พระราชพงศาวดาร ความเก่า

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

คำชี้แจง[แก้ไข]




คำชี้แจง
คณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่
หนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑


ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ เป็นหนังสือที่นำพงศาวดารที่เคยรวมพิมพ์อยู่ในชุดประชุมพงศาวดาร ๘๒ ภาค เฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับการเมืองการปกครอง ทั้งในรูปพงศาวดาร ตำนาน และจดหมายเหตุ มารวมพิมพ์ไว้ด้วยกัน และได้ตรวจสอบชำระใหม่ภายใต้การควบคุมดำเนินการของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิชำระและจัดพิมพ์หนังสือประชุมพงศาวดาร เล่ม ๑ ในคณะกรรมการโครงการชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือชุดประชุมพงศาวดาร มีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรเป็นผู้ดำเนินงานตรวจสอบชำระ รวมเรื่องต่าง ๆ ไว้ ๙ เรื่อง คือ

๑.   จดหมายเหตุโหร

๒.   จดหมายเหตุโหรของจมื่นก่งศิลป์

จดหมายเหตุทั้งสองเรื่องเคยรวมพิมพ์อยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๖๐ และพิมพ์เผยแพร่อีกสามครั้งใน พ.ศ. ๒๕๐๗ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในฐานะสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ทรงพระนิพนธ์คำนำไว้ในการพิมพ์ครั้งแรกว่า

๑.   หนังสือจดหมายเหตุโหรนั้น จะอธิบายถึงลักษณที่โหรจดหมายเหตุให้ผู้ซึ่งยังไม่เคยทราบได้ทราบก่อน คือ วิธีจดหมายเหตุของโหร เขาทำประดิทินบอกวันแลฤกษ์ยามเปนรายวันล่วงน่าไว้ตลอดปี แลมีที่ว่างไว้สำหรับจดเหตุการณ์ในประดิทินนั้น โหรฤๅใครที่เอาใจใส่ในฤกษ์ยามแลการจดหมายเหตุก็มีสมุดประดิทินเช่นนี้ไว้ทำนองเดียวกันกับฝรั่งที่เรียกว่า สมุดไดเอรี เมื่อมีเหตุการณ์อันใดเกิดขึ้นในวันใดซึ่งผู้เจ้าของประดิทินเห็นควรจะจดจำ ก็จดลงไว้ในประดิทินตรงช่องวันนั้น วันที่ไม่มีเหตุการณ์จะจด ก็ปล่อยว่างไว้ ทำกันเช่นนี้มาแต่โบราณ แต่ผู้ที่มีประดิทินไว้จดหมายเหตุมีมากด้วยกัน ความรู้เห็นความนิยมต่างกัน จดหมายเหตุที่ลงประดิทินจึงต้องกันบ้างต่างกันบ้าง เมื่อนานเข้า มีผู้รวมประดิทินปีล่วง ๆ มาแล้วมาจดวันฤกษ์ยามแลเหตุการณ์ลงเปนสังเขปอิกชั้น ๑ เรียกว่า ปูม หนังสือปูมนี้ฉบับที่มีในหอพระสุมดฯ ๒๐๘ ปี ตั้งแต่ประจำปีฉลู จุลศักราช ๑๐๗๑ พ.ศ. ๒๒๕๒ ในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระครั้งกรุงเก่าเปนต้นมา นอกจากนี้ ยังมีจดหมายเหตุก่อนเก่าขึ้นไปกว่าปูมที่มีโหรจดลงไว้เปนจดหมายเหตุเบ็ดเตล็ดอิกหลายฉบับ กรรมการรวมหนังสือเหล่านี้มอบให้พระเทวโลก (แหยม วัชรโชติ) คัดแต่เฉภาะจดหมายเหตุการณ์ซึ่งปรากฏในจดหมายเหตุโหรแลปูมบรรดามีในหอพระสมุดฯ เรียบเรียงโดยลำดับเวลาก่อนแลหลัง ให้รู้เฉภาะวันเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ซึ่งโหรได้จดไว้แต่โบราณมา เมื่อเรียบเรียงแล้วเอามาดู เห็นเปนหนังสือน่ารู้แลน่าอ่านมาก เชื่อว่า ยังไม่เคยรวบรวมได้อย่างนี้มาแต่ก่อน จึงเอามาพิมพ์ไว้ในประชุมพงษาวดารเล่มนี้เรื่อง ๑

๒.   จดหมายเหตุของจมื่นก่งศิลป์นั้น พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) พึ่งได้ต้นฉบับมาให้หอพระสมุดฯ เมื่อจะพิมพ์หนังสือเล่มนี้ เมื่อตรวจ เห็นน่าอ่าน แลอยู่ในพวกเดียวกับจดหมายเหตุโหรที่พิมพ์ไว้ข้างน่า จึงได้คัดส่งลงพิมพ์ต่อกันมาอิกเรื่อง ๑

จมืนก่งศิลป์คนนี้ชื่อตัวชื่อ หรุ่น เปนบุตรพระอัคเนศรม่วง บ้านอยู่ที่น่าวัดราชบุรณ เปนผู้หนึ่งซึ่งชอบศึกษาวิชาโหร จึงมีประดิทินแลเอาใจใส่จดหมายเหตุโดยวิธีที่อธิบายมาก่อนแล้ว จดมาตั้งแต่ปีมะโรง จุลศักราช ๑๒๑๘ พ.ศ. ๒๓๙๙ ในรัชกาลที่ ๔ จนปีฉลู จุลศักราช ๑๒๕๑ พ.ศ. ๒๔๓๒ ในรัชกาลที่ ๕ รวมเบ็ดเสร็จ ๓๓ ปี นับว่า เปนปูมชั้นใหม่ กระบวนจดอยู่ข้างเลอียดลออ มีทั้งเหตุการณ์บ้านเมืองแลเหตุการณ์ในตัว แม้ที่สุด ฟันของตัวหักวันใดเวลาใดก็จดลงไว้ในประดิทิน ข้าพเจ้าได้ให้คัดจดหมายเหตุส่วนตัวจมื่นก่งศิลป์ออกเสีย เอาไว้แต่ที่เปนสาธารณะพิมพ์ไว้ในประชุมพงษาวดารเล่มนี้

จดหมายเหตุในปูมของโหรก็ดี ของหมื่นก่งศิลป์ก็ดี ท่านผู้อ่านจะสังเกตเห็นว่า พอใจจดเหตุการณ์ซึ่งเกิดในอากาศ ที่เขาจดเช่นนั้นด้วยเขาเชื่อว่า เหตุการณ์ในอากาศอาจจะเปนนิมิตรให้เกิดเหตุร้ายดีแก่หมู่มนุษย์ เพราะฉนั้น เมื่อเห็นเหตุการร์แปลกปลาดอันใดมีขึ้นในอากาศ จึงจดไว้ คอยดูว่า จะมีเหตุอย่างไรแก่มนุษย์บ้าง เมื่อไม่มีก็แล้วไป ส่วนจดเหตุการณ์ที่บังเกิดมีในหมู่มนุษย์นั้น เขารู้มาอย่างไร แลเขาเข้าใจความอย่างไร ก็จดลงตามรู้ตามคิดเห็น ด้วยเหตุนี้ ความที่จดไว้ในหมายเหตุจะถูกต้องเท็จจริงอย่างไรก็เปนตามความรู้เห็นของผู้ที่จดนั้น จดหมายเหตุที่คัดมาพิมพ์ไว้ในสมุดเล่มนี้คัดมาตามที่เขาจดไว้ แม้จนถ้อยคำก็มิได้แก้ไข เพื่อจะให้ท่านทั้งหลายเห็นว่า พวกที่เขาจดหมายเหตุกันแต่ก่อนเขาจดกันอย่างไร กรรมการหอพระสมุดฯ ไม่รับผิดชอบฤๅยืนยันว่า จดหมายเหตุเหล่านี้ถูกต้องทั้งหมด

ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ นางสาวพิมพ์พรรณ ไพบูลย์หวังเจริญ นักภาษาโบราณ ๗ หอสมุดแห่งชาติ เป็นผู้ดำเนินการ โดยใช้ฉบับที่รวมพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๘ ฉบับพิมพ์ครั้งแรกเป็นหลักในการตรวจสอบกับต้นฉบับเอกสารโบราณของหอสมุดแห่งชาติหมู่ปฏิทินโหราศาสตร์ดังนี้

จดหมายเหตุโหร ตรวจสอบกับเอกสารโบราณประเภทกระดาษฝรั่ง เลขที่ ๑๕๗ ชื่อ จดหมายเหตุโหร จ.ศ. ๒๘๓ – จ.ศ. ๑๒๓๖ (พ.ศ. ๑๔๖๔–๒๔๑๗) มีบันทึกประวัติได้เป็นหลักฐานว่า

พระโหราธิบดี (ชุ่ม) ถวายหอพระสมุดฯ เมื่อวันที่ ๗ กรกฎาคม ร.ศ. ๑๒๘ เนื้อหาในเล่มระบุว่า คัดมาจากหนังสือชื่อต่าง ๆ คือ เผด็จ, ดวงหมายเหตุ, ตำราอสีติธาตุ, ตำราพระยาโหราธิบดี (เถื่อน), คัมภีร์ราชมัตตัน, คัมภีร์สารัมภิรางค์, คัมภีร์รามเหียร, คัมภีร์อสีติธาตุ (อีกผูกหนึ่ง) และคัดหมายเหตุในปูมจุลศักราช ๑๐๗๑–๑๒๓๓ นอกจากนี้ ยังใช้ต้นฉบับเอกสารประเภทสมุดไทยหมวดจดหมายเหตุรัชกาล ๓ จ.ศ. ๑๑๙๙ เลขที่ ๗๕ ชื่อ จดหมายเหตุบันทึกเหตุการณ์สำคัญ ๖๒ ปี เนื้อหาในเล่มเป็นบันทึกเหตุการณ์ตั้งแต่ จ.ศ. ๑๑๒๙ (พ.ศ. ๒๓๑๐) ถึง จ.ศ. ๑๒๑๐ (พ.ศ. ๒๓๙๑) มาประกอบการตรวจสอบชำระด้วย

สำหรับจดหมายเหตุโหรของจมื่นก่งศิลป์นั้น ตรวจสอบกับเอกสารโบราณประเภทกระดาษฝรั่ง เลขที่ ๑๖๐ ชื่อ จดหมายเหตุโหร ปีมะโรง จ.ศ. ๑๒๑๘ (พ.ศ. ๒๓๙๙) ถึง จ.ศ. ๑๒๓๖ (พ.ศ. ๒๔๑๗) ประวัติของเอกสารฉบับนี้บันทึกไว้ว่า จมื่นก่งศิลป์มอบให้หอพระสมุดฯ

นอกจากการตรวจชำระความถูกต้องแล้ว ยังได้พิจารณาจัดทำเชิงอรรถบอกที่มาของเหตุการณ์แต่ละปี เทียบปีจุลศักราชเป็นพุทธศักราชโดยใส่ไว้ภายในวงเล็บ เพื่อให้สะดวกต่อการศึกษาค้นคว้า และยังเทียบวันทางจันทรคติให้เป็นสุริยคติตามสมัยนิยมในปัจจุบันไว้เป็นเชิงอรรถด้วย นอกจากนี้ ยังจัดทำเชิงอรรถคำ ชื่อสถานที่ และความหมายของโบราณศัพท์ เพื่อให้เกิดความรู้ความเข้าใจและเป็นหลักฐานวิชาการทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีต่อไป

การเทียบหาวันจากวันทางจันทรคติเป็นวันทางสุริยคติ ยึดตำราของนายโรเจอร์ บิยาร์ด (Roger Billard) แต่เนื่องจากวันอาจคลาดเคลื่อน เพราะโหรวางอธิกวารและอธิการมาสไม่ตรงกัน จึงยึดการวางอธิกวารและอธิกมาสตามตำราของนายทองเจือ อ่างแก้ว นางสาววีณา โรจนราธา นักอักษรศาสตร์ ๘ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการ ภายใต้การแนะนำและตรวจแก้ของนายประเสริฐ ณ นคร นายกราชบัณฑิตยสถาน รองประธานกรรมการดำเนินงานชำระและจัดพิมพ์เผยแพร่หนังสือชุดประชุมพงศาวดาร

๓.   พระราชพงศาวดารเหนือ

พระราชพงศาวดารเหนือนี้พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๑๒ มีบานแพนก (บานแผนก) ลงศักราช ๑๒๓๑ ซึ่งได้รวมพิมพ์เป็นบานแพนกเดิมไว้ก่อนเรื่องพระราชพงศาวดารเหนือทุกครั้งที่พิมพ์ใหม่ จากนั้น ได้พิมพ์เผยแพร่ใน ร.ศ. ๑๒๑ ตรงกับ พ.ศ. ๒๔๔๕ อีกครั้ง ก่อนรวมพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ ซึ่งพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๗ แล้วได้พิมพ์เผยแพร่ต่อมาทั้งที่แยกเล่มพิมพ์และทั้งที่พิมพ์รวมกับประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ อีกเจ็ดครั้ง รวมสถิติการพิมพ์ถึงปี พ.ศ. ๒๕๑๖ ได้เก้าครั้ง

เมื่อรวมพิมพ์เป็นประชุมพงศาวดารครั้งแรก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์คำนำไว้ดังนี้

หนังสือพงษาดารเหนือ พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลย แต่ยังดำรงพระเกียรติยศเปนกรมพระราชวังบวรสถานมงคล มีรับสั่งให้พระวิเชียรปรีชา (น้อย) เปนผู้รวบรวมเรื่องมาเรียบเรียงเมื่อปีเถาะ นพศก จุลศักราช ๑๑๖๙ พ.ศ. ๒๓๕๐ ต้นฉบับที่มีในหอพระสมุดมีบานแพนกดังนี้

"ข้าพระพุทธเจ้า พระวิเชียรปรีชาน้อย เจ้ากรมราชบัณฑิตย์ขวา ได้รับพระราชทานเรียงเรื่องสยามราชพงษาวดารเมืองเหนือ ตั้งแต่บาธรรมราชสร้างเมืองสัชชนาไลย เมืองสวรรคโลก ได้เสวยราชสมบัติ ทรงพระนาม พระเจ้าธรรมราชาธิราช เปนลำดับลงมาจนถึงพระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุทธยาโบราณราชธานี โดยกำลังสติปัญญาสักกานุรูปอันน้อย ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ขอเดชะ"

หนังสือที่รวมเรียกว่าพงษาวดารเหนือนี้ที่จริงเปนหนังสือหลายเรื่องมีมาแต่ครั้งกรุงเก่า แต่เดิมดูเหมือนจะจดจำไว้เปนเรื่องต่าง ๆ กัน ได้เคยเห็นบางเรื่องมีอยู่ในที่อื่น จะพึ่งเอามารวบรวมแลแต่งหัวต่อเชื่อมให้เปนเรื่องเดียวกันเมื่อครั้งพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาไลยรับสั่งให้พระวิเชียรปรีชาเรียบเรียง วิธีเรียบเรียงอยู่ข้างจะไขว้เขวสับสน บางทีเรื่องเดียวกันเล่าซ้ำเปนสองหนก็มี หนังสือพงษาวดารเหนือนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีรับสั่งให้พิมพ์เปนครั้งแรกเมื่อปีมเสง เอกศก จุลศักราช ๑๒๓๑ พ.ศ. ๒๔๑๒ มีเรื่องตำนานพระแก้วมรกฏติดอยู่ข้างท้ายด้วย ในการพิมพ์ใหม่ครั้งนี้ เพื่อจะให้สดวกแก่ผู้อ่าน ข้าพเจ้าได้ลงชื่อเรื่องไว้ทุก ๆ เรื่องในพงษาวดารเหนือ และเรื่องที่เล่าซ้ำกันได้ตัดออกเสีย แต่ขอให้ผู้อ่านเข้าใจว่า หนังสือพงษาวดารเหนือนี้พิมพ์ตามฉบับเดิม ข้าพเจ้าไม่ได้สอบสวนลงเนื้อเห็นความจริงของเรื่องราวไว้ในที่นี้

และให้ชื่อเรื่องไว้ว่า พระราชพงษาวดารเหนือ ในการพิมพ์ครั้งนี้จึงคงใช้ชื่อเรื่องเดิม แต่ปริวรรตให้เป็นภาษาที่นิยมในปัจจุบันเป็น พระราชพงศาวดารเหนือ

ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ นางสาววีณา โรจนราธา นักอักษรศาสตร์ ๘ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ผู้ดำเนินงาน ไม่พบต้นฉบับสมุดไทยเรื่องพงศาวดารเหนือในหอสมุดแห่งชาติที่เป็นต้นฉบับของพระราชพงษาวดารเหนือฉบับรวมพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๗ แต่พบหลายฉบับที่มีเนื้อหาใกล้เคียงกัน โดยไม่มีบานแผนกตอนต้นที่อ้างถึงผู้เรียบเรียง พบแต่ในเลขที่ ๕๗ มีบานแผนกว่า "วัน ๑๔ ฯ  ค่ำ จุลศักราช ๑๑๖๙ ปีเถาะ นพศก เวลาค่ำ เสด็จออก ณ พระที่นั่งจักรพรรดิพีมาน ล้นเกล้าฯ กรมพระราชวังบวรฯ ทูลเกล้าฯ ถวาย" และพบที่ท้ายหน้าปลายของเลขที่ ๔๒ ระบุชื่อผู้เรียบเรียงและสรุปสังเขปเรื่องตรงตามที่สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงอ้างอิงไว้ในพระนิพนธ์คำนำ

ส่วนพระราชพงศาวดารเหนือฉบับที่พิมพ์ ร.ศ. ๑๒๑ ชื่อ พระราชพงษาวดารเหนือและตำนานพระแก้วมรกฏเมืองหลวงพระบาง ตรวจสอบแล้วพบว่า มีการปริวรรตภาษาแล้ว บางคำใหม่กว่าฉบับที่พิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ เสียอีก เช่น แล ปริวรรตเป็น และ แต่เป็นฉบับที่เนื้อเรื่องยังคงเรียงตามต้นฉบับสมุดไทย ไม่ได้จัดสลับเรื่องและตั้งชื่อใหม่เหมือนฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ แต่โดยเนื้อเรื่องแล้วเหมือนกันทุกประการ ยกเว้นตอนแทรกเพิ่มเติม

เนื่องจากไม่มีฉบับที่ตรงกับฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ เลย และต้นฉบับสมุดไทยก็ไม่มีที่ครบถ้วนสมบูรณ์ที่จะให้ยึดเป็นหลักได้ตลอดต้นจนจบ ในการตรวจสอบชำระ จึงยึดฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ จะทำเชิงอรรถแสดงข้อแตกต่างเฉพาะที่น่าวินิจฉัยว่า ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ อาจคลาดเคลื่อน และทำเชิงอรรถให้เห็นว่า เนื้อเรื่องเดิมเรื่องใดต่อกับเรื่องใด แต่ละเรื่องอยู่ในต้นฉบับสมุดไทยฉบับใดบ้าง ตอนที่แทรกเพิ่มเติมมาจากฉบับใด

นอกจากนี้ ยังได้นำเรื่องสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีอยู่ในต้นฉบับสมุดไทยชื่อพงศาวดารเหนือสามฉบับมาลงเพิ่มเติมเป็นเชิงอรรถสุดท้ายด้วย เนื่องจากเป็นเรื่องที่มีผู้สนใจถามหากันมาก

ตำนานพระแก้วมรกฏ เป็นเรื่องที่พิมพ์ต่อท้ายพระราชพงศาวดารเหนือมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๑๒ ในการพิมพ์ครั้งนี้ ผู้ตรวจสอบชำระ คือ นางสาวอรสรา สายบัว นักอักษรศาสตร์ ๖ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้ตรวจสอบชำระกับต้นฉบับสมุดไทย หมวดตำนาน เลขที่ ๒๗–๒๙ เป็นฉบับที่มีเนื้อหาตรงกับฉบับที่พิมพ์ แต่มิได้มีครบบริบูรณ์ จึงต้องใช้ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ เป็นหลักในการตรวจสอบชำระเช่นกัน

อนึ่ง ในต้นฉบับสมุดไทย หมวดตำนาน เลขที่ ๒๗ ชื่อ ตำนานพระแก้วมรกต เล่ม ๑ (ฉบับเมืองหลวงพระบาง) หน้าต้นที่ ๑ บรรทัดแรกเขียนเป็นตัวหวัดว่า “สิ้นเรื่องพระราชพงษาวดารเหนือแต่เท่านี้) บรรทัดที่ ๒ จึงเริ่มเรื่อง ดังนั้น เรื่องตำนานพระแก้วมรกตสำนวนนี้คงจะได้รับการชำระรวบรวมต่อกับพระราชพงศาวดารเหนือมาแต่ต้นแล้ว

๔.   จุลยุทธการวงศ์ ความเรียง (ตอนต้น)

  เรื่องพระร่วงสุโขทัย

  เทศนาจุลยุทธการวงศ์

ชุดจุลยุทธการวงศ์ทั้งสามเรื่องนี้รวมพิมพ์อยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๖ ซึ่งพิมพ์เผยแพร่ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๘๐ และพิมพ์ต่อมาอีกสามครั้งรวมถึง พ.ศ. ๒๕๒๘ พิมพ์เผยแพร่ในชุดประชุมพงศาวดารรวมได้สี่ครั้ง

จุลยุทธการวงศ์เรื่องนี้มีทั้งฉบับภาษามคธและฉบับความเรียงภาษาไทย ฉบับภาษามคธแปลออกพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๓ ว่าด้วยพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา นับเป็นปริเฉทที่ ๒ ไม่ตลอดเรื่อง สิ้นสุดลงเพียงรัชกาลสมเด็จพระอินทราชาธิราช

ส่วนจุลยุทธการวงศ์ ฉบับความเรียงภาษาไทย ได้พิมพ์เผยแพร่ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๘๐ ต่อมา ได้นำมารวมพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๖ ในปีเดียวกัน เป็นฉบับที่มีเนื้อความนับตั้งแต่ปริเฉทต้นอันว่าด้วยมูลประวัติในการสมภพของสมเด็จพระร่วงเจ้ากรุงสุโขทัยผู้กู้อิสรภาพของไทยกลับคืนจากขอม แต่เนื้อความไม่จบ พอขึ้นต้นปริเฉทที่ ๒ ถึงตอนสมเด็จพระเจ้าอู่ทองครองกรุงศรีอยุธยา ก็หมดฉบับ เป็นอันทราบได้แน่ในชั้นนี้ว่า เรื่องจุลยุทธการวงศ์เริ่มความตั้งแต่พงศาวดารกรุงสุโขทัย สืบต่อมาจนถึงพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ส่วนตอนสุดท้ายจะยุติลงแค่ไหนยังไม่ทราบได้ บังเอิญมีหนังสือเทศนาจุลยุทธการวงศ์อีกเรื่องหนึ่งซึ่งจะได้กล่าวถึงในลำดับต่อไป สามารถทำให้ผู้ศึกษาพงศาวดารเข้าใจได้ว่า จุลยุทธการวงศ์จบลงเพียงสิ้นสมัยอยุธยา

เรื่องพระร่วงสุโขทัยเดิมเป็นเรื่องที่แทรกอยู่ในคำให้การชาวกรุงเก่า มีลักษณะเป็นตำนานใกล้เคียงกับจุลยุทธการวงศ์ตอนต้น ถือเป็นเรื่องดีในทางตำนาน

เทศนาจุลยุทธการวงศ์เป็นเรื่องที่ว่าด้วยกรุงศรีอยุธยาโดยย่อ และยุติความลงเพียงเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยาแก่พม่าใน พ.ศ. ๒๓๑๐ แล้วเก็บความโดยสังเขปของสมัยธนบุรีที่กล่าวไว้ในคัมภีร์สังคีติการวงศ์มาต่อไว้ตอนท้าย เพื่อเชื่อมโยงกับพงศาวดารกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น สันนิษฐานว่า คงจะเรียบเรียงในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ สำนวนรัดกุมดี

ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ ผู้ดำเนินการ คือ นางสาวธีรตา ธีรเดช นักอักษรศาสตร์ ๖ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้ตรวจสอบชำระโดยสอบเทียบกับเอกสารโบราณ หมู่พงศาวดาร ในหอสมุดแห่งชาติ มีเลขที่ ๑/ธ ๔๖ เรื่อง จุลยุทธการวงศ์ เลขที่ ๐๐๑.๑/๑ ฝ เรื่อง พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาตามฉบับพม่า ตอน ๑–๔ และเลขที่ ๒/ข.๑๑ เรื่อง พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา (เทศนาพงศาวดารสังเขป จุลยุทธการวงษ์) ตามลำดับ ตรวจสอบกับฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๖๖ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๑–๔ จุลยุทธการวงศ์ ผูก ๒ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่าง ๆ อาทิ พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐ พงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับภาษามคธแลคำแปล พ.ศ. ๒๔๕๙ สังคีติยวงศ์ และเอกสารชั้นรองอื่น ๆ เพื่อให้การตรวจสอบชำระได้เนื้อหาสมบูรณ์ตรงตามต้นฉบับเดิมมากที่สุด และคงชื่อเฉพาะไว้ตามต้นฉบับเดิม พร้อมทั้งจัดทำเชิงอรรถอธิบายขยายความในส่วนที่จำเป็นและส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลงโดยใช้ตัวเลขกำกับ ส่วนเชิงอรรถเดิมก็คงไว้โดยใช้เครื่องหมายดอกจันกำกับ

๕.   พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ

พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ เป็นพงศาวดารที่ได้รับความเชื่อถือว่า แม่นยำทั้งในเชิงเนื้อหาและศักราช ทั้งยังเป็นความเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยา จึงได้รับความนิยมพิมพ์เผยแพร่มากครั้งที่สุด ตั้งแต่พิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๐ แล้วก็ได้มีการจัดพิมพ์รวมกับเรื่องอื่น ๆ บ้าง แยกพิมพ์เฉพาะเรื่องบ้าง รวมได้ ๑๗ ครั้ง

ในคราวจัดพิมพ์ครั้งที่ ๒ ซึ่งเป็นการรวมพิมพ์ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๗ นั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้ทรงพระนิพนธ์คำนำเฉพาะเรื่องไว้ตอนต้นเรื่อง ซึ่งได้นำมารวมพิมพ์ไว้ด้วยแล้ว นอกจากนี้ ในส่วนคำนำรวมของประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๑ ก็ยังทรงพระนิพนธ์คำนำสำหรับพระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ ว่า

พระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ เปนหนังสือเรื่องพงษาวดารกรุงเก่า ซึ่งสมเด็จพระนารายน์มหาราชมีรับสั่งให้เรียบเรียงขึ้นเมื่อปีวอก โทศก จุลศักราช ๑๐๔๒ พ.ศ. ๒๒๒๓ ที่เรียกว่า พระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ เพราะพระปริยัติธรรมธาดา (แพ เปรียญ) แต่ยังเปนที่หลวงประเสริฐอักษรนิติ ไปได้ต้นฉบับมาให้แก่หอพระสมุดวชิรญาณ เปนหนังสือพระราชพงษาวดารความแปลกเปนฉบับ ๑ ต่างหาก จำจะต้องเรียกชื่อให้แปลกกว่าฉบับอื่น กรรมการจึงให้เรียกว่า ฉบับหลวงประเสริฐ ให้เปนเกียรติยศแก่ผู้ไปหามาได้ หนังสือเรื่องนี้ได้พิมพ์เมื่อปีมแม นพศก จุลศักราช ๑๒๖๙ พ.ศ. ๒๔๕๐ ครั้งหนึ่ง ฉบับครั้งนั้นยังบกพร่อง ครั้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ ได้ต้นฉบับหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรีมาอิกฉบับ ๑ สอบสวนได้ความที่ฉบับเดิมลบเลือนครบบริบูรณ์ดังพิมพ์ไว้ในเล่มนี้

หนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ นี้ ทั้งเนื้อเรื่องแลศักราชผิดกับพระราชพงษาวดาร ฉบับพิมพ์ ๒ เล่ม แลฉบับพระราชหัดถเลขา อยู่หลายแห่ง ข้าพเจ้าได้สอบสวนกับหนังสือพงษาวดารประเทศอื่น เห็นเนื้อความแลศักราชที่ลงไว้ในฉบับหลวงประเสริฐแม่นยำมาก ข้าพเจ้าเชื่อว่า ศักราชที่ลงไว้ในฉบับหลวงประเสริฐเปนถูกต้องตามจริง

ในการจัดพิมพ์แต่ละครั้งได้ให้ชื่อพระราชพงศาวดารฉบับนี้ไม่ตรงกันนัก คงจะมีที่มาจากการพิมพ์ ๒ ครั้งแรก กล่าวคือ ฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๐ ใช้ พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ส่วนฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ ใช้ พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ แต่ในการจัดพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงชี้แจงไว้ในคำนำว่า กรรมการหอพระสมุดวชิรญาณให้เรียกชื่อว่า "พระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ" เป็นเกียรติยศแก่ผู้พบต้นฉบับพงศาวดารนี้ และขึ้นหัวเรื่องว่า "พระราชพงษาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ" การจัดพิมพ์ครั้งนี้จึงให้ชื่อตามโดยปริวรรตแล้วว่า "พระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ"

การตรวจสอบชำระพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ครั้งรวมพิมพ์ในประชุมพงศาวดารฉบับพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ นั้น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงนำฉบับที่หลวงประเสริฐอักษรนิติ์พบเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ เป็นหลัก และใช้ฉบับหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรีซึ่งกรรมการหอพระสมุดได้มาเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๖ ตรวจสอบเพิ่มเติมส่วนที่ลบเลือน

แต่ในการตรวจสอบชำระครั้งนี้ไม่พบฉบับหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรี คงเหลือฉบับอยุธยาซึ่งหลวงประเสริฐอักษรนิติ์ได้มา เป็นสมุดไทยดำ ตัวหรดาล หอสมุดแห่งชาติให้ชื่อว่า พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา เรื่อง ลำดับศักราชสมัยกรุงศรีอยุธยา (พงศาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐฯ) มีทะเบียนประวัติว่า หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ (แพ ตาละลักษมณ์) ให้หอฯ เมื่อ ๑๙/๓/๒๔๕๐ และพบอีกฉบับ เป็นสมุดไทย ตัวดินสอขาว หอสมุดแห่งชาติให้ชื่อว่า พงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ลำดับศักราชกรุงศรีอยุธยา จ.ศ. ๖๘๖–๙๖๖ ทะเบียนประวัติว่า คุณหญิงประทุมราชวินิจฉัยมอบให้หอฯ เมื่อวันที่ ๒๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๑ ตอนท้ายต้นฉบับว่า เขียนจบ ณ วัน ค่ำ ศักราช ๑๑๔๙ มะแมศก ซึ่งตรงกับวันจันทร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๓๓๐ ตรงกับรัชกาลที่ ๑ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

การตรวจสอบชำระ ซึ่งนางสาววีณา โรจนราธา นักอักษรศาสตร์ ๘ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ เป็นผู้ดำเนินการ จึงได้นำฉบับพิมพ์ พ.ศ. ๒๔๕๗ มาตรวจสอบกับต้นฉบับสมุดไทยสมัยอยุธยาเป็นหลัก ที่ใดลบเลือนจึงอาศัยเทียบกับฉบับเขียนครั้งรัชกาลที่ ๑ โดยคงปริวรรตอักขรวิธีให้เป็นปัจจุบันแบบเดียวกับประชุมพงศาวดารฉบับพิมพ์ครั้งแรก แต่วิสามานยนามคงตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสมัยโบราณยังไม่มีพจนานุกรมใช้เป็นบรรทัดฐาน จึงมักพบว่า ในชื่อเฉพาะชื่อเดียวกันมักสะกดไม่ตรงกัน เพียงแต่อ่านออกเสียงตรงกันเท่านั้น ผู้ตรวจสอบชำระจึงนำวิสามานยนามที่ปริวรรตเป็นภาษาปัจจุบันลงไว้ที่เชิงอรรถด้วย รวมทั้งพระนามพระมหากษัตริย์ได้ใช้พระนามพระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ซึ่งประกอบพระวินิจฉัยของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในคำอธิบายท้ายพระราชพงศาวดารฉบับนั้น แล้วสอบเทียบกับผลงานของคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยมิได้ลงศักราชครองราชย์ เนื่องจากมีปรากฏอยู่ในพระราชพงศาวดารกรุงเก่า ฉบับหลวงประเสริฐ ซึ่งมีความแม่นยำกว่าพงศาวดารฉบับอื่น ๆ อยู่แล้ว

ในฉบับพิมพ์ครั้ง พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้เทียบปีพุทธศักราชไว้ภายในวงเล็บหลักจุลศักราชและปีนักษัตรทุกแห่ง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการลำดับเหตุการณ์และสอบค้นเรื่องราวอย่างมาก ในการพิมพ์ครั้งนี้จึงยังคงปีพุทธศักราชไว้ตามเดิม แต่ได้คำนวณเทียบวันเดือนทางจันทรคติเป็นสุริยคติไว้ในส่วนเชิงอรรถอีกเช่นเดียวกับการตรวจสอบชำระเรื่องที่ ๑ และ ๒ โดยนายประเสริฐ ณ นคร นายกราชบัณฑิตยสถาน ตรวจแก้เช่นกัน

๖.   พระราชพงศาวดาร ความเก่า

พระราชพงศาวดาร ความเก่า ตามต้นฉบับหลวงเขียนครั้งกรุงธนบุรีเมื่อจุลศักราช ๑๑๓๖ เป็นพงศาวดารความเก่าครั้งกรุงศรีอยุธยาอีกฉบับหนึ่ง ต่างจากพระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐตรงที่พระราชพงศาวดารกรุงเก่าฉบับหลวงประเสริฐเป็นพงศาวดารฉบับสังเขป แต่พระราชพงศาวดาร ความเก่า เป็นฉบับพิสดาร แต่คงเหลือเพียงเล่มสมุดไทยส่วนที่กล่าวถึงเหตุการณ์ปลายรัชกาลสมเด็จพระมหาจักรพรรดิและรัชกาลสมเด็จพระมหินทราธิราชซึ่งมารวบรวมเขียนใหม่ครั้งกรุงธนบุรีเมื่อ จ.ศ. ๑๑๓๖ (พ.ศ. ๒๓๑๗) หอพระสมุดวชิรญาณได้จัดพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ โดยรวมอยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔ และพิมพ์เผยแพร่จนถึง พ.ศ. ๒๕๓๙ รวมได้หกครั้ง การพิมพ์ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่เจ็ด ได้นำพระนิพนธ์คำนำของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔ ส่วนที่ทรงอธิบายถึงความเป็นมาของพระราชพงศาวดารฉบับนี้และฉบับอื่น ๆ มารวมไว้ก่อนเนื้อเรื่องด้วย

ปัจจุบัน ผู้ตรวจสอบชำระ คือ นางนุชนารถ กิจงาม และนายธีระ แก้วประจันทร์ นักอักษรศาสตร์ ๖ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ไม่พบต้นฉบับสมุดไทย จึงตรวจสอบชำระกับฉบับพิมพ์ครั้งแรก

๗.   จดหมายเหตุของโยสต์ สเคาเต็น

ผู้ตรวจสอบชำระ คือ นางสมศรี เอี่ยมธรรม นักอักษรศาสตร์ ๘ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้ทำคำชี้แจงเฉพาะเรื่องไว้ก่อนเนื้อเรื่องจดหมายเหตุของโยสต์ สเคาเต็น แล้ว การตรวจสอบชำระมีนายธีรวัต ณ ป้อมเพชร แนะนำและตรวจแก้

๘.   จดหมายเหตุฟานฟลีต

ผู้ตรวจสอบชำระ คือ นางสาวธีรตา ธีรเดช นักอักษรศาสตร์ ๖ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ได้ทำคำชี้แจงเฉพาะเรื่องไว้ก่อนเนื้อเรื่องเช่นกัน และการตรวจสอบมีพลตรี ม.ร.ว.ศุภวัฒย์ เกษมศรี และนายธีรวัต ณ ป้อมเพชร เป็นที่ปรึกษา

๙.   อธิบายรัชกาลครั้งกรุงเก่าและสังเขปรัชกาลครั้งกรุงเก่า

อธิบายรัชกาลครั้งกรุงเก่า เป็นพระนิพนธ์ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ รวมพิมพ์อยู่ในประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๖๐ และได้พิมพ์เผยแพร่ต่อมาจนถึง พ.ศ. ๒๕๐๗ รวมได้สี่ครั้ง

ในการพิมพ์ครั้งแรก สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงพระนิพนธ์ไว้ในคำนำว่า

เรื่องศักราชรัชกาลครั้งกรุงเก่านั้นเปนของที่รู้กันอยู่ในผู้ศึกษาโบราณคดีว่า ศักราชรัชกาลครั้งกรุงเก่าที่ลงไว้ในหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับพิมพ์ ๒ เล่มก็ดี ฉบับพระราชหัดถเลขาก็ดี ผิดมากบ้างน้อยบ้างเกือบทุกรัชกาล แต่ยังไม่มีหลักฐานที่จะสอบสวนได้ตลอด จนหอพระสมุดฯ ได้หนังสือพระราชพงษาวดารซึ่งเรียกว่า ฉบับหลวงประเสริฐ อันเปนตัวต้นหนังสือพระราชพงษาวดารกรุงเก่าที่แต่งครั้งแรกเมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ศักราชในหนังสือฉบับหลวงประเสริฐนี้ฉบับเดียวที่สอบได้ถูกต้องตรงกับจดหมายเหตุอื่น ๆ ที่ได้พบ มีปูมโหรเปนต้น เชื่อได้ว่า ศักราชแม่นยำกว่าฉบับอื่น ๆ แต่หนังสือพระราชพงษาวดารฉบับหลวงประเสริฐหมดความอยู่เพียงสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ข้าพเจ้าจึงค้นหาจดหมายเหตุโบราณต่าง ๆ สอบศักราชรัชกาลครั้งกรุงเก่าต่อลงมาจนตลอดทุกรัชกาล พระยาโบราณราชธานินทร์ (พร เดชะคุปต์) อุปราชมณฑลกรุงเก่า ได้เห็นหนังสือนี้ แนะนำว่า ควรจะพิมพ์ให้ปรากฎ จะได้เปนประโยชน์แก่ผู้ที่สอบจดหมายเก่าต่าง ๆ ได้อาไศรยเปนหลักสำหรับสอบ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้าจึงได้พิมพ์ศักราชรัชกาลครั้งกรุงเก่าลงไว้เปนเรื่องที่ ๒ ในเล่มนี้

อนึ่ง ในการพิมพ์ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๕ ครั้งที่สอง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๖ นายธนิต อยู่โพธิ์ อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น ได้จัดทำตารางพระนามพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยรวมพิมพ์ไว้ท้ายเล่มด้วย

การจัดพิมพ์ครั้งนี้ นางสาววีณา โรจนราธา นักอักษรศาสตร์ ๘ กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ผู้ตรวจสอบชำระ ได้ทำเชิงอรรถขยายความเกี่ยวกับพระนามและปีครองราชย์ และได้ปรับปรุงตารางพระนามพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยเสียใหม่ตามงานศึกษาค้นคว้าของนักประวัติศาสตร์ยุคต่อ ๆ มา โดยยึดตามข้อยุติในงานพิมพ์เผยแพร่ของราชบัณฑิตยสถาน และคณะกรรมการชำระประวัติศาสตร์ไทย สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

หนังสือประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑ จึงเป็นหนังสือที่นำเรื่องประวัติศาสตร์ไทยความเก่าในประชุมพงศาวดารที่เคยจัดพิมพ์เผยแพร่แล้วมาตรวจสอบชำระให้สมบูรณ์ในเนื้อหาและถูกต้องตามความก้าวหน้าในวงวิชาการประวัติศาสตร์ ทั้งอำนวยความสะดวกแก่ผู้สนใจศึกษาค้นคว้ายิ่งขึ้น



คำนำ[แก้ไข]




คำนำ[1]


พระราชพงษาวดาร ฉบับจุลศักราช ๑๑๓๖ นายเสถียรรักษา (กองแก้ว มานิตยกุล) ต.จ. บุตรเจ้าพระยานรรัตนราชมานิต ให้แก่หอพระสมุดฯ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๓ ได้มาแต่เล่ม ๓ เล่มสมุดไทยเดียว ซ้ำตัวหนังสือในเล่มสมุดนั้นลบเลือนก็หลายแห่ง ว่าโดยเรื่องพระราชพงษาวดาร ผิดกับฉบับอื่น มีฉบับพระราชหัดถเลขาเปนต้น แต่เล็กน้อย ข้อสำคัญของหนังสือฉบับนี้อยู่ที่สำนวนหนังสือเปนสำนวนแต่งครั้งกรุงเก่า เปนโครงเดิมของหนังสือพระราชพงษาวดารที่เราได้อ่านกันในชั้นหลัง พิมพ์ไว้ให้ผู้ศึกษาโบราณคดีเห็นหลักฐานในทางประวัติของการแต่งหนังสือพระราชพงษาวดารว่า เดินโดยอันดับมาอย่างไร ประวัติของหนังสือพระราชพงษาวดาร ข้าพเจ้าเคยได้กล่าวไว้ในคำนำหนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา เมื่อพิมพ์ครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๕๕ แลเมื่อพิมพ์เล่ม ๑ ครั้งที่ ๒ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ต่อมา ข้าพเจ้าได้ตรวจสอบหนังสือพระราชพงษาวดารต่าง ๆ ที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ เห็นความที่กล่าวไว้แต่ก่อนจะเคลื่อนคลาศอยู่บ้าง ตามการที่ได้สอบสวนมาจนเวลานี้ เข้าใจว่า เรื่องประวัติหนังสือพระราชพงษาวดารจะมีมาเปนชั้น ๆ ดังนี้ คือ:–

๑.   หนังสือพระราชพงษาวดารฉบับแรกแต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชเมื่อปีวอก โทศก จุลศักราช ๑๐๔๒ พ.ศ. ๒๒๒๓ หนังสือพระราชพงษาวดารฉบับนี้เรียกในหอพระสมุดฯ ว่า ฉบับหลวงประเสริฐ แลได้พิมพ์ไว้ในหนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๑ แล้ว

๒.   ต่อมาในชั้นกรุงเก่านั้น เข้าใจว่า เห็นจะเปนในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐ มีรับสั่งให้แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารขึ้นอิกฉบับ ๑ คือ ฉบับที่พิมพ์ในหนังสือประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้ ที่รู้ได้ว่า เปนหนังสือแต่งครั้งกรุงเก่า เพราะสำนวนที่แต่งเปนสำนวนเก่าใกล้เกือบจะถึงสำนวนที่แต่งพระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ แต่มิใช่ฉบับเดียวกัน ด้วยเรื่องซ้ำกัน แลความในฉบับหลังพิศดารกว่าฉบับหลวงประเสริฐ หนังสือพระราชพงษาวดาร ๒ ฉบับนี้เปนหลักฐานให้เข้าใจว่า เมื่อครั้งกรุงเก่านั้นมีหนังสือพระราชพงษาวดาร ๒ ฉบับ ๆ ความย่อแต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชฉบับ ๑ ฉบับความพิศดารแต่งเมื่อราวแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าบรมโกษฐฉบับ ๑ ฉบับความย่อตั้งต้นเรื่องตั้งแต่สร้างพระเจ้าพนัญเชิง ฉบับความพิศดารจะตั้งต้นเรื่องตรงไหนรู้ไม่ได้ แต่ฉบับที่มีอยู่ในหอพระสมุดฯ เล่ม ๓ สมุดไทยความกล่าวในตอนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิตอนปลาย เอาความข้อนี้เปนหลัก สันนิฐานว่า ฉบับพิศดารตั้งเรื่องตั้งแต่พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรีอยุทธยา เห็นจะไม่ผิด

๓.   เมื่อกรุงเก่าเสียแก่พม่าข้าศึก บ้านเมืองเปนจลาจล หนังสือเปนอันตรายหายสูญเสียครั้งนั้นมาก ครั้นพระเจ้ากรุงธนบุรีกลับตั้งเปนอิศรได้ จึงให้รวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงเก่าทั้ง ๒ ฉบับที่กล่าวมาแล้ว ฉบับย่อที่แต่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายน์มหาราชหาฉบับได้ในครั้งกรุงธนบุรีสิ้นเรื่องเพียงสิ้นแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ความที่กล่าวข้อนี้มีหลักฐาน ด้วยหอพระสมุดฯ ได้หนังสือพระราชพงษาวดารความย่อนั้นไว้ ๒ ฉบับ ฉบับ ๑ ฝีมือเขียนครั้งกรุงเก่า หลวงประเสริฐหามาได้ อิกฉบับ ๑ เปนตัวฉบับหลวงของพระเจ้ากรุงธนบุรี กรมพระสมมตอมรพันธุ์ประทาน เอาหนังสือ ๒ ฉบับนี้สอบกันดู ความขึ้นต้นลงท้ายเท่ากัน จึงรู้ได้เปนแน่ว่า ครั้งกรุงธนบุรีหาฉบับได้เพียงเท่านั้นเอง ส่วนฉบับความพิศดารนั้นจะหาได้ในครั้งกรุงธนบุรีกี่เล่มทราบไม่ได้ เพราะหอพระสมุดฯ หาได้แต่ ๓ เล่ม แต่มีหลักฐานมั่นคงรู้ได้ว่า ในครั้งกรุงธนบุรีรวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงเก่าไม่ได้ฉบับครบ แลเข้าใจว่า พระเจ้ากรุงธนบุรีเปนแต่ได้รวบรวมหนังสือพระราชพงษาวดารไว้ ถ้าจะได้แต่งเพิ่มเติมในครั้งกรุงธนบุรีบ้างก็แต่เล็กน้อย

๔.   มาจนในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร เมื่อปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช ๑๑๕๗ พ.ศ. ๒๓๓๘ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกจึงได้ทรงชำระหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับกรุงเก่าแลแต่งเติมที่บกพร่อง มีหนังสือพระราชพงษาวดารสำหรับพระนครบริบูรณ์ขึ้นในครั้งนั้น หนังสือพระราชพงษาวดารชุดนี้มีบานแพนกบอกปีแลการที่ทรงชำระหนังสือพระราชพงษาวดารไว้เปนหลักฐาน การชำระหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งรัชกาลที่ ๑ เอาฉบับครั้งกรุงเก่าทั้งฉบับย่อแลฉบับพิศดารเปนหลัก เห็นจะระวังรักษาเรื่องของเดิมมาก ในตอนข้างต้นที่ไม่มีฉบับพิศดาร จึงคัดเอาฉบับย่อลงเต็มสำนวนโดยมาก ตอนที่มีฉบับพิศดารก็เปนแต่เอาฉบับเดิมมาแก้ไขถ้อยคำเพื่อจะให้เปนสำนวนเดียวกับที่ต้องแต่งใหม่ แต่ประโยคต่อประโยคยังคงกันอยู่โดยมาก ความที่กล่าวนี้ ถ้าผู้ใดเอาหนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับหลวงประเสริฐ แลฉบับที่พิมพ์ในประชุมพงษาวดาร ภาคที่ ๔ นี้ ไปสอบกับพระราชพงษาวดารความพิศดาร จะเปนฉบับที่หมอบรัดเลพิมพ์ก็ตาม ฉบับพระราชหัดถเลขาก็ตาม จะแลเห็นจริงได้ดังข้าพเจ้าว่า เพราะหนังสือพระราชพงษาวดารความพิศดารที่พิมพ์ทั้ง ๒ ฉบับนั้นที่จริงเปนแต่แก้ไขหนังสือพระราชพงษาวดารฉบับรัชกาลที่ ๑ ในที่บางแห่งเท่านั้น

ที่ข้าพเจ้ารู้สึกว่า ข้าพเจ้าพลาดไปในความวินิจฉัยแต่ก่อนนั้น คือ ที่ไปเข้าใจว่า ได้แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารครั้งกรุงธนบุรี เมื่อมาพิจารณาหนังสือมากเข้า เห็นว่า ครั้งกรุงธนบุรีเปนแต่ได้รวมฉบับหนังสือครั้งกรุงเก่าที่พลัดพรายเข้าไว้ในหอหลวง ที่ได้มาแต่งให้พระราชพงษาวดารมีขึ้นบริบูรณ์สำหรับพระนครดังแต่ก่อนเปนการในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร ควรเฉลิมเปนพระเกียรติยศในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกที่ได้ทรงรวบรวมแลชำระหนังสืออันเปนตำราสำหรับบ้านเมืองสำเร็จถึง ๓ อย่าง คือ สังคายนาพระไตรปิฎกอย่าง ๑ ชำระพระราชกำหนดกฎหมายอย่าง ๑ ชำระพระราชพงษาวดารอย่าง ๑ พระราชพงษาวดารที่ชำระในรัชกาลที่ ๑ นั้นไม่ใช่แต่ซ่อมแซมของเก่าที่ฉบับขาดอย่างเดียว ได้แต่งเรื่องพระราชพงษาวดารต่อลงมาจนถึงเสียกรุงเก่าด้วยอิกตอน ๑

๕.   ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๓ จะเปนในปีใดยังไม่พบจดหมายเหตุ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงอาราธนาสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส แต่ยังดำรงพระยศเปนกรมหมื่นนุชิตชิโนรส ให้ทรงชำระเรื่องพระราชพงษาวดารอิกครั้ง ๑ พระราชพงษาวดารที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรสทรงชำระสำเร็จรูปเปนฉบับที่หมอบรัดเลพิมพ์ สังเกตดูทางสำนวนในตอนข้างต้นที่แต่งมาแต่ในรัชกาลที่ ๑ แล้วนั้น เปนแต่แก้ไขเพิ่มเติมถ้อยคำให้เพราะขึ้น ส่วนตัวเรื่องพระราชพงษาวดารได้แต่งต่อมาอิกตอน ๑ เริ่มแต่พระเจ้ากรุงธนบุรีหนีออกจากกรุงเก่า จดไว้ในหนังสือฉบับหมอบรัดเลพิมพ์ว่า แผ่นดินพระเจ้าตาก (สิน) แต่งเรื่องตลอดรัชกาลกรุงธนบุรี แลต่อมาในรัชกาลที่ ๑ กรุงรัตนโกสินทร จนถึงเจ้าพระยายมราชยกกองทัพออกไปเมืองทวายเมื่อปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๑๕๔ พ.ศ. ๒๓๓๕ ความที่กล่าวตอนนี้ไม่ต้องอ้างหลักฐาน ด้วยบรรดาผู้ศึกษาโบราณคดีทราบอยู่ทั่วกันแล้ว

๖.   ต่อมา ถึงรัชกาลที่ ๔ ราวปีเถาะ สัปตศก จุลศักราช ๑๒๑๗ พ.ศ. ๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกับกรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงช่วยกันชำระหนังสือพระราชพงษาวดารอิกครั้ง ๑ ความข้อนี้มีปรากฎในพระราชหัดถเลขาถึงเซอยอนเบาริงในปีนั้น มีสำเนาพิมพ์ไว้ในหนังสือเรื่องเมืองไทยที่เขาแต่ง เล่ม ๒ น่า ๔๔๔ การชำระครั้งรัชกาลที่ ๔ แก้ไขถ้อยคำเรียบร้อยดีขึ้นกว่าแต่ก่อน ส่วนตัวเรื่องก็ได้ทรงแก้ไขเพิ่มเติมในตอนที่แต่งมาแล้วหลายแห่ง แต่ไม่ได้ทรงแต่งเรื่องต่อ สำเร็จรูปเปนหนังสือพระราชพงษาวดาร ฉบับพระราชหัดถเลขา ซึ่งสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภาณุพันธุวงษ์วรเดชทรงพิมพ์เปนครั้งแรกเมื่อปีชวด จัตวาศก จุลศักราช ๑๒๔๗ พ.ศ. ๒๔๕๕

๗.   ต่อมาถึงรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จผ่านพิภพเมื่อปีมโรง สัมฤทธิศก จุลศักราช ๑๒๓๐ พ.ศ. ๒๔๑๑ ในปีนั้นเอง มีรับสั่งให้เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ (ขำ บุนนาค) แต่งหนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรต่อจากที่สมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโรสได้ทรงแต่งค้างไว้ เจ้าพระยาทิพากรวงษ์ท่านเก็บรวบรวมจดหมายเหตุต่าง ๆ เปนต้นว่า หมายรับสั่งแลท้องตราใบบอกหัวเมืองซึ่งมีอยู่ตามต่างกระทรวง ไปรวบรวมแต่งพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรขึ้นทั้ง ๔ รัชกาล แต่งแล้วถวายสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาบำราบปรปักษ์ทรงตรวจอิกชั้น ๑ แล้วจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย หนังสือพระราชพงษาวดารที่เจ้าพระยาทิพากรวงษ์แต่งทำเร็วเปนอัศจรรย์ หนังสือราว ๑๐๐ เล่มสมุดไทย แต่งแล้วได้ถวายภายใน ๒ ปี ต่อมาถึงปีฉลู ตรีศก จุลศักราช ๑๒๖๓ พ.ศ. ๒๔๔๔ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์จะให้พิมพ์หนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทร ทรงพระราชดำริห์ว่า หนังสือที่เจ้าพระยาทิพากรวงษ์แต่งไว้เปนด้วยรีบทำ ยังไม่เรียบร้อยควรแก่การพิมพ์ทีเดียว จึงมีรับสั่งให้ข้าพเจ้ารับน่าที่ตรวจชำระหนังสือพระราชพงษาวดารกรุงรัตนโกสินทรสำหรับการที่จะพิมพ์ตามพระราชประสงค์ ข้าพเจ้าได้ตรวจชำระส่วนรัชกาลที่ ๑ สำเร็จ แลได้พิมพ์แต่ในปีนั้นรัชกาลที่ ๑ ครั้นตรวจมาถึงรัชกาลที่ ๒ เห็นฉบับเดิมบกพร่องมากนัก เรื่องราวเหตุการณ์ในรัชกาลที่ ๒ ยังมีอยู่ในหนังสืออื่น เปนหนังสือต่างประเทศโดยมาก ควรจะรวบรวมเรื่องตรวจเสียใหม่แล้วจึงค่อยพิมพ์จึงจะดี ด้วยเหตุนี้ประการ ๑ ประกอบกับที่ข้าพเจ้าติดธุระในตำแหน่งราชการมากด้วยอิกประการ ๑ การที่จะตรวจชำระหนังสือพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ จึงได้ค้างมา แต่ก็มิได้เสียเวลาเปล่า ด้วยในระหว่างนั้นข้าพเจ้าได้เอาเปนธุระเสาะแสวงหาแลรวบรวมหนังสือต่าง ๆ ซึ่งเนื่องด้วยพระราชพงษาวดารรัชกาลที่ ๒ มาโดยลำดับ พึ่งมาได้ลงมือแต่งเมื่อปีฉลู เบญจศก จุลศักราช ๑๒๗๕ พ.ศ. ๒๔๕๖ เดี๋ยวนี้หนังสือนั้นกำลังพิมพ์อยู่ ท่านทั้งหลายคงจะได้อ่านในไม่ช้านัก ประวัติของหนังสือพระราชพงษาวดารเท่าที่ข้าพเจ้าทราบความมีดังอธิบายมานี้


พงศาวดาร[แก้ไข]




พระราชพงศาวดาร ความเก่า
ตามต้นฉบับหลวงเขียนครั้งกรุงธนบุรี
เมื่อจุลศักราช ๑๑๓๖[2]


๏ ในขณะพระแก้วฟ้าพระราชบุตรีพระเจ้าช้างเผือกปราสาททอง[3] เธอส่งให้ไปถวายแก่พระยาล้านช้างนั้น ครั้นพระแก้วฟ้าราชบุตรีไปถึงเมืองล้านช้าง พระยาล้านช้างก็ว่า เราจำเพาะใช้ให้ไปขอพระเทพกระษัตรี แลพระแก้วฟ้าราชบุตรีนี้เรามิได้ให้ไปขอ แลเราจะส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรีคืนไปยังพระนครศรีอยุทธยา แลจะขอพระเทพกระษัตรีซึ่งจำเพาะแต่ก่อนั้น ครั้นเสร็จการศึกช้างเผือก พระยาล้านช้างก็แต่งพระยาแสน ๑ พระยานคร ๑ พระยาทิพมนตรี ๑ ให้มาส่งพระแก้วฟ้าราชบุตรี แลพระยาล้านช้างให้แต่งราชสาส์นมาถวายว่า จะขอพระเทพกระษัตรี พระเจ้าช้างเผือกก็ตรัสบัญชาตาม จึงตกแต่งการที่จะส่งพระเทพกระษัตรีไปแก่พระยาล้านช้าง ๚

๏ ครั้นถึงเดือนห้า ชวดศก ศักราช ๙๒๖ (พ.ศ. ๒๑๐๗) พระเจ้าช้างเผือกตรัสให้พระยาแมนไปส่งพระราชธิดาไปแก่พระยาล้านช้างอันมานั้น ส่งไปโดยทางสมอสมอ ๚

๏ ขณะนั้น รู้ข่าวไปถึงพระเจ้าหงษา ๆ ก็แต่งพระตะบะเป็นนายกองยกพล ๕๐๐๐ รุดมาซุ่มอยู่ในตำบลมะเริงนอกด่านเพ็ชรบูร แลสกัดออกตีทัพชาวล้านช้างซึ่งมารับพระเทพกระษัตรีนั้นแตกฉาน แลได้พระเทพกระษัตรีไปถวายแก่พระเจ้าหงษา จึงพระยาล้านช้างบันดาลโกรธว่า ซึ่งพระเจ้าหงษาแต่งรี้พลมาสกัดรบพุ่งแลเสียพระเทพกระษัตรีไปหงษานั้นเพราะกรุงพิศณุโลก พระยาล้านช้างก็บำรุงช้างม้ารี้พล ว่าจะยกมาเมืองพิศณุโลกนั้น ๚

๏ ขณะนั้น พระเจ้าช้างเผือกก็ตรัสให้ไปห้ามพระยาล้านช้าง ๆ ก็งดตามพระราชโองการพระเจ้าช้างเผือกนั้น ๚

๏ ถึงปีฉลูศก ศักราช ๙๒๗ (พ.ศ. ๒๑๐๘) เดือน ๑๒ พระเจ้าช้างเผือกก็อัญเชิญสมเด็จพระมหินทราธิราชหน่อพระพุทธเจ้าเสด็จขึ้นผ่านพิภพเสวยราชสมบัติครองแผ่นดินกรุงพระนครศรีอยุทธยา แลพระเจ้าช้างเผือกเสด็จออกไปอยู่เป็นวังหลัง ขณะนั้น พระชนม์พระเจ้าช้างเผือกได้ ๕๙ พระวัสสา สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินเมื่อเสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติพระชนม์ได้ ๒๕ พระวัสสา พระเจ้าช้างเผือกเวนราชสมบัติแล้ว ถึงเดือน ๓ ก็เสด็จขึ้นไปเมืองลพบุรี ตรัสให้บูรณะอารามพระมหาธาตุลพบุรีให้บริบูรณ์ แลแต่งผขาวนางชี ๒๐๐ แลข้าพระให้อยู่รักษาพระมหาธาตุนั้น แล้วก็เสด็จลงมา ๚

๏ ในขณะนั้น เมืองเหนือทั้งปวงเป็นสิทธิ์แก่พระมหาธรรมราชา อนึ่ง การแผ่นดินในกรุงพระนครศรีอยุทธยาพระมหาธรรมราชาก็ช่วยบำรุง แลบังคับบัญชาลงมาเป็นประการใดไซร้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินก็ตรัสให้ทำตามกฎให้ลงมานั้นทุกประการ อยู่มาก็แค้นพระราชหฤทัยพระเจ้าช้างเผือกแลสมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดิน ในขณะนั้น พระยารามออกจากที่กำแพงเพ็ชรแลเอามาเป็นพระยาจันทรบูร แลสมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสคิดการทั้งปวงด้วยพระยารามเป็นคุยหรหัสย์[4] แล้วก็ส่งข่าวไปแก่พระยาล้านช้างให้ยกมาเอาเมืองพิศณุโลก จึงพระยาล้านช้างก็บำรุงช้างม้ารี้พลสรรพ จะยกมาเอาเมืองพิศณุโลก พระมหาธรรมราชาตรัสรู้ข่าวว่า พระยาล้านช้างจะยกทัพมา ก็ให้ส่งข่าวลงมาทูลแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดิน ๆ ก็ให้พระยาศรีราชเดโชแลพระท้ายน้ำขึ้นไปให้ช่วยกันเมืองพิศณุโลก ครั้นพระยาศรีราชเดโชแลพระท้ายน้ำขึ้นไปถึงเมืองพิศณุโลก พระมหาธรรมราชาก็ตรัสคิดการทั้งปวงด้วยพระยาศรีราชเดโช พระยาศรีราชเดโชได้ทราบการซึ่งพระยารามทูลแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินเป็นคุยหรหัสย์นั้น พญาศรีราชเดโชเอากิจเนื้อคดีทั้งปวงนั้นทูลแถลงแก่พระมหาธรรมราชาทุกประการ ๚

๏ จึงพระยาล้านช้างก็ยกช้างม้ารี้พลประมาณญิบ[5] แสนมาโดยทางนครไทยมายังเมืองพิศณุโลก พระมหาธรรมราชาตรัสรู้ข่าวว่า พระยาล้านช้างยกมา ก็ตรัสให้ข้าหลวงเอาข่าวนั้นรุดขึ้นไปทูลแก่พระเจ้าหงษา แล้วก็ให้เอาครัวเมืองนอกทั้งปวงเข้าเมืองพระพิศณุโลก แลแต่งการที่จะกันเมือง ๚

๏ ฝ่ายพระยาล้านช้างก็ยกมาถึงเมืองพระพิศณุโลกเดือนยี่ แรม ๑๓ ค่ำ ปีเถาะศก (พ.ศ. ๒๑๑๐) นั้น พระยาล้านช้างก็ตั้งทัพในตำบลโพเรียงตรงประตูสวรรค์ไกลออกไปประมาณ ๕๐ เส้น ทัพพระยาแสนสุรินทรคว่างฟ้าตั้งตำบลเตาไห พระยามือไฟตั้งตำบลวัดเขาพราหมณ์ ทัพพระยานครตั้งตำบลสระแก้ว ทัพพระยามือเหล็กตั้งตำบลบางสแก แลทัพทั้งนี้เป็นละกอง ๆ ๚

๏ ขณะนั้น สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินกรีธาพลเสด็จขึ้นไปโดยทางเรือ ตั้งทัพหลวงตำบลบางพัง จึงแต่งพระยาราม แลพระยาจักรี แลขุนหมื่นทั้งหลาย ยกพลขึ้นไป ๒๐๐๐ ไปถึงตำบลพิง แลเพโทบายว่า จะเข้าไปช่วยกันเมืองพระพิศณุโลก พระมหาธรรมราชาตรัสทราบการซึ่งเป็นคุยหรหัสย์นั้นก็ตรัสให้ออกมาห้ามมิให้เข้าไป พระยารามแลพระยาจักรีตั้งอยู่ในตำบลแห่งหนึ่ง ฝ่ายพระยาล้านช้างก็ให้ยกเข้ามาปล้นเมืองเป็นหลายครั้ง พระมหาธรรมราชาแต่งป้องกันเป็นสามารถ แลชาวล้านช้างตายมากนัก จึงพระยาล้านช้างยกพลเข้ายืนช้างที่นั่งแฝงพระวิหารอยู่แทบริมคูเมือง แลแต่งพลทหารห่มเสื้อเหลืองสามพันเข้ามายืนรบพุ่งเป็นสามารถ แลต้อนพลเข้าไปขุดกำแพงเมือง แลเอาทุบทูบังตัว ขุดกำแพงเมืองเกือบหัก ผู้อยู่บนกำแพงพุ่งศัสตราวุธลงมิต้อง จึงพระมหาธรรมราชาก็เสด็จไปยืนช้างพระที่นั่ง ก็ตรัสให้ขุนศรีเอาพลอาสา ๕๐๐ ออกทะลวงฟัน จึงชาวล้านช้างก็พ่ายออกไป พระยาล้านช้างก็ถอยไปยังทัพ แต่พระยาล้านช้างตั้งประชิดเมืองพระพิศณุโลกอยู่นั้นได้เดือนหนึ่ง จึงพระเจ้าหงษาก็ใช้ท้าวพระยาจีนบกยกพลทัพม้ารุดมาช่วยกันเมืองพระพิศณุโลก พระยาภุกาม พระยาเสือหาญ มาเป็นนายกอง ม้า ๑๐๐๐ พล ๑๐,๐๐๐ พระยาภุกาม พระยาเสือหาญ ก็ยกทัพม้ามาถึงเมืองพระพิศณุโลก ก็รบทัพพระยามือเหล็กซึ่งตั้งในบางสแกนั้น ได้รบพุ่งกับชาวล้านช้าง ๆ ก็พ่ายแก่พระยาภุกามแลพระยาเสือหาญ ๆ ก็หักเข้าได้เมืองพระพิศณุโลก พระยาภุกาม แลพระยาเสือหาญ แลลูกทัพทั้งปวง ก็เข้าถวายบังคมแก่พระมหาธรรมราชา ก็ตรัสให้รางวัลแก่ผู้มาช่วยทั้งปวงมากนัก พระยารามแลพระยาจักรีรู้ว่า พระเจ้าหงษาแต่งมาช่วย ก็ยกทัพคืนลงมาหาทัพหลวง สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินก็เสด็จคืนลงมายังพระนครศรีอยุทธยา ๚

๑๐ ๏ ฝ่ายพระยาล้านช้างคิดเห็นว่า จะเอาเมืองพระพิศณุโลกมิได้ ก็เลิกทัพจากเมืองพระพิศณุโลกคืนไปล้านช้าง ครั้นพระยาล้านช้างยกทัพคืนไป จึงพระยาภุกาม พระยาเสือหาญ ทูลแก่พระมหาธรรมราชาว่า ข้าพเจ้าขอยกออกไปตามตีทัพพระเจ้าล้านช้างอันเลิกไปนั้น พระมหาธรรมราชาก็ตรัสห้ามพระยาภุกามแลพระยาเสือหาญว่า การศึกใหญ่มิได้พ่ายแลเลิกไปเอง แลจะยกไปตามทัพนั้นหาธรรมเนียมมิได้ จึงพระยาทั้งสองทูลว่า พระเจ้าหงษาใช้ข้าพเจ้าทั้งปวงมาครานี้ยังไม่ได้รบพุ่งเป็นสามารถ ครั้นข้าพเจ้าทั้งหลายแลมิยกไปตามไซร้ เห็นว่า พระเจ้าหงษาจะให้ลงโทษหนักแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย จึงพระยาทั้งสองถวายบังคมลา แล้วก็ยกทำไปตามข้าศึกล้านช้าง ๚

๑๑ ๏ ฝ่ายพระยาล้านช้างเมื่อเลิกทัพไปนั้นก็แต่งพระยาแสนสุรินทรคว่างฟ้า พระยานคร ทัพพระยามือไฟ ทั้งสามทัพนี้ให้อยู่รั้งหลัง ครั้นถึงตำบลวารี แลทางนั้นแคบ พระยาแสนสุรินทรคว่างฟ้า พระยานคร พระยามือไฟ แต่งพลทหารซุ่มไว้สองข้างทาง แล้วก็ตั้งช้างม้ารับอยู่ท่าทัพอันไปตามนั้น จึงพระยาภุกามแลพระยาเสือหาญยกไปถึงตำบลวารี มิทันรู้ว่า ชาวล้านช้างตั้งรับในที่นั้นเป็นใหญ่หลวง ฝ่ายชาวล้านช้างเอาพลม้าออกมายั่วชาวหงษา ๆ ก็ยกพลวางไล่เข้าไป ครั้นเห็นเกือบเข้าไป ชาวล้านช้างก็ยกทัพใหญ่ทั้งช้างม้ารี้พลออกมายั่วพระยาภุกาม พระยาเสือหาญ ฝ่ายพลทหารชาวล้านช้างอันซุ่มไว้นั้นก็ออกโจมแทงสองข้างทัพ พระยาภุกามแลพระยาเสือหาญก็แตกฉานพ่ายแก่พระยาล้านช้าง ชาวล้านช้างได้ฟันแทงชาวหงษาตายในที่นั้นมากนัก นายม้าผู้ขี่[วซ 1] ตายหลายคน อนึ่ง เสียตัวม้าแก่ชาวล้านช้างมากนัก พระยาทั้งสองก็พ่ายคืนมาเมืองพิศณุโลก ครั้นเสร็จการศึกล้านช้างนั้น พระยาศรีราชเดโชไซร้มิได้ล่วงมา ก็เฝ้าพระมหาธรรมราชา แต่พระท้ายน้ำมิได้ถวายบังคมลา ก็หนีล่วงมายังพระนคร ๚

๑๒ ๏ อยู่ถึงเดือน ๘ พระเจ้าช้างเผือกเสด็จทรงพระผนวช แลพระสงฆ์ทั้งปวงบริวรรตออกบวชโดยเสด็จครานั้นมาก ๚

๑๓ ๏ ในขณะนั้น พระมหาธรรมราชาก็ตรัสรู้ว่า สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินคิดอ่านการทั้งปวงด้วยพระยาราม แลพระยารามพิดทูลยุยงแลสัญญาแก่พระยาล้านช้างให้ยกมาเอาเมืองพระพิศณุโลก พระมหาธรรมราชาก็ตรัสให้กฎลงมาให้เอาพระยารามเป็นพระยาพิไชย เร่งให้พระยารามขึ้นไป แลจะมอบที่พิไชยแก่พระยาราม จึงสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินครั้นตรัสทราบซึ่งกฎลงมานั้นก็แค้นพระหฤทัย ฝ่ายพระยารามก็กลัวพระมหาธรรมราชาจะส่งตัวไปหงษา พระยารามก็ทูลแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินว่า ข้าพเจ้าได้ฟังกิจการในเมืองพระพิศณุโลกนั้นว่า พระมหาธรรมราชาคิดการทั้งปวงเป็นฝ่ายข้างพระเจ้าหงษา แลเอาเมืองเหนือทั้งปวงไปขึ้นแก่พระเจ้าหงษาแล้ว บัดนี้ จะย้ายเอาท้าวพระยาผู้ใหญ่ในพระนครไปยังหงษาเล่า แลซึ่งพระมหาธรรมราชาบังคับบัญชาลงมาเป็นสิทธิ์แก่พระองค์ดังนี้ ข้าพเจ้าเห็นมิควรที่จะเป็นไมตรีด้วยพระเจ้าหงษา ถ้าแลศึกหงษามาถึงพระนครก็ดี ข้าพเจ้าขอประกันตกแต่งการป้องกันพระนครให้ได้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินก็ตรัสบัญชาตามพระยาราม ครั้นคิดการนั้นเป็นมั่นแม่นสรรพเสร็จ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินแลพระยารามก็เอาเนื้อคดีซึ่งคิดทั้งปวงนั้นทูลแก่พระเจ้าช้างเผือก แลอัญเชิญพระองค์เสด็จออกมาครองราชสมบัติ พระเจ้าช้างเผือกตรัสมิได้บัญชา จึงสมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินแลพระยารามก็ทูลวิงวอนเป็นหลายคราว่า บัดนี้ ภัยจะมาถึงประชาราษฎรทั้งหลาย แลขอทรงพระกรุณาเสด็จมาครองราชสมบัติเอาประชาราษฎรทั้งหลายให้รอด พระเจ้าช้างเผือกก็ตรัสบัญชาตามสมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินทูลนั้น ก็เสด็จลาพระผนวชในเดือน ๕ แรม ๑๓ ค่ำ ศักราชได้ ๙๓๐ ปีมะโรงศก (พ.ศ. ๒๑๑๐) นั้น ๚

๑๔ ๏ ขณะนั้น จึงพระยาภุกามแลพระยาเสือหาญอันพระเจ้าหงษาใช้มาให้ช่วยกันเมืองพระพิศณุโลกเมื่อศึกล้านช้างยกไป แลพระยาภุกาม พระยาเสือหาญ ยกออกตามแลพ่ายแก่ชาวล้านช้าง แลเสียม้าเสียผู้ดีแลไพร่พลเป็นอันมาก จึงรู้ข่าวไปถึงพระเจ้าหงษา ๆ ก็ทรงพระโกรธ แลให้มาหาพระยาภุกามแลพระยาเสือหาญไปจะลงโทษ จึงพระมหาธรรมราชาก็ทรงพระกรุณาแก่พระยาภุกามแลพระยาเสือหาญ ก็เอาพระยาทั้งสองนั้นเสด็จขึ้นไปถึงเมืองหงษา ขอโทษพระยาภุกามแลพระยาเสือหาญทั้งสองนั้นแก่พระเจ้าหงษา ๆ จึงมิได้ลงโทษแก่พระยาภุกามแลพระยาเสือหาญทั้งสองนั้นแล (ฉบับขาด) ขุนอินท์เสนาแลขุนต่างใจข้าหลวงซึ่งตั้งไปแต่พระพิศณุโลกนั้นก็ตรวจจัดรี้พลแต่งคนเมืองกำแพงเพ็ชร ขุนอินท์เสนาแลขุนต่างใจก็แต่งพล (ฉบับลบ) ออกหักค่ายพระยาศรี ๆ ก็พ่ายแก่ชาวเมืองกำแพงเพ็ชร[วซ 2] จึงพระยาศรีราชเดโชก็แต่งการที่จะปล้นเมืองกำแพงเพ็ชร ก็จัดคนชาวอาสาในหมวดพันตรีไชยศักดิพันหนึ่ง ตกแต่งการสรรพก็ให้ยกเข้าปล้นเมือง เมื่อแรกยกเข้าไปนั้น ชาวในเมืองสงบอยู่ แลละให้เข้าไปถึงกำแพงเมือง ครั้นเห็นเข้าไปตีโอบ ชาวกำแพงเพ็ชรก็วางปืนไฟแล (ฉบับลบ) ศัสตราวุธมาต้องชาวอาสาข้างนอก (ฉบับลบ) ก็พ่ายออกมา แล (ฉบับลบ) เข้าปล้นนั้นถึงสามวัน รี้พลตายมาก[วซ 3] แลปล้นเอาเมืองกำแพงเพ็ชรมิได้ สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินก็เลิกทัพหลวงคืนลงมายังนครสวรรค์ พระเจ้าช้างเผือกแลสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดินเสด็จล่วงลงมายังพระนครศรีอยุทธยา ๚

๑๕ ๏ ส่วนพระยารามอยู่รั้งพระนคร ก็แต่งการทั้งปวงซึ่งจะกันพระนครนั้นสรรพ แลในหน้าที่กำแพงรอบพระนคร พระยารามให้แต่งป้อมเพ็ชรแลหอรบระยะไกลกันแต่เส้นหนึ่ง วางปืนใหญ่ใส่ไว้ระยะแต่สิบวา ปืนบะเรียมจ่ารงค์มณฑกใส่ระยะไกลกันแต่ห้าว่า แลตั้งสิบซ่องสิบปืนใหญ่ (ฉบับลบ) เป็นช่องสามชั้น[วซ 4] อนึ่ง กำแพงพระนครขณะนั้นตั้งโดยขบวนเก่าแลยังไป่มิรื้อลงตั้งในริมน้ำ พระยารามก็ให้ตั้งค่ายในริมน้ำเป็นชั้นหนึ่ง มีแลแห่งเป็นเชิงจำบังมีฝาหับฝาเผย แลไว้ปืนจ่ารงค์มณฑกสำหรับค่ายนั้นก็มาก แล้วพระยารามก็ให้ตั้งหอโทนในกลางน้ำไกลริมฝั่งออกไป ๕ วารอบพระนคร มิให้ข้าศึกเอาเรือเข้ามาตีริมพระนครได้ ๚

๑๖ ๏ จึงพระเจ้าหงษารู้ข่าวไปว่า พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์[6] เสด็จขึ้นไปเอาเมืองเหนือ แลแต่งการที่จะกันพระนคร พระเจ้าหงษาก็ให้บำรุงช้างม้ารี้พล ถึงเดือน ๑๒ ปีมะโรงศกนั้น พระเจ้าหงษาก็ยกช้างม้ารี้พลมาโดยทางกำแพงเพ็ชร แลให้พระเจ้าแปรเป็นนายกองทัพเรือ แลยกลงมาทั้งบกทั้งเรือ ชุมพลทั้งปวงในพระนครสวรรค์ แลพลพระเจ้าหงษายกมาครานั้น คือ พลพม่ามอญในหงษา, อังวะ, ตองอู, เมืองปรวนแลไทยใหญ่ แลเมืองปแสนิว เมืองกอง, เมืองยาง, เมืองมิด, เมืองตาละ, เมืองน่าย, เมืองอุมวง, เมืองสพัวบัวแส แลสรอพเมืองไทยใหญ่[7] อนึ่ง เชียงใหม่หาตัวมหาราชพระยาเชียงใหม่มิได้ แลพระแสนหลวงพิงไชยเป็นนายกองถือพลลาวเชียงใหม่ทั้งปวงมาด้วยพระเจ้าหงษาเป็นทัพหนึ่ง แลพลพระเจ้าหงษาอันยกมาครานั้นมีบัญชีเก้าแสน สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าเป็นนายกองถือพลเมืองเหนือทั้ง ๗ เมืองมาด้วยพระเจ้าหงษาเป็นทัพหนึ่ง พระเจ้าหงษายกพลทั้งปวงลงมายังพระนครศรีอยุทธยา พระเจ้าช้างเผือกแลสมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินก็ให้ขับพลเมืองนอกทั้งปวงเข้าพระนคร แลได้แต่ในแขวงจังหวัดซึ่งอยู่ใกล้พระนครทั้งสี่แขวงนั้นได้แต่ส่วนหนึ่งเข้ามายังพระนคร แลซึ่งมิได้เข้ามายังพระนครแลเขาออกอยู่ป่ามากนัก อนึ่ง พลเมืองเล็กน้อยทั้งปวงไซร้มิได้เข้าพระนครแลเขาออกอยู่ป่า แลได้แต่ตัวเจ้าเมือง (ฉบับลบ) เจ้าเมืองนั้นเข้ามาพระนคร[วซ 5] พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ให้พระยารามตรวจจัดทั้งปวงขึ้นประจำหน้าที่กำแพงรอบพระนครแลหน้าค่ายริมทั้งปวงเป็นหนั่นหนานัก แล้วก็แต่งกองแล่นไว้ทั้ง ๔ ด้านรอบพระนครนั้นด้านละห้ากอง ส่วนพระยารามไซร้ตั้งทัพในท้องสนามหลวงเป็นกองกลางซึ่งจะยกไปช่วยทั้ง ๔ ด้าน อนึ่ง หน้าที่ใดซึ่งเป็นหน้าที่กวดขัน พระเจ้าอยู่หัวทั้งสองพระองค์ก็ไว้พระกลาโหม และพระพลเทพ เมืองไชยนาท, เมืองสุพรรณบุรี, เมืองลพบุรี, เมืองอินทบุรี, เมืองเพ็ชรบุรี, เมืองราชบุรี, เมืองนครนายก, เมืองสระบุรี, เมืองพรหมบุรี, เมืองสรรคบุรี, เมืองสิงคบุรี,[8] เมืองนครไชยศรี, เมืองธนบุรี, เมืองมฤท, ทั้งนี้อยู่ประจำหน้าที่แต่มุมหอรัตนไชยลงไปเกาะแก้วซึ่งมีแต่คูหาแม่น้ำกั้นมิได้ แลหน้าที่ทั้งสามด้านไซร้ แต่ในค่ายไปถึงประตูไชย ขุนหลวงพระคลังเป็นนายกองใหญ่ แต่ประตูไชยไปถึงวังไชย พระอินทรานครบาลเป็นนายกองใหญ่ แต่มุมวังไชยไปถึงประตูชีขัน พระท้ายน้ำเป็นนายกองใหญ่ แต่ประตูชีขันไปถึงมุมศาลหลวง พระยาศรีราชเดโชเป็นนายกองใหญ่ แต่มุมศาลหลวงมาพระราชวัง แต่พระราชวังไปถึงขื่อหน้า พระยาธรรมาเป็นนายกองถือพลทหารในทั้งปวงรักษาหน้าที่ทั้งปวง ๚

๑๗ ๏ พระเจ้าหงษายกทัพมาถึงกรุงพระนครศรีอยุทธยาในวัน ค่ำ ตั้งทัพมั่นในตำบลลุมพลี จึงพระยารามก็ให้ (ฉบับลบ) ดังนี้ก็แต่งการที่จะป่ายปีนปล้นเอาให้ได้ด้วยฉับพลัน แลแผ่นดิน (ฉบับลบ) ราชธานีใหญ่หลวง แลเอาสมุทร (ฉบับลบ) หน้าด้านเดียว แลเราจะแต่งการปล้น (ฉบับลบ) เหมือนเมืองทุกแห่งนั้นมิได้ แลซึ่งจะเอาอยุทธยา (ฉบับลบ) แต่งการเป็นงานปี จึงจะปล้นเอาอยุทธยาได้ แลให้พระยาทั้งหลายกำหนดให้แก่นายทัพนายกองทั้งหลายกำหนดให้ (ฉบับลบ) ทั้งปวงอย่าเพ่อออกรบพุ่ง ให้แต่งกัน (ฉบับลบ) ไว้เป็นเสบียงไพร่พลทั้งปวงให้ครบปีหนึ่ง[วซ 6] แลจะให้สำรวจให้ถ้วนตัวคนจงทุกหมู่ทุกกอง ถ้านายทัพนายกองผู้ใดเสบียงพลนั้นมิครบถึงปีไซร้ จะให้ลงโทษแก่นายทัพนายกองผู้นั้นถึงสิ้นชีวิต จึงท้าวพระยาทั้งหลายก็แต่งพลไว้ประจำค่ายทั้งปวงแต่พอรบพุ่งป้องกันหน้าค่ายนั้น ก็แต่งพลออกไปลาดหาข้าวทุกหมู่ทุกกองตามกำหนดพระเจ้าหงษาสั่งนั้น ก็ปลูกยุ้งฉางใส่เสบียงทั้งปวงนั้นไว้ ครั้นถึงกำหนดที่จะสำรวจ พระเจ้าหงษาแต่งให้สำรวจทุกทัพทุกกอง แลเสบียงพลทั้งปวงนั้นก็ครบกำหนดปี ๑ ดุจกำหนดพระเจ้าหงษาสั่งนั้น แต่ทัพผู้ใดเสบียงพลซึ่งลาดได้มานั้นมิครบปี พระเจ้าหงษาก็ให้ลงโทษถึงสิ้นชีวิต ครั้นพระเจ้าหงษาให้สำรวจเสบียงพลทั้งปวงสรรพแล้ว พระเจ้าหงษาให้แต่งการที่จะเข้าปล้นพระนคร ให้พูนถนนเข้ามาในขื่อหน้าเป็นสามแห่ง หน้าที่พระอุปราชาพูนเข้ามาถึงวัดฝางแห่งหนึ่ง บางเอียนแห่งหนึ่ง หน้าที่พระเจ้าอังวะพูนเข้ามาในมุมเกาะแก้วแห่งหนึ่ง พูนดินเข้ามานั้น ชาวหงษาทำเป็นทุบทู[9] ตั้งเข้ามากันปืนไฟ ซัดดินข้ามทุบทูเข้ามา ชาวในพระนครเอาปืนใหญ่ทแยงยิงต้องทุบทูทลาย แลพลอันเข้ามานั้นตายมากนัก ชาวหงษาเอาโตนดแต่งทุบทูเป็นดาดฟ้ามาตั้งเป็นหลายชั้นแลซัดดินเข้ามา แลชาวพระนครยิงปืนออกไปต้องทุบทูเป็นดาดฟ้านั้นเตลิดขึ้นไป แลต้องพลนั้นเป็นอันน้อย จึงชาวในพระนครแต่งพลทหารออกมาทะลวงฟันแลลักเอาดินซึ่งซัดเข้ามานั้นเป็นหลายครั้ง แลพลซึ่งซัดดินออกมานอกทุบทูมิได้ ก็ตั้งทุบทูออกมาให้ไกล แลซัดดินแต่ในทุบทู แล้วแต่งพลรบเอาทุบทูออกมาตั้งแซงสองข้างที่ถมนั้นกันพลทั้งปวงให้พูนถนนเข้ามา ๚

๑๘ ๏ ในขณะนั้น พระเจ้าช้างเผือกทรงพระประชวรหนักประมาณ ๒๕ วันก็สวรรคตในวันศักราช ๙๓๑ ปี (พ.ศ. ๒๑๑๒) เมื่อพระเจ้าช้างเผือกสวรรคตแล้ว สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินมิได้นำพาซึ่งการศึก แลเสด็จอยู่แต่ในพระราชวัง แลไว้การทั้งปวงแก่พระยารามให้บังคับบัญชาตรวจทหารทั้งปวงผู้รักษาหน้าที่รอบพระนคร ขณะนั้น พระยารามขี่คานหามทองเลียบหน้าที่ มีมยุรฉัตรประดับซ้ายขวา แลธงชัยกระบี่อาวุธแห่หน้า แลพลทหารอาสาแห่หน้าหลังเป็นหนั่นหนา แลพลถือปืนนกสับนั้น ๗๐๐ แลพระยารามเลียบหน้าที่ทุกวัน ก็เห็นพลทหารออกรบชาวหงษาซึ่งพากันเข้ามานั้น ๚

๑๙ ๏ ขณะนั้น พระยาจักรรัตนถือพลทหารออกไปหักค่ายข้าศึกในท้ายคู แลเผาค่ายหน้าที่พระยาเกียรดิได้ประมาณเส้นหนึ่ง พลศึกอันประจำหน้าค่ายพ่ายลงไป จึงพระยาเกียรดิยกพลออกมารบพระยาจักรรัตน เสียตัวพระยาจักรรัตน แลชาวอาสาทั้งปวงก็พ่ายเข้ามา พระยาเกียรดิจับเอาพระยาจักรรัตนไปถวายแก่พระเจ้าหงษา ๆ ทรงพระโกรธแก่พระยาเกียรดิว่า ชาวพระนครออกเผาค่ายได้ พระเจ้าหงษาตรัสแก่พระอุปราชาว่า ซึ่งพระยาเกียรดิอุเบกษามิได้ป้องกันหน้าค่าย ให้ชาวพระนครออกเผาค่ายได้ มิลงโทษพระเกียรดิด้วยประการใด จึงพระอุปราชาทูลแก่พระเจ้าหงษาว่า ซึ่งพระยาเกียรดิได้นายกองซึ่งถือพลออกมาเผาค่ายนั้น เห็นว่า โทษพระยาเกียรดิแต่พอ (ฉบับลบ) มิได้ลงโทษแก่พระยาเกียรดิ พระเจ้าหงษาทรงพระโกรธ (ฉบับลบ) พระอุปราชา (ฉบับลบ) ได้นายกองก็ดี (ฉบับลบ) แลซึ่งว่า ชาวพระนครออกมาเผาค่าย (ฉบับลบ) พระอุปราชาว่า พระยาเกียรดิเป็นโทษแล้ว แลมิได้ลงโทษพระยาเกียรดิ[วซ 7] แลเห็นว่า พระอุปราชามิได้เอาใจใส่ลงในการศึก แลอย่าให้พระอุปราชาอยู่บังคับการศึกในทัพนั้นเลย แลพระอุปราชาจะไปแห่งใดไซร้ให้ไปตามใจ ให้พระอุปราชาเอาแต่ช้างตัวหนึ่งคนขี่ท้ายกลางไปด้วยกัน กว่านั้นอย่าให้เอาไป พระเจ้าหงษาก็ให้ขับพระอุปราชาเสียแล้วก็ให้ลงโทษแก่พระยาเกียรดิถึงสิ้นชีวิต พระอุปราชามายังทัพ พระเจ้าหงษาก็ใช้สนองพระโอษฐ์มาขับพระอุปราชาเร่งให้ไปจากทัพจงพลัน ขณะนั้น พระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ กลัวอาญาพระเจ้าหงษา มิอาจทูลขอโทษพระอุปราชาแก่พระเจ้าหงษา พระอุปราชาก็ให้มาทูลแก่พระมหาธรรมราชาว่า พระเจ้าหงษาทรงพระโกรธขับเสียจากทัพ แลพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ จะทูลขอโทษแก่พระเจ้าหงษาไซร้ พ้นกำลังพระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ จะทูลมิได้ แลซึ่งจะช่วยเราครานี้เห็นแต่พระเจ้าพี่เราเอง เห็นจะทูลแก่พระเจ้าหงษาขอโทษเราได้ เมื่อพระอุปราชาให้มาทูลแก่พระมหาธรรมราชานั้น สนองพระโอษฐ์พระเจ้าหงษาใช้ซ้ำมาเล่าว่า ให้เร่งพระอุปราชาไปจงพลัน จึงพระอุปราชาแต่งตัวที่จะไป แลจะขึ้นช้างจะออกจากทัพตามอาญาพระเจ้าหงษา จึงพระมหาธรรมราชาตรัสให้ข้าหลวงไปห้ามพระมหาอุปราชาว่า ให้งดอยู่ แลจะไปขอโทษแก่พระเจ้าหงษาก่อน พระมหาธรรมราชาก็เสด็จมายังพระเจ้าหงษา ก็ทูลขอโทษพระอุปราชาแก่พระเจ้าหงษา ๆ ก็ให้โทษพระอุปราชาแก่พระมหาธรรมราชา ๚

๒๐ ๏ ขณะนั้น พระเจ้าหงษาก็ให้พระเจ้าแปรยกทัพเรือลงไปโดยคลองสะพานขายเข้าไปออกบางไทร แลขึ้นมาตั้งท้ายคูกันมิให้เรือขึ้นล่องเข้ายังพระนคร แล้วพระเจ้าแปรก็แบ่งทัพเรือลงไปลาดถึงเมืองนนทบุรี เมืองธนบุรี เมืองสาครบุรี จึงสำเภาจีนจังจิวมิทันรู้ว่า ศึกหงษาเข้ามาล้อมพระนคร จีนจังจิวก็ใช้สำเภาเข้ามาถึงหลังเต่าในปากน้ำพระประแดง จึงพระเจ้าแปรยกทัพเรือออกไปเอาสำเภาจีนจังจิว ๆ ก็รู้ข่าว ด้วยชาวปากน้ำบอกว่า ศึกมาล้อมพระนคร แต่งทัพเรือลงมาลาด จีนจังจิวก็ใช้สำเภาออกไป แลทัพเรือพระเจ้าแปรยกออกไปไซร้ สำเภาจีนจังจิวคลาดออกไปลึกแล้ว จะตามเอามิได้ พระเจ้าแปรยกทัพคืนมา จึงพระเจ้าหงษาก็โกรธแก่พระเจ้าแปรว่า สำเภาจีนเข้ามาถึงปากน้ำแล้ว แลมิได้ติดตามออกไปเอาจงฉับพลัน แลให้สำเภาจีนหนีรอดไป พระเจ้าหงษาก็ว่า บรรดาจะลงโทษแก่พระเจ้าแปรโดยอาญาศึก แลครั้งนี้งดไว้ แลแต่เอาตัวตระเวนนั้นก่อน แลพระเจ้าหงษาให้เอาตัวพระเจ้าแปรไปตระเวนรอบทัพ แลยกให้เป็นนายกองทัพเรือดุจเก่า ๚

๒๑ ๏ ในขณะนั้น พลศึกหงษาพูนถนนเข้ามาเป็นช้านาน พระยาราม แลพระกลาโหม พระอินทรา พระมหาเทพ พระมหามนตรี แลพระหัวเมืองขุนหมื่นทั้งหลาย ช่วยกันเอาใจลงในราชการ รบพุ่งป้องกันมิให้ชาวหงษาพูนถนนเข้ามาได้ แลพระมหาเทพแต่งพลอาสาออกทะลวงฟันชาวหงษาซึ่งเข้ามาพูนดินแตกฉานเป็นหลายครั้ง แล้วพระมหาเทพแต่งให้ออกไปลักเอาดินซึ่งชาวหงษาพูนนั้น แลการซึ่งพูนถนนั้นมิเปลือง จึงพระเจ้าหงษาทรงพระโกรธ ก็ให้เอานายทัพนายกองซึ่งพูนถนนนั้นลงโทษจงหนัก พระเจ้าหงษาก็ว่า ซึ่งการศึกแลเป็นอันแหล้ดังนี้อันใด พระเจ้าแปรเป็นน้องก็ดี พระอุปราชาเองก็ดี พระเจ้าอังวะอันเป็นลูกเขยก็ดี ทั้งสามนี้จะลงอาญาถึงสิ้นชีวิตคนหนึ่งจึงจะได้แผ่นดินอยุทธยา พระเจ้าหงษาก็เร่งให้พระยาเกียรดิแลแต่งการที่จะปล้นนั้นจงฉับพลัน จึงพระอุปราชา พระเจ้าอังวะ พระเจ้าแปร แลท้าวพระยาผู้ใหญ่ มายืนบังคับบัญชาเอง แลต้อนพลทั้งปวงเอาทุบทูดาดฟ้ามาตั้งเป็นหลายชั้น แล้วแต่งพลทหารแซงสองข้างถนนเข้ามารบพุ่งป้องกันให้พูนถนนนั้นเข้ามาให้ได้ ฝ่ายชาวในพระนครเอาปืนใหญ่มาตั้งจังก้าไว้ ซึ่งถนนอันพูนเข้ามาทั้งสามแห่งนั้น แลวางปืนใหญ่ออกไปต้องพลหงษาอันพูนถนนเข้ามานั้นตายก่ายกองอยู่ที่พูนถนนทั้งสามแห่งนั้น แลชาวหงษาก็เร่งขับกันเข้ามาพูนถนนั้น แลพูนถนนนั้นทำถึงสามเดือนจึงถึงชานกำแพงเสมอกำแพงพระนคร แลถนนซึ่งพูนนั้น (ฉบับลบ)[วซ 8] จึงพระยาราม พระกลาโหม พระมหาเทพ ก็ให้ตั้งค่ายในกำแพงพระนครเป็นวงพาด ก็เอาปืนใหญ่ปืนมณฑกมาตั้งดาไว้ในหน้าค่ายนั้น ฝ่ายพลอันอยู่หน้าที่กำแพงเชิงเทินนั้นก็รบพุ่งป้องกันอยู่ จึงพระเจ้าหงษาให้ยกพลเข้ามาโดยถนนมุมเกาะแก้วนั้น แลเอาทัพเรือมากระหนาบ เอาปืนจ่ารงค์มณฑกนกสับรุมยิงทั้งทัพบกทัพเรือชิงเอามุมเกาะแก้วนั้น จึงชาวทหารอาสาซึ่งอยู่หน้าที่มุมเกาะแก้วนั้นจะยิงรบพุ่งป้องกันมิได้ ก็พ่ายลงมายังค่ายซึ่งตั้งไว้นั้น ชาวหงษารุกเข้ามาทลายกำแพงมุมเกาะแก้วนั้นได้ ครั้นเสียมุมเกาะแก้วนั้น พระยารามก็สลดใจ จะบังคับบัญชาการศึกนั้นมิเป็นสิทธิดุจก่อน ก็คิดด้วยท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายว่า จะป้องกันสืบไปเห็นพ้นกำลัง แลจะแต่งออกเจรจาเป็นไมตรี ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายก็ว่า ซึ่งจะเป็นไมตรีไซร้แต่ยังมิได้รบกันเป็นสามารถ แลซึ่งได้รบพุ่งเป็นสามารถแลเสียรี้พลพระเจ้าหงษาเป็นอันมากแล้วดังนี้ พระเจ้าหงษายังจะรับเป็นไมตรีหรือ ท้าวพระยาทั้งหลายก็มิฟังพระยารามซึ่งจะชวนเป็นไมตรีนั้น แต่นั้นไป ท้าวพระยามุขลูกขุนผู้ทหารทั้งปวงมิฟังบังคับบัญชาพระยาราม แลต่างคนต่างรบพุ่งข้าศึก สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินก็มิเอาพระทัยลงในการศึก แลละให้แต่มุขมนตรีทั้งหลายรบพุ่ง ขณะนั้น พระมหาเทพถือพลอาสาอยู่รักษาหน้าค่ายในมุมเกาะแก้วกำแพงซึ่งทลายนั้น ข้าศึกหงษายกเข้ามาปล้นค่ายนั้นเป็นหลายครั้ง แลพระมหาเทพป้องกันเป็นสามารถ อนึ่ง พระเจ้าลูกเธอพระศรีเสา[10] ยกพลอาสามายืนช้างที่นั่งให้พลอาสาช่วยพระมหาเทพรบพุ่ง แลแต่งพลอาสาออกทะลวงฟัน แล้วก็วางปืนใหญ่ยิงทแยงออกไปต้องข้าศึกหงษาตายมากนัก ข้าศึกจะปล้นเอาค่ายนั้นมิได้ก็ตั้งประชิดกันอยู่ อนึ่ง จวนเทศกาลฟ้าฝน พระเจ้าหงษาก็คิดด้วยพระมหาธรรมราชาซึ่งจะเพโทบายเอาตัวพระยารามผู้เป็นเจ้าการป้องกันพระนครนั้นแล้ว แลจะปล้นเอาพระนครจงได้ จึงพระมหาธรรมราชาแต่งนายก้อนทองข้าเดิมให้ถือหนังสือลอบเข้ามาถึงขุนสนมข้าหลวงซึ่งเขาลงมาแต่พิศณุโลกนั้น ขุนสนมก็ส่งหนังสือนั้นเข้าไปถวายพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายใน ลักษณะหนังสือนั้นว่า พระเจ้าช้างเผือกตรัสคิดด้วยพระยาราม จึงแต่งการรบพุ่งป้องกันพระนคร ละให้เสียสัตย์คลองพระราชไมตรีนั้น บัดนี้ พระเจ้าช้างเผือกเสด็จสวรรคตแล้ว แลยังแต่พระยาราม แลพระทัยพระเจ้าหงษาไซร้ยังไป่เสียคลองพระราชไมตรีนั้น แลพระเจ้าหงษาตรัสว่า ถ้าแลพระเจ้าแผ่นดินส่งตัวพระยารามผู้ก่อให้เป็นเภทนั้นออกไปถวายแก่พระเจ้าหงษาไซร้ พระเจ้าหงษาก็จะเป็นไมตรีมิให้ยากแก่สมณพราหมณาจารย์ประชาราษฎรทั้งหลาย ครั้นพระเจ้าหงษาได้ตัวพระยารามแล้ว พระเจ้าหงษาก็จะเลิกทัพทั้งปวงคืนไปเมืองหงษา จึงสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฝ่ายในก็เอาหนังสือนั้นมาแถลงแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าแผ่นดิน ๆ ได้ฟังโดยลักษณะหนังสือนั้น ก็ให้หาท้าวพระยาพฤฒามาตย์แลพระสงฆ์มหานาคทั้งปวงมาชุมกันพิพากษาว่า ซึ่งพระเจ้าหงษาว่า ให้ส่งพระยารามออกไปแลจะเป็นไมตรีนั้น ยังเห็นควรที่จะส่งพระยารามออกไปหรือ ๆ มิชอบส่ง จึงพระสงฆ์มหานาคแลท้าวพระยาพฤฒามาตย์ทั้งปวงพิพากษาว่า ถ้าพระเจ้าหงษาจะเป็นพระราชไมตรีเป็นมั่นแม่นไซร้ เห็นควรที่จะส่งพระยารามออกไปแก่พระเจ้าหงษา อย่าให้ได้ยากแก่ประชาราษฎรทั้งหลาย สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสให้แต่งหนังสือตอบออกไปว่า ถ้าพระเจ้าหงษาจะเป็นไมตรีเป็นสัตย์ดุจให้เข้ามานี้ไซร้ ก็จะส่งพระยารามออกไป จึงนายก้อนทองเอาหนังสือออกไปถวายแด่พระมหาธรรมราชา ๆ ก็ตรัสใช้นายก้อนทองเข้ามาเล่าว่า พระเจ้าหงษาจะเป็นพระราชไมตรีเป็นมั่นแม่น แลจะเป็นได้แก่พระยารามผู้เดียวนั้น ซึ่งจะเอาพระยารามไว้จะให้ได้ยากแก่อาณาประชาราษฎรทั้งปวงดูมิควร แลเร่งส่งพระยารามออกไปถวายแก่พระเจ้าหงษา อย่าให้ได้ยากแก่อาณาประชาราษฎรทั้งหลาย ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายรู้มิถึงการซึ่งพระเจ้าหงษาแต่งสารเพโทบายนั้น ยินดีว่า พระเจ้าหงษาจะเอาแต่ตัวพระยารามผู้ก่อการให้เป็นเหตุนั้นแล้วจะยกทัพคืนไป ท้าวพระยามุขมนตรีทั้งหลายก็ทูลแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินให้ส่งพระยารามออกไปแก่พระเจ้าหงษา จึงสั่งนายก้อนทองออกไปทูลแด่พระมหาธรรมราชาว่า จะส่งพระยารามออกไปเป็นมั่นแม่น แลให้แต่งข้าหลวงมารับเอาในหน้าค่าย แลพระสังฆราชในพระศรีรัตนมหาธาตุ แลภิกษุอันดับ ๔ องค์ เอาพระยารามออกไปถวายแด่พระมหาธรรมราชาถึงในพระตำหนักในวัดช้าง สมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ตรัสให้ถอดจำคงพระยาราม แลเอาพระยารามไปถวายบังคมแก่พระเจ้าหงษา ๆ ก็ให้เบิกพระสังฆราชเข้าไป (ฉบับลบ) จึงพระเจ้าหงษาให้หาพระอุปราชาแลท้าวพระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงมาชุมในหน้าพลับพลา[วซ 9] พระเจ้าหงษาก็ตรัสแก่ท้าวพระยาทั้งหลายว่า พระเจ้ากรุงเทพพระมหานครศรีอยุทธยาให้พระสังฆราชเอาพระยารามผู้ก่อให้เป็นเภทแข็งเมืองนั้นมาส่งแก่เรา แลว่า จะขอเป็นเป็นพระราชไมตรีด้วยเราดุจก่อน แลให้ท้าวพระยาทั้งหลายจงพิพากษา ยังจะชอบรับเป็นพระราชไมตรีหรือมิชอบเป็นไมตรี ท้าวพระยาทั้งหลายก็ทูลแด่พระเจ้าหงษาว่า ซึ่งได้พระยารามออกมาแล้วดังนี้เสมอได้แผ่นดินอยุทธยา แลขอพระเจ้ารับเป็นพระราชไมตรีตามพระเจ้ากรุงเทพพระมหานครศรีอยุทธยาให้พระสังฆราชมานั้น จึงพระเจ้าหงษาสั่งให้ห้ามพลรบทั้งปวง พลศึกทั้งปวงมิได้รบพุ่งมิได้ยิงปืน อนึ่ง พลทหารข้างในพระนครก็มิได้ออกรบพุ่งมิได้วางปืนใหญ่ออกไป ต่างคนต่างสงบทั้งสองฝ่ายถึง ๗ วัน จึงพระเจ้าหงษาก็ส่งพระสังฆราชเข้ามาแลสั่งพระสังฆราชว่า ถ้าพระเจ้ากรุงพระนครศรีอยุทธยาจะเป็นพระราชไมตรีด้วยเราไซร้ ให้พระเจ้าแผ่นดินแลท้าวพระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงมาถวายบังคม จึงจะรับเป็นพระราชไมตรีด้วย ครั้นพระสังฆราชเข้าถึงกรุง ถวายพระพรแก่สมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินโดยคำพระเจ้าหงษาสั่งเข้ามานั้น จึงท้าวพระยาทั้งหลายทูลแก่พระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินว่า การทั้งนี้พระเจ้าหงษาก็เพโทบายล่อลวงให้ออกไป แล้วจะกุมเอาท้าวพระยาผู้ใหญ่ทั้งปวงไว้ แล้วพระเจ้าหงษาก็จะให้เข้ามาเทเอาครัวอาณาประชาราษฎรทั้งหลายอพยพไปเป็นเชลย แลศึกครั้งนี้ข้าพเจ้าทั้งหลายขอถวายชีวิตรบพุ่งป้องกันจนถึงขนาด เมื่อพระสังฆราชเข้ามานั้น จึงสมเด็จพระมหินทราธิราชพระเจ้าแผ่นดินก็ตรัสให้ท้าวพระยาทั้งหลายพิพากษาเป็นหลายยกหลายเกน แลท้าวพระยาทั้งปวงลงด้วยกันเป็นคำเดียวว่า อาสาจะรบพุ่ง แต่พระยาธรรมา[11] ไซร้มิได้ลงด้วยท้าวพระยาทั้งปวง ๚

๒๒ ๏ ฝ่ายพระเจ้าหงษาก็ท่าฟังทูตซึ่งจะออกไปแต่พระนครก็ช้าอยู่ถึงสามวัน พระเจ้าหงษาคิดด้วยสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเจ้าว่า กรุงพระนครศรีอยุทธยามิให้ทูตออกมาเจรจาด้วยความเมืองให้ช้าอยู่ดังนี้ ก็เห็นว่า มิเป็นพระราชไมตรี แลเราจะให้แต่งการที่จะปล้นเมืองนั้นดุจเก่า สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชก็ทูลแก่พระเจ้าหงษาว่า ขอพระเจ้าให้งดก่อน แลจะขอเข้าไปเอง จะแถลงการทั้งปวงให้พระเจ้าแผ่นดินแลท้าวพระยาผู้ใหญ่เห็นซึ่งจะเป็นไมตรี อย่าให้ยากแก่สมณพราหมณ์ประชาราษฎรทั้งหลาย พระเจ้าหงษาก็ตรัสบัญชาโดยสมเด็จพระมหาธรรมราชาเจ้า ๆ ก็เสด็จด้วยพระราชยานเข้ามาโดยถนน ๚




เชิงอรรถ[แก้ไข]

เชิงอรรถของบรรณาธิการ[แก้ไข]

  1. ตัดตอนจากคำนำหนังสือประชุมพงศาวดาร ภาคที่ ๔ ฉบับพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ. ๒๔๕๘ พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ คงตัวสะกดการันต์ตามต้นฉบับเดิม
  2. พ.ศ. ๒๓๑๗
  3. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิ (พ.ศ. ๒๐๙๑–๒๑๑๑)
  4. หมายถึง ความลับที่ควรปิดบัง: พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕
  5. ญิบ แปลว่า สอง
  6. สมเด็จพระมหาจักรพรรดิและสมเด็จพระมหินทราธิราช
  7. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า เมืองสรอบ เมืองไทยใหญ่
  8. คือ สิงห์บุรี
  9. ทุบทู พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ว่า น. เครื่องบังตัวป้องกันอาวุธของโบราณชนิดหนึ่ง
  10. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า "พระศรีเสาวราช"
  11. พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า "พระยาธารมา"

เชิงอรรถของวิกิซอร์ซ[แก้ไข]

  1. ควรเป็น "นายม้าผู้ดี" วรรค ๑๔ ก็ใช้ว่า "นายม้าผู้ดี"
  2. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๕๙) ว่า "ขณะเมื่อพระมหาธรรมราชาเสด็จไปกรุงหงสาวดีนั้น ข่าวแจ้งลงไปถึงกรุงพระมหานครศรีอยุธยา สมเด็จพระมหินทรษธิราชก็กราบทูลแก่สมเด็จพระราชบิดาว่า พระมหาธรรมราชานี้มิได้สวามิภักดิ์ต่อพระองค์แล้ว ไปฝ่ายฝากไมตรีแต่เจ้าหงสาวดีถ่ายเดียว จำจะยกทัพรีบขึ้นไปเชิญเสด็จพระเจ้าพี่นางกับราชนัดดาลงมาไว้ ณ พระนครศรีอยุธยา ถึงมาตรพระมหาธรรมราชาจะคิดประการใด ก็จะเป็นห่วงอาลัยอยู่ อันพระมหาธรรมราชาเห็นจะไม่พ้นเงื้อมพระหัตถ์ สมเด็จพระราชบิดาก็เห็นด้วย จึงตรัสให้พระยารามอยู่จัดแจงรักษาพระนคร สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวกับพระมหินทรโอรสาราชก็กรีธาพลเสด็จโดยชลมารคถึงเมืองพระพิษณุโลก ก็รับสมเด็จพระวิสุทธิกษัตรีย์ กับเอกาทศรฐอันเป็นพระภาคิไนยราช และครอบครัวอพยพข้าหลวงเดิมซึ่งให้ขึ้นมาแต่ก่อนนั้น แล้วสมเด็จพระพุทธเจ้าอยู่หัวกับพระมหินทราธิราชก็เสด็จล่องจากเมืองพระพิษณุโลกไปประทับยังเมืองนครสวรรค์ จึงสมเด็จพระมหินทราธิราชกราบทูลสมเด็จพระราชบิดาว่า เมืองกำแพงเพ็ชรเป็นทางศึกกำลังศึก จะขอทำลายเมืองกำแพงเพ็ชรเสีย กวาดเทเอาครอบครัวอพยพลงไปไว้ ณ กรุงพระมหานครศรีอยุธยา ถึงศึกมีมาก็จะได้หย่อนกำลังลง สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ตรัสเห็นด้วย ทัพหลวงก็ตั้งยั้งอยู่ ณ เมืองนครสวรรค์ สมเด็จพระมหินทราธิราชก็ยกกองทัพขึ้นไปยังเมืองกำแพงเพ็ชร ทัพหลวงตั้งค่ายท้ายเมือง พระยาศรีเป็นกองหน้า เข้าตั้งค่ายแทบคูเมือง ฝ่ายขุนอินทเสนาและขุนต่างใจข้าหลวงซึ่งตั้งไปแต่พระพิษณุโลกนั้น แต่รู้ข่าวก็ตรวจจัดรี้พลแต่งกันเมืองกำแพงเพ็ชรเป็นสามารถ ครั้นกองทัพเข้าตั้งแทบคูเมือง ก็แต่งพลออกหักค่ายพระยาศรี พระยาศรีก็พ่ายแก่ชาวเมืองกำแพงเพ็ชร"
  3. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๕๙–๒๖๐) ว่า "เมื่อแรกยกเข้าไปนั้น ชาวเมืองสงบอยู่ ละให้เข้าไปถึงเชิงกำแพง แล้วก็วางปืนไฟและพุ่งศาสตราวุธมาต้องชาวอาสา ชาวอาสาก็พ่ายออกมา แต่ยกเข้าปล้นเมืองถึง ๓ วัน รี้พลตายมาก"
  4. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๖๐) ตัดข้อความนี้ทิ้งหมด
  5. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๖๑) ว่า "ได้แต่ตัวว่าเมืองและพลสำหรับเจ้าเมืองนั้นเข้ามาพระนคร" ส่วน พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน [สมเด็จพระพนรัตน์ (แก้ว), ๒๕๕๘, น. ๗๑] ว่า "ได้แต่ตัวเจ้าเมืองแลพลสำหรับเจ้าเมืองนั้นเข้ามาพระนคร"
  6. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๖๑–๒๖๓) ว่า "จึงพญารามก็ให้เอาปืนนารายณ์สังหารยาว ๓ วาศอก กระสุน ๑๒ นิ้ว ลากไปตั้งในช่องมุมสบสวรรค์ ให้จังกายิงเอากลางทัพพระเจ้าหงสาวดี ต้องช้างม้ารี้พลตายมาก และกระสุนนั้นไปตกใกล้พลับพลาพระเจ้าหงสาวดี พระเจ้าหงสาวดีก็ให้เอากระสุนขึ้นบวงสรวงพลี แล้วก็เสด็จเลิกกองทัพมาตั้ง ณ มหาพราหม พอทัพบกทัพเรือถึงพร้อม จึงพระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสกำหนดให้ทัพทั้งปวงเข้าล้อมพระนคร ในขื่อหน้าทิศบูรพาใช้ทัพพระมหาอุปราชาและทัพพระมหาธรรมราชา ทัพพระเจ้าอังวะไปข้างทักษิณ ทัพพญาทะละ และเจ้าฟ้าไทใหญ่ และพญาแสนหลวงชาวเชียงใหม่ ไปข้างประจิมทิศ ทัพพญาพสิม และพญาตองอู ทัพพญาอไภยคามณี พระยาลาว พญาพะตะบะ พะตะเบิด ตั้งทิศอุดร ฝ่ายทัพหลวงก็ยกไปตั้ง ณ วัดมะเหยง และทัพอันล้อมพระนครทั้งสี่ด้านนั้น เมื่อแรกยกเข้าล้อมนั้น ตั้งไกลริมน้ำออกไปประมาณ ๓๐ เส้น และเอาไม้ตาลเป็นค่ายพูนดินกันปืนใหญ่กว่าจะตั้งมั่นลงได้ ชาวพระนครวางปืนใหญ่ออกไปต้องพลชาวหงสาวดีตายมากนัก ครั้นตั้งค่ายมั่นกันปืนใหญ่ได้แล้วประมาณ ๑๐ วัน ก็ยกเข้ามาตั้งค่ายอีกชั้นหนึ่งห่างค่ายเดิม ๑๐ เส้น ยังประมาณ ๒๐ เส้นจะถึงริมน้ำ ชาวพระนครแต่งพลอาสาออกทะลวงฟันแล้ววางปืนใหญ่ออกไปต้องพลพระเจ้าหงสาวดีเมื่อตั้งค่ายนั้นตายมากนัก และนายทัพนายกองเห็นจะตั้งค่ายในกลางวันมิได้ ให้ลอบเข้าไปตั้งกลางคืนเป็นช้านานจึงตั้งค่ายชั้นนั้นมั่นลงได้ แล้วพระเจ้าหงสาวดีก็ให้ยกเข้าตั้งค่ายอีกชั้นว่าหนึ่งเล่าให้ถึงริมน้ำคูเมือง และค่ายชั้นนี้ตั้งยากนัก ด้วยชาวพระนครวางปืนใหญ่และปืนจินดาจ่ารงคมนทกถนัดเต็มแม่นยำ พลทั้งปวงต้องปืนไฟตายมากนัก จึงพระเจ้าหงสาวดีให้ขุดอุโมงค์ให้พลทั้งปวงเดินเข้ามาเป็นหลายแห่งหลายสาย ครั้นถึงริมแม่น้ำที่จะตั้งค่ายนั้น ก็ขุดอุโมงค์แล่นหากันโดยหน้าค่าย และลอบตั้งค่ายนั้นในกลางคืน แล้วห้ามพลทั้งปวงให้สงบมิให้มี่ฉาว ฝ่ายในพระนครรู้ว่า ชาวหงสาวดีขุดอุโมงค์เดิน ก็เอาปืนใหญ่ยิงออกไปมิได้ต้องข้าศึก ก็จัดกองอาสาออกไปทะลวงฟัน ได้หัวเข้ามาถวายหลายครั้ง และชาวหงสาวดีตั้งค่ายชั้นนั้นเป็นเดือนเศษจึงตั้งได้ แต่พระเจ้าหงสาวดียกมาให้ตั้งค่ายล้อมเป็นสามครั้ง ประมาณสองเดือน จึงเข้าล้อมได้ถึงริมแม่น้ำคูเมือง ฝ่ายสมเด็จพระมหินทราธิราชเจ้าจึงดำรัสแก่พระยารามให้มีศุภอักษรขึ้นไปถึงเมืองล้านช้างขอกองทัพลงมาช่วย พญารามก็แต่งศุภอักษรโดยพระราชบริหารเสร็จแล้ว จึงแต่งให้ขุนราชเสนา ขุนมหาวิไชย กับไพร่ ๕๐ คน ถือขึ้นไปยังเมืองล้านช้าง เมื่อศึกหงสาวดียกมาล้อมพระนครและตั้งค่ายได้ ๓ ครั้ง พระเจ้าช้างเผือกเสด็จเลียบพระนครมิได้ขาด และแต่งกองอาสาออกไปกองละพัน กองละสองพัน ทั้งสี่ด้าน เป็นหลายหมู่หลายกอง ได้รบด้วยชาวหงสาวดีซึ่งเข้ามาตั้งค่ายนั้นทุกวัน และได้ฆ่าฟันชาวหงสาวดีตาย ได้หัวเข้ามาถวายก็มาก ฝ่ายพลหงสาวดี แม้นล้มตายเท่าใด พลทั้งปวงก็มิได้แตกฉาน ยกหนุนกันเข้ามาป้องกันให้ตั้งค่าย ครั้นตั้งค่ายล้อมทั้งสี่ด้านแล้ว พระเจ้าหงสาวดีก็ตรัสแก่พระมหาอุปราชา พระเจ้าแปร พระเจ้าอังวะ ท้าวพญาทั้งหลาย ว่า เราไปรบเมืองทุกแห่งไซร้ ครั้นยกเข้าล้อมได้แล้วดั่งนี้ ก็แต่งการที่จะเข้าปีนปล้นเอาได้ด้วยฉับพลัน และแผ่นดินอยุธยานี้เป็นราชธานีใหญ่หลวง เอาสมุทรเป็นคูคั่นรอบดุจเขาพระสิเนรุราชอันมีแม่น้ำสีทันดรนทีรอบคอบ และที่จะปล้นได้ไซร้ เห็นแต่ขื่อหน้าด้านเดียว ถึงดังนั้นก็ดี จะปล้นเอาเหมือนนครทั้งปวงนั้นมิได้ และซึ่งจะเอาอยุธยาคราวนี้ เราจะแต่งการเป็นงานปีจึงจะได้ ให้ท้าวพระยาทั้งหลายกำหนดให้แก่นายทัพนายกองทั้งปวงให้รักษาแต่มั่นไว้ อย่าเพ่อรบพุ่ง ให้แต่งกันออกลาดหาข้าวไว้เป็นเสบียงเลี้ยงไพร่พลทั้งปวงให้ครบปีหนึ่ง"
  7. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๖๓–๒๖๔) ว่า "โทษพระยาเกียรกลบลบกัน จึงมิได้ลงโทษ พระเจ้าหงสาวดีทรงพระโกรธแก่พระมหาอุปราชาว่า ถึงพระเกียรจับได้นายกองก็ดี ยังมิคุ้มโทษ และพระมหาอุปราชาว่า พระยาเกียรคุ้มโทษแล้ว และมิได้เอาโทษพระยาเกียรนั้น"
  8. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๖๕) ตัดข้อความนี้ทิ้งหมด
  9. พระราชพงศาวดาร ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม) (๒๕๔๒, น. ๒๖๗) ว่า "ก็ให้เบิกสังฆราชเข้ามา แล้วตรัสให้หาพระมหาอุปราชาและท้าวพญาผู้ใหญ่ทั้งปวงมาประชุมในหน้าพลับพลา"

บรรณานุกรม[แก้ไข]

  • ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๑. (๒๕๔๒). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ISBN 9744192151. [น. (๑๐)–(๒๐) (คำชี้แจง), ๒๓๗–๒๔๐ (คำนำ), ๒๔๑–๒๕๒ (พงศาวดาร)].
  • "พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพันจันทนุมาศ (เจิม)". (๒๕๔๒). ใน ประชุมพงศาวดาร ฉบับกาญจนาภิเษก เล่ม ๓ (น. ๒๐๓–๔๕๒). กรุงเทพฯ: กรมศิลปากร, กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์. ISBN 9744192186.
  • สมเด็จพระพนรัตน์ (แก้ว). (๒๕๕๘). พระราชพงศาวดาร ฉบับสมเด็จพระพนรัตน์วัดพระเชตุพน ตรวจสอบชำระจากเอกสารตัวเขียน. กรุงเทพฯ: มูลนิธิ "ทุนพระพุทธยอดฟ้า" ในพระบรมราชูปถัมภ์. ISBN 9786169235101.

สัญญาอนุญาต[แก้ไข]

งานนี้เป็นสาธารณสมบัติ เพราะลิขสิทธิ์หมดอายุแล้ว ตามมาตรา ๑๙ และมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ ซึ่งบัญญัติว่า

  "มาตรา ๑๙ ภายใต้บังคับมาตรา ๒๑ และมาตรา ๒๒ ลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ถึงแก่ความตาย
  ในกรณีที่มีผู้สร้างสรรค์ร่วม ลิขสิทธิ์ในงานดังกล่าวให้มีอยู่ตลอดอายุของผู้สร้างสรรค์ร่วม และมีอยู่ต่อไปอีกเป็นเวลาห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ร่วมคนสุดท้ายถึงแก่ความตาย
  ถ้าผู้สร้างสรรค์หรือผู้สร้างสรรค์ร่วมทุกคนถึงแก่ความตายก่อนที่ได้มีการโฆษณางานนั้น ให้ลิขสิทธิ์ดังกล่าวมีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่ผู้สร้างสรรค์เป็นนิติบุคคล ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ผู้สร้างสรรค์ได้สร้างสรรค์ขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก

  มาตรา ๒๐ งานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัตินี้ที่ได้สร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้สร้างสรรค์ใช้นามแฝงหรือไม่ปรากฏชื่อผู้สร้างสรรค์ ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้สร้างสรรค์งานนั้นขึ้น แต่ถ้าได้มีการโฆษณางานนั้นในระหว่างระยะเวลาดังกล่าว ให้ลิขสิทธิ์มีอายุห้าสิบปีนับแต่ได้มีการโฆษณาเป็นครั้งแรก
  ในกรณีที่รู้ตัวผู้สร้างสรรค์ ให้นำมาตรา ๑๙ มาใช้บังคับโดยอนุโลม"