พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๑๙ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 1
มหายมกวรรค
๑. จูฬโคสิงคสาลสูตร
[๓๖๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่พักซึ่งสร้างด้วยอิฐใน
นาทิกคาม. ก็สมัยนั้น ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ ท่านพระกิมิละ
อยู่ที่ป่าโคสิงคสาลวัน ครั้งนั้น เวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่
หลีกเร้นแล้ว เสด็จเข้าไปยังป่าโคสิงคสาลวัน นายทายบาล (ผู้รักษาป่า)
ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวกับพระผู้มี
พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่สมณะ ท่านอย่าเข้าไปยังป่านี้เลย ในที่นี้มีกุลบุตร
๓ ท่าน ซึ่งเป็นผู้ใคร่ประโยชน์ตน เป็นสภาพอยู่ ท่านอย่าได้กระทำความไม่
ผาสุกแก่ท่านทั้ง ๓ นั้นเลย เมื่อนายทายบาลกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้า
อยู่ ท่านพระอนุรุทธะได้ยินแล้ว จึงได้บอกนายทายบาลว่า ดูก่อนนายทาย-
บาลผู้มีอายุ ท่านอย่าได้ห้ามพระผู้มีพระภาคเจ้าเลย พระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้เป็นศาสดาของพวกเราเสด็จมาถึงแล้ว ลำดับนั้น ท่านพระอนุรุทธะได้เข้า
ไปหาท่านพระนันทิยะและท่านพระกิมิละถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้บอกว่า
ออกมาเถิด ท่านผู้มีอายุ ออกมาเถิด ท่านผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น
ศาสดาของพวกเราเสด็จมาถึงแล้ว ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ
และท่านพระกิมิละ ได้ต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้า องค์หนึ่งรับบาตรและจีวร
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า องค์หนึ่งปูอาสนะ องค์หนึ่งตั้งน้ำล้างพระบาท
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ปูถวาย ครั้นแล้วทรงล้าง

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 2
พระบาท ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง
ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
[๓๖๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกับท่านพระอนุรุทธะว่า ดูก่อน
อนุรุทธะ นันทิยะ และกิมิละ พวกเธอพอจะอดทนได้ละหรือ พอจะยังชีวิตให้
เป็นไปได้หรือ พวกเธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ.
อ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์พอจะอดทนได้
พอจะยังชีวิตให้เป็นไปได้ พวกข้าพระองค์ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต.
พ. ก็พวกเธอ ยังพร้อมเพรียงกัน ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน ยังเป็น
เหมือนน้ำนมกับน้ำ แลดูกันและกันด้วยจักษุอันเป็นที่รักอยู่หรือ.
อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ยังพร้อมเพรียงกัน
ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน ยังเป็นเหมือนน้ำนมกับน้ำ แลดูกันและกันด้วย
จักษุอันเป็นที่รักอยู่.
พ. ก็พวกเธอเป็นอย่างนั้นได้ เพระเหตุอย่างไร.
 
การประพฤติในปฏิสันถาร
[๓๖๓] อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส
ข้าพระองค์มีความดำริอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ
ที่ได้อยู่ร่วมกับเพื่อนพรหมจรรย์เห็นปานนี้ข้าพระองค์เข้าไปตั้งกายกรรม
ประกอบด้วยเมตตาในท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ในที่แจ้งและที่ลับ เข้าไปตั้ง
วจีกรรม ประกอบด้วยเมตตา... เข้าไปตั้งมโนกรรม ประกอบด้วยเมตตาใน
ท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ข้าพระองค์มีความดำริอย่างนี้ว่า
ไฉนหนอ เราพึงเก็บจิตของตนเสีย แล้วประพฤติตามอำนาจจิตของท่านผู้มี
อายุเหล่านี้ แล้วข้าพระองค์ก็เก็บจิตของตนเสีย ประพฤติอยู่ตามอำนาจจิต

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 3
ของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ กายของพวกข้าพระองค์ต่างกันจริงแล แต่ว่าจิตเห็นจะ
เป็นอันเดียวกัน.
แม้ท่านพระนันทิยะ...แม้ท่านพระกิมิละ ก็ได้กราบทูลพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส แม้ข้าพระองค์
ก็มีความดำริอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราหนอ เราได้ดีแล้วหนอ ที่ได้อยู่ร่วมกับ
เพื่อนพรหมจรรย์เห็นปานนี้ ข้าพระองค์เข้าไปตั้งกายกรรม ประกอบ
ด้วยเมตตา เข้าไปตั้งวจีกรรมประกอบด้วยเมตตา...เข้าไปตั้งมโนกรรม
ประกอบด้วยเมตตาในท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ข้าพระองค์
มีความดำริอย่างนี้ว่า ไฉนหนอเราพึงเก็บจิตของตนเสีย แล้วประพฤติ
ตามอำนาจจิตของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ แล้วข้าพระองค์ก็เก็บจิตของตนเสีย
ประพฤติอยู่ตามอำนาจจิตของท่านผู้มีอายุเหล่านี้ กายของพวกข้าพระองค์
ต่างกันจริงแล แต่ดูกันจิตเห็นจะเป็นอันเดียวกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พวกข้าพระองค์ยังพร้อมเพรียงกัน ชื่นบานต่อกัน ไม่วิวาทกัน ยังเป็นเหมือน
น้ำนมกับน้ำ แลดูกันและกันด้วยจักษุอันเป็นที่รักอยู่.
[๓๖๔] พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ พวกเธอเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร
ส่งตนไปแล้วอยู่หรือ.
อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียรส่งตนไปแล้วอยู่.
พ. ก็พวกเธอเป็นอย่างนั้นได้ เพราะเหตุอย่างไร.
อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส บรรดาพวก
ข้าพระองค์ ท่านผู้ใดกลับจากบิณฑบาตแต่บ้านก่อน ท่านผู้นั้นย่อมปูลาด
อาสนะ ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ไว้ ตั้งถาดสำรับไว้ ท่านผู้ใดกลับจากบิณฑบาตแต่
บ้านทีหลัง ถ้ามีบิณฑบาตที่เหลือจากฉัน หากประสงค์ ก็ฉัน ถ้าไม่ประสงค์

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 4
ก็ทิ้งเสียในที่ปราศจากของเขียว หรือเทลงในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์ ท่านผู้นั้นเก็บ
อาสนะ เก็บน้ำฉัน เก็บน้ำใช้เก็บถาดสำรับ กวาดโรงภัตร ท่านผู้ใดเห็น
หม้อน้ำฉัน น้ำใช้ หรือหม้อนำชำระว่างเปล่า ท่านผู้นั้นก็เข้าไปตั้งไว้ ถ้า
เหลือวิสัยของท่านก็กวักมือเรียกรูปที่สองแล้วช่วยกันยกเข้าไปตั้งไว้
พวกข้าพระองค์ไม่เปล่งวาจาเพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย และทุกวันที่ ๕
พวกข้าพระองค์นั่งสนทนาธรรมกถาตลอดคืนยังรุ่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
พวกข้าพระองค์ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ส่งตนไปอยู่ด้วยประการ
ฉะนี้แล.
 
ธรรมเครื่องอยู่สำราญ ๙
[๓๖๕] พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็เมื่อพวกเธอเป็นผู้ไม่ประมาท
มีความเพียร ส่งตนไปอยู่อย่างนี้คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำ
ความเป็นพระอริยะ อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องอยู่สำราญ
ที่พวกเธอได้เข้าถึงแล้ว มีอยู่หรือ.
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมีพระพุทธเจ้าข้า ขอประทาน
พระวโรกาส พวกข้าพระองค์หวังอยู่เพียงว่า พวกข้าพระองค์สงัดจากกาม
สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุข เกิด
แต่วิเวกอยู่ เมื่อพวกข้าพระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียรส่งตนไปอยู่
คุณวิเศษคือญาณทัสสนะ อันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ อันยิ่งกว่า
ธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องอยู่สำราญนี้แล พวกข้าพระองค์ได้เข้าถึงแล้ว.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำ
ความเป็นพระอริยะอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องอยู่สำราญ
ที่พวกเธอได้เข้าถึงแล้ว เพื่อความก้าวล่วง เพื่อความระงับ แห่งธรรมเป็น
เครื่องอยู่อันนี้ อย่างอื่นมีอยู่หรือ.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 5
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า พวกข้าพระองค์เข้าถึงทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะวิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มีปีติ
และสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ อันนี้ได้แก่คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอัน
สามารถกระทำความเป็นพระอริยะ อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่อง
อยู่สำราญ เพื่อความก้าวล่วง เพื่อความระงับแห่งธรรมเป็นเครื่องอยู่อันนี้
อย่างอื่น.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถ
กระทำความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่นมีอยู่หรือ.
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า พวกข้าพระองค์มีอุเบกขา มีสติสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วย
นามกาย เพราะปีติสิ้นไป เข้าถึงตติยฌานที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ
ว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติ อยู่เป็นสุข อันนี้ได้แก่คุณวิเศษคือ
ญาณทัสสนะ. อันสามารถการทำความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่น.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถการทำ
ความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่นมีอยู่หรือ.
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า พวกข้าพระองค์เข้าถึงจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละ
สุขและทุกข์ และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์
อยู่ อันนี้ได้แก่คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถการทำความเป็นพระอริยะ
...อย่างอื่น.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะ อัน
สามารถการทำความเป็นพระอริยะ. . .อย่างอื่นมีอยู่หรือ.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 6
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า เพราะล่วงเสียซึ่งรูปสัญญาโดยประการทั้งปวง เพราะไม่ใส่ใจ
ซึ่งปฏิฆสัญญา พวกข้าพระองค์เข้าถึงอากาสานัญจายตนฌาน ด้วย
พิจารณาว่า อากาศหาที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้ได้แก่คุณวิเศษคือญาณ
ทัสสนะ อันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่น.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำ
ความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่นมีอยู่หรือ.
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า เพราะล่วงเสียซึ่งอากาสานัญจายตนะโดยประการทั้งปวง
พวกข้าพระองค์เข้าถึงวิญญาณัญจายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่า วิญญาณหา
ที่สุดมิได้ ดังนี้อยู่ อันนี้ได้แก่คุณวิเศษคือญาณทัสสนะ อันสามารถกระทำ
ความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่น.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำ
ความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่นมีอยู่หรือ.
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า เพราะล่วงเสียซึ่งวิญญาณัญจายตนะโดยประการทั้ง
ปวง พวกข้าพระองค์เข้าถึงอากิญจัญญายตนฌาน ด้วยพิจารณาว่าน้อยหนึ่ง
ไม่มี ดังนี้อยู่ อันนี้ได้แก่ คุณวิเศษคือญาณทัสสนะ อันสามารถกระทำความ
เป็นพระอริยะ...อย่างอื่น.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำ
ความเป็นพระอริยะ...อย่างอื่นมีอยู่หรือ
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า เพราะล่วงเสียซึ่งอากิญจัญญายตนะโดยประการทั้ง
ปวง พวกข้าพระองค์เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่ อันนี้ได้แก่คุณ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 7
วิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ... อย่างอื่น.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ก็คุณวิเศษคือญาณทัสสนะอันสามารถกระทำ
ความเป็นพระอริยะอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ซึ่งเป็นเครื่องอยู่สำราญ
ที่พวกเธอได้เข้าถึงแล้ว เพื่อความก้าวล่วง เพื่อความระงับ แห่งธรรมเป็น
เครื่องอยู่อันนี้ อย่างอื่นมีอยู่หรือ.
อ. เพราะเหตุอะไรเล่า จะไม่พึงมี พระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระองค์
หวังอยู่เพียงว่า เพราะล่วงเสียซึ่งเนวสัญญาณนาสัญญายตนะโดยประการ
ทั้งปวง พวกข้าพระองค์เข้าถึงสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่ เพราะเห็นด้วยปัญญา
อาสวะของท่านผู้นั้นย่อมหมดสิ้นไป อันนี้ได้แก่คุณวิเศษคือญาณ
ทัสสนะ อันสามารถกระทำความเป็นพระอริยะ อันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์
ซึ่งเป็นเครื่องอยู่สำราญอย่างอื่น เพื่อความก้าวล่วง เพื่อความระงับแห่งธรรม
เป็นเครื่องอยู่อันนี้ ได้เข้าถึงแล้วพระพุทธเจ้าข้า อนึ่ง พวกข้าพระองค์ยังไม่
พิจารณาเห็นธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอย่างอื่น ที่ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า
ธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอันนี้.
พ. ดีละ ดีละ อนุรุทธะ ธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอย่างอื่น ที่
ยิ่งกว่าหรือประณีตกว่า ธรรมเป็นเครื่องอยู่สำราญอันนี้หามีไม่.
[๓๖๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ายังท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระ-
นันทิยะ และท่านพระกิมิละ ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทานให้อาจหาญให้ร่าเริง
ด้วยธรรมีกถา แล้วเสด็จลุกจากอาสนะหลีกไป ท่านพระอนุรุทธะ ท่าน
พระนันทิยะ และท่านพระกิมิละ ส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นกลับจากที่
นั้นแล้ว ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมิละ ได้กล่าวกะท่านพระอนุรุทธะว่า
พวกกระผมได้บอกคุณวิเศษอันนั้นแก่ท่านอนุรุทธะอย่างนี้หรือว่า พวกเรา
ได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ด้วย. ท่านอนุรุทธะประกาศคุณวิเศษอันใดของ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 8
พวกกระผม จนกระทั่งถึงความสิ้นอาสวะในที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มี
พระภาคเจ้า
อ. พวกท่านผู้มีอายุมิได้บอกแก่กระผมอย่างนี้ว่า พวกเราได้
วิหารสมาบัติเหล่านี้ด้วย ๆ แต่ว่ากระผมกำหนดใจของพวกท่านผู้มีอายุด้วยใจ
แล้วรู้ได้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ด้วยๆ แม้พวกเทวดาก็
ได้บอกเนื้อความข้อนี้เก่กระผมว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ได้วิหารสมาบัติเหล่า
นี้ด้วยๆ กระผมถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามปัญหาแล้ว จึงทูลถวาย
พยากรณ์เนื้อความนั้น.
 
ชื่อเสียงของพระอนุรุทธะเป็นต้น
[๓๖๗] ลำดับนั้น ทีฆปรชนยักษ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง
ที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน
ข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
เป็นลาภของชาววัชชี ประชาชนชาววัชชีได้ดีแล้ว ในเหตุที่พระตถาคตอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้ามาประทับอยู่ และกุลบุตร ๓ ท่านเหล่านี้ คือ ท่าน
พระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมิละ มาพักอยู่.
พวกภุมมเทวดาได้ฟังเสียงของทีฆปรชนยักษ์แล้วได้ประกาศ
(ต่อไป) ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลายเป็นลาภของชาววัชชี ประชาชนชาววัชชีได้ดี
แล้ว ในเหตุที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประทับอยู่ และกุลบุตร
๓ ท่าน คือ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมิละ มาพักอยู่.
พวกเทพชั้นจาตุมหาราช ได้ฟังเสียงของพวกภุมมเทวดาแล้วได้
ประกาศ (ต่อไป)...พวกชั้นดาวดึงส์ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นจาตุมหาราช
แล้วได้ประกาศ (ต่อไป)...พวกเทพชั้นยามาได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นดาว-

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 9
ดึงส์แล้วได้ประกาศ (ต่อไป)...พวกเทพชั้นดุสิตได้ฟังเสียงของพวกชั้นมายา
แล้วได้ประกาศ (ต่อไป)...พวกเทพชั้นนิมมานรดีได้ฟังเสียงของพวก
เทพชั้นดุสิตแล้วได้ประกาศ (ต่อไป)...พวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัดดีได้ฟัง
เสียงของพวกเทพชั้นนิมมานรดีแล้วได้ประกาศ (ต่อไป)...พวกเทพที่นับเข้า
ในจำพวกพรหม ได้ฟังเสียงของพวกเทพชั้นปรนิมมิตวสวัดดีแล้วได้
ประกาศ (ต่อไป) ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย เป็นลาภของชาววัชชี ประชาชน
ชาววัชชีได้ดีแล้ว ในเหตุที่พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประทับ
อยู่ และกุลบุตร ๓ ท่าน คือ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระนันทิยะ และท่าน
พระกิมิละ มาพักอยู่.
[๓๖๘] โดยขณะครู่หนึ่งนั้น เสียงได้เป็นอันรู้กันทั่วจนถึงพรหม-
โลก ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนทีฆะ ข้อนี้เป็น
อย่างนั้น ดูก่อนทีฆะ ข้อนี้เป็นอย่างนั้น กุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ออกจากเรือนบวช
เป็นบรรพชิตจากสกุลใด ถ้าสกุลนั้นมีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้
ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่สกุลนั้น ตลอดกาล
นาน กุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จากวงศ์สกุลใด
ถ้าวงศ์สกุลนั้นมีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุขแก่วงศ์สกุลนั้น ตลอดกาลนาน กุลบุตรทั้ง ๓ นี้
ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จากบ้านใด ถ้าบ้านนั้นมีจิตเลื่อมใส ระลึก
ถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่บ้านนั้น
ตลอดกาลนาน กุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จากนิคม
ใด ถ้านิคมนั้นมีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อ
ประโยชน์ เพื่อความสุขแก่นิคมนั้น ตลอดกาลนาน กุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ออกจาก
เรือนบวชเป็นบรรพชิต จากนครใด ถ้านครนั้นมีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงกุลบุตร
ทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่นครนั้น ตลอด

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 10
กาลนาน กุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต จากชนบท
ใด ถ้าชนบทนั้นมีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไป
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ชนบทนั้น ตลอดกาลนาน ถ้ากษัตริย์ทั้งมวลมี
จิตเลื่อมใสระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อ
ความสุขแก่กษัตริย์ทั้งมวล ตลอดกาลนาน ถ้าพราหมณ์ทั้งมวล...ถ้าแพศย์
ทั้งมวล...ถ้าศูทรทั้งมวลมีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึง
เป็นไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่ศูทรทั้งมวล ตลอดกาลนาน ถ้า
โลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์
เทวดาและมนุษย์มีจิตเลื่อมใส ระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ข้อนั้นจะพึงเป็นไป
เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหม-
โลก แก่หมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ตลอดกาล
นาน ดูก่อนทีฆะ ท่านจงเห็นเถิด กุลบุตรทั้ง ๓ นี้ ปฏิบัติแล้วก็เพียงเพื่อ
ประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นอันมาก เพื่อความสุขแก่ชนเป็นอันมาก เพื่ออนุเคราะห์
โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ทีฆปรชนยักษ์
ชื่นชมยินดีภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล.
 
จบจูฬโคสิงคสาลสูตรที่ ๑

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 11
มหายมกวรรควรรณนา
อรรถกถาจูฬโคสิงคสาลสูตร
จูฬโคสิงคสาลสูตรมีบทเริ่มต้น เอวมฺเม สุต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาทิเก วิหรติ ความว่า ในบ้านแห่งหนึ่ง
ในบรรดาหมู่บ้านสองแห่งของบุตรของอาและของลุงทั้งสอง อาศัยสระน้ำ
หนึ่ง ชื่อ นาทิกา. บทว่า คิญฺชกาวสเถ ได้แก่ ที่พักทำด้วยอิฐ. โดยยินว่า
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทำการสงเคราะห์มหาชน เสด็จจาริก
ไปในแคว้นวัชชี เสด็จถึงนาทิกคาม. ชาวบ้านนาทิกคามถวายมหาทาน
แด่พระผู้มีพระภาคจ้า ฟังธรรมีกถา มีใจเลื่อมใส ปรึกษากันว่า เรา
จักสร้างที่ประทับถวายแด่พระศาสดา แสดงรูปสัตว์ร้ายเป็นต้น ที่ฝาบันได
และเสาด้วยอิฐทั้งนั้น สร้างปราสาทฉาบด้วยปูนขาว ยังมาลากรรม
และลดากรรมเป็นต้นให้สำเร็จ ปูลาดเครื่องลาดพื้นเตียงและตั่งเป็นต้น
มอบถวาย พระศาสดา. ต่อมา พวกชาวบ้านในที่นี้สร้างที่พักกลางคืน
ที่พักกลางวัน มณฑป และที่จงกรมเป็นต้น ถวายแด่ภิกษุสงฆ์. วิหาร
นั้นได้เป็นมหาวิหารด้วยประการฉะนี้. ท่านหมายเอาวิหารนั้น จึงกล่าวว่า
คิญฺชกาวสเถ ดังนี้.
ค่าคบไม้มีสัณฐานดังเขาโค ตั้งขึ้นแต่ลำต้นของต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่ง
ในบทว่า โคสิงฺคสาลวนทาเย นั้น. ป่านั้นแม้ทั้งหมดอาศัยต้นไม้นั้น จึงชื่อ
ว่า โคสิงคสาลวัน ดังนี้. บทว่า ทาโย นี้เป็นชื่อของป่า โดยไม่ต่างกัน
เพราะฉะนั้น บทว่า โคสิงฺคสาลวนทาเย มีความว่า ในป่าชื่อ โคสิงคสาลวัน.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 12
บทว่า วิหรนฺติ ได้แก่ เสวยสามัคคีรสอยู่. เวลากุลบุตรเหล่านี้เป็นปุถุชน
ท่านกล่าวไว้ในอุปริณณาสก็แล้ว. ในที่นี้ ท่านกล่าวเวลาเป็นพระขีณาสพ.
จริงอยู่ ในเวลานั้น กุลบุตรเหล่านั้น ได้ความพอใจ ได้ที่พึ่ง บรรลุปฏิสัมภิทา
เป็นพระขีณาสพ เสวยสามัคคีรสอยู่ในที่นั้น. บทว่า เยน โคสิงคสาลวนทาโย
เตนุสงฺกมิ นี้ท่านกล่าวหมายถึงป่านั้น.
พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ได้บอกอะไรๆในบรรดาพระธรรมเสนาบดี
พระมหาโมคคัลลานเถระ หรือพระอสีติมหาสาวก โดยที่สุดแม้พระ-
อานนทเถระ เป็นคลังธรรม ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง
เหมือนช้างปลีกออกจากข้าศึก เหมือนไกรสรสีหราชออกจากฝูง เหมือน
เมฆถูกลมหอบ พระองค์ผู้เดียวเสด็จเข้าไปหาอย่างนี้แล. ถามว่า ก็เพราะ
เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้เสด็จไปด้วยพระองค์เองในนี้. ตอบว่า กุลบุตร
ทั้ง ๓ ย่อมเสวยสามัคคีรส เพราะจะทรงยกย่องกุลบุตรเหล่านั้น เพราะจะ
ทรงอนุเคราะห์หมู่ชนเกิดในภายหลัง และเพราะความหนักในพระธรรม.
ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้ทรงดำริอย่างนี้ว่า เราจักยกย่อง
สรรเสริญกุลบุตรเหล่านี้ ทำปฏิสันถาร แสดงธรรมแก่กุลบุตรเหล่านั้น เพราะจะ
ทรงยกย่องอย่างนี้เท่านั้น จึงเสด็จไป. พระองค์ได้มีพระดำริต่อไปว่า
ในอนาคต กุลบุตรทั้งหลาย สำคัญการควรอยู่พร้อมเพรียงกันว่า พระ-
สัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จสู่สำนักของกุลบุตรผู้อยู่พร้อมเพรียงกันด้วยพระองค์
เอง ทำปฏิสันถาร แสดงธรรมทรงยกย่องกุลบุตรทั้ง ๓ ใครจะไม่พึงอยู่พร้อม-
เพรียงกัน ดังนี้ จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เร็วพลัน ดังนี้ แม้เพราะจะทรง
อนุเคราะห์หมู่ชนผู้เกิดในภายหลัง จึงได้เสด็จไป. ก็ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้า
ทรงเป็นผู้หนักในธรรม ก็ความหนักในธรรมของพระพุทธเจ้าเหล่านั้นมาแล้ว
ในรถวินีตสูตร เพราะเหตุนั้น พระองค์ทรงดำริว่า เราจักยกย่องธรรม
แม้เพราะความหนักในธรรมนี้ ดังนี้. จึงได้เสด็จไป.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 13
บทว่า ทายปาโล แปลว่า ผู้รักษาป่า คนรักษาป่านั้น ย่อมนั่งรักษา
คุ้มครองที่ประตูป่านั้น ที่เขาล้อมรั้วประกอบไว้โดยประการที่พวกมนุษย์
ในประเทศที่เขาปรารถนาแล้วย่อมไม่นำดอกไม้ ผลไม้ ยางไม้ หรือ
ทัพสัมภาระในที่นั้นออกได้ เพราะฉะนั้น ท่านกล่าวว่า ทายปาโล. บทว่า
อตฺตกามรูปา ความว่า เป็นผู้ใคร่ประโยชน์ตนเป็นสภาพอยู่. จริงอยู่
ผู้ใดแม้บวชแล้วในศาสนานี้ เลี้ยงชีวิตด้วยอเนสนา ๒๑ มีเวชกรรมทูตกรรม
และการส่งข่าวเป็นต้น นี้ยังไม่ชื่อว่าเป็นผู้ใคร่ประโยชน์ตน. ส่วนผู้ใด
บวชแล้วในศาสนานี้ ละอเนสนา ๒๑ แล้ว ตั้งอยู่ในจตุปาริสุทธิศีล เรียน
พระพุทธวจนะ อธิษฐานธุดงค์พอสบายถือกรรมฐานที่ชอบใจในอารมณ์
๓๘ ละบ้านเข้าป่า ยังสมาบัติให้เกิด เที่ยวทำวิปัสสนากรรมฐาน
นี้ชื่อว่า เป็นผู้ใคร่ประโยชน์ตน. กุลบุตรทั้ง ๓ แม้เหล่านั้น ได้เป็นเห็น
ปานนี้. เพราะเหตุนั้น ท่านกล่าวว่า อตฺตกามรูป วิหรนฺติ. เขาขอร้อง
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์อย่าได้กระทำความไม่ผาสุกแก่กุลบุตร
เหล่านั้นเลย.
ได้ยินว่า นายทายบาลนั้นได้มีวิตกอย่างนี้ว่า กุลบุตรเหล่านี้อยู่พร้อม-
เพรียงกัน ความบาดหมาง ทะเลาะและวิวาท ย่อมเป็นไปในที่คนบางพวกไป
แล้ว ทั้งสองไม่ไปทางเดียวกันเหมือนโคดุ เขาแหลม เที่ยวขวิดอยู่ บางครั้ง
พระพุทธเจ้าแม้นี้ เมื่อทรงกระทำอย่างนี้ พึงทำลายความอยู่อย่างพร้อม-
เพรียงของกุลบุตรเหล่านี้ ก็แหละพระองค์น่าเลื่อมใส มีพระฉวีวรรณ
ดังทอง เห็นจะอยากในรส พึงทำลายอัปปมาทวิหารธรรมของกุลบุตรเหล่านี้
ด้วยการกล่าวสรรเสริญผู้ถวายของอันประณีต และผู้อุปัฏฐากตนตั้งแต่เสด็จ
ไปถึง แม้สถานที่อยู่ของกุลบุตรเหล่านี้ กำหนดไว้แน่นอน คือ บรรณศาลา ๓
ที่จงกรม ๓ ที่พักกลางวัน ๓ เตียงตั่ง ๓ ส่วนสมณะนี้ มีกายใหญ่เห็นจะแก่
กว่า และจักไล่กุลบุตรเหล่านี้ ออกจากเสนาสนะในกาลอันไม่ควร ความ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 14
ไม่ผาสุกจักมีแก่กุลบุตรเหล่านั้น แม้ในที่ทั้งปวงด้วยประการฉะนี้ เขา
ไม่ปรารถนาอย่างนั้น จึงขอร้องพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระองค์อย่าได้ทำ
ความไม่ผาสุกแก่กุลบุตรเหล่านั้นเลย.
ถามว่า ก็นายทายบาลนั้น รู้อยู่ จึงห้าม หรือไม่รู้อยู่ จึงห้าม. ตอบว่า
จริงอยู่ ตั้งแต่พระตถาคตถือปฏิสนธิ ปาฏิหาริย์อันยังหมื่นจักรวาลให้
หวั่นไหวเป็นต้น เป็นไปแล้วแม้ก็จริง ถึงดังนั้น คนไม่มีกำลังชาวป่า ขวน-
ขวายแต่การงาน ไม่อาจจะกำหนดรู้ปาฏิหาริย์เหล่านั้นได้. ก็ธรรมดาว่า
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อใดมีภิกษุหลายพันเป็นบริวาร เที่ยวแสดง
พุทธานุภาพด้วยพระรัศมีวาหนึ่ง ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ และด้วยพระสิริ
คือ มหาปุริสลักษณะ ๓๒ เมื่อนั้นเขาถามว่า นั่นใคร แล้วพึงจะรู้จัก. ก็ครั้งนั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปกปิดพุทธานุภาพนั้นทั้งหมดไว้ในกลีบจีวร
ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง เสด็จไปโดยเพศที่ไม่มีใครรู้จัก
เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ที่ถูกปิดบังไว้ในกลีบเมฆ. นายทายบาล
ไม่รู้ข้อนั้น จึงห้ามด้วยประการฉะนี้. บทว่า เอตทโวจ ความว่า ได้ยินว่า
พระเถระฟังถ้อยคำของนายทายบาลว่า มา สมณ ดังนี้ จึงคิดว่า เราอยู่กัน
๓ คนในที่นี้ ไม่มีบรรพชิตอื่นเลย ก็นายทายบาลนี้พูดเหมือนกับพูดกับ
บรรพชิตจักเป็นใครหนอแลดังนี้แล้ว ออกจากที่พักกลางวัน ยืนอยู่ที่ประตู
มองดูทาง ก็ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงเปล่ง
พระรัศมีจากพระวรกาย พร้อมกับที่พระเถระเห็นพระรัศมีวาหนึ่งส่องสว่าง
ด้วยพระอนุพยัญชนะ ๘๐ รุ่งเรืองเหมือนเผ่นทองที่คลี่ออก. พระเถระคิดว่า
นายทายบาลนี้ พูดกับบุคคลผู้เลิศในโลก ยังไม่รู้จัก พูดคล้ายกับภิกษุรูปใด
รูปหนึ่ง เหมือนเหยียดมือจับอสรพิษแผ่พังพานที่คอ เมื่อจะห้ามจึงได้กล่าวคำ
เป็นต้นนี้ว่า มา อาวุโส ทายปาล ดังนี้. บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า
เพราะเหตุอะไร ไม่ทำการต้อนรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 15
ได้ยินว่าท่านพระอนุรุทธะได้มีความดำริอย่างนี้ว่า เรา ๓ คนอยู่พร้อมเพรียง
กันก็จักไม่มี เราจักพาเอามิตรเป็นที่รักไปทำการต้อนรับ พระผู้มีพระภาคเจ้า
เป็นที่รักของเราฉันใด ก็เป็นที่รักแม้ของสหายของเราฉันนั้น ดังนี้ เป็นผู้ใคร่
จะทำการต้อนรับ พร้อมด้วยปิยมิตรเหลานั้น จึงไม่ทำด้วยตนเอง เข้าไปเฝ้า
ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทางเป็นที่เสด็จมาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
มีอยู่ในที่สุดแห่งที่จงกรม ใกล้ประตูบรรณศาลาของพระเถระเหล่านั้น
เพราะฉะนั้นพระเถระจึงไปให้สัญญาแก่พระเถระเหล่านั้น.บทว่า อภิกฺกมถ
แปลว่า มาทางนี้เถิด. บทว่า ปาเท ปกฺขาเลสิ ความว่า พระเถระถือเอาน้ำสี
แก้วมณีด้วยมือดุจตาข่ายคล้ายประทุมที่แย้ม รดน้ำที่หลังพระบาททั้ง ๒
มีสีดุจทองคำ ชำระขัดสีพระบาท ธุลีมิได้ต้องพระวรกายของพระพุทธเจ้า.
ถามว่า เพราะเหตุอะไร จึงต้องล้าง. ตอบว่า เพื่อกำหนดฤดูของพระวรกาย
และเพื่อให้จิตของภิกษุเหล่านั้นร่าเริง จิตของภิกษุเหล่านั้น เอิบอิ่มด้วย
โสมนัสอันมีกำลังว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงล้างพระบาทด้วยน้ำที่เรานำมา
แล้ว ได้ทรงทำการใช้สอย ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงล้าง.
บทว่า อายสฺมนฺต อนุรุทฺธ ภควา เอตทโวจ ความว่า ได้ยิน
ท่านพระอนุรุทธะนั้น เป็นผู้แก่กว่าภิกษุเหล่านั้น เมื่อทำการสงเคราะห์แก่
ท่านอนุรุทธะนั้น เป็นทำแก่ท่านที่เหลือด้วย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ได้ตรัสคำเป็นต้นนี้ว่า กจฺจิ โว อนุรุทฺธา ดังนี้ เพราะพระเถระองค์เดียว.
บรรดาบทเหล่านั้นบทว่า กจฺจิ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า คำถาม. บทว่า
โว เป็นฉัฏฐีวิภัติ. มีอธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามถึงภิกขาจารวัตร
ว่า ดูก่อน อนุรุทธะ นันทิยะ กิมพิละ พวกเธอพออดทนได้หรือ อิริยาบถของ
พวกเธอทนได้หรือ พอให้เป็นไปได้หรือ พวกเธอพอยังชีวิตให้เป็น คือสืบต่อไป
หรือ ไม่ลำบากด้วยก้อนข้าว บิณฑบาตหรือ พวกเธอหาก้อนข้าวได้ง่าย
หรือ พวกมนุษย์เห็นพวกเธอมาพร้อมกันแล้ว จึงสำคัญข้าวยาคูกระบวย

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 16
หนึ่งหรือ ภิกษาทัพพีหนึ่งที่ควรถวาย เพราะฉะนั้น ก็ผู้ไม่ลำบากด้วย
ปัจจัยสามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้ หรือว่านี้เป็นวัตรของบรรพชิต
เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์ประทานคำตอบแล้ว เมื่อจะทรงถามถึงสามัคคีรส
ว่า ดูก่อนอนุรุทธะ นันทิยะและกิมพิละ พวกเธอเป็นราชบรรพชิต มีบุญมาก
พวกมนุษย์ไม่ถวายแก่พวกเธอผู้อยู่ในป่าแล้ว จักสำคัญสิ่งที่ควรให้แก่ใครอื่น
เล่า ก็พวกเธอฉันของนี้แล้วอยู่ยัดเหยียดกันและกันเหมือนลูกเนื้อหรือ
หรือว่า พวกเธอยังมีความพร้อมเพรียงกันอยู่ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า กจฺจิ
ปน โว อนุรุทฺธา สมคฺคา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาขีโรทกีภูตา
ความว่า น้ำนมและน้ำผสมกันและกัน. ย่อมไม่แยกกัน เข้าถึงดุจเป็นอัน
เดียวกัน ตรัสถามว่า พวกเธออยู่ด้วยความสามัคคีอย่างนี้. เหมือนจิตตุปบาท
เข้าถึงความเป็นอันเดียวกันหรือ. บทว่า ปิยจกฺขูหิ ความว่า จักษุคือ
การเข้าไปตั้งเมตตาจิตมองดู ชื่อว่าปิยจักษุ. ตรัสถามว่า พวกเธอแลดูกัน
และกันด้วยจักษุเห็นปานนั้นอยู่หรือ. บทว่า ตคฺฆ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า
ส่วนเดียว ดังท่านกล่าวว่า มย ภนฺเต โดยส่วนเดียว. บทว่า ยถา ในบทว่า
ยถากถ ปน นี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า กถ แปลว่า ถามถึงเหตุ. มีอธิบายว่า
พวกเธออยู่กันอย่างนี้ได้อย่างไร คืออยู่ด้วยเหตุไร พวกเธอจงบอกเหตุนั้นแก่
เราเถิด. บทว่า เมตฺต กายกมฺม ได้แก่ กายกรรมที่เป็นไปด้วยอำนาจจิต
เมตตา. บทว่า อาวิ เจว รโห จ ได้แก่ ต่อหน้า และลับหลัง. แม้ในบทนอกนี้ก็
มีนัยนี้แหละ.
ในบทนั้น กายกรรมและวจีกรรม ย่อมได้ในการอยู่ร่วมกันต่อหน้า
นอกนี้ ย่อมได้ในการอยู่แยกกัน มโนกรรมได้ในที่ทั้งหมด จริงอยู่ เมื่ออยู่
ร่วมกัน เตียงตั่งก็ดี ภัณฑะไม้ก็ดี ภัณฑะดินก็ดี อันใดที่คนหนึ่งเก็บไว้ไม่ดีใน
ภายนอก เห็นสิ่งนั้น ไม่ทำความดูหมิ่นว่า สิ่งนี้ใครใช้แล้ว ถือเอามาเก็บ
ไว้เหมือนที่ตนเก็บไว้ไม่ดี ก็หรือว่า ประคับประคองฐานที่ควรประคับประคอง

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 17
ชื่อว่าเมตตากายกรรมต่อหน้า. เมื่อคนหนึ่งหลีกไป เก็บเสนาสนะบริขารที่เขา
เก็บไว้ไม่ดี หรือว่าเฝ้าที่ดูที่ควรเฝ้า ชื่อว่าเมตตากายกรรมลับหลัง. เมื่ออยู่
ร่วมกัน ชื่อว่า เมตตาวจีกรรมต่อหน้า ย่อมมีในการทำมีอาทิอย่างนี้ว่า
สัมโมทนีกถาอันไพเราะ ปฏิสันถาร สาราณียกถา ธรรมกถา สรภัญญะ
ถามปัญหาตอบปัญหากับพระเถระทั้งหลาย. ก็เมื่อพระเถระหลีกไป
กล่าว มีอาทิว่า พระนันทิเถระ พระกิมพิลเถระ เป็นสหายที่รักของ
เรา ถึงพร้อมด้วยศีลอย่างนี้ ถึงพร้อมด้วยอาจาระอย่างนี้ ชื่อว่า เมตตา
วจีกรรมลับหลัง. ก็เมื่อประมวลมาอย่างนี้ว่า ขอพระนันทิยเถระ กิมพิลเถระ
ผู้เป็นปิยมิตรของเรา จงเป็นผู้ไม่มีเวร จงเป็นผู้ไม่เบียดเบียน จงเป็นผู้มี
ความสุขเถิด ดังนี้ชื่อว่า เมตตามโนกรรมทั้งต่อหน้า ทั้งลับหลัง
บทว่า นานา หิ โข โน ภนฺเต กายา ความว่า ใคร ๆ ไม่อาจทำกาย
ให้รวมกันได้ เหมือนขยำแป้ง และดินเหนียว. บทว่า อกญฺจ ปน มญฺเจิตฺต
ท่านแสดงว่า ส่วนจิตของพวกข้าพระองค์ ชื่อว่า เป็นอย่างเดียวกัน เพราะ
อรรถว่ารวมกัน ไม่ขาดสูญ ไม่ปราศจากกัน พร้อมเพรียงกัน ถามว่า
ก็ภิกษุเหล่านั้น เก็บจิตของตน ประพฤติตามอำนาจจิตของท่าน นอกนี้
อย่างไร. ตอบว่า สนิมขึ้นในบาตรของภิกษุรูปหนึ่ง จีวรของภิกษุรูปหนึ่ง
เศร้าหมอง บริภัณฑกรรมย่อมมีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. บรรดาภิกษุเหล่านั้น
สนิมขึ้นที่บาตรของผู้ใด เมื่อผู้นั้น บอกว่า ดูก่อนผู้มีอายุ สนิมขึ้นที่บาตรของผม
ควรสุม ดังนี้ พวกนอกนี้ ไม่พูดว่าจีวรของผมเศร้าหมอง ควรซัก เครื่องใช้
ของผมควรกระทำ ดังนี้แล้ว เข้าป่านำฟืนมาตัดเป็นท่อนไว้บนบาตร
สุมบาตรแล้ว ต่อมาก็ซักจีวรบ้าง ทำของใช้บ้าง. เมื่อรูปใดรูปหนึ่งบอกก่อน
ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ จีวรของผมเศร้าหมองควรซัก บรรณศาลาของผมทรุด-
โทรมควรซ่อมใหม่ ดังนี้ มีนัยเหมือนกัน. บทว่า สาธุ สาธุ อนุรุทฺธา
ความว่า เมื่อภิกษุกราบทูลในหนหลังว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 18
ไม่ลำบากด้วยบิณฑบาต ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ประทานสาธุการ.
ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะชื่อว่ากวฬิงการาหารนี้ ของสัตว์
เหล่านี้ประพฤติกันมาเป็นอาจิณ ส่วนโลกสันนิวาสนี้ ขัดแย้งกันโดยมาก.
สัตว์เหล่านี้ผิดใจกัน ทั้งในอบายโลก ทั้งในเทวดาและมนุษยโลก เวลาที่สัตว์
เหล่านั้นพร้อมเพรียงกันหาได้ยาก มีได้บางคราวเท่านั้น เหตุดังนั้นพระ-
ผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานสาธุการในที่นี้ เพราะการอยู่พร้อมเพรียงกัน
หาได้ยาก
บัดนี้ เมื่อตรัสถามลักษณะความไม่ประมาทของภิกษุเหล่านั้น จึง
ตรัสคำเป็นต้นว่า กจฺจิ ปน โว อนุรุทฺธา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
โว เป็นเพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่ง เป็นปฐมาวิภัติ ความว่า กจฺจิ ตุมฺเห
ดังนี้. บทว่า อมฺหาก คือ ในพวกเรา ๓ คน. บทว่า ปิณฺฑาย ปฏิกฺกมติ
ความว่า เที่ยวไปบิณฑบาตในหมู่บ้าน ภายหลัง. บทว่า อวกฺกการปาตึ
ความว่า ทิ้งบิณฑบาตที่เหลือเสีย ล้างสำรับๆหนึ่ง ตั้งไว้เพื่อเก็บไว้. บทว่า
โย ปจฺฉา ความว่า ได้ยินว่า พระเถระเหล่านั้น เข้าไปภิกขาจารไม่พร้อมกัน.
ก็พระเถระเหล่านั้นออกจากผลสมาบัติชำระร่างกาย แต่เช้าตรู่บำเพ็ญ
ข้อปฏิบัติ เข้าไปยังเสนาสนะ กำหนดเวลานั่งเข้าผลสมาบัติ บรรดาพระเถระ
เหล่านั้น รูปใดที่นั่งก่อนลุกขึ้นก่อน ด้วย การกำหนดเวลาของตน รูปนั้น
เที่ยวบิณฑบาตกลับมาที่ฉันอาหาร ย่อมรู้ว่า ภิกษุ ๒ รูปมาภายหลัง
เรามาก่อน เมื่อเป็นเช่นนั้น จัดบาตร ปูอาสนะเป็นต้น ถ้าในบาตรมีพอดี
เธอก็นั่งฉัน ถ้ามีเหลือใส่ไว้ในถาดสำรับ ปิดถาดไว้ฉัน ทำภัตตกิจเสร็จแล้ว
ล้างบาตร เช็ดให้น้ำหมดใส่ไว้ในถุง เก็บอาสนะ ถือบาตรและจีวร เข้าไปสู่
ที่พักของตน. แม้รูปที่ ๒ มาแล้ว ย่อมรู้ได้ว่า รูปหนึ่งมาก่อน รูปหนึ่งภายหลัง
ถ้าในบาตรมีภัตพอประมาณ เธอก็ฉัน ถ้ามีน้อยถือเอาจากสำรับแล้ว
ฉัน ถ้ามีเหลือใส่ไว้ในสำรับฉันแต่พอประมาณข้าไปสู่ที่พักเหมือนพระเถระ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 19
รูปก่อน. แม้รูปที่ ๓ มาแล้ว ย่อมรู้ว่า สองรูปมาก่อน เรามาภายหลัง
แม้เธอทำภัตตกิจเสร็จเหมือนพระเถระรูปที่ ๒ ก็ล้างบาตร เช็ดให้น้ำหมด
ใส่ไว้ในถุง ยกอาสนะขึ้นเก็บไว้ เทน้ำที่เหลือในหม้อน้ำดื่มหรือในหม้อน้ำใช้
แล้วคว่ำหม้อ ถ้ามีภัตเหลืออยู่ในสำรับ นำภัตนั้นไปโดยนัยอันกล่าวแล้ว
ล้างถาดเก็บกวาดโรงฉัน. ต่อมาเทหยากเยื่อ ยกไม้กวาดขึ้นเก็บในสถานที่พ้น
จากปลวก ถือบาตรและจีวรเข้าไปที่พัก นี้เป็นวัตรในโรงฉันในที่ทำภัตตกิจ
ในป่า ภายนอกวิหาร ของพระเถระทั้งหลาย ทรงหมายถึงข้อนี้ จึงตรัส
คำเป็นต้นว่า โย ปจฺฉา ดังนี้.
ส่วนคำเป็นต้นว่า โย ปสฺสติ พึงทราบว่า เป็นวัตร ภายในวิหารของ
พระเถระทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วจฺจฆฏ แปลว่าหม้อชำระ.
บทว่า ริตฺต คือว่างเปล่า. บทว่า ตุจฺฉก เป็นไวพจน์ของบทว่า ริตฺต นั้นแหละ.
บทว่า อวิสยฺห ได้แก่ ไม่อาจจะยกขึ้นได้คือหนักมาก. บทว่า หตฺถวิกาเรน
คือ ด้วยสัญญาณมือ ได้ยินว่า พระเถระเหล่านั้นถือหม้อน้ำอย่างใดอย่างหนึ่ง
มีหม้อน้ำดื่มเป็นต้นไปสระโบกขรณี ล้างภายในและภายนอกแล้วกรองน้ำใส่
วางไว้ริมฝั่ง เรียกภิกษุรูปอื่นมาด้วยวิการแห่งมือ ไม่ส่งเสียงเจาะจงหรือ
ไม่เจาะจง ถามว่า เพราะเหตุไรไม่ส่งเสียงเจาะจง. ตอบว่า เสียง พึง
รบกวนภิกษุนั้น. ถามว่า เพราะเหตุไร ส่งเสียงไม่เจาะจง ตอบว่า เมื่อให้
เสียงไม่เจาะจง ภิกษุ ๒ รูปพึงออกไปด้วยเข้าใจว่า เราก่อน เราก่อน
ดังนี้. ต่อจากนั้น ในการงาน ๒ รูปพึงทำ รูปที่ ๓ พึงว่างงาน เธอเป็นผู้
สำรวมเสียง ไปใกล้ที่พักกลางวันของภิกษุรูปหนึ่ง รู้ว่าเธอเห็นแล้วทำ
สัญญาณมือ ภิกษุนอกนี้ย่อมมาด้วยสัญญาณนั้น ต่อนั้นชนทั้งสองเอามือ
ประสานกันลุกขึ้นวางบนมือทั้งสอง พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสหมายเอาข้อ
นั้นว่า หตฺถวิกาเรน ทุติย อามนฺเตตฺวา หตฺถวิลงฺฆิเกน อุฏฺเปม ดังนี้.
บทว่า ปญฺจาหิก โข ปน ความว่า คำนี้ว่า ในวัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ ดิถีที่ ๘ ค่ำ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 20
เป็นวันธัมมัสสวนะตามปกติก่อน พระเถระทั้ง ๒ รูปอาบน้ำในเวลายังไม่มืด
มากนัก ทุกๆวัน ทำข้อนั้นไม่ให้ขาด ย่อมไปยังที่พักของพระอนุรุทธเถระ.
พระเถระแม้ทั้ง ๓ รูป นั่ง ณ ที่นั้น ถามปัญหาตอบปัญหา กันและกันใน
พระไตรปิฎก ปิฎกใดปิฎกหนึ่ง เมื่อพระเถระเหล่านั้นกระทำอยู่อย่างนี้จน
อรุณขึ้น. บทว่า กจฺจิ ปน โว อนุรุทฺธา อปฺปมตฺตา อาตาปิโน ปหิตตฺตา วิหรถ
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายถึงข้อนั้น.
พระเถระถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามลักษณะของความไม่
ประมาทแล้วตอบลักษณะของความไม่ประมาทถวายในที่ตั้งแห่งความประมาท
ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ว่า คือ เวลาเข้าไปที่ภิกขาจาร เวลาออกไป การนุ่ง
สบง การห่มจีวร การเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ภายในหมู่บ้าน ธรรมกถา
อนุโมทนา การออกจากหมู่บ้านแล้วทำภัตตกิจ การล้างบาตร เก็บ
บาตรและจีวรให้เรียบร้อย เหล่านี้เป็นที่ทำให้เนิ่นช้า สำหรับ ภิกษุ
เหล่าอื่น เพราะฉะนั้น พระเถระเมื่อแสดงว่า ขึ้นชื่อว่าเวลาประมาท
ย่อมไม่มีแก่เรา เพราะปล่อยที่ประมาณเท่านี้ได้แล้ว จึงตอบลักษณะของ
ความไม่ประมาทถวายในที่ตั้งแห่งความประมาท
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทานสาธุการแก่พระเถระนั้นแล้ว
เมื่อจะตรัสถามปฐมฌานจึงตรัสอีกว่า อตฺถิ ปน โว ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบท
เหล่านั้น บทว่า อุตฺตริมนุสสธมฺมา คือ ธรรมอันยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์.
บทว่า อลมริยาณทสฺสนวิเสโส ได้แก่ คุณวิเศษคือญาณทัสสนะ สามารถ
ทำความเป็นพระอริยะบทว่า กึ หิ โน สิยา ภนฺเต ความว่า เพราะเหตุไร
คุณวิเศษที่บรรลุแล้ว จักไม่บรรลุเล่า.บทว่า ยาวเทว คือ เพียงใดนั่นเอง.
เมื่อการบรรลุปฐมฌานที่พระเถระตอบชี้แจงแล้ว อย่างนี้ พระผู้มีพระภาค-
เจ้าเมื่อตรัสถามทุติฌานเป็นต้น จึงตรัสว่า เอตสฺ ส ปน โว ดังนี้. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า สมติกฺกมาย คือ เพื่อความก้าวล่วง.บทว่า ปฏิปสฺสทฺธิยา

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 21
คือ เพื่อความสงบระงับ. ที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในบททั้งปวง.
ส่วนในปัญหาสุดท้าย เมื่อตรัสถามนิโรธสมาบัติที่ได้บรรลุด้วยอำนาจ
โลกุตตรญาณทัสสนะ จึงตรัสว่า อลมริยาณทสฺสนวิเสโส ดังนี้. พระเถระ.
ตอบชี้แจง ตามสมควรแก่การถาม. ในข้อนั้น พระเถระกล่าวว่า เพราะความสุข
ที่ไม่ได้เสวย สงบกว่า ประณีตกว่า ความสุขที่เสวยแล้ว ฉะนั้น พวก
ข้าพระองค์ยังพิจารณาไม่เห็นผาสุกวิหารอื่นที่ยิ่งกว่าประณีตกว่าเลย.
บทว่า ธมฺมิยา กถาย ความว่า ภิกษุแม้ทั้งปวง สำเร็จกิจ ในสัจจะทั้ง ๔
ด้วยธรรมกถา ประกอบด้วยอานิสงส์แห่งสามัคคีรส ไม่มีคำอะไรที่ท่านจะ
พึงกล่าวเพื่อประโยชน์แก่การบรรลุสัจจะเหล่านั้น ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสอานิสงส์แห่งสามัคคีรสแก่ภิกษุเหล่านั้นว่า นี้เป็นอานิสงส์และนี้เป็น
อานิสงส์ดังนี้ด้วยสามัคคีรส. บทว่า ภควนฺต อนุสาเรตฺวา คือ ตามเสด็จ.
ได้ยินว่า พวกภิกษุเหล่านั้น รับบาตรและจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ไปหน่อยหนึ่ง. ในเวลาที่ภิกษุเหล่านั้นไปส่งเสด็จถึงที่สุดบริเวณแห่งวิหาร
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เอาบาตรและจีวรของเรามาเถิด พวกเธอจงอยู่
ในที่นี้ แล้วทรงหลีกไป. บทว่า ตโต ปฏินิวตฺติตฺวา ได้แก่ กลับจากที่ไปแล้ว.
บทว่า กินฺนุ โข มย อายสฺมโต ความว่า ภิกษุทั้งหลาย อาศัยพระผู้มี
พระภาคเจ้า บรรลุคุณมีบรรพชาเป็นต้นแล้ว ก็รังเกียจด้วยการกล่าวคุณ
ของตน กล่าวแล้ว เพราะเป็นผู้ปรารถนาน้อยในมรรคผลที่บรรลุ. บทว่า
อิมาสญฺจ อิมาสญฺจ ได้แก่ โลกิยะและโลกุตตรธรรม มีปฐมฌานเป็นต้น.
บทว่า เจตสา เจโต ปริจฺจ วิทิโต ความว่า พระเถระกำหนดจิตด้วยจิต
แล้วรู้อย่างนี้ว่า วันนี้ท่านผู้มีอายุ ของเรายังเวลาให้ล่วงไปด้วยโลกิยสมาบัติ
วันนี้ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยโลกุตตรสมาบัติ. บทว่า เทวตาปิ เม ความว่า
แม้พวกเทพดาบอกอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญอนุรุทธะวันนี้ พระนันทิยเถระ
ผู้เป็นเจ้า ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยสมาบัตินี้ วันนี้ พระกิมพิลเถระผู้เป็นเจ้า

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 22
ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยสมาบัตินี้ บทว่า ปญฺหาภิปุฏฺเน ความว่า เราเตรียม
ปากไว้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้ว่า ข้อแม้นั้นเรารู้แล้วด้วยตนเอง หรือ
เทพดาบอก ดังนี้. ยกถ้อยคำที่ยังไม่ถาม ก็ไม่กล่าวถาม. ส่วนพระผู้มี
พระภาคเจ้าถูกถามปัญหาคือ ถูกถามปัญหาอยู่ ทรงตอบชี้แจงพระองค์จึง
ตรัสว่า พวกเธอยังไม่ชอบใจในข้อนั้นหรือ.
บทว่า ทีโฆ มาแล้วในคาถาอย่างนี้ว่า มณิ มานิจโร ทีโฆ อโถ
เสรีสโก สห เป็นเทวราชองค์หนึ่ง ในจำนวนยักษ์เสนาบดี ๒๘ องค์
ผู้ถูกถาม. บทว่า ปรชโน เป็นชื่อของยักษ์นั้น. บทว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ
ความว่า ได้ยินว่า ยักษ์นั้นถูกท้าวเวสสวัณส่งไปแล้ว เมื่อไปยังที่แห่งหนึ่ง
เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง ออกจาก
ที่พัก สร้างด้วยอิฐระหว่างป่าโคสิงคสาลวัน คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
ทรงถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์ เสด็จไปสำนักของกุลบุตรทั้ง ๓ ใน
ป่าโคสิงคสาลวัน พระธรรมเทศนาจักมีมากในวันนี้ แม้เราพึงเป็นผู้มีส่วนแห่ง
เทศนานั้น เดินตามรอยพระบาทของพระศาสดา ด้วยกายที่ปรากฏ ยืนฟัง
ธรรมในที่ไม่ไกล เมื่อพระศาสดาเสด็จไป ก็ไม่ไป ยืนอยู่ ณ ที่นั้น เพื่อจะดู
ว่าพระเถระเหล่านั้น จักทำอะไรกัน ดังนี้ ในขณะนั้นเห็นพระเถระทั้งสอง
รูปนั้นห่วงใยพระอนุรุทธเถระ คิดว่า พระเถระเหล่านี้อาศัยพระผู้มี
พระภาคเจ้า บรรลุคุณทั้งปวงมีบรรพชาเป็นต้น ตระหนี่ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ไม่กล้า ซ่อนเร้นเหลือเกิน ปกปิด บัดนี้เราจักไม่ให้ท่านปกปิด เราจัก
ประกาศคุณของพระเถระเหล่านั้นแต่แผ่นดิน จนถึงพรหมโลก. จึงเข้าไปเฝ้า
พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ. บทว่า ลาภา ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์
ผู้เจริญ คนชาวแคว้นวัชชี ย่อมได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้เห็นกุลบุตร
ทั้ง ๓ เหล่านี้ ย่อมได้ถวายบังคม ถวายไทยธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญเป็น
ลาภของชาววัชชีเหล่านั้น. บทว่า สทฺท สุตฺวา ความว่า ได้ยินว่า ยักษ์นั้นส่ง

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 23
เสียงดังด้วยอานุภาพแห่งยักษ์ เปล่งวาจานั้นครอบแคว้นวัชชีทั้งสิ้น.
เพราะเหตุนั้น ภุมมเทวดาที่สถิตอยู่ที่ต้นไม้และภูเขาเป็นต้นเหล่านั้นๆ
ได้ยินเสียงของยักษ์นั้น. ท่านหมายเอาข้อนั้น กล่าวว่า สทฺท สุตฺวา ดังนี้.
บทว่า อนุสฺสาเวสุ ได้แก่ ได้ยินเสียงดังแล้ว ป่าวร้องไป. ในบททั้งปวงมีนัยนี้
บทว่า ยาว พฺรหฺมโลกา ได้แก่ จนถึงอกนิฏฐพรหมโลก. บทว่า ตญฺเจปิ
กุล ความว่า พึงทราบเนื้อความในบททั้งปวงอย่างนี้ว่า กุลบุตรเหล่านี้ออก
จากตระกูลของเราบวชแล้ว มีศีล มีคุณ ถึงพร้อมด้วยอาจาระ มีกัลยาณ-
ธรรมอย่างนี้ ถ้าตระกูลนั้น มีจิตเลื่อมใส พึงระลึกถึงกุลบุตรทั้ง ๓ เหล่านั้น
อย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงจบพระธรรมเทศนาด้วยอนุสนธิ ด้วย
ประการฉะนี้แล.
 
จบอรรถกถาจูฬโคสิงคสาลสูตรที่ ๑.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 24
๒. มหาโคสิงคสาลสูตร
[๓๖๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าโคสิงคสาลวัน พร้อม
ด้วยพระสาวกผู้เถระซึ่งมีชื่อเสียงมากรูป คือ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระ-
มหาโมคคัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ ท่านพระอนุรุทธะ ท่านพระเรวตะ
ท่านพระอานนท์ และพระสาวกผู้เถระ ซึ่งมีชื่อเสียงอื่นๆ.
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ออกจากที่หลีกเร้นในเวลา
เย็น เข้าไปหาท่านพระมหากัสสปะ ครั้นแล้วได้กล่าวว่า มาไปกันเถิด
ท่านกัสสปะ เราจักเข้าไปหาท่านพระสารีบุตรเพื่อฟังธรรม ท่านพระมหา-
กัสสปะรับคำท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมค-
คัลลานะ ท่านพระมหากัสสปะ และท่านพระอนุรุทธะ เข้าไปหาท่านพระ-
สารีบุตร เพื่อฟังธรรม ท่านพระอานนท์ได้เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ท่านพระมหากัสสปะ และท่านพระอนุรุทธะ เข้าไปหาท่านพระ-
สารีบุตร เพื่อฟังธรรม ครั้นแล้ว จึงเข้าไปหาท่านพระเรวตะ แล้วกล่าวว่า
ท่านเรวตะ ท่านสัตบุรุษพวกโน้น กำลังเข้าไปหาท่านพระเรวตะ เพื่อฟัง
ธรรม มาไปกันเถิด ท่านเรวตะ เราจักเข้าไปหาท่านพระสารีบุตร เพื่อฟัง
ธรรม ท่านพระเรวตะรับคำท่านพระอานนท์แล้ว ลำดับนั้นท่านพระเรวตะ
และท่านพระอานนท์เข้าไปหาท่านพระสารีบุตร เพื่อฟังธรรม.
[๓๗๐] ท่านพระสารีบุตร ได้เห็นท่านพระเรวตะและท่านพระอานนท์
กำลังเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์จง
มาเถิด ท่านอานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้อยู่ใกล้พระผู้มี
พระภาคเจ้า มาดีแล้ว ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวันเป็นสถานน่ารื่นรมย์

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 25
ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้ง
ไป ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร.
ท่านพระอานน์ตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้เป็น
พหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะสั่งสมสุตะ ธรรมเหล่านั้นใด งามในเบื้องต้น งามใน
ท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศพรหม-
จรรย์บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น อันภิกษุนั้นสดับมาก
แล้ว ทรงไว้แล้ว สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยความ
เห็น ภิกษุนั้นแสดงธรรมแก่บริษัท ๔ ด้วยบทและพยัญชนะอันราบเรียบไม่
ขาดสาย เพื่อถอนเสียซึ่งอนุสัย ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วย
ภิกษุเห็นปานนี้แล.
[๓๗๑] เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กล่าวกะท่านพระเรวตะว่า ท่านเรวตะ ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่าน
อานนท์พยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอถามเรวตะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน
เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั่ว
ต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ย่อมฟุ้งไป ท่านเรวตะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วย
ภิกษุเห็นปานไร.
ท่านพระเรวะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ เป็น
ผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้น ประกอบเนืองๆ
ซึ่งเจโตสมถะอันเป็นภายใน มีฌานอันไม่ห่างเหินแล้ว ประกอบด้วยวิปัสนา
พอกพูนสุญญาคาร ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวันพึงงามด้วยภิกษุเห็น
ปานนี้แล.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 26
สรรเสริญทิพยจักษุ
[๓๗๒] เมื่อท่านพระเรวตะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กล่าวกะท่านพระอนุรุทธะว่า ท่านอนุรุทธะปฏิภาณตามที่เป็นของ
ตน ท่านเรวตะพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอถามท่านอนุรุทธะในข้อนั้นว่า
ป่าโคสิงคสาลวันป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอกบาน
สะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านอนุรุทธะ ป่าโคสิงคสาลวัน
จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร.
ท่านอนุรุทธะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้ ย่อมตรวจ
ดูโลกพันหนึ่งด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ เปรียบเหมือน
บุรุษผู้มีจักษุขึ้นปราสาทอันงดงามชั้นบน พึงแลดูมณฑลแห่งกงตั้งพันได้ฉัน
ใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์
ล่วงจักษุของมนุษย์ ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็น
ปานนี้แล.
[๓๗๓] เมื่อท่านพระอนุรุทธะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กล่าวกะท่านพระมหากัสสปะว่า ท่านกัสสปะปฏิภาณตามที่เป็นของตน
ท่านอนุรุทธะพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอถามท่านมหากัสสปะในข้อนั้น
ว่า ป่าโคสิงคสาลวันเป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละ
มีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ย่อมฟุ้งไป ท่านกัสสปะ ป่าโคสิงค-
สาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร.
ท่านพระมหากัสสปะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้
ตนเองอยู่ในป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้อยู่ในป่าเป็น
วัตรด้วย ตนเองเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ
เป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรด้วย ตนเองถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าว

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 27
สรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ตนเองถือไตรจีวรเป็นวัตร
และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตรด้วย ตนเองเป็น
ผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความ
ปรารถนาน้อยด้วย ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งสันโดษ
ด้วย ตนเองเป็นผู้สงัดและกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความสงัดด้วย ตนเองเป็น
ผู้ไม่คลุกคลี และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วย ตนเองเป็น
ผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความเพียร
ด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึง
พร้อมด้วยศีลด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ และกล่าวสรรเสริญคุณ
แห่งความถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา และ
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อม
ด้วยวิมุตติ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมวิมุตติด้วย ตนเองเป็นผู้
พร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อม
ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะด้วย ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุ
เห็นปานนี้แล.
[๓๗๔] เมื่อท่านพระมหากัสสปะกล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กล่าวกะท่านพระมหาโมคคัลลานะว่า ท่านโมคคัลลานะ ปฏิภาณตามที่
เป็นของตน ท่านมหากัสสปะพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราจะขอถามท่านมหาโมค-
คัลลานะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่ม
กระจ่าง ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั้งต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่าน
โมคคัลลานะ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเช่นไร.
ท่านพระมหาโมคคัลสานะตอบว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุ ๒ รูป ใน
พระศาสนานี้ กล่าวอภิธรรมกถา เธอทั้ง ๒ นั้น ถามกันและกัน ถามปัญหา
กันแล้ว ย่อมแก้กันเอง ไม่หยุดพักด้วย และธรรมกถาของเธอทั้ง ๒ นั้น

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 28
ย่อมเป็นไปด้วย ท่านสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.
 
สรรเสริญสมาบัติ
[๓๗๕] ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้กล่าวกะท่านพระ-
สารีบุตรว่า ท่านสารีบุตรปฏิภาณตามที่เป็นของตน อันเราทั้งหมดพยากรณ์
แล้ว บัดนี้ เราจะขอถามท่านสารีบุตร ในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวันเป็น
สถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่น
คล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านสารีบุตรป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุ
เห็นปานไร.
ท่านพระสารีบุตรตอบว่า ท่านโมคคัลลานะ ภิกษุในพระศาสนานี้
ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจและไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วย
วิหารสมาบัติใดในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า หวังจะอยู่
ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง
หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลา
เย็น เปรียบเหมือนหีบผ้าของพระราชา หรือราชอำมาตย์ ซึ่งเต็มด้วยผ้าที่
ย้อมแล้วเป็นสีต่าง ๆ พระราชาหรือราชมหาอำมาตย์นั้น หวังจะห่มคู่ผ้าชนิด
ใดในเวลาเช้า ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลาเช้า หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดในเวลา
เที่ยง ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลาเที่ยง หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดในเวลา
เย็น ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ในเวลาเย็น ฉันใด ภิกษุยังจิตให้เป็นในอำนาจและ
ไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลา
เช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดใน
เวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง หวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติ
ใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเย็น ฉันนั้นเหมือนกัน
ท่านโมคคัลลานะ ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 29
สรรเสริญความเป็นพหูสูต
[๓๗๖] ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวกะท่านผู้มีอายุเหล่านั้น
ว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลายปฏิภาณตามที่เป็นของตนๆ พวกเราทุกรูปพยากรณ์
แล้ว มาไปกันเถิด พวกเราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ
ครั้นแล้วจักกราบทูลเนื้อความนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า
จักทรงพยากรณ์แก่พวกเราอย่างใด พวกเราจักทรงจำข้อความนั้นไว้อย่าง
นั้น ท่านผู้มีอายุเหล่านั้นรับคำท่านพระสารีบุตรแล้ว.
ลำดับนั้น ท่านผู้มีอายุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง
ที่ประทับ ครั้นแล้วถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง
หนึ่ง แล้วท่านพระสารีบุตรได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ
ประทานพระวโรกาส ท่านพระเรวตะ ท่านพระอานนท์ เข้าไปหาข้าพระองค์ถึง
ที่อยู่เพื่อฟังธรรม ข้าพระองค์ได้เห็นท่านพระเรวตะและท่านพระอานนท์
กำลังเดินมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ว่า ท่านอานนท์
จงมาเถิด ท่านอานนท์ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้อยู่ใกล้พระผู้มี
พระภาคเจ้า มาดีแล้ว ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวันเป็นสถานน่า
รื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์
ย่อมฟุ้งไป ท่านอานนท์ ป่าโคสิงคสาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร
เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ได้ตอบข้าพระองค์ว่า
ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรงสุตะสั่งสมสุตะ
ธรรมเหล่าใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถ
พร้อมทั้งพยัญชนะ. ประกาศพรหมจรรย์ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรม
เห็นปานนั้น อันภิกษุนั้นสดับมากแล้ว ทรงไว้แล้ว สั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่ง
ด้วยใจ แทงตลอดดีแล้ว ด้วยความเห็น ภิกษุนั้นแสดงธรรมแก่บริษัท ๔

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 30
ด้วยบทและพยัญชนะอันราบเรียบไม่ขาดสายเพื่อถอนเสียซึ่งอนุสัย
ท่านสารีบุตรป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร อานนท์ เมื่อจะ
พยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ตามนั้นด้วยว่า อานนท์เป็นพหูสูต เป็นผู้ทรง
สุตะ สั่งสมสุตะ ธรรมเหล่าใด งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งาม
ในที่สุดพร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศพรหมจรรย์บริสุทธิ์
บริบูรณ์สิ้นเชิง ธรรมเห็นปานนั้น อันอานนท์นั้นสดับมากแล้ว ทรงไว้
แล้วสั่งสมด้วยวาจา ตามเพ่งด้วยใจ แทงตลอดดีแล้วด้วยความเห็น อานนท์
นั้นแสดงธรรมแก่บริษัท ๔ ด้วยบทและพยัญชนะอันราบเรียบไม่ขาดสาย
เพื่อถอนเสียซึ่งอนุสัย.
[๓๗๗] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อท่านพระอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว
ข้าพระองค์ได้กล่าวกะท่านพระเรวตะว่า ท่านเรวตะ ปฏิภาณตามที่เป็นของ
ตน ท่านอานนท์พยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอถามท่านเรวตะในข้อนั้นว่า
ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอก
บานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านเรวตะ ป่าโคสิงคสาลวัน
จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่าน
พระเรวตะได้ตอบข้าพระองค์ว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้
เป็นผู้มีความหลีกเร้นเป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้นประกอบเนืองๆ
ซึ่งเจโตสมถะอันเป็นภายใน มีฌานอันไม่เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา
พอกพูนสุญญาคาร ท่านสารีบุตรป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็น
ปานนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร เรวตะเมื่อจะ
พยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ตามนั้น ด้วยเรวตะ เป็นผู้มีความหลีกเร้น
เป็นที่มายินดี ยินดีแล้วในความหลีกเร้นประกอบเนืองๆ ซึ่งเจโตสมถะอันเป็น

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 31
ภายใน มีฌานอันไม่เหินห่าง ประกอบด้วยวิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร.
[๓๗๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อท่านพระเรวตะกล่าวอย่างนี้แล้ว
ข้าพระองค์ได้กล่าวกะพระอนุรุทธะว่า ท่านอนุรุทธะ ปฏิภาณตามที่เป็นของ
ตน ท่านเรวตะพยากรณ์แล้ว บัดนี้ เราขอถามท่านอนุรุทธะในข้อนั้นว่า
ป่าโคสิงคสาลวันเป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอกบาน
สะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านอนุรุทธะ ป่าโคสิงคสาลวัน
จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่าน
พระอนุรุทธะได้ตอบข้าพระองค์ว่า ท่านสารีบุตร ภิกษุในพระศาสนานี้
ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์
เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ขึ้นปราสาทอันงดงามชั้นบน พึงแลดูมณฑล
แห่งกงตั้งพันได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่งด้วย
ทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์ ท่านสารีบุตรป่าโคสิงคสาลวัน
พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร อนุรุทธะ เมื่อจะ
พยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ตามนั้น ด้วยว่า อนุรุทธะ ย่อมตรวจดูโลก
ตั้งพันด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ ล่วงจักษุของมนุษย์.
 
สรรเสริญภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร
[๓๗๙] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อท่านพระอนุรุทธะกล่าวอย่างนี้แล้ว
ข้าพระองค์ได้กล่าวกะท่านพระมหากัสสปะว่า ท่านกัสสปะ ปฏิภาณตามที่
เป็นของตน ท่านพระอนุรุทธะพยากรณ์เล้ว บัดนี้ เราขอถามท่านมหากัสสปะ
ในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง
ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้ายทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ท่านกัสสปะ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 32
ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไร เมื่อข้าพระองค์กล่าว
อย่างนี้แล้ว ท่านพระมหากัสสปะ. ได้ตอบข้าพระองค์ว่า ท่านสารีบุตร
ภิกษุในพระศาสนานี้ ตนเองอยู่ในป่าเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง
ความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรด้วย ตนเองถือผ้าบังสกุลเป็นวัตร และ
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือผ้าบังสกุลเป็นวัตรด้วย ตนเองเป็นผู้ถือ
ไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตร
ด้วย ตนเองเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ
เป็นผู้มีความปรารถนาน้อยด้วย ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญ
คุณแห่งความสันโดษด้วย ตนเองเป็นผู้สงัด และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง
ความสงัดด้วย ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลี และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความ
ไม่คลุกคลีด้วย ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่ง
การปรารภความเพียรด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และกล่าว
สรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยศีลด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วย
สมาธิ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วย ตนเองเป็นผู้ถึง
พร้อมด้วยปัญญา และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วย
ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อม
ด้วยวิมุตติด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าว
สรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสะด้วย ท่านสารีบุตร
ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร กัสสปะ เมื่อจะ
พยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ตามนั้นด้วยว่ากัสสปะ ตนเองเป็นผู้อยู่ในป่า
เป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร
ด้วย ตนเองถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้ถือ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 33
ผ้าบังสุกุลเป็นวัตรด้วย ตนเองถือไตรจีวรเป็นวัตร และกล่าวสรรเสริญคุณ
แห่งความเป็นผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตรด้วย ตนเองเป็นผู้มีความปรารถนา
น้อย และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยด้วย
ตนเองเป็นผู้สันโดษ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้สันโดษ
ด้วย ตนเองเป็นผู้สงัด และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความเป็นผู้สงัดด้วย
ตนเองเป็นผู้ไม่คลุกคลี และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความไม่คลุกคลีด้วย
ตนเองเป็นผู้ปรารภความเพียร และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งการปรารภความ
เพียรด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึง
พร้อมด้วยศีลด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสมาธิ และกล่าวสรรเสริญคุณ
แห่งความถึงพร้อมด้วยสมาธิด้วย ตนเองเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา และ
กล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยปัญญาด้วยตนเองเป็นผู้ถึงพร้อม
ด้วยวิมุตติ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึงพร้อมด้วยวิมุตติด้วย ตนเอง
ผู้ถึงพร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะ และกล่าวสรรเสริญคุณแห่งความถึง
พร้อมด้วยวิมุตติญาณทัสสนะด้วย.
[๓๘๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อท่านพระมหากัสสปะกล่าวอย่างนี้
แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวกะท่านมหาโมคคัลลานะว่า ดูก่อนท่านโมคคัลลานะ
ปฏิภาณตามที่เป็นของตน ท่านพระมหากัสสปะพยากรณ์แล้ว บัดนี้
เราจะขอถามท่านมหาโมคคัลลานะในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวันเป็นสถาน
น่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั่วต้น กลิ่นคล้าย
ทิพย์ ย่อมฟุ้งไป ดูก่อนท่านมหาโมคคัลลานะป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงามด้วย
ภิกษุเห็นปานไร เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะ
ได้ตอบข้าพระองค์ว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร ภิกษุ ๒ รูปในพระศาสนานี้
กล่าวอภิธรรมกถา เธอทั้ง ๒ นั้นถามกันและกัน ถามปัญหากันแล้วย่อมแก้

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 34
กันเองไม่หยุดพักด้วย และธรรมกถาของเธอทั้ง ๒ นั้น ย่อมเป็นไปด้วย
ดูก่อนท่านสารีบุตรป่าโคสิงคสาลวันพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ สารีบุตร โมคคัลลานะ เมื่อจะ
พยากรณ์โดยชอบพึงพยากรณ์ตามนั้น ด้วยว่าโมคคัลลานะเป็นธรรมกถึก
 
สรรเสริญสมาบัติอีก
[๓๘๑] เมื่อท่านพระสารีบุตรกล่าวอย่างนั้นแล้ว ท่านพระมหาโมคคัล-
ลานะได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์เจริญ ในลำดับต่อ
ไป ข้าพระองค์ได้กล่าวกะท่านพระสารีบุตรว่า ดูก่อนท่านสารีบุตร
ปฏิภาณตามที่เป็นของตน เราทั้งหมดพยากรณ์แล้ว บัดนี้เราจะขอถามท่าน
สารีบุตรในข้อนั้นว่า ป่าโคสิงคสาลวัน เป็นสถานน่ารื่นรมย์ ราตรีแจ่มกระจ่าง
ไม้สาละมีดอกบานสะพรั่งทั่วตัว กลิ่นคล้ายทิพย์ย่อมฟุ้งไป ดูก่อนท่านสารี-
บุตร ป่าโคสิงคสาลวันจะพึงงามด้วย ภิกษุเห็นปานไร เมื่อข้าพระองค์กล่าว
อย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตรได้ตอบข้าพระองค์ว่า ดูก่อนท่านมหาโมคคัล-
ลานะ ภิกษุในพระศาสนานี้ ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจ และไม่เป็นตาม
อำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมา-
บัตินั้นได้ในเวลาเช้า เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วย
วิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลา
เย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัติในเวลาเย็น เปรียบเหมือนหีบผ้าของพระราชา
หรือราชมหาอำมาตย์ ซึ่งเต็มด้วยผ้าที่ย้อมเป็นสีต่าง ๆ พระราชาหรือ
ราชมหาอำมาตย์นั้น หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดใดในเวลาเช้า ก็ห่มคู่ผ้าชนิดนั้นได้ใน
เวลาเช้า หวังจะห่มคู่ผ้าชนิดนั้น นั้นได้ในเวลาเย็นฉันใด ภิกษุยังจิตให้เป็นไปใน
อำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดใน

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 35
เวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมา-
บัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง เธอหวังจะอยู่
ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเย็นฉันนั้น
เหมือนกัน ดูก่อนท่านมหาโมคคัลลานะ ป่าโคสิงคสาลวันพึงงามด้วยภิกษุ
เห็นปานนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีละ ดีละ โมคคัลลานะ สารีบุตรเมื่อจะ
พยากรณ์โดยชอบพึงพยากรณ์ตามนั้น ด้วยว่า สารีบุตรยังจิตให้เป็นไปใน
อำนาจ และไม่เป็นไปตามอำนาจของจิต เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมาบัติใดใน
เวลาเช้า ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเช้า เธอหวังจะอยู่ด้วยวิหารสมา-
บัติใดในเวลาเที่ยง ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลาเที่ยง เธอหวังจะอยู่
ด้วยวิหารสมาบัติใดในเวลาเย็น ก็อยู่ด้วยวิหารสมาบัตินั้นได้ในเวลา
เย็น.
 
สรรเสริญความสิ้นอาสวะ
[๓๘๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร
ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำของใครหนอ
เป็นสุภาษิต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสารีบุตร คำของพวกเธอทั้ง
หมด เป็นสุภาษิตโดยปริยาย ก็แต่พวกเธอจงฟังคำของเรา ถามว่า ป่าโคสิงค-
สาลวัน จะพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานไรนั้น เราตอบว่า ดูก่อนสารีบุตร
ภิกษุในศาสนานี้ กลับจากบิณฑบาตในเวลาหลังภัตแล้ว นั่งขัดสมาธิตั้งกาย
ให้ตรง ดำรงสติมั่นเฉพาะหน้าว่า จิตของเรายังไม่หมดความถือมั่น ยังไม่

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 36
หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลายเพียงใด เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้เพียงนั้น
ดังนี้ ดูก่อนสารีบุตร ป่าโคสิงคสาลวันพึงงามด้วยภิกษุเห็นปานนี้แล.
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธภาษิตแล้ว ท่านผู้มีอายุเหล่า
นั้นชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วแล.
 
จบมหาโคสิงคสาลสูตรที่ ๒

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 37
อรรถกถามหาโคสิงคสาลสูตร
มหาโคสิงคสาลสูตร มีบทเริ่มต้นว่า เอวมฺเมสุต.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โคสิงคสาลวนทาเย นี้ ท่านกล่าวเพื่อ
แสดงที่อยู่ ก็สูตรอื่นท่านแสดงโคจรคามอย่างนี้ก่อนว่า พระผู้มีพระภาค
เจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร โคจรคามของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ประจำ
ในมหาโคสิงคสาลสูตรนี้ แต่จักเป็นโคจรคามบางคราว เพราะฉะนั้น ท่าน
แสดงถึงที่อยู่อย่างเดียวว่า พระสูตรนั้นมีป่าเป็นที่ตั้ง. บทว่า สมฺพหุเลหิ
คือมากมาย. บทว่า อภิญฺาเตหิ อภิญฺาเตหิ ได้แก่ มีชื่อเสียงปรากฏในที่
ทุกแห่ง. บทว่า เถเรหิ สาวเกหิ สทฺธึ ความว่า พร้อมคือร่วมด้วยผู้เป็นพระ
เถระ เพราะประกอบด้วยธรรม กระทำความมั่นคง มีความสำรวมใน
ปาฏิโมกข์ เป็นต้น เป็นพระสาวก เพราะเกิดในที่สุดการฟัง.
บัดนี้ เมื่อทรงแสดงพระเถระเหล่านั้น โดยสรุปจึงตรัสว่า อายสฺมตา
จ สารีปุตฺเตน ดังนี้เป็นต้น. บรรดาพระเถระเหล่านั้น ท่านพระสารีบุตร
มีชื่อเสียงในพระพุทธศาสนาด้วยคุณมีศีลเป็นต้นของตน คือปรากฏ
แล้ว เหมือนพระอาทิตย์พระจันทร์อยู่ท่ามกลางท้องฟ้า ปรากฏแก่ผู้มีจักษุ
และเหมือนสาครปรากฏแก่ผู้ยืนอยู่บนฝั่งแห่งสมุทร. ก็พึงทราบความ
ที่พระเถระนั้นเป็นใหญ่ด้วยอำนาจแห่งคุณที่มาแล้วในพระสูตรนี้อย่างเดียว
ไม่ได้. ควรจะทราบความที่พระเถระเป็นใหญ่ด้วยอำนาจแห่งพระสูตร
แม้เหล่านี้ อื่นจากพระสูตรนี้คือ ธัมมทายาทสูตร อนังคณสูตร
สัมมาทิฏฐิสูตร จุลลสีหนาทสูตร มหาสีหนาทสูตร รถวินีตสูตร
มหาหัตถิปโทปมสูตร มหาเวทัลลสูตร วัตถูปมสูตร ทีฆนขสูตร

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 38
อนุปทสูตร เสวิตัพพาเสวิตัพพสูตร สัจจวิภังคสูตร ปิณฑปาตปาริ-
สุทธิสูตร สัมปสาทนียสูตร สังคีติสูตร ทสุตตรสุตร ปวารณาสูตร สุลิม-
สูตร เถรปัญหสูตร มหานิเทส ปฏิสัมภิทามรรค เถรสีหนาทสูตร
การบวช เอตทัคคะ ดังนี้ จริงอยู่ ในเอตทัคคะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสารีบุตรเป็นยอดแห่งภิกษุสาวกผู้มีปัญญาของ
เรา.
แม้พระมหาโมคคัลลานะเป็นผู้ใหญ่ปรากฏเหมือนพระเถระมีชื่อเสียง
ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น และด้วยคุณมาแล้วในพระสูตรนี้.
อนึ่ง ควรทราบความที่พระเถระนั้นเป็นใหญ่ ด้วยอำนาจพระสูตรแม้
เหล่านี้คือ อนุมานสูตร จุลลตัณหาสังขยสูตร มารตัชชนียสูตร การยังปรา
สาทให้หวั่นไหว การทรมานนันโทปนันทนาคราช ประกอบด้วยอิทธิบาททั้ง
สิ้น. การไปสู่เทวโลกในคราวแสดงยมกปาฏิหาริย์ วิมานวัตถุ เปตวัตถุ
การบวช เอตทัคคะ ดังนี้ จริงอยู่ ในเอตทัคคะ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส
ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระมหาโมคคัลลานะ เป็นยอดแห่งภิกษุสาวกผู้มี
ฤทธิ์ของเรา.
แม้พระมหากัสสปะเป็นใหญ่ปรากฏมาเหมือนพระเถระ มีชื่อเสียง
ด้วยศีลาทิคุณ และด้วยคุณมาแล้วในพระสูตรนี้. อนึ่ง ควรทราบความที่พระ
เถระนั้นเป็นใหญ่ด้วยอำนาจพระสูตรเหล่านี้คือ จีวรปริวัตตนสูตร จันโทปม-
สูตร กัสสปสังยุตต์ทั้งสิ้น มหาอริยวังสสูตร การบวชของพระเถระเอตทัคคะ
ดังนี้ จริงอยู่ ในเอตทัคคะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย พระมหากัสสปะเป็นยอดแห่งภิกษุสาวกทรงธุดงค์ของเรา.
แม้พระอนุรุทธะเป็นผู้ใหญ่ปรากฏ เหมือนพระเถระมีชื่อเสียง ด้วย
ศีลาทิคุณ และด้วยคุณมาแล้วในพระสูตรนี้ อนึ่ง ควรทราบความที่พระเถระ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 39
นั้นเป็นใหญ่ด้วยสามารถแห่งพระสูตรแม้เหล่านี้คือ จุลลโคสิงคสูตร นฬก-
ปานสูตร อนุตตริยสูตร อุปักกิเลสสูตร อนุรุทธสังยุต มหาปุริสวิตักก-
สูตร การบวชของพระเถระ เอตทัคคะ ดังนี้ จริงอยู่ในเอตทัคคะพระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอนุรุทธะเป็นยอดแห่งภิกษุสาวกผู้มี
ทิพยจักษุของเรา.
ก็พระเรวตะมี ๒ รูปคือ ขทิรวนิยเรวตะ ๑ กังขาเรวตะ ๑ ในบท
ว่า อายสฺมตา จ เรวเตน นี้ ใน ๒ รูปนั้น ในที่นี้ไม่ประสงค์เอาพระขทิรวนิย
เรวตะ ซึ่งเป็นน้องชายของพระธรรมเสนาบดี. ส่วนพระเถระมากด้วยความ
สงสัยอย่างนี้ว่า น้ำอ้อยควรไหม ถั่วเขียวควรไหม ประสงค์แล้วว่า เรวตะใน
ที่นี้. ก็พระเรวตะนั้นเป็นผู้ใหญ่ปรากฏเหมือนพระเถระมีชื่อเสียงด้วย ศีลาทิ
คุณ และด้วยคุณมาแล้วในพระสูตรนี้.
อนึ่ง ควรทราบความที่พระเถระนั้นเป็นใหญ่ในการบวช แม้ใน
เอตทัคคะนั้น. จริงอยู่ในเอตทัคคะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง
หลาย พระกังขาเรวตะเป็นยอดแห่งภิกษุสาวกผู้มีฌานของเรา.
แม้พระอานนทเถระเป็นผู้ใหญ่ปรากฏเหมือนพระเถระมีชื่อเสียงด้วย
ศีลาทิคุณ และด้วยคุณมาแล้วในพระสูตรนี้ อนึ่ง ควรทราบความที่พระเถระ
นั้นเป็นใหญ่ด้วยอำนาจแห่งพระสูตรเหล่านี้ คือ เสลสูตร พาหิติยสูตร อเนญช-
สัปปายะโคปกสูตร โมคคัลลานะ พหุธาตุกะ จุลลสุญญตะ มหาสุญญตะ
อัจฉริยัมภูตสูตร ภัทเทกรัตตะ มหานิทานะ มหาปรินิพพานะ สุภ-
สูตร จุลลนิยโลกธาตุสูตร การบวช เอตทัคคะ ดังนี้ จริงอยู่ ในเอตทัคคะ
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอานนท์เป็นยอดแห่ง
ภิกษุสาวกผู้พหูสูตของเรา.
บทว่า อญฺเญหิ จ อภิญฺาเตหิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 40
ทับอยู่ในป่าโคสิงคสาลวันพร้อมด้วยเถรสาวกเป็นอันมากผู้มีชื่อเสียงปรากฏ
เพราะเป็นผู้มีคุณใหญ่เหล่านี้และเหล่าอื่นก็หาไม่. จริงอยู่ ในคราวนั้น
ท่านพระสารีบุตรตนเองมีปัญญามาก หาพวกภิกษุผู้มีปัญญามาก แม้เหล่า
อื่นเป็นอันมากไปอยู่แวดล้อมพระทศพล. ท่านมหาโมคคัลลานะ ตนเองมีฤทธิ์
ท่านมหากัสสปะตนเองเป็นธุตวาทะ ท่านอนุรุทธะตนเองได้ทิพยจักษุ
ท่านเรวตะตนเองยินดีในฌาน ท่านอานนท์ตนเองเป็นพหูสูต พาพวกภิกษุ
ผู้พหูสูตรเหล่าอื่นไปอยู่แวดล้อมพระทศพลในกาลนั้น. พระมหาเถระผู้มีชื่อ
เสียงเหล่านั้น และเหล่าอื่นในกาลนั้น พึงทราบว่า พวกภิกษุประมาณสาม
หมื่นอยู่แวดล้อมพระทศพล ด้วยประการฉะนี้แล
บทว่า ปฏิสลฺลานา วุฏฺิโต ความว่า ท่านมหาโมคคัลลานะออกจาก
วิเวกในผลสมาบัติ. บทว่า เยนายสฺมา มหากสฺสโป เตนุปสงฺกมิ ความว่า
ได้ยินว่า พระเถระออกจากที่หลีกเร้นแลดูโลกธาตุทางปัจฉิมทิศ ได้เห็น
สุริยมณฑล ๕๐ โยชน์ถ้วนกำลังอัสดงค์ เหมือนตุ้มหูกำลังตกจากพระกรรณ
กษัตริย์ผู้เมาอ่อนเพลียในราวป่า เหมือนผ้ากัมพลแดงที่เขารวบใส่ไว้ใน
หีบ เหมือนถาดทองคำ อันมีค่าแสนหนึ่ง กำลังตกจากงาที่ประดับด้วยแก้วมณี
ลำดับนั้น แลดูโลกธาตุทางปาจีนทิศ ได้เห็นจันทมณฑลขึ้นจากท้องสมุทร
มีสีเหมือนเมฆ อันประดับพร้อมทั้งลักษณะมี ๔๙ โยชน์ บนยอดภูเขาจักร-
วาลด้านปาจีนทิศ เหมือนล้อเงินยึดที่ดุมหมุนไป เหมือนธารน้ำนมไหล
จากรางเงิน และเหมือนหงส์ขาวที่กระพือปีกทั้งสองบินไปในท้องฟ้า. ต่อจาก
นั้นก็แลดูสาลวัน ก็ในสมัยนั้น ตั้งแต่โคนต้นสาละจนถึงปลาย ดอกบาน
สะพรั่ง รุ่งเรือง เหมือนคลุมด้วยผ้าปาวาร ๒ ชั้น เหมือนมัดไว้ด้วยช่อ
มุกดา เมื่อเกสรดอกไม้ตกไปในที่นั้น ๆ พื้นแผ่นดินเป็นเหมือนเครื่องบูชาที่ดาดาษ
ด้วยดอกไม้ เหมือนรดด้วยน้ำครั่ง ฝูงผึ้งพอเมาเกสรดอกไม้ บินไปใน
ป่าคล้ายส่งเสียงหึ่ง ๆ ก็วันนั้น เป็นวันอุโบสถ ลำดับนั้น พระเถระคิดว่า

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 41
วันนี้เราจักยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความยินดีอะไรหนอ. ก็ธรรมดาว่าพระอริย-
สาวกรักการฟังธรรม พระเถระได้มีความดำริว่า วันนี้เราไปยังสำนักของ
พระธรรมเสนาบดีเถระผู้เป็นพี่ชายของเราแล้ว จักให้เวลาล่วงไปด้วยความ
ยินดีในธรรม. เมื่อไปก็ไม่ไปผู้เดียวคิดว่า เราจักเอาพระมหากัสสปเถระผู้
เป็นเพื่อนรักของเราไปด้วย ดังนี้ ลุกจากที่นั่งสะบัดท่อนหนัง เข้าไปหา
ท่านมหากัสสปะ.
บทว่า เอวมาวุโสติ โข อายสฺมา มหากสฺสโป ความว่า เพราะพระ
เถระเป็นอริยสาวกรักการฟังธรรม ฉะนั้น ได้ฟังคำของท่านมหาโมคคัลลานะ
แล้วไม่อ้างเลสอะไร ๆ ว่า ดูก่อนผู้มีอายุท่านไปเถิด กระผมปวดศีรษะ
หรือปวดหลัง กลับมีใจยินดี กล่าวคำเป็นต้นว่า เอวมาวุโส. ก็พระเถระรับคำ
แล้วลุกจากที่นั่งสะบัดท่อนหนัง ตามพระมหาโมคคัลลานะไป. สมัยนั้นพระ
มหาเถระ ๒ รูป รุ่งเรืองดุจดวงจันทร์ ๒ ดวง ขึ้นเรียงกัน ดุจดวง
อาทิตย์ ๒ ดวง ดุจพระยาช้างฉัททันต์ ๒ เชือก ดุจราชสีห์ ๒ ตัว และดุจเสือ
โคร่ง ๒ ตัว. สมัยนั้นพระอนุรุทธเถระนั่งในที่พักกลางวัน เห็นพระมหา
เถระ ๒ รูปไปยังสำนักของพระสารีบุตร เมื่อแลดูโลกธาตุด้านปัจฉิม
ทิศ ได้เห็นพระอาทิตย์กำลังลับป่า เมื่อแลดูโลกธาตุด้านปาจีนทิศ ได้เห็นดวง
จันทร์กำลังขึ้นจากชายป่า และเมื่อแลดูต้นสาละ ได้เห็นต้นสาละมีดอกบาน
สะพรั่ง คิดว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ และพระมหาเถระเหล่านี้เป็นพี่ชายของ
เรา ไปยังสำนักของพระธรรมเสนาบดี การฟังธรรมพึงมีมาก แม้เราจักเป็น
ผู้มีส่วนการฟังธรรมดังนี้แล้ว ลุกจากที่นั่งสะบัดท่อนหนัง เดินตามรอย
เท้าพระมหาเถระไป. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่าครั้งนั้นแล ท่านมหาโมค-
คัลลานะ ท่านมหากัสสปะ. และท่านอนุรุทธะ เข้าไปหาพระสารีบุตร ดัง
นี้. บทว่า อุปสงฺกมึสุ ความว่า พระมหาเถระทั้ง ๓ รูป ยืนเรียงกันรุ่ง
โรจน์ ดุจพระจันทร์ ดุจพระอาทิตย์ และดุจราชสีห์เข้าไปหา ก็ท่านอานนท์

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 42
นั่งในที่พักกลางวันของตน เห็นพระมหาเถระเข้าไปหาอย่างนี้แล้วคิดว่า
การฟังธรรมเป็นอันมากจักมีในวันนี้ แม้เราก็พึงเป็นผู้มีส่วนการฟังธรรม
นั้น ก็แหละเราจักไม่ไปผู้เดียว จักพาเอาพระเรวตเถระเพื่อนรักของเรา
ไปด้วย. เรื่องทั้งหมดพึงทราบความพิสดารตามนัยที่กล่าวแล้ว ในการเข้า
ไปหาของพระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะพระอนุรุทธะพระเถระ
ทั้ง ๒ รูปนั้น ยืนเรียงกันรุ่งโรจน์ ดุจพระจันทร์ ๒ ดวง ดุจพระอาทิตย์
๒ ดวง และดุจราชสีห์ ๒ ตัว เข้าไปหาด้วยประการฉะนี้. เพราะฉะนั้นท่าน
จึงกล่าวว่า ท่านพระสารีบุตรได้เห็นแล้ว ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ทิสฺวาน
อายสฺมนฺต อานนฺท เอตทโวจ ความว่า ท่านพระสารีบุตรเห็นแต่ไกล จึง
ได้กล่าวคำเป็นต้นนี้ประกอบด้วยอุปจารกถา โดยลำดับว่าขอท่านจงมาเถิด
ดังนี้. ในบทว่า รมณีย อาวุโส นี้ได้แก่ ป่าที่น่ารื่นรมย์ ๑ บุคคลที่น่า
รื่นรมย์ ๑
ใน ๒ อย่างนั้น ชื่อว่า ป่าดาดาษ ด้วยต้นกากะทิง สาละ และจำปา
เป็นต้น มีร่มเงาหนามีต้นไม้ต่างๆ เผล็ดดอกออกผลมีน้ำพร้อม นอกหมู่
บ้าน ป่านี้ ชื่อว่า เป็นที่น่ารื่นรมย์ ท่านกล่าวหมายเอาว่า
ป่าทั้งหลายเป็นที่น่ารื่นรมย์ ท่านผู้มีราคะไปปราศแล้วทั้ง
หลาย จักยินดีในป่าอันไม่เป็นที่ยินดีของชน เพราะท่าน
ผู้มีราคะไปปราศแล้วเหล่านั้น เป็นผู้มีปกติไม่แสวงหากาม
ดังนี้.
ถ้าว่าป่าเป็นที่ดอน น้ำไม่มี ร่มเงาโปร่งมีหนามรก ส่วนพระอริยะ มีพระพุทธ
เจ้าเป็นต้นประทับอยู่ในป่านี้ ป่านี้ ชื่อว่า บุคคลน่ารื่นรมย์ ท่านกล่าวหมาย
เอาว่า พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ ณ ที่ใด เป็นบ้านก็ตาม เป็นป่าก็ตาม ที่ลุ่มก็
ตาม ที่ดอนก็ตาม ที่นั้นเป็นภูมิสถานน่ารื่นรมย์ ดังนี้. ส่วนในที่นี้ได้ที่ทั้ง

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 43
๒ อย่างนั้น. ครั้งนั้น ป่าโคสิงคสาลวัน มีดอกบานสะพรั่ง กลิ่นดอกไม้หอม
ฟุ้ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุคคลเลิศในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก ประทับอยู่
กับพวกภิกษุผู้มีชื่อเสียงประมาณสามหมื่นรูป.ท่านหมายเอาป่านั้น จึงกล่าว
ว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้มีอายุ ป่าโคสิงคสาลวันเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ดังนี้.
บทว่า โทสินา รตฺติ คือปราศจากโทษ มีอธิบายว่า เว้นจากความมืด
มัว เหล่านี้คือ หมอก เมฆ ควัน ธุลี ราหู. บทว่า สพฺพผาลิผุลฺลา ความ
ว่า สาละมีดอกบานในที่ทุกแห่งตั้งแต่โคนจนถึงยอด ชื่อว่าที่ยังไม่บานแล้ว
ย่อมไม่มี. บทว่า ทิพฺพา มญฺเ คนฺธา สมฺปวนฺติ ความว่า กลิ่นหอมเป็น
ของทิพย์ ย่อมฟุ้งตลบทั่วไปเหมือนกลิ่นหอมของดอกมณฑารพ ทอง
กวาว แคฝอย และผงไม้จันทน์ มีอธิบายว่า ย่อมฟุ้งไป เหมือนสถานที่ชื่นชอบ
ของท้าวสักกะ. สุยาม สันดุสิต นิมมานรดี ปรนิมมิตวสวัดดี และท้าว
มหาพรหม. บทว่า กถ รูเปน อาวุโส อานนฺท ความว่า พระอานนทเถระเป็น
สังฆนวกะแห่งพระเถระ ๕ รูปนั้น. ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงถาม
ข้อนั้นก่อน. ตอบว่า เพราะนับถือกัน.
ก็พระเถระ ๒ รูปนั้นนับถือกันและกัน. พระสารีบุตรเถระคิดว่า
พระอานนทเถระอุปัฏฐากพระศาสนาซึ่งเราควรทำดังนี้ ได้นับถือพระ
อานนทเถระ. พระอานนทเถระคิดว่า พระสารีบุตรเถระเป็นยอดสาวกของ
พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ ได้นับถือพระสารีบุตรเถระ. ท่านให้ทารกในตระ
กูลบรรพชาแล้ว ให้ถืออุปัชฌาย์ในสำนักของพระสารีบุตรเถระ. แม้พระ
สารีบุตรเถระก็ได้ทำนั้นเหมือนกัน. ภิกษุที่องค์หนึ่งให้บาตรและจีวรของ
ตนให้บรรพชาแล้ว ให้อีกองค์หนึ่งเป็นอุปัชฌาย์ประมาณ ๕๐๐ รูป ท่าน
พระอานนท์ได้จีวรเป็นต้นที่ประณีตแล้วถวายพระเถระเท่านั้น ได้ยิน
ว่า พราหมณ์คนหนึ่งคิดว่า การบูชาพุทธรัตนะและสังฆรัตนะยังปรากฏ
ชื่อว่าการบูชา ธัมมรัตนะ จะเป็นอย่างไรหนอ. เขาจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 44
ภาคเจ้า ทูลถามเนื้อความนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ ถ้าท่าน
ใคร่จะบูชา ธัมมรัตนะ จงบูชาภิกษุผู้พหูสูตรรูปหนึ่งเถิด. พราหมณ์ทูล
ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงบอกภิกษุพหูสูตรเถิด. พระผู้มีพระ
ภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงถามภิกษุสงฆ์เถิด. เขาเข้าไปหาภิกษุสงฆ์กล่าว
ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงบอกภิกษุผู้พหูสูต. ภิกษุกล่าวว่า พระ
อานนทเถระซิ พราหมณ์. พราหมณ์บูชาพระเถระด้วยไตรจีวรมีค่าพัน
หนึ่ง. พระเถระรับไตรจีวรแล้ว ได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาค
เจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ได้ผ้ามาแต่ไหน อานนท์. พระอานนท์
กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พราหมณ์คนหนึ่งถวาย แต่ข้าพระองค์
ใคร่จะถวายจีวรนี้แก่ท่านสารีบุตร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายเถิด
อานนท์.
อา. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระสารีบุตรหลีกไปสู่ที่ จาริกเสียแล้ว.
พ. จงถวายเวลาเธอมาเถิด.
อา. พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว.
พ. ก็พระสารีบุตรจักมาเมื่อไร.
อา. ประมาณ ๑๐ วันพระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติสิกขาบท ด้วยพระดำรัสว่า
ดูก่อนอานนท์ เราอนุญาตให้ภิกษุเก็บอดิเรกจีวรไว้ได้ ๑๐ วันเป็น
อย่างยิ่ง. แม้พระสารีบุตรเถระได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ชอบใจ ถวายสิ่งนั้นแก่พระ
อานนทเถระอย่างนั้นเหมือนกัน. พระเถระเหล่านั้นนับถือกันและกัน อย่าง
นี้. พระเถระจึงถามก่อนเพราะความนับถือกัน ด้วยประการฉะนี้.
อนึ่ง ชื่อว่า ถามความเห็นนั่น พึงถามตั้งแต่สิ่งน้อยไป เพราะฉะนั้น
พระเถระคิดว่า จักถามพระอานนท์ก่อน พระอานนท์จักตอบชี้แจงตาม
ปฏิภาณของตน ต่อมา จึงจักถามพระเรวตะอนุรุทธะ มหากัสสปะ มหาโมค-
คัลลานะ พระมหาโมคคัลลานะจักตอบชี้แจงตามปฏิภาณของตน จากพระ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 45
เถระทั้ง ๕ รูป จึงจักถามเรา แม้เราจักตอบชี้แจงตามปฏิภาณของตน
พระธรรมเทศนานี้จักถึงที่สุด ถึงความไพบูลย์ ด้วยคำมีประมาณเท่านี้
ก็หามิได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราทั้งหมดจักเข้าไปทูลถามพระทศพล
พระศาสดาจักทรงตอบชี้แจงด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ธรรมเทศนานี้จักถึง
ที่สุดถึงความไพบูลย์ ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ก็หามิได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น
พวกเราทั้งหมดจักเข้าไปทูลถามพระทศพล พระศาสดาจักทรงตอบชี้แจง
ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ ธรรมเทศนานี้จักถึงที่สุดถึงความไพบูลย์ด้วยคำ
มีประมาณเท่านี้ เหมือนอย่างว่า เมื่อคดีเกิดในชนบท คดีย่อมถึงผู้ใหญ่
บ้าน เมื่อผู้ใหญ่บ้านไม่สามารถจะตัดสินได้ ย่อมถึงเจ้าเมือง เมื่อเขาไม่
อาจ ย่อมถึงผู้พิพากษา เมื่อเขาไม่อาจย่อมถึงเสนาบดี เมื่อเสนาบดีนั้นไม่
อาจ ย่อมถึงอุปราช เมื่ออุปราชนั้นไม่อาจจะตัดสินได้ย่อมถึงพระราชา
ตั้งแต่เวลาพระราชามีพระราชวินิจฉัยแล้ว คดีย่อมเด็ดขาดด้วยพระราชโอง
การย่อมไม่เปลี่ยนแปลง ฉันใด เราก็ฉันนั้นจักถามพระอานนท์ก่อน...เมื่อเป็น
เช่นนั้น พวกเราทั้งหมด จักเข้าไปทูลถามพระทศพล พระศาสดาจักทรง
ตอบชี้แจงด้วยพระสัพพัญยุตญาณ ธรรมเทศนานี้จักถึงที่สุด ถึงความ
ไพบูลย์ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ ดังนี้ พระเถระเมื่อถามความเห็นอย่างนี้
จึงได้ถามพระอานนทเถระก่อน.
บทว่า พหุสฺสุโต โหติ ความว่า ภิกษุนั้นฟังมาก อธิบายว่า
เรียนนวังคสัตถุศาสน์ด้วยอำนาจอักขระเบื้องต้น และเบื้องปลายแห่งบาลี
และอนุสนธิ. บทว่า สุตธโร คือเป็นผู้รองรับสุตะไว้ได้. จริงอยู่ พระพุทธพจน์
อันภิกษุได้เรียนแต่บาลีประเทศนี้ เลือนหายไปแต่บาลีประเทศนี้ ไม่คงอยู่ดุจ
น้ำในหม้อทะลุ เธอไม่อาจจะกล่าว หรือบอกสูตร หรือชาดกข้อเดียว ใน ท่าม
กลางบริษัทได้ ภิกษุนี้ หาชื่อว่าผู้ทรงสุตะไม่. ส่วนพระพุทธพจน์อันภิกษุใด
เรียนแล้ว ย่อมเป็นอย่างเวลาที่ตนเรียนมาแล้วนั่นแหละ เมื่อเธอไม่ทำการ

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 46
สาธยายตั้ง ๑๐ ปี ตั้ง ๒๐ ปี ก็ไม่เลือนหาย ภิกษุนี้ชื่อว่าผู้ทรงสุตะ.บท
ว่า สุตสนฺนิจโย ได้แก่ ผู้สั่งสมสุตะ ก็สุตะอันภิกษุใดสั่งสมไว้ในหีบคือหทัย
คงอยู่ดุจรอยจารึกที่ศิลา และดุจมันเหลวราชสีห์ที่เข้าใส่ไว้ในหม้อทอง ภิกษุ
นี้ ชื่อว่า ผู้มีสุตะเป็นที่สั่งสม. บทว่า ธตา ได้แก่ ตั้งอยู่ ทรงจำไว้ ช่ำชอง
จริงอยู่ พระพุทธพจน์อันภิกษุบางรูปเรียนแล้ว ทรงจำไว้ช่ำชองไม่เคลื่อน
คลาด ภิกษุนั้นเมื่อใคร ๆ พูดว่าท่านจงกล่าวสูตร หรือชาดกโน้นดังนี้
ย่อมกล่าวว่าเราท่อง เทียบเคียง ซักซ้อมแล้ว จักรู้ แต่สำหรับบางรูปทรงจำ
ไว้ ช่ำชองเป็นเช่นกับภวังคโสต. เมื่อใครๆ กล่าวว่า ขอท่านจงกล่าวสูตร
หรือชาดกโน้น เธอย่อมยกขึ้นกล่าวสูตรหรือชาดกนั้นได้ทันที. บทว่า
ธตา ท่านหมายเอาภิกษุนั้น จึงกล่าวแล้ว. บทว่า วจสา ปริจิตา ได้แก่ เธอ
ท่องแล้วด้วยวาจาด้วยสามารถแห่ง สุตตทสกะ วัคคทสกะ ปัณณาสทส-
กะ. บทว่า มนสานุเปกฺขิตา ได้แก่ เพ่งด้วยจิต. เมื่อภิกษุใด คิดอยู่ด้วย
ใจ ซึ่งพระพุทธพจน์ที่ตนท่องแล้วด้วยวาจา พระพุทธพจน์ย่อมปรากฏในที่
นั้นๆ คือปรากฏดุจรูปปรากฏแก่บุคคลผู้ยืนตามไฟดวงใหญ่ไว้ฉะนั้น.บท
ว่า มนสานุเปกฺขิตา นั้น ท่านหมายเอาภิกษุนั้น จึงกล่าว. บทว่า ทิฏฺิยา
สุปฏิวิทฺธา ได้แก่ แทงตลอดด้วยดีด้วยปัญญาโดยเหตุและผล. ในบท
ว่า ปริมณฺฑเลหิ ปทพฺยญฺชเนหิ นี้ชื่อบทพยัญชนะ เพราะทำเนื้อความ
ให้ปรากฏ ทำบทนั้นให้บริบูรณ์ ด้วยอักขระ กล่าวพยัญชนะ ๑๐ อย่างไม่ให้
เสียไป ชื่อว่า บทพยัญชนะราบเรียบ อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุใด เมื่อจะแสดง
ธรรมในบริษัทอ้างสูตร หรือชาดกแล้ว เอาพระสูตรหรือชาดกอื่นมา
อธิบาย กล่าวอุปมาของสูตรนั้น ให้เรื่องนั้นผ่านไป จับเรื่องนี้ วางเรื่องนั้น
เลี่ยงไปอธิบายไปทางหนึ่ง ได้เวลาก็ลุกขึ้น ส่วนสูตรที่เธออ้างไว้ก็เป็นสักแต่
ว่าอ้างไว้เท่านั้น. ถ้อยคำของภิกษุนั้นชื่อว่า ไม่ราบเรียบ. ส่วนภิกษุใดอ้าง
สูตรหรือชาดกไม่เอาบทภายในแม้บทหนึ่ง มาลบล้างอนุสนธิ สละเบื้อง

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 47
ต้น ปลายแห่งบาลี ตั้งอยู่ในนัยที่อาจารย์ให้ไว้ดำเนินไปเหมือนกำหนดด้วย
ตราชั่ง เหมือนส่งน้ำไปที่เหมืองลึก เหมือนสินธพอาชาไนยกระทืบเท้า
ถ้อยคำของภิกษุนั้น ชื่อว่าราบเรียบ ท่านหมายเอาถ้อยคำเห็นปานนี้
จึงกล่าวว่า ปริมณฺฑเลหิ ปทพฺยญฺชเนหิ ดังนี้.
ในบทว่า อนุปฺปพนฺเธหิ ความว่า ภิกษุใด กล่าวธรรม ตั้งแต่เวลา
เริ่มสูตร หรือชาดกปรารภ รีบด่วนเหมือนคนสีไฟ เหมือนคนเคี้ยวของ
ร้อน กระทำที่ถือเอาแล้ว ๆ และไม่ถือเอาแล้วๆ ในอนุสนธิเบื้องต้นเบื้องปลาย
แห่งบาลี อ้อมแอ้มในที่นั้นๆ จบลุกไป เหมือนคนเลี้ยงเหี้ยเที่ยวไปในระหว่าง
ใบไม้เก่า ภิกษุใด เมื่อกล่าวธรรม บางคราวก็เร็ว บางคราวก็ช้า บางคราว
ทำเสียงดัง บางคราวทำเสียงค่อย ไฟเผาศพ บางคราวลุก บางคราวก็ดับฉันใด
ภิกษุนั้นชื่อว่าพระธัมมกถึกเปรียบด้วยไฟเผาศพฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบริษัท
ประสงค์จะลุก เริ่มขึ้นอีก. แม้ภิกษุใด เมื่อกล่าวให้พิสดารในที่นี้แม้แต่เธอ
กล่าวเหมือนถอนหายใจ เหมือนคร่ำครวญ ถ้อยคำของภิกษุเหล่านี้แม้ทั้งหมด
ชื่อว่าไม่ติดต่อกัน. ส่วนผู้ใดเริ่มสูตร ตั้งอยู่ในนัย ที่อาจารย์ให้ไว้ทำไม่ขาด
สายให้เป็นไป เหมือนกระแสน้ำยังถ้อยคำให้เป็นไม่ขาดตอนเหมือนน้ำตกจาก
คงคา ถ้อยคำของเขาชื่อว่า ติดต่อกันโดยลำดับ ท่านหมายเอาถ้อยคำนั้น
จึงกล่าวว่า อนุปฺปพนฺเธหิ ดังนี้. บทว่า อนุสายสมุคฺฆาตาย ได้แก่ เพื่อถอนอนุสัย
๗ อย่าง. บทว่า เอวรูเปน ความว่า ป่าโคสิงคสาลวัน พึงงามด้วยภิกษุพหูสูต
เห็นปานนี้ หรือภิกษุแสดงรูปเห็นปานนั้นนั่งแล้ว ชายสังฆาฏิกับชาย
สังฆาฏิจดกัน หรือเข่ากับเข่าจดกันและกัน พึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวง
โดยนัย. ภิกษุชื่อปฏิสัลลานารามา เพราะอรรถว่า ความหลีกเร้นเป็นที่มา
ยินดีของภิกษุนั้น. บทว่า ปฏิสลฺลานรโต คือ ยินดีแล้วในการหลีกเร้น. บท
ว่า สหสฺสโลกาน คือ โลกธาตุพันหนึ่ง. จริงอยู่ การเสพธุระ เนื่องด้วยการ
พิจารณาของพระเถระมีประมาณเท่านี้. ส่วนพระเถระเมื่อหวัง ย่อมตรวจดูได้

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 48
หลายแสนจักรวาล. บทว่า อุปริปาสาทวรคโต ได้แก่ บุรุษผู้ไปเบื้องบนปรา
สาท อันงาม ๗ ชั้น. หรือ ๙ ชั้น. บทว่า สหสฺส เนมิมณฺฑลาน โยโลเกยฺย
ความว่า พึงเปิดหน้าต่างแลดูมณฑลแห่งกงตั้งพัน ตั้งอยู่ที่ดุม ปลายกง
กับปลายกงตั้งจดกัน ในบริเวณปราสาทได้ ดุมก็ดี กำก็ดี ระหว่างกำก็
ดี กงก็ดี จึงปรากฏแก่บุรุษนั้น. บทว่า เอวเมว โข อาวุโส ความว่า ภิกษุผู้มี
ทิพยจักษุแม้นี้ ย่อมตรวจดูโลกพันหนึ่ง ด้วยทิพยจักษุ ล่วงจักษุของ
มนุษย์ เขาสิเนรุพันหนึ่ง ในจักรวาลพันหนึ่งย่อมปรากฏ เหมือนดุมล้อ
ปรากฏแก่บุรุษผู้ยืนอยู่บนปราสาทนั้น ทวีป ปรากฏเหมือนกำ คนที่ยืน
อยู่บนทวีป ปรากฏเหมือนระหว่างกำ ภูเขาจักรวาลย่อมปรากฏเหมือน
กง. บทว่า อารญฺ โก คือ ผู้สมาทานอรัญธุดงค์.แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้
แล. บทว่า โน จ สสาเทนฺติ คือไม่ขัดแย้งกัน.จริงอยู่ บุคคลผู้สามารถจะถาม
ปัญหาทำให้มีเหตุมีผล ชื่อว่าย่อมขัดแย้งกัน. อธิบายว่าพวกภิกษุย่อม
ไม่กล่าวอย่างนี้. บทว่า ปวตฺตินี โหติ ได้แก่ ย่อมเป็นไป ดุจกระแสน้ำในแม่
น้ำ. บทว่า ยาย โวหารสมาปตฺติยา ความว่า ด้วยวิหารสมาบัติเป็นโลกิยะ
หรือโลกุตตระใด. บทว่า สาธุ สาธุ สารีปุตฺต ความว่า สาธุการนี้ พระผู้
มีพระภาคเจ้าประทานแก่พระอานนทเถระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระ
สารีบุตรเถระ. ในที่ทั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า ยถาต อานนฺโท ความว่า ก็
อานนท์ เมื่อจะพยากรณ์โดยชอบ พึงพยากรณ์ฉันใด พยากรณ์แล้วฉัน
นั้น.อธิบายว่า พระอานนท์ พยากรณ์ตามสมควร คือ เหมาะสมแก่อัชฌาศัย
ของตนนั่นแล.
จริงอยู่ พระอานนทเถระ เป็นพหูสูตด้วยตนเอง แม้อัชฌาสัยของ
ท่าน ตั้งอยู่อย่างนี้ว่า โอหนอ เพื่อนพรหมจรรย์ ในศาสนา พึงเป็นพหูสูตดัง
นี้. เพราะเหตุไร เพราะว่าสิ่งที่ควรหรือไม่ควร สิ่งที่มีโทษหรือไม่มี
โทษ โทษหนักหรือเบา แก้ไขได้ แก้ไขไม่ได้ ย่อมปรากฏแก่ภิกษุพหูสูต

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 49
ภิกษุผู้พหูสูตพิจารณาพระพุทธพจน์ที่ตนเรียนแล้ว คิดว่า ศีล ท่าน
กล่าวไว้แล้วในที่นี้ สมาธิท่านกล่าวไว้แล้วในที่นี้ วิปัสสนาท่านกล่าว
ไว้แล้วในที่นี้ มรรคผลนิพพานท่านกล่าวไว้แล้วในที่นี้ บำเพ็ญศีลในที่
มาของศีล บำเพ็ญสมาธิในที่มาของสมาธิ ยังวิปัสสนาให้ถือเอาห้อง
ในที่แห่งวิปัสสนา เจริญมรรค ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่งผล เพราะฉะนั้นอัชฌา-
สัยของพระเถระย่อมเป็นอย่างนี้ว่า โอหนอ เพื่อนพรหมจรรย์ของเรา เรียน
นิกายหนึ่ง หรือสอง สามหรือสี่ หรือห้านิกายแล้ว พิจารณาอยู่ บำเพ็ญศีลเป็น
ต้น ในที่มาแห่งศีลเป็นต้น พึงทำให้แจ้งซึ่งมรรคผล และนิพพานโดยลำ-
ดับ. แม้ในวาระที่เหลือก็มีนัยนี้แล.
จริงอยู่ ท่านเรวตะ พอใจในฌาน ยินดีแล้วในฌาน เพราะฉะนั้น
ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอเพื่อนพรหมจรรย์ของเรา นั่งผู้เดียว ทำ
กสิณบริกรรม ยังสมาบัติ ๘ ให้เกิด เจริญวิปัสสนามีฌานเป็นปทัฏฐาน
พึงทำให้แจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม เพราะฉะนั้น จึงพยากรณ์อย่างนี้.
ท่านพระอนุรุทธะมีทิพยจักษุ ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ
เพื่อนพรหมจรรย์ เจริญอาโลกกสิณเห็นสัตว์ทั้งหลายกำลังจุติ และอุปบัติใน
จักรวาลหลายพัน ด้วยทิพยจักษุ ยังจิตให้สังเวชเพราะวัฏฏภัย เจริญ
วิปัสสนา พึงทำให้แจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม เพราะฉะนั้น จึงพยากรณ์แล้วอย่าง
นี้.
ท่านมหากัสสปะ เป็นธุตวาท ท่านมีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เพื่อน
พรหมจรรย์เป็นธุตวาท ยังตัณหาพร้อมทั้งปัจจัยให้เหี่ยวแห้ง ด้วยอานุภาพ
แห่งธุดงค์แล้ว กำจัดกิเลสมีประการต่างๆ แม้เหล่าอื่น เจริญวิปัสสนา
พึงทำให้แจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม เพราะฉะนั้น จึงพยากรณ์แล้วอย่างนี้
ท่านมหาโมคคัลลานะ ถึงที่สุดแห่งสมาธิบารมี ส่วนลำดับจิตอัน
สุขุม ลำดับขันธ์ ลำดับธาตุ ลำดับอายตนะ การเข้าฌาน ก้าวลงสู่

 พระสุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ เล่ม ๑ ภาค ๓ - หน้าที่ 50
อารมณ์ การกำหนดองค์ การกำหนดอารมณ์ การตัดองค์ การตัด
อารมณ์ เจริญโดยส่วนเดียว เจริญโดย ๒ ส่วน ดังนั้น จึงปรากฏแก่ผู้เรียน
อภิธรรมเท่านั้น. ก็ผู้ไม่ได้เรียนอภิธรรม เมื่อจะกล่าวธรรม ย่อมไม่รู้ว่า
นี้เป็นสกวาทะ นี้เป็นปรวาทะ ยังแสดงปรวาทะว่าเราจักแสดงสกวาทะ
ยังแสดงสกวาทะว่าเราจักแสดงปรวาทะ ย่อมกล่าวลำดับธรรมให้ผิด
ส่วนผู้เรียนอภิธรรม ย่อมแสดงสกวาทะ โดยสกวาทะแน่นอน หรือปรวาทะ
โดยปรวาทะแน่นอน ย่อมไม่กล่าวลำดับธรรมให้ผิด เพราะฉะนั้น พระเถระ
มีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เพื่อนพรหมจรรย์ เป็นนักอภิธรรม ยังฌานให้
หยั่งลงในที่อันสุขุม เจริญวิปัสสนา พึงทำให้แจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม เพราะ
ฉะนั้น จึงพยากรณ์แล้วอย่างนี้.
ท่านพระสารีบุตร ถึงที่สุดแห่งปัญญาบารมี ย่อมสามารถยังจิตให้
เป็นไปในอำนาจของตนได้ด้วยปัญญา ผู้มีปัญญาทรามหาสามารถไม่.
จริงอยู่ ผู้มีปัญญาทราม เป็นไปในอำนาจแห่งจิตที่เกิดขึ้น ดิ้นรนไปแล้วข้าง
นี้ และข้างโน้น ๒-๓ วัน ถึงความเป็นคฤหัสถ์ ประสบความฉิบหายมิใช่ประ
โยชน์ เพราะฉะนั้น พระเถระมีความคิดอย่างนี้ว่า โอหนอ เพื่อนพรหม
จรรย์ ไม่เป็นไปในอำนาจแห่งจิต ยังจิตให้เป็นไปในอำนาจของตน ปราบ
ความเสพติดข้าศึกและความดิ้นรนทั้งหมดของจิตนั้น ไม่ให้ออกไปภาย
นอก แม้เล็กน้อย. เจริญวิปัสสนา พึงทำให้แจ้งซึ่งโลกุตตรธรรม เพราะ
ฉะนั้น จึงพยากรณ์แล้วอย่างนี้.
บทว่า สพฺเพส โว สารีปุตฺต สุภาสิต ปริยาเยน ความว่า ดูก่อนสารี-
บุตร เหตุแห่งความงามด้วยพวกภิกษุ ผู้ยินดีในฌานบ้าง ผู้ได้ทิพยจักษุ
บ้าง ผู้ธุดงควาทะบ้าง ผู้นักอภิธรรมบ้าง ผู้ไม่เป็นไปในอำนาจแห่ง
จิตบ้าง สำหรับสังฆารามมีอยู่. เพราะฉะนั้น คำของพวกเธอทั้งหมดเป็น
สุภาษิต โดยปริยาย คือเป็นสุภาษิตด้วยเหตุนั้นแล หาเป็นทุพภาษิตไม่. บท