปั่นลูกค้าเมืองเทศเข้ามา ณ เมือง มะริดพระเจ้าอยู่หัวให้รับไว้ ณ เมืองตะนาวศรีแล้วแต่งข้าหลวงไป กำกับครั้นถึงปีวอก ฉศกเดือน ๘ น้ำเหนือหลากมาอีก แดงเหมือนน้ำดินแดงจาง อยู่ ๒ วันหายเป็นปรกติไป ครั้น ณ เดือนอ้ายเสด็จนมัสการพระฉาย แรมอยู่ ๓ เวร แล้วเสด็จกลับลงมาสมโภชพระพุทธบาท ๗ วัน จึ่งดำเนินกลับยังกรุงเทพมหานคร อนึ่งดำรัสให้พระวิสูตโยธามาตย์ ฟั่นเชือกน้ำมัน ทำรอกไว้ให้มาก ถ้ามีการศึกมา จะเอาไม้ตั้งขาหยั่งบนป้อมและ เชิงเทิน แล้วจะเอารอกติดเอาปืนกระสุน ๓ นิ้ว ๔ นิ้ว ชักขึ้นไป ให้สูง แล้วจะล่ามชนวนยิง มิให้ข้าศึกเข้ามาใกล้

  • ต้นฉบับเขียนว่าอย่างนี้ จึงมิได้แก้เป็นโดยสาร

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๒๙ ครั้น ณ เดือน ๓ ปีวอก ฉศก พระเจ้าอังวะดำรัสให้ มังมหานรธา ๑ มคราโบ ๑ มังยีเจสู๑ สดูกามนี ๑ แยงตะยุ ๑ ยกกองทัพเข้ามาตีเมืองทวาย เมืองตะนาวศรีบอกข้อราชการเข้ามา กราบทูลว่า พม่ายกมาติดเมืองทวาย และหุยตองจา เจ้าเมืองทวาย นั้น ก็หนีเข้ามา ณ เมืองตะนาวศรี ครั้นพม่าตีเมืองมะริด เมือง ตะนาวศรี ตกแล้ว หุยตองจาหนีเข้ามาทางเมืองชุมพร พม่าก็ยก ติดตามเข้ามาเผาเมืองชุมพรเสีย แล้วยกไปเมืองทวาย และหุย ตองจานั้นทรงพระกรุณาส่งไปไว้ ณ เมืองชลบุรี แต่กรมหมื่น เทพพิพิธนั้น ส่งไปเมืองจันทบูร แล้วดำรัสให้พระพิเรนทรเทพ เป็นแม่ทัพ ออกไปตั้งอยู่กาญจนบุรี ครั้น ณ เดือน ๗ มังมหานรธาให้แยงตะยุกลับขึ้นไปแจ้งราชการ ณ กรุงอังวะ แล้วจึ่ง ปรึกษากันว่า เรามาตีเมืองทวายได้ บัดนี้หามีผู้ใดจะต้านต่อฝีมือทแกล้วทหารเราไม่ ควรเราจะยกไปชิงเอาซึ่งเศวตฉัตร ณ กรุงเทพมหานคร เป็นความชอบถวายพระเจ้าอังวะ เห็นจะได้ โดยสะดวก ครั้นปรึกษาพร้อมกันแล้ว ก็ดำเนินพลพยุหโยธาทัพ สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธทั้งปวง เข้ามาตีเมืองเพชรบุรี เมือง ราชบุรี เมืองกาญจนบุรี สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงทราบก็ตกพระ ทัย ให้ชุมนุมหมู่มนตรีปรึกษาเห็นพร้อมกัน จึ่งมีตราออกไปให้เจ้าพระยานครศรีธรรมราช เร่งยกออกไปปิดทางข้างเมืองมะริดไว้

๖๓๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม แล้วให้เจ้าพระยาจักรีเป็นแม่ทัพใหญ่ ถือพล ๑๕,๐๐๐ ยกออกไป ตั้งรับที่เมืองราชบุรีทัพ ๑ เพชรบุรีทัพ ๑ แก่งตั้งทัพ ๑ พระยา กลาโหมคุมคน ๗,๐๐๐ ยกไปตั้งรับทางท่ากระดาน ๆ นี้พม่าหาได้ ยกมาไม่ ให้พระยามหาเสนาคุมพล ๑๒,๐๐๐ ยกไปตั้งรับนคร สวรรค์ พระยาอำมาตย์ (คุม) พล ๑๕,๐๐๐ ยกไปตั้งรับไว้ชัยนาท ฝ่ายกองทัพพม่าก็ยกตีดาเข้ามาทุกทาง ฝ่ายทัพไทยข้างราชบุรี ก็รบพุ่งต้านทานรับอยู่หลายวัน เห็นเหลือกำลังแล้ว เพลาวันหนึ่งจึ่งคิดกันเอาสุรากรอกช้างและ คนรับประทานเหลือกำลัง ก็รบพุ่งฟั่นเฟือนสวนแส* พม่าก็ตีได้ เมืองกาญจนบุรี เมืองราชบุรี เมืองเพชรบุรี ได้แล้ว ยกมา บรรจบกัน ณ บ้านลูกแก ขณะนั้นเรือลูกค้ามาค้างอยู่เป็นอันมาก พม่าลงไล่ฆ่าฟันตายในน้ำและบก จับเป็นไปเป็นอันมาก แล้ว พม่ายกมาตั้งค่ายอยู่ ณ ตอกระออมและดงรังหนองขาว ครั้นทรงทราบเหตุ ก็มีตราคาดโทษแม่ทัพแม่กองไปทุก ทาง แล้วสั่งให้กิตติศัพท์รู้ไปถึงพม่าว่าเป็นอุบาย แกล้งรบพุ่งเสีย ที ให้พม่าถลำมาแล้ว จึ่งจะฆ่าเสียทีเดียว จึ่งให้เกณฑ์ทัพหัวเมือง ปากใต้ไปตั้งรับ ณ (บาง) บำรุ ทัพเรือตั้งอยู่ ณ บางกุ้ง แล้วให้ เกณฑ์ทัพเมืองพิษณุโลกมาตั้งอยู่ ณ วัดภูเขาทอง ทัพเมืองนคร ราชสีมา ตั้ง ณ วัดพระเจดีย์แดง แล้วให้พระยาธรมาคุมกองทัพ

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ซวนเซ

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๓๑ นครราชสีมาลงมารักษาเมืองธนบุรี อนึ่ง พระยาพิษณุโลกให้ พระยาพลเทพกราบทูลพระกรุณา ลากลับขึ้นไปปลงศพมารดา ให้หลวงโกษามหาดไทย หลวงเทพเสนา คุมกองทัพอยู่ ณ วัดภูเขา- ทองแทน โปสุพลาพม่ายกมาแต่เมืองเชียงใหม่ ตีเข้าทางด่านเมือง สวรรคโลก มาตั้งค่าย ณ เมืองสุโขทัย พระยาพิษณุโลกยกพล ทหารไปช่วยล้อมพม่า ณ เมืองสุโขทัย ขณะนั้น เจ้าฟ้าจิตรต้องโทษติดเวรจำอยู่ในพระราชวัง หลวงโกษาคิดอ่านให้หนีออก ณ วัดภูเขาทอง แล้วก็พาเลิกทัพไป ทรงพระกรุณาแต่งข้าหลวงไปตามเป็นหลายนาย หาทันไม่ เจ้าฟ้า จิตรไปถึงเมืองพิษณุโลก เข้าเก็บเอาทรัพย์เงินทองของพระยา พิษณุโลกสิ้น ภรรยาพระยาพิษณุโลกหนีลงเรือเล็ดลอดล่องลงมา ฝ่ายพระยาพิษณุโลกรู้ ก็เลิกทัพลงมาซุ่มอยู่หลังเมือง พิจิตร ซ่องสุมผู้คนได้มากแล้ว ก็ยกขึ้นไปตั้งค่ายท้ายเมืองพิษณุ- โลก รบกับพรรคพวกเจ้าฟ้าจิตรหลายเพลา เจ้าฟ้าจิตรจึ่งแตกหนี ออกจากเมือง ตามจับได้ใส่กรงลงมาถึงท้ายทุ่งสากเหล็ก ฝ่ายผู้คุม รู้ว่าพม่าตั้งอยู่บ้านกูบ ก็พาเจ้าฟ้าจิตรกลับขึ้นไป ณ เมืองพิจิตร พระยาพิษณุโลกจึ่งให้ลงมารับเจ้าฟ้าจิตรขึ้นไปถ่วงน้ำเสีย ณ เมืองพิษณุโลก ขณะนั้นเมืองลำพูนซึ่งให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ ณ บางลางและ ลาว* วงศ์วานนั้น พาอพยพหนีไปทางตะวันออกสิ้น ครั้น ณ

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า เหล่าวงศ์วาน

๖๓๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เดือน ๑๐ พม่ายกทัพเรือลงมาตีค่าย (บาง) บำรุแตก แล้วยกมาตี เมืองนนทบุรีได้ ตั้งพักพลอยู่ ๓ วัน จึ่งเลิกทัพถอยไปอยู่ ณ ตอกระออม ขณะนั้นกำปั่นอังกฤษลูกค้า บรรทุกผ้าสุรัดเข้ามาจำหน่าย ณ กรุง โกษาธิบดีให้ล่ามถามแก่นายกำปั่นว่า ถ้าพม่าจะเข้ามา รบเอาเมืองธนบุรี นายกำปั่นจะช่วยหรือจะไปเสีย นายกำปั่นว่า จะอยู่ช่วย แต่ขอให้ถ่ายมัดผ้าขึ้นให้กำปั่นเบาก่อน ครั้นถ่ายมัดผ้า ขึ้นแล้ว กำปั่นก็ทอดอยู่ ณ บางกอกใหญ่ ครั้นเดือนยี่ พม่าค่าย ตอกระออมยกเข้ามาตีเอาเมืองธนบุรีอีก เอาปืนใหญ่ขึ้นตั้งบนป้อม วิไชยเยนทร์ ยิงโต้ตอบกับกำปั่นจนเพลาค่ำ กำปั่นจึงถอนสมอ ลอยหนีขึ้นไปตามน้ำอยู่เหนือเมืองนนท์ ฝ่ายทัพพระยายมราชซึ่งตั้งอยู่ ณ เมืองนนท์นั้น ก็เลิก หนีขึ้นไปเสีย พม่าตั้ง(อยู่) เมืองธนบุรีแล้ว จึ่งแบ่งกันขึ้นมาตั้ง ค่าย ณ วัดเขมา ตำบลตลาดแก้วทั้งสองฟาก ครั้นเพลากลางคืน นายกำปั่นจึ่งขอเรือกราบมาชักสลุบล่องลงไป ไม่ให้มีปากเสียง ครั้นตรงค่ายพม่า ณ วัดเขมาแล้ว ก็จุดปืนรายแคมพร้อมกันทั้ง สองข้าง ฝ่ายพม่าต้องปืนล้มตายเจ็บลำบาก แตกวิ่งออกจากค่าย ครั้นนำขึ้นเพลาเช้า สลุบถอยมาหากำปั่น ซึ่ง ทอด อยู่ ณ ตลาดขวัญ ฝ่ายพม่าก็ยกเข้าค่ายเมืองนนทบุรี


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๓๓ ครั้นเพลาค่ำชักสลุบล่องลงไป จุดปืนรายแคมยิงค่ายเมือง นนท์ ฝ่ายพม่าหนีออกไปแอบอยู่นอกค่าย อังกฤษและไทยลง กำปั่นเข้าไปเก็บของอยู่ในค่าย พม่าจึงกลับเข้ามาไล่คนในค่ายแตก ตัดศรีษะล้าต้าอังกฤษได้ เสียบไว้หน้าค่าย นายกำปั่นจึงขอปืน กระสุน ๑๐ นิ้ว ๑๐ บอก จะลงไปตีค่ายพม่า แล้วจะขอเรือ รบ ๑๐ ลำ ครั้นเพลาบ่ายกำปั่นล่องลงไปถึงเมืองธน แล้งจึ่งทอด สมออยู่ ขณะนั้นไทยซึ่งเอาเรือน้อยลงมาเก็บผลไม้หมากพลู ณ สวน อังกฤษจับขึ้นไปบนกำปั่นมากกว่า ๑๐๐ ก็ใช้ใบหนีไป ครั้น เพลาค่ำไทยหนีขึ้นมาได้ ๒ คน จึ่งรู้เนื้อความ ฝ่ายพม่าก็ยกขึ้นไปตั้ง ณ บางไทรและสีกุก ขณะนั้นพระอาจารย์วัดเขานางบวช มาอยู่ ณ วัดบ้าน ระจัน* ชาวบ้านแขวงเมืองวิเศษไชยชาญ เมืองสุพรรณบุรี เมืองสิงหบุรี เมืองสรรคบุรี อพยพเข้าไปพึ่งพระอาจารย์อยู่เป็นอัน มาก ฝ่ายพม่าขึ้นไปเกลี้ยกล่อม ชาวค่ายบางระจันแต่งกันลงมา ฆ่าพม่าเสียกลางทางเป็นอันมาก พม่าจึ่งแบ่งกันทุกค่ายยกขึ้นไปจะ รบ ฝ่ายชาวค่ายบ้านระจันยกออกตั้งอยู่นอกค่าย ไล่ตะลุมบอน แทงฟันพม่าล้มตายเป็นอันมาก ข้างเสนาบดีผู้น้อย ยกออกไปจะ ตีค่ายพม่าซึ่งตั้งอยู่ ณ วัดป่าฝ้าย ปากน้ำประสบ ให้สานสีชุกแบกไป ถ้าจะตั้งที่ใด จะเอาสีชุกตั้งเรียงให้ชิดกัน แล้วจะขุดดินใส่บังเป็น

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า วัดบางระจัน

๖๓๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ค่าย และคนไปวันนั้นมากเต็มทุ่ง เสนาบดีให้หยุดแคร่ที่ใด ก็หยุดพร้อม ๆ กัน รั้งรอไป ครั้นเห็นพม่าวัดป่าฝ้าย ขี่ม้าข้ามน้ำไปหาค่ายใหญ่ฟาก ตะวันตกเป็นหลายม้า จึ่งขับคนเข้าตี พม่าในค่ายยิงปืนออกมาถูก ล้มลง ๕ - ๖ คน คนทั้งนั้นก็ถอยมาสิ้น ครั้นเพลาเย็นก็เลิกทัพ กลับมาประมาณ ๒ - ๓ วัน พม่ายกไปตีค่ายบ้านระจันอีก ทำ การกวดขันขึ้นกว่าเก่า ชาวค่ายบ้านระจันให้เข้ามาขอปืนใหญ่ ๒ เอาปืนเข้ามารบกรุง จะให้นั้นมิบังควร ครั้นรุ่งขึ้นพม่ายกไปตั้ง ค่าย ณ บ้านขุนโลก นายจันเขียว* คุมพรรคพวกออกมาตี ฆ่า พม่าเสียประมาณ ๕๐๐ ** ตัวก็ต้องปืนตาย ฝ่ายข้างในกรุงยกไปตีค่ายปากน้ำประสบอีก พม่าให้ยก หาบคอนออกหลังค่าย ทำทีจะหนี พวกอาทมาตชวนกันวิ่งเข้า ใกล้ค่ายพม่า ๆ เอาม้าไล่โอบหลัง ก็ถอยลงมาโพธิ์สามต้น จมื่น ศรีสรรักษ์ จมื่นเสมอใจราช ขี่ม้าลงข้ามน้ำหนีมาฟากตะวันออก แต่พวกพระยาตากรบรออยู่ คอยข้ามมาต่อภายหลัง อนึ่งพระยา

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า นายจันหนวด เขี้ยว
    • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับห้องสมุดแห่งชาติว่า ออกมาตีค่าย พม่าเสียประมาณ ๕๐๐ ตัวก็ต้องปืนตาย ควรจะเป็นฆ่าพม่าเสียประมาณ ๕๐๐ ดังที่กล่าวในพระราชพงศาวดารฉบับนี้ จะถูกกว่า

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๓๕ รัตนาธิเบศออกไป (เรี่ย) ไรทอง หล่อปืนใหญ่ขึ้น ณ บ้านระจัน ๒ บอก ครั้นพม่ายกไปตีอีก ค่ายบ้านระจันก็แตก (คน) ล้มตาย เป็นอันมาก ขณะนั้น กรมหมื่นเทพพิพิธเข้ามาอยู่ ณ เมืองปราจีนบุรี อพยพราษฎรเข้ามาอยู่ด้วยเป็นหลายหมื่น พม่าจึ่งยกทัพเรือออก ไปตีเมืองปราจีนแตก กรมหมื่นเทพพิพิธ (พระยา) รัตนาธิเบศหนี ขึ้นไปอยู่เมืองนครราชสีมา ขณะนั้นโปแมง แม่ทัพสีกุก ป่วยเป็นไข้ตาย โปสุพลา แม่ทัพประสบ เป็นใหญ่สิทธิ์ขาดอยู่แต่ผู้เดียว ยกเข้ามาตั้งค่าย ณ บ้านป้อม วัดการ้อง และก่อป้อมสูง ฝ่ายข้างในกรุงแต่งทัพเรือ ขึ้นไป จะตีค่ายวัดการ้อง พม่ายิงปืนมาถูกนายเริกซึ่งรำดาบอยู่ หน้าเรือตกน้ำลงคนหนึ่ง ก็ถอยทัพกลับมาสิ้น วันนั้นพม่าตั้งค่าย ณ วัดภูเขาทอง พระสุริยภา* ซึ่งเป็น นายป้อมซัดกบ** ให้ประจุปืนพระมหากาฬมฤตยูราชสองซัด (สอง) ลูก ยิงไปนัดหนึ่ง ปืนก็ร้าวราน ครั้นเพลาค่ำไทยหนีมาคนหนึ่ง ให้การว่า ปืนพระมหากาฬมฤตยูซึ่งยิงออกไปนั้น ถูกเรือรบ พม่าล่ม ๒ ลำ คนตายหลายคน แล้วพม่ายกเข้ามาตั้งค่ายวัดกระชายวัดพลับพลาไชย วัดเต่า วัดสุเรนทร์ วัดแดง

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า พระศรีสุริย- พาห
    • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า นายป้อมท้าย กบ

๖๓๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ครั้น ณ เดือน ๑๒ แต่งทัพเรือให้พระยาตาก พระยา เพชรบุรี หลวงสรเสนี ออกไปตั้งอยู่วัดใหญ่ คอยสกัดเรือรบ พม่าซึ่งขึ้นลงมาหากัน อนึ่งพม่าค่ายบางไทร วัดโปรดสัตว์ ยกทัพ เรือมากลางทุ่ง พระยาเพชรบุรีออกตี ณ วัดสังฆาวาส ก็ตายใน ที่รบ พระยาตาก หลวงสรเสนี ถอยแอบมาดู หาช่วยหนุนไม่ แล้วไปตั้งอยู่ ณ วัดพิไชย ฝ่ายข้างในกรุง เกณฑ์ให้มาตั้งแต่ค่ายอยู่ ณ วัดไชยวัฒนา- ราม จีนออกไปตั้ง ณ คลองสวนพลู ครั้นเดือนอ้ายโปสุพลาให้ กองทัพเมืองแพร่ มาตั้ง (ณ) โพธิ์สามต้นฟากตะวันออก กองทัพ แพร่ยกหนีไปทางพระพุทธบาท ให้ถือหนังสือเข้ามาถึงพระยา ยมราชว่า พระเจ้าทรงธรรมมีพระคุณอยู่ จึ่งมิได้อยู่รบกรุงด้วยพม่า ครั้น ณ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก เพลาค่ำเกิดเพลิงขึ้น ณ ท่าทราย ไหม้ลามมา ณ ตะพานช้าง ข้ามติดป่ามะพร้าว ป่าโทน ป่าถ่าน ป่าทอง ป่ายา* วัดราชบุรณะ (วัด) พระมหาธาตุ เพลิง ไปหยุดเพียงวัดฉัททันต์ อนึ่งจีนค่ายคลองสวนพูไปทำลายพระพุทธบาท เลิกเอาเงินดาดพื้น ทองหุ้มพระมณฑปน้อยลงมาสิ้น ครั้นพระเจ้าแผ่นดินทราบ จึ่งให้ว่าแก่นายค่าย ให้สืบเอาเงินทองของพระพุทธบาทส่งเข้ามา

  • พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ป่าหญ้า เห็น ว่า ป่ายาจะถูกกว่า

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๓๗ ขณะนั้นพม่ายกเข้ามาเผาพระที่นั่งเพนียดเสีย แล้วตั้ง ค่าย ณ เพนียด และวัดสามพิหาร วัดมณฑป และตั้งล้อมรอบ กรุง ฝ่ายข้างในกรุงนั้นเกิดโจรปล้นมิได้ขาด คนอดโซเป็นอัน มาก ที่หนีเข้าไปหาพม่าก็เนือง ๆ แล้วพม่าทำตะพานข้ามทำนบ รอ เข้ามาขุดอุโมงค์รุ้งเชิงกำแพง และตั้งป้อมศาลาดิน ตั้งค่าย วัดนางปลื้ม ก่อป้อมสูงเอาปืนใหญ่ขึ้นยิง แล้วพม่ายกมาตั้งค่าย วัดศรีโพธิ์ ฝ่ายข้างในกรุง ให้ชักปืนปราบหงสาออกไปตั้งริมท่าทรายกระสุนแรกประจุดินน้อย ต่ำไปถูกตลิ่ง ครั้นประจุดินมากขึ้น โด่งข้ามวัดศรีโพธิ์ไป จึ่งดำรัสให้พระยากลาโหมและข้าหลวง ออกไปเจรจาความเมืองกับพม่า ณ ค่ายเพนียด ว่ากรุงเทพมหานคร กับกรุงอังวะร่วมราชสโมสรสามัคคีมาแต่ก่อน บัดนี้เหตุผลเป็น ประการใด จึ่งยกกองทัพมาย่ำยีให้ร้อนอกสมณพราหมณาไพร่ฟ้า ข้าแผ่นดิน ฝ่ายพม่าว่ากรุงศรีอยุธยาแต่ก่อนเคยน้อมนำบรรณาการ ไปออกแก่กรุงหงสาวดี และสืบมาบัดนี้ละบุราณประเพณีเสีย ดำรัส ว่าไอ้พม่าว่าเอาเปล่า ๆ แต่พม่าล้อมกรุงอยู่ครั้งนั้นนานถึง ๒ ปีเศษ ขุนนางผู้ ใหญ่ผู้น้อยอาสาออกรบ แตกยับเยินเข้ามา ที่สุดจนนางจีน แขก และฝรั่ง ขุนนางมอญ ขุนนางลาว และนายโจร นายซ่อง ก็ชวนกันออกอาสาตีกองทัพพม่าที่ล้อมกรุงทั้ง ๘ ทิศ ก็มิได้ชนะ


๖๓๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พม่ากลับฆ่าฟันล้มตายแตกเข้ามาทั้งสิ้น ด้วยอายุแผ่นดินกรุงพระ นครศรีอยุธยาถึงกาลฆาต* จึ่งอาเพศให้เห็นประหลาดเป็นนิมิต พระประธานวัด (พระ) เจ้าพนังเชิง น้ำพระเนตรไหลลงมาจน พระนาภี ในวัง วัดพระศรีสรรเพชญ์นั้น พระบรมไตรโลกนาถ พระอุระแตก ดวงพระเนตรตกลงมาอยู่ที่ตักเป็นอัศจรรย์ พระ เจดีย์วัดราชบูรณะนั้น กาบินมาเสียบตายบนปลายยอดโดยอาเพศ อนึ่งรูปพระนเรศรเจ้าโรงแสงใน กระทืบพระบาทสนั่นไปทั้ง ๔ ทิศ อากาศวิปริตไปต่าง ๆ บอกเหตุบอกลางจะเสียกรุง ฝ่ายพม่าก็ยกมารบค่ายวัดไชยวัฒนาราม ๙ คืนก็แตก แล้วมารบค่ายจีนคลองสวนพลู ๑๕ คืนจึ่งสำเร็จ ครั้น ณ วันอังคาร ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๕ ปีกุน นพศก เพลาบ่าย ๔ โมง พม่ายิงปืนป้อมสูงวัดการ้อง วัดนางปลื้ม ระดม เข้ามาในกรุง แล้วเอาเพลิงจุดเชื้อที่รากกำแพง ครั้นเพลาค่ำ กำแพงทรุดลงน้อยหนึ่ง พม่าก็เข้ากรุงได้ เอาไฟเผาพระราชวังและ วัดพระศรีสรรเพชญ์ ขึ้นเสด็จอยู่ในราชสมบัติ ๙ ปี พม่าจึงทำลายกำแพงกรุง เสีย แล้วกวาดเอากษัตริย์ขัตติยวงศ์ และท้าวพระยาเสนาบดี อพยพทั้งปวงไป ลุศักราช ๑๑๒๙ ปี ** แต่พระเจ้าแผ่นดินนั้นหนีออกไป

  • พระราชพงศาวกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ถึงกาลขาด
    • พระราชพงศาวกรุงศรีอยุธยาฉบับหอสมุดแห่งชาติว่า ปีกุน นพศก

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๓๙ จากพระนครองค์เดียว ได้ความทุกข์ลำบาก ก็ถึงพิราลัยไปสู่ปรโลก ชนทั้งปวงจึ่งนำเอาพระศพมา แล้วก็ฝังไว้ อนึ่งแต่ ณ วันเสาร์ ขึ้น ๔ ค่ำ เดือนยี่ ปีจออัฐศก ขณะกรุงเทพมหานครยังมิได้เสียนั้น พระเจ้าอยู่หัวอันมีอภินิหาร นับ ในเนื้อหน่อพุทธางกูรเจ้า ตรัสทราบญาณว่า* กรุงศรีอยุธยาจะ เป็นอันตราย แต่เหตุอธิบดีเมืองและราษฎรมิเป็นธรรม จึงอุสาหะ ด้วยกำลังกรุณาแก่สมณพราหมณาจารย์และบวรพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญ จึ่งชุมนุมพรรคพวกพลทหารจีนไทย ประมาณ ๑,๐๐๐ สรรพ ด้วยเครื่องศัสตราวุธ ประกอบด้วยทหารผู้ใหญ่นั้น พระเชียงเงิน (หลวง) พรหมเสนา ขุนอภัยภักดี หลวงพิชัยอาสา** หมื่นราช เสน่หา หลวงราชเสนา ยกออกไปตั้ง ณ วัดพิไชย อันเป็นมงคล มหาสถาน ด้วยเดชะบรมโพธิสมภาร เทพยเจ้าอันภิบาลรักษา พระบวรพุทธศาสนาก็ซ้องสาธุการ บันดาลให้วสาการห่าฝนตกลง มาเป็นมหาวิชัยฤกษ์ จำเดิมแต่นั้นมาจึ่งให้ยกพลพยุหะกองทัพออก จากวัดพิไชย ฝ่ากองทัพพม่าออกมา เป็นเพลาย่ำฆ้องค่ำยามเสาร์ ได้รบกันกับพม่าเป็นสามารถ พม่ามิอาจต่อต้านบารมีได้ถอยไป

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทุมาศ (เจิม) ว่า ตรัสทราบ พระญาณว่า
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทุมาศ (เจิม) ว่า หลวงพิชัย ราชา และมิได้เรียงลำดับชื่ออย่างในพระราชพงศาวดารฉบับนี้ แต่ชื่อ บุคคลอื่นคงเหมือนกัน

๖๔๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ก็ดำเนินด้วยพลทหารโดยสวัสดิภาพไปทางบ้านข้าวเม่า พอบรรลุ ถึงบ้านสมบัณฑิตเพลาเที่ยงคืน ประมาณ ๒ ยามเศษ เพลิงเกิด ในกรุงเทพมหานคร ไหม้แต่ท่าทรายตลอดถนนหลวงไปจนวัด ฉัททันธ์ แสงเพลิงรุ่งโรจน์โชตนาการ ครั้นได้ทัศนาเห็น ก็สังเวชสลดใจ* ด้วยอาลัยถึงสมณ- พราหมณาจารย์ ขัตติยวงศานุวงศ์ เสนาพฤฒามาตย์ ราษฎร และ บวรพุทธศาสนา มิใคร่จะไปได้ ดุจมีใจย่อหย่อนจากอุตส่าห์ ซึ่ง ตั้งปณิธานจะแก้กรุงเทพมหานคร** กับทั้งบวรพุทธศาสนา เทพ จึ่งดลให้ตั้งสติสมประฤดี มีกำลังกรุณาอุตส่าห ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันอาทิย์ ขึ้น ๕ ค่ำ เดือนยี่ จุลศักราช ๑๑๒๘ ปีจอ อัฐศก ให้ยกกองทัพไปถึงบ้านโพสาวหา*** พม่า ยกกองทัพติดตามไป จึ่งให้ตระเตรียมพลทหารจีนไทยไว้ ครั้น กองทัพพม่ายกมาถึง จึ่งดำเนินนำหน้าพลทหารออกรบเป็นสามารถ พม่าแตกกระจัดกระจายพ่ายไป เก็บได้เครื่องศัตราวุธเป็นอันมาก

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ครั้น พระองค์ได้ทอดทัศนาการ ก็สังเวชสลดพระทัย
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุทมาศ (เจิม) ว่า ตั้งปณิธาน ปรารถนา ว่า จะแก้กรุงเทพมหานคร ข้อความในพระราชพงศาวดาร ฉบับจันทนุมาศ (เจิม) นั้น มีเติมเข้าไปเป็นอันมาก คงจะเป็นใน คราวชำระพระราชพงศาวดารเมื่อ พ.ศ. ๒๓๓๘ หรือมิฉะนั้นก็คงจะ ตกเติมในรัชกาลที่ ๓ และที่ ๔ เพื่อให้สำนวนสละสลวยยิ่งขึ้นก็ได้
      • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า บ้านโพ - สามหาว

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๔๑ จึ่งหยุดประทับแรมอยู่ ณ บ้านพรานนก ฝ่ายทแกล้วทหาร ออก ไปลาดเที่ยวหาอาหาร จึ่งพบกองทัพพม่ายกมาแต่บางคาง พม่า ไล่ติดตามมาถึงที่ประทับ จึ่งขึ้นม้ากับม้าทหาร ๔ ม้า ออกรับ กองทัพพม่าก่อน จึ่งกองทัพทั้งปวงตั้งเป็นปีกกาออกรบแซงสอง ข้าง กองทัพพม่า ๓๐ ม้าแตกย่นหกหลังลงไปถึงพลเดินเท้า ๒,๐๐๐ แตกกระจายไป ฝ่ายทแกล้วทหารทั้งปวงเห็นกำลังบุญฤทธิ์เป็น อัศจรรย์ดังนั้น ก็ยำเกรง ยกย่องว่าเป็นจอมกษัตริย์สมมุติวงศ์ ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันจันทร์ ขึ้น ๖ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก ขุนชำนาญไพรสณฑ์และนายกองสามิภักดิ์เอาช้างมาถวาย พลาย ๕ พัง ๑ (รวม) ๖ จึ่งนำเสด็จดำเนินไปถึงบ้านดง หยุดประทับร้อน ในที่นั้น แล้วสั่งให้หาขุนหมื่นพันทนายบ้านออกมา จะประสาท ราโชวาทโดยดี ขุนหมื่นพันทนายบ้านมิได้เชื่อบารมี ขัดแข็งคิด ประทุษร้าย ซ่องสุมทหารโยธาไว้คอยจะปองทำร้าย ครั้นตรัส แจ้งเหตุนั้นแล้ว มิได้จองเวร ว่าเป็นข้าขอบขัณฑเสมา มีอิจฉา- การ แต่จะให้เป็นสุขพร้อมกัน จึ่งให้ทหารไปว่ากล่าวเกลี้ยกล่อม โดยธรรมราชประเพณี ๓ ครั้ง ก็มิได้อ่อนน้อม (กลับ) ท้าทายอีก ดำริว่า* เป็นผลกรรมแห่งสัตว์ทั้งปวงแล้ว

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่าจึงตรัสว่า... ต่อไปคำที่ผิดกันด้วยราชาศัพท์จะไม่ทำเชิงอรรถไว้ จะทำแต่เฉพาะชื่อ คน ชื่อเมือง ชื่อตำบล ชื่อบ้าน และข้อความที่ผิดกันเท่านั้น ขอ ผู้อ่านโปรดพิจารณาเทียบเคียงดูว่า พระราชพงศาวดารฉบับนี้ไม่ค่อยใช้ ราชาศัพท์ที่เกี่ยวกับสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีมากนัก ส่วนพระราชพง- ศาวดารฉบับจันทนุมาศ (เจิม) เปลี่ยนคำธรรมดาเป็นราชาศัพท์แทบทั้งสิ้น

๖๔๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ครั้น ณ วันพุธ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือนยี่ ปีจอ อัฐศก จึ่งขึ้น ม้านำพลทหาร ๒๐ ฝ่าเข้าไป ขุนหมื่นทหารชาวบ้านดง* มาก กว่า ๑,๐๐๐ ออกต่อสู้ ยิงปืนสกัดหน้าหลังทำอันตราย ด้วยเดชะ บารมี จะได้ถูกต้องผู้ใด ๆ หามิได้ จึ่งขับม้านำหมู่ทหารไล่บุกรุก เข้าไป ให้ทหารปีนขึ้นหักค่ายเข้าได้ ไล่ตะลุมบอนฟันแทงทหาร ชาวบ้านดงก็แตกกระจายแหกค่ายหนีไป ได้ช้างพลายพัง ๗ ช้าง ได้หิรัญ สุวรรณ ธัญญาหาร เป็นอันมาก ครั้น ณ วันพุธ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๙ ปีจอ อัฐศก ยก พลทหารประทับตำบลหนองไม้ทรุม ตามทางบ้านเมืองนครนายกประทับร้อนแรมไปประมาณ ๒ วัน ถึงบ้านนาเริ่ง หยุดประทับ ยกเว้นแต่นั้นวันหนึ่ง จึ่งถึงเมืองปราจีน ข้ามด่านกบแจะ หยุดพัก พลหุงอาหาร ณ ฟากตะวันออก แล้วให้พลนิกายข้ามทุ่งไป จน เพลา ๕ โมง ตรัสทราบว่าพระเชียงเงิน ขุนพิพิธวาที นักพระ องค์ราม เจ้ากรุงกัมพูชาธิบดีมามิทัน จึ่งทรงม้ามากับหลวงพรหม- เสนา จะเร่งพวกพระเชียงเงิน (ก็) มิได้พบ ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันจันทร์ ขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือนยี่ ให้ยก พลทหารเข้าไปในป่า หยุดประทับทีสำนักหนองน้ำ หุงอาหาร สำเร็จแล้ว เพลาบ่ายประมาณ ๒ โมง จึ่งพระเชียงเงินมาถึง ให้ โบย ๓๐ ที แล้วตรัสเห็นกิริยาว่ามิเป็นใจด้วยราชการ จึ่งสั่งให้ ประหารชีวิตเสีย นายทัพนายกอง ทูลขอชีวิตไว้

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า บ้านบางดง

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๔๓ ครั้นเพลาบ่ายประมาณ ๔ โมง พม่าไล่แทงฟันคนซึ่ง เลื่อยล้าวิ่งหนีมาตามทาง ทอดพระเนตรเห็นจึ่งให้นายบุญมีขึ้นม้า ใช้สวนทางลงไปได้ประมาณ ๒๐๐ เส้น พบกองทัพพม่าสวนยกขึ้น มาแต่ปากน้ำเจ้าโล้ ทั้งทัพบกทัพเรือมาขึ้นที่ท่าข้าม ครั้นเห็นธง เทียวเสียงฆ้องกลอง เสียงพูดจากันว่าเป็นพม่ามั่นคง แล้วก็กลับมา ควบม้ากราบทูลตามได้เห็นนั้น จึ่งสั่งให้พลทหารตั้งปืนตับใหญ่น้อย ดาไว้ต่างค่าย แล้วให้คนหาบเสบียงครอบครัวไปก่อน แต่พระองค์ กับทหารประมาณ ๑๐๐ เศษคอยรับพม่า ครั้นเพลาบ่ายโมงเศษ พม่ายกกองทัพมาถึง จึ่งเสด็จนำหน้าทหารด้วยหลวงชำนาญไพร- สณฑ์ พระเชียงเงิน นายบุญมี นายทองดีทหาร นายแสงทหาร ออกไปรอรับพม่านอกปืนใหญ่น้อย ซึ่งดาไว้ ประมาณ ๖ - ๗ เส้น พม่ายกทัพเรียงมาจำเพาะในพงแขม ครั้นเข้ามาใกล้ได้ที่แล้ว จึ่ง ให้ยิงปืนเป็นอันหนึ่งอันเดียว* ถูกพม่าล้มตายเป็นอันมาก พม่าที่ ยังอยู่นั้นอุดหนุนกันเข้ามาอีก จึ่งรอให้ไล่เข้ามา แล้วยิงปืนใหญ่ น้อยถูกพม่าล้มตายทับกันเป็นอันมาก พม่าอุดหนุนกันเข้ามาอีก วางปืนตับคำรบ ๓ พม่าแตกกระจัดกระจายพ่ายไป จึ่งให้พลทหาร โห่ร้องตีฆ้องสำทับ พม่าแตกหนีไป จะคุมกันเข้ามิได้ จึ่งให้ยก

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ก็ยิงปืนใหญ่น้อย พร้อมกัน

๖๔๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พลนิกายประทับตามลำดับ บ้านทองหลาง พานทอง* บางปลา- สร้อย ถึงบ้านนาเกลือ นายกลม* คุมไพร่พลทหารอยู่ที่นั้น คอย สกัดคิดประทุษร้าย จึ่งทรงช้างพระที่นั่งสรรพด้วยเครื่องสรรพยุทธ์ ทรงพระแสงปืนต้นรางแดง กับด้วยหมู่โยธาหาญเข้าไปในหว่าง พลทหารนายกลมอยู่นั้น ด้วยเดชะบรมโพธิสมภาร นายกลมและ พวกโยธาหาญนั้น ให้สยอดสยองกลัวพระอานุภาพ วางศัตราวุธ เสีย แล้วถวายบังคมอ่อนน้อมเป็นข้าใต้ละอองฯ จึ่งนำเสด็จ ดำเนินเข้าประทับในสถานอันเป็นสุขสมควร แล้วพระราชทาน ราชทรัพย์และราโชวาทให้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๖ ค่ำ เดือนยี่ นายกลม คุมไพร่ ๑๐๐ นำเสด็จไปถึงทัพ*** หยุดประทับแรมที่นั้น รุ่งขึ้น ยกมานาจอมเทียน ประทับแรมที่นั้นคืนหนึ่ง จึ่งมาแรมทุ่งไก่ เตี้ย**** รุ่งขึ้นมาประทับแรมสัตหีบ แล้วยกมาชายชเล ประทับ แรม เพลารุ่งขึ้นมาประทับแรมหินโค่ง รุ่งขึ้นมาประทับแรมน้ำเก่า ผู้รั้งบุญเมืองระยองกับกรมการทั้งปวงชวนกันมาต้อนรับเสด็จ ถวาย

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ตะพาน ทอง คิด ว่าพานทองจะถูกกว่า เพราะยังเป็นชื่อที่เรียกกันอยู่จนถึง เวลาปัจจุบัน
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า นายกล่ำ
      • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ถึงพัทยา
        • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ทัพไก่เตี้ย

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๔๕ ธัญญาหารเกวียนหนึ่ง นำดำเนินมาถึงท่าประดู่* จึ่งพระราชทาน ปืนคาบศิลาบอกหนึ่งแก่ผู้รั้งระยอง เสด็จมาประทับอยู่ ณ วัดลุ่ม ๒ เวร สั่งให้จัดลำเลียงอาหาร ตั้งค่ายขุดคู และนายบุญรอด แขนอ่อน นายมาด** นายบุญมา น้องเมียพระยาจันทบูรเข้ามา ถวายตัวทำราชการ จึ่งนำคุยรหัสคดีมากราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า แจ้งเหตุว่า ขุนรามหมื่นช่อง นายทองอยู่นกเล็ก ขุนจ่าเมืองด้วง หลวงพลแสนหาญ กรมการเมืองระยอง คิดคบกันคุมพรรคพวก พลทหารประมาณ ๑,๕๐๐ เศษ จะยกเข้ามากระทำประทุร้าย จึ่งมีพระราชบริหารดำรัสสั่งให้หาผู้รั้งเมืองมาถามว่า กู*** มากระทำราชกิจทั้งนี้ ด้วยกรุณาจิตจะให้สมณาทวิชาจารย์ ประ- ชาราษฎรทั้งปวง เป็นสมานสุขสามัคคี มิได้มีวิหิงสาการอุบาย ทุจริตแก่ท่านทั้งปวงประการใดหามิได้ และขุนหมื่นทั้งนี้คบคิดการ จะทำประทุษร้ายแก่กูผู้มีกรุณาจิตนั้น ยังจริงดุจหนึ่งนี้หรือประการ ใด ผู้รั้งเมืองมิรับ ตรัสทราบพระญาณด้วยอาการกิริยาจึ่งตรัส สั่งให้หลวงพรหมเสนาคุมตัวจำไว้ แล้วมิไว้พระราชหฤทัยจึ่งสั่งให้ ทหารตระเตรียมตัวสรรพาวุธ ผูกช้างม้า ปืนใหญ่น้อย ตั้งจุกช่องทางไว้ครบสรรพ

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทุมาศ (เจิม) ว่า มาถึงประตู
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ไม่มีชื่อนี้
      • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า เราและ แก้คำว่า กู เป็นเราตลอดไป

๖๔๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ครั้น ณ วันเพลาประมาณทุ่มเศษ ไอ้เหล่าร้ายยกพลให้ ทหารลอบเข้ามาตั้งค่ายล้อมได้ ๒ ด้าน แล้วโห่ร้องยิงปืนใหญ่น้อยระดมรุกเข้ามา จึ่งตรัสให้ดับแสงเพลิงเสีย จัดทหารประจำหน้าที่ สงบกันไว้ แล้วเสด็จกับด้วยทหารจีนทหารไทย ๆ ถือปืนคาบศิลา หลวงชำนาญไพรสณฑ์ นายทองดีทหาร หลวงพล หลวงเชียงเงิน ท้ายน้ำ หลวงพรหมเสนา นายบุญมี นายแสงทหาร นายศรี- สงคราม นายกนากทหาร พะทำมะรงอิ่ม ทหารจีน หลวงพิตร์ หลวงพิชัย ขุนจ่าเมืองเสือร้าย หมื่นท่อง หลวงพรหม ถือดาบ ง้าว เสด็จออกเที่ยวตรวจตรารอบค่าย ดูท่าทางข้าศึกจะเข้ามาแห่งใด ตำบลใด และไอ้เหล่าร้ายชื่อขุนจ่าเมืองด้วง กับทหารประมาณ ๓๐ คนล้อมใต้ตะพานวัดเนิน เข้ามาใกล้ค่ายหลวงประมาณ ๕ - ๖ วา จึ่งสั่งให้วางปืนพร้อมกัน ถูกขุนจ่าเมืองด้วงกับทหารทั้งปวง ซึ่งเดินตามกันนั้น ตกตะพานลงพร้อมกัน ตายเป็นอันมาก จึ่ง ตรัสให้ทหารจีนเข้าตะลุมบอนฟันแทงข้าศึก หักค่ายไอ้เหล่าร้าย ล้มตายแตกหนีไป หมู่ทหารไล่ติดตามไปทางประมาณ ๕๐ - ๖๐ เส้น จึ่งให้ลั่นฆ้องชัยสัญญาเรียกพลทหารเข้าค่ายให้พร้อม และหมู่ทหารทั้งปวงเข้าในค่าย จุดเพลิงเข้าเผาขึ้นแห่งหนึ่ง เก็บเอาเครื่อง ศัตราวุธ หิรัญ สุวรรณวัตถา ธัญญาหาร ครอบครัวเป็นอัน มาก ตรัสให้ยับยั้งอยู่บำรุงทแกล้วทหารให้มีกำลัง ณ เมืองระยอง นั้น ช้านานประมาณ ๗ - ๘ วัน


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๔๗ ครั้น ณ วัน* จึ่งสั่งให้ประชุมเสนาทหาร นายทัพนาย กองไทยจีนทั้งปวงพร้อมกัน จึ่งตรัสประภาษให้ปรึกษาว่า เราจะ กระทำการนี้ด้วยวิหิงสาอาธรรมมิได้ จะให้เป็นสุขประโยชน์แก่ สมณพราหมณาประชากรทั้งปวง จึ่งจะเป็นเกียรติยศสืบไป และ เมืองจันทบูรนี้จะถึงแก่กาลพินาศดุจเมืองระยอง เอ็นดูสัตว์ทั้งปวง** จะเห็นผู้ใดมีอัชฌาสัยจะให้ไปเจรจาโดยยุติธรรมให้พระยาจันทบูร อ่อนน้อมลง อย่าให้เกิดยุทธสงคราม ได้ความเดือดร้อนแก่สมณ- พราหมณาประชาราษฎรได้นั้น จึ่งเสนาบดีนายทัพนายกองทั้งปวงปรึกษาพร้อมกันกราบบังคมทูลว่า เห็นแต่นายบุญมี มหาดเล็ก นายบุญรอด แขนอ่อน นายบุญมา น้องเมียพระยาจันทบูร ๓ คนนี้จะได้ราชการ ครั้นตรัสเห็นด้วยแล้ว จึ่งสั่งให้ไปตามคำปรึกษา จึ่งนายเผือก ญวน นักมา เขมร รับอาสาพาข้าหลวง ๓ คนไป

  • ไม่มีวันเดือนปี คงปล่อยว่างไว้เฉย ๆ ส่วนพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรี

ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ตัดคำว่า ครั้น ณ วัน...ออกเสียหมดทุกแห่ง พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับกรมตำรากระทรวงศึกษาธิการพิมพ์เมื่อ ร.ศ. ๑๓๑ คงเหมือนฉบับนี้ คือไม่มีวันเดือนปี คงปล่อยว่างไว้เฉย ๆ ได้ เทียบเคียงดูปรากฏว่า พระราชพงศาวดารฉบับนี้ในตอนต้นนั้นเหมือนกับ ฉบับกรมตำราแทบทุกตัวอักษร ต่อไปตอนหลังฉบับกรมตำรามีข้อ ความผิดจากพระราชพงศาวดารฉบับนี้ เนื่องจากได้เพิ่มเติมข้อความเข้า ไปอีกเป็นอันมาก ส่วนฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) นั้น แก้ไขตกเติม ข้อความเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อให้สละสลวยขึ้นเท่านั้น แต่ข้อความส่วน ใหญ่คงเหมือนกันกับพระราชพงศาวดารฉบับนี้

    • ก่อนจะถึงคำว่า จะเห็นผู้ใด...นั้น พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับ พันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า และท่านทั้งหลาย

๖๔๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม โดยทางชลมารค แต่ ณ วัน...ไปหยุดอยู่ปากน้ำระยอง* ใช้ใบ ไปประมาณ ๕ วัน ถึงปากน้ำจันทรบูร ครั้นเพลารุ่งขึ้นเช้าจึ่งเข้าไปหาพระยาจันทบูร เจรจาโดย ธรรมราชประเพณีกระแสรับสั่งนั้น พระยาจันทบูรมีความยินดี สั่งให้ขุนจางวางทำสัมมาคารวะเลี้ยงดูโดยปรกติ ยินยอมด้วย ว่า อีก ๑๐ วันข้าพเจ้าจึ่งจะแต่งออกไปรับเสด็จและกองทัพเข้ามา ณ เมืองจันทบูร จะได้คิดราชการแก้ฝีมือพม่า ครั้น ณ วันเพลาบ่าย ๓ โมง จึ่งแต่งเรือรบลำหนึ่ง มีพลกรรเชียง ๒๐ สรรพด้วยเครื่องอาวุธพระยาจันทบูรลง (เรือ) ด้วยข้าหลวงออกมาส่ง ณ ปากน้ำถึงที่เรือ ทอดอยู่นั้น แล้วพระยาจันทรบูรพาข้าหลวงนายเผือก ข้าหลวงนาย มา ขึ้นบนศาลเทพารักษ์ ชวนกันให้กระทำความสัตย์แก่กัน แล้วกลับแคลงมาถามว่า เราได้ให้ความสัตย์เป็นมิตรสหายร่วม ชีวิตกัน แล้วอย่าได้อำพรางกัน เหตุผลร้ายดีประการใด จงบอก กล่าวแก่เราแต่ตามจริงเถิด ข้าหลวงจึ่งตอบว่า เราได้เป็นมิตรร่วม ชีวิตเดียวด้วยท่านแล้ว จะสู้เสียชีวิตรักษาสัตย์ธรรมนั้นไว้มิให้เสีย ท่านอย่าแคลงใจเลย อันสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งเรานี้ มีพระ- ราชจริตปราศจากล่อลวง ถ้ามีราชบริหารตรัสสิ่งใดแล้ว ก็เป็น สัตย์มิได้หวาดไหว ตั้งพระทัยสถิตอยู่ในพรหมวิหาร เพื่อจะให้

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ออกปากน้ำ เมืองระยอง


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๔๙ เป็นพระพุทธบารมีสืบไป อันบุคคลผู้ใดมิได้คิดประทุษร้ายก่อน แล้ว และจะได้เบียดเบียนนั้นมิได้มีเลย ท่านจงตั้งภักดีจิตอย่าให้จลาจล* พระยาจันทบูรก็มีใจยินดีสวามิภักดิ์ แล้วฝากเครื่องราช- กระยาหารให้มาถวาย แล้วข้าหลวงก็ออกจากปากน้ำจันทรบูร วัน หนึ่งก็ถึงปากน้ำระยอง จึ่งเอาเนื้อความนั้นกราบทูล ครั้นได้ทรง ฟังก็มีพระวิจารณราชดำริโดยรอบคอบแล้ว ทรงพระมัธยัสถ์ไว้ใน ราชหฤทัย ครั้นอยู่มาประมาณ ๑๐ วัน ถึงปฏิญาณสัญญาแล้ว พระ- ยาจันทบูรจะได้มาหา หามิได้ ใช้ให้คนเอาข้าวเปลือกบรรทุกเรือประมาณ ๔ เกวียน มาถวาย ณ เมืองระยอง ครั้น ณ วัน... นายบุญเมืองมหาดเล็ก ผู้รั้งบางระมุง คุมไพร่ ๒๐ คน ว่าพม่าใช้ให้ถือหนังสือออกไปเมืองจันทบูร ให้ แต่งดอกไม้เงินทองเข้าไป ณ โพธิ์สามต้น พระ หลวง ขุน หมื่น นายทัพ นายกองแจ้งกิจนั้น มิได้ไว้ใจ ว่าเป็นพวกพม่า ๆ ให้ มาด้วยกลอุบายใช้ให้ติดตามเรา จะไว้ใจให้อยู่ในกองทัพเรามิได้ ด้วยเอาใจออกหากกรุงเทพมหานครแล้ว และนายบุญรอด แขนอ่อน

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ท่านจงตั้ง ภักดีจิตไปถวายบังคมเถิด และข้อความในพระราชพงศาวดารฉบับนี้ใน ตอนต่อไป ที่ว่า พระยาจันทบุรีก็มีใจยินดีสวามิภักดิ์ แล้วฝากเครื่อง ราชกระยาหารมาถวาย ก็ไม่มีในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพัน- จันทนุมาศ (เจิม) ด้วย


๖๕๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กราบทูลจะขอเอาตัวไปประหารชีวิตเสีย ทรงพระกรุณาขอชีวิตไว้ จึ่งตรัสประภาษด้วยพระราชาธิบายว่า พม่ามาล้อมกรุงเทพ ฯ ครั้ง นี้ ผู้ใดจะตั้งใจเข้าด้วยพม่านั้นหามิได้ แต่ถึงกาลแล้วหากจำเป็น อนึ่งนายบุญเมืองผู้รั้งบางระมุง มิได้เป็นข้าใช้เรามาแต่ก่อน เห็น พอจะได้ราชการอยู่ แล้วราชการเมืองจันทบูรก็ยังมี ผู้รั้งบางระมุง กับพระยาจันทบูรเป็นมิตรชอบกัน เราจะใช้ให้เอาหนังสือพม่านี้ ไปถึงพระยาจันทบูร ๆ ก็ยกกองทัพมารับเราเข้าไปคิดราชการด้วย กันตามปฏิญาณสัญญา และจะได้แจ้งในความสัตย์สุจริตนั้นด้วย อนึ่งพม่าตั้งอยู่ ณ เมืองธน และล้อมกรุงเทพฯ ๆ ได้ มีหนังสือออกไปถึงพระยาราชาเศรษฐี ๆ แต่งกองทัพลำเลียงอาหาร เข้ามาช่วยถึงปากน้ำ พม่าทำอันตรายสกัดทางอยู่ ไปมิถึง สิ้น เสบียงอาหารแล้วกลับไป เห็นว่าความชอบเมืองพุทไธมาศมีแก่ กรุงอยู่ บัดนี้เราจะให้มีศุภอักษรไปให้พระยาราชาเศรษฐียกพล- ทหารเข้ามาช่วยกันตีพม่าซึ่งตั้งอยู่เมืองธนบุรี จึ่งจะเป็นความชอบ แก่พระยาราชาเศรษฐีสืบไป นายทัพนายกองทั้งปวงเห็นชอบด้วย จึ่งแต่งศุภอักษรออกไปเมืองพุทไธมาศ ณ วันศุกร์ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ เมื่อเสด็จสถิต ณ เมือง ระยองนั้น หมู่ปัจจามิตร ซึ่งแตกไปจากเมืองระยอง ลักลอบเข้า มาลักโค กระบือ ช้าง ม้า เนือง ๆ ไป จึ่งตรัสว่าเรากรุณามัน ว่า เป็นข้าขัณฑเสมา จะใคร่ทำนุบำรุง จึ่งมิได้กระทำอันตราย


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๕๑ มันก็ (มิ) ได้อ่อนน้อม ยังจะคิดประทุษร้ายสืบไป ก็เป็นผลวิบาก ให้เกิดเป็นคนอสัจอธรรม ฉะนี้ จะละไว้มิได้ จึ่งกรีธาพลทหาร ยกออกจากเมืองระยองไป ณ บ้านประแส บ้านไร่* บ้านคา บ้าน ตรา** บ้านแกลง ซึ่งไอ้ขุนราม หมื่นซ่องตั้งอยู่นั้น ครั้นเพลาอุษาโยค ทรงเครื่องราชวิภูษิตสำหรับณรงค์ ยุทธสงคราม เสด็จนำพลทหารเข้าไล่กระโจมฟันแทง ยิงปืนใหญ่ น้อย อ้ายเหล่าร้ายแตกตื่นไป และอ้ายขุนราม หมื่นซ่อง หนี ไปอยู่ด้วยพระยาจันทบูร จับได้ทหารหมื่นซ่อง นายบุญมี บางเหี้ย นายแทน นายมี*** นายเมือง พม่า นายสน หมอ นายบุญมี บุตรนายส่วน**** ครอบครัวผู้คน ช้าง ม้า โค กระบือ เกวียน ซึ่งอ้ายเหล่าร้ายลักเอาไปไว้แต่ก่อนเป็นอันมาก แล้วเสร็จยกพล นิกายกลับมา ณ เมืองระยอง บำรุงทแกล้วทหารเครื่องศัตราอาวุธ ปืนใหญ่น้อย เกลี้ยกล่อมอาณาประชาราษฎร อันแตกตื่นออกไป อยู่ ณ ป่าดงได้เป็นอันมาก ก็เสด็จยับยั้งท่าพระยาจันทบูรอยู่ ครั้น ณ วันแรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๔ ศก พระพิชัยและนาย บุญมีไปถึงปากน้ำพุทไธมาศ จึ่งนำเอาศุภอักษรและฉลองพระองค์

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า บ้านไข้
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า บ้านกล่ำ
      • ชื่อนายมี ไม่มีในพระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)
        • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า นายสน


๖๕๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม อย่างฝรั่งขึ้นไปพระราชทาน และเจรจาตามศุภอักษรนั้น พระยา ราชาเศรษฐีก็มีความยินดี ว่าฤดูนี้จะเข้าไป ขัดด้วยลมจะมิทัน ต่อเดือน ๘-๙-๑๐ จึ่งยกพลทหารเข้าไปช่วยราชการ ครั้น ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๕ ได้ศุภอักษร ตอบและเครื่องราชบรรณาการมาถึงปากน้ำระยอง นายบุญมีจึ่งนำ เอาองค์ไกเรือง* ทหารจีน บรรณาการขึ้นกราบทูลถวาย ณ ค่ายท่าประดู่ ลุศักราช...พระราชดำริแล้วให้หาเสนาบดี นายทัพนาย กองมาเฝ้าพร้อมกัน จึ่งประภาษว่า เราปรารภการครั้งนี้สู้เสียชีวิต เพราะกรุณาแก่สัตว์โลกซึ่งหาที่พำนักมิได้ และแผ่นดินจะไม่จลาจลสมบูรณ์เป็นที่ตั้งพระศาสนาได้นั้น เพราะปราศจากหลักตอคือคน อาสัจอาธรรม และบัดนี้นายทองอยู่ นกเล็ก ซึ่งตั้งอยู่ ณ เมือง ชลบุรีประพฤติพาลทุจริต คอยป้องกันกระทำข่มเหงอาณาประชาราษฎรผู้หาที่พึ่งมิได้ บรรดามีน้ำใจภักดีจะมาพึ่งเรานั้น ก็มามิได้ นายทองอยู่เป็นเสี้ยนหนามคอยสกัดตัดสัญจรคนทั้งปวงไว้ เรา ควรจะไปสั่งสอนทรมานนายทองอยู่ ให้ตั้งอยู่ตามคลองธรรมราบ คาบก่อน สมณพราหมณา ประชาราษฎร จึ่งจะได้อยู่เป็นสุข เสนาบดี นายทัพนายกองก็เห็นพร้อมตามพระราชดำริ ครั้น ณ วันศุกร์* จึ่งสั่งให้ยกพลทหารเสด็จพระราช-

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า องโกเสิ้ง
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า วันศุกร์ขึ้น ๔ ค่ำ เดือน ๖

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๕๓ ดำเนินไปตามสถลมารค เสด็จประทับอยู่ ณ บ้านหนองมน ให้ ทหารไปสอดแนมดู ได้เนื้อความว่า นายทองอยู่ให้เตรียมพลทหาร ศัสตราอาวุธ ปืนใหญ่น้อยไว้พร้อม จึ่งให้ยกพลทหารเข้าไปหยุด ประทับ ณ วัดหลวง ทางไกลเมืองประมาณ ๑๐๐ เส้น จึ่งให้ นายบุญรอด แขนอ่อน นายชื่น บ้านค่าย ซึ่งเป็นสหายกับนาย ทองอยู่ เข้าไปว่ากล่าวโดยยุติธรรม นายทองอยู่ก็อ่อนน้อมโดยดี นายบุญรอด นายชื่น จึ่งพานายทองอยู่ นกเล็ก เข้ามาเฝ้า ณ วัดหลวง สามิภักดิ์กระทำความสัตย์ถวาย แล้วก็นำเสด็จให้เข้าไป ณ เมืองชลบุรี ประทับอยู่ ณ เก๋งจีน นายทองอยู่จึ่งนำเสด็จทรง ช้างพระที่นั่ง นายบุญมี มหาดเล็ก (เป็น) ควาญท้าย เลียบทอด พระเนตรเมืองชลบุรี แล้วพาขุนหมื่นกรมการมาถวายบังคม ทรง พระกรุณานายทองอยู่ให้เป็นพระยาอนุราชบุรีศรีมหาสมุทร ตั้งขุน หมื่นกรมการตามฐานาศักดิ์เมืองชลบุรี แล้วพระราชทานกระบี่บั้ง เงิน ๑ เสื้อแพรเข้มขาบดอกใหญ่พื้นแดง ดุมทอง ๙ เข็มขัดทอง ประดับพลอยสายหนึ่ง แล้วพระราชทานราโชวาทสั่งสอนว่า แต่ก่อนท่านประพฤติการอันเป็นอาธรรมทุจริตนั้น จงละเสีย จงประพฤติ กุศลสุจริตให้สมควรด้วยฐานะศักดิ์แห่งท่าน จะได้เป็นเกียรติยศสืบ ไปในกัลปวสาน* จะเป็นวาสนาติดตามไปในอนาคต แล้วจึ่ง

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ในกาล เบื้องหน้า

๖๕๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม พระราชทานเงินตราไว้ ๒ ชั่ง สำหรับสงเคราะห์แก่สมณพราหมณา-จารย์ ประชาราษฎรผู้ยากไร้เข็ญใจ ซึ่งขัดสนด้วยข้าวปลาอาหาร นั้น จึ่งตรัสสั่งพระยาอนุราชว่า ผู้ใดจงใจอยู่ในสำนักท่าน ๆ จง โอบอ้อมอารี เลี้ยงดูไว้ให้เป็นผล ถ้าผู้ใดมีน้ำใจสามิภักดิ์จะตาม เราออกไป ท่านจงอย่ามีน้ำใจอิจฉา จงมีมุทิตาปราโมทย์ อย่า ได้ขัดขวาง* ช่วยส่งผู้นั้นออกไปถึงสำนักเรา อย่าให้เป็นเหตุ- การณ์ประการใดได้ และท่านจงบำรุงบวรพุทธศาสนา อาณา ประชาราษฎร ให้ทำมาหากินโดยภูมิลำเนา อย่าให้มีโจรผู้ร้าย เบียดเบียนแก่กันได้ แล้วพระราชทานเงินตราแก่สัปเหร่อ ให้ขน ซากกะเฬวร** อันอดอาหารตายนั้นเผาเสีย พระราชทานบังสุกุล ทานแล้ว พระราชทานเงินตรา อาหาร แก่ยาจก วณิพกในเมือง ชลบุรีเป็นอันมาก แล้วอุทิศกัลปนาพระราชกุศลให้แก่หมู่เปรตไป ในปรโลกนั้น เพื่อเป็นปัจจัยแก่ปรมาภิเษกสัมโพธิญาณ ครั้น ณ วันศุกร์เสด็จดำเนินกลับมาเมืองระยอง ฝ่าย พระยาจันทบูรซึ่งถวายสัตย์ปฏิญาณว่าจะมารับเสด็จนั้น จะได้มา ตามสัญญาหามิได้ ด้วยขุนราม หมื่นซ่อง อันเป็นคนอาสัตย์นั้น ยุยงว่ากล่าวให้คิดประทุษร้าย ตกแต่งป้อม ค่ายคู ประตูหอรบ

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ท่านจงอย่า มีน้ำใจอิจฉาเกียดกันไว้
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ซากศพ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๕๕ เชิงเทิน ตระเตรียมโยธาทหาร สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธปืน ใหญ่น้อยเสร็จแล้ว จึ่งคิดอุบายแต่งพระสงฆ์ ๔ รูปขึ้นมาเชิญเสด็จ เข้าไป ณ เมืองจันทบูร แล้วจึ่งจะกุมจับพระองค์ พระสงฆ์ ๔ รูป มามิทันเสด็จไปเมืองชลบุรี* พระสงฆ์นั้นก็ยั้งอยู่ท่า ณ เมืองระ- ยอง** ครั้นเสด็จถึงเมืองระยองเพลาเช้า จึ่งเข้าไปถวายพระพร วิจารณญาณอันคัมภีรภาพ ก็ทราบว่ากรรมนิยมแล้ว*** จึ่งจำให้ เป็นตามเหตุนั้น ครั้นรุ่งขึ้นเพลาเช้า จึ่งมีพระราชบริหารดำรัสด้วยนาย ทัพนายกองว่า พระยาจันทรบูรให้พระสงฆ์มารับเรานี้ ใครจะ เห็นร้ายดีประการใดบ้าง นายทัพนายกองปรึกษาพร้อมกันแล้ว กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าทั้งปวงเห็นว่า พระยาจันทบูรคิดประ- ทุษร้ายเป็นมั่นคง จึ่งตรัสว่าเมื่อเหตุเป็นฉะนี้แล้ว ชอบจะไปหรือ อย่าไปประการใด นายทัพนายกองพร้อมกันกราบทูลว่า ควรจะ

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) มีข้อความเติม ลงไปอีกว่า เสด็จไปเมืองชลบุรีเสียก่อนแล้ว
    • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า พระสงฆ์

นั้นก็ยับยั้งคอยท่าอยู่ ณ เมืองระยอง ทั้งนี้แสดงว่า ได้แก้ไขตกเติม ใหม่เพื่อให้สำนวนดีขึ้น

      • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ก็ทราบ

ว่าผลกรรมของสัตว์


๖๕๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เสด็จพระราชดำเนินไป ด้วยจะได้ประโยชน์ ๒ ประการ ประการ หนึ่งแม้นว่าพระยาจันทบูรจะเสียสัตย์ คิดประทุษร้ายก็ดี จะได้ ทรมานให้เสียพยศอันร้าย (หาก) พระยาจันทบูรยังตั้งอยู่ในความ สัตย์ก็จะได้พระราชทานราโชวาทสั่งสอนให้ตั้งอยู่โดยยุติธรรม ก็จะ เย็นอกสมณพราหมณ์ อาณาประชาราษฎรทั้งปวง จะได้เป็นพระ ศาสนาไปในอนาคตในสมัยนั้น ครั้น ณ วันพฤหัสบดี ศก เพลาเช้า อุษาโยคยามพฤหัสบดี ตรัสให้ยกพลนิกาย สรรพด้วยเครื่องสรรพาวุธออกจากเมืองระยอง พระสงฆ์ ๔ รูปนำเสด็จมาประทับร้อนแรมโดยระยะทาง ๕ วัน ถึง บ้านพลอยแหวน ครั้น ณ วันจันทร์ ศก จึ่งยกไปใกล้เมืองจันทรบูร ฝ่ายพระยาจันทบูร ให้ขุนปลัดกับคนมีชื่อออกมานำทัพ เป็นกลอุบายจะให้กองทัพหลวงเลี้ยวไปข้างใต้เมือง จะให้ข้ามน้ำ ไปอยู่ฟากตะวันออก จะ (คอย) ทำร้ายเมื่อพลทหารข้ามน้ำนั้น ครั้นตรัสทราบ จึ่งให้มีนายบุญมหาดเล็ก ขึ้นม้าควบไปห้ามทหาร กองหน้า มิให้ไปตามทางหลวงปลัดนำนั้น ให้กลับมาตามทาง ขวาตรงประตูท่าช้าง เสด็จประทับ ณ วัดแก้วริมเมืองจันทบูร จึ่ง ให้พลทหารตั้งกองทัพล้อมรอบพระวิหารวัดแก้ว เสด็จประทับอยู่ ที่นั้น ฝ่ายพระยาจันทบูรก็ให้พลทหารขึ้นประจำหน้าที่ แล้วจึ่ง ให้ขุนพรหมธิบาล ผู้เป็นพระท้ายน้ำ นายลิ่ม นายแก้ว แขก ธำมะรงพอน นายเม แขก ออกมาต้อนรับเสด็จ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๕๗ จึ่งตรัสว่า พระยาจันทบูรให้มาเชิญเราเข้าไปนั้น เห็นไม่ ต้องตามประเวณีธรรม ด้วยเห็นว่าผู้น้อยควรกระทำสัมมาคารวะ แก่ผู้ใหญ่ จึ่งจะเป็นมงคลแก่ตัว และจะให้ผู้ใหญ่เข้าไปหาท่าน อันเป็นผู้น้อยนั้น ดูมิบังควรเป็นมงคลแก่พระยาจันทรบูรเลย เรา จะยังเข้าไปมิได้ ให้พระยาจันทรบูรออกมาหาเราก่อน เราจะได้ แจ้งเนื้อความซึ่งขัดข้องในใจเรา ด้วยขุนราม หมื่นซ่อง อันเป็น ปัจจามิตรเราและเข้ามาอยู่ด้วยพระยาจันทบูร จะทำให้เราทั้งสอง มีน้ำจิตอันพิโรธแคลงกัน แม้นพระยาจันทรบูรมิออกมาหาเราก็ดี ถ้าส่งแต่ขุนราม หมื่นซ่อง ออกมากระทำความสัตย์แก่เราแล้ว เราจะเข้าไปด้วยมิได้แคลง เราตั้งเมตตาจิตรักเอ็นดูพระยาจันทบูร ประดุจน้องในอุทรเดียวกันกับเรา ถึงพระยาจันทบูรจะทำร้าย เรา ๆ ก็มิได้ตอบแทน รักษาเมตตาธรรมนั้น* ด้วยพระยาจันทบูร มิได้พิโรธอันใดกับเรา แล้วพระราชทานเงินแก่ขุนพรหมธิบาล ๆ ก็กลับเข้าไปว่ากล่าวตามดำรัสนั้น พระยาจันทบูรจึ่งใช้ให้พะทำมะรงพอนกับคนมีชื่อเอาของ เสวยออกมาถวาย ให้พระสงฆ์รูปซึ่งนำเสด็จมานั้นออกถวายพระพร ว่า พระยาจันทบูรให้เชิญเสด็จเข้าไป ตรัสว่า ในเมืองจันทบูรนี้ไม่ มีฆราวาสใช้แล้วหรือ จึ่งใช้แต่สมณะ แล้วจึ่งมีพระราชบริหารดำรัส

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า เราจะรักษา

เมตตาธรรมนั้นไว้


๖๕๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม แก่พระสงฆ์ว่า ความนี้โยมก็ได้สั่งไปแก่ขุนพรหมภิบาลแล้ว ขอผู้ เป็นเจ้าจงไปบอกแก่พระยาจันทรบูรว่า ไอ้ขุนราม หมื่นซ่อง เป็นปัจจามิตรแก่ข้าพเจ้า ยุยงพระยาจันทบูร ๆ หนุ่มแก่ความ จะฟัง เอาถ้อยคำไอ้เหล่านี้ ก็จะเสียที (ที่) รักเอ็นดูกัน ถ้าและพระยา จันทรบูรตั้งอยู่ในสัตยภาพไมตรี ก็จะส่งขุนราม หมื่นซ่อง ออกมา กระทำความสัตย์เถิด พระสงฆ์ถวายพระพรลามาว่าแก่พระยา จันทรบูร ๆ จึ่งใช้ขุนปลัดออกมาทูลว่า พระยาจันทรบูรมิได้ตั้งอยู่ใน สัตยภาพสามิภักดิ์หามิได้ จะใคร่ส่งขุนราม หมื่นซ่อง ออกมาอยู่ ขุนราม หมื่นซ่อง กลัวพระราชอาญา ด้วยตัวนั้นเป็นปัจจามิตร จะออกมามิได้ จึ่งตรัสว่า พระยาจันทบูรมิได้อยู่ในสัตยภาพแล้ว และเห็นว่าขุนราม หมื่นซ่อง จะช่วยป้องกันเมืองไว้ได้ ก็ให้เร่ง ตกแต่งการไว้ให้มั่นคงเถิด เราจะตีเอาให้ได้ แล้วจึ่งตรัสสั่งโยธาทหารทั้งปวง ใหหุงอาหารรับพระ ราชทานแล้ว เหลือนั้นสั่งให้สาดเท ทุบต่อยหม้อข้าวหม้อแกง เสียจงสิ้น ในเพลากลางคืนวันนี้เร่งเข้าตีเอาเมืองจันทบูรให้ได้ ไปกินข้าวเช้าเอาในเมือง ถ้ามิได้ ก็ให้ตายเสียด้วยกันจงพร้อม ทีเดียว ครั้น ณ วันอาทิตย์ เดือน ๗ ศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เพลา ๓ ยาม เป็นยาม ๗ ปลอดห่วง ตรัสให้ยกทัพบ่าย หน้าต่อทิศอิสานเข้าตีเมืองจันทบูร จัดทหารไทย จีน ลอบเข้าไป


พระราชพงศาดารกรุงสยาม ๖๕๙ ประจำด้านอยู่ทุกด้าน เพลาจะเข้าให้สัญญากันโห่ร้องจงทุกด้านว่า ถ้ามิเข้าได้แล้วให้โห่ร้องขึ้นพร้อมกัน* จึ่งทรงช้างพระที่นั่งพังคีรี บัญชรเข้าทลายประตูใหญ่ โยธาทหารซึ่งรักษาประตูและป้อมเชิง เทินนั้น ยิงปืนใหญ่น้อยดุจหนึ่งห่าฝนจะได้ถูกต้องโยธาผู้ใดผู้หนึ่ง หามิได้ ลอดท้องช้างพระที่นั่งไป ควาญช้างจึ่งเกี่ยวพังคีรีบัญชรให้ ถอยออกมา ทรงพระโกรธเงื้อพระแสงจะลงพระราชอาญานาย ท้ายช้าง ๆ ขอพระราชทานโทษได้ จึ่งทรงแสงพระกริชแทงพังคีรี- บัญชร ขับเข้าทลายประตูใหญ่พังลง ทหารหน้าช้างลอดเข้าไปได้ ให้ร้องโห่ขึ้นพร้อมกันดุจพระราชทานสัญญาไว้นั้น ฝ่ายโยธา ทหารซึ่งอยู่รักษาประตูและหน้าเชิงเทินนั้น แตกตื่นหนีออกจาก เมือง พระยาจันทบูรพาบุตรภริยาลงเรือไปปากน้ำพุทไธมาศ พล โยธาทหารไทย จีน เข้าไปจับได้ครอบครัว หิรัญ สุวรรณวัตถา ธัญญาหาร ปืนจ่ารงค์ มณฑก นกสับ คาบศิลา สรรพาวุธ

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ด้านนี้เข้าได้ แล้วโห่ร้องขึ้นพร้อม ๆ กัน

พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับกรมตำราพิมพ์ ร.ศ. ๑๓๑ ว่า ถ้าเข้า ได้แล้วโห่ร้องขึ้นพร้อมกัน ที่ถูกน่าจะเป็นดังที่กล่าวในพระราชพงศาวดารทั้ง ๒ ฉบับ คือถ้าเข้าเมือง ได้ ให้โห่ร้องขึ้นพร้อมๆ กัน เพราะข้อความตอนต่อไปในพระราชพง- ศาวดารฉบับนี้ ก็มีว่า สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีเมื่อทรงนำทหารเข้าเมือง จันทบูรได้ ก็ทรงสั่งให้ทหารโห่ร้องขึ้นพร้อมกัน ดุจดังที่ได้พระราชทาน สัญญาไว้นั้น

๖๖๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ทั้งปวงเป็นอันมาก ก็เสด็จยับยั้งอยู่ ณ เมืองจันทบูร พระราชทาน หิตฐานันดร และทรัพยวัตถาลังกา (ภรณ์) ตามฐานานุกูล* ผู้มี ความชอบมากและน้อย ครั้น ณ วันจันทร์ จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก เสด็จดำเนินโดยทางสถลมารคกอปรด้วยพลทหารประมาณ ๑,๐๐๐ เศษ เดชะพระบารมีโพธิสมภาร ฝนตก ๗ วัน ๗ คืน แล้วตรัส สั่งให้พระรามพิชัย หลวงราชรินทร์เป็นแม่กองทัพเรือ ๆ ประมาณ ๕๐ เศษ พร้อมด้วยหมู่พลพยุหโยธาเสนาทั้งปวง ไปโดยทาง สถลมารคถึงบ้านทุ่งใหญ่ แล้วเสด็จลงเรือไปล้อมสำเภาข้าศึกไว้ คืนหนึ่ง แล้วฝ่ายวาณิช พ่อค้า นายสำเภาทั้งปวงก็ยังมิได้อ่อน น้อม ครั้นเพลารุ่งเช้า จึ่งสั่งนายทัพนายกองให้ยกเข้าตีสำเภา อยู่ประมาณกึ่งวัน ข้าศึกลูกค้าชาวสำเภาต้านทานมิได้ ก็อัปราชัย พ่ายแพ้ ได้ทรัพย์สิ่งของหิรัญ สุวรรณวัตถาลังกาภรณ์เป็นอันมาก ฝ่ายจีนเจียมผู้เป็นใหญ่กว่าเจ้าสำเภาทั้งปวงสวามิภักดิ์ พาเอาธิดา มาถวาย ในวันนั้นก็เสด็จกลับมา ณ เมืองจันทบูร ยับยั้งอยู่ต่อ เรือรบ เดือนอ้าย ได้ ๑๐๐ ลำเศษ

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า พระราช- ทานฐานาศักดิ์และบำเหน็จรางวัล

ข้อความตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พระราชพงศาวดารกรุงธนบรีฉบับกรมตำรา พิมพ์เมื่อ ร.ศ. ๑๓๑ ไม่เหมือนกับพระราชพงศาวดารฉบับนี้ มีเพิ่มเติม ข้อความเข้าไปอีกมาก

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๖๑ ลุศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก* พระบรมหน่อ พุทธางกูรเจ้าได้ทรงพระเสวนาการกิตติศัพท์ว่า กรุงเทพฯ ถึงแก่ พินาศฉิบหาย สมณพราหมณาจารย์ ขัตติยวงศา เสนาพฤฒา- มาตย์ ราษฎร ได้ความเดือดร้อนทุกข์ลำบาก พระบวรพุทธศาสนา ก็เศร้าหมอง แต่เหตุพม่าตั้งพระนายกองไว้รั้งเมือง และผู้ครอง เมืองเอก โท ตรี จัตวา บรรดาขึ้นแก่กรุงเทพมหานครนั้นก็กำเริบอหังการ ตั้งอาตมารับพระโองการเป็นหมู่เป็นเหล่ากัน** จึ่งเกิด โจรทุพภิกขภัย สัตว์ทั้งปวงอนาถาหาที่พึ่งมิได้ จึ่งทรงพระราช- อุตสาหะยกพลสรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธเป็นอันมาก ออก จากเมืองจันทบูรโดยชลมารค ครั้น ณ วัน ปีชวด สัมฤทธิศก เพลาเช้า ๒ โมงเศษ เสด็จถึงเมืองชลบุรี มีพระราชบริหารให้พิพากษาโทษ พิฆาต พระยาอนุราช หลวงพล ขุนอินเชียง ซึ่งกระทำความผิดด้วย โจรกรรม ตีชิงสำเภาลูกค้าวาณิช กระทำการทุจริตให้เสียพระ เกียรติยศ พระราชสิริสวัสดิ์นั้น ตามกฎพระอัยการ แล้วตั้งผู้รั้ง

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า จุลศักราช ๑๑๒๙ ปีกุน นพศก
    • สำนวนความในตอนนี้น่าจะเป็นสำนวนเดิม พระราชพงศาวดารกรุงธน- บุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ได้แก้ไขเพิ่มเติมให้สละสลวยขึ้น โดย กล่าวว่า ชวนกันกำเริบอหังการตั้งตัวเป็นใหญ่ ให้รับพระโองการเป็น หมู่เป็นเหล่ากัน

๖๖๒ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กรมการตามฐานาศักดิ์คุณานุรูปความชอบ ให้รักษาเมืองชลบุรี ครั้น ณ วัน ปีชวด สัมฤทธิศก ยกพลทหารมาถึงปาก น้ำเมืองสมุทรปราการ เพลารุ่งเช้าจึ่งให้ยกเร่งรีบเข้าไปจะตีเมือง ธนบุรี ครั้นเพลายามเศษ กรมการทหารซึ่งอยู่เมืองธนบุรีแตก พ่ายหนีขึ้นไป ณ โพธิ์สามต้น แจ้งเหตุแก่สุกี้ ผู้เป็นพระ นายกอง ๆ ให้จัดพลทหารพม่า มอญ ไทย เป็นทัพเรือ มองยา เป็นนายทัพ มาตั้งสกัด ณ เพนียด ครั้นเพลากลางคืนเรือรบพระยากลาโหมซึ่งบรรทุกกระสุนดินประสิวล่มลง ให้ลงพระราชอาญาพระยากลาโหม (และ) เสนาบดี ฝ่ายทหารเป็นหลายคน ซึ่งกระทำความผิดมิได้อยู่ในพระราช โอวาท แล้วตรัสให้รีบยกพลทหารไปในเพลากลางคืน และกอง ทัพมองยา ทหารโพธิ์สามต้นรู้ข่าวว่า ทัพหลวงถึงกรุงเทพฯ ก็ พ่ายหนี ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันเดือน ๑๒ เพลาเช้า ๓ โมงเศษ เข้า ตีค่ายโพธิ์สามต้นฟากตะวันออก (พม่า) แตกหนีเข้าค่าย จึ่งตรัส สั่งทำให้บันได จะเข้าตีค่ายด้านตะวันตก ซึ่งพระนายกองอยู่นั้น กองพระยาพิพิธ พระยาพิชัย ทัพจีนเป็นทัพหน้า* เข้าตั้งค่าย ประชิด ณ วัดกลาง ห่างค่ายประมาณ ๗ - ๘ เส้น ด้วยพระเดช เดชานุภาพ ฝ่ายข้าศึกสยดสยอง บันดาลให้กลัวเป็นกำลัง

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ไม่มีคำว่าทัพจีน

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๖๓ ต่างคนหนีออกจากค่ายพระนายกองสิ้น พระนายกองสะดุ้งตกใจ จึ่งคิดอ่านให้พระยาธิเบศร์บริรักษ์ ผู้เป็นเจ้พระยาศรีธรรมราช ออกมาถวายบังคมสวามิภักดิ์ ขอเป็นข้าใต้ละออง ฯ เชิญเสด็จพระ ราชดำเนินเข้าไป ณ จวน แล้วตรัสสั่งมิให้ทหารกระทำอันตราย เบียดเบียนแก่ไพร่ฟ้าประชากรทั้งปวง ครั้นตรัสเห็นขัตติยวงศา- บุราณ เสนาบดี ซึ่งอนาถาได้ความทุกขเวทนาลำบากก็พระราช- ทานทรัพย์เสื้อผ้าต่าง ๆ แก่พระนายกองและเสนาบดีผู้ใหญ่ผู้น้อย เป็นอันมาก แล้วจึ่งเชิญเสด็จพระบรมศพพระที่นั่งสุริยาศน์- อมรินทร์แห่แหนมา ณ โพธิ์สามต้น ถวายพระเพลิงแล้วพระราช- ทานฐานาศักดิ์แก่เสนาบดี ให้คงที่อยู่กับพระนายกองดังเก่า อนึ่งแต่งให้ขึ้นไปเกลี้ยกล่อม ณ เมืองลพบุรีสำเร็จแล้ว ให้ รับบุราณขัตติยวงศาซึ่งได้ความลำบาก กับทั้งพระบรมวงศ์ ลงมา ทำนุบำรุง ณ เมืองธนบุรี ลุศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก ทอดพระเนตรเห็น อัฐิกะเฬวรคนทั้งปวง อันถึงวิบัติฉิบหายด้วย ทุพภิกขะ โจระ โรคะ สุมกองอยู่ดุจหนึ่งภูเขา และเห็นประชาชนซึ่งลำบากอดอยากอาหาร มีรูปร่างประดุจหนึ่งเปรตปีศาจพึงเกลียด ทรงพระสังเวช ประดุจมีพระทัยเหนื่อยหน่ายในราชสมบัติ จะเสด็จไปเมืองจันทบูร จึ่งสมณพราหมณาจารย์ เสนาบดี ประชาราษฎร ชวนกันกราบ ทูลอาราธนาวิงวอน สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมหน่อพุทธางกูรตรัส

๖๖๔ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม เห็นประโยชน์ อันจะเป็นปัจจัยแก่พระปรมาภิเษกสมโพธิญาณ นั้น ก็รับอาราธนา จึ่งเสด็จยับยั้งอยู่ ณ พระตำหนักเมืองธนบุรี จำเดิมแต่นั้น ด้วยกำลังพระกรุณาพระราชอุตสาหะในสัตว์ โลกและพระพุทธศาสนา มิเป็น (อัน) ที่จะบรรทม ทรงเสวยเป็นสุข ในพระราชอิริยาบถด้วยขัตติยวงศา สมณาจารย์ เสนาบดี อาณา- ประชาราษฎร ยาจก วณิพก คนโซอนาถา ทั่วทุกเสมามณฑล เกลื่อนกล่นกันมารับพระราชทานมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ฝ่ายข้าราชการ ทหาร พลเรือน ไทย จีนนั้น รับพระราชทานข้าวสารเสมอคนละถัง กินคนละ ๒๐ วัน ครั้งนั้นยังหาผู้จะทำนามิได้ อาหารกันดาร ข้าวสาร สำเภาขายถังละ ๓ บาทบ้าง ๑ ตำลึงบ้าง ๑ ตำลึง ๑ บาทบ้าง ยังทรงพระกรุณาด้วยพระปรีชาญาณ อุตสาห์เลี้ยงสัตว์โลกทั้งปวง พระราชทานชีวิตให้คงคืนไว้ได้ และพระราชทานวัตถาลังกาภรณ์ เสื้อผ้า เงินตรา จะนับจะประมาณมิได้ จนทุกข์พระทัย ออก พระโอษฐ์ว่า บุคคลผู้ใดเป็นอาทิคือ เทวดา บุคคล ผู้มีฤทธิ์มา ประสิทธ์กระทำให้ข้าวปลาอาหารสมบูรณ์ขึ้น ให้สัตว์โลกเป็นสุข ได้ แม้นผู้นั้นจะปรารถนาพระพาหาแห่งเราข้างหนึ่ง ก็อาจจะตัด บริจาคให้แก่ผู้นั้นได้ ด้วยความกรุณาเป็นความสัตย์ฉะนี้ ลุศักราช ๑๑๓๐ ปีชวด สัมฤทธิศก โปมัง พม่านายทัพ คุมพลทหารพม่าทัพบก ทัพเรือ ประมาณ ๒,๐๐๐ เศษ ยกเข้ามา


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๖๕ อีกครั้งหนึ่ง ตีล่วงมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งเข้าไว้จะใกล้เสียอยู่แล้ว ครั้นทราบพระญาณในทันใด วันนั้นดีพระราชหฤทัยประดุจได้ พระราชลาภอันอุดมกว่าลาภทั้งปวง จึ่งให้เตรียมพลโยธาทหาร ทัพเรือประมาณ ๒๐ ลำเศษ แล้วทรงเรือพระที่นั่งสุวรรณมหา- พิชัยนาวา สรรพด้วยเครื่องศัสตราวุธ ครั้นได้ศุภมงคลสนิถาน กุศลฤกษ์* พระทัยพร้อมด้วยพหิพยันดรราชฤกษ์ ก็ยกพลนิกาย โดยทางชลมารค ด้วยอาการอันเร็วรวดดุจพระยาชวันราชหงส์ อันนำหน้าสุวรรณหงส์ทั้งปวงไปในราตรีนั้น ฝ่ายทัพเรือพม่ายกลงมา ตรัสเห็นแล้วก็รีบเรือพระที่นั่ง กับทัพทหารทั้งปวง ไล่ตะลุมบอนยิงปืนจ่ารงค์ มณฑก นกสับ คาบศิลา ถูกพม่าล้มตาย พ่ายขึ้นไปถึงทัพใหญ่ จึ่งไล่ขยี้ยิงปืน ตับใหญ่ พม่าแตกตื่นล้มตายด้วยฝีมือทหารไทยฟันแทงตายในน้ำ เป็นอันมาก บ้างหนีขึ้นบกเล็ดลอดซ่อนเร้นสะดุ้งตกใจ ที่หนีไป แว่นแคว้นแดนเมืองอังวะได้นั้นน้อยนัก ทหารไทยเก็บได้เครื่อง ศัสตราวุธ เรือรบ เรือไล่ครั้งนั้นเป็นอันมาก พระเกียรติยศก็ ลือชาปรากฏ ดุจพระยาไกรสรสีหราชอันเป็นที่กลัวแห่งหมู่สัตว์ จัตุบาททั้งปวง ครั้งนั้นหมู่คน อาสัจ อธรรม ซึ่งคุมพรรคพวกตั้งอยู่

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า ครั้นได้ ศุภมงคลนิทานสกุณฤกษ์

๖๖๖ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม กระทำจารกรรม ณ หัวเมืองเอก โท ตรี จัตวา มิได้เชื่อพระ บรมธิคุณ และตั้งตัวเป็นใหญ่นั้น ก็บันดาลให้สยดสยองพอง เศียรเกล้า ชวนกันนำเอาเครื่องราชบรรณาการต่าง ๆ เข้ามาถวาย เป็นอันมาก ทรงพระกรุณาพระราชทานเงินทอง เสื้อผ้า ฐานา- ศักดิ์โดยสมควรคุณานุรูป ให้ตั้งอยู่ในยุติธรรม ขณะนั้นลูกค้า วาณิชได้ทำมาหากิน ไปมาค้าขาย เป็นสุขสมบูรณ์ด้วยอาหาร ได้บำเพ็ญทัศนบุญ กิริยาวัตถุ กุศลต่าง ๆ ฝ่ายสมณก็รับจัตุปัจจัย ทานเป็นสุขบริโภค ได้บำเพ็ญสมณธรรมตามสมณกิจ ลุศักราช..... ทรงพระดำริว่า พระพุทธศาสนาจัก สมบูรณ์รุ่งเรืองนั้น ด้วยบริษัททั้งสี่ปรนนิบัติตามพุทโธวาท และ พระสงฆ์ทุกวันนี้ยังปรนนิบัติพระจัตุปาริสุทธศีลสังวรนั้นมิบริบูรณ์ จึ่งทรงพระกรุณาตั้งพระสังฆราชราชาคณะขึ้นไว้ ให้กำชับว่ากล่าว พระสงฆ์ทั้งปวง แล้วทรงพระราชศรัทธาจ้างใหหมู่เสนา ทหาร พลเรือน สร้างพระวิหาร เสนาสนะ กุฏิ มากกว่า ๒๐๐ กุฏิ สิ้นพระราชทรัพย์เป็นอันมาก แล้วจึ่งตรัสพระราชทานโอวาท ประกาศไว้ว่า ขอพระผู้เป็นเจ้าทั้งปวงจงตั้งสติอารมณ์ปรนนิบัติ ตั้งอยู่ในพระจัตุปาริสุทธศีลสังวรวินัยบัญญัติบริบูรณ์ อย่าให้พระศาสนา (ของ) พระองค์เศร้าหมองเลย แม้นผู้เป็นเจ้าจะขัด สนด้วยจัตุปัจจัยทั้ง ๔ ประการนั้น เป็นธุระโยมจะอุปถัมภ์ ถ้า ผู้เป็นเจ้าทั้งปวงมีศีลคุณบริบูรณ์ในพระศาสนาแล้ว แม้นจะ


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๖๗ ปรารถนามังสะรุทธิระโยม ๆ ก็อาจสามารถจะเชือดเนื้อและโลหิต ออกบำเพ็ญทานได้ ลุศักราช... ทรงพระดำริว่า พระศาสนาจะวุฑฒิจิร- ฐิติกาลนั้น เพราะพระปริยัติกุลบุตรเล่าเรียนพระไตรปิฎก จึ่งทรง พระกรุณาให้สังฆการี ธรรมการ ทำสารบาญชีพระสงฆ์ ผู้ใด บอกเล่าเรียนพระไตรปิฎกได้เป็นอันมาก จึ่งทรงถวายไตรผ้าเทศ เนื้อละเอียด แล้วพระราชทานจัตุปัจจัยแก่ เถร เณร ตามได้เล่า เรียนมากและน้อย อนึ่งโปรยปรายพระราชทรัพย์และแจกทานแก่ ยาจกทุกวันบัณรสี อัฐมี อุโบสถ และตั้งนิตยภัตไว้สำหรับคนโซ ทั้งปวง ลุศักราช... เสด็จยกพลนิกรดำเนินทัพสรรพด้วย โยธาทหารใหญ่น้อย ขึ้นไปปราบเมืองพิษณุโลก ถึงตำบลเกยชัย พระยาพิษณุโลกรู้ประพฤติเหตุ แต่งพลทหารให้หลวงโกษา ยัง ยกออกมาตั้งรับ พระเจ้าอยู่หัวเสด็จนำพลทหารทั้งปวงเข้ารณรงค์ ข้าศึกครั้งนั้น ฝ่ายข้าศึกยิงปืนมาดังห่าฝน ต้องพระชงฆ์เบื้องซ้าย เลียบตัดผิวพระมังสะไป จึ่งให้ล่าทัพยังกรุงธนบุรี อนึ่งกรมหมื่นเทพพิพิธซึ่งแตกแก่กองทัพพม่า ณ เมือง ปราจีนบุรี แต่ครั้งกรุงเทพมหานครยังมิได้เสียนั้น พาอพยพยก ไปตั้งอยู่ ณ ด่านโคกพระยา แขวงเมืองนครราชสีมา จึ่งพระ พิมลสงคราม หลวงนรินทร์ เจ้าเมืองปราจีน ไพร่ชาย หญิง


๖๖๘ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ประมาณ ๖,๐๐๐ - ๗,๐๐๐ ยกขึ้นทางด่านจันทึก ฝ่ายพระยานคร ราชสีมาให้จับฆ่าเสียสิ้น ต้อนเอาครอบครัวเข้าไปไว้ กรมหมื่น เทพพิพิธจึ่งให้หลวงมหาพิชัย ให้นายทองดำเอาหมวกฝรั่ง ๑ เสื้อ แพรกระบวนจีน ๑ ผ้าเขียว ๒ ผืน ไปให้พระยานครราชสีมา ครั้นอยู่ประมาณ ๑๔ - ๑๕ วัน หลวงพลออกมาทูลว่า พระยานครราชสีมาเกณฑ์เขมร ๔๐๐ จะจับเอาเจ้าส่งลงไป ณ กรุงเทพฯ กรมหมื่นเทพพิพิธจึ่งคิดการจะหนี หม่อมประยงค์ไม่ เห็นด้วย ทูลขอเงิน ๕ ชั่ง กับผ้าน้ำกิ่ง ๑๐ พับ ไปแจกนายบ้าน ทั้ง ๑๒ ตำบล เกลี้ยกล่อมได้คน ๔๕๐ ครั้น ณ วันขึ้น ๑๔ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ อัฐศก จึ่งให้หม่อมประยงค์ หลวงมหาพิชัย หลวงปราบ คุมไพร่ ๓๐ เศษกับพวกชาวบ้านยกเข้าไป รุ่งขึ้นเป็น วันพระ พระยานครราชสีมาจะออกมาทำบุญ ณ วัดบุรณะ ก็ยก เข้าล้อมจวน จับพระยานครราชสีมาได้ฆ่าเสีย แต่หลวงแพ่ง น้องพระยานครราชสีมาขึ้นมาหนีไปได้ จึ่งให้ยิงปืนใหญ่ตาม สัญญา แล้วเก็บคนออกมารับเจ้าเข้าไปอยู่ประมาณ ๕ วัน หลวง แพ่งชักชวนพระพิมายยกมาล้อมเมืองนครราชสีมา ๆ เกณฑ์ขึ้นรักษาหน้าที่เบาบางนัก รบต้านทานอยู่ ๔ วัน พวกกองทัพหลวงแพ่ง ตีเข้าได้ทางป้อมวัดพยับ จับเอาหม่อมดารา หม่อมธารา พระ พชัยราชา หลวงมหาพิชัย กับขุนหมื่นนายทัพนายกองฆ่าเสียเป็น อันมาก นายแก่นได้หม่อมอุบล บุตรกรมหมื่นเทพพิพิธเป็นเมีย


พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๖๙ นายยนได้เสมห้ามเป็นเมีย หลวงแพ่งจะประหารชีวิตกรมหมื่น เทพพิพิธเสีย พระพิมายจึ่งพาไปไว้ ณ เมืองพิมาย กรมหมื่น เทพพิพิธกับพระพิมายรักใคร่กันเป็นอันหนึ่งอันเดียว จึ่งตั้งพระ พิมายเป็นพระยาศรีสุริวงศ์ นายสา บุตรพระพิมาย เป็นพระยา มหามนตรี ให้พระยาน้อย น้องพระยามหามนตรี เป็นพระยา วรวงศาธิราช ครั้นอยู่มาพระยาศรีสุริวงศ์ พระยามนตรี พระยา วรวงศาธิราช คิดกันจะฆ่าหลวงแพ่งเสีย ขณะนั้นหลวงแพ่งทำ บุญให้มีละคร พระยาสุริยวงศ์ พระยามหามนตรี พระยา วรวงศาธิราช พาคนมีฝีมือประมาณ ๑๐ คน กับไพร่ ๕๐๐ ลงมา ณ เมืองนครราชสีมา ทั้ง ๓ พระยาเข้านั่งดูด้วยกันกับหลวงแพ่ง ครั้นได้ทีพระยาศรีสุริวงศ์ฟันหลวงแพ่ง พระยามหามนตรีฟัน นายแก่น พระยาวรวงศาฟันนายยน ตายทั้ง ๓ คน พวกทหาร เมืองพิมายฆ่าฟันทหารเมืองนครราชสีมาตายเป็นอันมาก แล้ว พระยาศรีสุริวงศ์ให้พระยาวรวงศาอยู่ ณ บ้านจอหอ รักษาเมืองนครราชสีมา พระยาสุริยวงศ์ พระยามหามนตรี กลับไปอยู่ ณ เมืองพิมาย กรมหมื่นเทพพิพิธก็เป็นเจ้าอยู่เมืองพิมาย จึ่งให้ ลงมารับพระนายกองและมองยา ซึ่งอยู่รั้งกรุงนั้นขึ้นไป ณ เมือง พิมาย พระเจ้าอยู่หัวตรัสทราบเหตุ จึ่งเสด็จกรีธาทัพยกขึ้นไป ฝ่ายกรมหมื่นเทพพิพธให้พระยาวรวงศายกมาตั้งรับ ณ ด่านขุนทดทางหนึ่ง พระเจ้าอยู่หัวดำรัสให้พระราชรินทร์ พระ


๖๗๐ พระราชพงศาวดารกรุงสยาม มหามนตรี ยกไปตีพระยาวรวงศาธิราชแล้ว จึ่งเสด็จดำเนินทัพ เข้าตีบ้านจอหอ จับได้พระยาศรีสุริวงศ์ พระยามหามนตรี ให้ ประหารเสีย แต่กรมหมื่นเทพพิพิธนั้น ให้สำเร็จด้วยท่อนจันทน์ ตามประเพณี ฝ่ายพระยาวรวงศาธิราชนั้นแตกหนีไปเมืองเสียมราบ จึ่ง ดำรัสให้พระราชรินทร์ พระมหามนตรี ยกกองทัพไปตีเมือง เสียบราบได้ แต่พระยาวรวงศาธราชนั้นหนีสูญไป พระราชรินทร์ พระมหามนตรี จึ่งให้เลิกทัพกลับกรุงธนบุรี ขณะนั้นโปรดให้ พระราชรินทร์เป็นพระยาอภัยรณฤทธิ์ พระมหามนตรีเป็นพระยา อนุชิตราชา จางวางพระตำรวจฝ่ายซ้าย ขวา โดยความชอบ ณ วันอังคาร ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนอ้าย ปีชวด สัมฤทธิศก เพลาย่ำค่ำแล้วทุ่มหนึ่ง มีจันทรุปราคาคาย วันอังคาร แรม ๔ ค่ำ เดือนอ้าย เพลาเช้าโมงหนึ่ง เสด็จออกขุนนาง ตรัสประภาษเนื้อความ จีนเซง * ซื้อทองพระ พุทธรูปลงสำเภา พระราชสุจริตปรารภตั้งพระอุเบกขาพรหมวิหาร เพื่อจะทำนุบำรุงพระบวรพุทธศาสนาและอาณาประชาราษฎรนั้นอัศจรรย์แผ่นดินไหวเป็นช้านาน วันเสาร์ ขึ้น ๒ ค่ำ เดือน ๕ จุลศักราช ๑๑๓๐ เพลา ๒ ยาม แผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง

  • พระราชพงศาวดารกรุงธนบุรีฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) ว่า จีนเส็ง

พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ๖๗๑ วันอาทิตย์ แรม ๖ ค่ำ เดือน ๓ เพลาเช้า ๓ โมงเศษ แขกเมืองลาวหล่มสักมาสู่โพธิสมภาร ถวายช้าง ๑ ม้า ๕ ณ วันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ข้าวสารเป็นเกวียน ละ ๒ ชั่ง อาณาประชาราษฎรขัดสน จึ่งทรงพระกรุณาให้ข้าทูล ละอองผู้ใหญ่น้อยทำนาปรัง ครั้น ณ วันจันทร์ แรม ๑๔ ค่ำ เดือน ๓ ข้าราชการ เมืองกัมพูชาธิบดีปากน้ำพุทไธมาศบอกเข้ามา จึ่งทรงพระกรุณา ให้กรมท่าไปทำค่ายปากน้ำพระประแดง ท่าจีน แม่กลอง ขณะ (นั้น) โปรดให้พระยาอนุชิตราชา เป็นเจ้าพระยายมราช ครั้น ณ เดือน ๕ หนูคะนองกินข้าวในยุ้งฉาง และกัดสิ่งของและทรัพย์สินทั้งปวงเสีย จึงมีรับสั่งให้ข้าทูลละออง ฯ และ ราษฎรดักหนูมาส่งแก่กรมพระนครบาล หนูสงบหายไป วันจันทร์ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ จุลศักราช ๑๑๓๑ ปีฉลู เอกศก หม่อมเจ้าอุบล บุตรกรมหมื่นเทพพิพิธ หม่อมเจ้าฉิม บุตรเจ้าฟ้าจิตร กับนางละคร ๔ คน ผิดกับฝรั่งมหาดเล็ก ๒ คนพิจารณาเป็นสัตย์ แล้วสั่งให้ฝีพายทนายเลือกทำประจาน อย่าให้ ดูเยี่ยงกันต่อไปได้ แล้วตัดศรีษะ ตัดแขน ผ่าอกเสียทั้งหญิง ท