พระไตรปิฎกและอรรถกถาแปล ฉบับพิมพ์ ๙๑ เล่ม ของมหามกุฏราชวิทยาลัย/เล่มที่ ๓๕ หน้าที่ ๑-๕๐

จาก วิกิซอร์ซ
ไปยังการนำทาง ไปยังการค้นหา

 


พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 1

พระสุตตันตปิฎก

อังคุตตรนิกาย จตุกนิบาต

เล่มที่ ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น

ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรคที่ ๑

๑. อนุพุทธสูตร ว่าด้วยอริยธรรม ๔ [๑] ข้าพเจ้า (พระอานนท์) ได้สดับมาอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ บ้านภัณฑคามในแคว้น วัชชี ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายในที่นั้นด้วยพระพุทธพจน์ ว่า ภิกฺขโว (ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย). ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลขานรับด้วยคำว่า ภทนฺเต (พระพุทธ- เจ้าข้า) แล้วตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะไม่รู้ไม่แจ้งซึ่งธรรม ๔ ประการ เราท่าน ทั้งหลายจึงได้เวียนว่ายตายเกิดอยู่สิ้นกาลนาน ธรรม ๔ ธรรม คืออะไรบ้าง คือ อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุตติ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 2

ภิกษุทั้งหลาย อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุตติ นี้นั้น เราท่านได้รู้แล้วได้แจ้งแล้ว ความทะเยอทะยานในภพ เป็นอันเราท่านถอน ได้แล้ว สายโยงไปสู่ภพขาดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พระสุคตศาสดา ได้ตรัสพระธรรมเทศนา ไวยากรณภาษิตนี้แล้ว ครั้นแล้วจึงตรัสนิคมคาถาประพันธ์นี้อีกว่า สีลสมาธิปญฺา จ วิมุตฺติ จ อนุตฺตรา อนุพุทฺธา อิเม ธมฺมา โคตเมน ยสสฺสินา ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติ อันยอดเยี่ยม พระโคดมผู้ ทรงเกียรติ ได้ตรัสรู้แล้ว. อิติ พุทฺโธ อภิญฺาย ธมฺมมกฺขาสิ ภิกฺขุน ทุกฺขสฺสนฺตกโร สตฺถา จกฺขุมา ปรินิพฺพุโต พระพุทธเจ้า ครั้นทรงรู้จริงอย่างนี้ แล้ว ทรงบอกพระธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย พระองค์ผู้พระศาสดามีจักษุ ทรงกระทำ ที่สุดทุกข์ ดับสนิทแล้ว. จบอนุพุทธสูตรที่ ๑

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 3

อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ชื่อ มโนรถปูรณี จตุกนิบาตวรรณนา

ปฐมปัณณาสก์ ภัณฑคามวรรควรรณนาที่ ๑

อรรถกถาอนุพุทธสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอนุพุทธสูตรที่ ๑ แห่งจตุกนิบาต ดังต่อไปนี้ :- บทว่า อนนุโพธา ได้แก่ เพราะไม่รู้ เพราะไม่ทราบ บทว่า อปฺปฏิเวธา ได้แก่ เพราะไม่แทงตลอด คือ เพราะไม่ทำให้ประจักษ์ บทว่า ทีฆมทฺธาน แปลว่า สิ้นกาลนาน. บทว่า สนฺธาวิต ได้แก่ แล่นไป โดยไปจากภพสู่ภพ. บทว่า สสริต ได้แก่ ท่องเที่ยวไป โดยไปมาบ่อย ๆ. บทว่า มมญฺเจว ตุมฺหากญฺจ แปลว่า อันเราและอันท่านทั้งหลาย. อีก อย่างหนึ่ง ในบทว่า สนฺธาวิต สสริต นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า การแล่นไป การท่องเที่ยวไป ได้มีแล้วทั้งแก่เราทั้งแก่ท่านทั้งหลาย บทว่า อริยสฺส ได้แก่ไม่มีโทษ. ก็ธรรม ๓ เหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ และปัญญา พึง ทราบว่า สัมปยุตตด้วยมรรคและผลแล. ผลเท่านั้น ท่านแสดงโดยชื่อว่า วิมุตติ. บทว่า ภวตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในภพทั้งหลาย. บทว่า ภวเนตฺติ ได้แก่ ตัณหา ดุจเชือกผูกสัตว์ไว้ในภพ. บทนั้นเป็นชื่อของตัณหานั่นแล จริงอยู่ ตัณหานั้นนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่ภพนั้น ๆ เหมือนผูกคอโค เพราะฉะนั้น ตัณหา นั้น ท่านจึงเรียกว่า ภวเนตฺติ. บทว่า อนุตฺตรา ได้แก่ โลกุตระ บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกโร ได้แก่ ทรงทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์. บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ ทรงมีจักษุด้วยจักษุทั้ง ๕. บทว่า ปรินิพฺพุโต ได้แก่ ปรินิพพานแล้วด้วย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 4

กิเลสปรินิพพาน (คือดับกิเลส). ทรงจบเทศนาตามลำดับอนุสนธิว่า นี้เป็นการ ปรินิพพานครั้งแรกของพระศาสดานั้น ณ โพธิมัณฑสถาน. แต่ภายหลังพระองค์ ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุดับขันธ์ ณ ระหว่างไม้สาละคู่ดังนี้. อรรถกถาอนุพุทธสูตรที่ ๑ ๒. ปปติตสูตร ว่าด้วยผู้ตกจากพระธรรมวินัย [๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เรียกว่า ผู้ตกจากพระธรรมวินัยนี้ ธรรม ๔ ประการ คืออะไรบ้าง คือ อริยศีล อริยสมาธิ อริยปัญญา อริยวิมุตติ บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เรียกว่า ผู้ตกจากพระธรรมวินัยนี้. บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้ เรียกว่า ผู้ไม่ตกจากพระ- ธรรมวินัยนี้ ธรรม ๔ ประการคืออะไรบ้าง คือ อริยศีล อริยสมาธิ อริย- ปัญญา อริยวิมุตติ บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เรียกว่า ผู้ไม่ตกจากพระธรรมวินัยนี้. (นิคมคาถา) บุคคลผู้เคลื่อนไป (จากคุณมีอริยศีล เป็นต้น) ชื่อว่า ตก (จากพระธรรมวินัย) ผู้ตกแล้ว และยังกำหนัดยินดี ก็ต้องมา (เกิด) อีก ความสุขย่อมมาถึง ผู้ทำกิจที่ ควรทำแล้ว ยินดีคุณที่ควรยินดีแล้ว โดย สะดวกสบาย. จบปปติตสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 5

อรรถกถาปปติตสูตร พึงทราบวินิจฉัยให้ปปติตสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้:- บทว่า ปปติโต ได้แก่ ผู้เคลื่อนไป. บทว่า อปฺปปติโต ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่แล้ว. บรรดาบุคคลเหล่านั้น โลกิยมหาชนชื่อว่า ตกไปทั้งนั้น. พระ อิริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น ชื่อว่า ตกไปในขณะเกิดกิเลส. พระขีณาสพ ชื่อว่า ตั้งอยู่แล้วโดยส่วนเดียว. บทว่า จุตา ปตนฺติ ความว่า ชนเหล่าใด เคลื่อนไป ชนเหล่านั้น ชื่อว่าตก. บทว่า ปติตา ความว่า ชนเหล่าใด ตกไป ชนเหล่านั้น ชื่อว่าเคลื่อนไป. อธิบายว่า ชื่อว่าตกเพราะเคลื่อนไป ชื่อว่าเคลื่อนไป เพราะตกดังนี้. บทว่า คิทฺธา ได้แก่บุคคลผู้กำหนัดเพราะ ราคะ. บทว่า ปุนราคตา ความว่า ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มาสู่ชาติ ชรา พยาธิ มรณะอีก. บทว่า กตกิจฺจ ความว่า ทำกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔. บทว่า รต รมฺม ความว่า ยินดีแล้วในคุณชาติที่ควรยินดี. บทว่า สุเขนานฺวาคต สุข ความว่า จากสุขมาตามคือถึงพร้อมซึ่งสุข อธิบายว่า จากสุขของมนุษย์ มาถึงคือบรรลุสุขทิพย์ จากสุขในฌานมาถึงสุขในวิปัสสนา จากสุขในวิปัสสนา มาถึงสุขในมรรค จากสุขในมรรคมาถึงสุขในผล จากสุขในผล ก็มาถึงสุขใน นิพพาน. จบอรรถกถาปปติตสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 6

๓.ปฐมขตสูตร ว่าด้วยธรรม ๔ ประการ ของคนพาลและบัณฑิต [๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นคนพาล เป็นคนโง่เขลา เป็นอสัตบุรุษ ครองตนอันถูกขุด (รากคือ ความดี) เสียแล้ว ถูกขจัดไปครึ่งหนึ่งแล้ว เป็นคนประกอบด้วยโทษ ผู้รู้ ติเตียน และได้สิ่งอันไม่เป็นบุญมากด้วย ธรรม ๔ ประการเป็นไฉน คือ บุคคลไม่ใคร่ครวญไม่สอบสวนแล้ว ชมคนที่ควรติ ๑ ติคนที่ควรชม ๑ ปลูกความเลื่อมใสในฐานะอันไม่ควรเลื่อมใส ๑ แสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะ อันควรเลื่อมใส ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นคนพาล ฯลฯ และได้สิ่งอันไม่เป็นบุญมากด้วย ภิกษุทั้งหลาย บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด เป็นสัตบุรุษ ครองตนอันไม่ถูกขุด ไม่ถูกขจัดไปครึ่งหนึ่ง เป็นผู้หาโทษมิได้ ผู้รู้สรรเสริญ และได้บุญมากด้วย ธรรม ๔ ประการ เป็นไฉน คือบุคคลใคร่ครวญสอบสวนแล้ว ติคนที่ควรติ ๑ ชมคนที่ควรชม ๑ แสดงความไม่เลื่อมใสในฐานะอันไม่ควรเลื่อมใส ๑ ปลูกความเลื่อมใสในฐานะ อันควรเลื่อมใส ๑ บุคคลประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล เป็นบัณฑิตฯลฯ และได้บุญมากด้วย (นิคมคาถา) ผู้ใดชมคนที่ควรติ หรือ ติคนที่ ควรชม ผู้นั้น ชื่อว่าก่อ (กลี) ความร้าย ด้วยปาก เพราะความร้ายนั้น เขาก็ไม่ได้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 7

ความสุข นี่ ร้ายไม่มาก คือการเสียทรัพย์ ในการพนัน แม้จนสิ้นเนื้อประดาตัว สิ่ง นี้สิ ร้ายมากกว่า คือทำใจร้าย ในท่านผู้ ดำเนินดีแล้วทั้งหลาย คนที่ตั้งใจและใช้ วาจาลามก ติเตียนท่านผู้เป็นอริยะ ย่อม ตกนรกตลอดเวลา สิ้นแสนสามสิบหก นิรัพพุทะ กับอีกห้าอัพพุทะ. จบปฐมขตสูตรที่ ๓ อรรถกถาปฐมขตสูตร ปฐมขตสูตรที่ ๓ กล่าวไว้ในอรรถกถาทุกนิบาตแล้ว. ส่วนในคาถา พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ บทว่า นินฺทิย ได้แก่ผู้ ควรนินทา. บทว่า นินฺทติ ได้แก่ ย่อมติเตียน. บทว่า ปสสิโย ได้แก่ ผู้ควรสรรเสริญ. บทว่า วิจินาติ มุเขน โส กลึ ความว่า ผู้นั้นประพฤติอย่างนี้แล้ว ชื่อว่า ย่อมเฟ้นโทษด้วยปากนั้น. บทว่า กลินา เตน สุข น วินฺทติ ความว่า เขาย่อมไม่ได้ความสุขเพราะโทษนั้น. บทว่า สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา ความว่า การแพ้พนัน เสียทั้งทรัพย์ของตนทุกสิ่ง กับทั้งตัวเอง (สิ้นเนื้อ- ประดาตัว) ชื่อว่าเป็นโทษประมาณน้อยนัก. บทว่า โย สุคเตสุ ความว่า ส่วนผู้ใดพึงทำจิตคิดประทุษร้ายในบุคคลทั้งหลาย ผู้ดำเนินไปโดยชอบแล้ว ความมีจิตคิดประทุษร้ายของผู้นั้นนี้แล มีโทษมากกว่าโทษนั้น. บัดนี้ เมื่อ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 8

ทรงแสดงความที่มีจิตคิดประทุษร้ายนั้นมีโทษมากกว่า จึงตรัสคำว่า สต สหสฺสาน เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สต สหสฺสาน ได้แก่ สิ้นแสน โดยการนับตามนิรัพพุทะ. บทว่า ฉตฺตึสติ ได้แก่ อีกสามสิบหก นิรัพพุทะ. บทว่า ปญฺจ จ คือห้าอัพพุทโดยการนับตามอัพพุทะ. บทว่า ยมริย ครหิ ความว่า บุคคลเมื่อติเตียนพระอริยะทั้งหลาย ย่อมเข้าถึงนรกใด ในนรกนั้น ประมาณอายุมีเท่านี้ . จบอรรถกถาปฐมขตสูตรที่ ๓ ๔. ทุติยขตสูตร ว่าด้วยพาลและบัณฑิต [๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติผิดในสถาน ๔ เป็นคนพาล ฯลฯ และได้สิ่งอันไม่เป็นบุญมากด้วย ในสถาน ๔ คืออะไร คือ ในมารดา ในบิดา ให้พระตถาคต ในสาวกของพระตถาคต บุคคลปฏิบัติผิดในสถาน ๔ นี้แล เป็นคนพาล ฯลฯ และได้สิ่งอันไม่เป็นบุญมากด้วย ภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้ปฏิบัติชอบในสถาน ๔ เป็นบัณฑิต ฯลฯ และ ได้บุญมากด้วย ในสถาน คืออะไร คือ ในมารดา ในบิดา ในพระตถาคต ในสาวกของพระตถาคต บุคคลปฏิบัติชอบในสถาน ๔ นี้แล เป็นบัณฑิต ฯลฯ และได้บุญมากด้วย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 9

(นิคมคาถา) คนใดปฏิบัติผิด ในมารดา และใน บิดา ในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า และใน สาวกของพระตถาคต คนเช่นนั้น ย่อมได้ สิ่งอันไม่เป็นบุญมาก เพราะความ ประพฤติไม่เป็นธรรมในมารดาบิดาเป็นต้น นั้น ในโลกนี้ บัณฑิตทั้งหลายก็ติเตียนเขา เขาตายไปแล้วยังไปอบายด้วย. คนใดปฏิบัติชอบ ในมารดา ในบิดา ในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า และในสาวก ของพระตถาคต คนเช่นนั้นย่อมได้บุญ มากแท้ เพราะความประพฤติเป็นธรรมใน มารดาบิดาเป็นต้นนั้น ในโลกนี้ บัณฑิต ทั้งหลายก็สรรเสริญเขา เขาละโลกนี้แล้ว ยังบันเทิงในสวรรค์. จบทุติยขตสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 10

อรรถกถาทุติยขตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยขตสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :- ในบทว่า มาตริ ปิตริ จ เป็นอาทิ นายมิตตวินทุกะ ชื่อว่าปฏิบัติผิด ในมารดา. พระเจ้าอชาตศัตรู ชื่อว่าปฏิบัติผิดในบิดา. เทวทัต ชื่อว่าปฏิบัติ ผิดในพระตถาคต. โกกาลิกะ ชื่อว่าปฏิบัติผิดในพระสาวกของพระตถาคต. บทว่า พหุญฺจ แปลว่า มาก. บทว่า ปสวติ แปลว่า ย่อมได้. บทว่า ตาย ความว่า ด้วยความประพฤติอธรรมกล่าวคือความปฏิบัติผิดนั้น. บทว่า เปจฺจ คือไปจากโลกนี้. บทว่า อปายญฺจ คจฺฉติ คือเขาจะต้องบังเกิดใน นรกเป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่ง. ส่วนในสุกกปักข์ (ธรรมฝ่ายดี) ก็นัยนี้เหมือนกัน. จบอรรถกถาทุติยขตสูตรที่ ๔ ๕. อนุโสตสูตร ว่าด้วยบุคคล ๔ ปรากฏในโลก [๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ นี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ คือใคร คือบุคคลไปตามกระแส ๑ บุคคลไปทวนกระแส ๑ บุคคลตั้งตัว ได้แล้ว (ไม่ตามและไม่ทวนกระแส) ๑ บุคคลข้ามถึงฝั่งขึ้นอยู่บนบกเป็น พราหมณ์ ๑ บุคคลไปตามกระแส เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้เสพกาม ด้วย ทำบาปกรรมด้วย นี้เรียกว่า บุคคลไปตามกระแส.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 11

บุคคลไปทวนกระแส เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่เสพ กาม และไม่ทำบาปกรรม แม้ทั้งทุกข์กายทั้งทุกข์ใจ กระทั่งร้องไห้ น้ำตา นองหน้า ก็ยังประพฤติพรหมจรรย์ให้บริบูรณ์บริสุทธิ์อยู่ได้ นี้เรียกว่า บุคคล ไปทวนกระแส. บุคคลตั้งตัวได้แล้ว เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ เพราะ สิ้นสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ เป็นโอปปาติกะ ปรินิพพานในโลกที่เกิดนั้น มีอัน ไม่กลับจากโลกนั้นเป็นธรรมดา นี้เรียกว่า บุคคลตั้งตัวได้แล้ว. บุคคลข้ามถึงฝั่งขึ้นบนบกเป็นพราหมณ์ เป็นอย่างไร ? บุคคลบางคน ในโลกนี้ เพราะสิ้นอาสวะทั้งหลาย กระทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุตติปัญญาวิมุตติ อันหาอาสวะมิได้ ด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเอง สำเร็จอยู่ในปัจจุบันนี้ นี้เรียก ว่า บุคคลข้ามถึงฝั่งขึ้นอยู่บนบกเป็นพราหมณ์. ภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ มีปรากฏอยู่ในโลก. (นิคมคาถา) ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่สำรวมใน กาม ยังไม่สิ้นราคะ เป็นกามโภคี ใน โลกนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ผู้ไปตามกระแส ถูกตัณหาครอบงำไว้ ต้องเกิดและแก่ บ่อย ๆ เพราะฉะนั้นแหละ ผู้เป็นปราชญ์ ในโลกนี้ ตั้งสติ ไม่เสพกามและไม่ทำบาป แม้ทั้งทุกข์กายใจ ก็ละกามและบาปได้ ท่านเรียกบุคคลนั้นว่า ผู้ไปทวนกระแส

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 12

คนใดละกิเลส ๕ ประการ (คือ สังโยชน์เบื้องต่ำ) ได้แล้ว เป็นพระเสขะ บริบูรณ์ มีอันไม่เสื่อมคลายเป็นธรรมดา ได้วสีทางใจ มีอินทรีย์อันมั่นคง คนนั้น ท่านเรียกว่า ผู้ตั้งตัวได้แล้ว เพราะได้ ตรัสรู้แล้ว ธรรมทั้งหลายทั้งยิ่งและหย่อน ของบุคคลใด สิ้นไปดับไป ไม่มีอยู่ บุคคลนั้น เป็นผู้บรรลุซึ่งยอดความรู้ สำเร็จพรหมจรรย์ ถึงที่สุดโลก เรียกว่าผู้ ถึงฝั่งแล้ว. จบอนุโสตสูตรที่ ๕ อรรถกถาอนุโสตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอนุโสตสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :- บุคคลชื่อว่า อนุโสตคามี เพราะไปตามกระแส. ชื่อว่าปฏิโสต คามี เพราะไปทวนกระแสของกระแสคือกิเลส โดยการปฏิบัติที่เป็นข้าศึก. บทว่า ิตตฺโต คือมีภาวะตั้งตนได้แล้ว. บทว่า ติณฺโณ ได้แก่ ข้ามโอฆะ ตั้งอยู่แล้ว. บทว่า ปารคโต ได้แก่ ถึงฝั่งอื่น. บทว่า ถเล ติฏฺติ ได้แก่ อยู่บนบก คือนิพพาน. บทว่า พฺราหฺมโณ ได้แก่ เป็นผู้ประเสริฐ หาโทษ มิได้. บทว่า อิธ แปลว่า ในโลกนี้. บทว่า กาเม จ ปฏิเสวติ ได้แก่ ส้องเสพวัตถุกามด้วยกิเลสกาม. บทว่า ปาปญฺจ กมฺม กโรติ ได้แก่

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 13

ย่อมทำกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น อันเป็นบาป บทว่า ปาปญฺจ กมฺม น กโรติ ได้แก่ ไม่ทำกรรมคือเวร ๕. บทว่า อย วุจฺจติ ภิกฺขเว ิตตฺโต ความว่า อนาคามีบุคคลนี้ ชื่อว่า ตั้งตนได้แล้ว ด้วยอำนาจการไม่กลับมา จากโลกนั้น โดยถือปฏิสนธิอีก. บทว่า ตณฺหาธิปนฺนา ความว่า เหล่าชนที่ถูกตัณหาครอบงำ คือครอบไว้ หรือเข้าถึง คือหยั่งลงสู่ตัณหา. บทว่า ปริปุณฺณเสกฺโข ได้แก่ ตั้งอยู่ใน ความบริบูรณ์ด้วยสิกขา. บทว่า อปริหานธมฺโม ได้แก่ มีอันไม่เสื่อมเป็น สภาวะ. บทว่า เจโตวสิปฺปตฺโต ได้แก่ เป็นผู้ชำนาญทางจิต. บุคคลเห็น ปานนี้ ย่อมเป็นพระขีณาสพ. แต่ในข้อนี้ ตรัสแต่อนาคามีบุคคล. บทว่า สมาหิตินฺทฺริโย ได้แก่ ผู้มีอินทรีย์หกมั่นคงแล้ว. บทว่า ปโรปรา ได้แก่ ธรรมอย่างสูงและอย่างเลว อธิบายว่า กุศลธรรมและอกุศลธรรม. บทว่า สเมจฺจ ได้แก่ มาพร้อมกันด้วยญาณ. บทว่า วิธูปิตา ได้แก่ อันท่าน กำจัดหรือเผาเสียแล้ว. บทว่า วุสิตพฺรหฺมจริโย ความว่า อยู่จบมรรค พรหมจรรย์. บทว่า โลกนฺตคู ความว่า ถึงที่สุดแห่งโลกทั้งสาม. บทว่า ปารคโต ความว่า ผู้ถึงฝั่งด้วยอาการ ๖. ในข้อนี้ตรัสแต่พระขีณาสพเท่านั้น แต่วัฏฏะและวิวัฏฏะ (โลกิยะและโลกุตระ) ตรัสไว้ทั้งในพระสูตร ทั้งในคาถา ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอนุโสตสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 14

๖. อัปปสุตสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้มีสุตะ ๔ จำพวก [๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ คือใคร คือ บุคคลผู้สดับน้อย (เรียนน้อย) ทั้งไม่ได้ประโยชน์ เพราะการสดับ ๑ บุคคลผู้สดับน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ ๑ บุคคล ผู้สดับมาก (เรียนมาก) แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ บุคคลผู้สดับ มาก ทั้งได้ประโยชน์เพราะการสดับ บุคคลผู้สดับน้อย ทั้งไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร ? (นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ เวทัลละ บุคคลบางตนในโลกนี้ได้สดับน้อย ทั้งเขาหารู้อรรถ (คือเนื้อความ) รู้ธรรม (คือบาลี) แห่งคำสอนอันน้อยที่ได้สดับนั้น แล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ บุคคลผู้สดับน้อย ทั้งไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล. บุคคลผู้สดับน้อย แต่ได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร ? (นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ บุคคลบางตนในโลกนี้ได้สดับน้อย แต่เขารู้อรรถรู้ธรรมแห่งคำสอนอันน้อย ที่ได้สดับนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้สดับน้อย แต่ได้ ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล. บุคคลผู้สดับมาก แต่ไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร ? (นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สดับมาก แต่เขาหารู้อรรถรู้ธรรมแห่งคำสอนเป็นอัน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 15

มากที่ได้สดับนั้นแล้วปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมไม่ บุคคลผู้สดับมาก แต่ ไม่ได้ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล บุคคลผู้สดับมาก ทั้งได้ประโยชน์เพราะการสดับเป็นอย่างไร (นวังคสัตถุศาสนา คำสอนของพระศาสดามีองค์ ๙ คือ) สุตตะ ฯลฯ เวทัลละ บุคคลบางคนในโลกนี้ได้สดับมาก ทั้งเขารู้อรรถรู้ธรรมแห่งคำสอนเป็นอันมาก ที่ได้สดับนั้นแล้ว ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลผู้สดับมาก ทั้งได้ ประโยชน์เพราะการสดับ เป็นอย่างนี้แล. ภิกษุทั้งหลาย นี้แลบุคคล ๔ จำพวกมีปรากฏอยู่ในโลก. บุคคลใด ถ้าเป็นคนสดับน้อย ทั้งไม่ ตั้งอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อมติเตียน บุคคลนั้นทั้ง ๒ ทาง คือทั้งทางศีล ทั้ง ทางสดับ. บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับน้อย แต่ตั้งมั่นอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อม สรรเสริญบุคคลนั้นทางศีล แต่การสดับ ของเขาบกพร่อง. บุคคลใด ถ้าแม้เป็นคนสดับมาก แต่ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อม ติเตียนบุคคลนั้นทางศีล แต่การสดับของ เขาพอการ. บุคคลใด ถ้าเป็นคนสดับมาก ทั้ง ตั้งมั่นอยู่ในศีล บัณฑิตทั้งหลายย่อม สรรเสริญบุคคลนั้นทั้ง ๒ ทาง คือทั้งทาง ศีล ทั้งทางการสดับ.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 16

ใครจะควรติบุคคลผู้ได้สดับมาก ทั้งเป็นผู้ทรงธรรม ตอบด้วยปัญญา เป็น สาวกพระพุทธเจ้า ราวกะแท่งทองชมพูนท นั้นเล่า แม้เหล่าเทวดาดีย่อมชม ถึงพรหม สรรเสริญ. จบอัปปสุตสูตรที่ ๖ อรรถกถาอัปปสุตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัปปสุตสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้. บทว่า อนุปปนฺโน แปลว่า ไม่เข้าถึง. ในบทมีอาทิว่า สุตฺต นี้ อุภโตวิภังค์ นิทเทส ขันธกปริวาร สุตตนิบาต มงคลสูตร รตนสูตร นาลกสูตร ตุวฏกสูตร พระดำรัสของพระตถาคตแม้อื่นมี ชื่อว่าสูตร พึง ทราบว่า สูตร. พระสูตรที่มีคาถาแม้ทั้งหมด พึงทราบว่า เคยยะ. โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในสังยุตตนิกาย สคาถวรรคแม้ทั้งหมด อภิธรรมปิฎกแม้ทั้งสิ้น สูตรที่ ไม่มีคาถา พระพุทธพจน์แม้อื่นที่ไม่สงเคราะห์เข้ากับองค์ ๘ เหล่าอื่น พึง ทราบว่า เวยยากรณะ. ธรรมบท เถรคาถา เถรีคาถา และคาถาล้วนไม่มี ชื่อพระสูตรในสุตตนิบาต พึงทราบว่า คาถา. พระสูตร ๘๒ สูตร ที่ประกอบ ด้วยคาถาอันสำเร็จมาแต่โสมนัสญาณ พึงทราบว่าอุทาน. พระสูตร ๑๑๐ สูตร อันเป็นไปโดยนัยเป็นอาทิว่า วุตฺตมิท ภควตา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ ดังนี้ พึงทราบว่า อิติวุตตกะ. ชาดก ๕๕๐ ชาดก. มีอปัณณกชาดกเป็นต้น พึงทราบว่า ชาดก. พระสูตรที่ประกอบด้วยธรรมที่น่าอัศจรรย์ไม่เคยมี แม้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 17

ทั้งหมด อันเป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัจฉริยอัพภูตธรรม ๔ ของเรามีอยู่ พึงทราบว่า อัพภูตธรรม. พระสูตรแม้ทั้งปวง ที่ถามแล้ว ได้ความรู้ และความยินดี มีจูฬเวทัลลสูตร มหาเวทัลลสูตร สัมมาทิฏฐิสูตร สักกปัญหสูตร สังขารภาชนิยสูตร มหาปุณณมสูจรเป็นต้น พึงทราบว่า เวทัลละ. บทว่า น อตฺถมญฺาย ธมฺมมญฺาย ความว่า ไม่รู้อรรถกถา และบาลี. บทว่า ธมฺมานุธมฺมปฏิปนฺโน ความว่า ย่อมไม่ปฏิบัติธรรม สมควรแก่โลกุตรธรรม ๙ คือข้อปฏิบัติเบื้องหน้า พร้อมทั้งศีล. พึงทราบ เนื้อความในทุกวาระโดยอุบายนี้. ส่วนวาระที่หนึ่ง ในพระสูตรนี้ ตรัสถึง บุคคลผู้มีสุตะน้อยแต่ทุศีล ในวาระที่สอง ตรัสถึงบุคคลผู้มีสุตะน้อยแต่เป็น พระขีณาสพ ในวาระที่สาม ตรัสถึงบุคคลผู้มีสุตะมากแต่ทุศีล ในวาระที่สี่ ตรัสถึงบุคคลผู้มีสุตะมากทั้งเป็นพระขีณาสพ. บทว่า สีเลสุ อสมาหิโต ความว่า ไม่ทำให้บริบูรณ์ในศีลทั้งหลาย. บทว่า สีลโต จ สุเตน จ ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมติเตียนผู้นั้น ทั้งโดยส่วนศีล ทั้งโดยส่วนสุตะ อย่างนี้ว่า คนนี้ทุศีล มีสุตะน้อย. บทว่า ตสฺส สมฺปชฺชเต สุต ความว่า สุตะของบุคคลนั้น ชื่อว่าสมบูรณ์ เพราะเหตุที่กิจคือสุตะอันเขาทำแล้วด้วย สุตะนั้น. บทว่า นาสฺส สมฺปชฺชเต ได้แก่ ความว่า สุตกิจ ชื่อว่าไม่สมบูรณ์ เพราะกิจคือสุตะอันเขามิได้ทำ. บทว่า ธมฺมธร ได้แก่ เป็นผู้ทรงจำธรรม ที่ฟังแล้วไว้ได้. บทว่า สปฺปญฺ ได้แก่ มีปัญญาดี. บทว่า เนกฺข ชมฺโพนทสฺเสว ความว่า ทองคำธรรมชาติ เขาเรียกว่า ชมพูนุท ดุจแท่งทอง ชมพูนุทนั้น คือ ดุจลิ่มทองเนื้อ ๕. จบอรรถกถาอัปปสุตสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 18

๗. สังฆโสภณสูตร ว่าด้วยบุคคลผู้ทำหมู่ให้งาม ๔ จำพวก [๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ ที่ฉลาด มีวินัย กล้าหาญ สดับมาก ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ ให้งาม บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้คือใคร คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้แล ที่ฉลาด มีวินัย กล้าหาญ สดับมาก ทรงธรรม ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ย่อมยังหมู่ให้งาม บุคคลใด เป็นผู้ฉลาดและกล้าหาญ เป็นผู้สดับมาก และทรงจำธรรม เป็นผู้ ประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม บุคคลเช่น นั้นนั่น เรียกว่าผู้ยังหมู่ให้งาม ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก และอุบาสิกา เป็นผู้มีศรัทธา สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นพหูสูต บุคคลเหล่านี้ แลยังหมู่ให้งาม บุคคลเหล่านี้เป็นสังฆ- โสภณ (ผู้ยังหมู่ให้งาม) แท้จริง. จบสังฆโสภณสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 19

อรรถกถาสังฆโสภณสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสังฆโสภณสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า วิยตฺตา ได้แก่ บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญาสามารถ. บทว่า วินีตา ความว่า ผู้เข้าถึงวินัย อันท่านแนะนำดี. บทว่า วิสารทา ความว่า ผู้ประกอบด้วยความกล้าหาญ คือญาณสหรคตด้วยโสมนัส. บทว่า ธมฺมธรา คือ ทรงจำธรรมที่ฟังมาแล้วไว้ได้. บทว่า ภิกฺขุ จ สีลสมฺปนฺโน ความว่า ในคาถาตรัสคุณแต่ละอย่าง แต่ละบุคคลไว้ก็จริง ถึงอย่างนั้น คุณธรรมทั้งปวง ก็ย่อมควรแก่ท่านเหล่านั้นแม้ทั้งหมด จบอรรถกถาสังฆโสภณสูตรที่ ๗ ๘. เวสารัชชสูตร ว่าด้วยเวสารัชชญาณของตถาคต [๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เวสารัชชญาณ (ญาณเป็นเหตุให้กล้าหาญ) ของตถาคต ๔ นี้ ตถาคตประกอบด้วยเวสารัชชญาณเหล่าไรเล่า จึงปฏิญญา ฐานผู้เป็นโจก เปล่งสิงหนาทในบริษัททั้งหลาย ประกาศพรหมจักร เวสา- รัชชญาณคืออะไรบ้าง คือเราไม่เห็นนิมิตนี้ว่า สมณะ หรือพราหมณ์ หรือ เทวดา หรือมาร หรือพรหม หรือใคร ๆ ในโลก จักทักท้วงเราได้โดยชอบ แก่เหตุ ในข้อว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 20

๑. ท่านปฏิญญาว่าเป็นสัมมาสัมพุทธะ แต่ธรรมเหล่านี้ท่านยังไม่ รู้แล้ว ๒. ท่านปฏิญญาว่าเป็นขีณาสพ แต่อาสวะเหล่านี้ของท่านยังไม่สิ้น แล้ว ๓. ท่านกล่าวธรรมเหล่าใดว่าทำอันตราย ธรรมเหล่านั้น ไม่อาจทำ อันตรายแก่ผู้ซ่องเสพได้จริง ๔. ท่านแสดงธรรมเพื่อประโยชน์อย่างใด ประโยชน์อย่างนั้นไม่ เป็นทางสิ้นทุกข์โดยชอบแห่งบุคคลผู้ทำตาม เมื่อไม่เห็นนิมิตอันนี้เสียเลย เราจึงโปร่งใจ จึงไม่ครั้นคร้าม จึง กล้าหาญ ภิกษุทั้งหลาย นี้แล เวสารัชชญาณของตถาคต ตถาคตประกอบ ด้วยเวสารัชชญาณเหล่าไรเล่า จึงปฏิญญาฐานผู้เป็นโจก เปล่งสิงหนาทใน บริษัททั้งหลาย ประกาศพรหมจักร ถ้อยความ ที่ผูกแต่งขึ้นเป็นอันมาก ทุกชนิด และสมณพราหมณ์ทั้งหลายอาศัย วาทะใด วาทะนั้น มาถึงตถาคตผู้แกล้วกล้า ผู้ย่ำยีเสียซึ่งวาทะแล้ว ย่อมพ่ายไป ท่านผู้ ใดครอบงำเสียซึ่งวาทะและสมณพราหมณ์ ทั้งสิ้น มีความเอ็นดูในสรรพสัตว์ ประกาศ ธรรมจักร สัตว์ทั้งหลายย่อมกราบไหว้ ท่านผู้เช่นนั้น ผู้ประเสริฐแห่งเทวดา และมนุษย์ ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ. จบเวสารัชชสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 21

อรรถกถาเวสารัชชสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเวสารัชชสูตรที่ ๘ ดังต่อไปนี้ :- ในบทว่า เวสารชฺชานิ นี้ ธรรมอัน เป็นปฏิปักษ์ต่อความขลาด ชื่อว่า เวสารัชชะ ญาณเป็นเหตุให้กล้าหาญ. เวสารัชชะนี้ เป็นชื่อของ โสมนัสญาณที่เกิดขึ้นแก่ตถาคต ผู้พิจารณาเห็นความไม่มีความขลาดใน ฐานะ ๔. บทว่า อาสภณฺาน ความว่า ฐานะอันประเสริฐ คือฐานะสูงสุด. หรือพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลายเป็นผู้องอาจ ฐานะของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายเหล่านั้น . อีกนัยหนึ่ง โคจ่าฝูงของโคร้อยตัว ชื่อว่า อุสภะ โคจ่าฝูง ของโคหนึ่งพันตัว ชื่อว่าวสภะ หรือโคอุสภะ เป็นหัวโจกโคร้อยคอก โค วสภะเป็นหัวโจกโคพันคอก โคนิสภะ ประเสริฐสุดแห่งโคทั้งหมด อดทน ต่ออันตรายทุกอย่าง เผือก น่ารัก ขนภาระไปได้มาก ทั้งไม่หวั่นไหวด้วย เสียงฟ้าร้องร้อยครั้ง พันครั้ง โคนิสภะนั้น ท่านประสงค์ว่า โคอุสภะในที่นี้ นี้เป็นคำเรียกโคอุสภะนั้น โดยปริยาย. ที่ชื่อว่าอาสภะ เพราะฐานะนี้เป็นของ โคอุสภะ. บทว่า าน ได้แก่ การเอาเท้าทั้ง ๔ ตะกุยแผ่นดินยืนหยัด. ก็ ฐานะนี้ ชื่อว่าอาสภะ เพราะเหมือนการยืนหยัดของโคอุสภะ. โคอุสภะที่นับ ว่า โคนิสภะ เอาเท้า ๔ เท้าตะกุยแผ่นดินแล้ว ยืนหยัดโดยยืนไม่หวั่นไหว ฉันใด ตถาคตก็ตะกุยแผ่นดินคือบริษัท ๘ ด้วยพระบาทคือเวสารัชชญาณ ๔ ไม่หวั่นไหวด้วยข้าศึกปัจจามิตรไร ๆ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ยืนหยัดโดย ยืนไม่หวั่นไหวก็ฉันนั้น. ตถาคตเมื่อยืนหยัดอยู่อย่างนี้ จึงปฏิญญาฐานของผู้ องอาจ เข้าถึง ไม่บอกคืน กลับยกขึ้นไว้ในพระองค์ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า อาสภณฺาน ปฏิชานาติ ดังนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 22

บทว่า ปริสาสุ ได้แก่ ในบริษัททั้ง ๘. บทว่า สีหนาท นทติ ความว่า เปล่งเสียงแสดงอำนาจอันประเสริฐสุด เสียงแสดงอำนาจของราชสีห์ หรือบันลือเสียงแสดงอำนาจเสมือนการแผดเสียงของราชสีห์. ความข้อนี้พึง แสดงด้วยสีหนาทสูตร. ราชสีห์ เขาเรียกว่า สีหะ เพราะอดทน และเพราะ ล่าเหยื่อ แม้ฉันใด ตถาคตก็ฉันนั้น เขาเรียกว่า สีหะ เพราะทรงอดทน โลกธรรมทั้งหลาย และเพราะทรงกำจัดลัทธิอื่น. การบันลือของสีหะที่ท่าน กล่าวอย่างนี้ เรียกว่า สีหนาท. ในสีหนาทนั้น ราชสีห์ประกอบด้วยกำลัง ของราชสีห์กล้าหาญในที่ทั้งปวง ปราศจากขนชูชัน บันลือสีหนาทฉันใด สีหะ คือ ตถาคตก็ฉันนั้น ประกอบด้วยกำลังของตถาคต เป็นผู้กล้าหาญในบริษัท ทั้ง ๘ ปราศจากขนพอง ย่อมบันลือสีหนาท อันประกอบด้วยความงดงาม แห่งเทศนามีอย่างต่าง ๆโดยนัยเป็นอาทิว่า อย่างนี้รูป. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ปริสาสุ สีหนาท นทติ ดังนี้ . บทว่า พฺรหฺม ในบทว่า พฺรหฺมจกฺก ปวตฺเตติ นี้ ได้แก่ จักร อันประเสริฐสูงสุดหมดจด. ก็จักกศัพท์นี้ ย่อมใช้ในอรรถว่าสมบัติ ลักษณะ ส่วนแห่งรถ อิริยาบถ ทาน รตนจักร ธรรมจักร และอุรจักรเป็นต้น ในที่นี้ รู้กัน ว่า ใช้ในอรรถว่า ธรรมจักร พึงทำ ธรรมจักรให้ชัดแจ้ง แบ่งเป็นสองประการ. จริงอยู่ จักกศัพท์นี้ย่อมใช้ในอรรถว่า สมบัติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า จตฺตาริมานิ ภิกฺขเว จกฺกานิ เยหิ สมนฺนาคตาน เทวมนุสฺสาน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมบัติ ๔ ที่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายประกอบพร้อมแล้ว ดังนี้. ใช้ในอรรถว่า ลักษณะ ได้ในบาลีนี้ว่า ปาทตเลสุ จกฺกานิ ชาตานิ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 23

ลักษณะเกิดบนฝ่าพระบาท ดังนี้. ใช้ในอรรถว่า อิริยาบถ ได้ในบาลีนี้ว่า จตุจกฺก นวทฺวาร มีอิริยาบถ ๔ มีทวาร ๙ ดังนี้. ใช้ในอรรถว่า ทาน ได้ในบาลีนี้ ทท ภุญฺช จ มา จ ปมาโท จกฺก วตฺตย สพฺพปาณีน ท่านจงให้ จงบริโภค และจงอย่าประมาท จงให้ทานเป็นไปแก่สรรพสัตว์ ดังนี้. ใช้ในอรรถว่า รตนจักร ได้ในบาลีนี้ว่า ทิพฺพ รตนจกฺก ปาตุรโหสิ จักรรัตน์ที่เป็นทิพย์ได้ปรากฏแล้ว ดังนี้. ใช้ในอรรถว่า ธรรมจักร ได้ใน บาลีนี้ว่า มยา ปวตฺติต จกฺก ธรรมจักรอันเราให้เป็นไปแล้วดังนี้ . ใช้ใน อรรถว่า อุรจักร ได้ในบาลีนี้ว่า อุรจักร กงจักรหมุนอยู่บนกระหม่อมของ คนผู้ถูกความอยากครอบงำ ดังนี้. ใช้ในอรรถว่า ปหรณจักร เครื่องประหาร ได้ในบาลีนี้ว่า ขุรปริยนฺเตน เจปิ จกฺเกน. ถ้าประหารด้วยจักรมีคมรอบ ๆ ดังนี้. ใช้ในอรรถว่า อสนิมัณฑละ คือ วงกลมแห่งสายฟ้า ได้ในบาลีนี้ว่า อสนิจกฺก วงกลมแห่งสายฟ้าดังนี้. แต่จักกศัพท์นี้ ในที่นี้รู้กันว่า ใช้ใน อรรถว่า ธรรมจักร. ก็ธรรมจักรนี้นั้นมี ๒ คือ ปฏิเวธญาณ ๑ เทศนาญาณ ๑. บรรดา ธรรมจักร ๒ นั้น ญาณที่ปัญญาอบรม นำอริยผลมาให้ตนเอง ชื่อว่า ปฏิเวธญาณ. ญาณที่กรุณาอบรม นำอริยผลมาให้สาวกทั้งหลาย ชื่อว่า เทศนาญาณ. บรรดาญาณ ๒ อย่างนั้น ปฏิเวธญาณมี ๒ คือ ที่กำลัง เกิดขึ้น ที่เกิดขึ้นแล้ว. ก็ปฏิเวธญาณนั้น ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นนับแต่ทรงออก ผนวชจนถึงอรหัตมรรค ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผล. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้นนับแต่ภพชั้นดุสิต จนถึงอรหัตมรรค ณ มหาโพธิบัลลังก์ ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผล. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากำลังเกิดขึ้น นับแต่ครั้งพระทีปังกรพุทธเจ้า จนถึงอรหัตมรรค ณ โพธิบัลลังก์ ชื่อว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 24

เกิดขึ้นแล้วในขณะแห่งอรหัตผล. เทศนาญาณก็มี ๒ คือที่กำลังเป็นไป ที่เป็นไปแล้ว. ก็เทศนาญาณนั้น ชื่อว่ากำลังเป็นไปจนถึงโสดาปัตติมรรค ของท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ชื่อว่าเป็นไปแล้วในขณะแห่งโสดาปัตติผล. บรรดาญาณทั้ง ๒ นั้น ปฏิเวธญาณ เป็นโลกุตระ เทศนาญาณเป็นโลกิยะ. ก็ญาณทั้งสองนั้น ไม่ทั่วไปกับสาวกเหล่าอื่นเป็นโอรสญาณทำให้เกิดโอรสคือ สาวก สำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลายเท่านั้น. บทว่า สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส เต ปฏิชานโต ความว่า ท่าน ปฏิญญาอย่างนี้ว่า เราเป็นสัมมาสัมพุทธะ ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเราได้ตรัสรู้ แล้วดังนี้ . บทว่า อนภิสมฺพุทฺธา ความว่า ธรรมทั้งหลาย ชื่อเหล่านี้ ท่านยังไม่รู้แล้ว. บทว่า ตตฺร วต คือในธรรมที่ท่านแสดงเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อนภิสมฺพุทฺธา. บทว่า สหธมฺเมน ได้แก่ด้วยถ้อยคำพร้อมด้วยเหตุ ด้วยการณ์. บุคคลก็ดี ธรรมก็ดี ท่านประสงค์ว่านิมิตในบทว่า นิมิตฺตเมต นี้. ในข้อนี้มีใจความดังนี้ว่า บุคคลใดจะทักท้วงเรา เราก็ยังไม่เห็นบุคคลนั้น บุคคลแสดงธรรมใดแล้ว จักทักท้วงเราว่า ธรรมชื่อนี้ ท่านยังไม่รู้แล้วดังนี้ เราก็ยังไม่เห็นธรรมนั้น . บทว่า เขมปฺปตฺโต ได้แก่ถึงความเกษม. สองบท ที่เหลือ ก็เป็นไวพจน์ของบทนี้นั้นเอง. คำนั้นทั้งหมดตรัสมุ่งถึงเวสารัชชญาณ อย่างเดียว. ด้วยว่าพระทศพลเมื่อไม่ทรงเห็นบุคคลที่ทักท้วง หรือธรรมที่ยัง ไม่รู้ ที่เป็นเหตุทักท้วงว่า ธรรมข้อนี้ ท่านยังไม่รู้แล้วดังนี้ พิจารณาเห็นว่า เราตรัสรู้ตามความเป็นจริงแล้ว จึงกล่าวว่าเราเป็นพุทธะดังนี้ จึงเกิดโสมนัส ที่มีกำลังกว่า ญาณที่ประกอบด้วยโสมนัสนั้นชื่อว่าเวสารัชชะ. ทรงหมายถึง เวสารัชชญาณนั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เขมปฺปตฺโต ดังนี้. ในบททุกบท พึงทราบเนื้อความอย่างนี้.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 25

ในบทว่า อนฺตรายิกา ธมฺมา นี้ ชื่อว่าอันตรายิกธรรม เพราะ ทำอันตราย. อันตรายิกธรรมเหล่านั้น โดยใจความก็ได้แก่อาบัติ ๗ กอง ที่ จงใจล่วงละเมิด. ความจริงโทษที่จงใจล่วงละเมิด โดยที่สุดแม้อาบัติทุกกฏ และทุพภาสิต ก็ย่อมทำอันตรายแก่มรรคและผลได้. แต่ในที่นี้ ประสงค์เอา เมถุนธรรม ด้วยว่าเมื่อภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเสพเมถุนธรรม ย่อมเป็นอันตราย ต่อมรรคและผลถ่ายเดียว. บทว่า ยสฺส โข ปน เต อตฺถาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันใดในบรรดาธรรมเป็นที่สิ้นราคะเป็นต้น. บทว่า ธมฺโม เทสิโต ความว่า ท่านกล่าวธรรมมีอสุภภาวนาเป็นต้น . บทว่า ตตฺร วต ม คือในธรรมที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์นั้น. บทที่เหลือ พึงทราบ โดยนัยอันกล่าวไว้ในวินัย. บทว่า วาทปถา คือ วาทะทั้งหลายนั่นเอง. บทว่า ปุถุ แปลว่า มาก บทว่า สิตา คือที่ผูกแต่งเป็นปัญหาขึ้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปุถุสฺสิตา ได้แก่ วาทะที่เตรียมคือจัดไว้มาก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ปุถุสฺสิตา เพราะสมณพราหมณ์เป็นอันมากผูกไว้. บทว่า ย นิสฺสิตา ความว่า แม้บัดนี้สมณพราหมณ์อาศัยคลองวาทะใด. บทว่า น เต ภวนฺติ ความว่า คลองวาทะเหล่านั้นย่อมไม่มี คือแตกพินาศไป. บทว่า ธมฺมจกฺก นั้น เป็นชื่อของเทศนาญาณก็มี ปฏิเวธญาณก็มี. บรรดาญาณทั้งสองนั้น เทศนาญาณเป็นโลกิยะ ปฏิเวธญาณเป็นโลกุตระ. บทว่า เกวลี ได้แก่ ทรงถึงพร้อมด้วยโลกุตระสิ้นเชิง. บทว่า ตาทิส คือท่านผู้เป็นอย่างนั้น. จบอรรถกถาเวสารัชชสูตรที่ ๘

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 26

๙. ตัณหาสูตร ว่าด้วยที่เกิดตัณหา ๔ อย่าง [๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ที่เกิดตัณหา ๔ อย่างนี้ ที่เกิดตัณหา ๔ อย่าง คืออะไร คือ ตัณหาเมื่อเกิดขึ้นแก่ภิกษุ ย่อมเกิดเพราะจีวรบ้าง เพราะบิณฑบาตบ้าง เพราะเสนาสนะบ้าง เพราะความมีน้อยมีมากอย่างนั้น อย่างนี้บ้าง นี้แล ที่เกิดตัณหา ๔ อย่าง คนมีตัณหาเป็นเพื่อน เวียนว่ายไป เป็นอย่างนี้อย่างนั้นสิ้นกาลนาน ไม่ล่วง- พ้นสงสารไปได้ ภิกษุรู้โทษอันนี้แล้ว รู้ว่า ตัณหาเป็นเหตุเกิดทุกข์ ก็จะพึงเป็นผู้มีสติ สิ้นตัณหา ไม่มีความยึดถือไป. จบตัณหาสูตรที่ ๙ อรรถกถาตัณหาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในตัณหาสูตรที่ ๙ ดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า อุปปาทะ เพราะเป็นที่เกิดขึ้นแห่งตัณหาเหล่านั้น. ถามว่า อะไรเกิด. ตอบว่า ตัณหา. ความเกิดขึ้นแห่งตัณหา ชื่อว่า ตัณหุปปาทะ อธิบายว่า วัตถุแห่งตัณหา เหตุแห่งตัณหา. บทว่า จีวรเหตุ ความว่า ตัณหาย่อมเกิดเพราะมีจีวรเป็นเหตุ ว่าเราจักได้จีวรที่น่าชอบใจ ในที่ไหน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 27

ศัพท์ว่า อิติ ในบทว่า อิติภวาภวเหตุ นี้เป็นนิบาตลงในอรรถว่าตัวอย่าง อธิบายว่า ตัณหาย่อมเกิดขึ้นเพราะความมีน้อยมีมากเป็นเหตุ เหมือนที่เกิดขึ้น เพราะมีจีวรเป็นต้น เป็นเหตุ ส่วนในบทว่า ภวาภโว นี้ประสงค์เอาเนยใส และเนยข้นเป็นต้นที่ประณีตและประณีตกว่ากัน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่าภพ ที่ประณีตกว่าและประณีตที่สุดในสัมปัตติภพดังนี้ก็มี. บทว่า ตณฺหาทุติโย ความว่า ก็สัตว์นี้ท่องเที่ยวไปในสังสารวัฏ ที่ตัวสัตว์เองไม่รู้จุดจบ มิใช่ท่องเที่ยวไปแต่ลำพังเท่านั้น ยิ่งได้ตัณหาเป็น เพื่อนท่องเที่ยวไปด้วย ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ตณฺหาทุติโย ดังนี้ . ในบทว่า อิตฺถภาวญฺถาภาว นี้ได้แก่อัตภาพนี้ ชื่อว่า อิตถภาวะเป็นอย่างนี้ อัตภาพ ในอนาคต ชื่อว่าอัญญถาภาวะเป็นอย่างอื่น อีกอย่างหนึ่ง อัตภาพแม้อื่นที่ เป็นอย่างนี้ ชื่อว่า อิตถภาวะเป็นอย่างนี้ ที่มิใช่เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าอัญญถาภาวะ เป็นอย่างอื่น. ซึ่งเป็นอย่างนี้และอย่างอื่น. บทว่า สสาร ได้แก่ลำดับขันธ์ ธาตุ อายตนะ. บทว่า นาติวตฺตติ แปลว่า ไม่ล่วงพ้นไป. บทว่า เอตมาทีนว ตฺวา ความว่า ภิกษุรู้ถึงโทษในขันธ์ที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบันอย่างนี้ แล้ว. บทว่า ตณฺห ทุกฺขสฺส สมฺภว ความว่า รู้ถึงตัณหาอย่างนี้ว่า ตัณหานี้ เป็นเหตุเกิด เป็นแดนเกิด เป็นเหตุแห่งวัฏทุกข์. ความที่ภิกษุนี้ เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ทรงแสดงด้วยเหตุประมาณเท่านี้ . บัดนี้ เมื่อทรงยกย่องภิกษุขีณาสพนั้น จึงตรัสว่า วิตฺตณฺโห เป็นอาทิ. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า อนาทาโน ได้แก่ ไม่ถือมั่น. บทว่า สโต ภิกฺขุ ปริพฺพเช ความว่า ภิกษุผู้ขีณาสพถึงความไพบูลย์ด้วยสติสัมปชัญญะ พึงมี สติสัมปชัญญะเที่ยวไปอยู่. ดังนั้น ในสูตรตรัสถึงวัฏฏะ ในคาถา ตรัสทั้งวัฏฏะ ทั้งวิวัฏฏะ (โลกิยะและโลกุตระ) ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาตัณหาสูตรที่ ๙

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 28

๑๐. โยคสูตร ว่าด้วยโยคะ ๔ อย่าง [๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โยคะ (เครื่องผูก) ๔ นี้ โยคะ ๔ คืออะไร คือ กามโยคะ (เครื่องผูกคือกาม) ภวโยคะ (เครื่องผูกคือภพ) ทิฏฐิโยคะ (เครื่องผูกคือทิฏฐิ) อวิชชาโยคะ (เครื่องผูกคืออวิชชา) กามโยคะเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่รู้ถึงความเกิด ความดับ ความชุ่มชื่น ความขมขื่น และความออกไป แห่งกามทั้งหลายตามจริง เมื่อ ไม่รู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งกามทั้งหลายตามจริง ความยินดีในกาม ความเพลิดเพลินในกาม ความเยื่อใยในกาม ความสยบในกาม ความกระหาย ในกาม ความกลัดกลุ้มในกาม ความหมกมุ่นในกาม ความดิ้นรนในกาม ย่อมติดแนบใจ. นี่เรียกว่า กามโยคะ. กามโยคะเป็นดังนี้ ก็ภวโยคะเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่รู้ถึงความเกิดฯลฯ ความออกไปแห่งภพทั้งหลายตามจริง เมื่อไม่รู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไป แห่งภพทั้งหลายตามจริง ความยินดีในภพ ฯลฯ ความดิ้นรนในภพ ย่อมติด แนบใจ นี่เรียกว่า ภวโยคะ. กามโยคะ ภวโยคะ เป็นดังนี้ ก็ทิฏฐิโยคะเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่รู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งทิฏฐิทั้งหลายตามจริง เมื่อไม่รู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งทิฏฐิทั้งหลายตามจริง ความยินดีในทิฏฐิ ฯลฯ ความดิ้นรน ในทิฏฐิ ย่อมติดแนบใจ นี่เรียกว่า ทิฏฐิโยคะ. กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ เป็นดังนี้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 29

ก็อวิชชาโยคะเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้ไม่รู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามจริง เมื่อไม่รู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามจริง ความไม่รู้แจ้ง ความเขลา ใน ผัสสายตนะ ๖ ย่อมติดแนบใจ นี่เรียกว่า อวิชชาโยคะ. กามโยคะ ภวโยคะ ทิฏฐิโยคะ อวิชชาโยคะ เป็นดังนี้ บุคคล (ผู้ยังละโยคะไม่ได้) นุงนังด้วยธรรมทั้งหลายอันเป็นบาป อกุศล เป็นสังกิเลส เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความเร่าร้อน มีทุกข์เป็นผล ทำให้มีชาติชรามรณะต่อไป เพราะเหตุนั้น เราเรียกบุคคล นั้นว่า (อโยคกฺเขมี) ผู้ไม่ปลอดจากโยคะ นี้แล โยคะ ๔ ภิกษุทั้งหลาย วิสังโยคะ (ความปลอดโปร่ง) ๔ นี้ วิสังโยคะ ๔ คืออะไร คือ กามโยควิสังโยคะ (ความปลอดโปร่งจากกามโยคะ) ภวโยค- วิสังโยคะ (ความปลอดโปร่งจากภวโยคะ) ทิฏฐิโยควิสังโยคะ (ความปลอด- โปร่งจากทิฏฐิโยคะ) อวิชชาโยควิสังโยคะ (ความปลอดโปร่งจากอวิชชาโยคะ) กามโยควิสังโยคะเป็นไฉน ? บุคคลบางคนในโลกนี้รู้ถึงความเกิดฯลฯ ความออกไปแห่งกามทั้งหลายตามจริง เมื่อรู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไป แห่งกามทั้งหลายตามจริง ความยินดีในกาม ฯลฯ ความดิ้นรนในกาม ย่อม ไม่ติดแนบใจ นี่เรียกว่า กามโยควิสังโยคะ. กามโยควิสังโยคะ เป็นดังนี้ ก็ภวโยควิสังโยคะเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนโนโลกนี้รู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งภพทั้งหลายตามจริง เมื่อรู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความ ออกไปแห่งภพทั้งหลายตามจริง ความยินดีในภพ ฯลฯ ความดิ้นรนในภพ ย่อมไม่ติดแนบใจ นี่เรียกว่า ภวโยควิสังโยคะ. กามโยควิสังโยคะ ภวโยค- วิสังโยคะ เป็นดังนี้

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 30

ก็ทิฏฐิโยควิสังโยคะเป็นอย่างไร ? บุคคลบางคนในโลกนี้รู้ถึงความ เกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งทิฏฐิทั้งหลายตามจริง เมื่อรู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งทิฏฐิทั้งหลายตามจริง ความยินดีในทิฏฐิ ฯลฯ ความดิ้นรน. ในทิฏฐิ ย่อมไม่ติดแนบใจ นี่เรียกว่า ทิฏฐิโยควิสังโยคะ. กามโยควิสังโยคะ ภวโยควิสังโยคะ ทิฏฐิโยควิสังโยคะ เป็นดังนี้ ก็อวิชชาโยควิสังโยคะเป็นอย่างไร บุคคลบางคนในโลกนี้รู้ถึง ความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามจริง เมื่อรู้ถึงความเกิด ฯลฯ ความออกไปแห่งผัสสายตนะ ๖ ตามจริง ความไม่รู้แจ้ง ความเขลา ในผัสสายตนะ ๖ ย่อมไม่ติดแนบใจ นี่เรียกว่า อวิชชาโยควิสังโยคะ. กามโยควิสังโยคะ ภวโยควิสังโยคะ ทิฏฐิโยควิสังโยคะ อวิชชาโยควิสังโยคะ เป็นดังนี้ บุคคล (ผู้ละโยคะได้แล้ว) ปลอดโปร่งจากธรรมทั้งหลายอันเป็นบาป อกุศล เป็นสังกิเลส เป็นเหตุให้เกิดในภพใหม่ ประกอบด้วยความเร่าร้อน มีทุกข์เป็นผล ทำให้มีชาติชรามรณะต่อไป เพราะเหตุนั้น เราเรียกบุคคล นั้นว่า (โยคกฺเขมี) ผู้ปลอดจากโยคะ นี้แล วิสังโยคะ ๔ สัตว์ทั้งหลาย อันกามโยคะผู้ไว้ แล้ว ซ้ำภวโยคะและทิฏฐิโยคะผูกเข้าอีก อวิชชารุมรัดเข่าด้วย ย่อมเวียนเกิดเวียน ตายไป. ส่วนสัตว์เหล่าใดกำหนดรู้กาม และ ภวโยคะ ด้วยประการทั้งปวง ตัดถอน

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 31

ทิฏฐิโยคะ และทำลายอวิชชาเสียได้ สัตว์เหล่านั้นก็เป็นผู้ปลอดโปร่งจากโยคะ ทั้งปวง เป็นมุนีผู้ข้ามพ้นเครื่องผูกแล. จบโยคสูตรที่ ๑๐ จบภัณฑคามวรรคที่ ๑ อรรถกถาโยคสูตร พึงทราบวินิจฉัยในโยคสูตรที่ ๑๐ ดังต่อไปนี้ :- กิเลสชื่อว่า โยคะ เพราะผูกสัตว์ไว้ในวัฏฏะ. ในบทว่า กามโยโค เป็นอาทิ ความกำหนัดประกอบด้วยกามคุณ ๕ ชื่อว่า กามโยคะ. ความ กำหนัดด้วยอำนาจความพอใจในรูปภพและอรูปภพ ชื่อว่า ภวโยคะ. ความ ติดใจในฌานก็อย่างนั้น. ราคะประกอบด้วยสัสสตทิฏฐิ และทิฏฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏฐิโยคะ. ความไม่รู้ในสัจจะ ๔ ชื่อว่า อวิชชาโยคะ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า กามโยคะ เพราะประกอบสัตว์ไว้ในกามะ ชื่อว่า ภวโยคะ เพราะ ประกอบสัตว์ไว้ในภพ. ชื่อว่า ทิฏฐิโยคะ เพราะประกอบสัตว์ไว้ในทิฏฐิ. ชื่อว่า อวิชชาโยคะ เพราะประกอบสัตว์ไว้ในอวิชชา คำดังกล่าวมานี้ เป็นชื่อ ของธรรมที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. บัดนี้ เมื่อทรงแสดง ขยายธรรมเหล่านั้น ให้พิสดาร จึงตรัสว่า กตโม จ ภิกฺขเว เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุทย คือความเกิด. บทว่า อตฺถงฺคม คือความดับ. บทว่า อสฺสาท คือ ความชุ่มชื่น. บทว่า อาทีนว คือ โทษที่มิใช่ความชุ่มชื่น. บทว่า นิสฺสรณ คือความออกไป.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 32

บทว่า กาเมสุ คือ ในวัตถุกาม. บทว่า กามราโค คือราคะ เกิดเพราะปรารภกาม. แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้แล. บทว่า อนุเสติ คือ บังเกิด. พึงทราบเนื้อความในบททุกบทอย่างนี้ว่า บทว่า อย วุจฺจติ ภิกฺขเว กามโยโค ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เรียกว่า เหตุแห่งการ ประกอบเครื่องผูกสัตว์ไว้ในกาม. บทว่า ผสฺสายตนาน ได้แก่ เหตุมีจักขุ- สัมผัสเป็นต้น สำหรับอายตนะทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น. บทว่า อวิชฺชา อญฺาน ความว่า อวิชชาคือความไม่รู้ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้ อิติศัพท์ ในบทนี้ว่า อิติกามโยโค พึงประกอบกับโยคะแม้ทั้ง ๔ ว่า กามโยคะดังนี้ ภวโยคะ ดังนี้เป็นต้น บทว่า สมฺปยุตตฺโต ได้แก่ ผู้ห้อมล้อมแล้ว. บทว่า ปาปเกหิ ได้แก่ ที่ลามก. บทว่า อกุสเลหิ ได้แก่ เกิดแต่ความไม่ฉลาด. บทว่า สงฺกิเลสิเกหิ คือมีความเศร้าหมอง อธิบายว่า ประทุษร้ายความผ่องใส แห่งจิตที่ผ่องใสแล้ว. บทว่า โปโนพฺภวิเกหิ ได้แก่ เป็นเหตุให้เกิดใน ภพใหม่. บทว่า สทเรหิ ได้แก่ มีความเร่าร้อน. บทว่า ทุกฺขวิปาเกหิ ได้แก่ ให้ทุกข์เกิดขึ้นในเวลาให้ผล. บทว่า อายตึชาติชรามรณิเกหิ ได้แก่ ให้เกิดชาติ ชรา มรณะในอนาคตบ่อย ๆ. บทว่า ตสฺมา อโยคกฺเขมีติ วุจฺจติ ความว่า ก็เพราะเหตุที่บุคคลผู้ละโยคะยังไม่ได้ ย่อมเป็นผู้ประกอบ ด้วยธรรมเหล่านั้น ฉะนั้น เราจึงเรียกว่า อโยคักเขมี ไม่เกษมจากโยคะเพราะ เขายังไม่บรรลุพระนิพพานอันเกษมจากโยคะ ๔ เหล่านั้น. บทว่า วิสโยคา คือเหตุแห่งความคลายโยคะกิเลสเครื่องผูก. บทว่า กามโยควิสโยโค คือเหตุแห่งความคลายกามโยคะ. แม้ในบทที่เหลือก็มี นัยนี้แล. บรรดาบทเหล่านั้น การเพ่งอสุภกัมมัฏฐาน เป็นการคลายกามโยคะ

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 33

อนาคามิมรรคทำอสุภฌานนั้นให้เป็นบาทแล้วบรรลุ ชื่อว่า คลายกามโยคะ โดยส่วนเดียวแท้. อรหัตมรรค ชื่อว่า คลายภวโยคะ โสดาปัตติมรรค ชื่อว่า คลายทิฏฐิโยคะ อรหัตมรรค ชื่อว่า คลายอวิชชาโยคะ. บัดนี้ เมื่อทรงแสดง ขยายวิสังโยคธรรมเหล่านั้นให้พิสดาร จึงตรัสว่า กตโม จ ภิกฺขเว เป็นอาทิ. ความแห่งพระดำรัสนั้น พึงทราบโดยนัยอันกล่าวแล้ว. บทว่า ภวโยเคน จูภย ความว่า ผูกไว้ด้วยภวโยคะ และผูกไว้ด้วยภวโยคะทิฏฐิโยคะแม้ทั้ง- สองยิ่งขึ้นอีก คือประกอบด้วยโยคะอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ปุรกฺขตา ได้แก่ ถูกนำไว้ข้างหน้า หรือถูกแวดล้อม. บทว่า กาเม ปริญฺาย ได้แก่ กำหนด รู้กามแม้ทั้งสองอย่าง. บทว่า ภวโยคญฺจ สพฺพโส ได้แก่ กำหนดรู้ภวโยคะ ทั้งหมดนั่นแล. บทว่า สมูหจฺจ ได้แก่ ถอนหมดแล้ว. บทว่า วิราชย ได้แก่ กำลังคลายหรือคลายแล้ว. ก็เมื่อกล่าวว่า วิราเชนฺโต ก็เป็นอัน กล่าวถึงมรรค เมื่อกล่าวว่า วิราเชตฺวา ก็เป็นอันกล่าวถึงผล. บทว่า มุนิ ได้แก่ พระมุนีคือพระขีณาสพ. ดังนั้น ในสูตรนี้ก็ดี ในคาถาก็ดี จึงตรัส ทั้งวัฏฏะทั้งวิวัฏฏะ (โลกิยะและโลกุตระ) แล. จบอรรถกถาโยคสูตรที่ ๑๐ จบภัณฑคามวรรควรรณนาที่ ๑ รวมพระสูตรที่มีในภัณฑคามวรรคนี้ คือ ๑. อนุพุทธสูตร ๒. ปปติตสูตร ๓. ปฐมขตสูตร ๔. ทุติยขต- สูตร ๕. อนุโสตสูตร ๖. อัปปสุตสูตร ๗. สังฆโสภณสูตร ๘. เวสา- รัชชสูตร ๙. ตัณหาสูตร ๑๐. โยคสูตร และอรรถกถา.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 34

จรวรรคที่ ๒

๑. จารสูตร ว่าด้วยภิกษุไม่ละวิตก ๓ อย่าง [๑๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ ก็ดี นอนอยู่ไม่หลับก็ดี กามวิตก หรือ พยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้น และภิกษุรับเอาวิตกนั้นไว้ ไม่ละ ไม่ถ่ายถอน ไม่ทำให้สิ้นให้หายไปเสีย ภิกษุเดินอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี ยืนอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี นั่งอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี นอนอยู่ ไม่หลับเป็นอย่างนี้ก็ดี เราเรียกว่า ผู้ไม่มีอาตาปะ (ความเพียรอันแรงกล้า) ไม่มีโอตตัปปะ (ความสะดุ้งกลัวบาป) เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียร อันทรามอยู่เนืองนิตย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ไม่หลับก็ดี กามวิตกหรือพยาบาทวิตก หรือวิหิงสาวิตกเกิดขึ้น แต่ ภิกษุไม่รับเอาวิตกนั้นไว้ ละเสียถ่ายถอนเสีย ทำให้สิ้นให้หายไปเสีย ภิกษุ เดินอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี ยืนอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี นั่งอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี นอนอยู่ ไม่หลับเป็นอย่างนี้ก็ดี เราเรียกว่า ผู้มีอาตาปะ มีโอตตัปปะ มีความเพียร อันทำแล้ว ตั้งใจมั่นคงเป็นเนืองนิตย์ ภิกษุใดเดินอยู่ หรือยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ (ไม่หลับ) ตรึกวิตกอันเป็น บาป อันเกี่ยวด้วยเรือน (คือกาม) ภิกษุ นั้นชื่อว่าดำเนินทางผิด สยบอยู่ในอารมณ์

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 35

อันเป็นที่ตั้งแห่งความหลง ภิกษุเช่นนั้น ไม่ควรเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม. ภิกษุใดเดินอยู่หรือยืนอยู่ นั่งอยู่ หรือนอนอยู่ รำงับวิตก (อันเป็นบาป) ขึ้นดีในทางรำงับวิตกแล้ว ภิกษุเช่นนั้น ย่อมอาจเพื่อบรรลุสัมโพธิญาณอันอุดม. จบจารสูตรที่ ๑ จรวรรควรรณนาที่ ๒

อรรถกถาจารสูตร พึงทราบวินิจฉัยในจารสูตรที่ ๑ แห่งจรวรรคที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า อธิวาเสติ ได้แก่ ยกขึ้นไว้ให้อยู่ในจิต (คือพักไว้). บทว่า น ปชหติ ได้แก่ ไม่สละ. บทว่า น วิโนเทติ ได้แก่ ไม่นำออก. บทว่า น พฺยนฺตีกโรติ ได้แก่ ไม่ทำให้สิ้นสุด คือตัดหนทาง. บทว่า น อนภาว คเมติ ได้แก่ ไม่ทำให้ถึงความไม่มีไม่เจริญ คือ ย่อยยับไป. บทว่า จรมฺปิ คือ แม้เดินอยู่. บทว่า อนาตาปิ คือ ไม่มีความเพียร. บทว่า อโนตฺตาปิ คือ เว้น จากความกลัวการตำหนิติเตียน. บทว่า สตต คือ เป็นนิตย์. บทว่า สมิต คือ ไม่มีระหว่าง. ผู้ศึกษาทราบความในทุกบท อย่างนั้นแล้ว พึงทราบความตามปริยายที่กล่าวไว้แล้วในสุกกปักษ์ฝ่ายธรรมขาว.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 36

ในคาถา พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ บทว่า เคหนิสฺสิต ได้แก่ อาศัยกิเลส. บทว่า โมหเนยฺเยสุ ได้แก่ ในอารมณ์ที่ให้เกิดความหลง. บทว่า อภพฺโพ ได้แก่ไม่เป็นดังภาชนะที่รองรับ. บทว่า ผุฏฺ สมฺโพธิ มุตฺตม ได้แก่ เพื่อสัมผัสอุดมญาณกล่าวคือ พระอรหัต. จบอรรถกถาจารสูตรที่ ๑ ๒. สีลสูตร ว่าด้วยปริสุทธิศีล ๔ [๑๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มีศีลถึงพร้อมมี ปาฏิโมกข์ถึงพร้อมอยู่เถิด จงสำรวมในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและ โคจร มีปรกติเห็นภัยในโทษมาตรว่าน้อย สมาทานศึกษาอยู่ในสิกขาบท ทั้งหลายเถิด เมื่อท่านทั้งหลายมีศีลถึงพร้อมมีปาฏิโมกข์ถึงพร้อมอยู่ สำรวม ในปาฏิโมกข์ ถึงพร้อมด้วยมรรยาทและโคจร มีปรกติเห็นภัยให้โทษมาตรว่า น้อย สมาทานศึกษาในสิกขาบททั้งหลายอยู่. อะไรเป็นกิจที่จะพึงทำต่อไป ? ภิกษุทั้งหลาย ถ้าเมื่อภิกษุเดินอยู่ก็ดี ยืนอยู่ก็ดี นั่งอยู่ก็ดี นอนอยู่ไม่หลับก็ดี อภิชฌาปราศไป พยาบาทปราศไป ถีนมิทธะ อุทธัจจะ กุกกุจจะ วิจิกิจฉา ภิกษุก็ละได้ ความเพียรทำไม่ย่อหย่อน สติตั้งมั่นไม่ ฟั่นเฟือน กายรำงับไม่กระสับกระส่าย จิตเป็นสมาธิแน่วแน่ ภิกษุเดินอยู่ เป็นอย่างนี้ก็ดี ยืนอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี นั่งอยู่เป็นอย่างนี้ก็ดี นอนอยู่ไม่หลับ เป็นอย่างนี้ก็ดี เราเรียกว่า ผู้มีอาตาปะ มีโอตตัปปะ มีความเพียรอัน ทำแล้ว มีใจเด็ดเดี่ยวเนืองนิตย์.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 37

ภิกษุพึงเดินสำรวม ยืนสำรวม นั่ง สำรวม นอนสำรวม คู้อวัยวะเข้าก็สำรวม เหยียดอวัยวะออกก็สำรวม พิจารณาดู ความเกิดขึ้นความเสื่อมไปแห่งธรรมและ ขันธ์ทั้งหลาย ในเบื้องบน ท่ามกลาง เบื้องล่าง ทุกภูมิโลก บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวภิกษุผู้ศึกษา ปฏิปทาอันสมควรแก่ ความสงบใจ มีสติทุกเมื่อเข้ารุ ใจเด็ดเดี่ยวเนืองนิตย์. จบสีลสูตรที่ ๒ อรรถกถาสีลสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสีลสูตรที่ ๒ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า สมฺปนฺนสีลา ได้แก่ เธอทั้งหลายมีศีลบริบูรณ์. บทว่า สมฺปนฺนปาติโมกฺขา ได้แก่มีปาติโมกข์บริบูรณ์. บทว่า ปาติโมกฺขสวร- สวุตา ความว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้สำรวมปิดประกอบด้วยปาติโมกขสังวร- ศีลอยู่เถิด. บทว่า อาจารโคจรสมฺปนฺนา ความว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้ ถึงพร้อม คือประกอบด้วยอาจาระและโคจรเถิด . บทว่า อณุมตฺเตสุ วชฺเชสุ ได้แก่ ในโทษทั้งหลายมีประมาณน้อย. บทว่า ภยทสฺสาวิโน ความว่า เป็นผู้มีปรกติเห็นโทษที่มีประมาณน้อยเหล่านั้นโดยเป็นภัย. บทว่า สมาทาย

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 38

สิกฺขถ สิกฺขาปเทสุ ความว่า เธอทั้งหลายจงสมาทานยึดถือสิกขาบทที่ควร สมาทานนั้น ๆ ในส่วนแห่งสิกขาทั้งหมดศึกษาอยู่. ครั้นทรงชักชวนและตรัส สรรเสริญในคุณที่ได้แล้ว ด้วยการตรัสธรรมประมาณเท่านี้ว่า สมฺปนฺนสีลาน ฯเปฯ สิกฺขาปเทสุ บัดนี้ เมื่อทรงแสดงประโยชน์อันจะพึงทำให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสว่า กิมสฺส ดังนี้เป็นต้น. ในบทนั้น บทว่า กิมสฺส แปลว่า จะพึงมีอะไรเล่า. บทว่า ยต จเร ความว่า ภิกษุพึงเดินอย่างที่เดินสำรวมระวัง. ในบททั้งปวงก็มีนัยนี้. บทว่า อจฺเฉ แปลว่า พึงนั่ง. บทว่า ยตเมต ปสารเย ความว่า พึงเหยียดอวัยวะน้อยใหญ่อย่างสำรวมคือเรียบร้อย. บทว่า อุทฺธ แปลว่า เบื้องบน. บทว่า ติริย แปลว่า เบื้องกลาง ( วาง) บทว่า อปาจีน แปลว่า เบื้องล่าง. เบญจขันธ์ ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต ตรัสด้วย เหตุประมาณเท่านี้. คำว่า ยาวตา เป็นคำที่แสดงความกำหนด. บทว่า ชคโต คติ ได้แก่ ความสำเร็จแห่งโลก. บทว่า สมเวกฺขิตา จ ธมฺมาน ขนธาน อุทยพฺพย ความว่า พิจารณาดูความเกิดขึ้น ความเสื่อมไปแห่ง ธรรม คือ เบญจขันธ์ที่ต่างด้วยอดีตเป็นต้นเหล่านั้น ในโลกทั้งปวง คือได้ พิจารณาเห็นโดยชอบด้วยลักษณะ ๕๐ ถ้วนที่ท่านกล่าวว่า เมื่อเห็นความเกิด แห่งเบญจขันธ์ก็พิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ ได้. เมื่อเห็นความเสื่อมก็พิจารณา เห็นลักษณะ ๒๕ ได้. บทว่า เจโตสมถสามีจึ ได้แก่ ข้อปฏิบัติที่สมควร แก่ความสงบจิต. บทว่า สิกฺขมาน ความว่า เมื่อปฏิบัติ คือ บำเพ็ญอยู่. บทว่า ปหิตตฺโต ได้แก่ มีใจเด็ดเดี่ยว. บทว่า อาหุ แปลว่า กล่าวอยู่. บทที่เหลือในสูตรนี้ง่ายทั้งนั้น. ก็ในสูตรนี้ตรัสคละกันกับศีล ในคาถาตรัสถึง ภิกษุผู้ขีณาสพ. จบอรรถกถาสีลสูตรที่ ๒

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 39

๓. ปธานสูตร ว่าด้วยสัมมัปปธาน ๔ [๑๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัมมัปปธาน (ความเพียรชอบ) ๔ นี้ สัมมัปปธาน ๔ คืออะไร คือ ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ ๑. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ ยังอกุศลบาปธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น ๒. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ ละอกุศลบาปธรรมที่เกิดแล้ว ๓. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ ยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ๔. ยังฉันทะให้เกิดพยายามทำความเพียร ประคองจิตตั้งใจมั่นเพื่อ ให้กุศลธรรมที่เกิดแล้วคงอยู่ไม่เลือนหายไป ให้ภิยโยภาพไพบูลย์เจริญเต็มที่ ภิกษุทั้งหลาย นี้แล สัมมัปปธาน ๔. ภิกษุเหล่านั้นมีความเพียรชอบย่อม ครอบงำเสียได้ซึ่งแดนมาร ภิกษุเหล่านั้น เป็นผู้อันกิเลสไม่อาศัย แล้วพ้นภัย คือ เกิด ตายแล้ว ถึงฝั่ง (คือพระนิพพาน) ภิกษุ เหล่านั้นสบายใจ ชนะมารกับทั้งพล- พาหนะมารแล้ว ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้ไม่ หวั่นไหว ล่วงเสียซึ่งมารและพลมาร ทั้งปวง ถึงซึ่งความสุข. จบปธานสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 40

อรรถกถาปธานสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปธานสูตรที่ ๓ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า สมฺมปฺปธานานิ ได้แก่ ความเพียรดี คือความเพียรสูงสุด. บทว่า สมฺมปฺปธานา ได้แก่ พระขีณาสพผู้มีความเพียรบริบูรณ์. บทว่า มารเธยฺยาภิภูตา ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ครอบงำข้ามแดนมาร คือ เตภูมิกวัฎ. บทว่า เต อสิตา ได้แก่ พระขีณาสพทั้งหลายเป็นผู้อันกิเลส ไม่อาศัยแล้ว. บทว่า ชาติมรณภยสฺส ได้แก่ ภัยที่เกิดขึ้นเพราะอาศัย ความเกิดและความตาย หรือภัยกล่าวคือความเกิดและความตาย. บทว่า ปารคู แปลว่า ถึงฝั่ง. บทว่า เต ตุสิตา ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่า ยินดีแล้ว. บทว่า เชตฺวา มาร สวาหน ได้แก่ ชนะมารกับทั้งกองทัพ อยู่แล้ว. บทว่า เต อเนชา ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ไม่หวาดหวั่น ด้วยความหวาดหวั่นคือตัณหา ชื่อว่า ไม่หวั่นไหว. บทว่า นมุจิพล แปลว่า พลของมาร. บทว่า อุปาติวตฺตา แปลว่า ก้าวล่วง. บทว่า เต สุขิตา ได้แก่ พระขีณาสพเหล่านั้น ชื่อว่าความสุขด้วยโลกุตรสุข. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระอรหันตทั้งหลายสุขจริงหนอ ท่านไม่มีตัณหา ถอนอัสมิมานะได้เด็ดขาด แล้ว ทำลายข่ายคือโมหะเสียแล้ว ดังนี้. จบอรรถกถาปธานสูตรที่ ๓

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 41

๔. สังวรสูตร ว่าด้วยความเพียร ๔ [๑๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปธาน (ความเพียร) ๔ นี้ ปธาน ๔ คืออะไร คือ สังวรปธาน (เพียรระวัง) ปหานปธาน (เพียรละ) ภาวนาปธาน (เพียรบำเพ็ญ) อนุรักขนาปธาน (เพียรตามรักษาไว้) สังวรปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยตาแล้ว ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ดมกลิ่นด้วยจมูกแล้ว ลิ้มรสด้วยลิ้นแล้ว ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายแล้ว รู้ธรรมารมณ์ด้วยใจแล้ว เป็นผู้ไม่ถือเอาโดยนิมิต ไม่ถือเอา โดยอนุพยัญชนะ อภิชฌาโทมนัส ธรรมทั้งหลายที่เป็นบาปเป็นอกุศล จะพึง ไหลไปตามภิกษุผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เพราะเหตุ ความไม่สำรวมอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอันใด ปฏิบัติเพื่อปิดกั้น เสียซึ่งอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจอันนั้น รักษาอินทรีย์ คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ถึงความสำรวมในอินทรีย์ คือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ นี้เรียกว่า สังวรปธาน. ปหานปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ไม่รับเอากามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นไว้ ละเสีย ถ่ายถอนเสีย ทำให้สิ้นไป ให้หายไปเสีย นี้เรียกว่า ปหานปธาน. ภาวนาปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้เจริญสัมโพชฌงค์ คือ สติ ธรรมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ อุเบกขา อันอิงวิเวก อิงวิราคะ อิงนิโรธ น้อมไปในทางสละ นี้เรียกว่า ภาวนาปธาน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 42

อนุรักขนาปธานเป็นอย่างไร ? ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ตามรักษา สมาธินิมิตอันงามที่เกิดขึ้นแล้ว คือ อัฏฐิกสัญญา (ความสำคัญในศพที่เหลือ แต่กระดูก) ปุฬุวกสัญญา (ความสำคัญในศพที่มีหนอนคลาคล่ำ) วินีลกสัญญา (ความสำคัญในศพที่มีสีเขียวคล้ำ) วิปุพพกสัญญา (ความสำคัญในศพที่มี น้ำเหลืองไหล) วิจฉิททกสัญญา (ความสำคัญในศพที่ฉีกขาด) อุทธุมาตก- สัญญา (ความสำคัญในศพที่ขึ้นพอง) นี้เรียกว่า อนุรักขนาปธาน. ภิกษุทั้งหลาย นี้แล ปธาน ๔ สังวรปธาน ๑ ปหานปธาน ๑ ภาวนา- ปธาน ๑ อนุรักขนาปธาน ๑ ปธาน ๔ นี้ พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ทรง แสดงไว้เป็นเครื่องให้ภิกษุผู้มีความเพียร ในพระศาสนานี้บรรลุถึงความสิ้นทุกข์. จบสังวรสูตรที่ ๔ อรรถกถาสังวรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสังวรสูตรที่ ๔ ดังต่อไปนี้ :- ความเพียร ชื่อ ปธาน. ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ผู้สำรวมจักษุเป็นต้น ชื่อสังวรปธาน. ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ผู้ละกามวิตกเป็นต้น ชื่อปหานปธาน. ความเพียรที่เกิดขึ้นแก่ผู้เจริญสัมโพชฌงค์ ชื่อภาวนาปธาน. ความเพียรที่ เกิดขึ้นแก่ภิกษุผู้ตามรักษาสมาธินิมิต ชื่ออนุรักขนาปธาน. ในบทว่า

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 43

วิเวกนิสฺสิต เป็นอาทิ มีวินิจฉัยดังนี้ แม้บททั้ง ๓ คือ วิเวก วิราคะ นิโรธ เป็นชื่อของนิพพาน. แท้จริงนิพพาน ชื่อวิเวก เพราะสงัดจากอุปธิ ชื่อ วิราคะ เพราะราคะเป็นต้นอาศัยนิพพานนั้น จึงคลายไป. ชื่อนิโรธ เพราะ ราคะเป็นต้นอาศัยนิพพานนั้น ก็ดับไป เพราะฉะนั้น ในบทว่า วิเวกนิสฺสิต เป็นอาทิ จึงมีความว่า อาศัยนิพพานโดยเป็นอารมณ์บ้าง โดยเป็นธรรมที่พึง บรรลุบ้าง. ในบทว่า โวสฺสคฺคปริณามึ นี้ โวสสัคคะมี ๒ คือ ปริจจาค- โวสสัคคะ ๑ ปักขันทนโวสสัคคะ ๑. ในสองอย่างนั้น วิปัสสนาชื่อ ปริจจาคโวสสัคคะ เพราะสละราคะในกิเลสและขันธ์ ด้วยอำนาจตทังค- ปหาน มรรค ชื่อปักขันทนโวสสัคคะ เพราะแล่นไปสู่นิพพานด้วยอำนาจ อารมณ์. เพราะฉะนั้น ในบทว่า โวสฺสคฺคปริณามึ นี้ จึงมีเนื้อความดังนี้ว่า สติสัมโพชฌงค์ ที่ภิกษุเจริญอยู่โดยประการใด ย่อมน้อมไปเพื่อสละ ย่อมถึง วิปัสสนาภาวนา และมัคคภาวนา ภิกษุย่อมเจริญสติสัมโพชฌงค์นั้น โดย ประการ นั้น แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. บทว่า ภทฺทก ได้แก่ ที่ได้แล้ว. สมาธิที่ได้แล้ว ด้วยอำนาจอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น เรียกว่า สมาธินิมิต. บทว่า อนุรกฺขติ ได้แก่ ทำราคะ โทสะ โมหะ ซึ่งเป็นธรรมอันเป็นข้าศึกต่อสมาธิ ให้เหือดแห้งไปรักษาไว้. ก็สัญญา ๕ มีอัฏฐิกสัญญาเป็นต้น ตรัสไว้ในข้อนี้ แต่ในที่นี้ พึงกล่าวอสุภสัญญา ๑๐ ให้พิสดารด้วย. ความพิสดารของอสุภสัญญา นั้น กล่าวไว้แล้วในวิสุทธิมรรค. ในคาถา ท่านกล่าวความเพียรอย่างเดียวที่ให้สำเร็จสังวรเป็นต้น โดยชื่อว่า สังวร. บทว่า ขย ทุกฺขสฺส ปาปุเณ คือพึงบรรลุพระอรหัต กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นทุกข์. จบอรรถกถาสังวรสูตรที่ ๔

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 44

๕. บัญญัตติสูตร ว่าด้วยอัครบัญญัติ ๔ [๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อัครบัญญัติ (บัญญัติกันว่าเยี่ยมยอด) ๔ นี้ อัครบัญญัติ ๔ คืออะไร คือ ที่เยี่ยมยอดทางอัตภาพ (ตัวใหญ่ที่สุด) ได้แก่อสุรินทราหู ที่เยี่ยมยอดทางบริโภคกาม ได้แก่พระเจ้ามันธาตุ ที่เยี่ยม ยอดทางเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ได้แก่มารผู้มีบาป พระตถาคตอรหันตสัมมาสัม- พุทธเจ้า ปราชญ์กล่าวว่าเยี่ยมยอด ในโลกทั้งเทวโลกทั้งมารโลกทั้งพรหมโลก ในหมู่สัตว์ทั้งเทวดามนุษย์ รวมทั้งสมณพราหมณ์ ภิกษุทั้งหลาย นี้แล อัครบัญญัติ ๔. ราหูเป็นเยี่ยมทางอัตภาพ พระเจ้า มันธาตุเป็นเยี่ยมทางบริโภคกาม มารผู้ รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ด้วยยศ เป็นเยี่ยมในทาง เป็นใหญ่ พระพุทธเจ้า ปราชญ์กล่าวว่า เป็นเยี่ยมยอดแห่งสัตว์โลกทั้งเทวดา ทั้ง เบื้องสูง ท่ามกลาง เบื้องต่ำ ทุกภูมิโลก. จบบัญญัตติสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 45

อรรถกถาบัญญัตติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปัญญัติสูตรที่ ๕ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า อคฺคปญฺตฺติโย ได้แก่ การบัญญัติสูงสุด. บทว่า อตฺต- ภาวีน ได้แก่ มีอัตภาพทั้งหลาย. บทว่า ยทิท ราหุ อสุรินฺโท ได้แก่ อสุรินทราหูนี้ ชื่อว่าเป็นยอด. ได้ยินว่า ในข้อนี้ อสุรินทราหูสูง ๔,๘๐๐ โยชน์. ที่ระหว่างแขนของเขา ๑,๒๐๐ โยชน์. ฝ่ามือและฝ่าเท้าหนา ๓๐๐ โยชน์. ข้อนิ้วมือ ๕๐ โยชน์. ที่ระหว่างคิ้วของเขา ๕๐ โยชน์. หน้าผาก ๓๐๐ โยชน์ ศีรษะ ๙๐๐ โยชน์. บทว่า กามโภคีน ยทิท ราชา มนฺธาตา ความว่า พระเจ้า มันธาตุนี้ ชื่อว่าเป็นยอดของสัตว์ผู้บริโภคกามทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของ มนุษย์ จริงอยู่ พระเจ้ามันธาตุนั้น เกิดในมนุษย์ทั้งหลายผู้มีอายุอสงไขยหนึ่ง บันดาลให้ฝนตกเป็นเงิน ในขณะที่ปรารถนา ๆ บริโภคกามที่เป็นของหมู่มนุษย์ เป็นเวลาช้านาน ส่วนในเทวโลก ก็บริโภคกามอันประณีต ตลอดอายุ พระอินทร์ ๓๖ พระองค์ เพราะฉะนั้น ท้าวเธอจึงชื่อว่า เป็นยอดของผู้ บริโภคกามทั้งหลาย. บทว่า อาธิปเตยฺยาน ความว่า แห่งบรรดาผู้ครอง ตำแหน่งอธิบดี ตำแหน่งหัวหน้า. บทว่า ตถาคโต อคฺคมกฺขายติ ความว่า ปราชญ์เรียกตถาคตว่าเลิศประเสริฐสูงสุด โดยคุณที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า อิทฺธิยา ยสสา ชล ความว่า ผู้รุ่งเรืองด้วยความสำเร็จ แห่งทิพยสมบัติ และด้วยยศกล่าวคือบริวาร. บทว่า อุทฺธ ติริย อปาจีน ได้แก่ ในเบื้องบน เบื้องกลาง เบื้องต่ำ. บทว่า ยาวตา ชคโต คติ ได้แก่ ภูมิสำเร็จแห่งโลกเพียงใด. จบอรรถกถาบัญญัตติสูตรที่ ๕

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 46

๖. โสขุมมสูตร ว่าด้วยญาณเป็นเครื่องแทงตลอดลักษณะอันละเอียด ๔ ประการ [๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณเป็นเครื่องแทงตลอดลักษณะอัน- ละเอียด ๔ ประการนี้ ๔ ประการเป็นไฉน คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ๑. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณอันกำหนดรู้ลักษณะอันละเอียดในรูป อย่างยิ่ง ย่อมไม่พิจารณาเห็นญาณอันกำหนดรู้ลักษณะอันละเอียดในรูปอื่น ซึ่งยิ่งกว่าหรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปนั้น และไม่ปรารถนาญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปอื่น อันยิ่งกว่า หรือประณีตกว่าญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดในรูปนั้น. ๒. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดใน เวทนา... ๓. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดใน สัญญา... ๔. เป็นผู้ประกอบด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียดใน สังขาร... ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ญาณเป็นเครื่องกำหนดลักษณะอันละเอียด ๔ ประการนี้แล. ภิกษุใดรู้ความสุขุมในรูปขันธ์ และ รู้ความเกิดแห่งเวทนาทั้งหลาย รู้ความเกิด และความดับแห่งสัญญา รู้สังขารทั้งหลาย โดยความไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์และ โดยความไม่ใช่ตน ภิกษุนั้นชื่อว่า ผู้เห็น ชอบ ผู้สงบแล้ว ยินดีแล้วในสันติบท

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 47

ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ชนะมาร กับทั้งพลพาหนะมารแล้ว. จบโสขุมมสูตรที่ ๖ อรรถกถาโสขุมมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในโสขุมมสูตรที่ ๖ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า โสขุมฺมานิ ได้แก่ ญาณที่เป็นเครื่องแทงสุขุมลักษณะได้ ตลอด. บทว่า รูปโสขุมฺเมน สมนฺนาคโต โหติ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบ- ด้วยญาณที่กำหนดรู้ลักษณะสุขุมอันละเอียดในรูป. บทว่า ปรเมน ได้แก่ สูงสุด. บทว่า เตน จ รูปโสขุมฺเมน ความว่า ด้วยญาณที่กำหนดรู้ สุขุมลักษณะจนถึงอนุโลมญาณนั้น. บทว่า น สมนุปสฺสติ ได้แก่ ไม่พิจารณาเห็นโดยความไม่มี. บทว่า น ปฏิเติ ได้แก่ ไม่ปรารถนา โดยความไม่มี. แม้ในเวทนาที่สุขุมเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า รูปโสขุมฺมต ตฺวา ความว่า ภิกษุรู้ความที่รูปขันธ์เป็น ของสุขุมด้วยญาณเป็นเครื่องกำหนดสุขุมลักษณะที่ละเอียด. บทว่า เวทนา- นญฺวิ สมฺภว ความว่า รู้ถึงแดนเกิดแห่งเวทนาขันธ์. บทว่า สญฺา ยโต สมุเทติ ความว่า รู้เหตุที่สัญญาขันธ์เกิดคือบังเกิด. บทว่า อตฺถ- คจฺฉติ ยตฺถ จ ความว่า รู้ถึงที่สัญญาขันธ์ดับ. บทว่า สงฺขาเร ปรโต ตฺวา ความว่า รู้ถึงสังขารขันธ์แปรเป็นอย่างอื่น โดยสภาพชำรุด เพราะ เป็นของไม่เที่ยง. ก็อนิจจานุปัสสนาตรัสด้วยบทนี้. ตรัสทุกขานุปัสสนา และ อนัตตานุปัสสนาด้วยบทนี้ว่า ทุกฺขโต โน จ อตฺตโต. บทว่า สนฺโต ความว่า ชื่อว่าสงบ เพราะกิเลสสงบ. บทว่า สนฺติปเท รโต ได้แก่ ยินดีในนิพพาน. ในสูตรนี้ ตรัสวิปัสสนาในฐานะ ๔ เท่านั้น ในคาถาตรัส โลกุตรธรรมด้วยแล. จบอรรถกถาโสขุมมสูตรที่ ๖

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 48

๗. ปฐมอคติสูตร ว่าด้วยความลำเอียง ๔ [๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความลำเอียง ๔ ประการนี้ ความลำเอียง ๔ คืออะไร คือลำเอียงเพราะชอบกัน ลำเอียงเพราะชังกัน ลำเอียงเพราะเขลา ลำเอียงเพราะกลัว ภิกษุทั้งหลาย นี้แลความลำเอียง ๔ ประการ บุคคลใดประพฤติล่วงธรรม เพราะ ความชอบกัน เพราะความชังกัน เพราะ ความกลัว เพราะความเขลา ยศของบุคคล นั้นย่อมเสื่อม เหมือนดวงจันทร์ข้างแรม ฉะนั้น. จบปฐมอคติสูตรที่ ๗ อรรถกาปฐมอคติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอคติสูตรที่ ๗ ดังต่อไปนี้ :- บทว่า อคติคมนานิ ได้แก่ ความลำเอียง. บทว่า ฉนฺทาคตึ คจฺฉติ ความว่า บุคคลลำเอียงเพราะชอบกัน คือทำสิ่งที่ไม่ควรทำ. แม้ใน บทที่เหลือก็นัยนี้แล. บทว่า ฉนฺทา โทสา ภยา โมหา ความว่า บุคคลลำเอียง เพราะชอบกัน เพราะชังกัน เพราะกลัว เพราะเขลา. บทว่า อติวตฺตติ ได้แก่ ละเมิดธรรม. จบอรรถกถาปฐมอคติสูตรที่ ๗

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 49

๘. ทุติยอคติสูตร ว่าด้วยความลำเอียง ๔ [๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความไม่ลำเอียง ๔ ประการนี้ ความ ไม่ลำเอียง ๔ คืออะไร คือไม่ลำเอียงเพราะชอบกัน ไม่ลำเอียงเพราะชังกัน ไม่ลำเอียงเพราะเขลา ไม่ลำเอียงเพราะกลัว ภิกษุทั้งหลาย นี้แล ความไม่ลำเอียง ๔ ประการ. บุคคลใดไม่ประพฤติล่วงธรรม เพราะความชอบกัน เพราะความชังกัน เพราะความกลัว เพราะความเขลา ยศของ บุคคลนั้นย่อมเพิ่มพูน เหมือนดวงจันทร์ ข้างขึ้น ฉะนั้น. จบทุติยอคติสูตรที่ ๘ ทุติยอคติสูตรที่ ๘ ง่ายทั้งนั้น. ๙. ตติยอคติสูตร ว่าด้วยความลำเอียงและความไม่ลำเอียง [๑๙] สูตรนี้ นำเอาสูตร ๑๗, ๑๘ มารวมเข้าเป็นสูตรเดียว ความเหมือน ๒ สูตรนั้นทุกประการ. จบตติยอคติสูตรที่ ๙ ตติยอคติสูตรที่ ๙ ตรัสด้วยนัยทั้งสองด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ เหมือนกัน.

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ - หน้าที่ 50

๑๐. ภัตตุเทสกสูตร ว่าด้วยพระภัตตุเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๔ [๒๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระภัตตุทเทสก์ ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อมอุบัติในนรก เหมือนเขานำตัวไปขังไว้ฉะนั้น ธรรม ๔ ประการ คืออะไร คือ ลำเอียงเพราะชอบกัน ลำเอียงเพราะชังกัน ลำเอียงเพราะเขลา ลำเอียงเพราะกลัว พระภัตตุทเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการนี้แล ย่อม อุบัติในนรก เหมือนเขานำตัวไปขังไว้ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลาย พระภัตตุทเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ ย่อม อุบัติในสวรรค์ เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น ธรรม ๔ ประการ คืออะไร คือ ไม่ลำเอียงเพราะชอบกัน ไม่ลำเอียงเพราะชังกัน ไม่ลำเอียง เพราะเขลา ไม่ลำเอียงเพราะกลัว พระภัตตุทเทสก์ประกอบด้วยธรรม ๔ ประการ นี้แล ย่อมอุบัติในสวรรค์ เหมือนเขาเชิญตัวไปประดิษฐานไว้ฉะนั้น ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่สำรวมใน กามทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม ไม่เคารพธรรม ลำเอียงเพราะชอบกัน เพราะชังกัน และเพราะกลัว นั่นเราเรียกว่า ผู้เป็นหยากเยื่อในบริษัทพระสมณะผู้รู้ตรัส ไว้อย่างนี้แล. เพราะเหตุนั้น ชนเหล่าใดตั้งอยู่ใน ธรรม ไม่ทำความชั่ว ไม่ลำเอียงเพราะ ชอบกัน ชังกัน และไม่ลำเอียงเพราะ