พระราชลัญจกรและตราประจำตัวประจำตำแหน่ง/๑๔

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา
ข. พระราชลัญจกรที่โปรดให้สร้างขึ้นใหม่




พระราชลัญจกรสำหรับแผ่นดินที่โปรดให้สร้างขึ้นใหม่และยังคงใช้อยู่ คือ

๑.   พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการ

๒.   พระราชลัญจกรสยามโลกัคราช

๓.   พระราชลัญจกรนามกรุง

๔.   พระราชลัญจกรจักรรถ

๕.   พระราชลัญจกรอุณาโลมในกลีบบัว


๑. พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการ




พระราชลัญจกรองค์นี้สร้างขึ้นในรัชกาลที่ ๔ แทนพระราชลัญจกรมหาโองการองค์เดิม เป็นดวงตราประจำชาด แกะด้วยงาพระยาช้างเผือก รูปสี่เหลี่ยมรีมุมตัด มีแผ่นงาซ้อนบนหลังตราแต่เล็กกว่าอีกแผ่นหนึ่งเป็นที่จับประทับ เลี่ยมแง่และข้างด้วยทองคำ ขอบมีลายเบญจราชกกุธภัณฑ์ ข้างในตอนบนมีอักษร | 2 0 ว่าเป็นอักษรพราหมณ์ อ่านว่า โอม ตอนล่างเป็นตัวหนังสือขอม อ่านว่า พระบรมราชโองการ (ดู รูปที่ ๑๖) พระราชลัญจกรองค์นี้อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี นับได้ว่า เลิกใช้เมื่อ พ.ศ. ๒๔๘๑ ที่จริงเลิกแล้วแต่เมื่อสร้างพระราชลัญจกรพระมหาโองการกลาง แต่พระราชบัญญัติเก่ายังมีอยู่

ต่อมา โปรดให้สร้างใหม่ขึ้นอีกองค์หนึ่งด้วยทองคำ สำหรับแทนองค์ที่แกะด้วยงาพระยาช้างเผือก แต่มีขนาดย่อมกว่า เรียกว่า พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการองค์น้อย พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการองค์ใหญ่ใช้ประทับสัญญาบัตรเจ้าต่างกรม พระราชาคณะ พระครู และข้าราชการทรงตั้งให้มีบรรดาศักดิ์ ส่วนองค์น้อยใช้สำหรับประทับในการจ่ายเงินคลัง จ่ายดินปืน สั่งถ้อยความ และถอดคนโทษ และอื่น ๆ [ดู ประกาศพระราชลัญจกร ในรัชกาลที่ ๔ ปีขาล ฉศก จุลศักราช ๑๒๑๖ (พ.ศ. ๒๓๙๗) ซึ่งมีความเป็นสองประการ กล่าวด้วยการสร้างพระราชลัญจกรพระบรมราชโองการองค์น้อยขึ้นด้วยทองคำ ประการหนึ่งหนึ่ง กับถ้าเป็นการด่วน จะประทับตราพะทำมะรง อีกประการหนึ่ง ในประกาศว่าด้วยพระราชทานสัญญาบัตร (ชุมนุมพระบรมราชาธิบายในรัชกาลที่ ๔) ว่า พระราชลัญจกรพระบรมมหาโองการทรงประทับนำหน้าพระราชลัญจกรโลโตน้อย พระบรมมหาโองการกับพระบรมราชโองการดูคล้ายกันมาก]

ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ มาตรา ๔ และในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ มาตรา ๕ กำหนดไว้ว่า "พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการองค์ใหญ่ประจำชาด สำหรับประทับสัญญาบัตรยศ และสัญญาบัตรตำแหน่ง และหนังสือพระราชทาน ที่ในหว่างกลางองค์เดียว องค์น้อยสำหรับประทับพระราชทานพระบรมราชานุญาตเครื่องสรรพาวุธ และสำเนาหนังสือ และการที่ไม่สำคัญ" (พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการองค์น้อย เวลานี้เห็นจะเลิกใช้ เพราะไม่ปรากฏว่ามีอยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรีหรือที่ในราชพิพิธภัณฑ์)

ในรัชกาลที่ ๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตรัสสั่งให้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงเขียนตราพระบรมราชโองการถวายเปลี่ยนใหม่ เป็นรูปไข่ เพื่อให้เข้ากับตราไอราพตอันมีอยู่แล้ว ทำด้วยโมรา ลายในย้อนกลับไปเอาอย่างตรามหาโองการอีก แต่มีเปลี่ยนบ้าง ยังใช้ประทับในสัญญาบัตร ในรัชกาลที่ ๘ พ.ศ. ๒๔๘๓ โปรดให้แก้พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการให้เป็นรูปสี่เหลี่ยมย่อมุมไม้สิบสอง มีลายเบญจราชกกุธภัณฑ์อยู่ภายใน ตอนบนนพปฎลเศวตฉัตร ตอนล่างเปลี่ยนคำว่า "พระบรมราชโองการ" จากอักษรขอมเป็นอักษรไทย ใช้แทนองค์เดิมซึ่งยกเลิก อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี

เหตุที่ตราพระบรมราชโองการแต่เดิมใช้ตัวอักษรขอมนั้น ตัวอักษรที่ใช้ในพื้นเมืองเมื่อก่อน พ.ศ. ๑๘๒๘ ใช้แต่อักษรขอมอย่างเดียว พระเจ้ารามคำแหง[ซ] มหาราชกรุงสุโขทัยทรงประดิษฐ์อักษรไทยขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๑๘๒๘[ฌ] แต่นั้นมา หนังสือที่เขียนเป็นภาษาไทยจึงเขียนด้วยอักษรไทย แต่นอกจากนั้น พระไตรปิฎกก็ดี และบรรดาคาถาอาคมเวทมนตร์ทั้งปวงซึ่งเป็นภาษาบาลีหรือภาษาสันสกฤตยังใช้เขียนตัวอักษรขอมต่อมาทั้งสมัยกรุงสุโขทัยและสมัยกรุงศรีอยุธยาตลอดมาจนในกรุงรัตนโกสินทร์นี้ตอนก่อนรัชกาลที่ ๔ เพราฉะนั้น แม้เรียกว่าอักษรขอมก็จริง แต่ไทยเราไม่ได้ใช้เพราะนับถือเขมร ถือแต่ว่า เป็นตัวอักษรซึ่งเคยใช้มาแต่ดั้งเดิมสำหรับเขียนหนังสืออันเป็นที่นับถือในทางศาสนา ข้อนี้พึงเห็นได้ในหนังสือเก่า เช่น หนังสือมหาชาติคำหลวงแต่งครั้งกรุงศรีอยุธยา ก็ดี หนังสือที่แต่งชั้นหลัง เช่น หนังสือมงคลทีปนีที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดให้แปล ก็ดี ในสมุดเล่มเดียวกันที่ตรงอรรถภาษามคธเขียนเป็นตัวอักษรขอม ที่ตรงแปลเขียนเป็นตัวอักษรไทย ลางทีหนังสือเทศน์ที่จารในใบลาน เช่น หนังสือเทศน์มหาชาติความภาษาไทย ก็จารเป็นอักษรขอม เพราะพระสงฆ์ชำนาญอ่านหนังสือขอม เมื่อว่าโดยย่อ ตั้งแต่ พ.ศ. ๑๘๒๘ เป็นต้นมา ไทยเราใช้อักษรสองอย่างสำหรับเขียนภาษาซึ่งนับถือในทางศาสนาอย่างหนึ่ง สำหรับเขียนภาษาของเราเองอย่างหนึ่ง ดังนี้

"พระราชลัญจกรที่มีคำว่า พระบรมราชโองการ เป็นอักษรขอมนั้น เป็นของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประดิษฐ์ขึ้นในรัชกาลที่ ๔ ที่ทรงใช้อักษรขอม สันนิษฐานว่า คงทรงพระราชดำริว่า คำ พระบรมราชโองการ เป็นคำภาษามคธและสันสกฤต เข้าเกณฑ์จำพวกคำภาษาอื่นซึ่งนับถือในทางศาสนา จึงทรงใช้อักษรขอม

"ตำนานเรื่องที่แปลงหนังสืออรรถภาษามคธจากอักษรขอมมาใช้ตัวอักษรไทยเกิดขึ้นในรัชกาลที่ ๔ เมื่อมีเครื่องพิมพ์พิมพ์หนังสือไทยได้ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวใคร่จะทรงพิมพ์หนังสือสวดมนต์และคาถาอื่น ๆ ในพระไตรปิฎกให้แพร่หลาย จะพิมพ์เป็นอักษรขอมไม่ได้ จึงโปรดให้สมเด็จพระสังฆราช (ปุสฺสเทว สา)[ญ] วัดราชประดิษฐ์ คิดวิธีเขียนอักษรไทยเป็นภาษามคธ ต้องคิดเครื่องหมายตัวอักษรเพิ่มขึ้นหลายอย่าง คือ เรียกว่า ยามักการ และวัญชการ เป็นต้น ครั้นมาถึงในรัชกาลที่ ๖ สมเด็จพระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรสทรงแก้ไขวิธีเขียนให้ใช้จุดแทนยามักการวัญชการ เป็นวิธีเขียนง่ายและสะดวก จึงคงใช้มาจนทุกวันนี้ แบบนี้พึงเห็นได้ในพระไตรปิฎกสยามรัฐที่ตีพิมพ์ไว้ในรัชกาลปัจจุบันนี้[1] แต่ต่อไปภายหน้า หนังสือขอมคงจะเหลืออยู่แต่ที่จารหรือเขียนไว้ในหนังสือโบราณ ในบรรดาหนังสือไม่คงจะใช้แต่อักษรไทยอย่างเดียว ผู้ที่อ่านหนังสือขอมไม่ออก แม้จนมหาบาเรียน เดี๋ยวนี้ก็มีมากขึ้นทุกที เพราะเรียนภาษามคธด้วยตำราซึ่งตีพิมพ์เป็นอักษรไทยอยู่หมดแล้ว การใช้อักษรขอมในประเทศนี้จึงนับได้ว่าเป็นอันเลิกแล้ว" (จาก หนังสือวรรณคดีสมาคม ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๔ หน้า ๒๙-๓๑)

ยังมีตราดุนกระดาษอีกอย่างหนึ่ง เห็นมีพิมพ์อยู่เหนือประกาศพระราชกฤษฎีกาต่าง ๆ ในหนังสือราชกิจจานุเบกษาอยู่เสมอ ตราดวงนี้สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ตรัสอธิบายว่า "พระราชลัญจกรดุนกระดานั้นทำขึ้นในรัชกาลที่ ๕ นานมาแล้ว เรียกกันว่า กระดาษตราพระบรมราชโองการ สำหรับใช้เขียนพระราชหัตถเลขาอย่างเดียว คิดว่า ดำริเดิมคงจะให้เป็นสองทาง คือ เป็นพระราชหัตถเลขาซึ่งประทับพระราชลัญจกรพระบรมราชโองการอย่างเก่าก็ได้ หรือเป็นกระดาษตราอย่างธรรมดาข้างฝรั่งก็ได้ โดยที่ดำริอย่างนั้น จึงได้เก็บเอาสิ่งที่มีในพระราชลัญจกรพระบรมราชโองการของเก่าแต่ละอย่าง และเพิ่มขึ้นใหม่อีกลางอย่าง ผูกเป็นรูปใหม่ให้สมกับที่เป็นตรากระดาษ ในการที่เป็นตรากระดาษอันมีอยู่มากมาย ไม่ได้รักษาไว้ในที่มิดชิด เช่น พระราชลัญจกรพระบรมราชโองการของเก่านั้น เพราะความสำคัญเลื่อนไปอยู่ที่ทรงเซ็นพระปรมาภิไธยเสียแล้ว แม้ใครจะเขียนอะไรลงไปในกระดาษอันมีพระราชลัญจกรพระบรมราชโองการ แต่ไม่มีลายเซ็นพระปรมาภิไธย ก็ไม่เป็นหลักฐานที่จะพึงฟังได้ว่าเป็นพระบรมราชโองการ"

ตัวอักษร | 2 0 ที่มีอยู่ในตราพระบรมราชโองการตอนบน สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงสันนิษฐานว่า "จะเป็น อ-อุ-ม ตามคาถา อรหํ สมฺมาสมฺพุทฺโธ ที่เขาว่าหนังสือพราหมณ์นั้นน่ากลัวจะไม่ถูก เห็นจะทรงพระราชดำริผูกขึ้น ตัวหน้าซึ่งคะเนว่าเป็นตัว อ นั้น เป็นขีดเดียว ต้องกันกับหนังสืออริยกะซึ่งทรงพระราชดำริผูกขึ้นเหมือนกัน ตัวกลางน่าจะทรงพระราชดำริผูกขึ้นเทียบด้วยตัว อุ ตามหนังสือขอมในตราเดิม (คือ ตามตรามหาโองการ) ตัวหลังเป็น ม คือ นิคหิต ไม่มีข้อสงสัย ตรงกับอักษรเดิมที่ใช้ พาลจันทร์หมายเป็นตัว อ นั้นเอาอะไรมา น่าจะฟังเป็นยุติได้ว่า เดิมทีเดียวเขียนดั่งนี้ โองการ (ทีจะหมายเป็น ม-อ-อุ อย่างเก่า) ดูแต่นิคหิตหนังสือสันสกฤตเถิด เขียนจุดเดียว และหนังสือขอมชนิดเขียนด้วยปากกากว้างซึ่งเรียกกันว่าขอมย่อนั้นก็เขียนจุดเดียว เห็นจะมาแก้เป็นกลางกลวงกันเมื่อเขียนด้วยเหล็กจาร เพราะจะเอาเหล็กแหลมจิ้มลงไปทีเดียวกลัวจะแลไม่เห็น จึงเขียนให้ใหญ่กลายเป็นพินทุ เมื่อนิคหิตเป็นจุดกลวงไปแล้ว วงเล็บใต้นั้นก็พลอยกลวงเป็นพาลจันทร์ไปด้วย ส่วนอุณาโลมรูปนี้ อุณาโลม น่าจะเป็นของทางไสยศาสตร์ คือ ตาที่สามของพระอิศวรซึ่งประดิษฐานอยู่ตรงหน้าผาก ที่เอามาใส่ไว้เหนืออักขระโอมนั้น ก็แสดงอยู่ในตัวแล้วว่าเป็นทางไสยศาสตร์ ตราพระมหาโองการหมายถึงพระอิศวร ตราครุฑหมายถึงพระนารายณ์ ตราหงสพิมานหมายถึงพระพรหม ตราไอราพตหมายถึงพระอินทร์ ฯลฯ แต่ล้วนเป็นทางไสยศาสตร์ทั้งนั้น ที่เรียกว่า อุณาโลม กลัวจะลากเอาเข้ามาสู่พุทธศาสนาทีหลัง ดูไม่เห็นจะเป็นอุณาโลมได้ที่ตรงไหน พระพุทธรูปที่ทำกันในเมืองเราก็เป็นพระนลาฏเกลี้ยง ๆ ไม่มีอุณาโลม มีพระพุทธรูปทางอินเดียเหนือทำมีอุณาโลมอยู่บ้าง แต่ก็ทำเป็นเมล็ดกลมเท่านั้น เป็นสมควรที่สุดที่จะหมายเป็นขนหว่างคิ้ว มีหนังสือท่านอธิบายว่า เป็นขนเส้นยาวขมวดอยู่"


๒. พระราชลัญจกรสยามโลกัคราช




พระราชลัญจกรองค์นี้เป็นตราประจำชาด สร้างในรัชกาลที่ ๔ ทำด้วยทองคำ เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีช้างหมอบอยู่บนหลังตราเป็นที่จับประทับ (จึงเรียกกันเป็นสามัญว่า ตราช้างหมอบ) ชื่อพระราชลัญจกรดวงนี้ คือ สยามโลกัคราช เทียบเลียนล้อมาจากคำว่า "เสี้ยมโหลก๊กอ๋อง" ในดวงตรามีอักษรขอมอยู่สี่บรรทัด (ดู รูปที่ ๑๗) ว่า

สฺยามโลกคฺคราชสฺส

สนฺเทสลญฺจนํ อิทํ

อชฺฌาวาสฺสานุสาสกสฺส

วิชิเต สพฺพชนฺตุนํ

แปลว่า

ใบประทับตรานี้

ของอัครราชาโลกสยาม

ผู้ปกครองสั่งสอน

สรรพชนในแว่นแคว้น

พระราชลัญจกรองค์นี้ ในพระราชบัญญัติซึ่งกล่าวมาแล้วว่า ใช้สำหรับประทับใบพระราชทานที่วิสุงคามสีมาในหว่างกลางองค์เดียว (พระตรานี้อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี)


๓. พระราชลัญจกรนามกรุง




พระราชลัญจกรองค์นี้ทำด้วยทองคำเหมือนกัน เป็นรูปสี่เหลี่ยมรี มีรูปช้างยืนอยู่บนหลังตรานั้น (เรียกกันว่า ตราช้างยืน) ลายตราเป็นตัวอักษรขอม อ่านว่า "กรุงเทวมหานคร อมรรตนโกสินท มหินทายุชฌิยา บรมราชธานี ฯะ" (ดู รูปที่ ๑๘ และ ๑๙[ร]) ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ กล่าวว่า พระราชลัญจกรนามกรุงเป็นตราประจำชาด สร้างในรัชกาลที่ ๔ มีสององค์ ใหญ่หนึ่ง เล็กหนึ่ง สำหรับประจำวิสุงคามสีมา และใบสำคัญเบี้ยหวัดพระราชวงศานุวงศ์ซึ่งทรงผนวช และใบอนุญาตทูลลาบวช ในพระราชบัญญัติที่กล่าวนี้ มาตรา ๖ กำหนดให้ใช้พระราชลัญจกรองค์ใหญ่สำหรับประทับใบถวายเสนาสนะและใบพระราชทานพระบรมราชานุญาตข้าราชการกราบถวายบังคมลาบวช ในหว่างกลางองค์เดียว ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ มาตรา ๗ กำหนดการใช้ประทับพระราชลัญจกรนามกรุงคงตามเดิมดั่งข้างต้นอยู่ (พระราชลัญจกรนามกรุงองค์ใหญ่อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ส่วนองค์น้อยอยู่ที่ในราชพิพิธภัณฑ์ เลิกใช้แล้ว)


๔. พระราชลัญจกรจักรรถ




พระราชลัญจกรองค์นี้ (ดู รูปที่ ๒๐) มีข้อความอยู่ในคำปรารภตอนท้ายแห่งพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ ว่า "และโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระราชลัญจกรจักรรถซึ่งเป็นพระราชลัญจกรสำหรับพระเจ้าแผ่นดินโบราณสำหรับประจำเรือนเลขอีกองค์หนึ่ง ด้วยเหตุว่าจะมิให้ซ้ำกับพระราชลัญจกรอุณาโลมที่ได้มีในองค์อื่นแล้ว สำหรับที่จะได้เป็นพระราชลัญจกรประทับในราชการทั้งปวงสืบไป" พระราชลัญจกรจักรรถที่กล่าวนี้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ทรงเขียนทูลเกล้าฯ ถวาย (พระตราองค์นี้อยู่ที่กรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรี) ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ มาตรา ๗ และพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๓๐ มาตรา ๘ กำหนดให้ใช้พระราชลัญจกรจักรรถสำหรับประทับเรือนเลขในหนังสือซึ่งประทับตราพระราชลัญจกรมหาโองการและพระบรมราชโองการ


๕. พระราชลัญจกรอุณาโลมในกลีบบัว




ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร รัตนโกสินทรศก ๑๒๒ มาตรา ๘ และฉบับรัตนโกสินทรศก ๑๓๐ มาตรา ๙ กำหนดใช้พระราชลัญจกรนี้เป็นตราสำหรับประทับเรือนเลขในหนังสือซึ่งไม่ได้ประทับพระราชลัญจกรมหาโองการและพระบรมราชโองการ พระราชลัญจกรนี้มีปรากฏในประกาศว่าด้วยพระราชทานสัญญาบัตร (ดู ชุมนุมพระบรมราชาธิบายในรัชกาลที่ ๔) ว่า พระราชลัญจกรอุณาโลมน้อย (ซึ่งคนหมายพระราชลัญจกรองค์นี้) ใช้ประทับจำนวนศักดินา และในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกร ฉบับรัตนโกสินทรศก ๑๓๐ ก็อ้างไว้ว่า พระราชลัญจกรนี้ได้สร้างขึ้นใหม่ในรัชกาลที่ ๔ องค์หนึ่ง และในรัชกาลที่ ๕ องค์หนึ่ง แม้พระราชลัญจกรนี้กำหนดให้ใช้อยู่ในพระราชบัญญัติพระราชลัญจกรที่กล่าวมาข้างต้นก็ดี แต่ไม่ปรากฏว่าทางกรมเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมีตรานี้ไว้ คงมีอยู่แต่ในราชพิพิธภัณฑ์สี่องค์ซึ่งเลิกใช้แล้ว ลางทีอาจเลิกใช้แล้วเมื่อคราวสร้างพระราชลัญจกรจักรรถก็ได้ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ตรัสว่า ที่รัชกาลที่ ๕ ทรงสร้างพระราชลัญจกรจักรรถขึ้นใหม่ด้วยไม่โปรดตราที่ใช้อยู่เก่า เพราะมีหนังสือจีนว่า อ๊วง[ฎ] อยู่ใต้อุณาโลมภายในดอกบัว (ดู รูปที่ ๒๑) เห็นจะเป็นตราอุณาโลมที่กล่าวมาข้างต้นนี้

  1. หมายถึง รัชกาลที่ ๗