พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๒๖ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 1
พระสุตตันตปิฎก
สังยุตตนิกาย นิทานวรรค
เล่มที่ ๒
 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
๑. อภิสมยสังยุต
พุทธวรรคที่ ๑
๑. เทสนาสูตร
 
ว่าด้วยปฏิจจสมุปบาท
 
[๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า
ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้น ทูลรับ
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธ-
ดำรัสนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาทแก่เธอทั้งหลาย
เธอทั้งหลายจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว.
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
[๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 2
ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย. จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะ
สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะ
ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เราเรียก
ว่าปฏิจจสมุปบาท.
[๓] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ
สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ เพราะวิญญาณดับ
นามรูปจึงดับ เพราะนามรูปดับ สฬายตนะจึงดับ เพราะสฬายตนะดับ
ผัสสะจึงดับ เพราะผัสสะดับ เวทนาจึงดับ เพราะเวทนาดับ ตัณหา
จึงดับ เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ
เพราะภพดับ ชาติจึงดับ เพราะชาติดับ ชราและมรณะโสกปริเทวทุกข-
โทมนัสและอุปายาสจึงดับ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธภาษิตนี้แล้ว ภิกษุ
เหล่านั้นมีใจยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
 
จบเทศนาสูตรที่ ๑

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 3
สารัตถปกาสินี
 
อรรถกถาสังยุตตนิกาย นิทานวรรค
อภิสมยสังยุต พุทธวรรคที่ ๑
อรรถกถาปฐมปฏิจจสมุปบาทสูตรที่ ๑
 
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ
องค์นั้น.
ปฏิจจสมุปบาทสูตร พระสูตรแรกในนิทานวรรคเริ่มต้นว่า
เอวมฺเม สุต ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้วอย่างนี้.
ในปฏิจจสมุปบาทสูตรนั้น พรรณนาตามลำดับบทว่า ตตฺร โข
ภควา ภิกฺขู อามนฺเตสิ ดังต่อไปนี้.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺร เป็นคำแสดงถึงเทศะ สถาน
และกาลเวลา.
จริงอยู่ คำว่า ตตฺร นั้น ย่อมแสดง (ความหมาย) ว่าในสมัยที่
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ และในพระเชตวันที่พระผู้มีพระภาคเจ้า
ประทับอยู่ หรือแสดงถึงเทศะ และกาลที่สมควรแก่คำที่พระองค์ควรตรัส.
ด้วยว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสธรรมะ ในเทศะและกาละที่ไม่ควร.
ก็ในเรื่องนี้มีคำว่า อกาโล โข ตาว พาหิย เป็นข้อสาธก. ศัพท์ว่า
โข เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่า สักว่าทำบทให้เต็มความหมายว่า
ห้ามความอื่น หรือในความหมายถึงกาลเบื้องต้น. คำว่า ภควา เป็น
 
 ๑-๒. บาลีเป็น เทศนาสูตร

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 4
คำแสดงว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นครูของชาวโลก. ด้วยคำว่า ภิกฺขู
เป็นคำระบุถึงบุคคลผู้ควรแก่การฟังพระดำรัส อีกนัยหนึ่ง ในคำว่า ภิกฺขู
นี้ พึงทราบความหมายถ้อยคำโดยนัยเป็นต้นว่า ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถ
ว่า ขอ ( และ) ที่ชื่อว่าภิกษุ เพราะอรรถว่า เข้าถึงการภิกษาจาร. บทว่า
อามนฺเตสิ แปลว่า ตรัสเรียก คือได้ตรัส ได้แก่ ให้รู้ตัว. ในคำว่า
อามนฺเตสิ นี้ มีอธิบายดังนี้ แต่ในที่อื่นมีความหมายว่าให้รู้เหมือนอย่าง
ที่ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราขอเตือนเธอทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายเรา
ขอประกาศแก่เธอทั้งหลาย. มีความหมายว่าเรียกก็มี เหมือนอย่างที่ตรัส
ไว้ว่า มาเถิดภิกษุ เธอจงเรียกพระสารีบุตรมาตามคำของเรา. บทว่า
ภิกฺขโว เป็นบทแสดงอาการ คือการตรัสเรียก. ก็คำว่า ภิกฺขโว นั้น
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่เหล่าภิกษุ เพราะสำเร็จด้วยการประกอบ
ด้วยคุณมีความเป็นผู้ขอเป็นปกติก็ดี ผู้ประกอบด้วยคุณมีการขอเป็น
ธรรมดาก็ดี ผู้ประกอบด้วยคุณคือทำความดีในเพราะการขอก็ดี ชื่อว่า
ภิกษุ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศความประพฤติ
ของภิกษุเหล่านั้น อันคนชั้นเลวและคนชั้นดีเสพแล้ว ด้วยถ้อยคำที่สำเร็จ
ด้วยการประกอบด้วยคุณ มีการขอเป็นปกติเป็นต้น จึงทรงทำการข่มภาวะ
ที่เหล่าภิกษุผู้ผยองขึ้นเป็นต้น.
อนึ่ง ด้วยคำว่า ภิกฺขโว นี้ ซึ่งมีการทอดพระเนตรลง อัน
แสดงถึงพระฤทัยอันเยือกเย็นซึ่งแผ่ซ่านด้วยพระกรุณา พระผู้มีพระ-
ภาคเจ้าทรงกระทำภิกษุเหล่านั้นให้หันมาทางพระองค์ ทรงให้ภิกษุ
เหล่านั้นเกิดความเป็นผู้ใคร่ฟัง ด้วยพระดำรัสซึ่งแสดงความเป็นผู้ใคร่จะ
ตรัสนั้นนั่นแล ทรงประกอบภิกษุเหล่านั้นไว้ในมนสิการด้วยดี ด้วย

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 5
อรรถคือการปลุกให้ตื่นนั่นแล เพราะการทำคำสอนให้ถึงพร้อม ต้อง
ประกอบด้วยมนสิการให้ดี.
หากจะมีคำถามว่า เมื่อมีทวยเทพ และมนุษย์อื่น ๆ อยู่ เหตุไฉน
พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกแต่ภิกษุเท่านั้น.
ตอบว่า เพราะภิกษุเหล่านั้นเป็นหัวหน้า เป็นผู้ประเสริฐ อยู่ใกล้
และมีจิตตั้งมั่นแล้วในกาลทุกเมื่อ. จริงอยู่ พระธรรมเทศนาของพระผู้มี-
พระภาคเจ้า เป็นสาธารณะแก่บริษัททุกเหล่า. ภิกษุทั้งหลายชื่อว่าเป็น
หัวหน้าบริษัท เพราะเกิดขึ้นก่อน ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ เพราะประพฤติ
คล้อยตามพระจริยาวัตรพระศาสดาตั้งต้นแต่ความเป็นผู้ไม่มีเรือน และ
เพราะรับเอาคำสอน ( ของพระศาสดา) ทั้งสิ้น ชื่อว่าเป็นผู้อยู่ใกล้ เพราะ
นั่งใกล้พระศาสดา ( และ ) ชื่อว่ามีจิตตั้งมั่นแล้วในกาลทุกเมื่อ เพราะ
เที่ยวไปในสำนักพระศาสดา. อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นเป็นภาชนะ
รองรับพระธรรมเทศนา เพราะเป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอน (ของพระ
ศาสดา) และเพราะเป็นผู้พิเศษ. แม้พระธรรมเทศนานี้ ทรงหมายถึง
ภิกษุบางพวกเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงตรัสเรียกอย่างนี้ ถามว่า
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงธรรม ตรัสเรียกภิกษุก่อน ย่อมไม่
แสดงธรรมเลยเพื่ออะไร. ตอบว่า เพื่อให้ (พวกภิกษุ) เกิดสติ
(เพราะ) ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคิดเรื่องอื่น จะนั่งมัวมีจิตฟุ้งซ่านบ้าง
มัวพิจารณาธรรมอยู่บ้าง มัวทำใจในกัมมัฏฐานบ้าง เมื่อพระผู้มี-
พระภาคเจ้าไม่ตรัสเรียกพวกเธอเลย ทรงแสดงธรรมไป พวกเธอจะไม่
สามารถกาหนดได้ว่า พระธรรมเทศนานี้ มีอะไรเป็นเบื้องต้น มีอะไร
เป็นปัจจัย ทรงแสดงเพราะอัตถุปัตติอย่างไหน จะพึงรับเอาได้ไม่ดี หรือ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 6
รับเอาไม่ได้เลย เพราะเหตุนั้น เพื่อจะให้ภิกษุเหล่านั้นเกิดสติ พระผู้มี-
พระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกเสียก่อน แล้วจึงแสดงธรรมภายหลัง.
คำว่า ภทนฺเต นั้น เป็นคำแสดงความเคารพ. อีกอย่างหนึ่ง
คำนั้นเป็นการให้คำตอบแก่พระศาสดา อีกประการหนึ่ง ในคำนี้
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าย่อมตรัสเรียก
ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุเหล่านั้นเมื่อกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชื่อว่า
ให้คำตอบพระผู้มีพระภาคเจ้า. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง
ตรัสว่าภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายย่อมกราบทูลว่า พระองค์ผู้เจริญ.
คำว่า ภิกฺขโว คือ พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดให้พวกภิกษุให้คำตอบ.
คำว่า ภทนฺเต คือ พวกภิกษุให้คำตอบ.
บทว่า เต ภิกฺขู ได้แก่เหล่าภิกษุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก.
บทว่า ภควโต ปจฺจสฺโสสุ ความว่า รับการตรัสเรียกของ
พระผู้มีพระภาคเจ้า อธิบายว่า หันหน้าฟัง ได้แก่รับ คือรับปฏิบัติ.
คำว่า ภควา เอตทโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัส
พระสูตรทั้งสิ้นนี้ ที่ควรตรัสในบัดนี้.
การพิจารณาเนื้อความแห่งคำเริ่มต้น ซึ่งประดับด้วยกาละ เทศะ
เทสกะ ( ผู้แสดง) บริษัท และ อปเทส (ข้ออ้าง ) ของพระสูตรนี้
อันสมบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะ ส่องถึงความที่พระสูตรนี้ลึกซึ้งด้วย
เทศนาญาณของพระพุทธเจ้า ที่ท่านพระอานนท์ภาษิตไว้ เพื่อกาหนด
ได้สะดวกจบบริบูรณ์แล้ว ด้วยคำมีประมาณเท่านี้.
บัดนี้ โอกาสแห่งการพรรณนาพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ตั้งไว้โดยนัยว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาท โว เป็นต้น มาถึงโดยลำดับ. ก็เพราะ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 7
การพรรณนาพระสูตรนี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพิจารณาเหตุตั้ง
พระสูตรก่อนแล้วจึงตรัสปรากฏชัดแล้ว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักพิจารณา
เหตุตั้งพระสูตรก่อน.
แท้จริง เหตุตั้งพระสูตรมี ๔ อย่าง คือ อัธยาศัยของพระองค์
เอง ๑ อัธยาศัยของผู้อื่น ๑ เป็นไปด้วยอำนาจคำถาม ๑ เกิดเรื่องขึ้น ๑.
บรรดาเหตุตั้งพระสูตร ๔ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันชน
อื่นไม่ได้อาราธนาเลย ตรัสพระสูตรเหล่าใด เพราะอัธยาศัยของพระองค์
อย่างเดียวเท่านั้น คือ วสลสูตร จันโทปมสูตร วีโณปมสูตร สัมมัป-
ปธานสูตร อิทธิบาทสูตร อินทริยสูตร พลสูตร โพชฌังคสูตร มัคคสูตร
และ มงคลสูตร เป็นต้น พระสูตรเหล่านั้น ชื่อว่ามีอัธยาศัยของ
พระองค์เองเป็นเหตุตั้งพระสูตร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณา
อัธยาศัย ความอดทน ความพอใจ ความรู้ อภินิหาร และความตรัสรู้
ของคนอื่นอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายที่บ่มวิมุตติ ของพระราหุล
แก่กล้าแล้ว ถ้ากระไรเราพึงแนะนำราหุลในธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะให้ยิ่ง ๆ
ขึ้น ดังนี้แล้ว ตรัสพระสูตรเหล่าใดไว้ด้วยอัธยาศัยของผู้อื่น คือ
จูฬราหุโลวาทสูตร มหาราหุโลวาทสูตร ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร
อนัตตลักขณสูตร อาสีวิโสปมสูตร (และ) ธาตุวิภังคสูตร เป็นต้น
พระสูตรเหล่านั้นชื่อว่า มีอัธยาศัยของผู้อื่นเป็นเหตุตั้งพระสูตร.
อนึ่ง ชนทั้งหลายมีเป็นต้นว่า บริษัท ๔ วรรณะ ๔ นาค ครุฑ
คนธรรพ์ อสูร ยักษ์ ท้าวจตุมหาราช เทวดาชั้นดาวดึงส์เป็นต้น
(และ) ท้าวมหาพรหม เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทูลถาม
ปัญหาโดยนัยเป็นต้นว่า พระเจ้าข้า ธรรมเหล่านี้ พระองค์ตรัสเรียกว่า

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 8
โพชฌงค์ โพชฌงค์ หรือพระเจ้าข้า ธรรมเหล่านี้ พระองค์ตรัสเรียกว่า
นีวารณะ นีวารณะ หรือพระเจ้าข้า ธรรมเหล่านี้พระองค์ตรัสเรียกว่า
ปัญจุปาทานขันธ์หรือพระเจ้าข้า ในโลกนี้อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ
อันประเสริฐที่สุดของคน พระผู้มีพระภาคเจ้าอันชนมีบริษัท ๔ เป็นต้น
นั้นทูลถามแล้วอย่างนี้ ได้ตรัสพระสูตรเหล่าใด มีโพชฌังคสังยุต เป็นต้น
หรือแม้สูตรอื่นใดมีเทวดาสังยุต สักกปัญหสูตร จูฬเวทัลลสูตร มหา-
เวทัลลสูตร สามัญญผลสูตร อาฬวกสูตร สูจิโลมสูตร และขรโลมสูตร
เป็นต้น พระสูตรเหล่านั้นชื่อว่า มีเหตุตั้งพระสูตรเป็นไปด้วยอำนาจ
คำทูลถาม.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยเกิดขึ้นแล้วตรัสพระสูตรเหล่านั้น
ใด คือ ธัมมทายาทสูตร มังสูปมสูตร ทารุขันธูปมสูตร อัคคิขันธูปม-
สูตร เผณปิณฑูปมสูตร (และ) ปาริฉัตตกูปมสูตร เป็นต้น พระสูตร
เหล่านั้นชื่อว่า เหตุตั้งพระสูตรคือเกิดเรื่องขึ้น.
บรรดาเหตุตั้ง (พระสูตร) ๔ อย่างเหล่านี้ ดังว่ามานี้ ปฏิจจ-
สมุปบาทสูตรนี้ ชื่อว่ามีเหตุตั้ง (พระสูตร) คือ อัธยาศัยคนอื่น.
จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระสูตรนี้ไว้ด้วยอำนาจอัธยาศัย
บุคคลอื่น ถามว่า ทรงตั้งไว้ด้วยอำนาจอัธยาศัยบุคคลชนิดไหน. ตอบว่า
ชนิดอุคฆติตัญญู.
จริงอยู่ บุคคลมี ๔ จำพวก คือ อุคฆติตัญญู วิปจิตัญญู เนยยะ
(และ) ปทปรมะ. บรรดาบุคคล ๔ จำพวกนั้น บุคคลที่ได้ตรัสรู้ธรรม
พร้อมกับเวลาที่ท่านยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง นี้เรียกว่า อุคฆติตัญญู.
บุคคลที่ตรัสรู้ธรรมในเมื่อท่านขยายความของข้อธรรมที่ท่านกล่าวไว้

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 9
โดยย่อให้พิศดาร นี้เรียกว่า วิปจิตัญญู. บุคคลเมื่อใช้โยนิโสมนสิการ
โดยอุทเทสและปริปุจฉา เสพคนนั่งใกล้กัลยาณมิตร จึงได้ตรัสรู้ธรรม
นี้เรียกว่า เนยยะ. บุคคลถึงจะฟังมากก็ดี กล่าวมากก็ดี ทรงจำมากก็ดี
ท่องบ่นมากก็ดี ก็ไม่ได้ตรัสรู้ธรรมในชาตินั้น เรียกว่า ปทปรมะ.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งพระสูตรนี้ ด้วยอำนาจอัธยาศัยของเหล่า
บุคคลผู้เป็นอุคฆติตัญญู ในบรรดาบุคคลเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้.
ทราบว่าในคราวนั้นภิกษุชาวชนบทจำนวน ๕๐๐ รูป ทั้งหมดแล
เที่ยวไปรูปเดียว (บ้าง) เที่ยวไป ๒ รูป (บ้าง) เที่ยวไป ๓ รูป
(บ้าง) เที่ยวไป ๔ รูป (บ้าง) เที่ยวไป ๕ รูป (บ้าง) มีความ
ประพฤติเป็นสภาคกัน ถือธุดงค์ ปรารภความเพียร ประกอบความเพียร
เป็นนักวิปัสสนา ปรารถนาการแสดงปัจจยาการที่ละเอียด สุขุม แสดง
ความว่างเปล่า เวลาเย็น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคม
แล้ว มุ่งหวังการแสดงปัจจยาการ จึงพากันนั่งแวดล้อม (พระองค์)
เหมือนแวดล้อมด้วยม่านผ้ากัมพลสีแดงฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ปรารภพระสูตรนี้ เพราะอำนาจอัธยาศัยของพวกเธอ. เปรียบเหมือนจิตรกร
ผู้ฉลาดได้ฝาเรือนที่ยังไม่ได้ฉาบทาเลย ยังไม่สร้างรูปภาพตั้งแต่ต้นเลย
แต่เขาทำการฉาบฝาเรือนด้วยการฉาบทาด้วยดินเหนียวเป็นต้นก่อนแล้ว
สร้างรูปภาพที่ฝาเรือนที่ฉาบทาแล้ว แต่ครั้นได้ฝาเรือนที่ฉาบทาแล้ว ไม่
ต้องทำการขวนขวายในฝาเรือนเลย ผสมสีแล้ว เอาสายเชือกหรือแปลง
ทาสีสร้างรูปภาพอย่างเดียวฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ได้
กุลบุตรผู้เริ่มบำเพ็ญเพียร แต่ยังไม่ทำความเชื่อมั่น จึงมิได้ตรัสบอก
ลักษณะวิปัสสนากัมมัฏฐานซึ่งละเอียด สุขุม แสดงความว่างเปล่า อัน

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 10
เป็นปทัฏฐานพระอรหันต์แก่เธอแต่ชั้นต้น แต่ทรงประกอบ (เธอ)
ไว้ในสัมปทาคือ ศีล สมาธิ และกัมมัสสกตาทิฏฐิ ความเห็นว่าสัตว์
มีกรรมเป็นของตนเสียก่อน จึงตรัสบอกปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น ซึ่ง
พระองค์ทรงมุ่งหมายตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุนั้นแล เธอจงชำระ
ปฏิปทาเบื้องต้นในกุศลธรรม ก็อะไรเป็นเบื้องต้นของกุศลธรรม (คือ)
ศีลที่บริสุทธิ์และทิฏฐิที่ตรง ดูก่อนภิกษุ เธอจักมีศีลบริสุทธิ์ และทิฏฐิ
ตรงในกาลใดแล ดูก่อนภิกษุ ในกาลนั้นเธออาศัยศีล ดำรงในศีลแล้ว
เจริญสติปัฏฐาน ๔ โดย ๓ อย่าง. สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน. ภิกษุใน
ธรรมวินัยนี้ พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ
มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา โทมนัสในโลก พิจารณาเห็นกายภายนอก ฯลฯ
พิจารณาเห็นทั้งภายในและภายนอก ฯลฯ พิจารณาเห็นธรรมในธรรม
อยู่ มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ พึงกำจัดอภิชฌา และโทมนัสได้
ในโลก. ดูก่อนภิกษุ ในกาลใดแล เธออาศัยศีล ดำรงอยู่ในศีล พึง
เจริญสติปัฏฐาน ๔ เหล่านี้ อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุ ในกาลนั้น กลางคืน
หรือกลางวันจักมาถึงเธอ ความเจริญอย่างเดียวในกุศลธรรม เธอพึงหวัง
ได้ ไม่มีความเสื่อมเลย.
พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสการอบรมด้วยศีลกถาแก่อาทิกัมมิก-
กุลบุตร ด้วยประการฉะนี้แล้ว จึงตรัสบอกลักษณะแห่งวิปัสสนา อัน
ละเอียด สุขุม แสดงความว่างเปล่า ซึ่งเป็นปทัฏฐานแห่งพระอรหัต
และครั้นได้ภิกษุนักวิปัสสนา ผู้มีศีลอันบริสุทธิ์ ปรารภความเพียร
ประกอบความเพียรแล้วก็ไม่ตรัสบอกปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแก่เธอ
แต่จะตรัสบอกลักษณะแห่งวิปัสสนาอันละเอียด สุขุม แสดงความว่างเปล่า

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 11
ซึ่งเป็นปทัฏฐานแห่งพระอรหัตตรง ๆ เลย. ภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูป
เหล่านี้ครั้นชำระปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้นแล้ว ดำรงอยู่เหมือนทองคำ
บริสุทธิ์ คล้ายกับก้อนมณีที่ขัดแล้ว. โลกุตรมรรคอย่างหนึ่งไม่ได้มา
ถึงพวกเธอเลย พระศาสดาได้พิจารณาอัธยาศัยของพวกภิกษุเหล่านั้น
เพื่อจะให้ถึงโลกุตรมรรคนั้น จึงทรงนำพระสูตรนี้มา.
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิจฺจสมุปฺปาท ได้แก่ปัจจยาการ.
จริงอยู่ ปัจจยาการอาศัยกันแล้ว ย่อมให้สหชาตธรรมเกิดขึ้น. เพราะ-
ฉะนั้น ปัจจยาการพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ปฏิจจสมุปบาท.
ความสังเขปในนิทานวรรคนี้ เท่านี้. ส่วนความพิสดารนักศึกษาพึงค้นคว้า
จากคัมภีร์ปกรณ์วิเสสวิสุทธิมรรค.
ศัพท์ว่า โว ในคำว่า โว นี้ ย่อมใช้ได้ทั้งในปฐมาวิภัตติ
ทุติยาวิภัตติ ตติยาวิภัตติ จตุตถีวิภัตติ ฉัฏฐีวิภัตติ และในการทำบท
ให้เต็ม จริงอยู่ โว ศัพท์นี้ ย่อมปรากฏในปฐมาวิภัตติ ในประโยค
เป็นต้นว่า กจฺจ ปน โว อนุรุทฺธา สมคฺคา สมฺโมทมานา ดูก่อน
อนุรุทธ และอานนท์ พวกเธอยังบันเทิงพร้อมเพรียงกันดีอยู่หรือ.
ใช้ในทุติยาวิภัตติ ในประโยคเป็นต้นว่า คจฺฉถ ภิกฺขเว ปณาเมมิ โว
ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงไปเสีย เราประณามพวกเธอ ใช้ในตติยาวิภัตติ
ในประโยคเป็นต้นว่า น โว มม สนฺติเก วตฺถพฺพ อันเธอทั้งหลาย
ไม่ควรอยู่ในสำนักของเรา. ใช้ในจตุตถีวิภัตติ ในประโยคเป็นต้นว่า
วนปฏฺปริยาย โว ภิกฺขเว เทเสสฺสามิ ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง
วนปัตถปริยายสูตรแก่พวกเธอ. ใช้ในฉัฏฐีวิภัตติ ในประโยคเป็นต้นว่า
สพฺเพส โว สารีปุตฺต สุภาสิต สารีบุตร คำของพวกเธอทั้งหมด

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 12
เป็นสุภาษิต. ใช้ในปทปูรณะ. (ทำบทให้เต็ม) ในประโยคเป็นต้นว่า
เย หิ โว อริยา ปริสุทฺธกายกมฺมนิตา ก็พระอริยเจ้าทั้งหลายเหล่าใด
แล มีการงานทางกายบริสุทธิ์. แต่ในที่นี้ ศัพท์ว่า โว นี้ พึงเห็นว่า
ลงในจตุตถีวิภัตติ.
คำว่า ภิกฺขเว เป็นคำร้องเรียกเหล่าภิกษุผู้ปรากฏเฉพาะพระพักตร์
ด้วยรับพระดำรัส. คำว่า เทเสสฺสามิ เป็นคำปฏิญญาที่จะแสดง (ธรรม).
คำว่า ต สุณาถ ความว่า เธอทั้งหลายจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น คือ
เทศนากัณฑ์นั้นที่เรากำลังกล่าวอยู่.
ก็คำว่า สาธุก นั้น ในคำว่า สาธุก มนสิกโรถ นี้ มีเนื้อความ
เป็นอันเดียวกันว่า สาธุ อนึ่ง สาธุ ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถว่า ทูลขอ
การตอบรับ การทำให้ร่าเริง ความดีและการทำให้มั่นคงเป็นต้น. จริงอยู่
สาธุ ศัพท์นี้ ใช้ในอรรถว่า ทูลขอ ในประโยคเป็นต้นว่า สาธุ เม ภนฺเต
ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺม เทเสตุ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอ
วโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดแสดงธรรมโดยย่อแก่พระองค์เถิด
ใช้ในอรรถว่า ตอบรับ ในคำเป็นต้นว่า สาธุ ภนฺเตติ โข โส ภิกฺขุ
ภควโต ภาสิต อภินนฺทิตฺวา อนุโมทิตฺวา ภิกษุนั้นแล กราบทูลว่า
ดีแล้วพระเจ้าข้า ดังนี้ ชื่นชม อนุโมทนาภาษิตพระผู้มีพระภาคเจ้า.
ใช้ในอรรถว่า ทำใจให้ร่าเริง ในประโยคเป็นต้นว่า สาธุ สาธุ
สารีปุตฺต ดีแล้ว ดีแล้ว พระสารีบุตร. ใช้ในอรรถว่า ดี ในประโยค
เป็นต้นว่า
สาธุ ธมฺมรุจิราชา สาธุ ปญฺาณวา นโร
สาธุ มิตฺตานมทุพฺโภ ปาปสฺส อกรณ สุข.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 13
พระราชาผู้ทรงชอบพระทัยในธรรมดี นรชนผู้มี
ปัญญาดี การไม่ประทุษร้ายมิตรดี การไม่ทำความชั่ว
เป็นสุข.
สาธุก ศัพท์นั่นแลใช้ในการกระทำให้มั่นเข้า ในประโยคเป็นต้นว่า
เตนหิ พฺราหฺมณ สาธุก สุณาหิ พราหมณ์ ถ้าอย่างนั้นเธอจงสดับ
ให้มั่น. สาธุก ศัพท์นี้ท่านกล่าวว่า ใช้ในการบังคับก็ได้. แต่ในที่นี้
สาธุก ศัพท์นี้ใช้ในอรรถว่า การกระทำให้มั่นเข้าอย่างเดียว. อนึ่ง อรรถ
แห่งการบังคับพึงทราบต่อไป แม้ในอรรถว่า เป็นความดีก็ใช้ได้. สาธุก
ศัพท์ในอรรถทั้งสองนั้นท่านแสดงไว้ด้วยอรรถแห่งการทำให้มั่นว่า ทฬฺห
อิม ธมฺม สุณาก สุคหิต คณฺหนฺตา เมื่อจะถือเอาให้ดี พวกเธอก็
จงฟังธรรมนี้ให้มั่น ด้วยอรรถแห่งการบังคับว่า มม อาณตฺติยา สุณาถ
เธอทั้งหลายจงฟังตามคำสั่งของเรา ด้วยอรรถว่า เป็นความดีว่า สุนฺทรมิม
ภทฺทก ธมฺม สุณาถ เธอจงฟังธรรมนี้ให้ ให้เจริญ. บทว่า
มนสิกโรถ ความว่า จงระลึก คือประมวลมา. อธิบายว่า เธอจงมีจิต
ไม่ฟุ้งซ่านตั้งใจฟัง คือทำไว้ในใจ.
บัดนี้ คำว่า ต สุณาถ ในที่นี้นั้น เป็นคำห้ามการที่โสตินทรีย์
ฟุ้งซ่าน. คำว่า สาธุก มนสิกโรถ เป็นคำห้ามการที่มนินทรีย์
ฟุ้งซ่าน ด้วยการประกอบให้มั่นในมนสิการ ก็ใน ๒ คำนี้ คำแรกเป็น
การยึดถือด้วยความคลาดเคลื่อนแห่งพยัญชนะ คำหลังเป็นการห้ามการยึด
ถือความคลาดเคลื่อนแห่งเนื้อความ. พระผู้มีพระภาคเจ้าประกอบภิกษุ
ไว้ในการฟังธรรมด้วยคำแรก. ทรงประกอบภิกษุไว้ในการทรงจำและ
สอบสวนธรรมที่ภิกษุฟังแล้วด้วยคำหลัง. อนึ่ง ด้วยคำแรกย่อมทรง

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 14
แสดงว่า ธรรมนี้เป็นไปด้วยพยัญชนะ เพราะฉะนั้น จึงควรฟัง ด้วย
คำหลังทรงแสดงว่า ธรรมนี้เป็นไปด้วยเนื้อความ เพราะฉะนั้น จึงควร
ทำไว้ในใจ. อีกอย่างหนึ่ง ควรประกอบสาธุกบทด้วยบท ๒ บท พึง
ทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า เพราะธรรมนี้ลึกซึ้งโดยธรรม และ
ลึกซึ้งโดยเทศนา ฉะนั้น พวกเธอจงฟังให้ดี. เพราะเหตุที่ธรรมนี้ลึกซึ้ง
โดยอรรถและลึกซึ้งโดยปฏิเวธ ฉะนั้น พวกเธอจงทำในใจให้ดี. บทว่า
ภาสิสฺสามิ แปลว่า จักแสดง. ในคำว่า ต สุณาถ นี้ ท่านอธิบาย
ว่า เราจักสังเขปความ แสดงเทศนาที่เราปฏิญญาไว้แล้วนั้น.
อีกอย่างหนึ่งแล เราจักไม่กล่าวแม้โดยพิสดาร. อนึ่ง บทเหล่านี้
เป็นบทบอกความย่อและพิสดารไว้ เหมือนดังที่ท่านพระวังคีสเถระกล่าว
ไว้ว่า
สงฺขิตฺเตนปิ เทเสติ วิตฺถาเรนปิ ภาสติ
สาลิกายิว นิคฺโฆโส ปฏิภาณ อุทิรียต.
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยย่อบ้าง
ตรัสโดยพิสดารบ้าง ทรงมีพระสุรเสียงกังวานดัง
นกสาลิกา ทรงแสดงออกซึ่งปฏิภาณ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ ภิกษุเหล่านั้นแลเกิดความ
อุตสาหะแล้ว ฟังตอบพระผู้มีพระภาคเจ้า มีคำอธิบายรับแล้ว คือรับ
รองพระดำรัสของพระศาสดาว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า.
บทว่า ภควา เอตทโวจ ความว่า ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 15
ได้ตรัสพระสูตรทั้งสิ้นนี้ที่จะพึงตรัสในบัดนี้แก่ภิกษุเหล่านั้น มีอาทิว่า
กตโม จ ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท. บรรดาบทเหล่านั้น กตโม จ
ภิกฺขเว ปฏิจฺจสมุปฺปาโท เป็นกเถตุกัมยตาปุจฉา คำถามเพื่อจะตรัส
ตอบเอง.
จริงอยู่ การถามมี ๕ อย่าง คือ การถามส่องความที่ยังไม่เห็น
การถามเทียบเคียงที่เห็นแล้ว การถามตัดความสงสัย การถามเห็นตาม
(อนุมัติ ) การถามเพื่อจะตรัสตอบเสียเอง การถาม ๕ อย่างเหล่านั้น มี
ความต่างกันดังต่อไปนี้ :-
การถามส่องความที่ยังไม่เห็นเป็นไฉน. ลักษณะแห่งคำถามตาม
ปกติ อันชนอื่นไม้รู้ ไม่เห็น ไม่ไตร่ตรอง ไม่พิจารณา ไม่แจ่มแจ้ง
ไม่ไขให้แจ้ง. บุคคลย่อมถามปัญหา เพื่อรู้เห็น ไตร่ตรอง พิจารณา
แจ่มแจ้ง ไขปัญหานั้นให้เห็นแจ้ง การถามนี้ ชื่อว่าการถามส่องความ
ที่ยังไม่เห็น.
การถามเทียบเคียงความที่เห็นแล้วเป็นไฉน. ลักษณะ (คำถาม )
ตามปกติ อันตนรู้เห็น ไตร่ตรอง พิจารณา แจ่มแเจ้ง ชัดเจนแล้ว
บุคคลนั้นย้อมถามปัญหาเพื่อเทียบเคียงกับบัณฑิตเหล่าอื่น. การถามนี้ ชื่อ
ว่าการถามเทียบเคียงความที่ตนเห็นแล้ว.
การถามตัดความสงสัยเป็นไฉน ตามปกติบุคคลผู้แล่นไปสู่ความ
สงสัย. ผู้แล่นไปสู่ความเคลือบแคลง เกิดความคิดแยกเป็น ๒ แพร่งว่า
อย่างนี้ใช่หรือหนอ หรือมิใช่ หรือเป็นอย่างไร เขาจึงถามปัญหาเพื่อ
ตัดความสงสัย การถามอย่างนี้ ชื่อว่าการถามตัดความสงสัย.
การถามเห็นตาม (อนุมัติ ) เป็นไฉน. พระผู้มีพระภาคเจ้า

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 16
ย่อมตรัสถามปัญหาเพื่อการเห็นตามของภิกษุว่า ภิกษุทั้งหลาย เธอย่อม
สำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน รูปเที่ยงหรือไม่เที่ยง ภิกษุกราบทูลว่า รูป
ไม่เที่ยง พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ก็รูปใดไม่เที่ยง รูปนั้น
เป็นทุกข์หรือเป็นสุขเล่า. พวกภิกษุกราบทูลว่า เป็นทุกข์ พระเจ้าข้า.
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ก็รูปใดไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีการแปรปรวน
เป็นธรรมดา ควรหรือเพื่อจะเห็นรูปนั้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่น
เป็นตัวตนของเรา. พวกภิกษุกราบทูลว่า การยึดถืออย่างนั้นไม่ควรพระ
เจ้าข้า. การถามอย่างนี้ ชื่อว่าการถามเห็นตาม.
การถามเพื่อจะตรัสตอบเสียเองเป็นไฉน พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อม
ตรัสถามปัญหา เพื่อใคร่จะตรัสตอบภิกษุทั้งหลายว่า ภิกษุทั้งหลาย สติ-
ปัฏฐาน ๔ เหล่านี้แล สติปัฏฐาน ๔ เป็นไฉน เป็นต้น การถามนี้
ชื่อว่าการถามเพื่อจะตรัสตอบเสียเอง.
บรรดาการถาม ๕ อย่างเหล่านี้ สำหรับพระพุทธเจ้า ไม่มีการ
ถาม ๓ อย่างข้างต้นเลย. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า อะไรที่ถูก
ปัจจัยปรุงแต่งในกาล ๓ อย่าง หรือพ้นจากกาล ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง
ชื่อว่า ไม่ทรงเห็น ไม่สว่าง ไม่ได้ไตร่ตรอง ไม่พิจารณา ไม้เห็นแจ้ง
ไม้แจ้งชัดแล้ว ไม่มีแก่พระพุทธเจ้าเลย เพราะเหตุนั้น การถามเพื่อ
ส่องอรรถที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นยังไม่ทรงเห็นจึงไม่มี ก็สิ่งใดอันพระผู้-
มีพระภาคเจ้าทรงแทงตลอดแล้วด้วยพระญาณของพระองค์ กิจด้วยการ
เทียบเคียงสิ่งนั้น กับ สมณะ พราหมณ์ เทวดา มาร หรือพรหมอื่น
ของพระองค์ จึงไม่มี เพราะเหตุนั้น การถามเทียบเคียงความที่พระองค์

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 17
เห็นแล้ว จึงไม่มี. ก็เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นไม่ทรง
สงสัยว่าอย่างไร ทรงข้ามความสงสัยได้ ขจัดความสงสัยในธรรมทั้งปวง
ได้ ฉะนั้น การถามตัดความสงสัยของพระองค์ จึงไม่มี ส่วนการถาม
๒ อย่างที่เหลือ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังมีอยู่ บัณฑิตพึงทราบว่า
ในคำถาม ๒ อย่างนั้น การถามเพื่อใคร่จะตรัสตอบเสียเอง ดังต่อไปนี้ :-
บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงจำแนกปัจจยาการด้วยการถาม
นั้น จึงตรัสว่า อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา เป็นต้น. ก็ในคำว่า
อวิชฺชาปจฺจยา ภิกฺขเว สงฺขารา เป็นต้นนั้น พึงทราบวินิจฉัย ดังต่อไป
นี้ :- เปรียบเหมือนบุคคลเริ่มกล่าวว่า เราจักพูดถึงบิดา ย่อมพูดถึงบิดา
ก่อนว่า บิดาของติสสะ บิดาของโสณะ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงเริ่มเพื่อตรัสปัจจัย เมื่อตรัสถึงธรรมมีอวิชชา
เป็นต้น ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้น โดยนัยเป็นต้นว่า อวิชฺชา-
ปจฺจยา สงฺขารา ดังนี้แล้ว จึงตรัสถึงธรรมที่อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น. แต่
ในที่สุดแห่งอาหารวรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสธรรมแม้ ๒ อย่าง
ว่า ภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงปฏิจจสมุปบาท (การอาศัยกันและกัน
เกิดขึ้น) และปฏิจจสมุปปันนธรรม แก่เธอทั้งหลาย.
ก็บัดนี้ พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น
ดังต่อไปนี้. อวิชชานั้นด้วย เป็นปัจจัยด้วย ชื่อว่าอวิชชาเป็นปัจจัย.
เพราะเหตุนั้น พึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ว่า สังขารย่อมเกิดมีเพราะ
อวิชชาเป็นปัจจัย. ในคำว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา นี้ มีความย่อเท่านี้
แต่ว่าโดยพิสดาร อนุโลมปฏิจจสมุปปาทกถา ซึ่งเกิดพร้อมกันทุกอย่าง
ท่านกล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรค เพราะเหตุนั้น อนุโลมปฏิจจ-

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 18
สมุปปาทกถา นั้น ผู้ศึกษาพึงถือเอาโดยความที่กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิ์-
มรรคนั้นแล.
ก็ในปฏิโลมกถา คำว่า อวิชฺชายเตฺวว ตัดเป็น อวิชฺชาย ตุ เอว.
บทว่า อเสสวิราคนิโรธา ได้แก่เพราะอวิชชาดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค
กล่าวคือวิราคะ (การสำรอก). การที่สังขารดับโดยไม่เกิดขึ้น (อีก)
ชื่อสังขารนิโรธะ (สังขารดับ). ก็เพื่อแสดงว่า เพราะการดับสังขาร
และเพราะการดับขันธ์ ๕ มีวิญญาณเป็นต้น ที่ดับไปแล้วอย่างนี้ นามรูป
ชื่อว่า เป็นของดับไปแล้วเหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
สงฺขารนิโรธา วิญฺาณนิโรโธ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ
เป็นต้น แล้วตรัสว่า เอวเมตสฺส เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส นิโรโธ
โหติ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้. บรรดา
บทเหล่านั้น บทว่า เกวลสฺส แปลว่า ทั้งสิ้น คือล้วน ๆ อธิบายว่า
เว้นแล้วจากสัตว์. บทว่า ทุกฺขกฺขนฺธสฺส แปลว่า กองทุกข์. คำว่า
นิโรโธ โหติ คือการไม่เกิดขึ้น.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้นตรัสวัฏกถา ( กถาว่าด้วยวัฏฏะ)
ด้วยบท ๑๒ บท โดยอนุโลม ย้อนกลับบทนั้นแล้ว ตรัสวิวัฏกถา
(นิพพาน) ด้วยบท ๑๒ บท ทรงยึดยอดพระเทศนาด้วยอรหัต.
ในเวลาจบเทศนา ภิกษุนักวิปัสสนาจำนวน ๕๐๐ รูปเหล่านั้นเป็น
บุคคลชั้นอุคฆติตัญญู แทงตลอดสัจจะ ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล เหมือน
ดอกปทุมที่ถึงความแก่กล้าพอต้องแสงอาทิตย์ก็บานแล้วฉะนั้น.
บทว่า อิทมโว จ ภควา ได้แก่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำ
นี้ คือพระสูตรทั้งสิ้น คือวัฏกถาและวิวัฏกถา. บทว่า อตฺตมนา เต

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 19
ภิกฺขู ความว่า ภิกษุจำนวน ๕๐๐ รูปเหล่านั้นมีจิตยินดี เป็นพระ
ขีณาสพแล้ว. บทว่า ภควโต ภาสิต อภินนฺทุ ความว่า (ภิกษุเหล่านั้น)
พากันชื่นชมพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสด้วยพระสุรเสียงดังเสียง
พรหมไพเราะดุจเสียงนกการเวก ระรื่นโสตเสมือนกับอมฤดาภิเษกโสรจสรง
หทัยบัณฑิตชน อธิบายว่า อนุโมทนา รับพร้อมกันแล้ว. เพราะเหตุนั้น
พระโบราณาจารย์ จึงกล่าวว่า
สุภาสิต สุลปิต เอต สาธุติ ตาทิโน
อนุโมทมานา สิรสา สมฺปฏิจฺฉึสุ ภิกฺขโว.
ภิกษุทั้งหลายอนุโมทนาต่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
ผู้คงที่ว่า พระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงภาษิตแล้ว
ตรัสไว้แล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ดังนี้ รับพร้อม
กันแล้วด้วยเศียรเกล้า.
จบอรรถกถาปฏิจจสมุปบาทสูตรที่ ๑
 
๒. วิภังคสูตร
 
ว่าด้วยการจำแนกปฏิจจสมุปบาท
 
[๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจักแสดง จักจำแนกปฏิจจสมุปบาทแก่
พวกเธอ พวกเธอจงฟังปฏิจจสมุปบาทนั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราตถาคต
จักกล่าว ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 20
[๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็
ปฏิจจสมุปบาทเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็น
ปัจจัย จึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ เพราะ
สฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ เพราะผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ เพราะภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะ
ชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ โสกปริเทวทุกขโทมนัสและอุปายาส
ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
[๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ชราและมรณะเป็นไฉน. ความแก่
ภาวะของความแก่ ฟันหลุด ผมหงอก หนังเป็นเกลียว ความเสื่อมแห่ง
อายุ ความแก่หง่อมแห่งอินทรีย์ ในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ
นี้เรียกกว่าชรา. ก็มรณะเป็นไฉน. การเคลื่อนที่ การย้ายที่ ความทำลาย
ความอันตรธาน ความม้วยมรณ์ การถึงแก่กรรม ความแตกแห่งขันธ์
ความทอดทิ้งซากศพ ความขาดแห่งชีวิตินทรีย์ จากหมู่สัตว์นั้น ๆ ของ
เหล่าสัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่ามรณะ. ชราและมรณะ ดังพรรณนามาฉะนี้
เรียกว่า ชราและมรณะ.
[๗] ก็ชาติเป็นไฉน. ความเกิด ความก่อเกิด ความหยั่งลง
ความบังเกิด ความเกิดจำเพาะ ความปรากฏแห่งขันธ์ ความได้อายตนะ
ครบในหมู่สัตว์นั้น ๆ ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ นี้เรียกว่าชาติ.
 
 ๑. คือเป็นชลาพุชะหรืออัณฑชปฏิสนธิ ๒. คือเป็นสังเสทชปฏิสนธิ ๓. คือเป็นอุปปาติก-
 ปฏิสนธิ.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 21
[๘] ก็ภพเป็นไฉน. ภพ ๓ เหล่านี้คือ กามภพ รูปภพ อรูปภพ
นี้เรียกว่าภพ.
[๙] ก็อุปาทานเป็นไฉน. อุปาทาน ๔ เหล่านี้คือ กามุปาทาน
ทิฏฐุปาทาน สีลพัตตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน นี้เรียกว่าอุปาทาน.
[๑๐] ก็ตัณหาเป็นไฉน. ตัณหา ๖ หมวดเหล่านี้คือ รูปตัณหา
สัททตัณหา คันธตัณหา รสตัณหา โผฏฐัพพตัณหา ธัมมตัณหา นี้
เรียกว่าตัณหา.
[๑๑] ก็เวทนาเป็นไฉน. เวทนา ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุ-
สัมผัสสชาเวทนา โสตสัมผัสสชาเวทนา ฆานสัมผัสสชาเวทนา ชิวหา-
สัมผัสสชาเวทนา กายสัมผัสชาเวทนา มโนสัมผัสสชาเวทนา นี้เรียกว่า
เวทนา.
[๑๒] ก็ผัสสะเป็นไฉน. ผัสสะ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุสัมผัส
โสตสัมผัส ฆานสัมผัส ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส นี้เรียกว่า
ผัสสะ.
[๑๓] ก็สฬายตนะเป็นไฉน. อายตนะคือ ตา หู จมูก ลิ้น
กาย ใจ นี้เรียกว่าสฬายตนะ.
[๑๔] ก็นามรูปเป็นไฉน. เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ
มนสิการ นี้เรียกว่านาม, มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔
นี้เรียกว่ารูป, นามและรูปดังพรรณนาฉะนี้ เรียกว่านามรูป.
[๑๕] ก็วิญญาณเป็นไฉน. วิญญาณ ๖ หมวดเหล่านี้คือ จักขุ-
วิญญาณ โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ นี้เรียกว่าวิญญาณ.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 22
[๑๖] ก็สังขารเป็นไฉน. สังขาร ๓ เหล่านี้คือ กายสังขาร
วจีสังขาร จิตตสังขาร นี้เรียกว่าสังขาร.
[๑๗] ก็อวิชชาเป็นไฉน. ความไม่รู้ในทุกข์ ความไม่รู้ในเหตุ
เกิดแห่งทุกข์ ความไม่รู้ในความดับทุกข์ ความไม่รู้ในปฏิปทาที่จะให้ถึง
ความดับทุกข์ นี้เรียกว่าอวิชชา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็น
ปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . .ดังพรรณนา
มาฉะนี้. ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
[๑๘] ก็เพราะอวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ
สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . .ความดับแห่งกองทุกข์
ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
 
จบวิภังคสูตรที่ ๒
 
อรรถกถาวิภังคสูตรที่ ๒
 
แม้ในวิภังคสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
พึงทราบเหตุตั้งพระสูตรตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. แต่ความแปลก
กันมีดังนี้
พระสูตรแรกพระองค์ทรงแสดงไว้โดยย่อ โดยอุคฆติตัญญูบุคคล
พระสูตรนี้ ทรงแสดงไว้โดยพิสดาร โดยวิปจิตัญญูบุคคล. ก็แลในพระ
สูตรนี้ พึงกล่าวอุปมาด้วยบุรุษนำเถาวัลย์ไป ๔ อุปมา. อุปมานั้นท่าน
กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั่นแล. เปรียบเหมือนบุรุษผู้นำเถาวัลย์
ไป พบยอดเถาวัลย์แล้วก็ค้นหาราก ตามแนวยอดเถาวัลย์นั้น พบราก
(เถาวัลย์) แล้ว ก็ตัดที่รากเถาวัลย์ ถือเอาไปใช้ในการงานได้ฉันใด

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 23
พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น เมื่อทรงแสดงเทศนาอย่างพิสดาร ทรงนำ
เทศนาตั้งแต่ชรามรณะอันเป็นยอดแห่งปฏิจจสมุปบาท จนถึงอวิชชาบท
ซึ่งเป็นรากเหง้า แสดงวัฏกถาและวิวัฏกถาซ้ำอีกให้จบลงแล้ว.
ในคำนั้น พึงทราบวินิจฉัยเนื้อความแห่งชราและมรณะเป็นต้นโดย
วิตถารเทศนา ดังต่อไปนี้ :- พึงทราบวินิจฉัยในชรามรณนิเทศก่อน.
ศัพท์ว่า เตส เตส นี้ โดยย่อพึงทราบว่าเป็นศัพท์แสดงความหมายทั่ว
ไปแก่เหล่าสัตว์เป็นอันมาก. จริงอยู่ เมื่อบุคคลกล่าวอยู่แม้ตลอดวันหนึ่ง
อย่างนี้ว่า ชรามาถึงพระเทวทัต ชรามาถึงพระโสมทัต สัตว์ทั้งหลาย
ย่อมไม่ถึงความแก่รอบทีเดียว แต่ด้วย ๒ บทนี้ สัตว์อะไร ๆ ที่ชื่อว่า
ไม่ถูกชรามรณะครอบงำหามีไม่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ศัพท์ว่า
เตส เตส นี้ ว่าโดยย่อเป็นศัพท์แสดงความทั่วไปแก่หมู่สัตว์เป็นอันมาก
ดังนี้. ศัพท์ว่า ตมฺหิ ตมฺหิ นี้ เป็นศัพท์แสดงความหมายทั่วไปแก่
หมู่สัตว์จำนวนมาก โดยจัดตามคติและชาติ. คำว่า สตฺตนิกาเย เป็น
คำแสดงโดยสรุป ถึงความที่ท่านแสดงไว้แล้วในสาธารณนิเทศ. ก็ศัพท์ว่า
ชรา ในคำว่า ชรา ชีรณตา เป็นต้น เป็นศัพท์แสดงสภาวธรรม.
ศัพท์ว่า ชีรณตา เป็นศัพท์แสดงอาการ. ศัพท์ว่า ขณฺฑิจฺจ เป็นต้น
เป็นศัพท์แสดงกิจในการล่วงกาล. ศัพท์ ๒ ศัพท์สุดท้ายเป็นศัพท์แสดง
ความปกติ ก็ด้วยบทว่า ชรา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงชรา
แม้โดยความเป็นสภาวธรรม. เพราะเหตุนั้น ศัพท์ว่า ชรา นี้ จึงเป็น
ศัพท์แสดงสภาวธรรมแห่งชรานั้น. ด้วยคำว่า ชีรณตา นี้ ทรงแสดง
โดยอาการ. เพราะเหตุนั้น ศัพท์ว่า ชรา นี้ จึงเป็นศัพท์แสดงอาการ
ของชรานั้น. ด้วยบทว่า ขณฺฑิจฺจ นี้ ทรงแสดงโดยกิจคือภาวะที่ฟัน

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 24
และเล็บหักในเมื่อเวลาล่วงไป. ด้วยบทว่า ปาลิจฺจ นี้ ทรงแสดงโดย
กิจคือภาวะที่ผมและขนหงอก ด้วยบทว่า วลิตจตา นี้ ทรงแสดงโดย
กิจคือภาวะที่เนื้อเหี่ยวแห้งและหนังหย่อน เพราะเหตุนั้น ศัพท์ ๓ ศัพท์
มีศัพท์ว่า ขณฺฑิจฺจ เป็นต้นเหล่านี้ เป็นศัพท์แสดงกิจในเพราะเวลาล่วง
ไปถึงชรา. ด้วยศัพท์ทั้ง ๓ นั้น ท่านแสดงชราที่ปรากฏโต้ง ๆ โดย
แสดงความเปลี่ยนแปลง เปรียบเหมือนทางไปของน้ำ ลม หรือไฟ ย่อม
ปรากฏ เพราะหญ้าและต้นไม้เป็นต้นถูกเผาทำลายหรือไหม้ แต่ทางไป
ของหญ้าและต้นไม้นั้นไม่ปรากฏ ปรากฏแต่น้ำเป็นต้นเท่านั้น ฉันใด
ทางไปของชราปรากฏโดยที่ฟันหักเป็นต้น ฉันนั้นเหมือนกัน อวัยวะมี
ฟันเป็นต้น บุคคลแม้ลืมตาดูก็จับเอาได้ แต่ความที่ฟันหักเป็นต้น แม้
ลืมตาก็จะรู้ทางจักษุไม่ได้ จับเอาไม่ได้ ชราก็ไม้ได้เหมือนกัน เพราะว่า
ชราไม้พึงรู้ด้วยจักษุ.
ก็ด้วยบทว่า อายุโน สหานิ อินฺทฺริยาน ปริปาโก (ความเสื่อม
แห่งอายุ ความหง่อมแห่งอินทรีย์) นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
ไว้ตามปกติ เพราะบุคคลจะเข้าใจความสิ้นไปแห่งอายุ และความ
หง่อมแห่งอินทรีย์มีจักษุเป็นต้น เพราะสังขารแปรปรวนไปในเมื่อเวลา
ล่วงไปนั่นแล. เพราะเหตุนั้น บท ๒ บทหลังนี้ แห่งคำว่า ชรานั้น
พึงทราบว่าเป็นบทแสดงความปกติ. เพราะใน ๒ บทเหล่านั้น บุคคลผู้
ถึงชรา อายุย่อมเสื่อมไป ฉะนั้น ชรา พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้
โดยอิงเหตุใกล้กับผลว่า ความเสื่อมอายุ. และเพราะในเวลาเป็นหนุ่ม
อินทรีย์มีจักษุเป็นต้นก็ผ่องใส สามารถจะรับอารมณ์ของตนแม้ที่ละเอียด
ได้โดยง่ายนัก เมื่อบุคคลถึงความชราแล้วย่อมแก่หง่อม คือขุ่นมัว ได้แก่

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 25
ไม่ผ่องใส ไม่สามารถจะรับอารมณ์ของตนแม้ที่หยาบได้ เพราะเหตุนั้น
ชรานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้โดยอิงเหตุใกล้กับผลว่า ความแก่
หง่อมแห่งอินทรีย์.
ก็ชราแม้ทั้งหมดที่พระองค์ทรงแสดงไว้อย่างนี้นั้น มี ๒ อย่าง คือ
ปากฏชรา ปฏิจฉันนชรา. ในชรา ๒ อย่างนั้น ความแก่ไปรูปธรรม
เพราะแสดงถึงฟันหัก เป็นต้น ชื่อว่า ปากฏชรา. ส่วนความแก่ใน
อรูปธรรม เพราะไม่แสดงวิการ (เปลี่ยนแปลง) เช่นนั้น ชื่อว่า ปฏิจ-
ฉันนชรา. ชราอีกนัยหนึ่งมี ๒ อย่าง อย่างนี้คือ อวิจิชรา สวิจิชรา
ในชรา ๒ อย่างนั้น ชรา ชื่อว่า อวิจิชรา เพราะธรรมชาติมีความ
แปลกแห่งวรรณะติดต่อกันเป็นต้น รู้ได้ยาก เหมือนแก้วมณี ทอง เงิน
แก้วประพาฬ พระจันทร์ พระอาทิตย์ เป็นต้น เหมือนเหล่าสิ่งมีปราณ
ในสัตว์มันททสกะเป็นต้น และเหมือนสิ่งที่ไม่มีปราณในดอกไม้ ผลไม้
และใบอ้อนเป็นต้นฉะนั้น อธิบายว่าชราที่ติดต่อกัน อนึ่ง ชราพึงทราบว่า
ที่ชื่อว่า สวิจิชรา เพราะธรรมชาติมีความแปลกแห่งวรรณะติดต่อกัน
เป็นต้น วัตถุเหล่าอื่นจากนั้นตามที่กล่าวแล้วบุคคลรู้ได้ง่าย คำว่า
เตส เตส เป็นต้นนอกจากนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล.
ก็คำว่า จุติ ในคำว่า จุติ จวนตา เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยอำนาจการเคลื่อน
จากภพ (เดิม). คำว่า จุติ นั้นเป็นชื่อของขันธ์ ๑ ขันธ์ ๔ ขันธ์ ๕
และอายตนะ. จวนตา เป็นคำแสดงลักษณะ ด้วยคำแสดงภาวะ. คำว่า
เภโท เป็นคำแสดงความเกิดขึ้นและดับไปแห่งจุติขันธ์. คำว่า อนฺตร-
ธาน เป็นคำแสดงภาวะของสิ่งที่วิโรธิปัจจัยกระทบแตกไปของจุติขันธ์ที่
แตกไปโดยปริยายอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า มจฺจุ มรณ ได้แก่มรณะ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 26
คือมัจจุ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฏิเสธสมุจเฉทมรณะเป็นต้นด้วยบท
ว่า มจฺจุมรณ นั้น. สภาวะที่ทำที่สุด ชื่อว่ากาละ. การกระทำซึ่งกาละ
นั้น ชื่อว่า กาลกิริยา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงมรณะ โดยโลก
สมมติ ด้วยบทว่า กาโล นั้น ด้วยประการฉะนี้.
บัดนี้เพื่อจะทรงแสดงโดยปรมัตถ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า
ขนฺธาน เภโท ดังนี้เป็นต้น. จริงอยู่ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้น
แตก. ใคร ๆ ที่ชื่อว่าสัตว์ ย่อมไม่ตาย. แต่เมื่อขันธ์แตก สัตว์ย่อมตาย
จึงมีโวหารว่า เมื่อขันธ์แตก สัตว์ก็ชื่อว่าตาย. ก็ในที่นี้ พึงทราบความ
แตกแห่งขันธ์ด้วยอำนาจจตุโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๔ เว้นรูปขันธ์)
พึงทราบการทอดทิ้งร่างด้วยอำนาจเอกโวการภพ (ภพที่มีขันธ์ ๑ คือรูป-
ขันธ์) และพึงทราบความแตกแห่งขันธ์ ด้วยอำนาจจตุโวการภพ. พึง
ทราบการทอดทิ้งร่างด้วยอำนาจภพ ๒ ที่เหลือ. เพราะเหตุไร. เพราะ
ร่าง กล่าวคือรูปกาย เกิดในภพทั้ง ๒. อีกอย่างหนึ่งก็เพราะขันธ์ใน
จำพวกเทพชั้นจตุมหาราช ย่อมแตกเหมือนกัน ไม่ทอดทิ้งอะไร ๆ ไว้
ฉะนั้น พึงทราบความแตกแห่งขันธ์ด้วยอำนาจเทพเหล่านั้น. ในหมู่สัตว์
มีมนุษย์เป็นต้น มีการทอดทิ้งร่างไว้. ก็ในที่นี้พึงเห็นเนื้อความอย่างนี้ว่า
ความตายเพราะทอดทิ้งร่างไว้ ท่านกล่าวไว้ว่า กเฬวรสฺส นิกฺเขโป.
คำว่า อิติ อยญฺจ ชรา อิทญฺจ มรณ อิท วุจฺจติ ภิกฺขเว นี้ ท่าน
กล่าวรวมทั้งสองเข้าเป็นอันเดียวกันว่า ชรามรณ ดังนี้.
ในชาตินิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 27
ที่ชื่อว่า ชาติ ในคำเป็นต้นว่า ชาติ สญฺชาติ นี้ เพราะอรรถว่า
เกิด. ชาตินั้นประกอบด้วยอายตนะที่ไม่บริบูรณ์. ที่ชื่อว่า สญฺชาติ เพราะ
อรรถว่า เกิดพร้อม สัญชาตินั้นประกอบด้วยอายตนะที่บริบูรณ์. ที่ชื่อว่า
โอกฺกนฺติ เพราะอรรถว่า(ถือ)ปฏิสนธิ. ปฏิสนธินั้นประกอบด้วยอัณฑชะกา
เนิดและชลาพุชะกาเนิด ทั้งสองนั้นก้าวลงสู่กะเปาะไข่และมดลูก. เมื่อก้าวลง
ย่อมถือปฏิสนธิเหมือนเข้าไป (ข้างใน). ที่ชื่อว่า อภินิพฺพตฺติ เพราะอรรถว่า
บังเกิดเฉพาะ. อภินิพพัตตินั้นย่อมประกอบด้วยสังเสทชะกำเนิดและอุปปา-
ติกะกาเนิด. ทั้งสองนั้นบังเกิดปรากฏชัดทีเดียว. นี้เป็นโวหารเทศนาก่อน.
บัดนี้เป็นปรมัตถเทศนา. จริงอยู่ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขันธ์เท่านั้น
ปรากฏ สัตว์ไม่ปรากฏ. บรรดาบทเหล่านั้น พึงทราบศัพท์ว่า ขนฺธาน
ได้แก่ขันธ์ ๑ ในเอกโวการภพ ขันธ์ ๔ ในจตุโวการภพ ขันธ์ ๕ ใน
ปัญจโวการภพ บทว่า ปาตุภาโว แปลว่า การเกิด. ในบทว่า อายตนาน
นี้ พึงทราบการรวบรวมโดยอายตนะที่เกิดในภพนั้น. ๆ บทว่า ปฏิลาโภ
ได้แก่ความปรากฏโดยสันตตินั่นเอง. จริงอยู่ อายตนะที่กาลังปรากฏ
เหล่านั้นนั่นแล เป็นอันชื่อว่าได้เฉพาะแล้ว. ด้วยบทว่า อย วุจฺจติ ภิกฺขเว
ชาติ นี้ ท่านกระทำการย้ำชาติที่ทรงแสดงโดยบัญญัติและโดยปรมัตถ์แล.
ในภวนิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า กามภโว ได้แก่กรรมภพและอุปปัตติภพ. ในภพทั้งสอง
นั้น ชื่อว่ากรรมภพ ได้แก่ธรรมที่ใช้เกิดในกามภพนั่นเอง. จริงอยู่
กรรมนั้น เพราะเป็นเหตุแห่งอุปปัตติภพ ท่านจึงเรียกว่า ภพ โดยบัญญัติ
ว่าเป็นตัวผล ดุจคำเป็นต้นว่า สุโข พุทฺธาน อุปฺปาโท ทุกฺโข ปาปสฺส
อุจฺจโย ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุข ความ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 28
สั่งสมบาปเป็นเหตุนำมาซึ่งทุกข์. ที่ชื่อว่า อุปปัตติภพ ได้แก่ขันธ์ ๕
ที่มีใจครองที่บังเกิดด้วยกรรมนั้น. จริงอยู่ กรรมนั้น ท่านเรียกว่าภพ
เพราะเกิดขันธ์ ๔ นั้น แม้ในที่ทั้งปวง กล่าวหมายเอากรรมภพและ
อุปปัตติภพ ดังนี้ และทั้งสองนี้ ท่านกล่าวว่ากามภพในที่นี้. ในรูปภพ
และอรูปภพก็นัยนี้แล.
ในอุปาทานนิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ชื่อว่า กามุปาทาน ในคำว่า กามุปาทาน เป็นต้น เพราะเป็น
เหตุยึดถือวัตถุกาม หรือตนเองยึดถือวัตถุกามนั้น กามนั้นด้วย เป็น
อุปาทานด้วย ฉะนั้นจึงชื่อกามุปาทาน. การยึดมั่นท่านเรียกว่าอุปาทาน
จริงอยู่ อุปศัพท์ในคำว่า อุปาทาน นี้ มีอรรถว่ามั่น เหมือนในอุปา-
ยาสศัพท์ และอุปกฏฺฐศัพท์เป็นต้น. คำว่า กามุปาทานนี้ เป็นชื่อของความ
กำหนัดอันเป็นไปในกามคุณ ๕. ในที่นี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้ แต่เมื่อ
ว่าโดยพิสดาร อุปาทานนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วว่า ในอุปาทาน
๒ อย่างนั้น กามุปาทานเป็นไฉน. คือ ความพอใจด้วยอำนาจความใคร่
ในกามทั้งหลายนั่นเอง.
อนึ่ง ทิฏฐินั้นด้วย เป็นอุปาทานด้วย ฉะนั้นจึงชื่อว่า ทิฏฺฐุปาทาน
อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทิฏฺฐุปาทาน เพราะยึดถือทิฏฐิ หรือเป็นเหตุยึดถือ
ทิฏฐิ. จริงอยู่ อุตตรทิฏฐิย่อมยึดถือปุริมทิฏฐิ เจตสิกธรรมทั้งหลายย่อม
ยึดถือทิฏฐิด้วยอุตตทิฏฐินี้ เหมือนอย่างที่กล่าวว่า อัตตาและโลกเที่ยง
คำนี้เท่านั้นจริง คำอื่นเป็นโมฆะ. บทว่า ทิฏฺฐุปาทาน นี้ เป็นชื่อของ
สีลัพพตุปาทาน อัตตวาทุปาทาน และทิฏฐิทั้งปวงที่มีโทษ. ความสังเขป
ในข้อนี้มีเท่านี้ ส่วนความพิสดาร ทิฏฐุปาทาน พึงทราบโดยนัยที่กล่าว

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 29
แล้วว่าในบรรดาอุปาทานเหล่านั้น ทิฏฐุปาทานเป็นไฉน คือทานที่บุคคล
ให้แล้วย่อมไม่มีผล ดังนี้เป็นต้น.
อนึ่ง ที่ชื่อว่า สีลัพพตุปาทาน เพราะยึดมั่นศีลพรตด้วยทิฏฐินั้น
หรือยึดทิฏฐินั้นเสียเอง, ศีลพรตนั้นด้วย เป็นอุปาทานด้วย เพราะฉะนั้น
จึงชื่อว่า สีสัพพตุปาทาน. ที่ชื่อว่า อุปาทาน เพราะยึดมั่นว่า ความ
บริสุทธิ์ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้ มีโคศีล และโควัตรเป็นต้น. ในข้อนั้น
มีความสังเขปเพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดาร สีสัพพตุปาทานนั้น พึงทราบ
โดยนัยที่กล่าวแล้วว่า ในอุปาทานเหล่านั้น สีลัพพตุปาทานเป็นไฉน.
คือความบริสุทธิ์ ด้วยศีลของสมณะและพราหมณ์ ภายนอกพระพุทธ-
ศาสนานี้.
บัดนี้ ชื่อว่า วาทะ เพราะเหตุกล่าวของเหล่าชน. ชื่อว่า อุปาทาน
เพราะเป็นเหตุยึดถือของเหล่าชน. ถามว่า กล่าวหรือยึดถืออะไร. แก้ว่า
กล่าวหรือยึดถือตน การยึดมั่นวาทะของตน ชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน.
อีกอย่างหนึ่ง เพียงวาทะว่าตนเท่านั้น ชื่อว่า อัตตวาทุปาทาน. อัตต-
วาทุปาทานนี้ เป็นชื่อของทิฏฐิมีวัตถุ ๒๐. ในข้อนี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้
ส่วนเมื่อว่าโดยพิสดาร อัตตวาทุปาทานนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วว่า
ในอุปาทานเหล่านั้น อัตตวาทุปาทานเป็นไฉน. คือปุถุชนผู้ไม่ได้ฟัง
ในพระศาสนานี้ ไม่ได้เห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย.
ในตัณหานิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
คำว่า รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา นี้ เป็นชื่อแห่งตัณหาอันเป็น
ไปในชวนวิถีในจักขุทวารเป็นต้น โดยเป็นอารมณ์ เสมือนบิดา เหมือน
เป็นชื่อฝ่ายบิดา ในประโยคเป็นต้นอย่างนี้ว่า บุตรของเศรษฐี บุตรของ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 30
พราหมณ์. ก็ในที่นี้ ตัณหาที่มีรูปเป็นอารมณ์ ชื่อว่า รูปตัณหา เพราะ
มีความอยากได้ในรูป, ตัณหานั้นชอบใจรูป เป็นไปอยู่ โดยเป็นกามราคะ
ชื่อว่า กามตัณหา. ที่ชอบใจ เป็นไปอย่างนั้นว่า รูป เที่ยง ยั่งยืน
เป็นไปติดต่อ โดยความเป็นราคะที่เกิดร่วมด้วยทิฏฐิ ชื่อว่า ภวตัณหา,
ที่ชอบใจ เป็นไปอย่างนี้ว่า รูปขาดสูญ พินาศ ละไปแล้วย่อมไม่เกิด ชื่อว่า
วิภวตัณหา รวมความว่า รูปตัณหา มี ๓ อย่าง ด้วยประการฉะนี้.
แม้สัททตัณหาเป็นต้น ก็เหมือนรูปตัณหา รวมความว่า เป็นตัณหาวิปริต
๑๘ ด้วยประการฉะนี้, ตัณหาวิปริตเหล่านั้น ที่เป็นไปในรูปภายในเป็นต้น
มี ๑๘ ที่เป็นไปในรูปภายนอก ๑๘ รวมเป็น ๓๖, ที่เป็นอดีต ๓๖ อนาคต
๓๖ ปัจจุบัน ๓๖, รวมเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘ ด้วยประการฉะนี้. ตัณหา-
วิปริต ๑๘ ที่อาศัยรูปที่เป็นไปภายในเป็นต้น มีอาทิอย่างนี้ว่า เพราะ
อาศัยอายตนะที่เป็นไปภายใน ตัณหาวิปริตได้มีแล้ว หรือว่าจักมี หรือ
ว่ากำลังมี (อย่างละ ๖) เป็นตัณหาวิปริต ๑๘ ที่อาศัยรูปที่เป็นไปภาย
นอกเป็นต้นว่า เพราะอาศัยอายตนะภายนอก ๖ ตัณหาวิปริตได้มีแล้ว
ด้วยอายตนะภายนอกนี้ หรือว่าจักมี หรือว่ากำลังมี จึงรวมเป็นตัณหา
วิปริต ๓๖ ดังนั้น ตัณหาวิปริตที่เป็นอดีต ๓๖ ที่เป็นอนาคต ๓๖ ที่เป็น
ปัจจุบัน ๓๖ จึงรวมเป็นตัณหาวิปริต ๑๐๘. เมื่อรวบรวมอีก ในอารมณ์มีรูป
เป็นต้น ย่อมมีหมวดแห่งตัณหา ๖ มีกามตัณหาเป็นต้น ๓ นั่นแล เมื่อจะ
รวบรวมความพิสดารและความย่อของนิเทศอีก บัณฑิตพึงทราบตัณหา
โดยอรรถแห่งนิเทศอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล.
ในเวทนานิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า เวทนากายา แปลว่า ชุมนุมแห่งเวทนา. คำว่า จกฺขุ-

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 31
สมฺผสฺสชาเวทนา ฯ ล ฯ มโนสมฺผสฺสชาเวทนา นี้ เป็นชื่อของเวทนา
ที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากตะ ที่เป็นไปในจักขุทวารเป็นต้น เพราะ
มาในวิภังค์อย่างนี้ว่า จักขุสัมผัสสชาเวทนา เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศล
ก็มี เป็นอัพยากตะก็มี เป็นชื่อโดยวัตถุเสมือนมารดา เหมือนเป็นชื่อฝ่าย
มารดา ที่มาในประโยคอย่างนี้ มีอาทิว่า บุตรของนางพราหมณี ชื่อว่า
สารี, บุตรของพราหมณี ชื่อว่า มันตานี. ก็ในที่นี้ มีอรรถแห่งคำดังต่อ
ไปนี้ เวทนาที่เกิดจากเหตุคือจักขุสัมผัส ชื่อว่าจักขุสัมผัสสชาเวทนา. ในบท
ทั้งปวงก็นัยนี้เหมือนกัน ในข้อนี้มีกถารวบรวมเวทนาทั้งปวง เป็นอันดับ
แรก แต่ว่าด้วยอำนาจวิบาก พึงทราบเวทนาด้วยอำนาจสัมปยุตกับจิต
เหล่านี้คือ ในจักขุทวาร จักขุวิญญาณ ๒ มโนธาตุ ๒ มโนวิญญาณ-
ธาตุ ๓. ในโสตทวารเป็นต้นก็นัยนี้. และในมโนทวารประกอบกันมโน-
วิญญาณธาตุ.
ในผัสสนิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ได้แก่สัมผัสในจักษุ. ในบททั้งปวงก็นัยนี้.
ก็ด้วยอันดับคำเพียงเท่านี้ว่า จกฺขุสมฺผสฺโส ฯ ล ฯ กายสมฺผสฺโส เป็น
อันท่านกล่าวผัสสะ ๑๐ ซึ่งมีวัตถุ ๕ เป็นกุศลวิบาก และอกุศลวิบาก.
ด้วยบทว่า มโนสมฺผสฺโส นี้ ท่านกล่าวผัสสะที่สัมปยุตด้วยวิบากจิตที่
เป็นโลกิยะ ๒๒ ที่เหลือ.
ในสฬายตนนิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
ในบทว่า จกฺขฺวายตน เป็นต้น คำที่จำต้องกล่าว ท่านกล่าวไว้
แล้วในขันธนิเทศ และอายตนนิเทศ ในวิสุทธิมรรคนั่นแล.
ในนามรูปนิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 32
นามมีอันน้อมไปเป็นลักษณะ รูปมีการแตกสลายเป็นลักษณะ.
ก็ในการจำแนกนามรูปนั้น บทว่า เวทนา ได้แก่เวทนาขันธ์. บทว่า
สัญญา ได้แก่สัญญาขันธ์. บทว่า เจตนา ผัสสะ มนสิการ พึงทราบ
ว่า เป็นสังขารขันธ์. ก็ธรรมที่สงเคราะห์ด้วยสังขารขันธ์ แม้ด้วยเหล่าอื่น
มีอยู่ก็จริง ถึงอย่างนั้น ธรรม ๓ ประการนี้ มีอยู่ในจิตที่มีกำลังเพลากว่า
ธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น ในที่นี้ท่านแสดงสังขารขันธ์ด้วยอำนาจธรรม
เหล่านั้นนั่นเอง. บทว่า จตฺตาโร ในบทว่า จตฺตาโร จ มหาภูตา นี้
เป็นการกำหนดจำนวน. บทว่า มหาภูตา นี้ เป็นชื่อของปฐวีธาตุ
อาโปธาตุ เตโชธาตุ และวาโยธาตุ. ก็นัยวินิจฉัยอย่างหนึ่ง ในข้อที่เป็น
เหตุให้ท่านกล่าวว่า ตานิ มหาภูตานิ ทั้งหมดท่านกล่าวไว้แล้วในรูป-
ขันธนิเทศ ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค. ก็บทว่า จตุนฺน ในคำว่า จตุนฺนญฺจ
มหาภูตาน อุปาทาย นี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ
ท่านอธิบายว่า ซึ่งมหาภูตรูป ๔. บทว่า อุปาทาย แปลว่า ยึดมั่น
อธิบายว่า ถือมั่น อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาศัยก็มี. ก็ปาฐะที่เหลือ
ว่า ปวตฺตมาน นี้ พึงนำมาเชื่อมเข้าในที่นี้. อีกอย่างหนึ่ง คำนี้เป็น
ฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถว่าประชุม พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า รูปอาศัย
การประชุมแห่งมหาภูตรูป ๔ เป็นไป. เมื่อว่าโดยประการทั้งปวง รูปอาศัย
ภูตรูป ๔ มีปฐวีเป็นต้น และรูป ๒๓ ที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ เป็นไป
ที่ท่านกล่าวไว้ในบาลีในอภิธรรม โดยแยกเป็นจักขายตนะเป็นต้น ทั้งหมด
นั้นพึงทราบว่า รูป.
ในวิญญาณนิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า จกฺขุวิญฺาณ ความว่า ที่ชื่อว่าจักขุวิญญาณ เพราะวิญญาณ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 33
อาศัยจักษุ หรือวิญญาณเกิดแต่จักษุ. โสตวิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหา-
วิญญาณและกายวิญญาณก็เหมือนกัน. แต่อีกวิญญาณหนึ่ง ชื่อว่า มโน-
วิญญาณ เพราะอรรถว่าวิญญาณคือใจ. คำนี้เป็นชื่อของวิบากจิตที่เป็นไป
ในภูมิ ๓ ที่เว้นทวิปัญจวิญญาณ.
ในสังขารนิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
สังขารมีการปรุงแต่งเป็นลักษณะ ก็ในการจำแนกสังขารนั้น มี
อธิบายดังนี้ สังขารที่เป็นทางกาย ชื่อกายสังขาร. คำว่า กายสังขารนี้
๑๒ ที่เป็นไปด้วยอำนาจไหวกายทวาร. คำว่า วจีสังขารนี้ เป็นชื่อแห่ง
วจีสัญเจตนา ๒๐ เหมือนกัน ที่เป็นไปด้วยอำนาจการเปล่งวาจาในวจี-
ทวาร. สังขารที่เป็นไปทางจิต ชื่อว่าจิตตสังขาร. คำว่า จิตตสังขาร นี้
เป็นชื่อแห่งมโนสัญเจตนา ๒๙ คือกุศลจิต ๑๗ อกุศลจิต ๑๒ อันเป็น
ฝ่ายโลกิยะ ที่เป็นไปแก่บุคคลผู้ไม่ทำการไหวในกายทวารและวจีทวาร
นั่งคิดอยู่ในที่ลับ.
ในอวิชชานิเทศ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :-
บทว่า ทุกฺเข อาณ ได้แก่ความไม่รู้ในทุกขสัจจะ คำนี้เป็น
ชื่อของโมหะ. ในคำว่า สมุทเย อาณ เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
ในสัจจะ ๔ นั้น พึงทราบความไม่รู้ในทุกขสัจจะด้วยเหตุ ๔ คือ โดย
ภาวะที่หยั่งลงในภายใน โดยวัตถุ โดยอารมณ์ และโดยการปกปิด.
จริงอย่างนั้น ความไม่รู้นั้น ชื่อว่าทุกขสัจจะ เพราะหยั่งลงในภายในทุกข์
เพราะนับเนื่องในทุกขสัจจะ ชื่อว่าเป็นวัตถุ เพราะเป็นนิสสยปัจจัยแห่ง
ทุกขสัจจะนั้น ชื่อว่าเป็นอารมณ์ เพราะเป็นอารัมมณปัจจัย ความไม่รู้นั้น

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 34
ย่อมปกปิดทุกขสัจจะ โดยห้ามการแทงตลอดลักษณะตามที่เป็นจริงของ
ทุกขสัจจะนั้น และโดยปราศจากความเป็นไปแห่งญาณในข้อนี้.
พึงทราบความไม่รู้ในสมุทัยสัจจะ ด้วยเหตุ ๓ คือ โดยวัตถุ โดย
อารมณ์ และโดยการปกปิด. แต่พึงทราบความไม่รู้ในนิโรธปฏิปทา
ด้วยเหตุอย่างเดียวเท่านั้น คือโดยการปกปิด. จริงอยู่ ความไม่รู้ที่ปกปิด
นิโรธปฏิปทานั่นแล โดยห้ามการแทงตลอดลักษณะตามที่เป็นจริงของ
ปฏิปทาเหล่านั้น แต่โดยปราศจากความเป็นไปแห่งญาณในปฏิปทาเหล่า
นั้น ความไม่รู้นั้น มิได้หยั่งลงในภายในในปฏิปทาเหล่านั้น เพราะไม่
นับเนื่องในสัจจะทั้งสองนั้น สัจจะทั้งสองนั้น มิได้เป็นวัตถุ เพราะมิได้
เกิดร่วมกัน มิได้เป็นอารมณ์ เพราะมิได้ปรารภสิ่งนั้นเป็นไป. ก็สัจจะ
ทั้งสองข้างท้าย เห็นได้ยาก เพราะลึกซึ้ง ความไม่รู้ที่มืดตื้อย่อมไม่เป็น
ไปในสัจจะทั้งสองนั้น. ก็สัจจะข้อแรก ชื่อว่าลึกซึ้ง เพราะเห็นสภาวะ
ลักษณะโดยอรรถที่ควรกล่าวได้ยาก . ย่อมเป็นไปในความไม่รู้นั้น เพราะ
ยึดถือคลาดเคลื่อนไปจากความจริง.
อนึ่ง เพียงด้วยบทว่า ทุกฺเข นี้ ท่านแสดงอวิชชาโดยรวบรวม
โดยวัตถุ โดยอารมณ์ และโดยกิจ. เพียงด้วยบทว่า ทุกฺขสมุทเย นี้
ท่านแสดงโดยวัตถุ โดยอารมณ์ และโดยกิจ. เพียงด้วยบทว่า ทุกฺข-
นิโรธคามินิยา ปฏิปทาย นี้ ท่านแสดงโดยกิจ. แต่โดยไม่พิเศษ ด้วย
บทว่า อาณ นี้ พึงทราบว่าท่านแสดงไขอวิชชาโดยสภาวะ.
บทว่า อิติ โข ภิกฺขเว แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ด้วย
ประการอย่างนี้แล. บทว่า นิโรโธ โหติ ได้แก่ไม่เกิดขึ้น. อนึ่ง ด้วย
บทว่า นิโรธ เหล่านั้นทุกบทในที่นี้ ท่านแสดงถึงพระนิพพาน. ด้วยว่า

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 35
ธรรมนั้น ๆ อาศัยพระนิพพาน ดับไป ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่าน
จึงกล่าวว่า เตส นิโรโธ ดังนี้.
ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงวัฏฏะและวิวัฏฏะ ด้วย
๑๒ บท ในพระสูตรนี้ จึงให้เทศนาจบลงด้วยยอดแห่งพระอรหัตนั่นเอง.
ในเวลาจบเทศนา ภิกษุ ๕๐๐ รูปบรรลุพระอรหัต โดยนัยดังกล่าวแล้ว
นั่นแล.
จบอรรถกถาวิภังคสูตรที่ ๒
 
๓. ปฏิปทาสูตร
 
ว่าด้วยปฏิปทา ๒
 
[๑๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของ
อนาถบิณฑิกเศรษฐี พระนครสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตจักแสดงมิจฉาปฏิปทา และสัมมาปฏิปทา
พวกเธอจงฟังปฏิปทาทั้ง ๒ นั้น จงใส่ใจให้ดีเถิด เราจักกล่าว ภิกษุ
เหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
[๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
ก็มิจฉาปฏิปทาเป็นไฉน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . .ความเกิดขึ้นแห่ง
กองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ นี้เรียกว่ามิจฉาปฏิปทา.
[๒๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็สัมมาปฏิปทาเป็นไฉน. เพราะ
อวิชชานั่นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ สังขารจึงดับ เพราะ
 

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 36
สังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . . ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้ นี้เรียกว่าสัมมาปฏิปทา.
จบปฏิปทาสูตรที่ ๓
 
อรรถกถาปฏิปทาสูตรที่ ๓
 
ในปฏิปทาสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า มิจฺฉาปฏิปท ความว่า นี้เป็นปฏิปทา ไม่นำสัตว์ออก
จากทุกข์ เป็นอันดับแรก. ถามว่า ก็เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมี
ปุญญาภิสังขารบ้าง อเนญชาภิสังขารบ้าง มิใช่หรือ. อภิสังขารทั้งสองนั้น
เป็นมิจฉาปฏิปทาได้อย่างไร. แก้ว่า เพราะถือว่าวัฏฏะเป็นสำคัญ. สิ่งใด
สิ่งหนึ่งซึ่งบุคคลปรารถนาวัฏฏะกล่าวคือภพ ๓ ปฏิบัติ โดยที่สุดอภิญญา ๕
หรือสมาบัติ ๘ สิ่งทั้งหมดเป็นไปในฝ่ายวัฏฏะ. จัดเป็นมิจฉาปฏิปทา
เพราะถือวัฏฏะเป็นสำคัญ. สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันบุคคลปรารถนาวิวัฏฏะ คือ
พระนิพพาน ปฏิบัติ โดยที่สุดถวายทานเพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่งก็ดี
เพียงถวายใบไม้กำมือหนึ่งก็ดี สิ่งทั้งหมดนั้นจัดเป็นสัมมาปฏิปทาโดย
แท้เพราะเป็นฝ่ายวิวัฏฏะ บุคคลไม่บรรลุพระอรหัตแล้วจะถึงที่สุดหา
ได้ไม่ ดังนั้น พึงทราบว่า ท่านแสดงมิจฉาปฏิปทาด้วยอำนาจอนุโลม
แสดงสัมมาปฏิปทาด้วยอำนาจปฏิโลม.
ถามว่า ก็ในที่นี้ ท่านถามปฏิปทา จำแนกพระนิพพาน กำหนด
ปฏิปทา แม้ในการตอบ และบทว่า ปฏิปทา ไม่เป็นชื่อแห่งพระนิพพาน
แต่คำว่า ปฏิปทานี้ เป็นชื่อของมรรค ๔ พร้อมด้วยวิปัสสนา เพราะ-
ฉะนั้น บทภาชนะจึงสมด้วยการถามการตอบมิใช่หรือ. แก้ว่า ไม่สม

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 37
หามิได้. เพราะเหตุไร. เพราะท่านแสดงปฏิปทาโดยผล. จริงอยู่ ในที่นี้
ท่านแสดงปฏิปทาโดยผล. ความในคำว่า เพราะอวิชชานั่นแลดับไปโดย
สำรอกไม่เหลือ สังขารจึงดับนี้ มีอธิบายดังนี้ นิพพานกล่าวคือการ
ดับสนิทนี้ เป็นผลของปฏิปทาใด ภิกษุทั้งหลาย ปฏิปทานี้เราเรียกว่า
สัมมาปฏิปทา. ก็ในอรรถนี้ วิราคะ ในคำว่า อเสสวิราคนิโรธา นี้
เป็นไวพจน์ของการดับสนิทนั่นเอง. ก็ในคำว่า อเสสวิราคนิโรธา นี้
เป็นไวพจน์ของการดับสนิทนั่นเอง. ก็ในคำว่า อเสสวิราคา อเสส-
นิโรธา นี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ อีกอย่างหนึ่ง เพื่อแสดงมรรคกล่าวคือ
วิราคะ อันเป็นเหตุดับสนิทโดยไม่เหลือ พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสบท
ภาชนะนี้ว่า ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ปฏิปทาอันเป็นไปกับด้วยอานุภาพ เป็นอัน
พระองค์ทรงจำแนกแล้ว. ดังนั้น พระองค์จึงตรัสเฉพาะวัฏฏะและวิวัฏฏะ
แม้นี้เท่านั้นแล.
จบอรรถกถาปฏิปทาสูตรที่ ๓
 
๔. วิปัสสีสูตร
 
ว่าด้วยพระวิปัสสีโพธิสัตว์ทรงปริวิตก
 
[๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้
ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
ทรงพระนามว่าวิปัสสี ก่อนแต่ตรัสรู้ เมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ยังมิได้
ตรัสรู้ ได้ปริวิตกว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย
จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ยังไม่รู้ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชรา
และมรณะนี้ เมื่อไรเล่าความออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ จักปรากฏ.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 38
[๒๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้
มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี. ชราและ
มรณะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล
พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วย
ปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี. ชราและมรณะย่อมมีเพราะ
ชาติเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติจึงมี. ชาติย่อมมีเพราะภพเป็น
ปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ภพจึงมี. ภพย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . .
เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี. ภพย่อมมีเพราะอุปาทานเป็นปัจจัย. . .เมื่อ
อะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี. อุปาทานย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . .
เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี. อุปาทานย่อมมีเพราะตัณหาเป็นปัจจัย. . .
เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี. ตัณหาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . .เมื่อ
เวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี. ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนาเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไร
หนอมีอยู่ เวทนาจึงมี. เวทนาย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . .เมื่อผัสสะมี
อยู่ เวทนาจึงมี. เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่
ผัสสะจึงมี. ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . .เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะ
จึงมี. ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไรหนอมีอยู่
สฬายตนะจึงมี. สฬายตนะย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . . เมื่อนามรูปมีอยู่
สฬายตนะจึงมี. สฬายตนะย่อมมีเพราะนามรูปเป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไร
หนอมีอยู่ นามรูปจึงมี. นามรูปย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . . เมื่อ
วิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี. นามรูปย่อมมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย. . .
เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณจึงมี. วิญญาณย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. . .
เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี. วิญญาณย่อมมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย. ดูก่อน

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 39
ภิกษุทั้งหลาย ครั้นนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี. สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้นั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้
ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี.
สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย. เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร.
เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . . ดังพรรณนามานี้. ความเกิดขึ้น
แห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์
ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้.
[๒๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสีโพธิสัตว์ได้
มีความปริวิตกดังนี้ เมื่ออะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี. เพราะ
อะไรดับ ชราและมรณะจึงดับ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระ
วิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า
เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี. เพราะชาติดับ ชราและมรณะจึงดับ. . .
เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ. เมื่อ
ภพไม่มี ชาติจึงไม่มี. เพราะภพดับ ชาติจึงดับ. . .เมื่ออะไรหนอไม่มี
ภพจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ ภพจึงดับ. เมื่ออุปาทานไม่มี ภพจึงไม่มี.
เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี อุปาทานจึงไม่มี.
เพราะตัณหาดับ อุปาทานจึงดับ. . . เมื่ออะไรอหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี.
เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ. เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี. เพราะ
เวทนาดับ ตัณหาจึงดับ. . .เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี. เพราะ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 40
อะไรดับ เวทนาจึงดับ. . . เมื่อผัสสะไม่มี. เวทนาจึงไม่มี เพราะผัสสะดับ
เวทนาจึงดับ. . . . เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ
ผัสสะจึงดับ. เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี. เพราะสฬายตนะดับ
ผัสสะจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะไม่มี. เพราะอะไรดับ
สฬายตนะจึงดับ. . . เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี. เพราะนามรูป
ดับ สฬายตนะจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี. เพราะ
อะไรดับ นามรูปจึงดับ. . . เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี. เพราะ
วิญญาณดับ นามรูปจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี.
เพราะอะไรดับ วิญญาณจึงดับ. เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี. เพราะ
สังขารดับ วิญญาณจึงดับ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระวิปัสสี
โพธิสัตว์ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอไม่มี สังขารจึงไม่มี.
เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระ
วิปัสสีโพธิสัตว์ เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า
เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี. เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ.
ก็เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ. เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . .
ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
อย่างนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง
ได้บังเกิดขึ้นแก่พระวิปัสสีโพธิสัตว์ ในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า
ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้างดับ ดังนี้.
จบวิปัสสีสูตรที่ ๔

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 41
อรรถกถาวิปัสสีสูตรที่ ๔
 
ในวิปัสสีสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
บทว่า วิปสฺสิสฺส ความว่า ได้ยินว่า ดวงตาทั้งหลายของโลกิย-
มนุษย์ผู้มองดูอะไร ๆ ย่อมกลอกไปมา เพราะประสาทตาอันเกิดแต่กรรม
ที่บังเกิดแต่กรรมเล็กน้อย มีกำลังอ่อนเช่นใด แต่ดวงตาของพระโพธิสัตว์
นั้น หากลอกเช่นนั้นไม่ เพราะประสาทตาอันเกิดแต่กรรม บังเกิดแต่กรรม
มีกำลังมีกำลังมากพระองค์จึงมองดูด้วยดวงตาที่ไม่กลอกไม่ก็พริบนั่นแล
เหมือนเทวดาในดาวดึงส์ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระกุมาร
เพ่งดูโดยไม่กะพริบ เพราะฉะนั้น พระวิปัสสีกุมารนั้นจึงเกิดสมัญญาว่า
วิปัสสี วิปัสสี นั่นแล. จริงอยู่ ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ ชื่อว่า วิปัสสี
เพราะเห็นความบริสุทธิ์ อีกอย่างหนึ่งชื่อว่า วิปัสสี เพราะเห็นด้วยทั้ง
ดวงตาที่เบิก. ก็ในที่นี้ดวงตาของพระโพธิสัตว์ทั้งหมด ผู้เกิดใน
ภพสุดท้ายย่อมไม่กลอก เพราะประสาทที่เกิดแต่กรรมอันมีกำลัง มีกำลัง
แรง. ก็พระโพธิสัตว์นั้น ย่อมได้ชื่อด้วยเหตุนั้นนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง
ชื่อว่า วิปัสสี เพราะพิจารณาเห็น อธิบายว่า เพราะเลือกเฟ้นจึงเห็น.
ได้ยินว่า วันหนึ่ง อำมาตย์ทั้งหลายนำพระมหาบุรุษผู้ประดับตกแต่ง
พระวรกายแล้วมาวางไว้บนพระเพลาของพระราชาผู้ประทับนั่งพิจารณา
คดีอยู่ในศาล เมื่อพระราชาทรงพอพระทัยที่ได้มหาบุรุษนั้นอยู่บนพระ
เพลา อำมาตย์ทั้งหลายได้กระทำเจ้าของทรัพย์ไม่ให้เป็นเจ้าของทรัพย์.
พระโพธิสัตว์ทรงเปล่งเสียงแสดงความไม่พอพระทัย. พระราชาตรัสว่า
พวกท่านพิจารณาทบทวนดูที่หรือว่าเรื่องนั้นเป็นอย่างไร เรื่องนี้เป็น
เป็นอย่างไร. พวกอำมาตย์เมื่อพิจารณาทบทวน ก็ไม่เห็นกรณีเป็นอย่าง

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 42
อื่นจึงคิดว่า ชะรอยว่าที่ทำไปแล้วอย่างนี้ จักเป็นการวินิจฉัยคดีที่ไม่ชอบ.
จึงทำผู้เป็นเจ้าของทรัพย์ให้เป็นเข้าของทรัพย์อีก เมื่อทดลองว่ากุมารจะรู้
หรือหนอจึงทำอย่างนี้. จึงทำเจ้าของทรัพย์ให้ไม่เป็นเจ้าของทรัพย์อีก.
ครั้งนั้นพระราชาทรงดำริว่า พระมหาบุรุษคงจะรู้ ตั้งแต่นั้นมาจึง
เป็นผู้ไม่สะเพร่า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กุมาร
ใคร่ครวญแล้วใคร่ครวญเล่า จึงรู้คดีเพราะเหตุนั้นแล ภิกษุทั้งหลาย
พระกุมารนั้นจึงเกิดพระนามโดยประมาณยิ่งว่า วิปัสสี นั้นแล.
บทว่า ภควโต แปลว่า ผู้ถึงพร้อมด้วยภาคยะ. บทว่า อรหโต
ได้แก่ผู้มีพระนามอันเกิดขึ้นโดยคุณอย่างนี้ว่า ชื่อว่า อรหา เพราะ
กำจัดกิเลสเพียงดังข้าศึกมีราคะเป็นต้นเสียได้ เพราะทรงหักกำแห่งสังสาร-
จักร หรือเพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย. บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส
ได้แก่ผู้ตรัสรู้สัจจะ ๔ โดยความเพียรของบุรุษ โดยพระองค์เอง เฉพาะ
พระองค์ โดยชอบ โดยนัย โดยเหตุ. บทว่า ปุพฺเพว สมฺโพธา
ความว่า ญาณในมรรค ๔ ท่านเรียกว่า สัมโพธะ ตรัสรู้พร้อม, ก่อนแต่
การตรัสรู้นั้นแล. บทว่า โพธิ ในคำว่า โพธิสตฺตสฺเสว สโต นี้
ได้แก่ญาณ, สัตว์ผู้ตรัสรู้ ชื่อว่าโพธิสัตว์ อธิบายว่า ผู้มีญาณ คือผู้มี
ปัญญา ชื่อว่าบัณฑิต. จริงอยู่ สัตว์นั้น เป็นบัณฑิต จำเดิมแต่ทรงมี
อภินิหาร แทบบาทมูลแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่ใช่อันธพาล เพราะ-
ฉะนั้น จึงชื่อว่า พระโพธิสัตว์ อนึ่ง ชื่อว่าโพธิสัตว์ แม้เพราะเป็นสัตว์
ผู้จะเบิกบาน โดยอรรถวิเคราะห์ว่า บำเพ็ญพระบารมี แล้วจักเบิกบาน
โดยหาอันตรายมิได้อย่างแน่นอน เพราะได้คำพยากรณ์ในสำนักของพระ-
พุทธเจ้าทั้งหลาย เปรียบเหมือนดอกปทุม ที่โผล่ขึ้นจากน้ำตั้งอยู่ แก่ได้

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 43
ที่แล้วจักบานโดยสัมผัสแสงอาทิตย์อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ท่านจึง
เรียกว่า ดอกปทุมบาน. อนึ่ง สัตว์ปรารถนาโพธิกล่าวคือญาณในมรรค ๔
ปฏิบัติอยู่ เหตุนั้น ผู้ที่ยังติดอยู่ในโพธิจึงชื่อว่า โพธิสัตว์ ดังนี้ก็มี. เมื่อ
พระโพธิสัตว์มีอยู่โดยพระนามที่เกิดขึ้นด้วยประการฉะนี้. บทว่า กิจฺฉ
แปลว่า ลำบาก. บทว่า อาปนฺโน แปลว่า ถึงแล้วเนือง ๆ. ท่านกล่าว
อธิบายไว้ว่า น่าอนาถ สัตว์โลกนี้ ถึงความลำบากเนือง ๆ. บทว่า
จวติ จ อุปปชฺชติ จ นี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจจุติและปฏิสนธิไป ๆ มา ๆ.
บทว่า นิสฺสรณ ได้แก่พระนิพพาน. จริงอยู่ พระนิพพานนั้น ท่าน
เรียกว่านิสสรณะ เพราะสลัดออกจากทุกข์คือชราและมรณะ. บทว่า
กุทาสฺสุ นาม ได้แก่ในกาลไหน ๆ แล.
บทว่า โยนิโสมนสิการา ได้แก่โดยการใส่ใจโดยอุบาย คือการ
ใส่ใจครั้งแรก. บทว่า อหุ ปญฺาย อภิสมโย ความว่า ได้แก่การตรัสรู้
คือความประกอบชอบซึ่งเหตุแห่งชราและมรณะด้วยปัญญา อธิบายว่า
พระองค์เห็นดังนี้ว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงมีชราและมรณะ. อีกอย่าง
หนึ่ง บทว่า โยนิโสมนสิการา อหุ ปญฺาย ได้แก่ได้ตรัสรู้ ด้วย
โยนิโสมนสิการ และด้วยปัญญา. อธิบายว่า ได้แทงตลอดเหตุแห่งชรา
และมรณะอย่างนี้ว่า เมื่อความเกิดมีอยู่แล ชราและมรณะก็มี. ในบท
ทั้งปวงก็นัยนี้.
บทว่า อิติ หิท เท่ากับ เอวมิท สิ่งนี้มีด้วยประการฉะนี้. ด้วย
บทว่า สมุทโย นี้ ท่านประมวลการเกิดขึ้นแห่งสังขารเป็นต้นแสดงใน
ฐานะ ๑๑. บทว่า ปุพฺเพ อนนุสฺสุเตสุ ความว่า ในธรรมที่ไม่เคย
 
 ๑. พม่า. ปถมนสิกาเรน คือการมนสิการตามคลองธรรม.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 44
สดับมาก่อนแต่นี้ อย่างนี้ว่า เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยจึงมีสังขาร ความเกิด
ขึ้นของสังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัยดังนี้ หรือในอริยสัจธรรม ๔.
บทว่า จกฺขุ เป็นต้นเป็นไวพจน์ของญาณนั่นเอง. จริงอยู่ ในที่นี้ ญาณ
นั่นแลท่านกล่าวว่า จักขุ เพราะอรรถว่าเห็น, กล่าวว่าญาณ เพราะ
อรรถว่า รู้, กล่าวว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ชัด, กล่าวว่า
วิชชา เพราะอรรถว่า แทงตลอด, กล่าวว่า อาโลกะ เพราะอรรถว่า
สว่าง. ก็ญาณนี้นั้น พึงทราบว่า ท่านชี้แจงว่าเจือทั้งโลกิยะและโลกุตระ
ในสัจจะ ๔. แม้ในนิโรธวาระ พึงทราบความโดยนัยนี้แล.
 
จบอรรถกถาวิปัสสีสูตรที่ ๔
 
๕. สิขีสูตรที่ ๙. กัสสปสูตร
 
ว่าด้วยพระปริวิตกของพระพุทธเจ้า ๗ พระองค์
 
[๒๕] พระปริวิตกของพระพุทธเจ้าแม้ทั้ง ๗ พระองค์ ก็พึงให้
พิสดารเหมือนอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคอรหันต-
สัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าสิขี. . .ทรงพระนามว่าเวสสภู. . .ทรง
พระนามว่ากกุสันธ. . . ทรงพระนามว่าโกนาคมนะ. . .ทรงพระนาม
ว่ากัสสปะ.
 
๑๐. มหาศักยมุนีโคตมสูตร
 
ว่าด้วยพระปริวิตกของพระบรมโพธิสัตว์
 
[๒๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ก่อน
ตรัสรู้ยังมิได้ตรัสรู้ ได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า โลกนี้ถึงความยากแล้วหนอ
ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ยังไม่รู้
 
 ๑. ข้อความที่ละไว้ เหมือนข้อ ๒๒-๒๔ ๒. อรรถกถาสูตรที่ ๕-๑๐ แก้ไว้ท้ายวรรคนี้.

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 45
ธรรมอันออกจากทุกข์ คือชราและมรณะนี้ เมื่อไรเล่า ความออกจาก
ทุกข์ คือชราและมรณะนี้จักปรากฏ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มี
ความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชราและมรณะจึงมี. ชราและมรณะ
ย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นเพราะกระทำไว้
ในใจโดยแยบคาย จึงได้รู้ด้วยปัญญาว่า เมื่อชาติมีอยู่ ชราและมรณะ
จึงมี ชราและมรณะย่อมมีเพราะชาติเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ชาติ
จึงมี. ชาติย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. เมื่อภพมีอยู่ ชาติจึงมี. ชาติ
ย่อมมีเพราะภพเป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไรมีอยู่ ภพจึงมี. ภพย่อมมีเพราะ
อะไรเป็นปัจจัย. เมื่ออุปาทานมีอยู่ ภพจึงมี. ภพย่อมมีเพราะอุปาทาน
เป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไรหนอมีอยู่ อุปาทานจึงมี. อุปาทานย่อมมีเพราะ
อะไรเป็นปัจจัย. . .เมื่อตัณหามีอยู่ อุปาทานจึงมี. อุปาทานย่อมมีเพราะ
ตัณหาเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ตัณหาจึงมี. ตัณหาย่อมมีเพราะ
อะไรเป็นปัจจัย เมื่อเวทนามีอยู่ ตัณหาจึงมี. ตัณหาย่อมมีเพราะเวทนา
เป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ เวทนาจึงมี. เวทนาย่อมมีเพราะอะไร
เป็นปัจจัย. เมื่อผัสสะมีอยู่ เวทนาจึงมี. เวทนาย่อมมีเพราะผัสสะเป็น
ปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ ผัสสะจึงมี. ผัสสะย่อมมีเพราะอะไรเป็น
เป็นปัจจัย . เมื่อสฬายตนะมีอยู่ ผัสสะจึงมี. ผัสสะย่อมมีเพราะสฬายตนะเป็น
ปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ สฬายตนะจึงมี. สฬายตนะมีอยู่เพราะ
อะไรเป็นปัจจัย. เมื่อนามรูปมีอยู่ สฬายตนะจึงมี. สฬายตนะย่อมมีเพราะ
นามรูปเป็นปัจจัย. . . เมื่ออะไรหนอมีอยู่ นามรูปจึงมี. นามรูปย่อมมี
เพราะอะไรเป็นปัจจัย. เมื่อวิญญาณมีอยู่ นามรูปจึงมี. นามรูปย่อมมีเพราะ
วิญญาณเป็นปัจจัย. . .เมื่ออะไรหนอมีอยู่ วิญญาณจึงมี. วิญญาณย่อมมี

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 46
เพราะอะไรเป็นปัจจัย. เมื่อสังขารมีอยู่ วิญญาณจึงมี. วิญญาณย่อมมีเพราะ
สังขารเป็นปัจจัย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่อ
อะไรหนอมีอยู่ สังขารจึงมี. สังขารย่อมมีเพราะอะไรเป็นปัจจัย. ดูก่อน
ภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วยปัญญา
ว่า เมื่ออวิชชามีอยู่ สังขารจึงมี. สังขารย่อมมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร. เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
. . .ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสง
สว่าง ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างเกิด
ฝ่ายข้างเกิด ดังนี้.
[๒๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า เมื่อ
อะไรหนอไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ ชราและมรณะจึงดับ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้ด้วย
ปัญญาว่า เมื่อชาติไม่มี ชราและมรณะจึงไม่มี. เพราะชาติดับ ชราและมรณะ
จึงดับ. . .เมื่ออะไรหนอไม่มี ชาติจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ ชาติจึงดับ เมื่อ
ภพไม่มี ชาติจึงไม่มี. เพราะภพดับ ชาติจึงดับ. . . เมื่ออุปาทานไม่มี ภพ
จึงไม่มี. เพราะอุปาทานดับ ภพจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี อุปาทาน
จึงไม่มี. เพราะอะไรดับ อุปาทานจึงดับ. เมื่อตัณหาไม่มี อุปาทานจึงไม่มี.
เพราะตัณหาจึงดับ อุปาทานจึงดับ. . .เมื่ออะไรหนอไม่มี ตัณหาจึงไม่มี.
เพราะอะไรดับ ตัณหาจึงดับ. เมื่อเวทนาไม่มี ตัณหาจึงไม่มี. เพราะ
เวทนาดับ ตัณหาจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี เวทนาจึงไม่มี. เพราะ

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 47
อะไรดับ เวทนาจึงดับ. เมื่อผัสสะไม่มี เวทนาจึงไม่มี. เพราะผัสสะดับ
เวทนาจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี ผัสสะจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ ผัสสะ
จึงดับ. เมื่อสฬายตนะไม่มี ผัสสะจึงไม่มี. เพราะสฬายตนะดับ ผัสสะ
จึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ
สฬายตนะจึงดับ. เมื่อนามรูปไม่มี สฬายตนะจึงไม่มี. เพราะนามรูปดับ
สฬายตนะจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี นามรูปจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ
นามรูปจึงดับ. เมื่อวิญญาณไม่มี นามรูปจึงไม่มี. เพราะวิญญาณดับ
นามรูปจึงดับ. . . เมื่ออะไรหนอไม่มี วิญญาณจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ
วิญญาณจึงดับ. เมื่อสังขารไม่มี วิญญาณจึงไม่มี. เพราะสังขารดับ
วิญญาณจึงดับ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้นได้มีความปริวิตกดังนี้ว่า
เมื่ออะไรหนอไม่มี สังขารจึงไม่มี. เพราะอะไรดับ สังขารจึงดับ.
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรานั้น เพราะกระทำไว้ในใจโดยแยบคายจึงได้รู้
ด้วยปัญญาว่า เมื่ออวิชชาไม่มี สังขารจึงไม่มี. เพราะอวิชชาดับ สังขาร
จึงดับ. ก็เพราะอวิชชาดับ สังขารจึงดับ. เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . .
ดังพรรณนามาฉะนี้ ความดับแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการ
อย่างนี้. ดูกรภิกษุทั้งหลาย จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง
ได้บังเกิดขึ้นแก่เราในธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อนว่า ฝ่ายข้างดับ ฝ่ายข้าง
ดับ ดังนี้.
 
จบมหาศักยมุนีโคตมสูตรที่ ๑๐
จบพุทธวรรคที่ ๑

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 48
รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ
 
๑. เทศนาสูตร ๒. วิภังคสูตร ๓. ปฏิปทาสูตร
๔. วิปัสสีสูตร ๕. สิขีสูตร ๖. เวสสภูสูตร
๗. กกุสันธสูตร ๘. โกนาคมนสูตร ๙. กัสสปสูตร
๑๐. มหาศักยมุนีโคตมสูตร.
 
อรรถกถาสิขีสูตรเป็นต้น (๕-๑๐)
 
ในสิขีสูตรที่ ๕ เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้.
อรรถแห่งบทว่า สิขิสฺส ภิกฺขเว เป็นต้น พึงกล่าวความประกอบ
อย่างนี้ว่า สิขิสฺสปิ ภิกฺขเว. เพราะเหตุไร เพราะไม่แสดงในอาสนะ
เดียว. จริงอยู่ พระสูตรเหล่านี้ทรงแสดงไว้ในฐานะต่าง ๆ แต่เนื้อความ
เหมือนกันทุกแห่งทีเดียว ความจริง เมื่อพระโพธิสัตว์ทุก ๆ พระองค์
ประทับนั่ง ณ โพธิบัลลังก์ ผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นสมณะก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม
เทวดาก็ตาม พรหมก็ตาม ไม่ได้บอกว่า พระโพธิสัตว์ในอดีตพิจารณา
ปัจจยาการแล้วเป็นพระพุทธเจ้า. เหมือนอย่างว่า พระพุทธเจ้าพระองค์
หลัง ๆ ย่อมดำเนินไปตามทางที่พระพุทธเจ้าก่อน ๆ เหล่านั้นดำเนินไป
แล้ว เหมือนเมื่อฝนตกในครั้งปฐมกัป แม้น้ำฝนก็ย่อมบ่าไปตามทางที่น้ำ
ไหลไปแล้วนั้นแหละ. จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ออกจากจตุตถฌาน
อันมีลมหายใจเข้าออกเป็นอารมณ์ ทำญาณให้หยั่งลงในในปัจจยาการ
พิจารณาปัจจยาการนั้นโดยอนุโลมและปฏิโลม ย่อมเป็นพระพุทธเจ้า
ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวให้ชื่อว่า พุทธวิปัสสนา ใน ๗ สูตรตามลำดับแล.
 
จบอรรถกถาพุทธวรรคที่ ๑

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 49
อาหารวรรคที่ ๒
 
๑. อาหารสูตร
 
ว่าด้วยอาหาร ๔ อย่าง
 
[๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาอย่างนี้ :-
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม
ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อาหาร ๔ เหล่านี้ ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่
ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือเพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด.
อาหาร ๔ เป็นไฉน. คือ [ ๑ ] กวฬีการาหาร หยาบหรือละเอียด
[ ๒ ] ผัสสาหาร [ ๓ ] มโนสัญเจตนาหาร [ ๔ ] วิญญาณาหาร อาหาร
๔ เหล่านี้แล ย่อมเป็นไปเพื่อความดำรงอยู่ของหมู่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หรือ
เพื่ออนุเคราะห์หมู่สัตว์ผู้แสวงหาที่เกิด.
[๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็อาหาร ๔ เหล่านี้ มีอะไรเป็นเหตุ
มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด. อาหาร ๔
เหล่านี้ มีตัณหาเป็นเหตุ มีตัณหาเป็นที่ตั้งขึ้น มีตัณหาเป็นกำเนิด มี
ตัณหาเป็นแดนเกิด มีตัณหานี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มี
อะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด. ตัณหามีเวทนาเป็นเหตุ มี
เวทนาเป็นที่ตั้งขึ้น มีเวทนาเป็นกำเนิด มีเวทนาเป็นแดนเกิด ก็เวทนานี้
มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดน
เกิด. เวทนามีผัสสะเป็นเหตุ มีผัสสะเป็นที่ตั้งขึ้น มีผัสสะเป็นกำเนิด

 พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย นิทานวรรค เล่ม ๒ - หน้าที่ 50
มีผัสสะเป็นแดนเกิด ก็ผัสสะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มี
อะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด. ผัสสะมีสฬายตนะเป็นเหตุ มี
สฬายตนะเป็นที่ตั้งขึ้น มีสฬายตนะเป็นกำเนิด มีสฬายตนะเป็นแดนเกิด
ก็สฬายตนะนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด
มีอะไรเป็นแดนเกิด. สฬายตนะมีนามรูปเป็นเหตุ มีนามรูปเป็นที่ตั้งขึ้น
มีนามรูปเป็นกำเนิด มีนามรูปเป็นแดนเกิด ก็นามรูปนี้มีอะไรเป็นเหตุ
มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด. นามรูป
มีวิญญาณเป็นเหตุ มีวิญญาณเป็นที่ตั้งขึ้น มีวิญญาณเป็นกำเนิด มี
วิญญาณเป็นแดนเกิด ก็วิญญาณนี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไรเป็นแดนเกิด. วิญญาณมีสังขารเป็นเหตุ มี
สังขารเป็นที่ตั้งขึ้น มีสังขารเป็นกำเนิด มีสังขารเป็นแดนเกิด ก็สังขาร
เหล่านี้มีอะไรเป็นเหตุ มีอะไรเป็นที่ตั้งขึ้น มีอะไรเป็นกำเนิด มีอะไร
เป็นแดนเกิด. สังขารทั้งหลายมีอวิชชาเป็นเหตุ มีอวิชชาเป็นที่ตั้งขึ้น
มีอวิชชาเป็นกำเนิด มีอวิชชาเป็นแดนเกิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะ
อวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขาร เพราะสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ. . .
ดังพรรณนามาฉะนี้ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วย
ประการอย่างนี้.
[๓๐] ก็เพราะอวิชชานั้นแหละดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือ
สังขารจึงดับ เพราะสังขารดับ วิญญาณจึงดับ. . . ความดับแห่งกองทุกข์
ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้.
 
จบอาหารสูตรที่ ๑