พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๑๖ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 1
๗. ลักขณสูตร
 
เรื่อง มหาปุริสพยากรณ์
 
[๑๓๐] ข้าพเจ้า (พระอานนทเถระเจ้า) ได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน
อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในพระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญดังนี้ พระผู้มี
พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระมหาบุรุษผู้ประกอบด้วย
มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ เหล่านี้ ย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็น
อย่างอื่น คือ ถ้าครองเรือน จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็น
ธรรมราชามีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีอาณาจักรมั่นคง
ประกอบด้วย รัตนะ ๗ ประการ. คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี
นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกเเก้ว เป็นที่ ๗. พระราชบุตรของพระองค์มี
กว่าหนึ่งพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรงเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนา
ของข้าศึกได้. พระองค์ทรงชนะโดยธรรม โดยเสมอ มิต้องใช้อาชญา
มิต้องใช้ศัสตรา ครอบครองแผ่นดิน มีสาครเป็นขอบเขต มิได้มีเสา.
เขื่อน ไม่มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม มั่งคั่งแพร่หลาย มีความเกษมสำราญ
ไม่มีเสนียด ถ้าเสด็จออกบวชเป็นบรรพชิตจะได้เป็นพระอรหันตสัมมา-
สัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนั้นเป็นไฉน ซึ่งพระมหาบุรุษประกอบแล้ว
ย่อมมีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือถ้าครองเรือนจะได้เป็น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 2
พระเจ้าจักรพรรดิ. อนึ่ง ถ้าพระมหาบุรุษนั้นเสด็จออกผนวช จะได้เป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย มหาบุรุษในโลกนี้
๑. มีพระบาทประดิษฐานเป็นอันดี การที่พระมหาบุรุษมี
พระบาทประดิษฐานเป็นอันดีนี้ เป็นมหาปุริสลักษณะ
ของมหาบุรุษ
๒. พื้นภายใต้ฝ่าพระบาทของพระมหาบุรุษ มีจักรเกิดขึ้นมี
ซี่กำข้างละพัน มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง
แม้การที่พื้นภายใต้ฝ่าพระบาท ของพระมหาบุรุษมีจักร
เกิดขึ้นมีซี่กำข้างละพัน มีกง มีดุม บริบูรณ์ด้วยอาการ
ทั้งปวงนี้ก็เป็นมหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ
๓. มีส้นพระบาทยาว
๔ . มีพระองคุลียาว
๕. มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่ายพระบาทอ่อน นุ่ม
๖. มีฝ่าพระหัตถ์ฝ่าพระบาทมีลายประหนึ่งตาข่าย
๗. มีข้อพระบาทลอยอยู่เบื้องบน
๘. มีพระชงฆ์เรียวดุจแข้งเนื้อทราย
๙. เสด็จยืนมิได้น้อมพระวรกายลงเอาฝ่าพระหัตถ์ทั้งสอง
ลูบคลำได้ถึงพระชานุทั้งสอง
๑๐. มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก
๑๑. มีพระฉวีวรรณดุจทองคำ คือมีพระตจะประดุจหุ้ม

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 3
ด้วยทอง
๑๒. มีพระฉวีละเอียด เพราะพระฉวีละเอียดธุลีละอองจึง
มิได้ติดอยู่ในพระวรกาย
๑๓. มีพระโลมาขุมละเส้น ฯ เสมอไปทุกขุมขน
๑๔. มีพระโลมามีปลายช้อยขึ้นข้างบน มีสีเขียวเหมือนสี
ดอกอัญชัน ขดเป็นกุณฑลทักษิณาวัฏ
๑๕. มีพระวรกายตรงเหมือนกายพรหม
๑๖. มีพระมังสะเต็มในที่ ๗ สถาน คือหลังพระหัตถ์ทั้งสอง
หลังพระบาททั้งสอง จงอยพระอังสาทั้งสอง และ
พระศอ
๑๗. มีกึ่งพระกายท่อนบนเหมือนกึ่งกายท่อนหน้าของสีหะ
๑๘. มีระหว่างพระอังสาเต็ม
๑๙. มีปริมณฑลดุจไม้นิโครธ วาของพระองค์เท่ากับพระ
วรกายของพระองค์ พระวรกายของพระองค์เท่ากับ
วาของพระองค์
๒๐. มีลำพระศอกลมเท่ากัน
๒๑. มีปลายเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันดี
๒๒. มีพระหนุดุจคางราชสีห์
๒๓. มีพระทนต์ ๔๐ ซี่
๒๔. มีพระทนต์เรียบเสมอกัน
๒๕. มีพระทนต์ไม่ห่าง

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 4
๒๖. มีพระทาฐะขาวงาม
๒๗. มีพระชิวหาใหญ่
๒๘. มีพระสุรเสียงดุจเสียงแห่งพรหม ตรัสมีนำเนียงดัง
นกการะเวก
๒๙. มีพระเนตรดำสนิท
๓๐. มีดวงพระเนตรดุจตาโค
๓๑. มีพระอุณาโลมบังเกิด ณ ระหว่างพระโขนง มีสีขาว
อ่อนควรเปรียบด้วยนุ่น
๓๒. มีพระเศียรดุจประดับด้วยกรอบพระพักตร์
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการนี้แล ที่พระ
มหาบุรุษประกอบแล้ว ย่อมเป็นเหตุให้มีคติเป็นสองเท่านั้น ไม่เป็นอย่าง
อื่น คือถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ . . . อนึ่ง ถ้าพระ-
มหาบุรุษเสด็จออกผนวชจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลังคาคือ
กิเลสอันเปิดแล้วในโลก. ภิกษุทั้งหลาย พวกฤษีแม้เป็นภายนอก ย่อม
ทรงจำมหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ ๓๒ เหล่านี้ได้ แต่ฤษีเหล่านั้นย่อม
ไม่ทราบว่าเบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เพราะกรรมที่ตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ไว้ สัตว์ที่บำเพ็ญกุศลกรรมนั้น
ย่อมครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์
วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์
เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์
นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้.

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 5
ว่าด้วยบุรพาธิการของพระตถาคต
 
[ ๑๓๐ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ภพก่อน กำเนิดก่อนเป็นผู้ยึดมั่นในกุศลธรรม ยึดมั่นไม่ถอยหลัง ในกาย
สุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต การบำเพ็ญทาน ในการสมาทานศีล ในการ
รักษาอุโบสถ ในการปฏิบัติดีในมารดา บิดา สมณพราหมณ์ ในความเป็น
ผู้เคารพต่อผู้ใหญ่ในตระกูล และในธรรม เป็นอธิกุศลอื่น ๆ ตถาคตย่อม
เข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น
อันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ตถาคตย่อมครอบงำ เทวดาทั้งหลาย
ในโลกสวรรค์โดยสถาน ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ความสุขทิพย์
ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์. กลิ่นทิพย์ รสทิพย์
และโผฏฐัพพทิพย์. ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาถึงความเป็นอย่างนี้
ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้.
 
ทรงเหยียบพระบาทเสมอกัน
 
[ ๑๓๒ ] พระมหาบุรุษนั้น มีพระบาทตั้งอยู่เป็นอันดี คือ ทรง
เหยียบพระบาทเสมอกันบนพื้น ทรงยกพระบาทขึ้นก็เสมอกัน ทรงจรดพื้น
ด้วยฝ่าพระบาททุกส่วนเสมอกัน พระมหาบุรุษทรงถึงพร้อมด้วยลักษณะ
นั้น หากอยู่ครองเรือน จะเป็นพระราชาจักรพรรดิ เป็นผู้ทรงธรรมเป็น
ธรรมราชา มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะแล้ว มีอาณาจักรมั่นคง
ถึงพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว ม้าแก้ว แก้วมณี
นางแก้ว คฤหดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗. และมีพระราชโอรสมาก
กว่าพัน ล้วนเป็นผู้แกล้วกล้า พระรูปสมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนา.

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 6
ของข้าศึกได้. และพระมหาบุรุษนั้นทรงชนะโดยธรรมเสมอ มิต้องใช้
อาชญามิต้องใช้ศัสตราทรงครองแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขตมิได้มีเสาเขื่อน
มิได้มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม มั่งคั่งแพร่หลาย มีความเกษมสำราญ ไม่มี
หมู่โจร เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้ผลข้อนี้คือ
ไม่มีใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์ที่เป็นข้าศึกศัตรู จะข่มได้. อนึ่ง ถ้าพระมหาบุรุษ
ออกทรงผนวชจะเป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือกิเลสอัน
เปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้
ผลข้อนี้ คือ ไม่มีเหล่าข้าศึกศัตรูภายใน หรือภายนอกคือราคะ โทสะ
หรือโมหะ หรือสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ใคร ๆ ในโลกนี้จะ
ข่มได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย
จึงกล่าว คาถาประพันธ์ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๓๓ ] พระมหาบุรุษยินดีแล้วในสัจจะ ในธรรม
ในการฝึกตน ในความสำรวม ในความสะอาด
ในศีลในอุโบสถกรรม ในความไม่เบียดเบียน
สัตว์ทั้งหลาย ทรงยึดถือมั่นคง ทรงประพฤติ
อย่างรอบคอบ.
เพราะกรรมนั้นพระมหาบุรุษจึงหลีกไปสู่
เพลินยินดี จุติจากไตรทิพย์แล้วเวียนมาใน
โลกนี้ เหยียบปฐพีด้วยพระบาทอันเรียบ
พวกพราหมณ์ผู้ทำนายพระลักษณะมา
ประชุมกัน แล้วทำนายว่า พระราชกุมารนี้

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 7
มีฝ่าพระบาทตั้งประดิษฐานเรียบ เป็นคฤหัสถ์
หรือบรรพชิตก็ไม่มีใครข่มได้ พระลักษณะ
นั้นย่อมเป็นนิมิตส่องความนั้น
พระราชกุมารนี้เมื่ออยู่ครองเรือนไม่มีใคร
ข่มได้ มีแต่ครอบงำพวกปรปักษ์ เหล่าศัตรู
มิอาจย่ำยีได้ ใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์ในโลกนี้
หากพระราชกุมารนี้ออกทรงผนวช ทรง
ยินดีในเนกขัมมะ จะมีพระปรีชาเห็นแจ้ง
เป็นอัครบุคคลไม่ถึงความเป็นผู้อันใครๆ ข่ม
ได้ ย่อมเป็นผู้สูงสุดกว่านรชน อันนี้เป็น
ธรรมดาของพระกุมารนั้น.
ว่าด้วยการบรรเทาความสะดุ้งกลัว
[ ๑๓๔ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในกาลก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน ได้นำความสุขมาให้แก่ชนเป็นอันมาก บรรเทา
ความหวาดกลัวและความสะดุ้ง จัดการรักษาป้องกันคุ้มครองอย่างเป็นธรรม
ได้ให้ทานพร้อมด้วยวัตถุอันเป็นบริวาร. ตถาคตนั้นเบื้องหน้าแต่ตายเพราะ.
กายแตก ย่อมเข้าถึงโลกสวรรค์ เพราะธรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน
ไพบูลย์ไว้แล้ว. ตถาคตได้ครอบงำเทวดาทั้งหลายอื่นในเทวโลกโดยฐานะ
๑๐ คือ อายุทิพย์ ฯ ล ฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาถึงความเป็น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 8
อย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้ คือ ใต้ฝ่าเท้าทั้งสองมีจักรเกิด มีซี่
กำพันหนึ่ง มีกงมีดุมบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง มีระหว่างอันกุศลกรรม
แบ่งเป็นอันดี. พระมหาบุรุษถึงพร้อมด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน
จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯ ล ฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็น
พระราชาจะได้ผลข้อนี้ คือ มีบริวารมาก คือมีบริวารเป็นพราหมณ์ เป็น
คฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์
เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็น
เศรษฐี เป็นกุมาร. ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกทรงผนวช จะเป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้า
จะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลคือ มีบริวารมาก มีบริวารเป็นภิกษุ
เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร
เป็นนาค เป็นคนธรรพ์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความนี้ไว้. พระโบราณา-
จารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๓๕] พระมหาบุรุษเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ๆ
นำความสุขมาให้แก่ชนเป็นอันมาก บรรเทาภัย
คือความหวาดกลัวและความหวาดสะดุ้ง ขวน
ขวายในการคุ้มครองรักษาป้องกัน
เพราะกรรมนั้นพระมหาบุรุษจึงหลีกไปสู่
ไตรทิพย์ เสวยความสุขและสมบัติเป็นที่
เพลิดเพลินยินดี ครั้นจุติจากทิพย์แล้ว เวียน
มาในโลกนี้ ย่อมได้ลายจักรทั้งหลาย มีซี่กำ
พันหนึ่ง มีกง มีดุมโดยรอบ ที่ฝ่าพระบาททั้ง
สอง

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 9
พวกพราหมณ์ผู้ทำนายลักษณะมาประชุม
กันแล้ว เห็นพระราชกุมารมีบุญลักษณะเป็น
ร้อย ๆ แล้วทำนายว่า พระราชกุมารนี้จักมี
บริวารย่ำยี ศัตรู เพราะจักรทั้งหลายมีกงโดย
รอบอย่างนั้น
ถ้าพระราชกุมารนั้นไม่ออกทรงผนวชจะ
ยังจักรให้เป็นไป และปกครองแผ่นดินมี
กษัตริย์ที่มียศมากติดตามแวดล้อมพระองค์
หากทรงผนวชทรงยินดีในเนกขัมมะ จะมี
พระปรีชาเห็นแจ้ง พวกเทวดา มนุษย์ อสูร
ท้าวสักกะ ยักษ์ คนธรรพ์ นาค นก และสัตว์
๔ เท้าที่มียศมาก จะแวดล้อมพระองค์ ผู้ไม่
มีใครยิ่งกว่า อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว.
[๑๓๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน ละปาณาติบาตแล้ว เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว
วางอาชญา วางศัสตรา มีความละอาย มีความกรุณา หวังประโยชน์แก่
สัตว์ทั้งปวงอยู่. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ตถาคตย่อม
ครอบงำ เทวดาทั้งหลายอื่นในโลก โดยฐานะ ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์
ความสุขทิพย์ ยศทิพย์ ความเป็นอธิบดีทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์
รสทิพย์ และโผฏฐัพพทิพย์ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 10
เป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓ ประการคือ ส้นพระบาทยาว ๑
มีพระองคุลียาว ๑ พระวรกายตรงดังกายพรหม ๑. พระมหาบุรุษนั้นถึง
พร้อมด้วยลักษณะทั้งหลายเหล่านั้น หากครองเรือนจะเป็นพระราชาจักร-
พรรดิ ฯ ล ฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้ผลข้อนี้
คือ มีพระชนมายุตั้งอยู่ยืนยาว ทรงรักษาพระชนมายุยืนยาว ไม่มีใคร ๆ
ที่เป็นมนุษย์ เป็นข้าศึกศัตรู จะสามารถปลงพระชนม์ชีพในระหว่างได้ ฯลฯ
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้คือ มีพระ
ชนมายุยืนตั้งอยู่นาน ทรงรักษาพระชนมายุยืนยาวไม่มีข้าศึกศัตรูจะเป็น
สมณพราหมณ์ เทวดา มารพรหม ใคร ๆ ในโลกสามารถปลงพระชนม์ชีพ
ในระหว่างได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์
ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า.
[๑๓๗] พระมหาบุรุษทรงทราบการฆ่าสัตว์ให้ตาย
เป็นภัยแก่ตน ได้เว้นจากการฆ่าสัตว์อื่นแล้ว
เบื้องหน้าแต่มรณะได้ไปสู่สวรรค์ เพราะกรรม
ที่ทรงประพฤติดีแล้วนั้นเสวยวิบากอันเป็น
ผลแห่งกรรมที่ทรงทำดีแล้ว
จุติ ( จากสวรรค์ ) แล้วเวียนมาในโลก
นี้ย่อมได้พระลักษณะ ๓ ประการ คือ มีส้น
พระบาทยาว ๑ พระกายเกิดดีตรงสวยงามดุจ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 11
กายพรหม มีพระพาหางาม มีความเป็นหนุ่ม
ทรวดทรงงามเป็นสุชาต ๑ มีนิ้วพระหัตถ์
นิ้วพระบาทยาวอ่อนดังปุยฝ้าย ๑ พระชนก
เป็นต้น ทรงบำรุงพระราชกุมาร เพื่อให้มี
พระชนมายุยืนยาว เพราะพระองค์สมบูรณ์ -
ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓ ประการ
ถ้าพระราชกุมารทรงครองเรือน ก็จะให้
พระชนม์ชีพยืนยาว ถ้าออกทรงผนวชก็
จะให้พระชนม์ชีพยืนยาวกว่านั้น เพื่อให้เจริญ
ด้วยอำนาจ และความสำเร็จ พระลักษณะ
นั้นเป็นนิมิต เพื่อความเป็นผู้มีพระชนมายุยืน
ด้วยประการดังนี้.
[ ๑๓๘ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยว และของที่ควรบริโภค
ของที่ควรลิ้ม น้ำที่ควรดื่ม อันประณีต และมีรสอร่อย. ตถาคตย่อมเข้า
ถึงโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ
สั่งสม พอกพูนไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็น
อย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริสลักษณะนี้ คือมีมังสะอูมในที่ ๗ สถาน คือ ที่หลัง
พระหัตถ์ทั้งสอง ก็มีมังสะอูม ที่หลังพระบาททั้งสอง ก็มีมังสะอูม ที่พระ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 12
อังสาทั้งสอง ก็มีมังสะอูม ที่ลำพระศอ ก็มีมังสะอูม พระมหาบุรุษทรง
สมบูรณ์ด้วยพระลักษณะนั้น หากครองเรือนจะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ
เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือย่อมได้
ของที่ควรเคี้ยว ของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม น้ำที่ควรดื่ม อันประณีต
มีรสอร่อย. ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวช ฯลฯ เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะ
ได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ ทรงได้ของที่ควรเคี้ยว
ของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม น้ำที่ควรดื่ม อันประณีต มีรสอร่อย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าว
คาถาประพันธ์ในลักษณะเหล่านั้นว่า.
[๑๓๙] พระมหาบุรุษเป็นผู้ให้ของที่ควรเคี้ยว
ของที่ควรบริโภค ของที่ควรลิ้ม และน้ำที่ควร
ดื่ม มีรสอันสูงสุด และเลิศเพราะกรรมที่
ทรงประพฤติดีแล้วนั้น พระมหาบุรุษนั้นจึง
บันเทิงยิ่งนานในสวนนันทวัน
มาในโลกนี้ ย่อมได้มังสะอูมใน ๗ แห่ง
ได้ฝ่าพระหัตถ์และพระบาทอ่อนนุ่ม บัณฑิต
ผู้ฉลาดในพยัญชนะ และนิมิต กล่าวไว้
เพื่อความเป็นผู้ได้ของเคี้ยว และของบริโภค
อันมีรส
ลักษณะนั้นใช่ว่าจะส่องความแม้แก่พระ-

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 13
มหาบุรุษผู้เป็นคฤหัสถ์เท่านั้น ถึงพระมหาบุรุษ
ออกทรงผนวชก็ย่อมได้ของควรเคี้ยว และ
ของควรบริโภคนั้นเหมือนกัน พระองค์ได้
ของควรเคี้ยว และควรบริโภคมีรสอันสูงสุด
บัณฑิตทั้งหลายกล่าวแล้วว่า พระองค์เป็นผู้
ตัดกิเลสเป็นเครื่องผูกพันของคฤหัสถ์ทั้งปวง
เสีย.
[๑๔๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ภพก่อน กำเนิดก่อน เป็นผู้สงเคราะห์ประชาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ คือ
ด้วยการให้ ด้วยการกล่าวคำเป็นที่รัก ด้วยการประพฤติตนให้เป็นประโยชน์
ด้วยความเป็นผู้มีตนเสมอ. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตกเพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์.
ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นเแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ย่อมได้ซึ่งมหาปุริส-
ลักษณะ ๒ ประการเหล่านี้ คือ ฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม ๑
พระหัตถ์และพระบาทมีลายดังตาข่าย ๑. พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยพระ
ลักษณะทั้งสองนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อ
เป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้ผลข้อนี้ คือ มีบริวารชน
อันพระองค์สงเคราะห์แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์สงเคราะห์แล้ว
เป็นอย่างดีนั้น เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท
เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็น
อำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นกุมาร ฯลฯ เมื่อพระ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 14
มหาบุรุษนั้นออกทรงผนวชเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อพระมหาบุรุษ
ทรงผนวชเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผล คือ มีบริวารชนอันพระองค์สงเคราะห์
แล้วเป็นอย่างดี บริวารชนที่พระองค์สงเคราะห์เป็นอย่างดีนั้น เป็นภิกษุ
เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร
เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบรา-
ณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๔๑] พระมหาบุรุษทรงทำแล้ว ทรงประพฤติ
แล้ว ซึ่งการให้ ๑ ซึ่งความเป็นผู้ประพฤติให้
เป็นประโยชน์ ๑ ซึ่งความเป็นผู้กล่าวคำเป็น
ที่รัก ๑ ซึ่งความเป็นผู้มีฉันทะเสมอกัน ๑
ให้เป็นความสงเคราะห์อย่างดีแก่ชนเป็นอัน
มาก. ย่อมไปสู่สวรรค์ด้วยคุณอันตนมิได้ดู
หมิ่น
จุติจากสวรรค์แล้วเวียนมาในโลกนี้ ก็เป็น
พระกุมารยังหนุ่มแน่นงดงาม ย่อมได้ความ
เป็นผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทอ่อนนุ่ม
ความเป็นผู้มีฝ่าพระหัตถ์และฝ่าพระบาทมี
ลายเป็นตาข่ายงามอย่างยิ่ง และมีส่วนสวย
น่าชมด้วย
พระองค์มาสู่แผ่นดินนี้ มีบริวารชนอัน
พระองค์ตรวจตราและสงเคราะห์ดี ตรัสด้วย

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 15
คำเป็นที่น่ารัก แสวงหาผลประโยชน์เกื้อกูล
และความสุขให้ ทรงประพฤติคุณงามความดี
ที่พระองค์ชอบเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าพระองค์ทรงละ การบริโภคกามทั้งปวง
เป็นพระชินะตรัสธรรมกถา แก่ประชุมชน
ชนทั้งหลายก็จะสนองคำของพระองค์ เลื่อมใส
ยิ่งนัก ครั้นฟังธรรมแล้วย่อมจะพากันประพฤติ
ธรรมสมควรแก่ธรรม.
[๑๔๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เป็นผู้กล่าววาจาประกอบด้วยอรรถ ประกอบ
ด้วยธรรม แนะนำประชาชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำประโยชน์ และความ
สุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย เป็นผู้บูชาธรรมเป็นปรกติ. ตถาคตย่อมเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ
สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ จุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็น
อย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการ นี้คือ มีพระบาทดุจสังข์
คว่ำ ๑ มีพระโลมาล้วนมีปลายช้อยขึ้นข้างบนทุก ๆ เส้น ๑. พระมหา
บุรุษสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะทั้งสองนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะเป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจะได้อะไร เมื่อเป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิจะได้รับผลข้อนี้ คือ เป็นผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประมุขสูง
สุด ดีกว่าหมู่ชนบริโภคกาม. ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวชจะได้เป็น
พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 16
เป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ เป็น
ผู้เลิศ เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประมุขสูงสุด ดีกว่าสรรพสัตว์. พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถา
ประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านี้ว่า
[๑๔๓] พระมหาบุรุษพิจารณาก่อนจึงกล่าวคำอัน
ประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม
แสดงกะประชาชนเป็นอันมาก เป็นผู้นำ
ประโยชน์และความสุขมาให้แก่สัตว์ทั้งหลาย
เป็นผู้ไม่ตระหนี่ ได้เสียสละบูชาธรรมแล้ว
พระองค์ย่อมไปสู่สุคติ บันเทิงอยู่ในสุคติ
นั้น เพราะกรรมอันพระองค์ประพฤติดีแล้ว
มาในโลกนี้ย่อมได้พระลักษณะ ๒ ประการ
เพื่อความเป็นผู้มีความสุขอันอุดม
พระมหาบุรุษนั้นมีพระโลมามีปลายช้อย
ขึ้นข้างบนและโลหิตปิดบัง อันหนังหุ้มห่อ
มังสะและพระโลหิตปิดบัง อันหนังหุ้มห่อ
แล้ว และมีพระเพลาเบื้องบนงาม
พระมหาบุรุษเช่นนั้น หากครองเรือน จะ
ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าพวกที่บริโภคกาม ไม่มี
ใคร ๆ ยิ่งกว่า พระองค์ทรงครอบงำชมพูทวีป
เสียสิ้น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 17
อนึ่ง หากพระองค์ออกทรงผนวช ก็จะ
ทรงพระวิริยะอย่างประเสริฐ ถึงความเป็นผู้
เลิศกว่าสัตว์ทั้งปวง ไม่มีใคร ๆ ยิ่งกว่า
พระองค์ได้ ทรงครอบงำโลกทั้งปวงอยู่.
[๑๔๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เป็นผู้ตั้งใจสอนศิลปะ วิชา จรณะ หรือกรรม
โดยความตั้งใจว่า ทำอย่างไรชนทั้งหลายนี้ พึงรู้เร็ว พึงสำเร็จเร็ว ไม่พึง
ลำบากนาน. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย
แตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจาก
โลกสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ฟังมหาปุริสลักษณะนี้คือ
มีพระชงฆ์เรียวดังแข้งเนื้อทราย. พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะนั้น
ถ้าอยู่ครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้
อะไร เมื่อเป็นพระราชา จะได้รับผลข้อนี้ คือ จะทรงได้พาหนะอันคู่ควร
แก่พระราชา ซึ่งเป็นองค์เสนาแห่งพระราชา และเครื่องราชูปโภค อัน
สมควรแก่พระราชาโดยพลัน ฯลฯ ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวชจะได้
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือ กิเลสเปิดแล้วในโลก
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้ผลข้อนี้ คือ
จะทรงได้ ปัจจัยอันควรแก่สมณะ และบริษัท อันเป็นองค์ของสมณะ และ
เครื่องสมณูปโภค อันควรแก่สมณะโดยพลัน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
เนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ใน
พระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๔๕] พระมหาบุรุษทรงปรารภอยู่ว่า ทำไฉน
พวกชนทั้งหลายพึงรู้แจ่มแจ้งเร็วในศิลปะ ใน

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 18
วิชา ในจรณะ และในกรรม และก่อนบอก
ศิลปะที่ไม่เป็นไปเพื่อเบียดเบียนใคร ๆ ด้วย
ความตั้งใจว่า ผู้ศึกษาจะไม่ลำบากนาน
ครั้นทำกุศลกรรมมีความสุขเป็นกำไรนั้น
แล้ว ย่อมได้พระชงฆ์ทั้งคู่เป็นที่ชอบใจ มี
ทรวดทรงดี กลมกล่อม เป็นสุชาต เรียวไป
โดยลำดับ มีพระโลมามีปลายช้อยขึ้นข้างบน
มีหนังอันละเอียดหุ้มห่อแล้ว
บัณฑิตทั้งหลาย ชมพระมหาบุรุษนั้นว่า
พระองค์มีพระชงฆ์ดุจแข้งเนื้อทราย และชม
พระลักษณะ และพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ อัน
ประกอบตัวสมบัติที่ใคร ๆ ปรารถนารวมเข้า
ไว้ในที่นี้ พระมหาบุรุษเมื่อยังไม่ทรงผนวชก็
ได้ลักษณะนั้นในที่นี้เร็วพลัน
ถ้าออกทรงผนวช ทรงยินดีด้วยความพอ
พระทัยในเนกขัมมะ มีพระปรีชาเห็นแจ้ง
ทรงพระวิริยะยอดเยี่ยม จะทรงได้พระ-
ลักษณะเป็นอนุโลมแก่พระลักษณะที่สมควร
เร็วพลัน.
[๑๔๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน ได้เข้าไปหาสมณะหรือพราหมณ์ แล้วซักถาม

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 19
ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กรรมส่วนกุศลเป็นอย่างไร กรรมส่วนอกุศลเป็น
อย่างไร กรรมส่วนที่มีโทษเป็นอย่างไร กรรมส่วนที่ไม่มีโทษเป็นอย่างไร
กรรมส่วนที่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมที่ไม่ควรเสพเป็นอย่างไร กรรมอะไร
ที่ข้าพเจ้าทำอยู่ พึงเป็นไปเพื่อไม่เป็นประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนาน
อนึ่ง กรรมอะไรที่ข้าพเจ้าทำอยู่ พึงเป็นไปเพื่อเป็นประโยชน์ เพื่อ สุข
ตลอดกาลนาน. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตาย
เพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ครั้น
จุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้คือ
มีพระฉวีสุขุมละเอียด เพราะพระฉวีสุขุมละเอียด ธุลีละอองมิติดพระ-
วรกายได้. พระมหาบุรุษทรงสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน
จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็น
พระราชาจะได้ผลข้อนี้ คือ มีปัญญามาก ไม่มีบรรดากามโภคีชนผู้ใดผู้หนึ่ง
มีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐ กว่าพระองค์. ถ้าออกทรงผนวช
จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือ
มีพระปรีชามาก มีพระปรีชากว้างขวาง มีพระปรีชาร่าเริง มีพระปรีชา
ว่องไว มีพระปรีชาเฉียบแหลม มีพระปรีชาทำลายกิเลส ไม่มีสรรพสัตว์
ผู้ใดผู้หนึ่งมีปัญญาเสมอ หรือมีปัญญาประเสริฐกว่าพระองค์. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถา
ประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๔๗] พระมหาบุรุษเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ๆ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 20
ประสงค์จะรู้ทั่วถึงเข้าหาบรรพชิต สอบถาม
ตั้งใจฟังด้วยดี มุ่งความเจริญ อยู่ภายใน
ไตร่ตรองอรรถกถา
มาอุบัติเป็นมนุษย์ มีพระฉวีละเอียด
เพราะกรรมที่ได้ปัญญา บัณฑิตผู้ฉลาดใน
ลักษณะ และนิมิต ทำนายว่า พระราชกุมาร
เช่นนี้ จะทรงหยั่งทราบอรรถ อันสุขุมแล้ว
เห็นอยู่
ถ้าไม่เข้าถึงบรรพชาก็จะยังจักรให้เป็นไป
ปกครองแผ่นดิน ในการสั่งสอนสิ่งที่เป็น
ประโยชน์ และในการกำหนด ไม่มีใคร
ประเสริฐหรือเสมอเท่าพระองค์
ถ้าพระราชกุมารเช่นนั้นออกทรงผนวช
ยินดีด้วยความพอพระทัยในเนกขัมมะ มีพระ
ปรีชาเห็นแจ่มแจ้ง ทรงได้พระปรีชาอันพิเศษ
อันยอดเยี่ยม บรรลุโพธิญาณ ทรงพระปรีชา
ประเสริฐกว้างขวางดังแผ่นดิน.
[๑๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เป็นผู้ไม่มีความโกรธ ไม่มีความแค้นใจแม้
คนหมู่มากว่าเอาก็ไม่ขัดใจ ไม่โกรธ ไม่พยาบาท ไม่จองผลาญ ไม่ทำความ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 21
โกรธ ความเคือง และความเสียใจให้ปรากฏ และเป็นผู้ให้เครื่องลาดมี
เนื้อละเอียดอ่อน และให้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม คือผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด
ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด. ตถาคต
ย่อมเข้าถึงสุติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรม
นั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว
มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้คือ มีฉวีวรรณดังทองคำ
มีผิวหนังคล้ายทองคำ. พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครอง
เรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อ
เป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้คือ จะได้เครื่องลาดมีเนื้อละเอียด ทั้งได้ผ้า
สำหรับนุ่งห่มคือผ้าโขมพัสตร์มีเนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหม
มีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อละเอียด ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวชจะได้
เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็น
พระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ ทรงได้
เครื่องลาดมีเนื้อละเอียดอ่อน ทรงได้ผ้าสำหรับนุ่งห่ม คือผ้าโขมพัสตร์มี
เนื้อละเอียด ผ้าฝ้ายมีเนื้อละเอียด ผ้าไหมมีเนื้อละเอียด ผ้ากัมพลมีเนื้อ
ละเอียด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย
จึงกล่าวคาถาประพันธ์ในพระลักษณะนั้นว่า
[๑๔๙] พระมหาบุรุษของอธิษฐานความไม่โกรธ
และได้ให้ทานคือ ผ้าเป็นอันมากล้วนแต่มี
เนื้อละเอียดมีสี ดำรงอยู่ในภพก่อน ๆ ทรง
เสียสละ เหมือนฝนตกทั่วแผ่นดิน.

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 22
ครั้นทรงทำกุศลกรรมนั้นแล้ว จุติจากโลก
มนุษยโลก เข้าถึงเทวโลก เสวยวิบากอันเป็น
ผลกรรมที่ทรงทำไว้ดี มีพระฉวีเปรียบด้วย
ทอง ดุจพระอินทรีผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ย่อม
ครอบงำในเทวโลก
ถ้าเสด็จครองเรือน ไม่ปรารถนาที่จะทรง
ผนวช ก็จะทรงปกครองแผ่นดินใหญ่ ทรงได้
รัตนะ ๗ ประการ และความเป็นผู้มีพระฉวี
สะอาดละเอียดงาม ครอบงำประชุมชนใน
โลกนี้
ถ้าทรงผนวชก็จะได้ผ้าสำหรับทรงครอง
เป็นเครื่องนุ่งห่มอย่างดี และเสวยผลกรรมที่
เป็นประโยชน์ดีที่ทรงทำไว้ในภพก่อน ความ
หมดสิ้นแห่งผลกรรมที่พระองค์ทำไว้หามีไม่.
[๑๕๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เป็นผู้นำพวกญาติมิตร สหายผู้มีใจดีที่สูญหาย
พลัดพรากไปนาน ให้กลับมาพบกัน นำมารดาให้พบกับบุตร นำบุตรให้
พบกับมารดา นำบุตรให้พบกับบิดา นำบิดาให้พบกับบุตร นำบิดากับพี่น้อง
ให้พบกัน นำพี่ชายกับน้องสาวให้พบกัน นำน้องสาวกับพี่ชายให้พบกัน
ครั้นนำเขาให้พบพร้อมเพรียงกันแล้ว ก็ชื่นชม. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลก

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 23
สวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม
พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์แล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้
ซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้ คือ มีพระคุยหะเร้นอยู่ในฝัก. พระมหาบุรุษสมบูรณ์
ด้วยพระลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯ ล ฯ
เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้คือ มี
พระโอรสมาก พระราชบุตรของพระองค์มีกว่าพัน ล้วนกล้าหาญ มีรูปทรง
สมเป็นวีรกษัตริย์ สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้. ถ้าทรงออกผนวชจะได้
เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคา คือกิเลสอันเปิดแล้วในโลก
เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ
มีพระโอรสมาก พระโอรสของพระองค์มีจำนวนหลายพัน ล้วนเป็นผู้
แกล้วกล้า มีความเพียรเป็นองคสมบัติ. กำจัดเสนาอันเสียได้. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถา
ประพันธ์นี้ในพระลักษณะนั้นว่า
[๑๕๑] พระมหาบุรุษเป็นมนุษย์ในชาติก่อนๆ ได้
ทรงนำพวกญาติมิตรที่สูญหายพลัดพรากไป
นานให้มาพบกัน ครั้นทำให้เขาพร้อมเพรียง
กันแล้วก็ชื่นชม
เพราะกุศลกรรมนั้นพระองค์จงหลีกไปสู่
ไตรทิพย์ เสวยความสุขและสมบัติเป็นที่
เพลิดเพลินและยินดี จุติจากเทวโลกแล้ว

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 24
เวียนมาเกิดในโลกนี้ ย่อมได้อังคาพยพที่ปิด
บัง ตั้งอยู่ในฝัก
พระมหาบุรุษเช่นนั้นมีพระโอรสมาก พระ
โอรสของพระองค์มากกว่าพัน ล้วนแกล้วกล้า
เป็นวีรบุรุษ สามารถให้ศัตรูพ่ายไป ให้ปีติ
เกิด และทูลถ้อยคำน่ารัก แก่พระมหาบุรุษ
ที่ยังทรงเป็นคฤหัสถ์
เมื่อพระมหาบุรุษทรงผนวชบำเพ็ญพรต มี
พระโอรสมากกว่านั้น ล้วนแต่ดำเนินตาม
พระพุทธพจน์ พระลักษณะนั้นย่อมเป็นนิมิต
ส่องความนั้น สำหรับพระมหาบุรุษที่เป็น
คฤหัสถ์หรือบรรพชิต.
[๑๕๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เมื่อตรวจดูมหาชนที่ควรสงเคราะห์ ย่อมรู้จัก
ชนที่เสมอกันรู้จักกันเอง รู้จักบุรุษ รู้จักบุรุษพิเศษ หยั่งทราบว่าบุคคลนี้
ควรแก่สักการะนี้ บุคคลนี้ควรแก่สักการะนี้ ดังนี้ แล้วทำประโยชน์พิเศษ
ในบุคคลนั้น ๆ ในกาลก่อน ๆ. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้า
แต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์
ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหา-
ปุริสลักษณะ ๒ ประการนี้ คือ มีพระวรกายเป็นปริมณฑลดังต้นนิโครธ ๑
เมื่อทรงยืนอยู่ไม่ต้องทรงน้อมพระวรกายลง ย่อมลูบคลำพระชานุทั้งสอง
 

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 25
ด้วยฝ่าพระหัตถ์ทั้งสองได้ ๑. พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะทั้งสอง
นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯ ล ฯ เมื่อเป็นพระราชา
จะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้คือ เป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก
มีโภคะมาก มีทองและเงินมาก มีเครื่องอุปกรณ์น่าปลื้มใจมาก มีทรัพย์
และข้าวเปลือกมาก มีคลังเต็มบริบูรณ์ ถ้าทรงออกผนวชจะได้เป็นพระ-
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็น
พระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผล คือ เป็นผู้มั่งคั่ง
มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก ทรัพย์ของพระองค์นั้นคือ ศรัทธา ศีล หิริ-
โอตตัปปะ สุตะ จาคะ ปัญญา เป็นทรัพย์อย่างหนึ่ง ๆ. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้
ในพระลักษณะนั้นว่า
[๑๕๓] พระมหาบุรุษเมื่อตรวจดูมหาชนที่ควร
สงเคราะห์พิจารณาแล้วสอดส่อง แล้วคิดหยั่ง
ทราบว่า บุคคลนี้ควรแก่สักภาระนี้ดังนี้แล้ว
ทำกิจพิเศษของบุรุษในบุคคลนั้น ๆ ในกาล
ก่อน.
ก็และพระมหาบุรุษทรงยืนตรงไม่ต้อง
น้อมพระวรกายลงก็ถูกต้องพระชานุทั้งสอง
ด้วยพระกรทั้งสองได้ และมีพระกายเป็น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 26
ปริมณฑลดุจต้นนิโครธที่งอกงามบนแผ่นดิน
ด้วยผลกรรมที่ประพฤติมาดีแล้ว ยังเป็นส่วน
เหลือ.
มนุษย์ทั้งหลายที่มีปัญญาอันละเอียดรู้จัก
นิมิตและลักษณะมากอย่างทำนายว่า พระ
โอรสนี้เป็นพระดรุณกุมาร ยังทรงพระเยาว์
ย่อมได้พระลักษณะอันคู่ควรแก่คฤหัสถ์มาก
อย่าง.
กามโภคะอันควรแก่คฤหัสถ์เป็นอันมาก
ยอมมีแก่พระราชกุมารผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน
ในมรดกวิสัยนี้ ถ้าพระราชกุมารนี้ทรงละกาม
โภคะทั้งปวง จะทรงได้อนุตตรธรรม อันเป็น
ทรัพย์สูงสุด.
[ ๑๕๔ ] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ภพก่อน กำเนิดก่อน เป็นผู้หวังประโยชน์ หวังความเกื้อกูล หวังความ
ผาสุก หวังความเกษมจากโยคะ แก่ชนเป็นอันมาก ด้วยมนสิการว่า
ทำไฉน ? ชนเหล่านี้พึงเจริญด้วยศรัทธา เจริญด้วยศีล เจริญด้วยสุตะ
เจริญด้วยพุทธิ เจริญด้วยจาคะ เจริญด้วยธรรม เจริญด้วยปัญญา เจริญ
ด้วยทรัพย์และข้าวเปลือก เจริญด้วยนาและสวน เจริญด้วยสัตว์สองเท้า
และสัตว์สี่เท้า เจริญด้วยบุตรและภรรยา เจริญด้วยทาสและกรรมกร เจริญ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 27
ด้วยญาติ เจริญด้วยมิตร เจริญด้วยพวกพ้อง ดังนี้. ตถาคตย่อมเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้น อันตน
ทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความ
เป็นอย่างนี้ ย่อมได้เฉพาะซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๓ ประการนี้ คือ มีส่วน
พระกายข้างหน้าดังว่ากึ่งกายข้างหน้าราชสีห์ มีระหว่างพระปฤษฎางค์
เต็มดี ๑ มีลำพระศอกลมเสมอกัน ๑. พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะ ๓
ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯ ล ฯ เมื่อเป็น
พระราชาจะได้อะไร ? เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ คือมีความไม่เสื่อม
เป็นธรรมดา คือไม่เสื่อมจากทรัพย์และข้าวเปลือก ไม่เสื่อมจากนาและสวน
ไม่เสื่อมจากสัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้าไม่เสื่อมจากบุตรและภรรยา ไม่เสื่อม
จากทาสและกรรมกร ไม่เสื่อมจากญาติ ไม่เสื่อมจากมิตร ไม่เสื่อมจากพวก
พ้อง ไม่เสื่อมจากสรรพสมบัติ ถ้าพระมหาบุรุษนั้นออกจากเรือนผนวชเป็น
บรรพชิต จะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิด
แล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร ? เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้
รับผลข้อนี้ คือมีความไม่เสื่อมเป็นธรรมดา คือไม่เสื่อมจากศรัทธา ไม่เสื่อม
จากศีล ไม่เสื่อมจากสุตะ ไม่เสื่อมจากจาคะ ไม่เสื่อมจากปัญญา ไม่เสื่อม
จากสมบัติทั้งปวง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณา-
จารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[ ๑๕๕] พระมหาบุรุษย่อมปรารถนาความเจริญ
กับด้วยประชาชนเหล่าอื่นว่า ทำไฉน พหุชน
พึงไม่เสื่อมศรัทธา ศีล สุตะ พุทธิ จาคะ
ธรรม คุณอันให้ประโยชน์สำเร็จมาก ทรัพย์

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 28
ข้าวเปลือก นา สวน บุตร ภรรยา สัตว์ทั้ง
สองเท้าและสัตว์ทั้งสี่เท้า ญาติ มิตร พวกพ้อง.
และพละ วรรณะ สุข ทั้ง ๒ ประการดังนี้
ทั้งหวังความมั่งมีเเละความสำเร็จ.
พระมหาบุรุษนั้นมีส่วนพระกายข้างหน้า
ดำรงอยู่เป็นอันดี ดังว่ากึ่งกายข้างหน้าแห่ง
ราชสีห์ และมีพระศอกลมเสมอกัน ทั้งมี
ระหว่างพระปฤษฎางค์เต็มดี ลักษณะทั้ง ๓ นี้
เป็นบุพนิมิต ไม่เสื่อมปรากฏอยู่ เพราะ
กรรมที่พระมหาบุรุษประพฤติดีแล้ว ทำแล้ว
ในกาลก่อน.
พระมหาบุรุษแม้ดำรงอยู่ในคิหิวิสัย ย่อม
ทรงเจริญด้วย ข้าวเปลือก ทรัพย์ บุตร ภรรยา
สัตว์สองเท้าและสัตว์สี่เท้า ถ้าทรงตัดกังวล
เสีย ทรงผนวช ย่อมทรงบรรลุพระสัมโพธิ-
ญาณอันประเสริฐ มีความไม่เสื่อมเป็น
ธรรมดา.
[๑๕๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เป็นผู้ไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย ด้วยฝ่ามือ
ด้วยก้อนหินด้วยท่อนไม้หรือด้วยศัสตรา. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 29
ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่ง
มหาปุริสลักษณะนี้ คือมีเส้นประสาทสำหรับนำรสอาหารอันเลิศ กล่าวคือ
พระมหาบุรุษนั้นมีเส้นประสาทมีปลายข้างบนประชุมอยู่ที่พระศอ สำหรับ
นำรสอาหารแผ่ซ่านไปสม่ำเสมอทั่วพระวรกาย. พระองค์สมบูรณ์ด้วยพระ
ลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็น
พระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้คือ มีพระโรคาพาธ
น้อย มีความลำบากน้อย สมบูรณ์ด้วยพระเตโชธาตุ อันทำอาหารให้ย่อยดี
ไม่เย็นนัก ไม่ร้อนนัก ถ้าออกทรงผนวชจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัม-
พุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้
อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ มีพระโรคาพาธน้อย มี
ความลำบากน้อย สมบูรณ์ด้วยพระเตโชธาตุ อันทำอาหารให้ย่อยดี ไม่
เย็นนัก ไม่ร้อนนัก อันควรแก่ปธานะ เป็นปานกลาง. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ใน
พระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๔๗] พระมาบุรุษไม่เบียดเบียน ไม่ย่ำยีสัตว์
ด้วยฝ่ามือ ด้วยท่อนไม้ ด้วยก้อนดิน ด้วย
ศัสตรา ด้วยให้ตายเอง ด้วยบังคับให้ผู้อื่นฆ่า
ด้วยจำจอง หรือด้วยให้หวาดกลัว.
เพราะกรรมนั้นนั่นแหละ พระมหาบุรุษไป
จากมนุษย์โลกจึงบันเทิงใจในสุคติและเพราะ
ทำกรรมมีผลเป็นสุข จึงได้สุขมากและมีเส้น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 30
ประสาทสำหรับรับนำรสอาหารอันดี เสด็จมา
ในโลกนี้แล้ว จึงทรงได้รสอาหารดีเลิศ
เพราะฉะนั้น พวกพราหมณ์ผู้ฉลาดมี
ปัญญาเห็นแจ่มแจ้งจึงทำนายว่า พระราชกุมาร
นี้จักมีความสุขมาก ลักษณะนั้นย่อมส่อง
อรรถนั้น สำหรับพระราชกุมารผู้ยังดำรงอยู่ใน
คฤหัสถ์ หรือบรรพชิต.
[๕๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน ไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่ชำเลืองตาดู
เป็นผู้ตรง มีใจตรงเป็นปกติ แลดูตรง ๆ และแลดูพหุชนด้วยตาน่ารัก.
ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะ
กรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้น
แล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการ เหล่านี้คือ
มีพระเนตรสีดำสนิท ๑ มีดวงพระเนตรดุจตาโค. พระมหาบุรุษสมบูรณ์
ด้วยพระลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้า
จักรพรรดิ ฯ ล ฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับ
ผลข้อนี้คือ เป็นผู้ที่ชนทั้งหลายเห็นแล้วน่ารักใคร่ พอใจของพราหมณ์และ
คฤหบดี ของชาวนิคม และกองชาวชนบท ของโหราจารย์ และมหาอำมาตย์
ของกองทหาร ของนายประตู ของอำมาตย์ ของบริษัท ของพวกเจ้าของ
เศรษฐี ของพระราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวชจะได้เป็นพระ
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 31
พระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ เป็นผู้ที่
ชนทั้งหลายเห็นแล้วรัก เป็นที่รักใคร่พอใจของ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก
อุบาสิกา เทวดา มนุษย์ อสูร นาค และคนธรรพ์. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ใน
พระลักษณะนั้นว่า
[๑๕๙] พระมหาบุรุษไม่ถลึงตาดู ไม่ค้อนตาดู ไม่
ชำเลืองดู เป็นผู้ตรง มีใจตรง เป็นปรกติ
แลดูพหุชนด้วยปิยจักษุ
พระองค์เสวยวิบาก อันเป็นผลบันเทิงอยู่
ในสุคติทั้งหลาย มาในโลกนี้มีดวงพระเนตร
ดุจตาโค และมีพระนัยน์ตาดำสนิท มีการเห็น
แจ่มใส
พวกมนุษย์ผู้ประกอบ ในลักษณศาสตร์
มีความละเอียด ผู้ฉลาดในนิมิต มีบทมาก
ฉลาดในการตรวจ เห็นนัยน์ตามีสีดำสนิท
และดวงตาเป็นดุจตาโค จะชมเชยพระราช
กุมารนั้นว่า พระองค์เป็นที่น่ารัก
พระมหาบุรุษดำรงอยู่ในคฤหัสถ์เป็นที่
เห็นน่ารัก เป็นที่รักของชนมาก ก็ถ้าพระองค์
ทรงละเพศคฤหัสถ์เป็นพระสมณะแล้ว ย่อม
เป็นที่รักของพหุชน และยังชนเป็นอันมากให้
สร่างโศก.

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 32
[๑๖๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน เป็นหัวหน้าของชนเป็นอันมาก ในธรรม
ทั้งหลาย ฝ่ายกุศล เป็นประธานของชนเป็นอันมากด้วยกายสุจริต ด้วย
วจีสุจริต ด้วยมโนสุจริต ในการบำเพ็ญทาน ในการสมาทานศีล ในการ
รักษาอุโบสถ ในการปฏิบัติดีในมารดา ในการปฏิบัติดีในบิดา ในการ
ปฏิบัติดีในสมณะ ในการปฏิบัติดีในพราหมณ์ ในความเคารพต่อผู้ใหญ่ใน
ตระกูล และในธรรมเป็นอธิกุศลอื่น ๆ ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน
ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่ง
มหาปุริสลักษณะนี้คือมีพระเศียรได้ปริมณฑลดุจประดับด้วยอุณหิส. พระ-
มหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้า-
จักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับ
ผลข้อนี้คือ เป็นที่คล้อยตามของมหาชนที่เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี
เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็น
กองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี
เป็นราชกุมาร ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวชจะได้เป็นพระอรหันตสัมมา
สัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้า
จะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ เป็นที่คล้อยตามแห่ง
มหาชน ที่เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา
เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์. พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์ใน
พระลักษณะนี้ว่า.

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 33
[๑๖๑] พระมหาบุรุษเป็นหัวหน้าในธรรมทั้งหลาย
ที่เป็นสุจริต ทรงยินดีในธรรมจริยาเป็นที่คล้อย
ตามชนเป็นอันมาก เสวยผลบุญในสวรรค์
ครั้นเสวยผลแห่งสุจริตแล้วมาในโลกมิได้
ถึงความเป็นผู้มีพระเศียรดุจประดับด้วยอุณ-
หิส พวกที่ทรงจำพยัญชนะและนิมิตอยู่ทำนาย
ว่าพระราชกุมารนี้ จักเป็นหัวหน้าหมู่ชนมาก
หมู่ชนที่ช่วยเหลือพระองค์ในหมู่มนุษย์
ในโลกนี้จักมีมาก แม้ในเบื้องต้นครั้งนั้น
พวกพราหมณ์ก็พยากรณ์พระองค์ว่าพระราช-
กุมารนี้ ถ้าเป็นกษัตริย์จะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน
จะได้รับความช่วยเหลือในชนมากโดยแท้
ถ้าพระองค์ออกทรงผนวชจะปราดเปรื่อง
มีความชำนาญพิเศษ ในธรรมทั้งหลาย และ
ชนเป็นอันมาก จะเป็นผู้ยินดียิ่งในคุณ คือ
ความสั่งสอนของพระองค์ และจะคล้อยตาม.
[๑๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน ละการพูดเท็จ เว้นขาดจากการพูดเท็จ พูด
แต่คำจริง ดำรงคำสัตย์ มีถ้อยคำเป็นหลักฐาน ควรเชื่อถือ ไม่พูดลวงโลก.
ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 34
กรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์
นั้นแล้ว มาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการ คือ
มีโลมาขุมละเส้น ๑ และมีอุณาโลมในระหว่างคิ้วมีสีขาวอ่อนเหมือนปุย
ฝ้าย ๑. พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่
ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร
เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้คือ เป็นที่ประพฤติตามของมหาชน ที่
เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์
เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท
เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร ถ้าออกทรงผนวชจะเป็นพระอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็น
พระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ เป็นที่
ประพฤติตามของมหาชนที่เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา
เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถา
ประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๖๓] ในชาติก่อน ๆ พระมหาบุรุษมีปฏิญญา
เป็นสัจจะมีพระวาจาไม่เป็นสอง เว้นคำเหลว
ไหล ไม่พูดให้เคลื่อนคลาดจากใคร ๆ ตรัส
โดยคำจริง คำแท้ คำคงที่
มีพระอุณาโลมสีขาวสะอาดอ่อนดีดังปุย
นุ่น เกิดในระหว่างพระขนง และในขุมพระ
โลมา ทั่วไป ไม่มีพระโลมาเกิดเป็นสองเส้น
มีพระสรีระอันพระโลมาเส้นหนึ่ง ๆ ขึ้นสะพรั่ง

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 35
พวกผู้รู้พระลักษณะ ฉลาดในนิมิต ที่
ปราภฏ เป็นจำนวนมากมาประชุมกัน แล้ว
ทำนายพระมหาบุรุษว่า พระอุณาโลมตั้งอยู่ดี
โดยนิมิต บ่งว่า ชนเป็นอันมากย่อมประพฤติ
ตาม
พระมหาบุรุษแม้ดำรงอยู่ในคิหิวิสัย มหา-
ชนก็ประพฤติตาม เพราะกรรมที่ทรงทำไว้มาก
ในชาติก่อน หมู่ชนย่อมประพฤติตาม พระ-
มหาบุรุษผู้ตัดกังวลทรงผนวชเป็นพระพุทธเจ้า
ผู้ประเสริฐ เป็นผู้สงบ.
[๑๖๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ในภพก่อน ในกำเนิดก่อน ละคำส่อเสียด เว้นขาดจากคำส่อเสียด ฟังจาก
ข้างนี้แล้วไม่ไปบอกข้างโน้น เพื่อให้คนหมู่นี้แตกร้าวกัน หรือฟังจาก
ข้างโน้นแล้วไม่ไปบอกข้างนี้ เพื่อให้คนหมู่โน้นแตกร้าวกัน สมานคนที่
แตกร้าวกันแล้วบ้าง ส่งเสริมคนที่พร้อมเพรียงกันแล้วบ้าง ชอบคนผู้
พร้อมเพรียงกัน ยินดีในคนผู้พร้อมเพรียงกัน เพลิดเพลินในคนผู้รู้
พร้อมเพรียงกัน กล่าวแต่คำที่ทำคนให้พร้อมเพรียงกัน. ตถาคตย่อมเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ
สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความ
เป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการคือ มีพระทนต์ ๔๐ ซี่
๑ มีพระทนต์ไม่ห่าง ๑. พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะ ๒ ประการ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 36
นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระ
ราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชาจะได้รับผลข้อนี้ มีบริษัทไม่แตกกัน
บริษัทของพระองค์ที่ไม่แตกกัน เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาวนิคม
เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร เป็น
นายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร
ถ้าออกทรงผนวชจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลส
อันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้า
จะได้รับผลข้อนี้คือ บริษัทไม่แตกกัน บริษัทของพระองค์ที่ไม่แตกกันเป็น
ภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา เป็นเทวดา เป็นมนุษย์
เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้.
พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์นี้ในลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๖๕] พระมหาบุรุษไม่ได้กล่าววาจาอันส่อเสียด
ทำความแตกแก่พวกที่ดีกัน ทำความวิวาท
เป็นเหตุให้แตกกันมากไป ทำการที่ไม่ควร
เป็นเหตุให้ทะเลาะกันมากไป ทำความแตก
กันให้เกิดแก่พวกที่ดีกัน
ได้กล่าววาจาดี อันทำความไม่วิวาทให้
เจริญ อันยังความติดต่อกันให้เกิดแก่พวกที่
แตกกัน บรรเทาความทะเลาะของชน มี
ความสามัคคีกับหมู่ชน ยินดีเบิกบานอยู่กับ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 37
ประชาชน
ย่อมเสวยวิบากอันเป็นผลเบิกบานอยู่ใน
สุคติ มาในโลกนี้ย่อมมีพระทนต์ไม่ห่าง
เรียบดี และมีพระทนต์ ๔๐ ซี่เกิดอยู่ในพระ
โอษฐ์ตั้งอยู่เป็นอย่างดี
ถ้าพระองค์เป็นกษัตริย์ เป็นใหญ่ใน
แผ่นดิน จะมีบริษัทไม่แตกกัน หากพระองค์
เป็นสมณะจะปราศจากกิเลส ปราศจากมลทิน
บริษัทของพระองค์จะดำเนินตาม ไม่มีความ
หวั่นไหว.
[๑๖๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ภพก่อน กำเนิดก่อน ละคำหยาบ เว้นขาดจากคำหยาบ กล่าวแต่คำที่ไม่มีโทษ
เพราะหูชวนให้รักจับใจ ชนส่วนมากรักใคร่ชอบใจ. ตถาคตย่อมเข้าถึง
สุคติโลกสวรรค์เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ
สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้ว มาสู่ความเป็น
อย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการคือ มีพระชิวหาใหญ่ ๑
มีพระสุรเสียงดุจเสียงพรหม เมื่อตรัสมีกระแสดุจเสียงนกการะเวก ๑.
พระมหาบุรุษสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะ ๒ ประการนั้น ถ้าอยู่ครองเรือน
จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ฯลฯ เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็น
พระราชาจะได้รับผลข้อนี้คือ มีพระวาจาอันชนเป็นอันมากเชื่อถือ ชนเป็น
อันมากที่เชื่อถือถ้อยคำของพระองค์ เป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี เป็นชาว

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 38
นิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็นกองทหาร
เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี เป็นราชกุมาร
ถ้าออกทรงผนวชจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ
กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระ-
พุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้คือ มีพระวาจาอันมหาชนเชื่อถือ มหาชนที่เธอ
ถือพระวาจาของพระองค์เป็นภิกษุ เป็นภิกษุณี เป็นอุบาสก เป็นอุบาสิกา
เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นอสูร เป็นนาค เป็นคนธรรพ์. พระผู้มี
พระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถา
ประพันธ์นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๖๗] พระมหาบุรุษไม่ได้กล่าววาจาหยาบ ทำ
ความด่าความบาดหมาง ความลำบากใจ ทำ
ความเจ็บใจ อันย่ำยีมหาชน เป็นคำชั่วร้าย
ได้กล่าววาจาอ่อนหวาน ไพเราะมีประโยชน์ดี
กล่าววาจา
เป็นที่รักแห่งใจอันไปสู่หทัย สะดวกหู
เสวยผลแห่งวาจาที่ประพฤติดี และเสวยผล
บุญในสวรรค์ ครั้นเสวยผลแห่งกรรมที่
ประพฤติดีแล้ว มาในโลกนี้ ได้ถึงความเป็น
ผู้มีเสียงดุจเสียงพรหม และมีพระชิวหา
ไพบูลย์กว้าง มีคำที่ตรัสอันมหาชนเชื่อถือ
ผลนี้ย่อมสำเร็จแก่พระองค์ แม้เป็น
คฤหัสถ์ตรัสอยู่ฉันใด ถ้าออกทรงผนวช

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 39
เมื่อตรัสคำที่ตรัสดีมากแก่มหาชน คำนั้น
มหาชนก็เชื่อถือฉันนั้นโดยแท้.
[๑๖๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ภพก่อน กำเนิดก่อน ละคำเพ้อเจ้อ เว้นขาดจากคำเพ้อเจ้อ พูดถูกกาลพูด
แต่คำที่เป็นจริง พูดอิงอรรถ อิงธรรม อิงวินัย พูดแต่คำมีหลักฐาน มีที่อ้าง
มีที่กำหนด ประกอบด้วยประโยชน์โดยกาลอันควร. ตถาคตย่อมถึงสุคติโลก
สวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม
พอกพูน ไพบูลย์ ฯลฯ ครั้นจุติจากสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้
ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะนี้คือ มีพระหนุดุจคางราชสีห์. พระมหาบุรุษ
สมบูรณ์ด้วยพระลักษณะนั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ
ฯลฯ เมื่อเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจะได้อะไร เมื่อเป็นพระเจ้าจักรพรรดิจะ
ได้รับผลข้อนี้คือ ไม่มีใคร ๆ ที่เป็นมนุษย์ เป็นข้าศึกศัตรูกำจัดได้ ถ้าออก
ทรงผนวชจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอัน
เปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้
รับผลข้อนี้คือ ไม่มีข้าศึกศัตรู ภายในภายนอก คือ ราคะ โทสะ โมหะ
หรือสมณพราหมณ์ เทวดา มาร พรหม ใครๆ ในโลกกำจัดได้. พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสคำนี้ไว้. พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาประพันธ์
นี้ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๖๙] พระมหาบุรุษไม่กล่าวคำเพ้อเจ้อ ไม่กล่าว
คำปราศจากหลักฐาน มีคลองพระวาจาไม่
เหลวไหล ทรงบรรเทาเสียซึ่งคำไม่เป็น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 40
ประโยชน์ ตรัสแต่คำที่เป็นประโยชน์ และ
คำที่เป็นสุขแก่มหาชน
ครั้นทำกรรมนั้นแล้วจุติจากมนุษย์โลก
เข้าสู่เทวโลกเสวยวิบากอันเป็นผลแห่งกรรม
ที่ทำดีแล้วจุติแล้วเวียนมาในโลกนี้ ได้ความ
เป็นผู้มีพระหนุดุจคางราชสีห์ ที่ประเสริฐกว่า
สัตว์สี่เท่า
เป็นพระราชาที่เป็นใหญ่กว่ามนุษย์ยากนัก
ที่ใครจะกำจัดพระองค์ได้ พระองค์เป็นผู้ใหญ่
ยิ่งของมวลมนุษย์ มีอานุภาพมาก เป็นผู้เสมอ
ด้วยเทวดา ผู้ประเสริฐในไตรทิพย์ เป็น
เหมือนพระอินทร์ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา
เป็นผู้มั่นคง อันคนธรรพ์ อสูร ท้าวสักกะ
และยักษ์ ผู้กล้าไม่กำจัดได้โดยง่ายเลย
พระมหาบุรุษเช่นนั้น ย่อมเป็นใหญ่ทุกทิศ
ในโลกนี้โดยแท้.
[๑๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ในชาติก่อน
ภพก่อน กำเนิดก่อน ละมิจฉาอาชีวะแล้ว สำเร็จความเป็นผู้อยู่ด้วยสัมมา-
อาชีวะ เว้นขาดจากการโกงด้วยตาชั่ง การโกงด้วยของปลอม และการโกง
ด้วยเครื่องตวงวัด และการโกงด้วยการรับสินบน การหลอกลวง และ
ตลบตะแลง เว้นขาดจากการตัด การฆ่า การจองจำ การตีชิง การปล้น

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 41
และการกรรโชก. ตถาคตย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ
กายแตก เพราะกรรมนั้นอันตนทำ สั่งสม พอกพูน ไพบูลย์. พระมหา
บุรุษนั้น ย่อมครอบงำ เทวดาทั้งหลายอื่นในโลกสวรรค์ โดยฐานะ ๑๐
คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ สุขทิพย์ ยศทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์
เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ และโผฏฐัพพทิพย์. ครั้นจุติจากสวรรค์
นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้ซึ่งมหาปุริสลักษณะ ๒ ประการ คือ
มีพระทนต์เสมอกัน มีพระทาฐะสีขาวงาม ๑. พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วย
พระลักษณะทั้ง ๒ นั้น ถ้าอยู่ครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็น
ผู้ทรงธรรมเป็นธรรมราชา มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชำนะแล้ว
มีอาณาจักรมั่นคง ถึงพร้อมด้วยรัตนะ ๗ ประการ คือ จักรแก้ว ช้างแก้ว
ม้าแก้ว แก้วมณี นางแก้ว คฤหบดีแก้ว ปริณายกแก้ว เป็นที่ ๗. และมี
พระราชโอรสมากกว่าพัน ล้วนเป็นผู้แกล้วกล้า พระรูปสมเป็นวีรกษัตริย์
สามารถย่ำยีเสนาของข้าศึกได้. และพระมหาบุรุษนั้นทรงชนะโดยธรรม
เสมอ มิต้องใช้อาชญา มิต้องใช้ศัสตรา ทรงครองแผ่นดินนี้มีสาครเป็นขอบ
เขต มิได้มีเสาเขื่อน มิได้มีนิมิต ไม่มีเสี้ยนหนาม มั่นคงแพร่หลาย มีความ
เกษมสำราญ ไม่มีหมู่โจร เมื่อเป็นพระราชาจะได้อะไร เมื่อเป็นพระราชา
จะได้ผลข้อนี้ คือ มีบริวารสะอาดได้แก่มีบริวารเป็นพราหมณ์ เป็นคฤหบดี
เป็นชาวนิคม เป็นชาวชนบท เป็นโหราจารย์ เป็นมหาอำมาตย์ เป็น
กองทหาร เป็นนายประตู เป็นอำมาตย์ เป็นบริษัท เป็นเจ้า เป็นเศรษฐี
เป็นกุมาร. ถ้าพระมหาบุรุษออกทรงผนวชจะได้เป็นพระอรหันตสัมมาสัม-
พุทธเจ้า มีหลังคาคือ กิเลสอันเปิดแล้วในโลก เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้
อะไร เมื่อเป็นพระพุทธเจ้าจะได้รับผลข้อนี้ คือมีบริวารสะอาด บริวาร
ของพระองค์ที่ สะอาดนั้นได้แก่ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 42
มนุษย์ อสูร นาค คนธรรพ์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเนื้อความนี้ไว้
พระโบราณาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถานี้ ในพระลักษณะเหล่านั้นว่า
[๑๗๑] พระมหาบุรุษละมิจฉาอาชีวะเสีย ยังความ
ประพฤติให้เกิดแล้วด้วยสัมมาอาชีวะอัน
สะอาด อันเป็นไปโดยธรรม ละกรรมอันไม่
เป็นประโยชน์ ประพฤติแต่กรรมที่เป็น
ประโยชน์ และเป็นสุขแก่มหาชน.
ทำกรรมมีผลดีที่หมู่สัตบุรุษผู้มีปัญญาอัน
ละเอียด ผู้ฉลาดสรรเสริญแล้ว เสวยสุขอยู่
ในสวรรค์เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัติ เป็น
ที่ยินดีเพลิดเพลินอภิรมย์อยู่เสมอด้วยท้าว
สักกะผู้ประเสริฐในชั้นไตรทิพย์.
จุติจากสวรรค์แล้ว ได้ภพที่เป็นมนุษย์
ยังซ้ำได้ซึ่งพระทนต์ที่เกิดในพระโอฐสำหรับ
ตรัสเรียบเสมอ และพระทาฐะสีขาวหมด
จดสะอาด เพราะวิบากอันเป็นผลแห่งกรรม
ที่ทำดี.
พวกมนุษย์ผู้ทำนายลักษณะที่มีปัญญาอัน
ละเอียด ที่มหาชนยกย่องเป็นจำนวนมาก
ประชุมกันแล้ว พยากรณ์ว่า พระราชกุมารนี้

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 43
จะมีหมู่ชนที่สะอาดเป็นบริวาร มีพระทนต์ที่
เกิดสองหนเสมอ และมีพระทาฐะมีสีขาว
สะอาดงาม.
ชนเป็นอันมากที่สะอาดเป็นบริวารของ
พระมหาบุรุษ ผู้เป็นพระราชาปกครองแผ่นดิน
ใหญ่นี้ ไม่กดขี่เบียดเบียนชาวชนบท ชน
ทั้งหลายต่างประพฤติกิจเป็นประโยชน์และ
เป็นสุขแก่มหาชน.
ถ้าพระองค์ออกทรงผนวชจะเป็นสมณะ
ปราศจากบาปธรรม มีกิเลสดังธุลีระงับไป
มีหลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้ว ปราศจากความ
กระวนกระวาย และความลำบาก จะทรงเห็น
โลกนี้ โลกอื่น และบรมธรรมโดยแท้.
คฤหัสถ์เป็นจำนวนมาก และพวกบรรพ-
ชิตที่ยังไม่สะอาด จะทำตามพระโอวาทของ
พระองค์ ผู้กำจัดบาปธรรมที่บัณฑิตติเตียน
เสียแล้ว พระองค์จะเป็นผู้อันบริวารที่สะอาด
ผู้กำจัดกิเลสเป็นมลทินเป็นดังว่า ตออันให้
โทษห้อมล้อมแล้ว.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ แล้ว. ภิกษุทั้งหลายชื่นชม
ยินดี พระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล.
จบลักขณสูตรที่ ๗

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 44
อรรถกถาลักขณสูตร
 
ลักขณสูตรมีคำเริ่มต้นว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
ต่อไปนี้จะพรรณนาบทที่ยากในลักขณสูตรนั้น บทว่า ทวตฺตึสีมานิ
ตัดบทเป็น ทวตฺตึส อิมานิ บทว่า มหาปุริสลกฺขณานิ ความว่า ความ
ปรากฏแห่งมหาบุรุษนิมิตแห่งมหาบุรุษ เป็นเหตุให้รู้ว่า นี้คือมหาบุรุษ. บท
เป็นอาทิว่า พระมหาบุรุษ ประกอบด้วยมหาปุริสลักษณะ เหล่าใด ดังนี้
พึงทราบโดยนัยที่พิสดารแล้วในมหาปทาน เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวว่า
พวกฤษีแม้ในภายนอกก็ยังทรงจำมหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ ๓๒
เหล่านี้ ได้ แต่พวกฤษีเหล่านั้นย่อมไม่รู้ว่า เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก
ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เพราะกรรมที่ตนทำสั่งสมพอกพูนไพบูลย์ไว้...
ครั้นจุติจากโลกสวรรค์นั้นแล้วมาสู่ความเป็นอย่างนี้ ย่อมได้มหาปุริส-
ลักษณะนี้ดังนี้ เพราะอนุรูปแก่เรื่องนี้เกิดขึ้น ด้วยว่า สูตรนี้ มีเรื่อง
เกิดขึ้นของสูตรนั้น ตั้งขึ้นที่ไหน ตั้งขึ้นในระหว่างพวกมนุษย์ภายในบ้าน.
ได้ยินว่า ในครั้งนั้น ชาวเมืองสาวัตถี นั่งประชุมสนทนากันใน
บ้านที่ประตูบ้านและที่หอนั่งเป็นต้น ของตนของตนว่า พระวรกายของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ มีพระรัศมีแผ่ออกจาก
พระวรกายวาหนึ่ง มหาปุริสลักษณะ ๓๒ เมื่อเปล่งพระรัศมีมีสี ๖ ประการ
ฉายแสงจากข้างนี้ ข้างนี้ ย่อมงามเหลือเกินประดุจดอกไม้สวรรค์แย้มบาน
ทั้งหมด ประดุจสวนดอกบัวที่แย้มกลีบ ประดุจเสาระเนียดวิจิตรด้วย
แก้วต่าง ๆ ประดุจท้องฟ้าซึ่งสะพรั่งด้วยดาวและพยับแดด มิได้บอก
ว่าก็ลักษณะนี้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดขึ้นด้วยกรรมนี้ พระผู้มีพระภาค-

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 45
เจ้าตรัสว่า ลักษณะนี้ เกิดขึ้น อย่างนี้ เพราะพระองค์ให้ทานแม้เพียงข้าว
ยาคูกระบวยหนึ่ง หรือเพียงข้าวทัพพีหนึ่งเป็นปัจจัยลักษณะเหล่านี้ ย่อม
เกิดขึ้นเเก่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น โดยที่พระศาสดาได้ทรงทำกรรมอะไรไว้
หนอ.
ลำดับนั้น พระอานนทเถระ จาริกไปภายในหมู่บ้านได้สดับการ
สนทนานี้ ทำภัตตกิจเสร็จแล้ว มาสู่วิหาร กระทำวัตรปฏิบัติแด่พระศาสดา
แล้ว ถวายบังคมกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้กถาข้อ
หนึ่งภายในหมู่บ้าน เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า เธอฟังมาอย่างไร
อานนท์ ได้กราบทูลให้ทรงทราบทั้งหมด.
พระศาสดาสดับถ้อยคำของพระเถระแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย
ที่นั่งแวดล้อมอยู่ทรงแสดงลักษณะทั้งหลายโดยลำดับว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะของมหาบุรุษเหล่านี้มี
อยู่ ๓๒ ประการ ตรัสอย่างนั้น เพื่อแสดงถึงลักษณะที่เกิดขึ้นเพราะกรรม.
ในบททั้งหลายว่า ชาติ เป็นต้นก่อน ความว่าขันธ์ที่ เคยอาศัยอยู่ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าตรัสว่า ชาติ ด้วยสามารถเกิดแล้ว ตรัสว่า ภพ ด้วยสามารถ
เกิดอย่างนั้น ตรัสว่า กำเนิดด้วยสามารถอาศัยอยู่ หรือด้วยอรรถว่าเป็น
ที่อยู่ บทแม้ทั้ง ๓ นั้นมีอธิบายว่า ในขันธสันดานที่เคยอาศัยอยู่ ดังนี้ .
บัดนี้ เพราะขันธสันดานนั้นย่อมเป็นไปแม้ในเทวโลกเป็นต้น แต่
กุศลกรรมอันสามารถจะยังลักษณะให้เกิด ทำไม่ง่ายนักในเทวโลกนั้น เมื่อ
เป็นมนุษย์นั้นแหละ ลักษณะนั้นจึงทำได้ง่าย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
เมื่อจะทรงแสดงถึงกรรมที่พระองค์ทรงกระทำแล้วตามความเป็นจริง จึง

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 46
ตรัสว่า ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ ดังนี้ หรือว่า นั้นไม่ใช่เหตุ จริงอยู่
พระมหาบุรุษแม้เป็นช้าง ม้า โค กระบือ วานร เป็นต้น ก็ทรงบำเพ็ญบารมี
ได้เหมือนกัน แต่เพราะพระองค์ดำรงอยู่ในอัตภาพเห็นปานนั้นไม่สามารถ
แสดงกรรมที่ทรงกระทำแล้วโดยง่าย แต่พระองค์ดำรงอยู่ในความเป็น
มนุษย์จึงสามารถแสดงกรรมที่พระองค์ทรงกระทำแล้วโดยง่าย ฉะนั้น จึง
ตรัสว่า ตถาคตเคยเป็นมนุษย์ดังนี้. ทฬฺหสมาทาโน แปลว่า ถือมั่น.
บทว่า ในธรรมอันเป็นกุศลทั้งหลาย หมายถึงกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า
ยึดมั่นไม่ถอยหลัง ได้แก่ยึดแน่นเป็นนิจคือยึดมั่นไม่ถอยหลัง จริงอยู่
จิตของพระมหาสัตว์ย่อมม้วนกลับจากอกุศลกรรมดุจปีกไก่ต้องไฟฉะนั้น จิต
ของพระมหาบุรุษบรรลุกุศลย่อมเหยียดดุจเพดาน เพราะฉะนั้น พระตถาคต
เป็นผู้ยึดมั่นเป็นผู้มั่นไม่ถอยหลัง อันใครๆ จะเป็นสมณะ พราหมณ์ เทวดา
มารหรือพรหม ก็ไม่สามารถจะให้พระองค์สละความยืดมั่นในกุศลได้. มี
เรื่องเล่าว่า
ครั้งก่อนพระมหาบุรุษอุบัติในกำเนิดกระแต คราวนั้น เมื่อฝนตก
ห้วงน้ำไหลมาพัดเอารังของกระแตเข้าไปในมหาสมุทร มหาบุรุษคิดว่า เรา
จักนำลูกน้อยออกให้ได้ จึงจุ่มหางแล้วสลัดน้ำจากมหาสมุทรไปข้างนอก
ในวันที่ ๗ ท้าวสักกะทรงรำพึงแล้วเสด็จมาในที่นั้น ถามว่า ท่านทำอะไร
มหาบุรุษบอกเรื่องราวแก่ท้าวสักกะนั้น. ท้าวสักกะทรงบอกถึงความที่น้ำจะ
นำออกจากมหาสมุทรได้ยาก. พระโพธิสัตว์รุกรานว่า ไม่ควรพูดกับคน
เกียจคร้านเช่นนั้น ท่านอย่ายืนตรงนี้เลย ท้าวสักกะคิดว่า เราไม่สามารถ
จะให้ผู้มีใจประเสริฐเลิกละสิ่งที่ตนถือมั่นได้ จึงนำลูกน้อยมา ส่งให้

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 47
แม้ในกาลที่พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดเป็นมหาชนก พระโพธิสัตว์
ทรงว่ายข้ามมหาสมุทร เทวดาถามว่า
เพราะเหตุไร ท่านจึงว่ายข้ามมหาสมุทร.
ทรงกล่าวว่า เราว่ายข้ามเพื่อไปถึงฝั่งแล้วจะครองราชสมบัติ ใน
แคว้นอันเป็นของตระกูล แล้วบริจาคทาน เมื่อเทวดากล่าวว่า มหาสมุทร
นี้ลึกและกว้างขวางมาก เมื่อไรจักข้ามถึงได้ ตรัสว่า มหาสมุทรนี้ก็เช่น
เดียวกับมหาสมุทรของท่าน แต่อาศัยความตั้งใจของเราปรากฏเหมือน
เหมืองน้อย ๆ ท่านนั่นแหละจักเห็นเราผู้ว่ายข้ามมหาสมุทรแล้วนำทรัพย์
จากฝั่งมหาสมุทรมาครองราชสมบัติในแคว้นอันเป็นของตระกูลแล้วบริจาค
ทานดังนี้. เทวดาคิดว่าเราไม่อาจจะให้บุรุษผู้มีใจประเสริฐเลิกละสิ่งที่ตน
ยึดมั่นได้ จึงอุ้มพระโพธิสัตว์นำไปให้บรรทม ณ อุทยาน พระมหาสัตว์นั้น
ยังมหาชนให้ยกขึ้นซึ่งเศวตฉัตรแล้วทรงทำการบริจาคทานวันละ ๑๐ แสน
ต่อมาเสด็จออกทรงผนวช. พระมหาสัตว์อันใครๆ จะเป็นสมณะ พราหมณ์
เทวดา มาร หรือพรหมก็ไม่อาจให้เลิกละกุศลสมาทานได้. เพราะฉะนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตถาคตเป็นผู้ยึดมั่น ไม่ถอยกลับในธรรมอัน
เป็นกุศลทั้งหลาย ดังนี้.
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อจะทรงแสดงความยึดมั่นไม่ถอยหลัง
ในธรรมอันเป็นกุศลจึงตรัสคำเป็นอาทิว่า ในกายสุจริต ดังนี้. ในบทนี้ ว่า
ในการบริจาคทาน คือ การให้ด้วยสามารถการให้ทานนั่นเอง การบริจาค
ด้วยสามารถทำการบริจาค. บทว่า ในกาลสมาทานศีล คือในกาลบำเพ็ญ
ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และจตุปาริสุทธิศีล. บทว่า ในการรักษาอุโบสถ

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 48
คือในการเข้าอุโบสถอันต่างด้วยวัน ๑๔ ค่ำเป็นต้น. บทว่า มตฺเตยฺยตาย
คือในวัตรอันควรทำแก่มารดา. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แหละ. บทว่า
อญฺตรญฺตเรสุ จ คือในกุศลธรรมเห็นปานนี้อื่นๆ. ในบทว่า อธิ-
กุสเลสุ นี้ อธิบายว่า กุศลมีอยู่ อธิกุศลมีอยู่ กามาวจรกุศลแม้ทั้งหมดก็ชื่อ
ว่าเป็นกุศล รูปาวจรเป็นอธิกุศล แม้ทั้งสองนั้นก็ชื่อว่าเป็นกุศล อรูปาวจร
เป็นอธิกุศล แม้ทั้งหมดเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นกุศล กุศลอันเป็นปัจจัยแห่ง
การได้สาวกบารมี เป็นอธิกุศล อธิกุศลแม้เหล่านั้นก็ชื่อว่า เป็นกุศล กุศล
อันเป็นปัจจัยแห่งการได้ปัจเจกโพธิ เป็นอธิกุศล อธิกุศลแม้เหล่านั้นก็ชื่อว่า
เป็นกุศล แต่กุศลอันเป็นปัจจัยแห่งการได้สัพพัญญุตญาณ ท่านประสงค์ว่า
เป็นอธิกุศลในที่นี้ พระตถาคตได้เป็นผู้ยึดมั่น เป็นผู้ยึดมั่นไม่ถอยหลัง
ในธรรมเป็นอธิกุศลเหล่านั้น ในบทนี้ว่า เพราะกรรมนั้น ตนกระทำ
สั่งสม อธิบายว่า กรรมที่ตนทำแม้คราวเดียวก็เป็นอันกระทำเหมือนกัน
แต่เพราะทำเนือง ๆ เป็นกรรมอันตนสั่งสม. บทว่า เพราะกรรม ที่พอก
พูน คือ กรรมที่ตนทำอันเป็นกอง ท่านกล่าวว่า พอกพูน พระผู้มี-
พระภาคเจ้าเมื่อจะทรงกล่าวบทว่า เพราะกรรมอันพอกพูน จึงทรงแสดง
ว่า เมื่อเราทำกรรม จักรวาลคับแคบนัก ภวัคคพรหมต่ำนัก กรรมอันเรา
พอกพูนไว้อย่างนี้. บทว่า เพราะไพบูลย์ คือ เพราะไม่มีประมาณ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าทรงแสดงว่า กรรมที่เราทำไม่มีที่สุด ไม่มีประมาณ. บทว่า
ย่อมถือเอายิ่งคือย่อมครอบงำ อธิบายไว้ว่า ได้ยิ่งกว่าเทวดาทั้งหลาย
เหล่าอื่น. บทว่า ได้เฉพาะ คือบรรลุ.
บทนี้ว่า ด้วยฝ่าพระบาททุกส่วน เป็นคำพิสดารของบทว่า ทรง

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 49
เหยียบพระบาทเสมอกันบนพื้น. ในบททั้งหลายนั้น บทว่า ทุกส่วนคือ
มีทุกแห่ง อธิบายว่า พระมหาบุรุษไม่ทรงจดครั้งแรกโดยส่วนหนึ่ง ไม่
ทรงจดภายหลังโดยส่วนหนึ่ง ทรงจดพื้นด้วยฝ่าพระบาททุกส่วนเสมอกัน
ทรงยกขึ้นเสมอกัน. ก็แม้หากว่า พระตถาคตจะทรงย่างยกพระบาทด้วย
พระดำริว่า เราจักเหยียบเหวหลายร้อยชั่วคน ทันใดนั้นเองที่ลุ่มก็จะสูงขึ้น
เป็นที่เสมอกับแผ่นดินเหมือนเบ้าทองเต็มด้วยลมฉะนั้น. พระตถาคตจะเข้า
ไปแม้สู่ที่สูงในภายใน เมื่อยกพระบาทขึ้นด้วยทรงพระดำริว่า เราจักเหยียบ
ในที่ไกล ภูเขาแม้ประมาณเท่าเขาพระสิเนรุน้อมลงมาใกล้พระบาทเหมือน
ยอดหวายที่ถูกลนไฟ ฉะนั้น เป็นความจริงอย่างนั้น เมื่อพระตถาคตทรงยก
พระบาทด้วยทรงพระดำริว่า เราจักทำปาฏิหาริย์เหยียบภูเขายุคนธร ภูเขา
จะน้อมลงมาใกล้พระบาท พระองค์ก็เหยียบภูเขานั้น แล้วเหยียบถึงภพ
ดาวดึงส์ด้วยพระบาทที่สอง ที่ซึ่งจักรลักษณะควรประดิษฐานไม่อาจจะเป็น
ที่ไม่เรียบ ตอ หนาม กรวด กระเบื้อง อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำมูก
เป็นต้น หรือของที่มีแต่ก่อน. หลีกไปหมด หรือหายเข้าไปยังแผ่นดินใน
ที่นั้นๆ ทั้งหมด.
จริงอยู่ มหาปฐพีนี้มีพื้นเสมอดาระดาดไปด้วยดอกไม้แรกแย้ม ย่อม
มีขึ้นด้วยศีลเดช ด้วยบุญญเดช ด้วยธรรมเดช ด้วยอานุภาพแห่งทศบารมี
ของพระตถาคต. บทว่า มีสาครเป็นขอบเขต คือสาครสีมา อธิบายว่า
ก็เมื่อพระมหาบุรุษทรงครองราชสมบัติ ต้นไม้ก็ดี ภูเขาก็ดี แม่น้ำก็ดี
ในระหว่างมิได้เป็นเขต มหาสมุทรนั่นแหละเป็นเขต เพราะฉะนั้น ท่านจึง
กล่าวว่า มีสาครเป็นขอบเขต บทว่า มิได้มีเสาเขื่อน มิได้มีนิมิต ไม่มี

 พระสุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เล่ม ๓ ภาค ๒ - หน้าที่ 50
เสี้ยนหนาม คือไม่มีโจร จริงอยู่ โจรทั้งหลายท่านกล่าวว่าเป็นเสาเขื่อน
เพราะอรรถว่ามีสัมผัสกระด้าง เป็นนิมิต เพราะอรรถว่า เป็นปัจจัยแห่ง
อันตราย เป็นเสี้ยนหนาม เพราะอรรถว่า ทิ่มเทง. บทว่า อิทฺธ คือ
สำเร็จ. บทว่า ผีต คือ อุดมสมบูรณ์ด้วยสรรพสมบัติ. บทว่า เขม คือ
ไม่มีภัย. บทว่า สิว คือไม่มีอันตราย. บทว่า นิรพฺพุท อธิบายว่า เว้นจาก
หมู่โจร คือ เว้นจากโจรที่คุมกันเป็นพวก ๆ เที่ยวไป. บทว่า ไม่มีใคร
ข่มได้ คือ ข้าศึกศัตรูข่มไม่ได้ อธิบายว่า ใคร ๆ ก็ไม่สามารถจะให้
เขาหวั่นไหวจากสถานะได้. บทว่า ข้าศึก คือปรารถนาเป็นปฏิปักษ์.
บทว่า ศัตรู คืออมิตรที่ทำร้ายตอบ แม้ทั้งสองนั้นก็เป็นไวพจน์ของข้าศึก.
บทว่า ข้าศึก ศัตรูภายใน ได้แก่ กิเลสมีราคะเป็นต้นที่ตั้งขึ้นในภายใน
บทว่า ข้าศึก ศัตรูภายนอก ได้แก่ พวกสมณะเป็นต้น จริงดังนั้น
แม้พวกสมณะ มีเทวทัตและโกกาลิกะเป็นต้น แม้พราหมณ์ มีโสณทัณฑะ
และกูฏทัณฑะเป็นต้น แม้เทวดาเช่นท้าวสักกะ แม้มารผู้ติดตามตลอด
๗ ปี แม้พรหมมีพกาพรหมเป็นต้น ก็ไม่สามารถจะข่มพระพุทธเจ้าได้
ด้วยเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสกรรม คล้ายกรรม ลักษณะ
และอานิสงส์แห่งลักษณะไว้ กรรมอันผู้มีความเพียรมั่นกระทำแล้วสิ้น
๔ อสงไขย ยิ่งด้วยแสนกัป ชื่อว่า กรรม มหาปุริสลักษณะคือมีพระบาท
ประดิษฐานไว้ดีแล้ว เกิดขึ้นโดยนัยว่า โลกพร้อมด้วยเทวโลกจงรู้ภาวะ
แห่งกรรมอันผู้มั่นคงกระทำแล้ว ชื่อว่า คล้ายกรรม ความเป็นผู้มีพระบาท
ประดิษฐานไว้ดีแล้ว ชื่อว่า ลักษณะ ความเป็นผู้อันข้าศึกข่มไม่ได้ ชื่อว่า
อานิสงฆ์แห่งลักษณะ.
บทว่า พระโบราณกเถระทั้งหลาย กล่าวคาถาประพันธ์ใน
พระลักษณะนั้น ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสประเภทแห่งกรรม