พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๑๔ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

ทีฆนิกาย มหาวรรค

เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๒

ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

๖. มหาโควินทสูตร

เรื่องปัญจสิขะ คนธรรพบุตร

[๒๐๙] ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว อย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่เขาคิชฌกูฏใกล้กรุงราชคฤห์. ครั้งนั้นแล ปัญจสิขคนธรรพ์บุตร เมื่อราตรีก้าวล่วงแล้ว มีรัศมีงดงามยิ่ง ส่องเขาคิชฌกูฏให้สว่างไสว แล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ที่ส่วนข้างหนึ่ง. ปัญจสิขคน ธรรพบุตรยืนแล้วแลที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า คำใดที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังมาแล้วต่อหน้า ได้รับ มาแล้วต่อหน้าพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลคำนั้นแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า. ปัญจสิขะเธอจงบอกแก่เราเถิด พระพุทธเจ้าข้า วัน ก่อน หลายวันมาแล้วในวันอุโบสถที่ ๑๕ นั้น ในราตรีวันเพ็ญแห่งปวารณา เทพชั้นดาวดึงส์ทั้งสิ้นเป็นผู้นั่งประชุมพร้อมกัน ที่สุธรรมาสภาและทิพยบริษัท ใหญ่เป็นผู้นั่งล้อมรอบ และมหาราชทั้ง ๔ องค์ ต่างเป็นผู้นั่งประจำทิศทั้ง ๔

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 2

คือในทิศตะวันออก มหาราชธตรัฐ อันพวกเทวดาแวดล้อมแล้ว นั่งหันหน้า ไปทางทิศตะวันตก ในทิศใต้ มหาราชวิรุฬหก อันพวกเทวดาแวดล้อมแล้ว นั่งหันหน้าไปทิศเหนือ ในทิศตะวันตก มหาราชวิรูปักขะ อันพวกเทวดา แวดล้อมแล้ว นั่งหันหน้าไปทิศตะวันออก ในทิศเหนือ มหาราชเวสวัณ อัน เทวดาแวดล้อมแล้ว นั่งหันหน้าไปทิศใต้ พระพุทธเจ้าข้า ก็แหละในเวลาที่ เทวดาชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยกันเป็นผู้นั่งประชุมกันที่สุธรรมาสภา ทิพยบริษัท ใหญ่เป็นผู้นั่งแล้วล้อมรอบ และมหาราชทั้ง ๔ องค์ก็เป็นผู้นั่งประจำทิศทั้ง ๔ แล้ว อาสนะนี้เป็นของพวกท่าน เหล่านั้น และอาสนะหลังเป็นของพวกเรา พระพุทธเจ้าข้า พวกเทพเหล่าใด ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าถึงชั้นดาวดึงส์เมื่อไม่นาน เทพเหล่านั้น ย่อมรุ่งเรืองยิ่งเทพเหล่าอื่น ทั้ง ด้วยรัศมีทีเดียว ทั้งด้วยยศ เพราะเหตุนั้น จึงเล่ากันมาว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์ จึงชื่นใจ บันเทิง เกิดปิติโสมนัสว่า โอหนอ ผู้เจริญ กายทิพย์ย่อมบริบูรณ์ กายอสูรย่อมเสื่อม

คาถาอนุโมทนา

พระพุทธเจ้าข้า ครั้งนั้น แล ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ทรงทราบความ เลื่อมใส ของพวกเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ทรงอนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้ ว่า [๒๑๐] โอหนอผู้เจริญ พวกเทพชั้นดาวดึงส์ พร้อมกับพระอินทร์ ย่อมบันเทิงไหว้พระ ตถาคตและความที่พระธรรมเป็นธรรมดี. เห็นอยู่ซึ่งพวกเทพใหม่เทียว ผู้มีรัศมี มียศ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระสุคต และมาในที่นี้.

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 3

พวกเทพเหล่านั้นรุ่งเรืองล่วงเทพเหล่า อื่น โดยรัศมี โดยยศ โดยอายุ เป็น สาวกของพระผู้มีปัญญา เหมือนแผ่นดิน บรรลุคุณวิเศษแล้วในสวรรค์ชั้นนี้. พวกเทพชั้นดาวดึงส์พร้อมทั้งพระ- อินทร์เห็นข้อนี้แล้วจึงต่างยินดี ไหว้อยู่ซึ่ง พระตถาคต และความที่ธรรมเป็นธรรมดี. [๒๑๑] พระพุทธเจ้าข้า เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวกันมาว่า พวกเทพ ชั้นดาวดึงส์จึงชื่นใจ บันเทิง เกิดปิติโสมนัสโดยประมาณยิ่งว่า โอหนอผู้เจริญ กายทิพย์ย่อมบริบูรณ์ กายอสูรย่อมเสื่อม. ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทพ ทรง ทราบความเลื่อมใสพร้อมของทวยเทพชั้นดาวดึงส์แล้ว ก็ทรงเรียกทวยเทพชั้น ดาวดึงส์ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ พวกท่านอยากจะฟังพระคุณตามความเป็นจริง แปดอย่างของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นหรือไม่. พวกข้าพเจ้าอยากจะฟังพระคุณ ตามความเป็นจริงแปดอย่างของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ทีนั้นท้าวสักกะจอม- เทพจึงตรัสพระคุณตามความเป็นจริงแปดอย่างของพระผู้มีพระภาคเจ้าแก่พวก เทพชั้นดาวดึงส์ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเทพชั้นดาวดึงส์จะสำคัญข้อความ นั้นเป็นไฉน

ว่าด้วยพระคุณ ๘ ประการ

[๑] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ทรงปฏิบัติเพื่อความเกื้อกูลแก่ ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ปฏิบัติ เพื่อความเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 4

ความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่ออนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์ แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และไม่ว่าในปัจจุบันนี้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น. [๒] พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระองค์ตรัสไว้ ดีแล้ว เป็นธรรมที่พึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เรียกให้มาดูได้ น้อมมา. ในตน พวกผู้รู้พึงทราบเฉพาะตน. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาผู้แสดงธรรมที่ น้อมเอามาใช้ได้อย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และไม่ว่าในปัจจุบันนี้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงบัญญัติไว้แล้วอย่างดีว่า นี้ เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล นี้เป็นโทษ นี้ไม่มีโทษ นี้พึงเสพ นี้ไม่พึงเสพ นี้เลว นี้ประณีต นี้ดำ ขาว มีส่วนคล้ายกัน . เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่บัญญัติ ธรรมที่เป็นกุศลอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ พึงเสพ พึงไม่เสพ เลวประณีต ดำ ขาว มีส่วนคล้ายกันอย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนอดีต และไม่ว่าในปัจจุบันนี้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติข้อปฏิบัติสำหรับ ไปถึงพระนิพพานแก่สาวกทั้งหลาย ทั้งพระนิพพาน ทั้งข้อปฏิบัติ ก็กลมกลืน กันไว้เป็นอย่างดีแล้ว น้ำจากแม่น้ำคงคา กับน้ำจากแม่น้ำยมุนา ย่อมกลม- กลืนกัน เข้ากันได้อย่างเรียบร้อย แม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็ทรงบัญญัติข้อปฏิบัติสำหรับไปถึงพระนิพพาน แก่พระสาวกทั้งหลาย ทั้ง พระนิพพาน ทั้งข้อปฏิบัติก็กลมกลืนกัน เป็นอย่างดีแล้ว ฉันนั้นนั่นเทียว. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาเป็นผู้บัญญัติข้อปฏิบัติสำหรับไปถึงพระนิพพานได้

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 5

อย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และไม่ว่า ในปัจจุบันนี้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . [๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงได้พระสหายแห่งข้อปฏิบัติ ของพระผู้ยังต้องศึกษาอีกเทียว และพระผู้สิ้นอาสวะ อยู่จบวัตรแล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าไม่ทรงติดด้วยข้อปฏิบัติและวัตรนั้น ทรงตามประกอบความเป็นผู้ เดียว เป็นที่มาแห่งความยินดีอยู่. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ตามประกอบ ความเป็นผู้ยินดีในความเป็นผู้เดียวอย่างนี้ ผู้ถึงพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะ เป็นส่วนอดีต และไม่ว่าในปัจจุบันนี้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น [๖] ลาภสำเร็จอย่างยิ่ง ชื่อเสียงก็สำเร็จอย่างยิ่ง แด่พระผู้มีพระภาค- เจ้าพระองค์นั้น ปานกับพวกกษัตริย์ทรงพระศิริโฉม สง่า น่ารักอยู่ ก็ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล ทรงปราศจากความเมา เสวยพระอาหาร เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ปราศจากความเมาบริโภคอาหารอยู่อย่างนี้ ผู้ถึง พร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และไม่ว่าในปัจจุบันนี้ นอกจาก พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้มีปกติตรัสอย่างไร ก็ทรงมีปกติทำอย่างนั้น ทรงมีปกติทำอย่างไร ก็ทรงมีปกติตรัสอย่างนั้น ด้วย ประการฉะนี้ ก็เป็นอันว่าทรงเป็นผู้มีปกติตรัสอย่างไร ก็ทรงมีปกติทำอย่างนั้น ทรงมีปกติทำอย่างไร ก็ทรงมีปกติตรัสอย่างนั้น. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดา ที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะ เป็นส่วนอดีต และไม่ว่าในปัจจุบัน ยกเว้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความเคลือบแคลง สิ้นสุดความดำริ เกี่ยวกับอัชฌาสัย เกี่ยวกับข้อ ปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดา ที่ข้าม

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 6

ความสงสัยได้ ปราศจากความเคลือบแคลง สิ้นสุดความดำริ เกี่ยวกับอัชฌาสัย เกี่ยวกับ ข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์อย่างนี้ ผู้ประกอบ พร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต ไม่ว่าในปัจจุบันนี้ ยกเว้นแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระพุทธเจ้าข้า ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัส ถึงพระคุณตามที่เป็นจริง ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านี้แลแก่ ทวยเทพชั้นดาวดึงส์. [๒๑๒] เพราะเหตุนั้น พระเจ้าข้า จึงเล่ากันมาว่า ทวยเทพชั้น ดาวดึงส์จึงชื่นใจ บันเทิง เกิดปิติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ฟังพระคุณตามที่เป็น จริงทั้งแปดประการของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ครั้งนั้น เทพบางพวก กล่าว อย่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์จริง ๆ หนอ ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ๔ พระองค์ พึงทรงเกิดขึ้นในโลก และพึงทรงแสดงพระธรรม เช่นเดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนั้นพึงเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนจำนวน มาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อ ประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย. เทพบางพวกก็กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ พระองค์ ยกไว้ก่อน น่าอัศจรรย์จริงหนอ เพื่อนทั้งหลาย พระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์พึงทรงเกิดขึ้นในโลก และพึงทรงแสดงธรรม เช่น เดียวกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนั้น พึงเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย. เทพบางพวก กล่าวอย่างนี้ว่า เพื่อนทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์ ยกไว้ ก่อน น่าอัศจรรย์จริงหนอ เพื่อนทั้งหลาย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ พึงทรงเกิดขึ้นในโลก และพึงทรงแสดงธรรม เช่นเดียวกับ พระผู้มีพระภาคเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 7

ข้อนั้น พึงเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวน มาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย. เมื่อพวกเขากล่าวอย่างนี้แล้ว ท้าว สักกะจอมเทพจึงได้ตรัสคำนี้ กะพวกเทพชั้นดาวดึงส์ว่า เพื่อนทั้งหลาย ข้อนั้น เป็นไปไม่ได้จริง ๆ ไม่ใช่โอกาสที่ในโลกธาตุหนึ่ง พระอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้า ๒ พระองค์ พึงเกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกัน ฐานะนี้มีไม่ได้ โอ้หนอ เพื่อนทั้งหลาย ขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแหละ ทรงมีพระอาพาธ น้อย ทรงมีพระโรคน้อย พึงทรงดำรงยืนนาน สิ้นกาลนานเถิด ข้อนั้น จะพึงเป็นไปเพื่อความเกื้อกูลแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อ ความสุขแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย. ครั้งนั้น พวกเทพชั้นดาวดึงส์ที่มานั่ง ประชุมพร้อมกันที่สุธรรมาสภา เพื่อประโยชน์อันใด แม้มหาราชทั้ง ๔ พระ- องค์ ก็พากันคิดประโยชน์นั้นปรึกษากันถึงประโยชน์นั้น ตรัส แต่คำที่กล่าว ถึงประโยชน์นั้น มหาราชทั้ง ๔ พระองค์ ก็ตรัสพร่ำสอนเฉพาะแต่เรื่อง ประโยชน์นั้น ในเพราะประโยชน์นั้น จึงประทับบนอาสนะของตน ๆ ไม่ยอม แยกย้าย [๒๑๓] ท้าวเธอเหล่านั้น กล่าวแต่คำที่กล่าว แล้ว รับคำพร่ำสอน เป็นผู้มีจิตผ่องใส แล้ว ได้ประทับบนอาสนะของตน. บุพนิมิตแห่งการปรากฏขึ้นของพรหม [๒๑๔] ครั้นนั้นแล ทางทิศเหนือเกิดแสงสว่างอันอุฬารอย่างเจิดจ้า เป็นแสงที่ปรากฏขึ้น ชนิดที่ก้าวล่วงเทวานุภาพของทวยเทพทีเดียว. ครั้งนั้น

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 8

ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงเรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์มาตรัสว่า เพื่อนทั้งหลาย นิมิตรทั้งหลายย่อมปรากฏ แสงสว่างอันอุฬารเกิดขึ้นอย่างแจ่มจ้า รัศมีย่อม ปรากฏขึ้นมาโดยประการใด พรหมก็จักปรากฏขึ้นโดยประการนั้น เพราะเกิด แสงสว่างอย่างเจิดจ้า รัศมีก็ปรากฏขึ้นมานี้ เป็นบุพนิมิตแห่งการปรากฏของ พรหม. [๒๑๕] นิมิตทั้งหลาย ย่อมปรากฏโดยประการ ใด พรหมก็จักปรากฏโดยประการนั้น เพราะการที่โอภาสอันไพบูลย์มาก ปรากฏ นี้เป็นบุพนิมิตของพรหม. [๒๑๖] ครั้งนั้น พระพุทธเจ้าข้า พวกเทพชั้นดาวดึงส์นั่งบนอาสนะ ของตน ๆ แล้วพูดว่า พวกเราจักรู้แสงนั้น สิ่งใดจักเป็นวิบาก เราทำให้แจ้ง สิ่งนั้น แล้วจึงจักไป. แม้มหาราชทั้ง ๔ พระองค์ ก็ประทับนั่งบนอาสนะ ของตน ๆ แล้วก็ตรัสว่า พวกเราจักรู้แสงนั้น สิ่งใดจักเป็นวิบาก เราทำให้ แจ้งสิ่งนั้นแล้ว จึงจักไป. เมื่อฟังคำนี้แล้ว พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ทำใจ ให้แน่วแน่ สงบอยู่ด้วยคิดว่า เราจักรู้แสงนั้น ผลจักเป็นอย่างไร เรา ทำให้แจ้งผลนั้นแล้ว จึงจักไป. ตอนที่สนังกุมารพรหมจะปรากฏกายแก่พวก เทพชั้นดาวดึงส์ ท่านจำแลงอัตภาพชนิดหยาบแล้ว จึงปรากฏ. ก็แหละ ผิวพรรณโดยปกติของพรหม ไม่พึงปรากฏในสายตาของพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ได้ ตอนที่สนังกุมารพรหมจะปรากฏกายแก่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ท่าน รุ่งเรืองยิ่งกว่าหมู่เทพเหล่าอื่นทั้งโดยรัศมี ทั้งโดยยศ. ตอนที่สนังกุมารพรหม ปรากฏกายแก่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ท่านรุ่งเรืองยิ่งกว่าหมู่เทพเหล่าอื่น ทั้งโดยรัศมี ทั้งโดยยศ แม้ถ้าจะเปรียบก็เหมือนร่างทอง ย่อมรุ่งเรือง ยิ่งกว่าร่างที่เป็นของมนุษย์ ฉะนั้นแล. ตอนที่สนังกุมารพรหมปรากฏกายแก่

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 9

พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ในบริษัทนั้นไม่มีเทพองค์ใด อภิวาทลุกขึ้นรับ หรือ เชื้อเชิญด้วยอาสนะเลย. นิ่งกันหมดเทียว ประณมมือนั่งบนบัลลังก์ คราวนี้ สนังกุมารพรหมจักต้องการบัลลังก์ ของเทพองค์ใด ก็จักนั่งบนบัลลังก์ของ เทพองค์นั้น. ก็สนังกุมารพรหม นั่งบนบัลลังก์ของเทพองค์ใดแล เทพองค์นั้น ก็ย่อมได้รับความยินดีอันยิ่งใหญ่ เทพองค์นั้นย่อมได้รับความดีใจอันยิ่งใหญ่ สนังกุมารพรหม นั่งบนบัลลังก์ของเทพองค์ใด เทพองค์นั้นก็ย่อมได้รับความ ยินดีอันยิ่งใหญ่ เทพองค์นั้นย่อมได้รับความดีใจอันยิ่งใหญ่ ถ้าจะเปรียบ ก็เหมือนพระราชาผู้เป็นกษัตริย์ ได้รับมุรธาภิเษก ได้รับอภิเษกมาไม่นาน พระราชานั้นย่อมจะทรงได้รับความยินดีอันยิ่งใหญ่ พระราชานั้นย่อมจะทรง ได้รับซึ่งความดีพระทัยอันยิ่งใหญ่ ฉะนั้น.

คาถาอนุโมทนาของสนังกุมารพรหม

ครั้งนั้น สนังกุมารพรหมทราบ ความเลื่อมใสพร้อมของทวยเทพชั้น ดาวดึงส์แล้ว ก็หายไป อนุโมทนาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า [๒๑๗] โอหนอ ท่านผู้เจริญ พวกเทพชั้น ดาวดึงส์ พร้อมกับพระอินทร์ ย่อมบันเทิง ไหว้อยู่ซึ่งพระตถาคต และความที่พระ ธรรมเป็นธรรมดี . เห็นอยู่ซึ่งพวกเทพรุ่นใหม่เทียว ผู้มี รัศมี มียศ ประพฤติพรหมจรรย์ในพระ สุคตแล้วมาในที่นี้. พวกเทพเหล่านั้นรุ่งเรืองยิ่งกว่าพวก เทพเหล่าอื่น โดยรัศมี โดยยศ โดยอายุ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 10

เป็นสาวกของพระผู้มีปัญญาเหมือนแผ่น- ดิน บรรลุคุณวิเศษแล้วในสวรรค์ชั้นนี้. พวกเทพชั้นดาวดึงส์ พร้อมทั้งพระ อินทร์ เห็นข้อนี้แล้วจึงต่างยินดีไหว้อยู่ซึ่ง พระตถาคต และความที่ธรรมเป็นธรรมดี.

เสียงของสนังกุมารพรหม

[๒๑๘] สนังกุมารพรหม ได้ภาษิตข้อความนี้แล้ว. เมื่อสนังกุมาร พรหมกำลังกล่าวข้อความนี้อยู่ ย่อมมีน้ำเสียงที่ประกอบพร้อมด้วยองค์ ๘ คือ เสียงแจ่มใส ๑ เสียงเข้าใจ (ง่าย) ๑ เสียงไพเราะ ๑ เสียงน่าฟัง ๑ เสียงหยดย้อย ๑ เสียงไม่แตกพร่า ๑ เสียงลึก๑ เสียงกังวาน๑. สนังกุมารพรหม ย่อมทำให้ บริษัทเข้าใจแจ่มแจ้งด้วยเสียง และเสียงของท่านไม่เปล่งก้องไปภายนอกบริษัท เลย ก็ผู้ใดแลมีเสียงที่ประกอบพร้อมด้วยองค์แปดอย่างนี้ ผู้นั้นท่านเรียกว่า ผู้มีเสียงเหมือนพรหม. ครั้งนั้นแล พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ ได้กล่าวคำนี้กับ สนังกุมารพรหมว่า สาธุมหาพรหม พวกข้าพเจ้า พิจารณาข้อนี้นั่นแล จึง โมทนา ยังมีพระคุณตามความเป็นจริง ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ท้าวสักกะจอมทวยเทพได้ทรงภาษิตไว้แล้ว และพวกข้าพเจ้าก็ได้พิจารณา ถึงพระคุณเหล่านั้นแล้ว จึงโมทนา. ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหมจึงได้ทูล คำนี้กับท้าวสักกะจอมทวยเทพว่า ดีละ จอมทวยเทพ แม้หม่อมฉันก็พึงฟัง พระคุณตามที่เป็นจริง ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. ท้าว สักกะจอมทวยเทพฟังเฉพาะคำของสนังกุมารพรหมนั่นแลว่า อย่างนั้นท่าน มหาพรหม แล้วจึงตรัสพระคุณตามที่เป็นจริงแปดประการของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า ท่านมหาพรหมผู้เจริญ จะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน คือ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 11

พระคุณ ๘ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า

[๑] ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ทรงปฏิบัติ เพื่อความเกื้อกูล แก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย มาสักเพียงไร. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ปฏิบัติเพื่อความเกื้อกูล แก่ชนจำนวนมาก เพื่อความสุขแก่ชนจำนวนมาก เพื่อความอนุเคราะห์แก่ ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อความเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายอย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และ ไม่ว่าในปัจจุบันนี้เลย นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๒] พระธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระองค์ตรัสไว้ดี แล้ว เป็นธรรมที่พึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เรียกให้มาพิสูจน์ดูได้ น้อม เอามาใช้ได้ พวกผู้รู้พึงทราบเฉพาะตน. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่แสดง ธรรมที่น้อมเอามาใช้ได้อย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนอดีตและไม่ว่าในปัจจุบันนี้เลย นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. [๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติไว้แล้วเป็นอย่างดี ว่า นี้เป็นกุศล นี้เป็นอกุศล. นี้มีโทษ. นี้ไม่มีโทษ. นี้พึงเสพ. นี้ไม่พึงเสพ. นี้เลว. นี้ประณีต. นี้ดำ ขาว มีส่วนคล้ายกัน. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ บัญญัติธรรมที่เป็นกุศลอกุศล มีโทษ ไม่มีโทษ พึงเสพ ไม่พึงเสพ เลว ประณีต ดำ ขาว มีส่วนคล้ายกันอย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต หรือปัจจุบันนี้ นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น [๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงบัญญัติข้อปฏิบัติสำหรับ นำไปถึงพระนิพพานแก่พระสาวกทั้งหลาย ทั้งพระนิพพาน ทั้งข้อปฏิบัติ ก็

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 12

กลมกลืนกัน เป็นอย่างดีแล้ว. น้ำจากแม่น้ำคงคากับน้ำจากแม่น้ำยมุนา ย่อม กลมกลืนกัน เข้ากันได้อย่างเรียบร้อย ชื่อแม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ องค์นั้น ก็ทรงบัญญัติข้อปฏิบัติสำหรับไปให้ถึงพระนิพพานแก่พระสาวก ทั้งหลาย ทั้งพระนิพพานทั้งข้อปฏิบัติก็กลมกลืนกัน เป็นอย่างดีแล้ว ฉันนั้น นั่นเทียว. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาผู้ที่บัญญัติข้อปฏิบัติสำหรับไปให้ถึงพระ นิพพานได้อย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และ ไม่ว่าปัจจุบันนี้เลย นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . [๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงได้พระสหายแห่งข้อปฏิบัติ ของพระผู้ยังต้องศึกษาอีกเทียว และพระผู้สิ้นอาสวะ ผู้จบวัตรแล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าไม่ทรงติดด้วยข้อปฏิบัติ และวัตรนั้น ทรงตามประกอบความเป็น ผู้เดียว เป็นที่มาแห่งความยินดีอยู่. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ทรงประกอบ ความเป็นผู้ยินดีในความเป็นผู้เดียวอย่างนี้ ผู้ถึงความพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ ว่าจะเป็นส่วนอดีต และไม่ว่าปัจจุบันนี้เลย นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น. [๖] ลาภสำเร็จอย่างยิ่ง ชื่อเสียงก็สำเร็จอย่างยิ่ง แด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าพระองค์นั้น ปานกับพวกกษัตริย์ที่ทรงพระสิริโฉมสง่า น่ารักอยู่ ก็ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล ทรงปราศจากความเมา เสวยพระอาหาร. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ปราศจากความเมา บริโภคอาหารอยู่อย่างนี้ ผู้ถึง พร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และไม่ว่าปัจจุบันนี้เลย นอกจาก พระตถาคตเจ้าพระองค์นั้น. [๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้มีปกติตรัสอย่างไร ก็ทรงมีปกติทำอย่างนั้น ทรงมีปกติทำอย่างไร ก็ทรงมีปกติตรัสอย่างนั้น ด้วยประการฉะนี้ ก็เป็นอันว่า ทรงเป็นผู้มีปกติตรัสอย่างไร ก็ทรงมีปกติทำ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 13

อย่างนั้น ทรงมีปกติทำอย่างไร ก็ทรงมีปกติตรัสอย่างนั้น. เราไม่พิจารณา เห็นศาสดาที่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมอย่างนี้ ผู้ประกอบพร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าในส่วนอดีตหรือในปัจจุบันนี้ ยกเว้นแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น [๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงข้ามความสงสัยได้แล้ว ปราศจากความเคลือบแคลง สิ้นสุดความดำริเกี่ยวกับอัชฌาสัย เกี่ยวกับข้อ ปฏิบัติ อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์. เราไม่พิจารณาเห็นศาสดาที่ข้าม ความสงสัยได้ ปราศจากความเคลือบแคลงสิ้นสุดความดำริ เกี่ยวกับอัชฌาสัย เกี่ยวกับข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์อย่างนี้ ผู้ประกอบ พร้อมด้วยองค์แม้นี้ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอดีต และไม่ว่าปัจจุบันนี้เลย ยกเว้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. พระพุทธเจ้าข้า ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ได้ตรัสถึงพระคุณตามที่ เป็นจริง ๘ ประการ เหล่านี้แก่ สนังกุมารพรหม. [๒๑๙] เพราะเหตุนั้น พระเจ้าข้า จึงเล่ากันมาว่า สนังกุมารพรหม จึงชื่นใจ บันเทิง เกิดปิติโสมนัส เมื่อได้ฟังพระคุณตามที่เป็นจริง ๘ ประการ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้งนั้น สนังกุมารพรหม นิมิตอัตภาพใหญ่ยิ่งเป็น เพศกุมาร ไว้ผม ๕ จุก ปรากฏแก่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์. สนังกุมารพรหมนั้น เหาะขึ้นสู่ฟ้านั่งโดยบัลลังก์ในอากาศ บุรุษมีกำลังพึงนั่งบนบัลลังก์ที่ปูลาดไว้ เป็นอย่างดี หรือโดยบัลลังก์บนภาคพื้นที่เสมอแม้ฉันใด สนังกุมารพรหมก็ ฉันนั้น เหาะขึ้นสู่ฟ้า นั่งโดยบัลลังก์ในอากาศแล้ว เรียกพวกเทพชั้นดาวดึงส์ ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเทพชั้นดาวดึงส์จะสำคัญข้อนั้นเป็นไฉนว่า พระ ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีพระปัญญายิ่งใหญ่มาตลอดกาลนานเพียงไร

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 14

เรื่องพระเจ้าทิสัมบดี

ท่านผู้เจริญ เคยมีพระราชาพระนามว่า ทิสัมบดีมาแล้ว . พระเจ้า ทิสัมบดีได้ทรงมีพราหมณ์ที่ปรึกษาชี่อโควินท์. พระเจ้าทิสัมบดี ทรงมีพระราช บุตรพระนามว่า เรณุกุมาร. สำหรับโควินทพราหมณ์ได้มีบุตรชื่อ โชติบาล มาณพ. ด้วยประการฉะนี้ จึงได้มีเพื่อน ๘ คน คือเรณุราชบุตร ๑ โชติบาล มาณพ ๑ และกษัตริย์ อื่นอีก ๖ องค์. ครั้งนั้นแล โดยกาลล่วงไปแห่งวัน และคืน โควินทพราหมณ์ได้ทำกาละแล้ว. ครั้นโควินทพราหมณ์ตายแล้ว พระเจ้าทิสัมบดี ก็ทรงคร่ำครวญว่า โอ้หนอ ในสมัยใด เรามอบหมายงาน ทุกอย่างในโควินทพราหมณ์อิ่มเอิบสะพรั่งพร้อมไปด้วยกามคุณทั้ง ๕ ให้เขา บำเรออยู่ ก็ในสมัยนั้นแลโควินทพราหมณ์ ตายไปเสียแล้ว. เมื่อพระเจ้า ทิสัมบดีตรัสอย่างนี้แล้ว เรณุราชบุตรก็กราบทูลคำนี้ กับพระเจ้าทิสัมบดีว่า ข้าแต่เทวะ ขอพระองค์อย่าทรงคร่ำครวญในเพราะโควินทพราหมณ์ตายเลย ลูกชายของโควินทพราหมณ์ชื่อโชติบาลยังมีอยู่ ฉลาดกว่าบิดาเสียด้วย และ สามารถมองเห็นอรรถกว่าเสียด้วย. บิดาของเขาพร่ำสอนข้อความแม้เหล่าใด ข้อความแม้เหล่านั้นเขาก็พร่ำสอนแก่โชติบาลมาณพทั้งนั้น . อย่างนั้นหรือ พ่อกุมาร พระเจ้าทิสัมบดีตรัสถาม. อย่างนั้น เทวะ พระกุมารกราบทูล. ครั้งนั้นแล พระเจ้าทิสัมบดีจึงทรงเรียกบุรุษคนใดคนหนึ่งมาสั่งว่า นี่บุรุษ เธอ มานี่ เธอจงไปหาโชติบาลมาณพ แล้วจงกล่าวกะโชติบาลมาณพอย่างนี้ว่า ขอ ความเจริญจงมีแก่โชติบาลมาณพผู้เจริญ พระเจ้าทิสัมบดีรับสั่งเรียกโชติบาล มาณพผู้เจริญ พระเจ้าทิสัมบดีทรงใคร่จะทอดพระเนตรโชติบาลมาณพผู้เจริญ. บุรุษนั้นรับ สนองพระราชโองการของพระเจ้าทิสัมบดีแล้ว ก็เข้าไปหาโชติบาล มาณพ ครั้นเข้าไปแล้วก็ได้กล่าวคำนี้กะโชติบาลมาณพว่า ขอความเจริญจงมี แก่ท่านโชติบาลมาณพ พระเจ้าทิสัมบดีสั่งให้เรียกท่านโชติบาลมาณพ พระเจ้า

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 15

ทิสัมบดีทรงใคร่จะทอดพระเนตรท่านโชติบาลมาณพ. โชติบาลมาณพสนองตอบ แก่บุรุษนั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าทิสัมบดี บันเทิงเป็นอันดี กับพระเจ้า ทิสัมบดี ครั้นเสร็จสิ้นถ้อยคำ ชื่นชมพอให้เกิดความคิดถึงกันแล้ว จึงนั่งในที่ ส่วนหนึ่ง. พระเจ้าทิสัมบดีได้ตรัสคำนี้กับโชติบาลมาณพ ผู้นั่งในที่ส่วนหนึ่งว่า ขอให้ท่านโชติบาลจงพร่ำสอนพวกเราเถิด ขอท่านโชติบาลอย่าทำให้พวกเรา เสื่อมเสียจากคำพร่ำสอนเลย เราจะตั้งท่านในตำแหน่งบิดา เราจักอภิเษกใน ตำแหน่งท่านโควินท์. โชติบาลมาณพ รับสนองพระราชโองการของพระเจ้า ทิสัมบดีว่าอย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า. ครั้งนั้นแล ท่านผู้เจริญ พระเจ้าทิสัมบดี ทรงอภิเษกโชติบาลมาณพในตำแหน่งท่านโควินท์ ตั้งไว้ในตำแหน่งบิดาแล้ว.

ชื่อมหาโควินท์

โชติบาลมาณพได้รับอภิเษกในตำแหน่งท่านโควินท์ ได้รับ แต่งตั้ง ในตำแหน่งบิดาแล้ว บิดาพร่ำสอนข้อความแม้เหล่าใด แก่พระเจ้าทิสัมบดีนั้น ก็พร่ำสอนข้อความแม้เหล่านั้น แม้ข้อความเหล่าใด ที่บิดามิได้พร่ำสอนแด่ พระเจ้าทิสัมบดี ก็มิได้พร่ำสอนข้อความแม้เหล่านั้น บิดาจัดการงานแม้เหล่า ใด แด่พระเจ้าทิสัมบดีนั้น ก็จัดการงานแม้เหล่านั้น บิดามิได้จัดการงาน เหล่าใดแก่พระเจ้าทิสัมบดีก็ไม่จัดการงานเหล่านั้น คนทั้งหลายกล่าวขวัญถึง เขาอย่างนี้ว่า ท่านโควินทพราหมณ์หนอ ท่านมหาโควินทพราหมณ์หนอ. ด้วย ปริยายอย่างนี้แล มหาโควินท์ ชื่อนี้จึงได้เกิดขึ้นแล้วแก่โชติบาลมาณพ.

เรื่องเรณุราชบุตร

[๒๒๐] ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปเฝ้ากษัตริย์ ๖ พระองค์เหล่านั้นแล้ว ได้ทูลคำนี้กับกษัตริย์ ๖ พระองค์เหล่านั้นว่า ข้าแต่

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 16

พระองค์ พระเจ้าทิสัมบดีแล ทรงพระชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าแล้ว เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ก็ใครเล่าหนอจะรู้ชีวิต ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้ทีเดียว คือข้อ ที่ว่า เมื่อพระเจ้าทิสัมบดีเสด็จสวรรคตแล้ว พวกข้าราชการก็จะพึงอภิเษกเจ้า เรณุราชบุตรในราชสมบัติ มาเถิดพระองค์ ขอให้พวกพระองค์เข้าเฝ้าเจ้า เรณุผู้ราชบุตร ทูลอย่างนี้ว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าแล เป็นพระสหาย ที่โปรด ปรานที่ชื่นพระทัยไม่เป็นที่สะอิดสะเอียนของพระองค์เรณุ ใต้ฝ่าพระบาททรง มีความสุขอย่างไร พวกข้าพระพุทธเจ้าก็มีความสุขอย่างนั้น ใต้ฝ่าพระบาท ทรงมีความทุกข์อย่างไร พวกข้าพระพุทธเจ้าก็มีความทุกข์อย่างนั้น พระเจ้า ทิสัมบดีแล ทรงพระชราแล้ว เป็นผู้เฒ่าแล้ว เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัย แล้ว ก็ใครเล่าหนอจะรู้ชีวิต ข้อนี้ย่อมเป็นไปได้ทีเดียว คือข้อที่ว่า เมื่อ พระเจ้าทิสัมบดีเสร็จสวรรคตแล้ว พวกข้าราชการก็จะพึงอภิเษกพระองค์เรณุ ในราชสมบัติ ถ้าพระองค์เรณุพึงทรงได้ราชสมบัติ ก็จะพึงทรงแบ่งราชสมบัติ แก่พวกข้าพระพุทธเจ้า. หกกษัตริย์เหล่านั้น ต่างทรงรับคำของมหาโควินท- พราหมณ์แล้วทรงเข้าไปเฝ้าเจ้าเรณุราชบุตร แล้วได้กราบทูลคำนี้กะเจ้าเรณุ- ราชบุตรว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าแล เป็นพระสหายที่โปรดปรานที่ชื่นพระทัย ไม่เป็นที่สะอิดสะเอียนของพระองค์เรณุ ใต้ฝ่าพระบาททรงมีความสุขอย่างไร พวกข้าพระพุทธเจ้าก็มีความสุขอย่างนั้น ใต้ฝ่าพระบาททรงมีความทุกข์อย่างไร พวกข้าพระพุทธเจ้าก็มีความทุกข์อย่างนั้น พระเจ้าทิสัมบดีแล ทรงพระชรา แล้ว เป็นผู้เฒ่าแล้ว เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยแล้ว ก็ใครเล่าหนอจะ รู้ชีวิต ข้อนี้ย่อมเป็นไปทีเดียว คือข้อที่ว่า เมื่อพระเจ้าทิสัมบดีเสด็จสวรรคต แล้ว พวกข้าราชการก็จะพึงอภิเษกพระองค์เรณุในราชสมบัติ ถ้าใต้ฝ่าพระบาท พระองค์เรณุพึงทรงได้ราชสมบัติ ก็จะทรงแบ่งราชสมบัติ แก่พวกข้าพระพุทธ- เจ้า. คนอื่นใครเล่าหนอ พึงมีความสุขในแว่นแคว้นของหม่อมฉัน นอกจาก

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 17

พวกท่าน ถ้าหม่อมฉันจักได้ราชสมบัติ หม่อมฉันจักแบ่งราชสมบัติแก่พวก ท่าน เรณุราชบุตรตรัส.

พระเจ้าเรณุได้รับอภิเษก

ครั้งนั้นแล โดยการล่วงไปแห่งวันและคืน พระเจ้าทิสัมบดีก็เสด็จ สวรรคตแล้ว เมื่อพระเจ้าทิสัมบดีเสด็จสวรรคตแล้ว พวกข้าราชการก็อภิเษก เจ้าเรณุราชบุตรในราชสมบัติ. เจ้าเรณุได้รับอภิเษกแล้วก็ทรงเอิบอิ่มเพรียบ- พร้อมไปด้วยกามคุณทั้ง๕ ให้บำเรออยู่. ครั้นนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ เข้า ไปเฝ้ากษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น แล้วได้กราบทูลคำนี้กับกษัตริย์ ๖ พระองค์ นั้นว่า พระเจ้าทิสัมบดีสวรรคตแล้วแล. เจ้าเรณุก็ได้รับอภิเษกด้วยราชสมบัติ ทรงเอิบอิ่มเพียบพร้อมไปด้วยกามคุณทั้ง ๕ ให้บำเรออยู่ ก็ใครเล่าหนอ จะรู้ ว่ากามทั้งหลายเป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เชิญเถิดพระองค์ พวกพระองค์จง ทรงเข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณุ แล้วกราบทูลพระเจ้าเรณุอย่างนี้ว่า ขอเดชะ พระเจ้าทิสัมบดีของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ก็เสด็จสวรรคตไปแล้ว พระองค์ เรณุเล่าก็ทรงได้รับอภิเษกด้วยราชสมบัติแล้ว พระองค์ทรงระลึกถึงพระราช ดำรัสนั้นได้อยู่หรือ. ท่านหกกษัตริย์นั้น ทรงตอบรับคำของมหาโควินท พราหมณ์แล้วจึงพากันเข้าเฝ้าพระเจ้าเรณุ แล้วได้กราบทูลคำนี้กะพระเจ้าเรณุ ว่า ขอเดชะ พระเจ้าทิสัมบดี ก็เสด็จสวรรคตไปแล้ว. ใต้ฝ่าละอองธุลีพระ บาทพระองค์เรณุเล่า ก็ทรงได้รับอภิเษกด้วยราชสมบัติแล้วพระองค์ยังทรง ระลึกพระราชดำรัสนั้นได้อยู่หรือ. หม่อมฉันยังจำได้อยู่ท่าน พระเจ้าเรณุตอบ แล้ว ตรัส อีกว่า ใครเล่าหนอจะสามารถแบ่งมหาปฐพีนี้ ที่ยาวไปทางเหนือ และใต้เป็นเหมือนทางเกวียนให้เป็น ๗ ส่วนเท่า ๆ กันได้ เป็นอย่างดีละท่าน. คนอื่นนอกจากมหาโควินทพราหมณ์แล้ว ใครเล่าหนอจะสามารถ. ครั้งนั้นแล

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 18

พระเจ้าเรณุรับสั่งกับบุรุษคนใดคนหนึ่งว่า บุรุษ เธอมานี่ เธอจงไปหา มหาโควินทพราหมณ์ แล้วกล่าวกะมหาโควินทพราหมณ์อย่างนี้ว่า พระเจ้า เรณุรับสั่งเรียกใต้เท้า. บุรุษนั้น รับสนองพระราชโองการของพระเจ้าเรณุว่า ขอรับใส่เกล้า พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้แล้ว จึงไปหามหาโควินทพราหมณ์แล้ว ได้กล่าวคำนี้กะมหาโควินทพราหมณ์ว่า พระคุณท่าน พระเจ้าเวณุสั่งเรียก ใต้เท้า ขอรับกระผม. มหาโควินทพราหมณ์ก็รับคำของบุรุษนั้น แล้วจึงเข้า เฝ้าพระเจ้าเรณุ แล้วกราบทูลสนทนาสัมโมทนียกถาพอให้คิดถึงกันแล้วจึงนั่ง ที่ส่วนข้างหนึ่ง. พระเจ้าเรณุ ได้ทรงมีพระราชดำรัสนี้กับมหาโควินทพราหมณ์ ผู้นั่งแล้วที่ส่วนข้างหนึ่งนั่นแหละว่า ท่านโควินท์จงมาแบ่งมหาปฐพีนี้ที่ยาวไป ทางเหนือและทางใต้เป็นเหมือนทางเกวียนให้เป็น ๗ ส่วนอย่างดีเท่ากัน. ท่าน มหาโควินทพราหมณ์ รับสนองพระราชบัญชาของพระเจ้าเรณุ แล้วก็แบ่ง ชนิดแบ่งอย่างดีซึ่งมหาปฐพีนี้ ที่ยาวไปทางเหนือและทางใต้เป็นเหมือนทาง เกวียนเป็น ๗ ส่วนเท่ากัน คือตั้งทุกส่วนให้เหมือนทางเกวียน เล่ากันมาว่า ส่วนตรงท่ามกลางนั้นเป็นชนบทของพระเจ้าเรณุ. [๒๒๑] เมืองที่โควินท์สร้างไว้แล้วเหล่านี้คือ ทันตปุระแห่งแคว้นกาลิงค์ ๑ โปตนะแห่ง แคว้นอัสสกะ ๑ มาหิสสดี (มเหสัย) แห่ง แคว้นอวันตี ๑ โรรุกะแห่งแคว้นโสจิระ (สะวีระ) ๑ มิถิลาแห่งแคว้นวิเทหะ ๑ สร้างเมืองจัมปาในแคว้นอังคะ ๑ และ พาราณสีแห่งแคว้นกาสี ๑. [๒๒๒] ครั้งนั้นแล กษัตริย์ ๖ พระองค์นั้นทรงเป็นผู้ชื่นใจ ทรง มีความดำริเต็มที่แล้วด้วยลาภตามที่เป็นของตน ทรงคิดว่า โอหนอ พวกเรา

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 19

ได้สิ่งที่เราอยากได้ สิ่งที่เราหวัง สิ่งที่เราประสงค์ สิ่งที่เราปรารถนาอย่างยิ่ง แล้ว. [๒๒๓] ในครั้งนั้น มีมหาราชผู้ทรงภาระ ๗ พระองค์คือ พระเจ้าสัตตภู ๑ พระเจ้าพรหม ทัต ๑ พระเจ้าเวสสภู ๑ พระเจ้าภรตะ พระเจ้าเรณุ ๑ พระเจ้าธตรัฐอีก ๒ พระองค์ ดังนี้แล. จบ ปฐมภาณวาร.

เกียรติศัพท์อันงามของมหาโควินท์

[๒๒๔] ครั้งนั้นแล กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น เสด็จไปหามหา โควินทพราหมณ์แล้ว ได้ตรัสคำนี้กะมหาโควินทพราหมณ์ว่า ท่านโควินท์ ผู้เจริญ เป็นพระสหายที่โปรดปรานที่ชอบพระทัยไม่เป็นที่สะอิดสะเอียนของ พระเจ้าเรณุฉันใดแล ท่านโควินทผู้เจริญ ก็เป็นสหาย เป็นที่รัก เป็นที่ชื่นใจ ไม่เป็นที่รังเกียจแม้ของพวกเรา ฉันนั้นเหมือนกัน ขอให้ท่านพราหมณ์โควินท์ ผู้เจริญได้โปรดพร่ำสอนพวกเราเถิด ขอท่านพราหมณ์โควินท์อย่าให้พวกเรา เสื่อมเสียจากคำพร่ำสอน. ท่านพราหมณ์ มหาโควินท์ ทูลสนองพระดำรัสของ กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ ผู้ทรงได้รับมุรธาภิเษก เสร็จแล้วเหล่านั้นว่า อย่าง นั้น พระพุทธเจ้าข้า ดังนี้แล. ครั้งนั้นแล ท่านพราหมณ์ มหาโควินท์ พร่ำสอนพระราชา ๗ พระองค์ ผู้เป็นกษัตริย์ได้รับมุรธาภิเษกด้วยราชสมบัติ แล้วด้วยอนุสาสนี สอนพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และสอนมนต์แก่ข้าบริวาร ๗๐๐ คน. ครั้งนั้นแล โดยสมัยอื่นอีก เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ ของพราหมณ์ มหาโควินท์ กระฉ่อนไปว่า พราหมณ์มหาโควินท์อาจเห็นพรหม พราหมณ์ มหาโควินท์อาจสากัจฉา สนทนา ปรึกษากันกับพรหม. ครั้งนั้นแล ความ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 20

ตรึกนี้ได้มีแล้วแก่พราหมณ์มหาโควินท์ว่า เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ของเรา แล กระฉ่อนไปแล้วว่า พราหมณ์มหาโควินท์อาจเห็นพรหม พราหมณ์มหา โควินท์ อาจสากัจฉา สนทนา ปรึกษา กับพรหม จึงคิดว่า ก็เราเองย่อมไม่ เห็นพรหม ยังไม่สากัจฉากับพรหม ยังไม่สนทนากับ พรหม ยังไม่ปรึกษา กับพรหมเลย แต่เราก็ได้ฟังคำนี้ของพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ของอาจารย์ กล่าวอยู่ว่า ผู้ใดหลีกเร้น ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่ง กรุณาอยู่ ผู้นั้นย่อมเห็นพรหมได้ ย่อมสากัจฉา สนทนาปรึกษากับพรหมก็ได้ เพราะเหตุนั้น ถ้าไฉนเราพึงหลีกเร้น ๔ เดือน ในฤดูฝน พึงเพ่งกรุณาฌาน. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์จึงเข้าเฝ้าพระเจ้าเรณุ แล้วกราบทูลคำนี้ กับพระเจ้าเรณุว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ ของข้าพระพุทธเจ้าแล ฟุ้งไปว่า มหาโควินทพราหมณ์อาจเห็นพรหมก็ได้ มหาโควินทพราหมณ์อาจจะสากัจฉา สนทนา ปรึกษากับพรหมได้ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเองเห็นพรหมไม่ได้เลย จะสากัจฉากับพรหมก็ไม่ได้ จะสนทนา กับพรหมก็ไม่ได้ จะปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้ ของพวกพราหมณ์ผู้เฒ่า เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ของอาจารย์กล่าวอยู่ ว่า ผู้ใดหลีกเร้น ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาอยู่ ผู้นั้นจะเห็นพรหมได้ จะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระ- พุทธเจ้าจึงอยากจะหลีกเร้นไป ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน เป็นผู้อัน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาเลย ยกเว้นแต่ผู้นำอาหารคนเดียว. พระเจ้าเรณุตรัสว่า บัดนี้ท่านโควินท์ผู้เจริญ ย่อมสำคัญเวลาอันสมควร.

มหาโควินท์เข้าเฝ้า ๖ กษัตริย์

ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ จึงเข้าไปเฝ้ากษัตริย์ ๖ พระองค์ นั้น แล้วได้กราบทูลคำนี้กะกษัตริย์ ๖ พระองค์นั้นว่า พระเจ้าข้า เกียรติศัพท์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 21

อันงามอย่างนี้ ของข้าพระพุทธเจ้าฟุ้งไปว่า มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็น พรหมก็ได้ อาจจะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ ข้าพระพุทธ- เจ้าเอง เห็นพรหมไม่ได้เลย จะสากัจฉากับพรหมก็ไม่ได้ จะสนทนากับพรหม ก็ไม่ได้ จะปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำนี้ของพวก พราหมณ์ผู้เฒ่าเป็นผู้หลัก ผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ ของอาจารย์ พูดกันอยู่ว่า ผู้ ใดหลีกเร้นอยู่ ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาอยู่ผู้นั้นจะเห็นพรหมได้ จะ สากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า อยากจะหลีกเร้นอยู่ ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่พึง เข้าไปหาเลย ยกเว้นแต่คนที่นำอาหาร ไปส่งคนเดียว. กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์ นั้น ก็ทรงอนุญาตว่า บัดนี้ ท่านโควินท์ผู้เจริญ ย่อมสำคัญเวลาอันสมควร. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาลทั้ง ๗ และข้าบริวาร ๗๐๐ คน แล้วได้กล่าวคำนี้กะพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และ ข้าบริวาร ๗๐๐ คนว่า เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ ของข้าพเจ้าฟุ้งขจรไปว่า มหาโควินทพราหมณ์ อาจเห็นพรหมก็ได้ มหาโควินทพราหมณ์อาจจะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ ตัวข้าพเจ้าเองก็ไม่เห็นพรหมเลย จะ สากัจฉากับพรหมก็ไม่ได้ จะสนทนากับพรหมก็ไม่ได้ จะปรึกษากับพรหมก็ไม่ ได้ แต่ข้าพเจ้าได้ฟังคำนี้ของพวกพราหมณ์ผู้เฒ่าเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ ของอาจารย์พูดกันอยู่ว่า ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ ๔ เดือน ในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน อยู่ ผู้นั้นจะเห็นพรหมได้ จะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ ถ้าเช่นนั้น ขอให้พวกท่านจงทำสาธยายมนต์ทั้งหลายตามที่ได้ฟังมา ตามที่ได้ เรียนมาโดยพิสดาร จงสอนมนต์กันและกันเถิด ข้าพเจ้าอยากจะหลีกเร้น ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌาน เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหาเลย ยกเว้น แต่คนส่งอาหารคนเดียว. คนเหล่านั้นกล่าวว่า บัดนี้ ท่านโควินท์ผู้เจริญ ย่อม

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 22

สำคัญเวลาอันสมควรเถิด. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปหาภริยา ๔๐ นาง ผู้เสมอกันแล้วก็ได้กล่าวคำนี้กะภรรยาทั้ง ๔๐ นางผู้เสมอกัน ว่า แนะ นางผู้เจริญ เกียรติศัพท์อันงามอย่างนี้ ของฉันแล ฟุ้งขจรไปแล้วว่า มหา- โควินทพราหมณ์ อาจเห็นพรหมก็ได้ อาจจะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษา กับพรหมก็ได้ ฉันเองเห็นพรหมไม่ได้เลย จะสากัจฉากับพรหมก็ไม่ได้ จะ สนทนากับพรหมก็ไม่ได้ จะปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้ แต่ฉันได้ฟังคำนี้ของ พวกพราหมณ์ผู้เฒ่า เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ของอาจารย์ พูดกันอยู่ว่า ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ ๔ เดือน ในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌานอยู่ ผู้นั้นจะเห็นพรหมก็ ได้ จะสากัจฉา จะสนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ เพราะเหตุนั้น ฉัน อยากหลีกเร้น ๔ เดือนในฤดูฝน จะเพ่งกรุณาฌาน ใคร ๆ ไม่พึงเข้าไปหา ยกเว้นแต่คนส่งอาหารคนเดียว. พวกนางตอบว่า บัดนี้ ท่านโควินท์ผู้เจริญ ย่อมสำคัญเวลาอันสมควร. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ ให้สร้างสัณฐาคารใหม่ทางทิศ ตะวันออก แห่งพระนครนั่นเองแล้วก็หลีกเร้น ในฤดูฝนจนครบ ๔ เดือน เพ่ง กรุณาฌานแล้ว ไม่มีใครเข้าไปหาท่านนอกจากคนส่งอาหารคนเดียว. ครั้ง นั้นแล โดยล่วงไป ๔ เดือน ความกระสันได้มีแล้วทีเดียว ความหวาดสะดุ้ง ก็ได้มีแล้วแก่มหาโควินทพราหมณ์ว่า ก็แหละเราได้ฟังคำนี้ของพราหมณ์ผู้เฒ่า เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นอาจารย์ของอาจารย์ พูดกันอยู่ว่า ผู้ใดหลีกเร้นอยู่ตลอด ๔ เดือนในฤดูฝน เพ่งกรุณาฌานอยู่ ผู้นั้นจะเห็นพรหมได้ จะสากัจฉา จะ สนทนา จะปรึกษากับพรหมก็ได้ แต่ส่วนเราเห็นพรหมไม่ได้เลย สากัจฉา กับพรหมก็ไม่ได้ สนทนากับพรหมก็ไม่ได้ ปรึกษากับพรหมก็ไม่ได้

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 23

ว่าด้วยการปรากฏของสนังกุมารพรหม

ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหมทราบความดำริทางใจของมหาโควินท- พราหมณ์ด้วยใจแล้ว ก็หายไปในพรหมโลก ได้ปรากฏต่อหน้ามหาโควินท- พราหมณ์เหมือนบุรุษผู้มีกำลังพึงเหยียดแขนที่คู้ หรือพึงคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์มีความกลัวตัวสั่น ขนพอง เพราะเห็นรูป อย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน.

ว่าด้วยปฏิปทาให้ถึงพรหมโลก

ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาโควินท์ กลัวแล้วสลดแล้ว เกิดขนชูชัน แล้วได้กล่าวกะพรหมสนังกุมารด้วยคาถาว่า [๒๒๕] ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นใคร มีรัศมี มียศ มีสิริ พวกเราไม่รู้จักท่าน จึงขอ ถามท่าน ทำอย่างไร พวกเราจึงจะรู้จัก ท่านเล่า. พวกเทพทั้งปวงในพรหมโลกย่อมรู้จัก เราว่าเป็นกุมารมานมนานแล้ว ทวยเทพ ทั้งหมดก็รู้จักเรา โควินท์ ท่านจงรู้อย่างนี้. ที่นั่ง น้ำ น้ำมันทาเท้า และขนมสุก คลุกน้ำผึ้ง สำหรับพรหม ขอเชิญท่านด้วย ของควรค่า ขอท่านจงรับของควรค่าของ ข้าพเจ้าเถิด.

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 24

โควินท์ ท่านพูดถึงของควรค่าใด เรา จะรับเอาของควรค่า (นั้น) ของท่าน เรา เปิดโอกาสแล้ว ท่านจงถามอะไร ๆ ที่ท่าน ปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์ เกื้อกูลในปัจจุบัน และเพื่อความสุขใน เบื้องหน้า. [๒๒๖] ครั้งนั้นแล ความคิดนี้ได้มีแก่มหาโควินทพราหมณ์ว่า เรา เป็นผู้ที่สนังกุมารพรหมเปิดโอกาสให้แล้ว เราพึงถามอะไรหนอแล กับสนัง- กุมารพรหม ประโยชน์ปัจจุบันหรือประโยชน์เบื้องหน้า ครั้งนั้นแล ความคิด นี้ได้มีแล้วแก่มหาโควินทพราหมณ์ว่า สำหรับประโยชน์ปัจจุบัน เราเป็น ผู้ฉลาดแล แม้คนเหล่าอื่นก็ย่อมถามประโยชน์ปัจจุบันกะเรา อย่ากระนั้นเลย เราพึงถามประโยชน์ที่เป็นไปในภพเบื้องหน้าเท่านั้นกะสนังกุมารพรหม ครั้ง นั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ จึงได้กล่าวคาถากับสนังกุมารพรหมว่า [๒๒๗] ข้าพเจ้าเป็นผู้มีความสงสัย ขอถาม ท่านสนังกุมารพรหมผู้ไม่มีความสงสัยใน ปัญหาที่พึงรู้อื่น สัตว์ตั้งอยู่ในอะไร และ ศึกษาอยู่ในอะไรจึงจะถึงพรหมโลกที่ไม่ ตายได้. ดูก่อนพราหมณ์ สัตว์ละความยึดถือ อัตตาว่าเป็นของเรา ในสัตว์ทั้งหลาย ที่ เกิดเป็นมนุษย์ เป็นผู้เดียวโดดเด่น น้อม ไปในกรุณาปราศจากกลิ่นเหม็น เว้นจาก

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 25

เมถุน ตั้งอยู่ในธรรมนี้ และศึกษาอยู่ ในธรรมนี้จึงจะถึงพรหมโลกที่ไม่ตายได้

ข้อปฏิบัติให้ถึงพรหมโลก

[๒๒๘] ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงจากท่านว่า ละความยึดถืออัตตาเป็นของ เราได้แล้ว. คนบางคนโนโลกนี้ สละกองโภคะน้อย หรือสละกองโภคะมาก สละเครือญาติน้อย หรือสละเครือญาติมาก ปลงผม และหนวด นุ่งห่มผ้า ย้อมฝาด บวชเป็นบรรพชิต ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงจากท่านว่า ละความยึดถือ อัตตาเป็นเราได้แล้ว ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงจากท่านว่า เป็นผู้เดียวโดดเด่น คนบางคนในโลกนี้ ใช้ที่นอนที่นั่งเงียบอยู่ หลีกเร้นอยู่ที่ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำเขา ป่าช้า ราวป่า กลางแจ้ง ลอมฟาง ดังว่ามานี้ ข้าพเจ้า นั้นย่อมรู้ทั่วถึงจากท่านว่า เป็นผู้เดียวโดดเด่น. ข้อว่า น้อมไปในกรุณา ข้าพเจ้านั้นย่อมรู้ทั่วถึงจากท่านว่า คนบางคนในโลกนี้ แผ่ไปตลอดทิศหนึ่ง มีใจสหรคตด้วยกรุณาอยู่ ทิศที่สองก็อย่างนั้น ทิศที่สามก็อย่างนั้น ทิศที่สี่ก็ อย่างนั้น แผ่ไปด้วยใจที่สหรคตด้วยกรุณา ไม่มีเวร ไม่มีความพยาบาท กว้างขวาง ถึงความเป็นใหญ่ ไม่มีจำกัด ตลอดทิศทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ทุกแห่ง ตลอดโลกทั้งหมดอย่างทั่วถึงอยู่ ดังที่ว่ามานี้ ข้าพเจ้า นั้นย่อมรู้ทั่วถึงจากท่านว่า น้อมไปในกรุณา. ก็แลข้าพเจ้าย่อมไม่รู้ทั่วถึงจาก ท่านผู้กล่าวถึงกลิ่นที่เหม็น [๒๒๙] ข้าแต่พรหม ในหมู่มนุษย์มีกลิ่นเหม็น อะไร หมู่มนุษย์ในโลกนี้ ไม่รู้จักกลิ่น เหม็นเหล่านี้ ธีระ ท่านโปรดกล่าว หมู่

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 26

สัตว์อันอะไรร้อยรัดจึงมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป กลายเป็นสัตว์อบาย มีพรหมโลกอันปิด แล้ว. ความโกรธ ความเท็จ ความหลอก- ลวง ความประทุษร้ายมิตร ความตระหนี่ ความถือตัวจัด ความริษยา ความอยาก ความสงสัย ความเบียดเบียนผู้อื่น ความ โลภ ความประทุษร้าย ความมัวเมา และ ความหลง ผู้ประกอบในกิเลสเหล่านี้ เป็นผู้ไม่ปราศจากกลิ่นเหม็นเน่า กลาย เป็นสัตว์อบาย มีพรหมโลกอันปิดแล้ว. [๒๓๐] ข้าพเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงจากท่านผู้กล่าวถึงกลิ่นเหม็นอยู่โดยประ- การที่กลิ่นเหม็นเหล่านั้นอันผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีอย่างง่าย ๆไม่ได้ ข้าพเจ้า จักบวชเป็นบรรพชิต. บัดนี้ ท่านโควินท์ผู้เจริญย่อมสำคัญเวลาอันสมควร.

มหาโควินท์ทูลลาบวช

ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ก็เข้าไปเฝ้าพระเจ้าเรณุ แล้วกราบ ทูลคำนี้กะพระเจ้าเรณุว่า ขอพระองค์โปรดทรงแสวงหาที่ปรึกษาคนอื่นผู้ที่จัก พร่ำสอนเกี่ยวกับราชสมบัติของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้ ณ บัดนี้ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ตามที่ข้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังคำของพรหมกล่าวถึงกลิ่นเหม็น กลิ่นเหม็นเหล่านั้นอันผู้อยู่ครองเรือน จะพึงย่ำยีไม่ได้ โดยง่ายเลย ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าจักออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต.

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 27

[๒๓๑] ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลเชิญพระ เจ้าเรณุ ภูมิบดี ขอพระองค์โปรดทรง ทราบด้วยราชสมบัติ ข้าพระพุทธเจ้าไม่ ยินดีในความเป็นที่ปรึกษา. ถ้าท่านมีความต้องการยังพร่องอยู่ เรา จะเพิ่มให้ท่านจนเต็มที่ ใครเบียดเบียน ท่าน เราผู้เป็นจอมทัพแห่งแผ่นดินจะ ป้องกัน ท่านเป็นเหมือนบิดา เราเป็น เหมือนบุตร ท่านโควินท์ อย่าทิ้งพวกเรา ไปเลย. ข้าพระพุทธเจ้า ไม่มีความต้องการ ที่ยังพร่อง ผู้เบียดเบียนข้าพระพุทธเจ้า ก็ไม่มีแต่เพราะฟังคำของอมนุษย์ ข้าพระ พุทธเจ้าจึงไม่ยินดีในเรือน. อมนุษย์พวกไหน เขาได้กล่าวข้อความ อะไรกะท่าน ซึ่งท่านได้ฟังแล้ว จึงทิ้ง พวกเรา ทิ้งเรือนของเรา และทิ้งเรา ทั้งหมด. ในกาลก่อน เมื่อข้าพระพุทธเจ้า เข้า ไปอยู่แล้ว เป็นผู้ใคร่บูชา ไฟที่เติมใบ หญ้าคา โชติช่วงแล้ว.

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 28

แต่นั้น พรหมองค์เก่าแก่จากพรหม โลกมาปรากฏกายแก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้ว พรหมนั้นได้แก้ปัญหาของข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าฟังคำนั้นแล้ว จึงไม่ยินดี ในเรือน. โควินท์ ท่านกล่าวคำใด เราเชื่อคำ นั้นของท่าน ท่านฟังถ้อยคำของอมนุษย์ จะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร พวกเรา จักคล้อยตามท่าน โควินท์ขอท่านจงเป็น ครูของพวกเรา. มณี ไพฑูรย์ ไม่ขุ่นมัว ปราศจาก มลทินงดงามฉันใด พวกเราฟังแล้วจัก ประพฤติในคำพร่ำสอนของท่านโควินท์ ฉันนั้น. [๒๓๒] ถ้าท่านโควินท์ผู้เจริญ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต แม้ พวกเราก็จักออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต และคติของท่านก็จักเป็นคติ ของพวกเรา. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ เข้าเฝ้ากษัตริย์ ๖ พระองค์ นั้นแล้วได้ทูลคำนี้กะกษัตริย์ ๖ พระองค์นั้นว่า ใต้ฝ่าพระบาท บัดนี้ ขอพระ องค์โปรดแสวงหาคนอื่นผู้ที่จักพร่ำสอนในเรื่องราชสมบัติของพวกพระองค์มา เป็นที่ปรึกษาเถิด ข้าพระพุทธเจ้าอยากจะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตตาม คำของพรหมผู้กล่าวถึงกลิ่นเหม็นที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังนั้นแล กลิ่นเหม็น เหล่านั้น อันผู้อยู่ครอบครองเรือนจะพึงย่ำยีง่าย ๆ ไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าจัก ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต. ครั้งนั้นแล กษัตริย์ทั้ง ๖ พระองค์นั้น

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 29

หลีกไปในที่ส่วนหนึ่งแล้วปรึกษากันว่า ขึ้นชื่อว่าพราหมณ์พวกนี้เป็นคนละโมบ ในทรัพย์ อย่ากระนั้นเลย พวกเราพึงเกลี้ยกล่อมโควินทพราหมณ์ด้วยทรัพย์. กษัตริย์เหล่านั้นเข้าไปหามหาโควินทพราหมณ์แล้วตรัสอย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ สมบัติในราชสมบัติทั้ง ๗ นี้ มีอยู่เพียงพอจริง ๆ ท่านต้องการด้วยประมาณ เท่าไร ๆ จากราชสมบัติทั้ง ๗ นั้น จงนำมาให้มีประมาณเท่านั้น. อย่าเลย ใต้ฝ่าพระบาท สมบัติแม้นี้ของข้าพระองค์ก็มีพอแล้ว สมบัติของพวกพระองค์ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน ข้าพระองค์จักสละทุกอย่างแล้วออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต ตามคำของพรหมผู้กล่าวถึงกลิ่นเหม็นที่ข้าพระองค์ได้ฟังมานั่นแล กลิ่นเหม็นทั้งหลายเหล่านั้นอันผู้อยู่ครอบครองเรือนจะพึงย่ำยีอย่างง่าย ๆ ไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้าจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต. ครั้งนั้นแล เหล่า ๖ กษัตริย์นั้นหลีกไปในส่วนข้างหนึ่งแล้วช่วยกันคิดว่า ขึ้นชื่อว่าพราหมณ์พวกนี้ เป็นคนละโมบในสตรี อย่ากระนั้นเลย พวกเราพึงเกลี้ยกล่อมมหาโควินท์ พราหมณ์ด้วยพวกสตรี กษัตริย์เหล่านั้นเข้าไปหามหาโควินทพราหมณ์แล้วตรัส อย่างนี้ว่า ท่านผู้เจริญ พวกสตรีในราชสมบัติทั้ง ๗ นี้มีอยู่อย่างเหลือเฟือ จริง ๆ ท่านต้องการพวกสตรีจำนวนเท่าไร จากราชสมบัติทั้ง ๗ นั้น จะนำ มาให้จำนวนเท่านั้น. พอละ ใต้ฝ่าพระบาท ภริยาของข้าพระองค์มี ๔๐ นาง ผู้เสมอกัน ข้าพระองค์จักสละนางเหล่านั้นทั้งหมดออกจากเรือนบวชเป็นบรรพ ชิตตามคำของพรหมผู้กล่าวถึงกลิ่นเหม็นเน่าที่ข้าพระองค์ได้ฟังมานั่นแหละ กลิ่น ที่เหม็นเน่าเหล่านั้น อันผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีอย่างง่าย ๆ ไม่ได้ ข้าพระองค์ จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต. ถ้าท่านโควินท์ผู้เจริญจักออกจากเรือนบวช เป็นบรรพชิต พวกเราก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเหมือนกัน และอัน ใดเป็นคติของท่าน อันนั้นก็จักเป็นคติของพวกเรา.

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 30

[๒๓๓] ถ้าพวกพระองค์ละกามทั้งหลาย ซึ่ง เป็นแหล่งที่ปุถุชนข้องได้แล้ว จงปรารภ ความเพียรมั่นคง เป็นผู้มีขันติเป็นกำลัง ทั้งมีใจตั้งมั่นเถิด. ทางนั่นเป็นทางตรง ทางนั่นเป็นทาง ยอดเยี่ยม พระสัทธรรมอันพวกสัตบุรุษ รักษาแล้วเพื่อการเข้าถึงพรหมโลก.

การอำลาของมหาโควินท์

[๒๓๔] ถ้าอย่างนั้น ท่านโควินท์ผู้เจริญ โปรดจงรอ ๗ ปี โดย ล่วงไป ๗ ปี พวกเราก็จักบวชออกจากเรือนเลิกเกี่ยวข้องกับการเรือนเหมือนกัน และอันใดเป็นคติของท่าน อันนั้นก็จักเป็นคติของพวกเรา. ใต้ฝ่าพระบาท ๗ ปี นานเกินไป ข้าพระองค์ไม่สามารถรอพวกพระองค์ได้ตั้ง ๗ ปี ก็ใครเล่า หนอจะรู้ชีวิตได้ ภพหน้าจำต้องไป ต้องตัดสินใจให้เด็ดขาดลงไปด้วยความรู้ ต้องทำกุศล ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เกิดมาแล้วไม่ตายไม่มี ก็อย่างคำ ของพรหมผู้กล่าวถึงกลิ่นเหม็นเน่าที่ข้าพระองค์ได้ฟังมาแล้วนั่นแหละ กลิ่น คาวเหล่านั้นอันผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีอย่างง่าย ๆ ไม่ได้ ข้าพระองค์จักออก จากเรือนบวชเป็นบรรพชิต. ถ้าอย่างนั้น ท่านโควินท์ผู้เจริญโปรดจงรอ ๖ ปี ฯลฯ โปรดจงรอ ๕ ปี. โปรดจงรอ ๔ ปี. โปรดจงรอ ๓ ปี. โปรดจงรอ ๒ ปี.. โปรดจงคอย ๑ ปี โดยล่วง ๑ ปีไป พวกเราก็จักบวชออกจากเรือนเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเรือน และอันใดเป็นคติของท่าน อันนั้นก็จักเป็นคติของพวกเรา.

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 31

ใต้ฝ่าพระบาท ๑ ปี นานเกินไป ข้าพระองค์ไม่อาจคอยพวกพระองค์ ๑ ปี ก็ใครเล่าจะรู้ชีวิตได้ ภพหน้าจำต้องไป ต้องใช้ความรู้ตัดสินใจให้เด็ด ขาดลงไป ต้องทำกุศลไว้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์. ผู้เกิดมาแล้ว ไม่ตายไม่ มี ก็อย่างคำของพรหมกล่าวอยู่เกี่ยวกับกลิ่นเหม็นเน่า ที่ข้าพระองค์ได้ฟังมา แล้วนั่นแหละ กลิ่นเหม็นเหล่านั้น อันผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีอย่างง่าย ๆ ไม่ได้ ข้าพระองค์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ถ้าอย่างนั้น ท่านโควินท์ผู้เจริญ โปรดจงรอ ๗ เดือน โดยกาล ล่วงไป ๗ เดือน พวกเราก็จักบวชออกจากเรือนเลิกยุ่งกับการเรือนเหมือนกัน และอันใดเป็นคติของท่าน อันนั้นก็จักเป็นคติของพวกเรา. ใต้ฝ่าพระบาท ๗ เดือนนานเกินไป ข้าพระองค์คอยพวกพระองค์ ๗ เดือนไม่ได้ ใครเล่าจะรู้ความเป็นอยู่ได้ ภพหน้าจำต้องไป ต้องใช้ความรู้ตัด สินใจให้เด็ดขาดลงไป ต้องสร้างกุศลไว้ ต้องประพฤติพรหมจรรย์ ผู้เกิดมา ไม่ตายไม่มี ก็อย่างคำของพรหมกล่าวอยู่เกี่ยวกับกลิ่นเหม็นเน่า ที่ข้าพระองค์ ได้ฟังมาแล้วนั่นแหละ กลิ่นเหม็นเน่าเหล่านั้น อันผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยี อย่างง่าย ๆ ไม่ได้ ข้าพระองค์จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต . ถ้าอย่างนั้น ท่านโควินท์ผู้เจริญ โปรดจงคอย ๖ เดือน. โปรดจง คอย ๕ เดือน. โปรดจงคอย ๔ เดือนโปรดจงคอย ๓ เดือน. โปรดจงคอย ๒ เดือน. โปรดจงคอย ๑ เดือน. โปรดจงคอยครึ่งเดือน โดยครึ่งเดือนล่วง ไป พวกเราก็จักบวชออกจากเรือนเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเรือน และคติของท่าน จักเป็นคติของพวกเรา ใต้ฝ่าพระบาท ครึ่งเดือนนานเกินไป ข้าพระองค์คอยพวกพระองค์ ถึงครึ่งเดือนไม่ได้ ก็ใครเล่าจะรู้ชีวิตได้ ภพหน้าจำต้องไป ต้องใช้ความรู้

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 32

ตัดสินใจให้เด็ดขาดลงไป ต้องสร้างกุศลไว้ ต้องพฤติพรหมจรรย์ ผู้เกิดมา แล้วไม่ตายไม่มี ก็อย่างคำของพรหมกล่าวอยู่ เกี่ยวกับกลิ่นเหม็นทั้งหลาย ที่ ข้าพระองค์ได้ฟังมาแล้วนั่นแหละ กลิ่นเหม็นเหล่านั้น อันผู้อยู่ครองเรือนจะ พึงย่ำยีเสียง่าย ๆ ไม่ได้ ข้าพระองค์จักบวชเป็นบรรพชิต. ถ้าอย่างนั้น ท่านโควินท์ผู้เจริญโปรดจงรอ ๗ วัน กว่าพวกเราจัก พร่ำสอนลูกและพี่น้องของตนในเรื่องราชสมบัติ เสร็จก่อนโดยล่วงไป ๗ วัน พวกเราก็จักบวชเป็นบรรพชิตเหมือนกัน และอันใดเป็นคติของท่าน อันนั้น จักเป็นคติของพวกเรา. ใต้ฝ่าพระบาท ๗ วัน ไม่นานดอก ข้าพระบาทจักคอยพวกพระองค์ ๗ วัน. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และข้าบริวาร ๗๐๐ คน แล้วได้กล่าวคำนี้กับพราหมณ์มหาศาล ๗ คน และ ข้าบริวาร ๗๐๐ คนว่า บัดนี้ขอให้ท่านจงแสวงหาอาจารย์คนอื่น ผู้ที่จักสอน มนต์แก่พวกท่าน ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าอยากจะออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ก็อย่างคำของพรหมผู้กล่าวเกี่ยวกับเรื่องกลิ่นเหม็น ที่ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วนั่น แหละ กลิ่นเหม็นเหล่านั้น อันผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีเสียง่าย ๆ ไม่ได้ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต. ท่านโควินท์ผู้เจริญ อย่าบวชออกจากเรือนไม่เกี่ยวข้องกับเรือนเลย ท่านผู้เจริญ การบวชมีศักดิ์น้อย และมีลาภน้อย ความเป็นพราหมณ์มีศักดิ์ ใหญ่ มีลาภใหญ่. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านอย่าได้กล่าวอย่างนี้ว่า การบวชมีศักดิ์น้อย และมีลาภน้อย ความ เป็นพราหมณ์มีศักดิ์ใหญ่ และมีลาภใหญ่ คนอื่นใครเล่าที่มีศักดิ์มากกว่า หรือ มีลาภมากกว่าข้าพเจ้า บัดนี้ข้าพเจ้าเหมือนราชาของพระราชา เหมือนพรหม

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 33

ของพราหมณ์ทั้งหลาย เหมือนเทวดาของพวกคฤหบดีทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักสละ ความเป็นทั้งหมดนั้น ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ก็อย่างคำของพรหม กล่าวอยู่เกี่ยวกับเรื่องกลิ่นเหม็นเน่า ที่ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วนั่นแหล ะ กลิ่น เน่าเหม็นเหล่านั้นอันผู้ครองเรือนอยู่ จะพึงย่ำยีเสียง่าย ๆ ไม่ได้ ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ข้าพเจ้าจักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต. ถ้าท่านโควินท์ผู้เจริญจักออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต พวกเรา ก็จักออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตเหมือนกัน และอันใดเป็นคติของท่าน อันนั้นจักเป็นคติของพวกเรา. ครั้งนั้นแล มหาโควินทพราหมณ์ เข้าไปหาพวกภริยาผู้เสมอกันแล้ว ได้กล่าวคำนี้กับพวกภริยาผู้เสมอกันว่า แนะนางผู้เจริญ ผู้ที่อยากไปสู่ตระกูล ญาติของตนนั้น ก็จงไปสู่ตระกูลของตนเถิด หรือจะหาสามีคนอื่นก็ได้ ฉัน อยากออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ก็อย่างคำของพรหมกล่าวอยู่เกี่ยวกับ เรื่องกลิ่นเหม็นเน่า ที่ฉันได้ฟังมาแล้วนั่นแหละ กลิ่นเหม็นเน่าเหล่านั้นอัน ผู้อยู่ครองเรือนจะพึงย่ำยีเสียอย่างง่าย ๆ ไม่ได้ ฉันจักออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิต. ท่านเท่านั้น เป็นญาติของพวกดิฉัน ผู้ต้องการญาติ และท่าน เป็นภัสดา ของพวกดิฉันผู้ต้องการภัสดา ถ้าท่านโควินท์ผู้เจริญจักออกจาก เรือน บวชเป็นบรรพชิต พวกดิฉันก็จักออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิต เหมือนกัน และอันใดเป็นคติของท่าน อันนั้นก็จักเป็นคติของพวกดิฉัน.

การบวชของมหาโควินท์

ครั้งนั้นแล โดยล่วงไป ๗ วัน มหาโควินทพราหมณ์ก็โกนผมและ หนวดนุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ออกจากเรือน บวชเป็นบรรพชิตแล้ว. ก็แหละ พระราชาผู้เป็นกษัตริย์ซึ่งได้รับมุรธาภิเษกแล้ว ๗ พระองค์ พราหมณ์มหาศาล

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 34

๗ คน ข้าบริวาร ๗๐๐ คน พวกภริยาซึ่งมีวรรณะมีชาติเสมอกัน ๔๐ นาง พวกกษัตริย์หลายพัน พวกพราหมณ์หลายพัน พวกคฤหบดีหลายพันและ พวกนางสนมอีกมิใช่น้อย พากันโกนผมและหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด บวช ตามมหาโควินทพราหมณ์เป็นบรรพชิตออกจากเรือน เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเรือน แล้ว เล่ากันว่า ท่านมหาโควินทพราหมณ์ อันบริษัทนั้นแวดล้อมแล้ว ย่อมเที่ยวจาริกไปในคามนิคม และราชธานีทั้งหลาย ก็โดยสมัยนั้นท่าน มหาโควินทพราหมณ์เข้าไปยังคามนิคมใดแล ในคามหรือนิคมนั้น เป็นเหมือน ราชาของพวกพระราชา เป็นเหมือนพรหมของพวกพราหมณ์ เป็นเหมือน เทวดาของพวกคฤหบดี. ก็โดยสมัยนั้น พวกมนุษย์เหล่าใดแลย่อมจาม หรือ ลื่นล้ม พวกมนุษย์เหล่านั้น ได้กล่าวอย่างนี้ว่า ขอนอบน้อมแด่ท่านมหา โควินทพราหมณ์ ขอนอบน้อมแด่ท่านปุโรหิตของกษัตริย์ทั้ง ๗ พระองค์.

การเจริญอัปปมัญญา ๔

ท่านมหาโควินทพราหมณ์ มีใจสหรคตด้วยเมตตา ไม่มีเวร ไม่มี ความพยาบาทแผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ก็อย่างนั้น ทิศที่ ๓ ก็อย่าง นั้น ทิศที่ ๔ ก็อย่างนั้น มีใจสหรคตด้วยเมตตา ไม่มีเวร ไม่มีความพยาบาท กว้างขวาง ถึงความเป็นใหญ่ ไม่มีจำกัด แผ่ไปตลอดทิศทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง ทุกแห่งตลอดโลกอย่างทั่วถึงอยู่ มีใจสหรคตด้วยกรุณา ฯลฯ มีใจ สหรคตด้วยมุทิตา ฯลฯ มีใจที่สหรคตด้วยอุเบกขา ฯลฯ และแสดงทางแห่งความ เป็นสหายแห่งพรหมโลกแก่สาวกทั้งหลาย. ก็โดยสมัยนั้น หมู่สาวกของท่าน มหาโควินทพราหมณ์เหล่าใดแล รู้ทั่วถึงแล้วซึ่งคำสั่งสอนทั้งหมดโดยประการ ทั้งปวง หมู่สาวกเหล่านั้น เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เข้าถึงสุคติพรหม โลกแล้ว. สาวกเหล่าใด ไม่รู้ทั่วถึงคำสั่งสอนทั้งหมดอย่างทั่วถึง สาวกเหล่า

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 35

นั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก บางพวกก็เข้าถึงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพ ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี บางพวกก็เข้าถึงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพชั้นนิมมานรดี บางพวกก็เข้าถึงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพชั้นดุสิต บางพวกก็เข้าถึงความเป็น สหายแห่งหมู่เทพชั้นยามา บางพวกก็เข้าถึงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพชั้นดาว- ดึงส์ บางพวกก็เข้าถึงความเป็นสหายแห่งหมู่เทพชั้นจาตุมมหาราชิกาแล้ว. พวก ท่านเหล่าใด ยังกายที่เลวกว่าเขาทั้งหมด ให้เต็มรอบแล้ว พวกท่านนั้นก็ยัง กายแห่งคนธรรพ์ให้บริบูรณ์แล้ว. ด้วยประการฉะนั้นแล การบวชของกุลบุตร เหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว เป็นของไม่เปล่า ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร ดังนี้แล พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังทรงระลึกถึงเรื่องนั้นได้หรือ ปัญจสิขะทูลถาม. ยัง ระลึกได้อยู่ ปัญจสิขะผู้เจริญ

ว่าด้วยอัฏฐังคิกมรรค

สมัยนั้น เราได้เป็นมหาโควินทพราหมณ์ เราแสดงทางนั้นเพื่อความ เป็นสหายแห่งพรหมโลกแก่หมู่สาวก ก็แต่ว่า ปัญจสิขะ พรหมจรรย์นั้นแล เป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายก็เปล่า เพื่อคลายกำหนัดก็เปล่า เพื่อดับโดยไม่ เหลือก็เปล่า เพื่อเข้าไปสงบก็เปล่า เพื่อรู้ยิ่งก็เปล่า เพื่อตรัสรู้ก็เปล่า เพื่อ พระนิพพานก็เปล่า เพียงเพื่อการเกิดขึ้นในพรหมโลกเท่านั้นเอง ดูก่อนปัญจสิขะ ก็พรหมจรรย์ของเรานี้แล จึงจะเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อ คลายกำหนัด เพื่อดับโดยไม่มีเหลือ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อ พระนิพพาน. ก็แลพรหมจรรย์นั้นเป็นไปเพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อ ความคลายกำหนัด เพื่อดับโดยไม่มีเหลือ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพานเป็นไฉน ทางประกอบด้วยองค์แปดอันประเสริฐนี้แล อัน ได้แก่ ความเห็นชอบ ความดำริชอบ พูดจาชอบ การงานชอบ อาชีพชอบ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 36

พยายามชอบ ระลึกชอบ ตั้งใจชอบ ก็นี้แล คือพรหมจรรย์นั้น ที่เป็นไป เพื่อความเบื่อหน่ายโดยส่วนเดียว เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับโดยไม่มีเหลือ เพื่อเข้าไปสงบ เพื่อรู้ยิ่ง เพื่อตรัสรู้ เพื่อพระนิพพาน. ก็หมู่สาวกของเราเหล่าใดแล ย่อมรู้ทั่วถึงคำสั่งสอนเจนจบ หมู่สาวก เหล่านั้น เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย ทำเจโตวิมุติ ปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ ให้แจ่มแจ้งแล้วด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง เข้าถึงอยู่ในปัจจุบันเทียว. หมู่ สาวกเหล่าใดไม่รู้ทั่วถึงคำสั่งสอนหมดทุกแง่ทุกมุม หมู่สาวกเหล่านั้น เพราะ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างสิ้นไป ย่อมเป็นโอปปาติกะ เป็นผู้ปรินิพพานในโลก นั้น เป็นผู้ไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา. หมู่สาวกเหล่าใดยังไม่รู้ทั่วถึงคำ สั่งสอนหมดทุกแง่ทุกมุม บางพวก เพราะสังโยชน์ ๓ อย่างสิ้นไป เพราะ ความที่ราคะ โทสะ และ โมหะเบาบางลง ย่อมเป็นสกทาคามี มาสู่โลกนี้ ครั้งเดียวเท่านั้น แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์. หมู่สาวกเหล่าใด ยังไม่รู้ทั่วถึง คำสั่งสอนหมดทุกแง่ทุกมุม บางพวกเพราะสังโยชน์ ๓ อย่างสิ้นไป ย่อมเป็น โสดาบัน มีความไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา แน่นอนมีความตรัสรู้เป็นเบื้องหน้า. ด้วยประการดังที่กล่าวมานี้ การบวชของกุลบุตรเหล่านี้ ทั้งหมดทีเดียว จึง เป็นการบวชที่ไม่สูญเปล่า ไม่เป็นหมัน มีผล มีกำไร ดังนี้แล. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพุทธพจน์นี้แล้ว. ปัญจสิขะ บุตรคนธรรพ์ มีใจเป็นของตน ชื่นชม ภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นอย่างยิ่ง อนุโมทนา แล้วถวายอภิวาทกระทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็หายไปในที่นั้น นั่นเทียว ดังนี้แล. จบ มหาโควินทสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 37

อรรถกถามหาโควินทสูตร

มหาโควินทสูตรขึ้นต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้. ต่อไปนี้ เป็นคำพรรณนาบทที่ยังไม่ตื้นในมหาโควินทสูตรนั้น . คำว่า ปัญจสิขะ ความว่า มี ๕ จุก คือมี ๕ แหยม. เล่ากันมาว่า ปัญจสิขะ บุตรคนธรรพ์นั้น ในเวลาทำกรรมที่เป็นบุญในถิ่นมนุษย์ยังเป็นหนุ่ม ใน เวลาเป็นเด็กไว้จุก ๕ จุก เป็นหัวหน้าเลี้ยงโค พาพวกเด็กแม้เหล่าอื่นทำศาลา ในที่อันเป็นทางสี่แยก ขุดสระบัว ผูกสะพาน ปราบทางขรุขระให้เรียบ ขนไม้ มาทำเพลาและไม้สอดเพลาของยานทั้งหลาย เที่ยวทำบุญแบบนี้ดังที่กล่าวมา แล้ว ก็ตายลงทั้งที่ยังเป็นหนุ่ม. ร่างของเขานั้นเป็นร่างที่น่ารัก น่าใคร่ น่าชอบใจ. ครั้นเขาตายแล้ว ก็ไปเกิดในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา มี อายุ ๙ ล้านปี. ร่างของเขาคล้ายกับกองทองมีขนาดเท่าสามคาวุต. เขาประดับ เครื่องประดับปริมาณ ๖๐ เล่มเกวียน พรมของหอมประมาณ ๙ หม้อ ทรงผ้าทิพย์สีแดง ประดับดอกกรรณิการ์ทองแดง มีแหยม ๕ แหยมห้อยอยู่ ที่เบื้องหลัง เที่ยวไปทำนองเด็ก ๕ จุกนั่นแหละ. พวกเทพจึงทราบทั่วกัน ว่า ปัญจสิขะ ดังนี้แล. บทว่า เมื่อราตรีก้าวล่วงไปแล้ว คือราตรีก้าวล่วงไปแล้ว คือ สิ้นไปแล้ว. หมายความว่าล่วงไปแล้วส่วนหนึ่ง. คำว่า มีรัศมีงดงามยิ่ง คือมีรัศมี น่ารัก น่าใคร่ น่าชอบใจอย่างยิ่ง. ก็แม้โดยปกติเทพบุตรนั้นก็มีรัศมี (ผิวพรรณ) น่าใคร่อยู่แล้ว แต่เมื่อเป็นผู้แต่งมาแล้วก็ยิ่งเป็นผู้มีผิวพรรณ น่าใคร่ยิ่งขึ้นอีก. คำว่า อย่างทั่วถึง คือโดยรอบไม่มีเหลือ. เกวลศัพท์ใน ที่นี้แปลว่าไม่เหลือเหมือนในคำนี้ว่า บริบูรณ์อย่างสิ้นเชิง. กัปปศัพท์แปลว่า

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 38

โดยรอบเหมือนในคำนี้ว่า ยังพระเชตวัน โดยรอบอย่างสิ้นเชิง. คำว่า ส่อง ให้สว่าง คือแผ่ไปด้วยแสง. หมายความว่า ทำให้เป็นแสงลำเดียว ให้เป็น ประทีปดวงเดียว ดังพระจันทร์และดังพระอาทิตย์. คำว่า ที่สุธรรมาสภา คือที่สภาที่เกิดเพราะผลแห่งไม้กรรณิการ์ซึ่ง พอ ๆ กับ แก้วของหญิงชื่อสุธรรมา. ดังได้ยินมาว่า พื้นของสุธรรมาสภานั้น สำเร็จด้วยแก้วผลึก ลิ่มสลักเอาแก้วมณีมาทำ เสาสำเร็จด้วยทองคำ ของเชื่อม เสา และเต้าทำจากเงิน รูปสัตว์ร้ายเอาแก้วประพาฬมาทำ จันทันเพดานและ ขอบหน้ามุขเอาแก้ว ๗ชนิดมาสร้าง กระเบื้องใช้ก้อนอิฐสีแก้วอินทนิล หลังคา เอาทองคำมาทำ โดมทำด้วยเงิน โดยส่วนยาวและส่วนกว้าง ข้างละ ๓๐๐ โยชน์ โดยบริเวณรอบใน ๙๐๐ โยชน์ โดยส่วนสูง ๕๐๐ โยชน์. สุธรรมาสภาเห็น ปานนี้. ในบทเป็นต้นว่า ท้าวธตรฐ พึงทราบว่า ท้าวธตรฐเป็นราชา แห่งคนธรรพ์ อันพวกเทวดานักฟ้อนแสนโกฏิแวดล้อมแล้วให้ถือเอาแผ่นกระ- ดานใหญ่ที่ทำด้วยทองคำแสนโกฏิ และหอกทองคำแล้วหันพระพักตร์ไปทิศ ตะวันตก เอาพวกเทวดาในเทวโลกทั้งสองไว้ข้างหน้าแล้วประทับนั่งทางทิศ ตะวันออก. ท้าววิรุฬหกเป็นราชาแห่งกุมภัณฑ์ อันเหล่าเทพพวกกุมภัณฑ์แสน. โกฏิแวดล้อมแล้ว ให้ถือเอาแผ่นกระดานใหญ่ที่ทำด้วยเงินแสนโกฏิ และหอก ทองคำแล้วหันพระพักตร์ไปทิศเหนือ เอาพวกเทวดาในเทวโลกทั้งสองไว้ข้าง หน้าแล้วประทับนั่งทางทิศใต้. ท้าววิรูปักษ์เป็นราชาแห่งนาค มีพวกนาคแสนโกฏิแวดล้อมให้ถือเอา กระดานแผ่นใหญ่สำเร็จด้วยมณีแสนโกฏิ และหอกทองคำแล้วหันพระพักตร์

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 39

ไปทางทิศตะวันออก เอาพวกเทวดาในเทวโลกทั้งสองไว้ข้างหน้าแล้วประทับ นั่งทางทิศตะวันตก. ท้าวเวสวัณเป็นราชาแห่งยักษ์ มีพวกยักษ์แสนโกฏิแวดล้อมให้ถือ เอากระดานแผ่นใหญ่ที่ทำด้วยแก้วประพาฬแสนโกฏิ และหอกทองคำหันพระ พักตร์ไปทางทิศใต้ เอาพวกเทวดาในเทวโลกทั้งสองไว้ข้างหน้าแล้วประทับนั่ง ทางทิศเหนือ. บทว่า และข้างหลังเป็นอาสนะของพวกเรา คือ โอกาส สำหรับนั่งของพวกเรา ย่อมถึงทางด้านหลังของท่านทั้ง ๔ องค์นั้น ต่อจาก นั้น พวกเราจะเข้าก็ไม่ได้ หรือจะดูก็ไม่ได้ สำหรับในกรณีนี้ ท่านกล่าวเหตุการประชุมกัน ๔ อย่างไว้ก่อน ทีเดียว. ในเหตุทั้ง ๔ อย่างนั้น การประมวลลงในวันเข้าพรรษาท่านขยายไว้ ให้กว้างขวางแล้ว. จริงอยู่ เหตุในวันเข้าพรรษาเป็นฉันใด ภิกษุทั้งหลาย ประชุมกันในวันเพ็ญในวันมหาปวารณาปรึกษากันว่า วันนี้พวกเราจักไปไหน แล้วปวารณาในสำนักใคร ก็ฉะนั้น ในที่ประชุมนั้นท้าวสักกะ จอมทวยเทพ โดยมากจะทรงปวารณาในปิยังคุทีปพระมหาวิหารนั่นเอง. พวกเทพที่เหลือ ก็ถือเอาดอกไม้ทิพย์เช่นดอกปาริฉัตรเป็นต้น และผงจันทน์ทิพย์แล้วไปสู่ที่เป็น ที่ชอบใจของตน ๆ แล้ว ปวารณากัน. แบบนี้ชื่อว่า ย่อมประชุมกันเพื่อ ประโยชน์แก่การสงเคราะห์ปวารณา. ก็ในเทวโลกมีเถาชื่ออาสาวดี พวกเทวดาคิดว่าเถานั้นจักออกดอก จึงไปสู่ที่บำรุงตลอดพันปี เมื่อต้นปาริฉัตรกำลังออกดอกพวกเทวดาไปสู่ที่ บำรุงตลอดหนึ่งปี. เทวดาเหล่านั้นพากันดีใจ ตั้งแต่ต้นไม้นั้นมีใบเหลืองเป็น ต้นไป. เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ไม้ปาริฉัตร คือไม้ทองหลาง ของพวกเทพชาวดาวดึงส์ มีใบเหลือง ภิกษุ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 40

ทั้งหลาย ในสมัยนั้น พวกเทพชาวดาวดึงส์ก็พากันดีใจว่า บัดนี้ ไม้ปาริฉัตร คือไม้ทองหลาง มีใบเหลืองแล ไม่นานหรอกจักสลัดใบเหลืองทิ้ง ภิกษุทั้ง หลาย ในสมัยใด ไม้ปาริฉัตร คือไม้ทองหลาง ของพวกเทพชาวดาวดึงส์ สลัดใบเหลืองทิ้งแล้ว เริ่มเป็นตุ่มดอก เริ่มผลิดอก เป็นดอกตูม เป็นดอก แย้ม ภิกษุทั้งหลาย ในสมัยนั้น พวกเทพชาวดาวดึงส์ ก็พากันดีใจว่า บัดนี้ ไม้ปาริฉัตร คือไม้ทองหลาง เป็นดอกแย้ม ไม่นานหรอกจักบานสะพรั่งหมด ก็แล ภิกษุทั้งหลาย รัศมีครอบคลุมไป ๕๐ โยชน์โดยรอบต้นปาริฉัตร คือ ไม้ทองหลางที่บานสะพรั่ง กลิ่นพัดไปตามลม ๑๐๐ โยชน์. นี้เป็นอานุภาพ แห่งต้นปาริฉัตร คือไม้ทองหลาง. เมื่อไม้ปาริฉัตรบานแล้ว กิจด้วยการพาดพะอง กิจด้วยการเอาขอ เกี่ยวโน้มมา หรือกิจด้วยการเอาผอบไปรับเพื่อนำเอาดอกไม้มาไม่มี. ลมที่ ทำหน้าที่เด็ดตั้งขึ้นแล้วก็เด็ดดอกไม้จากขั้ว ลมที่ทำหน้าที่รับก็รับไว้ ลมที่ทำ หน้าที่หอบส่งก็ส่งเข้าไปสู่สุธรรมาเทวสภา. ลมที่ทำหน้าที่กวาดก็กวาดเอาดอก ไม้เก่าทิ้ง. ลมที่ทำหน้าที่ปูลาดก็จัดแจงปูลาดใบฝักและเกสร. ที่ตรงกลางมี ธรรมาสน์ มีบัลลังก์แก้วสูงขนาดโยชน์ มีเศวตฉัตรสูงสามโยชน์กั้นไว้ข้างบน ถัดจากบัลลังก์นั้น ก็ปูอาสนะท้าวสักกเทวราช. ถัดนั้นมาก็เป็นอาสนะของเทพ บุตรอีกสามสิบสามองค์. ถัดนั้นมาก็เป็นอาสนะของเทพบุตรผู้มีศักดิ์ใหญ่ ๆ เหล่าอื่น. สำหรับ เทพเหล่าอื่นก็ใช้ฝักดอกไม้เป็นอาสนะ. พวกเทวดาเข้าสู่ เทวสภาเเล้วนั่งอยู่. เกลียวละอองดอกไม้ฟุ้งไปจรดฝักเบื้องบนแล้วตกมาทำให้ อัตภาพประมาณสามคาวุตของเทวดาทั้งหลายเหมือนชโลมด้วยน้ำครั่ง. พวก เทวดาเหล่านั้นเล่นกีฬานั้นสี่เดือนจึงสิ้นสุดลง. พวกเทวดาย่อมประชุมกัน เพื่อ ประโยชน์แก่การเสวย ปาริฉัตรตกกีฬาด้วยประการฉะนี้.

๑.  อ.    สตฺตก.  ๑๘๘.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 41

ก็แหละ ในเทวโลก เทวดาโฆษณาการฟังธรรมใหญ่เดือนละ ๘ วัน ในวันทั้ง ๘ นั้น สนังกุมารมหาพรหม ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ภิกษุธรรมกถึก หรือไม่อย่างนั้นก็เทพบุตรธรรมกถึกองค์ใดองค์หนึ่ง กล่าวธรรมกถาในสุธรรมา เทวสภา. ในวัน ๘ ค่ำ ของปักษ์ พวกอำมาตย์ของมหาราชทั้ง ๔ องค์ ใน วัน ๑๔ ค่ำ โอรสทั้งหลาย ในวัน ๑๕ ค่ำ มหาราชทั้ง ๔ องค์ เสด็จ ออกไป ทรงถือแผ่นกระดาษทองและชาติหิงคุลก์ ท่องเที่ยวไปตามคามนิคม และราชธานีทั้งหลาย. พระองค์ทรงบันทึกไว้ด้วยชาติหิงคุลก์บนแผ่นทองว่า หญิงหรือชายชื่อโน้นนั้น ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงธรรมเป็นสรณะ ถึง พระสงฆ์เป็นสรณะ. รักษาศีล ๕กระทำอุโบสถ ๘ ทุกเดือน บำเพ็ญการบำรุง มารดา การบำรุงบิดา กระทำการบูชาด้วยดอกอุบล ๑๐๐ กำ บูชาด้วย แจกัน ดอกไม้ในที่โน้น ตามประทีป ๑,๐๐๐ ดวง ทำการฟังธรรมไม่เป็นเวลา สร้างฉัตรเวที มุทธิเวที กุจฉิเวที บัลลังก์สิงห์ บันไดสิงห์ บำเพ็ญสุจริต ๓ ประการ ประพฤติยึดมั่นกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ แล้วนำมามอบให้ที่มือ ของปัญจสิขะ. ปัญจสิขะก็ให้ที่มือของมาตลี. สารถีมาตลีก็ถวายแด่ท้าวสักก เทวราช เมื่อคนทำบุญมีไม่มาก สมุดบัญชีก็น้อย. พอพวกเทวดาได้เห็น บัญชีนั้น เท่านั้น ก็เสียใจว่า เพื่อนเอ๋ย มหาชนประมาทจริงหนอ อบาย ๔ จักเต็ม เทวโลก ๖ จักว่างเปล่า. แต่ถ้าบัญชีหนา เมื่อพวกเทวดาได้เห็นมัน เท่านั้น ก็พากันดีใจว่า โอ เพื่อนเอ๋ย มหาชนมิได้ประมาท อบาย ๔ จักว่าง เทวโลก ๖ จักเต็ม พวกเราจักได้ห้อมล้อมผู้มีบุญใหญ่ที่ได้ทำบุญ ไว้ในพระพุทธศาสนาแล้วมาเล่นนักษัตรด้วยกัน. ท้าวสักกเทวราชทรงถือบัญชี นั้นแล้วก็ทรงสั่งสอน. โดยแบบปกติ เมื่อท้าวสักกเทวราชนั้นกำลังตรัส พระสุรเสียงได้ยินไป ๑๒ โยชน์. เมื่อตรัสด้วยพระสุรเสียงดังพระสุรเสียงก็กลบ เทวนครหมดทั้งหมื่นโยชน์ตั้งอยู่. อย่างที่กล่าวมานี้ เทวดาทั้งหลายย่อมประชุม

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 42

กันเพื่อประโยชน์ฟังธรรม. ก็ในที่นี้ พึงทราบว่า พวกเทวดาประชุมกัน เพื่อประโยชน์ปวารณาสงเคราะห์. คำว่า นมัสการพระตถาคตอยู่ หมายความว่า นมัสการอยู่ซึ่ง พระตถาคตด้วยเหตุ ๙ อย่าง. ใจความของบาทคาถาว่า และความที่พระ- ธรรมเป็นธรรมดี เป็นต้น คือความที่พระธรรม ซึ่งต่างด้วยธรรมที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว เป็นต้น เป็นธรรมที่ดี และการปฏิบัติดีที่ต่างด้วยความ เป็นผู้ปฏิบัติตรงเป็นต้น ของพระสงฆ์. คำว่า ตามความเป็นจริง คือตามที่เป็นจริง ตามภาวะของตน. วัณณะ หมายเอาพระคุณ. คำว่า ได้กล่าวขึ้นแล้ว หมายความว่า พูดแล้ว. คำว่า ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนมาก คือ ปฏิบัติอย่างไร ปฏิบัติอย่างนี้ คือ แม้เมื่อทรงรวบรวมธรรม ๘ ประการ แทบพระบาทของพระทีปังกร แล้วบำเพ็ญพระอภินิหาร ชื่อว่า ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนมาก. แม้เมื่อ ทรงบำเพ็ญพระบารมี ๑๐ ทัศเหล่านี้ คือ ทานบารมี ศีลบารมี เนกขัมมบารมี ปัญญาบารมี วิริยบารมี ขันติบารมี สัจจบารมี อธิษฐานบารมี เมตตาบารมี อุเบกขาบารมี เป็นเวลา ๔ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป ก็ชื่อว่าทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล แก่ชนมาก. ในคราวเป็นดาบสผู้ถือมั่นขันติ (ขันติวาที) ในคราวเป็นจูฬธัมม- บาลกุมาร ในคราวเป็นพญาช้างฉัททันต์ ในคราวเป็นพญานาคภูริทัตต์ จัมไปยยะและสังขบาล และในคราวเป็นมหากปิ แม้ทรงกระทำงานที่ทำได้ยาก เช่นนั้น ก็ชื่อว่าทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนมาก. แม้เมื่อทรงดำรงอัตภาพเป็น พระเวสสันดรทรงให้ทานใหญ่ชนิดละร้อยรวม ๗ ชนิด ทำให้แผ่นดินไหวใน ๗ สถานแล้วทรงยึดเอายอดพระบารมี ก็ชื่อว่า ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชน มาก แม้ในอัตภาพถัดจากอัตภาพเป็นพระเวสสันดรนั้น เสด็จดำรงอยู่ในดุสิต

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 43

บุรีตลอดพระชนมายุ ก็ชื่อว่า ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนมาก. พระองค์ ทรงเห็นบุพนิมิต ๕ อย่างในดุสิตบุรีนั้น ผู้อันพวกเทวดาในหมื่น จักรวาลอ้อนวอนแล้ว ทรงตรวจดูมหาวิโลกนะ ๕ ประการแล้ว ประทาน ปฏิญาณเพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์พวกเทวดา แล้วทรงจุติจากดุสิตบุรี แม้ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์มารดา ก็ชื่อว่าทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่ มาก. ทรงอยู่ในพระครรภ์พระมารดาตลอดสิบเดือนแล้วประสูติจากพระครรภ์ พระมารดาที่ป่าลุมพินีก็ดี ทรงครองเรือนสิ้นยี่สิบเก้าพรรษา เสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์ ทรงผนวชอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำอโนมาก็ดี ทรงทำพระองค์ให้ ลำบากด้วยความเพียรที่ยิ่งใหญ่ ตั้งหกปีแล้วเสด็จขึ้นสู่โพธิบัลลังก์แล้วทรงแทง ตลอดพระสัพพัญญุตญานก็ดี ทรงยังพระอิริยาบถให้เป็นไปที่ควงไม้โพธิ์ตลอด เจ็ดสัปดาห์ก็ดี เสด็จอาศัยป่าอิสิปตนะแล้วทรงหมุนล้อธรรมอันยอดเยี่ยมก็ดี ทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ก็ดี เสด็จลงจากเทวโลกก็ดี ทรงเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว เสด็จดำรงอยู่ตั้งสี่สิบห้าพรรษาก็ดี ทรงปลงพระชนมายุสังขารก็ดี เสด็จ ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุระหว่างคู่ไม้สาละก็ดี ก็ชื่อว่าทรงปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก. พึงทราบว่า ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก ตลอดเวลาที่พระธาตุของพระองค์แม้เท่าเม็ดผักกาดยังธำรงอยู่. บทที่เหลือก็ เป็นคำใช้แทนบทว่า ทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก นี้ทั้งนั้น ในบทเหล่านั้น บทหลัง เป็นไขความของบทก่อน ในหลายบทว่า ในส่วนอดีต เรายังมองไม่เห็นเลย และใน บัดนี้ก็มองไม่เห็น นี้หมายความว่า แม้ในอดีต เราก็มองไม่เห็น ในอนาคต ก็มองไม่เห็นคนอื่นนอกจากพระพุทธเจ้า ถึงในบัดนี้ก็มองไม่เห็นเพราะไม่มี ศาสดาอื่นเลย นอกจากพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น . ถึงแม้ในอรรถกถา ท่านก็วิจารณ์ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งที่ล่วงแล้ว และที่ยังไม่มาถึง ต่างก็

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 44

เหมือนพระศาสดาของพวกเราทั้งนั้น แล้วท้าวสักกะตรัสทำไม แล้วกล่าวว่า ใน บัดนี้ พระศาสดาทรงปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลแก่ชนหมู่มาก พ้นพระศาสดาของพวก เราแล้ว ก็ไม่มีใครอื่น เพราะฉะนั้น ท้าวสักกะ จึงตรัสว่า เรามองไม่เห็น. ก็ในบทนี้ฉันใด แม้ในบทเหล่าอื่นจากนี้ ก็พึงทราบว่า มีใจความอย่างเดียว กันนี้ ฉันนั้น. คำทั้งหลายมีคำว่า ธรรมอันพระองค์ตรัสไว้ดีแล้วเป็นต้น และ คำทั้งหลายเป็นต้นว่านี้เป็นกุศล มีใจความที่ได้กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น. สองบทว่า น้ำแห่งแม่คงคา กับน้ำแห่งยมุนา ความว่า น้ำในที่ รวมแห่งแม่น้ำคงคากับแม่น้ำยมุนา ย่อมเข้ากัน กลมกลืนกันได้ทั้งโดยสี ทั้งโดย กลิ่นทั้งโดยรส คือย่อมเป็นเช่นเดียวกัน นั่นแหละ เหมือนทองที่หักตรงกลาง ไม่ใช่แตกต่างกัน เหมือนเวลาที่คลุกเคล้าเข้ากันกับน้ำของมหาสมุทร. ปฏิปทา เพื่อนิพพานที่หมดจด จึงหมดจด. จริงอยู่ บุคคลทำการงานมีเวชชกรรมเป็นต้น ในเวลาเป็นหนุ่มเที่ยวไปในอโคจร ก็ไม่อาจเห็นนิพพานในเวลาเป็นคนแก่ได้ ข้อปฏิบัติที่ให้ถึงพระนิพพานควรจะเป็นข้อปฏิบัติที่หมดจดจริงๆเปรียบเหมือน อากาศ จริงอย่างนั้น ข้อปฏิบัติของภิกษุผู้จะไปสู่พระนิพพาน ควรจะเปรียบ ด้วยอากาศ ไม่ข้องไม่ติดในตระกูลหรือในหมู่คณะ เหมือนทางดำเนิน ซึ่ง เป็นที่ต้องการปรารถนาในอากาศ ของพระจันทร์และพระอาทิตย์ที่กำลังไปสู่ อากาศ อันบริสุทธิ์ไม่มีอะไรติดขัด ฉะนั้น. ก็แหละข้อปฏิบัตินี้นั้น คือ เช่นนั้นแหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติ ตรัส คือทรงแสดงไว้แล้ว. เพราะเหตุนั้น ท้าวสักกะจึงตรัสว่า ทั้งพระนิพพานทั้งข้อปฏิบัติย่อมเข้ากันได้ ดังนี้ . บทว่า แห่งข้อปฏิบัติทั้งหลาย คือ ของผู้ตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติ. บทว่า ผู้มี ( การอยู่) ที่อยู่แล้ว คือ ผู้มีการอยู่อันอยู่เสร็จแล้ว บทว่า

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 45

ผู้มีคนเหล่านี้เป็นสหายอันตนได้แล้ว ความว่า ชื่อว่าสหาย เพราะ ไปด้วยกันกับคนเหล่านั้นในที่นั้น ๆ. ก็คำว่า ผู้ไม่มีใครเป็นที่สอง ไม่มี สหาย ไม่มีใครเปรียบ นี้ ท้าวสักกะตรัส ด้วยอรรถว่าไม่มีใครเหมือน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. คำว่า ไม่ทรงติดอยู่ คือ หมายความว่า แม้ในท่ามกลางคนเหล่านี้ ก็ทรงอยู่ด้วยผลสมาบัติ คือด้วยพระทัยแล้ว ไม่ ทรงติดคนเหล่านี้ ทรงตามประกอบความเป็นผู้มีความเป็นผู้เดียวเป็นที่มายินดี อยู่. หลายบทว่า ก็ลาภของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นสำเร็จ ยิ่งแล้วแล คือ ลาภอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่เมื่อไร เกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์ตั้งแต่ทรงบรรลุอภิสัมโพธิ แล้วทรงล่วงเจ็ดสัปดาห์ เสด็จหมุนล้อธรรมที่อิสิปตนะทรงทำการฝึกเทพและ มนุษย์โดยลำดับ ทรงให้สามชฏิลบวช เสด็จกรุงราชคฤห์และทรงฝึกพระเจ้า พิมพิสาร อย่างที่ท่านหมายเอากล่าวไว้ว่า ก็แลโดยสมัยนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ทรงเป็นผู้อันชนทำสักการะแล้ว ทำความเคารพแล้ว นับถือแล้ว บูชาแล้ว นอบน้อมแล้ว ทรงเป็นผู้มีลาภด้วยจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และ บริขารคือยาอันเป็นปัจจัยสำหรับคนไข้ ลาภสักการะเกิดขึ้นมาเหมือนห้วงน้ำ ใหญ่ท่วมท้นอยู่ เพราะผลบุญอันหนาแน่นในสี่อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป. เล่ากันมาว่า ในกรุงราชคฤห์ กรุงสาวัตถี กรุงสาเกต กรุงโกสัมพี กรุงพาราณสี ชื่อว่าปฏิปาฏิภัต (ภัตที่ให้ตามลำดับ) เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มี พระภาคเจ้า. ในกรุงเหล่านั้น คนหนึ่ง จดบัญชีไว้ว่า ข้าพเจ้าจักสละทรัพย์ ร้อยหนึ่งถวายทาน แล้วก็ติดไว้ที่ประตูวิหาร คนอื่น ข้าพเจ้าสองร้อย คนหนึ่ง ข้าพเจ้าห้าร้อย คนอื่น ข้าพเจ้าพันหนึ่ง คนอื่น ข้าพเจ้าสอง

๑.  ส.  นิทาน.  ๑๓๓.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 46

พัน คนอื่น ข้าพเจ้าห้า สิบ ยี่สิบ ห้าสิบ คนอื่น ข้าพเจ้าแสนหนึ่ง. คนอื่น ข้าพเจ้าจักสละทรัพย์สองแสนถวายทาน เขียนดังนี้แล้ว ก็ติดไว้ที่ ประตูวิหาร. มหาชนคิดว่า ได้โอกาสข้าพเจ้าจักถวาย แล้วก็บรรทุกเต็ม เกวียน ติดตามภิกษุที่แม้กำลังเที่ยวไปสู่ชนบทที่เดียว. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ก็โดยสมัยนั้นแล พวกชาวชนบท เอาเกลือบ้าง น้ำมันบ้าง ข้าวสารบ้าง ของขบเคี้ยวบ้าง เป็นอันมากใส่ในเกวียนแล้วก็ติดตามปฤษฎางค์ของพระผู้มี พระภาคเจ้าด้วยคิดว่า เราจักทำภัตในที่ที่เราจักได้ลำดับ แม้เรื่องอื่น ๆ เป็นอันมากทั้งในขันธกะทั้งในพระวินัย ดังที่ว่ามานี้ ก็พึงทราบไว้. ก็แหละ ลาภนั่นถึงยอดแล้วในอสทิสทาน. เขาเล่ากันมาว่า สมัยหนึ่ง ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวจาริก ไปตามชนบทแล้วทรงมาถึงพระเชตวัน พระราชาทรงนิมนต์มาถวายทาน. ใน วันที่สองพวกชาวกรุงถวาย. พระราชาทรงถวายยิ่งกว่าทานของพวกชาวกรุง เหล่านั้นอีก พวกชาวกรุงก็ถวายยิ่งกว่าทานของพระองค์ เป็นดังนี้ ครั้นเมื่อ ล่วงไปหลายวันอย่างนั้น พระราชาทรงพระดำริว่าพวกชาวกรุงเหล่านั้น พากัน ทำยิ่งขึ้น ๆ ทุก ๆ วัน จักมีคำครหาว่า เออ พวกชาวกรุงพิชิตพระราชาผู้ใหญ่ ในแผ่นดินได้. ทีนั้นพระนางมัลลิกาได้กราบทูลอุบายแด่พระองค์. พระองค์ รับสั่งให้เอากระดานไม้สาละชนิดดีมาสร้างปะรำ แล้วให้เอา ดอกอุบลเขียวมามุง รับ สั่งให้ปูที่นั่ง ๕๐๐ ที่ ทางด้านหลังที่นั่งยืนช้างไว้ ๕๐๐ เชือก ให้ช้างแต่ละเชือก กั้นเศวตฉัตรให้ภิกษุแต่ละรูป. ระหว่างที่นั่งแต่ละ คู่ ๆ ธิดากษัตริย์แต่ละนาง ๆ ตกแต่งด้วยเครื่องสำอางพร้อมสรรพบดเครื่อง หอมที่เกิดจากไม้สี่ชนิด. ธิดากษัตริย์นางอื่นก็ใส่เครื่องหอมที่บดเสร็จแล้ว ๆ ในเรือชล่าที่สำหรับใส่ของหอมในที่ตรงกลาง. ธิดากษัตริย์อีกนางหนึ่งก็เอากำ

๑.  วิ.  ม.  เภสชฺชกฺขนฺธก  ๗๑ ฯ
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 47

อุบลเขียวโบกกระพือเครื่องหอมนั้น. ด้วยประการฉะนี้ภิกษุแต่ละรูปๆ ก็มีธิดา กษัตริย์สามนาง ๆ เป็นบริวาร ผู้หญิงอีกคนหนึ่งที่แต่งเครื่องสำอางพร้อม สรรพถือใบตาลพัด นางอื่นเอาที่กรองน้ำ หญิงอื่นนำเอาน้ำจากบาตร. สำหรับ พระผู้มีพระภาคเจ้า มีของสี่อย่างตีราคาไม่ได้. ของสี่อย่างที่ตีราคาไม่ได้เหล่า นี้คือ ที่เช็ดพระบาท ที่รองของ กระดานพิง มณีเชิงฉัตร. ไทยธรรมสำหรับ ภิกษุใหม่ในสงฆ์มีค่าแสนหนึ่ง. ก็แหละในการถวายทานนั้น พระองคุลิมาลเถระ ได้เป็นภิกษุใหม่ในสงฆ์ ใกล้ที่นั่งของท่าน ช้างที่นำมา ๆ แล้ว ไม่สามารถ เข้าใกล้ท่านได้. ลำดับนั้น เจ้าพนักงานกราบทูลพระราชา พระราชาตรัสสั่งว่า พวกท่านจงนำเอาช้างเชือกอื่นมา ช้างที่นำมาแล้ว นำมาแล้วก็ไม่สามารถ เลย. พระราชาตรัสว่า ไม่มีช้างเชือกอื่น. เจ้าพนักงานกราบทูลว่า ยังมี ช้างดุอยู่ แต่นำมาไม่ได้. พระราชาทูลถามพระตถาคตเจ้าว่า พระเจ้าข้า. รูปใดเป็นภิกษุใหม่ในสงฆ์ พระตถาคตเจ้าตรัสว่า องคุลิมาล มหาบพิตร เพราะฉะนั้น ขอให้เจ้าพนักงานนำเอาช้างดุมาเทียบไว้เถิด มหาบพิตร พวก เจ้าพนักงานแต่งช้างดุแล้วก็นำมา. ด้วยเดชของพระเถระ ช้างเชือกนั้น แม้ สักว่าพ่นลมจมูก ก็ทำไม่ได้. พระราชาได้ทรงถวายทานติดต่อกันเจ็ดวันด้วย ประการฉะนี้. ในวันที่ ๗ พระราชาทรงถวายบังคมแล้วกราบทูลพระทศพลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์เถิด. ก็แหละในบริษัทนั้น มีอำมาตย์ ๒ คน คือ กาฬะ และ ชุณหะ. กาฬะ คิดว่า สมบัติของราชตระกูลจะฉิบหาย พวกคนมีประมาณเท่านี้ จักทำอะไร กินแล้วไปวัดแล้วก็จักนอนเท่านั้นเอง แต่ราชบุรุษคนเดียวได้สิ่งนี้ จะไม่ กระทำหรือ โอ้! สมบัติของในหลวงจะฉิบหาย. ชุณหะคิดว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นพระราชานี้ยิ่งใหญ่ คนอื่นใดเล่าจักทำสิ่งนี้ได้ ขึ้นชื่อว่าพระราชา คือผู้ที่แม้ดำรงอยู่ในความเป็นพระราชาแล้วจะทรงให้ทานเห็นปานนั้นไม่ได้หรือ

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 48

เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของบริษัท ก็ทรงทราบอัธยาศัยของ คนทั้งสองนั้น จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจะแสดงธรรมตามอัธยาศัยของชุณหะ ในวันนี้ ศีรษะของกาฬะจักแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ก็เราแลบำเพ็ญบารมีก็ด้วยความ สงสารสัตว์ แม้ในวันอื่นเมื่อเราแสดงธรรม ชุณหะก็คงจักแทงตลอดมรรคผล สำหรับคราวนี้เราจักเห็นแก่กาฬะ แล้วได้ตรัสคาถาสี่บาทเท่านั้นแก่พระราชาว่า พวกคนตระหนี่ จะไปเทวโลกไม่ได้ พวกคนโง่ จะไม่สรรเสริญทานเลย แต่ นักปราชญ์ พลอยยินดีตามทาน เพราะเหตุ นั้นเอง เขาจึงมีความสุขในโลกหน้า. พระราชาไม่ทรงพอพระราชหฤทัยว่า เราถวายทานเสียใหญ่โต แต่ พระศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่เรานิดเดียวแท้ ๆ เราไม่สามารถจับพระหฤทัย ของพระทศพลได้กระมัง เมื่อเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว ท้าวเธอก็ เสด็จไปวัด ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็ทูลถามว่า พระเจ้าข้า หม่อมฉันถวายทานเสียใหญ่โต แต่พระองค์ทรงทำอนุโมทนา แก่หม่อมฉันไม่ ใหญ่ หม่อมฉันมีผิดอะไรหรือพระเจ้าข้า. มหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงมีผิดอะไร แต่บริษัทไม่สะอาด เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงไม่แสดงธรรม. เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงว่าบริษัทไม่สะอาด. พระศาสดา ตรัสบอกปริวิตก ของอำมาตย์. พระราชาตรัสถามกาฬะว่า อย่างนั้นหรือพ่อกาฬะ. อย่างนั้น มหาราช. พระราชาตรัสว่า เมื่อข้าให้ทรัพย์ของข้า เธอจะเดือดร้อน อะไรเล่า ข้าไม่อาจดูเธอได้ พวกเธอจงขับเขาจากแว่นแคว้นข้า. ต่อจากนั้น ตรัสสั่งเรียกชุณหะมาถามว่า นัยว่า พ่อคิดอย่างนั้นหรือ. อย่างนั้นพระพุทธ เจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า จงตามใจเธอเถิด เธอจงนิมนต์ภิกษุ ๕๐๐ รูปมานั่งบน

พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 49

ที่นั่งที่ปูไว้ในปะรำนั่นแล แล้วให้ธิดากษัตริย์เหล่านั้นนั่นแหละแวดล้อม เอา ทรัพย์จากพระราชวังมาถวายทานเจ็ดวันอย่างที่ข้าถวายทีเดียวนะ เขาได้ทำอย่าง นั้นแล้ว. ครั้นถวายเสร็จแล้วในวันที่เจ็ด ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด. พระศาสดาทรงกระทำการ อนุโมทนาทานแม้ทั้งสองให้เป็นอันเดียวกัน เหมือนทรงกระทำแม่น้ำใหญ่สอง สายให้เต็มด้วยห้วงน้ำเดียวกัน ทรงแสดงพระธรรมเทศนากัณฑ์ใหญ่ เมื่อทรง เทศน์จบ ชุณหะก็ได้เป็นพระโสดาบัน. พระราชาทรงเลื่อมใสทรงถวายผ้าชื่อ ปาวายแด่พระทศพล. พึงทราบว่า ก็ลาภสำเร็จยิ่งแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแล ด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า พระเกียรติสำเร็จอย่างยิ่ง คือ การสรรเสริญถึงพระเกียรติคุณ. ถึงแม้พระเกียรตินั้นก็สำเร็จอย่างยิ่งแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งแต่ทรงหมุนล้อ ธรรมไป. จริงอย่างนั้น ตั้งแต่นั้นมา พวกกษัตริย์ก็พูดถึงพระเกียรติของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงพวกพราหมณ์ พวกคหบดี พวกนาค พวกครุฑ พวก คนธรรพ์ พวกเทวดา พวกพรหม ต่างก็กล่าวถึงพระเกียรติแล้วสรรเสริญ ด้วยคำเป็นต้นว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ถึงพวก เดียรถีย์ให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่วรโรชะแล้วส่งไปว่า เธอจงกล่าวโทษพระสมณ- โคดม. เขารับทรัพย์พันหนึ่งแล้ว ก็สำรวจดูพระทศพลตั้งแต่พื้นพระบาท จรดปลายพระเกศา โทษสักลิกขา ก็ไม่เห็นมี จึงคิดว่าผู้ที่พลิกแพลง ปากพูดถึงโทษในอัตภาพที่หาโทษมิได้ ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ประดับด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ อย่าง ห้อมล้อมไปด้วยรัศมี วาหนึ่ง เช่นกับปาริฉัตรที่บานเต็มที่ ท้องฟ้าที่โชติช่วงหมู่ดาวและนันทวัน ที่งดงามไปด้วยดอกไม้อันวิจิตรเช่นนี้ หัวต้องแตกเป็นเจ็ดเสี่ยงอุบายที่จะ

๑.  ลิกฺขา  มาตราชั่ง  หนักเท่ากับ  ๑๒๙๖  อณู.
พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค เล่ม ๒ ภาค ๒ - หน้าที่ 50

กล่าวติก็ไม่มี เราจะกล่าวชมเท่านั้น ดังนี้แล้วก็กล่าวชมอย่างเดียว ตั้งแต่ พื้นพระบาทจนถึงปลายพระเกศา ด้วยถ้อยคำพันกว่าบท. ก็ขึ้นชื่อว่าพระ เกียรตินั้น ถึงยอดในเรื่องยมกปาฏิหาริย์ พระเกียรติสำเร็จเป็นอย่างยิ่งดังว่า มาด้วยประการฉะนี้. บทว่า แม้กระทั่งพวกกษัตริย์เหล่าอื่น ความว่า แม้คนเป็นต้น ทั้งหมด คือพวกพราหมณ์ พวกแพทย์ พวกสูทร พวกนาค พวก ครุฑ พวกอสูร พวกเทวดา พวกพรหม ล้วนแต่เป็นผู้รักใคร่ ร่าเริงพอใจ ด้วยกันทั้งนั้น. บทว่า ก็แลทรงปราศจากความเมา คือ ไม่ทรงเป็นผู้มัวเมา ประมาทว่า พวกชนมีประมาณเท่านี้ เป็นผู้รักใคร่เรา แล้วเสวยพระกระยา- หารด้วยสามารถการเล่นเป็นต้น แต่ที่แท้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล ทรงปราศจากความเมา เสวยพระกระยาหาร. บทว่า มีปกติตรัส อย่างไร ความว่า ตรัสคำใดด้วยพระวาจา พระกรณียกิจทางพระกายของพระองค์ก็ คล้อยตามพระวาจานั้นจริง ๆ และพระกรณียกิจที่ทรงกระทำด้วยพระกาย พระ- กรณียกิจทางพระวาจาของพระองค์ก็คล้อยตามพระกายโดยแท้ พระกายไม่ก้าว ล่วงพระวาจา หรือพระวาจาก็ไม่ก้าวล่วงพระกาย พระวาจาสมกับพระกาย และพระกายก็สมกับพระวาจา. เหมือนอย่างว่า ข้างซ้ายเป็นหมู ข้างขวาเป็นแพะ โดยเสียงเป็นแกะ โดยเสียงเป็นวัวแก่ ดังนี้ ยักษ์หมูนี้เมื่อเห็นฝูงหมู ก็แสดงด้านซ้ายเหมือนหมูแล้วก็จับหมูเหล่านั้น กิน ครั้นเห็นฝูงแพะ ก็แสดงด้านขวาเหมือนแพะนั้น แล้วก็จับแพะเหล่านั้น กิน ครั้นเห็นฝูงลูกแกะ ก็ร้องเป็นเสียงร้องของลูกแกะ แล้วก็จับลูกแกะ เหล่านั้นกิน พอเห็นฝูงวัวก็นิรมิตเขาให้เหมือนเขาของพวกวัวเหล่านั้น ดูแต่ ไกลก็เห็นเหมือนวัวด้วยประการฉะนี้ ก็จับวัวเหล่านั้น ที่เข้ามาใกล้อย่างนั้น